Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 25189_พยุหะคีรี

25189_พยุหะคีรี

Published by เ ห ม่ ง หิ ว, 2021-02-14 05:13:25

Description: 25189_พยุหะคีรี

Search

Read the Text Version

๓๘๔ วถิ ชี วี ติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวัดนครสวรรค ทานไดพูดวา “อายหะ เอ็งอยาไปพูดใหใครฟงนะ เดี๋ยวพอตีเลย” นี่ก็แสดงใหเห็นวาหลวงพอมีพื้นฐานการศึกษาไมสูงนัก บางคนพูดวา หลวงพอเขียนหนังสือไมเปน เรอ่ื งเลย โรคหนอเทากห็ ายอปุ นิสัยใจคอก็เปลย่ี นเปนคนคลอ งแคลว วอ งไวมาก ในขณะทเี่ ปน พระในวยั หนมุ ฉกรรจน ี้ โรคหนอ เทา ของทา นกห็ ายไป อุปนิสัยใจคอของทานก็เปล่ียนแปลงไป กลาวคือ เปนคนคลองแคลว วองไวมากและใจไวอีกดวย จนเปนที่เกรงขามของบรรดาศิษยวัด ท้ังหลายทุกรุนทุกคน ชนิดท่ีเรียกวา ปากพูดมือถึง ปากพูดไมถึง ควาอะไรไดก็ตองปาหรือเหวี่ยงใสทีเดียว ดังปรากฏใหเห็นวาทานจะมี ไมเรียว ไมตะพด หางกระเบนและคันกระสุนอยูประจํากุฏิประจําตัว เสมอ จนเปนท่ีเล่ืองลือรูกันท่ัวไป นายสอน ศรีนุช เลาวา คราวหนึ่ง เจาคุณญาณ (ยอด) ไดลงมาวากลาวใหเดก็ วดั หยุดทาํ เสียงเอะอะ แต ก็ไมสําเร็จ กลายเปนหนาไวหลังหลอก และในสมัยน้ัน มีคนขี้ยาหรือ พวกสูบฝนกัญชามาแอบแฝงอาศัยอยูในวัดเสมอ เจาคุณญาณไลให ออกไปจากวัดก็ยังไมยอมออกไป รอนถึงหลวงพี่กันในขณะนน้ั ตองลง มาจดั การใหแ ละไดผ ลทนั ตาเหน็ พวกนน้ั อยไู มไ ดต อ งเผน ออกไปจากวดั ทนั ที หลวงพก่ี นั เปน คนเดด็ ขาดจรงิ จงั ทา นกลา วในเวลานน้ั วา “มงึ ออกไป นอกเขตวัดเดี๋ยวนี้ ไมงั้นหัวแตก” ทานผูอานลองนึกภาพดูแลวกันวา

วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๕๙ ทานพูดแบบนี้แลวใครกลาขัดเห็นจะเดือดรอนเปนแน อยางไรก็ตาม ดว ยเหตทุ เ่ี ปน คนนสิ ยั ไมช อบอยนู ง่ิ ทา นกห็ นั มาสนใจในเรอ่ื งการกอ สรา ง สนใจในไสยศาสตร ศึกษาคาถาอาคม ตลอดทั้งภาษาขอมควบคูกนั ไป การศึกษาเพื่อจะสอบนักธรรมเห็นจะละความพยายามเสียแลว เพราะ รูตวั วาไปไมไหว ครั้งหนง่ึ ทานเหน็ มหาจวง รุงระวี นง่ั อานหนงั สือพิมพ ทา นกถ็ ามวา “มหา นงั่ อา นหนงั สอื พมิ พไ ดป ระโยชนอ ะไร?” มหากต็ อบ วา “อานแลว ทาํ ใหหูตามันยาวนะซิครับ” หลวงพอทานไดแตยิ้มๆ เปนผทู ม่ี ีเมตตากรณุ าสูง ปกติหลวงพอเปนผูที่มีเมตตากรุณาสูง เม่ือใครมานิมนต ทานแลว ทานเปนไมขัด ไมวาทางจะใกลหรือไกล บางคร้ังตองเดินไป ระยะทางไกลหลายตาํ บล ทา นเปน คนแขง็ แรง ทาํ อะไรมกั ทาํ อยา งรวดเรว็ พดู เรว็ เดนิ เรว็ และเปน คนใจรอ น แมก ระนนั้ หลวงพอ กไ็ ดช อ่ื วา เปน ผมู ี เมตตากรุณาสูงสง ชวยเหลือผูเดือดรอนทุกคนไมวาใครจะเอยปาก ขอความชว ยเหลอื ทา นจะชว ยเสมอ เปน รม โพธร์ิ ม ไทร ไมข ดั การนมิ นต ถึงคราวใจดี ก็ใจดีเหมือนน้ํา ในบ้ันปลายของชีวิต แมขณะอาพาธ ใครมาขอใหเปาเสก ทานกไ็ มขัด ท้ังๆ ทจ่ี ะลกุ ไมไหว กพ็ ยายามยนั กาย ลุกขึ้น

๔๓๐๔ วิถชี ีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จังหวัดนครสวรรค หลวงพอ กนั เปนคนทาํ งานเรว็ มีเรื่องเลาจากผูท่ีเช่ือถือได คือ ผูใหญสอน วัฒนสุข อดีต ผใู หญบ า น หมู ๒ ตาํ บลพยหุ ะ ดว ยเหตทุ ห่ี ลวงพอ เปน คนใจรอ น ทาํ งานเรว็ งานอะไรก็ตาม ถาลงไดทําแลวตองทําใหเสร็จ ไมเสร็จไมยอมเลิก ไมวาจะมืดคาํ่ ดึกด่นื ในคราวสรางโบสถวดั อินทาราม ขณะทช่ี างกําลัง ขึ้นไปตีระแนงหลังคาโบสถอยู ทานเห็นวา ชางทํางานอึดอาดชักชา ไมร วดเรว็ หลวงพอ กห็ ยบิ ไมร ะแนงยาวมาอนั หนงึ่ แลว แหยไ ปทกี่ น ชา งนนั้ พรอมกับตะโกนสัมทับวา “เอา! ตีเขา” ดวยหลวงพอเปนคนทํางาน ไมคอยละเอียดพิถีพิถันไหร ผูใหญสอนเลาวา งานไหนงานน้ัน ถา หลวงพอไดคมุ งานเองละก็ งานน้ันเสรจ็ อยางรวดเรว็ เสมอ คนงานตาง กต็ องกระตือรือรนในการทาํ งาน พดู ถึงเรอ่ื งความถนดั ในทางฝมือแลว หลวงพอถนดั ชา งเหลก็ ชา งปนู และการออกแบบ สวนงานไมนนั้ ไมถ นดั สาํ หรบั การออกแบบ ผใู หญส อนวา ไมใ ชต อ งมาเขยี นแบบแปลน ดวยดินสอปากกาลงกระดาษกอน หลวงพอมักจะใชวิธีสง่ั วา กวางยาว เทานี้ หนาเทาไหร ขุดหลุมลึกเทาไหร ไมตองเขียนออกมาเปนรูปราง เหมือนแบบแปลนของนักสถาปนิกในปจจุบัน ฉะน้ัน ในบางครั้งก็ตอง ประสบปญหาบอยครั้ง ตองวิ่งไปปรึกษาผูใหญสอนบอยครั้ง ถึงกับ ตองรื้อถอน ทาํ ลายเพ่อื สรางใหมหลายครงั้ อยางไร ก็ตามงานในดาน กอสรางนี้ ไดสรางชื่อเสียงและออกแบบโบสถไมไดหยุดหยอน ตลอด ชีวิตของทาน

วิถีชีวิต วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวัดนครสวรรค ๓๔๑๕ ไสยศาสตร นอกจากเร่ืองการกอสรางซ่ึงมีอยูตลอดชีวิตของทานแลว ไสยศาสตรยังเปนอีกศาสตรหนึ่งท่ีสรางช่ือเสียงและความศักด์ิสิทธ์ิให แกห ลวงพอ อยา งมากมาย ถา จะพดู วา ผลงานกอ สรา งทง้ั หลายทสี่ าํ เรจ็ ดวยปจจัยตางๆ ซง่ึ ตองใชมากมายอยู ปจ จยั เหลานั้นไดมาจากผลงาน ทางดา นไสยศาสตรท ง้ั นนั้ หลวงพอ ศกึ ษาวชิ านกี้ บั หลวงพอ เดมิ วดั หนองโพ และจากตํารับตําราที่ไดรับมาในเรื่องของคาถาอาคม การปลุกเสก จนกระท่ังเปนท่ียอมรับและเชื่อถือของประชาชนหลายอําเภอหลาย จังหวัดวา หลวงพอกันมีพระขลงั พระซึ่งเปนรูปของหลวงพอศกั ด์สิ ิทธ์ิ ตะกรุดทั้งหลายทีห่ ลวงพอปลุกเสก เปน ทต่ี องการของประชาชนท่วั ไป ของท่หี ลวงพอปลุกเสกขึ้นแตละครงั้ มีผูเล่อื มใสศรัทธากันมากในดาน ความศกั ดส์ิ ิทธ์ิ แมกระทงั่ จงั หวดั ตางๆ กพ็ ากนั เดินทางมาขอนาํ ไปบชู า ปจ จยั ทไ่ี ดจ ากการทาํ บญุ กไ็ ดน าํ มากอ สรา งโบสถว หิ ารดงั กลา วอกี เรอ่ื งหนง่ึ ที่ชาวบานกลาวขวัญถึงอยูเสมอวา หลวงพอมีวาจาศักด์ิสิทธิ์ จนเปน ท่ีเกรงขามโดยท่ัวไป เกี่ยวกับเรื่องนี้มีเรื่องเลาสูกันฟงมาก เชน เคยมี คนมาขโมยวัวของวดั ไป หลวงพอเคยกลาววาจาพดู เปรยๆ สาปแชงวา “ไมชาไฟจะไหมบาน” และก็ปรากฏเปนจริงอยางนั้นโดยมีพยานรูเห็น ยนื ยนั บอ ยครงั้ ในชวี ติ สมณเพศของหลวงพอ ทต่ี อ งทาํ หนา ทผ่ี พู พิ ากษา ใหแกชาวบานในเมื่อเขาเหลานั้นเกิดปญหาขัดแยงกันขึ้น เชน ในเรื่อง มรดก เรอื่ งทะเลาะววิ าทระหวา งสามภี รรยาตกลงกนั ไมไ ด การลกั ขโมย

๓๔๒๔ วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวดั นครสวรรค ผูตองสงสัย ถามาเผชิญหนากับหลวงพอแลว หากไดเปนผูกระทําผิด จริง มักจะตองพูดความจริงกับหลวงพอเสมอ คดีความตางๆ มักจะ ลงเอยดวยดี ไมตองถึงโรงถึงศาล ลักษณะเฉพาะตัวของหลวงพอกนั ลกั ษณะเฉพาะตวั ของหลวงพอ ทข่ี า พเจา อยากจะเขยี นในทน่ี อ้ี กี คือ หลวงพอเปนผูท่ีมีจิตใจโอบออมอารีตอศิษย ลูกศิษยของทาน ทุกๆ คน ทานอุปถัมภเลี้ยงดูอยางทั่วถึง อาหารบิณฑบาตท่ีญาติโยม ถวายใหทาน ทานนําแจกจายใหทั่วถึง ไมหวง ไมตระหน่ี ศิษยทุกคน เกรงกลวั ทาน ชาวบานใหความเคารพนบั ถือและเรียกทานวาหลวงพอ สมยั กอ นความเปน อยขู องพระอดอยากขาดแคลนไมน อ ย อยวู ดั เขาแกว ตองไปบิณฑบาตสระทะเลซึ่งมีระยะทางประมาณ ๔ – ๕ กิโลเมตร ขากลบั ตอ งฉนั มอ้ื เชา กลางทาง นายเอก จนั ทรส มบตั ิ (ขณะนน้ั เปน พระ) เลาวา บางทีตองแวะหักหนอไมลวกซ่ึงขณะน้ันมีอยูสองฟากทาง สระทะเลทั่วไป แลวนําหนอไมมาเผาเพื่อจ้ิมกับพริกเกลือท่ีญาติโยม ใสบาตรมาให กลางวันตองหุงขาวฉันดวย เพราะบิณฑบาตเชาไมพอ อาหารประจําก็มีผักน้ําพริกปลารา ปูเค็ม ปลาทูเค็ม เปนสวนมาก เด็กวัดสมัยน้ันจึงมีชีวิตอยูอยางขัดสนเต็มที แมในสมัยประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๕ ขณะนนั้ ในฤดฝู น บรเิ วณวดั เขาแกว และแถวปา ชา (ปจ จบุ นั เปนสนามฟุตบอลของโรงเรียนพยุหะวิทยา) แถวนั้นยังเต็มไปดวยปา

วถิ ชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะครี ี จงั หวดั นครสวรรค ๓๔๕๓ ตนไมนอยใหญข้ึนอยูเต็ม ฉะน้ันผัก หนอไมลวกจึงพอหาเก็บเปน อาหารได ผกั ตาํ ลงึ มะเขือแวง สะเดา ฯลฯ ตลอดทงั้ สตั วมีชีวิตอน่ื ๆ เชน แย กบ องึ่ กระรอก นก ปลา ปลาเคยมชี กุ ชมุ ในสระนาํ้ ใกลศ าลาปจ จบุ นั บางทีฝนตกหนกั น้ําลนสระ ปลากล็ นออกมาดวย เด็กวดั ก็จะพากันมา จับปลาทําเปนอาหารตามฝมือ สวนพวกกบ อึ่ง ก็จะพากันรองเสียง ระงม เดก็ วดั กจ็ ะอม่ิ หมีพีมนั กนั ไปพกั หนง่ึ ฤดฝู นจึงเปน สญั ลกั ษณแหง ความอดุ มสมบรู ณของเด็กวัด เมอื่ ฤดูรอนยางกลายเขามา สญั ลักษณ แหงความแหงแลงอดอยากก็เขามาถึง ผกั ตาํ ลึงซ่งึ เคยเด็ดยอดออนมา กินนั้น บัดน้ีใบแกไมเหลือ บางคร้ังถอนกันทั้งตนเลยทีเดียว เม่ือไมมี อาหารบนบก บางคร้ังก็ตองหันไปงมหอยที่กนแมน้ําเจาพระยามาพอ ประทัง แตอาหารหลักที่หลวงพอมีอยูไมขาดกุฎิและมีอยูตลอดปก็คือ ปลารา เพราะมีญาติโยมนํามาถวายปละหลายไห ปจจุบัน ทุกอยางไดเปล่ียนแปลงไปหมดแลวเทาท่ีปรากฏแก สายตา เขาแกวในขณะนี้กศ็ ีรษะลานไปมากแลว ปาชาไมมีอีกแลว มีแต สนามฟุตบอลอันกวางใหญ วัดมีกําแพงลอมรอบ วุงสักกลายเปน สถานฝกกรรมฐาน ถ้ําท่อี ยูอาศยั ของววั แดงไดอันตรธานไป หลวงพอ ก็จากไป แตจากไปเฉพาะรางเทานั้น ชีวิตของหลวงพอกันยังอยู นางหอม วัฒนสุข ภรรยาผูใหญสอน ไดเลาวาอาหารที่หลวงพอชอบ เปน พิเศษ คือ ๑. พริกเกลือ ๒. แกงปาผักอีไล ๓. ตมยาํ ปลายาง ๔. นํ้าพริกมะมวง ๕. สะเดาเผาคลุกปลาราหลน

