Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือเกษตรอินทรีย์

คู่มือเกษตรอินทรีย์

Published by Arthit Boonsorn, 2023-03-11 16:51:49

Description: คู่มือเกษตรอินทรีย์

Search

Read the Text Version

สว่ นประกอบที่ไม่ไดม้ ำจำกกำรเกษตร (non-agricultural origin) (ตอ่ ) INS 1/ ช่อื สำร รำยละเอียด/ข้อกำหนด (2) สารทใ่ี ชส้ าหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์น้า 170 แคลเซียมคารบ์ อเนต (calcium carbonate) - 181 กรดแทนนิก (tannic acid) - 220 ซลั เฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide) - 260 กรดอะซิติก (acetic acid) - 270 กรดแลกติก (lactic acid) - 296 กรดมาลิก (malic acid) - 300, กรดแอสคอบิก โซเดยี มแอสคอร์เบต และโพแทสเซยี ม - 301, 303 แอสคอรเ์ บต (ascorbic acid, sodium and potassium salts) - 330 กรดซติ รกิ และเกลือของกรดนี้ (citric acid and salts) 334 กรดทาร์ทาริกและเกลือของกรดน้ี (tartaric acid and salts) - 338 กรดฟอสฟอรกิ (phosphoric acid) - 500 โซเดียมคารบ์ อเนต (sodium carbonate) - 503 แอมโมเนียมคารบ์ อเนต (ammonium carbonate) - 504 แมกนเี ซียมคาร์บอเนต (magnesium carbonate) - 508 โพแทสเซยี มคลอไรด์ (potassium chloride) - 509 แคลเซียมคลอไรด์ (calcium chloride) - 511 แมกนเี ซียมคลอไรด์ (magnesium chloride) - 516 แคลเซียมซลั เฟต (calcium sulfate) - 526 แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (calcium hydroxide) - โซเดยี มไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide) - โพแทสเซยี มไฮดรอกไซด์ (potassium hydroxide) - 42

คารบ์ อนไดออกไซด์ (carbon dioxide) - อารก์ อน (argon) - ไนโตรเจน (nitrogen) - ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ (hydrogen peroxide) - เจลาทิน (gelatin) - เคซีน (casein) - ผงฟูซง่ึ ปลอดจากอะลูมนิ มั (aluminum-free leavening agent) - ส่วนประกอบท่ไี มไ่ ดม้ ำจำกกำรเกษตร (non-agricultural origin) (ตอ่ ) INS 1/ ชือ่ สำร รำยละเอียด/ข้อกำหนด (3) สารทใ่ี ช้สาหรับผลิตภณั ฑ์แปรรูปจากปศสุ ตั วแ์ ละผลติ ภณั ฑ์จากผ้งึ 170 แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonates) - ใชก้ บั ผลติ ภณั ฑ์นม ไม่ใชเ้ ปน็ สารแต่งสี 270 กรดแลกติก (lactic acid) - ใชก้ บั ไสส้ าหรับทาไส้กรอก 290 คาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide) - 322 เลซิทนิ (lecithin) - เลซิตนิ ท่ีได้มาโดยไม่มีการฟอกสีหรอื ใช้ สารละลายอินทรีย์ ผลิตภัณฑน์ มและอาหาร ทารกที่มีส่วนผสมของนมเปน็ หลกั ผลติ ภณั ฑ์ จากไขมันและมายองเนส 406 วุ้น (agar) - 407 คาราจีแนน (carrageenan) - ใช้กับผลติ ภัณฑน์ ม 410 โลคสั บีนกัม (locust bean gum) - ใช้กับผลติ ภณั ฑ์นม ผลิตภณั ฑเ์ นื้อ 412 กวั รก์ มั (guar gum) - ใชก้ ับผลิตภณั ฑ์นม เน้อื ในภาชนะบรรจุ ปดิ สนทิ ผลิตภัณฑไ์ ข่ 413 ทรากาแคนท์กัม (tragacanth gum) - 440 เพคติน (pectin, unmodified) - ใช้กบั ผลติ ภัณฑน์ ม 509 แคลเซยี มคลอไรด์ (calcium chloride) - ใชก้ ับผลติ ภณั ฑ์นม ผลิตภัณฑ์เน้อื 938 กา๊ ซอารก์ อน (argon) - 941 ก๊าซไนโตรเจน (nitrogen) - 948 กา๊ ซออกซเิ จน (oxygen) - 1/ INS = International Numbering System 43

สว่ นประกอบทีไ่ ม่ได้มำจำกกำรเกษตร (non-agricultural origin) (ตอ่ ) INS 1/ ชอ่ื สำร รำยละเอยี ด/ขอ้ กำหนด (4) สารทีใ่ ช้สาหรบั ผลติ ภณั ฑอ์ าหารแปรรูป - สารและผลิตภณั ฑ์ที่ระบุฉลากว่าเปน็ สารแต่งกล่ินรสตาม 1. สารแต่งกลิ่นรส ธรรมชาติ หรอื สารสา หรับเตรียมสารแต่งกลนิ่ รสตาม ธรรมชาติ ให้เปน็ ไปตามขอ้ กา หนดตามกฎหมายของ 2. น้าบริโภค (drinking water) ประเทศ 3. เกลือ - อนุญาตใหใ้ ชเ้ ฉพาะเท่าท่ีจาเป็นและถูกต้องตามกฎหมาย สาหรบั ใชใ้ นผลิตภณั ฑอ์ าหารเท่านัน้ 4. สารเตรยี มจากจลุ นิ ทรีย์และ เอนไซม์ - 5. แร่ธาตุรวมถึงแร่ธาตุปริมาณน้อย - มโี ซเดียมคลอไรด์ หรอื โพแทสเซียมคลอไรด์ เป็น (trace element) สว่ นประกอบหลัก ทีโ่ ดยทวั่ ไปใชใ้ นกระบวนการแปรรปู อาหาร - อนญุ าตใหใ้ ช้เฉพาะเทา่ ทีจ่ าเปน็ และถูกต้องตามกฎหมาย สาหรบั ใชใ้ นผลติ ภณั ฑ์อาหารเทา่ นน้ั - ใช้ในการแปรรูปอาหาร ยกเว้นจลุ ินทรยี ์ท่ีได้จากส่ิงมชี ีวิต ดดั แปรพนั ธกุ รรม หรอื เอนไซมท์ ี่ได้จากพันธวุ ิศวกรรม - อนญุ าตใหใ้ ชเ้ ฉพาะเทา่ ทจ่ี าเป็นและถูกตอ้ งตามกฎหมาย สาหรบั ใชใ้ นผลติ ภัณฑอ์ าหารเทา่ นน้ั - วิตามนิ ไขมัน และกรดอะมิโนที่จาเป็นต่อร่างกาย และ สารประกอบทมี่ ีไนโตรเจนอน่ื ๆ - อนุญาตให้ใชเ้ ฉพาะเทา่ ทจ่ี าเปน็ และถูกตอ้ งตามกฎหมาย สาหรับใชใ้ นผลติ ภณั ฑอ์ าหารเท่าน้ัน 44

ตำรำงท่ี 7 สำรช่วยกรรมวิธกี ำรผลติ ทอ่ี ำจจะใช้สำหรบั เตรยี มผลิตภัณฑท์ ีม่ แี หลง่ มำจำกกำรเกษตร NS 1/ ช่อื สำร รำยละเอียด/ขอ้ กำหนด (1) สารช่วยกรรมวธิ ีการผลิตสาหรบั ผลิตภัณฑ์จากพืช แคลเซียมคลอไรด์ (calcium chloride) - สารช่วยรวมตวั แคลเซยี มคารบ์ อเนต (calcium carbonate) - แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (calcium hydroxide) - แคลเซียมซัลเฟต (calcium sulfate) - สารช่วยรวมตวั แมกนเี ซยี มคลอไรด์ (magnesium chloride หรอื - สารชว่ ยรวมตัว nigari) โพแทสเซียมคาร์บอเนต (potassium carbonate) - ทาแหง้ สาหรบั ลูกเกด คารบ์ อนไดออกไซด์ - ไนโตรเจน - เอทานอล - ตวั ทาละลาย เอทลิ นี ธรรมชาติ - กระตนุ้ การออกดอกในสับปะรด - บม่ ผลไมใ้ หส้ ุก กรดแทนนิก (tannic acid) - อัลบมู ินจากไข่ขาว (egg white albumin) - เคซีน (casein) - เจลาทนิ - Isinglass - น้ามันพืช - เปน็ สารหล่อลื่นหรือสารชว่ ยไม่ใหต้ ิด ซิลกิ อนไดออกไซด์ (silicon dioxide) - เปน็ เจลหรือสารละลายคอลลอยด์ ถ่านกมั มันต์ (activated carbon) - แป้ง (talc) - ดินแร่เบนโทไนต์ (bentonite) - คาโอลนิ (kaolin) - ดินเบา (diatomaceous earth) - ดนิ แรเ่ พอไลต์ (perlite) - เปลือกฮาเซลนัต (hazelnut) - ขผี้ งึ้ (beeswax) - สารหลอ่ ลื่น สำรช่วยกรรมวธิ กี ำรผลติ ทีอ่ ำจจะใช้สำหรบั เตรยี มผลติ ภัณฑท์ ่มี ีแหลง่ มำจำกกำรเกษตร (ต่อ) 45

INS 1/ ชือ่ สำร วัตถุประสงคท์ ่ีใช้ (1) สารช่วยกรรมวิธกี ารผลิตสาหรบั ผลิตภณั ฑจ์ ากพืช (ตอ่ ) กรดซัลฟิวริก (sulphuric acid) - การปรบั ค่าความเป็นกรด-เบสในนา้ สกัด ในการผลิตนา้ ตาล โซเดียมไฮดรอกไซด์ - การปรบั คา่ ความเปน็ กรด-เบสในการผลติ น้าตาล กรดทารท์ าริกและเกลอื (tartaric acid and salts) - โซเดยี มคาร์บอเนต - การผลติ นา้ ตาล สารเตรยี มจากส่วนของเปลือกไม้ - โพแทสเซยี มไฮดรอกไซด์ (potassium - การปรบั คา่ ความเป็นกรด-เบสในการผลิต hydroxide) น้าตาล กรดซติ รกิ (citric acid) - การปรบั ค่าความเป็นกรด-เบสในการผลติ น้าตาล (2) สารชว่ ยกรรมวิธีการผลติ สาหรบั ผลิตภัณฑป์ ศสุ ัตว์และผึ้ง 170i แคลเซยี มคาร์บอเนต (calcium - carbonate) 509 แคลเซียมคลอไรด์ (calcium chloride) - สารช่วยให้คงรูปและรวมตวั ในการผลติ เนยแข็ง 559 คาโอลนิ (kaolin) - สกดั สารโพรโพลสิ 270 กรดแลกติก (lactic acid) - สารชว่ ยให้เกดิ การรวมตวั เป็นกอ้ นสา หรับ ผลิตภณั ฑน์ ม ใชส้ า หรับการควบคมุ ความเป็น กรด-เบสในการผลิตเนยแข็ง 500i โซเดยี มคารบ์ อเนต (sodium carbonate) - เป็นสารทาใหเ้ ปน็ กลางสาหรับผลิตภณั ฑ์นม (3) สารช่วยกรรมวธิ ีการผลติ อ่นื ๆ สารเตรียมจากเช้อื จุลินทรยี ์และเอนไซม์ - สารใดๆ ทเี่ ตรียมจากเช้ือจุลนิ ทรีย์และเอนไซม์ ท่ีโดยทว่ั ไปใชเ้ ป็นสารชว่ ยกรรมวิธีการผลิตใน กระบวนการผลิตอาหารโดยต้องไม่เปน็ เชอื้ จลุ ินทรีย์ ดดั แปรพันธุกรรม และเอนไซม์ทไี่ ดจ้ ากจุลนิ ทรยี ์ ดัดแปรพันธกุ รรม ชอื่ สำร ขอ้ กำหนด ผงซักฟอกท่ียอ่ ยสลายไดท้ างชีวภาพ - จาเป็นตอ้ งได้รับการยอมรับจากหน่วยรับรอง นา้ สม้ หมกั จากพืช ผลไม้ หรอื หน่วยงานที่มีอานาจหนา้ ทเี่ ก่ียวข้อง - จาเป็นต้องไดร้ บั การยอมรบั จากหนว่ ยรับรอง หรอื หน่วยงานที่มีอานาจหน้าทเ่ี ก่ียวข้อง 46

โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) - จาเป็นตอ้ งไดร้ บั การยอมรับจากหน่วยรบั รอง ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ (hydrogen peroxide) หรอื หนว่ ยงานทีม่ ีอานาจหนา้ ท่เี กย่ี วข้อง ไอโอดนี (iodine) สารละลายด่างทบั ทิม - จาเปน็ ต้องไดร้ บั การยอมรบั จากหนว่ ยรับรอง น้าด่าง หรอื หน่วยงานท่ีมีอานาจหนา้ ที่เกี่ยวข้อง คอสทิกโปแทช (caustic potash) ปนู ขาว - จาเปน็ ตอ้ งได้รบั การยอมรับจากหน่วยรบั รอง สารฟอกขาวถงึ 10% หรือหนว่ ยงานที่มีอานาจหนา้ ท่ีเกี่ยวข้อง กรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) - จาเป็นตอ้ งไดร้ บั การยอมรบั จากหนว่ ยรบั รอง หรือหน่วยงานที่มีอานาจหนา้ ทเ่ี กีย่ วข้อง - จาเปน็ ต้องไดร้ บั การยอมรับจากหน่วยรบั รอง หรือหนว่ ยงานที่มีอานาจหน้าทเ่ี กี่ยวข้อง - จาเป็นต้องได้รบั การยอมรับจากหน่วยรับรอง หรือหนว่ ยงานทม่ี ีอานาจหน้าทเ่ี กย่ี วข้อง - จาเป็นตอ้ งได้รับการยอมรับจากหน่วยรับรอง หรือหน่วยงานที่มีอานาจหน้าที่เกี่ยวข้อง - จาเปน็ ต้องได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รอง หรอื หนว่ ยงานท่ีมีอานาจหน้าท่ีเก่ยี วข้อง - จาเปน็ ตอ้ งได้รบั การยอมรับจากหนว่ ยรบั รอง หรอื หนว่ ยงานทม่ี ีอานาจหน้าท่เี กย่ี วข้อง 4.3 ขอ้ กำหนดกำรตรวจรับรองกำรคดั บรรจุ และกำรแปรรูปพชื อินทรีย์ การผลิตสินค้าพืชอินทรีย์เพ่ือให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่สูญเสียความเป็นอินทรีย์ นอกจากจะต้องควบคุมกระบวนการผลิตในแปลงปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตพืชอินทรีย์แล้ว ในกระบวนการคัด บรรจผุ ลิตผลหรือแปรรูปเป็นผลติ ภณั ฑ์กม็ คี วามจาเป็นท่ีจะต้องปฏิบัติและควบคุมกระบวนการผลิต ให้เป็นไป ตามข้อกาหนดมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ควบคู่ไปกับหลักการปฏิบัติระบบการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) โดยก่อนการตรวจประเมินผู้ตรวจประเมินจะต้องศึกษาข้ันตอนและ กระบวนการผลิตอย่างละเอียด เพ่ือให้ทราบว่าขั้นตอนหรือกระบวนการผลิตใดเป็นจุดควบคุมเกษตรอินทรีย์ (Organic Control Points : OCPs) ที่มีความเส่ียง ซึ่งหากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม อาจมีโอกาสสูญเสีย ความเป็นอินทรยี ไ์ ด้ง่าย โดยท่ัวไปแล้วในการตรวจประเมินแปลงปลูกพืชอินทรีย์ จะพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนกระทงั่ เก็บเก่ียวผลิตผล ส่วนการคัดบรรจุ จะมีทั้งลักษณะที่เป็นการบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่ หรือแบ่งบรรจุ เป็นหีบห่อขนาดเล็กจาหน่ายในนามของฟาร์ม นอกจากน้ีบริษัทหรือผู้รับซ้ืออาจซ้ือผลิตผลพืชอินทรีย์จาก แปลงเกษตรกรมาคัดบรรจุและจาหน่ายในนามของบริษัทอีกต่อหนึ่ง ซึ่งบริษัทหรือผู้รับซื้อจะต้องได้รับการ รับรองการคัดบรรจุหีบห่อพืชอินทรีย์ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้แสดงตราสัญลักษณ์ Organic Thailand ได้ หรอื บริษทั บางแห่งอาจมีเกษตรกรลูกไร่หรือแปลงปลูกพืชอินทรีย์ของบริษัทเอง และมีโรงคัดบรรจุแยกอยู่คน ละทก่ี ับแปลงปลูก ผูต้ รวจประเมินจะต้องเข้าตรวจประเมินทั้งแปลงปลูกและโรงคัดบรรจุหีบห่อของบริษัทนั้น ดว้ ย 47

การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทหรือผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์พืช อนิ ทรยี ์จะซือ้ วัตถุดบิ อนิ ทรีย์จากแปลงเกษตรกรท่ีไดร้ บั รองการผลิตพืชอินทรีย์แล้ว แต่หากแปลงปลูกดังกล่าว ยังไม่ได้รับการรับรองเกษตรกรหรือผู้ประกอบการแปรรูป จะต้องยื่นใบสมัครขอการรับรองแปลงปลูกพืช อินทรยี ์ในนามของเกษตรกรหรือบรษิ ัท พร้อมกับขอรบั รองการแปรรูปผลติ ภัณฑ์พืชอนิ ทรีย์ ผู้นาเข้าผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์พืชอินทรีย์ ที่นาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์พืชอินทรีย์มาบรรจุหีบห่อ ใหม่ ก็ต้องยื่นใบสมัครขอการรับรองคัดบรรจุหรือแปรรูปด้วยเช่นกัน และผู้ตรวจประเมินจะต้องเข้าตรวจ ประเมิน ตามข้อกาหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ควบคู่ไปกับหลักการปฏิบัติระบบการผลิตที่ดี Good Manufacturing Practice (GMP) ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้ 1) สถำนที่ประกอบกำร สถานที่ต้ังของโรงคัดบรรจุหรือโรงงานแปรรูป อยู่ในบริเวณที่มี สง่ิ แวดล้อมเหมาะสม ไมอ่ ยู่ในแหล่งอุตสาหกรรม ท่ีก่อให้เกิดการปนเป้ือนจากมลพิษ สัตว์ แมลงพาหะนาโรค วัตถุอันตราย ฝุ่นละออง ฝุ่นควัน และส่ิงปฏิกูล สถานท่ีผลิตต้องแยกออกจากที่พักอาศัย พื้นอาคารเรียบ ทา ความสะอาดงา่ ย ไม่มีนา้ ขงั ฝาผนังและเพดานสรา้ งดว้ ยวัสดทุ ่ีทนทาน เรียบ ทาความสะอาดง่าย มีการดูแลให้ อยใู่ นสภาพพรอ้ มใช้งาน ไม่เป็นที่สะสมของฝุ่นละออง และจุลินทรีย์ หน้าต่างและประตูปิดสนิท และมีวิธีการ ป้องกันการปนเป้ือนก่อนเข้าสู่พื้นที่ผลิต หรือถ้าเป็นระบบเปิด ควรมีการป้องกันการปนเปื้อนจากสัตว์และ แมลงจากภายนอกอาคาร มีการระบายอากาศได้ดี การวางพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ ต้องมีทิศทางลมพัด จากส่วนท่ีสะอาดไปยังส่วนที่ไม่สะอาด มีแสงสว่างเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน มีพื้นท่ีเพียงพอสาหรับติดตั้ง เคร่ืองมือและอุปกรณ์ท่ีใช้ในการผลิต มีการจัดพ้ืนท่ีผลิตเป็นสัดส่วน เรียงลาดับตามสายงานการผลิต และ แบง่ แยกพน้ื ทห่ี รือเวลาการผลิตผลติ ภัณฑ์อนิ ทรีย์และผลิตภัณฑ์ท่ัวไปออกจากกันอย่างชดั เจน 2) เครื่องมือ เคร่ืองจักร และอุปกรณ์ มีพอเพียงต่อการปฏิบัติงาน ติดต้ังอยู่ในตาแหน่งท่ี เหมาะสม สามารถปฏบิ ัตงิ านไดส้ ะดวก หลกั เล่ียงการมีซอกมมุ ทาด้วยวัสดุผิวเรียบ ไม่เป็นสนิม ไม่เป็นพิษ ไม่ ทาปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ และทนต่อการกัดกร่อน ทาความสะอาดได้ง่ายและท่ัวถึง ไม่เปรอะเปื้อน น้ามันหล่อลืน่ จาระบี หรือสารอันตราย หากมกี ารผลติ ทง้ั ผลติ ภณั ฑ์อนิ ทรีย์และผลิตภัณฑ์ทั่วไปในโรงคัดบรรจุ หรือโรงงานแปรรูปเดียวกัน ต้องแยกเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ พร้อมท้ังบ่งช้ีหรือแสดงป้ายเพ่ือแยก การใช้เคร่ืองมือ เคร่ืองจักรและอุปกรณ์ออกจากผลิตภัณฑ์ท่ัวไปให้ชัดเจน หรืออาจใช้เคร่ืองมือ เคร่ืองจักร และอุปกรณ์ชุดเดียวกัน แต่แยกผลิตผลิตภัณฑ์อินทรีย์กับผลิตภัณฑ์ทั่วไปคนละเวลากัน โดยต้องล้างทาความ สะอาดและตรวจเชค็ เพือ่ ปอ้ งกนั การปนเป้ือนจากผลติ ภณั ฑ์ท่ัวไป ก่อนการผลติ ผลติ ภัณฑ์ อนิ ทรียท์ กุ ครั้ง 3) กระบวนกำรผลิต 3.1) วัตถุดิบและส่วนผสม คัดเลือกวัตถุดิบหรือส่วนผสมที่เหมาะสาหรับการผลิต และ จดั เก็บอยู่ในสภาพที่ดี มีป้ายท่ีสื่อถึงวัตถุดิบและส่วนผสมในแต่ละรุ่น มีการหมุนเวียนนาวัตถุดิบและส่วนผสม มาใช้ตามลาดับก่อนหลัง และระบุสัดส่วนของวัตถุดิบท่ีเป็นส่วนผสมเป็นเปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก รวมทั้งชนิด และปรมิ าณของวัสดแุ ละสารปรงุ แต่งท่อี นญุ าตให้ใชไ้ ด้ตามมาตรฐานการผลติ พชื อนิ ทรยี ์ 3.2) น้ำและสำรที่ใช้ทำควำมสะอำดวัตถุดิบ เป็นน้าสะอาดท่ีไม่ปนเป้ือนสารพิษ วัตถุ อันตรายและโลหะหนัก โดยน้าที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีผลวิเคราะห์ตามมาตรฐาน คุณภาพน้าบริโภค และอนุญาตให้ใช้สารท่ีใช้ทาความสะอาดวัตถุดิบได้ตามที่มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ กาหนด 3.3) กระบวนกำรคัดบรรจุ/กำรแปรรูป พ้ืนที่ผลิตแยกเป็นสัดส่วน การตัดแต่งต้องทาอย่าง ระมัดระวัง อุปกรณ์ท่ีใช้มีความสะอาด ไม่ขึ้นสนิม และไม่ใช้อุปกรณ์ผิดประเภทหรือไม่เหมาะสมกับงาน การ 48

ลา้ งทาความสะอาดวัตถุดิบ ตอ้ งถูกสุขลักษณะ มกี ารควบคุมคุณภาพน้าท่ีใช้ในการล้างวัตถุดิบ การคัดคุณภาพ ผลผลติ และการบรรจุ ต้องปฏิบัตติ ามหลักสขุ อนามยั 3.4) กำรบรรจุและกำรปิดผนึก บรรจุภัณฑ์สามารถป้องกันความเสียหายและการปนเปื้อน ของผลติ ภณั ฑ์ได้ และต้องเป็นชนดิ ท่ใี ช้ไดก้ บั การบรรจอุ าหาร มีความทนทานต่อการฉีกขาด หรือแตกหัก และ ไม่เกิดรอยรั่วซึ่งเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิดการปนเปื้อน ภาชนะบรรจุที่นากลับมาใช้อีก ต้องล้างทาความสะอาด ก่อนทกุ คร้ัง และควรมีการสุ่มตัวอยา่ งเพอื่ ตรวจสอบนา้ หนกั การปดิ ผนึก และตาหนิต่าง ๆ 3.5) กำรตดิ ฉลำก ข้อความบนฉลากต้องมีความชัดเจน ถูกตอ้ งและครบถ้วน โดยจะต้องระบุ ชอื่ ผลติ ภณั ฑ์ ส่วนประกอบ วตั ถุเจือปนอาหาร วนั เดอื นปที ีผ่ ลติ วันหมดอายุ น้าหนักสุทธิ ชื่อและสถานท่ีผลิต ผ้คู ัด/แบ่งบรรจุ ผจู้ ัดจาหนา่ ย เครื่องหมายการค้า และข้อมูลอ่ืน ๆ ระบุครบถ้วนตามท่ีกฎหมายของประเทศผู้ นาเข้าแต่ละประเทศได้กาหนดไว้ และในกรณีที่ระบุเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ต้องมีส่วนผสมท่ีมาจากผลิตผล อินทรีย์อย่างน้อย 95% ท้ังน้ีไม่รวมน้าหนักของน้าและเกลือ การแสดงตราสัญลักษณ์ Organic Thailand จะต้องมขี นาดไม่น้อยกว่า 1.5 x 1.5 ซม. ใช้สีที่กาหนดในคู่มือการใช้สัญลักษณ์ หรืออาจพิมพ์สีเดียวก็ได้ หรือถ้า ระบุเปน็ ผลิตภัณฑท์ ี่มสี ว่ นผสมจากผลติ ผลอินทรยี ์ ต้องมีผลิตผลอนิ ทรีย์ประกอบอยู่ 70-94 % โดยระบุชนิดและ สดั สว่ นของสว่ นผสมเป็นเปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก เรียงตามลาดับจากมากไปหาน้อย แต่ถ้าผลิตภัณฑ์มีส่วนผสม ท่เี ปน็ ผลติ ผลอินทรีย์น้อยกวา่ 70 % หา้ มแสดงฉลากหรือกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และไม่อนุญาตให้ ใช้ตราสญั ลกั ษณ์ Organic Thailand 3.6) กำรบรรจุหีบห่อ วัสดุที่ใช้ในการบรรจุหีบห่อต้องสะอาด มีขนาดที่เหมาะสม และมี ความทนทานเพยี งพอตอ่ การจัดเรียงผลติ ภณั ฑแ์ ละการขนส่ง และในระหว่างที่ยังไม่นามาใช้ ต้องเก็บให้มิดชิด เพ่ือปอ้ งกนั ฝุน่ ละออง นา้ และสัตว์พาหะนาโรค ในการบรรจุหีบห่อต้องไม่บรรจุผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และผลติ ผลหรอื ผลิตภณั ฑ์ท่ัวไปไว้ภายในหีบห่อเดียวกนั 3.7) กำรควบคมุ คณุ ภำพผลติ ภัณฑ์ ผลิตภณั ฑท์ ่บี รรจุหบี ห่อเรียบร้อยแล้ว ต้องเก็บรักษาไว้ ในห้องที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์เส่ือมสภาพ มีการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์โดยห้องปฏิบัติการทุกปี และเก็บ บันทึกผลการตรวจวิเคราะห์ไว้อย่างน้อย 2 ปี มีการคัดแยกผลิตภัณฑ์ท่ีไม่ได้มาตรฐานไปดาเนินการอย่าง เหมาะสม สามารถตรวจสอบย้อนกลับและเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการ จดั เกบ็ ผลติ ภัณฑอ์ ินทรยี ์ แยกออกจากผลิตภณั ฑท์ วั่ ไป และมปี ้ายบ่งชอี้ ย่างชดั เจน 4) กำรบำรุงรักษำและกำรสุขำภบิ ำล 4.1) กำรบำรุงรักษำและทำควำมสะอำด - กำรบำรุงรักษำ มีการซ่อมบารุงดูแลรักษา อาคารผลิต เครื่องมือ เคร่ืองจักร และ อปุ กรณอ์ ยา่ งสมา่ เสมอ โดยมีการตรวจติดตามประสทิ ธิภาพและประเมนิ ผลตามระยะเวลาทเ่ี หมาะสม - กำรทำควำมสะอำด อาคารผลิต พ้นื ผนัง เพดาน อุปกรณ์ที่ยึดติดกับผนังและเพดาน ต้องทาความสะอาดอยู่เสมอ ส่วนเคร่ืองมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ ต้องทาความสะอาดท้ังก่อนและหลังการ ปฏบิ ตั ิงาน โดยเฉพาะถ้าใชส้ ายงานการผลติ เดียวกนั ในการผลิตผลิตภณั ฑอ์ นิ ทรีย์และผลิตภัณฑ์ท่ัวไป ต้องล้าง ทาความสะอาด และตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีวัตถุดิบจากการผลิตผลิตภัณฑ์ทั่วไปตกค้างอยู่ และมีที่เก็บ อุปกรณ์ท่ีล้างทาความสะอาดแล้ว อย่างเหมาะสมและเป็นสัดส่วน โดยการทาความสะอาดจะต้องมีวิธีการ ความถ่ี และผรู้ บั ผดิ ชอบในการทาความสะอาดและควบคุมดูแลอยา่ งเป็นระบบ 4.2) กำรป้องกันกำจดั สัตวแ์ ละแมลง มีการดแู ลซ่อมแซมอาคารผลิตให้อยู่ในสภาพดี ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ และท่อระบายน้า ควรมีมุ้งลวด ลูกกรง ตะแกรง หรือฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกัน 49

ไม่ให้สัตว์พาหะนาโรคเข้ามาในอาคารผลิต และมีการเฝ้าระวัง ตรวจหาร่องรอยอย่างสม่าเสมอ หากพบ ร่องรอยตอ้ งดาเนินการกาจดั ทนั ที โดยวธิ กี ารทเ่ี หมาะสมและไม่ก่อให้เกดิ การปนเป้ือนในผลิตภณั ฑ์ 4.3) กำรกำจัดของเสีย เศษเหลือของวัตถุดิบและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ต้องเคลื่อนย้ายออกจาก อาคารผลิต เพือ่ ไม่ใหเ้ น่าเสีย และเป็นแหล่งสะสมของแมลง สัตว์ และจุลินทรีย์ก่อโรค โดยภาชนะรองรับของ เสียตอ้ งมีความสะอาด และมีจานวนเพียงพอ ภายในอาคารผลิตมีระบบการระบายน้าท่ีดี ไม่มีเศษวัตถุดิบและ ส่งิ ปฏกิ ลู ตดิ คา้ งอยู่ในท่อ 4.4) สุขลักษณะส่วนบุคคล มีเครื่องแบบ รองเท้า หมวก ถุงมือ ผ้าปิดปากและจมูกให้ พนักงานเปลี่ยนก่อนเข้าสู่พ้ืนที่ผลิต ตลอดจนมีอุปกรณ์ล้างมือ และทาให้มือแห้ง เช่น อ้างล้างมือ สบู่ เครื่อง เป่ามือ หรือผ้าเช็ดมือ เตรียมไว้ให้พนักงานล้างทาความสะอาดก่อนเข้าสู่พื้นท่ีผลิตอย่างเพียงพอ ส่วนห้องน้า และห้องสุขาตอ้ งสะอาด ถูกสุขลกั ษณะ แยกออกจากพื้นท่ีผลิต และมจี านวนเพยี งพอต่อพนกั งาน 4.5) กำรระบำยน้ำ มีระบบการระบายน้าท่ีดี ไม่มีน้าขังแฉะ และไม่มีเศษเหลือจากการผลิต ติดคา้ งอยู่ในทอ่ ระบายน้า และควรมีการบาบดั น้าก่อนระบายออกจากโรงงาน 4.6) กำรควบคุมสำรอันตรำย จัดเก็บสารเคมี สารทาความสะอาด และสารอันตรายต่าง ๆ ไวอ้ ยา่ งเปน็ สัดสว่ นและมดิ ชิด ห่างจากบริเวณพ้ืนท่ีผลิต และมีป้ายบ่งชี้อย่างชัดเจน นอกจากน้ีต้องแยกสารที่ ใช้เปน็ สว่ นประกอบของผลิตภัณฑ์กบั สารทไ่ี ม่ใชก้ ับอาหารออกจากกนั ดว้ ย 5) บุคลำกร ต้องมีการทาประวัติและตรวจสุขภาพก่อนรับบุคคลเข้าเป็นพนักงาน รวมท้ังมีการ ตรวจสขุ ภาพเปน็ ประจาทุกปี พนักงานหรือบุคคลท่ีเข้าสู่พื้นที่ผลิต ต้องแต่งกายและปฏิบัติตามข้อกาหนดของ โรงงานและหลกั สขุ อนามัย เช่น ไม่สวมเครื่องประดับ ไมส่ ูบบหุ ร่ี ถม่ นา้ ลาย เคีย้ วหมากฝรั่ง ขณะที่ทาการผลิต นอกจากน้ีต้องจัดให้มีการฝึกอบรมพนักงาน เพ่ือให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่าง ถูกต้องตามข้ันตอนการผลิต ตลอดจนพนักงานต้องมีความรู้ ความเข้าใจในมาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ อินทรีย์ และเรื่องของสุขลักษณะทั่วไป พร้อมทั้งมีการทบทวนและฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ท่ีทันสมัยอยู่ เสมอ 6) กำรเกบ็ รักษำและกำรขนส่ง 6.1) กำรเก็บรักษำผลิตภัณฑ์ เก็บรักษาผลิตภัณฑ์ในสถานท่ีเหมาะสม เป็นระเบียบ มีป้าย ระบุรายละเอียดการผลิต วันที่ผลิต เพ่ือสะดวกในการนาไปใช้และตรวจสอบ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งทา จากวัสดุที่ไม่เป็นอันตราย มีความสะอาด และไม่เคยใช้บรรจุวัตถุอันตรายมาก่อน การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ อนิ ทรยี แ์ ละผลติ ภัณฑท์ ัว่ ไปต้องแยกออกจากกัน และมีป้ายบง่ ชี้อยา่ งชดั เจน 6.2) พำหนะและกำรขนส่ง ชนิดของพาหนะขนส่ง ต้องเหมาะสมกับชนิดของวัตถุดิบและ ผลิตภัณฑ์ และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน มีความสะอาด และมีมาตรการป้องกันการปนเป้ือนจากฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรกระหว่างการขนส่ง โดยหากมีการขนส่งผลิตภัณฑ์อินทรีย์พร้อมกับผลิตภัณฑ์ทั่วไป ต้องแยกหีบ ห่อและแยกวางให้ห่างจากกัน โดยต้องมีป้ายบ่งช้ีเพื่อจาแนกผลิตภัณฑ์ท้ัง 2 ออกจากกันอย่างชัดเจน แล ะ แม้ว่าจะมีการขนส่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ท่ัวไปคนละเที่ยวก็ตาม แต่หาก พาหนะที่ใช้ในการขนส่ง มีโอกาสหรือความเสี่ยงจากการปนเป้ือนของผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ท่ัวไป ก็ต้องล้าง ทาความสะอาดพาหนะขนส่ง ก่อนการบรรทุกและขนส่งผลติ ภณั ฑอ์ ินทรีย์ทุกคร้ัง 7) กำรจัดทำบันทึก มีการจัดทาบันทึกข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ได้แก่ บันทึก การปฎิบัตงิ านและการควบคมุ การคดั บรรจุหรอื การแปรรูปทุกข้ันตอน เอกสารการซื้อขายวัตถุดิบ รายชื่อผู้ส่ง วัตถุดิบ สัญญาว่าจ้างผลิต เอกสารปริมาณและการจาหน่ายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ อย่างครบถ้วน เป็นระบบ 50

สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในกรณีท่ีมีปัญหา และต้องเก็บรักษาเอกสารไว้อย่างน้อย 2 ปี หากมีการผลิต ผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลิตภัณฑ์ท่ัวไป ในพ้ืนท่ีผลิตหรือสายงานการผลิตเดียวกัน จะต้องจัดทา บันทึกหรือเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการแยกกระบวนการผลิตผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ออกจาก กระบวนการผลิตผลติ ผลหรอื ผลิตภัณฑ์ท่วั ไปได้อย่างชัดเจน (สธุ าทพิ ย์ การรักษา, 2556). ภ าพที่ 13 ผลิตภณั ฑ์อนิ ทรียต์ า่ งๆทไี่ ด้การรับรอง 51

เอกสำรอ้ำงองิ สุธาทพิ ย์ การรักษา. (2556). เอกสำรประกอบกำรฝกึ อบรมหลกั สตู ร “กำรตรวจรับรองกำรผลิตพชื อินทรยี ์”วันที่ 1 – 5 เมษายน 2556 ณ สานักวจิ ยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 3 จงั หวดั ขอนแก่น. สานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแหง่ ชาติ. (2552). เกษตรอินทรยี ์ เล่ม 1: กำรผลติ แปรรปู แสดง ฉลำก และ จำหนำ่ ย ผลิตผลและผลิตภัณฑเ์ กษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1-2552). กระทรวง เกษตรและสหกรณ์. บทท่ี 5 มำตรฐำนเกษตรอินทรยี อ์ น่ื ๆ 52

ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นท่ีนิยมของผู้บริโภคมากข้ึน ความเช่ือม่ันในการบริโภคสินค้าเกษตร อินทรีย์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและการสร้างการรับรู้ตราสัญลักษณ์มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมถึง ระบบการรับรองท่ีเกี่ยวข้องจึงเป็นส่ิงจาเป็น โดยได้สรุปมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และระบบการรับรองท่ี เก่ียวข้องกับการรับรองเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ดังนี้ (กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช, 2560). 5.1 สมำพนั ธอ์ ินทรียน์ ำนำชำติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) เน่ืองจากความแตกต่างของวิธีการและปัจจัยการผลิตที่หลากหลาย ตลอดจนผลประโยชน์ เกี่ยวเน่ืองมากมาย หลายประเทศจึงมีข้อกาหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของตัวเอง ทาให้มีระบบมาตรฐาน เกษตรอนิ ทรีย์ทีใ่ ชก้ นั อยูม่ ากมายหลายระบบ ทาให้ยากท่จี ะกาหนดเกณฑม์ าตรฐานเกษตรอินทรีย์เดียวให้เป็น ท่ียอมรับของทุกประเทศ ด้วยเหตุน้ี สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) จึงได้จัดทามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นระบบ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขั้นพ้ืนฐาน (IFOAM Basic Standards) และเป็นท่ียอมรับจากหลายประเทศท่ัวโลก เช่น ออสเตรเลยี นิวซแี ลนด์ ฮ่องกง สงิ คโปร์ มาเลเซยี เปน็ ตน้ นอกจากนีย้ ังไดจ้ ดั ตง้ั โครงการรบั รองระบบงาน เกษตรอินทรีย์ IFOAM (IFOAM Accreditation Program) ข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2535 เพ่ือให้บริการรับรอง ระบบงานแก่หน่วยงานที่เป็นผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก โดยหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจะข้ึน ทะเบียนกับสมาพันธ์ฯ เป็นผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ (IFOAM Accredited Certification Body – ADB) และเป็นท่ยี อมรับในระดับสากล ต่อมา ในปี พ.ศ. 2540 สมาพันธ์ฯ ได้จัดต้ังหน่วยบริการรับรองระบบประกันคุณภาพเกษตร อินทรีย์นานาชาติ (International Organic Accreditation Service – IOAS) เพื่อมาทาหน้าท่ีให้บริการ รับรอง (Accreditation Body – AB) ภายใตก้ รอบของโครงการรับรองระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM แทน โดย IOAS ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงกาไร มีสานักงานใหญ่ต้ังอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน หน่วยงานผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจาก IOAS (Accredited Certification Body – ACB) จะใชต้ ราสัญลกั ษณ์ IFOAM Accredited ระบไุ ว้ควบคู่กับตราสัญลกั ษณข์ องหนว่ ยงานผู้ตรวจนัน้ ๆ 5.2 สำนกั งำนมำตรฐำน เกษตรอินทรยี ์ หรอื มกท. (Organic Agriculture Certification Thailand – ACT) เปน็ องคก์ รตรวจรบั รองมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ของคนไทยรายเดยี วและรายแรกในเอเชียที่ได้รับ การรับรองมาตรฐานระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM จาก IOAS (IFOAM Accredited Certification Body) ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2544 มกท.เปน็ องค์กรเอกชนทไี่ มแ่ สวงกาไร ดาเนินงานภายใต้มูลนิธิมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ การแสดงตราสัญลักษณ์ มกท. เปน็ ตราของไทยเพ่ือรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของไทย เรียกว่า Certified Organic ซึง่ เปน็ สมาชิกของ IFOAM ซ่งึ ต้องแสดงตราสัญลกั ษณ์ มกท. คกู่ บั ตราสญั ลกั ษณ์ IFOAM ผลติ ภณั ฑ์ทีม่ ีตราสัญลกั ษณน์ ีจ้ ึงได้รบั การรับรองระดบั สากลด้วย 53

5.3 ตรำมำตรฐำน สินค้ำอินทรีย์ของหน่วย ตรวจรบั รองเอกชนต่ำงประเทศทไี่ ด้รบั ควำมนยิ มและดำเนนิ กำรตรวจรบั รองอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการหรือผู้ซื้อจากต่างประเทศท่ีมีข้อตกลงรับซ้ือผลผลิตจากผู้ผลิตในประเทศไทย จะ ระบุให้ใชห้ นว่ ยงานผู้ตรวจรับรองฯ จากประเทศของตน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองจาก IOAS และเป็นท่ี เช่ือถือในระดับสากล บริษัทตรวจรับรองเหล่านี้บางแห่งได้ต้ังตัวแทนในประเทศไทยให้ทาหน้าท่ีตรวจรับรอง ตามเกณฑ์มาตรฐานของบริษัทนั้นๆ เช่น BioAgriCert (BAC) จากอิตาลี BSC ÖKO-GARANTIE GMBH – BSC จากเยอรมันนี EcoCert จากฝรัง่ เศส IMO (Institute for Marketecology) จากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอนิ ทรีย์ไบโออะกริเสริ ์ช (Bioagricert) บริษัท ไบโออะกริเสิร์ช (ไทยแลนด์) จากัด เป็นสาขาย่อยของ Bioagricert S.r.I. จากประเทศอิตาลี ผู้ประกอบการต้องได้รับการ ตรวจรับรองจากบริษัทน้ีเทา่ นัน้ จึงจะใชต้ รารับรองนไ้ี ด้ ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอนิ ทรีย์บีเอสซี (BSC ÖKO-GARANTIE GMBH – BSC) บีเอสซี เป็นบริษัทตรวจรับรองสินค้าอินทรีย์จากประเทศ เยอรมันนี มีตัวแทนในประเทศไทยอยู่ท่ี จ.เชียงใหม่ ผู้ประกอบการ ต้องไดร้ ับการตรวจรบั รองจากบริษัทนเ้ี ท่านัน้ จึงจะใชต้ รารับรองนไี้ ด้ ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอนิ ทรยี อ์ โี คเสริ ์ช (Ecocert) อีโคเสิร์ช เป็นบริษัทตรวจรับรองสินค้าอินทรีย์จากประเทศ ฝรง่ั เศส ผปู้ ระกอบการตอ้ งไดร้ บั การตรวจรับรองจากบริษัทน้ีเท่านั้น จึงจะใช้ตรารับรองน้ีได้ ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอินทรีย์ ไอเอ็มโอ-คอนโทรล (IMO- Control) บริษัทไอเอ็มโอ-คอนโทรล เป็นบริษัทตรวจรับรองสินค้า อินทรีย์จากประเทศสวิตเซอน์แลนด์ มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องได้รับการตรวจรับรองจากบริษัทน้ีเท่าน้ันจึงจะใช้ ตรารับรองนไ้ี ด้ 5.4 มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ในตำ่ งประเทศ จากแนวโนม้ การเตบิ โตของตลาดสินค้าอนิ ทรียม์ ีแต่จะเพิ่มสูงข้ึนเรื่อยๆ ทาให้คาว่า อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก (Organic) ถูกนามาใช้เป็นเคร่ืองมือทางการตลาดกันอย่างแพร่หลาย ทาให้หลายประเทศมี 54

กฎหมายควบคุมให้เฉพาะผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์เท่า จึงจะสามารถใช้คาว่า อนิ ทรีย์ (organic) บนฉลากสินคา้ ได้ แต่ละประเทศต่างต้องการสร้างระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของตัวเอง มาควบคุมระดับความเป็นอินทรีย์ของสินค้าที่จัดเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เพ่ือคุ้มครองผู้บริโภคและสุขภาพของ ประชากรในประเทศ ตัวอย่างตราสญั ลกั ษณม์ าตรฐานเกษตรอินทรยี ์ของประเทศตา่ งๆ ดงั น้ี ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอินทรียข์ องประเทศสหรัฐอเมรกิ ำ USDA Organic ย่อมาจาก U.S. Department of Agriculture เป็นมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ ท่ีจดั ทาโดยแผนงานเกษตรอินทรีย์ แห่งชาติ (National Organic Program - NOP) กระทรวง เกษตรประเทศสหรฐั อเมริกา ขอบข่ายการรบั รอง ได้แก่ การเพาะปลูกพชื การเกบ็ เกยี่ ว ผลผลิตจากปา่ และธรรมชาติ และการแปรรปู และจัดการผลผลิต ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอินทรียข์ องประเทศแคนำดำ รัฐบาลแคนาดาเริ่มนาระบบ Canada Organic Regime (COR) ออกใช้ในปี 2552 ตามระเบียบ Organic Products Regulations, 2009 (SOR/2009-176) โดยมี Canadian Food Inspection Agency (CFIA) เปน็ หนว่ ยงานรบั ผิดชอบ ขอบข่ายการรับรอง ได้แก่ การเพาะปลูกพืช การเก็บเก่ียว ผลผลิตจากปา่ และธรรมชาติ และการแปรรูปและจดั การผลผลิต ตรำมำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ของสหภำพยุโรป ภายใต้ระเบียบ Council Regulation (EC) No 834/2007 โดยเร่ิมบังคับใช้เมื่อ 1 กรกฎาคม 2555 ต่อมาได้ออกระเบียบสาหรับการปฏิบัติ (implementing rules) อีก 2 ฉบับ คือ Commission Regulation (EC) No 889/2008 และ No 1235/2008 ซึ่งฉบับ แรกเป็นข้อกาหนดรายละเอียดเก่ียวกับมาตรฐานการเพาะปลูก พืชเกษตรอินทรยี ์ เล้ียงสตั ว์ และแปรรูป ส่วนระเบียบฉบับท่ีสอง เ ป็ น ร ะ เ บี ย บ เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร น า เ ข้ า สิ น ค้ า เ ก ษ ต ร อิ น ท รี ย์ จ า ก ตา่ งประเทศ การแสดงตรามาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรปท่ีถูกต้อง จะต้องมีเลขรหัสหน่วยงานท่ีทาการตรวจรับรองของสหภาพ ยโุ รป ซึง่ ระบุประเทศของหนว่ ยงานผตู้ รวจรับรองกากับไว้ พร้อม กับระบุประเทศแหล่งที่มาของสินค้าอินทรีย์นั้นๆ ไว้ใต้ตรา มาตรฐานด้วย ตรำมำตรฐำนระบบเกษตรอินทรียข์ องประเทศญ่ปี ุ่น JAS ย่อมาจาก Japanese Agricultural Standards เป็นตรา 55

มาตรฐานระบบเกษตรอินทรียญ์ ่ปี ุน่ ภายใต้กากบั ดแู ลของ กระทรวงเกษตร ปา่ ไม้ และประมง ของญีป่ ุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries – MAFF) ขอบข่ายการรับรอง ได้แก่ พชื ผลเกษตรอินทรีย์ สนิ คา้ พชื ผล เกษตรอินทรยี แ์ ปรรปู และ สนิ ค้าปศสุ ตั ว์อินทรีย์ ในส่วนที่ เก่ียวกับ กระบวนการผลติ วัตถดุ ิบ/เมลด็ พนั ธุ์ สารทใ่ี ช้ควบคมุ โรค การเกบ็ รกั ษา และการระบุข้อความในฉลาก ฯลฯ โดยมี พืน้ ฐานจาก Codex 5.5 ระบบกำรรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ ชุมชนรับรอง หรือ Participatory Guarantee System (PGS) PGS ริเร่ิมขึ้นโดย IFOAM Organic international กับหน่วยงานระหว่างประเทศ และองค์กร ท้องถิ่นหลายแห่ง ซ่ึงเห็นร่วมกันว่า ระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ดาเนินการโดย หน่วยงานอิสระจากภายนอกน้ันไม่ได้เหมาะกับเกษตรกรท่ีทาเกษตรอินทรีย์เพ่ือขายในท้องถ่ิน เพราะระบบ การตรวจรับรองโดยองค์กรอิสระมีระเบียบข้อกาหนดที่ค่อนข้างเข้มงวด สลับซับซ้อน และมากเกินความ จาเป็นสาหรับผู้บริโภคในท้องถิ่น ความซับซ้อนของระเบียบข้อกาหนดเป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้หน่วยตรวจ รับรองเกษตรอินทรีย์ต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงในการข้ึนทะเบียนเพ่ือให้ได้รับการยอมรั บระบบการตรวจ รับรอง นอกจากนี้ ด้วยระเบียบที่เขม้ งวดทาให้การตรวจรับรองของหนว่ ยงานอิสระไม่สามารถเปิดให้เกษตรกร มีส่วนร่วมในระบบการตรวจรับรองได้มากนัก รวมท้ังไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการตรวจ รบั รองท่ีเหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยนนั้ ๆ IFOAM และหน่วยงานหลายแห่งจงึ ไดส้ นับสนุนให้มกี ารประชุมเร่ืองน้ีขึ้นเมื่อกลางเดือนเมษายน 2547 ท่ีประเทศบราซิล หลังการประชุมในคร้ังน้ัน ทาง IFOAM ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบท่ีสมาชิก กลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกันเอง ซ่ึงเรียกว่า Participatory Guarantee System (PGS) ซึง่ บางคร้งั ก็เรยี ก “ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม” หรอื “ชุมชนรับรอง” IFOAM ให้นิยามสั้นๆ ว่า PGS คือระบบประกันคุณภาพในระดับท้องถิ่น ท่ีให้การรับรองผู้ผลิต โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเก่ียวข้อง และตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อถือ เครือข่ายทางสังคม และก าร แลกเปล่ยี นความรู้ สาหรับประเทศไทย มีหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรต่างๆ นาระบบน้ีมาสนับสนุน ส่งเสริม และ ช่วยเหลือเกษตรกรท่ีต้องการการรับรอง เช่น สานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาท่ีดิน มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ฯลฯ ซึ่งมาตรฐานที่แต่ละหน่วยงานหรือองค์กรนามาใช้อ้างอิงนั้นข้ึนอยู่กับความ ต้องการ หรืออาจมีการสร้างมาตรฐานใหม่เพ่ือใช้ตรวจก็ได้ เพียงแต่จะเป็นท่ียอมรับจากผู้บริโภคและ ผ้เู กี่ยวขอ้ งหรือไม่เท่าน้ัน 56

อายุใบรับรอง 12 เดือน นับจากวันที่ได้การรับรองจากกลุ่ม การต่ออายุใบรับรองใหม่นับจาก วนั ทีต่ ดั สนิ จากกลุม่ หรือการยอมรบั จากเครอื ขา่ ยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสถานะ การรบั รองได้ทางเวบ็ ไซต์ 57

ในส่วนข้อมูลรายชื่อเกษตรกร ของหน่วยงาน สานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม และกรม พฒั นาท่ีดิน เกบ็ ในรูปแบบฐานข้อมลู Microsoft Excel 5.6 ระบบควบคุมในสำหรับกลมุ่ เกษตรกร หรอื Internal Control System (ICS) ICS คือ ระบบประกันคณุ ภาพของกลุ่มเกษตรกรที่มีเอกสารประกอบ ซ่ึงต้องทาการตรวจสมาชิก ในกลุ่มแต่ละรายเป็นประจาทุกปี โดยมีหน่วยรับรองภายนอกทาหน้าท่ีประเมินประสิทธิผลของระบบควบคุม ภายใน รวมท้งั สุม่ ตรวจสอบเกษตรกรจานวนหนงึ่ เพ่อื ใหก้ ารรับรองมาตรฐานแกก่ ลมุ่ เกษตรกร ICS จึงต่างจาก PGS ตรงที่มีหน่วยรับรองภายนอกทาหน้าท่ีตรวจประเมิน (third party) แต่ PGS คอื การตรวจรบั รองตนเอง (first party) เง่ือนไขกำรตรวจรบั รองแบบกลุ่ม โดยกลุ่มเกษตรกรตอ้ งมรี ะบบควบคมุ ภายในกลุ่มดังน้ี 1. การบริหารและการจัดการองคก์ ร 2. สัญญา/ใบสมคั ร/คารบั รอง/และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกลุ่ม 3. การฝกึ อบรม 4. การควบคุมเอกสารและบันทึก 5. การจัดการกับขอ้ รอ้ งเรียน 6. คมู่ อื การตรวจประเมินติดตามภายในของกลุ่ม โดยมาตรฐานท่ีใช้ในการรับรองกลุ่มเกษตรกร ขึ้นอยู่กับความต้องการของกลุ่มเกษตรกร สามารถรบั รองได้ทั้งมาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ และมาตรฐาน GAP ตำรำงที่ 8 สรุปมำตรฐำนเกษตรอินทรยี ์ในประเทศไทย สญั ลักษณ์ มำตรฐำนเอกชน มำตรฐำนภำครฐั หน่วยรบั รอง/ ระบบ   หน่วยงำนสนบั สนุน รับรอง   กรมวิชาการเกษตร  กรมการข้าว กรมประมง  กรมปศุสัตว์ สานั กง าน มา ตร ฐ า น เกษตรอนิ ทรยี ์ (มกท.)   สานั กง าน มา ตร ฐ า น  เกษตรอนิ ทรยี ์ (มกท.) 58

  สานั กง าน มา ตร ฐ า น  เกษตรอินทรยี ์ (มกท.)   สานั กง าน มา ตร ฐ า น  เกษตรอินทรยี ์ (มกท.)   PGS ใช้มาตรฐานตามท่หี นว่ ยงานอ้างองิ - สานกั งานการปฏิรูป  ทีด่ นิ เพื่อเกษตรกรรม  ICS ใช้มาตรฐานตามที่หนว่ ยงานอ้างอิง - กรมพัฒนาทีด่ ิน ท่ีมำ : (กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช, 2560). - กรมวชิ าการเกษตร - กรมการข้าว 5.7 ควำมแตกตำ่ งของมำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์มีหลายมาตรฐาน และโดยเฉพาะอย่างย่ิงในการส่งออกแต่ละประเทศก็มี มาตรฐานเฉพาะของตนเอง ซ่ึงอาจเป็นช่องทางหน่ึงในการเพิ่มกาแพงการกีดกันทางการค้า ย่ิงเม่ือจาเป็นต้อง ทาตลาดหลายแห่ง ก็อาจจาเป็นต้องมีมาตรฐานหลายมาตรฐานเพ่ือเอ้ือต่อการค้า ก่อนอื่นคงต้องดูว่า มาตรฐานเหล่าน้ีแตกต่างกันอย่างไร ซ่ึง (สานักข่าวพาณิชย์, 2550). ได้อธิบายรายละเอียดความแตกต่างไว้ ดงั น้ี ประเด็นแรก ระยะปรับเปลี่ยน ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วเกณฑ์ของ NOP สูงท่ีสุด เพราะทั้งพืชยืน ต้นและล้มลุกกาหนดให้เป็น 36 เดือน แต่ถ้าดู EU และ JAS ของญี่ปุ่น (ซ่ึงอิงเกณฑ์ของ EU เป็นส่วนใหญ่) ก็ จะพบว่าไมแ่ ตกตา่ งกันมากนกั ส่วนของ มกท./IFOAM จะมีระยะเวลาปรบั เปล่ยี นสั้นทส่ี ุด ประเด็นที่สอง การปลูกพืชคู่ขนาน ถ้าเกษตรกรมีแปลงต้ังแต่ 2 แปลงข้ึนไปจะต้องทาระบบ อินทรีย์ท้ังหมดหรือไม่ มาตรฐานส่วนใหญ่อนุโลมให้ทาบางแปลงได้ แต่ EU, JAS และ มกท. ไม่อนุญาตเร่ือง พืชคขู่ นาน คือ พืชที่ปลูกในแปลงอินทรีย์กับแปลงเคมีต้องต่างชนิดกันหรือต่างพันธ์ุกัน ซ่ึงจะต้องแยกได้อย่าง ชัดเจน อีกทั้งการจัดการต้องแยกจากกันชัดเจน ส่วน NOP ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องพืชคู่ขนาน ท่ีเข้มงวดท่ีสุดคือ BioSwiss ซง่ึ กาหนดใหต้ ้องทาอินทรียท์ ุกแปลง ประเด็นท่ีสาม ปัจจัยการผลิต เร่ืองท่ีอาจจะเป็นปัญหาในความคิดของเกษตรกรหรือนักส่งเสริม อาจพอสรปุ และยกตวั อยา่ งไดด้ ังน้ี 1) ท่ีมาของเมล็ดพันธ์ุไม่ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ท่ีคลุกสารเคมี ซ่ึงข้อนี้มีกาหนดไว้เหมือนกันในทุก มาตรฐาน แม้ว่าบางมาตรฐานจะมกี ารผอ่ นปรนในเร่ืองระยะเวลาบ้าง 2) สารปอ้ งกนั กาจดั ศัตรูพชื สารจากธรรมชาตหิ รอื อินทรยี ์ที่ใหใ้ ชไ้ ดม้ รี ายละเอียดแตกต่างกันบ้าง เชน่ การใช้ใบยาสงู มาทาสารสกดั EU ห้ามใช้ เปน็ ต้น 59

3) การใชป้ ๋ยุ อนิ ทรยี ใ์ นฟาร์ม มีข้อกาหนดใกล้เคียงกัน ยกเว้น NOP ซึ่งกาหนดระยะเวลาสาหรับ ปุ๋ยคอกสดว่า หากเป็นพืชกินหัวห้ามใช้ก่อนการเก็บเก่ียว 180 วัน ถ้าพืชกินผล เมล็ด ใบ หรือลาต้น ห้ามใช้ ก่อนการเกบ็ เก่ยี ว 120 วัน หรือถา้ ทาปยุ๋ หมักตอ้ งให้มีอณุ หภมู ิสงู ระหวา่ ง 55-76 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามควรศึกษารายละเอียดและข้อบังคับของแต่ละมาตรฐานท่ีต้องการขอการรับรอง ก่อนการปฏิบตั ิ เพ่อื ใหเ้ กิดความถกู ต้อง และผา่ นการรบั รองอย่างไม่มีปัญหา ซ่ึงอาจพอจะสรุปข้อแตกต่างของ ข้อกาหนดการผลิตพืชอนิ ทรยี ท์ ่สี าคญั ของแต่ละมาตรฐานไดด้ ังตาราง ตำรำงท่ี 9 ข้อเปรยี บเทยี บมำตรฐำนพชื อินทรยี ์ ประเด็น มกอช. มกท. NOP EU JAS 1. ระยะปรับเปล่ียนไม้ล้มลุก 12 12 36 24 24 (เดอื น) 2. ระยะปรับเปล่ียนไม้ยืนต้น 18 18 36 36 36 3.เริม่ นบั ระยะปรับเปลย่ี น - สมคั ร/ใชส้ ารเคมี หยุดใช้สารเคมี มกี ารจดั การ - คร้งั สุดทา้ ย ระบบการผลิต 4. พืชคขู่ นาน ได้ ได้/ตอ้ งแยก ได้ ได้/ต้องแยก ได้ ชัดเจน ชัดเจน 5. การเปล่ยี นกลับไป-มา ไม่ได้ ไม่ได้ ได้ ได้ ได้ 6. การปรบั ปรุงบารุงดนิ คล้ายกัน คลา้ ยกัน คล้ายกัน คล้ายกนั คล้ายกัน 7. เมล็ดพันธุ์ท่ัวไปคลุกยา (ใน ได้ ได้ ไม่ได้ ได้ ได้ กรณีหาไมไ่ ด)้ 8. ปัจจัยการผลิตที่เป็นปุ๋ย -ไม่อนุญาตให้ -ไมอ่ นุญาตใหใ้ ช้ -ตอ้ งหมักแตใ่ ช้ -ต้องหมกั ไม่ -ปุย๋ คอกต้องไม่ อินทรยี ์ ใช้ของเสยี จาก มูลสตั ว์จาก สดได้ตาม อนุญาตให้ใช้มลู ปนเปอ้ื น มนษุ ย์ โรงงานหนาแนน่ เงอื่ นไข สตั ว์จากโรงงาน สารเคมี -ไมอ่ นญุ าตให้ แต่ไม่บังคบั วา่ หนาแน่น -ต้องหมกั ใชป้ ุ๋ยคอกหรือ ต้องหมักก่อน -ห้ามใชข้ ยะจาก มลู สัตว์จาก -หา้ มใช้ขยะจาก บ้านเรอื น ฟารม์ ท่ีมกี าร บ้านเรือน เล้ยี งแบบ อตุ สาหกรรม 9. ปัจจัยการผลิตท่ีเป็นยา -Copper salt -กาหนดปริมาณ -ไม่อนุญาตใหใ้ ช้ -ไม่อนุญาตใหใ้ ช้ -กาหนดปรมิ าณ ป้องกนั กาจัดศตั รูพชื ไมจ่ ากัดจานวน Copper salt สาร Nicotine Copper salt -ไมใ่ ชส้ าร -ไมใ่ ชส้ ารเตรยี ม Metadehyde sulfate 60

เตรียมจาก จากยาสบู แต่ใช้ -ไม่อนญุ าตให้ใช้ ยาสบู แตใ่ ชน้ ้า นา้ ชาใบยาสบู นา้ ชาใบยาสูบ ชาใบยาสบู (Tobacco tea) (Tobacco ได้ tea) ได้ ที่มา : (พันธจ์ ิตต์ สเี หนี่ยง, 2559). หมายเหตุ : NOP (U.S. standard), EU (European Union standard), JAS (Japan standard) สรุปได้ว่า มาตรฐานเกษตรอินทรีย์มีหลายมาตรฐานซ่ึงมีกฎและระเบียบท่ีแตกต่างกัน อย่างไรก็ ตามต่างก็สอดคล้องกับหลักการและแนวทางสากล ดังน้ันในการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีหลาย มาตรฐานน้ัน ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการต้องทราบตลาดสาหรับการขายผลผลิตหรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการขายผลผลิตใหก้ ับใคร และทาการศึกษากฎระเบยี บของมาตรฐานนั้น ๆ ให้เขา้ ใจ สิ่งใดท่ีห้ามใช้ ส่ิงใดท่ี อนุญาตให้ใช้ ขั้นตอน ระยะเวลา และกระบวนการของการเตรียมการ และการรับรอง ซ่ึงจะทาให้ได้รับการ ตรวจรบั รองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (พนั ธจ์ ติ ต,์ 2559). 61

เอกสำรอำ้ งอิง กองพฒั นาระบบและรบั รองมาตรฐานสินค้าพืช. (2560). เอกสำรประกอบกำรฝกึ อบรมหลกั สตู ร “Unit school : เกษตรอนิ ทรยี ์” วนั ท่ี 6 ธนั วาคม 2560 ณ กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพ. พันธ์จิตต์ สเี หน่ยี ง. (2559). เกษตรอนิ ทรยี ์. พมิ พ์ครั้งท่ี 1. กรงุ เทพ : โอเดียนสโตร.์ 102 หนา้ . สานกั ขา่ วพาณชิ ย์. (2550). เกษตรอินทรีย์ ทำงเลือกท่ดี กี ว่ำ. กรมสง่ เสรมิ การสง่ ออก กระทรวงพาณชิ ย.์ บทท่ี 6 กระบวนกำรตรวจและรบั รองแหลง่ ผลติ พืชอินทรีย์ มำตรฐำนสนิ คำ้ เกษตร 62

9000 เลม่ 1-2552 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6.1 คณุ สมบตั ขิ องผู้ยนื่ คำขอ(กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสนิ ค้าพืช, 2560). คณุ สมบตั ิของเกษตรกร/นิติบคุ คล 1) เปน็ ผมู้ กี รรมสิทธห์ิ รอื มีสิทธิใชป้ ระโยชน์ในพ้นื ที่การผลติ หรือไดร้ บั สทิ ธิการใช้ประโยชน์ ท่ดี ินจากหน่วยงานราชการ 2) เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือเป็นนิติ บคุ คลตามกฎหมายไทย 3) เป็นผู้สมัครใจขอรับการรับรอง และยินยอมท่ีจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการ รับรองการผลิตพืชอนิ ทรยี ์ ทีก่ รมวิชาการเกษตรกาหนด 4) ไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนการรับรอง จากกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยรับรองใดๆ ท่ีมี มาตรฐานเทยี บเทา่ ของกรมวชิ าการเกษตร เว้นแต่พ้นระยะเวลา 1 ปี นบั จากวนั ทีถ่ ูกเพิกถอนการรบั รอง 5) ก่อนการตรวจประเมินเพื่อการรับรอง ผู้ย่ืนคาขอต้องมีการนาระบบการผลิตพืช ผลิตผล และ/หรือผลิตภัณฑ์พืชอินทรีย์ไปปฏิบัติแล้ว รวมท้ังมีการดาเนินกิจกรรมในทุกข้อกาหนดที่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ คณุ สมบัตขิ องผู้ประกอบการ 1) ต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าของกิจการ หรือผู้ถือครองสิทธิให้ ดาเนนิ การผลิตพชื 2) เป็นผู้ทม่ี ชี ื่ออยใู่ นทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 3) เป็นผู้สมัครใจขอรับการรับรอง และยินยอมท่ีจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการ รับรองการผลิตพชื อินทรีย์ ทกี่ รมวิชาการเกษตรกาหนด 4) ไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนการรับรอง จากกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยรับรองใดๆ ท่ี มี มาตรฐานเทียบเทา่ ของกรมวิชาการเกษตร เวน้ แตพ่ ้นระยะเวลา 1 ปี นับจากวนั ที่ถูกเพกิ ถอนการรบั รอง 5) ก่อนการตรวจประเมินเพื่อการรับรอง ผู้ย่ืนคาขอต้องมีการนาระบบการผลิตพืช ผลิตผล และ/หรือผลิตภัณฑ์พืชอินทรีย์ไปปฏิบัติแล้ว รวมทั้งมีการดาเนินกิจกรรมในทุกข้อกาหนดที่เก่ียวข้องกับ มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ 6) ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตในการประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ได้รับ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ใบสาคัญการขึ้นทะเบียน ใบอนุญาตผลิต ใบอนุญาตจาหน่าย ใบอนุญาต นาเข้า เปน็ ต้น (กรณโี รงงานแปรรปู หรอื กรณนี าเข้า) คณุ สมบตั ิของกลมุ่ เกษตรกร 1) สมาชกิ ของกลุ่มเกษตรกร เปน็ ผู้มีกรรมสิทธ์หิ รอื มสี ิทธใิ ชป้ ระโยชน์ในพื้นท่ีการผลิต หรือ ได้รบั สิทธิการใช้ประโยชน์ท่ดี นิ จากหนว่ ยงานราชการ 2) เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ได้ข้ึนทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวข้อง หรือหากไม่ได้ขึ้น ทะเบยี นกบั หนว่ ยงานภาครฐั ต้องมสี มาชกิ ทีข่ อยนื่ รบั รองตั้งแต่ 5 รายข้ึนไป 3) กลมุ่ ตอ้ งมีระบบการผลิตและระบบควบคุมภายในกลุ่ม (Internal Control System) ท่ีมี ประสทิ ธภิ าพเพือ่ รับรองวา่ กิจกรรมการผลิตของเกษตรกร สมาชิกและกิจกรรมอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข้องในกลุ่มเป็นไป ตามมาตรฐานทก่ี าหนดและเช่อื ถือได้ 63

4) กลมุ่ อาจดาเนินการโดยสมาชิกที่รวมกลุ่มกันเพ่ือทาการเพาะปลูก หรือดาเนินการโดยนิติ บุคคล หรือองค์กรอิสระ ซึ่งรับผิดชอบกลุ่มเกษตรกร/เกษตรกร โดยเป็นผู้รับซื้อ จัดจาหน่าย หรือส่งออก ผลิตผลทางการเกษตร ของกลุ่มเกษตรกร/เกษตรกรท่ีทาการผลติ ให้ 5) เป็นกลุม่ ที่สมัครใจขอรบั การรบั รอง และยินยอมท่ีจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไขใน การรับรองการผลติ พืชอนิ ทรีย์ ทกี่ รมวชิ าการเกษตรกาหนด 6) ไม่เป็นกลุ่มที่ถูกเพิกถอนการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยรับรองใดๆ ที่มี มาตรฐานเทียบเทา่ ของกรมวิชาการเกษตร เว้นแตพ่ น้ ระยะเวลา 1 ปี นับจากวนั ที่ถกู เพิกถอนการรบั รอง 6.2 ข้ันตอนกำรรับรองแหล่งผลติ พืชอนิ ทรยี ์ มกษ.9000 เล่ม 1-2552 ผยู้ นื่ คาขอต้องมีการนาระบบการผลิตพืชอินทรีย์ไปปฏิบัติก่อนการตรวจประเมินเพ่ือการรับรอง รวมท้งั มกี ารดาเนนิ กจิ กรรมในทุกข้อกาหนดตามมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มกษ.) หรอื มาตรฐานอ่ืนๆ ทเ่ี ทยี บเท่า โดยสามารถยื่นคาขอต่อเจ้าหน้าที่กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้า พืช หรือเจ้าหน้าที่สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี 1-8 หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัด พร้อมหลักฐานและเอกสารต่างๆ ท่ีเป็นปัจจุบัน ตามรายการในแบบคาขอรับการรับรองการผลิตพืช อินทรีย์ ภาพที่ 14 เจ้าหนา้ ท่ี ผู้ตรวจรับรองแปลง (Inspector) ทาหนา้ ทีต่ รวจ ประเมนิ เพ่ือการรับรอง พิจารณาคา ขอ ของผู้ยื่นคาขอ หากมรี ายละเอียดที่จาเป็นต้องปรบั ปรุงแกไ้ ขจะแจ้งใหผ้ ยู้ ่นื คาขอทราบ จากนน้ั จึงตรวจ ประเมินตามขน้ั ตอนดังนี้ ตำรำงที่ 10 แผนภมู ิกระบวนกำรตรวจรับรองกำรผลิตพืชอนิ ทรยี ์ เกษตรกร/นิติบุคคล/กลมุ่ รบั คาขอและตรวจสอบ เกษตรกร คาขอ ย่ืนคาขอ คดั เลอื กคณะผตู้ รวจประเมิน 64 และ วางแผนการตรวจประเมิน เตรียมการตรวจประเมนิ แกไ้ ขขอ้ บกพร่องและการตรวจ มขี ้อบกพร่อง ดาเนนิ การตรวจประเมิน ติดตามแก้ไขข้อบกพร่อง ไมเ่ กนิ 2

ทม่ี ำ : (กองพฒั นาระบบและรับรองมาตรฐานสนิ ค้าพชื , 2560). 6.2.1 ข้ันตอนกำรตรวจรับรองกำรผลติ พืชอินทรีย์ รายละเอยี ดขนั้ ตอนการปฏิบัตงิ าน การตรวจประเมนิ การตรวจต่ออายุ และการตรวจตดิ ตามผล ของการรบั รองแหลง่ ผลติ พชื อินทรยี ์ ขนั้ ตอนท่ี 1 ยน่ื คำขอ เกษตรกร นิติบุคคล หรือกลุ่มเกษตรกรท่ีมีความพร้อมในการรับการตรวจประเมินการปฏิบัติทาง การเกษตรท่ีดีสาหรับพืช ของกรมวิชาการเกษตร หรือปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ กรมวิชาการ เกษตร ย่ืนคาขอต่อเจ้าหน้าท่ีสานักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช (สมพ.) เจ้าหน้าที่สานักวิจัย และพัฒนาการเกษตร (สวพ.) หรือ เจา้ หน้าทห่ี น่วยงานเครือขา่ ยของ สวพ. เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง 1.แบบคาขอใบรับรองแหล่งผลติ พชื อินทรีย์ (สาหรบั แปลงเดียว รายเดียว) (F-51.1) (ภาคผนวก หนา้ 140) 2.แบบคาขอใบรบั รองการคัดบรรจุผลติ ผลพืชอนิ ทรยี ์ (F-51.2) (ภาคผนวก หนา้ 145) 3.แบบคาขอใบรับรองการแปรรูปผลิตภัณฑ์พชื อินทรยี ์ (F-51.3) (ภาคผนวก หนา้ 150) 4.แบบคาขอใบรบั รองการรวบรวมผลิตผล/ผลิตภณั ฑ์พชื อนิ ทรยี ์ (F-51.4) (ภาคผนวก หน้า 155) 5.แบบคาขอใบรบั รองการจาหน่ายผลติ ผล/ผลิตภณั ฑพ์ ืชอินทรีย์ (F-51.5) 65

(ภาคผนวก หน้า 160) 6.แบบคาขอใบรบั รองผลิตผล และผลิตภัณฑ์อินทรยี ์ สาหรบั ผู้นาเข้า (F-52) (ภาคผนวก หน้า 167) 7.แบบคาขอใบรับรองแหล่งผลิตพชื อินทรยี ์ การคัดบรรจุ และการแปรรูป (สาหรับ กลุ่ม/ โครงการ /องค์กร) (F-53) (ภาคผนวกท่ี 7 หนา้ 168) ข้นั ตอนที่ 2 รับคำขอและตรวจสอบคำขอ เจ้าหน้าท่ีของ สานัก /ศูนย์/กลุ่ม/ส่วน (ผู้ที่ได้รับมอบหมาย) ตรวจสอบความถูกต้องของคาขอ ขอบข่าย และความครบถ้วนของเอกสารประกอบคาขอ รวมท้ังตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ย่ืนคาขอ กรณี หน่วยงานเครอื ขา่ ยของ สวพ. รับคาขอ ให้หน่วยงานเครือข่ายจัดส่งสรุปผลการรับคาขอประจาเดือนโดยแจ้ง รายชื่อเกษตรกร นิติบุคคล หรือกลุ่มเกษตรกร ขอบข่าย และจานวนคาขอ ให้ สวพ. ทราบ กรณีท่ี สานักวจิ ัยและพฒั นาการเกษตรรบั คาขอ เมื่อได้พิจารณาที่ตั้งของฟาร์มแล้วพบว่าอยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยงานใด ใหด้ าเนินการส่งคาขอ และเอกสารประกอบคาขอท้ังหมดให้หน่วยงานน้ัน เพ่ือดาเนินการต่อไป กรณที ่ี สวพ. หรอื หนว่ ยงานเครือข่ายของ สวพ. รับคาขอรับรองผลติ ผล และผลิตภณั ฑอ์ ินทรยี ์ สาหรับผู้นาเข้า หากไม่สามารถดาเนินการตรวจประเมินได้ ให้ส่งคาขอให้สานักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช เพื่อวางแผนการตรวจประเมินต่อไป ขัน้ ตอนที่ 3 คัดเลือกคณะผู้ตรวจประเมนิ และวำงแผนกำรตรวจประเมนิ ผู้อานวยการสานักวิจัยและพัฒนาการเกษตร/ ผู้อานวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร/ ผู้อานวยการสานักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช คัดเลือกคณะผู้ตรวจประเมิน และมอบหมาย ให้คณะผู้ตรวจประเมินดาเนินการวางแผนการตรวจประเมิน ท้ังน้ีการคัดเลือกคณะผู้ตรวจประเมินให้ พิจารณาจากความรู้ความสามารถท่ีตรงกับขอบข่ายท่ีขอรับการรับรอง กรณีท่ีไม่มีผู้ตรวจประเมินตรงตาม ขอบข่ายท่ขี อรับการรบั รองให้ตดิ ต่อ สมพ. หรือ สวพ. อื่น หรือใช้ผู้เช่ียวชาญร่วมคณะผู้ตรวจประเมิน หรือใช้ ผู้ตรวจประเมินภายนอกท่ีมคี วามรใู้ น ขอบข่ายทข่ี อรบั การรับรอง ท้ังน้ีผู้ตรวจประเมินที่ได้รับการคัดเลือกต้อง มีคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และเง่ือนไขว่าด้วยคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้ตรวจประเมินและ ผเู้ ช่ยี วชาญ ขั้นตอนท่ี 4 เตรียมกำรตรวจประเมนิ คณะผู้ตรวจประเมินรับทราบแผนการตรวจประเมิน และ เตรียมการก่อนตรวจประเมิน โดย ทาการศึกษาคาขอ รายช่ือเกษตรกรที่ขอรับการตรวจประเมินจากฐานข้อมูล และการทบทวนมาตรฐานท่ีจะ ใช้ในการตรวจประเมินเพ่ือการรับรอง และจัดทากาหนดการตรวจประเมินให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการ ตรวจประเมนิ (Man-day) และครอบคลมุ ทกุ กิจกรรมตามขอบขา่ ยทข่ี อรบั การรับรอง โดยใช้แบบกาหนดการ ตรวจรับรองการผลิตพืชอินทรีย์ จากนั้นจัดเตรียมบันทึกต่างๆ ท่ีใช้ในการตรวจประเมิน ได้แก่ รายงาน การตรวจฟาร์ม หรือรายงานการตรวจผู้ประกอบการคัดบรรจุ และแปรรูป บันทึกการเก็บตัวอย่าง นอกจากนี้ คณะผ้ตู รวจประเมนิ นัดหมายเกษตรกรเพ่ือเข้าไปตรวจแปลง ขน้ั ตอนท่ี 5 ดำเนนิ กำรตรวจประเมิน คณะผู้ตรวจประเมินดาเนินการตรวจประเมินเพ่ือการรับรอง ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ในการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ และให้เป็นไปตามกาหนดการตรวจประเมินท่ีได้กาหนดไว้ ซ่ึงการ ตรวจประเมินประกอบด้วย การสัมภาษณ์ การตรวจเอกสาร/บันทึก การตรวจพินิจ/การสังเกตกิจกรรม และ สภาวะของพนื้ ทท่ี ่ตี รวจ และอาจมีการสุ่มตวั อยา่ ง ดิน นา้ หรือพืช ในกรณีสงสัย โดยบันทึกข้อมูลการ 66

เก็บตัวอยา่ ง ในแบบบันทกึ การเก็บตวั อย่างดิน นา้ และพืชสง่ วเิ คราะห์ เพ่อื สง่ วิเคราะห์ต่อไป จากนั้นให้บันทึก ส่ิงท่ีพบจากการตรวจประเมินในแบบบันทึกการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืช เมื่อการตรวจประเมินแล้วเสร็จ คณะผู้ตรวจประเมินจะพิจารณาผลการตรวจประเมิน จัดทาแบบบันทึกข้อบกพร่องฟาร์ม และแจ้งให้ เกษตรกรรับทราบผลการตรวจประเมินพร้อมลงช่ือในแบบบันทึกข้อบกพร่องฟาร์ม และแบบบันทึกการเก็บ ตัวอย่างดนิ น้า และพชื สง่ วเิ คราะห์ (ถ้ามี) กรณีที่คณะผู้ตรวจประเมิน ตรวจประเมินครบทุกหัวข้อ ให้ผู้ตรวจประเมินจัดทาแบบสรุปการตรวจ ประเมนิ ฟาร์ม กรณีท่ีไมส่ ามารถตรวจไดค้ รบทกุ หวั ข้อในการตรวจครั้งแรก ให้ดาเนินการนัดหมายการตรวจประเมิน ในคร้งั ตอ่ ไป กรณีมีข้อบกพร่องให้แจ้งเกษตรกรรับทราบและให้เกษตรกรเสนอแนวทางการแก้ไข และกาหนด ระยะเวลาแลว้ เสร็จ พรอ้ มนดั หมายช่วงเวลาในการตรวจประเมนิ ครง้ั ตอ่ ไป ทงั้ น้ีในระหวา่ งการตรวจประเมินเพ่ือการรบั รอง และการตรวจต่ออายุพืชอินทรียใ์ ห้ยึดแนวทางในการ ดาเนนิ การดังน้ี การตรวจประเมนิ เพอ่ื การรบั รอง 1. การตรวจประเมินเพ่ือการรับรองจะทาการตรวจประเมินแต่ละรายไม่เกิน 2 ครั้ง หากการตรวจ ประเมิน ไม่สามารถเสร็จสิ้นภายใน 2 คร้ัง ให้พิจารณายกเลิกคาขอและให้ยื่นใหม่เม่ือมีความ พร้อมกาหนดการตรวจประเมินอาจได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ ซ่ึงสาเหตุจาก การแก้ไขอาจจะเกิดจากการร้องขอของผู้ขอ การรับรอง หรือคณะผู้ตรวจประเมิน ซ่ึงหัวหน้า คณะผู้ตรวจประเมินจะมีการแจง้ ให้กับผ้ขู อการรบั รองทราบ ณ ตอนประชุมเปดิ การตรวจตอ่ อายุ 1. การตรวจประเมินเพื่อตอ่ อายุการรับรองจะทาการตรวจประเมนิ แต่ละรายไมเ่ กิน 2 คร้ัง หากการ ตรวจประเมนิ ไมส่ ามารถเสรจ็ สน้ิ ไดภ้ ายใน 2 ครัง้ และเป็นปญั หาท่เี กิดจากเกษตรกร กรม วิชาการเกษตรจะพจิ ารณายกเลกิ คาขอ 2. การตรวจประเมินเพ่ือตอ่ อายุการรบั รองทง้ั 2 ครงั้ ต้องดาเนนิ การให้เสรจ็ ส้ินไมเ่ กินกว่า 2 เดือน นับจากวันตรวจต่ออายุคร้ังแรก ถ้าไม่แล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลาที่กาหนดและเป็นปญั หาทีเ่ กดิ จากเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาวันทตี่ ่ออายุการรับรองไม่ต่อจากใบรบั รองฉบับเดิม 3. การตรวจประเมินเพื่อต่ออายุการรับรองท้ัง 2 คร้ังต้องดาเนินการให้เสร็จสิ้นไม่เกินกว่า 2 เดือน นับจากวันตรวจต่ออายุครั้งแรก ถ้าไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาท่ีกาหนดและปัญหาเกิดจาก คณะผู้ตรวจประเมินให้ดาเนินการตรวจประเมินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และพิจารณาวันที่ต่ออายุ การรับรองต่อจากใบรบั รองฉบบั เดมิ ข้นั ตอนที่ 6 กำรจดั ทำรำยงำนกำรตรวจประเมิน หัวหน้าคณะผตู้ รวจประเมิน จัดทาบันทึกขอ้ ความ เร่ือง การทวนสอบความถูกต้องเอกสารและบันทึก การตรวจประเมิน และรวบรวมสรุปผลการตรวจประเมิน บันทึกข้อบกพร่อง และบันทึกการเก็บตัวอย่างดิน น้า และพืชส่งวิเคราะห์ (ถ้ามี) เสนอผู้ทบทวนทางด้านเทคนิค เพื่อทวนสอบความถูกต้องเอกสารและบันทึก การตรวจประเมิน และลงนามในบันทึกข้อความ และ หัวหน้าคณะผู้ตรวจประเมินรวบรวมเอกสารการตรวจ ประเมินทั้งหมด ส่งให้งานสารบรรณของหน่วยงาน กรณีเกษตรกรมีข้อบกพร่องและไม่สามารถแก้ไขได้ตาม 67

กาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 2 ครั้ง เกษตรกรจะถูกยกเลิกคาขอ(กรณีเป็นการตรวจประเมินเพื่อให้การ รบั รอง) หรอื เพิกถอน (กรณีเป็นการตรวจตดิ ตาม) หรอื ไม่ตอ่ อายุใบรบั รอง (กรณเี ปน็ การตรวจตอ่ อายุ) ขน้ั ตอนที่ 7 นดั หมำยและดำเนนิ กำรประชมุ คณะกรรมกำรรบั รองเพอื่ พจิ ำรณำ 7.1 เลขาคณะกรรมการรับรอง/ผู้อานวยการส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีรวบรวมและตรวจสอบความ ครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูลทั้งหมด จากน้ันจัดเตรียมการประชุม โดยส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบ วาระการประชมุ และเอกสารประกอบการประชมุ ใหค้ ณะกรรมการรับรองมาตรฐานการผลิตพชื 7.2 คณะกรรมการรับรองมาตรฐานการผลติ พืช ดาเนนิ การประชุมตามระเบียบวาระการประชุม และ พจิ ารณาให้การรับรอง 7.3 เลขานุการคณะกรรมการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช บันทึกผลการประชุม และจัดทารายงาน การประชมุ แจ้งมติผลการพิจารณาของคณะกรรมการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ให้เกษตรกร/คณะผู้ตรวจ ประเมิน/ผทู้ ่ีเก่ยี วข้องทราบ และดาเนนิ การตามมตติ อ่ ไป ข้นั ตอนที่ 8 จัดทำใบรับรองและทะเบียนรำยช่ือผ้ไู ดร้ ับกำรรบั รอง เม่ือที่ประชุมคณะกรรมการรับรองมีมติพิจารณาให้การรับรอง เลขานุการคณะกรรมการรับรองจัดส่ง รายงานการประชุมคณะกรรมการรับรองให้เจ้าหน้าท่ีส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อจัดทาใบรับรอง และจัดทา ทะเบียนรายชอื่ ผู้ได้รบั การรบั รอง จากน้ันนาเสนอผอู้ านวยการสานกั วจิ ยั และพัฒนาการเกษตรลงนาม ขน้ั ตอนท่ี 9 มอบใบรับรองให้ผูไ้ ด้รับกำรรบั รอง เมื่อจดั ทาใบรับรองและผู้อานวยการสานักวิจยั และพัฒนาการเกษตรลงนามแล้วจึงจัดส่งใบรับรองให้แก่ ผไู้ ดร้ บั การรบั รอง 6.3 กำรดำเนนิ งำนตรวจรบั รองของสำนักวจิ ัยและพฒั นำกำรเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร ได้กาหนดให้มีการตรวจรับรองการผลิตพืชอินทรีย์ การคัดบรรจุ การแปรรูปพืช อินทรีย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี 7 มอบหมายให้กลุ่มวิชาการดาเนินการ ครั้งแรก จนถึงปี พ.ศ.2552 ได้มอบหมายให้ส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกลุ่มถ่ายทอด เทคโนโลยี) ดาเนินการต้ังแต่การรับสมัคร การตรวจประเมินแหล่งผลิตและการให้การรับรอง ตามมาตรฐาน การผลติ พืชอนิ ทรยี ์ของกรมวิชาการเกษตร ตง้ั แต่ปี 2552 เป็นต้นมา ภ า พ ที่ 1 5 เจ้าหน้าท่ีจากกรมวิชาการ เกษตรตรวจรบั รองแหลง่ ผลติ พชื อนิ ทรยี ใ์ หแ้ กเ่ กษตรกร 68

โดยสานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการทาเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร ดังน้ี โดยหน่วยงานใน สังกัดกรมพัฒนาที่ดินในพ้ืนที่ที่รับผิดชอบ ทาหน้าท่ีเป็นท่ีปรึกษาเกษตรกร (Advisor) สานักวิจัยและ พัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร ทาหน้าที่เป็นผู้ตรวจประเมินฟาร์ม (Auditor) ให้การรับรอง/ ออกใบรับรองพืชอินทรีย์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ยกเว้น ข้าว เพราะหน่วยงานสังกัดกรมการ ข้าวในพืน้ ท่ีน้ันๆ ทาหนา้ ทเ่ี ป็นผ้ตู รวจประเมิน (Auditor) ใหก้ ารรับรอง/ออกใบรบั รองพืชอินทรยี ์ข้าวเอง ภ า พ ท่ี 1 6 ตั ว อ ย่ า ง ใ บ รั บ ร อ ง แ ห ล่ ง ผ ลิ ต พื ช อนิ ทรยี ์ตาม มกษ.9000 เล่ม 1-2552 ซง่ึ สานกั วิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 7 ไดเ้ ขา้ ไปดาเนินการคร้ังแรกในพ้ืนท่ีจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี อาเภอพุนพิน อาเภอเกาะสมุย อาเภอคีรีรัฐนิคม อาเภอบ้านนาสาร และอาเภอไชยา ในพื้นที่จังหวัด ประจวบคีรขี นั ธ์ มีอาเภอทุ่งตะโก อาเภอทบั สะแก อาเภอเมอื ง อาเภอกุยบรุ ี และอาเภอหัวหิน ในพื้นท่ีจังหวัด ระนอง มีอาเภอสขุ สาราญ และจังหวัดนครศรีฯ มีอาเภอเมือง อาเภอลานสกา และอาเภอพรหมคีรี หลังจาก ปี 2552 สานักวิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 7 ก็ได้ถ่ายโอนภารกิจในการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ให้กับส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีซ่ึงรับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและศูนย์วิจัยและพัฒนากา รเกษตร จังหวัดที่มีพ้ืนที่รับผิดชอบ โดย ณ ตอนนั้นมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด นครศรีฯ ชุมพร และ ระนองในการเขา้ ไปดาเนนิ การให้การรับรองแหลง่ ผลิตพืชอินทรียต์ ลอดมาจนถึงปจั จบุ ัน 6.4 กำรใชเ้ คร่ืองหมำยรับรองผลิตภัณฑ์อนิ ทรีย์ (กองพฒั นาระบบและรบั รองมาตรฐานสนิ ค้าพืช, 2560). 1) ผไู้ ด้รับการรบั รองการผลิตพืชอินทรีย์ สามารถใช้เครื่องหมายหรือการกล่าวอ้างถึงการรับรอง บนผลติ ผล ผลิตภณั ฑ์ เอกสาร ประกาศนียบตั ร นามบัตร สื่อและวัสดุเพื่อการจาหน่ายหรือเผยแพร่ เช่น แคต ตาลอก แผ่นพับ แผ่นป้าย ป้ายโฆษณา ป้ายสถานท่ีผลิต และบรรจุภัณฑ์ได้เฉพาะขอบข่ายและประเภทที่ ได้รับการรับรองเท่านั้น หากในการแสดงเครื่องหมายรับรองมีผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อ่ืนท่ีอยู่นอกขอบข่ายการ รับรองรวมอยู่ด้วย ผู้ได้รับการรับรองจะต้องระบุข้อความให้ชัดเจนว่าผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้รับ การรับรองวา่ เปน็ ผลติ ผลหรือผลิตภณั ฑ์พชื อนิ ทรีย์ 2) การแสดงเครอื่ งหมายรบั รอง Organic Thailand 69

กรมวชิ ำกำรเกษตร TAS………….. เครื่องหมายรับรองมีลักษณะ และสัดส่วนดังรูป ท้ังน้ีขนาดของเครื่องหมายให้เป็นไปตามความ เหมาะสม โดยต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 15 มิลลิเมตร และห้ามใช้เครื่องหมายรับรองโดยไม่มีวงกลม หรือปรับวงกลมให้เป็นสัดส่วนอื่น รวมทั้งห้ามปรับเปล่ียนตาแหน่ง ตัวอักษร หรืออ่ืนใดไปจากเดิม ห้ามนา สัญลักษณ์ไปใช้แบบพิมพ์กลบั ดา้ นในทุกกรณี และต้องระบรุ หัสการรับรองใหต้ รงกับประเภทการรบั รอง ดังน้ี - TAS : ………………….…. หมายถึง การรบั รองแหล่งผลติ - TAS – PA : ……………. หมายถึง การรับรองการคดั บรรจุ - TAS – PR : ……………. หมายถึง การรับรองการแปรรปู - TAS – C : …………..…. หมายถงึ การรับรองการรวบรวม - TAS – D : …………..…. หมายถึง การรบั รองการจัดจาหนา่ ย - TAS – I : …………….…. หมายถึง การรบั รองการนาเขา้ การใช้สีของเครื่องหมายรับรอง ให้เป็นไปตามมาตรฐานรหัสสีในคอมพิวเตอร์ ที่กาหนดไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี - สีเขยี วออ่ น กาหนดให้ใชส้ ี D7F96F - สีเขียวเขม้ กาหนดใหใ้ ชส้ ี 477F00 - สแี ดง กาหนดให้ใช้สี DF1000 - สีนา้ เงนิ กาหนดใหใ้ ช้สี 00067F - สดี า กาหนดใหใ้ ชส้ ี 000000 - สขี าว กาหนดใหใ้ ช้สี FFFFFF ในกรณีท่ีไม่สามารถพิมพ์งานแบบ 4 สีได้ อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองแบบพิมพ์ 1 สี โดย สามารถเลือกสีได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้เคร่อื งหมายรบั รองมคี วามโดดเด่นและชัดเจนท่ีสุด ตัวอักษรทป่ี รากฏในเครื่องหมายรับรอง กาหนดให้ใช้รูปแบบดังนี้ - ภาษาไทย DS Sathorn - ภาษาอังกฤษ Lucida Handwritting, italic ชื่อหนว่ ยรบั รองและรหัสรับรองใชต้ วั อกั ษรรูปแบบ TH SarabunPSK ความสงู ไม่นอ้ ยกว่า 2 มลิ ลิเมตร 70

3) การแสดงฉลากและการกล่าวอา้ งว่าเปน็ อินทรีย์ 3.1) ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 100% ส่วนประกอบท้ังหมดต้องมาจากการผลิตแบบอินทรีย์ ให้ แสดงเครอ่ื งหมายได้ 3.2) ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ท่ีมีส่วนประกอบท่ีมาจากการผลิตแบบอินทรีย์ต้ังแต่ 95% ให้แสดง เครือ่ งหมายได้ 3.3) ผลิตภัณฑม์ ีส่วนประกอบจากผลติ ผลอนิ ทรีย์ ส่วนประกอบจากการผลิตแบบอินทรีย์ 70 – 94 % ไม่อนุญาตใหแ้ สดงเครอื่ งหมาย 3.4) สนิ ค้าในช่วงปรับเปล่ียนเปน็ อินทรยี ์ ห้ามแสดงเคร่ืองหมายรับรอง ภาพท่ี 17 ตัวอย่างการแสดงฉลากและกลา่ วอา้ งผลติ ผลและผลิตภัณฑ์อนิ ทรีย์ เอกสำรอ้ำงอิง กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินคา้ พืช. (2560). เอกสำรประกอบกำรฝกึ อบรมหลกั สูตร “Unit school : เกษตรอนิ ทรยี ์” วันท่ี 6 ธันวาคม 2560 ณ กรมวชิ าการเกษตร กรงุ เทพ. 71

บทท่ี 7 กำรขนึ้ ทะเบียนปัจจัยกำรผลติ พืชอนิ ทรีย์ กรมวชิ ำกำรเกษตร ในระบบการผลิตพืชอนิ ทรีย์ เกษตรกรสามารถใช้ปัจจยั การผลติ เช่น ปยุ๋ สารปรบั ปรุงบารงุ ดิน สาร ควบคมุ โรคและศตั รูพืช ทง้ั น้ีต้องเป็นไปตามกฎข้อบงั คับของประเทศและประเทศคู่คา้ และจะต้องใช้อย่าง ระมัดระวงั ตามหลักการทางวิชาการเพ่ือป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดผลกระทบต่อนเิ วศวิทยาของดินหรือฟารม์ ได้ โดย ปัจจยั การผลิตอินทรีย์ภายใต้มาตรฐาน มกษ. 9000 เล่ม 1 – 2552 ที่กรมวชิ าการเกษตรตรวจรบั รองต้อง ได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานท่มี ีอานาจหนา้ ที่เกีย่ วข้อง ได้แก่ คณะทางานทบทวน หลกั เกณฑ์และพจิ ารณาข้ึนทะเบยี นปจั จัยการผลิตพืชอินทรีย์ (กองพฒั นาระบบและรบั รองมาตรฐานสนิ ค้าพืช, 2560). 7.1 หลกั เกณฑ์กำรขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชำกำรเกษตร ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ สารที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ ต้องได้รับการขึ้นทะเบียน ตามกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และท่ีแกไ้ ขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม และประกาศท่ีออกภายใต้ พระราชบัญญัตดิ ังกล่าว 7.2 กำรขน้ึ ทะเบยี นปจั จัยกำรผลิตพืชอินทรีย์ กรมวิชำกำรเกษตร ดาเนินการมาต้ังแต่ปี 2546 โดยคณะทางานทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณาข้ึนทะเบียนปัจจัยการผลิต พืชอินทรีย์ ซึ่งมีหน้าที่ทบทวน เสนอข้อคิดเห็น และแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์การข้ึนทะเบียนปัจจัยการ 72

ผลติ พืชอนิ ทรยี ์ ดาเนินการเพ่ือให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ข้อคิดเห็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนปัจจัย การผลิตพืชอินทรีย์ พิจารณาปัจจัยการผลิตหรือสารท่ีเพิ่มเติมจากบัญชีรายชื่อท่ีอนุญาตให้ใช้ตามมาตรฐานการ ผลติ พชื อินทรีย์ ซ่งึ รวมถงึ ปจั จัยการผลิตที่ผลติ เป็นการค้า มขี ้นั ตอนการดาเนินงาน ดงั นี้ 7.3 ข้ันตอนกำรยนื่ ขอปัจจัยกำรผลิตพืชอินทรยี ์ 1) ผู้ท่ีประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์ สามารถกรอกข้อมูลในแบบคาขอการขึ้น ทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์ และย่ืนที่กลุ่มพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตพืช กองพัฒนาระบบและรับรอง มาตรฐานสนิ คา้ พืช อาคาร กวป. (ตึก 8 ชน้ั ) พร้อมเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนดังนี้ (1) เมล็ดพันธ์ุ/สว่ นขยำยพันธ์ุ - สาเนาใบอนุญาตรวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพ่ือการค้า (พ.พ.3) /สาเนาใบอนุญาตขาย เมล็ดพันธุ์ควบคุม (พ.พ.4) /สาเนาใบอนุญาตนาเข้าซ่ึงเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า (พ.พ.5) /สาเนาใบอนุญาต ส่งออกซ่ึงเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า (พ.พ.6) /สาเนาใบอนุญาตนาผ่านซ่ึงเมล็ดพันธ์ุควบคุมเพื่อการค้า (พ.พ.7) ทีไ่ ด้รับจาก สคว. (ท่ียังมอี าย)ุ - ตน้ ฉบับรายงานผลการทดสอบตัวอยา่ งเมล็ดพันธ์ุ พรอ้ มผลการวิเคราะห์โลหะหนักที่มี อายไุ มเ่ กิน 6 เดอื นโดยหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารท่กี รมวชิ าการเกษตรยอมรับ - ใบรบั รองแหล่งผลติ พืชอินทรีย์ - เอกสารแสดงกรรมวธิ กี ารผลติ เมล็ดพนั ธอุ์ นิ ทรีย์ทกุ ขน้ั ตอนโดยละเอียด - ตวั อย่างฉลากเมลด็ พันธ์ุ เอกสารกากับ และข้อความทแ่ี สดงในฉลาก เชน่ คาแนะนาการใช้ - ภาพถา่ ยหรือตัวอยา่ งภาชนะหบี ห่อบรรจเุ มลด็ พันธุ์ - ตวั อย่างเมล็ดพนั ธ์ุอนิ ทรยี ์ทขี่ อข้นึ ทะเบียน (ถา้ ม)ี - เอกสารอ่ืนๆเช่นหลักฐานการขึ้นทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์จากหน่วยงานอ่ืนหรือ สถาบนั ท่นี ่าเชื่อถือ (2) ปุ๋ยอนิ ทรยี /์ ปุย๋ ชีวภำพ - สาเนาใบสาคญั การขน้ึ ทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ (ท.อ.3) หรือสาเนาใบสาคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ย ชวี ภาพ (ท.ช.๓) จาก สคว. (ที่ยงั มอี าย)ุ - สาเนาใบอนญุ าตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพ่อื การค้า (ผ.ป. 3) หรือสาเนาใบอนุญาตนาเข้าปุ๋ย (น.ป. 1) ทไี่ ด้รับจาก สคว. (ที่ยังมีอายุ) - ต้นฉบับรายงานผลการทดสอบตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์พร้อมผลการวิเคราะห์โลหะหนัก ที่มี อายไุ มเ่ กนิ 6 เดือน โดยห้องปฏิบัตกิ ารท่ีกรมวชิ าการเกษตรยอมรับ - เอกสารแสดงรายการวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทุกขั้นตอนโดยละเอียด ตัวอยา่ งฉลากปุ๋ยอินทรยี ์และข้อความท่ีแสดงในฉลาก - เอกสารกากับป๋ยุ อนิ ทรีย์ เช่น คาแนะนาการใช้ วิธกี ารใช้ อตั ราทใ่ี ช้ ข้อควรระวัง ฯลฯ - ภาพถา่ ยหรอื ตัวอย่างภาชนะหบี ห่อบรรจปุ ุ๋ยอนิ ทรีย์ - ตวั อย่างป๋ยุ อนิ ทรยี ท์ ่ีขอขึน้ ทะเบียน (ถ้าม)ี - เอกสารอน่ื ๆเชน่ หลักฐานการข้ึนทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์จากหน่วยงานอื่นหรือ สถาบันทนี่ ่าเช่อื ถือ (3) สำรทีใ่ ช้สำหรบั ควบคุมศัตรูและโรคพืช 73

- สาเนาใบสาคัญการข้ึนทะเบียนวัตถุอันตราย (วอ./กษ./กวก.2) ที่ได้รับจาก สคว. (ท่ียังมี อาย)ุ - ต้นฉบับรายงานผลการทดสอบตัวอย่างสารท่ีใช้สาหรับควบคุมศัตรูและโรคพืช พร้อมผล วเิ คราะหโ์ ลหะหนักท่ีมีอยู่ไม่เกิน 6 เดือนโดยหอ้ งปฏิบตั ิการที่กรมวชิ าการเกษตรยอมรับ - เอกสารแสดงรายการวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิตสารท่ีใช้สาหรับควบคุมศัตรูและโรคพืช ทุกขน้ั ตอนโดยละเอียด - ตัวอย่างฉลากสารท่ีใช้สาหรับควบคุมศัตรูและโรคพืชและข้อความที่แสดงในฉลาก (ถ้ามี) เอกสารกากับสารที่ใช้สาหรับควบคุมศัตรูและโรคพืช เช่น คาแนะนาการใช้ วิธีการใช้ อัตราที่ใช้ ข้อควรระวัง ฯลฯ (ถา้ มี) - ภาพถา่ ยหรือตวั อย่างภาชนะหบี ห่อบรรจุ - ตัวอย่างสารทใ่ี ชส้ าหรับควบคุมศัตรูและโรคพชื ที่ขอข้ึนทะเบียน (ถ้ามี) - เอกสารอน่ื ๆ เชน่ หลักฐานการข้ึนทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์จากหน่วยงานอ่ืนหรือ สถาบนั ทน่ี า่ เชือ่ ถือ (4) สำรท่ใี ชป้ รับปรุงบำรุงดนิ - เอกสารแสดงรายการวตั ถดุ ิบ และกรรมวิธกี ารผลิต - ตัวอย่างฉลากสารที่ใช้ปรบั ปรุงบารุงดนิ - เอกสารกากับสารท่ีใชป้ รับปรงุ บารงุ ดิน เช่น คาแนะนาการใช้ วธิ ีการใช้ ฯลฯ - ภาพถ่ายสารท่ีใชป้ รบั ปรงุ บารุงดิน - ตวั อย่างสารทใ่ี ชป้ รับปรุงบารุงดิน (ถ้าม)ี - เอกสารอื่นๆเช่นหลกั ฐานการขึน้ ทะเบียนปจั จัยการผลิตพืชอนิ ทรียจ์ ากหน่วยงานอ่ืน หรือ สถาบนั ที่น่าเช่ือถือ 2) กลุ่มพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของ เอกสารประกอบการขอข้ึนทะเบียนปัจจยั การผลิตพืชอินทรยี ์ 3) คณะทางานและทบทวนฯ พิจารณาเอกสารประกอบการข้ึนทะเบียนปัจจยั การผลติ พืชอินทรีย์ 4) กลุ่มพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานการผลิตพืช แจ้งผลการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนให้ผู้ขอขึ้น ทะเบียนปัจจัยการผลิตพืชอินทรีย์ทราบ และแสดงรายช่ือผู้ที่ผ่านการพิจารณาในทะเบียนรายช่ือผู้ได้รับการขึ้น ทะเบยี นปัจจยั การผลติ พชื อินทรีย์ 74

ตำรำงที่ 11 แผนภูมิขน้ั ตอนกำรข้นึ ทะเบยี นปัจจยั กำรผลติ พชื อินทรีย์ ผู้ขอขึน้ ทะเบียน ปจั จัยการผลิตพืชอนิ ทรีย์ ย่ืนแบบคาขอขึน้ ทะเบียน ปัจจัยการผลิตพชื อินทรีย์ ตรวจสอบคเอากขสาอรครบถ้วน เอกสารไมค่ รบถ้วน คณะทางานทพบิจทารวณนหาเลอักกเสกผาณร่าขฑนอ/์แไขลม้ึนะ่ผทพา่ ะิจนเาบรยีณนาปขจัน้ึ จทผัยะ่ากเนบารยี ผนลปติ ัจพจชื ัยอกินาทรผรลยี ติ์ พืชอนิ ทรีย์ แสดงรายช่ือบรษิ ัทและรายการ จัดทาหนังสือแจ้งผลการพิจารณา ปจั จัยการผลติ พชื อนิ ทรยี ์ ให้ผ้ขู อขึน้ ทะเบียนทราบ ทาง website organic.doa.go.th ที่มำ : (กองพัฒนาระบบและรบั รองมาตรฐานสินค้าพชื , 2560). เอกสำรอ้ำงองิ กองพฒั นาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช. (2560). เอกสำรประกอบกำรฝึกอบรมหลักสตู ร “Unit school : เกษตรอินทรีย์” วนั ท่ี 6 ธนั วาคม 2560 ณ กรมวิชาการเกษตร กรงุ เทพ. 75

บทท่ี 8 ระบบกำรผลติ เกษตรอนิ ทรยี ์ 8.1 ระบบกำรผลติ เกษตรอินทรียใ์ นประเทศไทย ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซ่ึง(วิฑูรย์ และเจษณี, 2546) และ (พันธจ์ ิตต์, 2549) ไดอ้ ธิบายไว้ดงั นี้ 1) เกษตรอนิ ทรยี ์แบบพึง่ ตนเอง เปน็ เกษตรอนิ ทรีย์ซ่งึ พัฒนามาจากภมู ปิ ัญญาพน้ื บา้ นปราชญ์ชาวบ้าน หรือครูภูมิปัญญาไทยไม่ได้ รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานรับรอง มุ่งเน้นเพ่ือลดต้นทุนการผลิต โดยการลดปัจจัยนาเข้าท่ีต้องซื้อ 76

จากภายนอก ได้แก่ ปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันและกาจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งสามารถสร้าง ความปลอดภัยให้แก่ผู้ผลติ และผบู้ ริโภคได้ในระดับหนง่ึ 2) เกษตรอนิ ทรีย์แบบรับรองมำตรฐำน เป็นการทาเกษตรอินทรีย์แบบมีการรับรองมาตรฐาน มุ่งเน้นเพ่ือจาหน่ายผ่านทางระบบตลาด ท่ัวไปหรือการตลาดทางเลือก ซง่ึ เมื่อไดร้ บั การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว ผู้บริโภคก็จะพิจารณาเลือก ซื้อจากความเช่ือถือในตรารับรอง และหากตรารับรองมาตรฐานทัดเทียมกับมาตรฐานจากต่างประเทศ จะทา ใหผ้ ลผลติ สามารถสง่ ออกไปจาหน่ายในตา่ งประเทศไดด้ ้วย หรือสาหรับผู้ผลิต-ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออก กม็ ักจะขอรับรองมาตรฐานของประเทศน้นั ๆ ที่ต้องการส่งออก อย่างไรก็ตามในระดับสากลคาว่าเกษตรอินทรีย์จะหมายถึง การทาเกษตรอินทรีย์ที่มีการตรวจ รับรองมาตรฐานเท่าน้ัน แต่สาหรับในประเทศไทยเน่ืองจากการทาเกษตรอินทรีย์เร่ิมต้นมาจากการทาเกษตร ทางเลือก และมีความคล้ายคลึงกับการทาการเกษตรในอดีตของไทยที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร นอกจากน้ันในการส่งเสริมการทาเกษตรอินทรีย์ในระยะเร่ิมต้นมุ่งเน้นเพ่ือลดต้นทุนการผลิตและยังไม่มีการ รับรองมาตรฐาน ดงั นน้ั เกษตรอนิ ทรีย์ในประเทศไทยจึงมี 2 รปู แบบดังที่ได้กล่าวไว้แล้วขา้ งต้น ภาพท่ี 18 ตวั อย่างการทาเกษตรอินทรยี ต์ ามมาตรฐานสนิ คา้ เกษตร 8.2 รปู แบบกำรผลิตเกษตรอนิ ทรยี ใ์ นประเทศไทย การผลิตเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะการผลิตข้าวและผักอินทรีย์มีหลายรูปแบบ จากการศึกษาของ (ศุภชัย และคณะ, 2550) พบว่ามีผู้ผลิต 7 รูปแบบ ได้แก่ องค์กรพัฒนาเอกชน บริษัทส่งออกที่มีฟาร์มเกษตร อินทรีย์ บริษัทส่งออกที่ทาสัญญากับเกษตรกร เจ้าของฟาร์มผู้จาหน่ายภายในประเทศ ผู้รวบรวมผลผลิตจัด จาหน่ายภายในประเทศ ผู้แปรรูปจัดจาหน่ายภายในประเทศ และโครงการส่งเสริมของภาครัฐ ซึ่งแต่ละ รูปแบบมีวิธีการทางานท่ีแตกต่างกัน ต้ังแต่การผลิต การจัดหาผลผลิต การจัดการหลังการเก็บเก่ียว การแปร รูป การจาหน่าย การตรวจสอบรับรอง และสาคญั ทส่ี ุด คอื การส่งเสรมิ สนับสนนุ ใหเ้ กิดการผลิตเกษตรอินทรีย์ และระบบการควบคมุ คุณภาพและมาตรฐาน ขณะที่ (ชนวน และคณะ, 2550) แบ่งผู้ผลติ เกษตรอินทรยี เ์ ปน็ 3 ประเภท คือ 1) ผูผ้ ลติ เดีย่ ว เปน็ ลกั ษณะฟาร์มครอบครวั ขนาดใหญม่ ีเป้าหมายเพื่อการคา้ 2) กลุ่มผู้ผลิต ซ่ึงเป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่จะมีการทาฟาร์มแบบมี พนั ธสญั ญา โดยสามารถแยกยอ่ ยเปน็ 2 แบบ ไดแ้ ก่ - กลุม่ เกษตรกรภายใต้โครงการเกษตรอินทรีย์ 77

- กลุ่มเกษตรกรภายใต้การทาสัญญาเป็นผู้ผลิต (Grower) ให้แก่บริษัทผู้ค้า โดยผลผลิต เกษตรอนิ ทรยี ์เปน็ ผลติ ภัณฑห์ น่ึงจากผลติ ภณั ฑ์ทงั้ หมดของบริษทั 3) ผู้ประกอบกำร หรือฟำรม์ บริษทั ขนำดใหญ่ โดยมีลกั ษณะการผลิตเกษตรอินทรีย์เพ่ือการค้า มีระดับการรบั รองมาตรฐานตามตลาดของสนิ คา้ ภาพท่ี 19 ตวั อยา่ งการตรวจรับรองกลมุ่ ผู้ผลิตมะพร้าวอินทรยี ์ เอกสำรอ้ำงอิง ชนวน รตั นวราหะ วลิ เอลลิส วิฑูรย์ ปญั ญากลุ และบวั รค์ าร์ เรา้ เซลบัค. (2550). เกษตรอนิ ทรีย์ในประเทศ ไทย : ภำพรวม. สานกั งานความรว่ มมอื ทางวิชาการของเยอรมนั ประจาประเทศไทย (GTZ). พันธจ์ ติ ต์ สีเหนีย่ ง. (2559). เกษตรอนิ ทรีย์. พิมพค์ รงั้ ท่ี 1. กรุงเทพ : โอเดยี นสโตร.์ 102 หน้า. วิฑรู ย์ ปญั ญากลุ และ เจษณี สขุ จิรตั ติกาล.(2546). กำรตลำดเกษตรอินทรียไ์ ทย. กรุงเทพฯ, มลู นิธิ สายใย แผน่ ดนิ . ศุภชัย หลอ่ โลหการ และคณะ. (2550). ธุรกิจเกษตรอนิ ทรยี .์ สานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และสถาบนั เทคโนโลยแี หง่ เอเชีย. 78

บทที่ 9 กำรตลำดเกษตรอินทรยี ์ 9.1 ชอ่ งทำงกำรตลำดเกษตรอนิ ทรีย์ ช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกับการตลาดของสินค้า เกษตรทั่วไป อาจจะแตกต่างท่ีกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ซ่ึงทาให้ช่องทางการตลาดของเกษตรอินทรีย์มีลักษณะ เฉพาะตัวที่แตกต่างไปบ้างบางส่วน โดยรวมแล้วอาจแบ่งได้เป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ ตลาดทางเลือกและตลาด กระแสหลกั (ศภุ ชัย และคณะ, 2550) 9.1.1 ตลำดทำงเลือก คือรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมแบบใหม่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคท่ีคานึงถึง สุขภาพและส่ิงแวดล้อม เก้ือหนุนให้เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และรับผิดชอบซึ่งกันและกัน กิจกรรมการ ซ้ือขายในระบบตลาดทางเลือกตั้งอยู่บนคติท่ีว่าทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างต้องพ่ึงพาซึ่งกันและกัน และพัฒนา ไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งสองฝ่าย รูปแบบการทาตลาดทางเลือกในสังคมไทย สามารถสรุปได้ใน 2 รูปแบบ คอื 1) เริ่มต้นจากผู้ผลิตในพื้นที่ท่ีมีพัฒนาการมาจากการทาเกษตรทางเลือก และกลุ่มออมทรัพย์ หรอื กลมุ่ แม่บ้านรวมตวั กนั ทาการตลาดโดยประสานงานกับองค์กรพฒั นา และกลมุ่ ผูบ้ ริโภค ลักษณะการขายมี ทั้งการเปิดร้านค้าปลีก การขายตามตลาดนัดในท้องถิ่น ต้ังแผงขายในสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล การ ขายสง่ พ่อค้า การออกร้านตามงานตา่ งๆ ขายตรงตามบ้าน ส่งขายระหว่างองคก์ รชาวบา้ นด้วยกันเอง 2) เริ่มต้นจากผู้บริโภคท่ีมีสานึกในด้านความคุ้มครองผู้บริโภคและพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีรูปแบบเปดิ ร้านค้าปลีกเฉพาะด้านเป็นรูปแบบหลัก หรือประสานกับกลุ่มผู้ผลิตในการกระจายผลผลิตใน หน่วยงานตา่ งๆ 79

โดยรปู แบบของตลาดทางเลอื กสามารถสรุปได้ ดงั น้ี 1) ตลำดทอ้ งถ่ิน ตลาดท้องถิ่นมีแนวโน้มท่ีจะให้ค่าตอบแทนต่อเกษตรกรสูงกว่าตลาดแบบอื่น เน่ืองจากเกษตรกร สามารถจาหนา่ ยผลผลติ ใหก้ บั ผบู้ ริโภคได้โดยตรง ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าขนสงและค่าแรงเพิ่มข้ึนแต่ จัดว่าไมส่ งู มาก เพราะตลาดเหล่านี้มักไม่ได้อยู่ห่างไกลกับแหล่งผลิตและด้วยปริมาณการขายที่น้อย แรงงานที่ ใชใ้ นการจัดเตรยี มผลผลติ มกั เปน็ แรงงานในครวั เรือน ประโยชน์อีกด้านหน่ึงของตลาดท้องถ่ินคือช่วยทาให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเกิดความรู้สึกร่วมกันใน ชุมชน มีเอกลักษณ์ และมีความผูกพันกัน เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรจากการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ทาให้เกษตรกรมีโอกาสท่ีจะเรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคและความ เปล่ยี นแปลงของตลาด 2) ตลำดในชมุ ชน ตลาดในชุมชนส่วนใหญเ่ ปน็ ตลาดท่เี ปิดขายในช่วงเชา้ ตรู่ และมกั จะเปดิ ขายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1-2 ชั่วโมง สมาชิกในชุมชนนาสินค้าที่ผลิตได้ในครอบครัวมาจาหน่าย สินค้าส่วนใหญ่มักเป็นอาหารสด หรอื อาหารแปรรปู อย่างงา่ ย ตลาดในชมุ ชนเหมาะกับผลผลติ จากเกษตรกรรายย่อย เป็นผลผลิตที่ไม่ค่อยมีการ ผลติ ในชมุ ชนมากนักและควรเป็นผลติ ผลท่ีมีความต่อเนื่องแต่ไม่เหมาะกับผลผลิตท่ีมีปริมาณมาก เพราะตลาด ชมุ ชนมักมีขนาดเล็ก ข้อดีของตลาดในชุมชนคือเกษตรกรผู้ผลิตเสียค่าใช้จ่ายในการขายผลผลิตต่ามาก ทาให้เกษตรกร ได้รับรายได้เต็มจากการขาย ซึ่งได้เงินสดเป็นรายได้ประจา และช่วยแบ่งเบาภาระสาหรับค่าใช้จ่ายประจาวัน ของครอบครัวเกษตรกรได้ แต่ราคาผลิตผลที่จาหน่ายในตลาดชุมชนนี้มักจะมีราคาค่อนข้างต่าเพราะ ความสามารถในการซ้ือสนิ คา้ มีอยนู่ อ้ ย นอกจากนตี้ ลาดในชุมชนมักจะไม่ใช่ตลาดเฉพาะผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เท่านั้น 3) ตลำดนดั ท้องถ่นิ ตลาดนดั ในทอ้ งถ่นิ ส่วนใหญ่เป็นตลาดคล้ายกับตลาดชุมชน แต่อาจมีขนาดใหญ่กว่า และมักจัดใน ที่มีผู้บริโภคอยู่หนาแน่น เช่น โรงพยาบาล สถานท่ีราชการต่างๆ ตลาดนัดนี้จะเปิดขายเฉพาะวันที่กาหนดไว้ ระยะเวลาในการเปดิ ขายอาจเพยี งครึ่งวันหรือเต็มวันขน้ึ อยกู่ ับปริมาณของผู้บริโภคและข้อจากัดของสถานท่ี ในตลาดนดั เช่นนมี้ ักจะตอ้ งการกลมุ่ บคุ คลหรือองค์ใดองค์กรหน่ึงท่ีทาหน้าที่ในการประสานงานกับ เจา้ ของพื้นที่และประชาสัมพันธ์ให้กับผู้บริโภค ซ่ึงกลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่เป็นผู้จัดตลาดนัดน้ีอาจมีนโยบายที่ ชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติของเกษตรกรท่ีจะนาผลผลิตเข้ามาจาหน่ายในตลาดนัด ความชัดเจนในนโยบา ย ลักษณะน้ีจะชว่ ยให้ตลาดนัดเปน็ เครือ่ งมือในการส่งเสรมิ เกษตรอินทรีย์ทส่ี าคญั ไดเ้ ชน่ กัน 4) ตลำดสมำชกิ ตลาดระบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากระบบเกษตรในต่างประเทศ เช่น ระบบชุมชนสนับสนุน การเกษตรในสหรัฐอเมริกา (Community supported agriculture, CSA ) ระบบเตเก้ในญ่ีปุ่นและระบบ กล่องผักในยุโรป ตลาดสมาชิกเน้นที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยมีการวาง แผนการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้บริโภค มีการตกลงราคาล่วงหน้า และอาจมีการสนับสนุนเงินทุน ล่วงหน้าให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ลงทุนในการผลิต โดยผู้ผลิตจะจัดส่งผลผลิตให้กับผู้บริโภคโดยตรง ระบบ 80

สมาชิกจะเน้นผลิตผลท่เี ปน็ ผกั สดเป็นส่วนใหญห่ รืออาจมีผลไม้รว่ มดว้ ยบ้างเล็กน้อย นอกจากนี้เกษตรกรผู้ผลิต หรือผู้จดั ส่งจาเป็นต้องมีรถบรรทุกและแรงงานในการจดั การหลงั การเก็บเกีย่ ว 5) รำ้ นคำ้ ปลกี เฉพำะด้ำน รา้ นคา้ ปลกี เฉพาะดา้ น (Specialized shop) อาจเป็นรา้ นคา้ ท่ีมีนโยบายในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์ เกษตรอินทรีย์โดยตรง หรืออาจเป็นร้านสุขภาพและมีผลิตผลเกษตรอินทรีย์ร่วมจาหน่ายด้วย ความแตกต่าง ของร้านเกษตรอินทรีย์และร้านสุขภาพอยู่ทีความเข้มงวดในการคัดสรรสินค้าเข้ามาจาหน่าย ในร้านเกษตร อนิ ทรีย์สินค้าท่ีมีจะต้องมาจากกระบวนการผลิตท่ีเป็นเกษตรอินทรีย์ท่ีตรวจสอบได้ ในขณะที่ร้านสุขภาพอาจ ยอมรับสินค้าที่ได้จากการผลิตท่ีควบคุมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช หรือการผลิตที่ปลอดจากสารเคมีเข้ามา จาหน่ายได้ สินค้าท่ีมีจาหน่ายในร้านค้าปลีกเฉพาะด้านมักได้จากการรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆกัน ไม่จากัด เฉพาะในละแวกของชุมชนตัวเองบางร้านอาจมีสินค้านาเข้าจากต่างประเทศ กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจในผลผลิต เกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ท่ีมีความสนใจด้านการรักษาสุขภาพ มีการศึกษา ร้านค้าปลีกเฉพาะด้าน เหล่านม้ี ักพบได้ในตวั เมอื งทีเ่ ป็นชุมชนของผบู้ ริโภคเป็นหลัก 6) ตลำดขำยสง่ เฉพำะดำ้ น ลักษณะตลาดขายส่งเฉพาะด้าน คือ การขายผลผลิตให้กับร้านอาหาร โรงแรม หรือโรงครัวของ องค์กร เช่น โรงเรียน และโรงพยาบาล ตลาดประเภทน้ีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคโดยรวมมีความต่ืนตัว เร่ืองเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างสูง เพราะท้ังผู้บริหารและผู้บริโภคที่มาใช้บริการต้องเข้าใจและมีความสนใจเร่ือง เกษตรอินทรยี โ์ ดยเฉพาะอยา่ งย่ิงราคาของผลติ ผลอินทรีย์ที่สูงกวา่ ผลิตผลท่ัวไป 9.1.2 ตลำดกระแสหลัก มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศ และตลาดส่งออก ซึ่งต้องมุ่งเน้นการเสนอสินค้าท่ีมีคุณภาพ สม่าเสมอกว่า และถึงแม้ว่าตลาดกระแสหลักจะมีศักยภาพในการขยายตลาดให้ครอบคลุมผู้บริโภคให้ กวา้ งขวางขึ้น แต่มักจะเสียค่าใช้จ่ายสูง ผู้ผลิตจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสินค้า ต้องดูแลในการขนส่งและ จัดวางสินค้าเอง นอกจากน้ีระบบการชาระเงินใช้เวลานาน ซ่ึงนับเป็นข้อจากัดสาหรับเกษตรกรและผู้ค้าราย ยอ่ ย ส่วนตลาดส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของไทยท่ีสาคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) รองลงมา คือ ญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ โดยมีข้าวพืชท่ีสาคัญที่สุด ตามมาด้วย ผัก ผลไม้ ข้าวโพด สมุนไพร และ เครื่องเทศ (สานักข่าวพาณิชย์, 2550) ซึ่งตลาดส่งออกถือเป็นตลาดท่ีสาคัญและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการ สง่ เสรมิ และพัฒนาเกษตรอินทรยี ์ในระยะเริม่ ต้น ตลาดภายใน และตลาดส่งออก มีลักษณะและขอ้ จากดั ตา่ งกัน โดยตลาดภายในมกั เป็นตลาดบนถึง ระดับกลาง ซ่งึ เป็นซูเปอรม์ าร์เกต็ หรอื ตลาดระบบสมาชิก ตลาดแบบนี้ต้องการผลผลิตหลากหลายชนิด และมี แนวโน้มการทาการตลาดไปสู่การพบผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาสินค้าให้พร้อมปรุงมากข้ึน 81

(Ready to cook) แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตหลายรายพยายามท่ีจะเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น โดยการลง มาสู่การทาตลาดหน้าฟาร์ม จนถึงตลาดในท้องถิ่น การคัดเกรดผลผลิตนาผลผลิตที่เกรดต่าลงมาขายในระดับ ท้องถ่นิ ในราคาทถ่ี ูกกวา่ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะท่ีตลาดส่งออกมักจะเจาะจงการทาการตลาดไปที่ผลผลิตอย่าง ใดอย่างหนึง่ เพราะประเด็นสาคัญเรอ่ื งปริมาณสินคา้ ทีจ่ ะส่งมอบและการควบคมุ คุณภาพ (พันธ์จิตต์ และศุภพร , 2552). เอกสำรอ้ำงองิ พนั ธ์จิตต์ พรประทานสมบตั ิ และศภุ พร ไทยภักด.ี (2552). รำยงำนกำรวจิ ยั เรอื่ ง สถำนกำรณแ์ ละอนำคตผกั อินทรียใ์ นประเทศไทย. นครปฐม : ภาควชิ าสง่ เสรมิ และนเิ ทศศาสตรเ์ กษตร คณะเกษตร 82

มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กาแพงแสน. ศุภชัย หล่อโลหการ และคณะ. (2550). ธรุ กิจเกษตรอนิ ทรีย์. สานกั งานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชยี . สานกั ขา่ วพาณชิ ย์. (2550). เกษตรอนิ ทรยี ์ ทำงเลือกทด่ี ีกว่ำ. กรมสง่ เสริมการสง่ ออก กระทรวงพาณชิ ย.์ บทท่ี 10 แนวทำงกำรผลติ พชื อนิ ทรีย์ให้ได้รับรองตำมมำตรฐำนสินค้ำเกษตร 9000 เลม่ 1-2552 10.1 แนวทำงและวธิ กี ำรตรวจประเมนิ กำรผลิตพืชอนิ ทรยี ์ของเจำ้ หน้ำท่ี แนวทางในการผลติ พชื อินทรียเ์ พ่ือใหไ้ ด้รบั รองตามมาตรฐานสินค้าเกษตร 9000 เล่ม 1-2552 ของ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังน้ี (สธุ าทิพย์, 2556). 83

ขอ้ กำหนดท่ี 1 พืน้ ท่ี 1) พนื้ ที่เส่ียงตอ่ การปนเปอ้ื น เช่น ติดแปลงเคมแี ละไมม่ แี นวกนั ชน พืน้ ที่ลาดเอียง และพื้นท่ีอยู่ต่ากว่า แปลงเคมี แปลงท่ีอยตู่ ิดกับแปลงเคมีและไม่มแี นวกนั ชนถือวา่ ไม่ผา่ นข้อกาหนดที่ 1 แต่หากเกษตรกรต้องการขอ การรับรองให้จัดทาแนวกันชนที่สามารถป้องกันการปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากระยะเวลาในการ จดั ทาแนวกนั ชนมรี ะยะเวลายาวนานกว่าระยะปรับเปล่ียนให้ย่ืนขอการรับรองใหม่ ส่วนกรณีท่ีแนวกันชนเป็น พืชชนิดเดียวกันกับพืชท่ีขอการรับรอง ถ้ามีการปลูกเหล่ือมเวลาและมีการจัดการที่สามารถป้องกันการ ปนเปื้อนหรือการสูญเสียความเปน็ อินทรียไ์ ดอ้ ย่างชัดเจน ให้ผา่ นขอ้ กาหนด๕ 2) พน้ื ที่ประสบอุทกภัย กรณแี ปลงใหม่หรอื แปลงตอ่ อายุทีเ่ กดิ นา้ ทว่ มเน่อื งจากภยั พิบตั ิ ให้ผู้ตรวจประเมนิ ส่มุ เก็บตวั อยา่ งดนิ น้า และพชื ตรวจวเิ คราะหส์ ารเคมแี ละโลหะหนัก ถา้ ตรวจไมพ่ บสารเคมีและโลหะหนัก ให้ผา่ นขอ้ กาหนดที่ 1 แตห่ ากพบสารเคมีให้เขา้ สรู่ ะยะปรบั เปล่ยี นใหม่ ส่วนแปลงทอ่ี ยใู่ นระยะปรับเปลีย่ น ถา้ ตรวจไม่พบสารเคมี และโลหะหนกั ใหค้ งระยะปรับเปล่ยี นเท่าที่เหลอื อยู่ แต่หากพบสารเคมีใหเ้ พ่มิ ระยะปรับเปลีย่ น โดยรวมระยะ ปรับเปลีย่ นทเี่ หลืออยู่กบั ระยะปรบั เปลยี่ นท่ีเพมิ่ ข้ึนเป็น 12 เดอื น และ 18 เดือน สาหรับพืชล้มลกุ และพืชยืน ตน้ ตามลาดบั แตห่ ากตรวจพบโลหะหนกั ในแปลงใหม่หรอื แปลงตอ่ อายุ และแปลงระยะปรับเปล่ียน ถือว่าไม่ ผ่านข้อกาหนดท่ี 1 3) ใชน้ า้ จากระบบชลประทานหรอื แหล่งนา้ ทเ่ี สย่ี งต่อการปนเปือ้ น การใช้น้าจากระบบชลประทานหรือน้าท่ีไม่ผ่านแปลงเคมีให้ผ่านข้อกาหนดท่ี 1 ส่วนการใช้น้าจาก ระบบชลประทานหรือน้าที่ผ่านแปลงเคมี จะต้องมีบ่อพักน้า 1 บ่อ และบ่อน้าใช้ 1 บ่อ รวมท้ังต้องมีผล วเิ คราะห์น้าเพื่อยนื ยนั ว่านา้ ที่ใชไ้ มป่ นเปอ้ื นสารเคมีและโลหะหนัก ข้อกำหนดที่ 2 กำรวำงแผนกำรจดั กำร 1) ทงิ้ ขยะมูลฝอยและส่งิ ปฏิกูลในแปลงพืชอินทรยี ์ ใหผ้ ูข้ อการรบั รองปรับปรุงแก้ไขโดยจัดทาภาชนะรองรับและนาขยะมูลฝอยหรือสงิ่ ปฏกิ ูลไปท้ิงนอก แปลง แตห่ ากเป็นขยะหรือส่ิงปฏกิ ูลท่ปี นเปอ้ื นสารพิษให้เขา้ สรู่ ะยะปรบั เปล่ียนใหม่ และหากตรวจพบโลหะ หนักถือว่าไม่ผา่ นข้อกาหนดที่ 2 ส่วนเศษอาหารในครัวเรอื นสามารถนามาหมักใชใ้ นแปลงอนิ ทรยี ์ได้ 2) ไม่มกี ารจัดการน้าใชจ้ ากการซักลา้ งหรอื น้าใช้ในครวั เรอื น ให้ผ้ขู อการรบั รองปรบั ปรุงแก้ไขให้ถูกสุขลักษณะ โดยการทาร่องระบายนา้ เพือ่ ระบายนา้ ออกนอก แปลงหรอื ทาบ่อน้าท้ิง เพื่อป้องกันมใิ ห้น้าใชจ้ ากการซักล้างหรอื นา้ ทง้ิ จากครัวเรือนสมั ผสั ผลผลิต และต้องไม่ นานา้ จากการซักลา้ งหรือนา้ ทิ้งจากครวั เรือนไปใช้ในแปลงพืชอินทรีย์ 3) การนากระสอบปุ๋ยเคมีมาใชใ้ นแปลง ห้ามนากระสอบปุ๋ยเคมีมาใช้ในแปลงพืชอินทรีย์ ยกเว้นกรณีกระสอบบรรจุอาหารสัตว์สามารถ นามาใชไ้ ด้ ข้อกำหนดท่ี 3 เมล็ดพันธ์ุ และส่วนท่ใี ชข้ ยำยพนั ธ์ุ 1) ใชเ้ มลด็ พนั ธุท์ ี่คลกุ สารเคมีโดยไม่ลา้ งทาความสะอาด หรือล้างแลว้ เทน้าทิ้งในแปลงพืชอินทรยี ์ หากพบการใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีโดยไม่ล้างทาความสะอาดหรือล้างแล้วเทน้าท้ิงในแปลงพืช อนิ ทรีย์ ใหเ้ รม่ิ ระยะปรบั เปลี่ยนใหม่ทงั้ กรณีตรวจแปลงใหม่และแปลงต่ออายุ 84

