ARTTHE STORY
Introduction - คำ นำ - หนังสือเล่มนี้จะทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความหมาย และ ความเป็นมาของศิลปะ ทั้งยังกล่าวถึงศิลปะในมุมมอง อิริยาบถ ต่างๆ ที่ผู้จัดทำได้เสาะแสวงหามารวบรวมไว้ให้ผู้อ่านได้ซึบซับ ได้ เห็น ได้รับรู้ถึงความหมายของศิลปะ ชิ้นงานศิลป์ต่างๆ ในมุนม องใหม่ๆ ทั้งนี้ทางผู้จัดทำได้หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ ความสนุก เพลิดเพลินไปกับเนื้อหาภายในหนังสือ และขอ ขอบคุณผู้อ่านทุกๆท่านเป็นอย่างยิ่ง จัดทำโดย นางสาวภัคนันท์ เป็งโต
List of contents - ส า ร บั ญ - Art 1 Top 10 works of art 4 artistic view 10 Top 10 Sculptures 12 Thai art perspective 23 Art books worth reading 34 Artistic view 38
1 Art ศิลปะ หมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ แสดงออกมาในรูปลักษณะต่างๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ตามประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของบุคคลแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีนัก ปราชญ์ นักการศึกษา ท่านผู้รู้ได้ให้นิยามความหมายของศิลปะ แตกต่างกันออกไป ปัจจุบัน ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะไว้มากมายหลาย ประเภท ซึ่งเรา สามารถแบ่ง ประเภทของศิลปะ ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามประเภทของความงาม คือ 1 . วิจิตรศิลป์ ( Fine Art ) คือศิลปะที่อำนวยประโยชน์ ทางใจ ที่ มุ่งเน้นความงดงาม และความพึงพอใจ มากกว่า ประโยชน์ใช้สอย หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนอง ความต้องการ ทางด้านจิตใจ และอารมณ์ เป็นสำคัญ แบ่งออก เป็น 6 แขนง คือ
2 จิตรกรรม [ ภาพเขียน ] ประติมากรม วรรณกรรม [ ภาพปั้ น ] [ บทประพันธ์ ] สถาปัตยกรรม [ งานก่อสร้าง ] ดุริยางศิลป์,ดนตรี นาฏศิลป์ [ การขับร้อง,การบรรเลง ] [ การ่ายรำ , การละคร ]
3 2. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) คือศิลปะที่อำนวย ประโยชน์ทางกายมุ่งเน้นประโยชน์ทางการใช้สอยมากกว่าความ งาม หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความ ต้องการ ทางร่างกาย แบ่งออกเป็น 5 แขนง คือ พาณิชย์ศิลป์ [ ศิลปะเพื่อประโยชน์ทางการค้า ] มัณฑนศิลป์ หัตถศิลป์ [ ศิลปะการตกแต่ง ] [ ศิลปะที่ใช้ฝีมือ ] ประณีตหัตถศิลป์ อุตสาหกรรมศิลป์ [ ศิลปะการช่างฝีมือชั้นสูง ] [ ศิลปะออกแบบผลิตภัณฑ์ ]
Top 10 4 works of art กว่าหนึ่งล้านภาพวาดที่ซึ่งสร้างขึ้นและแสดงอยู่ในหอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ในทั่วโลก มีอยู่เพียงน้อยชิ้นที่อยู่เหนือกาลเวลา และเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ กลุ่มผลงานชิ้นเหล่านี้คือสสุด ยอดงานศิลป์ชิ้นโบว์แดงที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกและทุกชั่ว อายุคนและอาจจะยังคงสะท้อนและสร้างประทับใจผู้คนต่อไป เรื่อยๆ ในศตวรรษ ต่อไปจะเป็นรายการภาพวาดที่มีโด่งดังที่สุด ในโลกที่เราจะนำเสนอคุณ
5 1 . Mona Lisa [ Leonardo da Vinci ] ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดในโลก เป็นจุดเยี่ยมชมหลักของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ใน ประกรุงปารีส ที่ซึ่งมีคนเข้าเยี่ยมหกล้านคนในทุกๆ ปี ลีโอนาโด ดา วินชี ได้ วาดรูปนี้ขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1503 ถึงปี ค.ศ.1504 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี ค.ศ.1519 2 . The Last Supper [ Leonardo da Vinci ] มันอยู่บนเพดานของโบสถ์ The Sistine ในนครวาติกันกรุงโรม The Creation of Adam โดย ไมเคิลแองเจลโล ระหว่างปี ค.ศ. 1508 และ ค.ศ 1512 และเป็นเพียงหนุ่งในเก้าฉากจากหนังสือปฐมกาลที่วาดอยู่ตรงกลาง เพดานของโบสถ์
6 3. The Creation Of Adam [ Michelangelo] มันอยู่บนเพดานของโบสถ์ The Sistine ในนครวาติกันกรุงโรม The Creation of Adam โดย ไมเคิลแองเจลโล ระหว่างปี ค.ศ. 1508 และ ค.ศ 1512 และเป็นเพียงหนุ่งในเก้าฉากจากหนังสือปฐมกาลที่วาดอยู่ตรงกลาง เพดานของโบสถ์ 4. Starry Night [ Vincent van Gogh ] วาดโดยศิลป์ชาวดัตช์นามว่า วินเซนต์ แวน โก๊ะในปี ค.ศ 1889 Starry Night คือหนึ่งในภาพวาดที่เป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน ภาพวาดนั้น เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นตลอดการของพิพิธภัณฑ์โมเดอร์อาร์ท ในนคร นิวยอร์ก ภาพวาดนั้นได้รับแรงบันดาลใจจาเพลง Vincent หรือเป็นที่รู้จัก กันในเพลง Starry starry night โดย ดอน แมคคลีน เพลงของแมคคลี นกล่าวถึงภาพวาดที่รวมทั้งผลงานโดยศิลปินที่โด่งดัง
7 5. The Scream [ Edvard Munch ] ผลงานชิ้นโบว์แดงโดย Edvard Munch ภาพขึ้นราวๆ ปี ค.ศ. 1893 มัน ถูกวาดโดยใช้สีน้ำมันและสีพาสเทลบนกระดาษแข็ง ภาพวาดที่ดูตกใจกลัวนี้ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เดอะเนชั่นแกลเลอรี่ในเมืองออสโลประเทศ นอร์เวย์ 6. The Persistence of Memory [ Salvador Dali ] ถูกวาดขึ้นในปี ค.ศ. 1931 โดยศิลปินชาวสเปน ซาลวาดอร์ ดาลี The Persistence of Memory คือหนึ่งในภาพวาดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ด้านศิลปะ ผลงานชิ้นนี้เป็นทำให้ผู้คนนึกถึงวิถีชิวิตของพวก เขาในเวลาและมันก็ทำให้ภาพเหล่านี้เป็นภาพวาดที่ยอดเยี่ยม ได้รับแรง บันดาลใจจากนักวิทยาศาสตร์ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อัลเบิร์ต ไอซ์ไตนส์
8 7. Girl With A Pearl Earring [ Johannes Vermeer ] อาจเรียกได้หลายชื่อทั้ง The Dutch Mona Lisa หรือ The Mona Lisa of the North ซึ่งเป็นภาพวาดที่สวยงามโดยศิลปินชื่อดังของประเทศ เนเธอร์แลนด์ โยฮันเนส เวอร์เมียร์ กับรูปภาพหญิงสาวที่มีตุ้มหูทำจากมุก ภาพวาดเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1665 และจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์ Mauritshuis ในเมืองเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ 8. The Night Watch [ Rembrandt van Rijn ] วาดเสร็จในปี ค.ศ. 1642 ผลงานอันโด่งดัชิ้นนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่ง ชาติอัมสเตอร์ดัมในเมืองอัมสเตอร์ดัม ภาพวาดชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงการ์ด ของเมืองที่ออกมานำโดย กัปตัว ฟรานส์ แบนนิ่ง คอว รวมทั้งร้อยโทและ คนติดตามที่เหลือ
9 9. Self – Portrait Without Beard [ Vincent van Gogh ] ถึงแว้ว่า แวนโก๊ะจะวาดภาพเสมือนจริงของเขาไว้เยอะ แต่อันนี้เป็นหนึ่งใน ชิ้นที่โด่งดังอย่างมากเหมือนกับมันคือภาพเสมือนจริงชิ้นสุดท้ายและหนึ่ง ในรูปภาพที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีเครา ผลงานชิ้นนี้เขาได้มอบให้กับแม่ของ เขาเนื่องในของขวัญวันเกิด มันยังเป็นหนึ่งในภาพวาดที่แผงที่สุดตลอด กาล ขายในราคา 71.5 ล้านเหรียญสหรัญในปี ค.ศ. 1998 และตอนนี้เป็น มันก็เป็นของสะสมส่วนตัว 10. Guernica [ Pablo Picasso ] โด่งดังโดยปิกัสโซ่ เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ภาพวาดชิ้นวาดในเมือง ปารีสและได้รับแรงบันดาลใจจาก the Bombing of Guernica ในประเทศ สเปนในระหว่างเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของชาวสเปน ภาพวาดนั้น ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ มูซีโอ เรน่า โซเฟีย ในกรุงมาดริดประเทศ สเปน
10 artistic view ศิลปินใช้ มุมมอง เพื่อแสดงวัตถุสามมิติบนพื้นผิวสองมิติ (แผ่นกระดาษหรือผ้าใบ) ในแบบที่ดูเป็นธรรมชาติและสมจริง มุมมองสามารถสร้างภาพลวงตา ของพื้นที่และความลึก บนพื้น ผิวเรียบ (หรือ ระนาบภาพ ) มุมมองส่วนใหญ่หมายถึงมุมมองเชิงเส้นภาพลวงตาที่ใช้ เส้นบรรจบกันและจุดที่ทำให้วัตถุปรากฏห่างจากผู้ดูที่เล็กกว่า มุมมองทางอากาศหรือบรรยากาศให้สิ่งที่อยู่ในระยะทางที่ มีน้ำหนักเบาและสีที่เย็นกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า การมองล่วงหน้า อีกมุมมองหนึ่งทำให้บางสิ่งบางอย่างหดลงไปในระยะทางโดย การบีบอัดหรือย่อความยาวของวัตถุ ศิลปินที่มีประสบการณ์มากที่สุดสามารถวาดและระบายสี มุมมองได้อย่างสังหรณ์ใจ พวกเขาไม่จำเป็นต้องวาดเส้นขอบฟ้า หายไปและเส้นแนวฉาก ประวัติศาสตร์ กฎของมุมมองที่ใช้ในศิลปะตะวันตกที่พัฒนาขึ้นในยุค ฟื้ นฟูศิลปวิทยาในฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลีในช่วงต้นทศวรรษ 1400 ก่อนหน้านี้ภาพวาดได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันและ เป็นสัญลักษณ์มากกว่าการเป็นตัวแทนของชีวิต ตัวอย่างเช่น ขนาดของบุคคลในภาพวาดอาจบ่งบอกถึงความสำคัญและ สถานะของพวกเขาเมื่อเทียบกับตัวเลขอื่น ๆ มากกว่าความใกล้ ชิดกับผู้ชมและแต่ละสีมีความสำคัญและมีความหมายมากกว่า สี ที่แท้จริง ของพวกเขา
11 มุมมองเชิงเส้น มุมมองเชิงเส้นใช้ระบบเรขาคณิตที่ประกอบด้วยเส้นขอบ ฟ้าที่ระดับสายตาหายไปจุดและเส้นที่มุ่งไปสู่จุดที่หายไปซึ่งเรียก ว่าเส้นมุมฉากเพื่อสร้างภาพลวงตาของพื้นที่และระยะทางบนพื้น ผิวสองมิติ ศิลปินยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยา Filippo Brunelleschi ได้รับ การยอมรับอย่างกว้างขวางในการค้นพบมุมมองเชิงเส้น สามรูปแบบพื้นฐานของมุมมองหนึ่งจุดสองจุดและสามจุดหมาย ถึงจำนวนจุดที่หายไปใช้เพื่อสร้างภาพลวงตาในมุมมอง มุมมอง สองจุดเป็นที่นิยมใช้มากที่สุด มุมมองหนึ่งจุดประกอบด้วยจุดหายตัวตัวเดียวและสร้างมุม มองใหม่เมื่อด้านใดด้านหนึ่งของวัตถุเช่นอาคารนั่งอยู่ขนานกับ ระนาบภาพ (ลองนึกภาพมองผ่านหน้าต่าง) มุมมองสองจุดจะใช้จุดที่หายไปจากด้านใดด้านหนึ่งเช่นภาพ วาดซึ่งมุมของอาคารหันหน้าไปทางมุมมอง มุมมองสามจุดทำงานสำหรับผู้ที่ดูจากด้านบนหรือด้านล่าง สามจุดหายไปแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของมุมมองที่เกิดขึ้นใน สามทิศทาง มุมมองทางอากาศหรือบรรยากาศ มุมมองทางอากาศหรือบรรยากาศสามารถแสดงให้เห็นได้ จากเทือกเขาซึ่งเทือกเขาในระยะไกลมีน้ำหนักเบาและมีสีขาวหรือ สีฟ้าขึ้น เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นระหว่างมุมมองและ วัตถุในระยะไกลวัตถุที่อยู่ห่างออกไปยังดูเหมือนจะมีขอบนุ่มและ รายละเอียดน้อยลง ศิลปินทำซ้ำปรากฏการณ์ทางแสงนี้บน กระดาษหรือผ้าใบเพื่อสร้างความรู้สึกของระยะทางในภาพวาด
Top 10 12 Sculptures ท่ามกลางประติมากรรมเก่าแก่มากมายที่ถูกค้นพบในโลก ปัจจุบัน เช่น รูปปั้ นแกะสลัก Lion-man ที่ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1939 ในถ้ำแห่งหนึ่งของประเทศเยอรมัน จากการได้ตรวจสอบ ทำให้เราได้รู้ว่า รูปปั้ นแกะสลัก Lion-man มีอายุอยู่ระหว่างราวๆ 35,000 – 40,000 ปีก่อนยุคประวัติศสาตร์หรืออาจจะคาบเกี่ยว กันระหว่างยุคก่อนหรือหลังที่เริ่มมีการจดบันทึกประวัติศาสตร์ ส่วนประติมากรรมแบบอื่นๆ ที่โดดเด่นมาจากช่วงยุคก่อนประวัติ ศสาตร์เหมือนกันก็คือประติมากรรมวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ประติมากรรมขนาด 4.4 นิ้ว เป็นงานแกะสลักรูปเรือนร่างของผู้ หญิง ถูกขุดค้นพบที่ถ้ำแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรีย มีการ ประมาณอายุคร่าวๆของประติมากรรมชิ้นนี้ว่าน่าจะมีอายุอยู่ใน ช่วง 24,000 – 22,000 ปีก่อนประวัติศาสตร์ และนอกจากนี้ยัง มีประติมากรรมในช่วงแรกเริ่มอย่างมหาสฟิงซ์ที่รู้จักกันทั่วไปว่า เป็นประติมากรรมอันยิ่งใหญ่จากยุคอียิปต์โบราณ ในขณะที่ยุคกรีกและโรมันเก่าประติมากรรมส่วนใหญ่จะถูก สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรูปสลักที่แสดงถึงการเคารพต่อเทพเจ้าหรือ ไว้เพื่อเชิดชูเกียรติยศต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ในช่วงการปกครองของจักรพรรดิคอนสตันไทน์มหาราช คริสตศาสนาในยุคนั้นเริ่มมีการปรับเปลี่ยนการสักการะบูชาเทพ หรือเทพีที่เป็นจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ และในเวลานั้นทาง ประเทศแถบยุโรปก็เริ่มสร้าง และตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 10 ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดในโลกกัน
13 อันดับที่ 10 ECSTASY OF SAINT TERESA สถานที่ : โบสถ์ซันตามาเรียเดลลาวิตโตเรีย , กรุงโรม , ประเทศอิตาลี [ Santa Maria della Vittoria , Rome , Italy ] ประติมากร : จีอันโลเรนโซ แบร์นินี [ Gian Lorenzo Bernini ] ปี : 1652 นักบุญเทเรซ่า แห่งอาวีลา นักบุญเทเรซ่าเธอเป็นแม่ชีที่มาจากประเทศสเปน เธออ้าง ว่าได้รับประสบการณ์ความรู้สึกและความรักจากพระผู้เป็นเจ้าจนเข้าถึงจิตวิญญาณของ เธอ เธอบรรยายความรู้สึกที่เธอได้พบนี้ลงในบันทึกของเธอ เมื่อปีค.ศ. 1622 และอีกสี่สิบ ปีหลังจากที่เธอได้เสียชีวิตลง สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 15 ได้ประกาศรับรองอย่าง เป็นทางการให้เธอได้เป็นนักบุญเทเรซ่า แห่งอาวีลา ประติมากรรมชิ้นนี้จึงถูกสร้างขึ้นมา จากหนึ่งในบันทึกที่เขียนเกี่ยวกับจิตวิญญาณในชีวิตของเธอ ท่าทางของรูปปั้ นแกะสลัก นั้น เราจะเห็นได้ว่าในมือของเทวดากำลังถือหอกด้ามหนึ่งที่ปลายแหลมทิ่มลง เทวดาหนุ่ม แทงหอกลึกลงไปตรงหัวใจของเธอ จากท่าทางในประติมากรรมนั้นได้เหมือนกับว่าเขาได้ ส่งให้เธอได้เข้าถึงจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ จีอันโลเรนโซ แบร์นินีคือประติมากรเอกแห่งยุค บาโรค Ecstasy of Saint Teresa ถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีชของเขา โดยเขาได้จัดองค์ ประกอบให้งานแกะสลักนี้มีท่าทางคล้ายกับการแสดงละครเต็มไปด้วยอารมณ์และความ รู้สึกที่ถูกส่งผ่านออกมาจากผลงานชิ้นนี้ ซึ่งงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานที่ยากต่อการนำมา ลอกเลียนแบบขึ้นใหม่สำหรับประติมากรคนอื่นๆ เพราะความละเอียดอ่อนที่แบร์นินีบรรจง สร้างสรรค์ขึ้นมาก็ทำให้ยากต่อการเลียนแบบ
14 อันดับที่ 9 PIETA สถานที่ : มหาวิหารนักบุญเปโตร , กรุงวาติกัน,ประเทศอิตาลี [ St. Peter’s Basilica , Vatican City ] ประติมากร : ไมเคิลแองเจโล ปี : 1499 ไมเคิลแองเจโลเป็นศิลปินประติมากรที่อยู่ในช่วงยุคเรเนซองส์ เขาเป็นผู้มีอิทธิพล ตลอดการในฐานะประติมากรผู้มากฝีมือ เขาใช้เวลาแกะสลักและแก้ไขรูปปั้ นปีเอต้าเพียง แค่ 24 ครั้ง เท่านั้นผลงานก็สำเร็จลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนที่รูปปั้ นแกะสลักปิเอต้าจะ กลายมาเป็นผลงานมาสเตอร์พีสอันทรงคุณค่าให้แก่โลกใบนี้ ปีเอต้าถือเป็นศิลปะคริสต ศาสนาชิ้นหนึ่ง ไมเคิลแองเจโลสร้างรูปแกะสลักนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงภาพของ พระแม่มารีกำลังอุ้มร่างของพระเยซูคริสต์เอาบนตักของเธอเอง หลังจากที่เขาโดนตรึงไม้ กางเขนแล้ว ปิเอต้าจึงได้กลายเป็นผลงานที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของศิลปะภาพวาดภาพ เขียนและประติมากรรมของยุโรปในยุคนั้น ในระหว่างที่กำลังทำงานให้เสร็จนั้น เขาได้ ออกแบบให้พระแม่มารียังเป็นเพียงหญิงสาวที่มีลูกชายวัยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้น เขาได้ พยายามที่จะแสดงออกให้เห็นถึงสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ผ่านพระแม่มารีที่ยังคงความ เยาว์วัยเป็นสาวบริสุทธิ์เอาไว้ ปิเอต้าเป็นผลงานชิ้นเดียวที่ไมเคิลแองเจโลได้เซ็นลายเซ็นต์ ของเขาเอาไว้ โดยลายเซ็นต์ของเขาสามารถสังเกตุเห็นได้แถวๆช่วงอกของพระแม่มารี
15 อันดับที่ 8 รูปปั้ นเดวิด [ THE BRONZE DAVID ] สถานที่ : พิพิธภัณธ์แห่งชาติบาร์เจลโล่ , เมืองฟลอเรนซ์ , ประเทศอิตาลี [ Bargello Museum , Florence , Italy ] ประติมากร : โดนาเตลโล [ Donatello ] ปี : 1440 รูปปั้ นเงินเดวิดเป็นที่รู้จักจากการเป็นรูปปั้ นขนาดใหญ่ที่ยืนโดยไม่มีเสื้อผ้ามาปกปิด เรือนร่างซึ่งถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนยุคเก่าในตอนนั้น ผลงานชิ้นนี้เล่าเรื่องถึงเด็กหนุ่ม ที่มีชื่อว่าเดวิด ซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่างเดวิดกับยักษ์โกไลแอธ เขาถือดาบไว้ในมือข้างหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถเอาชนะศัตรูของเขาได้และวางเท้าของเขาเอาไว้บนหัวที่ถูกตัดลงมา ของยักษ์โกไลแอธ โดนาเตลโลออกแบบให้เดวิดเปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะ เดียวกันก็ให้เดวิดสวมใส่หมวกทรงกว้างและรองเท้าบู๊ต รูปปั้ นเดวิดมีสัดส่วนที่ขัดแย้งกับ ดาบในมือของเขา ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นการชี้ให้เห็นถึงว่าเขาได้รับความช่วย เหลือจากพระเจ้าที่ทำให้เขาสามารถทำภารกิจที่ยากลำบากนี้ผ่านลุล่วงได้ โดนาเตลโลถือ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นบิดาแห่งยุคเรเนอซองส์อีกคนหนึ่ง เขาเป็นผู้นำคน หนึ่งในฐานะประติมากรรุ่นแรกๆของยุค
16 อันดับที่ 7 มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า [ The Great Sphinx of Giza ] สถานที่ : พีระมิดคาเฟร , เมืองกิซ่า , ประเทศอียิปต์ [ Giza Plateau, Giza, Egypt ] ประติมากร : ไม่ทราบชื่อ ปี : ไม่สามารถระบุได้ หนึ่งในอนุสรณ์สถานที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า สร้างมาจากหินปูนขนาดใหญ่ มหาสฟิงซ์เป็นการออกแบบที่ผสมกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ คือมีหัวเป็นคนและมีลำตัวเป็นสิงโต มีความยาวอยู่ที่ 73 เมตร ตั้งแต่อุ้งเท้าหน้าไปจนสุด ปลายหาง สูง 20 เมตร ตั้งแต่ฐานถึงหัวส่วนบนของสฟิงซ์ และส่วนบั้นท้ายที่กว้างถึง 19 เมตร มหาสฟิงซ์เป็นอนุสรณ์สถานที่รู้จักกันดีในงานประติมากรรมของอียิปต์จวบจนมา ถึงศตวรรษนี้มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าก็ยังถือเป็นประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีก ด้วย แต่ถึงกระนั้นมหาสฟิงซ์ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงเพราะเป็นอนุสรณ์สถานที่มีความ สำคัญที่สุดในโลกเท่านั้น ทางด้านนักวิชาการยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่ามหาสฟิงซ์นั้น ถูกสร้างมาเพื่อใครและสร้างขึ้นเมื่อไหร่ได้ จุดชมวิวที่เป็นที่นิยมที่สุดในการได้มองมหาส ฟิงซ์ มุมยอดนิยมที่สุดคือมุมที่มีมหาสฟิงซ์กับพิรามิดคาเฟรหรือด้านหน้าหลุมศพฟาโรห์ คาเฟร ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 4 แห่งอียิปต์
17 อันดับที่ 6 กริชตูเรเดงโตร์ พระคริสต์ผู้ไถ่ [ CHRIST THE REDEEMER ] สถานที่ : ยอดเขากอร์โกวาดู , เมืองริโอ เด จาเนโร , ประเทศบราซิล [ Corcovado mountain , Rio de Janeiro , Brazil ] ประติมากร : ปอล ลันดอฟสกี [ Paul Landowski ] ปี : 1931 ในค.ศ. 1921 โบสถ์คาทอลิกที่เปรียบเสมือนโลหิตหมุนเวียนแห่งเมืองริโอ เด จาเน โร มีจุดประสงค์ที่จะสร้างอนุสรณ์สถานแห่งเยซูคริสต์ไว้ที่ยอดเขากอร์โกวาดู โดยมีความ สูงที่ 704 เมตร เพื่อที่จะให้อนุสรณ์สถานแห่งพระเยซูคริสต์สามารถมองเห็นได้ทั่วทิศจาก เมืองริโอ เด จาเนโร วิศวกรชาวบราซิล Heitor da Silva Costa ถูกเลือกให้เป็นผู้ ออกแบบอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ในขณะที่ประติมากรชาวฝรั่งเศส ปอล ลันดอฟสกีเป็นผู้ ลงมือสร้าง Silva Costa ได้ร่วมทำงานออกแบบกับวิศกรชาวฝรั่งเศส Albert Caquot ในขณะที่ประติมากรชาวโรมาเนีย Gheorghe Leonida เป็นผู้ออกแบบใบหน้าของกริชตู เรเดงโตร์ อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1931 โดยมีความสูงเฉพาะรูปปั้ นที่ 30 เมตร ส่วนฐานมีความสูงที่ 8 เมตร และความยาวจากแขนทั้งสองข้างที่แยกออกได้รวม กันยาว 28 เมตร ประติมากรรมพระคริสต์หผู้ไถ่กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวคริสต์เตียน ทั่วโลก และยังกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมประจำเมืองริโอ เด จาเนโรและประเทศ บราซิล อนุสรณ์สถานแห่งนี้ยังถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในเด็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยผล โหวตกว่าหนึ่งร้อยล้านโหวต
18 อันดับที่ 5 แมนเนเกน พิส เด็กชายกำลังปัสสาวะ [ MANNEKEN PIS ] สถานที่ : พิพิธภัณฑ์แห่งกรุงบรัซเซลส์ , กรุงบรัซเซลส์ , ประเทศเบลเยี่ยม Museum of the City of Brussels , Belgium ประติมากร : เจอโรม ดูเกสนอย Jerome Duquesnoy ปี : 1619 ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้มีชื่อว่า ‘เด็กชายกำลังปัสสาวะ’ หรือ ‘เด็กยืนฉี่’ เป็น ประติมากรรมเงินหล่อขนาดเล็ก หล่อเป็นรูปเด็กชายเปลือยที่กำลังยืนปัสสาวะใส่อ่างน้ำพุ ประติมากรรมชิ้นนี้ตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองบรัซเซลส์ ประติมากรรมเด็กชายกำลังยืนปัสสาวะ นี้ได้ถูกพิจารณาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองบรัซเซลส์ และเริ่มได้รับความสำคัญ เมื่อปลายยุคศตวรรษที่ 17 ก่อนจะค่อยๆเพิ่มความนิยมขึ้นมาเรื่อยๆ ปัจจุบันรูปหล่อเงิน ของเด็กชายกำลังปัสสาวะได้ถูกลอกเลียนขึ้นใหม่ในปี 1965 ส่วนของจริงนั้นตั้งอยู่ใน พิพิธภัณฑ์แห่งกรุงบรัซเซลส์
19 อันดับที่ 4 คนครุ่นคิด [ รอแด็ง ][ THE THINKER ] สถานที่ : พิพิธภัณฑ์รอแด็ง , กรุงปารีส , ประเทสฝรั่งเศส Musee Rodin , Paris , France ประติมากร : โอกุสต์ รอแด็ง Auguste Rodin ปี : 1904 โอกุสต์ รอแด็งเป็นประติมากรชาวฝรั่งเศส เขาเปรียบเสมือนบิดาแห่งยุคโมเดิรน์ ของประติมากรรม เดิมทีรอแด็งมีชื่อเสียงมาจากการสร้างรูปปั้ นจำลอง จนกระทั่งใน ปีค.ศ. 1880 รอแด็งได้รับการว่าจ้างจากผู้อำนวยการวิจิตรศิลป์ให้สร้างประติมากรรมที่ ชื่อว่า ‘ประตูนรก’ ขึ้นมา ซึ่งเป็นฉากหนึ่งของไตรภูมิดันเต และต่อมาได้รับการว่าจ้างจาก พิพิธภัณฑ์ศิลปะตกแต่งให้สร้างประติมากรรมบรอนซ์ชื่อว่า ‘คนครุ่นคิด’ (THE THINKER) โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากไตรภูมิดันเตเช่นเคย ในช่วงขณะที่เขายังมีชีวิต อยู่ประติมากรรมคนครุ่นคิดได้ถูกหล่อขึ้นมาหลากหลายขนาดจนกระทั่งเขาได้เสียชีวิตลง แล้วก็ตาม จนเมื่อประติมากรรมรูปคนครุ่นคิดขนาดความสูง 1.8 เมตร ได้เปิดเผยสู่ สายตาประชาชน มันก็กลายเป็นที่นิยมทันที ประติมากรรมชิ้นนี้ถูกเปิดเผยในปีค.ศ. 1904 ถูกจัดให้นั่งอยู่ในสวนของพิพิธภัณฑ์รอแด็ง ประติมากรรมคนครุ่นคิดมีชื่อเรียกเดิมว่า ‘กวี’ และมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งปรัชญาอีกด้วย
20 อันดับที่ 3 วีนัส เดอมิโล [ VENUS DE MILO ] สถานที่ : พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ , กรุงปารีส , ประเทศฝรั่งเศส [ Louvre Museum , Paris , France ] ประติมากร : สันนิฐานว่าเป็น Alexandros of Antioch ประติมากรชาวกรีก ปี : อยู่ระหว่าง 130 – 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นที่เชื่อกันว่ารูปปั้ นวีนัส เดอมิโลถูกค้นพบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปีค.ศ. 1820 โดย เกษตรกรที่มีชื่อว่า Yorgos Kentrotas เขาได้ค้นพพชิ้นส่วนของรูปปั้ นวีนัสแถวๆเกาะ ภูเขาไฟมิลอส ประติมากรรมชิ้นนี้ได้ถูกยกให้เป็นของขวัญแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่ง ฝรั่งเศส ก่อนจะถูกมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ต่อไป ก่อนที่จะจัดแสดงอย่างในทุกวันนี้ วีนัส เดอมิโลได้ถูกขนานนามว่าเป็นแอโฟรไดท์แห่งมิลอส วีนัส เดอมิโลคิดว่าเป็นตัวแทน ของเทพีแอมโฟรไดท์ ผู้ซึ่งเป็นเทพีกรีกโบราณแห่งความรัก เทพีแห่งความสุข และเทพี แห่งผู้ให้กำเนิด ซึ่งในขณะเดียวกันเทพีแอมโฟรไดท์แห่งโรมันก็มีความคล้ายคลึงกันกับ เทพีวีนัสแห่งกรีกเช่นเดียวกัน มีความเชื่อว่ารูปปั้ นนี้ถูกปั้ นโดย Alexandros of Antioch ประติมากรในยุคสมัยสมัยเฮลเลนิสต์ รูปปั้ นมีส่วนที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ทุกวันนี้คือแขนที่ หายไปทั้งสองข้างของวีนัส เดอมิโล และมีการเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีรูปปั้ นวีนัส เดอมิโลนั้น เต็มไปด้วยเครื่องประดับมากมาย เช่น สร้อยข้อมือ, ต่างหู และผ้าคาดศีรษะ แต่อย่างไร ก็ตามสิ่งเหล่านี้ได้หายสาปสูญไปเป็นเวลานานแล้ว รูปปั้ นวีนัส เดอมิโลมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นรูปปั้ นที่โด่งดังและโดดเด่นที่สุดในยุคประติมากรรมกรีกโบราณ
21 อันดับที่ 2 ดาวิด [ มีเกลันเจโล ] DAVID สถานที่ : โบสถ์ซันตามาเรียเดลลาวิตโตเรีย , กรุงโรม , ประเทศอิตาลี [ Santa Maria della Vittoria , Rome , Italy ] ประติมากร : จีอันโลเรนโซ แบร์นินี [ Gian Lorenzo Bernini ] ปี : 1652 ในปี 1504 รัฐบาลแห่งเมืองฟลอเรนซ์ได้มีการว่าจ้างให้ไมเคิลแองเจโลให้สร้างรูป ปั้ นเพื่อที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งขอบโดมของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ อย่างไร ก็ตามลังจากที่งานนี้เสร็จสิ้นลง พวกเขาต่างตกตะลึงในความงดงามของรูปปั้ นนี้จนมีการ ตัดสินใจว่า จะให้วางผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ไว้ที่จัสตุรัสหน้าประตูทางเข้าพระราชวัง Palazzo Vecchioแทน ใกล้กับศาลากลางเมืองฟลอเรนซ์ รูปปั้ นแกะสลักหินอ่อนนี้ถูก เคลื่อนย้ายในปี 1873 โดยมีความประสงค์ที่จะให้ย้ายไปอยู่ที่ Gallery of the Academy ซึ่งเป็นหอศิลป์ในเมืองฟลอเรนซ์ โดยมีการสร้างรูปปั้ นจำลองขึ้นมาวางไว้ที่เดิมที่รูปปั้ น เคยอยู่ในปี 1910 ดาวิด ( มีเกลันเจโล ) ถูกมักจะถูกใช้สื่อเป็นสัญลักษณ์ของดาวิดผู้กล้า หาญในตำนานของคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยเป็นฉากที่หลังจากดาวิดได้พิชิตยักษ์โกไลแอธได้ แต่ ก่อนที่เขาจะสามารถเอาชนะการต่อสู้ครั้งนี้ได้ แต่ผลงานรูปปั้ นแกะสลักหินอ่อนดาวิดของ ไมเคิลแองเจโลชิ้นนี้มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนงานในยุคเรเนอซองส์ของศิลปินอื่น เพราะ เขาได้สร้างดาวิดเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความกังวลก่อนการต่อสู้กับยักษ์โกไลแอธ ในขณะที่ ศิลปินอื่นมักจะสื่อภาพหลังจากดาวิดพิชิตยักษ์โกไลแอธได้แล้ว ผลงานมาสเตอร์พีชของ ไมเคิลแองเจโลชิ้นนี้เขาแสดงให้เห็นถึงความเสมือนจริงโดยการเติมคิ้วบนใบหน้าของดา วิดและช่วงคอของเขาก็เต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดนูนออกมาลงไปจนถึงมือขวาของเขาที่ เกร็งแน่น ดาวิดถือเป็นประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดและอาจจะเป็นผลงานประติมากรรมที่ดี ที่สุดในโลกตลอดไป นี่คือหนึ่งในผลงานแห่งศิลปะที่ควรค่าแก่การรับรู้ที่สุดบนโลกใบนี้
22 อันดับ 1 เทพีแห่งเสรีภาพ [ STATUE OF LIBERTY ] สถานที่ : เกาะลิเบอร์ตี , แมนแฮตตัน , นิวยอรก์ , ประเทศสหรัฐอเมริกา Liberty Island , Manhattan , New York City , New York , U.S. ประติมากร : เฟรเดริก โอกุสต์ บาร์โทลดี [ Frederic Auguste Bartholdi ] ปี : 1886 เทพีเสรีภาพ เป็นประติมากรรมที่แสดงออกถึงแนวคิดของเสรีภาพ เดิมทีเทพี เสรีภาพนี้เป็นสัญลักษณ์การแสดงออกถึงการมีเสรีภาพของฝรั่งเศสที่ส่งต่อถึง สหรัฐอเมริกา หรือรู้จักกันโดยทั่วไปว่าเทพีเสรีภาพเป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้กับ สหรัฐอเมริกา เพื่อยกย่องชาวอเมริกันที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง จนสามารถเอาชนะอังกฤษที่กดขี่ชาวอเมริกันในขณะนั้นได้ เทพีเสรีภาพถูกออกแบบโดย ประติมากรชาวฝรั่งเศส เฟรเดริก โอกุสต์ บาร์โทลดีส่วนโครงร่างเหล็กถูกออกแบบโดยวิ ศกรชาวฝรั่งเศสกุสตาฟ ไอเฟลเจ้าของผลงานออกแบบหอไอเฟลที่กลายเป็นสัญลักษณ์ ของประเทศฝรั่งเศสจนถึงทุกวันนี้ รูปปั้ นเทพีเสรีภาพถูกออกแบบและดัดแปลงมาจากตัว ละครในเทพนิยายโรมัน โดยเทพีเสรีภาพนั้นมือข้างขวาของเธอจะถือชูคบไฟเอาไว้เหนือหัว ในขณะที่มือข้างขวาจะถือแผ่นจารึกที่สลักเป็นอักษรโรมัน โดยสลักถึงวันที่สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศตนเป็นอิสรภาพ เทพีเสรีภาพได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังกลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่แสดงถึงความมีเสรีภาพอีกด้วย โดยผลงานชิ้นนี้ได้ถูก อธิบายไว้เป็นประโยคสั้นๆว่า ‘ มาสเตอร์พีชแห่งจิตวิญญาณมนุษยชาติ ’ และได้รับการ ยกย่องจากองค์กรยูเนสโก้ตั้งแต่ปี 1984 เพราะแบบนั้นเทพีเสรีภาพจึงได้กลายเป็นผล งานประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดในโลก
Thai art 23 perspective เรื่องราวของมนุษยชาติถูกขับเคลื่ อนด้วยความคิด สร้างสรรค์มาตั้งแต่อดีตกาล ชีวิตและศิลปะวิทยาการถูกถักทอ เป็นผ้าผืนเดียวกันด้วยความประณีต ก่อเกิดเป็นสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่หลากหลาย แต่แท้จริงแล้วเรามีโอกาส ได้สัมผัส ศิลปะ มากเพียงใดภายใต้ผืนฟ้าราชอาณาจักรไทยแห่ง นี้ Ars longa, vita brevis ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น อาจเป็นประโยคคุ้นหูของใครหลายคน ไม่ ว่าคุณจะได้ยินมาจากใครความหมายก็ไม่ได้ถูกตีความไปไกลจาก ศิลปะหรือความรู้ในทุกสาขานั้นไม่มีสิ้นสุด ในขณะที่ชีวิตของคน หนึ่งคนนั้นแสนสั้นนัก ศิลปะสามารถถูกถ่ายทอดและทำให้มีชีวิต ชีวาสืบต่อไปได้แม้ผู้คิดค้นหรือสร้างสรรค์จะจากไป ตราบใดที่มี คนให้ความสนใจและโอบกอดมันด้วยความชื่นชม แต่ใครเล่าจะ เห็นความสำคัญของสิ่งสวยงามเหล่านั้นหากท้องยังไม่อิ่ม Decode ได้พูดคุยกับ 3 คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวง ศิลปะทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์และผู้ติดตามผลงาน เพื่อถอดรหัส คำว่า ศิลปะ ในสังคมไทย ผ่านมุมมองของนักเรียนออกแบบ-อิน ฟลูเอนเซอร์ผู้เป็นกระบอกเสียงให้กับประเด็นต่าง ๆ ในสังคม ทิชา ( Instagram @tishashast ) ต่อด้วย ปัน หรือที่รู้จักกัน ในฐานะเจ้าของเพจวิจารณ์หนังชื่อดังอย่าง เทพเจ้าคอนเน็ตโต้ และ พิว ผู้ชื่นชอบในศิลปะที่สร้างสรรค์ผลงาน “ คนต่างจังหวัด อยากได้หอศิลป์ ”
24 ทิชา นักเรียนออกแบบ – อินฟลูเอนเซอร์ กล่าว ทิชากล่าวอีกว่าพวกเราลืมตาตื่นขึ้นมาภายใต้โลกทุนนิยมที่ตัดสิน คุณค่าชีวิตคนด้วยฐานะและเงินทอง เมื่อขาดรัฐสวัสดิการที่เพียงพอผู้คน จึงดิ้นรนเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับตัวเองและสังคมมากกว่าการ พัฒนาศิลปะ ด้วยการแข่งขันที่สูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ทำให้การผลิตผลงานที่ สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำย่อมดีกว่าสร้างคุณค่าให้แก่วงการนั้น ๆ ถ้า การเมืองดี เราจะมีรัฐสวัสดิการที่เพียบพร้อม ไม่ว่าอาชีพอะไรก็สามารถมี คุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างคุณค่าแทนที่จะเป็นเม็ดเงิน เพื่อหาเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว “ ทุกคนคือมดงาน แม้กระทั่งเด็กที่กำลังเรียนอยู่เพราะเขาจะ ต้องโตไปขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่โอกาสในการเข้าถึง สิ่งต่าง ๆ มันห่างกันมาก ” พิว ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ คนต่างจังหวัดอยากได้หอศิลป์ ” กล่าว พิวเสริมว่าสังคมไม่อนุญาตให้เรามีความหวัง หรือความฝัน โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณอยู่ในกรอบชีวิตที่ตื่นเช้าขึ้นมากับคำถามว่า “ วันนี้จะ มีเงินพอซื้อข้าวไหม ” ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่เคยเลยที่ต้องมารู้สึก หรือตั้งคำถามเหล่านั้นสักครั้งในชีวิต ช่องว่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหาอ่าน จากนิยายดิสโทเปียที่ไหน แต่มีให้เห็นได้ทุกตารางนิ้วในประเทศไทย
25 ราคาของการสร้างสรรค์ หากลองคิดในมุมมองของผู้ผลิตงานศิลปะก็จนตรอกไม่แพ้กัน การ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาหนึ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพยนตร์ ละคร เวที เพลง นิยาย ประติมากรรม และศิลปะอื่น ๆ ทุกแขนงล้วนแล้วมีค่าใช้ จ่ายสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ อุปกรณ์ศิลปะถูกจัดอยู่ในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย ค่า สถานที่ ค่ากิน ค่านักแสดง ค่าไฟ ยังไม่รวมไปถึงค่าฝึกฝนฝีมือที่ไม่ สามารถตีราคาออกมาเป็นเม็ดเงินให้เห็นได้อีก อีกต้นทุนหนึ่งที่มีราคาสูงไม่แพ้กันคือต้นทุนทางทัศนคติของคนรอบ ตัว ค่านิยมเรียนสายวิทย์และไม่สนับสนุนสายศิลป์ยังคงมีอยู่อย่างต่อ เนื่องและมักเป็นผลพวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินเดือนอยู่เสมอ หลายคน อาจผ่านด่านนี้มาได้และได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ในขณะเดียวกันยังมี คนจำนวนมากที่ต้องทำตามกรอบค่านิยมที่คนรุ่นก่อนวางไว้ แทนการได้ เลือกทางเดินชีวิตให้กับตัวเองที่ตนเป็นเจ้าของเพียงคนเดียวโดยสมบูรณ์ “ เรารู้สึกว่าศิลปะไม่ควรถูกตีเป็นราคาในที่สุด มันมีคุณค่าใน ตัวของมันอยู่แล้วโดยที่อาจจะไม่ต้องตอบโจทย์ผู้เสพเสมอไป ก็ได้ การทำศิลปะจริง ๆ อย่างวิจิตรศิลป์และศิลปะบริสุทธิ์ก็ เหมือนจะมีนิยามไว้เลยว่ามาจากตัวผู้สร้างศิลปะเอง เป็นศิลปะ เพื่อศิลปะหรือ Art for art’s sake ในขณะที่นิเทศศาสตร์หรือ พาณิชย์ศิลป์ต้องสนใจกลุ่มเป้าหมายและผู้รับสาร ซึ่งตัว นิยามของมันไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวเลย แต่โลกทุนนิยมเหมือน เข้ามาพัง ( ขำ ) แทนที่ศิลปะจะนำสังคมกลายเป็นต้องง้อ สังคม มันจะเดินตามสังคมต้อย ๆ จะมีอะไรใหม่ออกมาก็ยาก ” ทิชา กล่าว ทิชากล่าวอีกว่า งานศิลปะที่ขายดีทุกวันนี้บางอันแทบไม่มีอะไรเลย อะไรที่ได้เงินเยอะไม่ขึ้นตรงกับคุณภาพเพราะความรู้ความแตกฉานในเรื่อง ศิลปะของคนส่วนใหญ่ไม่ตรงกับศิลปินด้วย บางคนไม่รู้ว่างานชิ้นนี้มันใหม่ ยังไง พอราคาดันไปขึ้นอยู่กับคนที่ไม่ได้มีความรู้เลยทำให้ราคาวัดคุณภาพ ไม่ค่อยได้ และอาจเป็นเพราะการศึกษาไทยด้วย ประเทศนี้ไม่ได้เจริญพอที่ คนจะมาหาความรู้รอบตัวชื่นชมสิ่งต่าง ๆ หรือประเทศเป็นทุนนิยมเกินกว่า ที่คนจะเอาเวลามาเสพหรือหาความรู้อะไรจรรโลงใจในด้านที่ตัวเองไม่ได้ สร้างรายได้จากมันได้ด้วย
26 สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ อแก่การเติบโตของวงการศิลปะไม่ได้ส่งผลทาง ด้านลบแค่กับผู้ผลิตเท่านั้น เมื่อหนังสือหนึ่งเล่มราคาเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ หนึ่งวัน กำลังทรัพย์ของผู้บริโภคจึงมีความผกผันกับราคาความ เหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นอย่างน่าใจหาย หลายคนต้องการสนับสนุนความชอบ ของตัวเองอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่ด้วยบริบทของประเทศไทยทำให้ความ ต้องการนั้นถูกพับเก็บไปเพราะในขณะที่ศิลปะยังคงมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะ เป็นในมุมมองของผู้สร้าง แต่กลับมีราคาสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึงในสายตา ของผู้เสพ พิวกล่าวอีกว่า วาทกรรมนักวาดไส้แห้ง นักเขียนการ์ตูนไส้แห้ง มัน เกิดขึ้นในประเทศนี้เป็นเพราะงานที่เขาผลิตออกมามันไม่สามารถสร้างราย ได้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากได้ และเป็นเพราะว่าความบันเทิง ทางศิลปะเป็นความบันเทิงที่สร้างสรรค์ได้ยากกว่า การหาความบันเทิงจาก การเสพสื่ อประเภทอื่ นประกอบกับกลไกของรัฐที่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซง ตลาดงานศิลป์ หรือเข้าไปสร้างสวัสดิการ จัดหาทุน หรือเงินสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ไม่ขอนับรวมโครงการที่แจกเงินเพื่อให้ใช้ศิลปะเพื่อเชิดชูตัวบุคคล แถมยังสนับสนุนแค่ศิลปะบางประเภท แค่แบบที่เป็นไทยนิยม ทำให้เกิดการ กีดกันความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสำหรับผู้สร้างเลยกลายเป็นเรื่องการ ลงแรงที่ไม่คุ้มเงิน เป็นความพยายามแบบดันทุรังใต้เท้าของคนที่มีอภิสิทธิ์ (Privileged)มีหน้ามีตาในวงการมากกว่า และศิลปะสำหรับผู้เสพจึงดูกลาย เป็นเรื่องของรสนิยมที่มาพร้อมราคาแพง
27 สำหรับคนรากหญ้า คนต่างจังหวัด ที่ได้เงินค่าแรงแค่วันละสามร้อย หรือบางที่ได้น้อยกว่านี้ การเจียดเงินตรงนั้นมาซื้อสื่อหรือความบันเทิงให้ ตัวเอง มันคงไปได้ไม่ไกลเกินปากขวดเหล้า ยาเสพติด หรือการพนันจริงๆ ซึ่งให้ความบันเทิงที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เพื่อบรรเทาความเหนื่อยจากการ ทำงานหามรุ่งหามค่ำในแต่ละวัน ศิลปะในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ มันคงไม่ใช่ ความบันเทิงที่คนรากหญ้าจะสามารถให้ความสนใจได้ ไม่ใช่เพราะมันไม่ ถูกใจหรือไม่โดนใจ แต่เพราะศิลปะไม่เคยได้เข้าไปอยู่เป็นตัวเลือกให้เขาได้มี สิทธิ์เลือกเลยด้วยซ้ำ “ ส่วนตัวเรามองว่าโครงสร้างเหลื่อมล้ำและรัฐ สวัสดิการที่ไม่เคยจะเข้าถึงผู้ที่ลำบากจริง ๆ มันคือ สิ่งที่สร้างความเหินห่างแก่ศิลปินและผู้เสพมากที่สุด รองลงมาคงเป็นการปิดกั้นพื้นที่ทางศิลปะเพื่อเปิดให้ แค่คนไม่กี่กลุ่ม ศิลปินที่จะยืนหยัดในวงการได้แบบ สง่าผ่าเผย ถ้าไม่เป็นผู้ชายเงินหนา ทุนหนัก ก็เป็นนัก เทิดทูนตัวยง ศิลปะของประเทศเรามันเลยมาได้แค่นี้ จริงๆ ” สำหรับคนรากหญ้า คนต่างจังหวัด ที่ได้เงินค่าแรงแค่วันละสามร้อย หรือบางที่ได้น้อยกว่านี้ การเจียดเงินตรงนั้นมาซื้อสื่อหรือความบันเทิงให้ ตัวเอง มันคงไปได้ไม่ไกลเกินปากขวดเหล้า ยาเสพติด หรือการพนันจริงๆ ซึ่งให้ความบันเทิงที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เพื่อบรรเทาความเหนื่อยจากการ ทำงานหามรุ่งหามค่ำในแต่ละวัน ศิลปะในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ มันคงไม่ใช่ ความบันเทิงที่คนรากหญ้าจะสามารถให้ความสนใจได้ ไม่ใช่เพราะมันไม่ ถูกใจหรือไม่โดนใจ แต่เพราะศิลปะไม่เคยได้เข้าไปอยู่เป็นตัวเลือกให้เขาได้มี สิทธิ์เลือกเลยด้วยซ้ำ
28 ความเป็นไทยกลืนกินความหลากหลาย “ ในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะไทยไม่มีประชาชน ศิลปะ พื้นบ้านแทบไม่มีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์กระแส หลักเลย ” พิว กล่าว พิวกล่าวอีกว่าคนต่างจังหวัดใช้ชีวิตอยู่กับศิลปะทุกวันแต่ไม่ได้รับการ ชี้นำว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นศิลปะแต่เป็นวิถีชีวิตแทน เช่น ในภาคอีสานถ้ามีงาน บุญก็จะมีการจ้างหมอลำมาเล่นซึ่งเป็นการแสดงอย่างหนึ่งไม่ต่างอะไรกับที่ จัดแสดงในหอศิลป์ แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่เป็น คนชักนำมันเข้ามาด้วยทุนทรัพย์ของตัวเองเท่านั้น และเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากภาครัฐ การจัดแสดงผลงาน ต่าง ๆ จึงถูกหยิบยื่นไปที่เอกชน แต่ด้วยเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของชาวไทย ภาคเอกชนเหล่านั้นก็คือนายทุนดี ๆ นี่เอง
29 ทิชาได้กล่าวอีกว่าการถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่การผูก ความเป็นไทยในศิลปะไว้แค่กับภาพเหล่านั้นก็มีผลเสียต่อการเติบโตของ วงการนี้ไม่น้อย ความเป็นไทยไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ณ ตอนนี้เราก็ ยังเป็นประเทศไทยโดยมีอิทธิพลโลกยุคใหม่เข้ามาผสม ถ้าคำว่าไทยไม่ปรับ ตามภาพของคำว่าไทยก็เหมือนถูกหยุดเวลาแล้วจบที่ในอดีตคือ ประเทศไทยก่อนอิทธิพลตะวันตกเข้ามา ทั้ง ๆ ที่อิทธิพลพราหมณ์-ฮินดูก็ เข้ามานานแล้ว และอยู่ในภาพความไทยที่ถูกคาดหวังไว้มานาน พิวเล่าเสริมว่า เคยไปงานเทศกาลศิลปะนานาชาติที่หอศิลป์แห่งชาติ สิงคโปร์ (National Gallery Singapore) และได้เห็นงานของศิลปินคน ไทยที่ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นภาพถ่ายคุณลุงใส่สูทสีชมพูทำหน้าตาตลก ๆ ตาม สถานที่ต่าง ๆ แต่ความตลกร้ายกว่านั้นอยู่ที่ว่าพิวเคยเห็นงานนี้มาก่อนที่ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ในประเทศไทยที่เจ้าของผลงานไปขอพื้นที่ของร้านในการ จัดแสดง “ ศิลปะในไทยสนับสนุนอะไร? ศิลปะในไทยไม่เคยก้าว ไปไหนเลยนอกจากวัฒนธรรม ”
30 ศิลปะ คำวิจารณ์ และมาตรฐานที่ไม่มีอยู่จริง “ หลาย ๆ คนยังต้องการความสำเร็จรูปของศิลปะ ชิ้นนั้น ๆ อยู่ เช่น ดูหนังเรื่องนึงก็ยังต้องการเข้าใจ เนื้อหาทะลุปรุโปร่ง ดูจบภายในหนึ่งวันต้องเข้าใจแล้ว หรือเสพแล้วต้องรู้สึกทันทีถึงจะฟังก์ชันกับเขา ” ปัน เจ้าของเพจวิจารณ์หนังเทพเจ้าคอนเน็ตโต้ การเรียนการสอนในประเทศไทยได้ปลูกฝังความคิดที่ว่า “ เมื่อมีสิ่งหนึ่งถูก ย่อมมีสิ่งหนึ่งผิด ” การไหลตามความคิดของครูผู้สอน ผู้อาวุโส หรือสิ่งที่ คนหมู่มากกล่าวย่อมดีกว่า และคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อขาดกระบวนการคิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และออกความเห็นที่เพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ ผู้คนมีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างจำกัดและยอมรับความหลากหลายน้อย ลงไปโดยปริยาย ทั้งที่ในโลกความเป็นจริงเราไม่สามารถตีความเป็นเพียง ขาวและดำได้ การเสพงานศิลปะก็เช่นกัน “ เราแอบรู้สึกว่าคนตีความคำพูดว่าศิลปะไม่มีถูกไม่มี ผิดในแบบผิด ๆ ไปหน่อย คือมันไม่มีผิดมีถูก แต่งาน แต่ละชิ้นมีคุณค่า มีผลต่อสังคม มีอะไรที่ต่างกัน คน ชอบเอาคำนี้มาใช้ในเชิงว่าไม่ควรวิจารณ์ศิลปะว่าดีไม่ ดี แต่จริง ๆ ศิลปะควรจะวิจารณ์ได้ การวิจารณ์มัน ทำงานกับศิลปะทั้งนั้น ”ทิชา กล่าว
31 “ คำวิจารณ์จากคนดูมันดีจริง ๆ นะ จะชมจะด่าคือจัด มาเลย คนสร้างมันจะรู้สึกว่าเขาสนใจงานเขาจริง ๆ และรู้สึกไม่โดนทอดทิ้ง และก็ได้รู้วิธีจูนเข้าหาคนดู ด้วย ” ปัน กล่าว เราอาจเคยเห็นคำว่า “นักอ่านเงา” ผ่านตากันมาบ้าง คำนี้เป็นคำที่ สามารถพบเจอได้ในวงการนักเขียนออนไลน์ ซึ่งหมายถึงผู้ติดตามงาน เขียนที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดทิ้งไว้หลังจากอ่านจบ คำ ๆ นี้ตกเป็น ประเด็นถกเถียงอยู่บ่อยครั้งว่าสุดท้ายแล้วการกระทำนี้มีผลดีและผลเสีย ต่อการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ในอนาคตมากน้อยเพียงใด เมื่อลองคิด ทบทวนดูแล้วการวิจารณ์หรือแสดงความเห็นในสังคมไทยมักถูกผลักไป เป็นเรื่องต้องห้ามหรือเป็นการกระทำที่เสียมารยาทหากไม่ใช่ในด้านบวก เรา ไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างอิสระ เรา ไม่สามารถติเพื่อก่อได้อย่างตรงไปตรงมา โอกาสในการต่อยอดและพัฒนา สิ่งเหล่านั้นจึงลดลงไปแม้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร จะไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใดก็ตาม “ ศิลปะสมัยก่อนคือมากับคำวิจารณ์ตลอด เวลาดู ประวัติศาสตร์มันเห็นว่าอะไรคืองานที่สร้างอะไรใหม่ อะไรคืองานเดิม ๆ ที่ไม่มีไอเดียอะไรใหม่ไม่ทำอะไรให้ สังคม อะไรไม่แพรวพราวด้านเทคนิค อะไรทำให้คนดู ได้อะไร มันวิจารณ์ได้แต่แค่คุณค่ามันมีหลายด้าน และเราต้องมองให้ครบเฉย ๆ ” ทิชา เสริม ในท้ายที่สุดแล้ว ศิลปะจะเรืองรองในประเทศไทยได้เมื่อใด จะต้องมีผู้ สร้างสรรค์อีกกี่คนหมดไฟ หรือตัดสินใจโยกย้ายเพื่อไปเฉิดฉายที่ประเทศ อื่น ลงหลักปักฐานในสถานที่ใหม่ที่ให้ความสนใจและสนับสนุนความสามารถ ของเขาหรือเธอระหว่างรอ เมื่อนั้นโอกาสและเงินทองจะเป็นใบเบิกทางไปสู่ สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายแทนการสร้างความรุ่งเรือง ทางศิลปะด้วยผลงานที่มีคุณค่าเหล่านั้นที่นี่
32 แล้วสำหรับคนที่ไม่มีเงินทุนและไม่สามารถเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นได้ล่ะ เขามีตัวเลือกในเส้นทางสายนี้แค่ไหนกัน แนวคิดที่ผลักศิลปะออกให้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรม ไทยเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้หยุดแค่คนไม่ สนใจ แต่ต้องค้นต่อไปอีกว่า “ เพราะเหตุใดผู้สร้างและผู้เสพศิลปะถึงไม่ สามารถมาเจอกันด้วยข้อตกลงที่พึงพอใจทั้งสองฝ่ายแทนการ ประนีประนอมความชอบและความต้องการของตัวเองเพื่อความอยู่รอดใน วันข้างหน้าได้ ” “ เราได้เจอการปิดกั้นทางความคิดและการ แสดงออกจนชินชา เราได้เจอรัฐสวัสดิการที่ไม่ส่งเสริมให้คนมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี เราได้เจอทุนนิยมที่ซ่อนอยู่ทุกที่ ยากจะหลีกหนีได้ ” “ หลายคนอาจจะงงว่าถ้าไม่ใช่ทุนนิยมแล้วจะเป็นอะไร หรืองงว่าใครที่ ทำธุรกิจก็คือไม่ดีแล้วเหรอ คือมันไม่ใช่นะ แค่อยากให้เปิดใจแล้วก็ลอง ศึกษาดูก่อน ยิ่งเป็นระบบที่เราโดนบังคับให้อยู่กับมันยิ่งต้องคอยสังเกต เราวิจารณ์มันได้อยู่แล้ว มันไม่ได้ย้อนแย้ง เพราะเราก็ไม่ได้เลือกเองว่าเรา จะอยู่ใต้ทุนนิยม แต่ระบบมันมาเป็นแบบนี้ซะเอง ข้อเสียมันก็เยอะจนถึงเวลาแล้วที่มันจะเกิดการคุยและคิดว่าเราจะลดความ ทุนนิยมลงแล้วเพิ่มคุณค่าในด้านความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม สิ่ง แวดล้อม ได้มากขึ้นยังไง การทำธุรกิจไม่ได้ผิดเสมอไป แต่กลไกการผลิต บริโภค เพื่อหากำไร หาการแลกเปลี่ยน มันทำร้ายอะไรทางอ้อมได้เยอะมาก จริงๆ คนเคยคิดว่าเงินหรือกำไรนี่แหละที่เป็นแรงจูงใจที่ดีในการพัฒนาคิด สิ่งต่างๆ แต่การคิดนั้นมันมักจะไม่ยั่งยืนเอาซะเลย มันฉาบฉวยซะมาก เพราะเงินมันจูงใจด้านอื่นไม่ได้เลย มันไม่จูงใจให้เราสนใจสิ่งแวดล้อมมาก ขึ้น จ่ายเพิ่มเพื่อให้แรงงานได้รับค่าแรงที่เหมาะสม แถมยังบั่นทอนและ มองข้ามคุณค่าในด้านอื่นๆ บางทีทำให้เรารู้สึกตายซาก หมดไฟ ความ หมายของชีวิตมนุษย์มันบิดเบี้ยว”
33 “ เราคิดว่ามนุษย์ฝักใฝ่การพัฒนาเป็นธรรมชาติ ฝักใฝ่คุณภาพชีวิตดี ๆ เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว อย่า ดูถูกคุณค่าและความดีงามในตัวมนุษย์จนคิดว่าเงิน เป็นสิ่งจำเป็นหลักในการผลักชีวิตให้ดำเนินกันเลย ” ทิชา กล่าว เมื่อทุกอย่างมีจุดเชื่อมโยงกัน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะยอมรับว่า แท้จริงแล้วศิลปะไทยไม่ได้ไร้คนสร้าง อีกทั้งไม่ได้ร้างคนเสพ แต่ระบบ เศรษฐกิจที่ควบคุมชีวิตเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ตื่นจนหลับคือขวากหนาม บนเส้นทางของความสำเร็จ รากของปัญหาที่หยั่งลึกเป็นเวลานานอาจทำให้ เราหันมองซ้ายขวาและคิดว่าตัวเองไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก มันดูเป็นเรื่อง ใหญ่เกินตัวกว่าที่คนทั่วไปจะสามารถแตะหรือเปลี่ยนอะไรได้ จนลืมไปเสีย สนิทว่าสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันคือ พลังในฐานะผู้บริโภค ที่จะพยายามสรรหา และคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนอยู่เสมอ เมื่อนั้นความสามารถในการเลิก รดน้ำ หยุดหล่อเลี้ยง หรือที่เรียกว่าหลีกเลี่ยงทุนนิยม และหันไปสนับสนุน การเติบโตของเพื่อนร่วมทางก็ขึ้นอยู่ที่มือเรา แล้วสักวันผู้สร้างสรรค์จะเผยแพร่ผลงานของตนพร้อมรอยยิ้มแห่ง ความอิ่มเอมใจโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ในขณะที่ผลงานของพวกเขา จะไม่ถูกจำกัดเป็นเพียงความสุขของคนที่มีเงินมากพออีกต่อไป แล้วสักวัน ศิลปะไทยจะเบ่งบาน สวยงาม เป็นสิ่งธรรมดาที่แสนพิเศษ พร้อมให้ทุกคนได้ชื่นชมอย่างที่ควรจะเป็นเสมอมา
Art books worth 34 reading แน่นอนว่าประวัติศาสตร์กับศิลปะเป็นของคู่กัน และที่น่าสนใจก็คือ หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปิน ที่จะทำให้เรารู้เรื่องลึกๆ ในวงการศิลปะ เพิ่มขึ้น บางเล่มอาจจะลึกไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้เรียนหรือสอบ แต่มี ไว้อ่านเล่นก็ไม่เสียหาย ภาพจาก Facebook ไฟน์อาร์ต ประเทศไทย 1001 ภาพเขียนที่ต้องเห็นก่อนตาย หนังสือรวบรวมภาพเขียนดังๆ และสำคัญจากทั่วโลก ไล่มาตั้งแต่ยุค โบราณอย่างอียิปต์ พร้อมกับประวัติความเป็นมาของภาพ ของศิลปิน เทคนิค ที่ได้ทั้งความรู้ทางศิลปะ วิธีชีวิต ความเชื่อ กับประวัติศาสตร์โลกไป พร้อมๆ กัน เล่มนี้แค่ซื้อมาเพื่อดูรูปก็คุ้มแล้วจริงๆ
35 ภาพจาก Facebook ไฟน์อาร์ต ประเทศไทย The Story Of Art ว่าด้วยเรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ศิลปะเล่มยักษ์ที่รับรองว่าเก็บครบทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ ยุคหินโบราณยันโมเดิร์นอาร์ต ภาษาไม่ได้อ่านยากแบบบทวิจัยแต่ด้วย ขนาดและเนื้อหาน่าจะเหมาะกับคนที่เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะหรือมาทางนี้ โดยเฉพาะ ภาพจาก Facebook ไฟน์อาร์ต ประเทศไทย หนังสือแปลชุด PHAIDON หนังสือที่เจาะลึกประวัติความเป็นมา ความหมาย ทัศนคติ และผลงาน ของศิลปินในแต่ละยุคแยกเป็นเล่มๆ ให้อ่านกันแบบจุใจ ข้อมูลแน่นปึ๊ ก และ รวบรวมผลงานไว้แบบไม่ขาดตก แทรกไปด้วยประวัติศาสตร์บ้านเมืองนอก เหนือจากศิลปะด้วย แต่ภาษาจะอ่านยากตามสไตล์หนังสือประวัติศาสตร์
36 ธีโอน้องรัก : จดหมายจากวินเซนต์ แวน โก๊ะ แฟนผลงานแวนโก๊ะต้องมีไว้ในครอบครองแล้ว เป็นการรวบรวม จดหมายจาก แวนโก๊ะ ถึง ธีโอ น้องชาย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพ ยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Loving, Vincent ทั้งเนื้อหาในจดหมายสลับกับภาพ วาดของแวนโก๊ะนั่นทำให้เราเข้าใจความตั้งใจของเขาในฐานะศิลปินมากขึ้น London Museums ไม่ใช่หนังสือที่เกี่ยวกับศิลปะโดยตรง แต่จะพาทุกคนไปบุกพิพิธภัณฑ์ ที่น่าสนใจในลอนดอน ประวัติ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ วิธีการ ทำงาน ทำให้เราต้องว๊าวไปกับประสบการณ์และภาพประกอบที่สวยจนต้อง ซื้อเก็บ
37 เทวดาฝรั่ง กรีก-โรมัน นิยายเกี่ยวอะไรกับศิลปะ? ถ้าลองศึกษาประวัติความเป็นมาของภาพ เขียน จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วล้วนได้แรงบันดาลใจมาจาก ตำนานเทพกรีก- โรมัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากเข้าใจภาพวาดให้ลึกเข้าไปอีกขั้น การศึกษาความ เชื่อเรื่องเทพปกรณัมกรีก-โรมันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเลย แล้วเราจะตอบ คำถามได้ ว่าทำไมวีนัสต้องยืนบนเปลือกหอยในภาพ Birth Of Venus ด้วย? หนังสืออีกหนึ่งประเภทที่คนรักศิลปะรู้เอาไว้ไม่เสียหาย นั่นคือ พระเยซู และ ศาสนาคริสต์ เราไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาคริสต์ก็ได้ แต่มันจะทำให้ เราเข้าใจในงานศิลปะมากขึ้น มองออกว่าคนนี้คือใคร ผู้หญิงที่ใส่ชุดสีฟ้า ตลอดเวลาคือใคร?
38 Artistic view 10 ปรมาจารย์ด้านงานศิลปะของไทย ที่ประชาชนคนทั่วไปอาจไม่รู้จักไม่เป็นไร แต่เด็กจิตรกรรมทุกคนต้องรู้จัก ขรัวอินโข่ง ( หาภาพไม่ได้จริงๆ ) จิตรกรผู้นำเอาเทคนิคการวาดภาพ แบบตะวันตกเข้ามาใช้ในงาน จิตรกรรมไทยเป็นคนแรกของเมือง ไทยก็ว่าได้ ขรัวอินโข่ง มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 - 4 ( ไม่ปรากฏวันเดือนปีเกิด ) ศิลปินผู้ได้รับการยกย่องเป็นจิตรกรเอกประจำรัชกาลที่ 4 แห่งสมัย รัตนโกสินทร์ เป็นศิลปินในสมณเพศ ศิลปินไทยคนแรกที่ใช้เทคนิคการ เขียนภาพฝาผนังแบบตะวันตกที่แสดงปริมาตรใกล้ไกล นับเป็นศิลปิน ก้าวหน้าแห่งยุคที่ผสมผสานแนวดำเนินชีวิตแบบไทยกับตะวันตกเข้าด้วย กัน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยา ดำรงราชานุภาพทรงยกย่องว่า ขรัวอินโข่งเป็นช่างเขียนไม่มีตัวสู้ในสมัย นั้น
39 อ.ศิลป์ พีระศรี คนนี้เป็นคนวาง รากฐานการเรียนสาขาศิลปะในไทย เป็นบิดาแห่งวงการศิลปะร่วมสมัย ของไทยก็ว่าได้ ท่านทุ่มเททั้งชีวิต ให้กับวงการศิลปะของเมืองไทย ท่านเคยกล่าวว่าท่านเป็นคนไทยแต่ ท่านเกิดผิดที่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ( 15 กันยายน พ.ศ. 2435 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ) เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี - Corrado Feroci ชาวอิตาลี สัญชาติไทย เป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทย โดยได้สร้างคุณูปการในทาง ศิลปะจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง และครูสอนศิลปะใน มหาวิทยาลัยศิลปากรจนเป็นที่รักใคร่และนับถือทั้งในหมู่ศิษย์และอาจารย์ และได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีผลงานที่ โดดเด่นหลายอย่างในประเทศไทย
40 เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปิน ไทยที่น่าจะบอกนิยามของคำว่า บ้ากับอัจฉริยะบางทีก็มีแค่เส้น บางๆ กั้นไว้ได้ดีที่สุด ถือเป็น ศิลปินเอกของเมืองไทยในยุค ปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ( เกิด 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 ) เป็นจิตรกร ไทยมีผลงานจิตรกรรมไทยหลายผลงาน เช่น ภาพจิตรกรรมไทยในอุโบสถ วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ , เขียนภาพประกอบบทพระ ราชนิพนธ์ พระมหาชนก และผลงานศิลปะที่ วัดร่องขุ่น ซึ่งมีทั้งงานสถา ปัตถยกรรม , ประติมากรรมปูนปั้ น และงานจิตรกรรมไทย ได้รับการ ยกย่องขึ้นเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ( จิตรกรรม ) ในปี พ.ศ. 2554
41 ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ใครไปวัดหลวงพ่อโสธร ลองเดินดูภาพบนพื้นวิหาร กับ จักรวาลบนเพดานนะ ฝีมืออาจารย์ ท่านนี้เลย (28 ตุลาคม พ.ศ. 2477 - 19 กันยายน พ.ศ. 2557) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2541, อดีคคณบดี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ศิลปินชั้นเยี่ยมในการ แสดงศิลปกรรมแห่งชาติ
42 อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤษ ว่ากัน ว่าไม่มีใครวาดภาพนางละคร ได้หวานละมุนเท่าท่านอีกแล้ว อ.เฉลิม นาคีรักษ์ ลูกศิษย์คนเก่งของ อ.ศิลป์ พีระศรี ที่สืบทอดวิชาความรู้ถ่ายทอดให้ศิษย์รุ่นหลัง
43 ศาสตราจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ ปี 2540 สาขาทัศน ศิลป์ ( จิตรกรรมและสื่อผสม ) เกิดเมื่อ 17 มกราคม 2487 ถือเป็นศิลปินดีเด่นในด้านจิตรกรรมและสื่อ ผสมร่วมสมัยของไทย ได้รับการยกย่องทั้งในและต่างประเทศ ทางด้าน ศิลปะร่วมสมัยของไทย ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ในแนวทางสากลที่มีพื้น ฐานจากศิลปะแบบประเพณีไทยในอดีต
44 อ.ชลูด นิ่มเสมอี่ ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ เกิดเมื่อ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ที่จังหวัดธนบุรี เป็นศิลปินผู้มีความ เชี่ยวชาญในการสร้างงานหลายประเภท จบการศึกษาจาก วิทยาลัยเพาะ ช่าง, มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ประกาศนียบัตร Diploma of Fine Arts จากสถาบันศิลปะ Accademia di Belle Arti แห่งกรุงโรม อิตาลี โดยใน สมัยเรียนที่ศิลปากรนับได้ว่าเป็นศิษย์รุ่นแรกๆของ ศ.ศิลป์ พีระศรี ผลงาน ที่โดดเด่นได้แก่ ประติมากรรม \" โลกุตระ \" ด้านหน้าทางเข้าศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์
45 ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่ง ชาติ สาทัศนศิลป์ ( จิตรกรรม ) ผู้ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบ ของตนเอง จนเกิดงานศิลปะอัน ล้ำค่าที่มีคุณค่ายิ่ง นายประเทือง เอมเจริญ ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี เกิดเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ที่ กรุงเทพมหานคร เป็นศิลปินที่ศึกษาศิลปะด้วย ตนเองอย่างมุ่งมั่น อดทน ด้วยการศึกษาค้นคว้างานทางศิลปะอย่างหนัก ศึกษาปรัชญาชีวิตทั้งศิลปะของอินเดีย จีนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บรรลุ ศิลปะด้วยตนเอง ท่านได้รับปริญญากิตติมศักดิ์มากมายเลยทีเดียว
Bibliography - บ ร ร ณ า นุ ก ร ม - 1. http://www.digitalschool.club 2. http://realmetro.com 3. https://th.eferrit.com 4. https://decode.plus 5. https://www.sanook.com 6. https://board.postjung.com
Composer - ผู้ เ รี ย บ เ รี ย ง - “ นางสาวภัคนันท์ เป็งโต ” ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 1 สายการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 ( เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท ) ความถนัด : ด้านศิลปะ งานดิเรก : สร้างสรรค์งานศิลปะ ความฝันสูงสุด : เป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินคนหนึ่ง , งานศิลปะเป็นที่ยอมรับในสังคม
Search