ชุดฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงช้า (โขนพระ) เลม่ ที่ ๒ การฝึกหดั เบ้อื งต้น โดย นายสุทธิเขต ขุนเณร ตาแหน่งครู วิทยฐานะชานาญการ วทิ ยาลยั นาฏศิลปรอ้ ยเอ็ด สถาบนั บัณฑิตพฒั นศลิ ป์ กระทรวงวฒั นธรรม
ชุดฝึกทักษะการปฏิบัตทิ ่าราเพลงช้า (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบอื้ งต้น โดย นายสทุ ธเิ ขต ขุนเณร ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะชานาญการ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปร้อยเอด็ สถาบนั บัณฑิตพฒั นศิลป์ กระทรวงวฒั นธรรม
คานา ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนใน ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ รายวิชานาฏศิลป์ไทยโขนพระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาชีพนาฏศิลป์ไทยโขน จัดทาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการพฒั นาทักษะการปฏบิ ัตทิ ่าราเพลงชา้ ของนักเรียนโขนพระ โดยเน้น ผู้เรียนเปน็ สาคัญ ม่งุ พัฒนาผลสัมฤทธแ์ิ ละสมรรถภาพการปฏบิ ัติทา่ ราเพลงชา้ ของนักเรียนให้สอดคล้องกับ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพ และสามารนาไปใช้ได้ อย่างถกู ตอ้ งตามแบบแผน ซง่ึ ชดุ แบบฝึกทกั ษะนน้ี กั เรยี นสามารถนาไปใชใ้ นเวลาเรยี น หรอื ใชใ้ นการแสวงหา ความรูน้ อกเวลาเรยี นไดต้ ามความต้องการของนักเรยี น ชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) ประกอบด้วยชดุ ฝึกจานวน ๔ เลม่ ดงั นี้ เล่มท่ี ๑ ความรูท้ ่วั ไปเกยี่ วกบั โขน เลม่ ที่ ๒ การฝึกหดั เบื้องตน้ เล่มท่ี ๓ ประวตั ิความเป็นมาเพลงช้า และนาฏยศัพท์ เลม่ ท่ี ๔ กระบวนทา่ ราเพลงชา้ สาหรับชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงเพ่ือให้ง่ายต่อ การจดจา และสะดวกในการเรียนการสอน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชดุ แบบฝึกทักษะชุดน้ี จะสามารถทา ให้นักเรียนได้ฝึกฝนตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ ตลอดจนได้ประโยชน์ในการเรียนรู้เพ่ือพัฒนา ทักษะการปฏิบตั ิ ทา่ ราของตนเอง และสามารถนาไปต่อยอดในการเรยี นทางวิชาชีพขัน้ สูงได้ต่อไป สุทธเิ ขต ขุนเณร
สารบญั หน้า เรอ่ื ง (ก) (ข) คาช้แี จง คาแนะนาสาหรบั ครูผู้สอน ชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏบิ ัตทิ ่าราเพลงชา้ (โขนพระ) (ค) เลม่ ที่ ๒ การฝกึ หัดเบอื้ งตน้ (ง) คาแนะนาสาหรับนกั เรียน ชดุ ฝกึ ทักษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) ๑ เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบ้ืองต้น มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ๓ สาระที่ 1 การฝกึ หัดเบอื้ งต้น และนาฏยศัพทข์ น้ั พนื้ ฐาน ๕ แบบทดสอบกอ่ นบทเรยี น ๕ ๘ ชดุ ฝกึ ทักษะการปฏบิ ัตทิ า่ ราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หัดเบื้องต้น ๑๐ กระดาษคาตอบ แบบทดสอบก่อนบทเรยี น ๑๔ ๑๕ ชดุ ฝึกทักษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หัดเบือ้ งตน้ ๑๕ ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบัตทิ ่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบื้องตน้ ๑๘ ๑๙ ๑. การคัดเลือกผฝู้ ึกหัดโขน ๒๒ ๒. การคานบั ครู ๒๓ ๓. ประเพณไี หว้ครู ๒๘ ๔. การฝึกหัดเบ้อื งตน้ ๒๙ ๓๐ น่ังพบั เพยี บ ๓๑ ตบเขา่ ๓๒ ถองสะเอว เตน้ เสา ถบี เหลี่ยม การดัดมอื ดัดแขน กระทบก้น ๕. การฝกึ อริ ยิ าบถของตัวพระ การนัง่ การยืน การเดนิ
สารบญั (ตอ่ ) เร่ือง หนา้ ขน้ึ เตยี ง-ลงเตียง ๓๔ คลานไปข้างหนา้ -คลานถอยหลัง ๓๕ การถวายบังคม ๓๙ การหมอบเฝ้า ๔๐ เกรด็ ความรู้เพมิ่ เติม เรือ่ ง การคดั เลือกตวั พระราม และพระลักษมณ์ ๔๒ ชดุ ฝึกทักษะการฝึกปฏบิ ัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มที่ ๒ การฝึกหดั เบ้อื งต้น ชุดที่ ๑ ๔๔ ชดุ ฝึกทักษะการฝึกปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มที่ ๒ การฝึกหดั เบ้อื งตน้ ชุดที่ ๒ ๔๕ แบบทดสอบหลงั บทเรยี น ๔๖ ชุดฝกึ ทกั ษะการฝึกปฏบิ ัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝึกหดั เบอื้ งต้น กระดาษคาตอบ แบบทดสอบหลงั เรียน ๔๘ ชุดฝกึ ทกั ษะการปฏิบัตทิ า่ ราเพลงชา้ โขนพระ เล่มที่ ๒ การฝกึ หัดเบ้ืองตน้ เฉลยชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏิบตั ิท่าราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบ้อื งตน้ ชุดท่ี ๑ ๔๙ เฉลยชุดฝึกทักษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝกึ หัดเบือ้ งตน้ ชดุ ท่ี ๒ ๕๐ เฉลยคาตอบ แบบทดสอบ – หลังเรยี น ๕๑ ชุดฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝกึ หัดเบ้อื งต้น บรรณานกุ รม ๕๒ ประวตั ิผจู้ ดั ทา ๕๓
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ ๑๖ ๒๙ ๑ ความแตกตา่ งของจังหวะปดิ และจงั หวะเปิด ๔๒ ๒ ประโยชนจ์ ากการฝกึ หดั โขนเบือ้ งต้น ๓ การเปรียบเทียบเกณฑใ์ นการพิจารณาคัดเลอื กตวั พระราม และพระลกั ษมณ์
สารบญั แผนผัง หนา้ แผนผงั ที่ ๔ ๓๘ ๑ ข้ันตอนการฝึกหัดโขนพระ ๔๑ ๒ ทศิ ทางการคลานไปข้างหน้า - คลานถอยหลงั ๔๑ ๓ การฝกึ หัดอิริยาบถตัวพระแบบต่อเนื่อง ลักษณะท่ี ๑ ๔ การฝกึ หดั อิริยาบถตัวพระแบบตอ่ เนื่อง ลักษณะท่ี ๒
สารบญั ภาพ หนา้ ภาพท่ี ๗ ๗ ๑ ลกั ษณะรปู หนา้ ตวั พระ ๙ ๒ ลักษณะรปู รา่ งตัวพระ ๙ ๓ การนง่ั คกุ เขา่ วางมอื บนหน้าขา ๑๕ ๔ การจบั ทา่ ราใหผ้ ูเ้ รยี น ๑๖ ๕ การนง่ั พับเพยี บ ๑๘ ๖ การตบเขา่ ๑๘ ๗ การถองสะเอว ๒๐ ๘ การถองสะเอว (๒) ๒๒ ๙ การเตน้ เสา ๒๔ ๑๐ การถีบเหล่ยี ม ๒๕ ๑๑ การดดั มอื ดัดแขนโดยครผู ู้สอนช่วยปฏบิ ตั ิ ๒๖ ๑๒ การดัดมอื ดัดแขนดว้ ยตนเอง (ลักษณะที่ ๑) ๒๗ ๑๓ การดัดมือดัดแขนดว้ ยตนเอง (ลักษณะที่ ๒) ๒๘ ๑๔ การดดั มือดดั แขนดว้ ยตนเอง (ลกั ษณะที่ ๓) ๓๐ ๑๕ การกระทบกน้ ๓๑ ๑๖ การน่ังคุกเขา่ และนั่งพบั เพียบ ๓๒ ๑๗ การยืนท่าพระ ๓๔ ๑๘ การเดินแบบปิดจังหวะ และ เปิดจังหวะ ๓๕ ๑๙ การขึน้ เตยี ง ๓๖ ๒๐ การลงเตยี ง ๓๗ ๒๑ การคลานไปขา้ งงหน้า ๓๙ ๒๒ การคลานถอยหลัง ๔๐ ๒๓ การถวายบังคม ๒๔ การหมอบ
ชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หัดเบ้ืองต้น (ก) คาช้ีแจง ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ เล่มท่ี ๒ การฝึกหัดเบื้องตน้ เป็นเอกสารประกอบการสอนในการนาเสนอเนื้อหาเก่ียวกับขั้นตอนในการเข้ารับ การฝึกหัดโขน และวิธีการฝึกปฏิบัติท่าเบ้ืองต้น อันเป็นท่าพ้ืนฐานที่เป็นการเตรียมความพร้อม ทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้เรียน ที่ผู้เรียนจาเป็นต้องศึกษาและทาความเข้าใจเพื่อนาไปใช้ในการ ปฏิบัติ โดยการศึกษาชุดฝึกทักษะเล่มท่ี ๒ นี้ มุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพนาฏศิลป์ ไทย (โขน) ด้านทฤษฎีให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถคิด วิเคราะห์ และนาไปใช้ปฏิบัติได้อย่าง ถกู ตอ้ งตามแบบแผน สาหรบั เอกสารประกอบการสอนเล่มท่ี ๒ น้ี มีจดุ ประสงคก์ ารสรา้ งชุดแบบฝกึ ทกั ษะ คือ ใช้ เปน็ สื่อประกอบการเรียนการสอนในรายวิชานาฏศิลปไ์ ทยโขน และเป็นแนวทางในการวัดประเมินผล ตรงตามหลักสูตรของวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในสาระที่ ๑ (การฝึกหัดเบ้ืองต้น และนาฏยศัพท์ข้ันพ้ืนฐาน) โดยประเมินผลจากแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และชุดกิจกรรม เสริมทักษะที่ปรากฏท้ายเล่ม ทั้งน้ีได้มีคาแนะนาสาหรับครูผู้สอน และคาแนะนาสาหรับนักเรียนใน การใชเ้ อกสารประกอบการสอนนี้
ชุดฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงช้า (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝกึ หดั เบื้องต้น (ข) คาแนะนาสาหรบั ครูผู้สอน ชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบ้ืองตน้ ๑. ครผู ูส้ อนศึกษาสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูข้ องหลักสตู ร สถานศึกษา ในรายวชิ านาฏศิลปไ์ ทยโขนพระ ๑ รหัส ศ ๒๑๒๐๑ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๑ ๒. ครูผู้สอนศึกษาชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) และจัดเตรียมการเรียนการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ๓. ครูผู้สอนอธิบายรายละเอียดรายวิชา มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ สาระการ เรยี นรู้ และจุดประสงค์การเรยี นร้เู พอ่ื ใหน้ ักเรียนทราบแนวทางของการเรียนการสอน ๔. ครผู สู้ อนใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียนจานวน 10 ขอ้ (10 คะแนน) ใชเ้ วลา ๑๕ นาที ๕. ครูผู้สอนนาความรู้จากชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝึกหัด เบือ้ งต้น มาทาการอธบิ ายด้วยการแจกเอกสารเปน็ ใบความรู้ดว้ ยไฟล์ Word และใหน้ ักเรียน ศึกษาความรตู้ ามแผนการจดั การเรียนรู้ ๖. ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) ในเล่มที่ ๒ การฝึกหัดเบ้ืองต้น มีชุดกิจกรรม เสริมทกั ษะ จานวน ๒ ชุด โดยครูผู้สอนเน้นให้นักเรียนทากิจกรรมเสริมทกั ษะชุดที่ ๑ และ ชดุ ท่ี ๒ ทา้ ยเล่มให้เรียบร้อย จากนน้ั ให้ครูผ้สู อนเฉลยชุดกิจกรรมเสรมิ ทกั ษะพร้อมทงั้ อธบิ ายประกอบ ๗. ครูผู้สอนให้นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียนจานวน 10 ขอ้ ลงในกระดาษคาตอบ โดยครูผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการทาแบบทดสอบ เมื่อครบเวลา ๑๕ นาทีให้ครูผู้สอนเฉลย แบบทดสอบ จากน้ันครผู ้สู อนและนักเรยี นสรุปความรใู้ นหอ้ งเรยี นพรอ้ มกนั ๘. ครูผู้สอนบันทึกผลคะแนนจากการทาแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เพื่อดู ความก้าวหนา้ และพฒั นาการของนกั เรยี น ๙. ในกรณีท่ีนักเรยี นมีผลคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินให้ครูผู้สอนทาการสอนซ่อมเสริมโดย ให้นักเรยี นทาแบบทดสอบจนกว่านกั เรียนจะมีผลคะแนนผ่านเกณฑก์ ารประเมิน ๑๐. หลังจากจบการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีจัดไว้ ครูผู้สอนให้นักเรียนเสนอแนะ เก่ียวกับเนื้อหา กิจกรรมเสริมทักษะ และแบบทดสอบ เพื่อเป็นข้อมูลในการนาไปปรับปรุงและ พฒั นาใหเ้ หมาะสมยงิ่ ขึ้น ๑๑. ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝึกหัดเบื้องต้น สามารถให้ นกั เรียนศึกษาเนอ้ื หานอกเวลาเรียนได้ เพือ่ สะดวกต่อการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนท่ี มีเวลาจากดั
