รายงานการวิจยั ในชนั้ เรียน การศึกษาผลการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค TAI ท่มี ตี ่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนมัธยมวัดสงิ ห์ ม.๑ นนาางงสสาาววกดญั ญาวาลใกัจษณศ์ ชรีพสี ออบุ าตั ิด ตาตแาแหหนน่ง่งครคู รู โรงเรียนมธั ยมวดั สงิ ห์ สังกดั สำนักงำนเขตพ้นื ทีก่ ำรศึกษำมัธยมศึกษำ กรุงเทพมหำนคร เขต 1
รายงานการวิจัย เรือ่ ง การศึกษาผลการจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค TAI ท่ีมีต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรอื่ ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นมธั ยมวดั สงิ ห์ โดย นางสาวดาวใจ ศรีสอาด ตำแหน่ง ครู กลุม่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562 โรงเรยี นมธั ยมวดั สิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา 2 ความมงุ่ หมายของการวจิ ยั 2 ความสำคญั ของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 เนอ้ื หาทีใ่ ช้ในการวจิ ยั 3 ระยะเวลาท่ใี ช้ในการวจิ ยั 4 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 4 สมมติฐานของการวิจัย บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 5 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ TAI 5 5 ความหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ 6 องค์ประกอบของการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมือ 7 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TAI 10 รูปแบบการจดั การเรียนรู้ดว้ ยเทคนิคกลุ่มเพื่อนชว่ ยเพ่ือนเป็นรายบุคคล TAI 11 งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI 11 เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวข้องกับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 11 ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 12 องคป์ ระกอบที่มีอิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 12 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 13 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ งานวิจัยทเี่ กย่ี วข้องกับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 14 บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวิจัย 15 การกำหนดกลมุ่ เป้าหมาย 17 การสร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย 17 แบบแผนที่ใช้ในการวจิ ัย 17 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู หนา้ ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 20 ความม่งุ หมายของการวจิ ัย สมมตฐิ านของการวิจัย 26 วธิ ดี ำเนนิ วิจยั 26 สรุปผลการวิจัย 26 อภปิ รายผล 27 ขอ้ เสนอแนะ 28 บรรณานกุ รม 28 ภาคผนวก
บทคดั ย่อ ดาวใจ ศรสี อาด. (2562). การศึกษาผลการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนคิ TAI ท่มี ตี ่อผลสมั ฤทธิท์ างการ เรียน เร่อื ง สมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดยี ว ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนมธั ยมวัดสิงห์. กรงุ เทพฯ: โรงเรียนมธั ยมวดั สงิ ห์. การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนคิ TAI กับเกณฑ์ร้อยละ 60 และเพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยมี กล่มุ เปา้ หมายคือ นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/2 จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรยี นมัธยม วัดสิงห์ ซึ่งเป็นห้องที่ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI เร่อื ง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง สมการเชิง เสน้ ตัวแปรเดียว และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่อื ง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดยี ว ผ่านเกณฑ์มากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรยี นท้ังหมด ท่รี ะดับนยั สำคญั .01 2. ความพึงพอใจของนักเรยี นกลุ่มเป้าหมายหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว โดย การจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI ซึง่ ประเมินจากคะแนนเฉลีย่ ของแบบสอบถามวดั ความพึงพอใจของ นกั เรียนทง้ั ฉบับ พบวา่ นักเรียนกลุ่มเปา้ หมายมคี วามพึงพอใจหลังจากเรียน เรือ่ ง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดย การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI อยู่ในระดับมาก
บทท่ี 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญที่จะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนคิดแบบมีระบบ ระเบียบ มีแบบแผน มี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เป็นคนมีเหตุผล สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนและ รอบคอบ ซึ่งส่งผลให้สามารถวางแผนเพื่อตัดสินใจแก้ปัญหาได้ถูกต้องและเหมาะสม หรืออาจกล่าวได้ว่าวิชา คณติ ศาสตรม์ ปี ระโยชน์ต่อการดำรงชวี ติ ของมนุษย์ อีกท้งั ชว่ ยพฒั นาความคิดมนษุ ยแ์ ละคณุ ภาพชีวิตมนุษย์ให้ดีข้ึน สามารถอยรู่ ่วมกับผู้อื่นไดอ้ ย่างมคี วามสขุ แต่ในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร วิชา คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่นักเรียนมักประสบปัญหาในการเรียน เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นนามธรรมทำให้ยากแก่ การทำความเขา้ ใจ และสง่ ผลใหน้ ักเรียนมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นตำ่ สาเหตหุ น่งึ เกิดจากครูผูส้ อนที่ยังใช้วิธีการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนแบบมุ่งเน้นเนื้อหามากกว่ากระบวนการด้วยการบรรยายและอธิบายบนกระดานดำ เท่านั้น (เสาวเพ็ญ บุญประสพ. 2553 : 13) ไม่มีเทคนิคการสอนและสื่อการสอนแบบใหม่ๆมากระตุ้นให้นักเรียน เกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียน ส่งผลให้นักเรียนไม่มีโอกาสในการร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหาในสิ่งที่กำลังเรียน ซึ่ง เปรียบเสมือนกับเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นครูผู้สอนเป็นสำคัญ ไม่ได้เน้นผู้เรียนเป็ นสำคัญ เนื่องจากให้ความสำคัญที่ครูผู้สอนมากกวา่ นักเรียน จึงทำให้นักเรียนเกิดความเบือ่ หน่ายและมีพฤติกรรมไม่สนใจ เรียน นักเรียนจึงไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่เกิดมโนทัศน์หรือไม่เข้าใจความคิดรวบยอดในเนื้อหาที่เรียน ทำให้ไม่สามาร รถนำความรู้หรอื กฎเกณฑ์ต่างๆไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง จากประสบการณก์ ารสอนในรายวชิ าค 21102 คณติ ศาสตร์พืน้ ฐาน2 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 2 ห้อง ทั้งหมด 89 คน โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พบว่า นักเรียน มักจะมีพฤติกรรมไม่สนใจเรียน มีการแบ่งกลุ่ม มักจะไม่ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นักเรียนบางคนชอบเก็บ ตัวอยู่คนเดียว ไม่พบปะเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง ขาดความรับผิดชอบในการส่งงานและจากการทดสอบย่อยเพื่อเกบ็ คะแนน มีนักเรียนทส่ี อบผา่ นไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในแต่ละห้อง วิธีการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์วิธีการหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จักคิด รู้จักทำ รู้จัก แก้ปัญหาร่วมกันเพื่อให้ตนเองและกลุ่มประสบความสำเร็จ อีกทง้ั เป็นการปลกู ฝงั คุณธรรมในเรื่องความรับผิดชอบ คือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจและเป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น ศนู ย์กลาง เปน็ วิธกี ารเรียนรู้ที่เนน้ กระบวนการกลุ่มเพื่อเสรมิ สร้างทักษะทางสงั คม โดยแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย เด็กเก่ง เด็กปานกลาง และเด็กอ่อนอยู่รวมกัน แล้วให้นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหาและทำกิจก รรมให้บรรลุ วัตถุประสงค์ตามท่ีครูผู้สอนกำหนด ซ่ึงผูเ้ รยี นจะต้องแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีมนุษย์
สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เน้นให้ผู้เรียนรู้จักการใชช้ ีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม และรู้จักรับผิดชอบในการทำงานตามที่ได้รับ มอบหมายของตนเองรว่ มกับเพอ่ื นในกลมุ่ การจัดการเรยี นรู้ท่ีผู้วจิ ัยเห็นวา่ น่าจะนำมาใช้ในการทดลอง และนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอน ดังกล่าว คือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ซึ่งเป็นเทคนิคการสอนอย่างหนึ่งของการเรียนแบบ ร่วมมือ การเรยี นการสอนโดยวธิ ีนี้เปน็ การผสมผสานระหว่างการเรยี นแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) และ การสอนรายบุคคล (Individualization Instruction) เข้าด้วยกัน โดยให้ผู้เรยี นได้ลงมือทำกิจกรรมในการเรยี นได้ ด้วยตนเองตามความสามารถของตนเองและส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การ เรยี นรแู้ ละปฏิสัมพนั ธ์ทางสังคม ด้วยเหตุนีผ้ ู้วิจัยจึงสนใจศกึ ษาผลการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และเพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนร้สู ำหรับรายวชิ าคณิตศาสตรใ์ ห้มีประสทิ ธิภาพต่อไป ความมงุ่ หมายของการวจิ ยั 1) เพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการ จดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TAI กบั เกณฑ์ร้อยละ 60 2) เพอ่ื ศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมตี ่อการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ TAI เรอ่ื ง สมการ เชิงเส้นตวั แปรเดียว ความสำคญั ของการวิจัย ผลการวิจัยครง้ั นสี้ ามารถใชเ้ ป็นแนวทางสำหรบั ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค TAI เร่อื ง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว นอกจากน้ันยังสามารถใช้เปน็ แนวทางในการปรบั ปรุงและพัฒนาการ จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตรใ์ หเ้ หมาะสมกบั ผู้เรียนและเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น และเป็นการปลูกฝังค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นให้แก่ ผู้เรยี นมากยิ่งขึ้น 1) ได้แนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียน เรื่อง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว โดยใชก้ ารจดั การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TAI 2) ได้แนวทางการสรา้ งความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียน เรื่อง สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดยี ว โดยใชก้ ารจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ TAI
ขอบเขตของการวจิ ัย กล่มุ เปา้ หมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้อง ท้งั หมด 20 คน ตัวแปรท่ีศกึ ษา ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ การจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิค TAI 2.2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากเรียนเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปร เดยี ว โดยใชก้ ารจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TAI เนอ้ื หาที่ใชใ้ นการวจิ ยั เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค 21102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตาม หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560) เรอ่ื ง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว ซึง่ ประกอบดว้ ยเรือ่ ง 1) แบบรูปและความสัมพนั ธ์ 2) คำตอบของสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว 3) สมบตั ิของการเทา่ กนั 4) การแกส้ มการเชิงเส้นตวั แปรเดียว ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวจิ ัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง โดยมี รายละเอียด ดังนี้ - ใชเ้ วลาในการสอนโดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI จำนวน 4 ชว่ั โมง - ใช้เวลาในการทำแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวหลัง การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TAI จำนวน 1 ช่วั โมง
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทีใ่ ห้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถ แตกต่างกันได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือกัน และรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆโดยสมาชิกใน กลุ่มทกุ คนจะต้องช่วยกนั ทำให้กลมุ่ ของตนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทคี่ รผู สู้ อนกำหนดไว้ 2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการแบ่งนักเรียนเป็น กลุ่มแบบคละความสามารถ กลุ่มละ 4 คน แต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถเก่ง ปานกลาง อ่อน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 1 โดยให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนการสอน และช่วยเหลือกันในการ ตรวจสอบผลงาน แต่เวลาทดสอบใหท้ ำเป็นรายบุคคล กระตุ้นให้นักเรียนช่วยเหลือซึง่ กนั และกนั มีการคิดคะแนน กลุ่มโดยการนำคะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคนมารวมกัน หรือคิดคะแนนเฉลี่ย (กรณีที่จำนวนคนแต่ละกลุ่มไม่ เท่ากัน) และมกี ารเสรมิ แรงโดยให้รางวลั เปน็ กลุ่ม 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว หมายถึง คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้จากการ ประเมนิ ผล ดังนี้ 3.1 การประเมินผลระหว่างเรียนจากการทำแบบทดสอบย่อยท้ายแผน มีน้ำหนักคะแนนคิดเป็นร้อยละ 20 ของคะแนนท้ังหมด 3.2 การประเมินผลระหว่างเรียนจากการประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นกลุ่ม มีน้ำหนักคะแนนคิด เป็นร้อยละ 20 ของคะแนนท้งั หมด 3.3 การประเมินผลหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว มีน้ำหนกั คะแนนคดิ เปน็ ร้อยละ 60 ของคะแนนทั้งหมด 4. เกณฑ์ หมายถงึ คา่ รอ้ ยละ 60 ของคะแนนรวม กลา่ วคอื ถ้านักเรยี นได้คะแนนรวมจากการประเมินผลระหว่าง เรยี นและหลงั เรยี นตงั้ แตร่ ้อยละ 60 ขึ้นไป ถอื ว่าผ้นู นั้ ผา่ นเกณฑ์ 5. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI หมายถึง การแสดงออกของ นักเรียนถึงความรู้สึกชื่นชอบ สนใจ และเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ เรียนด้วยการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI ซึ่งพจิ ารณาจากคะแนนการตอบแบบสอบถามวัดความพึง พอใจของนกั เรียนท่ผี ูว้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ สมมตฐิ านของการวจิ ัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI สามารถผา่ นเกณฑไ์ ด้มากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนกั เรียนทงั้ หมด
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ผูว้ ิจัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งและไดน้ ำเสนอตามหวั ข้อตอ่ ไปน้ี 1. เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วข้องกับการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนคิ TAI 1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ 1.2 องคป์ ระกอบของการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมอื 1.3 ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ TAI 1.4 รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ด้วยเทคนคิ กลมุ่ เพ่ือนช่วยเพ่ือนเปน็ รายบคุ คล TAI 1.5 งานวิจยั ที่เก่ยี วข้องกับการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนคิ TAI 2. เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้องกับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น 2.2 องคป์ ระกอบทมี่ อี ทิ ธพิ ลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น 2.3 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น 2.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ 2.5 งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 1. เอกสารและงานวจิ ัยเกยี่ วข้องกับการจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื ด้วยเทคนคิ TAI 1.1 ความหมายของการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื มผี ูใ้ หค้ วามหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไวด้ งั น้ี เสาวเพ็ญ บุญประสพ (2553 : 21) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื หมายถึง การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกันแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ช่วยเหลือพ่ึงพาซึ่งกนั และกันและรับผดิ ชอบรว่ มกันทัง้ ในส่วนตน และสว่ นรวมเพ่อื ให้ตนเองและสมาชกิ ทุกคนในกลุม่ ประสบความสำเรจ็ ตามทเ่ี ป้าหมายกำหนด จากขอ้ ความดังกล่าวข้างต้นสรุปไดว้ า่ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจดั การเรียนรู้ท่ีเน้น กระบวนการกลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน โดยนักเรียนแต่ละกลุ่มต้อง ชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกนั อภปิ ราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น รบั ผดิ ชอบในการทำงานรว่ มกันท้ังส่วนตนและส่วนรวม เพ่ือให้งานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายให้ทำประสบความสำเรจ็ ตามท่ีมงุ่ หวัง 1.2 องคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ ทิศนา แขมมณี (2548 : 265) ไดก้ ลา่ วสรุปหลักการเรียนร้แู บบรว่ มมือ 5 ประการดังน้ี
1) การเรียนรู้ต้องอาศัยหลักการพึ่งพากัน (positive interdependence) โดยถือว่าทุกคนมี ความสำคญั เทา่ เทียมกนั และจะตอ้ งพ่งึ พากันเพื่อความสำเรจ็ ร่วมกนั 2) การเรียนรู้ที่ดีต้องต้องอาศัยการหันหน้าเข้าหากัน มีปฏิสัมพันธ์กัน ( face to face interaction) เพื่อแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ ข้อมูล และการเรียนรู้ตา่ ง ๆ 3) การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม (social skills) โดยเฉพาะทักษะในการทำงาน รว่ มกนั 4) การเรียนรู้ร่วมกันควรมีการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม (group processing) ที่ใช้ในการ ทำงาน 5) การเรียนรู้ร่วมกันจะต้องมีผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มที่ส ามารถ ตรวจสอบและวดั ประเมนิ ได้ (individual accountability) จากขอ้ ความดงั กลา่ วข้างต้นสรุปไดว้ ่าองคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือมีดังน้ี 1) การพึ่งพากัน ทุกคนในกลุ่มต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำประสบ ความสำเร็จ 2) การมปี ฏิสมั พนั ธ์กนั มีการพดู คุย แลกเปล่ียนความรู้ ความคดิ เห็น ขอ้ มูลต่าง ๆ 3) มีทักษะทางสังคม ในการทำงานร่วมกันเปน็ กล่มุ 4) มีการวเิ คราะห์กระบวนการกลุ่มท่ใี ช้ในการทำงาน โดยสมาชิกแตล่ ะคนในกลุม่ ต้องประเมินผลการ ทำงานของตนเองและผลงานของกลุ่มเพื่อให้ทราบข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไขและช่วยในการวางแผนการ ทำงานของกลุม่ ให้ดขี ึ้นและมปี ระสิทธิภาพมากกวา่ เดิม 5) มีผลงานหรือผลสัมฤทธทิ์ ง้ั ของตนเองและของกล่มุ ทีส่ ามารถตรวจสอบและวัดประเมินได้ 1.3 ความหมายของการจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมือด้วยเทคนคิ TAI วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545, หน้า 182–184) กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นรายบคุ คล (TAI) ว่าเป็นกจิ กรรมทีเ่ นน้ การเรียนรู้ของผเู้ รียนแต่ละคนมากกว่าการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่มเหมาะ สำหรับการสอนคณิตศาสตร์ การจัดกลุ่มคล้ายกับเทคนิค STAD และ TGT แต่ในเทคนิคนี้ผู้เรียนแต่ละคนจะ เรียนรู้และทำงานตามระดับความสามารถของตน เมอื่ ทำงานในสว่ นของตนเสร็จแล้วจึงไปจบั คู่หรือเข้ากลมุ่ ทำงาน สิริพร ทิพย์คง (2545, หน้า 170–171) กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็น รายบุคคล (TAI) ว่าเป็นการจัดกิจกรรมที่ใช้กับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ แต่วิชาอื่นก็สามารถปรับใช้ได้ โดยเฉพาะในเรือ่ งท่ีตอ้ งการเน้นการพัฒนาทักษะให้กับนักเรียน ครูจะใช้การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบต่าง ๆ ให้นักเรยี นเข้าใจเร่ืองท่เี รียน โดยอาจทำการสอนรว่ มกันทั้งชั้นแล้วทำการทดสอบว่านักเรียนคนใดเข้าใจหรือไม่ เข้าใจ แล้วครูจึงจัดกลุ่มนักเรียนตามระดับความสามารถ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็น รายบุคคล (TAI) จะมีการจัดกลุ่มนักเรียนเป็น 2 ลักษณะ คือ จัดนักเรียนเป็นกลุ่มที่คละความสามารถ กลุ่มละ 4
คน และจดั นักเรยี นเปน็ กลุ่มท่ีมีระดบั ความสามารถใกล้เคยี งกัน สำหรบั การทำงานกลุ่ม นักเรียนในแตล่ ะกลุ่มจับคู่ กันทำงาน และผลดั กนั ตรวจงานในคู่ของตน เมื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น แบบฝกึ หดั ครบหมดทุกชุดแล้ว ให้ สมาชิกในกลุ่มทั้ง 4 คนต่างคนต่างทำแบบฝึกหัดชุดรวม แล้วแลกเปลี่ยนกันตรวจโดยดูเฉลยที่ครูเตรียมไว้ หาก นักเรียนคนใดทำได้ไม่ถึงเกณฑ์ เช่น กำหนดเกณฑ์ 75% ก็ต้องทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติม สำหรับนักเรียนที่สอบถึง เกณฑห์ ลังจากไดร้ ับการทดสอบจากครูแล้ว ครจู ดั ใหน้ ักเรยี นท่ีมคี วามสามารถใกล้เคยี งกันมาจัดกลุ่มอย่ดู ้วยกัน ครู อธิบายในเรื่องที่ได้สอนไปแล้ว ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที แล้วให้นักเรียนกลับเข้ากลุ่มของตน แล้วไปอธิบาย ชแ้ี จงให้เพื่อนในกลุ่มเขา้ ใจอีกครงั้ หนึง่ และทำงานกับคู่ของตนตอ่ ไปตามเดิม สลาวิน (Slavin, 1990, pp. 22–24) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็น รายบุคคล (TAI) หมายถึง วิธีสอนที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) กับการ เรียนเป็นรายบุคคล (Individualization Instruction) เข้าด้วยกันเป็นวิธีการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยให้ผู้เรียนลงมือกระทำกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองตามความสามารถจากแบบฝึกหัดและ สง่ เสริมความร่วมมือภายในกลุ่มมีการแลกเปล่ยี นประสบการณ์การเรียนร้แู ละการปฏสิ ัมพันธท์ างสังคม กำหนดให้ นกั เรยี นทม่ี คี วามสามารถต่างกนั มาทำงานรว่ มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยปกตจิ ะมี 4 คน นักเรยี นเกง่ 1 คน นักเรียน ปานกลาง 2 คน และนกั เรียนอ่อน 1 คน ผลการทดสอบของนักเรยี นถูกแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ เป็นคะแนนเฉลี่ย ทั้งกลมุ่ และเปน็ คะแนนรายบุคคล การทดสอบนกั เรียนต่างคนต่างทำแต่เวลาเรยี นตอ้ งรว่ มมือกนั จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า รปู แบบการจัดการเรยี นการสอนท่ีผสมผสานระหว่างการเรียนแบบร่วมมือกับการ เรียนเป็นรายบุคคลเข้าด้วยกัน เป็นการจัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยนักเรียนลง มือกระทำกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองตามความสามารถและส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่มมีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้ และการปฏิสมั พันธท์ างสงั คม 1.4 รปู แบบการจัดการเรยี นรูด้ ว้ ยเทคนิคกล่มุ เพอ่ื นช่วยเพอ่ื นเป็นรายบคุ คล TAI สลาวิน (Slavin, 1990, p. 56) กล่าวไว้วา่ การจัดการเรยี นรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนชว่ ยเพ่ือนเป็นรายบุคคล (TAI) ออกแบบไว้สำหรับการสอนคณติ ศาสตร์ ซงึ่ มีรปู แบบดงั นี้ 1. กลุ่ม (Teams) โดยมกี ารแบง่ สมาชกิ ในหอ้ งออกเปน็ กลมุ่ เล็ก ๆ สมาชกิ ในกลุ่มจะประกอบดว้ ยกลมุ่ ละ 4–5 คน ในแตล่ ะกลุ่มประกอบนกั เรียนท้งั เกง่ ปานกลาง อ่อน ในกลุ่มจะมีท้ังนักเรยี นหญิงและชาย และมีการ เปลีย่ นกลมุ่ ใหมแ่ ลว้ แต่ข้อตกลงท่ตี ้ังไว้ 2. มกี ารทดสอบเพ่ือจดั ระดับ (Placement Test) นกั เรียนจะทำแบบทดสอบก่อนเรยี นเพือ่ จัดตำแหนง่ ท่ี เหมาะสม โดยจะจดั ตามลำดับของคะแนนที่ได้ 3. เนื้อหาและวัสดุหลักสูตร (Curriculum Materials) หลังจากครผู ู้สอนสอนบทเรียนแลว้ ผเู้ รยี นจะทำงานใน กลุม่ เอง โดยมสี ่ือหรือวสั ดุหลักสูตรการสอนทค่ี รอบคลุมเนื้อหา แตล่ ะหน่วยจะอยู่ในรปู ของแบบฝึกหดั โดย มสี ่วนประกอบตา่ ง ๆ ดังนี้
3.1 หน้าเอกสารแนะนำบทเรยี น เป็นหน้าทีอ่ ธบิ ายทักษะท่ีจะตอ้ งฝึกและใหว้ ิธกี ารแก้ปัญหาแบบ เป็นข้นั เป็นตอน 3.2 หน้าฝกึ ทกั ษะ ประกอบด้วยปญั หาประมาณ 16 ข้อ ในแต่ละตอนหรอื แตล่ ะหน้าของ แบบฝกึ หัดจะเริ่มดว้ ยการแนะนำทักษะยอ่ ย ๆ ทจ่ี ะนำไปสู่ความสามารถในการพฒั นาการเรียนร้ทู กั ษะ ทง้ั หมด 3.3 แบบทดสอบย่อยฉบบั A และ B เปน็ แบบทดสอบคขู่ นาน ฉบบั ละ 10 ข้อ 3.4 แบบทดสอบรวมประจำหนว่ ยการเรียนจำนวน 15 ขอ้ 3.5 แผน่ คำตอบสำหรบั การฝึกทักษะและแบบทดสอบย่อยจะอยดู่ า้ นหลงั ของแบบฝกึ หดั ส่วนแผ่น คำตอบของแบบทดสอบรวมประจำหนว่ ยจะแยกกันกับแบบฝกึ หดั โดยแยกออกไปตา่ งหาก 4. กลมุ่ การสอน (Teaching Group) ทกุ วันครูจะสอนบทเรยี นเป็นกลุม่ ยอ่ ยโดยเด็กในกล่มุ จะมีความสามารถ แตกต่างกัน ครจู ะใชโ้ ปรแกรมการสอนในสว่ นทเี่ ปน็ ความคดิ รวบยอดของบทเรียน โดยใช้การปฏิบัติจริง เพือ่ ใหน้ กั เรยี นเกิดความเขา้ ใจที่จะเชือ่ มโยงความรูท้ างคณิตศาสตรก์ ับปญั หาที่พบในชวี ิตประจำวัน ในขณะที่ครูทำงานอยู่กับกลุ่มการสอน ผเู้ รียนคนอน่ื ๆ ยงั คงทำงานภายในกลุม่ ไปเรื่อย ๆ ด้วยการทำ แบบฝกึ หัดย่อย ๆ ของหนว่ ยการเรียน 5. วิธกี ารเรยี นเปน็ กลมุ่ (Team Study Method) เมอื่ มีการทดสอบจัดระดบั แลว้ นักเรียนจะเริม่ ฝึกทกั ษะ ตามลำดับขัน้ ที่กำหนดไว้ของหน่วยการเรียน โดยจะทำแบบฝกึ หัดภายในกล่มุ ตามลำดบั ดังตอ่ ไปน้ี 5.1 นกั เรียนศึกษาเอกสารแนะนำบทเรียนและมีการถามปรึกษาหารือหรอื ซักถามเพ่ือนในกลุ่ม หรือถามครูในกรณีทีจ่ ำเปน็ ต้องขอความช่วยเหลือแล้วจงึ เร่ิมฝกึ ทักษะแรกของหน่วยการเรียน 5.2 นกั เรียนแต่ละคนเร่ิมทำแบบฝกึ หดั โดยการแก้ปัญหาเป็นทกั ษะย่อย ๆ โดยเรมิ่ ทำโจทยป์ ญั หา 4 ข้อ ที่มอี ย่ใู นหน้าแบบฝกึ หัดของแต่ละคน แล้วให้เพื่อนร่วมทีมตรวจคำตอบซง่ึ มีกระดาษคำตอบ (เฉลย) พมิ พก์ ลบั หวั ในตอนทา้ ยของแบบฝกึ หดั ของนักเรียนแต่ละคนถ้าทำถูกต้องทัง้ หมด 4 ข้อ นักเรียนจะทำ แบบฝึกหดั ในลำดบั ต่อไป ถ้าทำถกู ไม่ครบ 4 ข้อ นกั เรียนจะตอ้ งพยายามทำทง้ั 4 ข้อ ไปจนกวา่ จะถูกต้อง ท้งั หมด ถา้ มปี ญั หาในขน้ั น้ีสามารถจะขอความช่วยเหลอื ได้โดยการถามเพื่อนในกล่มุ ก่อนท่จี ะถามครู 5.3 เมือ่ นกั เรียนทำแบบฝึกหัดสดุ ท้ายของหนว่ ยการเรยี นได้ถกู ต้องครบทั้ง 4 ข้อแล้วผ้เู รียนจะได้ แบบทดสอบย่อยฉบับ A จำนวน 10 ข้อ ทม่ี ลี ักษณะคล้ายกบั การฝึกทักษะครงั้ สดุ ท้าย นกั เรยี นจะทำ แบบทดสอบตามลำพังคนเดียวจนกระท่ังเสรจ็ เรียบร้อย เพ่ือนในกลุ่มจะเปน็ ผใู้ ห้คะแนน ถา้ ผเู้ รยี นได้ 8 คะแนนหรือมากกวา่ เพื่อนในกลุ่มจะเซน็ ชื่อในกระดาษคำตอบของนักเรยี นผนู้ น้ั และนักเรียนผ้นู ้ันสามารถ ไปทำแบบทดสอบประจำหน่วยการเรยี นได้ ถ้านักเรียนคนใดทำไม่ถูกถึง 8 ข้อ ผูส้ อนจะต้องเข้าไป ชว่ ยเหลือตรวจสอบปัญหาทีเ่ กดิ ข้นึ วา่ ทำไมจึงได้น้อยกว่า 8 ผู้สอนวนิ จิ ฉยั ปญั หาของผู้เรียนแล้วแก้ปญั หา โดยการทำการสอนทักษะอยา่ งรวบรัดหรืออาจซักถามหรอื อาจจะใหน้ ักเรียนกลบั ไปทำแบบฝึกหดั ใหม่
แลว้ จึงใหน้ ักเรยี นทดสอบย่อยฉบบั B จำนวน 10 ข้อ แบบทดสอบย่อยฉบับ B เป็นแบบทดสอบคู่ขนานกบั ทดสอบย่อยฉบบั A 5.4 เมือ่ นักเรยี นทำแบบทดสอบยอ่ ยฉบบั A หรอื ฉบับ B แล้วจะนำแผน่ ทดสอบท่แี สดงว่าผ่านไป ใหห้ วั หน้านกั เรยี นท่อี ย่ตู ่างกลมุ่ เพ่อื ทจี่ ะรบั แบบทดสอบประจำหน่วย จากน้นั นักเรยี นก็จะทำแบบทดสอบ โดยหวั หนา้ นักเรยี นน้นั เป็นผู้ตรวจให้คะแนน จะมีการให้ผู้เรียนจากกล่มุ ตา่ ง ๆเปน็ หวั หนา้ นักเรียน 2 คน ถา้ นกั เรียนคนใดได้คะแนน 12 คะแนน จาก 15 คะแนน หัวหนา้ นกั เรียนจะบันทึกคะแนนลงในแผ่น สรุปผลประจำกลุ่มของนักเรยี นจากนนั้ ผ้สู อนจะตรวจคำตอบของนักเรียนอีกคร้ังหนึ่ง 6. คะแนนและการรบั รองจากกลุ่มเมื่อส้นิ สดุ แตล่ ะหน่วยการเรยี นโดยประมาณทุกปลายสปั ดาหค์ รจู ะรวม คะแนนของกลุ่ม โดยคดิ เฉลีย่ คะแนนที่ตอบถูกจากการทำแบบทดสอบประจำหน่วยซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ ดงั น้ี กลมุ่ ท่ผี า่ นเกณฑส์ ูงจะได้เปน็ กลุม่ ยอดเย่ยี ม (Super Team) กลุ่มทผ่ี า่ นเกณฑป์ านกลางจะได้เป็นดีมาก (Great Team) กลุ่มทผ่ี ่านเกณฑ์ต่ำจะได้เปน็ กล่มุ ดี (Good Team) สำหรบั กลุ่มท่ีเป็นกลุ่มยอดเยี่ยม และกลุ่มดีมาก จะได้รบั รางวลั 7. การทดสอบแบบฝึกหดั พนื้ ฐานทางคณิตศาสตร์ในทกุ สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครง้ั ผเู้ รียนจะทำแบบทดสอบเพอื่ ฝึก ทักษะพ้นื ฐานทางคณิตศาสตรใ์ ช้เวลา 3 นาที โดยผู้เรียนจะได้รับเอกสารไปศึกษาทบี่ ้านเพอ่ื เตรยี มตวั สำหรบั ทำแบบทดสอบฝกึ ทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ 8. การสอนรวมกลุ่มในชั้นเรยี น เมื่อสอนจบหน่วยการเรยี นครูจะทำการสอนสรปุ บทเรียนต่าง ๆ ใหก้ ับ นกั เรียนทงั้ ห้อง โดยให้ครอบคลุมในเนื้อหาและทกั ษะต่าง ๆ ของ บทเรียน วฒั นาพร ระงบั ทุกข์ (2545, หน้า 182) กลา่ วถึงขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลมุ่ เพ่ือนช่วย เพือ่ นเป็นรายบุคคล (TAI) ซ่ึงประกอบดว้ ยการดำเนนิ การดังนี้ 1. จดั ผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แบบคละความสามารถกลุม่ ละ 2–4 คน 2. ผู้เรยี นทบทวนสงิ่ ทีเ่ รียนมาแล้วหรือศกึ ษาประเด็น/เน้ือหาใหม่โดยการอภิปรายสรปุ ข้อความรู้ หรือถาม ตอบ 3. ผเู้ รยี นแต่ละคนทำใบงานท่ี 1 แล้วจับค่กู นั ภายในกลมุ่ ของตนเพือ่ แลกเปล่ยี นกนั ตรวจใบงานท่ี 1 เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง อธิบายข้อสงสัยและข้อผดิ พลาดของคูต่ นเอง หากผู้เรียนคใู่ ดทำใบงานที่ 1 ได้ ถูกต้องรอ้ ยละ 75 ขึ้นไป ใหท้ ำใบงานชุดที่ 2 แตห่ ากคนใดคนหน่งึ หรือทั้งคไู่ ด้คะแนนน้อยกว่ารอ้ ยละ 75 ให้ผเู้ รียนทั้งคทู่ ำใบงานชดุ ที่ 3 หรอื 4 จนกวา่ จะทำได้ถูกต้องร้อยละ 75 ขน้ึ ไปจึงจะผา่ นได้ 4. ผเู้ รยี นทกุ คนทำการทดสอบ
5. นำคะแนนผลการทดสอบของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนกลมุ่ หรอื ใชค้ ะแนนเฉล่ยี (กรณจี ำนวนคนแต่ ละกลมุ่ ไมเ่ ท่ากัน) 6. กลุ่มที่ได้คะแนนสงู สดุ ไดร้ บั รางวัลหรือติดประกาศชมเชย จากที่กล่าวมาสรปุ ได้วา่ รูปแบบการจดั การเรยี นรดู้ ้วยเทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพอื่ นเป็นรายบุคคล TAI มีการ แบง่ สมาชกิ ในหอ้ งออกเป็นกลมุ่ เลก็ ๆ นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซ่งึ กนั และกนั ด้วยกระบวนการและกิจกรรม ตา่ ง ๆ 1.5 งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วข้องกบั การจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI ภัทรลดา ประมาณพล (2560 : บทคัดย่อ). การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง จำนวนนบั และการบวก การลบ การคณู การหาร สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยใช้เทคนคิ TAI. โรงเรียนสฤษดเิ ดช อำเภอเมือง จงั หวดั จันทบุรี จำนวน 49 คน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เรืองจำนวนนับ และการบวกการลบ การคูณ การหารของนักเรียนชนั ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ทีสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 78.27/82.72 ซึงสูง กว่าเกณฑ7์ 5/75 ผลสมั ฤทธิทางการเรียนของนกั เรยี นโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม เรอื งจำนวนนับและการบวกการลบ การ คูณ การหารโดยใชเ้ ทคนคิ TAI หลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิทีระดับ .05 ความพึงพอใจต่อ ชุดกิจกรรม เรืองจำนวนนับและการบวก การลบ การคูณการหารโดยใช้เทคนิค TAI มีค่าเฉล่ีย 4.46 ซึงมีความพึง พอใจอยู่ใน่ ระดบั มาก วนดิ า เงาะจันทรา (2557 : บทคดั ย่อ). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบรว่ มมือเทคนิค TAI เรื่องการวัด ความยาว ทม่ี ผี ลต่อผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน และความคดิ สรา้ งสรรคท์ างคณิตศาสตร์ ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษา ปีที่ 4. โรงเรียนอนุบาลพนัสศึกษาลัย อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 44 คน ผลการวิจัยปรากฎว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI เรื่อง การวดั ความยาว ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 สงู กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 และความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ภายหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI เรื่อง การวัดความยาว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อย่างมี นยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01 จากงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ทำให้นักเรียนมี ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนสงู ข้ึน อีกทงั้ กิจกรรมท่ีจัดขึ้นยงั ส่งผลให้ความพึงพอใจและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน สงู ขน้ึ อีกดว้ ย
2. เอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งกบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 2.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2529 : 29 ) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ รวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรยี นการสอน ทำให้บคุ คลเกิดการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมในดา้ นตา่ ง ๆ ของสมรรถภาพสมอง ศักดิ์ชัย จันทะแสง (2550: 38) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในด้าน ความรู้และทักษะทางการเรียน โดยปกติจะพิจารณาจากคะแนนสอบหรือผลงานที่ครูกำหนดให้ทำหรือทั้งสอง อยา่ ง จิรัชญา ทิขัตติ (2550 : 40) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิท์ างการเรียนหมายถึงความรู้หรือทักษะซงึ่ เกิดจากการทำงานที่ประสานกันและต้องอาศัยความพยายามอย่างมากทั้งองค์ประกอบด้านสติปัญญาและ องค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญาแสดงออกในรูปของความสำเร็จสามารถวัดได้โดยการใช้แบบทดสอบหรือคะแนนท่ี ครใู ห้ จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่าความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือคะแนนที่เป็นผลมาจากจากการ เรียนการสอน ความสามารถในด้านความรู้และทักษะทางการเรียนซึ่งต้องอาศัยความพยายามอย่างมากทั้ง องคป์ ระกอบด้านสติปัญญาและองคป์ ระกอบที่ไม่ใชส่ ตปิ ัญญา 2.2 องคป์ ระกอบท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพรสคอตต์ (Prescott. 1961: 14-16) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นของนักเรยี นมดี ังน้ี 1) ด้านร่างกายได้แก่สุขภาพทางกาย การเจริญเติบโตของร่างกายข้อบกพร่องทางด้านร่างกายและ บุคลกิ ภาพ 2) ด้านความรักได้แก่ความสัมพันธ์ของบิดามารดา ความสัมพันธ์ระหว่างลูกๆด้วยกันและ ความสมั พันธร์ ะหว่างสมาชกิ ในครอบครัว 3) วฒั นธรรมและสงั คมได้แก่ขนบธรรมเนยี มประเพณีความเปน็ อยู่ของครอบครัวสภาพแวดล้อมทาง บ้านการอบรมทางบ้านและฐานะทางบา้ น 4) ความสัมพนั ธก์ ับเพ่อื นในวัยเดยี วกันท้งั ทบี่ า้ นและทีโ่ รงเรยี น 5) การพฒั นาแหง่ ตนไดแ้ ก่สตปิ ัญญาความสนใจเจตคตขิ องนักเรียนตอ่ การเรยี น 6) การปรบั ตัวไดแ้ กก่ ารปรับตนการแสดงออกทางอารมณ์ บลูม (Bloom. 1976: 167-169) ได้สรุปว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี ดังนี้
1) พฤติกรรมด้านพุทธพิ ิสัย (Cognitive Entry Behaviors) หมายถึงความรู้ความสามารถทักษะตา่ ง ๆ ความถนดั และความรู้พนื้ ฐานเดิมของนกั เรียนทีม่ ีมาก่อนเรียน 2) พฤติกรรมด้านจติ พสิ ัย (Affective Entry Characteristics) หมายถงึ สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่ ทำให้นักเรยี นเกดิ การเรียนรสู้ ิ่งใหมๆ่ ซ่ึงจะแสดงออกเมอื่ นักเรยี นได้เรียนรู้ ได้แกค่ วามสนใจเจตคตติ ่อเน้ือหาท่ีเรียน ความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั ตนเอง 3) คณุ ภาพของการสอน (Quality of Instruction) หมายถึงประสิทธภิ าพที่ผู้เรียนจะได้รับผลสำเร็จ ในการเรียนรู้ได้แก่การได้รับคำแนะนำการมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การเสริมสร้างของครู การแก้ไข ขอ้ ผิดพลาดและรู้ผลวา่ ตนเองกระทำได้ถูกต้องหรือไม่ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ได้แก่ สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง องค์ประกอบด้านสติปัญญาและองค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญา สภาพการณ์หรือ แรงจงู ใจ และคณุ ภาพของการสอน 2.3 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2529 : 19) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement test) เป็น แบบทดสอบที่มุ่งตรวจสอบความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนว่า หลังการเรียนรู้เรื่องนนั้ ๆ แล้ว ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในวิชาทีเ่ รียนมากนอ้ ยเพียงใด มีพฤติกรรมเปล่ียนแปลงไปจากเดิมตามความ มุ่งหมายของหลักสูตรในวชิ านั้น ๆ เพียงใด ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2538 : 171-172) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้วา่ เป็นแบบทดสอบที่วดั ความรู้ของนกั เรียนหลงั จากที่ได้เรียนไปแลว้ ซ่ึงมักจะเปน็ คำถามให้นักเรียน ตอบด้วยกระดาษและดินสอกับใหน้ ักเรยี นปฏิบตั ิจริง จากทก่ี ล่าวมาสรปุ ได้วา่ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ เปน็ แบบทดสอบที่วดั ความรู้ของนักเรียนหลังจากที่ได้ เรยี นไปแลว้ มีจดุ ประสงค์เพื่อมุง่ ตรวจสอบความรู้ ทกั ษะ และสมรรถภาพสมองดา้ นต่าง ๆ ของผ้เู รียนวา่ 2.4 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ พวงรัตน์ ทวรี ตั น์ (2529 : 20) ไดจ้ ำแนกประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธอิ์ อกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี 1) แบบทดสอบท่ีครสู ร้าง (Teacher made test) เป็นแบบทดสอบท่ีครสู รา้ งขึน้ เพื่อวัดและประเมินผล การเรียนการสอนในห้องเรียน ส่วนมากมักเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่างๆโดยยึดเนื้อหาตามที่กำหนดไว้ใน หลกั สูตร โดยปกตใิ ชเ้ พอื่ วตั ถปุ ระสงค์ 2 กรณี ดังน้ี - เพื่อการสอบย่อย (Formative test) คือ ใช้เพื่อวัดผลการเรียนภายหลังการสิ้นสุดการเรียนการสอนใน แต่ละหน่วยการเรียนรู้ การสอบย่อยมุ่งจะนำผลการสอบไปปรับปรุงการเรียนการสอนของนักเรยี นหรือเพื่อแก้ไข ข้อบกพรอ่ งในการเรยี นหนว่ ยทผ่ี า่ นมากอ่ นท่ีจะเรียนในหน่วยต่อไป
- เพอื่ การสอบรวม (Summative test) คอื ใช้เพอื่ วัดผลรวบยอดภายหลังการเรยี นการสอนวิชาหนึ่งๆจบ ลง มักเป็นการสอบเม่ือสิน้ สดุ ภาคเรยี นหรอื เม่ือสนิ้ ปี 2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ มีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ วิเคราะห์และแก้ไขปรับปรุงจนแบบทดสอบมีประสิทธิภาพสูง สามารถ นำไปใช้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เป็นการทดสอบความรู้ที่เรียนตามหลักสูตรในแต่ละรายวิชา นอกจากน้ี แบบทดสอบมาตรฐานยงั มคี ุณสมบัติท่ีสำคัญอกี 2 ประการ ดงั นี้ - มีมาตรฐานในวิธีดำเนินการสอบ หมายถึง แบบทดสอบจะมีวิธีดำเนินการสอบที่เป็นแบบเดียวกัน โดย ตวั แบบทดสอบจะบอกวธิ ีปฏิบัติซึง่ ต้องดำเนินใหเ้ หมอื นกันหมดไมว่ า่ จะนำแบบทดสอบไปใช้สอบที่ใดกต็ าม - มีมาตรฐานในการแปลความหมายคะแนน หมายถึง แบบทดสอบจะมีเกณฑ์มาตรฐานในการให้คะแนน เพอื่ ท่จี ะไดบ้ อกว่าบุคคลทีไ่ ด้คะแนนการสอบน้นั ๆมีความสามารถเป็นอย่างไร จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ แบบทดสอบที่ครูสร้าง และ แบบทดสอบมาตรฐาน 2.5 งานวิจัยที่เกยี่ วข้องกับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น พรชัย จันทไทย (2545: บทคัดย่อ). ศึกษาการเปรียบเทียบการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัว ประกอบของพหุนามสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่เรียนโดยแบ่งกลุ่มตามสังกัดสัมฤทธิ์ผลทางการเรียน (STAD) และกิจกรรมตามคู่มือครูของสสวท. โรงเรียนบ้านโจดนาตาล อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์จำนวน 40 คน ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยการแบ่งกลุ่มตามสังกัดสัมฤทธิผลทางการเรียน (STAD) มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการแยกตัวประกอบของพหุนามสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการใช้กิจกรรมตาม คมู่ ือครูของสสวท. อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 ศิริพร คล่องจิตต์ (2548: บทคัดย่อ) ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการ แก้โจทย์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบ TAI (TEAM ASSISTED INDIVIDUALIZATION) โรงเรียนบ้านตลุงเหนือ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 32 คน ผล การศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวหลังจาก ได้รบั การจัดการเรียนการสอนแบบ TAI สูงกวา่ กอ่ นได้รับการจดั การเรยี นการสอน จากงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นพบว่า มเี ทคนคิ การสอนหลายรปู แบบ เช่น เทคนคิ การสอนแบบแบ่งกลุ่ม สัมฤทธ์ิ (STAD) เทคนิคการเรียนรู้เป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเหลือเพื่อนเป็นรายบุคคล (TAI) โดยทุกงานวิจัยมี วัตถุประสงค์เดียวกัน คือ ต้องการที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนนั้นสูงขึ้นซึ่ง งานวิจยั สว่ นใหญ่ทไี่ ดก้ ลา่ วมากส็ ามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคน์ ี้ได้
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย ผ้วู ิจัยไดท้ ำการศึกษาค้นคว้าตามลำดบั ขั้นตอนดงั นี้ 1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 2. การสร้างเคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั 3. แบบแผนทีใ่ ชใ้ นการวิจยั 4. วิธดี ำเนนิ การวจิ ัย 5. การวิเคราะหข์ ้อมูล การกำหนดกลุม่ เปา้ หมาย กลุม่ เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้อง ทง้ั หมด 20 คน การสร้างเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวิจัยประกอบดว้ ย 1. แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI เร่อื ง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว 2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรือ่ ง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว 3. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี ว ซ่งึ มีรายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนคิ TAI เร่อื ง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 1. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของกรม วิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ 2. ศึกษาเนื้อหาและกิจกรรม เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ท่ี เก่ยี วขอ้ ง 3. ศกึ ษาการจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TAI ซึ่งประกอบด้วยกจิ กรรมย่อย ๆดงั ตอ่ ไปนี้
4. กำหนดเนอื้ หาและจุดประสงค์การเรียนรู้ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนกั เรียนชั้น มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 5. ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมอื ด้วยเทคนิค TAI ท่สี อดคลอ้ งกับจุดประสงค์ การเรยี นรู้ โดยแผนการจดั การเรียนรปู้ ระกอบดว้ ยมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวดั สาระสำคญั จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการ เรียนรู้ จำนวนท้ังสน้ิ 4 แผน 6. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดทำแล้วไปเสนอต่อคุณครูผู้มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนมธั ยมวดั สิงห์ เพ่ือตรวจสอบ แก้ไข ช้ีแนะขอ้ บกพร่อง และใหค้ ำแนะนำในการปรับปรุง แกไ้ ขให้มีความเหมาะสม 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการตรวจสอบคุณครูผู้มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสาระการ เรยี นร้คู ณติ ศาสตร์ ไปปรบั ปรงุ แก้ไขตามคำแนะนำ 8. นำแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ีปรบั ปรุงแกไ้ ขแล้วไปใชใ้ นการทดลองต่อไป แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เป็นแบบทดสอบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ใช้ทดสอบหลังการเรียน เรื่อง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TAI ซ่ึงผู้วจิ ยั ดำเนินกาสรา้ งตามขน้ั ตอนตอ่ ไปนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู แบบเรียน และการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณติ ศาสตร์ 2. วเิ คราะห์สาระสำคญั และจุดประสงค์การเรยี นรูข้ องเนอ้ื หา เร่อื ง สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียว 3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี ว ซ่งึ เป็นแบบทดสอบชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 40 ข้อ 4. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยพิจารณาว่าแบบทดสอบที่สร้างข้ึน สอดคล้องกับเนอ้ื หา และจุดประสงคก์ ารเรียนรู้หรอื ไม่ โดยใชห้ ลกั เกณฑ์การพิจารณา ดงั น้ี คะแนน +1 สำหรับแบบทดสอบทส่ี อดคล้องกบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ คะแนน 0 สำหรบั แบบทดสอบทีไ่ ม่แน่ใจวา่ สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คะแนน -1 สำหรบั แบบทดสอบท่ีไมส่ อดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
5. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ได้รับการตรวจสอบจากผูเ้ ชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC แล้วคัดเลือกแบบทดสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ไปใชก้ บั กลมุ่ เปา้ หมาย แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว แบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจของนักเรียนตอ่ การจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนคิ TAI เร่อื ง สมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดียว มจี ำนวน 20 ข้อ ซึง่ ผู้วิจัยดำเนินการสรา้ งตามข้นั ตอน ดงั น้ี 1. ศึกษาวธิ ีการสรา้ งแบบสอบถามวดั ความพึงพอใจจากเอกสาร ตำราทเี่ ก่ียวข้องกบั วิธีการสร้าง และหลักการสร้างแบบสอบถามวดั ความพึงพอใจ 2. สรา้ งแบบสอบถามวัดความพงึ พอใจของนกั เรียนต่อการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI เร่อื ง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว จำนวน 20 ขอ้ โดยปรับปรงุ จากแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนกั เรยี น ของอนวุ ฒั น์ เดชไธสง (2553 : 273 - 275) ซึง่ ลักษณะของแบบสอบถามวัดความพงึ พอใจของนักเรยี นเปน็ แบบ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซงึ่ มี 5 ระดับ และข้อความเป็นข้อความทางบวก โดยมเี กณฑ์การตรวจให้ คะแนนในแต่ละขอ้ ของความพึงพอใจ ดังนี้ พึงพอใจมากท่สี ดุ ใหค้ ะแนน 5 คะแนน พงึ พอใจมาก ใหค้ ะแนน 4 คะแนน พึงพอใจปานกลาง ใหค้ ะแนน 3 คะแนน พึงพอใจน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน พึงพอใจน้อยทส่ี ุด ใหค้ ะแนน 1 คะแนน 3. นำแบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจที่สร้างขึ้นเสนอต่อคณุ ครผู มู้ ีความเชย่ี วชาญในกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อพิจารณาและเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ภาษาในแต่ละข้อให้มีความชัดเจนและเหมาะสม ยงิ่ ขน้ึ 4. นำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่ได้รับการตรวจสอบจากคุณครูผู้มีความเชี่ยวชาญในกลุ่ม สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ไปปรับปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำ 5. นำแบบสอบถามวัดความพงึ พอใจทีป่ รับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับกล่มุ เป้าหมาย
แบบแผนที่ใช้ในการวิจยั การวจิ ยั ครัง้ นใ้ี ชแ้ บบแผนการวิจยั One - Group Posttest - Only Design คอื แบบกลมุ่ เดยี ว มีการ ทดสอบหลังการทดลอง ซง่ึ เป็นแบบแผนการวจิ ยั ทีเ่ ลือกใช้กลมุ่ เปา้ หมายเพียงกลุม่ เดียว มกี ารให้ตวั แปรอิสระกบั กลมุ่ เป้าหมาย จากน้ันทำการทดสอบหลงั การทดลอง แล้วพจิ ารณาผลการทดลอง วธิ ีดำเนินการวิจยั ผูว้ จิ ัยได้ดำเนินการทดลองตามลำดับข้ันตอน ดงั น้ี 1. ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ในส่วนของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนจะมีแบบทดสอบย่อยท้ายแผนให้นักเรียนปฏิบัติเป็นรายบุคคล ผู้วิจัยจะนำแบบทดสอบย่อยไป ตรวจให้คะแนนทุกครั้ง และมีการประเมินพฤติกรรมในการทำงานกลุ่มของนักเรียนเพื่อให้คะแนนนำไปเป็นส่วน หนึ่งของการประเมินผลการเรียนรู้ สำหรับแบบทดสอบย่อยท้ายแผน คิดเป็นร้อยละ 20 ของคะแนนรวมทั้งหมด และการประเมนิ พฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ กล่มุ คดิ เปน็ ร้อยละ 20 ของคะแนนรวมทงั้ หมด 2. ทำการทดสอบหลังเรยี น (Post-test) กบั กลมุ่ เป้าหมาย โดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่อื ง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว 3. เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนและการทดสอบแลว้ ให้นักเรยี นตอบแบบสอบถามวดั ความพึงพอใจของ นักเรียนต่อการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนคิ TAI เรอื่ ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที 4. ผวู้ ิจยั นำคะแนนทไี่ ดต้ ่อไปน้ี มาวเิ คราะหโ์ ดยใชว้ ิธกี ารทางสถติ ิ 5.1 คะแนนจากแบบทดสอบย่อยระหวา่ งเรยี นท้ายแผน และคะแนนการประเมินพฤติกรรมใน การทำงานกลุ่ม คิดเปน็ ร้อยละ 40 ของคะแนนรวมทัง้ หมด 5.2 คะแนนจากการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอ่ื ง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว คดิ เปน็ ร้อยละ 60 ของคะแนนรวมทัง้ หมด การวเิ คราะห์ข้อมูล 1. หาคา่ สถติ ิพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่ารอ้ ยละ คา่ เฉลี่ยเลขคณติ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2. ทดสอบสมมตฐิ านการวิจัยท่ีวา่ นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ทเี่ รยี น เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนิค TAI สามารถผา่ นเกณฑ์ได้มากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียน ท้งั หมด โดยใชส้ ถิติทดสอบ Z (Z-Test for Population) ทดสอบสมมตฐิ านเกี่ยวกบั ค่าสดั สว่ นของประชากร 3. สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู 3.1 สถติ ิท่ใี ช้ในการทดสอบคุณภาพเครื่องมือท่ีใชใ้ นการทดลอง มดี งั น้ี
3.1.1 การหาค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งจากความคดิ เห็นของผู้เช่ียวชาญท่ีมตี อ่ ความ สอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวัง โดยใชส้ ตู ร IOC = ∑ R N เม่อื IOC แทน ดัชนคี วามสอดคล้อง ∑ R แทน ผลรวมการพิจารณาของผเู้ ชี่ยวชาญเน้ือหาวชิ าทั้งหมด N แทน จำนวนผ้เู ชยี่ วชาญ 3.1.2 การวิเคราะห์แบบสอบถามวดั ความพึงพอใจของนักเรียนโดยใชค้ า่ เฉล่ียเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำเสนอนำ้ หนกั ความคิดโดยใช้การประเมินคา่ ความคดิ เห็นของประคอง กรรณสูต (อา้ งถงึ ใน อนวุ ัฒน์ เดชไธสง 2553 : 66) ดังน้ี คะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดหลงั จากเรียน เรื่อง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนคิ TAI คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดยี ว โดยการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI คะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดับปานกลางหลงั จากเรียน เร่ือง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว โดยการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนิค TAI คะแนนเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดยี ว โดยการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ TAI คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยท่ีสุดหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว โดยการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TAI 3.2 สถติ ิทใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู 3.2.1 สถิตพิ ื้นฐาน 3.2.1.1 คา่ ร้อยละ 3.2.1.2 คา่ เฉลย่ี เลขคณิต (Mean)โดยใช้สูตร X̅ = ∑ X N เมอื่ X̅ แทน คะแนนเฉลีย่ แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด ∑X แทน จำนวนนักเรยี นในกลุม่ ตวั อยา่ ง N
3.2.1.3 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) โดยใช้สูตร S = √N ∑ X2−(∑ X)2 N(N−1) เมอ่ื S แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน แทน ผลรวมทงั้ หมดของคะแนนแต่ละคนยก ∑ X2 กำลังสอง แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดยกกำลงั สอง (∑ X)2 แทน จำนวนนักเรียนในกลุม่ ตัวอยา่ ง N 3.2.2 สถติ สิ ำหรบั การทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถติ ิทดสอบ Z Z = p − p0 p0 (1 − p0 ) n เมื่อ p แทน สัดสว่ นของจำนวนนักเรียนในกลุ่มเปา้ หมายทไี่ ด้คะแนน การเรยี น เรือ่ ง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดยี ว ตง้ั แต่ร้อยละ 60 ขนึ้ ไปของคะแนนรวมทัง้ หมด p0 แทน สดั ส่วนของจำนวนนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ที่ ต้องการทดสอบ n แทน จำนวนนกั เรยี นกลมุ่ เป้าหมาย
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ความมุ่งหมายของการวิจัยครั้งนี้ คือ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI กับเกณฑ์ร้อยละ 60 และเพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ การจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปร เดียว ขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการเก็บรวบรวมข้อมลู ผวู้ จิ ยั นำมาวิเคราะหแ์ ละนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามลำดบั ดังน้ี ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 1. ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนจากการทำแบบทดสอบย่อยแบบ รายบุคคลระหว่างเรยี น การประเมนิ พฤตกิ รรมในการทำงานกลุ่ม และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 กลมุ่ เป้าหมาย ปรากฏผลดังตารางท่ี 1 ตารางที่ 1 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนจากการทำแบบทดสอบย่อยแบบ รายบคุ คลระหว่างเรียน การประเมินพฤติกรรมในการทำงานกลุ่ม และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 กลุ่มเป้าหมาย ผลการวิเคราะห์ คะแนนเต็ม คา่ เฉลีย่ ค่าเฉล่ยี เลขคณิต สว่ น (คะแนน) เลขคณติ คิดเปน็ รอ้ ยละ เบ่ียงเบน ของคะแนนเต็ม มาตรฐาน ( ���̅��� ) (S.D.) 38.88 ใบงานและแบบทดสอบยอ่ ย 40 26.53 97.2 2.11 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น 60 65.41 รวม 100 44.21 5.04 65.41 5.93 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งคิดคะแนนมาจากการทำแบบทดสอบย่อยแบบ รายบุคคลระหว่างเรียน การประเมินพฤติกรรมในการทำงานกลุ่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรอ่ื ง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 กลมุ่ เปา้ หมายทเี่ รยี นโดยการจัดการเรยี นรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิค TAI จำนวน 20 คน มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 65.41 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.41 ของ คะแนนเตม็ และมีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเป็น 5.93 คะแนน 2. ค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนคิ TAI ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของ คะแนนรวมทงั้ หมด ปรากฏผลดังตารางท่ี 2 ตารางที่ 2 ค่าร้อยละของจำนวนนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI ตั้งแตร่ ้อยละ 60 ขึ้นไปของ คะแนนรวมท้งั หมด กลุ่มเป้าหมาย จำนวนนักเรยี น จำนวนนักรียนท่ไี ดค้ ะแนน คา่ รอ้ ยละของ (คน) ต้งั แตร่ อ้ ยละ 60 ขน้ึ ไปของ จำนวนนกั เรยี นท่ีได้ คะแนนตง้ั แตร่ อ้ ยละ คะแนนรวม 60 ขึ้นไปของ คะแนนรวม นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 20 33 82.50 จากตารางท่ี 2 พบวา่ นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 กลมุ่ เปา้ หมายจำนวน 20 คน ได้คะแนนต้ังแต่ร้อยละ 60 ข้ึนไปของคะแนนรวม มีจำนวน 33 คน ซ่ึงคดิ เป็นร้อยละ82.50 ของจำนวนนกั เรยี นทั้งหมด 3. การทดสอบจำนวนนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ท่ีสอบผ่านเกณฑ์ เรอื่ ง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ปรากฏผลดงั ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 การทดสอบจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอบผ่านเกณฑ์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนคิ TAI มจี ำนวนมากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียนท้ังหมด
กลุ่มเป้าหมาย จำนวน จำนวนนกั รยี นทีไ่ ด้คะแนน สถิตทิ ดสอบ ค่าวกิ ฤต นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 นักเรียน ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึน้ ไปของ Z (คน) คะแนนรวม 20 33 3.214** 2.326 หมายเหตุ **นัยสำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 หลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือดว้ ยเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง สมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดียว ผ่าน เกณฑม์ ากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนกั เรียนทั้งหมด ท่รี ะดับนยั สำคญั ทางสถติ ิ .01 4. การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการ เรยี นรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค TAI ของนกั เรยี นกลมุ่ เปา้ หมาย แบบสอบถามวัดความพึงพอใจเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งมี 5 ระดับ และ ขอ้ ความเป็นขอ้ ความทางบวก โดยมเี กณฑก์ ารตรวจให้คะแนนในแต่ละระดับ ดังนี้ พึงพอใจมากทส่ี ุด ให้คะแนน 5 คะแนน พงึ พอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน พึงพอใจปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน พึงพอใจน้อย ใหค้ ะแนน 2 คะแนน พงึ พอใจน้อยที่สุด ให้คะแนน 1 คะแนน การแปลความหมายของคะแนนเฉลยี่ รวม ซ่ึงเป็นผลจากความพึงพอใจของนกั เรยี นกลุ่มเป้าหมายหลังจาก เรียนเรียน เรือ่ ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว โดยใชก้ ารจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ท้ังฉบับใช้เกณฑ์ การประเมินของประคอง กรรณสตู (อา้ งถงึ ใน อนุวัฒน์ เดชไธสง 2553 : 66) ดงั น้ี คะแนนเฉลยี่ 4.50 – 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากทสี่ ดุ คะแนนเฉล่ยี 3.50 – 4.49 หมายถึง พงึ พอใจมาก คะแนนเฉลย่ี 2.50 – 3.49 หมายถึง พงึ พอใจปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถงึ พึงพอใจนอ้ ย คะแนนเฉล่ีย 1.00 – 1.49 หมายถงึ พึงพอใจน้อยท่สี ดุ ซ่ึงการประเมินความพึงพอใจท่มี ตี ่อเนื้อหา เร่ือง สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียว และกจิ กรรมการเรียนรขู้ อง นกั เรียนกลมุ่ เป้าหมาย ปรากฏผลดงั ตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดบั ความพึงพอใจของนักเรียนกลุม่ เป้าหมายหลังจาก เรยี น เรอ่ื ง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือด้วยเทคนคิ TAI ค่าเฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบน ระดบั ความพึง ขอ้ ความ เลขคณติ (���̅��� ) มาตรฐาน (S.D.) พอใจ 1. เนื้อหาของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค 4.13 0.46 มาก TAI เรอ่ื ง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดยี ว เหมาะสมกับระดับ ความรู้ความเข้าใจของข้าพเจา้ 2. การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TAI ทำให้ 4.05 0.74 มาก ข้าพเจ้าเกดิ ทักษะการส่ือสาร ส่ือความหมายทาง คณิตศาสตร์ และนำเสนอ 3. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง 4.13 0.91 มาก สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ทำให้ข้าพเจ้าสามารถ คำนวณหาค่าการวัดการกระจายของข้อมูลแบบต่าง ๆ และอธบิ ายลกั ษณะการกระจายของข้อมูลได้ 4. ข้าพเจ้ามีความคิดรวบยอด เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว 3.98 0.66 มาก แปรเดยี วและเข้าใจเน้ือหาชดั เจนมากยิ่งขน้ึ 5. จากการทำใบงานในแต่ละคาบ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจ 4.18 0.74 มาก เน้ือหา เร่อื ง สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียว มากขึน้
คา่ เฉล่ีย สว่ นเบย่ี งเบน ระดบั ความพงึ ข้อความ เลขคณิต (���̅��� ) มาตรฐาน (S.D.) พอใจ 6. การจัดลำดับเนื้อหาในเอกสารประกอบการสอนและ 4.33 0.69 มาก ใบงาน มีความต่อเนื่องและชัดเจน ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ งา่ ย 7. การปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ ส่งเสริม 4.30 0.72 มาก บรรยากาศในการเรียนของข้าพเจ้ามากข้ึน 8. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI กระตุ้น 4.30 0.60 มาก ให้ขา้ พเจ้าเกิดการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง 9. เอกสารประกอบการสอนและใบงาน เรื่อง สมการเชิง 4.00 0.93 มาก เส้นตัวแปรเดียว ทำให้ข้าพเจ้าเกิดการค้นพบความรู้ด้วย ตนเอง 10. ข้าพเจ้ารู้สึกมั่นใจในตนเองและกล้าแสดงออกเมื่อ 3.78 0.62 มาก จดั การเรยี นการสอนแบบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ TAI 11. ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมกับการทำใบงาน 4.03 0.69 มาก ระหวา่ งเรยี น 12. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ 4.13 0.91 มาก ขา้ พเจ้ามโี อกาสแลกเปล่ียนความคดิ เห็นและมปี ฏสิ ัมพันธ์ กบั เพอ่ื นมากขึน้ 13. ข้าพเจ้ารู้สึกไม่เครียดและไม่หนักใจต่อการจัดการ 4.25 0.74 มาก เรยี นรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI
คา่ เฉลยี่ สว่ นเบี่ยงเบน ระดับความพงึ ขอ้ ความ เลขคณิต (���̅��� ) มาตรฐาน (S.D.) พอใจ 14. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ช่วย 4.23 0.53 มาก พฒั นาทกั ษะการคดิ ของข้าพเจา้ 15. ขา้ พเจ้ารู้สกึ สนุกกบั การทำกิจกรรมระหวา่ งเรียน 4.18 0.78 มาก 16. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรื่อง 4.33 0.69 มาก สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ทำให้ข้าพเจ้าต้องการเรียน วิชาคณติ ศาสตร์มากขน้ึ 17. การจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมือดว้ ยเทคนิค TAI ชว่ ยให้ 4.10 0.90 มาก ขา้ พเจ้ามคี วามรบั ผิดชอบมากขนึ้ 18. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ 4.13 0.91 มาก ขา้ พเจ้ามอี สิ ระในการคิดมากขน้ึ 19. สื่อการสอนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย 4.33 0.69 มาก เทคนคิ TAI มปี ระโยชนต์ ่อการเรียนการสอน 20. การจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค TAI ทำให้ 4.25 0.74 มาก ขา้ พเจ้ามีเจตคติท่ดี ีต่อการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ รวมทั้งฉบบั 4.16 0.73 มาก จากตารางที่ 4 จะเห็นว่าคะแนนความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายต่อข้อ คำถามทั้งหมดทุกข้ออยู่ในระดับมาก และเมอื่ พจิ ารณาคะแนนเฉล่ียของความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนคิ TAI พบวา่ มีคา่ เท่ากับ 4.16 แสดงว่านกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลมุ่ เปา้ หมายมีความพึงพอใจหลังจาก เรียน เรื่อง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือดว้ ยเทคนคิ TAI อยใู่ นระดบั มาก
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ ความมงุ่ หมายของการวิจยั 1) เพือ่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่ได้รับการ จัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ด้วยเทคนิค TAI กบั เกณฑ์รอ้ ยละ 60 2) เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรยี นที่มตี ่อการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนคิ TAI เรือ่ ง สมการ เชงิ เสน้ ตัวแปรเดยี ว สมมติฐานของการวิจยั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 ทเ่ี รียน เร่ือง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียวโดยใช้การจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ ดว้ ยเทคนิค TAI สามารถผา่ นเกณฑไ์ ด้มากกว่ารอ้ ยละ 60 ของจำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด วธิ ดี ำเนินการวิจัย กลุ่มเปา้ หมายที่ใช้ในการวจิ ยั กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมธั ยมวัดสิงห์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้อง ทั้งหมด 20 คน เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครงั้ นป้ี ระกอบดว้ ย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี วจำนวน 4 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จำนวน 1 ฉบับ ซึ่ง เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 40 ข้อ 3. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เรือ่ ง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว 1 ฉบบั จำนวน 20 ข้อ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 1. ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ในส่วนของการจัด กจิ กรรมการเรยี นการสอนจะมีแบบทดสอบย่อยท้ายแผนให้นกั เรียนปฏิบัตเิ ป็นรายบุคคล ผูว้ จิ ยั จะนำแบบทดสอบ
ย่อยไปตรวจให้คะแนนทกุ ครัง้ และมกี ารประเมินพฤตกิ รรมในการทำงานกลุ่มของนักเรียนเพ่ือให้คะแนนนำไปเป็น ส่วนหนึ่งของการประเมินผลการเรียนรู้ สำหรับแบบทดสอบย่อยท้ายแผน คิดเป็นร้อยละ 20 ของคะแนนรวม ทงั้ หมด และการประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ กล่มุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 20 ของคะแนนรวมทง้ั หมด 2. ทำการทดสอบหลงั เรียน (Post-test) กบั กลุ่มเปา้ หมาย โดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน เร่ือง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ใช้เวลา 1 ช่ัวโมง 3. เมอื่ ส้ินสดุ การเรียนการสอนและการทดสอบแลว้ ใหน้ ักเรียนตอบแบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจของนักเรยี นต่อการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TAI เรื่อง สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว โดยใช้เวลา ประมาณ 20 นาที 4. ผวู้ ิจัยนำคะแนนทไี่ ด้ตอ่ ไปน้ี มาวิเคราะห์โดยใชว้ ธิ กี ารทางสถิติ 4.1 คะแนนจากแบบทดสอบย่อยระหว่างเรยี นท้ายแผน และคะแนนการประเมิน พฤติกรรมในการทำงานกลมุ่ คิดเปน็ ร้อยละ 40 ของคะแนนรวมทั้งหมด 4.2 คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรอ่ื ง การวดั การกระจาย ของข้อมลู คิดเปน็ รอ้ ยละ 60 ของคะแนนรวมทัง้ หมด การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 1. หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนจากการทำแบบทดสอบ ย่อยแบบรายบคุ คลระหว่างเรียน การประเมินพฤติกรรมในการทำงานกลุ่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรอ่ื ง สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว 2. ทดสอบจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ผ่านเกณฑ์มากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด โดยใชส้ ถติ ทิ ดสอบ Z (Z-Test for Population Proportion) ทดสอบสมมติฐานเก่ียวกับคา่ สดั สว่ นของประชากร 3. ประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรยี น เร่อื ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว โดยใช้การ จดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI ของนกั เรียนกลมุ่ เป้าหมาย สรุปผลการวจิ ยั 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่เรียนเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิค TAI มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรอ่ื ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว ผา่ นเกณฑ์มากกวา่ ร้อยละ 60 ของจำนวนนกั เรยี นท้ังหมด ท่ีระดับนัยสำคัญ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังจากเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ซึ่งประเมินจากคะแนนเฉลี่ยของแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของ
นกั เรยี นท้งั ฉบับ พบวา่ นกั เรยี นกล่มุ เป้าหมายมคี วามพึงพอใจหลงั จากเรียน เรอ่ื ง สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว โดย การจัดการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI อยู่ในระดบั มาก อภปิ รายผล 1. จากการศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการวัดการกระจายของข้อมลู ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI พบว่า นักเรียนสามารถผ่านเกณฑ์การเรียน มากกวา่ รอ้ ยละ 60 ของจำนวนนกั เรยี นท้ังหมด อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งน้อี าจมสี าเหตมุ าจากด้าน เนื้อหาของแผนการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI เร่ือง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดยี ว ทผี่ วู้ จิ ยั สร้างขึ้นได้ นำเสนอเนอื้ หาทเี่ รียบเรยี งเป็นลำดับ ง่ายตอ่ การทำความเขา้ ใจและเนื้อหาดังกล่าวนกั เรียนเคยเรยี นมาบ้างแล้วใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จึงทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายและการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เน้น ส่งเสริมให้นักเรียนช่วยเหลือซึง่ กันและกัน ปลูกฝังให้นักเรียนมีการยอมรับซึ่งกันและกันมีมนุษยส์ ัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เรียนรู้ทักษะทางสังคมมีความเอาใจใส่รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เนื่องจากผลงานของตนเองย่อมมีผลต่อ คะแนนของกลุ่มจึงทำให้บรรยากาศแห่งการเรยี นรูเ้ กิดขึน้ ในหอ้ งเรียน ส่งผลให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้ไดด้ ขี ึ้นและ สามารถผา่ นเกณฑ์การเรยี นได้ 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรียน เรื่องสมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว โดยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายซึ่งประเมินจากคะแนนเฉล่ีย ของแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนทั้งฉบับ พบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจหลังจาก เรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI อยู่ในระดับมาก ทั้งน้ี อาจมีสาเหตุมาจากการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือด้วยเทคนคิ TAI ชว่ ยสง่ เสริมให้นกั เรียนที่มีความสามารถแตกต่าง กันได้มาเรียนรู้ร่วมกัน ฝึกการถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกันและเนื่องจากนักเรียนอยู่ในวัยเดียวกัน การสื่อสาร จึงเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น นักเรียนจึงรู้สึกสนุก ไม่เกิดความเครียดในระหว่างเรียน ทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจ หลังจากเรยี น เรื่อง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว โดยการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI ขอ้ เสนอแนะ 1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ครูควรอธิบายรูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียน เขา้ ใจบทบาทหน้าที่ของตนเองกอ่ นเพื่อให้การจดั การเรียนการสอนไดด้ ำเนนิ ไปตามแผนท่ีวางไว้ 2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ครูต้องให้คำแนะนำและเอาใจใส่ต่อนักเรียนอย่างใกล้ชิดทุก ข้ันตอนและควรมีการเสริมแรงทางบวก เช่น การคำชมเชยนักเรียนท่ีตงั้ ใจเรียนและดูแลให้ความช่วยเหลือสำหรับ นักเรยี นทเ่ี รียนอ่อนเพื่อใหน้ กั เรียนมกี ำลงั ใจในการเรียน 3. การให้รางวัลแกน่ ักเรียนท่ีทำผลงานได้ดเี ป็นบางครงั้ บางคราวจะช่วยเสริมแรงใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามต้ังใจในการเรยี น มากขน้ึ
บรรณานุกรม กนกพรแสงสว่าง. (2540). การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทกั ษะการทำงานร่วมกันในวิชาส 305 โลกของเราของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ท่สี อนโดยการเรยี นแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจ๊ิกซอวก์ ับการ สอนตามปกติ. วิทยานพิ นธ์ศษ.ม. (หลกั สูตรและการสอน). นนทบรุ ี: บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สโุ ขทัย ธรรมาธิราช. ถา่ ยเอกสาร. จิรัชญาทิขัตติ. (2550). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความรับผิดชอบทางการเรียนวิชา ภาษาไทยที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือแบบเอสทีเอ ดี (STAD) กับการสอนตามปกติของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี.สารนิพนธ์กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพ่ือการจัดกระบวนการเรยี นรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ. พิมพ์คร้ัง ที่ 4. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . พรชยั จนั ทไทย. (2545). การเปรียบเทียบการสอนคณิตศาสตร์เรอื่ งการแยกตวั ประกอบของพหุนามสำหรับ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ทเ่ี รยี นโดยแบ่งกลุม่ ตามสังกัดสัมฤทธผิ ลทางการเรยี น (STAD) และกจิ กรรม ตามค่มู อื ครูของสสวท.วิทยานิพนธ์กศ.ม. (หลกั สูตรและการสอน). มหาสารคาม: สำนกั วิทยบริการ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2529). การสร้างและพัฒนาแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษา และจิตวิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ภัทรลดา ประมาณพล. (2560). การพัฒนาชุดกิจกรรม เร่ืองจํานวนนับ และการบวกการลบ การคูณ การหาร สําหรับนักเรียนชันประถมศึกษาปีที 6 โดยใช้เทคนิค TAI. วิทยานิพนธ์ค.ม. (หลกัสูตรและการสอน). จันทบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี. ลดาวรรณดีสม. (2546). การพัฒนาทกั ษะพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการใช้กิจกรรมการเรียน แบบตอ่ ภาพ. ปรญิ ญานิพนธก์ ศ.ม. ( การศึกษาปฐมวัย).กรงุ เทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
ลว้ นสายยศ; และองั คณาสายยศ. (2538). เทคนคิ การวิจยั ทางการศกึ ษา. พิมพ์ครั้งท่ี 5.กรงุ เทพฯ: สุวีรยิ าสาส์น. วนดิ า เงาะจนั ทรา. ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TAI เรือ่ ง การวัดความยาว ท่ีมีต่อ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและความคดิ สรา้ งสรรค์ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4. คณะกรรมการควบคุม วทิ ยานิพนธ์ : เวชฤทธ์ิ องั กนะภัทรขจร, กศ.ด., อาพันชนติ เจนจิต, กศ.ด. 215 หน้า. ปี พ.ศ. 2557. เสาวเพ็ญบญุ ประสพ. (2553). ผลการจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมือด้วยเทคนิคจิก๊ ซอวเ์ ร่ืองการแปลงทางเรขาคณิต ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2. สารนิพนธ์กศ.ม. (การ มัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ศักดิ์ชัย จันทะแสง. (2550). การศึกษาปัจจัยด้านสติปัญญาและด้านที่ไม่ใช่สติปัญญาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์และวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3.ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม.(การวจิ ัยและสถติ ทิ างการศึกษา).กรุงเทพฯ: บัณฑติ วิทยาลยั . ศิรพิ รคล่องจิตต์. (2548). การศกึ ษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตรเ์ ร่ืองการแกโ้ จทย์สมการเชงิ เส้นตัว แปรเดียวของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ทไี่ ด้รบั การจัดการเรียนการสอนแบบ TAI (TEAM ASSISTED INDIVIDUALIZATION).สารนิพนธ์กศ.ม. (การมธั ยมศึกษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัยมหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร พรชัยจันทไทย. (2545). การเปรียบเทียบการสอนคณติ ศาสตร์เรื่องการแยกตวั ประกอบของพหุนามสำหรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ทเ่ี รียนโดยแบง่ กลุ่มตามสังกดั สัมฤทธิผลทางการเรยี น (STAD) และกิจกรรม ตามค่มู ือครูของสสวท.วทิ ยานิพนธก์ ศ.ม. (หลกั สตู รและการสอน). มหาสารคาม: สำนกั วิทยบริการ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. ถา่ ยเอกสาร. อนุวัฒน์ เดชไธสง. (2553). ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนเรือ่ งเวกเตอร์โดยใช้โปรแกรม C.a.R.สำหรับนักเรียน ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2.ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (คณิตศาสตร์). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.
อังค์สุมลเชื้อชัย. (2543). การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้เรื่องเพศศึกษาสำหรับนักเรียนหญิงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือต่อแบบจิ๊กซอว์วิทยานิพนธ์ค.ม. (ประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ถ่ายเอกสาร. Prescott, Daniel A. (1961). Report of Conference on Child Study. Education Bulletin. Bangkok: Faculty of Education, Chulalongkorn University.
แบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจของนกั เรียนต่อการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TAI เร่อื ง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 คำชี้แจง 1. ให้นกั เรยี นทำเคร่ืองหมาย ✓ลงในช่องทางขวามอื หลังข้อความที่ตรงกบั ความคดิ เหน็ ของนักเรียนมากที่สดุ 2. ในแต่ละชอ่ งทแี่ สดงความพึงพอใจ มเี กณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี พึงพอใจมากทสี่ ุด ใหค้ ะแนน 5 คะแนน พึงพอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน พึงพอใจปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน พงึ พอใจน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน พงึ พอใจน้อยท่ีสดุ ใหค้ ะแนน 1 คะแนน ข้อท่ี ข้อความ 5 ระดบั ความพึงพอใจ 1 43 2 1 เนื้อหาของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค TAI เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เหมาะกับระดับความรูค้ วามเข้าใจของขา้ พเจ้า 2 การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ข้าพเจา้ เกิดทักษะการสื่อสาร ส่ือ ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนำเสนอ 3 ข้าพเจ้ามีโอกาสอธิบายและซักถามเพื่อนใน กลมุ่ ทำใหเ้ ขา้ ใจในเนือ้ หามากข้นึ 4 ข้าพเจ้ามีโอกาสแสดงความคิดเห็นและได้ ปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง
ขอ้ ท่ี ข้อความ 5 ระดับความพึงพอใจ 1 43 2 5 จากการทำใบงานและแบบฝึกหัดในแต่ละคาบ ทำให้ข้าพเจา้ เขา้ ใจเน้ือหา เร่ือง สมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียว มากขึน้ 6 นักเรียนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้เกิด ความสามัคคี 7 กจิ กรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ 8 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ข้าพเจ้าเกดิ การแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง 9 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ขา้ พเจ้าเกิดความมน่ั ใจในตัวเองมากขึ้น 10 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำใหข้ ้าพเจา้ กล้าแสดงออกมากขึน้ 11 ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกและมีความสุขเมื่อเรียนด้วย การจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI 12 การเรยี นเปน็ กลุ่มเล็ก ๆ ทำใหน้ ักเรียนไม่อายท่ี จะซกั ถามเมอ่ื ไม่เขา้ ใจ 13 การเรียนเป็นกลุ่มเลก็ ๆ และจับคู่กันทำงานทำ ใหก้ ารทำงานเสร็จทนั เวลา
ขอ้ ท่ี ข้อความ 5 ระดับความพึงพอใจ 1 43 2 14 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เป็นการฝกึ กระบวนการทำงานเปน็ กลมุ่ 15 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดง ความสามารถอย่างเต็มท่ี 16 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ทำให้ข้าพเจ้ามีความกระตือรือร้นในการเรียน มากขน้ึ 17 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI ชว่ ยให้ขา้ พเจา้ มีความรบั ผิดชอบมากขนึ้ 18 สื่อการสอนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI มีประโยชน์ต่อการเรียนการ สอน 19 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เป็นการให้โอกาสนักเรียนที่เรียนอ่อนได้รับ ความช่วยเหลอื และนักเรียนทีเ่ รยี นเก่งได้แสดง ความสามารถ 20 การจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ด้วยเทคนิค TAI ทำให้ข้าพเจ้ามเี จตคติท่ีดีตอ่ การเรยี นวิชา คณติ ศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1 เร่อื ง คำตอบของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว รายวชิ า คณติ ศาสตรพ์ ้นื ฐาน รหสั วชิ า ค 21102 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดยี ว เวลา 50 นาที ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั ค 1.3 ม 1/1 เขา้ ใจและใชส้ มบตั ิของการเท่ากนั และสมบัตขิ องจำนวน เพื่อวเิ คราะห์และแกป้ ัญหาโดยใช้สมการ เชิงเสน้ ตวั แปรเดยี ว สาระสำคญั สมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดียว คือ สมการที่อยู่ในรูป ax + b = 0 เมื่อ a, b เป็นจำนวนใดๆ และ a ≠ 0 คำตอบของสมการ คือ จำนวนท่ีแทนค่าของตวั แปรทปี่ รากฏอย่ใู นสมการ แลว้ ทำให้สมการเปน็ จรงิ จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. ดา้ นความรทู้ างคณติ ศาสตร์ : เพือ่ ให้นกั เรยี น 1.1 หาคำตอบของสมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียวโดยวธิ ีลองแทนค่าตวั แปร 2. ดา้ นทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ : เพอื่ ให้นกั เรยี น 2.1 สื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และนำเสนอการเขียนประโยคภาษาที่กำหนดให้เป็น สมการแล้วหาคำตอบของสมการโดยวธิ ีลองแทนคา่ ตัวแปร 3. ด้านคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ : เพอ่ื ให้นักเรียน 3.1 มสี ว่ นร่วมและความรบั ผดิ ชอบในการทำงานทม่ี อบหมาย สาระการเรยี นรู้ คำตอบของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว พิจารณาขอ้ ความต่อไปนี้
ห้องเรียนห้องหนึ่งมีนักเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง ต่อมามีนักเรียนเข้ามาในห้องเรียนนี้อีกสองคน เม่ือ นบั จำนวนนกั เรียนในหอ้ งอีกครง้ั หน่งึ พบวา่ มีนกั เรียนทง้ั หมดแปดคน ถ้าใหเ้ ดมิ มนี ักเรียนในห้องอยู่ x คน จะเขยี นประโยคสัญลักษณแ์ ทนข้อความดงั กล่าวเป็นสมการ ได้ดงั น้ี x + 2 = 8 เป็นสมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี วและมี x เปน็ ตัวแปร พิจารณาสมการ x+2 = 8 ถ้าแทนค่า x ดว้ ย 6 ในสมการ จะได้ 6 + 2 = 8 8 = 8 ซึ่งสมการเป็นจรงิ เรยี ก 6 ว่าเป็นคำตอบของสมการ x + 2 = 8 พจิ ารณาประโยคภาษาต่อไปน้ี สองเท่าของจำนวนจำนวนหน่ึงรวมกับหนึ่งไดผ้ ลลัพธเ์ ท่ากับห้า ถ้าให้ a แทนจำนวนจำนวนหนึง่ จะเขียนประโยคสัญลักษณแ์ ทนประโยคภาษาดงั กลา่ วเป็น สมการไดด้ ังน้ี 2a + 1 = 5 เปน็ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว และมี a เปน็ ตวั แปร พิจารณาสมการ 2a + 1 = 5 ถ้าแทนค่า a ด้วย 2 ในสมการ จะได้ (2 × 2) + 1 = 5 5 = 5 ซ่งึ สมการเป็นจรงิ เรยี ก 2 ว่าเป็นคำตอบของสมการ 2a + 1 = 5 ตวั อยา่ งที่ 1 จงพจิ ารณาวา่ จำนวนท่ีอยใู่ นวงเล็บ [ ] ทา้ ยสมการ เปน็ คำตอบของสมการหรือไม่ 1) x – 6 = 13 [19] 2) x = 14 [60] วธิ ีทำ 1) จากสมการ x – 6 = 13 4 แทนค่า x ด้วย 19 ในสมการ จะได้ 19 – 6 = 13 13 = 13 ซ่ึงสมการเปน็ จรงิ ดังน้นั 19 เป็นคำตอบของสมการ x – 6 = 13 2) จากสมการ x = 14 = 14 4 แทนค่า x ด้วย 60 ในสมการ จะได้ 60 4
15 = 14 ซึง่ สมการเป็นเท็จ ดังนนั้ 60 ไม่เป็นคำตอบของสมการ x = 14 4 ตัวอย่างท่ี 2 จงหาคำตอบของสมการต่อไปน้ี โดยวิธีลองแทนค่าตวั แปร 1) x + 5 = 5 + x 2) x + 3 = x + 4 วธิ ีทำ 1) จากสมการ x + 5 = 5 + x ลองแทนคา่ x ด้วย -4 ในสมการ จะได้ (-4) + 5 = 5 + (-4) 1 = 1 ซึ่งสมการเป็นจรงิ ลองแทนค่า x ด้วย 7 ในสมการ จะได้ 7 + 5 = 5 + 7 12 = 12 ซง่ึ สมการเป็นจริง ลองแทนคา่ x ดว้ ย 10 ในสมการ จะได้ 10 + 5 = 5 + 10 15 = 15 ซึ่งสมการเปน็ จรงิ จะเหน็ วา่ เมอ่ื แทนค่า x ด้วยจำนวนทไ่ี มเ่ ทา่ กนั สามจำนวนในสมการ x + 5 = 5 + x แล้วทำใหส้ มการเปน็ จรงิ เสมอ และจากสมการ x + 5 = 5 + x เปน็ ไปตามสมบตั ิการสลบั ทส่ี ำหรับการบวก ดงั นน้ั คำตอบของสมการ x + 5 = 5 + x คือ จำนวนใด ๆ ทุกจำนวน 2) จากสมการ x + 3 = x + 4 ลองแทนคา่ x ด้วย -7 ในสมการ จะได้ (-7) + 3 = -7 + 4 -4 = -3 ซง่ึ สมการเป็นเท็จ ลองแทนค่า x ดว้ ย 1 ในสมการ จะได้ 1 + 3 = 1 + 4 4 = 5 ซึ่งสมการเป็นเทจ็ ลองแทนคา่ x ดว้ ย 9 ในสมการ จะได้ 9 + 3 = 9 + 4 12 = 13 ซ่งึ สมการเป็นเท็จ
จะเหน็ ว่า เมอื่ แทนค่า x ด้วยจำนวนที่ไมเ่ ท่ากนั สามจำนวนในสมการ x + 3 = x + 4แลว้ ทำ ใหส้ มการเปน็ เท็จเสมอ และจากสมบัติการบวกของจำนวนสองจำนวนใด ๆ เม่ือตัวบวกเพ่มิ ข้ึนจะทำใหผ้ ลบวก เพิ่มขนึ้ ด้วย จงึ สรปุ ได้ว่า x + 4 ต้องมากกว่า x + 3 ดังนน้ั ไมม่ ีคำตอบของสมการ x + 3 = x + 4 สื่อการเรียนรู้/ แหลง่ การเรียนรู้ 1. สลากประโยคภาษา (จำนวนตามต้องการ) 2. กจิ กรรม ว่งิ แขง่ แทนคา่ ตัวแปร ประกอบดว้ ย 1) กระดานเกมว่งิ แขง่ แทนค่าตัวแปร 2) กระดาษโพสอิทสีต่างๆ 3) ลกู เตา๋ 3. ใบงาน เร่ือง คำตอบของสมการ (สำหรบั นกั เรยี นแต่ละคน) กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ขัน้ นำ ขน้ั นใี้ ช้เวลาประมาณ 5 นาที ซึง่ มีรายละเอยี ดดังน้ี 1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง คำตอบของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยครูทบทวนการเขียน ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งลำดับทก่ี บั จำนวนในลำดบั ท่ี n จากแบบรูป 2. ขัน้ สอน ข้นั นีใ้ ชเ้ วลาประมาณ 40 นาที ซงึ่ มีรายละเอียดดงั น้ี 2.1 ครูยกตัวอย่างการเขียนประโยคภาษาเป็นสมการ เช่น จำนวนจำนวนหนึ่งลบด้วยหนึ่งได้ผลลัพธ์ เทา่ กบั ลบห้า เขยี นเป็นสมการได้เป็น x – 1 = -5 2.2 ครอู ธบิ ายการหาคำตอบของสมการโดยวธิ ลี องแทนคา่ ตัวแปร 2.3 ครใู หน้ กั เรียนแต่ละคนส่มุ จับสลากประโยคภาษาคนละใบ 2.4 ครูเรียกนักเรียนทีละคนออกมาเขียนสมการจากประโยคภาษาท่ีตวั เองจับได้บนกระดาน พร้อมท้ัง แสดงการหาคำตอบของสมการโดยวิธลี องแทนคา่ ตัวแปร (ถ้าเวลาไม่พอ อาจสุ่มเรยี กนกั เรียนบางคน) 2.5 ครูแบ่งนกั เรยี นออกเป็น 3 กล่มุ และให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกกระดาษโพสอิทเพ่ือเป็นสีประจำ กลุ่ม 2.6 ครแู สดงกระดานเกมวิ่งแข่งแทนค่าตวั แปรหนา้ ชนั้ เรยี น และครนู ำกระดาษโพสอทิ ของนักเรียนแต่ ละกลมุ่ ไปตดิ ไว้ทีจ่ ุดเรม่ิ ต้นบนกระดานเกม 2.7 ครูอธิบายกติกาเกมวงิ่ แขง่ แทนคา่ ตัวแปร ดังนี้
1) ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มสง่ ตัวแทนออกมาทอยลูกเตา๋ คนละหนึ่งรอบ กลมุ่ ใดไดแ้ ตม้ ลูกเต๋ามากทสี่ ดุ จะมสี ิทธเ์ิ ริม่ เล่นกอ่ น กลมุ่ ทไี่ ดแ้ ตม้ รองลงมาจะไดเ้ ลน่ เป็นกล่มุ ถัดไป 2) กลุ่มทไ่ี ด้เล่นกลมุ่ แรกส่งตัวแทนออกมาทอยลกู เตา๋ ไดแ้ ตม้ จำนวนเท่าใดให้นำไปแทน ค่าตวั แปร x ท่ีตรงกบั ชอ่ งทีก่ ระดาษโพสอิทสขี องตนอยูแ่ ลว้ หาผลลัพธ์ เช่น - ถา้ ทอยลูกเต๋าออกแต้ม 1 ใหน้ ำ 1 ไปแทนคา่ ตัวแปร x ทีต่ รงกับชอ่ งทก่ี ระดาษ โพสอิทสขี องตนอยู่ คือ 2x จะได้ 2 × 1 = 2 - ให้ตวั แทนนกั เรียนที่ออกมาทอยลกู เตา๋ นำกระดาษโพสอิทของกลมุ่ ตนเองเดินไป 2 ช่อง แต่ถ้าได้ผลลัพธ์ติดลบให้เดนิ ถอยหลังเทา่ กบั จำนวนทต่ี ดิ ลบ (นักเรยี นทกุ คน ต้องเป็นตัวแทนออกมาทอยลูกเต๋า) 3) กล่มุ อ่ืนเล่นเช่นเดยี วกนั เวยี นไปเร่อื ย ๆ กลุ่มใดเดนิ ไปถงึ ช่องสุดทา้ ยก่อนเป็นกลมุ่ ท่ีชนะ 2.8 ครแู จกใบงาน เรื่อง คำตอบของสมการ ใหน้ กั เรยี นแต่ละคนทำ (ถา้ เวลาไม่พอใหไ้ ปทำเป็น การบา้ น) 2.9 ครูสุ่มนักเรียนออกมาเฉลยใบงาน ครูและนักเรียนที่เหลือร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของ คำตอบทีเ่ พ่ือนนำเสนอ ถา้ มคี วามคลาดเคลื่อนเกดิ ขึน้ ใหค้ รปู รบั แกใ้ ห้ถกู ตอ้ งทันที 3. ขัน้ สรุป ข้นั นใี้ ช้เวลาประมาณ 5 นาที ซงึ่ มีรายละเอยี ดดังนี้ 3.1 นักเรียนร่วมกนั สรุปความรทู้ ่ีไดจ้ ากการเรยี นในคาบน้ี โดยครูต้ังคำถามให้นักเรียนตอบ ดงั น้ี 1) สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว คืออะไร [นกั เรียนควรตอบวา่ สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี ว คือ สมการที่อยใู่ นรูป ax + b = 0 เม่ือ a, b เปน็ จำนวนใดๆ และ a ≠ 0] 2) คำตอบของสมการ คืออะไร [นกั เรยี นควรตอบวา่ คำตอบของสมการ คือ จำนวนทแ่ี ทนค่าของตัวแปรท่ีปรากฏอยใู่ น สมการ แล้วทำให้สมการเปน็ จริง] 3) สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียวสามารถมีคำตอบได้กี่แบบ [นกั เรียนควรตอบวา่ สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียวสามารถมีคำตอบได้ 3 แบบ ดังนี้ 1. สมการที่มีจำนวนบางจำนวนเปน็ คำตอบ 2. สมการที่มีจำนวนทุกจำนวนเป็นคำตอบ 3. สมการที่ไมม่ ีจำนวนใดเป็นคำตอบ] 3.2 ครูเก็บใบงานของนักเรยี นแต่ละคน
3.3 ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นไปทำแบบฝึกหดั เพ่ิมเตมิ ในหนงั สือเรยี น (ถ้ามี) 3.4 ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง สมบัติของการเท่ากัน ล่วงหน้าซึ่งจะเรียนในคาบ ต่อไป การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ เพ่ือใหส้ อดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ การวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ในคาบนี้ มีดังน้ี จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ การวัดผล การประเมินผล ท่ตี อ้ งการวดั ผลและประเมินผล ด้านความร้ทู างคณิตศาสตร์ : วิธีวัดผล : เกณฑ์การให้คะแนน : 1. หาคำตอบของสมการเชิงเส้นตัว พิจารณาความถูกต้องของคำตอบของ ในแตล่ ะคำถาม แปรเดยี วโดยวธิ ลี องแทนค่าตัวแปร นกั เรยี นจากใบงาน เรื่อง คำตอบของสมการ ถ้านักเรยี นตอบได้ถูกตอ้ ง จะได้ คะแนน 1 คะแนน เคร่ืองมือวดั ผล : ถา้ นักเรียนตอบไม่ถูกต้อง จะได้ คะแนน 0 คะแนน ใบงาน เรอ่ื ง คำตอบของสมการ (มี 20 ขอ้ ) เกณฑ์การประเมินผล : ถา้ นักเรยี นได้คะแนนต้ังแต่ 17 คะแนนขึน้ ไป ถือว่าผา่ น ด้านทักษะและกระบวนการทาง วิธวี ัดผล : เกณฑ์การประเมนิ ผล : คณติ ศาสตร์ : พิจารณาจากความถูกต้องของการเขียน ถ้านักเรียนเขียนประโยคภาษาท่ี 1. ส ื ่ อ ส า ร ส ื ่ อ ค ว า ม ห ม า ย ท า ง ประโยคภาษาที่กำหนดให้เป็นสมการ และ กำหนดให้เป็นสมการ และหา คณิตศาสตร์ และนำเสนอการเขียน การหาคำตอบของสมการโดยวิธีลองแทน คำตอบของสมการโดยวิธีลอง คา่ ตวั แปร แทนค่าตัวแปรได้ถูกต้อง ถือว่า ประโยคภาษาที่กำหนดให้เป็นสมการ แล้วหาคำตอบของสมการโดยวิธีลอง ผ่าน แทนคา่ ตวั แปร เครื่องมอื วดั ผล :
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ การวัดผล การประเมนิ ผล ทต่ี อ้ งการวดั ผลและประเมนิ ผล การเขียนประโยคภาษาที่กำหนดให้เป็น สมการ และการหาคำตอบของสมการโดย วธิ ลี องแทนคา่ ตัวแปรหนา้ ชั้นเรียน ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ : วธิ ีวดั ผล : เกณฑ์การให้คะแนน : 1. มีส่วนร่วมและมีความกระตือรือรน้ พิจารณาพฤติกรรมหรือการแสดงออกของ ถา้ นกั เรยี นแสดงออกให้เห็นอย่าง นักเรียนขณะทำงานที่มอบหมายโดยมีครู เด่นชัด ในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม เป็นผู้สังเกตแล้วบันทึกในแบบสังเกต จะได้ คะแนน 2 คะแนน พฤตกิ รรมการทำงานของนักเรียน ถ้านักเรยี นแสดงออกให้เห็นเพียง เลก็ นอ้ ย จะได้ คะแนน 1 คะแนน เครอื่ งมือวัดผล : ถ้านักเรยี นไม่แสดงออกเลย แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานของ จะได้ คะแนน 0 คะแนน นกั เรยี น เกณฑก์ ารประเมินผล : ถ้านักเรียนได้คะแนนมากกว่า รอ้ ยละ 80 ของคะแนนเตม็ ถอื วา่ ผ่าน
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 2 เร่อื ง สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว รายวิชา คณิตศาสตรพ์ นื้ ฐาน รหสั วชิ า ค 21102 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 หนว่ ยการเรียนรู้ สมบัติของการเทา่ กนั เวลา 50 นาที ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ดั ค 1.3 ม 1/1 เขา้ ใจและใช้สมบตั ขิ องการเท่ากนั และสมบัตขิ องจำนวน เพื่อวเิ คราะห์และแก้ปญั หาโดยใชส้ มการ เชิงเส้นตัวแปรเดียว สาระสำคัญ สมบัติการสมมาตร ถา้ a = b แล้ว b = a เมื่อ a และ b แทนจำนวนใดๆ สมบัตกิ ารถ่ายทอด ถ้า a = b และ b = c แลว้ a = c เมอ่ื a, b และ c แทนจำนวนใดๆ สมบตั ิการบวก ถา้ a = b แลว้ a + c = a + c เม่ือ a, b และ c แทนจำนวนใดๆ สมบัตกิ ารคูณ ถ้า a = b และ a × c = b × c เม่อื a, b และ c แทนจำนวนใดๆ สมบัติการคูณด้วย 1 เมอื่ c แทนจำนวนใด ๆ ท่ี c ≠ 0 c ถ้า a = b แล้ว a = b เมือ่ a, b และ c แทนจำนวนใด ๆ ท่ี c ≠ 0 cc จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. ด้านความรู้ทางคณติ ศาสตร์ : เพ่ือใหน้ ักเรยี น 1.1 พิจารณาการแกส้ มการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียวว่าใชส้ มบตั กิ ารเทา่ กนั ชนิดใด 2. ด้านทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ : เพอื่ ใหน้ กั เรียน 2.1 ให้เหตุผลในการพิจารณาว่าประโยคเท่ากันโดยใช้สมบัติการสมมาตร สมบัติการถ่ายทอด สมบัติ การบวก หรอื สมบัตกิ ารคูณ 3. ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ : เพอื่ ให้นักเรียน 3.1 มสี ว่ นรว่ มและความรับผดิ ชอบในการทำงานท่ีมอบหมาย
สาระการเรยี นรู้ สมบัติของการเทา่ กนั 1. สมบตั กิ ารสมมาตร ถ้า a = b แลว้ b = a เมือ่ a และ b แทนจำนวนใดๆ เชน่ ถ้า x = 20 แลว้ จะสรปุ วา่ 20 = x ถ้า -2a = 15 แล้วจะสรปุ ว่า 15 = -2a ถ้า 2x + 7 = x - 3 แล้วจะสรปุ วา่ x - 3 = 2x + 7 2. สมบัติการถา่ ยทอด ถ้า a = b และ b = c แลว้ a = c เมอ่ื a, b และ c แทนจำนวนใดๆ เช่น ถ้า 4 = 3 + 1 และ 3 + 1 = 2 + 2 แลว้ จะสรปุ ว่า 4 = 2 + 2 ถ้า 2 × 3 = 3 × 2 และ 3 × 2 = 6 แล้วจะสรปุ ว่า 3 × 2 = 6 ถ้า a = b และ b = 8 แลว้ จะสรปุ ว่า a = 8 3. สมบัตกิ ารบวก ถ้า a = b แลว้ a + c = a + c เมื่อ a, b และ c แทนจำนวนใดๆ เช่น จาก 5 + 1 = 6 ข้อความตอ่ ไปนเี้ ปน็ จรงิ (1) (5 + 1) + 3 = 6 + 3 (2) (5 + 1) + 7 = 6 + 7 (3) (5 + 1) + a = 6 + a เม่อื a แทนจำนวนใดๆ จาก 8 = 5 + 3 นำ -3 มาบวกกบั จำนวนทง้ั สองขา้ งของสมการ จะได้ 8 + (-3) = 5 + 3 + (-3) จะไดส้ มการยงั คงเปน็ จริง คอื 5 = 5 4. สมบัติการคณู ถา้ a = b และ a × c = b × c เม่อื a, b และ c แทนจำนวนใดๆ เช่น จาก 3 = 15 5 นำ 5 มาคณู ทั้งสองข้างของสมการ จะได้ 3 × 5 = 15 × 5 5 จะไดส้ มการยงั คงเป็นจรงิ คือ 15 = 15 สมบตั ิการคูณด้วย 1 เมื่อ c แทนจำนวนใด ๆ ที่ c ≠ 0 c ถ้า a = b แลว้ a = b เมื่อ a, b และ c แทนจำนวนใด ๆ ที่ c ≠ 0 cc เชน่ จาก 35 = 7 × 5 นำ 1 มาคูณทัง้ สองขา้ งของสมการ 5
จะได้ 1 × 35 = 1 × (7 × 5) 55 จะไดส้ มการยงั คงเป็นจรงิ คือ 7 = 7 สือ่ การเรียนร้/ู แหล่งการเรยี นรู้ 1. ใบงาน เร่ือง สมบตั ิของการเท่ากัน (สำหรับนกั เรยี นแตล่ ะคน) 2. ชุดกจิ กรรม ว่งิ แข่งหาสมบัติ (ของการเท่ากัน) ประกอบด้วย โจทย์ทเ่ี ปน็ ประโยคแสดงการเท่ากนั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ขนั้ นำ ข้ันนีใ้ ชเ้ วลาประมาณ 5 นาที ซ่ึงมีรายละเอยี ดดังน้ี 1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง สมบัติของการเท่ากัน โดยครูทบทวน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และคำตอบของสมการ ด้วยการตงั้ คำถามใหน้ ักเรยี นตอบ ดงั นี้ 1) สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว คอื อะไร [นักเรียนควรตอบวา่ สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว คอื สมการท่ีอยู่ในรูป ax + b = 0 เมือ่ a, b เปน็ จำนวนใดๆ และ a ≠ 0] 2) คำตอบของสมการ คอื อะไร [นักเรยี นควรตอบว่า คำตอบของสมการ คอื จำนวนที่แทนคา่ ของตัวแปรทปี่ รากฏอยู่ใน สมการ แลว้ ทำใหส้ มการเป็นจริง] 3) สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียวสามารถมีคำตอบไดก้ ี่แบบ [นกั เรียนควรตอบว่า สมการเชิงเส้นตวั แปรเดยี วสามารถมคี ำตอบได้ 3 แบบ ดงั นี้ 1. สมการที่มจี ำนวนบางจำนวนเป็นคำตอบ 2. สมการทีม่ ีจำนวนทุกจำนวนเปน็ คำตอบ 3. สมการท่ไี ม่มจี ำนวนใดเป็นคำตอบ] 4) นกั เรียนคดิ ว่า การหาคำตอบของสมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดียว โดยวธิ ลี องแทนค่าตัวแปร ในสมการท่ีนกั เรียนศึกษามาแลว้ เปน็ วิธที ดี่ แี ละเหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด [นักเรียนสามารถตอบได้หลากหลาย เช่น ไม่ดแี ละไมค่ ่อยเหมาะสม เพราะวา่ ถา้ สมการ มีความซบั ซ้อน ตอ้ งใช้เวลามากจงึ จะได้คำตอบของสมการ] 5) การหาคำตอบของสมการมีวิธกี ารหาอกี วิธหี นึง่ คอื ใช้สมบัติของการเท่ากนั กอ่ นอืน่ ครู ขอถามนกั เรียนว่า สมบตั ขิ องจำนวนเต็มทน่ี ักเรยี นเรียนมาแลว้ มอี ะไรบา้ ง
[นกั เรยี นควรตอบว่า สมบัติของหนง่ึ และศูนย์ สมบตั กิ ารสลับทีส่ ำหรับการบวกและการ คณู สมบตั ิการเปลี่ยนหมู่ และสมบตั ิการแจกแจง] 6) นกั เรียนทราบไหมว่า สมบตั ิของการเทา่ กนั มีสมบัติอะไรบ้าง [นกั เรยี นสามารถตอบไดห้ ลากหลายตามพื้นฐานความรู้] 2. ขน้ั สอน ข้นั น้ีใช้เวลาประมาณ 40 นาที ซง่ึ มีรายละเอียดดงั นี้ 2.1 ครูใหน้ กั เรียนศึกษาเน้อื หา เรือ่ ง สมบัติของการเท่ากัน ในหนังสือเรยี น 2.2 ครใู หน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เห็นและตอบคำถามต่อไปน้ี 1) สมบัติของการเทา่ กัน มอี ะไรบา้ ง [นกั เรียนควรตอบวา่ สมบตั ิการสมมาตร สมบตั กิ ารถา่ ยทอด สมบัติการบวก และสมบัติ การคูณ] 2) นักเรียนคิดวา่ สมบตั ิการสมมาตรกบั สมบัตกิ ารสลบั ทเี่ หมอื นกนั หรือแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร [นกั เรยี นสามารถตอบไดห้ ลากหลายตามพื้นฐานความรู้ เชน่ เหมือนกัน คือ สลับทจ่ี ำนวน ทางด้านซ้ายและดา้ นขวา แตกต่างกัน คอื สมบัตกิ ารสลับทเี่ ปน็ สมบัตเิ ก่ียวกับการ ดำเนนิ การของจำนวน เชน่ สมบัตกิ ารสลบั ท่สี ำหรบั การบวก แต่สมบัติการสมมาตรเป็น ส ม บ ั ติ เก่ียวกับการเทา่ กันและใชก้ ับสมการ] 3) สมบัตกิ ารถ่ายทอด จะตอ้ งมีสมการกี่สมการ และสมการเหลา่ น้ันจะต้องมีความสมั พันธ์ กนั หรอื ไม่ อย่างไร [นกั เรียนควรตอบว่า ต้องมสี องสมการและตอ้ งมีความสมั พันธก์ นั โดยจำนวนหน่งึ ใน สมการท้ังสองต้องเท่ากัน] 4) นักเรยี นคิดว่าสมบตั กิ ารบวกกับการบวกจำนวนเหมือนกนั หรอื แตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อย่างไร [นักเรียนสามารถตอบได้หลากหลายตามพื้นฐานความรู้ เช่น เหมือนกัน คือ ต้องหาผลบวก ของจำนวน แตกต่างกัน คือ สมบัติการบวกเป็นสมบัติการนำจำนวนหนึ่งบวกทั้งสองข้างของสมการเพื่อทำให้ สมการเปลี่ยนรปู เป็นไปตามทตี่ อ้ งการ] 5) นักเรียนคิดวา่ สมบัติการคณู กบั การคณู เหมือนกันหรือแตกตา่ งกันหรือไม่ อยา่ งไร [นักเรียนสามารถตอบได้หลากหลายตามพ้ืนฐานความรู้ เชน่ เหมือนกนั คอื ตอ้ งหาผลคูณของ จำนวน แตกต่างกนั คอื สมบตั ิการคณู เปน็ สมบัตกิ ารนำจำนวนหนง่ึ จำนวนหน่ึงท่ีไมเ่ ท่ากบั ศูนย์คูณท้ังสองข้างของ สมการเพอื่ ทำใหส้ มการเปลย่ี นรูปเป็นไปตามทตี่ ้องการ]
Search