2) ปลูกพืชหลายชนดิ หรือปลกู แบบผสมผสาน และสงสัยหรอื พบว่ามีพืชบางชนิดดัดแปรพันธุกรรมใน แปลงพืชอนิ ทรีย์ กรณีสงสัยว่าพืชที่ปลูกมีการดดั แปรพันธุกรรมให้ผู้ขอการรับรองส่งตัวอย่างพืชตรวจวิเคราะห์ GMOs หรือขอหนังสือรับรองเพอื่ แสดงวา่ เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ไม่เป็น GMOs จากบริษัทผู้ผลิต/ผู้จัดจาหน่าย แต่หากพบพืชชนิดใดชนิดหน่ึงในแปลงพืชอินทรีย์เป็น GMOs ให้กาจัดพืชชนิดนั้นออกจากแปลง และไม่ให้ การรับรองพืชชนิดนนั้ ในกรณีแปลงใหม่ หรอื ยกเลกิ การรับรองพชื ชนิดน้ันทันทใี นกรณีแปลงต่ออายุ 3) การใช้เมลด็ พันธ์หุ รอื ส่วนขยายพนั ธท์ุ ี่มาจากแปลงเคมี เมล็ดหรือส่วนขยายพันธ์ุต้องไม่คลุกหรือแช่สารเคมี และผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต้ังแต่ครั้งแรกถือเป็น ผลผลติ อินทรีย์ แต่หากนาเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ที่คลุกหรือแช่สารเคมีมาปลูกในแปลงอินทรีย์ จะต้องเข้าสู่ ระยะปรับเปล่ยี นสาหรบั พืชลม้ ลุก 12 เดอื น และพืชยนื ตน้ 18 เดอื น ทั้งกรณแี ปลงใหม่และแปลงต่ออายุ ข้อกำหนดที่ 4 กำรจดั กำรและกำรปรับปรงุ บำรุงดิน 1) การใช้ปุ๋ยอนิ ทรีย์และ/หรือนา้ หมัก ปุ๋ยอนิ ทรียท์ ่อี นุญาตให้ใช้ในการผลติ พืชอนิ ทรีย์ ไดแ้ ก่ - ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตใช้เองในแปลงและจาหน่ายในกลุ่มโดยไม่มีเครื่องหมายการค้า ไม่ต้องข้ึนทะเบียน ปยุ๋ อินทรีย์กบั สคว. และไมต่ อ้ งขนึ้ ทะเบียนปัจจัยการผลิตกับ สมพ. สามารถนามาใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ได้ เมื่อส่วนผสมหรือวตั ถุดิบนัน้ มาตรฐานอนญุ าตให้ใช้ได้หรือเป็นส่วนผสมหรอื วัตถุดิบท่หี นว่ ยรับรองยอมรบั - ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขออนุญาตผลิตเพ่ือการค้าและได้ข้ึนทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์กับ สคว. และข้ึนทะเบียน ปัจจยั การผลิตกับ สมพ. แล้ว (ดงั รายช่ือใน www.doa.go.th/organic) หากพบการใชป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ท์ ีผ่ ลิตเป็นการคา้ ซง่ึ ไม่ได้ขออนญุ าตผลิตเพือ่ การค้า และไม่ได้ข้ึนทะเบยี น ปุย๋ อนิ ทรยี ์กบั สคว. และไม่ได้ข้ึนทะเบยี นปัจจยั การผลิตกับ สมพ. สาหรับแปลงใหมแ่ ละแปลงต่ออายุให้ผยู้ ่ืน ขอการรบั รองหยดุ การใชป้ ยุ๋ อินทรีย์ และเพ่ิมระยะปรับเปล่ียน เป็น 60 - 180 วัน สาหรบั แปลงที่ใบรบั รองมี อายุการรบั รองให้หยุดใชป้ ยุ๋ อินทรีย์และพักใช้ใบรบั รอง 60 – 180 วนั และหากฝา่ ฝืนใหเ้ พกิ ถอนการรบั รอง แต่หากพบวา่ ป๋ยุ อนิ ทรยี ์หรือน้าหมกั ท่ีนามาใช้มีส่วนผสมของปยุ๋ เคมี สารเคมี หรือสารท่ีมาตรฐานไม่อนุญาตให้ ใช้ ใหย้ กเลกิ การรับรองกรณแี ปลงท่ีมีอายุการรบั รอง หรือไม่ให้การรบั รองกรณแี ปลงใหม่และแปลงต่ออายุ และต้องเขา้ ส่รู ะยะปรบั เปล่ียนใหม่ตามมาตรฐานกาหนด 2) ใชม้ ูลไก่ไข่ทเี่ ล้ียงแบบกรงตบั หา้ มมิใหใ้ ชม้ ลู ไกท่ ่เี ลยี้ งแบบกรงตับ หากพบการใช้ให้ยกเลิกการรับรอง กรณีแปลงท่ีมีอายุการรับรอง หรือไม่ให้การรับรองกรณีแปลงใหม่และแปลงต่ออายุ และต้องเข้าสู่ระยะปรับเปล่ียนใหม่ ตามท่ีมาตรฐาน กาหนด 3) การนาพืชผักและหรอื ขยะจากตลาดมาทาปยุ๋ หมัก ห้ามมิให้ใช้เศษพืชผักและหรือขยะจากตลาดมาใช้เป็นส่วนผสมในปุ๋ยหมัก เน่ืองจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อน สารเคมี หากพบการใช้ให้ยกเลิกการรับรอง กรณีแปลงท่ีมีอายุการรับรอง หรือไม่ให้การรับรองกรณีแปลงใหม่ และแปลงต่ออายุ และตอ้ งเข้าสู่ระยะปรบั เปลี่ยนใหม่ ตามทมี่ าตรฐานกาหนด ข้อกำหนดท่ี 5 กำรจัดกำรศตั รูพชื 1) การใช้สารเคมกี าจดั แมลงและสตั ว์พาหะนาโรคภายในครวั เรอื น หากใช้สารเคมีกาจัดแมลงและสัตว์พานะนาโรคในครัวเรือน ต้องมีการป้องกันมิให้ปนเป้ือนในแปลง พชื อินทรยี ์ 85

2) การเผาเศษซากพชื เพือ่ ควบคุมและกาจดั ศตั รพู ืช หากพบการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรง ให้เผาทาลายได้โดยการจากัดบริเวณและ พืน้ ทใี่ นการเผาทาลายอยา่ งเหมาะสม ข้อกำหนดที่ 6 กำรเก็บเกีย่ วและกำรจดั กำรหลงั กำรเก็บเก่ยี ว 1) นาผลผลติ พืชทัว่ ไปมาปะปนกบั ผลผลติ พชื อินทรยี ์ สาหรับแปลงใหม่และแปลงต่ออายุ หากพบการนาผลผลิตท่ัวไปมาปะปนกับผลผลิตพืชอินทรีย์ ให้ผู้ ขอการรับรองปรับปรงุ แกไ้ ข และผ้ตู รวจประเมินตรวจติดตามการแก้ไขภายใน 60 - 180 วัน สาหรับแปลงที่มี อายกุ ารรับรองให้พกั ใช้ใบรับรอง 60 - 180 วนั แต่หากผู้ได้รับการรับรองมีเจตนานาผลผลิตทั่วไปมาปะปนกับ ผลผลิตพืชอนิ ทรียใ์ ห้เพกิ ถอนใบรับรอง 2) รวบรวมผลผลติ พชื อินทรยี ์จากแปลงพืชอนิ ทรียอ์ ื่นมาจาหนา่ ย ผู้รวบรวมผลิตผลพืชอินทรีย์ท่ีไม่มีแปลงผลิตเป็นของตนเอง ต้องย่ืนขอการรับรองการคัดบรรจุและ รวบรวมผลิตผลพืชอินทรีย์ และต้องรวบรวมผลิตผลจากแปลงที่ได้รับการรับรองการผลิตพืชอินทรีย์เท่าน้ัน แต่ หากผ้รู วบรวมผลิตผลมแี ปลงผลติ ของตนเอง ให้ยนื่ ขอการรับรองแหลง่ ผลิตพืชอินทรีย์สาหรับแปลงของตนเอง พรอ้ มกับย่ืนขอการรบั รองการคัดบรรจุและรวบรวมผลติ ผลพืชอนิ ทรีย์ ข้อกำหนดท่ี 7 กำรบรรจหุ บี ห่อ กำรเกบ็ รักษำและกำรขนสง่ 1) การใชก้ ระดาษหนงั สอื พิมพห์ ่อหมุ้ ผลผลิต ห้ามมิให้ใชก้ ระดาษหนงั สือพิมพห์ ่อหมุ้ ให้สมั ผสั ผลผลิตโดยตรงทัง้ ผลผลิตท่ีอยู่บนต้น และผลิตผลที่อยู่ ในภาชนะบรรจุ หากพบการปฏิบัติใหพ้ ักใช้ใบรบั รองและใหป้ รบั ปรงุ แก้ไขภายใน 60 - 180 วัน ขอ้ กำหนดที่ 8 กำรแสดงฉลำกและกำรกล่ำวอำ้ ง 1) ฉลากและการกล่าวอ้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑแ์ ละเง่ือนไข ผู้ได้รับการรับรองท่ีใช้ฉลากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ให้พักใช้ใบรับรอง และให้ปรับปรุง แก้ไขฉลากให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไขภายใน 60 -180 วัน หากไม่มีการแก้ไขให้ยกเลิกใบรับรอง กรณี จัดพิมพ์ฉลากท่ีไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้จานวนมาก ให้ผู้ได้รับการรับรองทาบันทึกแจ้งกาหนด ระยะเวลาการใช้ฉลากเสนอต่อกรมวิชาการเกษตร และห้ามมิให้ใช้สัญลักษณ์ organic Thailand แสดงบน บรรจุภัณฑท์ ่บี รรจุผลติ ผลทไ่ี ดร้ บั การรับรองเฉพาะมาตรฐาน GAP พืช 2) แอบอา้ งใช้ใบรบั รองและหรอื เครอ่ื งหมายรบั รองโดยไม่ไดร้ บั การรบั รองจากกรมวชิ าการเกษตร สวพ. 1 - 8 และ สมพ. พจิ ารณาดาเนินการตามกฏหมายละเมดิ ลขิ สทิ ธิก์ ารใช้เครอ่ื งหมาย ข้อกำหนดที่ 9 กำรบนั ทึกขอ้ มูลกำรผลิตและกำรทวนสอบ 1) ไมม่ บี นั ทกึ ข้อมูลการผลิตหรือบันทึกไมค่ รบถ้วน กรณีแปลงใหม่และแปลงต่ออายุให้เป็นข้อบกพร่อง จากน้ันให้ปรับปรุงแก้ไข และตรวจติดตามการ แก้ไขข้อบกพรอ่ งตามระยะเวลาทกี่ าหนด ส่วนแปลงทม่ี อี ายุการรบั รองให้พักใช้ใบรับรองและแก้ไขข้อบกพร่อง ให้แล้วเสร็จภายใน 60 - 180 วัน โดยรายละเอียดของการบันทึกประกอบด้วย แผนการผลิตการปฏิบัติงาน แหล่งท่ีมีของปัจจัยการผลิต ผลผลิตและปริมาณผลผลิตท่ีเก็บเกี่ยว การจาหน่ายและการขนส่งผลิตผลพืช อนิ ทรีย์ 10.2 แนวทำงกำรผลติ พชื อินทรีย์ของเกษตรกรและได้รบั รองในพนื้ ทภ่ี ำคใต้ตอนบน 86

การตรวจรับรองพืชอนิ ทรีย์ในพนื้ ที่รบั ผดิ ชอบสานกั วิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตที่ 7 มี 3 ลักษณะ คอื การรับรองฟาร์ม การรับรองการแปรรูป (พืชมะพร้าวในอาเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ฯและอาเภอทับ สะแก จังหวัดประจวบฯ พืชมะม่วงหิมพานต์ ในอาเภอสุขสาราญ จังหวัดระนอง) และมีการรับรองการคัด บรรจุ เมด็ มะมว่ งหมิ พานต์ ในอาเภอสุขสาราญ จงั หวดั ระนอง โดยใช้แบบบันทึกการตรวจประเมินแหล่งผลิต พืชอนิ ทรียต์ ามมาตรฐานสินคา้ เกษตร เร่ือง เกษตรอนิ ทรยี เ์ ลม่ 1 : การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจาหน่าย ผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ของสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เป็นมาตรฐานทั่วไป ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 และออกเป็น ประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ซ่ึงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ดังกล่าวมี พน้ื ฐานมาจากมาตรฐานฉบับเดมิ เม่อื ปี 2543 ภาพท่ี 20 ตัวอย่างเอกสารการตรวจรับรองแหลง่ ผลิตพชื อนิ ทรยี (์ Check list) ของเจ้าหนา้ ท่ี โดยปัจจุบันผู้ตรวจประเมินของสานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้ดาเนินการตรวจประเมิน แหล่งผลติ พืชอนิ ทรียต์ ามข้อกาหนดดงั นี้ 1.พนื้ ท่ี แปลงที่ผา่ นการรับรองพืชอินทรียส์ ่วนใหญใ่ นสวพ.7 มีลกั ษณะปา่ เขาธรรมชาตดิ งั้ เดิม เช่น อ.ลานสกา อ.พรหมคีรี จ.นครศรีฯ อ.เกาะสมุย อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี อ.สุขสาราญ จ.ระนอง โดยเป็นพ้ืนที่ไม่มี ความเสี่ยงต่อนา้ ท่วม ไม่มกี ารปนเป้ือนสารเคมีและโลหะหนัก ตั้งอยู่ห่างจากแหลง่ มลพิษ 87

ภาพที่ 21 พน้ื ที่ผลิตพชื ในลักษณะปา่ เขาธรรมชาติ โดยในปัจจุบันพืชท่ีสวพ.7 ให้การรับรองส่วนใหญ่ในจังหวัดนครศรีฯ คือ มังคุด ในพื้นที่จังหวัดสุ ราษฎร์ฯ คือ มะพร้าวกับมังคุด จังหวัดระนอง คือ มะม่วงหิมพานต์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือมะพร้าว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแปลงพืชอินทรีย์ในพื้นที่สวพ.7 ในปัจจุบันคือน้าท่วมแปลง ทาให้เกิดการปนเป้ือนของ สารเคมีตามมา 2.กำรวำงแผนกำรจัดกำร เกษตรกรในพื้นทสี่ วพ.7 ท่ีขอการรับรองพืชอินทรีย์ส่วนใหญ่รู้จักการวางแผนการผลิตพืชอินทรีย์ตาม ฤดกู าลและใชพ้ ันธุพ์ ืชท่ีเหมาะสมกับสภาพพืน้ ที่ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ตรวจประเมินพบเจอและไม่ให้ผ่านการ รับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์คือเกษตรกรยังไม่เข้าใจการปฏิบัติป้องกันการปนเปื้อนท่ีชัดเจน ทั้ง ทางดิน น้า อากาศ และเครอื่ งมือทางการเกษตร ภาพท่ี 22 ลักษณะแนวกันชนทางดนิ น้า อากาศ 3.เมล็ดพันธแุ์ ละสว่ นท่ีใชข้ ยำยพันธ์ุ ในพ้นื ทสี่ วพ.7 สว่ นใหญ่เป็นการผลิตพืชอินทรีย์ไม้ผลผสมผสาน โดยทาการขยายพันธ์ุเองในแปลงถ้า เปน็ พืชผักต่างๆ เมลด็ พนั ธแุ์ ละสว่ นทีใ่ ชข้ ยายพันธุ์ส่วนใหญ่ไดม้ าจากระบบการผลิตพชื อนิ ทรยี ์ ภาพท่ี 23 การขยายพนั ธไุ์ ม้ผลเองภายในสวน 88

ปญั หาทผี่ ตู้ รวจประเมนิ พบเจอบา้ งคือมีการคลุกสารเคมีกบั เมลด็ พันธ์แุ ละส่วนทใี่ ชข้ ยายพนั ธ์ุเพ่ือ ป้องกันกาจดั โรคแมลงและกระตนุ้ การเจรญิ เติบโตของราก 4.กำรจดั กำรและกำรปรับปรุงบำรงุ ดนิ ในพื้นท่ีขอการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ของสวพ.7 ไม่มีการเผาทาลายเศษซากพืชหรือศัตรูพืช ภายในแปลง มีการปรบั ปรงุ บารงุ ดินตามมาตรฐานทีก่ าหนด ส่วนใหญจ่ ะเล้ียงสัตวแ์ ละนามลู สตั วม์ าใช้ เช่น มูล วัว มูลไก่ มูลหมู และผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุพืชต่างในสวน เช่น จอก แหน ขุยมะพร้าว และเศษใบไม้ต่างๆ และผลิตน้าหมักชีวภาพจากผักผลไม้ในสวนเอง เช่น ผักบุ้ง กล้วย ฟักทอง เป็นต้น ในการปรับปรุงบารุงดิน ภายในแปลงเปน็ สว่ นใหญ่เน่อื งจากชว่ ยในการลดตน้ ทุนการผลิต ภาพท่ี 24 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใน รูปแบบต่างๆ รวมท้งั ในพ้ืนที่สวพ.7 ได้มีการนาเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาต้นแบบการผลิต ปุ๋ยหมักคุณภาพระบบเติมอากาศแบบประหยัดเพ่ือการผลิตพืช ระบบเกษตรอินทรีย์ในพ้ืนท่ีรับผิดชอบ จานวน 3 โรง โดยมีในพ้ืนท่ี อาเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 โรง อาเภอทับสะแก และอาเภอ กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่ีละ 1 โรง เพื่อใช้ในการปรับปรุงบารุงในแปลงผลิตพืชอินทรีย์ในแต่พ้ืนท่ีโดย กลุ่มบ้านนาสารผลิตมังคุดผสมผสาน กลุ่มทับสะแกผลิตมะพร้าว และกลุ่มกุยบุรีผลิตหน่อไม้ฝรั่งและพืชผัก ต่างๆ 89

ภาพท่ี 25 โรงต้นแบบการผลิตปยุ๋ หมกั เตมิ อากาศในพ้ืนที่ภาคใต้ตอนบน (อาเภอบ้านนาสาร อาเภอทับสะแก อาเภอกุยบุรี) ปัญหาท่ีผู้ตรวจประเมินพบเจอบ้างในการตรวจรับรองคือ เกษตรกรซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และ วัสดปุ รบั ปรุงบารงุ ดินต่างๆ ในทอ้ งตลาดท่ีไม่ได้เป็นสารทอี่ นญุ าตให้ใช้สาหรบั การผลิตเกษตรอินทรีย์ 5.กำรจัดกำรศตั รพู ชื เกษตรกรมีมาตรการและวิธีการในการป้องกันกาจัดศัตรูพืชตามมาตรฐานท่ีกาหนด มีการใช้ กระรอก และแมงมุมในการป้องกันกาจัดแมลงศัตรพู ชื ภายในสวน ภาพที่ 26 การใช้สัตวธ์ รรมชาตใิ นการควบคมุ แมลงศัตรูภายในสวน รวมท้ังมีการใช้ผลไม้สุกต่างๆในการล่อแมลงสัตว์ศัตรูพืชมาเผาทาลายนอกสวน และมีการใช้สะเดา และน้าส้มควนั ไม้ในการปอ้ งกันกาจดั แมลงศตั รูพืชดว้ ย 90

ภาพท่ี 27 การใชข้ นุนเป็นเหยอ่ื ลอ่ แมลงศัตรพู ชื ปัญหาที่พบเจอบา้ งแตน่ อ้ ยในพนื้ ท่ีสวพ.7 คือเกษตรกรยังมีความรู้และความเข้าใจน้อยในการป้องกัน กาจดั ศัตรูพชื โดยมีการเผากาจัดศตั รูพชื ทั้งโรคและแมลงภายในบรเิ วณแปลง 6.กำรเกบ็ เกี่ยวและกำรจัดกำรหลงั กำรเก็บเก่ยี ว เกษตรกรมคี วามรู้ ความเข้าใจในการเก็บเกย่ี ว การปฏบิ ัติหลังการเก็บเก่ียว โดยเฉพาะให้ความสาคัญ กบั การป้องกันการปนเปอ้ื นหลงั การเก็บเก่ยี วผลติ ผลพืชอนิ ทรียเ์ ปน็ อย่างดี ภาพท่ี 28 การเก็บเกย่ี วและการจัดการหลงั เกบ็ เกีย่ วผลิตผลอินทรยี ์ ปัญหาท่ีพบเจอบ้างของเกษตรกรคือควรให้ความสาคัญกับความสะอาดของวัสดุและอุปกรณ์ในการ เกบ็ เก่ยี วรวมทงั้ ความสะอาดของน้าทใี่ ช้ในการปฏิบัตหิ ลงั การเก็บเกี่ยว 7. กำรบรรจุหบี หอ่ กำรเก็บรกั ษำและกำรขนส่ง ผลิตผลพืชอินทรีย์ของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพ้ืนที่สวพ.7 จาหน่ายในตลาดชุมชนเช้า-เย็น การบรรจุ 91


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook