สังคมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 49 Nonaka and Takeuchi๒๙ เรียกว่าเป็นความรู้เฉพาะตัวหรือความรู้ท่ีฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นปัญญาความรู้ท่ีมาจากการปฏิบัติจากการใช้วิจารณญาณ ปฏิภาณไหวพริบ เทคนคิ เฉพาะตวั เชน่ อาจเรยี กวา่ เคลด็ วชิ าหรอื ภมู ปิ ญั ญา (Exclusive wisdom) ปฏบิ ตั ิ (Practice) ประสบการณ์ (Experience) วจิ ารณญาณใชป้ ฏิภาณ (Intelligence) เทคนคิ เฉาะตวั (Exclusive technique) เป็นต้น ดงั นนั้ คำ� วา่ “อดุ มปญั ญา” จงึ หมายถงึ ปญั ญาความรทู้ สี่ มบรู ณเ์ พยี บพรอ้ มในปญั ญา ท้ังสามระดับเก่ียวกับเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงอย่างถ่องแท้ไม่ว่าเป็นการอ่าน การฟัง การคิดพิจารณา ใครค่ รวญไตรต่ รอง และการลงมือปฏบิ ตั ิจนเกิดทักษะความชำ� นาญในเรอ่ื งใดเร่ืองนนั้ เป็นอยา่ ง ดียงิ่ ค�ำวา่ “ประชาธิปไตย” ตรงกับคำ� ในภาษาองั กฤษวา่ Democracy ซึง่ มาจากศัพท์ ภาษากรกี วา่ Demos หมายถงึ ประชาชน กบั Kratien หมายถงึ การปกครอง ดงั นนั้ ประชาธปิ ไตย จึงเป็นความปรารถนาของมนุษย์ท่ีจะยอมรับนับถือและรักษาไว้ซึ่งความส�ำคัญของตนเอง รวมตลอดถงึ ความเสมอภาคระหว่างบคุ คลทั้งในทางเศรษฐกจิ สังคมการเมอื ง๓๐ ประชาธปิ ไตย เปน็ แนวความคดิ และเปน็ การปฏบิ ตั ิ ทมี่ งุ่ ไปสคู่ วามผาสกุ รว่ มกนั ของประชาชน โดยมเี จตนารมณ์ ร่วมกันของประชาชนน้ันเองเป็นเครื่องน�ำทาง๓๑ ประชาธิปไตยหมายถึงรูปการปกครองท่ียึด อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนไมว่ า่ จะเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธบิ ดี (Presidential Democracy) หรือแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ถ้าอ�ำนาจสูงสุดในการก�ำหนด การปกครองอยู่ท่ีประชาชนแล้วก็เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยทั้งสิ้น ประเทศที่เป็น ประชาธปิ ไตยนั้นจ�ำเปน็ ตอ้ งมีรฐั ธรรมนญู ซง่ึ อาจ เป็นรฐั ธรรมนูญแบบลายลกั ษณอ์ ักษรหรอื ไม่ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรกไ็ ด้ เพราะประชาธปิ ไตยถอื การปกครองโดยกฎหมาย (Rule by law) อยา่ งไร กต็ าม รฐั ธรรมนญู นน้ั เปน็ เพยี งกตกิ าการปกครอง ไมใ่ ชเ่ ครอ่ื งหมายแสดงความเปน็ ประชาธปิ ไตย เพราะฉะน้ันการทป่ี ระเทศใดมรี ฐั ธรรมนญู จึงมไิ ด้หมายความว่ารูปการปกครองของประเทศน้ัน เปน็ ประชาธิปไตย๓๒ ๒๙ I. Nonaka, and H. Takeuchi, The knowledge-creating company, (New York: Oxford University press, 1995). ๓๐ Harold J. Laski, Trade Unions in the New Society, (New York: the American Books Stratford Press, 1949). ๓๑ Charles E. Merriam, The Making of Citizens : A Comparative Study of Methods of Civic Training, (Chicago: Univerrsity of Chicago Press, 1931). ๓๒ สุขุม นวลสกุล และวิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ์, การเมืองและการปกครองไทย, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง, ๒๕๒๔).
50 รัฐสภาสาร ปีท่ ี ๖๘ ฉบับท ี่ ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ดงั นนั้ จะเหน็ ไดว้ า่ คำ� อธบิ ายความหมายของคำ� วา่ “ประชาธปิ ไตย” สามารถจำ� แนก ออกได้สามประการ ได้แก่ ในความหมายของหลักการพื้นฐาน ความหมายของรูปแบบ การปกครอง และความหมายของวิถีการดำ� เนนิ ชวี ิต ดงั นี้ ๑. ประชาธิปไตยในความหมายของหลักการพื้นฐาน (Basic principles) ประชาธิปไตยมีพื้นฐานอยู่บนความเช่ือในความส�ำคัญและศักด์ิศรีของปัจเจกบุคคล ความเชื่อ ในความเสมอภาคของมนุษย์ และความเช่ือในความจ�ำเป็นท่ีจะต้องมีความเป็นอิสระเสรี ประชาธปิ ไตยจงึ ประกอบดว้ ยหลกั การต่างๆ ดังต่อไปน๓ี้ ๓ ๑.๑. เสรภี าพ (Liberty) คอื อสิ รภาพของบคุ คลทจี่ ะกระทำ� การอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ตามความประสงค์ของตนโดยไม่อยู่ภายใต้การกดข่ีของรัฐ เว้นแต่อยู่ภายใต้กรอบกติกา ที่กฎหมายก�ำหนดไว้ เพ่ือป้องกันการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในหลัก ประชาธิปไตย เสรภี าพคอื กุญแจส�ำคัญทีจ่ ะน�ำไปส่คู วามกา้ วหนา้ ของสังคม ๑.๒ ความเสมอภาค (Equality) คือ ความเท่าเทียมกันของคนในสังคม เป็นความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และเท่าเทียมกันในฐานะท่ีเป็นสมาชิกของสังคม เหมือนกัน มีศักด์ิศรี เกียรติยศ และมีคุณค่าในความเป็นคนอย่างเดียวกัน ความเสมอภาค ประกอบไปด้วย (๑) ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ (๒) ความเสมอภาคตามกฎหมาย (๓) ความเสมอภาคในดา้ นโอกาส (๔) ความเสมอภาคในทางการเมอื ง (๕) ความเสมอภาคใน การใช้สิทธเิ ลอื กตง้ั (๖) ความเสมอภาคในการสมัครรับเลือกตัง้ และ (๗) ความเสมอภาคในทาง เศรษฐกจิ ๑.๓ อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชน (Popular Sovereignty) คอื ปจั จยั ทเ่ี ชอ่ื วา่ สงั คมกอ่ ตงั้ ขน้ึ โดยความยนิ ยอมของประชาชน ในการทจี่ ะใหอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยของสงั คมสว่ นรวม เข้ามาแทนท่เี สรีภาพธรรมชาติ โดยทกุ คนจะมสี ่วนในอธปิ ไตยน้นั ๆ เท่าเทียมกัน ตามหลักการนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจงึ เปน็ การปกครองท่ปี ระชาชนเป็นทั้งผู้ปกครอง และผู้ถกู ปกครอง ในระบอบประชาธปิ ไตย เน่ืองจากผปู้ กครองมาจากการเลอื กตั้งโดยยึดหลกั การเสียง ขา้ งมาก จงึ มสี ทิ ธอิ ำ� นาจอนั ขอบธรรมในการปกครองประเทศเพราะไดร้ บั สทิ ธจิ ากผถู้ กู ปกครอง โดยตรง ๑.๔ หลักการเสียงข้างมากที่คุ้มครองเสียงข้างน้อย (The Rule of Majority) เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจปัญหาบ้านเมืองไม่ว่า ๓๓ บวรศักด์ิ อุวรรณโณ, “๗๖ ปี ประชาธปิ ไตยไทยกบั การเมืองภาคประชาชน” จลุ นติ ิ ๕, ๖ (๒๕๕๑): ๘.
สงั คมอดุ มปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 51 จะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนราษฎร ซึง่ ในความเป็นจริงประชาชนทกุ คนย่อมมีความคดิ เห็นไมต่ รง กัน ดังน้ันเพื่อเป็นการตัดสินปัญหาจึงต้องยึดเสียงข้างมากที่มีต่อเร่ืองน้ันๆ เป็นเกณฑ์ในการ ตัดสิน ท้ังน้ีเพ่ือเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของเสียงข้างน้อย หลกั ประชาธปิ ไตยจงึ ตอ้ งประกอบดว้ ยหลกั การคมุ้ ครองเสยี งขา้ งนอ้ ย (Minority right) ดว้ ย ทง้ั นี้ การตัดสินใจโดยล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อยถือว่าเป็นการปกครองโดยระบอบ เผดจ็ การเสียงข้างมาก (Dictatorship of the Majority) ๑.๕ หลักการฉันทานุมัติ (Consent) คือ การได้รับความยินยอมพร้อมใจจาก ประชาชน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกตัวแทนในการเข้ามาท�ำงานการเมืองเพ่ือตอบ สนองความตอ้ งการจำ� เปน็ ของประชาชนและสาธารณะประโยชน๓์ ๔ หลกั ฉนั ทานมุ ตั เิ ปน็ หลกั การ พนื้ ฐานหนง่ึ ของแนวทางสนั ตวิ ธิ ี (Peaceful way) ทจี่ ำ� เปน็ ตอ้ งใชค้ วบคกู่ บั หลกั การเสยี งขา้ งมาก เป็นการตัดสนิ ใจในการแกป้ ญั หาหรือหาทางออกให้กบั บา้ นเมือง ๒. ประชาธปิ ไตยในความหมายของรปู แบบการปกครอง (Form of government) หมายถึง ส่ิงท่ีเป็นรูปธรรมท่ีใช้ส�ำหรับการจัดระเบียบและโครงสร้างทางสังคมซึ่งต้ังอยู่บนหลัก การพน้ื ฐานแหง่ ประชาธปิ ไตย การปกครองโดยระบอบประชาธปิ ไตยสามารถแบง่ เปน็ ๒ รปู แบบ ดงั น๓ี้ ๕ ๒.๑ หลกั ประมขุ ของประเทศ (Head of State) จำ� แนกออกเปน็ ดงั นี้ ๒.๑.๑ การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ เป็นศูนย์รวมของอ�ำนาจอธิปไตย ซ่ึงเปน็ ของประชาชนท้งั มวล โดยจะใช้อ�ำนาจอธปิ ไตยผา่ นอำ� นาจสามฝ่าย คอื นติ ิบัญญตั ิผ่าน ทางรัฐสภา บริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และตุลาการผ่านทางศาล ท้ังน้ี พระมหากษัตริย์จะ เป็นกลาง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการประเทศ ประเทศที่ปกครองโดยระบอบนี้ ไดแ้ ก่ สหราชอาณาจกั ร ประเทศไทย และประเทศญปี่ ุ่น เปน็ ตน้ ๓๔ Wuttichai Chaiyawut, “The concept of Consent and Representation in Chart Kobjitti’s Novels and Short Stories,” Political Science and Public Administration Journal 6, 1-2 (January-December 2015): 5-24. ๓๕ Inter-Parliamentary Union, Democracy: Its Principles and Achievement [Online] Retrieved from http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOCRACY_PR_E.pdf on July 24, 2014.
52 รัฐสภาสาร ปีท ่ี ๖๘ ฉบบั ท่ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ๒.๑.๒ การปกครองโดยมปี ระธานาธบิ ดเี ปน็ ประมขุ (Presidency) ผดู้ ำ� รง ตำ� แหนง่ ประธานาธบิ ดมี าจากการเลอื กตง้ั ของประชาชน ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ประมขุ ของรฐั และในบาง ประเทศจะทำ� หน้าที่เปน็ ประมขุ ของฝ่ายบรหิ ารดว้ ย เชน่ สหรฐั อเมริกา อินโดนเี ซยี เปน็ ต้น ๒.๒. หลักการรวมและแยกอำ� นาจ (Separation of Powers) จ�ำแนกออกไดด้ งั น้ี ๒.๒.๑ การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติจะท�ำหน้าที่ผ่านรัฐสภา ระบอบรัฐสภาสามารถแบ่งออกได้เป็นรูปแบบ สภาเดียว (Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศสว่ นใหญ่ ท่ีปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งท่ัวไป แต่ในขณะ เดยี วกัน ประเทศที่ใชร้ ปู แบบสองสภา อาจมสี ภาใดสภาหนงึ่ ทม่ี าจากการเลือกตง้ั ในขณะทีอ่ ีก สภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ทั้งนี้ ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐสภา ผ่านกระบวนการและอ�ำนาจหน้าท่ีท่ีบัญญัติไว้ใน รฐั ธรรมนญู ๒.๒.๒ การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบรัฐสภา แต่กระบวนการในการจัดต้ังรัฐบาลและแบ่งแยกอ�ำนาจ จะแตกต่างกัน ในระบอบนี้ ประธานาธิบดีซ่ึงเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหาร จะมาจาก การเลอื กตั้งท่ัวไป เมอ่ื ไดร้ ับเลือกตั้งจะมีสิทธแิ ละอำ� นาจในการแต่งตัง้ คณะรัฐมนตรีเพ่ือบริหาร ประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาท้ังสองสภาจะมาจาก การเลือกตั้งท่วั ไปท่ไี ม่เก่ียวขอ้ งกบั การเลอื กต้งั ประธานาธิบดี ดังนัน้ อ�ำนาจนติ บิ ัญญัติ อำ� นาจ บริหาร และอ�ำนาจตุลาการ จึงเป็นอิสระและแยกขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม ในเร่ืองของ การถว่ งดุลอำ� นาจ ในระบบประธานาธบิ ดีจะมีกลไกทางรัฐธรรมนูญทใ่ี ห้รัฐสภามอี ำ� นาจในการ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ผ่านการควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และการลงมติ เพื่อกล่าวโทษ (Impeachment) และปลดออกจากต�ำแหน่ง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่ เป็นต้นแบบของการปกครองลักษณะน้คี ือ สหรฐั อเมริกา ๒.๒.๓ การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธบิ ดเี ปน็ ประมขุ และบรหิ ารราชการแผน่ ดินรว่ มกบั นายกรฐั มนตรี ในด้านการบรหิ าร นายกรัฐมนตรีจะเป็นผใู้ ช้ อำ� นาจบรหิ าร และรบั ผดิ ชอบตอ่ รฐั สภา ประธานาธบิ ดจี ะเปน็ ผกู้ ำ� หนดนโยบายตา่ งประเทศและ การเมืองท่ัวไป ทั้งน้ี ประธานาธบิ ดีในระบบการปกครองแบบน้ี จะแตกต่างจากประธานาธิบดี ในระบบประธานาธบิ ดตี รงทจ่ี ะมอี ำ� นาจอนญุ าโตตลุ าการ ระหวา่ งรฐั สภากบั คณะรฐั มนตรี และ มอี ำ� นาจในการประกาศยบุ สภา ประเทศทีม่ กี ารปกครองลกั ษณะน้ี อาทิ ฝรงั่ เศส เปน็ ต้น
สงั คมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 53 ๓. ประชาธปิ ไตยในความหมายของวถิ กี ารดำ� เนนิ ชวี ติ (Democratic Way of Life) หรือ เรียกวา่ “วถิ ปี ระชาธปิ ไตย” หมายถึง การใช้ชีวติ หรือการดำ� รงชีวิตของพลเมอื งท้งั การรับรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมแสดงออก ตลอดจนอุปนิสัยที่ต้ังอยู่หลักการพื้นฐานประชาธิปไตย มอี งคป์ ระกอบ ๓ มติ ิ ไดแ้ ก๓่ ๖ ๓.๑ ความเข้าใจในหลักแห่งประชาธิปไตย พลเมืองของรัฐประชาธิปไตยต้อง เขา้ ใจในกฎ กตกิ าของการอยู่ร่วมกันในสังคมอยา่ งสงบสขุ โดยตอ้ งเรยี นรู้ถึงบทบาทหน้าที่ และ เสรีภาพของตนเอง รวมถึงการเคารพในเสรีภาพของผู้อ่ืน โดยความเข้าในในหลักการ ประชาธิปไตย ได้แก่ รับรู้และเข้าในเก่ียวกับปรัชญาของประชาธิปไตย หลักการส�ำคัญของ ประชาธิปไตย เหตผุ ลสำ� คญั ของระบอบประชาธปิ ไตย และ การพัฒนาการปกครองของระบบ ประชาธิปไตย โดยความเขา้ ใจน้สี ะท้อนออกมาในลกั ษณะทฤษฎีการเรียนร๓ู้ ๗ ดังน้ี (๑) ความรู้ (Knowledge) (๒) ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (Comprehension) (๓) การน�ำไปปรับใช้ (Application) (๔) การวิเคราะห์ (Analysis) (๕) การสงั เคราะห์ (Synthesis) และ (๖) การประเมนิ ผล (Evaluation) ๓.๒ อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย เป็นความเช่ืออย่างแรงกล้าในคุณค่า ความเปน็ มนษุ ยข์ องคนทกุ คนวา่ มคี า่ มศี กั ยภาพทจ่ี ะเรยี นรู้ มอี สิ รภาพ มคี วามรกั ความเออื้ อาทร ต่อกัน และร่วมมือกันพัฒนาสังคมจนเกิดประโยชน์ต่อทุกคนในสังคม อุดมการณ์แบบ ประชาธิปไตยอาจสะท้อนออกมาในลักษณะ ดังน้ี (๑) เชอ่ื มนั่ ว่ามนุษยเ์ ป็นผู้มีสติปัญญา รจู้ ักใช้ เหตุผล รู้ดีรู้ชั่ว และสามารถปกครองตนเองได้ ประชาธิปไตยนั้นเป็นระบบที่สมาชิกจะต้อง แสดงออกซึง่ เหตผุ ล เพ่ือใหไ้ ดม้ าซึง่ ขอ้ สรปุ ท่เี ป็นทยี่ อมรับกันเช่ือกันวา่ ถ้าการดำ� เนนิ การใด ๆ เปน็ ไปตามหลกั การแหง่ เหตผุ ลแลว้ ย่อมจะสง่ ผลใหเ้ กิดการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของสงั คมอยา่ ง ไม่มีขีดจ�ำกัด (๒) เชื่อม่ันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ค�ำว่า เสรีภาพ หมายถึง ความมีเสรี และเสรี หมายถึง ท�ำไดโ้ ดยปลอดอปุ สรรค ส่วนคำ� ว่า สทิ ธิ หมายถงึ อำ� นาจอนั ชอบธรรม แตอ่ ย่างไร ก็ตามเสรีภาพ ในระบอบประชาธิปไตยมิใช่ใช้โดยละเมิดสิทธิและเสรีภาพก่อให้เกิดความเดือด รอ้ นแกผ่ อู้ น่ื กลา่ วไดว้ า่ เสรภี าพประชาธปิ ไตยมขี อบเขตจำ� กดั ในระดบั หนง่ึ สงิ่ ทเ่ี ปน็ ตวั จำ� กดั คอื ๓๖ สญั ญา เคณาภมู ิ และกชพร ประทุมวัน, “วิถปี ระชาธปิ ไตยของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย” (Citizens’ Democratic Way of Life in a Democratic Regime): 191-194. ๓๗ B. S. Bloom, Human Characteristic and School Learning, (New York : McGraw-Hill Book Company, 1976).
54 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๘ ฉบับท ่ี ๑ เดอื นมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ กฎหมาย ขอ้ บงั คบั ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมทั้งวฒั นธรรมของสังคม และ (๓) เชอื่ มน่ั ใน ความเสมอภาคหรอื เท่าเทียมกนั ระบอบประชาธิปไตยเชอ่ื วา่ มนุษย์ทกุ คนไม่ว่าจะอยู่ในชนชัน้ ใด เพศใด มฐี านะทางเศรษฐกจิ หรอื ฐานะทางสงั คมอยา่ งไร ตา่ งเทา่ เทยี มกนั ความเทา่ เทยี มกนั ในที่นไ้ี ม่ใช่ความเทา่ เทียมกนั ในสตปิ ญั ญา ความสามารถ หรอื ความสงู ความต�่ำ ๓.๓ การด�ำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตย เป็นการด�ำเนินชีวิตของพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย โดยยึดหลักความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ และศักด์ิศรี แห่งความเป็นมนษุ ย์ ลกั ษณะส�ำคัญของการดำ� เนนิ ชีวิตแบบประชาธปิ ไตย อาจสะท้อนออกมา ดังน้ี เคารพเหตุผลมากกว่าบุคคล รู้จักการประนีประนอม มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม สามัคคีและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีเหตุผลและดุลยพินิจในการแก้ไขปัญหา ให้ความนบั ถือซึ่งกนั และกัน แบ่งปนั หนา้ ท่ีและผลประโยชน์กนั ร่วมกันทำ� หนา้ ที่ การประสาน เชอ่ื มโยงต่องานในหน้าท่ี เป็นต้น ๑. ประชาธิปไตยในความหมาย ๑.๑. เสรภี าพ (Liberty) ของหลักการพ้ืนฐาน ๑.๒ ความเสมอภาค (Equality) (Basic principles) ๑.๓ อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชน (Popular Sovereignty) ๑.๔ หลักการเสียงข้างมากท่ีคุ้มครองเสยี งขา้ งนอ้ ย (The Rule of Majority) ๑.๕ หลกั การฉนั ทานุมัติ (Consent) ๒. ประชาธิปไตยในความหมาย ๒.๑ หลักประมขุ ของประเทศ (Head of State) ได้แก่ การปกครองระบอบกษัตริย์ ของรูปแบบการปกครอง ภายใตร้ ฐั ธรรมนญู (Constitutional Monarchy) และการปกครองโดยม ี (Form of government) ประธานาธิบดเี ป็นประมุข (Presidency) ๒.๒. หลักการรวมและแยกอำ� นาจ (Separation of Powers) ไดแ้ ก่ การปกครอง ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System และการปกครองระบบผสม (Mixed System) ๓. ประชาธปิ ไตยในความหมาย ๓.๑ ความเข้าใจในหลกั แห่งประชาธปิ ไตย ของวิถีการด�ำเนินชวี ิต ๓.๒ อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย (Democratic Way of Life) ๓.๓ การดำ� เนินชีวติ แบบประชาธปิ ไตย แผนภาพที่ ๑ แสดงความหมายของคำ� ว่า “ประชาธปิ ไตย”
สังคมอุดมปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 55 อยา่ งไรกด็ ี เมอ่ื พจิ ารณาถอ้ ยคำ� ๓ คำ� ประกอบกนั อาจสรปุ ไดว้ า่ “สงั คมอดุ มปญั ญา ประชาธิปไตย” หมายถึง กลุ่มคนซึ่งอาศัยอยู่รวมกันท่ีมีปฏิสัมพันธ์ซ่ึงและกันท่ามกลางระบบ จัดสรรหน้าท่ีของสังคมหรือวัฒนธรรม (Culture) และระบบการจัดสรรอ�ำนาจหรือการเมือง (Politics) ทปี่ ระกอบไปดว้ ยปจั เจกบคุ คลทผ่ี มู้ ปี ญั ญาความรอู้ ยา่ งถอ่ งแทท้ ง้ั สตุ มยปญั ญา (ปญั ญา จากการฟังหรือการอา่ น) จนิ ตามยปัญญา (ปญั ญาจากการคดิ พิจารณา) และภาวนามยปญั ญา (ปญั ญาเกดิ จากลงมอื ปฏบิ ตั )ิ ในเรอ่ื งหรือเก่ียวขอ้ งกับความเปน็ ประชาธิปไตยครบถ้วนสมบรู ณ์ ทัง้ สามมิติของวิถีประชาธิปไตย ไดแ้ ก่ ความรูค้ วามเขา้ ใจในหลักการประชาธิปไตย อุดมการณ์ แบบประชาธปิ ไตย และการดำ� เนินชวี ติ ดว้ ยหลักการแบบประชาธปิ ไตย องค์ประกอบ - วฒั นธรรม (Culture) หรอื ระบบจดั สรรหน้าท่ีของสงั คม ของสงั คม - การเมือง (Politics) หรอื ระบบการจัดสรรอ�ำนาจ (Social) - สตุ มยปญั ญา (ปญั ญาจากการฟงั หรอื การอา่ น) ปญั ญาความรู้ - จินตามยปัญญา (ปญั ญาจากการคิดพจิ ารณา) (Intellectual) - ภาวนามยปญั ญา (ปญั ญาเกดิ จากลงมอื ปฏบิ ตั )ิ วถิ ีความเป็น - ความร้คู วามเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย ประชาธปิ ไตย (Democracy understanding) (Democracy - อุดมการณแ์ บบประชาธปิ ไตย (Democracy ideology) Way of Life) - การดำ� เนนิ ชีวติ ด้วยหลกั การแบบประชาธิปไตย (Democracy Trait and Habit) แผนภาพที่ ๒ ความหมายของสงั คมอุดมปญั ญาประชาธิปไตย
56 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๘ ฉบบั ท ี่ ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ องคป์ ระกอบของสงั คมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตย การทำ� ความเขา้ ใจองคป์ ระกอบของสงั คมอุดมปญั ญาประชาธิปไตย ผู้เขยี นเหน็ ว่า มีประเด็นการพิจารณาท่ีส�ำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นนิยามของสังคมอุดมปัญญา ประชาธิปไตยท่พี จิ ารณาในสามประเด็น ได้แก่ (๑) องคป์ ระกอบของสังคม (Social) ซึง่ เป็นเรือ่ ง ของระบบการจัดสรรอ�ำนาจและหน้าท่ีของสมาชิกในสังคมผู้เขียนจะเรียกว่า “ระบบและกลไก การจดั ระเบยี บสงั คม” (๒) องคป์ ระกอบดา้ นการรบั รปู้ ญั ญาความรู้ (Intellectual) ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งของ จิต (Mind) และการแสดงออกทางพฤตกิ รรมแบบวถิ ีความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Way of Life) โดยมองผ่านของมิติคือ มิติปัจเจกบุคคลและมิติกลุ่มบุคคล ดังนั้น การมองภาพ องคป์ ระกอบของสงั คม ไดแ้ ก่ มมุ มองในมติ ปิ จั เจกบคุ คล มมุ มองในมติ กิ ลมุ่ บคุ คลหรอื วถิ ปี ระชา (Folkways) และมมุ มองในมติ ริ ะบบและกลไกการจัดระเบียบทางสังคม นิยามสงั คมอดุ มปัญญาประชาธปิ ไตย องคป์ ระกอบที่ส�ำคัญของสังคมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตย องคป์ ระกอบดา้ นการรบั รปู้ ญั ญาความรู้ (Intellectual) (๑) มมุ มองในมติ ปิ จั เจกบคุ คลหรอื วถิ ปี จั เจกบคุ คล และการแสดงออกทางพฤติกรรมแบบวิถีความเป็น (Individual Ways) ประชาธปิ ไตย (Democracy Way of Life) (๒) มมุ มองในมติ กิ ล่มุ บคุ คลหรือวิถปี ระชา (Folkways) องคป์ ระกอบของสงั คม (Social) เปน็ ระบบการจดั สรร (๓) มุมมองในมิติระบบและกลไกการจดั ระเบยี บ อำ� นาจและหนา้ ทขี่ องสมาชกิ ในสังคม ทางสงั คม ๑. มุมมองในมติ ิปัจเจกบุคคลหรือวถิ ปี ัจเจกบุคคล (Individual Ways) ปัจเจกบุคคลเป็นหน่วยองค์ประกอบย่อยของสังคมหรือเป็นตัวแสดงทางสังคม ตัวหนึ่งท่ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การพิจารณาว่าวิถีปัจเจกท่ีเป็นองค์ประกอบ ย่อยหน่ึงของสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยว่าจะมีคุณลักษณะอย่างไร คุณลักษณะเบื้องต้น ของปัจเจกทต่ี ้องดำ� เนนิ ไปตามหลักการพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย ไดแ้ ก๓่ ๘ ๓๘ สญั ญา เคณาภูมิ และกชพร ประทุมวัน, เร่อื งเดยี วกัน, น. ๑๙๑.
สังคมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 57 ๑.๑ ความรู้ความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย (Democracy Perception) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง แน่นอนความรู้ความเข้าใจในส่ิงใดสิ่งหนึ่งย่อมมี ความลึกซง้ึ แตกตา่ งกนั ตอ่ ไปน้เี ปน็ ลำ� ดับความลกึ ซึ้งของความรคู้ วามเขา้ ใจ ๑.๑.๑ การรับรู้ (Perception) หมายถึง การที่เราสามารถตีความสิ่งต่างๆ ที่ได้จากประสาทสมั ผัส หรอื อวัยวะรบั ความรสู้ ึก ๕ ชนิด คอื ตา หู จมกู ลิ้น และผวิ หนัง ให้มี ความหมายว่าสิ่งที่มองเห็นคืออะไร เสียงท่ีได้ยินคืออะไร และกลิ่นท่ีได้คือกล่ินอะไร เป็นต้น การรับรู้จึงเป็นเพียงแค่ว่าสิ่งท่ีได้สัมผัสด้วยตา หู จมูก ล้ิน และผิวหนัง ว่าส่ิงน้ันคืออะไร หรอื เป็นเพยี งการจำ� ได้ (Remembering) ๑.๑.๒ ความเข้าใจ (Understanding) หมายถึง ความเข้าใจในความเปน็ ในส่ิงใดส่ิงหนง่ึ แบบธรรมดา ๑.๑.๓ ความเขา้ ใจอยา่ งครอบคลมุ ครบถว้ น (Comprehension) หมายถงึ ความเข้าใจในความเป็นไปท่ีสลับซับซ้อนกล่าวคือเป็นความเข้าใจที่มองเห็นความสัมพันธ์ของ ปัจจัยตา่ งๆ ของส่ิงน้ันๆ ความเป็นเข้าใจระดบั นเ้ี อามาใชใ้ นการทดสอบความรคู้ วามเข้าใจของ นักศึกษาระดับปรญิ ญาไท เรียกว่า การสอบประมวลความรู้ (Comprehensive Examination) ๑.๑.๔ ความเข้าใจอย่างลึกซ้ึง (Realize) หมายถึง ความเข้าใจในระดับ ที่มีประสบการณ์ (Experience) ในส่ิงนั้นเป็นความเข้าใจลงลึกถึงความรู้สึกเห็นคุณค่าแท้และ คณุ คา่ เทยี มหรอื ไมเ่ หน็ คณุ คา่ ในเรอ่ื งนนั้ ๆ เปน็ ความเขา้ ใจลงลกึ ถงึ นยั ยะ (Significant) ทะลผุ า่ น ศพั ท์บัญญตั ิ (Definition) ๑.๑.๕ การบรรลุ (Enlightenment) หมายถงึ ความเขา้ ใจอยา่ งทะลทุ ะลวง ระดบั การหยงั่ รู้ (Insight) หรือเรียกวา่ ตรสั รู้ กล่าวคอื เป็นการฝกึ จิต ภาษาทว่ั ไปเรยี กวา่ พลงั จติ การเข้าถงึ ระบบและกลไกในสิ่งๆ นน้ั อยา่ งถอ่ งแท้ (อยากรู้อะไรยอ่ มรู้ได้) การรับรู้ ความเขา้ ใจ ความเข้าใจอย่าง ความเข้าใจ การบรรลุ (Perception) (Understanding) ครอบคลุมครบถ้วน อย่างลึกซ้งึ (Enlightenment) (Comprehension) (Realize) แผนภาพท่ี ๓ ล�ำดบั ความลึกซึ้งของความรคู้ วามเข้าใจ
58 รฐั สภาสาร ปที ี ่ ๖๘ ฉบับท่ี ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ แม้นว่าความรู้ความเข้าใจมีหลายระดับทั้งการรับรู้ ความเข้าใจ ความเข้าใจ อยา่ งครอบคลมุ ครบถว้ น ความเขา้ ใจอยา่ งลกึ ซง้ึ การบรรลุ สำ� หรบั ความรคู้ วามเขา้ ใจในหลกั การ ประชาธปิ ไตยทพ่ี งึ ประสงคน์ นั่ การทพ่ี ลเมอื งของรฐั มคี วามเขา้ ใจอยา่ งลกึ ซงึ้ (Realize) ในหลกั การ ประชาธิปไตยถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมท่ีจะท�ำให้พัฒนาการของประชาธิปไตยก้าวไป อยา่ งมนั่ คง อยา่ งไรกต็ าม หลักการประชาธิปไตยทจี่ ะตอ้ งเข้าใจอยา่ งลึก ไดแ้ ก๓่ ๙ (๑) พงึ เขา้ ใจ ในปรัชญาของประชาธิปไตยว่าเป็นการปกครองโดยชนหมู่มากหรือการปกครองโดยหมู่ชนผู้มี อ�ำนาจทั้งในรูปแบบการเมืองการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง และวิถีการด�ำเนินชีวิต (๒) พงึ เข้าใจในความสำ� คญั ของประชาธิปไตย ได้แก่ อ�ำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน อำ� นาจ ทางการปกครองของรฐั เกดิ ขนึ้ จากความยนิ ยอมของประชาชน ศรทั ธาและเชอ่ื มนั่ ของความเปน็ มนษุ ย์ท่ีต้องต้องมีเสรีภาพ อิสรภาพ ความเปน็ อิสระ เสมอภาค และสทิ ธใิ นการกระทำ� ท่ีไมข่ ัด ตอ่ กฎหมาย (๓) พึงเข้าใจในเหตุผลจ�ำเปน็ ของประชาธิปไตย กลา่ วคอื การให้โอกาสประชาชน ทุกคน มีส่วนร่วมในการปกครองหรือสามารถเป็นผู้ปกครองเองหรือเลือกตัวแทน ไปท�ำการปกครองได้ “หัวใจของระบบประชาธิปไตย คือ ประชาชน” (๔) พึงเขา้ ใจในการพัฒนา การปกครองของระบบประชาธปิ ไตย เช่น การส่งเสรมิ การมสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง การสง่ เสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย การส่งเสริมการด�ำเนินชีวิตด้วยหลักความมีเหตุผล ความมนี ำ้� ใจเปน็ นกั กฬี า การเคารพในเสยี งขา้ งมาก ใหเ้ กยี รตเิ สยี งขา้ งนอ้ ย การแกไ้ ขปญั หาดว้ ย สันติวิธี ความมีระเบยี บวินยั และการเคารพในคณุ ค่าและศกั ดศิ์ รี ของบุคคล เป็นตน้ ๑.๒ อุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (Democracy Ideology) อุดมการณ์ทางการเมือง หมายถึง แนวความคิดทางการเมืองที่น�ำไปปฏิบัติจริง มีอิทธิพลต่อ กระบวนการทางการเมือง ตลอดจนการใช้อ�ำนาจรัฐ และการให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาล นอกจากน้ียังสะท้อนสภาพของสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละชุมชน อุดมการณ์ ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเน้นในเร่ืองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคควบคู่กันไป ค�ำว่า สิทธิ หมายถึง อ�ำนาจอันชอบธรรมหรือความสามารถที่จะกระท�ำการใดๆ ได้โดยชอบ ธรรม ส่วนเสรภี าพ หมายถงึ ความมอี ิสระในการกระท�ำการใดใดไดต้ ามปรารถนา แตม่ ขี อบเขต จ�ำกัดว่าการกระท�ำนั้นจะต้องไม่ละเมิดกฎหมายหรือไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ดังน้ัน สิทธิ เสรีภาพในระบอบประชาธปิ ไตย ได้แก่ เสรีภาพในการพดู การพมิ พ์ และการโฆษณา เสรภี าพ ๓๙ เรอ่ื งเดียวกนั , น. ๑๙๓.
สังคมอดุ มปัญญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 59 ในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการสมาคมหรือรวมกลุ่ม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิท่ีจะได้รับการ คมุ้ ครองครองตามกฎหมาย สทิ ธสิ ว่ นบคุ คล (ในรา่ งกาย การเลอื กประกอบอาชพี การสมรส การ หย่ารา้ ง ฯลฯ) โดยบุคคลทุกคนยอ่ มมีเสรีภาพตราบเท่าท่ไี มข่ ัดต่อกฎหมาย อยา่ งไรกต็ าม สำ� หรบั อดุ มการณแ์ บบประชาธปิ ไตยเปน็ เรอื่ งจติ ใจของปจั เจกบคุ คล วา่ จะลึกซ้ึงในเร่อื งใดเร่อื งหนึง่ มากนอ้ ยเพียงใดโดยมลี �ำดบั ขั้นระดบั ความลึกซงึ้ ทางจิตใจดังนี้ ๑.๒.๑ ความเชื่อ (Belief) หมายถึง การยอมรับว่าส่ิงใดสิ่งหน่ึงเป็น ความจริง (Reality) หรือมีการด�ำรงอยู่จริง (Actual existence) โดยอาศัยประสบการณ์ตรง (Direct experience) การไตรต่ รอง (Contemplation) หรอื การอนมุ าน (Inference) ๑.๒.๒ เจตคติ (Attitude) หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลซ่ึงเกิดจาก ประสบการณแ์ ละการเรยี นรทู้ ม่ี ตี อ่ สงิ่ หนง่ึ สงิ่ ใดหรอื หลายสง่ิ ในลกั ษณะทเ่ี ปน็ อตั วสิ ยั (Subjective) กอ่ ให้เกิดมที า่ ทหี รือมีความคดิ ไปในท�ำนองที่พงึ พอใจ/ไม่พอใจ เหน็ ดว้ ย/ไม่เหน็ ดว้ ย ชอบ/ไม่ชอบ รดู้ /ี รสู้ กึ ไมด่ ี โดยเจตคตทิ ำ� ใหบ้ คุ คลมแี นวโนม้ ทจี่ ะแสดงพฤตกิ รรมตอ่ สง่ิ นน้ั ในลกั ษณะเฉพาะตวั ตามทศิ ทางของทศั นคตทิ มี่ อี ยู่ เชน่ หากบคุ คลมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ สงิ่ นน้ั กจ็ ะนอ้ มตนเองเขา้ หาสงิ่ นนั้ แตห่ ากมีเจตคติไมด่ ตี อ่ ส่ิงนน้ั ก็จะหลีกเวน้ หา่ งไกลตอ่ สิ่งนน้ั ๑.๒.๓ คา่ นยิ ม (Values) หมายถงึ ความเชอื่ ความคดิ และพฤตกิ รรมของ บุคคลเก่ียวกับส่ิงใดสิ่งหน่ึงว่าเหมาะสม มีคุณค่า มีความส�ำคัญและเป็นส่ิงที่ปรารถนาส�ำหรับ ตนเองจนยอมรบั มาปฏบิ ตั ติ ามและหวงแหนไวร้ ะยะหนงึ่ คา่ นยิ มทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ตวั สรา้ งแรงจงู ใจ และพฤติกรรมให้กบั บคุ คลซึ่งมักจะเก่ียวข้องกบั การตัดสนิ ใจในแต่ละวนั โดยค่านยิ มของบุคคล จะแฝงอย่ภู ายใน ความคิด อารมณ์ ความร้สู ึกและเจตคติ ๑.๒.๔ อุดมการณ์ (Ideology) หมายถงึ ชุดของความเชอื่ พ้ืนฐานท่สี รา้ ง กรอบความคิดและก�ำหนดพฤติกรรมของบุคคลซ่ึงมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บคุ คลกบั กลมุ่ รวมถงึ สนบั สนนุ และทา้ ทายโครงสรา้ งทางสงั คม๔๐ อดุ มการณจ์ งึ เปน็ ระบบความคดิ ท้งั มวลซึง่ ออกแบบมาเพ่อื ช้นี ำ� พฤตกิ รรมของคนในสังคม๔๑ ๔๐ A. Heywood, Political ideologies, 5th ed., (Hampshire: Palgrave Macmillan,1994), p. 15 ; อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, วาทวิพากษ์ตะวันตก (ค.ศ. ๑๙๒๕-ปัจจุบัน) กับปริบทประเทศไทย, (กรุงเทพฯ: สำ� นกั พมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๗), น. ๒๑๑. ๔๑ H. M. Levine, Political issued Debated: An introduction to politics, 3rd ed., (New Jersey: Prentice-Hall, 1990) p. 67.
60 รัฐสภาสาร ปที ่ ี ๖๘ ฉบับท ี่ ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ความเช่อื เจตคติ คา่ นิยม อดุ มการณ์ (Belief) (Attitude) (Values) (Ideology) แผนภาพที่ ๔ ลำ� ดับการก่อเกิดอุดมการณท์ างการเมอื งแบบประชาธปิ ไตย (Democracy Ideology) อยา่ งไรกต็ าม อุดมการณ์การเมอื งมีความเป็นพลวตั ิ (Dynamic) เน่ืองจากมงุ่ เนน้ ท่ี ปฏบิ ตั กิ ารและการออกแบบระบบเพอ่ื ใหเ้ ปน็ แบบแผนจงึ มคี วามหลากหลาย เชน่ การเมอื งแบบ เสรนี ยิ ม (liberalism) การเมืองแบบอำ� นาจนิยม (authoritarianism) การเมืองแบบประโยชนน์ ิยม (utilitarianism) การเมืองแบบชุมชนนิยม (communitarianism) การเมืองแบบคอมมิวนิสต์ (communism) การเมอื งแบบประชาธปิ ไตย (democracy) เปน็ ตน้ สำ� หรบั อดุ มการณท์ างการเมอื ง (Political ideology) ในระบอบการเมอื งการปกครองแบบประชาธปิ ไตยมงุ่ เนน้ ความคดิ ความเชอื่ เกย่ี วขอ้ งกบั สทิ ธเิ สรภี าพทเ่ี ทา่ เทยี มกนั ของคนในสงั คม การยอมรบั หลกั เหตผุ ล การยอมรบั เสยี ง ขา้ งมาก เคารพเสยี งขา้ งนอ้ ย เปน็ ตน้ ๔๒ นอกจากนน้ั อดุ มการณแ์ บบประชาธปิ ไตยมคี วามจำ� เปน็ ส�ำหรับการพัฒนาพลเมืองเมืองในระบอบประชาธิปไตยซ่ึงต้องยึดมั่นเป็นแนวปฏิบัติหรือ เป็นวัตรปฏิบัติของตนเองอยู่ร�่ำไปความเช่ือมั่นอย่างแรงที่จ�ำเป็นของอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไดแ้ ก่ (๑) เชือ่ ม่นั วา่ มนษุ ย์เป็นผู้มสี ตปิ ญั ญา รจู้ กั ใชเ้ หตผุ ล รู้ดีรูช้ ว่ั และสามารถปกครองตนเองได้ (๒) เช่อื มัน่ ในเร่อื งสิทธิเสรภี าพ และ (๓) เชอื่ มน่ั ในความเสมอภาคหรอื เทา่ เทียมกัน ๔๒ ปธาน สุวรรณมงคล, อดุ มการณ์ สืบค้นจาก สถาบันพระปกเกล้าฯ [Online] http://wiki.kpi.ac.th/ index.php?title=อดุ มการณ์.
สงั คมอุดมปญั ญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 61 ๑.๓ การแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย (Democracy Action) หมายถึง พฤติกรรมทางการเมืองที่แสดงออกอาจจ�ำแนกออกสามกลุ่มหลัก ได้แก่ พฤติกรรม การเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง และพฤติกรรมการ เปน็ หุน้ ส่วนทางการเมอื ง๔๓ อยา่ งไรกต็ ามหากจะจำ� แนกระดบั พฤติกรรมทางการเมืองสามารถ จำ� แนกตามระดบั ความเข้มขน้ จากเบาไปหามาก ดงั นี้ ๑.๓.๑ พฤตกิ รรม (Behavior) หมายถึง การแสดงอากปั กิริยาของบุคคล เพอื่ ตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ หรอื สงิ่ ทม่ี ากระตนุ้ (Stimulus) อาจจะเกดิ ขน้ึ ทนั ทหี รอื เกดิ ขนึ้ หลงั จากที่ ถกู กระตนุ้ มาแลว้ ระยะหนงึ่ การแสดงออกนอ้ี าจเปน็ การแสดงออกดว้ ยการพดู การกระทำ� กริ ยิ า ท่าทาง โดยพฤตกิ รรมจะสามารถสงั เกตเห็นได้จากภายนอก ๑.๓.๒ อุปนิสัย (Traits) หมายถึง ความประพฤติที่เคยชินเป็นพ้ืนมา ในสนั ดาน (สันดาน เป็นคำ� นาม หมายถึง อปุ นิสัยทมี่ มี าแต่กำ� เนิด) (สุปญั ญา ชมจินดา. ๒๕๕๒) เช่น ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปเทศน์โปรดผู้ใดจะต้องทรงพิจารณาถึงอุปนิสัยของผู้นั้นก่อน และยังหมายถึงความประพฤตทิ ่ีเคยชนิ จนเกอื บเปน็ นสิ ัย เชน่ นกั เรยี นคนนีม้ อี ปุ นสิ ัยดี ๑.๓.๓ นสิ ยั (Habit) หมายถงึ พฤตกิ รรมการกระทำ� ทเ่ี คยชนิ กลา่ วคอื เปน็ พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลทีเ่ ปน็ ธรรมชาติเฉพาะบุคคลน้นั เชน่ เขาต่นื เช้าจนเป็นนสิ ัย ๑.๓.๔ บุคลกิ ภาพ (Personality) หมายถงึ สภาพนิสัยจำ� เพาะคน๔๔ หรอื เป็นลักษณะนิสัยและรูปแบบของความคิด ความรู้สึก และการประพฤติปฏิบัติของบุคคล แต่ละคน๔๕ โดยองค์ประกอบและลักษณะของบุคลิกภาพ ได้แก่ (๑) ลักษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา สัดส่วน ผิวพรรณ สีผม ความสูง น�้ำหนัก เป็นลักษณะประจ�ำตัวของบุคคล (๒) ลกั ษณะทางใจ ได้แก่ ความคดิ ความจำ� จนิ ตนาการ ความสนใจ ความตั้งใจ การตดั สินใจ สติปัญญา เป็นเร่ืองเกี่ยวกับสมอง (๓) อุปนิสัย ได้แก่ ความสุภาพอ่อนโยน ความซ่ือสัตย์ ๔๓ สญั ญา เคณาภมู ,ิ “การตดั สนิ ใจทางการเมอื งแบบวถิ ปี ระชาธปิ ไตย : แนวคดิ และรปู แบบลกั ษณะ (Political Decision on the Democratic Way of Life : Concept and Forms),” วารสารมนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ๓๓ ,๒ ( พฤษภาคม- สงิ หาคม ๒๕๕๙) : ๘๙-๑๒๐. ๔๔ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕, (กรุงเทพ ฯ: ราชบัณฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒). ๔๕ R. Bootzin and others, Psychology Today, (New York : McGraw-Hill, Inc.,1991) p. 502.
62 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ เชื่อถอื ได้ ความเคารพสิทธิ ส่วนบุคคลไมเ่ หน็ แกต่ ัว มีศีลธรรมจรรยา ซ่ึงเปน็ กริ ยิ าทส่ี อดคลอ้ ง กับสภาพของสงั คม (๔) อารมณ์ ได้แก่ ความรู้สกึ แหง่ จิตทีก่ ่อใหเ้ กิดอาการต่างๆ เชน่ ตื่นเตน้ ตกใจ โกรธ กลา้ หาญหวาดกลวั ร่าเรงิ หดหู่ หงุดหงดิ วติ กกงั วล (๕) การสมาคม คือ กิริยาท่าที อาการทีบ่ ุคคลแสดงตอ่ ผู้อ่ืน เช่น เปน็ คนชอบคบหาสมาคมกับผู้อน่ื หรอื เป็นคนเกบ็ ตวั เหน็ ใจ ผู้อนื่ ไมแ่ ยแสผอู้ ื่น พฤตกิ รรม อปุ นสิ ยั นิสยั บุคลิกภาพ (Behavior) (Traits) (Habit) (Personality) แผนภาพที่ ๕ ล�ำดบั การแสดงพฤติกรรม สำ� หรบั พฤตกิ รรมการแสดงออกทางการเมอื งตามวถิ ปี ระชาธปิ ไตยนนั้ พฤตกิ รรมของ บุคคลที่พึงประสงคเ์ ป็นพฤตกิ รรมระดบั อปุ นิสยั เปน็ อยา่ งต่�ำ เน่อื งจากพฤตกิ รรมระดับอปุ นสิ ัย เปน็ พฤตกิ รรมทม่ี ใิ ชเ่ พยี งแตแ่ สดงออกเพราะอทิ ธพิ ลของสง่ิ เรา้ แตเ่ ปน็ พฤตกิ รรมทม่ี จี ติ ใตส้ ำ� นกึ สงั่ ใหแ้ สดงออกหรอื กลา่ ววา่ “พฤตกิ รรมทนี่ อนเนอื งในสนั ดาน” สำ� หรบั พฤตกิ รรมการแสดงออก ทางการเมืองตามวถิ ีประชาธปิ ไตยทีจ่ �ำเป็น ไดแ้ ก่ (๑) เคารพเหตุผลมากกวา่ บคุ คล (Respect to reason more than person) แตต่ อ้ งให้ความเคารพต่อบุคคลอน่ื การเคารพเหตุผลมฐี านคตทิ เ่ี ช่ือว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล เช่น การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อค้นหาเหตุผล และความถูกต้องแท้จริง เพราะเหตุผลเท่าน้ันที่จะจรรโลงให้ประชาธิปไตยพัฒนาการไปได้ อยา่ งมนั่ มน่ั (๒) รจู้ กั การประนปี ระนอม (Compromise) ตอ้ งรจู้ กั ยอมรบั ความคดิ เหน็ ผอู้ น่ื ไมย่ ดึ มน่ั ถือม่ันเฉพาะความเห็นของตนเอง เรียกว่า “อัตตาสูง” เน่ืองจากโดยทั่วไปแล้วความเห็น ความเชอื่ ของบคุ คลในสงั คมประชาธปิ ไตยมหี ลากหลาย การประนปี ระนอมจงึ เปน็ การยอมรบั ฟงั ความเป็นความเชื่อของบุคคลอ่ืน เอาเหตุผลในคุณค่าแท้คุณค่าเทียมมาว่าเป็นตัวพิจารณากัน (๓) มีระเบียบวนิ ัยในตนเอง (Self-discipline) กลา่ วคือ บคุ คลตอ้ งปฏบิ ัตติ ามกฎกติกาของสงั คม แต่หากรู้สึกว่ากฎกติกาน้ันไม่เป็นธรรม ก็ต้องหาทางเรียกร้องให้มีการแก้ไขโดยสันติวิธี
สังคมอุดมปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 63 (Peace method) การใช้เสรีภาพเกินขอบเขตจนละเมิดในสิทธิเสรีภาพของผู้อ่ืน จะน�ำไปสู่ ความไม่สงบข้ึนในสังคม เนื่องจากสังคมไม่มีการจ�ำกัดสิทธิเสรีภาพคือสังคมอนาธิปไตย หรือ เรียกว่าสังคมป่าเถ่ือนน่ันเอง (๔) รับผิดชอบต่อส่วนรวม (Public Responsibility) กล่าวคือมี จติ สำ� นกึ วา่ ประเทศชาตเิ ปน็ ของทกุ คนและตนเองกเ็ ปน็ เจา้ ของประเทศ สงั คมประเทศชาตทิ เ่ี ปน็ อยนู่ ้ีเป็นผลมาจากพฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง ดงั นัน้ จึงต้องมีหนา้ ทที่ ำ� ประโยชนใ์ หก้ บั สงั คมประเทศชาติเพราะจะมผี ลต่อคุณภาพชีวติ ของตนเองดีข้ึน ความรคู้ วามเขา้ ใจ อดุ มการณท์ างการเมืองแบบ การแสดงออกทางการเมอื งตาม ในหลกั การประชาธิปไตย ประชาธปิ ไตย วิถปี ระชาธปิ ไตย (Democracy (Democracy Perception (Democracy Ideology) Action) การรับรู้ (Perception) ความเชื่อ (Believe) พฤตกิ รรม (Behavior) เข้าใจ (Understanding) เจตคติ (Attitude) คา่ นิยม (Values) อุปนิสยั (Traits) เขา้ ใจครบถว้ น อดุ มการณ์ (Ideology) นิสยั (Habit) (Comprehension) บุคลิกภาพ (Personality) เข้าใจลกึ ซ้ึง (Realize) การบรรลุ (Enlightenment) แผนภาพที่ ๖ วิถีปจั เจกบคุ คล (Individual Ways) ในสงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย ๒. มุมมองในมิติกลุ่มบุคคลหรือวิถีประชา (Folkways) พฤติกรรมกลุ่มหรือ พฤติกรรรมร่วมของผคู้ นในสงั คมผเู้ ขียนจะเรียกวา่ “วถิ ีประชา (Folkways)” เนอ่ื งจากวถิ ีประชา ย่อมจะมีอิทธิพลต่อการกล่อมเกลาพฤติกรรมของผู้คนในสังคม ดังน้ันพฤติกรรมกลุ่มบุคคล จะเดินทางไปสู่วิถีแห่งประชาธิปไตยจึงจ�ำเป็นต้องก�ำหนดและพัฒนาให้ไปในทิศทาง วิถีประชาธปิ ไตยซึ่งสามารถจำ� แนกได้ดงั น๔้ี ๖ ๔๖ มานติ ย์ จมุ ปา, “สงั คมและความประพฤต,ิ ” ความรพู้ น้ื ฐานเกย่ี วกบั กฎหมาย, มานติ ย์ จมุ ปา บก., พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๖ (กรงุ เทพฯ: ส�ำนักพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘), น. ๔-๕.
64 รฐั สภาสาร ปีท ่ี ๖๘ ฉบับท่ ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ๒.๑ สมยั นยิ ม (Fashion) เปน็ ปทสั ถานทางสงั คมทแ่ี สดงออกถงึ ความนยิ มของ กลมุ่ คนซง่ึ แพรห่ ลายไปรวดเรว็ ในชว่ งเวลาหนง่ึ และกเ็ สอ่ื มไปรวดเรว็ เชน่ กนั ในชว่ งแพรร่ ะบาดนน้ั คนในสงั คมท่ัวไปมคี วามรู้สกึ ว่าตนถูกบังคบั ให้ปฏิบัติตาม มเิ ช่นน้นั ก็ถูกว่า “เชย” เป็นต้น ดังน้นั การแสดงออกทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยจึงเป็นส่ิงจ�ำเป็นและกระท�ำอย่างต่อเน่ืองเนือง นติ ยเ์ พอ่ื ใหเ้ กดิ ความนยิ มชมชอบ เชน่ การทบี่ คุ คลใดบคุ คลหนง่ึ แสดงออกทางการเมอื งตามวถิ ี ประชาธปิ ไตยแลว้ ผคู้ นสว่ นใหญ่ชนื่ ชอบ ดูสมาร์ท ดเู ทห่ ์ เปน็ ตน้ ในลกั ษณะเดียวกนั บคุ คลใด แสดงออกทางการเมืองในทางตรงกันข้ามก็จะได้รับการตั้งข้อรังเกียจจากสังคมหรือถูกดูหม่ิน ดแู คลน ดงั นนั้ สมยั นยิ มประชาธปิ ไตยจงึ เป็นสงิ่ หนึง่ ในสังคมอดุ มปัญญาประชาธิปไตย ๒.๒ ความนิยมช่ัวครู่ (Fad) เป็นแบบพฤติกรรมเพียงผิวเผินและไม่จริงจัง เปล่ยี นแปลงง่าย รวดเรว็ มาเร็วไปเร็ว เช่น สมัยหนึง่ คนไทยเคยสนทนากันด้วยส�ำนวน “อย่าให้ เซด” กล่าวคอื บางครั้งอาจเรยี กว่า กระแสนิยม (Trend) มลี กั ษณะฮือฮา เช่นเดียวกันสังคมอดุ ม ปัญญาประชาธปิ ไตยจงึ จำ� เปน็ ต้องมแี บบแผนการปฏิบตั ทิ ี่สร้างกระแสนยิ มประชาธปิ ไตย ผคู้ น ในสังคมหากได้แสดงออกทางการเมืองแบบประชาธิปไตยแล้วจะรู้สึกภาคภูมิใจกับพฤติกรรม ของตนเอง ๒.๓ ความคลงั่ ไคล้ (Craze) เปน็ เรอ่ื งราวของความไมม่ เี หตผุ ลเมอื่ ครอบงำ� ผใู้ ดแลว้ ผนู้ นั้ กม็ กั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ นในทำ� นองโงเ่ ขลาเบาปญั ญา หมกมนุ่ อยกู่ บั เรอ่ื งทต่ี นคลงั่ ไคลเ้ ปน็ ตน้ เชน่ การคล่ังไคลด้ ารานกั รอ้ ง ในสังคมอุดมปญั ญาประชาธิปไตยช่ืนชอบชนื่ ชมไดแ้ ต่ต้องอยู่บน พื้นฐานหลักการแห่งเหตุผลท่ีประกอบด้วยสติปัญญา ความคลั่งไคล้เป็นอันตรายเน่ืองจาก ความคลั่งไคล้มักไม่สนใจเหตุผลอาจน�ำไปสู่ความเป็นชาตินิยมสุดโต่ง หรือเรียกว่า “ลทั ธคิ ลั่งชาติ” หรอื “ลัทธิคลัง่ ในตนบคุ คล” อยา่ งไรกต็ าม ในสังคมอุดมปญั ญาประชาธิปไตย จำ� เปน็ ตอ้ งมบี คุ คลหรอื ชมุ ชนตน้ แบบประชาธปิ ไตย ซงึ่ จะทำ� ใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมเลยี นแบบในทศิ ทาง ทเ่ี หมาะสม เชน่ สหรฐั อเมรกิ าทำ� สอ่ื ภาพยนตรท์ ตี่ วั แสดงเอกเปน็ ยอดมนษุ ย์ (Hero) ทม่ี คี ณุ ธรรม ซ่งึ หวังผลต่อการกล่อมเกลาพฤติกรรมของเดก็ และเยาวชนให้พงึ ประสงค์ ๒.๔ งานพิธี (Ceremony) เป็นการแสดงออกซ่ึงเกียรติยศ ความมีหน้ามีตา ยงั ผลใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ วา่ เปน็ พวกเดยี วกนั สนบั สนนุ ความสมานฉนั ทภ์ ายในกลมุ่ แตใ่ ครจะปฏบิ ตั ิ หรือไม่ก็ได้ เชน่ งานฉลองวันครบรอบวนั เกิด งานฉลองวันครบรอบวนั สมรส เปน็ ตน้ งานพธิ ี ต่างๆ ในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยจึงสอดแทรกหรือก�ำหนดนัยยะต่อการกล่อมเกลาวิถี ประชาธิปไตยใหก้ ับสมาชกิ ในสงั คม
สงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 65 ๒.๕ พิธีการ (Rite) เป็นแบบแผนพฤตกิ รรมท่มี ลี �ำดบั ขน้ั ตอนแนน่ อนและต้อง ท�ำซ�้ำ ๆ เช่น วันพระ วันสงกรานต์ วันท�ำบุญข้ึนบ้านใหม่ วันมาฆบูชา สังคมอุดมปัญญา ประชาธปิ ไตยจงึ ควรสรา้ งและจดั ใหม้ พี ธิ กี ารทเ่ี กย่ี วเนอื่ งกบั ประชาธปิ ไตย เชน่ พธิ กี ารงานรำ� ลกึ ถึงบุคคลประชาธิปไตยต้นแบบ งานสถาปนาบคุ คลหรือชุมชนประชาธปิ ไตย ฯลฯ ๒.๖ พธิ กี รรม (Ritual) เปน็ แบบแผนพฤตกิ รรมตามความเชอื่ ทม่ี กั ไมเ่ ปดิ เผยตอ่ สาธารณชนท้ังหมด เช่น พิธีรับน้องใหม่ พิธีกรรมซึ่งเป็นแบบแผนความเชื่อม่ันอย่างแรงกล้า ในสงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตยกจ็ ำ� เปน็ ตอ้ งจดั กระทำ� ใหม้ ขี นึ้ และดำ� รงอยอู่ ยา่ งตอ่ เนอื่ งรำ�่ ไป เนื่องจากจะเป็นแบบแผนหล่อหลอมพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองบนพ้ืนฐานหลักการ แหง่ ประชาธิปไตย ๒.๗ มารยาททางสงั คม (Etiquette) เปน็ การปฏบิ ตั ติ นใหเ้ หมาะสมแกก่ าลเทศะ ในการสมาคม เช่น มรรยาทในการรบั ประทานอาหาร การโดยสารรถประจำ� ทางควรลุกให้เด็ก คนชรา และสตรมี คี รรภน์ งั่ เปน็ ตน้ มารยาทประชาธปิ ไตยซง่ึ เปน็ การแสดงพฤตกิ รรมทางการเมอื ง แบบประชาธิปไตยจะเป็นส่ิงสวยงามในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตย โดยหากบุคคลใดเสีย มารยาททางประชาธิปไตยกจ็ ะถูกตง้ั ข้อรงั เกียจ เช่น การไม่เคารพสิทธิเสรภี าพ การไม่ยอมรบั ผลการเลอื กตงั้ ทบี่ รสิ ทุ ธยิ์ ตุ ธิ รรม การแสดงอากปั กริ ยิ าแบบอำ� นาจนยิ ม ดหู มน่ิ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนุษยข์ องบคุ คลอ่นื สร้างความเกลียดชงั บุคคลผ้มู ีความเหน็ ต่างทางการเมอื ง เปน็ ต้น สมัยนิยม ความนิยมช่ัวครู่ ความคลงั่ ไคล้ งานพิธี พิธกี าร (Fashtion) (Fad) (Craze) (Ceremony) (Rite) พิธกี รรม มารยาททางสงั คม (Ritual) (Etiquette) แผนภาพที่ ๗ ล�ำดับวิถปี ระชาในสงั คมอุดมปัญญาประชาธิปไตย
66 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๑ เดอื นมกราคม-กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ จากแผนภาพ จะเหน็ วา่ หากวถิ ีประชาไม่ว่าจะเปน็ สมัยนยิ ม (Fashion) ความนยิ ม ชวั่ ครู่ (Fad) ความคลัง่ ไคล้ (Craze) งานพธิ ี (Ceremony) พธิ กี าร (Rite) พิธีกรรม (Ritual) มารยาท ทางสังคม (Etiquette) ท่ีหล่อหลอมให้พฤติกรรมของกลุ่มคนหรือพฤติกรรมร่วมของสมาชิก ในสงั คมตงั้ อยบู่ นพน้ื ฐานหลกั การแหง่ ประชาธปิ ไตย ยอ่ มหมายถงึ สงั คมนน้ั เปน็ สงั คมอดุ มปญั ญา ประชาธิปไตย ๓. ระบบและกลไกการจัดระเบยี บทางสงั คม (Social Systems) สำ� หรบั มุมมองน้ี จะพิจารณาเง่ือนไขที่มีผลต่อการก�ำหนดและพัฒนาพฤติกรรมกลุ่มคนในสังคม มนุษย์เป็นผู้มี บทบาทในการสร้างปทัสถานทางสังคม ในขณะเดียวกันปทัสถานก็เป็นตัวอิทธิพลกล่อมเกลา พฤติกรรมของมนษุ ย์ให้เป็นไปตามปทสั ถานทส่ี ังคมก�ำหนดไว้แลว้ นั้น การจดั ระเบียบทางสังคม จึงเป็นสิ่งจ�ำเป็นในการหล่อหลอมกล่อมเกลาวิถีประชาธิปไตยของสมาชิกในสังคมโดยสามารถ พิจารณาไดส้ องมิตคิ ือมิตภิ าครฐั (Public Sector) และ มิตภิ าคสังคมชุมชน (Community sector) รายละเอยี ดดงั นี้ ๓.๑ มติ ภิ าคสงั คมชมุ ชน (Community sector) สงั คมชมุ ชนเปน็ หนว่ ยทางสงั คม ที่มบี ทบาทกำ� หนดแบบแผนการดำ� เนนิ ชวี ิตของสมาชิกในสงั คมสงู มาก เนื่องจากการตง้ั ถ่นิ ฐาน ของเผา่ พนั ธม์ุ นษุ ยม์ กั จะรวมกนั อยเู่ ปน็ ชมุ ชนทป่ี ระกอบไปดว้ ยสงั คมระดบั ครอบครวั หลายครวั เรอื น การอาศยั อยรู่ ว่ มกนั เปน็ ชมุ ชนนนั้ ถอื วา่ เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการเกดิ รฐั ผเู้ ขยี นจงึ เหน็ วา่ การ จดั ระเบยี บทางสงั คมเบอ้ื งตน้ จงึ ตอ้ งนำ� มติ ภิ าคสงั คมชมุ ชนมาเปน็ ตวั พจิ ารณาใหเ้ หน็ ภาพชดั เจน ส�ำหรับการจัดระเบียบทางสังคมในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยมีองค์ประกอบที่ส�ำคัญ ดังตอ่ ไปนี้ ๓.๑.๑ ธรรมเนียมประชาธิปไตย (Convention) ธรรมเนียม หมายถึง สงิ่ ทป่ี ฏบิ ตั กิ นั เปน็ ปกตใิ นกลมุ่ ชนกลมุ่ หนง่ึ ๆ สำ� หรบั ธรรมเนยี มทางการเมอื งแบบประชาธปิ ไตย จึงเป็นส่ิงที่ยึดถือและปฏิบัติกันมาเป็นปกติทางการเมืองโดยไม่ได้จ�ำเป็นต้องเขียนไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร เช่น ธรรมเนียมการจัดต้ังรัฐบาลของไทยเม่ือมีการเลือกต้ังแล้วเสร็จจะเปิด โอกาสให้พรรคที่ได้จ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งมากที่สุดอันดับหน่ึง ทำ� การจดั ต้งั รฐั บาลกอ่ นตามหลกั กฎหมายรฐั ธรรมนญู แล้ว แม้จะมิไดม้ กี ารบญั ญตั ิไวอ้ ยา่ งเปน็ ลายลักษณ์อักษร แต่ถือเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ” หรือ “Constitutional convention” ซึ่งอาจเรียกเป็นภาษาพูดว่า “มรรยาททางการเมืองสากล” ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ทมี่ รี ฐั ธรรมนญู เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรแบบสหรฐั อเมรกิ ากด็ ซี ง่ึ รวมถงึ ประเทศไทยดว้ ย หรอื ประเทศ ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรแบบประเทศอังกฤษก็ดี ก็ปฏิบัติกันมาเช่นน้ี ดังนั้น
สังคมอุดมปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 67 การที่จะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมทางการเมืองข้างต้นจึงเป็นการสร้างบรรทัดฐาน ทางการเมืองท่ีไม่เหมาะสมยง่ิ ๔๗ ๓.๑.๒ จารีตประเพณีตามครรลองประชาธิปไตย (Tradition) ประเพณี หมายถงึ สง่ิ ทเ่ี ชอ่ื ถอื และยดึ เปน็ แนวปฏบิ ตั สิ บื ตอ่ กนั มาในสงั คมจนเปน็ แบบแผน ขนบธรรมเนยี ม หรือจารีตประเพณี ประเพณีทางการเมืองจึงเป็นส่ิงท่ีถือปฏิบัติทางการเมืองสืบต่อกันมาจนฝัง รากลึกในสังคมเป็นพฤติกรรมทางการเมืองของคนในสงั คม เช่น จารีตประเพณที างรฐั ธรรมนูญ หรือประเพณีการปกครองประเทศน้ัน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (อาจารย์ปรีดี พนมยงค์)๔๘ ไดอ้ ภปิ รายในสภาผแู้ ทนราษฎรโดยกลา่ วถงึ รฐั ธรรมนญู ทไ่ี มม่ ลี ายลกั ษณอ์ กั ษรหรอื รฐั ธรรมนญู แบบจารีตประเพณโี ดยมกี ารพดู ถงึ ในอธปิ รายร่างรัฐธรรมนูญ ฉบบั แรก ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ในประเด็นว่า จะบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณก่อนจะเข้ามารับหน้าที่หรือไม่ โดยฝา่ ยหนึ่งตอ้ งการใหบ้ ัญญัตวิ ่าใหพ้ ระมหากษัตริย์ทรงปฏิญาณ แตป่ ระธานอนกุ รรมการร่าง รัฐธรรมนูญรวมทั้งหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (อาจารย์ปรีดี พนมยงค์) เห็นว่า ราชประเพณี ราชาภิเษกก็มีการปฏิญาณอยู่แล้ว ไม่จ�ำต้องเขียนในร่างรัฐธรรมนูญ และที่สุดแล้วก็ไม่มี การบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าให้พระมหากษัตริย์ทรงปริญาณก่อนเสวยราชสมบัติเพราะมีจารีต ประเพณกี ารปกครองในเรอ่ื งนอ้ี ยแู่ ลว้ ๔๙ ฉะนนั้ แลว้ ประเพณตี ามครรลองประชาธปิ ไตยทย่ี ดึ ถอื เปน็ แบบแผนการปฏบิ ตั หิ ากไมไ่ ดเ้ ขยี นไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรกจ็ ะนำ� หลกั การแหง่ ประชาธปิ ไตย มาเปน็ แบบแผนการปฏบิ ตั ิทางการเมอื งนน่ั เอง ๓.๑.๓ วัฒนธรรมประชาธิปไตย (Culture) วัฒนธรรม หมายถึง แนวความคดิ แนวปฏบิ ัติ หรอื เทคนิควธิ ดี งั้ เดิมท่ีใช้ร่วมกันโดยกลมุ่ คนพวกเดียวกัน วัฒนธรรม ทางการเมืองจึงเป็นแบบแผนของทัศนคติและความเช่ือของบุคคลท่ีมีต่อระบบการเมือง ของกลุ่มสมาชิกของระบบการเมืองหน่ึง โดยวัฒนธรรมทางการเมืองในแต่ละชุมชนก็จะมี ๔๗ พรสนั ต์ เลย้ี งบญุ เลศิ ชยั , “นกั รฐั ศาสตรย์ ก ๓ ปมเชงิ วชิ าการโต้ ‘พลงั ประชารฐั ’ เหตอุ า้ ง ‘คะแนน ปอ๊ บปลู ่า’ ตงั้ รฐั บาล,” ประชาไทออนไลน์ [Online] สืบค้นจาก https://prachatai.com/journal/2019/03/81709. ๔๘ กิตติศักด์ิ หนูชัยแก้ว, การใช้จารีตประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ศึกษากรณีการเข้าสู่ต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิต พัฒนบรหิ ารศาสตร์, ๒๕๖๐, น. ๒-๓. ๔๙ ปรีดี พนมยงค์, “ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบ้ืองต้นกับร่างรัฐธรรมนูญ,” ในแนวความคิด ประชาธปิ ไตยของของปรดี ี พนมยงค์, (กรงุ เทพฯ: เรอื นแกว้ การพมิ พ,์ ๒๕๓๕), น.๑๔๑-๑๔๒.
68 รฐั สภาสาร ปีท่ ี ๖๘ ฉบับท่ี ๑ เดอื นมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ความเปน็ ตวั ของตวั เองซงึ่ ถกู กำ� หนดขนึ้ หรอื ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากสภาวะแวดลอ้ ม เชน่ ประวตั ศิ าสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา โดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางการเมือง (political socialization) โดยสถาบันต่างๆ เช่น ครอบครัว เพ่ือน โรงเรียน กลุ่มสังคมและสื่อมวลชน เพอ่ื ทจี่ ะถา่ ยทอดวฒั นธรรมทางการเมอื งจากรนุ่ หนง่ึ ไปสรู่ นุ่ หนง่ึ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง และมลี กั ษณะท่ี เปล่ียนแปลงให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมต่างๆ อยู่เสมอ ส�ำหรับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ ประชาธิปไตยจงึ ต้องเปน็ วฒั นธรรมทางการเมอื งแบบมสี ว่ นรว่ ม (participant political culture) คอื วฒั นธรรมทางการเมอื งทบี่ คุ คลสนใจการเมอื งและตระหนกั วา่ การเมอื งมผี ลกระทบตอ่ วถิ ชี วี ติ ของเขาในทุกดา้ น พวกเขาจงึ กระตอื รือร้นทจี่ ะเข้ามามีกจิ กรรมทางการเมอื งท้ังในระดับท้องถน่ิ และระดับชาต๕ิ ๐ ๓.๑.๔ ศีลธรรมและจริยธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (Morality and Ethics) “จริยธรรม” หมายถึง ขอบเขตของความร้สู ึกหรอื ความส�ำนึกในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ของบุคคลซึ่งอาจจะออกมาในรูปของแนวทางในการประพฤติปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของบุคคล จริยธรรมส�ำหรับผู้แสดงบทบาทใดบทบาทหน่ึงในสังคมมักจะถูกก�ำหนดให้เป็น “จรรยาบรรณ (Ethics)” หมายถึง ประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติที่เป็นเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจให้มีคุณธรรม และจริยธรรมของบุคคลในแต่ละกลุ่มวิชาชีพหรือประมวลมารยาทของผู้ประกอบอาชีพน้ัน ๆ ตอ้ งเปน็ เอกลกั ษณท์ างวชิ าชพี ใชค้ วามรมู้ อี งคก์ รหรอื สมาคมควบคมุ กำ� กบั ดแู ลโดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรอื ไมก่ ไ็ ด้ สำ� หรบั “จรยิ ธรรมทางการเมอื ง (Political Ethics)” จงึ เปน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ างการเมอื ง ซ่ึงเป็นความดีงาม ความถูกต้อง ความเหมาะสมแห่งพฤติกรรมทางการเมืองของตัวแสดง ทางการเมืองสังคมนั้นๆ ดังนั้น จริยธรรมทางการเมืองจึงเป็นกฎหรือกติกาทางศีลธรรมท่ีมีไว้ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมเพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายหรืออันตรายต่อสังคมการเมือง ยกตัวอยา่ งเชน่ “ผ้ปู กครองที่ดยี ่อมไมแ่ สวงหาผลประโยชน์เฉพาะตวั ไมค่ วรใส่ใจเร่ืองของเงนิ ทอง อำ� นาจแต่ส่ิงทผี่ ู้ปกครองควรจะภูมใิ จกค็ อื การไม่ถกู ปกครองโดยผทู้ ีม่ ีความสามารถด้อยกว่า” [เพลโต (Plato)] ๕๐ ชำ� นาญ จนั ทรเ์ รอื ง, “วฒั นธรรมทางการเมอื งของไทย,” กรงุ เทพธรุ กจิ [Online] สบื คน้ จากhttps:// www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637713
สังคมอุดมปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 69 “ถ้าบุคคลมีความสุขได้โดยไม่ต้องอาศัยกฎหมายแล้ว กฎหมายก็จะเป็นส่ิงที่ไร้ ประโยชน์และสลายไปเอง แต่อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายของกฎหมายมิใช่มีไว้เพ่ือยกเลิกหรือ ก�ำจดั หรอื เพือ่ สงวนรกั ษาหรอื ขยายเสรีภาพ เพราะทใ่ี ดมีกฎหมายทนี่ นั่ ยอ่ มไมม่ เี สรภี าพเพราะ อิสรภาพเป็นเสรีจากการก�ำจัดและเสรีภาพก็ไม่ใช่อิสรภาพส�ำหรับทุกคนที่จะกระท�ำในส่ิงท่ี ต้องการได”้ [จอหน์ ลอ็ ค] มาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการการเมืองไว้ในหมวด ๒ ของระเบียบส�ำนัก นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยประมวลจรยิ ธรรมของขา้ ราชการการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๑ เชน่ (๑) ตอ้ งจงรกั ภักดีตอ่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ และเป็นแบบอย่างที่ดใี นการเคารพและรักษาระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (๒) ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาไว้ และปฏิบัติตามซ่ึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ (๓) ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีใน การเป็นพลเมืองดีการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด (๔) ต้องปฏิบัติตนอยู่ใน กรอบจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม ท้ังโดยส่วนตัวและโดยหน้าท่ีความรับผิดชอบต่อ สาธารณชน ทงั้ ต้องวางตนใหเ้ ปน็ ทีเ่ ชื่อถอื ศรทั ธาของประชาชน (๕) ตอ้ งเคารพสิทธิ เสรภี าพ สว่ นบคุ คลของผอู้ น่ื ไมแ่ สดงกริ ยิ าหรอื ใชว้ าจาอนั ไมส่ ภุ าพ อาฆาตมาดรา้ ย หรอื ใสร่ า้ ยหรอื เสยี ดสี บคุ คลใด (๖) ตอ้ งรกั ษาความลบั ของราชการ เวน้ แตเ่ ปน็ การปฏบิ ตั ติ ามอำ� นาจหนา้ ทต่ี ามกฎหมาย (๗) พงึ พบปะเย่ียมเยียนประชาชนอยา่ งสม�่ำเสมอ เอาใจใส่ทกุ ข์สขุ และรบั ฟังเร่ืองราวร้องทุกข์ ของประชาชนและรีบหาทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ (๘) ตอ้ งไมใ่ ชห้ รอื บดิ เบอื นขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการเพอื่ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจผดิ หรอื เพอ่ื ประโยชน์ ส�ำหรบั ตนเองหรือผู้อ่นื (๙) ตอ้ งรกั ษาทรัพยส์ ินของราชการและใช้ทรพั ย์สนิ ของราชการให้เปน็ ไปตามวัตถุประสงค์น้ันๆ เท่านั้น (๑๐) ต้องแสดงความรับผิดชอบตามควรแก่กรณีเม่ือปฏิบัติ หน้าทบ่ี กพร่องหรือปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ผี ดิ พลาดอยา่ งร้ายแรง เป็นต้น๕๑ ๓.๒ มิตภิ าครัฐ (Public Sector) การมีอยู่ของรฐั เป็นสงิ่ จ�ำเป็นสำ� หรับเผา่ พนั ธ์ุ มนุษยชาติ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมมีความจ�ำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน การอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มจึงที่ประกอบไปด้วยปัจเจกบุคคลท่ีหลากหลายต่างจิตต่างใจ ๕๑ ราชกิจจานุเบกษา, “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย,” กรุงเทพธุรกิจ [Online] สืบค้นจาก https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637713 2551
70 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๘ ฉบับท ่ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ มีกิเลศและความจ�ำเป็นที่แตกต่างกันออกไป หากสังคมมนุษย์เรามีเสรีภาพจนไร้ขอบเขต สังคมมนุษย์ก็จะไม่ต่างไปจากกลุ่มของสัตว์ดิรัจฉานที่ใช้เฉพาะสัญชาตญาณ (instinct) ในการ ดำ� เนินชีวติ ไปวนั ๆ อยา่ งไรกต็ าม สตั ว์มนษุ ยเ์ ปน็ สัตว์ประเภทท่ีมคี ุณวเิ ศษเหนือกว่าสัตวอ์ ื่นท่ีมี วจิ ารณญาณ (Judgment) เปน็ ผลมาจากความสามารถทางการคดิ (Thinking) นนั่ เอง ดงั นนั้ มนษุ ย์ จงึ สามารถออกแบบการจดั ระเบยี บของสงั คมของตนเองเพอื่ ใหส้ มาชกิ อาศยั อยรู่ วมกนั อยา่ งสขุ สงบและสนั ติ นวตั กรรมทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ นนั้ อาจเรยี กวา่ “รฐั (State)” ทำ� หนา้ ทจี่ ดั ระบบระเบยี บ ปฏบิ ัตสิ มั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลและกล่มุ บุคคลอยา่ งเหมาะสม ดังนน้ั การจดั ระเบียบทางสังคมใน สังคมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตยจงึ ตอ้ งด�ำเนนิ การในหลกั การดังต่อไปนี้ ๓.๒.๑ กติกานิติธรรมและนิติรัฐ กฎหมายเป็นเคร่ืองมือที่ที่สถาบันหรือ ผู้มีอ�ำนาจสูงสุดในรัฐตราข้ึนหรือท่ีเกิดข้ึนจากจารีตประเพณีอันเป็นท่ียอมรับนับถือเพื่อใช้ ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพ่ือก�ำหนดระเบียบ แห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ กฎหมายในสังคมอุดมปัญญา ประชาธปิ ไตยจึงต้องตราขึน้ โดยหลกั การพน้ื ฐานของธรรมาภบิ าลอยา่ งนอ้ ยสองหลกั การ ดงั น้ี ๑) หลกั นติ ธิ รรม (The Rule of Law) การตรากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั และกตกิ าตา่ ง ๆ ใหท้ นั สมยั และเปน็ ธรรม ตลอดจนเปน็ ทยี่ อมรบั ของสงั คมและสมาชกิ โดยมกี ารยนิ ยอมพรอ้ มใจและถอื ปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั อยา่ งเสมอภาคและเปน็ ธรรม๕๒ หลกั การอนั เปน็ สาระส�ำคญั ของ “หลกั นิติธรรม” ประกอบดว้ ย ๗ หลกั การ ได้แก่ (๑) หลักการแบง่ แยกอำ� นาจ แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของการแบ่งแยกอ�ำนาจการตรวจสอบอ�ำนาจ และการถ่วง ดุลอำ� นาจ (๒) หลักการค้มุ ครองสิทธแิ ละเสรภี าพของบุคคล เปน็ พน้ื ฐานของ “ศกั ดศ์ิ รคี วามเป็น มนษุ ย”์ (๓) หลกั ความชอบธรรมดว้ ยกฎหมายของฝา่ ยตลุ าการและฝา่ ยปกครอง การใชก้ ฎหมาย ของฝา่ ยตลุ าการหรอื ฝา่ ยปกครองทเ่ี ปน็ การจำ� กดั สทิ ธขิ องประชาชนมผี ลมาจากกฎหมายซงึ่ ตอ้ ง ได้รับความเห็นชอบจากตวั แทนของประชาชน (๔) หลักความชอบดว้ ยกฎหมาย ฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ หรือฝ่ายปกครองท่ีออกกฎหมายให้เป็นตามหลักความแน่นอนของกฎหมายโดยมิให้กฎหมาย มผี ลยอ้ นหลงั และความพอสมควรแกเ่ หตุ (๕) หลกั ความอสิ ระของผพู้ พิ ากษา ผพู้ พิ ากษาสามารถ ท�ำหน้าที่ในทางตุลาการได้โดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ท�ำการพิจารณาพิพากษาภายใต้ ๕๒ ถวิลวดี บุรีกุล, “หลักการเพื่อการบริหารรัฐกิจแนวใหม่,” วารสารสถาบันพระปกเกล้า ๑, ๒ (กันยายน - ธันวาคม ๒๕๔๖): ๘-๙.
สังคมอดุ มปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 71 มโนธรรมของตนทตี่ ง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานของความอสิ ระจาก ๓ ประการ กลา่ วคอื ความอสิ ระจากคคู่ วาม ความอสิ ระจากรฐั และความอสิ ระจากสงั คม (๖) หลกั ไมม่ คี วามผดิ และไมม่ โี ทษโดยไมม่ กี ฎหมาย เม่ือไม่มีข้อบัญญัติทางกฎหมายให้เป็นความผิดแล้วจะเอาผิดกับบุคคลนั้นมิได้ และ (๗) หลกั ความเปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรัฐธรรมนูญ รฐั ธรรมนญู ได้รับการยอมรบั ให้เปน็ กฎหมาย ล�ำดับท่ีสูงสุดในระบบกฎหมายของรัฐและหากกฎหมายที่อยู่ในล�ำดับที่ต่�ำกว่าขัดหรือแย้งกับ รฐั ธรรมนญู กฎหมายดังกลา่ วย่อมไม่มผี ลบังคบั ๒) หลักนิติรัฐ (Legal State) การปกครองโดยกฎหมายมิใช่การ ปกครองโดยอ�ำเภอใจของผู้ปกครอง ประเทศที่เป็นนิติรัฐ จึงต้องมีกฎหมายเป็นหลักในการ ปกครองประเทศ ผปู้ กครองประเทศจะกระทำ� การหรอื ดำ� เนนิ การใด ๆ ไดต้ อ้ งมกี ฎหมายรองรบั จะกระท�ำอะไรตามอ�ำเภอใจไม่ได้ หลักนิติรัฐจึงเป็นหลักการพ้ืนฐานที่มุ่งจ�ำกัดอ�ำนาจของผู้ ปกครองเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิข้ันพื้นฐานแก่ประชาชน๕๓ หลักนิติรัฐจึงเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญ ในการบัญญัติหรือบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐ เชน่ องคก์ รวนิ จิ ฉยั หรอื พพิ ากษาคดปี กครอง ผลของนติ ริ ฐั จะทำ� ใหบ้ คุ คลไมว่ า่ จะอยใู่ นฐานะใด กต็ อ้ งอยภู่ ายใตบ้ ังคับของกฎหมายอยา่ งเดยี วกนั ๕๔ ความสัมพันธ์ของหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมมีทั้งความเหมือน และความต่าง ดังนี้ (๑) ส�ำหรับความเหมือนกันของท้ังสองเป็นหลักการท่ีเป็นแนวความคิด ทก่ี ำ� เนดิ และพฒั นาขน้ึ เพอ่ื มงุ่ จำ� กดั อำ� นาจของผปู้ กครอง คมุ้ ครองประชาชน ทง้ั สองหลกั เกยี่ วกบั กฎหมายโดยม่งุ ก�ำกบั เพ่ือให้กฎหมายต้องดี ชดั เจน มเี หตุมผี ล ปฏบิ ัตไิ ด้ นำ� ไปสู่ความยตุ ิธรรม ท้งั ในเชิงรปู แบบและเน้อื หา (๒) ส่วนความแตกตา่ งกัน พบวา่ (ก) นิติรัฐเปน็ หลกั การส�ำคัญทมี่ ี จดุ เรมิ่ ตน้ ทป่ี ระเทศเยอรมนั อนั เปน็ ประเทศในระบบ Civil Law และหลกั นติ ริ ฐั มอี ทิ ธพิ ลเผยแพร่ ไปท่ัวยุโรป ส่วนหลักนิติธรรมเป็นหลักการส�ำคัญที่มีจุดเร่ิมต้นท่ีประเทศอังกฤษซ่ึงเป็นประเทศ ในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) หลักนิติธรรมมีอิทธิพลเผยแพร่ไปยัง ๕๓ กำ� ชยั จงจักรพนั ธ์, หลักนติ ริ ัฐ VS หลักนิติธรรม [Online] สบื คน้ จาก http://www.thaiihdc.org/ web/index.php?option=com_content&view=article&id=1107:-vs-&catid=16:2557-06-25-06-51-472014. เมื่อวันท่ี ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๗. ๕๔ บรรหาญ จงเจรญิ ประเสริฐ, ความสมั พันธ์ระหวา่ งหลกั นิตธิ รรมและนติ ริ ัฐ, อบรมหลกั สตู ร “หลัก นติ ธิ รรมเพ่ือประชาธิปไตย” ร่นุ ท่ี ๒ วทิ ยาลัยรัฐธรรมนญู สถาบนั รฐั ธรรมนูญศึกษา สำ� นกั งานศาลรฐั ธรรมนญู , ๒๕๕๖, น. ๒-๓.
72 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๘ ฉบับท ่ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ สหรฐั อเมรกิ าและประเทศทง้ั หลายทใี่ ชร้ ะบบกฎหมายจารตี ประเพณี (Common Law) (ข) นติ ริ ฐั ใหค้ วามสำ� คญั ทสี่ ทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานของประชาชน ดงั นน้ั ผปู้ กครองจงึ มอี ำ� นาจจำ� กดั ตามทก่ี ฎหมาย กำ� หนดไว้ กรณดี งั กลา่ วเปน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั กบั การใชอ้ ำ� นาจ มหี ลกั การแบง่ แยกอำ� นาจ สว่ นนติ ธิ รรมจะเนน้ ทค่ี วามมอี ำ� นาจสงู สดุ ของรฐั สภาทจี่ ะออกกฎหมายมาบงั คบั ใชก้ บั ประชาชน โดยกฎหมายท่ีจะออกมาและมีผลใช้บังคับได้ต้องต้ังอยู่บนหลักนิติธรรม๕๕ ดังน้ันการออก กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยจึงต้องเป็นไปตาม หลักนติ ธิ รรม (The Rule of Law) และหลกั นิตริ ัฐ (Legal State) ควบคู่กนั ไปอย่างเหมาะสม ๓.๒.๒ นโยบายสาธารณะการส่งเสริมประชาธิปไตย (Public Policy) นโยบายสาธารณะถอื วา่ เปน็ แนวทางในการกระทำ� ของรฐั ซง่ึ เปน็ ทางเลอื กหนง่ึ สำ� หรบั การตดั สนิ ใจ ของรัฐบาลแล้วถูกกระท�ำให้เป็นกฎหมายและแปลงเป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ในรูป ของยุทธศาสตร์ โครงการ และกิจกรรม๕๖ นโยบายสาธารณะเปรียบเสมือนสินค้าและบริการ สาธารณะ (Public service and goods) ทจี่ ะตอ้ งสนองตอบความตอ้ งการจำ� เปน็ ของพลเมอื ง ในรฐั โดยหลกั การของการกำ� หนดและการขบั เคลอื่ นนโยบายสาธารณะจงึ ตอ้ งตงั้ อยบู่ นหลกั การ พ้นื ฐานทฤษฎี ดงั นี้ ๑) เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political economy) เศรษฐศาสตร์ การเมอื งมคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั วชิ าทางดา้ นสงั คมศาสตรท์ ศ่ี กึ ษากฎเกณฑข์ องการผลติ (Production) และการแจกจ่าย (Distribution) วัตถุของความม่ังค่ังในสังคมที่มีความแตกต่างในระดับของ การพัฒนาสังคมของมนุษย์ซ่ึงพื้นฐานของวิถีชีวิตทางสังคมคือการผลิตส่ิงของ (Material production)๕๗เศรษฐศาสตร์และการเมืองหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์ และการดำ� เนนิ การทางการเมืองโดยทว่ี ชิ าเศรษฐศาสตร์เปน็ วชิ าท่ีว่าด้วยกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ ของมนษุ ยท์ มี่ เี ปา้ หมายใหม้ นษุ ยป์ จั เจกชนบรรลซุ งึ่ อรรถประโยชนส์ งู สดุ หรอื หากเปน็ สงั คมกค็ อื ๕๕ เร่อื งเดียวกนั , น. ๓-๕. ๕๖ สญั ญา เคณาภมู ิ, “กระบวนการวเิ คราะห์นโยบายสาธารณะภายใต้กรอบแนวคิดทางรัฐประศาน ศาสตร์,” วารสารนวัตกรรมการจัดการภาครฐั และภาคเอกชน ๖,๒ (กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๖๑): ๒. ๕๗ C. P. Dutt and Anrew Rothstein, Political Economy: a textbook issued by the Institute of Economics of the Academy of Sciences of the U.S.S.R., (London: Lawrence & Wishart, 1957), p. 1.
สังคมอดุ มปญั ญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 73 ทำ� ใหส้ งั คมไดร้ บั สวสั ดกิ ารสงู สดุ สว่ นการเมอื งเปน็ เรอื่ งของกระบวนการทพ่ี ยายามดำ� เนนิ การ ให้ได้มาซึ่งอ�ำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ�ำนาจในการตัดสินใจเพื่อให้ได้มาซ่ึงวัตถุประสงค์ ทีต่ ้องการ๕๘ ๒) ทฤษฎที างเลอื กสาธารณะ (Public choice) ทางเลอื กสาธารณะ จะใช้ตัวแบบเชิงเหตุผลเพ่ือเป็นเครื่องมือของการก�ำหนดนโยบาย โดยพิจารณาทางเลือก สาธารณะเก่ยี วกบั สนิ คา้ และบรกิ ารสาธารณะ (Public service and goods) ทางเลอื กสาธารณะ จึงเป็นวิชาที่มุ่งเอาความรู้ในรูปแบบสหวิทยาการจากเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวทิ ยา การบรหิ ารธุรกจิ มาประยุกตใ์ ชป้ รบั ปรงุ การบริหารภาครัฐให้ดขี ึน้ ๕๙ ๓) อรรถประโยชนท์ างการเมอื งฐานทฤษฎคี วามสำ� นกึ เชงิ เหตผุ ล (Consciously Rational Theories) อรรถประโยชน์ทางการเมืองฐานทฤษฎีนี้น�ำแนวคิดทาง เศรษฐศาสตรท์ วี่ ่าดว้ ยความชอบดว้ ยเหตผุ ลของมนุษยเ์ ศรษฐกจิ (Economic man) มาใช้ศึกษา การตัดสินใจทางการเมือง เช่น ต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้รับ (Cost-benefit) หรือตัวแบบ การเลือกโดยเหตุและผล (Rational choice model) ตั้งอยู่บนฐานคติ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ผลประโยชนห์ รอื เปา้ หมายตอ้ งการ กลา่ วคอื บคุ คลจะตดั สนิ ใจทางการเมอื งโดยพจิ ารณาจาก ผลประโยชน์ของตนเองเป็นท่ีต้ัง (๒) เป้าหมายทางการเมืองท่ีต้องการ กล่าวคือ บุคคล จะตัดสินใจทางการเมืองย่อมค�ำนึงถึงเป้าหมายทางการเมืองของตนเองเป็นหลัก และ (๓) ความรอบคอบอย่างมีเหตุผล (Ration) กล่าวคือบุคคลจะตัดสินใจทางการเมืองจะก�ำหนด หลกั เกณฑ์ในการตดั สินใจทต่ี นเองพอใจมากทีส่ ดุ ๖๐ ดงั นน้ั การกำ� หนดและการขบั เคลอื่ นนโยบายการสง่ เสรมิ ประชาธปิ ไตยในสงั คม อุดมปัญญาประชาธิปไตยจ�ำเป็นต้องด�ำเนินไปด้วยหลักการพื้นฐานทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การเมอื ง (Political economy) ทฤษฎที างเลอื กสาธารณะ (Public choice) และ อรรถประโยชน์ ทางการเมืองฐานทฤษฎีความส�ำนึกเชิงเหตุผล (Consciously Rational Theories) อย่างสอด ประสานกลมเกลียวกัน ๕๘ อภชิ ยั พนั ธเสน, เศรษฐศาสตรแ์ ละการเมอื ง, (กรงุ เทพ ฯ: สถาบนั การจดั การเพอื่ ชนบทและสงั คม มลู นิธบิ ูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชปู ถมั ภ,์ ๒๕๕๗). ๕๙ Dennis C. Mueller, Public Choice III, (Cambridge: Cambridge University Press, 2003), p. 1. ๖๐ สัญญา เคณาภูมิ, “แนวคิดอรรถประโยชน์ทางการเมือง (Concept of Political Utility),” รัฐสภาสาร ๖๕,๕ (พฤษภาคม ๒๕๖๐): ๗๒.
74 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๘ ฉบับท่ี ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ๓.๒.๓ มาตรการการขับเคลอ่ื นประชาธปิ ไตย (Compulsory measures) การลงมือปฏิบัติเพื่อขับเคล่ือนองคาพยพสรรพก�ำลังต่างๆ ไปสู่สภาวะสังคมอุดมปัญญา ประชาธิปไตยจึงต้องมีมาตรการท่ีหลอมรวมตัวแสดงทางการเมืองท่ีเก่ียวข้องท้ังฝ่ายรัฐ ฝา่ ยชุมชน และปจั เจกบคุ คล ส�ำหรับหลักการส�ำคัญของมาตรการการขบั เคล่ือนท่สี ำ� คญั ได้แก่ ๑) หุ้นส่วนทางการเมือง (Political partnership) การด�ำเนิน กจิ กรรมทางการเมอื งทกุ ระดบั ตอ้ งมงุ่ เนน้ ความเปน็ หนุ้ สว่ นทางการเมอื งกลา่ วคอื กระทำ� ใหเ้ กดิ ความเปน็ เจ้าของ (Sense of belonging) (Kenaphoom, Sanya. ๒๐๑๙) โดยหากบคุ คลหรือกล่มุ บุคคลมีความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจกรรมทางการเมืองและผลท่ีเกิดจากกิจกรรมทางการเมืองแล้ว ก็จะท�ำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลรักและหวงแหนกิจกรรมน้ันอย่างแนบแน่น เมื่อเป็นเช่นน้ี บุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็จะทุ่มเทท้ังก�ำลังกายและสติปัญญาให้กับกิจกรรมทางการเมืองท่ีเกิดข้ึน หลักการหุ้นส่วนทางการเมืองเป็นหลักการที่ยกระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้เข้มข้นมาก ยง่ิ ข้นึ นนั่ เอง ๒) ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory democracy) การเมืองภาคประชาชนหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เป็นหลักการพ้ืนฐานท่ีวิวัฒน์มาจาก หลักการประชาธิปไตยโดยตรง (Direct democracy) ตามด้วยหลักการประชาธิปไตยตัวแทน (Representative democracy) จะเห็นว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทนยังไม่สามารถตอบสนอง ความต้องการจ�ำเป็นของพลเมืองได้ดีมากนัก ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจึงเป็นรูปแบบ ประชาธิปไตยท่ีเปิดโอกาสให้พลเมืองของรัฐได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างง่าย และมากขึ้น เชน่ การเข้าช่อื เสนอกฎหมาย การเข้าชื่อแต่งตงั้ และหรอื ถอดถอนผดู้ ำ� รงต�ำแหนง่ ทางการเมอื ง เป็นต้น ๓) การกระจายอ�ำนาจทางการปกครองแบบคืนอ�ำนาจ ทางการปกครอง (The return of administrative power) อำ� นาจทางการปกครองถอื วา่ เปน็ อำ� นาจ อธปิ ไตยอนั หนงึ่ โดยธรรมชาตแิ ลว้ ชมุ ชนทอ่ี าศยั อยใู่ นพนื้ ทใี่ ดพนื้ ทห่ี นง่ึ จะมอี ำ� นาจในการจดั การ ปกครองของตนเองตามปทัสถานของชุมชนเอง แต่ปัจจุบันนี้รัฐที่ถือก�ำเนิดขึ้นไม่รู้มาจากไหน อย่างไร (อาจจะเกิดข้ึนแบบชุมชนไม่มีส่วนร่วม) รัฐก็จะออกกฎหมายเพื่อมาจ�ำกัดอ�ำนาจ และสทิ ธใิ นการปกครองตนเองของชมุ ชน ดงั นนั้ มาตรการการขบั เคลอ่ื นหนง่ึ ในสงั คมอดุ มปญั ญา ประชาธิปไตยคือ “การคืนอ�ำนาจทางการปกครองตนเองของชุมชน” ถือว่าเป็นการยกระดับ การกระจายอ�ำนาจทางการปกครองจากรัฐบาลกลางไปสชู่ มุ ชนมากข้นึ
สงั คมอดุ มปัญญาประชาธิปไตย (Democratic Intelligence Society) 75 ๔) การก�ำหนดมาตรฐานเชิงพ้ืนท่ี (Spatial standard) ผลผลิต หรือผลลัพธ์ท่ีเป็นมาตรฐานในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยจะต้องถูกก�ำหนดให้เหมาะสม แต่ละพื้นท่ี ตัวช้ีวัดความส�ำเร็จอาจแตกต่างกันออกไปแต่ได้ต้ังอยู่บนหลักการพ้ืนฐานเดียวกัน เรียกวา่ “มาตรฐานเชงิ พ้ืนที่” หรือ “มาตรฐานเฉพาะแต่ละพ้นื ที”่ ดังน้ัน มาตรการการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตย ต้องด�ำเนินกิจกรรมที่เป็นไปตามหลักการความหุ้นส่วนทางการเมือง (Political partnership) ประชาธปิ ไตยแบบมีสว่ นรว่ ม (Participatory democracy) การกระจายอำ� นาจทางการปกครอง แบบคนื อำ� นาจทางการปกครอง (The return of administrative power) และการกำ� หนดมาตรฐาน เชงิ พ้ืนท่ี (Spatial standard) มติ ภิ าครฐั วิถปี ระชาธิปไตย มติ ิภาคสงั คมชมุ ชน (Public Sector) ในสงั คมอุดมปญั ญา (Community sector) - กตกิ านติ ิธรรมและนติ ิรัฐ - ธรรมเนยี ม (Convention) - นโยบายสาธารณะ ประชาธิปไตย - จารีตประเพณี (Tradition) (Public Policy) - วฒั นธรรม (Culture) - มาตรการ - ศลี ธรรมและจริยธรรม (Compulsory measures) (Morality and Ethics) แผนภาพท่ี ๘ แสดงอทิ ธิพลของระบบและกลไกการจัดระเบียบทางสังคม (Social Systems) ทสี่ ่งผลต่อวิถปี ระชาธิปไตยในสงั คมอุดมปญั ญาประชาธปิ ไตย จากแผนภาพจะเหน็ วา่ การจดั ระเบยี บทางสงั คมในสงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย จ�ำเป็นต้องอาศัยปัจจัยเง่ือนไขหรือตัวกลไกในการจัดกระท�ำเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วนสองส่วนหลัก ได้แก่ (๑) ปัจจัยเง่ือนจากภาคสังคมชุมชน (Community sector) ประกอบด้วย ธรรมเนียมประชาธปิ ไตย (Convention) จารตี ประเพณีตามครรลองประชาธิปไตย (Tradition) วัฒนธรรมประชาธิปไตย (Culture) ศีลธรรมและจริยธรรมทางการเมือง แบบประชาธปิ ไตย (Morality and Ethics) และ (๒) ปจั จัยเงื่อนไขจากภาครฐั (Public Sector)
76 รัฐสภาสาร ปีที ่ ๖๘ ฉบบั ที ่ ๑ เดอื นมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ประกอบด้วย กติกานิติธรรมและนิติรัฐ นโยบายสาธารณะการส่งเสริมประชาธิปไตย (Public Policy) มาตรการเคลอื่ นประชาธปิ ไตย (Compulsory measures) และยทุ ธวธิ กี ารขบั เคลอ่ื นพฒั นา ประชาธปิ ไตย (Tactics) บทสรปุ จากการประมวลองคค์ วามรทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งมาทง้ั หมดสามารถสรปุ ภาพรวมองคป์ ระกอบ จ�ำเป็นของสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตย ได้แก่ (๑) มุมมองในมิติปัจเจกบุคคลหรือ วิถปี จั เจกบคุ คล (Individual Ways) ซึง่ ตอ้ งมคี ุณลกั ษณะที่สำ� คัญอีกสามประการ ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย (Democracy Perception) อุดมการณ์ทางการเมืองแบบ ประชาธิปไตย (Democracy Ideology) การแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย (Democracy Action) (๒) มมุ มองในมติ กิ ลมุ่ บคุ คลหรือวถิ ปี ระชา (Folkways) โดยวิถปี ระชาต้อง ด�ำเนินไปตามครรลองประชาธิปไตยสอดแทรกในทุกเร่ืองไม่ว่าจะเป็นสมัยนิยม (Fashion) ความนิยมช่ัวครู่ (Fad) ความคล่ังไคล้ (Craze) งานพิธี (Ceremony) พิธีการ (Rite) พิธีกรรม (Ritual) และ มารยาททางสงั คม (Etiquette) และ (๓) ระบบและกลไกการจดั ระเบียบทางสังคม (Social Systems) เป็นแบบแผนการกำ� หนดพฤติกรรมตามวถิ ปี ระชาธิปไตยของสมาชกิ ในสงั คม มีองค์ประกอบย่อยสองประการ คือ (ก) มิติภาคสังคมชุมชน (Community sector) ได้แก่ ธรรมเนียม (Convention) จารีตประเพณี (Tradition) วฒั นธรรม (Culture) ศีลธรรมและจริยธรรม (Morality and Ethics) (ข) มติ ิภาครฐั (Public Sector) ไดแ้ ก่ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) กฎหมาย (Law) และมาตรการ (Compulsory measures) ดังแผนภาพ
สังคมอุดมปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 77 ๑. วถิ ปี จั เจกบคุ คล ๒. วถิ ปี ระชา ๓. ระบบและกลไกทางสังคม (Individual Ways) (Folkways) (Social Systems) ๑.๑ ความรคู้ วามเข้าใจใน ๒.๑ สมัยนิยม (Fashion) ๓.๑ มิตภิ าคสังคมชมุ ชน หลกั การประชาธปิ ไตย ๒.๒ ความนยิ มชว่ั ครู่ (Fad) (Community sector) (Democracy Perception) ๒.๓ ความคลัง่ ไคล้ (Craze) - ธรรมเนยี ม รบั รู้ (Perception) ๒.๔ งานพิธี (Ceremony) (Convention) เขา้ ใจ (Undrstanding) ๒.๕ พธิ กี าร (Rite) - จารีตประเพณี เขา้ ใจครบถ้วน ๒.๖ พิธีกรรม (Ritual) (Tradition) (Comprehension) ๒.๗ มารยาททางสังคม - วฒั นธรรม เข้าใจลกึ ซงึ้ (Realize) (Etiquette) (Culture) บรรลุ (Enlightenment) - ศีลธรรมและ ๑.๒ อดุ มการณ์ทางการเมือง จริยธรรม (Morality แบบประชาธิปไตย and Ethics) ความเชื่อ (Belif) ๓.๑ มิติภาครฐั เจตคติ (Attitude) (Public Sector) ค่านยิ ม (Values) กติกานิตธิ รรมและนิติรฐั อุดมการณ์ (Ideology) - นโยบายสาธารณะ ๑.๓ การแสดงออกทางการเมือง (Public Policy) ตามวถิ ีประชาธปิ ไตย - มาตรการ (Democracy Action) (Compulsory พฤติกรรม (Behavior) measures) อุปนสิ ยั (Traits) นิสัย (Habit) บคุ ลกิ ภาพ (Personality) แผนภาพที่ ๙ องค์ประกอบจำ� เป็นแหง่ สงั คมอดุ มปัญญาประชาธิปไตย
78 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๘ ฉบบั ท ่ี ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ อย่างไรก็ตาม แนวคิดสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยแม้ว่าจะออกมีลักษณะ เชงิ อดุ มคติ แตก่ เ็ ปน็ สง่ิ จำ� เปน็ ตอ่ การสรา้ งภาพอนาคตทพ่ี งึ ประสงคใ์ หก้ บั สงั คมโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ สังคมไทยในห่วงเวลาปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๖๒) ปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมของการปกครอง ประเทศไทยปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทว่าปรากกฎการณ์ในสังคมท่ีเกิดข้ึนยังดูห่างเหินจากหลักการพื้นฐานแห่งประชาธิปไตย เราไม่อาจต�ำหนิบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ เราอาจต�ำหนิเราทุกคนที่ไม่พยายามสร้างสรรจรรโลง วิถีประชาธิปไตยให้สมบูรณ์แบบ แนวคิดสังคมอุดมปัญญาประชาธิปไตยจะเป็นแนวคิดหนึ่ง ทนี่ ำ� เสนอใหฉ้ กุ คดิ และตระหนกั ในหลกั การประชาธปิ ไตยทสี่ มบรู ณ์ ผเู้ ขยี นไดแ้ ตห่ วงั วา่ ในอนาคต ข้างหนา้ ไมว่ นั ใดกว็ ันหนึ่งเราจะเขา้ ถงึ สงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตยอย่างแนน่ อน
สังคมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 79 เอกสารอ้างองิ ก�ำชยั จงจกั รพนั ธ์. (๒๕๕๗). หลักนิตริ ัฐ VS หลกั นติ ิธรรม. [Online] http://www.thaiihdc.org/ web/index.php?option=com_content&view=article&id=1107:-vs-&catid=16: 2014-6-6-206-51-147 [๒๐ มถิ ุนายน ๒๕๕๗] กติ ตภิ มู ิ มปี ระดษิ ฐ.์ (๒๕๕๙). การกา้ วสสู่ งั คมแหง่ ปญั ญาตอ้ งพฒั นาทนุ มนษุ ย.์ [Online] https:// www.facebook.com/kittipoomgened/posts/1041279675961455/ [๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙] กติ ตศิ ักดิ์ หนูชยั แกว้ . (๒๕๖๐). การใช้จารีตประเพณกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตยตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณีการเข้าสู่ต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี. วิทยานิพนธ์ นติ ิศาสตรมหาบัณฑิตสถาบนั บณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์ จรญู สภุ าพ. (๒๕๖๐). ขอ้ คดิ และปญั หาบางประการของโลกคอมมวิ นสิ ต์. [Online] http://www. library.polsci.chula.ac.th/dl/c33bcb2d2524b30cbd63 63f472c7ffd572 [๒๐ กันยายน ๒๕๖๐] จิรัสสา คชาชีวะ. (๒๕๔๕) “ประติมานวิทยาของพระศรีอาริยเมตไตรยะ จากอินเดียสู่เอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต,้ ” ดำ� รงวชิ าการ หนงั สอื รวมบทความทางวชิ าการคณะโบราณคด,ี ๑, ๑ : ๔๔. ช�ำนาญ จันทร์เรือง. (๒๕๕๑). “ยูโทเปีย (Utopia)”. กรุงเทพธุรกิจ (๒๔ กันยายน ๒๕๕๑) [Online] https://prachatai.com/journal/2008/09/1884 ชำ� นาญ จนั ทร์เรอื ง. (๒๕๕๙). วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย. กรงุ เทพธรุ กิจ [Online] https:// www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637713 ณรงค์ สนิ สวสั ดิ.์ (๒๕๓๘). จิตวทิ ยาการเมือง. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. ถวิลวดี บุรีกลุ . (๒๕๔๖). “หลกั การเพอ่ื การบรหิ ารรัฐกจิ แนวใหม”่ . วารสารสถาบนั พระปกเกล้า ๑, ๒ (กนั ยายน - ธันวาคม ๒๕๔๖): ๑-๑๘. ธงชัย วินิจจะกูล. (๒๕๕๘). “ธงชัย วินิจจะกูล: มหาอวิชชาลัย”. ประชาไทออนไลน์ (๒๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) สบื คน้ จาก https://prachatai.com/journal/201715/02/2017 ธเนศวร์ เจรญิ เมือง. (๒๕๕๐). ๑๐๐ ปกี ารปกครองไทย พ.ศ. ๒๔๔๐ -๒๕๔๐. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๖. กรงุ เทพฯ: คบไฟ
80 รฐั สภาสาร ปีที ่ ๖๘ ฉบับที ่ ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ บวรศักดิ์ อวุ รรณโณ. “๗๖ ปี ประชาธปิ ไตยไทยกบั การเมอื งภาคประชาชน” จุลนิติ ๕,๖ (๒๕๕๑): ๘. บ้านจอมยทุ ธ. (๒๕๖๑). สังคมนยิ มและคอมมิวนิสม.์ [Online] https://www.baanjomyut.com/ library_2/socialist_and_communist_zionist/02.html [๒๘ มีนาคม ๒๕๖๑] บรรหาญ จงเจริญประเสริฐ, ความสัมพันธ์ระหว่างหลักนิติธรรมและนิติรัฐ, อบรมหลักสูตร “หลกั นติ ธิ รรมเพอื่ ประชาธปิ ไตย” รนุ่ ที่ ๒ วทิ ยาลยั รฐั ธรรมนญู สถาบนั รฐั ธรรมนญู ศกึ ษา สำ� นักงานศาลรัฐธรรมนญู , ๒๕๕๖. ปธาน สวุ รรณมงคล. (๒๕๖๒). อดุ มการณ์. สถาบนั พระปกเกลา้ ฯ [Online] http://wiki.kpi.ac.th/ index.php?title=อดุ มการณ์ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวโุ ส. ๒๕๕๗. ปาฐกถาพิเศษ “มหาวชิ ชาลยั รว่ มสรา้ งสังคมอดุ มปญั ญา” ในงานเปิดมหาวิชชาลัยดอนแก้วสร้างสุข และมหกรรมนวัตกรรมสุขภาพชุมชน องค์การบริหารส่วนตำ� บลดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชยี งใหม่ ระหวา่ งวันท่ี ๒๑ - ๒๒ กันยายน ๒๕๕๗. ปรดี ี พนมยงค์. (๒๕๓๕). “ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนญู เบ้อื งตน้ กับรา่ งรัฐธรรมนูญ,” ในแนว ความคดิ ประชาธิปไตยของของปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ : เรอื นแก้วการพมิ พ์. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย. (๒๕๖๒). “นักรัฐศาสตร์ยก ๓ ปมเชิงวิชาการโต้ ‘พลังประชารัฐ’ เหตุอ้าง ‘คะแนนป๊อบปูล่า’ ตั้งรัฐบาล”. ประชาไทออนไลน์ [Online] https:// prachatai.com/journal/2019/03/18179 พระมหาปรญิ ญา วรญาโณ (ทศชว่ ย). (๒๕๕๓). ความเช่ือเรอื่ งโลกยุคพระศรีอรยิ เมตไตรยของ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์ปริญญา พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวทิ ยาลัย ฤทธี อินทราวุธ, พันเอก. (๒๕๕๗). เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคมแห่งปัญญา (Information Technology and Wisdom Society). ศนู ย์เทคโนโลยีทางทหาร : กระทรวงกลาโหม. พชิ ัย ผกาทอง. (๒๕๔๗). มนษุ ยก์ ับสังคม.กรุงเทพฯ: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . มานิตย์ จุมปา. (๒๕๔๘). “สังคมและความประพฤติ” ความรู้พื้นฐานเก่ียวกับกฎหมาย. มานติ ย์ จมุ ปา, บรรณาธกิ าร. (พมิ พค์ รง้ั ทหี่ ก) กรงุ เทพฯ : สำ� นกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. หน้า ๔-๕. ราชกจิ จานเุ บกษา. (๒๕๕๑). ระเบยี บสำ� นกั นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยประมวลจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ การเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑. เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๔๑ ง, ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๑
สงั คมอดุ มปญั ญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 81 ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๒). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. กรงุ เทพ ฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต. (๒๕๖๑). พฒั นาปญั ญา เลา่ เรื่องให้โยมฟัง ชุดที่ ๒. กรุงเทพฯ : [Online] https://www.payutto.net/book-content/ทางเกดิ ของปญั ญา/ สญั ญา เคณาภมู ิ และกชพร ประทมุ วนั . “วถิ ปี ระชาธปิ ไตยของพลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย” (Citizens’ Democratic Way of Life in a Democratic Regime)”. วารสารวไลย อลงกรณ์ปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๕,๒ (กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘) : ๑๘๑-๑๙๙. สญั ญา เคณาภมู .ิ “การตดั สนิ ใจทางการเมอื งแบบวถิ ปี ระชาธปิ ไตย : แนวคดิ และรปู แบบลกั ษณะ (Political Decision on the Democratic Way of Life : Concept and Forms)” วารสาร มนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ๓๓,๒ (พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๕๙) : ๘๙-๑๒๐. สัญญา เคณาภูมิ. “แนวคิดอรรถประโยชน์ทางการเมือง (Concept of Political Utility),” รฐั สภาสาร ๖๕,๕ (พฤษภาคม ๒๕๖๐). สญั ญา เคณาภมู ิ. (๒๕๖๑). “กระบวนการวิเคราะหน์ โยบายสาธารณะภายใตก้ รอบแนวคิดทาง รัฐประศานศาสตร์”. วารสารนวัตกรรมการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน, ๖,๒ (กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๖๑). สุขุม นวลสกุล และ วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ์. (๒๕๒๔). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพม์ หาวิทยาลยั รามคาํ แหง. สุดา ภริ มย์แก้ว (๒๕๔๙). สังคมวทิ ยา. กรุงเทพ ฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. สุปญั ญา ชมจนิ ดา. (๒๕๕๒). นสิ ัยกับสนั ดาน. กรุงเทพ ฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. สุรพล นิติไกรพจน์. (๒๕๔๘). สภาวะและปัญหาปัจจุบันของระบบรัฐสภาไทย. กรุงเทพฯ: ส�ำนักงานกองทุนสนับสนนุ การวจิ ัย(สกว.) อนนั ต์ โพธกิ ลุ . (๒๕๖๐). เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GS ๑๐๕ “สงั คม เศรษฐกจิ การเมอื ง และประชาคมโลก”. กรงุ เทพ ฯ: มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบุร.ี อภิชัย พันธเสน. (๒๕๕๗). เศรษฐศาสตร์และการเมือง. กรุงเทพ ฯ: สถาบันการจัดการ เพอื่ ชนบทและสงั คมมลู นธิ บิ รู ณะชนบทแหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชปู ถมั ภ.์ อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. (๒๕๔๙). “ต�ำนานพระศรีอารยิ ์ : การตอบสนองความต้องการอันเปน็ อดุ มคติแห่งโลกอนาคต”. วารสารอักษรศาสตร์, ๓๕,๒ : ๒๖๓-๒๘๗.
82 รัฐสภาสาร ปีที่ ๖๘ ฉบับท ่ี ๑ เดอื นมกราคม-กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท. (๒๕๔๗). วาทวิพากษ์ตะวันตก (ค.ศ. ๑๙๒๕-ปัจจุบัน) กับปริบท ประเทศไทย. กรุงเทพ ฯ: สำ� นกั พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โอฬาร ถ่ินบางเดียว. ๒๕๖๐. ต�ำราเรียนวิชา การวิเคราะห์การเมือง หน่วยที่ ๑๐ แนวคิด เศรษฐศาสตร์การเมอื ง. กรงุ เทพ ฯ: มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. Bloom, B. S. (1976). Human Characteristic and School Learning. New York: McGraw-Hill Book Company. Bootzin, R., G. Bower and J. Crocker. (1991). Psychology Today. New York: McGraw- Hill, Inc. Dutt, C. P. and Rothstein, Andrew. (1957). Political Economy: a textbook issued by the Institute of Economics of the Academy of Sciences of the U.S.S.R. London: Lawrence & Wishart. Gisbert, P. (1971). Fundamentals of Industrial Sociology. New Delhi: Tata McGraw Hill. Hammudah Abdulati. (1975). Social meaning. 2nd ed., United States of America: American Trust Publications Heywood, A. (2012). Political ideologies. 5th ed., Hampshire: Palgrave Macmillan. Inter-Parliamentary Union. (2014). Democracy: Its Principles and Achievement. [Online] Retrieved July 24, 2014, from http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOC RACY_PR_E.pdf John F. Cuber and William F. Kenkel. (1954). Social Stractificational in the United States. New York: Appleton-Century-Crofts, Inc. Kenaphoom, Sanya. (2016). “Political Decision on the Democratic Way of Life: Concept and Forms” Humanities & Social Sciences, 33,2 (June - August 2016) :89-10. Kenaphoom, Sanya. “Political Partnership”. Journal of Social Sciences, Chulalongkorn University, 49,2 (July-December 2019). Laski, Harold J. (1949).Trade Unions in the New Society. New York: the American Books Stratford Press. Levine, H. M. (1990). Political issued Debated: An introduction to politics. 3rd ed., New Jersey: Prentice-Hall. Linton, Ralph. (1964). The Study of Man. New York: D. Appleton Century Crafts.
สงั คมอุดมปัญญาประชาธปิ ไตย (Democratic Intelligence Society) 83 MacIver, Robert M. (1924). Community: A Sociological Study. London: Macmillian. Merriam, Charles E. (1931). The Making of Citizens : A Comparative Study of Methods of Civic Training. Chicago: Univerrsity of Chicago Press. Mueller, Dennis C. (2003). Public Choice III. Cambridge: Cambridge University Press Nonaka, I., and Takeuchi, H. (1959). The knowledge-creating company. New York: Oxford University press. Sidi Gazalba. (1977). Pandangan Islam tentang kesenian. Jakarta: Bulan Bintang, Wuttichai Chaiyawyt. (2015). “The concept of Consent and Representation in Chart Kobjitti’s Novels and Short Stories”. Political Science and Public Administration Journal, 6,1-2: (January-December 2015).
84 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๘ ฉบบั ที่ ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ บทวิเคราะห์พัฒนาการดา้ นเศรษฐกจิ การเมืองในพน้ื ที่กรุงเทพมหานคร ภายหลังสงครามโลกคร้งั ท่ีสอง ในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗* พงศ์เพชร เลศิ อัคฆากร* บทนำ� “ไม่มีเมืองหลวงใดเป็นต้นแบบแห่งการรวมศูนย์ที่ดี และเป็นตัวตัดสินอุดมคติของ ประชาชนไดด้ ีเทา่ กรุงเทพมหานคร”๑ * บทวเิ คราะห์น้นี ำ� มาจากสว่ นหนึ่งของการศึกษางานวิจัย เรือ่ ง “มโนทัศนข์ องแรงงานขา้ มชาติ ทผี่ ดิ กฎหมาย ศกึ ษากรณีแรงงานในกรุงเทพมหานคร” ภาคนพิ นธด์ เี ด่น สาขาการศกึ ษาทางการเมอื ง ปกี ารศึกษา ๒๕๕๙ หลักสตู รศลิ ปศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าปรชั ญา การเมอื ง และเศรษฐศาสตร์ วทิ ยาลยั สหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ** เจา้ หนา้ ท่ีโครงการพฒั นาฐานขอ้ มลู กฎหมาย ฝา่ ยขอ้ มลู กฎหมาย กองกฎหมายไทย สำ� นกั งาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ๑ Sternstein, 1982 quoted in M. Askew, Bangkok; place, practice and representation, (London: Routledge, 2002), p. 48.
บทวิเคราะหพ์ ฒั นาการดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื งในพ้ืนทกี่ รงุ เทพมหานคร 85 ภายหลงั สงครามโลกครง้ั ทสี่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ กรุงเทพมหานคร นับเป็นเมืองที่มีการแข่งขันท่ีมีความหลากหลายของประชากร ทั้งทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม รวมไปถึงรูปแบบทางเศรษฐกิจ (The Sociospatial Complex of Thailand’s Contemporary Metropolis) ซ่ึงความซับซ้อนดังกล่าวมีความเข้มข้น อย่างมากภายหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง โดยผู้คนมีความกระตือรือร้นในการสร้างเมืองหลวง และเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้เสียในเงื่อนไขทางสังคม การเปลี่ยนผ่านของวิวัฒนาการ ความเป็นกรุงเทพมหานครน้ี มีความสอดคล้องต่อเงื่อนไขความเป็นสากลในขณะนั้น ซงึ่ เปน็ ไปตามการปรบั ตวั ของเงอ่ื นไขระบบทนุ นยิ มโลกและปรบั เขา้ สกู่ ารสะสมทนุ ของรฐั ภายใน บทวเิ คราะหน์ มี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษา วเิ คราะห์ พฒั นาการความเปลยี่ นแปลงของ กรุงเทพมหานครภายหลังสงครามโลกคร้ังทสี่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ โดยพจิ ารณา ผ่านเง่ือนไขดา้ นเศรษฐกิจ การเมอื ง และสงั คม ทีเ่ ปน็ ตัวแปรสำ� คญั ต่อการเปล่ียนผ่านสู่สังคม เมืองประกอบกัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปล่ียนแปลงและพัฒนาการเชิงพ้ืนท่ีอย่างมีนัยส�ำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสังคมเมือง การเติบโตของอุตสาหกรรมเพ่ือการน�ำเข้า การพัฒนา โครงสรา้ งพน้ื ฐาน อนั นำ� ไปสคู่ วามไมไ่ ดส้ ดั สว่ นของพน้ื ทร่ี ะหวา่ งเมอื งกบั ชนบท การอพยพของแรงงาน และภาวะแรงงานเส่ียง (precariat) เป็นต้น ซ่ึงส่งผลโดยตรงต่อสถานะความเป็นเมืองหลวง ของไทยในปจั จบุ นั การศกึ ษาครงั้ นเ้ี ปน็ การใชร้ ะเบยี บวธิ วี จิ ยั ในเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) โดยใชข้ อ้ มลู ทสี่ ำ� คญั จากหลายแหลง่ ดว้ ยกนั อาทิ หนงั สอื ตำ� รา เอกสารทางวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ผลการวิเคราะห์ พัฒนาการด้านเศรษฐกิจการเมืองในพ้ืนที่กรุงเทพมหานคร ภายหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ นี้ ท�ำให้เข้าใจถึงภูมิหลัง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองและภูมิศาสตร์การเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อน ให้เห็นว่ามีปัจจัยต่าง ๆ เป็นตัวแปรท่ีส�ำคัญ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริม ความเป็นเมอื งได้อยา่ งรวดเรว็ ภายในระยะเวลาอันสั้น ท้ังน้ี สามารถน�ำองคค์ วามรไู้ ปตอ่ ยอด และเพิ่มมุมมองด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองของกรุงเทพมหานครท่ีพัฒนามาถึง ปัจจบุ นั ไดต้ ่อไป
86 รัฐสภาสาร ปีที่ ๖๘ ฉบบั ที่ ๑ เดือนมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ การเตบิ โตของอุตสาหกรรมเพ่อื การน�ำเขา้ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ เปน็ ตน้ มา ภายหลงั สงครามโลกคร้ังท่ีสอง ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๐๐ – ๑๙๕๐ เปน็ ตน้ มา เง่ือนไข สภาวการณ์โลกอยู่ในช่วงเวลาเปล่ียนผ่านจากทุนพาณิชย์สู่ทุนอุตสาหกรรมในรูปแบบทุนนิยม การสร้างพลเมืองภายใต้ระบบการผลิตแบบสายพาน๒ ที่เอื้อต่อทุนนิยมอุตสาหกรรม โดยความส�ำเร็จในการค้นพบระบบสายพานการผลิตเป็นจุดเปล่ียนส�ำคัญของการผลิตของโลก อันน�ำไปสู่การขยายตัวของการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคของมวลชนเป็นจ�ำนวนมาก และเป็นส่วนส�ำคัญท่ีมีอิทธิพลกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ จนเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลาง ในช่วงเวลาตอ่ มา๓ จากเงื่อนไขของสถานการณ์โลกยังผลให้ประเทศไทยต้องปรับตัวจากช่วงก่อน สงครามหลายปีที่เศรษฐกิจข้ึนอยู่กับการส่งออกข้าวและยางพารา ซึ่งผลิตจากสังคมชนบท ท่ีหา่ งไกลจากตวั เมอื ง และในขณะนน้ั กรงุ เทพมหานครยังคงเปน็ เมอื งท่รี องรบั บุคคลทม่ี ีฐานะ ทางสงั คมและเศรษฐกจิ จนกระทง่ั ปี ๑๙๔๗ กรงุ เทพมหานคร ถกู จดั ใหเ้ ปน็ ศนู ยก์ ลางทพ่ี กั อาศยั ส�ำหรับชาวชนบท ท�ำให้ขนาดของเมืองขยายออกถึง ๒๐ เท่า การส่งออกสินค้ามีมากข้ึน จากการเกิดสงครามในเกาหลี ซ่ึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกระตุ้นมากข้ึน โดยเศรษฐกิจของ สหรัฐอเมริกากับไทยเริ่มในช่วงปี ๑๙๕๐ มีการสนับสนุนอย่างมากจากงบประมาณรัฐ อนั เป็นปจั จัยตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของกรงุ เทพมหานครเป็นส�ำคัญ๔ จุดมุ่งหมายของการร่วมมือดังกล่าว ประเทศไทยมีกระบวนการจัดท�ำนโยบาย เศรษฐกิจและการเมืองไทยในช่วงสงครามเย็นว่าได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยภายนอก อยา่ งสหรฐั อเมรกิ า ซงึ่ เปน็ ผกู้ ำ� หนดแนวทางพฒั นาเศรษฐกจิ ไทยใหเ้ ออ้ื ตอ่ ระบบสะสมทนุ ของโลก ในช่วงสงครามเย็น รวมถึงการก�ำหนดชนช้ันน�ำทางการเมืองท่ีมีความเก่ียวพันและมีวิถีทาง ๒ การผลติ อตุ สาหกรรมในระบบสายพานการผลติ (Fordism) ซงึ่ เปน็ การผลติ ขนาดใหญ่ การรวมศนู ย์ ในแนวด่ิงภายใต้เทคโนโลยีในองค์กรแบบ Scientific management หรือ Taylorism เป็นระบบบริหารจัดการ ทป่ี ระยกุ ตว์ ธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ ขา้ กบั ทางวศิ วกรรมการผลติ และการบรหิ ารจดั การ เนน้ ประสทิ ธภิ าพการทำ� งาน และผลิตภาพของแรงงานให้เกิดผลผลิต โดยการผลิตรูปแบบน้ีนับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความส�ำเร็จ และการจัดระเบยี บของการผลติ ทเี่ ปน็ ตัวแบบการพัฒนาท่มี ีเสถยี รภาพเป็นอยา่ งดขี องระบบทนุ นยิ ม ๓ เจษฎา โชติกจิ ภิวาทย์ และวทิ ยากร บุญเรือง, แรงงานบนเส้นทางรัฐสวัสดิการ, ล�ำพูน: โครงการ สง่ เสรมิ การพฒั นาศกั ยภาพองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ในการแกไ้ ขปญั หาผดู้ อ้ ยโอกาสทางสงั คม, ๒๕๕๖, น. ๑๑. ๔ M. Askew, ibid., p. 50.
บทวเิ คราะห์พัฒนาการดา้ นเศรษฐกจิ การเมืองในพืน้ ท่กี รุงเทพมหานคร 87 ภายหลงั สงครามโลกคร้งั ทสี่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ สนับสนุนประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกาในฐานะตัวแทนของระบบทุนนิยมโลก๕ โดยรัฐบาลไทย ในช่วงปี ๑๙๔๗ - ๑๙๕๗ ได้รบั การสนบั สนุนจากสหรัฐอเมรกิ า ซ่งึ เปน็ แกนหลกั ในการสรา้ ง ประเทศไทยให้เป็นประเทศแหง่ อิสรภาพในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ระยะนี้คนหนุ่มสาวได้รับการยกระดับการศึกษาสูงข้ึนให้ไปศึกษาในต่างประเทศ ซ่ึงเป็นแนวทางของรัฐเพื่อยกระดับคุณภาพประชากรและสังคม การศึกษาระดับอุดมศึกษา และทางเทคนคิ เปน็ หนงึ่ ในพนื้ ฐานสำ� คญั ของกลมุ่ ทต่ี อ้ งการสรา้ งฐานะทางเศรษฐกจิ การศกึ ษา ของรัฐขยายโครงการในช่วงปลายปี ๑๙๕๐ ซ่ึงการศึกษาจะเข้มข้นไปตามการด�ำเนินธุรกิจ ในกรงุ เทพมหานคร สามในสขี่ องผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั ไทยอาศยั อยใู่ นเมอื ง สะทอ้ น ใหเ้ หน็ ถงึ ความเหลอ่ื มลำ้� ทเ่ี พม่ิ ขนึ้ ของรายไดต้ อ่ คนระหวา่ งกรงุ เทพมหานครกบั พนื้ ทตี่ า่ งจงั หวดั อย่างไรก็ตาม การด�ำเนินการท่ีไม่เป็นระบบของศูนย์กลางการปกครอง ส่งผลกระทบต่อความ เป็นหนึ่งเดียวกันของคนชนบทในพื้นท่ีกรุงเทพมหานคร ผลประโยชน์ท่ีส�ำคัญในระบบทุนนิยม และมีบทบาทต่อชาวชนบทในฐานะผู้บริโภคเป็นอย่างมากน้ัน คือ โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ การได้รบั ประโยชน์จากทุนของนานาชาติ อาทิ การพัฒนาการคมนาคมทางน้�ำใหม่ ซึง่ ปัจจุบนั คือท่าเรือคลองเตย การพัฒนานี้ได้น�ำไปสู่การน�ำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและแสดงถึง ประสิทธิภาพในการส่งออกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ในปี ๑๙๕๕ รัฐบาลได้มีการเสนอแนะ การจัดท�ำเรอื่ งมาตรฐานขา้ ว (Rice premium) เพอื่ การส่งออก ซงึ่ รัฐบาลจะไดร้ ับคา่ ธรรมเนยี ม จากภาษี ความเสถยี รของราคาขา้ วในประเทศ และการจดั เตรยี มของรฐั ตอ่ สนิ คา้ ทม่ี รี าคาสงู ขา้ ว มาตรฐาน (Rice premium) ได้รับการอนมุ ตั ิจากรฐั บาล รวมถึงภาคเอกชนทีไ่ ด้รบั ประโยชนจ์ าก การควบคมุ ราคาและอัตราจา้ งแรงงานใหอ้ ยภู่ ายใตข้ อบเขตทร่ี ัฐก�ำหนดไว้ ซง่ึ ในกระบวนการน้ี เองท�ำให้ชาวชนบทแย่ลง มีรายได้ไม่สอดคล้องกับรายรับจากการที่มาเป็นแรงงาน นับเป็น การจดั การทมี่ กี ลมุ่ ลกู จา้ งชาวชนบทไดร้ ับความเสียหาย เพราะผู้ประกอบการเพยี งหวังแตเ่ ร่ือง ต้นทุนต่�ำเป็นส�ำคัญ การขูดรีดค่าจ้างประกอบกับความต้องการแรงงานในกรุงเทพมหานคร ท�ำให้โครงการดังกล่าวถูกยกเลิกไป และการลงทุนในชนบทถูกแทนที่ด้วยพ้ืนฐานการผลิตด้วย เครอ่ื งจกั รและการบริการด้านอุตสาหกรรมในเขตเมอื ง๖ ๕ Keshboonchoo, 2004 อ้างถึงใน ษัษรัมย์ ธรรมบุษดี, เดินไปดวงดาว: ทุนนิยมไทยในกระแส เสรนี ิยมใหมก่ ับความฝนั ทีไ่ ม่มวี ันไปถงึ , (นนทบุร:ี นติ ธิ รรมการพมิ พ,์ ๒๕๕๙), น. ๑๔. ๖ Muscat, 1994, pp. 75-77 และ Porchant, 1994, pp.194-198 quoted in M. Askew, Bangkok; place, practice and representation, pp. 51, 57.
88 รฐั สภาสาร ปีท ี่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๑ เดอื นมกราคม-กุมภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ในชว่ งเวลาดงั กลา่ วการจดั การของประเทศไทยไทย นกั เศรษฐศาสตรไ์ ดว้ เิ คราะหใ์ หเ้ หน็ ถงึ นโยบายและอุดมคติของการวางกรอบการท�ำงานท่ีหลากหลายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศว่า ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง จ�ำนวนอุตสาหกรรมและการค้าแบบวิสาหกิจท้ังในชนบท และชานเมืองถูกแทรกแซงจากรัฐ ความส�ำเร็จของการค้าการลงทุนในระยะน้ีก็มีส่วนส�ำคัญ ท่ีมาจากแรงงานต่างด้าวโดยการน�ำเข้าแรงงานและผู้ประกอบการจากชาวจีน การด�ำเนินการ ดงั กลา่ วสามารถลดอปุ สรรคเงอื่ นไขทางสงั คมมากขนึ้ ภายหลงั ทร่ี ฐั พยายามใหส้ ถานะความเปน็ พลเมอื งไทย (Citizenship) เพอ่ื การควบคุมแรงงานได้สะดวก และยงั สามารถเพิ่มความเขม้ ขน้ ทางเศรษฐกจิ ในรปู แบบสนิ คา้ อตุ สาหกรรม รวมถงึ รปู แบบรฐั วสิ าหกจิ ทมี่ กี ารผกู ขาดการประกอบ การมากขน้ึ โดยรปู แบบพฤตกิ รรมเหลา่ นี้นบั ว่าเปน็ “เศรษฐกิจมรดก (Patrimonial economy)” ซง่ึ มกี ารพฒั นามาจากระบบสว่ ยในสมยั ศกั ดนิ า แตใ่ นปจั จบุ นั มกี ารเปลยี่ นรปู แบบทผ่ี ดิ แปลกไป กล่าวคือ พฤติกรรมดังกล่าวมีการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบสงั คมทเี่ ชอื่ เรื่องปจั เจกชนทีค่ วามสำ� เรจ็ เกิดข้ึนด้วยตนเอง ไม่จำ� ตอ้ งพึง่ พงิ สิทธพิ เิ ศษ ทางชนชัน้ ภาพสะท้อนเหล่านเี้ กดิ ขนึ้ อยา่ งเดน่ ชัดนับแตป่ ี ๑๙๓๒ เปน็ ต้นมา ซง่ึ เห็นได้วา่ ธุรกิจ ของชาวจนี สามารถปรบั ตวั เขา้ กบั ระบบดงั กลา่ วไดอ้ ยา่ งทรงอทิ ธพิ ล๗ ดว้ ยรปู แบบของกลมุ่ ชนชน้ั นายหน้าซึ่งในระยะแรกผันตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวและขยายอ�ำนาจทางเศรษฐกิจ ในช่วงสงครามเย็น โดยกลไกความสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจระหว่างกลุ่มคนจีนซึ่งมีจ�ำนวนประมาณ ร้อยละ ๑๓.๒๕ ของก�ำลังแรงงานในปี ๑๙๔๗ เป็นเจ้าของธุรกิจถึง ร้อยละ ๔๖ และเป็น กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือเพียง ร้อยละ ๑๓.๒๕ เท่านั้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความส�ำเร็จของ ระบบทนุ นยิ มนายหนา้ ทข่ี ยายตวั โดยเอื้อผลประโยชนเ์ ฉพาะกลุ่มซึ่งมีผลต่อเน่ืองจนชว่ งกลาง ศตวรรษท่ี ๒๐๘ ๗ Girling, 1981, pp.78-79, Pasuk, 1980, pp.42-43 และ Skinner, 1957, pp.15-16 quoted in M. Askew, ibid., p.52. ๘ ษษั ฐรัมย์ ธรรมบุษดี, เดินไปดวงดาว: ทนุ นิยมไทยในกระแสเสรีนิยมใหมก่ บั ความฝนั ที่ไม่มวี ันไป ถึง, น.๓๔.
บทวเิ คราะหพ์ ฒั นาการดา้ นเศรษฐกิจการเมอื งในพน้ื ทกี่ รงุ เทพมหานคร 89 ภายหลงั สงครามโลกคร้งั ทสี่ อง ในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ การพัฒนาโครงสรา้ งพ้นื ฐาน ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๗ เป็นตน้ มา การสะสมทนุ ในระยะเวลาตอ่ มา มกี ารเจรญิ เตบิ โตทางดา้ นอตุ สาหกรรมเพอ่ื ทดแทน สินค้าน�ำเข้า มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การก�ำหนดพ้ืนท่ีทางสังคมโลกท่ีมีระบบ เป็นศูนย์กลางและชายขอบ สภาพสังคมน้ีท�ำให้ประเทศไทยสูญเสียความเป็นตัวเอง ระบบ เศรษฐกจิ ในพ้ืนท่ตี า่ ง ๆ ลม่ สลายจากการทำ� เกษตรกรรมแบบยังชีพสกู่ ารพฒั นาด้านโครงสร้าง พน้ื ฐานขนาดใหญ๙่ นโยบายเศรษฐกิจถูกกระตุ้นได้ดีในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการปรับปรุง ระบบราชการโดยเน้นประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและการจัดการนโยบายพัฒนาประเทศ ชนชนั้ ธรุ กจิ จนี และเงนิ ทนุ ภาคเอกชนมบี ทบาทสำ� คญั ในการสนบั สนนุ รฐั บาล อนั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ชนชั้นปกครองยังคงมีความสัมพันธ์กับธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในการวาง กลยุทธ์ที่จะปลูกฝังให้ประเทศไทยเป็นป้อมปราการในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของภูมิภาค มีการสนับสนุนทางด้านเทคนิคและการทหาร รวมถึงเงินทุนในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น การยอมรบั ในเงอ่ื นไขของธนาคารโลกในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ รฐั บาลไทยไดจ้ ดั ตง้ั คณะกรรมการพฒั นา เศรษฐกิจแห่งชาติ (NEDB) และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพ่ือกระตุ้นการเติบโต ทางด้านอุตสาหกรรม ในยุคน้ีเองที่ท�ำให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ ซ่ึงกรุงเทพมหานครคือหน่ึงในวัตถุประสงค์แรกในการวางแผนพัฒนาดังกล่าว และความล้มเหลวของการวางแผนนน้ี �ำไปสูก่ ารปกครองของกองกำ� ลังทม่ี ตี ่อสงั คมมหานคร๑๐ ในปี ค.ศ. ๑๙๕๗ ประเทศไทยได้ว่าจ้างบริษัท Litchfield Whiting Bowne & Association จากสหรัฐอเมริกา ให้ด�ำเนินการวางผังเมืองมหานครในเขตพ้ืนท่ีจังหวัดพระนคร ธนบุรี นนทบุรี และสมุทรปราการ ผังนครหลวงปี ค.ศ. ๑๙๙๐ หรือที่เรียกว่าผังลิทซ์ฟิลด์ (Litchfield) มลี กั ษณะเปน็ ผงั เมอื งรวม (Comprehensive plan) ทปี่ ระกอบดว้ ยผงั การใชป้ ระโยชน์ ที่ดิน แผนผังโครงการคมนาคมขนส่ง และแผนผังโครงสร้างสาธารณูปโภค ผังเหล่าน้ีได้ถูกใช้ เป็นต้นแบบในการวางรากฐานด้านผังเมืองมาจนถึงปัจจุบัน๑๑ โดยระยะเร่ิมแรกนั้น ๙ ษษั รมั ย์ ธรรมบษุ ด,ี เศรษฐกจิ การเมอื งวา่ ดว้ ยสวสั ดกิ ารสำ� หรบั แรงงานขา้ มชาต:ิ กรณศี กึ ษาแรงงาน พมา่ ในจงั หวดั สมทุ รปราการ, (กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๕๕) ,น. ๘๖. ๑๐ M. Askew, ibid., pp.52-53. ๑๑ นพนนั ท์ ตาปนานนท,์ บรบิ ทพน้ื ฐานกฎหมายผงั เมอื งไทย, (กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการวางแผนภาค และเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), น.๔.
90 รัฐสภาสาร ปที ่ี ๖๘ ฉบบั ท่ ี ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ กรุงเทพมหานครถูกจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานตามแนวริมฝั่งคลองและแม่น้�ำ ยังคงมีแม่น้�ำ เจ้าพระยาเปน็ แมน่ ำ้� หลกั ในการขนส่ง จนในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ เกดิ คลองขดุ ต่าง ๆ มากข้ึน เพ่ือใช้ เปน็ ทรี่ ะบายนำ้� ฝน ปอ้ งกนั อคั คภี ยั และใชอ้ ปุ โภค ซง่ึ ลกั ษณะของแผนดงั กลา่ วเปน็ ไปตามรปู แบบ ผงั เมอื งตะวนั ตกสมยั ใหม่ สง่ ผลใหร้ าคาทด่ี นิ ตามแนวสาธารณปู โภคสงู ขนึ้ โดยเฉพาะตามรมิ คลอง ด้านทิศตะวันออกจนถึงทิศตะวันตกของกรุงเทพมหานคร จนท้ายท่ีสุดต้องมีการพัฒนา ถนนเปน็ เสน้ ทางคมนาคมและทอี่ ยอู่ าศยั โครงการถนนตา่ ง ๆ มขี น้ึ กเ็ พอื่ ตอบสนองการสง่ เสรมิ การทหารของสหรัฐอเมริกาท่ีจะรักษาความม่ันคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ชายแดนลาว ผลกระทบดังกล่าวย่อมเป็นการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยทางหลวงท่ีส�ำคัญ ได้แก่ ถนนสุขุมวิทเช่ือมกรุงเทพมหานครสู่ภาคตะวันออก และถนนมิตรภาพเช่ือมเมืองหลวงไปสู่ จงั หวดั หนองคายในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เสน้ ทางสำ� คญั นไี้ มเ่ พยี งแตก่ ระตนุ้ เศรษฐกจิ เทา่ นน้ั แตย่ งั สรา้ งความสะดวกสบายตอ่ การเคลอ่ื นยา้ ยคนชนบทเขา้ สตู่ วั เมอื ง อนั นำ� ไปสกู่ ารไหลเวยี น แรงงานอพยพในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ความแตกต่างท่ีส�ำคัญจึงเกิดขึ้นระหว่างอัตราค่าจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะในเมืองกับค่าจ้าง ในชนบท กรงุ เทพมหานครจงึ ไดร้ บั ผลประโยชนอ์ ยา่ งไมส่ มสดั สว่ น ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ (GDP) ของกรุงเทพมหานครมากกวา่ จังหวดั ในภาคกลางถงึ สองเท่า และมากกว่าหา้ เทา่ สำ� หรบั ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยเหตุน้ี กรุงเทพมหานครถือเป็นตัวส�ำคัญของผู้ที่หวังจะมีรายได้ ที่ดี และท�ำให้ระยะต่อมาการกระจายการต้ังถ่ินฐานและกิจกรรมก่อสร้างเติบโตข้ึน จนในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ พื้นที่ของมหานครได้ขยายออกถึง ๑๔ ตารางกิโลเมตร ซึ่งการขยายตวั ของเมอื ง ที่ใหญ่ขึ้นย่อมสะท้อนถึงความแออัดของที่อยู่อาศัยและการจราจรติดขัด ตามรายงานของ Litchfield ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของหน่วยงานที่มีการจัดการพ้ืนที่อย่างไม่เป็นระบบ ซึ่งพ้ืนท่ี อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และท่ีอยู่อาศัยเกิดข้ึนตามถนนสุขุมวิทและท่าเรือคลองเตย อย่างกระจัดกระจาย พื้นท่ีอุตสาหกรรมการผลิตประกอบไปด้วยพ้ืนที่กรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล (Greater BKK) โดยกรุงเทพมหานครดูแลไว้ ร้อยละ ๕๔ กรุงธนบุรีและสมุทรปราการ ดูแล ร้อยละ ๒๐ และนนทบุรีซ่ึงภายหลังเปลี่ยนพ้ืนที่อุตสาหกรรมเป็นธุรกิจหอพักนักศึกษา ดูแลไว้ ร้อยละ ๔๑๒ ๑๒ M. Askew, ibid., pp.54-59.
บทวเิ คราะห์พัฒนาการดา้ นเศรษฐกิจการเมืองในพ้ืนท่กี รงุ เทพมหานคร 91 ภายหลังสงครามโลกครัง้ ทีส่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ วิกฤตการณ์เรื่องท่ีอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร นับเป็นภาพสะท้อนถึงความ หลากหลายทีม่ ีจุดม่งุ หมายทางอดุ มคติเปน็ หนงึ่ เดยี วกัน การเพมิ่ ขนึ้ ของประชากรจากทศวรรษ ที่ผ่านมา (๑๙๖๐-๑๙๗๐) รัฐไม่ได้มีมาตรการรองรับการขยายตัวเร่ืองที่อยู่อาศัยได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพในการตอบสนองตอ่ การเขา้ มาเพอ่ื ขายแรงงานของผทู้ ม่ี รี ายไดต้ ำ�่ ในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ มผี คู้ นอพยพจากชนบทถงึ ๗๔๐,๐๐๐ คน ซงึ่ อยใู่ นพนื้ ทช่ี มุ ชนแออดั หรอื สลมั พวกเขาสรา้ งพน้ื ท่ี ท่ีอยู่อาศัยร่วมกัน สลัมของกรุงเทพมหานครโดยทั่วไปมีขนาดเล็ก พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ ร่วมกับผู้มีรายได้ต่�ำหรือสถานะเดียวกัน และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเศรษฐกิจ ในท้องที่และนายจ้าง สลัมรูปแบบใหม่ประกอบไปด้วยแรงงานอพยพจากชนบทเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ บริเวณทม่ี กี ารจา้ งงานสูงอยา่ งพนื้ ท่ีคลองเตย สลัมคลองเตยมีผ้คู นอาศยั ถึง ๒๕,๐๐๐ คน ซึ่งร้อยละ ๗๙ เป็นผู้อพยพเขา้ มา พ้นื ทส่ี ลัมบริเวณนีม้ ีเน้อื ท่ปี กคลมุ ถงึ ๘๑๓ ไร่ ในทางกลับกันนั้น ผู้ท่ีเคยอยู่อาศัยในมหานครแห่งเดิมพยายามท่ีจะย้ายออกไปยังชานเมือง ปัญหาเหล่านี้นักนิเวศวิทยาของกรุงเทพมหานครได้ให้ความเห็นว่า กรุงเทพมหานคร เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการพัฒนาเมือง การเข้ามา การใช้สอยประโยชน์ในพื้นท่ี และการจัดการเร่ืองที่อยู่อาศัย ถึงแม้ภายหลังจะมีการเคหะแห่งชาติเพ่ือจัดสรรท่ีอยู่สาธารณะ ใหใ้ นปี ค.ศ. ๑๙๗๓ ก็ไม่สามารถตอบสนองตอ่ ปญั หาที่เกดิ ข้ึน ทำ� ใหก้ ารเจริญเติบโตของเมอื ง ยงั คงไมเ่ ปน็ สัดส่วนอยูเ่ ช่นเคย๑๓ จากสภาวะเงอ่ื นไขทางโครงสร้างพนื้ ฐานดงั กลา่ ว ยงั คงมปี จั จยั เสรมิ ทีม่ งุ่ หวงั ใหก้ ับ ผู้คนต่างถ่ินท่ีอยากมีอุดมคติร่วมกันในพื้นท่ีแห่งน้ีต่อไป กรุงเทพมหานครเป็นที่รู้จักในนาม “มหานครนานาชาติ” จากการพยายามพัฒนาคุณสมบัติและปรับเง่ือนไขทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อรองรับมหาอ�ำนาจของโลกจนได้เป็นที่ยอมรับในด้านต่างๆ๑๔ สถานะทางการทูตได้รับ การยกระดบั มีการปรากฏตวั ทางภมู ิศาสตร์การเมอื งเด่นชัดท่สี ดุ ในช่วงสงครามเย็น ความเปน็ นานาชาติพัฒนาข้ึนเม่ือมีการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ ปริมาณการจราจรทางอากาศ ๑๓ M. Askew, ibid., pp.59, 62. ๑๔ ประเทศไทยเป็นท่ยี อมรบั ในหลายมิติด้วยกัน อาทิ การเป็นส่วนหน่ึงในการกอ่ ต้งั SEATO ซึ่งมี สำ� นกั งานใหญอ่ ยทู่ กี่ รงุ เทพมหานคร การไดร้ บั ยกยอ่ งจากองคก์ รนานาชาติ อาทิ องคก์ ารศกึ ษาของสหประชาชาติ องคก์ ารการศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ (UNESCO) คณะกรรมการเศรษฐกจิ และสงั คม สำ� หรับกลมุ่ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ (ESCAF ภายหลงั คอื ESCAP) และองค์กรอาหารและการเกษตร แหง่ สหประชาชาติ (FAO) เป็นตน้
92 รฐั สภาสาร ปีที ่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๑ เดอื นมกราคม-กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ คับค่ังได้น�ำไปสู่การสร้างท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง บรรษัทข้ามชาติขยายสังคม ชาวตา่ งชาตอิ ยา่ งกวา้ งขวาง โดยบรเิ วณการทำ� ธรุ กจิ สว่ นใหญต่ งั้ อยตู่ ามถนนสขุ มุ วทิ รวมถงึ เปน็ ทพี่ กั อาศยั ของชาวตา่ งชาตเิ ชน่ กนั และหนงึ่ ในการตอบสนองภาคธรุ กจิ ทเี่ กดิ ขน้ึ คอื สถานบนั เทงิ ต่าง ๆ ทด่ี ูเหมอื นจะมีแนวโนม้ เกดิ ขึ้นตามถนนเส้นทางใหม่ทางตอนใตข้ องเมืองเก่า อย่างตาม ริมแม่น�้ำเจ้าพระยา หรือริมถนนราชด�ำเนิน ซ่ึงภายหลังมีการขยายตัวมากข้ึนทางตอนเหนือ และทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ทั้งยังมีโรงแรมและสถานบริการนักท่องเที่ยว บริเวณถนนสีลมและถนนเพลินจิต คลับ บาร์ ต่างๆ ถูกขยายไปยังถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อรองรับทหารสหรัฐอเมริกาในช่วงสู้รบกับเวียดนามขณะนั้น รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาถึง รอ้ ยละ ๒๘๑๕ ดอกผลของภาคธรุ กจิ ทเ่ี ตบิ โตจากสหรฐั อเมรกิ าทง้ั ในเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพทำ� ให้ แรงงานอพยพตามฤดกู าลเขา้ มาเตมิ เตม็ ทว่ี า่ งทางเศรษฐกจิ ในภาคบรกิ าร การอพยพตามฤดกู าล ของพวกเขาเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองเป็นประจ�ำทุกปี ซึ่งส่วนมากจะจบลงท่ีการย้ายถิ่นฐานถาวร ในเมอื งหลวง หรือการกลับบา้ นเกดิ และส่งลูกหลานวนกลบั มาเป็นแรงงานร่นุ ใหมต่ อ่ ไป๑๖ สิทธิครอบครองและการขบั เคล่ือนพ้ืนทก่ี ารค้าของภาคเอกชนถือเปน็ กุญแจสำ� คญั ต่อการต้ังถ่ินฐานและการใช้สอยที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร ความไร้ระบบและอำ� นาจในการ ตัดสินใจของหน่วยงานรัฐที่มีความหลวมตัวไม่เป็นหน่ึงเดียวส่งผลให้สภาพแวดล้อมในตัวเมือง ถูกท�ำลายเป็นอย่างมากจากปัญหาการจราจรติดขัดและเป็นมลพิษ การไร้ระเบียบของการวาง ผงั เมอื ง การไมค่ วบคมุ การใชท้ ด่ี นิ ชว่ ยใหเ้ หน็ ถงึ รปู แบบของการผสมผสานบทบาทของเศรษฐกจิ ในพน้ื ทใี่ หม่ ๆ บรเิ วณพน้ื ทข่ี นาดใหญร่ ะหวา่ งถนนสายหลกั ไมไ่ ดถ้ กู นำ� มาใชป้ ระโยชนเ์ ทา่ ทค่ี วร ความรกรา้ งวา่ งเปลา่ กอ่ เกดิ การจบั จองพนื้ ทท่ี ลี ะนอ้ ยจากคนจนทอี่ าศยั ในเมอื งซงึ่ ขน้ึ อยกู่ บั พนื้ ท่ี ทางเศรษฐกิจของท้องทนี่ ั้นๆ เป็นตัวก�ำหนด ส่งผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงของพื้นทีท่ างเศรษฐกจิ ในเขตกรงุ เทพมหานครตามมา เมอื่ วกิ ฤตเศรษฐกจิ โลกเกดิ ขนึ้ ประกอบกบั การถอนกองกำ� ลงั สหรฐั อเมรกิ าในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๗๐ ท�ำให้ระยะเวลาข้ามผ่านไปสู่ปี ค.ศ. ๑๙๘๐ เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ ความตึงเครียด อันน�ำมาซ่ึงการเปล่ียนแปลงโครงสร้างพ้ืนฐานในระดับมหาภาค วิกฤตการณ์ ๑๕ M. Askew, ibid., p.61. ๑๖ ษษั รัมย์ ธรรมบุษดี, เดินไปดวงดาว: ทนุ นิยมไทยในกระแสเสรีนยิ มใหม่กบั ความฝันทไี่ มม่ ีวนั ไปถึง, น.๓๖.
บทวิเคราะหพ์ ฒั นาการดา้ นเศรษฐกิจการเมอื งในพื้นท่กี รุงเทพมหานคร 93 ภายหลงั สงครามโลกคร้งั ทสี่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ นำ้� มนั ครงั้ ทสี่ อง ในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๗๙ - ๑๙๘๐ ทำ� ใหค้ วามสมดลุ ของรายจา่ ยลดลงอยา่ งรวดเรว็ จนเกิดปริมาณขาดดุล น�ำไปสู่การกู้ยืมจากธนาคารโลกคร้ังส�ำคัญ การส่งออกเผชิญกับค่าเงิน ทีส่ ูงขน้ึ จนในปี ค.ศ. ๑๙๘๑ อัตราเงินบาทถกู ลดลงถึงสองคร้งั ในข้ันต้นรัฐบาลได้มุ่งแสวงหา ทางออกอย่างง่ายโดยการส่งเสริมกระตุ้นการท่องเที่ยวและการส่งออกแรงงานไทยไปยัง ตะวนั ออกกลาง การเผชิญหนา้ ตอ่ สภาวะเศรษฐกจิ ที่ตกตำ่� เข้มขน้ ข้นึ เมื่อรัฐบาลลดค่าเงนิ บาท อกี ครงั้ ภายใตแ้ รงกดดนั จากสำ� นกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ (NESDB) อย่างไรกต็ าม ภายใตส้ ภาวะที่ตกต�่ำก็ยังมเี ร่อื งทน่ี า่ ยินดี เมอื่ ขณะนั้นคา่ เงนิ เยนของญีป่ ุ่นกลบั เพ่ิมข้ึน และมีข้อเสนอที่เอื้อประโยชน์ในการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมในฐานะผู้น�ำทาง เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียหลังจากที่ปิดประเทศมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงกลางปี ค.ศ. ๑๙๘๐ ทมี่ กี ารยา้ ยฐานการผลติ ครง้ั ใหญจ่ ากญปี่ นุ่ ตอ่ มากเ็ ปน็ ไตห้ วนั และเกาหลใี ต้ จนกระทง่ั ถงึ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตแ้ ละจีน ก็เกิดขึน้ เช่นเดียวกบั บริษัทที่แสวงหาผลประโยชนจ์ ากแรงงานชนั้ ล่าง และต้นทุนการผลิตท่ีต่�ำ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีการเพ่ิม การลงทนุ โดยตรงจากชาวญป่ี นุ่ อยา่ งรวดเรว็ ความตอ้ งการของแรงงานในภาคอตุ สาหกรรมการผลติ การก่อสร้างและการขยายบริการของธุรกิจในเมืองหลวงได้ดึงดูดแรงงานจากชนบทที่ท�ำ ภาคเกษตรกรรมแบบยังชีพซึ่งไม่สามารถขยายตัวได้อีกต่อไป จนกระท่ังก่อนปี ค.ศ. ๑๙๙๐ คา่ แรงทคี่ อ่ นขา้ งตำ�่ ของกองทนุ แรงงานทำ� ใหไ้ ทยมขี อ้ ไดเ้ ปรยี บทางดา้ นการแขง่ ขนั ในตลาดโลก ทางดา้ นอตุ สาหกรรมวงจรไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ จนไทยไดช้ อื่ วา่ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของ “East Asian Miracle” และในทางความเปน็ จรงิ ทวี่ า่ ประเทศอตุ สาหกรรมขน้ึ อยกู่ บั เทคโนโลยขี องชาวตา่ งชาติ และทักษะความรู้ความช�ำนาญ สินค้าส่งออก อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ถูกสร้างข้ึนโดยบริษัทท่ีขึ้นอยู่กับนายทุนต่างชาติ จึงท�ำให้เกิดความขาดแคลนแรงงานท่ีมี ความเชย่ี วชาญในวิชาชพี เทคโนโลยเี ขา้ มาสนับสนุนภาคอตุ สาหกรรม๑๗ การเกิดศูนย์กลางและชายขอบ และภาวะแรงงานเส่ียง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๐ เป็นต้นมา ในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ มีประชากรช้ันนำ� ของกรุงเทพมหานคร (MBA) ถงึ ๕ ลา้ นคน พื้นทก่ี ่อสรา้ งของเมอื งหลวงเจริญเตบิ โตขึ้น รอ้ ยละ ๓๐ และมีจำ� นวนประชากรมากกว่าจงั หวัด เชียงใหม่ถงึ ๕๑ เท่า โดยในปีค.ศ. ๑๙๙๑ ประชากรกรงุ เทพมหานครท่มี ีมากกว่า ๕.๕ ลา้ นคน ๑๗ M. Askew, ibid., p.68.
94 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๘ ฉบบั ที่ ๑ เดอื นมกราคม-กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ นักประชากรศาสตร์ได้บันทึกว่ามีการลดลงเล็กน้อยอันเน่ืองมาจากการขยายตัวของจังหวัด ศูนย์กลางของภาคต่าง ๆ อาทิ เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในภาคใต้ จังหวัด นครราชสีมา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการขยายตัวของบริเวณชายฝ่ังทะเลตะวนั ออก การกระจายอ�ำนาจของเมืองหลวงไดก้ ลายเป็นแผนอันดบั ตน้ ๆ ของผูว้ างนโยบาย แตโ่ รงงาน อตุ สาหกรรมการผลติ ใหมท่ ง้ั ในเมอื งและตา่ งประเทศ ตา่ งเพง่ เลง็ พน้ื ทเี่ ขตเมอื งหลวงเปน็ สำ� คญั ซ่ึงตารางดังต่อไปนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลมีการกระจายรายได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๖ – ๒๐๑๐ มากกว่าภูมิภาคอื่น ของไทย ตารางผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศไทย (GDP) ระหวา่ งปี ค.ศ. ๑๙๘๖ – ๒๐๑๐ การกระจายรายได้ ปี ค.ศ. ปี ค.ศ. ปี ค.ศ. ปี ค.ศ. ปี ค.ศ. ปี ค.ศ. GDP คิดเปน็ ร้อยละ ๑๙๘๖ ๑๙๙๐ ๑๙๙๕ ๒๐๐๐ ๒๐๐๕ ๒๐๑๐ กรุงเทพมหานคร ๔๖.๘ ๕๒.๖ ๕๑.๕ ๕๐.๕๓ ๔๗.๘๗ ๔๔.๐๘ และปรมิ ณฑล๑๘ ๖.๔๐ ภาคกลาง ๔.๑ ๔.๐ ๔.๔ ๖.๑๐ ๕.๙๖ ๑๘.๒๐ ภาคตะวันออก ๙.๓ ๘.๒ ๙.๘ ๑๓.๔๙ ๑๖.๕๗ ๓.๖๕ ภาคตะวนั ตก ๕.๓ ๔๔ ๔.๒ ๓.๙๔ ๓.๘๗ ๗.๙๗ ภาคเหนือ ๑๑.๗ ๑๐.๐ ๙.๑ ๗.๗๓ ๙.๗๙ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ๑๓.๔ ๑๒.๐ ๑๒.๐ ๗.๕๑ ๘.๕๖ ๙.๙๑ ภาคใต้ ๙.๔ ๘.๗ ๙.๐ ๙.๐๙ ๙.๔๕ ๑๐๐.๐ รวม ๑๐๐.๐ ๑๐๐.๐ ๑๐๐.๐ ๙.๓๕ ๑๐๐.๐ ๑๐๐.๐ ท่ีมา: ส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ขอ้ มูลเศรษฐกิจและการเงิน ของประเทศไทย ภูมิศาสตร์สังคมไทยในช่วงน้ีจึงเสมือนการขยายขนาดเชิงปริมาณของ กรุงเทพมหานครทีแ่ ผข่ ยายออกสูพ่ น้ื ทีข่ ้างเคยี ง และเป็นการแปรสภาพเชิงคณุ ภาพไปพร้อมกัน ซงึ่ หมายความวา่ พนื้ ทปี่ รมิ ณฑลไมไ่ ดด้ งึ ดดู แรงงานเชงิ ปรมิ าณอยา่ งเดยี วตามอตั ราสว่ นของพน้ื ท่ี ๑๘ ปรมิ ณฑล ได้แก่ จงั หวดั นครปฐม จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจงั หวดั สมทุ รสาคร
บทวิเคราะหพ์ ัฒนาการด้านเศรษฐกจิ การเมืองในพื้นท่กี รุงเทพมหานคร 95 ภายหลังสงครามโลกคร้งั ทีส่ อง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ ท่ีขยายออกไป หากแตม่ ีการแปรสภาพลักษณะความสัมพนั ธใ์ นสงั คมไปพร้อมกนั ๑๙ อนั หมายถงึ การจัดความสัมพันธ์ทางชนชั้น แรงงานข้ามชาติเป็นการสร้างเง่ือนไขแรงงานราคาถูกท่ีมี ความยืดหยุ่นสูง และต้องการเพียงแค่เง่ือนไขการผลิตซ�้ำทางกายภาพเท่านั้น ด้วยเหตุน้ีจึงได้ เกิดการจัดการพ้ืนท่ีใหม่ข้ึนมา พื้นท่ีชายแดนได้กลายเป็นแหล่งแรงงานส�ำรองให้แก่พื้นที่ อตุ สาหกรรมชานเมอื ง ขณะทแ่ี รงงานอพยพภายในประเทศเรม่ิ มลี กั ษณะเตมิ เตม็ แรงงานสถานะ ปกคอขาว ก่ึงทักษะ ซึ่งส่วนมากแล้วเป็นแรงงานสตรี ขณะที่ความเข้มข้นของสัดส่วนลักษณะ แรงงานถูกแทนที่จากผู้ใช้แรงงานข้ามชาติในลักษณะที่ก้�ำก่ึงกับแรงงานอพยพภายในประเทศ พรอ้ มกนั นน้ั พนกั งานปกคอขาวมที กั ษะทท่ี ำ� งานภาคเทคโนโลยสี ารสนเทศ การเงนิ และบรกิ าร ในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน หรือหัวหน้าแรงงานตามโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่วนมาก เป็นแรงงานท่ีมีภูมิหลังเป็นชาวกรุงเทพมหานครหรือลูกหลานชั้นกลางจากพ้ืนที่จังหวัดใหญ่ แต่ละภูมิภาคของไทย ซ่ึงส�ำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นน�ำในเขตกรุงเทพมหานคร โดยภายใต้ภูมิศาสตร์สังคม๒๐ ชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตชนช้ันกลางใหม่ในเมืองอันมีลักษณะ Labour Intensive พนกั งานทำ� ความสะอาด ยามรกั ษาความปลอดภยั คนขบั รถรบั จา้ ง เปน็ อาชพี ทร่ี องรบั การเติบโตและขยายของเมือง ในขณะเดียวกัน วิถีชีวิตชานเมืองเป็นพื้นที่การผลิตท่ีเน้นทุน โดยเปรียบเทียบค่าจ้างท่ีปรากฏในตัวผู้ใช้แรงงานจึงน้อยลง อาทิ การก่อสร้างถนนหนทาง ทอี่ ยอู่ าศยั ภมู ศิ าสตรก์ ารผลติ จงึ มกี ารปรบั เปลยี่ นตามภมู ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ การเมอื งไปในทศิ ทาง เดียวกัน การเปล่ียนแปลงมาสู่การผลิตแบบใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงน้ัน เกิดข้ึนในยุคหลัง สายพานการผลติ ซง่ึ มีผลส�ำคญั ตอ่ การจ้างงาน การเปลีย่ นแปลงทก่ี ล่าวมานี้ ท�ำให้การแขง่ ขนั ในตลาดโลกมกี ารจา้ งงานแบบเหมาชว่ ง การจา้ งงานชว่ั คราวมเี พมิ่ ขน้ึ การเขา้ ถงึ ขอ้ มลู สารสนเทศ ทงี่ ่ายทำ� ใหส้ ามารถติดตามสถานการณเ์ กย่ี วกับระบบตลาดได้สะดวกขึ้น โดย David Harvey๒๑ ได้อธิบายถงึ ลักษณะการสะสมทนุ ในยคุ นี้วา่ มีการปรากฏข้ึนของการผลิตแบบใหม่ แนวทางใหม่ ๑๙ M. Askew, ibid., pp.86-107 อ้างถงึ ใน ษษั ฐรัมย์ ธรรมบุษด,ี เศรษฐกจิ การเมอื งว่าดว้ ยสวสั ดกิ าร ส�ำหรับแรงงานข้ามชาต:ิ กรณศี กึ ษาแรงงานพมา่ ในจังหวัดสมุทรปราการ, น.๙๐. ๒๐ Saskia Sassen, “Globallization or deternationalization?,” Review of International Political Economy 10,1: 1-21. ๒๑ David Harvey, ๒๐๐๖, pp. ๗๐-๗๑ ในบทความของเสาวลักษณ์ ชายทวีป อ้างถึงใน เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และวิทยากร บุญเรือง, แรงงานบนเส้นทางรัฐสวัสดิการ, ล�ำพูน: โครงการส่งเสริมการพัฒนา ศกั ยภาพองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ในการแก้ไขปัญหาผ้ดู อ้ ยโอกาสทางสงั คม, ๒๕๕๖, น. ๑๔-๑๕
96 รฐั สภาสาร ปีท่ ี ๖๘ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ในการจัดใหบ้ ริการดา้ นการเงนิ การตลาดแบบใหม่ และท่มี ากไปกวา่ นัน้ คอื อตั ราเร่งทางการคา้ ท่ีเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีและนวัตกรรมองค์กร ซึ่งน�ำไปสู่การก้าวกระโดดของแผนการพัฒนา ท่ไี ม่เท่าเทียมกันในภาคสว่ นตา่ ง ๆ และในแตล่ ะภูมภิ าค โดยยุคใหมเ่ ป็นยุคที่ Harvey อธิบายว่า มกี ารอดั แนน่ ของเวลาและสถานที่ (Time-Space Compression) ซงึ่ กค็ อื เทคโนโลยที างการสอื่ สาร ที่สะดวกรวดเร็วช่วยย่นระยะเวลาและเชื่อมพื้นท่ีของหน่วยทางสังคมเข้าด้วยกัน การพัฒนา เศรษฐกจิ ขบั เคลอ่ื นไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ บนฐานของการคา้ และการลงทนุ ทกี่ ารตดั สนิ ใจและการเคลอ่ื นยา้ ย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ง่าย อันสอดคล้องกับกระบวนการสะสมทุนในยุคเสรีนิยมใหม่ ของศตวรรษที่ ๒๑ ทเี่ นน้ ปจั จยั การผลติ เพอื่ หวงั ผลกำ� ไรเปน็ ทต่ี ง้ั ผลลพั ธด์ งั กลา่ วทำ� ใหท้ กุ อยา่ ง ถูกลดทอนและขูดรีด ท้ายที่สุดก็ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจแบบมิอาจปฏิเสธได้ อันที่จริงสภาพ เศรษฐกิจแบบน้เี กดิ ข้ึนมาแต่ก่อนแล้วในชว่ งปลายปี ค.ศ. ๑๙๘๐ แต่ภาพไม่ปรากฏชดั ซึง่ ทาง กายภาพยังไม่มีสภาพยืดหยุ่นเท่ายุคปัจจุบัน ภาพสะท้อนเห็นได้ชัดจากแรงงานข้ามชาติ โดยความเสี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากการต่อรองระหว่างสถานประกอบการบนห่วงโซ่อุปทาน ที่มีการแสวงหาความได้เปรียบต่อตลาดแรงงาน การถ่ายโอนความเส่ียงจากผู้ประกอบการ ไปยังผู้ใช้แรงงานท่ีมีอ�ำนาจต่อรองต�่ำเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ือง จนขยายเป็นวงกว้างก่อให้เกิด แรงงานเสย่ี ง๒๒และจะมคี วามเขม้ ขน้ มากขน้ึ หากแรงงานขา้ มชาตเิ หลา่ นเ้ี ปน็ แรงงานทไี่ มช่ อบดว้ ย เงอ่ื นไขทางกฎหมาย นน่ั ยอ่ มหมายความวา่ พวกเขามชี วี ติ ทผ่ี กู มดั ไวโ้ ดยตวั แทนผนู้ ำ� เขา้ แรงงาน และนายจา้ งมากยิง่ ขึน้ บทสรุป กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่ีมีการแข่งขันที่มีความหลากหลายของประชากร ทงั้ ทางดา้ นสังคม การเมอื ง วฒั นธรรม รวมไปถึงรูปแบบทางเศรษฐกิจ ซึ่งความซับซอ้ นดงั กลา่ ว มคี วามเขม้ ขน้ อยา่ งมากภายหลงั สงครามโลกครงั้ ทส่ี อง โดยผคู้ นมคี วามกระตอื รอื รน้ ในการสรา้ ง ๒๒ Guy Standing (2011) ได้อธิบายถึงแรงงานเสยี่ ง (precariat) ว่า เปน็ แรงงานภายใตย้ คุ เศรษฐกิจ การเมอื งแบบทนุ นยิ มแบบเสรนี ยิ มใหม่ มกี ารเนน้ ปจั จยั การผลติ เพอ่ื หวงั ผลกำ� ไร ซง่ึ ขณะเดยี วกนั กไ็ ดล้ ะเลยคณุ คา่ ของสิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้าและหนึ่งในน้ันคือทรัพยากรมนุษย์ ผลลัพธ์ดังกล่าวท�ำให้ทุกอย่างถูกลดทอน หรือขูดรีดและท้ายท่ีสุดพวกเขาก็ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจแบบมิอาจปฏิเสธได้ โดยความเส่ียงนั้นเป็นส่ิงท่ีเกิด จากการตอ่ รองระหวา่ งสถานประกอบการบนหว่ งโซอ่ ปุ ทานทมี่ กี ารแสวงหาความไดเ้ ปรยี บตอ่ ตลาดแรงงาน เชน่ เดยี วกันกับการถ่ายโอนความเส่ยี งจากผูป้ ระกอบการไปยงั ผใู้ ช้แรงงานทม่ี อี ำ� นาจตอ่ รองต่ำ� เกิดขึ้นอย่างต่อเนอ่ื ง
บทวเิ คราะหพ์ ัฒนาการด้านเศรษฐกจิ การเมอื งในพืน้ ที่กรงุ เทพมหานคร 97 ภายหลงั สงครามโลกครั้งท่สี อง ในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ เมืองหลวงและเป็นส่วนหน่ึงของผู้มีส่วนได้เสียในเง่ือนไขทางสังคม การเปล่ียนผ่านของ ววิ ฒั นาการความเปน็ กรงุ เทพมหานครนี้ มคี วามสอดคลอ้ งตอ่ เงอื่ นไขความเปน็ สากลในขณะนนั้ กล่าวคือ สามารถปรับตัวตามเงื่อนไขระบบทุนนิยมโลกในช่วงเวลาต่าง ๆ และปรับเข้าสู่ การสะสมทนุ ของรฐั ภายในไดเ้ ป็นอย่างดี ในชว่ งปลายสงครามโลกครงั้ ทส่ี อง (ปี ค.ศ. ๑๙๐๐ – ๑๙๕๐) เงอื่ นระบบเศรษฐกจิ ของโลกขณะนนั้ เปน็ ทนุ นยิ มทเ่ี นน้ การเปลย่ี นผา่ นจากทนุ พาณชิ ยส์ ทู่ นุ อตุ สาหกรรมและการสรา้ ง พลเมืองใต้ระบบสายพานการผลิต ท�ำให้เงื่อนไขการสะสมทุนในรัฐไทยต้องการน�ำเข้าแรงงาน และผปู้ ระกอบการชาวจนี เพอื่ ทนุ พาณชิ ย์ ซงึ่ ดำ� เนนิ การโดยรฐั การสรา้ งแนวคดิ พลเมอื งสายพาน ในช่วงหลงั ปี ค.ศ. ๑๙๓๒ เพ่อื การควบคุมแรงงาน มกี ารแปลงสัญชาตใิ ห้กบั บุตรหลานชาวจีน ในไทย ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๘๕ การเจริญเติบโตของทุนอุตสาหกรรม เพ่ือการน�ำเข้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากการช่วยเหลือทางเทคนิคของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดระบบโครงสร้างของโลกที่มีพ้ืนท่ีศูนย์กลางและชายขอบเกิดขึ้น ความเหล่ือมล�้ำ ของพืน้ ที่ทางเศรษฐกจิ ปรากฏตามมา เกิดการล่มสลายของเกษตรกรรมแบบยังชีพ การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่น�ำสู่การอพยพในประเทศสู่พ้ืนที่อุตสาหกรรม การเติบโตของวิถี คนเมืองทม่ี กี ิจกรรมเน้นแรงงาน อาทิ การก่อสรา้ งทอี่ ย่อู าศัย คนรบั ใช้ พนักงานขับรถ เป็นต้น ในชว่ งปี ค.ศ. ๑๙๘๕ – ๑๙๙๗ มกี ารปรับเปล่ียนอตุ สาหกรรมเพ่ือการสง่ ออก และการเติบโตของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างญ่ีปุ่น ยังผลให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของ ปลายทางการลงทุนราคาถูก เกิดพ้ืนท่ีนิคมอุตสาหกรรมตามหัวเมืองใหญ่และปริมณฑล มีการพัฒนาระบบขนส่งและเทคโนโลยีการส่ือสาร แรงงานในช่วงนี้จึงอพยพเข้าสู่ระบบ อตุ สาหกรรมเปน็ ระบบแรงงานคอปกขาว อกี ทงั้ ในทศวรรษ ๑๙๙๐ กเ็ กดิ การอพยพของแรงงาน เมยี นมาเขา้ สู่เมืองชายแดนด้วยเหตุผลทางการเมือง ในชว่ งของปี ค.ศ. ๑๙๙๗ - ปจั จบุ ัน มกี ารสถาปนาบทบาททุนการเงินและภาค บรกิ ารอยา่ งเตม็ ตวั การเรมิ่ รอบการสะสมทนุ แบบเสรนี ยิ มใหมแ่ ละการถา่ ยโอนความเสยี่ งสแู่ หลง่ ตน้ ทนุ การผลติ ตำ่� ยงั ผลใหเ้ กดิ แรงงานขา้ มชาตทิ ม่ี เี งอื่ นไขยดื หยนุ่ ตอ่ สภาพการจา้ งงาน ทเ่ี รยี กวา่ แรงงานเส่ียง (precariat) นอกจากน้ีผลของการพัฒนามหานครในช่วงท่ีผ่านมา ท�ำให้ ความเข้มข้นของพืน้ ทมี่ ีความแตกตา่ งกนั ตามพ้นื ฐานทางเศรษฐกจิ ผลการวิเคราะห์ พัฒนาการด้านเศรษฐกิจการเมืองในพื้นท่ีกรุงเทพมหานคร ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่สอง ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๙๗ น้ี ท�ำให้เข้าใจถึงภูมิหลัง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองและภูมิศาสตร์การเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อน
98 รฐั สภาสาร ปีที่ ๖๘ ฉบับที่ ๑ เดอื นมกราคม-กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ใหเ้ หน็ วา่ มปี จั จยั ตา่ ง ๆ เปน็ ตวั แปรสำ� คญั ทเ่ี ออ้ื ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาและสง่ เสรมิ ความเปน็ เมอื ง ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ภายในระยะเวลอนั สนั้ อาทิ การลดเงอื่ นไขทเี่ ปน็ อปุ สรรคตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ใหอ้ ำ� นาจเจา้ ของธรุ กจิ เพอ่ื เปน็ ฐานสนบั สนนุ ผลประโยชนท์ างการเมอื งในสมยั นน้ั การสนบั สนนุ ทางเทคนิคของสหรัฐอเมริกาในช่วงยุคสงครามเย็น การเข้ามาของทุนอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ท�ำให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่สาธารณูปโภคและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ประกอบกับการปรับตัวตามเงื่อนไขทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ตามกระแสโลกาภิวัตน์ เกิดการเคล่ือนย้ายแรงงานและสินค้าสะดวกมากข้ึน ทั้งน้ี สามารถน�ำองค์ความรู้ดังกล่าว ไปต่อยอดและเพิ่มมุมมองด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของกรุงเทพมหานครที่พัฒนา มาถึงปจั จุบนั ได้ตอ่ ไป
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117