๓๔๔ วถิ ชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวัดนครสวรรค อารมณขนั ของหลวงพอกัน หลวงพอนอกจากจะไดชื่อวา พูดไว เดินไว ใจไว ไมชอบอยู นิ่งเฉย อารมณขําขันของทานก็มีอยูเสมอ บางครั้งก็เคยแกลงศิษย คราวหนึ่ง หลวงพอใหคนผาแตงโม คนที่ถูกใชก็บรรจงจะฝาเพื่อให เรียบรอย หลวงพอมองเห็นกพ็ ดู วา “เฮย! ไมตองตีเสนหรอก” ไดชอื่ วา พดู เรว็ แขกไปใครมาบางคนฟง ไมคอยรูเรอื่ ง คร้ังหนงึ่ มีศิษยใหมมาอยูดวย ทานกใ็ ชใหไปซื้อปเู คม็ โดยสงั่ วา “อายเดก็ ไปซื้อปู รานยายสายมาหนอยเร็ว” ปรากฏวาเด็กไปซื้อเอาตาปูมาใหหลวงพอ นายเอก จนั ทรส มบตั ิ เลา วา คราวหนง่ึ หลวงพอ ไปวดั หนองราง กับพระครูนิยุตและนายเอก (สมัยนั้นเปนพระ) เพ่ือไปธุระกับสมภาร วัดน้ัน หลวงพอก็ชวนแวะเขาไปในปาและตัดไมลวกถือติดมือกันไป องคล ะอนั นายเอกกไ็ ดแ ตส งสยั วา หลวงพอ จะตดั ไมร วกไปทาํ ไม หลวงพอ พดู วา “เอาเถอะนา ตดั ไปเถอะเดย๋ี วกร็ เู อง” ครนั้ ถงึ วดั หนองราง หลวงพอ กอ็ อกคาํ สง่ั วา ใหเขาไปทค่ี นละดาน ใชไมรวกตีฝากฏุ ิสมภารพรอมกัน และรองเสียงเอะอะขึ้น เลนเอาอาจารยนุย สมภารวัด ตกอกตกใจ คอยแยมประตูออกมา เมื่อรูวาอะไรเปนอะไรถึงกับบนออกมาวา “เลนอยางนี้กเ็ ลนดวย” ยังมีเร่ืองเลาอีกมากเก่ียวกับหลวงพอ แตขาพเจาไมสามารถ นํามาลงพิมพได เนื่องจากมีเวลารวบรวมนอยเหลือเกิน เรอื่ งตางๆ อัน เก่ียวกับการชวยเหลือผูตกทุกขไดยากและความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่อง

วถิ ีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๔๕ เคร่ืองรางของ เรื่องวาจาศักด์ิสิทธ์ิ เร่ืองชอบพูดตลกขบขันในท่ีตางๆ ความใจรอน ฯลฯ บนั้ ปลายชีวิต แมค วามชราภาพจะมาสทู า นมากแลว กต็ าม แตก ารทาํ งานและ ภารกจิ ของหลวงพอ มไิ ดเ บาบางลงไปดว ยกลบั หนกั มอื ขน้ึ เรอ่ื ยๆ ทงั้ โรค เบาหวาน ก็เริ่มบุกทะลวงทานอยูทุกขณะจิต รางกายเริ่มออนระโหย ความแขง็ แกรงวองไว เริม่ ออนตวั ลงอยางเห็นไดชัดเจน แตในดานพลงั ใจแลว หลวงพอยังกราวแกรงจนวาระสุดทายของลมหายใจทราบวา หลวงพอ ไมเ คยบน ในเรอ่ื งความทกุ ขท รมานใหใ ครฟง เลย ยอมทนอยใู น การรักษาพยาบาลของนายแพทยอยางสงบเปนเวลาหลายเดือน ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา ไดเอาใจใสและใหการรักษาอยางดีเยี่ยม นอกจากน้ี ลูกศิษยลูกหาจากสารทิศตางมาเย่ียมมิไดขาด อาหาร คาวหวานกไ็ ดร บั การเอาใจใสด แู ลจากนายทหารอากาศดอนเมอื งผหู นง่ึ ซึ่งขาพเจาจําชื่อไมไดเสียแลวแมจะใกลวาระสุดทายแหงชีวิตของ หลวงพอ ความชราและโรครายไดกัดกรอนรางของทานทุกๆ สวนมา เปนเวลานาน จนซูบผอม แตดวยเหตุท่ีเปนผูที่มีเมตตากรุณาสูงสง ทราบวาทานมาขอใหเปาศีรษะให ทานก็พยายามรวบรวมกําลังเปาให มิไดขัด จิตใจของทานยังคงเยือกเย็นอยูเสมอ เปยมไปดวยเมตตาแก ทกุ ๆ คน สมแลว ทห่ี ลวงพอ ไดร บั สมญานามจากชาวบา นวา เปน รม โพธ์ิ และใจดีเหมือนนาํ้

๓๔๔๖ วิถีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค หลวงพอกันดํารงตําแหนงเจาอาวาสวัดเขาแกว ตั้งแต พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๕๑๓ ทา นเปน นกั กอ สรา ง ไดก อ สรา งอโุ บสถทว่ี ดั อน่ื ๆ หลาย หลัง ไดสรางกุฏิวิหาร พัฒนาวัดใหเจริญข้ึน ทานเปนพระท่ีชาวบาน อําเภอพยุหะคีรีใหความเคารพนับถือมากรปู หนง่ึ ทานถึงแกมรณภาพ เมอื่ วนั เสารท่ี ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓

วิถีชวี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๔๓๕๗ ๓. หลวงพอ เชา ฐิตปุฺโญ ป.ธ.๙ (พระธรรมคุณาภรณ) พระธรรมคุณาภรณ วัดเขาแกว นามเดิมช่ือ เชา ยศสมบัติ เกิดเม่อื วันท่ี ๒๓ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ที่บานพยุหะ บิดามารดาช่อื นายโฉมและนางนอ ยยศสมบตั ิทา นบรรพชาเปน สามเณรเมอื่ พ.ศ.๒๔๗๐ และอปุ สมบท เมอื่ วนั ท่ี ๑ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ พทั ธสมี าวดั เขาแกว สอบบาลปี ระโยค ป.ธ.๙ เปน รปู แรกทไ่ี ดต า งจงั หวดั ตอ มา พ.ศ.๒๔๙๘ ทา นไดไปดาํ รงตาํ แหนง เจา อาวาสวดั โพธารามพระอารามหลวง ทอ่ี าํ เภอ เมือง จงั หวดั นครสวรรค ทานเปนพระที่เสียสละกําลังกายกําลังใจและกําลังสติปญญา สรางสรรคส่ิงตางๆ ไวมากมาย ท้ังท่ีปรากฏอยูที่วัดเขาแกว นับเปน ผลงานอันสงู ย่งิ

๓๔๔๘ วิถชี ีวติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จังหวัดนครสวรรค - แปลคมั ภรี อ ปุ ปาตะสนั ติ จากภาษาพมา เปน ภาษาบาลอี กั ษร ไทยขึ้นเปน คร้ังแรก นบั เปนผลงานอนั สงู ย่งิ - กอต้ังโรงเรียนพยุหะวิทยา โรงเรียนราษฎรของวดั เขาแกว เม่ือป พ.ศ. ๒๔๙๐ - จดั ใหมีการศึกษาพระปริยัติธรรม มีการสอนภาษาอังกฤษ แกพระเณร วัดโพธาราม - จัดต้ังโรงเรียนสัตตาหศึกษา คือ โรงเรียนสอนพระพุทธ ศาสนา วันอาทิตยแกเด็ก ณ วัดโพธาราม - จัดต้ังสํานักวิปสสนากรรมฐานขึ้นท่ีวัดเขาแกวและวัด โพธาราม - เปนหัวหนาพระธรรมทูตสาย ๓ มีเขตปฏิบัติงานรวม ๘ จังหวดั - เปนพระสังคีติการกะในการทําฉัฏฐสังคายนาทีก่ รุงยางกุง ประเทศพมา - ไปสงั เกตการณพระศาสนา ทป่ี ระเทศพมา ประเทศอนิ เดยี ประเทศศรีลงั กาและประเทศสิงคโปร เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๒ ทานไดสรางผลงานอื่นๆ อีกมากมายตลอดชีวิตสมณเพศ ของทาน จนยากทจ่ี ะนํามากลาวไดหมดในทน่ี ่ี ทานไดถึงแกมรณภาพ เมือ่ วันท่ี ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๓ รวมอายไุ ด ๖๑ ป บรรพชาเปนสามเณร ได ๒ พรรษา อุปสมบทเปนพระได ๔๑ พรรษา

วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๔๙๕ ๔บทท่ี ศิลปะทองถิน่ ศิลปกรรมสาขาตางๆ สถาปตยกรรมอาํ เภอพยหุ ะคีรี ๑. ประติมากรรม ๑.๑ ประติมากรรมสมัยอารยธรรมอินเดียยุคกลาง (ประมาณปลายพุทธศตวรรษท่ี ๘ ถึงกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๐) เปน ตะเกียงดินเผาโบราณทรงโรมนั พบทเ่ี มืองบน ตาํ บลทานํ้าออย ๑.๒ ประติมากรรมสมัยอารยธรรมมอญยุคปลาย (ประมาณปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ถึงกลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔) เปน รูปปน อันเปนตนแบบลายไทย ซ่งึ นิยมมากในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ เปน

๓๕๐๔ วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวัดนครสวรรค ภาพหนาบุคคลสวมกณุ ฑลโผลมาจากซุมทป่ี ระดบั ดวยลายผักกูด พบ ทีบ่ านโคกไมเดน ตาํ บลทานํ้าออย ๑.๓ ประติมากรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตนถึง สมัยปจจุบัน ไดรับอิทธิพลจากศิลปจีนเปนลายปูนปนหนาบันและ ซุมประตูวิหารวัดบานบนและลายปูนปนบนหลังคาศาลาการเปรียญ วดั พระปรางคเหลือง ตาํ บลทาน้ําออย

วิถชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จังหวัดนครสวรรค ๕๓๑๕ ๒. สถาปตยกรรม ๒.๑ อุโบสถเกาวัดพระปรางคเหลือง ตําบลทาน้ําออย กออิฐถือปูน หลังคาเคร่ืองไม มุงกระเบื้องดินเผา กวาง ๖.๙๐ เมตร ยาว ๑๐.๕๐ เมตร มีประตู ๒ แหง พื้นปกู ระเบื้องดินเผา ขนาด ๒๙ x ๒๙ ซม. หนา ๒ ซม. หนา บนั พืน้ ปนู ปน ประดบั ดวยเครอ่ื งเบญจรงคแ ละ เครื่องถวยจีน ๒.๒ ศาลาการเปรยี ญวดั พระปรางคเ หลอื งตาํ บลทา นา้ํ ออ ย เปนแบบศิลปะไทยผสมจีน ลักษณะเปนอาคารหลังคาเคร่ืองไม มงุ กระเบอ้ื ง ๒ ชนั้ สว นบนสนั หลงั คาตกแตง ดว ยลวดลายศลิ ปะจนี เปน รปู บคุ คลและสตั วต อ เนอ่ื งกนั ไป หนา บนั เปน รปู รามเกยี รตต์ิ อนพระราม รบกับทศกณั ฑ เปน เครอ่ื งไมแกะสลัก

๓๕๒๔ วิถีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จังหวัดนครสวรรค วัดพระปรางคเ หลือง นอกจากนี้ จดหมายเหตเุ สดจ็ ประพาสตน กลา วถงึ พระบาท สมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั ทรงเสดจ็ วดั พระปรางคเ หลอื ง ๓ ครง้ั ดงั นี้ ครั้งท่ี ๑ รัตนโกสินทรศก ๑๒๐ (วันท่ี ๒ พฤศจิกายน ๒๔๔๔) เรือประเทียบทัศนาจรทรงทอดพระเนตรอุโบสถและกุฏิท่ชี าง จีนสราง ทอดพระเนตรการเหยียบฉาซ่ึงเปนวิธีการรักษาโรคโดยหมอ พระจากนครราชสีมา

วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อําเภอพยุหะครี ี จังหวดั นครสวรรค ๕๓๓๕ ภาพทา น้าํ วัดพระปรางคเหลืองสมัยกอนและปจ จุบัน ครงั้ ท่ี ๒ รตั นโกสนิ ทรศ ก ๑๒๕ (วนั ที่ ๑๑ สงิ หาคม ๒๔๔๙) เสดจ็ ถึงวดั พระปรางคเหลือง พระครพู ยหุ านศุ าสก (เงนิ ) เจาคณะเมือง พยุหะคีรีลงมารอรับเสด็จฯ ท่ีแพ ข้ึนบกทํากับขาวแลวทอดพระเนตร การเหยียบฉา กุฏิและอโุ บสถใหม

๕๓๔ วถิ ีชวี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวัดนครสวรรค เกงเรือท่รี ชั กาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแกห ลวงพอเงิน ปจ จบุ นั เก็บรักษาอยทู ว่ี ัดพระปรางคเ หลือง คร้ังท่ี ๓ รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) เสดจ็ โดย ทางรถไฟจากสถานีบางปะอินถึงเมืองนครสวรรค แลวลงเรือพระท่นี ั่ง เปน เรอื ชะลา ขดุ จากซงุ ลอ งนาํ้ จากนครสวรรคล งมาวดั พระปรางคเ หลอื ง โบราณสถานบริเวณวัดพระปรางคเหลือง จึงอาจกําหนด อายุไปถึงสมัยทวารวดีตอเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั ทรงเสดจ็ ประพาสถงึ ๓ ครง้ั นอกจากนี้ ยงั มีกุฏิทรงไทย ทรงปนหยา และศิลปจีนปะปนอยู แสดงถึง การต้ังถิ่นฐานของชุมชนชาวจีนในบริเวณนครสวรรคอยางนอยก็ยอน ไปถึง พ.ศ. ๒๔๔๔

วิถีชีวิต วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๕๓๕ ศาลาทรงปนหยาทว่ี ัดพระปรางคเหลือง ๒.๓ โบราณสถานบานเขาบอพลบั ตาํ บลมวงหกั อาํ เภอ พยุหะคีรี ตั้งอยูบนเขาบอพลับ ลักษณะเปนเจดียกออิฐขนาดเสนผาน ศนู ยก ลาง ๑๐ เมตร สว นบนพงั ทลายจากการลกั ลอบขดุ ดา นทศิ ตะวนั ออกของเจดีย ราว ๑๐ เมตร พบโบราณวตั ถปุ ระเภทกระปกุ และตลบั เคลือบสีเขียวจํานวนมากในบริเวณบอนํ้า ภายในกระปุกมีเศษกระดูก มนษุ ยเ ผาไฟบรรจไุ ว นา จะเปน อฐั ขิ องพระทเ่ี คยปฏบิ ตั ภิ าวนากรรมฐาน อยใู นบรเิ วณนซ้ี ง่ึ จากรปู แบบกระปกุ นน้ั ผลติ จากแหลง เตาเผาบา นกรวด จงั หวดั บุรีรัมย กาํ หนดอายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖ – ๑๘