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ัติท่าราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝึกหดั เบอ้ื งต้น (ค) คาแนะนาสาหรบั นักเรยี น ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มที่ ๒ การฝกึ หดั เบ้ืองตน้ ๑. นกั เรยี นฟงั คาอธบิ ายรายวิชา มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงคก์ ารเรยี นรเู้ พ่อื ใหท้ ราบแนวทางของการเรียนการสอน ๒. ใหน้ ักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน จานวน 10 ข้อ (10 คะแนน) ภายในเวลา ๑๕ นาที ๓. ให้นักเรียนศกึ ษาใบความรจู้ ากเอกสารทีไ่ ด้รับจากครูผสู้ อนตามแผนการจดั การเรียนรู้ที่ ครูผูส้ อนกาหนดไว้ ๔. ให้นกั เรียนทาชดุ กจิ กรรมเสริมทักษะ ชดุ ที่ ๑ และชุดที่ ๒ ตามกาหนดการสอนในแผนการ จดั การเรยี นรู้ จากนน้ั ฟงั คาเฉลยและคาอธบิ ายจากครูผู้สอน ๕. เมอื่ นักเรยี นทาชุดกจิ กรรมเสริมทักษะทั้ง ๒ ชดุ เรยี บรอ้ ยแลว้ ใหน้ กั เรยี นทาแบบทดสอบ หลงั เรียนจานวน ๑๐ ขอ้ (๑๐ คะแนน) ภายในเวลา ๑๕ นาที จากน้ันฟงั คาเฉลยจาก ครผู ู้สอน ๖. นกั เรยี นและครผู สู้ อนสรปุ ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั จากชดุ ฝกึ ทกั ษะฯ เล่มที่ ๑ ความรู้ทั่วไปเก่ียวกบั โขน ๗. ในกรณที ี่นกั เรยี นมผี ลคะแนนไม่ผ่านเกณฑก์ ารประเมินใหน้ ักเรยี นมาซอ่ มเสรมิ ตามเวลานดั หมายกับครผู ู้สอน จนกว่าจะมผี ลคะแนนผ่านเกณฑก์ ารประเมิน ๘. นกั เรยี นสามารถศกึ ษาชดุ ฝกึ ทกั ษะการปฏิบตั ิท่าราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ที่ ๒ การฝกึ หัด เบ้อื งตน้ มากอ่ นลว่ งหนา้ หรอื ศึกษานอกเวลาไดด้ ว้ ยตนเองเพ่ือให้เกดิ ความเขา้ ใจและจดจา เนื้อหาไดด้ ยี ่ิงขึน้
ชุดฝกึ ทักษะการปฏิบัติท่าราเพลงช้า (โขนพระ) เล่มที่ ๒ การฝกึ หัดเบือ้ งตน้ (ง) มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระท่ี ๑ การฝกึ หดั เบือ้ งต้น และนาฏยศัพท์ขนั้ พนื้ ฐาน ศ ๑.๑ มีความรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกับทีม่ า ความหมาย หลักการปฏบิ ัติ รวมทง้ั เห็นคุณค่าของการ ฝกึ หัดเบ้อื งตน้ และนาฏยศพั ท์ขัน้ พน้ื ฐาน ม.๑/๑ อธิบายท่ีมา ความหมาย ประโยชนข์ องการฝกึ หัดเบ้ืองต้นและนาฏยศพั ทเ์ บือ้ งตน้ ได้ ม.๑/๒ ศึกษาหลกั การปฏิบตั กิ ารฝึกหดั เบ้ืองตน้ และนาฏยศัพท์เบอ้ื งตน้ ได้ ศ ๑.๒ มีทักษะปฏิบัติการฝกึ หดั เบือ้ งตน้ และนาฏยศพั ทข์ ั้นพนื้ ฐานได้อยา่ งถกู ต้องตามแบบแผน ม.๑/๑ ปฏิบัตทิ า่ ฝกึ หัดเบ้ืองตน้ ได้ถกู ตอ้ งตามแบบแผน ม.๑/๒ ปฏบิ ัตินาฏยศพั ทเ์ บื้องตน้ 1. ได้ถกู ตอ้ งตามแบบแผน สาระการเรยี นรู้ หลกั การฝึกหัดเบอื้ งตน้ การนง่ั การทรงตวั การตบเข่า การถองสะเอว การเต้นเสา การถีบเหลีย่ ม การดดั มือ ดัดแขน ฯลฯ ที่มาความหมาย หลักการวิธีฝึกปฏบิ ัติทา่ นาฏยศัพท์พื้นฐาน ตง้ั วง วง ประเทา้ กระดกเทา้ ถดั เท้า ขย่ัน เก็บ ยดื กระทบ ยกเท้า กระทุ้งเทา้ ฯลฯ
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑ แบบทดสอบกอ่ นเรียน ชุดฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบ้อื งตน้ ช่ือ สกลุ ช้ัน เลขท่ี คาชี้แจง ๑. แบบทดสอบชุดน้ีเป็นแบบปรนยั ๔ ตัวเลือก จานวน ๑๐ ขอ้ (ข้อละ ๑ คะแนน) ๒. จงเลือกคาตอบท่ีถูกต้องทีส่ ุดเพยี งคาตอบเดยี วแล้ว X ลงในกระดาษคาตอบ ๑. บุคคลใดต่อไปนี้มีบุคลกิ รปู รา่ งเหมาะสมกับการเขา้ รับฝกึ หัดตัวโขนพระ ก. ศักด์ิชายมใี บหนา้ รปู ไข่ รปู รา่ งสงู ใหญ่ ลาคอระหง ข. วาทินมีใบหน้ากลม รปู ร่างเล็ก ไหลล่ าดตรง ลาตวั เรียว ค. ชาตรมี ใี บหนา้ กลม รปู รา่ งสันทัด ลาคอสน้ั ตวั ไมส่ ูงมาก ง. สุเมธมใี บหนา้ รปู ไข่ ตากลมโต ลาคอระหง ลาตวั เรยี ว ไหลล่ าดตรง ๒. การปรับสรีระผเู้ รยี นด้วยการสอนองค์ ๕ คาท่ีขีดเสน้ ใต้ขอ้ ใดกล่าวถูกต้องทสี่ ดุ ก. ตึงตวั ตึงไหล่ ตึงเอว ตึงคอ และตึงมือ ข. ตงึ ตวั ตึงหลงั ตงึ ไหล่ ตงึ เอว และตงึ มอื ค. ตงึ ตัว ตึงไหล่ ตึงเอว ตงึ มอื และเปิดปลายคาง ง. ตึงหลงั ตึงไหล่ ตงึ เอว ตงึ มอื และเปดิ ปลายคาง ๓. ประเพณกี ารไหว้ครูได้รบั อิทธพิ ลทางความเชือ่ มาจากศาสนาใด ก. ศาสนาฮินดู ข. ศาสนาอสิ ลาม ค. ศาสนาคริสต์ ง. ศาสนาพราหมณ์ ๔. เหตใุ ดจงึ ใชเ้ ทรดิ เปน็ ศีรษะสาหรบั ครอบในพธิ ไี หว้ครู ก. เทรดิ เป็นศริ าภรณ์ที่พระอศิ วรสวมใส่ ข. เทริด เปน็ ศริ าภรณ์แบบแรกท่เี กิดขนึ้ ในวงการนาฏศลิ ป์ไทย ค. เทริด เป็นศริ าภรณ์ทเี่ ก่าแก่และไม่คอ่ ยนยิ มใชส้ าหรบั การแสดงจงึ นามาประกอบพธิ ไี หว้ครู ง. เทริด เปน็ สญั ลักษณข์ องละครไทยทีเ่ กดิ ข้นึ เป็นแบบแรก และสามารถสวมได้ทง้ั พระและนาง ๕. ขอ้ ใดตอ่ ไปนไ้ี มใ่ ชก่ ารฝึกหดั โขนพระเบ้ืองต้น ก. ตบเขา่ ข. ประเท้า ค. เต้นเสา ง. ถองสะเอว ๖. ขอ้ ใดไมจ่ ดั อยใู่ นข้อหา้ มระหว่างทีค่ รูผ้สู อนกาลังถบี เหลี่ยมใหก้ บั ผู้เรยี น ก. ห้ามผู้เรียนเอามือยนั ขาตนเอง ข. ห้ามผูเ้ รียนพูดคยุ หรือสนทนากับครผู ้สู อน ค. หา้ มผ้เู รยี นคว่า หรือโน้มตัวมาด้านหน้า ง. ห้ามผู้เรียนยืดตวั ข้ึนในขณะกาลังถบี เหลีย่ ม
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒ ๗. ข้อใดไม่ใชป่ ระโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากการฝกึ ตบเขา่ ก. สร้างบุคลกิ ภาพ ข. สรา้ งพละกาลงั ค. เคลื่อนไหวอวยั วะใหส้ ัมพนั ธก์ ัน ง. รจู้ งั หวะพ้นื ฐานในการฝกึ หัดโขน ๘. ข้อใดคอื ประโยชนข์ องการถบี เหลย่ี ม ก. สรา้ งบคุ ลิกภาพ ข. สรา้ งพละกาลงั ค. ปรบั โครงสรา้ งอวยั วะในร่างกาย ง. รจู้ ังหวะพื้นฐานในการฝึกหัดโขน ๙. ขอ้ ใดกล่าวถงึ ขนั้ ตอนการฝึกอิรยิ าบถตัวพระในการเรียนได้อย่างถกู ตอ้ งตามลาดับ ก. ยืนท่าพระ , เดิน , ข้นึ เตยี ง , น่งั , ลงเตยี ง , เดิน ข. ยืนทา่ พระ , เดนิ , ข้นึ เตยี ง , น่งั , ถวายบงั คม , ลงเตยี ง , เดนิ ค. คลานไปข้างหนา้ , ถวายบงั คม , น่ังหมอบ , ลงเตยี ง , คลานถอยหลงั ง. คลานไปขา้ งหน้า , ถวายบงั คม , นัง่ หมอบ , ถวายบงั คม , ลงเตยี ง , คลานถอยหลงั ๑๐. ข้อใดกลา่ วถึงการขน้ึ เตยี ง – ลงเตยี งได้อย่างถกู ตอ้ ง ก. ควรประเทา้ ซา้ ยแล้วกา้ วขึ้นเตียง สว่ นลงเตียงให้เรมิ่ ดว้ ยเท้าขวา ข. การก้าวเทา้ ขึ้นเตยี ง และลงจากเตยี ง ใหเ้ รมิ่ ด้วยเทา้ ซา้ ยก่อนเสมอ ค. การขึน้ เตียงให้ใช้เทา้ ขา้ งใดขา้ งหนึง่ ที่ถนัด สว่ นการลงเตยี งต้องใชเ้ ท้าซา้ ยก่อน ง. การขึน้ เตยี งจะต้องประเทา้ ซา้ ยกอ่ นเสมอ หา้ มนาเท้าซา้ ยก้าวขน้ึ เตียงโดยไม่ประเท้า
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓ กระดาษคาตอบ แบบทดสอบก่อนเรยี น ๑๐ ชุดฝกึ ทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝกึ หดั เบ้ืองตน้ ชื่อ สกุล ชั้น เลขท่ี ขอ้ ก ข ค ง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๔ ชุดฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เล่มท่ี ๒ การฝกึ หดั เบอ้ื งตน้ การฝึกหัดโขน เป็นวิชาทางด้านศิลปะท่ีมีการกาหนดแบบแผนในการฝึกหัด โดยเน้นไปที่ ความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของผู้เรียน เนื่องจากในการฝึกหัดโขนต้องใชเ้ วลา และความอดทน เปน็ อยา่ งสงู จากการฝกึ ให้อวยั วะส่วนต่างๆ มคี วามแข็งแรง และเคลื่อนไหวอย่างสมั พันธก์ ันทุกๆ สว่ น ประกอบกับผู้เรียนต้องมีลักษณะนิสัยที่รักในวิชานี้ จึงจะสามารถนาไปสู่เป้าหมายของการเป็น นักแสดงโขนในภายหน้าได้ เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้จึงได้รวบรวมขั้นตอนการฝึกหัดโขนพระ เพอื่ เปน็ สือ่ ประกอบการเรียนการสอน โดยนาเสนอเปน็ หัวข้อหลัก ดงั น้ี ๑. การคัดเลอื กผู้ฝกึ หัดโขน ๒. การคานบั ครู ๓. ประเพณไี หว้ครู ๔. การฝึกหดั เบื้องต้น ๕. การฝกึ อริ ยิ าบถของตัวพระ การคดั เลอื กผูฝ้ ึกหัดโขน การคานบั ครู ประเพณไี หว้ครู การฝกึ หดั เบื้องตน้ การฝกึ อิรยิ าบถของโขนพระ แผนผงั ที่ ๑ ขนั้ ตอนการฝึกหดั โขนพระ ทม่ี า: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๕ ๑. การคัดเลือกผู้ฝึกหดั โขน ตวั ละครทีป่ รากฏในการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ แบ่งออกเป็นประเภทใหญๆ่ ๔ ประเภท ได้แก่ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง ซึ่งในสมัยโบราณถึงปัจจุบันมีการสืบทอดแบบแผนในการ คดั เลอื กผเู้ รียนโขนด้วยวธิ ีการต่างๆ ทีเ่ ปน็ ลาดบั ขั้นตอน ดังน้ี ขั้นตอนท่ี ๑ เป็นการสารวจความพร้อมของร่างกาย โดยให้ผู้ที่เข้ารับการฝึกหัดถอด รองเท้า ถุงเท้า แล้วยืนกางแขนตึงต้ังฝ่ามือข้ึน ในข้ันตอนน้ีครูผู้สอนจะเดินดูร่างกายของผู้เรียนเพื่อ ตรวจดคู วามพร้อมทีจ่ ะได้รบั การฝกึ หดั โดยสิง่ ท่ีต้องดู คือ ลาตัว แขน ขา มือ และเท้า ขั้นตอนที่ ๒ สารวจส่วนต่างๆ ด้วยวิธีการจับร่างกาย ว่ามีส่วนใดที่ผิดปกติ หรือเป็น อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่ เนื่องจากการฝึกหัดโขนจาเป็นต้องใช้อวัยวะทุกส่วนของ ร่างกายในการแสดง ดังนั้นหากมีอวัยวะส่วนใดท่ีผิดปกติ หรือผิดรูปย่อมทาให้เป็นอุปสรรคต่อการ เคล่ือนไหวและการแสดงท่าทาง นอกจากนี้ ผู้ท่ีจะฝึกหัดต้องย่อเข่าทั้งสองเพ่ือดูเหล่ียมวา่ สามารถดัด ให้เข้ารปู ได้หรือไม่ ข้นั ตอนท่ี ๓ เป็นข้ันทดลองให้ผู้ท่ีจะเข้ารับการฝึกหัดได้แสดงทา่ ทาง เช่น แสดงทา่ เดนิ ท่าตลี ังกา เพอ่ื ครูผ้สู อนได้พิจารณาถงึ ความถนดั และความเหมาะสม ขั้นตอนที่ ๔ ให้ผู้ที่จะเข้ารับการฝึกหัดได้แสดงทัศนคติที่มีต่อโขน และให้แสดง ความสามารถทางพ้ืนฐานด้านนาฏศิลป์ไทยให้กับครูผู้สอนพิจารณา ซ่ึงในขั้นตอนน้ีเป็นขั้นตอนท่ี เพิ่มเติมจากแต่เดิม เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจานวนไม่น้อยท่ีหันมาสนใจในการแสดงโขน ดังน้ันหากเด็กมีความสนใจดว้ ยตนเอง และมีพืน้ ฐานมาบ้างแล้วจะทาให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาไป ไดเ้ ร็วยิ่งข้ึน แตห่ ากเด็กคนใดไม่มีพน้ื ฐานมาก่อนครูผู้สอนจะใชว้ ิจารณญาณในข้ันตอนท่ี ๑ – ๓ เป็น สว่ นประกอบในการตดั สินใจ จากการคัดเลือกเบ้ืองต้นทาให้ได้ผู้เรียนท่ีมีลักษณะรูปร่างตามประเภทตัวละคร และเม่ือ เข้ารับการฝึกหดั ไปสักระยะ จะมีการคัดเลือกบทบาทตามประเภทตวั ละครอกี ครั้งหนง่ึ เพอ่ื ฝกึ หัดตาม หลกั สตู รในการเรยี นการสอน คอื ๑. ตัวพระ จะมกี ารคดั เลือกเปน็ พระใหญ่ (พระราม) หรอื พระนอ้ ย (พระลักษมณ์) ๒. ตัวยักษ์ คัดเลือกให้เป็นยักษ์ใหญ่ (ทศกัณฐ์) ยักษ์น้อย (พิเภก , อินทรชิต , กุมภกรรณ) ยักษต์ า่ งเมอื ง (มงั กรกณั ฐ์ , แสงอาทิตย์ ฯลฯ) เสนายกั ษ์ (มโหทร , เปาวนาสรู ) ๓. ตัวลิง คัดเลือกให้เปน็ พญาวานรในลักษณะของลิงยอดและลิงโล้น (สุครีพ , หนุมาน ฯลฯ) สิบแปดมงกฎุ เตียวเพชร หรอื จังเกยี ว เป็นต้น ส่วนตัวนาง ใช้ผู้ฝึกหัดละครแสดงแทนผู้ชาย จึงฝึกหัดตามแบบแผนของละครในราชสานัก หรือละครแบบหลวง โดยเริ่มฝึกหัดข้ันพ้ืนฐานเหมือนกันท้ังหมด หากถูกคัดเลือกให้แสดงจึงค่อย ฝกึ หดั ตัวละครทไี่ ด้รบั มอบหมายใหแ้ สดงบทบาทน้ัน
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๖ สาหรับการคดั เลือกผ้เู รียนโขนในประเภทต่างๆ มวี ธิ กี ารคดั เลอื ก ดงั นี้ ๑. การคดั เลอื กตัวพระ ดจู ากลักษณะผูท้ ม่ี ใี บหนา้ รูปไข่ จมกู โด่ง ตากลมโต ลาคอระหง รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่ลาดตรง ขนาดลาตัวเรียว ซ่ึงในการแสดงโขน – ละคร ตัวละครเอกท่ีเป็นตัวพระ จะมีช่ือเรียกแตกต่างกัน เช่น พระใหญ่ หมายถึง พระเอก ได้แก่ พระราม และพระน้อย หมายถึง พระที่รปู รา่ งเลก็ หรือเป็นตวั รอง เช่น พระลกั ษมณ์ เปน็ ต้น ๒. การคดั เลือกตวั นาง ดูจากลักษณะผูท้ ี่มีใบหน้ารูปไข่ หรือกลม หน้าผากไมก่ ว้างมาก นัก รูปร่างเล็กหรือท้วม ท่าทางแช่มช้อยนุ่มนวล จากที่กล่าวข้างต้นเป็นลักษณะของผู้ที่ได้รับการ ฝึกหัดเป็นตัวนาง ส่วนตวั นางท่ีออกแสดงตอ้ งดูจากลักษณะให้เป็นไปตามบทละคร เช่น หากคัดเลือก นางสุพรรณมัจฉา ซ่ึงเปน็ ตัวละครก่ึงมนุษย์ก่ึงสัตว์ตอ้ งเลือกผู้แสดงตัวนางท่ีรูปร่างเล็ก กะทัดรัด หาก เลือกตัวนางท่ีจะแสดงบทนางมณโฑ ต้องคัดเลือกผู้ที่มีรูปร่างท้วม หรือหากคัดเลือกนางสีดาตอ้ งใช้ผู้ แสดงตัวนางท่ีรูปร่างอรชร ผิวผุดผอ่ ง ใบหนา้ สวยหวาน เป็นตน้ ๓. การคดั เลอื กตวั ยกั ษ์ ดจู ากลกั ษณะผ้ทู ีม่ ีลาคอระหง เนอื่ งจากต้องสวมศรี ษะ ใบหน้า จึงไม่จาเป็นต้องรูปงาม รูปร่างโปร่ง สูงใหญ่ มีการทรงตัวที่แข็งแรง อย่างไรก็ตามในตัวละครยักษ์ไม่ จาเปน็ ทีจ่ ะต้องใชผ้ ูแ้ สดงทีร่ ่างกายสูงใหญ่ไปทงั้ หมด เนือ่ งจากตวั ละครบางตัว เชน่ อนิ ทรชติ สามารถ ใช้ผ้แู สดงที่รูปร่างเล็กลงมากว่าผู้ที่แสดงเปน็ ตวั ทศกัณฐไ์ ด้ ดงั นั้นจึงมีการเรียกลักษณะของตัวยักษ์ ว่า ยักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่ ยักษ์ต่างเมือง โดยการเรียกจะเรียกตามวัยวุฒิ และสถานะ ได้แก่ ยักษ์ใหญ่ คือ ยักษ์ที่เป็นเจ้าเมือง หรือมีอายุ นิยมใช้กับทศกัณฐ์ ส่วนยักษ์เล็ก คือ ยักษ์วัยรุ่น และยักษ์ต่างเมือง คอื ยกั ษ์ทีอ่ ย่นู อกเมืองลงกา ๔. การคัดเลือกตัวลิง ดูจากลักษณะผู้ที่มีรูปร่างป้อมๆ สันทัด ตัวไม่สูงมาก ลาคอสั้น ใบหน้าไม่จาเป็นต้องรูปงามเน่ืองจากสวมศีรษะ บุคลิกคล่องแคล่วว่องไว มีความทะมัดทะแมงตาม ลักษณะของลิง ในการแสดงโขนการแต่งกายของตัวลิงมีการสวมศีรษะแบบมียอด เรียกว่า ลิงยอด และแบบไม่มียอด เรียกว่า ลิงโล้น ดังน้ันในการคัดเลือกผู้แสดงจึงต้องเลือกคนให้เหมาะกับบทบาท และศรี ษะที่สวมใส่ เช่น หากคัดเลือกไปแสดงตวั หนุมาน ต้องเลือกผ้ทู ่ีมคี วามว่องไว ตวั ไมเ่ ล็กไม่ใหญ่ จนเกินไป มีลาคอสั้นได้เนื่องจากหนุมานสวมศีรษะลิงโล้น แต่หากเลือกไปแสดงตัวสุครีพ ควรจะ คัดเลือกผู้ท่ีมีความว่องไวน้อยกว่าหนุมาน แต่รูปร่างสูงใหญ่กว่าและมีลาคอท่ียาว เน่ืองจากศีรษะ สุครพี มีลักษณะแบบลงิ ยอดจงึ ต้องมคี วามสงา่ งามน่าเกรงขามกว่า เปน็ ต้น
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๗ ภาพท่ี ๑ ลกั ษณะรูปหน้าตัวพระ ที่มา: สุทธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒) ภาพที่ ๒ ลกั ษณะรูปรา่ งตวั พระ ที่มา: สุทธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๘ สรุปได้ว่า การคัดเลือกผู้ฝึกหัดโขนมีแบบแผนท่ีถูกสืบทอดเพ่ือใช้ในการคัดเลือกนักเรียน แบบเป็นขั้นตอน โดยเน้นในการพิจารณาที่ลักษณะรูปร่าง และอวัยวะในร่างกายของผู้เรียนเป็น อันดับแรก จากน้ันจึงดูจากความถนัดของตัวผู้เรียนเอง แล้วจึงฟังทัศนคติประกอบการพิจารณา ซ่ึง หลังจากการตรวจดูความพร้อมทางร่างกายแล้ว จึงได้ทาการคัดเลือกผู้เรียนให้ตรงตามคุณลักษณะ ของตัวละครประเภทต่างๆ ได้แก่ ตัวพระ ตวั ยักษ์ และตวั ลิง เพ่ือให้ผู้เรียนมีความเหมาะสมทางด้าน บคุ ลกิ ภาพท่ีสอดคล้องกบั ประเภทของตัวละคร ๒. การคานบั ครู การคานับครู หมายถึง การปวารณาตนเป็นศิษย์เพ่ือรับการถ่ายทอดความรู้จากครูผู้สอน ซ่ึงการคานับครูเป็นประเพณีอย่างหน่ึงท่ีเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยนิยมทาพิธี ดังกล่าวเมื่อเสร็จสิ้นจากการคัดเลือกผู้เรียนโขนเป็นท่ีเรียบร้อย ก่อนท่ีจะมีการเริ่มฝึกหัดโขนอย่าง จริงจังนั้นจะต้องมีการคานับครูก่อนท่ีจะเร่ิมเรียน เนื่องจากมีความเช่ือว่าการเรียนในด้านศิลปะ องค์ความรู้ที่สาคัญคือครูผู้สอน ท่ีเป็นแม่แบบในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้นจึงต้องมีการ แสดงความเคารพครูดว้ ยการคานบั ครกู อ่ นที่จะเรม่ิ เรยี น วิธีการคานับครูจะกระทาหลังจากท่ีมีการคัดเลือกผู้เรียนตามประเภทตัวละคร โดยก่อนท่ี จะทาการฝึกหัดผู้เรียนต้องนาดอกไม้ธูปเทียนมาทาพิธีคานับครูในวันพฤหัสบดีแรกหลังจากท่ีมีการ คัดเลือก ซ่ึงสาเหตุที่เลือกวันพฤหัสบดีเน่ืองจากเป็นความเช่ือมาแต่โบราณว่าพระพฤหัสบดีเป็นผู้ถือ กาเนิดมาจากพระฤาษี ๑๙ ตน ซึ่งฤาษี ๑๙ ตนนี้มีหน้าที่เป็นผู้สอนศิลปศาสตร์ ดังนั้นพระพฤหัสบดี ที่ถือกาเนิดมาจากผู้สอนซึ่งหมายถึงครูจึงทาให้เกิดเป็นความเชื่อว่าควรประกอบพิธีในวันพฤหัสบดี หรอื วนั ครู โดยกระบวนการคานับครมู กี ระบวนการ ดงั นี้ ๑) การอัญเชิญศีรษะครู ได้แก่ พระภรตมุนี และพระพิราพ นามาต้ังคู่กัน ในสมัย โบราณมีแคศ่ รี ษะครูในการคานบั ครู แต่ปัจจุบันมกี ารวางผลไม้ นา้ ชา กาแฟ ต้ังโต๊ะถวายครู ๒) ครูผู้ทาหน้าท่ีประธานในพิธีกล่าวโองการคานับครู และกล่าวคาบูชาพระรัตนตรัย เทพเทวดา คุณบดิ ามารดา ครู อาจารย์ โดยใหผ้ ู้เรียนกล่าวคาบูชาตาม ๓) ครูให้ผู้เรียนตั้งแถวแบ่งตามประเภทตัวละคร จากน้ันครูจะทาการจับท่าราให้ ผู้เรียนเป็นปฐมฤกษ์ด้วยการให้ผู้เรียนนั่งคุกเข่า และทาท่าไหว้ถวายบังคม โดยครูผู้สอนจะทาการจับ มือผู้เรียนในระหวา่ งการถวายบังคม พรอ้ มกบั ท่องคาถาเพ่อื ความเป็นสวสั ดมิ งคล ๔) เม่ือทาการจับท่าเสร็จ ผู้เรียนแยกย้ายไปฝึกหัดตามประเภทของตัวละครท่ีได้รับ การคัดเลอื ก ถอื เปน็ อันเสรจ็ สิ้นพธิ คี านับครู (ไพฑรู ย์ เขม้ แข็ง, ๒๕๓๖, น. ๔๒ –๔๔)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๙ ในการจับท่าราผู้เรียนในพิธีคานับครูนอกจากการจับท่าเป็นปฐมฤกษ์และเพ่ือความเป็น ศิริมงคลแล้ว ยังเป็นการสอนผู้เรียนให้รู้จักองค์ ๕ ของการปรับสรีระเตรียมความพร้อมในการฝึกหัด ดังน้ี ๑) ตงึ ตวั ๒) ตึงไหล่ ๓) ตึงเอว ๔) ตึงมอื ๕) เปิดปลายคาง (รักชาติ ตงุ คะบูรณะ, ม.ป.ป., น. ๑๔) ภาพที่ ๓ นัง่ คุกเขา่ วางมอื บนหนา้ ขา ทีม่ า: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) ภาพที่ ๔ การจบั ท่าราให้ผเู้ รยี น ที่มา: สทุ ธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๐ สรุปได้ว่า การคานับครูเป็นประเพณีท่ีสืบทอดมาแต่โบราณ มีจุดมุ่งหมายในการให้ผู้เรียน แสดงความเคารพครูและฝากตัวเป็นศิษย์ โดยวิธีการคานับครูมีขั้นตอนปฏิบัติ ๔ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) การเชิญศรี ษะครู กบั พานผลไมข้ ึน้ ต้ังบนแทน่ พธิ ี ๒) ประธานประกอบพธิ อี ่านโองการ และคาบชู าฯ ให้ผู้เรียนกล่าวตาม ๓) ครูผู้สอนจับท่าราผู้เรียนเป็นปฐมฤกษ์เพื่อความสวัสดิมงคล และ ๔) ผู้เรียน แยกยา้ ยไปฝึกหดั โขนตามประเภทตวั ละครทไี่ ด้รับการคัดเลอื ก ๓. ประเพณีไหว้ครู ๑. ความเป็นมาของประเพณีไหวค้ รู พิธไี หวค้ รูโขน – ละคร เป็นจารีตประเพณีในวงการนาฏศิลป์ไทยที่ปฏิบัตติ ามกันมาแต่ โบราณ โดยมีความเชอ่ื สบื ตอ่ กนั มาวา่ เป็นพธิ กี รรมทีม่ ีความศักด์ิสิทธ์ิท่ีได้รับอิทธิพล ๓ ประการ ได้แก่ ๑) ความเชื่อดั้งเดิม (การนับถือผี) เป็นวัฒนธรรมพื้นฐานของมนุษย์ท่ีเชื่อในเร่ือง ของวญิ ญาณ ดังน้ันในพิธีไหวค้ รจู งึ มกี ารเชิญวิญญาณของครอู าจารย์ท่ลี ว่ งลบั ไปแล้วมาเข้าร่วมพธิ ีไหว้ ครูเพื่อให้ศิษย์แสดงความเคารพ และความกตัญญูตอ่ ท่าน อันเป็นสาเหตุหนึ่งทีก่ ารจัดเครอื่ งสังเวยใน พธิ ไี หว้ครจู งึ ต้องมเี ครื่องสงั เวยทีเ่ ปน็ ของดบิ จัดวางอยู่ ๒) ความเชอ่ื จากศาสนาพราหมณ์ เป็นความเชอ่ื ที่นบั ถอื และบูชาผีเชน่ เดียวกันกับ ความเชอื่ ดั้งเดิม แต่แตกตา่ งกันตรงที่ความเชือ่ จากศาสนาพราหมณ์เป็นการนบั ถอื บูชาผที ี่เป็นเทพเจ้า ซ่ึงคนไทยมีความคุ้นเคยกับพิธีกรรมต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับศาสนาพราหมณ์มาเป็นเวลาช้านาน ทาให้ พราหมณ์ ซ่ึงหมายถึง นักบวชในศาสนาฮินดู มีบทบาทต่อวัฒนธรรมไทยในประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ทั้งของราฏร์และของหลวง ในหลักธรรมของศาสนาพราหมณ์เช่ือว่า เทพเจ้าเป็นผู้กาหนดผลแห่ง กรรมให้กับมนุษย์ ดังน้ันจึงมีการสวดหรือบูชาวัตถุต่างๆ เพื่อทาให้เทพเจ้าพึงพอใจ อันเป็นอิทธิพล ของการถวายเครื่องสังเวย กระยาบวชต่างๆ ในพิธีไหว้ครูโขน – ละคร เพื่ออันเชิญเทพเจ้าลงมาร่วม พิธีเพอื่ ประทานความสุขความสาเรจ็ ให้ ๓) ความเชื่อจากศาสนาพุทธ เป็นความเชื่อท่ีอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลา ยาวนาน พระพุทธเจ้าเปน็ ศาสดาเอกในโลกท่ีทรงตรัสรู้ชอบดว้ ยพระองค์เอง ไดร้ ับการยกย่องว่าเป็น บรมครู ท่ยี ิ่งใหญเ่ หนือกวา่ ครอู นื่ ใด อีกท้ังพระองคท์ รงเห็นความสาคญั และหน้าที่ของครู จึงได้ปรากฏ พระธรรมที่มีช่ือว่า สิงคาลสูตร อันเป็นธรรมเก่ียวกับการปฏิบัติบูชา และการสงเคราะห์บุคคลไว้ ๖ ฐานะ ซ่ึงในส่วนข้อปฏิบัติท่ีศิษย์พึงกระทาต่อครู เห็นได้ชัดว่า เป็นการสอนให้ศิษย์มีความกตัญญูต่อ ครู ความกตัญญูจึงเปน็ หลักธรรมท่ีศิษย์ทุกคนยึดมั่นเป็นประจาใจ ดังน้ัน อทิ ธิพลของศาสนาพุทธท่ีมี ผลต่อพิธีไหว้ครู คือ ความสาคัญของครูและความกตัญญูของศิษย์ (ประเมษฐ์ บุณยะชัย, ๒๕๔๐, น. ๓๙ – ๔๕) แตเ่ ดิมการไหว้ครูนอกจากเป็นการเคารพครูผปู้ ระสิทธปิ์ ระสาทสรรพวิทยาแก่ศิษยแ์ ล้ว พิธีไหว้ครูยังเป็นสัญลักษณ์สาคัญว่าผู้เป็นศิษย์ได้ทาการฝากตัวเป็นศิษย์ จากนั้นครูจะต้องทาหน้าที่ ประสทิ ธ์ิประสาทวิชาความรู้ตา่ งๆ ให้แก่ศิษย์อยา่ งเต็มกาลัง โดยพิธไี หว้ครูในยคุ ระบบของโรงเรยี นไม่ ปรากฎหลักฐานชัดเจน แต่พิธไี หวค้ รูของนาฏศิลปด์ นตรีสันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่เร่ิมการมีโขน –
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๑ ละคร เพียงแต่ในสมัยก่อนนาฏศิลป์ดนตรีเปน็ ศาสตร์ที่ยังไม่เป็นท่ียอมรับในสังคม เนื่องจากผู้คนเห็น วา่ เป็นแคเ่ ครื่องช่วยบาเรอเจ้านายและคนทั่วไป ทาให้ถูกละเลยในการบันทกึ หลักฐานเป็นลายลักษณ์ อักษร โดยการไหว้ครูโขน – ละคร ในพิธีหลวงมาปรากฏหลักฐานคร้ังแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๓๙๗ สมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยคร้ังนั้นมีนายเกษ พระราม เป็นผู้ประกอบพิธี นอกจากน้ียังไม่มีหลักฐานในการรับมอบผู้ประกอบพิธีของนายเกษ พระราม ว่าได้รับมาจากใคร และถ่ายทอดให้ศิษย์คนใด แต่เอกสารตาราไหว้ครูท่ีเป็นสมุดไทดาของ นายเกษได้ตกทอดมาถึงพระยานัฎกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ต่อมาคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ได้มอบตาราฉบับน้ีพร้อมทั้งไม้เท้าฤาษี ๑ อนั หน้าพระภรตฤาษี ๑ หน้า พระพิราพ ๑ หน้า เทริด ๑ ยอด ตู้เทวรูปพร้อมทั้งเทวรูปให้กับนายอาคม สายาคม และได้เก็บรักษามาจนทุกวนั นี้ (เรือ่ งเดียวกนั , ๒๕๔๐, น.๕๕ – ๕๙) นอกจากนี้ ความพิเศษของประเพณีไหว้ครูและพิธีไหว้ครูโขน – ละคร ที่แตกต่างจาก การไหว้ครูท่ัวๆ ไป มีพิธีครอบครูข้ึนมาอีกอย่างหนึ่ง ซ่ึงนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้ กลา่ ววา่ “พิธีไหว้ครูและพิธีครอบเป็นพิธีท่ีท่านบูรพาจารย์ได้กาหนดเป็นระเบียบและ บัญญัติแบบแผนให้ปฏิบัติด้วยหลักเกณฑ์อันดีสืบเน่ืองกันมาแต่โบราณ โดยกาหนดว่า ถ้าเป็นศิษย์ท่ี หัดโขนละคอน ครูผู้ใหญ่จะทาพิธีไหว้และครอบให้ต่อเมื่อศิษย์ได้หัดราเพลงช้าเพลงเร็วได้แล้ว จนนับว่าเป็นผู้ราเป็นพอจะออกเล่นออกแสดงเป็นตัวเสนาหรือนางกานัลได้ ถ้าเป็นศิษย์ท่ีหัดดนตรี ป่พี าทย์ก็ตอ้ งสามารถร่วมวงบรรเลงเพลงโหมโรงได้จบ ซึ่งนับว่าตเี ป็นพอท่ีจะออกบรรเลงในงานสวด มนต์เย็นฉันเช้าได้ สังเกตตามเพลงหนา้ พาทย์ของดนตรที าอญั เชิญเทพเจ้าและครบู าอาจารย์มาในงาน พิธี ดงั รายชื่อเพลง (ในหน้าต่อไป)ก็ดี มนต์และโองการที่บัญญัตไิ วใ้ หค้ รผู ู้ไหว้กล่าวเชญิ และพร่าบ่นกด็ ี แสดงว่าท่านโบราณาจารย์ได้บัญญัติไว้ด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ศิษย์ผู้เข้าประกอบพิธีไหว้ครูและ ได้รับครอบจากครูแล้ว มีประสิทธิภาพอันดีและมีภาวะเป็นศิลปินผู้ควรแก่การยกย่องเช่นเดียวกับ บทบัญญัติในพิธีบรรพชาอุปสมบทของพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา...พิธีไหว้ครูก็ดี พิธีครอบครูก็ดี มี กาหนดให้ทากันในวันพฤหัสบดี ซึ่งนับเป็นวันครู และเน่ืองจากครูบาอาจารย์ทางนาฏศิลปและดุริ ยางคศิลป ถือกันวา่ เพลงหน้าพาทย์ดนตรีบางเพลงและท่าราบางท่า เป็นเพลงและท่าราท่ีมีความขลัง และศักด์ิสิทธิ์เป็นพิเศษ ถ้าศิษย์ยังมิได้เข้าพิธีไหว้ครูและรับครอบไว้เสียก่อนแล้ว บรรดาครูอาจารย์ ทางศิลปเหลา่ นัน้ จะไม่กลา้ สอนและหดั ใหแ้ กศ่ ษิ ย์ ดว้ ยถือกันวา่ อาจเปน็ ผลร้ายแกค่ รผู ู้สอนและแกต่ ัว ศิษย์เองด้วย และถ้าเกิดอุบัติเหตุข้ึนดังกล่าวแล้ว มักอ้างกันว่า “ผิดครู” หรือ “แรงครู”” (ธนิต อย่โู พธ,ิ์ ๒๕๐๐, น. ๑๒๙ – ๑๓๑) สรุปไดว้ ่า พิธีไหวค้ รูโขน – ละคร เป็นจารตี ประเพณีท่ีเป็นการแสดงความเคารพครูผู้มี พระคุณดว้ ยการบูชา โดยไดร้ ับอิทธพิ ลทางความเชือ่ ๓ ทาง ได้แก่ ๑) ความเชื่อแบบดัง้ เดิมในการนับ ถือผี ๒) ความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์ในการบูชาเทพเจ้า และ ๓) ความเชื่อจากศาสนาพุทธในการ ให้ความสาคัญกบั ครแู ละความกตัญญกู ตเวที จากความเชอื่ ทง้ั ๓ นามาผนวกเข้าดว้ ยกนั ทาใหเ้ กดิ เป็น
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๒ พิธีไหว้ครโู ขน – ละคร ซึ่งปรากฏหลกั ฐานข้นึ ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั รัชกาลท่ี ๔ โดยมีนายเกษ พระราม เป็นผู้ประกอบพิธีในสมัยนั้น ต่อมาภายหลังพบว่าตาราไหว้ครูที่เป็นสมุด ไทดาของนายเกษไดต้ กทอดมาถงึ พระยานฎั กานุรักษ์ (ทองดี สวุ รรณภารต) และมาสูน่ ายอาคม สายา คม จึงสันนิษฐานได้ว่า พิธีไหว้ครูแบบหลวงของวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นพิธี ทางสายของนายเกษ พระรามทีม่ าจากสมยั รัชกาลที่ ๔ ๒. พิธกี ารไหวค้ รู การประกอบพิธีไหว้ครูโขน – ละคร แบบพิธีหลวง แต่เดิมมาได้แบ่งการประกอบพิธี ออกเป็น ๒ วัน ซึ่งวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้ปฏิบัติตามแบบแผนเดิมท่ีสืบทอด ต่อกันมา คือ เริ่มพิธีวันพุธ เรียกว่า วันสุกดิบ และต่อด้วยเช้าวันพฤหัสบดีถึงบ่ายหรือเย็น โดยมีการ จดั แบง่ พธิ ีออกเปน็ ๓ ภาค ดงั น้ี ๑) พิธีสงฆ์ เป็นระเบียบปฏิบัติที่ปรากฏหลักฐานใน พระตาราครอบโขน ละคร เล่ม ๒ ฉบับหลวง คร้ังรัชกาลที่ ๔ ซ่ึงนายเกษ พระราม เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู เม่ือ พ.ศ. ๒๓๙๗ โดยทาพิธีสงฆ์ ๒ วัน คือ มีการสวดมนต์เย็นในเวลาบ่ายของวันพุธ และรุ่งเช้าของวันพฤหัสบดีเป็น การฉันเช้า แต่ปจั จุบันหน่วยงานหรือสถานศึกษาบางแห่งได้มีการปรับพิธไี หว้ครูให้เสร็จสิ้นภายในวัน เดียว จากที่เช้าวันพฤหัสบดีเคยฉันเช้าอย่างเดียวปรับเปน็ ใหม้ ีพระสงฆเ์ จรญิ พระพุทธมนต์ก่อนแลว้ จึง ฉนั ภตั ตาหารและอนโุ มทนา ๒) พิธีไหว้ครู เท่าที่ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๗ มีขั้นตอนที่สาคัญ ๒ ประการ คือ - การบูชาพระรัตนตรยั อนั เปน็ วิธีปฏิบตั ขิ องพทุ ธศาสนิกชน - การบชู าครู ตามแบบแผนด้ังเดมิ แบง่ ย่อยออกเปน็ ๔ ขน้ั ตอน คือ ขัน้ ที่ ๑ บชู าเทพทางนาฏศลิ ป์ เช่น พระอศิ วร พระนารายณ์ พระพิฆเณศ และเทพอ่ืนๆ ขน้ั ท่ี ๒ บชู าดุรยิ เทพ คือ พระปรคนธรรพ บชู าครูปัธยายต่างๆ และบชู า พระพิราพ ข้นั ที่ ๓ ครูและศษิ ยส์ รงนา้ เทวรปู ข้ันที่ ๔ ถวายเครอ่ื งสงั เวย ๓) พิธีครอบ เป็นพิธีกรรมท่ีดาเนินตอ่ เน่ืองจากพิธีไหว้ครู โดยผู้ประกอบพิธีจะนา ศีรษะครูหรือหัวโขนสาคัญครอบลงบนศีรษะศิษย์ ซึ่งให้ความหมายถึงการยอมรับเข้าสู่ภาวะศิลปิน และการอนุญาตให้ต่อหนา้ พาทยส์ าคัญ (ประเมษฐ์ บณุ ยะชยั , ๒๕๔๐, น.๑๐๓ – ๑๑๔) สรปุ พธิ กี ารไหว้ครโู ขน – ละคร แบบพธิ หี ลวง จะมกี ารเรมิ่ พธิ ใี นบ่ายวันพุธ เรยี กวา่ วัน สกุ ดิบ และเริ่มพธิ ีอีกรอบในรงุ่ เช้าของวนั พฤหัสบดี โดยแบง่ พธิ กี ารออกเปน็ ๓ ภาค ไดแ้ ก่ ๑) พิธสี งฆ์ ๒) พธิ ีไหว้ครู และ ๓) พธิ ีครอบ
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๓ ๓. ขั้นตอนการไหว้ครูโขน – ละคร การไหว้ครูโขน – ละคร ได้มีการวางระเบียบแบบแผนเพ่ือใช้ในการปฏิบัติพิธีดังกล่าว โดยแบ่งเป็น ๕ ขัน้ ตอน ดังนี้ ๑) ข้ันที่ ๑ เมือ่ แรกเรมิ่ เรยี นเราเรยี กวา่ “คานับคร”ู ในขัน้ น้จี ะมีการอัญเชิญศรี ษะ ครูท่ีสาคัญ ไดแ้ ก่ พระภรตฤาษี และพระพิราพ จัดตั้งบนแท่น จากน้ันครูจะทาหน้าที่กล่าวนาผู้ที่จะ เข้ามาเป็นศิษย์ แล้วว่าโองการคานับครู จากน้ันจึงเป็นการคัดเลือกศิษย์ตามประเภทของการเรียน หรือการฝึกหัด ได้แก่ พระ นาง ยักษ์ ลิง และจับมือให้หัดราในท่าถวายบังคม พร้อมกันนี้ครูก็ต้องมี คาถาทีไ่ ดร้ ับถ่ายทอดมาท่องขณะจับท่าราใหก้ ับเด็กด้วย ๒) ขั้นที่ ๒ ไหว้ครูและครอบ เป็นขั้นตอนท่ีตอ่ ท้ายจากการถวายเครื่องสังเวยเป็น ที่เรียบร้อย ศีรษะท่ีผู้ประกอบพิธีเป็นผู้ครอบให้กับบรรดาศิษย์ ได้แก่ พระภรตฤาษี พระพิราพ และ เทริด พร้อมทั้งเจิมจุณ สวมมงคล ให้ใบไม้ทัดหู ท่ีทาขึ้นจากใบเงิน – ทอง – นาก ใบมะตูม หญ้า แพรก นามามัดรวมกนั แลว้ พรมนา้ พุทธมนต์ โดยศรี ษะท้งั ๓ ทีค่ รอบใหก้ บั ศิษย์ ใหค้ วามหมายดงั น้ี - พระภรตฤาษี เป็นครูที่จดจาท่าราของพระอิศวรนามาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์ และเปน็ ผทู้ ร่ี จนาตารานาฏยศาสตรข์ น้ึ - พระพิราพ เปน็ ปางหน่งึ ของพระอิศวรผ้ทู ใี่ หก้ าเนดิ การฟอ้ นรา - เทริด เป็นสัญลักษณ์ของละครที่เกิดขึ้นเป็นแบบแรก อีกท้ังยังเป็น เคร่ืองประดับศีรษะที่สวมได้ท้ังตัวพระและตัวนาง เน่ืองจากละครโนราห์แต่เดิมสวมเทริดทั้งตัวพระ และตัวนาง ๓) ข้ันที่ ๓ ไหว้ครูและครอบเพื่อรับมอบ เป็นส่วนหนึ่งของการครอบ โดยพิธีรับ มอบท่ีสมมติตนเป็นพระภรตฤาษี จะทาการมอบอาวุธต่างๆ ที่ใช้ประกอบการแสดง หรือเรียกว่า เคร่ืองโรง ส่งมอบให้กับศิษย์แล้วถอยออกจากมณฑลพิธี ในการรับมอบน้ีเท่ากับว่าครูได้ยอมรับ ความรู้ความสามารถของศิษย์และอนญุ าตให้ศิษย์ได้ถ่ายทอดความร้สู ู่ผู้อื่น ซึ่งเหตุที่มกี ารมอบอาวธุ ให้ ความหมายเป็นนัยว่า อาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ มีกลวิธีที่ไม่เหมือนกัน ดังน้ันศิษย์ต้องฝึกฝนให้เกิด ความชานาญเป็นการแสดงถึงความสามารถในขนั้ สงู ของศษิ ยผ์ นู้ ้ันเอง ๔) ข้ันท่ี ๔ ไหว้ครูและครอบเพื่อต่อท่าราหน้าพาทย์พระพิราพ ขั้นตอนนี้ยังเป็น ส่วนหน่ึงของพิธีครอบ โดยผู้ท่ีจะได้รับการถ่ายทอดต้องมีคุณสมบัติทางความรู้ความสามารถสูง มี วัยวุฒิ และเป็นชายที่บวชเรียนแล้ว ตามความเช่ือในการต่อท่าราจะต้องประกอบพิธีไหว้ครูก่อนการ ถ่ายทอด และต้องกระทาที่ วัด หรอื วัง เทา่ นัน้ ๔) ขนั้ ที่ ๕ ไหว้ครแู ละครอบเพือ่ เปน็ ผ้ปู ระกอบพธิ ี ในขั้นนผ้ี ปู้ ระกอบพธิ จี ะทาการ เรียกศิษย์ท่ีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามบทบัญญัติให้เข้ามาแล้วประกอบพิธีครอบและมอบตารารวมถึง อุปกรณ์ในการประกอบพิธี จากนั้นเป็นการประสิทธิ์ประสาทพรอันเป็นมงคลให้กับศิษย์ ซึ่งผู้ที่ได้รับ การรับมอบให้เป็นผู้ประกอบพธิ ีจะต้องต้ังตนอยู่ในหลักพรมวหิ าร และพึงระลึกเสมอว่าหากครูผู้มอบ
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๔ ยังมีชีวิตท่ีสามารถประกอบพิธีได้ตนเองจะไม่ประกอบพิธีอย่างเด็ดขาด แต่หากครูอนุญาตจึงจะ สามารถประกอบพิธไี ด้ (เรอื่ งเดยี วกัน, ๒๕๔๐, น.๑๑๔ – ๑๒๐) สรุปได้วา่ ขั้นตอนในพิธีไหว้ครูมที ้งั หมด ๕ ข้ันตอน ได้แก่ ๑) การคานับครู ๒) การไหว้ และครอบ ๓) การรับมอบ ๔) ครอบเพื่อต่อหน้าพาทย์พระพิราพ และ ๕) รับมอบเป็นผู้ประกอบพิธี โดยในขั้นตอนท่ี ๑ ส่วนใหญ่จัดแยกออกเป็นพิธีไหว้ครูขนาดเล็ก ส่วนข้ันตอนท่ี ๔ และ ๕ จะดาเนนิ การต่อเมอ่ื มีผูท้ ีม่ คี ณุ สมบตั คิ รบถ้วนตามบทบญั ญัตทิ ่ีวางเป็นแบบแผนไว้ ๔. การฝกึ หัดเบื้องตน้ การฝึกหัดเบ้ืองต้น คือ การฝึกหัดข้ันพื้นฐานเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่การฝึกหัด ในขั้นสูงต่อไป โดยการฝึกหัดเบื้องต้นของโขนเป็นการปฏิบัติเก่ียวกับร่างกายในลาดับแรกของการ ฝึกหัดเพื่อเป็นการวางรากฐานท่ีมั่นคงให้กับผู้เรียนให้มีพ้ืนฐานความพร้อมทางร่างกายให้เกิดความ แข็งแรง และสามารถเคล่ือนไหวอวัยวะ ไปพร้อมๆ กับจังหวะได้อย่างถูกหลักวธิ ีและถูกต้องตามแบบ แผน ซ่ึงในตัวละครพระ นาง ยักษ์ และลิง มีหลักการฝึกหัดทคี่ ล้ายคลึงกัน แต่มีวธิ ีการฝึกหดั ทเี่ หมือน และแตกต่างกันออกไปเปน็ บางขนั้ ตอนตามแตล่ ีลาของตัวละครประเภทนนั้ การฝึกหัดโขนเบ้ืองต้น มจี ดุ มงุ่ หมายของการฝึกหัด ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ประการที่ ๑ เป็นการเตรียมตัวเพื่อให้ผู้ฝึกเกิดความเคยชินกับจังหวะพ้ืนฐานในการ ฝึกหดั โขน เพราะจังหวะเป็นส่ิงที่มคี วามสาคญั ยิ่งต่อการศกึ ษาศิลปะทางด้านนาฏศลิ ป์ไทย ไม่วา่ สาขา ใดกต็ าม ประสาทสมั ผัสเก่ยี วกับเร่อื งจังหวะจึงเป็นส่งิ ที่ผู้ฝึกตอ้ งเรยี นรแู้ ละฝึกฝน ประการท่ี ๒ เปน็ การฝึกให้ร้จู ักการเคลอื่ นไหวอวัยวะท่สี าคญั ตามทา่ ทางนาฏศิลป์ เช่น ลาคอ ตัว ใบหน้า แขน ขา เพือ่ ใหเ้ กิดความประสานกลมกลนื เปน็ ทา่ ทางนาฏศิลป์ที่งดงาม ประการท่ี ๓ เป็นการฝึกให้เกิดความอดทนต่อสภาพร่างกาย เพราะในการแสดงโขน จาเป็นต้องใช้พละกาลังในการแสดงท่ีค่อนข้างมาก และเป็นเวลายาวนาน การฝึกให้เคยชนิ กับสภาพ เช่นน้ี นอกจากเน้นประโยชน์โดยตรงกับตัวแสดงแล้ว ยังเป็นการทาให้ผู้ฝึกมีร่างกายแข็งแรงประดุจ การออกกาลังกายในการเลน่ กีฬาอีกด้วย (รักชาติ ตงุ คะบรู ณะ, ม.ป.ป., น. ๑๗) การฝึกหัดโขนพระเบ้อื งตน้ มีหลกั ในการปฏิบตั ติ ามขั้นตอน ดงั น้ี ๑) นง่ั พับเพียบ ๒) ตบเขา่ ๓) ถองสะเอว ๔) เตน้ เสา ๕) ถบี เหลี่ยม ๖) การดดั มอื ดัดแขน ๗) กระทบก้น
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๕ จากหลักปฏิบัติการฝึกหัดโขนพระเบ้ืองต้น ผู้เรียนทุกคนจะต้องผ่านการฝึกหัดนี้เพื่อเป็น บนั ไดไปสบู่ ทเรยี นข้นั ตอ่ ไป โดยการฝึกหดั เบอื้ งต้นของโขนพระ มีวธิ ีการปฏิบัติ รายละเอยี ดดงั นี้ ๑. นัง่ พับเพยี บ การนง่ั พับเพยี บ เปน็ กริ ิยาการนัง่ ของโขนพระ เรยี กวา่ น่งั ท่าพระ ภาพที่ ๕ น่ังพับเพียบ ทม่ี า: สุทธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) วธิ ปี ฏิบตั ิ นั่งพบั เพยี บ ให้นั่งพับเพียงไปทางขวา โดยให้ขาซ้ายงอพับไว้ข้างหน้า ส่วนขาขวาพับไปไว้ ด้านข้างตัว ระหว่างน้ีให้หักข้อเท้าตึงนิ้วเท้าท้ังห้า มือขวางอแขนวางฝ่ามือไว้บนหน้าขาขวา มือซ้าย แขนตงึ วางฝา่ มือไว้ทห่ี ัวเขา่ ซ้าย ตงึ ปลายนว้ิ มือทง้ั หมด นัง่ ตวั ตรงอกผายไหล่ผ่ึง ๒. ตบเขา่ การตบเข่า เป็นการฝึกหัดทักษะเบื้องต้นในเร่ืองของการฝึกฝน และการฝึกนับจังหวะ ของดนตรี โดยจังหวะที่ใช้ในการปฏิบัติการตบเข่ามี ๒ ลักษณะ คือ จังหวะปิด และจังหวะเปิด โดย ท้ัง ๒ จังหวะน้ี นิยมฝึกแบบต่อเน่ืองกัน เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักใช้โสตประสาทการฟัง สามารถแยกแยะ เสียงและปฏบิ ตั ติ ามไดถ้ ูกตอ้ งแมน่ ยา ลกั ษณะของจงั หวะปดิ และจังหวะเปดิ คอื จงั หวะปิด จะเปน็ การปฏิบตั ทิ า่ ทีละจังหวะ อย่างชา้ ๆ ส่วนจังหวะเปิด จะเป็นการปฏบิ ัตทิ ่าติดตอ่ กันโดยไม่เวน้ จังหวะ เน่ืองจากในการฝึกตบเข่า เปน็ การปฏบิ ตั ใิ นลักษณะการนงั่ พับเพยี บ จึงมกี ารสมมติการใช้มือและแขนยกข้ึนตามจังหวะแทนการ ใชข้ าและเทา้ ไปตามจังหวะปดิ และจงั หวะเปิด
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๖ จงั หวะปดิ นบั ๑ จงั หวะเปดิ เคาะไมค้ ร้งั ที่ ๑ = นบั ๒ เคาะไม้ ๒ คร้ัง = นบั ๑ – ๒ – ๓ เคาะไม้ครง้ั ท่ี ๒ = นบั ๓ เคาะไมค้ ร้ังท่ี ๓ = ตารางท่ี ๑ ความแตกตา่ งของจังหวะปดิ และจังหวะเปิด ทม่ี า: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) ภาพท่ี ๖ ตบเขา่ ที่มา: สทุ ธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วิธีการปฏบิ ตั ิ “ตบเข่า”
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๗ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ ตบเข่า (แบบจังหวะปิด) ขั้นตอนที่ ๑ ท่าเตรียม ให้ผู้เรียนนั่งพับเพียบไปทางด้านขวา ให้ลาตัวและศีรษะ ตั้งตรง เปิดปลายคางข้ึน มือท้ังสองคว่าฝ่ามือลงบนหัวเข่าในลักษณะเตรียมพร้อม น้ิวแนบชิดกัน เปิด ศอกหรือกางข้อศอกออกไปเล็กนอ้ ย ขั้นตอนท่ี ๒ เมื่อมีสัญญาณการเคาะไม้ด้วยจังหวะรัวๆ ให้ผู้เรียนค่อยๆ ยก แขนขวาขน้ึ ใหอ้ ยรู่ ะดับเดียวกับไหลข่ องตนเองในลักษณะมมุ ฉาก ปลายน้ิวมือชไ้ี ปที่ดา้ นหนา้ ขั้นตอนที่ ๓ เม่ือมีสัญญาณเคาะไม้ ๑ คร้ัง ให้ตบมือขวาลงบนเข่าขวา ส่วนมือ ซ้ายยกขนึ้ เป็นมมุ ฉากในระดบั เดียวกนั กบั ไหล่ ปลายน้วิ มอื ชไ้ี ปที่ด้านหน้า พรอ้ มทง้ั นับจงั หวะเปน็ ๑ ข้ันตอนท่ี ๔ เม่ือมีสัญญาณเคาะไม้ ๑ ครั้ง ให้ตบมือซ้ายลงบนเข่าซ้าย ส่วนมือ ขวายกขน้ึ เปน็ มุมฉากในระดับเดียวกนั กับไหล่ ปลายนิว้ มือชไี้ ปทดี่ า้ นหนา้ พร้อมทง้ั นับจงั หวะเปน็ ๒ ข้ันตอนท่ี ๕ เม่ือมีสัญญาณเคาะไม้ ๑ ครั้ง ให้ตบมือขวาลงบนเข่าขวา ส่วนมือ ซ้ายยกขน้ึ เป็นมุมฉากในระดับเดียวกนั กับไหล่ ปลายนว้ิ มือชี้ไปที่ดา้ นหน้า พร้อมทง้ั นับจงั หวะเปน็ ๓ จากนั้นหากมีสัญญาณเคาะไม้ทีละ ๑ ครั้งต่อไปให้ปฏิบัติสลับกันไปเรื่อยๆ ทีละ ขน้ั ตอนอย่างช้าๆ โดยครผู ู้สอนเปน็ ผูค้ วบคุมจงั หวะในการเคาะไม้ให้ผเู้ รยี นปฏิบัติตาม วิธปี ฏิบัติ ตบเข่า (แบบจงั หวะเปิด) ขั้นตอนท่ี ๑ ท่าเตรียม ให้ผู้เรียนนั่งพับเพียบไปทางด้านขวา ให้ลาตัวและศีรษะ ต้ังตรง เปิดปลายคางข้ึน มือท้ังสองคว่าฝ่ามอื ลงบนหัวเข่าในลกั ษณะเตรียมพร้อม น้ิวแนบชิดกัน เปิด ศอกหรือกางขอ้ ศอกออกไปเลก็ นอ้ ย ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อมีสัญญาณการเคาะไม้ด้วยจังหวะรัวๆ ให้ผู้เรียนค่อยๆ ยก แขนขวาขึ้นใหอ้ ยู่ระดับเดียวกบั ไหลข่ องตนเองในลกั ษณะมุมฉาก ปลายนิ้วมือชี้ไปที่ด้านหนา้ ข้ันตอนที่ ๓ เมื่อมีสัญญาณเคาะไม้ ๒ ครั้ง ให้ตบมือขวาลงบนเข่าขวา ส่วนมือ ซ้ายยกขึ้นเปน็ มุมฉากในระดบั เดยี วกันกับไหล่ ปลายนว้ิ มอื ช้ไี ปทด่ี ้านหนา้ พร้อมทง้ั นับจังหวะเป็น ๑ จากนั้นให้ตบมอื ซา้ ยลงบนเข่าซ้าย ส่วนมือขวายกข้ึนเป็นมมุ ฉากในระดับเดยี วกนั กับไหล่ ปลายนวิ้ มือ ช้ไี ปที่ดา้ นหน้า พร้อมทงั้ นับจังหวะเป็น ๒ และตบมือขวาลงบนเข่าขวา ส่วนมอื ซ้ายยกขึ้นเป็นมุมฉาก ในระดับเดียวกันกับไหล่ ปลายน้วิ มอื ช้ไี ปทดี่ ้านหน้า พร้อมทง้ั นบั จงั หวะเปน็ ๓ สังเกตได้ว่าการปฏิบัติตบเข่า แบบจังหวะเปิด เป็นการรวมขั้นตอนท่ี ๓ – ๕ ของการ ตบเข่าแบบจังหวะปิดให้มีการปฏิบัติต่อเนื่องกัน ๓ โดยไม่มีการรอสัญญาณเคาะไม้ในระหว่างปฏิบัติ เหมอื นกบั การตบเข่าแบบจงั หวะปิด
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๘ ๓. ถองสะเอว การถองสะเอว เปน็ การฝึกทกั ษะเบ้อื งต้นต่อจากทา่ ตบเข่า โดยเปน็ การฝึกหดั ให้ผู้เรยี น ร้จู ักเคลื่อนไหวใบหนา้ คอ ไหล่ แขน และลาตวั ใหม้ ีความสมั พันธก์ นั ในทุกๆ ส่วน ภาพท่ี ๗ ถองสะเอว (๑) ทีม่ า: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) ภาพที่ ๘ ถองสะเอว (๒) ท่มี า: สุทธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๑๙ วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ “ถองสะเอว” วธิ ีปฏิบัติ ถองสะเอว ข้ันตอนที่ ๑ ท่าเตรียม ให้ผู้เรียนน่ังพับเพียบไปทางด้านขวา ให้ลาตัวและศีรษะ ต้งั ตรง เปิดปลายคางข้ึน มือท้ังสองคว่าฝ่ามือลงบนหัวเข่าในลักษณะเตรียมพร้อม นิ้วแนบชิดกนั เปิด ศอกหรือกางขอ้ ศอกออกไปเลก็ น้อย ข้นั ตอนท่ี ๒ เมอื่ มีสัญญาณเคาะไม้ ให้ผเู้ รียนยกแขนทัง้ สองขา้ งงอศอกไปดา้ นขา้ ง โดยหา่ งจะลาตัวประมาณ ๑ ฝ่ามือ พรอ้ มทั้งกามอื และหักขอ้ มือเข้าหาตวั ให้ขอ้ ศอกอยู่ในระดับเอว ขั้นตอนที่ ๓ เมื่อมีสัญญาณเคาะไม้ ให้ผู้เรียนนาข้อศอกจากแขนขวากระทุ้งไปท่ี สะเอวข้างขวา เพื่อให้เอวยักเยื้องไปตามแรงกระแทก พร้อมท้ังเอยี งศีรษะไปทางไหล่ซ้าย ในลักษณะ ของการทิ้งปลายหู สายตามองตรงไปด้านหน้า กดไหล่ขวา กดเอวลาตัวและสะเอวด้านขวาลงเมื่อ ขอ้ ศอกกระแทกท่ดี ้านข้างลาตัว ข้ันตอนท่ี ๔ เม่ือมีสัญญาณเคาะไม้ ให้ผู้เรียนเปลี่ยนเป็นใช้ข้อศอกจากแขนซ้าย กระทุ้งไปที่สะเอวข้างซ้าย เพื่อให้เอวยักเย้ืองไปตามแรงกระแทก พร้อมทั้งเอียงศีรษะไปทางไหล่ขวา ในลกั ษณะของการทง้ิ ปลายหู สายตามองตรงไปด้านหนา้ กดไหลซ่ า้ ย กดเอวลาตัวและสะเอวด้านซ้าย ลงเมอ่ื ขอ้ ศอกกระแทกทด่ี ้านข้างลาตวั ในการปฏิบัติท่าถองสะเอว ผู้เรียนปฏิบัติสลับกันไปมาในขั้นตอนท่ี ๓ และ ขั้นตอนที่ ๔ ไปพร้อมๆ กับจังหวะเคาะไม้ โดยไม่ต้องนับ ปฏิบตั ิสลับกันไปมาจนเกิดความคล่องแคล่วในการยัก เย้อื งลาตัวและศีรษะได้อย่างถกู ตอ้ ง ๔. เต้นเสา การเต้นเสาเป็นการปฏิบัติท่าเบื้องต้นต่อจากท่าถองสะเอว ในการฝึกหัดปฏิบัติท่านี้ เป็นวธิ ีการฝึกหัดใหผ้ ู้เรียนรจู้ ักใช้อวยั วะส่วนขาและเท้าในการเต้นให้เกิดความสม่าเสมอ และแข็งแรง มีกาลังขาท่ีม่ันคง ท่ีมาของช่ือเรียกว่า “เต้นเสา” เนื่องจากแต่เดิมผู้เรียนได้รับการฝึกหัดโดยการจัด แถวยาวติดต่อกัน โดยผู้ท่ียืนอยู่หัวแถวจะใช้มือย่ืนไปด้านหน้าแตะท่ีเสาโรงฝึก ส่วนคนอ่ืนๆ จะต่อ ดา้ นหลังแล้วใชม้ อื แตะไปท่ีสะเอวของผู้เรียนคนข้างหน้า แต่ปัจจุบนั การเต้นเสาไดใ้ ห้ผู้เรียนปฏิบัติอยู่ ในท่ีของตนเองไม่ได้ต่อแถวแบบสมัยก่อน ดังน้ันผู้เรียนทุกคนจึงต้องย่ืนมือและแขนท้ังสองไป ดา้ นหนา้ ให้เสมอกับไหล่ของตนเอง
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๐ ภาพที่ ๙ เตน้ เสา ท่มี า: สุทธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วิธกี ารปฏบิ ตั ิ “เตน้ เสา” วิธีปฏิบตั ิ การเต้นเสา ขั้นตอนท่ี ๑ ท่าเตรียม เน่ืองจากเป็นท่าปฏิบัติท่ีต่อเน่ืองมาจากการตบเข่าและ ถองสะเอว ผู้เรยี นจงึ ต้องมขี ัน้ ตอนในการลกุ ขนึ้ ยนื อย่างเปน็ ระบบระเบยี บ ๑) ครูผูส้ อนเคาะจงั หวะครั้งท่ี ๑ ผู้เรียนนัง่ คุกเข่า ๒) ครผู ้สู อนเคาะจงั หวะครัง้ ท่ี ๒ กา้ วเท้าขวาไปด้านหนา้ พร้อมยกกน้ ขึน้ ๓) ครผู ูส้ อนเคาะจงั หวะครง้ั ท่ี ๓ ลุกขน้ึ ยนื ตรง ๔) ครผู ู้สอนเคาะจงั หวะครั้งที่ ๔ ใหผ้ ู้เรยี นยน่ื แขนและมอื เหยียดตึงออกไป ดา้ นหน้าระดบั เดียวกบั ไหล่ตัง้ มอื แยกเทา้ ขวาไปดา้ นข้าง ยอ่ เหลี่ยม โดย การย่อเขา่ ทัง้ สอง ใหป้ ลายเทา้ ทง้ั สองข้างช้ีไปดา้ นขา้ ง และให้ขาตัง้ ฉาก ขนานไปกับพน้ื น้าหนกั อยู่ตรงกลาง
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๑ ข้ันตอนท่ี ๒ ให้ผู้เรียนปฏิบัติท่าตะลึกตึก คือการกระทืบเท้าติดต่อกันในจังหวะ ๑ – ๒ – ๓ แล้วยกเทา้ ขน้ึ โดยมีขนั้ ตอน ดงั นี้ ๑) เร่มิ ยกเท้าขวาในลกั ษณะการหนบี นอ่ ง แล้วกระทึบเทา้ ลงใหส้ น้ เท้าขวาชดิ กบั ส้นเทา้ ซ้าย แล้วยกเท้าซ้ายข้ึนในลักษณะหนบี นอ่ ง นับจงั หวะเปน็ ๑ ๒) วางเท้าซ้ายใหส้ น้ เท้าชิดกับส้นเท้าขวา แล้วยกเทา้ ขวาขนึ้ ในลักษณะ หนีบนอ่ ง นบั จงั หวะเปน็ ๒ ๓) วางเทา้ ขวาใหส้ น้ เท้าชดิ กบั สน้ เท้าซ้าย แลว้ ยกเทา้ ซ้ายขนึ้ ในลักษณะ หนีบน่องคา้ งไว้ นบั จงั หวะเปน็ ๓ ในขน้ั ตอนนี้ จะเปน็ การปฏิบตั ิต่อเนอื่ งกันไม่มีการหยุดพักจงั หวะ ขั้นตอนท่ี ๓ ครูผู้สอนเคาะไม้ให้สัญญาณ ผู้เรียนนาเท้าซ้ายที่ยกค้างไวก้ ระทืบลง พนื้ โดยให้ส้นเท้าชดิ กบั สน้ เท้าขวา จากนัน้ ยกเทา้ ขวาแลว้ กระทบื ลงใหส้ ้นเท้าชดิ กับส้นเท้าซา้ ย ปฏบิ ตั ิ สลับกันตามจงั หวะไม้เคาะ การเตน้ เสาในขน้ั ตอนน้ีเปน็ การเต้นเสาแบบจังหวะปิด ขั้นตอนที่ ๔ ต่อเนื่องมาจากขั้นตอนท่ี ๓ เป็นการเต้นเสาแบบจังหวะเปิด ครูผู้สอนจะให้สัญญาณเพ่ือให้ผูเ้ รียนนบั จังหวะ โดยผู้เรียนยา่ เท้าสลับกันซ้าย ขวาในลักษณะเดียวกัน กับขัน้ ตอนที่ ๓ แต่การเคาะจังหวะจะเปลย่ี นเปน็ นบั ๑ – ๒ – ๓ = ๑ ชดุ หลักการยา่ เท้า คอื ยา่ เทา้ ซ้าย นับ ๑ ย่าเท้าขวานับ ๒ ย่าเท้าซ้ายนับ ๓ และย่าเท้าขวา = ๑ ชุด จากนั้นปฏิบัติสลับอย่าง ตอ่ เน่ือง ในทุกๆ คร้ัง จะหมดจงั หวะที่เทา้ ขวาในการนบั เป็นชุดทุกคร้ัง ข้ันตอนท่ี ๕ เมื่อถึงจังหวะสุดท้ายท่ีครูผู้สอนกาหนดชุดไว้ ผู้เรียนจะย่าเท้าขวา เท้าซา้ ย แล้วยกเท้าขวาขึ้นคา้ งไว้เพยี งเล็กน้อย จากนนั้ วางเทา้ ขวาไปด้านขา้ งในลักษณะย่อเหลี่ยม ขั้นตอนท่ี ๖ ครูผู้สอนจะทาการเคาะไม้ด้วยจังหวะรัวๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้เรียน ค่อยๆ ยดื เขา่ ขึ้น เมอื่ มสี ัญญาณการเคาะไม้ ๑ ครง้ั ใหย้ ุบเขา่ ลงในลกั ษณะย่อเหลีย่ ม หยดุ นง่ิ ข้ันตอนท่ี ๗ ครูผู้สอนเคาะไม้ ๑ คร้ัง ให้ยกเท้าขวาหนีบนอ่ งแล้ววางลงชดิ กับเท้า ซ้าย ย่อเข่าลงแล้ว “เก็บ” ปฏิบัติโดยการย่าเท้าท้ังสองด้วยจมูกเท้าอย่างถี่ๆ ต่อเนื่องกันอย่าง สม่าเสมอ พร้อมท้ังเกร็งหน้าขาทั้งสองไว้ ระหว่างน้ีครูผู้สอนจะทาการเคาะจังหวะไม้อย่างถี่ๆ ตาม การเกบ็ ของผู้เรยี น ข้ันตอนที่ ๘ ครูผู้สอนเคาะไม้ ๒ คร้ัง ผู้เรียนยกเท้าขวา แล้วยกเท้าซ้าย จากนั้น “ยืดกระทบ” ปฏิบตั ิโดยยืดเข่าขวาข้ึนให้สุดเข่า แล้วกระโดดให้เท้าขวาลอยจากพื้นเล็กน้อย เมื่อเท้า ขวาวางบนพ้ืนแล้วให้วางเทา้ ซ้ายไปดา้ นข้างในลักษณะยอ่ เหลย่ี ม หรอื ลงเหลีย่ ม ขั้นตอนที่ ๙ ครูผู้สอนเคาะไม้ ๑ คร้ัง ผู้เรียนยืดเข่าท้ังสองข้ึน พร้อมกับลดมือลง ไว้ข้างลาตวั นาเท้าซา้ ยกลับมายืนชดิ กับเทา้ ขวา จากนัน้ ชักเท้าซา้ ยไปด้านหลังยอ่ เขา่ ทัง้ สองลงใหเ้ ข่า ซ้ายตดิ พ้นื ตอ่ ด้วยลดเท้าขวาลงไปด้านหลังในลักษณะการน่ังคุกเข่า และนั่งพับเพียบไปทางขวา การ ปฏบิ ัติในข้ันตอนน้คี รผู สู้ อนจะทาการเคาะไม้ใหส้ ัญญาณในทุกๆ จังหวะของการเปลย่ี นอิริยาบถ
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๒ สังเกตได้ว่าในการเต้นเสา จะเน้นในเร่ืองของจังหวะการย่าเท้า การวางเท้า การย่อ การแบะเข่า และการยกเท้า แต่สิ่งท่ีเป็นประโยชนต์ อ่ การฝกึ ทา่ เต้นเสาอีกประการหนึ่งคอื การจัดวาง สรีระ และการทรงตัวให้ต้ังตรง ไม่ส่ายไปมาในระหว่างการปฏิบัติ นอกจากนี้ ในการเต้นเสายัง สอดแทรกนาฏยศัพท์พื้นฐานสาคัญท่ีผู้เรียนจาเป็นต้องทราบและนาไปใช้ประโยชน์ในการเรียนข้ัน ต่อไปได้ คอื ตะลึกตกึ ลงเหลย่ี ม และเกบ็ ๕. ถีบเหลี่ยม การถบี เหลี่ยมเปน็ วิธีการดดั ขาของผูเ้ รยี นให้ได้เหลย่ี มขาท่ีสวยงามตามแบบแผนท่ีมีมา แต่โบราณ โดยการถีบเหลี่ยมน้ีเป็นบังคับและควบคุมอวัยวะในร่างกายหลายส่วนเช่น ขา แขน และ อก ให้อยู่ในระดับท่ีคงท่ี นับว่าเป็นท่าฝึกท่ีเป็นการปรับโครงสร้างของร่างกายเพ่ือเตรียมพร้อมไปสู่ การเป็นนกั แสดงโขนในภายหนา้ หลักในการถีบเหลี่ยม คือ จัดท่าการย่อและวงให้ไดส้ ่วน น้าหนักเท้าท่ีถีบของครูผู้สอน ต้องเท่ากันทั้งสองข้างขณะถีบ และต้องค่อยๆ ถีบทีละน้อย ซึ่งครูผู้สอนต้องคอยสังเกตผู้เรียนแต่ละ คน เพราะบางคนเหลี่ยมอ่อน บางคนเหล่ียมแข็งเน่ืองจากเส้นเอ็นตึง ดังน้ันการสอนจึงต้องใช้ความ อดทนค่อยๆ ถีบ ไปวันละน้อย ส่วนผู้เรียนในระหวา่ งทกี่ าลังโดนถีบเหลย่ี ม มีขอ้ ห้ามในการปฏิบัติ คอื ๑) หา้ มผ้เู รยี นยดื ตัวขึน้ ในขณะกาลังถีบเหลยี่ ม ๒) หา้ มเอามือยนั ขาตนเอง ๓) หา้ มคว่า หรือโน้มตวั มาดา้ นหนา้ ๔) หา้ มขยบั หรือเล่ือนเทา้ ออกจากจดุ ท่ียืนอยู่ (ไพฑรู ย์ เขม้ แขง็ , ๒๕๓๖, น. ๕๕) ภาพท่ี ๑๐ ถีบเหล่ียม ทม่ี า: สทุ ธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๓ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ ถีบเหลีย่ ม ขั้นตอนท่ี ๑ ผู้เรียนเข้าไปยืนเสาสาหรับถีบเหลี่ยม โดยยืนเอาหลังพิงเข้ากับเสา ย่อขาและแบะขาทั้งสองข้างออกไปด้านข้าง ครูผู้สอนจะทาการจัดวงและเหล่ียมขาให้กับผู้เรียนให้ ถูกต้อง ซ่ึงส่วนโค้งของเข่าจะเป็นมุมฉาก หากยังไม่ได้ท่าทางที่ต้องการหรือผู้เรียนย่อเข่าไม่ลง ครูผสู้ อนจะช่วยดดั หรอื กดให้ทีละน้อยเพือ่ ใหไ้ ด้ระดบั ที่ตอ้ งการ ขั้นตอนท่ี ๒ ครูผู้สอนนั่งลงกับพนื้ หันหน้าเข้าหาผู้เรียน จากน้ันใช้เท้าทั้งสองข้าง วางบริเวณหน้าขาของผู้เรียน โดยค่อยๆ ยันเข่าผู้เรียนให้แบะออกไปด้านข้างทีละน้อยจนเข่าของ ผู้เรียนขนานเป็นแนวเดียวกับหัวไหล่ ในระหว่างน้ีลาตัวของผู้เรียนต้องตั้งตรง น้าหนักอยู่บนเข่าทั้ง สองข้าง ส่วนมือท้ังสองตั้งวงล่าง เมื่อได้ท่าทางท่ีต้องการแล้วครูผู้สอนจะกาหนดจังหวะให้ผู้เรียน ปฏบิ ตั ทิ า่ น่งิ ตามจังหวะทีไ่ ดก้ าหนดขนึ้ ข้ันตอนท่ี ๓ เม่ือผู้เรียนปฏิบัติครบตามจังหวะท่ีกาหนดแล้ว ให้ผู้เรียนบิดตัวไป ทางซ้าย และขวา เพื่อใหเ้ ส้นเอน็ ยดื ขั้นตอนท่ี ๔ ครูผู้สอนจะค่อยๆ ถอนเท้าออกจากขาของผู้เรียน พร้อมกันนีผ้ ู้เรียน จะตอ้ งค่อยๆ ยืดเข่าข้นึ จนขาตงึ เป็นอันส้ินสุดการปฏบิ ัติการถีบเหลี่ยม เนื่องจากการถีบเหลี่ยมเป็นการปรับโครงสร้างอวัยวะทางร่างกาย ทาให้เกิดอาการ เจ็บปวด หรือปวดเม่ือยในขณะกาลังปฏิบัติได้ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงจาเป็นต้องพูดให้กาลังใจแก่ผู้เรียน หรือชวนพูดคุยเพ่ือเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้เรียนให้ลืมอาการเจ็บปวดในขณะกาลังฝึก นอกจากนี้ ตวั ผู้เรียนตอ้ งมีวนิ ัยในการเข้ารับการถีบเหล่ียมเพราะการถีบเหลี่ยมมีประโยชน์ต่อท่าทาง การราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรกต้องได้รับการฝึกทุกวัน ส่วนระยะต่อมาอาจลด เหลือสปั ดาหล์ ะ ๒ ครัง้ เพอื่ ให้ร่างกายมีความพรอ้ มสมบรู ณ์ในการรามากยง่ิ ขนึ้ ๖. การดัดมือดัดแขน การดัดมือดัดแขน เป็นทักษะการฝึกหัดเบ้ืองต้นในการปรับโครงสร้างร่างกายในส่วน ของแขนและมือให้มีความโค้งงอนสวยงามตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยมีรูปแบบในการฝึกหัด ๒ ลกั ษณะคือ การดัดมอื ดัดแขนโดยครูผู้สอนชว่ ยปฏบิ ตั ิ และการดัดมอื ดดั แขนดว้ ยตนเอง
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๔ ภาพท่ี ๑๑ ดัดมอื ดดั แขนโดยครผู สู้ อนชว่ ยปฏบิ ัติ ทีม่ า: สทุ ธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) วิธปี ฏบิ ัติ การดัดมือดัดแขน ๑) การดดั มอื ดัดแขนโดยครผู ้สู อนชว่ ยปฏิบตั ิ มวี ิธีการปฏิบัติ ดังนี้ ข้ันตอนที่ ๑ เป็นการดัดข้อมือ ให้ผู้เรียนนั่งพับเพียบหรือน่ังคุกเข่าหันหน้า เข้าหาครูผู้สอน และย่ืนแขนข้างใดข้างหน่ึงให้ครูผู้สอน จากน้ันครูผู้สอนใช้มือซ้ายจับข้อศอกและใช้ มือขวาจับฝ่ามือผู้เรียนรวบนิ้วทั้งสี่ยกเว้นนิว้ หัวแม่มือ พรอ้ มท้ังโน้มข้อมอื ไปทางด้านหลังมือทีละน้อย เทา่ ทผี่ ูเ้ รียนจะอดทนได้ จากนน้ั สลับปฏิบตั ิอีกขา้ งหน่ึง ข้ันตอนที่ ๒ ดัดน้ิวมือ วิธีปฏิบตั ิเดียวกันกับการดัดข้อมือ แต่ครูผู้สอนเลื่อน มือที่จับฝ่ามือผู้เรียนเปล่ียนไปจับที่ปลายนิ้ว แล้วโน้มน้ิวมือไปด้านหลังมือทีละน้อยเช่นเดียวกัน พร้อมท้ังเน้นการดัดแขนโดยให้ผู้เรียนเหยียดแขนตึง แล้วพลิกท้องแขนหงายขึ้น เพ่ือจะช่วยทาให้ แขนออ่ นขนึ้ ดว้ ย จากนัน้ ปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ท้งั สองมอื
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๕ ภาพที่ ๑๒ ดดั มอื ดดั แขนด้วยตนเอง (ลักษณะท่ี ๑) ทีม่ า: สุทธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) วิธกี ารปฏบิ ตั ิ “การดดั มือ ดดั แขน ลักษณะท่ี ๑” ๒) การดดั มือดัดแขนด้วยตนเอง มีวธิ ีการปฏบิ ตั ิ ๓ ลักษณะ ได้แก่ - ลักษณะที่ ๑ การดดั ขอ้ มือและนิ้วมอื ข้ันตอนท่ี ๑ ผู้เรียนน่ังพับเพียบไปทางขวา แขนซ้ายวางลงบนเหนือเข่าซ้าย แล้วตั้งขอ้ มอื ซ้ายข้นึ ทง้ิ นา้ หนกั ตัวลงมายงั ขอ้ ศอกซา้ ยพร้อมทัง้ โน้มตัวลงมาเลก็ น้อย ขั้นตอนที่ ๒ ใช้มือขวาจับฝ่ามือและรวบนิ้วมือไปทางด้านหลังมือแล้วเลื่อน มาปลายนิ้วมือหงายไปทางลาแขนให้ได้มากท่ีสุด จากนั้นนิ่งไว้ตามเวลาท่ีกาหนด เมื่อปฏิบัติข้างซ้าย เสร็จแลว้ ใหเ้ ปล่ียนมาน่ังพับเพียบทางซ้าย ปฏิบตั มิ ือขวาโดยใชว้ ิธกี ารเดียวกัน
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๖ ภาพท่ี ๑๓ ดดั มือดัดแขนดว้ ยตนเอง (ลักษณะที่ ๒) ท่ีมา: สทุ ธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) วิธกี ารปฏบิ ตั ิ “การดดั แขนและนิ้วมือ ลกั ษณะที่ ๒” - ลักษณะที่ ๒ การดัดแขนและน้ิวมือ (ทา่ ท่ี ๑) ขั้นตอนท่ี ๑ ผู้เรียนนั่งราบกับพ้ืน ชันเข่าท้ังสองข้างขึ้นโดยแยกเขาออกจาก กันเพยี งเลก็ นอ้ ย ข้ันตอนที่ ๒ เร่ิมดัดมือและแขนซ้าย โดยการยกแขนซ้ายข้ึนเหยียดตึงมา ดา้ นหน้าพาดทเ่ี ข่าซา้ ยให้ขอ้ ศอกตั้งลงบนเข่า สว่ นมอื ให้ตง้ั ข้อมอื ขึน้ ขั้นตอนที่ ๓ นาเท้าขวายกพาดไว้บนหลังข้อมือซ้ายให้ข้อมือซ้ายกับข้อเท้า ขวาตรงกัน แล้วใช้มือขวาจับปลายนิ้วมือซ้ายโน้มนิ้วมือมาทางด้านหลังมือ ปฏิบัติน่ิงไว้ตามเวลาท่ี กาหนด จากนนั้ สลับข้างปฏิบัติโดยใช้วธิ กี ารเดยี วกนั
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๗ ภาพท่ี ๑๔ ดัดมอื ดัดแขนด้วยตนเอง (ลกั ษณะที่ ๓) ทมี่ า: สทุ ธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วธิ ีการปฏบิ ตั ิ “การดดั แขนและนว้ิ มือ ลกั ษณะที่ ๓” - ลกั ษณะท่ี ๓ การดดั แขนและนวิ้ มือ (ท่าที่ ๒) ข้ันตอนท่ี ๑ ผู้เรียนน่ังยกเข่าทั้งสองข้างขึ้นโดยให้เท้าชิดกัน ตึงเอว ตึงไหล่ ลาตัวตรง ขั้นตอนที่ ๒ ประสานมือเข้าด้วยกันแล้วพลิกให้ฝ่ามือหันออกไปด้านนอก ลาตัว แลว้ สอดแขนทั้งสองเขา้ ไปอยรู่ ะหวา่ งเขา่ ทัง้ สองขา้ ง ข้ันตอนที่ ๓ ค่อยๆ บบี เข่าทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยใชส้ ่วนในของเข่าบีบเข้า ทข่ี ้อศอกของแขนทั้งสองขา้ ง พยายามบีบใหข้ ้อพับของแขนชิดกันให้ได้มากที่สดุ แล้วนิ่งไว้ตามเวลาที่ กาหนด
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๘ ในการดัดมือดัดแขนของผู้เรียนในแรกเร่ิมครูผู้สอนควรให้ข้อแนะนาและดูแลอย่าง ใกล้ชิด เมื่อผู้เรียนเร่ิมเข้าใจในวิธีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแล้ว ผู้เรียนสามารถฝึกปฏิบัติได้ด้วย ตนเอง นอกจากน้ีในการดัดมือดัดแขนทั้งท่าที่ครูเป็นผู้ปฏิบัติและผู้เรียนปฏิบัติด้วยตนเอง ต้อง พยายามดัดทีละน้อย และคอ่ ยๆ เพมิ่ ขึน้ โดยปฏบิ ตั อิ ย่างสม่าเสมอเพื่อให้ได้แขนและนวิ้ มือท่ีสวยงาม ๗. กระทบก้น การกระทบก้นเป็นการฝึกการใช้ร่างกายกับจังหวะ ซึ่งตัวพระจาเป็นท่ีต้องฝึกการ กระทบก้นเพือ่ นาไปใชใ้ นเพลงท่ีตอ้ งอวดฝีมือของการรา เช่น การราเพลงช้าป่ีอันเป็นหัวใจสาคัญของ ตัวละครเอกทีใ่ ช้การกระทบกน้ ใหล้ งจงั หวะหน้าทบั กบั เพลงจงึ จะเกิดความสวยงาม ภาพที่ ๑๕ กระทบก้น ทีม่ า: สทุ ธิเขต ขนุ เณร (๒๕๖๒) วิธกี ารปฏบิ ตั ิ “กระทบกน้ ”
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๒๙ วิธปี ฏิบัติ กระทบก้น ข้ันตอนท่ี ๑ ท่าเตรียมพร้อม โดยการนั่งพับเพียบไปทางขวา มือขวาวางฝ่ามือไว้ บนหน้าขาขวา ส่วนมอื ซา้ ยทอดแขนวางฝา่ มอื ไปท่ีปลายเขา่ ซ้าย เอียงศรี ษะด้านขวาเลก็ น้อย ข้ันตอนท่ี ๒ ผู้เรียนเกร็งหน้าขาท้ังสองข้างไว้ แล้วยกก้นให้พ้นจากพ้ืนเพียง เล็กน้อย จากน้นั กระทบลงกบั พ้นื เบาๆตามจังหวะการเคาะไม้ของครูผสู้ อน ในระหวา่ งยกก้นต้องระวัง อย่าให้ก้นลอยขึ้นพ้นพื้น ทรงตัวตรงด้วยการใช้ตามลักษณะองค์ ๕ คือ ตึงตัว ตึงเอว ตึงไหล่ ตึงมือ และเปดิ ปลายคาง สรุป ในการฝึกหัดเบ้ืองต้นของโขนพระ มีพ้ืนฐานในการฝึกปฏิบัติ จานวน ๗ ท่า ได้แก่ ๑) นั่งพับเพียบ ๒) ตบเข่า ๓) ถองสะเอว ๔) เต้นเสา ๕) ถบี เหลย่ี ม ๖) ดัดมือดัดแขน และ ๗) กระทบ ก้น ในแต่ละท่ามีประโยชน์ต่อการฝึกหัดในเร่ืองของการสร้างบุคลิกภาพ การสร้างพละกาลังให้ แข็งแรง การปรับโครงสร้างอวัยวะในร่างกาย การเคล่ือนไหวอวัยวะให้เกิดความสัมพันธ์กันในทุกๆ ส่วน และการร้จู ักจงั หวะพน้ื ฐานในการฝึกหดั โขน ทา่ ฝกึ หดั สรา้ งบุคลกิ ภาพ ประโยชนท์ ไี่ ดร้ ับ เคลอื่ นไหว รู้จงั หวะ เบอ้ื งตน้ √ อวัยวะให้ พื้นฐานใน ปรับโครงสร้าง สัมพันธ์กัน การฝกึ หดั นั่งพับเพียบ √ สรา้ งพละกาลงั อวยั วะใน ตบเข่า √ โขน รา่ งกาย √ √ ถองสะเอว √ เตน้ เสา √ √ ถีบเหล่ียม √ √ ดดั มือดดั แขน √ กระทบกน้ √ √ √ √ ตารางท่ี ๒ ประโยชนจ์ ากการฝกึ หัดโขนเบ้ืองต้น ที่มา: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๐ ๕. การฝึกหดั อิรยิ าบถของตวั พระ การฝึกอิริยาบถของตัวพระเป็นการฝึกหัดเบื้องต้นอีกประเภทหนึ่งท่ีผู้เรียนโขนพระต้อง ศึกษาและฝึกปฏิบัติให้ถูกต้องตามแบบแผน เน่ืองจากอิริยาบถต่างๆ เป็นพื้นฐานของตัวละครพระที่ ต้องนาไปใช้ในการแสดงโขน – ละคร โดยการฝึกลักษณะนี้ผู้เรียนจะได้รับการฝึกฝนเมื่อสามารถ จดจาท่าราเพลงช้าและปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว ซ่ึงการฝึกอิริยาบถของตัวพระในเบ้ืองต้นท่ีผู้เรียน จาเป็นต้องทราบ ได้แก่ ๑) การนั่ง ๒) การยนื ๓) การเดนิ ๔) ข้นึ เตียง - ลงเตยี ง ๕) คลานไปข้างหนา้ – คลานถอยหลัง ๖) การถวายบังคม ๗) การหมอบเฝ้า โดยแตล่ ะทา่ ทางมีวธิ กี ารปฏิบัตทิ ีแ่ ตกตา่ งกนั ดังนี้ ๑. การน่งั การน่ังของตัวพระในการแสดงโขนโดยพ้ืนฐานแล้วมี ๒ ลักษณะ คือ การน่ังคุกเข่า และการน่ังพับเพียบ ซ่ึงการน่ังทั้ง ๒ ลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวพระใหญ่ พระน้อย หรือเป็นเสนา จาเป็นต้องเรียนรู้และนงั่ ให้ถูกต้องตามแบบแผน ภาพท่ี ๑๖ การนัง่ คกุ เข่า และนงั่ พบั เพียบ ทมี่ า: สทุ ธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๑ วิธปี ฏบิ ัติ การนง่ั คุกเขา่ ขั้นตอนท่ี ๑ ผู้เรียนนั่งคุกเข่า โดยให้ก้นนั่งอยู่บนส้นเท้า หักปลายนิ้วเท้าไป ด้านหลังเท้า ใช้จมูกเท้าดันพ้ืน ให้ส้นเท้าทั้งสองชิดกัน แล้วแยกเข่าทั้งสองออกจากกันให้ความกว้าง พอดกี บั ไหลข่ องตนเอง ตึงเอว ตงึ หลงั ตงึ ไหล่ ข้ันตอนที่ ๒ มือท้ังสองเหยียดแขนไปด้านหน้าให้ขนาดกับหน้าขา งอแขนเพียง เล็กน้อย วางฝ่ามือท้ังสองไว้บนหัวเข่า นั่งในลักษณะองค์ ๕ คือ ตึงตัว ตงึ เอว ตงึ ไหล่ ตงึ มือ และเปิด ปลายคาง วิธปี ฏิบัติ การน่ังพับเพยี บ ขั้นตอนที่ ๑ ผู้เรียนน่ังพับเพียบไปทางด้านขวา ให้ขาซ้ายงอพับไว้ด้านหน้า ส่วน ขาขวางอแล้วพับไปด้านข้าง ให้ส่วนของหน้าขาเหนือหัวเข่าชิดกับฝ่าเท้าซ้าย หักข้อเท้าทั้งสอง ตึง นิ้วเทา้ ขั้นตอนที่ ๒ มือขวาขอแขนวางฝ่ามือไว้ท่ีหน้าขาบน ตึงปลายนิ้วมือทั้งห้านิ้ว ส่วน มือซ้ายเหยียดแขนตึง วางฝ่ามือไว้บนหัวเข่าซ้าย ตึงปลายน้ิวมือ เอียงศีรษะทางขวาเล็กน้อย ตึงเอว ตงึ หลงั และตงึ ไหล่ ๒. การยืน การยืนเป็นอิริยาบถหลักท่ีตัวพระในการแสดงโขน – ละคร ต้องนาไปใช้ในการแสดง โดยมที า่ ยนื ท่ถี ูกตอ้ งตามแบบแผนโขน – ละคร แบบหลวง เรยี กวา่ ยนื ทา่ พระ ภาพท่ี ๑๗ ยนื ท่าพระ ทมี่ า: สุทธเิ ขต ขนุ เณร (๒๕๖๒)
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๒ วิธีปฏิบัติ การยืนท่าพระ ขั้นตอนท่ี ๑ ยืนตัวตรง ให้น้าหนักตัวอยู่ท่ีเท้าขวา ส่วนเท้าซ้ายยื่นมาด้านหน้าให้ ปลายเทา้ เฉยี งไปทางซา้ ย ใช้จมูกเทา้ แตะทพ่ี น้ื ยกส้นเทา้ ขนึ้ เพยี งเล็กน้อย ขั้นตอนท่ี ๒ มือขวาเท้าสะเอวหกั ขอ้ มือลง ส่วนมือซา้ ยทอดแขนตึงใชฝ้ า่ มอื วางบน หนา้ ขาซ้าย ตงึ น้ิวทง้ั สองมอื เอยี งศรี ษะทางขวา นาลกั ษณะองค์ ๕ มาใช้ ๓. การเดิน อิริยาบถการเดินของตัวพระเป็นท่าพื้นฐานที่ใช้ฝึกฝนเพื่อนาไปสู่การแสดงโขน การ ปฏิบัติไม่มีความซับซ้อน เน่ืองจากเป็นท่าที่เลียนแบบกิริยาจากการเดินตามธรรมชาติของมนุษย์ คือ เม่ือก้าวเท้าไหน มือท่ีแกว่งมาด้านหน้าจะเปน็ ด้านตรงกันข้าม แตก่ ารเดินแบบโขน –ละคร จะปฏบิ ัติ ให้เกิดความสวยงาม สง่า ซ่ึงนับเป็นเร่ืองที่ปฏิบัติได้ยาก ดังนั้นในการฝึกหัดจึงจาเปน็ ต้องหม่ันฝึกฝน อยา่ งสมา่ เสมอ โดยการฝกึ หดั การเดินจะใช้การฝึกหัด ๒ ลกั ษณะ คือ ภาพท่ี ๑๘ การเดินแบบปิดจังหวะ และ เปิดจังหวะ ทม่ี า: สทุ ธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ “การเดินแบบปดิ จงั หวะ”
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๓ วธิ ปี ฏิบัติ การเดนิ (แบบปดิ จังหวะ) ข้ันตอนท่ี ๑ ยืนท่าพระ เร่ิมเดินด้วยเท้าซ้ายในจังหวะยืด – ยุบ โดยการประเท้า ซ้าย ในจังหวะยบุ จากน้นั จงั หวะยืด ให้ยืดเขา่ ข้ึนเพียงเล็กนอ้ ย แล้วนาเทา้ ซา้ ยก้าวหนา้ ในจังหวะยุบ ข้ันตอนที่ ๒ เดินมือทั้งสอง มือขวาหยิบจีบ (จีบควา่ ) แล้วปล่อยออกเป็นตง้ั วงล่าง สว่ นมอื ซ้ายแขนตงึ จบี ส่งหลงั เอยี งศีรษะขวา ขั้นตอนท่ี ๓ เม่ือเดินเท้าขวาในจังหวะยืด – ยุบ ให้ประเท้าขวาในจังหวะยุบ จากนนั้ จงั หวะยืด ให้ยดื เขา่ ข้ึนเพยี งเพยี งเลก็ น้อย แล้วนาเท้าขวากา้ วหน้าในจงั หวะยบุ ขั้นตอนท่ี ๔ เดนิ มือท้ังสอง มือซ้ายหยิบจีบ (จีบคว่า) แล้วปล่อยออกเป็นตง้ั วงล่าง ส่วนมือขวาแขนตึงจบี สง่ หลัง เอยี งศีรษะซา้ ย ในการเดินจะปฏิบัติสลับกันระหว่างเดินด้วยเท้าซ้าย และเดินด้วยเท้าขวา ซึ่งในการ เดินแต่ละข้างจะใชจ้ งั หวะยดื – ยบุ ๒ ครัง้ คอื จงั หวะท่ีประเทา้ และจงั หวะที่ก้าวเท้า วธิ ีการปฏบิ ตั ิ “การเดนิ แบบเปดิ จงั หวะ” วิธปี ฏบิ ตั ิ การเดิน (แบบเปดิ จงั หวะ) ขั้นตอนท่ี ๑ ยืนท่าพระ เริ่มเดินในจังหวะยืด – ยุบ โดยจังหวะยืด ให้ยืดเข่าข้ึน เพยี งเล็กน้อย จากนนั้ เท้าซ้ายก้าวหนา้ ในจังหวะยบุ ข้ันตอนท่ี ๒ พร้อมกันน้ีเดนิ มอื ท้งั สองจีบคว่าแลว้ ปล่อยออกเป็นตัง้ มือ โดยมือขวา ปล่อยออกเป็นต้ังวงล่าง ส่วนมือซ้ายปล่อยออกเป็นตั้งมือส่งแขนไปด้านข้างงอเพียงเล็กน้อย เอียง ศีรษะดา้ นขวา ขั้นตอนที่ ๓ เดินในจังหวะยืด – ยุบ โดยจังหวะยืด ให้ยืดเข่าขึ้นเพียงเล็กน้อย จากน้ันเท้าขวากา้ วหน้าในจังหวะยบุ ข้นั ตอนท่ี ๔ พร้อมกันน้เี ดนิ มือท้ังสองจีบควา่ แล้วปล่อยออกเป็นตง้ั มือ โดยมือซา้ ย ปล่อยออกเป็นต้ังวงล่าง ส่วนมือขวาปล่อยออกเป็นตั้งมือส่งแขนไปด้านข้างงอเพียงเล็กน้อย เอียง ศรี ษะดา้ นซ้าย
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๔ ในการเดินจะปฏิบัติสลับกันระหว่างเดินด้วยเท้าซ้าย และเดินด้วยเท้าขวา ซ่ึงในการ เดินแบบเปิดจังหวะจะสังเกตวา่ เดินแต่ละคร้ังจะใช้จังหวะยืด – ยุบ ๑ ชุด ซึ่งจะแตกต่างจากการเดิน แบบปดิ จังหวะท่ีใช้จงั หวะยืด – ยบุ ๒ คร้ัง ต่อการเดินขา้ งใดข้างหนึ่ง ๔. การข้ึนเตยี ง – ลงเตียง เตียง เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่มีความสาคัญต่อการแสดงโขนมาตั้งแต่สมัยโบราณถึง ปัจจุบัน การฝึกหัดเบ้ืองต้นในหลักสูตรการเรียนเป็นการฝึกข้ันพ้ืนฐานเพื่อให้ผู้เรียนฝึกฝนเป็นตัว พระราม และพระลักษณ์ ดังน้ัน การขึ้นเตียง – ลงเตียง จึงเป็นการฝึกเบื้องต้นที่ผู้เรียนควรจะศึกษา เพ่ือเป็นความรู้นาไปใชใ้ นการเรยี นข้นั สูง และใช้ในการแสดง ภาพท่ี ๑๙ การขน้ึ เตยี ง ท่ีมา: สทุ ธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วธิ ปี ฏบิ ัติ การขนึ้ เตียง ขั้นตอนท่ี ๑ เร่ิมจากการเดินให้หมดด้วยเท้าขวาอยู่ข้างหน้า หันหน้าเข้าหาเตียง หันหลังให้ผู้ชม จากน้ันนาประเท้าซ้ายแล้วยกข้ึน พรอ้ มด้วยมือทั้งสองตั้งข้างหน้าระดบั อก มอื ซ้ายตั้ง มือ มอื ขวาจีบควา่ เอียงศรี ษะด้านซ้าย ข้ันตอนท่ี ๒ นาเท้าซ้ายก้าวข้ึนไปบนเตียง มือขวาคลายจีบออกเป็นหงายมือแล้ว ตั้งวงบน ส่วนมอื ซ้ายเดนิ มือมาส่งจีบหลัง เอยี งศีรษะด้านขวา ขั้นตอนที่ ๓ กลับตัวทางด้านขวา หันมาด้านหน้า ค่อยๆนาเท้าขวาข้ึนมาบนเตียง แล้วรวมกับเท้าซ้ายในท่านั่งคุกเข่า ค่อยๆลดมือท้ังสองมาวางไว้ท่ีหน้าขา โดยมือขวางอแขน และมือ ซ้ายแขนเหยยี ดตรงเล็กน้อยวางฝา่ มอื บนหัวเข่า เอยี งศีรษะด้านขวาเล็กน้อย
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๕ ภาพท่ี ๒๐ การลงเตยี ง ทมี่ า: สทุ ธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วธิ ีปฏิบัติ การลงเตียง ขั้นตอนท่ี ๑ เริ่มจากการน่ังคุกเข่า พร้อมด้วยมือทั้งสองตั้งข้างหน้าระดับอก มือ ซา้ ยตงั้ มือ มอื ขวาจีบควา่ เอียงศรี ษะดา้ นซา้ ย ขนั้ ตอนท่ี ๒ ใช้เท้าซ้ายก้าวลงจากเตียง มือขวาคลายจีบออกเป็นต้งั วงบน ส่วนมือ ซ้ายเดินมือไปสง่ จบี หลัง เอียงศีรษะดา้ นขวา ขั้นตอนที่ ๓ นาเทา้ ขวาลงมาจากเตียง จากนน้ั ปฏิบตั ิทา่ เดนิ โดยเร่มิ เดนิ เทา้ ขวา ขอ้ สังเกตของการข้ึนเตียง – ลงเตยี ง คือ ในการปฏิบัติขณะกาลังขึ้นเตียง และกาลังลง จากเตียงจะใช้ขาซ้ายก้าวข้ึนและลงเป็นหลัก แม้ว่าในตอนเดินก่อนข้ึนเตียงจะหมดด้วยเท้าซ้ายอยู่ ข้างหน้าก็ยังคงใช้เท้าซ้ายประเพ่ือยกเท้าข้ึนเตียงเช่นเดิม นอกจากนี้เม่ือผู้เรียนเกิดความชานาญข้ึน แล้วอาจจะใชเ้ ทา้ ซ้ายยกขึน้ เตียงโดยไม่ต้องประเท้าซ้ายเลยก็ยอ่ มได้ ๕. คลานไปขา้ งหนา้ – คลานถอยหลงั การคลานเป็นอิริยาบถหนึ่งของตัวละครโขน – ละคร ท้ังตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และ ตวั ลิง ตอ้ งใช้ในการแสดง ส่วนใหญ่ตัวละครท่ีใชจ้ ะมีสถานภาพเป็นเสนา หรือผู้ท่ีมียศฐานบรรดาศักดิ์ น้อยกว่า สาหรบั การคลานของตวั พระ มลี ักษณะการใช้ ๒ ลักษณะ คอื การคลานไปขา้ งหน้า เรียกว่า คลานออก หมายถึงออกจากหลังโรงไปแสดงบนเวที กับการคลานถอยหลัง เรียกว่า คลานเข้า หมายถงึ คลานออกจากเวทีเพอ่ื เขา้ ไปยงั หลงั โรง
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ทิ า่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๖ ภาพท่ี ๒๑ คลานไปขา้ งหนา้ ทม่ี า: สทุ ธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วธิ ีการปฏบิ ตั ิ “คลานไปขา้ งหนา้ ” วธิ ีปฏิบัติ คลานไปขา้ งหนา้ (คลานออก) ข้ันตอนท่ี ๑ แถวซ้าย หันหน้าไปทางทิศขวา น่ังคุกเข่า มือซ้ายวางฝ่ามือบนหน้า ขาซา้ ย มอื ขวาทอดแขนวางฝา่ มอื ที่ปลายเข่าขวา เอยี งศีรษะด้านซ้าย แถวขวา หันหน้าไปทางทิศซ้าย นั่งคุกเข่า มือขวาวางฝ่ามือบนหน้า ขาขวา มอื ซ้ายทอดแขนวางฝา่ มือทปี่ ลายเข่าซา้ ย เอียงศรี ษะด้านขวา ข้ันตอนที่ ๒ แถวซ้าย กระทบจังหวะ ๑ ครั้ง แล้วยกก้นเดินเข่าซ้ายไปด้านหน้า พร้อมทั้งกลับตัวทางขวาเพ่ือหันไปทางทิศซ้าย มือท้ังสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือซ้ายทอดแขน วางฝา่ มือท่ีปลายเข่าซ้าย สว่ นมอื ขวาวางฝา่ มอื บนหน้าขาขวา เอียงศรี ษะด้านขวา แถวขวา กระทบจังหวะ ๑ ครั้ง แล้วยกก้นเดินเข่าขวาไปด้านหน้า พรอ้ มทั้งกลบั ตวั ทางซา้ ยเพอ่ื หนั ไปทางทิศขวา มือท้งั สองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มอื ขวาทอดแขนวาง ฝา่ มอื ท่ปี ลายเข่าขวา สว่ นมอื ซา้ ยวางฝา่ มอื บนหนา้ ขาซ้าย เอียงศรี ษะดา้ นซา้ ย
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๗ ข้ันตอนท่ี ๓ แถวซ้าย กระทบจังหวะ ๑ คร้ัง แล้วยกก้นเดินเข่าขวาไปด้านหน้า พรอ้ มทั้งกลับตัวทางซา้ ยเพ่อื หันไปทางทศิ ขวา มอื ท้ังสองจีบคว่าแลว้ คลายออกใหม้ อื ขวาทอดแขนวาง ฝ่ามอื ที่ปลายเขา่ ขวา สว่ นมือซา้ ยวางฝ่ามือบนหน้าขาซา้ ย เอียงศีรษะดา้ นซ้าย แถวขวา กระทบจังหวะ ๑ คร้ัง แล้วยกก้นเดินเข่าซ้ายไปด้านหน้า พร้อมทั้งกลับตัวทางขวาเพ่ือหันไปทางทิศซ้าย มือทั้งสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือซ้ายทอดแขน วางฝา่ มือทป่ี ลายเข่าซ้าย สว่ นมือขวาวางฝา่ มือบนหน้าขาขวา เอียงศีรษะดา้ นขวา ขัน้ ตอนท่ี ๔ ปฏิบัติสลับกนั ตง้ั แต่ข้ันตอนท่ี ๒ – ๓ ไปเรื่อยๆ จนถึงทห่ี มาย ภาพที่ ๒๒ คลานถอยหลงั ท่มี า: สทุ ธเิ ขต ขุนเณร (๒๕๖๒) วิธกี ารปฏบิ ตั ิ “คลานถอยหลัง”
ชดุ ฝึกทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ ราเพลงชา้ (โขนพระ) เลม่ ท่ี ๒ การฝึกหดั เบือ้ งตน้ หนา้ ๓๘ วิธปี ฏบิ ัติ คลานถอยหลงั (คลานเข้า) ขั้นตอนที่ ๑ แถวซ้าย หันหน้าไปทางทิศขวา นั่งคุกเข่า มือซ้ายวางฝ่ามือบนหน้า ขาซ้าย มอื ขวาทอดแขนวางฝ่ามอื ทปี่ ลายเข่าขวา เอียงศีรษะด้านขวา แถวขวา หันหน้าไปทางทิศซ้าย น่ังคุกเข่า มือขวาวางฝ่ามือบนหน้า ขาขวา มอื ซ้ายทอดแขนวางฝ่ามือทปี่ ลายเขา่ ซา้ ย เอยี งศีรษะด้านซา้ ย ขั้นตอนที่ ๒ แถวซ้าย กระทบจังหวะ ๑ ครั้ง แล้วยกก้นเดินเข่าขวาถอยมา ด้านหลัง พร้อมทั้งกลับตัวทางขวาเพ่ือหันไปทางทิศซ้าย มือทั้งสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือซ้าย ทอดแขนวางฝา่ มือทปี่ ลายเขา่ ซ้าย สว่ นมือขวาวางฝ่ามือบนหนา้ ขาขวา เอยี งศรี ษะดา้ นซา้ ย แถวขวา กระทบจังหวะ ๑ ครั้ง แล้วยกก้นเดินเข่าซ้ายถอยมา ด้านหลัง พร้อมท้ังกลับตัวทางซ้ายเพ่ือหันไปทางทิศขวา มือทั้งสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือขวา ทอดแขนวางฝา่ มอื ที่ปลายเข่าขวา ส่วนมอื ซ้ายวางฝา่ มือบนหน้าขาซ้าย เอยี งศีรษะดา้ นขวา ข้ันตอนที่ ๓ แถวซ้าย กระทบจังหวะ ๑ ครั้ง แล้วยกก้นเดินเข่าซ้ายถอยมา ด้านหลัง พร้อมทั้งกลับตัวทางซ้ายเพื่อหันไปทางทิศขวา มือทั้งสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือขวา ทอดแขนวางฝ่ามอื ที่ปลายเข่าขวา ส่วนมือซ้ายวางฝ่ามอื บนหนา้ ขาซา้ ย เอียงศีรษะดา้ นขวา แถวขวา กระทบจังหวะ ๑ คร้ัง แล้วยกก้นเดินเข่าขวาถอยมา ด้านหลัง พร้อมทั้งกลับตัวทางขวาเพ่ือหันไปทางทิศซ้าย มือท้ังสองจีบคว่าแล้วคลายออกให้มือซ้าย ทอดแขนวางฝา่ มอื ทป่ี ลายเขา่ ซา้ ย ส่วนมอื ขวาวางฝ่ามอื บนหนา้ ขาขวา เอยี งศีรษะด้านซา้ ย ขน้ั ตอนที่ ๔ ปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ตัง้ แต่ข้ันตอนที่ ๒ – ๓ ไปเรอื่ ยๆ จนถึงทีห่ มาย ด้านหลงั ด้านขวา ด้านซ้าย แถวขวา แถวซา้ ย ดา้ นหนา้ แผนผังที่ ๒ ทศิ ทางการคลานไปขา้ งหน้า – คลานถอยหลงั ท่ีมา: สทุ ธิเขต ขุนเณร (๒๕๖๒)
Search