๓๕๔๖ วิถชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยุหะครี ี จังหวดั นครสวรรค นอกจากนี้ ยังพบกระปุกเคลือบสีเขียวและสีนํ้าตาลจาก แหลงเตาบานเกาะนอย อาํ เภอศรีสชั นาลยั จงั หวดั สุโขทยั กาํ หนดอายุ ราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ – ๒๐ในบริเวณรอบๆ เขาบอพลับไดพบหลัก ฐานการอยูอาศัยของมนุษยในระหวาง ๔,๕๐๐ – ๒,๐๐๐ ปมาแลว ๓. การละเลนพ้นื บานและนาฏศิลป ๓.๑ การละเลนของผูใหญ อําเภอพยุหะคีรี มีการละเลนอยูหลายชนิด ไดแก ๑) การเลน หวั หนองการเลน หวั หนองในเทศกาล ตรุษสงกรานตของตําบลเขาทองน้ัน ที่สนุกแปลกกวาที่อื่นใดคือ การเลนจบั ขอมือสาว แลวเดินไปรอบๆ หนอง อาจจะจบั ขอมือแลวเดิน ไปเปนคูๆ หรือจับแลวเรียงหนากระดาน ๘ – ๑๐ คน กไ็ ดในบางโอกาส

วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะครี ี จังหวัดนครสวรรค ๓๕๗๕ เดินโชวรอบหนองแลว ก็จะสง สาวเจา ในหมบู า นเดมิ แลว ชาย ก็จะจับเปล่ียนหมุนเวียนหาคู ตอๆ ไป (เด๋ียวน้ีจะเลนจับ ขอมือเพียงวันเดียว คือ วันท่ี ๑๕ เมษายน ของทุกป) ๒) การเลนเขา ผีนางสมุ นางควาย นางสาก ฯ เปน การเลน เขา ผใี นเทศกาลตรษุ สงกรานตอ ยา ง หนึ่ง สวนมากจะเปน ผีผูหญิง ชอบเขาผี ถือสุมปลา ถือหัวควาย ว่งิ ไล ตี ไลขวิดคน โดยมีพเ่ี ลี้ยงคอยดึงร้ังไวขางหลังผูเขาผี สวนผีนางสากมกั จะชอบราํ ชอบรองเพลงใหชมเลนสวยงาม

๕๓๘๔ วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะครี ี จังหวัดนครสวรรค ๓) การเลน พิษฐานและขาเจาโลม สองคาํ นเี้ ปน ภาษากรอ นอกี เชน กนั เปน ภาษาถน่ิ ทกี่ รอ นมาจากคาํ “อธษิ ฐาน” กบั คาํ วา “ชา งเขา มาโลม” เพราะในเนอ้ื เพลง ขาเจาโลมน้ันจะพูดถึงขางเขามาโลมกับใบไม เปนตน มีลักษณะวา ชางทําอะไรจะนาดูสวยงาม ชางเขามาโลม จึงกรอนเปน ชาเจาโลม การเลน ชา เจา โลม จะคลา ยคลงึ การเลน เพลงฉอ ยมาก เปน การรอ งเลน แกเ กยี้ วกนั ระหวา งชายหญงิ ทาํ นองในเรอ่ื งความรกั เสนห า มกั จะเลน กนั ในหมูผูสงู อายุ ในชวงเย็น คือ หนุมสาวจะไปเลนหัว หนอง คนสงู อายกุ จ็ ะแยก ออกมาเลน ชาเจาโลม สวนการเลนพิษฐานนั้น จะมานง่ั รวมกนั รอ งอธษิ ฐาน หนาพระในมณฑป เพ่ือขอพรใหสมกบั ความปรารถนาท้ังปวง การรอง เลน พษิ ฐานจะรอ งในตอนเชา กเ็ ปน ลกั ษณะแกเ กย้ี วพาราสรี ะหวา งชาย หญิง อีกประการหนึ่ง ๔) การเลนรําวงเขาทอง (การรําช้ีบทหรือ การราํ ประกอบบท) เปนการเลนรําวง โดยมีโทนหรือรํามะนา ฉิ่ง ฉาบ กรับ เปน ตน เปนเครอ่ื งดนตรีประกอบเพลงราํ ทาทางรําน้ันเปน

วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๕๕๙ ลีลาที่ไมเหมือนรําวงมาตรฐานหรือรําวงทั่วๆ ไป การเลนลีลาจะเปน อยางชาๆ ผูราํ มกั จะรองเพลงไปดวย และจาํ ตองราํ ตามเนื้อเพลงทรี่ อง เชน รักเธอ เม่ือรองวารักเธอนั้น จะตองแสดงทาประกอบวารักเธอ ตามเนื้อรองดวย เมื่อไดรองรําพรอมกัน จาํ นวนวงหน่งึ ๑๐ – ๑๒ คน กเ็ ปน การเลนท่สี วยงามนาชม อีกเร่อื งหนึ่ง ๕) การเลนเตนกาํ ราํ เคียว เตน กาํ ราํ เคยี ว ตน ตาํ รบั เกดิ จาก ชาวบา นตาํ บล สระทะเล ซ่ึงเปนตนแบบของกรมศิลปากรท่ีใชรองรํา เปนการละเลน พน้ื บา นอยา งหนง่ึ แมแ ตใ นแผนการสอนของเดก็ กไ็ ดเ รยี นรจู ากตน ฉบบั ของกรมศิลปากรนั่นเอง สําหรับการเลนเตนกํารําเคียวก็นับวาเปน การละเลน พน้ื บา นเขาทองเชน กนั ลกั ษณะการรอ งราํ ทาํ นองคลา ยกนั มาก เพราะอยูในอําเภอพยุหะคีรีเหมือนกัน แตทางเขาทองจะแตกตางจาก ของสระทะเลอยูบาง คือสนกุ กันคนละแบบ

๓๖๐๔ วถิ ชี ีวิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค ๖) การเลนกลองยาว การเลน ราํ กลองยาว เปน นาฏศลิ ปพ นื้ บา นหรอื การละเลนพื้นบานอยางหน่งึ การเลนรํากลองยาวนัน้ มีตนกําเนิดจาก ตาํ บลสระทะเลเชนเดียวกนั แตขณะนี้กไ็ ดแพรนิยมกันทั่วไป ๓.๒ การละเลน ของเดก็ การละเลนของเด็กสมัยกอนมีหลายอยาง แบงได เปน ๒ ประเภท คือ ๑) ประเภทออกกาํ ลงั กายหรือเพอื่ แขง ขนั กนั เชน ข่ีมากานกลวย ตีวงลอ เดินกะลากบ กับ เดินขาหยาง เลนหมากเก็บ ฯลฯ ๒) ประเภทการเลนท่ีมีบทรองประกอบการเลน เชน

วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค ๖๓๕๑ แมงมมุ บทรอง “แมงมุมขยุมหลังคา แมวกินปลา หมากัดกระพุง กนั ” วิธีเลน ผูเลนใชมือจับหลังมือตัวเองและคนอื่นก็ชวยกันจับ ขยุมขึ้นลง แลวสะบัดมือเม่อื ถึงคาํ รองสุดทาย เลนเอาเถิด บทรอ ง “ปดตาไมมิด กระพริบเขาตา พอแมทํานา ไดขาว เม็ดเดียว ไดขาวเหนียวเมด็ ครงึ่ ”

๓๖๔๒ วิถีชวี ิต วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค วิธีเลน ผูเลนผูหน่ึงจะตองยืนอยูกับท่ีเรียกวา โยง ผูเลนคน อนื่ ๆ วง่ิ ไปใหไ กลพอสมควร เมอ่ื พรอ มแลว กเ็ รมิ่ ใหส ญั ญาณ “เอาเถดิ ” ผูอยูโยงวง่ิ ไลขบั จบั ใครไดคนน้ันกต็ องอยูโยงแทน เลนอายเขอ า ยโขง บทรอ ง “อายเขอายโขง อยูโพรงไมสกั อายเขฟนหกั กัดคนไมเขา” วิธีเลน แยกผเู ลน เปน สองฝา ย สมมตวิ า อยคู นละฟากคลอง คนยืนกลางเปน อายเข ผูอยูสองฝงพยายามขามฟากไมใหอายเขจับได

วิถชี วี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวดั นครสวรรค ๓๖๓๕ เลน มอญซอ นผา บทรอ ง “มอญซอนผา ตุกตาอยูขางหลงั ไวโนนไวน่ี ฉันจะ ตีกนเธอ”

๓๖๔ วิถีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จังหวัดนครสวรรค วิธีเลน ผเู ลน นงั่ ลอ มวง สมมตคิ นหนง่ึ เปน มอญ ถอื ผา ขมวด เปน เกลียว ซอนไวขางหลงั เดินรอบวง เหน็ ใครเผลอกว็ างผาไวขางหลงั คนนัน้ เดินวนไปอีกหน่งึ รอบถึงคนท่ถี กู วางผากใ็ ชผาไลตีคนนั้นไปรอบ หนึง่ แลวนงั่ ลงใหม แตถาผูถูกวางผารูตวั ก็จะหยิบผาไลตีคนวางไวหนึ่ง รอบ คนวางผานั้นนง่ั ลงแทนท่ี

วถิ ชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๖๕ ๕บทท่ี วัฒนธรรมทอ งถน่ิ วิถีชีวิต ลักษณะการตั้งถ่ินฐานสวนใหญจะตั้งบานเรือนเปนกลุม หนาแนน ในบรเิ วณทพ่ี นื้ ราบและบรเิ วณแหลง นา้ํ และแมน า้ํ เพอ่ื ใชส าํ หรบั อปุ โภคและบรโิ ภค มวี ดั โรงเรยี นเปน ศนู ยก ลาง ประชาชนสว นใหญน บั ถอื ศาสนาพทุ ธ มสี ถาบนั วดั และพระสงฆม บี ทบาทตอ ความเปน อยทู กุ ระยะ ของประชาชน นอกจากนี้วัดยังเปนท่ีชุมนุมของชาวบานในการจัดงาน ตางๆ ประชาชนมีวิถีชีวิตทเ่ี รียบงาย อุปนิสยั เอื้อเฟอเผือ่ แผ โอบออม อารี มีความสัมพันธกันอยางเครือญาติ สวนใหญนับถือศาสนาพุทธ โดยมีวัดเปนศูนยกลางของชุมชนในชุมชน ผูคนมีความสามัคคียึดม่ัน ในวฒั นธรรม ประเพณีทองถิน่ การแตงกาย การแตง กายในสมยั กอ นจะแตง กายตามวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ ชาย จะนงุ กางเกงขากว ยสเี ขม เชน สดี าํ หรอื สนี าํ้ เงนิ สวมเสอื้ มอ ฮอ ม ใสห มวก ใบลาน สว นหญงิ นงุ ผา โจงกระเบนผา ลายหรอื ผา โจงกระเบนสเี ขม สวม

๓๖๖๔ วถิ ชี วี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค เสอ้ื แขนกระบอก สวมงอบสาํ หรบั หลงั เลกิ งานในชวี ติ ประจาํ วนั ชายมกั จะนงุ โสรง สวมเสอ้ื คอกลมเนอ้ื บางสขี าวมผี า ขาวมา พาดไหล สว นหญงิ สวมเสอ้ื คอกระเชา สว นในงานเทศกาลหรอื งานบญุ ชายหญงิ จะพถิ พี ถิ นั แตง กายเปน พเิ ศษดว ยผา สสี นั สวยงาม ชายจะนงุ กางเกงขายาวสวมเสอ้ื เช้ิต หญิงนุงผาซ่ิน สวมเส้ือลูกไม ประดับดวยเคร่ืองประดับประเภท สรอยคอ สรอยขอมือทองคาํ คาดเข็มขดั ทองหรือนาค หอยพวงกุญแจ เพ่อื แสดงฐานะทางการเงิน ตอมาไดมีการเปล่ียนแปลง ดานการแตงกายในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชาวบานจะนุงผาซ่ิน แทนโจงกระเบน ใสเสื้อแขนสั้น แต ปจ จบุ นั นช้ี ายหญงิ แตง กายแบบสากล นิยม แตมีการหันมาใชผาฝายและผา พื้นเมืองทอกันมากขึ้น

วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค ๖๓๗๕ อาชีพ ชาวบานพยุหะคีรีอาชีพหลกั ทําไร ทํานา ทาํ สวน อาชีพเสริม รับจาง แกะสลกั คาขาย ทาํ ธุรกิจ รับราชการ รฐั วิสาหกิจ เลี้ยงสตั ว และรบั จาง เปน ตน มรดกภมู ิปญ ญาทองถน่ิ กระดูกสตั ว เขาสัตว งานชางฝมือดั้งเดิมโดยนํากระดูกเขาสัตว มาแกะสลักเปนรูป ตางๆเชน แบบพระ ปลัดขิก ๕ จําพวกสัตวตางๆ เชน สิงโต มังกร ชาง อื่นๆ หรือ แบบตามทล่ี ูกคาสั่ง

๖๓๘๔ วถิ ชี วี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค กะลาลกู ปดกะลา งานชา งฝม อื ดงั้ เดมิ กะลาลกู ปด คอื ลกู ปด ไดจ ากการเจาะกะลา ใหเปน รปู ทรงตาง ๆ มีทั้งแบบขดั มนั และไมขัดมนั งานแกะสลักไมมงคล

วิถีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จงั หวัดนครสวรรค ๓๖๙๕ งานชางฝมือด้ังเดิม งานแกะสลกั ไมมงคล สตั ว มาแกะสลกั เปนรปู ตางๆ เชน แบบพระ ปลัดขิก ๕ จาํ พวกสัตวตางๆ เชน สิงโต มงั กร ชางอ่นื ๆหรือ แบบตามท่ลี กู คาสั่ง เคร่อื งประดับสรอ ยกระดูกสตั ว งานชางฝมือด้ังเดิม โดยนํา กระดกู สตั ว มาแกะสลกั

๗๓๐๔ วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จงั หวัดนครสวรรค จกั สานเชือกมดั ฟาง งานชางฝมือด้ังเดิม เปนจกั รสานเชือกมดั ฟางหลากสีสนั

วิถชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะครี ี จงั หวัดนครสวรรค ๓๗๑๕ ขาวหลามขาวหลาม เปนขนมชนิดหน่ึง ใชไผขาวหลาม เปนกระบอกใสขาวหลาม ขาวหลามแบบชาวบาน ใชขาวสารเหนียวกับน้ําเปลา และเกลือเทาน้นั สาํ หรบั ขา วหลามทท่ี าํ ขายกนั โดยทว่ั ไป จะใสน าํ้ กะทิ และเตมิ ถว่ั ดาํ หรอื งาขี้มอน การทําขาวหลามตามประเพณีนิยมฯลฯ

๗๓๒๔ วิถชี วี ติ วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จังหวัดนครสวรรค รุกขมรดก ๑. สะตือ สถานท่ี ลานหมูบาน “บานคลองโพธ์”ิ ตาํ บลนํ้าทรง อาํ เภอ พยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค อายุ ประมาณ ๒๐๐ ป ขนาด เสน รอบวง ๕๐๐ ซม. (โดยประมาณ) ความสงู ๒๐ เมตร (โดยประมาณ) ประวัติของตน ไมโ ดยสังเขป ตนสะตือ เปนตนไม ทพ่ี อปูไดสิงสถิตอยู ชาวบานจึงไดต้ังศาล ซง่ึ ชาวบา นในพนื้ ทแี่ ละตา งพนื้ ที่ ไดม ากราบไหวบ ชู า ขอพร มกี ารบนบาน ศาลกลา วใหส าํ เรจ็ ดงั ใจหวงั และเปน สถานทท่ี าํ พธิ ตี า ง ๆ ประจาํ หมบู า น เจา ของ (หนว ยงาน/บุคคล) หมูบาน “บานคลองโพธ”์ิ ผูใหขอ มลู นกั วิชาการวฒั นธรรมผูประสานงานอาํ เภอพยุหะคีรี

วิถีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จังหวดั นครสวรรค ๓๗๕๓ ๒. กราง สถานท่ี หมบู า นเขาสระนางสรง นคิ มเขาบอ แกว อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค อายุ ประมาณ ๑๐๐ ป ขนาด เสน รอบวง ๓๕๐ ซม. (โดยประมาณ) ความสงู ๑๕ เมตร (โดยประมาณ) ประวัติของตน ไมโ ดยสงั เขป ชาวบา นในละแวกบา นเขาสระนางสรงเลา วา ตงั้ แตเ กดิ มากพ็ บ ตนกรางนี้ มีความเช่อื ศรทั ธา จึงตั้งศาลขึ้นเพอ่ื กราบไหวบชู า บางคน กบ็ นบาน ขอพรตอศาล และยงั เคยมีการขดุ พบลกู ปด ในพื้นทช่ี าวบาน บริเวณใกลเคียงอีกดวย เจาของ (หนวยงาน/บุคคล) ชาวบานบริเวณใกลเคียงชวยกนั ดแู ล ผใู หข อ มูล ชาวบานเขาสระนางสรง

๓๗๔ วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จังหวัดนครสวรรค ๓. ตะเคียนทอง สถานที่ วดั คลองบางเดอ่ื ตาํ บลนาํ้ ทรง อาํ เภอพยหุ ะครี ี จงั หวดั นครสวรรค อายุ ประมาณ ๑๔๐ ป ขนาด เสนรอบวง ๕๐๐ ซม. (โดยประมาณ) ความสูง ๒๐ เมตร (โดยประมาณ) ประวัติของตนไมโดยสงั เขป ตนตะเคียน เปนตนไม ทีม่ ีเจาแมตะเคียน ไดสิงสถิตอยู ซ่ึงอยู ในวัดคลองบางเด่อื จะมีชาวบานที่มีความเช่อื ก็จะเขามากราบไหวบชู า ขอพร มีการบนบานศาลกลาวใหสําเร็จดังใจหวงั เจาของ (หนว ยงาน/บคุ คล) วัดคลองบางเดอ่ื ผูใหข อมลู นักวิชาการวฒั นธรรมผูประสานงานอําเภอพยหุ ะคีรี

วิถชี ีวติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๗๓๕ ๖บทท่ี แหลง ทอ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม สถานที่แหลงทอ งเท่ยี วเชิงวฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะคีรี ประกาศตั้งเปน อาํ เภอเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๗ ตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร เปนทางเดินของกองทัพโบราณ ไมวา จะเปนเมืองสุโขทัย หรือกรงุ ศรีอยธุ ยา จะตองยกทัพผานทางนี้ เพราะ เปนศูนยกลางระหวางเมืองไชยนาทบรุ ี (จังหวดั ชยั นาท) และเมืองพระ บาง (จงั หวดั นครสวรรค) อีกทั้งแตเดิมเปนเมืองโบราณ ทําหนาท่เี ก็บ เงินสวยอากร มีท่ที าํ การอยูขางวัดพระปรางคเหลือง ตาํ บลทานํ้าออย ตอ มาไดย า ยทท่ี าํ การไปอยบู า นสระเศรษฐี ตาํ บลนาํ้ ทรง และครง้ั สดุ ทา ย ยายมาอยู ณ ทต่ี ้ังในปจ จบุ ันคือ อาํ เภอพยุหะคีรี

๓๗๖๔ วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จังหวดั นครสวรรค ๑. เมืองโบราณโคกไมเ ดน เมืองโบราณโคกไมเดน หรืออีกช่อื หนึ่งคือ เมืองบนโคกไมเดน (คนสมัยกอนเรียกกันวา “เมืองบน”) สันนิษฐานวาสรางข้ึนในสมัย ทวารวดี ระหวางพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖ (พ.ศ. ๑๐๐๐-๑๕๐๐) ซ่ึง ผงั เมอื งมลี กั ษณะเปน รปู รคี ลา ยหอยสงั ข ขนาดยาวประมาณ ๒๕๐ เมตร กวาง ๖๐๐ เมตร มีคูน้าํ –คันดิน (คูเมือง-กําแพงเมือง) ลอมรอบ ๓ ชั้น สวนนอกเมืองทางดานทิศตะวนั ออก ยังพบกลุมโบราณสถาน ซึง่ สวน ใหญเปน ฐานของพระสถูปเจดีย รวมถึงโบราณวตั ถตุ าง ๆ อยาง รปู ปน ชางพญาฉทั ทนั ต ทมี่ ีอายกุ วา ๑.๐๐๐ ป สะทอนใหเหน็ ถึงความรงุ เรือง ของพุทธศาสนาท่เี มืองแหงนี้

วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อําเภอพยหุ ะครี ี จงั หวัดนครสวรรค ๗๓๗๕ ๒. ตลาดริมนํา้ พยุหะ (ตลาดหัวแดน ) ตลาดริมน้ําพยุหะ หรือที่เรียกกันทั่วไปวา ตลาดหัวแดน เปด ทุกวันเสารชวงเชา ต้ังแตเวลา ๐๘.๐๐ -๑๒.๐๐ น. ภายในตลาด มีอาหารคาวหวานแสนอรอย ไมวาจะเปน ขนมผักกาดโบราณ หมอแกงเผือก ขนมตมญวน ขาวคะยาคู หมูกระเบ้ือง ขนมโบ ขนมชอมวง ตลอดจนของฝาก ของเกา ของสะสม และสินคาอื่นๆ อีก หลากหลาย พรอ มเยย่ี มชมศลิ ปะทอ งถน่ิ ของชาวหวั แดน ซงึ่ มกี ารสบื ทอด วฒั นธรรมยาวนานมากวา ๑๐๐ ป

๓๗๘๔ วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อําเภอพยุหะครี ี จงั หวัดนครสวรรค ๓.วัดเขาแกว สนั นษิ ฐานวา วดั เขาแกว นน้ั สรา งมาตง้ั แตส มยั สโุ ขทยั ประมาณ ป พ.ศ. ๑๙๐๐ ไดช่ือวัดเขาแกวเพราะ บริเวณที่ต้ังของวัดแหงนี้ ดาน หลังติดเขา ซึ่งสภาพหินจะมีลักษณะเหล่ียมใส คลายแกว จึงเรียกวา เขาแกว และเรียกวัดแหงนี้วา วดั เขาแกว

วถิ ีชีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวดั นครสวรรค ๓๗๕๙ ภายในวดั มรี ปู หลอ หลวงพอ เทศ หลวงพอ กนั และหลวงพอ เดมิ ซึ่งเปนท่ีนับถือบูชาของผูคนในชุมชน และยังเปนท่ีประดิษฐาน พระพุทธบาทจําลอง ตั้งอยูในมณฑปบนเขาแกว ซึ่งจะมีการจัดงาน เทศกาลปดทองพระพุทธบาทจาํ ลอง ชวงเดือนกมุ ภาพนั ธของทุกป ๔. วัดพระปรางคเหลือง เปนวัดเกาแก ท่ีตั้งอยูใกลกับโบราณสถานเมืองบน ริมแมนํ้า เจาพระยา และมีความสาํ คัญทางประวัติศาสตร คือ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว รชั กาลท่ี ๕ เคยเสดจ็ ฯ มาท่วี ดั นี้ถึง ๓ ครง้ั ในการเสด็จประพาสตนทางภาคเหนือ ภายในวัดพระปรางคเหลือง พบศาสนสถานและโบราณวตั ถหุ ลายอยา ง ไดแ ก องคพ ระปรางคเ หลอื ง เดิม ซ่ึงปจจุบันพระปรางคองคนี้มีลักษณะเปนพูนอิฐ และดินสูง เหมือนเนินเขาเต้ีย จึงไดมีการสรางองคพระปรางคเหลืององคใหม

๓๘๔๐ วิถชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จังหวดั นครสวรรค โดยทาสีขาวท้ังองค สงู ประมาณ ๒๙ เมตร ตรงกลางขององคปรางค เปนท่ีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ วิหาร หลวงพอโตประดับเครอ่ื งสังคโลก เกงเรือพระราชทานกฏุ ิเกาหลวงพอ เงิน มีรูปหลอหลวงพอเงิน รวมท้ังภาพถายสาํ คัญในอดีต

วถิ ชี วี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยหุ ะครี ี จังหวดั นครสวรรค ๓๘๕๑ บรรณานกุ รม คณะกรรมการฝายเอกสารและจดหมายเหตึในคณะกรรมการ อาํ นวยการจดั งาน เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั เน่ืองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒. วัฒนธรรม พัฒนาการทาง ประวตั ิศาสตร เอกลักษณ และภมู ิปญญาจังหวัดนครสวรรค. กรงุ เทพ : ครุ สุ ภา. ไชยวัฒน วรเชษฐวราวตั ร. พยุหคีรี “ทองถ่นิ ของเรา” มปท. ๒๕๔๒ คณะสาธารณสขุ ศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. (๒๕๕๐). จงั หวดั นครสวรรค. แหลงทมี่ า : http://www.ph.mahidol.ac.th/๒๕๕๑/html/body- nakornsawan.html. (ออนไลน) สืบคนเมอ่ื : ๖ ก.พ. ๒๕๖๓ เจ. วลิ เลยี่ ม สกนิ เนอร (เขยี น) ชาญวทิ ย เกษตรศริ ิ (บรรณาธกิ ารแปล). (๒๕๒๙). สงั คมจนี ในประเทศไทย : ประวตั ศิ าสตรเ ชงิ วเิ คราะห. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช. ธนพงศ มรรคผล พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั : เสด็จประพาสและเสด็จประพาสตนจังหวัดนครสวรรค. กรงุ เทพฯ : หางหุนสวนจํากัดเกษมศรี ซ.ี พ.ี , ๒๕๔๕ บานเขาทองสืบสานประเพณีจับมือสาววันสงกรานต. (๒๕๕๙). แหลง ทม่ี า http://www.workpointty.com/news/๔๕๓๑. (ออนไลน) สืบคน : ๑๑ ก.พ. ๒๕๖๓

๓๘๒๔ วถิ ีชวี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอพยหุ ะคีรี จงั หวัดนครสวรรค พ.ท.วิบลู ย อินทรชูพงษและคระ ระลึกถึง หลวงพอเจาคุณพระธรรม คณุ าภรณ. นครสวรรค : สยามศิลปการพิมพ, ๒๕๔๖ ไมไปไมรู! ๙ สถานทท่ี องเที่ยวเมืองสแ่ี คว จ.นครสวรรค. (๒๐๑๘). แหลงท่มี า http://tavel.mthai.com/๑๕๕๓๔๕.htm. (ออนไลน). สืบคนเมอ่ื : ๕ ก.พ. ๒๕๖๓. วิทยาลัยครูนครสวรรค. จงั หวดั นครสวรรค. นครสวรรค : วิสุทธิก์ ารพิมพ ๒๕๓๔ วัดเขาแกว อนุสรณงานฌาปนกิจศพ หลวงพอนก วรธมโม. กรงุ เทพฯ : หจก.การพิมพพระนคร , ๒๕๓๐ ศนู ยศิลปวฒั นธรรม สถาบันราชภฎั นครสวรรค การวิเคราะหเพลง ประกอบการละเลนเพลงพื้นบานจากตําบลเขาทอง อาํ เภอพยหุ ะคีรี จังหวัดนครสวรรค. นครสวรรค : โรงพิมพสดุ ชางศิลป, ๒๕๓๙. สถานท่ที องเท่ยี วนครสวรรค-ท่เี ที่ยวจังหวดั นครสวรรค. (มรบ). แหลง ทม่ี า http://www.bkkfly.com/trvel/thailand/nakhonsawan. html. (ออนไลน). สืบคนเมอ่ื : ๑๐ ก.พ. ๒๕๖๓. สมทรง บุรษุ พัฒน. (๒๕๒๔). การเลนคอนของลาวโซงทบ่ี างกุง. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพ่อื พัฒนาชนบท. นครปฐม : มหาวิทยาลัยมหิดล.

วถิ ชี วี ติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวดั นครสวรรค ๓๘๓๕ สาํ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษานครสวรรค เขต ๑. (๒๕๖๑). กรอบหลกั สตู ร ระดบั ทองถ่ิน สาํ นกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษานครสวรรค เขต ๑ (ฉบับปรับปรุง ป พ.ศ. ๒๕๖๑).นครสวรรค : สาํ นกั งาน เขตพื้นทก่ี ารศึกษานครสวรรค เขต ๑. สาํ นกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั นครสวรรค. วิถีชีวิตวฒั นธรรมจงั หวดั นครสวรรค. นครสวรรค : องคก ารบรหิ ารสว นจงั หวดั นครสวรรค สาํ นกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฎั นครสวรรค. (๒๕๕๘). “๑๐๐ ป วถิ ปี ากนาํ้ โพ”: ความหลากหลายทางวฒั นธรรมและ ชาตพิ นั ธใุ นนครสวรรค. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ซดี ี เอก็ ซเ พริ ท จาํ กดั . สาํ นกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค. (๒๕๖๑). ขอมลู มรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมและศกั ยภาพทองถ่นิ จงั หวัดนครสวรรค. นครสวรรค : ริมปงการพิมพ สาํ นักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค. (๒๕๖๑). ประเพณแี หเ จา พอ เจา แมป ากนา้ํ โพ. นครสวรรค : รมิ ปง การพมิ พ สุจิตต วงษเทศ. (๒๕๕๑). หนงั สือแผนท่ีประวัติศาสตรและแผนท่ี วฒั นธรรมของ (สยาม) ประเทศไทย. กรุงเทพฯ สภุ รณ โอเจรญิ . (๒๕๒๘). นครสวรรค : รฐั กง่ึ กลาง รายงานการสมั มนา ประวัติศาสตรและวฒั นธรรมทองถน่ิ จังหวัดนครสวรรค. นครสวรรค : วิทยาลยั ครนู ครสวรรค

๘๓๔ วถิ ีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอพยุหะคีรี จงั หวดั นครสวรรค แหลง ทอ งเทยี่ ว – การทอ งเทย่ี วนครสวรรค ขอ มลู ทอ งเทยี่ วนครสวรรค พิจิตร. แหลงท่มี า : http://www.tourismnakhonsawan.org/th/ province-1/%EO%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%A5 %EO%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%EO%B9%88% E0%B8%AD%E0%B8%87%EO%B9%80%E0%B8%79% E0%B8%B5%E9%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2% E0%B8%A7/. (ออนไลน). สืบคน : ๙ ก.พ. ๒๕๖๒ อรศิริ ปาณินท. (๒๕๕๐). ปองจบั สาว : การอยูรวมกันอยางงดงาม และกลมกลืนของเรือนและวิถีชีวิตของชาวไทยพวน. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร อาํ พร อนิ พรหม และคณะ. การสาํ รวจงานชา งฝม อื ในจงั หวดั นครสวรรค. นครสวรรค : แสงศิลปการพิมพ, ๒๕๒๕ หนวยอนุรักษสง่ิ แวดลอมศิลปกรรมทองถิ่น จงั หวดั นครสวรรค. งานแกะสลกั งาชางอาํ เภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค : อินทนนทการพิมพ, ๒๕๔๑ ๑๓ ทเี่ ทย่ี วนครสวรรค ไปเท่ยี วเมื่อไรตองขอแวะมาเชค็ อิน. (มรบ.). แหลงท่มี า https://travel.kapook.com/view140348.html. (ออนไลน). สืบคน : ๖ ก.พ.๒๕๖๓

วถิ ชี ีวิต วัฒนธรรม อําเภอพยุหะครี ี จงั หวัดนครสวรรค ๘๓๕ ภาคผนวก

๘๓๖๔ วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรม อําเภอพยุหะครี ี จังหวดั นครสวรรค

วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอพยุหะคีรี จงั หวัดนครสวรรค ๓๘๗๕


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook