4 20104-2008 มอเตอร์ไฟฟ้า กระแสสลับ ครูนฤมล เหรียญทองวัฒนา
จุดประสงค์เชิงพฤติกกรรมหน่วยที่ 4 นักเรียนสามารถ 1. สามารถบอกชื่อส่วนประกอบ และอธิบายส่วนประกอบแต่ละอย่างของมอเต อร์สปลิทเฟสได้ 2. สามารถอธิบายหลักการทำงานของมอเตอร์สปลิทเฟสได้ 3. สามารถอธิบายวิธีต่อขดลวดมอเตอร์ปลิทเฟสได้ 4. สามารถอธิวิธีต่อมอเตอร์สปลิทเฟสใช้งานได้ 5. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์สปลิทเฟสหมุนตามเข็มนาฬิกา และหมุนทวนเข็ม นาฬิกาได้ 6. สามารถบอกชื่อส่วนประกอบ และอธิบายส่วนประกอบแต่ละอย่างของมอเตอร์ คาปาซิเตอร์ได้ 7. สามารถอธิบายหลักการทำของมอเตอร์คาปาซิเตอร์ได้ 8. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์คาปาซิเตอร์แต่ละแบบใช้งานได้ 9. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์คาปาซอเตอร์หมุนตาม และทวนเข็มนาฬิกาได้
จุดประสงค์เชิงพฤติกกรรมหน่วยที่ 4 นักเรียนสามารถ 10. สามารถบอกชื่อส่วนประกอบ และอธิบายส่วนประกอบแต่ละอย่างของมอเตอร์รีพัล ชันได้ 11. สามารถอธิบายหลักการทำงานของมอเตอร์รีพัลชันแต่ละแบบ 12. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์รีพัลชันแต่ละแบบใช้งาน 13. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์รีพัลชันแต่ละแบบใช้งาน 14. สามารถบอกชื่อส่วนประกอบ และอธิบายส่วนประกอบแต่ละย่างของมอเตอร์ยูนิ เวอร์แซลได้ 15. สามารถอธิบายหลักการทำงานของมอเตอร์ยูนิวเวอร์แซลได้ 16. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์ยูนิเวอร์แซลใช้งานได้ 17. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์ยูนิเวอร์แซลหมุนตาม และหมุนทวนเข็มนาฬิกาได้ 18. สามารถบอกชื่อส่วนประกอบ และอธิบายส่วนประกอบแต่ละอย่างของมอเตอร์เช็ด เด็ดโพลได้
จุดประสงค์เชิงพฤติกกรรมหน่วยที่ 4 นักเรียนสามารถ 19. สามารถอธิบายหลักการทำงนของมอเตอร์เช็คเด็ดโพลได้ 20. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์เช็คเด็ดโพลใช้งานได้ 21. สามารถอธิบายวิธีต่อมอเตอร์เช็คเด็ดโพลให้หมุนกลับทิศทางได้ 22. สามารถอธิบายลักษณะของมอเตอร์พัดลมแบบตั้งพื้นพร้อมทั้งวิธีต่อใข้งานได้ 23. สามารถอธิบายลักษณะของมอเตอร์พัดลมแบบตั้งโต๊ะและติดผนัง พร้อมทั้ง วิธีต่อใช้งานได้
อินดั๊กชั่นมอเตอร์หนึ่งเฟสหรือมอเตอร์ไฟสลับหนึ่งเฟสมีหลายอย่างด้วยกัน ส่วน มากจะเป็นขนาดเล็ก (แรงม้าต่ำ) หรือที่เรียกว่ามีขนาดเป็นเศษส่วนของแรงม้า (fractional horse power) มีใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เรือนทั่ว ๆ ไป ตลอดจนเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ถ้ามีขนาดเอ้าพุทตั้งแต่ 20 แรงม้าขึ้นไป จะมีใช้ในงานพิเศษเฉพาะอย่างเท่านั้น อินดั๊กชั่นมอเตอร์หนึ่งเฟสที่ จะกล่าวถึงก็คือ มอเตอร์สปลิทเฟส มอเตอร์คาปาซิเตอร์ มอเตอร์รีพูลชั่น มอเตอร์ยู นิเวอร์แซล มอเตอร์เช็ดเด็ดโพล รายละเอียดของมอเตอร์ไฟสลับแต่ละแบบจะได้ กล่าวต่อไป
มอเตอร์สปลิทเฟส (Split phase motor) มอเตอร์สปลิทเฟสเป็นมอเตอร์จำพวกเอ้าพุทต่ำที่มีขนาดต่ำกว่าหนึ่งแรงม้า หรือที่เรียก ว่าเศษส่วนของแรงม้า มีใช้งานมากมายเช่น เครื่องซักผ้า ปั๊ มน้ำขนาดเล็ก ๆ เป็นต้น 4.1.1 ส่วนประกอบ มีโรเตอร์ สเตเตอร์ ฝาครอบหัวท้าย และสวิทช์อัตโนมัติ เซนตริฟูกัล โรเตอร์ โรเตอร์ของมอเตอร์สปลิทเฟสดังรูปที่ 4.1 ซึ่งประกอบด้วยแกน (core) ที่ทำด้วย แผ่นเหล็กเหนียวบาง ๆ ที่เรียกว่า แผ่นลามิเนท ส่วนประกอบอันที่สองก็คือเพลา (shaft) เป็นส่วนที่ยึดแกนให้ติดแน่น ส่วนประกอบอันที่สามคือ ขดลวดสไควเรลเกจซึ่งทำด้วย แท่งทองแดง หรือแท่งอะลูมิเนียม หรือแท่งโลหะผสมดังได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งแท่งตัวนำ เหล่านี้ก็จะอัดเข้าไปในสล๊อทของโรเตอร์ และแท่งตัวนำเหล่านี้จะเชื่อมติดเข้าด้วยกันด้วย แหวนตัวนำทั้งสองข้างของแกน และยังมีครีบพัดลมสำหรับระบายความร้อนด้วย อย่างไร ก็ตามตัวนำที่ฝังอยู่ในแกนโรเตอร์จะใช้วิธีหล่อ
โรเตอร์ของมอเตอร์ปลิทเฟส
สเตเตอร์ สเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ประกอบด้วยแกนที่ทำด้วย แผ่นเหล็กเหนียวลามิเนท และสล๊อทมีลักษณะเป็นแบบกึ่งปิด (semiclosed slots) โครงทำด้วยเหล็กหล่อหรือเหล็กเหนียว และมีขด ลวดสองชุด ลวดที่ใช้พันขดลวดจะเป็นชนิดที่หุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า ขด ลวดนี้จะพันลงไปในสล๊อทของสเตเตอร์ ขดลวดชุดหนึ่งเรียกว่า ขดลวด เมน (main winding) หรือขดรัน (running winding) และขดลวดช่วย (auxiliary winding) หรือขดสตาร์ท (starting winding) ขดรันจะพัน ด้วยเส้นลวดทองแดงที่โตกว่าขดสตาร์ท ลักษณะสเตเตอร์ดังรูป
ฝาครอบ ฝาครอบหรือฝาปิดหัวท้าย (end plates) ยึดติดกับสเตเตอร์ให้แน่นด้วย สกรูและโบลท์ (screw และ bolt) หน้าที่หลักของฝาครอบก็คือ รองรับโรเตอร์ที่เพลา ด้วยแบริ่งให้ได้ศูนย์กลางไม่ให้โรเตอร์สัมผัสกับสเตเตอร์ ลักษณะของฝาครอบดัง
สวิทช์อัตโนมัติเซนตริฟูกัล สวิทช์ชุดนี้จะติดตั้งอยู่ภายในมอเตอร์มีหน้าที่ตัดขด สตาร์ทออกจากวงจร ภายหลังจากที่โรเตอร์หมุนด้วยความเร็วประมาณ 75% ของ ความเร็วเต็มพิกัด แบบที่ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปประกอบด้วยสองส่วนด้วยกัน คือส่วนอยู่ กับที่และส่วนเคลื่อนที่หรือส่วนหมุน ดังรูป ปกติแล้วสวิทช์ชุดนี้จะติดตั้งอยู่กับ โรเตอร์และฝาครอบหน้าด้านใน (ฝาคอรบหน้าหมายถึงฝาครอบด้านที่ไม่มีเพลายื่น ออกไป) ส่วนอยู่กับที่จะมีหน้าสัมผัส สองอัน เหมือนสวิทช์ SPST หรือสวิทช์หนึ่งขั้ว สับทางเดียว และยึดติดกับฝาครอบหน้าด้านใน สำหรับส่วนเคลื่อนที่จะยึดติดกับ โรเตอร์
การทำงานของสวิทช์เซนตริฟูกัลนี้ กล่าวได้ดังนี้คือขณะที่มอเตอร์ยังไม่ทำงานคือ โรเตอร์อยู่กับที่ หน้าสัมผัสทั้งสองของส่วนอยู่กับที่จะปิดด้วยแรงกดของสปริงจาก ส่วนเคลื่อนที่ ดังรูปที่ ก. แต่พอมอเตอร์ทำงาน และโรเตอร์หมุนด้วยความเร็ว ประมาณ 75% ของเร็วเต็มพิกัด แรงเหวี่ยงสู่ศูนย์กลางของโรเตอร์จะมากกว่าแรง กดของสปริง จึงทำให้หน้าสัมผัสทั้งสองเปิด เป็นเหตุให้ขดสตาร์ทถูกปลดออกจาก วงจรฟ้า ดังรูปที่ ข. แต่ถ้าความเร็วของมอเตอร์
หลักการทำงาน ในขณะที่ป้อนแรงดันไฟสลับให้กับมอเตอร์ ขดลวดทั้งสองของ มอเตอร์คือขดสตาร์ทและขดรันจะต่อขนานกัน ดังรูป ตอนเริ่มทำงานให้พิจารณาที่ รูป ก่อน
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าขดรันพันด้วยลวดเส้นใหญ่ ความต้านทานจะต่ำและขดรันนี้จะ พันอยู่ด้านล่างของสล๊อท ดังนั้นอินดั๊กแตนซ์จะสูง จึงเป็นเหตุให้กระแสไฟที่ไหลผ่าน ขดรันนี้ล้าหลังแรงดันที่ป้อนให้เกือบ 90 องศาไฟฟ้า ส่วนกระแสไฟที่ไหลผ่านขด สตาร์ทเกือบจะมีเฟสเดียวกันกับแรงดันที่ป้อนให้ทั้งนี้ก็เพราะว่า ขดสตาร์ทพันด้วย ลวดเส้นเล็กจึงมีความต้านทานสูง และขดสตาร์ทจะพันอยู่ด้านบนของสล๊อทจึงทำให้ อินดั๊กแตนซ์ต่ำ การที่ขดสตาร์ทมีความต้านทานสูง แต่มีอินดั๊กแตนซ์ต่ำนี้เองจึงทำให้ กระแสเกือบจะมีเฟสเดียวกัน (in phase) กับแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนให้กับมอเตอร์
จากรูป กระแส Im และ Is ซึ่งเป็นกระแสไหลผ่านขดรันและขด สตาร์ทจะมีมุมต่างเฟสกันเกือบ 90 องศาไฟฟ้า และกระแสไฟทั้ง สองส่วนนี้จะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กหมุนในลักษณะเดียวกับ มอเตอร์ไฟฟ้าสลับสองเฟสที่ได้กล่าวมาแล้ว สนามแม่เหล็กหมุนจาก สเตเตอร์นี้จะตัดกับตัวนำในโรเตอร์ ทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นมา กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำนี้จะสร้างสนาม แม่เหล็กขึ้นมาที่โรเตอร์ และทำให้เกิดแรงบิดขึ้นมาที่โรเตอร์ ทำให้ โรเตอร์หมุนได้ ทิศทางการหมุนของโรเตอร์จะหมุนไปในทิศทาง เดียวกันกับสนามแม่เหล็กของสเตเตอร์ ขณะที่มอเตอร์กำลังเร่ง ความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ นี้ สวิทช์อัตโนมัติเซนตริฟูกัลก็ยังต่อวงจรขด สตาร์ทอยู่ จนกระทั่งความเร็วของมอเตอร์สูงขึ้นประมาณ 75% ของความเร็วเต็มพิกัด (rated speed) สวิทช์เซนตริฟูกัลจะตัด วงจรขดสตาร์ทออก ปล่อยให้ขดรันทำงานต่อไปเพียงชุดเดียวดังรูป ในหน้าถัดไป
หลักการทำงานของมอเตอร์หนึ่งเฟสแบบนี้อาศัยหลักการทำงานแบบมอเตอร์ สองเฟส คือในตอนเริ่มเดิน จะต้องให้มีขดลวดสองชุด และทำให้กระแสไฟที่ไหลผ่าน ขดลวดทั้งสองชุดมีมุมต่างเฟสกันมาก ๆ ประมาณเกือบ 90 องศาไฟฟ้า แต่พอ มอเตอร์ทำงานแล้วจึงตัดหรือปลด (split) ขดลวดชุดสตาร์ทออก ปล่อยให้ขดลวด ชุดรันทำงานต่อไปเพียงชุดเดียวหรือเฟสเดียว จึงเรียกมอเตอร์หนึ่งเฟสแบบนี้ว่า มอเตอร์สปลิทเฟส สมมุติว่าสวิทช์เซนตริฟูกัลเกิดบกพร่อง คือหน้าสัมผัสไม่ยอมสัมผัสหรือแตะกัน เมื่อป้อนไฟให้กับมอเตอร์ใหม่ภายหลังจากมอเตอร์หยุดหมุนแล้ว มอเตอร์จะไม่หมุน เพราะมีขดรันชุดเดียวเท่านั้นที่ต่อเข้ากับแรงดันไฟฟ้าหรือเมื่อป้อนไฟให้กับมอเตอร์ แล้วมอเตอร์ไม่หมุนและมีเสียงฮัม (hum) แสดงว่าสวิทช์เซนตริฟูกัลไม่ต่อวงจรขด สตาร์ท ดังนั้นในตอนเริ่มเดินมอเตอร์จะต้องมีขดลวดสองชุดเสมอ
ถ้ามอเตอร์มีขดลวดเพียงชุดเดียว เมื่อป้อนแรงดันไฟฟ้าให้แล้วจะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นที่ สเตเตอร์เหมือนกัน เพียงแต่เกิดสนามแม่เหล็กสลับกันจากขั้วเหนือเป็นขั้วใต้และจากขั้ว ใต้เป็นขั้วเหนือ แต่จะไม่เกิดสนามแม่เหล็กหมุน จะไม่เกิดแรงบิดขึ้นมา และมอเตอร์จะไม่ หมุน ถ้ามอเตอร์เริ่มเดินด้วยโหลดหนักมาก ๆ อาจจะทำให้มอเตอร์ไม่สามารถเร่งความเร็วขึ้น จนถึงขั้นสวิทช์เซนตริฟูกัลตัดขดสตาร์ทออกได้ หรือถ้าป้อนแรงดันให้กับมอเตอร์ต่ำ มอเตอร์ก็อาจจะไม่สามารถเร่งความเร็วขึ้นจนสวิทช์เซนตริฟูกัลตัดขดสตาร์ทออกได้ ปกติแล้วเส้นลวดของขดสตาร์ทจะพันด้วยลวดเส้นเล็กทั้งนี้ก็เพื่อให้ขดลวดชุดนี้ทำงาน ในช่วงเริ่มเดินเท่านั้น คือประมาณ 3-4 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าขดสตาร์ทต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้า นานกว่านี้ เช่นนานถึง 60 วินาที ขดลวดชุดนี้อาจจะเกรียมหรือไหม้ได้ ดังนั้นในสภาพปกติ มอเตอร์จะเร่งความเร็วขึ้นถึง 75% ของความเร็วเต็มพิกัดในเวลาประมาณ 3-4 วินาที
ในความเป็นจริงแล้ว กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขดสตาร์ท และขดรันนั้น จะมีมุมต่างเฟสกันไม่ถึง 90 องศาไฟฟ้า คือกระแสไฟที่ไหลผ่านขดสตาร์ทจะไม่มีเฟสเดียวกับแรง ดันที่ป้อนให้ แต่จะล้าหลังแรงดันเล็กน้อย เพราะในขด สตาร์ทก็มีอินดั๊กแตนซ์เหมือนกัน และกระแสไฟที่ไหล ผ่านขดรันจะมีมุมต่างเฟสกับแรงดันไม่ถึง 90 องศา ไฟฟ้าเพราะมีความต้านทานรวมอยู่ด้วย ดังนั้นมุมต่าง เฟสระหว่างกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขดสตาร์ทและขดรัน จึงมีมุมต่างเฟสกัน ประมาณ 30-50 องศาไฟฟ้า ดังรูป ที่ 4.9 ข้างล่าง การที่มุมต่างเฟสระหว่างกระแสไฟที่ไหล ผ่านขดสตาร์ทและขดรันน้อย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แรง บิดในตอนเริ่มเดินต่ำ
การต่อมอเตอร์สปลิทเฟสใช้งาน ในมอเตอร์หนึ่งเฟสแบบนี้ อาจจะมีหลายชนิดด้วยกันคือ ชนิดสองโพล ชนิดสี่โพล ชนิด หกโพล เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเป็นชนิดสองโพลจะมีขดรันสองชุด และขดสตาร์ทสองชุด ถ้า เป็นชนิดสี่โพลจะมีขดรันสี่ชุด และขดสตาร์ทสี่ชุด ถ้าเป็นชนิดหกโพลจะมีขดรันหกชุด และขดสตาร์ทหกชุด เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ สมมุตว่าขณะนี้พิจารณามอเตอร์สปลิทเฟส ชนิดสี่โพล
จากรูปในหน้าที่แล้ว จะเห็นว่าขดรันจะพันอยู่ด้านล่างของสล๊อท และมีสี่ชุดเพราะเป็นมอเตอร์ ชนิดสี่โพล ส่วนขดสตาร์ทจะอยู่ด้านนอกของสล๊อทและมีสี่ชุดเหมือนกัน ขดลวดแต่ละชุดในขด รันจะมีปลายสายชุดละสองปลาย และขดลวดแต่ละชุดในขดสตาร์ทจะมีปลายสายชุดละสอง ปลายเช่นเดียวกัน ถ้าจัดแผ่ขดลวดมอเตอร์ในรูปขวา ใหม่ ให้มีลักษณะดังในรูปด้านล่าง จะเห็น ได้ว่าขดรันชุดที่ 1 กับขดรันชุดที่ 2 นั้นจะพันลงในสล๊อทให้ห่างกัน 180 องศาไฟฟ้า และพันขด สตาร์ทลงระหว่างขดรันทั้งสองขด ซึ่งหมายความว่าขดสตาร์ทนี้จะพันลงในสล๊อทห่างจากขด รัน 90 องศาไฟฟ้านั่นเอง
เมื่อเอาขดลวดแต่ละชุดมาเขียนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมและต่อให้ถูกต้องดังได้อธิบายไว้ข้างบนแล้ว และถ้าต่อเซนตริฟูกัลร่วมกับขดสตาร์ทแล้วจะได้วงจรดังรูปซ้าย ข้างล่างถ้าจะต่อวงจรให้อยู่ใน ลักษณะสตีมเมติกไดอะแกรมก็จะได้ดังรูปขวา
วิธีการต่อมอเตอร์ให้หมุนกลับทิศทางนั้นกระทำได้ดังนี้คือ โดยการสลับปลายสายของขดลวดเพียง คู่หนึ่งคู่ใดเพียงคู่เดียว เช่น สลับปลายสายของขดสตาร์ท ส่วนปลายสายของขดรันให้คงต่อเหมือน เดิม หรือสลับปลายสายของขดรัน ส่วนปลายสายของขดสตาร์ทให้คงต่อเหมือนเดิม จากรูปซ้าย สมมุติว่าวิธีต่อแบบนี้ทำให้มอเตอร์หมุนในทิศทางทวนการเคลื่อนของเข็มนาฬิกา แต่ถ้าสลับปลาย สายของขดสตาร์ทดังรูปขวา แล้ว จะทำให้มอเตอร์หมุนในอีกทิศทางหนึ่ง คือตามการเคลื่อนที่ของ เข็มนาฬิกา ตามปกติแล้วจะต้องต่อมอเตอร์ให้หมุนทวนเข็มนาฬิกา เมื่อหันด้านที่มีเพลาโผล่ให้ อยู่ตรงข้ามกับผู้ที่ทำการทดสอบ
มอเตอร์คาปาซิเตอร์ (Capacitor motor) มอเตอร์คาปาซิเตอร์จะมีขนาดตั้งแต่ 1/20 ถึง 10 แรงม้า และมีใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องซักผ้า ปั๊ ม เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ส่วนประกอบ มอเตอร์แบบนี้มีส่วนประกอบเหมือนกับมอเตอร์สปลิทเฟสดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ สเตเตอร์ โรเตอร์ ฝาครอบ และสวิทช์เซนตริฟูกัล นอกจากนี้แล้วจะมีคาปาซิเตอร์เพิ่มขึ้นมา อีก โดยทั่ว ๆ ไปแล้วคาปาซิเตอร์จะติดอยู่ด้านบนของตัวมอเตอร์มีฝาครอบมิดชิดลักษณะของ มอเตอร์คาปาซิเตอร์ดังรูปที่ 4.16
คาปาซิเตอร์ คาปาซิเตอร์ที่ใช้ร่วมกับมอเตอร์แบบนี้มีหลายแบบด้วยกันดังนั้นจึงจะกล่าวถึงคาปาซิ เตอร์แต่ละแบบให้เข้าใจเสียก่อนดังนี้ คาปาซิเตอร์ทำด้วยแผ่นโลหะตัวนำ ซึ่งปกติจะใช้แผ่นอลูมิเนียมสองแผ่นวางขนานกัน แล้วเอาฉนวนไฟฟ้าวางคั่นกลางเพื่อไม่ให้แผ่นอะลูมิเนียมทั้งสองต่อถึงกันทางไฟฟ้าฉนวน ไฟฟ้าอาจจะเป็นกระดาษหรือผ้าก๊อส แล้วม้วนแผ่นตัวนำทั้งสองและฉนวนคั่นกลางไป พร้อม ๆ กัน อาจจะม้วนให้มีรูปทรงกระบอกหรือรูปสี่เหลี่ยมก็ได้ แล้วบรรจุลงในกล่อง อะลูมิเนียมหรือกล่องพลาสติก ต่อสายไฟออกจากแผ่นตัวนำทั้งสองเพื่อนำไปต่อร่วมกับ ขดลวดมอเตอร์ต่อไป ซึ่งคาปาซิเตอร์นี้มีคุณสมบัติที่จะเก็บประจุไฟฟ้าได้ และทำให้กระแส ไฟที่ไหลผ่านนำหน้าแรงดันที่ป้อนให้ 90 องศาไฟฟ้า ฉนวนคั่นกลางระหว่างแผ่นตัวนำ เรียกว่า ไดอิเล็กตริก (dielectric) คาปาซิเตอร์ที่ใช้กับมอเตอร์มีสองชนิดด้วยกันคือ
1. คาปาซิเตอร์ชนิดบรรจุน้ำมัน (Oil-filled Capacitor) คาปาซิเตอร์ชนิดนี้ฉนวนคั่น กลางระหว่างแผ่นตัวนำทำด้วยแผ่นกระดาษบาง ๆ ชุบด้วยน้ำมันฉนวนไฟฟ้า แล้วม้วนทั้ง แผ่นตัวนำและแผ่นกระดาษที่ชุบด้วยน้ำมันให้มีรูปทรงกระบกหรือรูปสี่เหลี่ยม แล้วบรรจุ ลงในกล่องอะลูมิเนียมหรือกล่องพลาสติกที่บรรจุด้วยน้ำมัน ดังรูป คาปาซิเตอร์ชนิดนี้ สามารถต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าได้เป็นระยะเวลานาน
2. คาปาซิเตอร์ชนิดอีเล็คทรอไลติก (Electrolytic Capacitor) ฉนวนคั่นกลาง ระหว่างแผ่นอะลูมิเนียมทั้งสองจะทำด้วยผ้าก๊อสที่ชุดด้วยสารละลายเคมีที่เรียกว่าอีเล็ก ทรอไลท์จนอิ่มตัว อีเล็กทรอไลท์จะสร้างไขขึ้นมาคั่นกลางระหว่างแผ่นอะลูมิเนียมทั้งสอง ซึ่งไขที่สร้างขึ้นมานี้จะเป็นฉนวนไฟฟ้าด้วย แล้วจึงม้วนทั้งแผ่นตัวนำและฉนวนไปพร้อม กันให้มีรูปทรงกระบอก หรือรูปสี่เหลี่ยมแล้วบรรจุลงในกล่องอะลูมิเนียมหรือกล่อง พลาสติกหรือกล่องกระดาษชนิดดี ดังรูปคาปาซิเตอร์ชนิดนี้ไม่สามารถต่อร่วมอยู่กับวงจร ไฟฟ้าเป็นเวลานาน ๆ ได้ปกติแล้วจะต่ออยู่ใน วงจรในช่วงเวลา 2-3 วินาทีเท่านั้น
มอเตอร์คาปาซิเตอร์มีสามแบบด้วยกัน คือ 4.2.3 มอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สตาร์ท (Capacitor Start motor) มีส่วนประกอบเหมือนกับมอเตอร์สปลิทเฟสทุกประการ และเพิ่มคาปาซิเตอร์ขึ้นมาอีก หนึ่งอย่าง การที่มีคาปาซิเตอร์เพิ่มเข้ามาในวงจรมอเตอร์ก็เพื่อที่จะเพิ่มแรงบิดในตอน สตาร์ทให้สูงขึ้น คาปาซิเตอร์จะต่อร่วมอยู่กับวงจรขดสตาร์ทโดยต่ออันดับกับขดสตาร์ท ดังนั้น คาปาซิเตอร์ที่ใช้จึงเป็นชนิดอีเล็กทรอไลติก เพราะต้องการให้ต่อยู่ในวงจรเพียง ช่วงเวลาสตาร์ทเท่านั้น วงจรแสดงการต่อคาปาซิเตอร์ ร่วมกับขดสตาร์ทจะเห็นได้ดังรูป ก. จากรูป ก. นี้เป็นการต่อมอเตอร์ให้หมุนในทิศทางหนึ่ง สมมุติว่าทิศทางการหมุนตาม เข็มนาฬิกา แต่ถ้าจะต่อให้หมุนในอีกทิศทางหนึ่งหรือสวนทางกับครั้งแรกก็ต่อกับรูป ข. โดยการสลับปลายสายของขดลวดชุดใดชุดหนึ่งเพียงชุดเดียว จากรูป ข. จะสลับปลายสาย ของขดสตาร์ท
ก. ข.
ได้กล่าวแล้วว่า เมื่อป้อนแรงดันให้กับมอเตอร์สปลิทเฟสแล้วกระแสไฟที่ไหลผ่านขด สตาร์ท จะล้าหลังแรงดันเป็นมุมน้อย ๆ ส่วนกระแสไฟที่ไหลผ่านขดรันจะล้าหลังแรงดันเป็นมุมใหญ่ แต่ ยังไม่ถึง 90 องศาไฟฟ้า และกระแสที่ไหลผ่านขดสตาร์ทและขดรันจะมีมุมต่างเฟสกันประมาณ 30-50 องศาไฟฟ้าเท่านั้น ดังนั้นการที่ต่อคาปาซิเตอร์เข้ากับวงจรขดสตาร์ทจะทำให้กระแสที่ ไหลผ่านขดสตาร์ทนำหน้าแรงดัน และทำให้กระแสขดสตาร์ทและกระแสขดรันมีมุมต่างเฟสมาก ขึ้นเกือบถึง 90 องศาไฟฟ้า จึงเป็นเหตุที่ทำให้แรงบิดขณะสตาร์ทสูงขึ้น เวกเตอร์แสดงมุมต่าง เฟสของกระแสขดสตาร์ทและขดรันดังรูป 90 ํ
การที่กระแสไฟที่ไหลผ่านขดสตาร์ทและขดรันมีมุมต่างเฟสกันเกือบ 90 องศา ไฟฟ้านั้นก็จะสร้างสนามแม่เหล็กหมุนขึ้นมาที่สเตเตอร์เหมือนกับมอเตอร์สอง เฟส ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มอเตอร์แบบนี้จะให้แรงบิดเริ่มเดินสูงกว่ามอเตอร์สป ลิทเฟส แต่ทั้งนี้ค่าของคาปาซิเตอร์จะต้องมีค่าที่เหมาะสมด้วย นอกจากทำให้ แรงบิดตอนเริ่มเดินสูงขึ้นแล้ว จะทำให้กระแสในตอนเริ่มเดินลดลง และเพา เวอร์แฟคเตอร์ของมอเตอร์สูงขึ้นด้วย มอเตอร์แบบนี้จะนำไปใช้กับตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เตาเผาน้ำมัน และใช้แทนมอเตอร์สปลิทเฟสได้
มอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สตาร์ท-คาปาซิเตอร์ รัน (Capacitor Start – Capacitor run motor) คาปาซิเตอร์ที่จะใช้จะเป็นชนิดบรรจุน้ำมัน (oil-filled) และต่ออันดับกับ ขดสตาร์ทตลอดเวลาดังรูปที่ 4.22 โดยไม่มีสวิทช์เซนตริฟูกัลเหมือนกับ มอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สตาร์ท ดังนั้นขณะเริ่มเดินตลอด จนมอเตอร์ทำงานเต็มพิกัดจะมีคาปาซิเตอร์ต่อร่วมกับขดสตาร์ทตลอด เวลา จึงทำให้แรงบิดทั้งขณะสตาร์ทและเวลาทำงานดีสม่ำเสมอโดย ตลอด และเพาเวอร์แฟคเตอร์ขณะทำงานที่โหลดเต็มพิกัดจะมีค่าเกือบ 100% มอเตอร์แบบนี้จะมีใช้กับเตาเผาน้ำมันเครื่องจักรสำหรับงานไม้ เครื่องจักรสำหรับงานโลหะ หรือพัดลมบางชนิด ขณะทำงานจะไม่มีเสียง ดังเหมือนมอเตอร์แบบอื่น มอเตอร์จะหมุนเรียบมาก สำหรับการต่อให้หมุนกลับทิศทางนั้นสามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกับมอ เตอร์สปลิทเฟส และมอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สตาร์ท ขด ลวดชุดสตาร์ทและชุดรันจะพันด้วยเส้นลวดที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
มอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สองค่า (Two-value Capacitor motor) คาปาซิเตอร์ที่ใช้กับมอเตอร์แบบนี้มีทั้งชนิดบรรจุน้ำมันหรือ oil-filled capacitor และชนิดอีเล็กทรอไล ติก (electrolytic) โดยที่คาปาซิเตอร์ทั้งสองตัวนี้จะต่อขนานกันก่อนแล้วจึงนำไปต่ออันดับกับขด สตาร์ทของมอเตอร์คาปาซิเตอร์ชนิดอีเล็กทรอไลติกจะต่ออันดับกับสวิทช์เซนตริฟูกัลก่อนที่จะต่อขนาน กับคาปาซิเตอร์ชนิดบรรจุน้ำมัน จะเห็นวิธีต่อดังรูปที่ 4.23 ดังนั้นคาปาซิเตอร์ชนิดบรรจุน้ำมันจะต่อ อันดับอยู่กับวงจรขดสตาร์ทตลอดเวลาที่มอเตอร์ทำงาน ส่วนคาปาซิเตอร์ชนิดอีเล็กทรอไลติกจะต่อ อันดับกับขดสตาร์ทก็เฉพาะในช่วงสตาร์ทเท่านั้น แต่พอความเร็วของมอเตอร์ได้ 75% ของความเร็ว เต็มพิกัดแล้ว สวิทช์เซนตริฟูกัลก็จะปลดคาปาซิเตอร์ชนิดอีเล็กทรอไลติกออก และขนาดของเส้นลวด ทองแดงที่ใช้พันขดสตาร์ทจะมีขนาดใกล้เคียงกับเส้นลวดทองแดงที่ใช้พันขดรันเหมือนมอเตอร์คาปาซิ เตอร์ชนิดคาปาซิเตอร์สตาร์ทคาปาซิเตอร์รัน สำหรับการต่อให้หมุนกลับทิศทางนั้น สามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกับมอเตอร์คาปาซิเตอร์ชนิดอื่น ๆ ดัง ที่ได้กล่าวมาแล้ว แรงบิดสตาร์ทดีมากและแรงบิดขณะทำงานก็ดีด้วย มอเตอร์ชนิดนี้นำไปใช้งานได้เช่น เดียวกับมอเตอร์คาปาซิเตอร์ชนิดอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
มอเตอร์คาปาซิเตอร์แบบคาปาซิเตอร์สองค่า (Two-value Capacitor motor)
มอเตอร์แบบรีพัลชั่น (Repulsion type motor) มอเตอร์แบบรีพัลชั่น แบ่งออกได้เป็น 3 แบบด้วยกัน คือแบบรีพัลชั่น แบบรีพัลชั่น สตาร์ท-อินดั๊กชั่นรัน และแบบรีพัลชั่น-อินดั๊กชั่น จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละแบบ ต่อไป มอเตอร์รีพัลชั่น (Repulsion motor) เป็นมอเตอร์ที่มีแรงบิดในตอนเริ่มเดินสูง เหมือนกับซีรีส์มอเตอร์ (มอเตอร์ไฟตรง) สามารถปรับความเร็วได้ ความเร็วจะสูงมากถ้า ไม่มีโหลด มักจะนำไปใช้กับงานที่ต้องการแรงบิดเริ่มเดินสูง ๆ ส่วนประกอบ มอเตอร์แบบนี้มีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้ 1. แกนเหล็กสเตเตอร์ที่ทำด้วยแผ่นเหล็กบางลามิเนท พันด้วยขดลวดเพียง 1 ชุด เหมือนกับขดรันของมอเตอร์สปลิทเฟส และปกติแล้วจะพันเป็นชนิด 4 โพล หรือ 6 โพล หรือ 8 โพล ดังรูปในหน้าถัดไป
2. แกนเหล็กโรเตอร์ที่ทำด้วยแผ่นเหล็กบางลามิเนทด้านนอกโดยรอบจะเซาะให้เป็นสล๊อท และมีคอมมิวเตเตอร์แบบขนานเพลา (แอ๊กเชียล, axial type) โรเตอร์ชนิดนี้เรียกว่าอาร์ม าเจอร์ ขดลวดที่พันลงในสล๊อทเรียกว่าขดลวดอาร์มาเจอร์ และปลายของขดลวดเหล่านี้จะ ต่อเข้ากับคอมมิวเตเตอร์ด้วย ดังรูป (3) 1.ฝาปิด (end plate) ทำด้วยเหล็กหล่อเหนียว มีแบริ่งสำหรับรองรับเพลาของโรเตอร์ 2.แปรงถ่าน (carbon brushes) จะบรรจุอยู่ในซองแปรงถ่านที่ยึดติดอยู่กับฝาปิดด้าน หนึ่ง แปรงถ่านนี้จะสัมผัสกับคอมมิวเตเตอร์ตลอดเวลา แปรงถ่านเหล่านี้จะต่อเข้าด้วยกัน แปรงถ่านนี้จะสามารถเลื่อนตำแหน่งไปบนคอมมิวเตเตอร์ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ได้ทิศทาง การหมุนที่ถูกต้องและได้เอ้าพุทสูงสุด
5.แบริ่งที่อัดติดแน่นกับฝาปิดเพื่อรองรับเพลาของโรเตอร์ไม่ให้ไปสัมผัสกับสเตเตอร์ แบริ่งนี้อาจจะเป็นแบบปลอก (sleeve bearing) หรือแบบลูกปืน (ball bearing) ก็ได้ 6.โครงเหล็กทำด้วยเหล็กหล่อเหนียว เป็นที่จับยึดแกนเหล็กสเตเตอร์
หลักการทำงาน เมื่อป้อนไฟสลับหนึ่งเฟสให้กับขดลวดที่สเตเตอร์ จะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้น และสนามแม่เหล็กจากสเตเตอร์นี้จะเหนี่ยวนำให้เกิดแรงเคลื่ อนและกระแสไฟฟ้าขึ้นที่โรเตอร์ ถ้าแปรงถ่านวางอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องบนคอมมิวเตเตอร์ กระแสเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นที่โรเตอร์ จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กของสเตเตอร์ ถ้าขั้วแม่เหล็กของโรเตอร์ ทำมุมกับขั้วแม่เหล็กของสเตเตอร์ที่อยู่ใกล้กัน 15 องศา และมีทิศทางเหมือนกัน จะเกิดแรง บิดขึ้นมาทำให้โรเตอร์หมุนไป การที่มอเตอร์หมุนได้ก็เพราะแรงผลักดันกันระหว่างขั้วแม่เหล็ก ของโรเตอร์และ สเตเตอร์จึงเรียกมอเตอร์แบบนี้ว่า มอเตอร์รีพัลชั่น ก) โรเตอร์ไม่หมุนเมื่อแปรงถ่านวางตั้ง ข) โรเตอร์ไม่หมุนเมื่อแปรงถ่านวาง ฉากกับขั้วแม่เหล็กสเตเตอร์ ตั้งฉากกับขั้วแม่เหล็กสเตเตอร์
เมื่อพิจารณารูป ก. ขณะนี้แปรงถ่านจะวางตั้งฉากกับขั้วแม่เหล็กสเตเตอร์ เมื่อป้อน ไฟให้กับสเตเตอร์แล้วสนามแม่เหล็กจากขั้ว N และ S ของสเตเตอร์จะเหนี่ยวนำให้เกิดแรง เคลื่อนและกระแสเหนี่ยวนำขึ้นที่โรเตอร์ จากกฏของเลนซ์จะพบว่าชั่วขณะที่เกิดขั้วแม่ เหล็ก N และ S ที่ สเตเตอร์ ก็จะเกิดขั้วแม่เหล็ก N ขึ้นที่ขดลวดอาร์มาเจอร์ส่วนที่อยู่ใกล้ กับขั้ว N ที่สเตเตอร์ และเกิดขั้วแม่เหล็ก S ขึ้นที่ขดลวดอาร์มาเจอร์ส่วนที่อยู่ใกล้กับขั้ว S ที่สเตเตอร์ เมื่อใช้กฏมือขวากำขดลวด หาทิศทางการไหลของกระแสในขดลวดอาร์มาเจอร์ จะได้ว่า ขดลวดอาร์มาเจอร์ด้านขวามือ จะมีกระแสไฟไหลออก ส่วนขดลวดอาร์มาเจอร์ด้าน ซ้ายมือ จะมีกระแสไฟไหลเข้า กระแสไฟที่ไหลในขดลวดทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของขด ลวดด้านล่าง จะไหลผ่านแปรงถ่านทั้งสองและมีทิศทางสวนกัน เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มี กระแสไฟไฟลในขดลวดอาร์มาเจอร์ ในที่สุดก็จะไม่เกิดแรงบิดมอเตอร์จะไม่หมุน
ก) มอเตอร์หมุนตามเข็มนาฬิกา ข) มอเตอร์หมุนทวนเข็มนาฬิกา
ก) มอเตอร์หมุน ข) มอเตอร์หมุน ต่อไปพิจารณารูป ก. ขณะนี้ตำแหน่งแปรงถ่านจะทำมุม 15 องศากับ ตามเข็มนาฬิกา ทวนเข็มนาฬิกา แนวแกนขั้วแม่เหล็ก N-S ของสเตเตอร์ทวนเข็มนาฬิกา จากกฎของ เลนซ์จะพบว่า ด้านบนของขดลวดอาร์มาเจอร์จะเกิดขั้ว N และด้านล่าง ของขดลวดอาร์มาเจอร์จะเกิดขั้ว S และเมื่อใช้กฏมือขวากำขดลวดหา ทิศทางการไหลของกระแสไฟจะพบว่า ขดลวดด้านขวากระแสไฟไหลออก ส่วนขดลวดด้านซ้ายกระแสไฟไหลเข้า กระแสไฟเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นจะไหล ผ่านแปรงถ่านในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นขั้ว N และ S ที่เกิดจากขดลวด อาร์มาเจอร์ จะทำมุม 15 องศากับแนวแกนของขั้ว N และ S ของสเต เตอร์ ในกรณีนี้ อำนาจแม่เหล็กจากสเตเตอร์และจากโรเตอร์จะไม่ตรึง กัน แต่จะผลักกัน จึงทำให้มอเตอร์หมุนไปได้ โดยมอเตอร์จะหมุนทวน การเคลื่ อนที่ของเข็มนาฬิกาและในทำนองเดียวกันถ้าให้ตำแหน่งของ แปรงถ่านทำมุม 15 องศากับแนวแกนขั้วแม่เหล็ก N-S ของสเตเตอร์ ตามเข็มนาฬิกา ก็จะทำให้มอเตอร์หมุนตามเข็มนาฬิกาด้วยดังรูป ข.
ดังนั้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ถ้าเลื่อนตำแหน่งของแปรงถ่านให้ทำมุมกับแนวแกน ของขั้ว N-S ของสเตเตอร์ตั้งแต่มากกว่า 0 องศาถึงน้อยกว่า (เกือบถึง) 90 องศา มอเตอร์ก็จะหมุนได้ ถ้าตำแหน่งของแปรงถ่านเอียงในทิศทางหนึ่ง มอเตอร์ก็จะ หมุนในทิศทางนั้น และถ้าตำแหน่งของแปรงถ่านเอียงในอีกทิศทางหนึ่ง มอเตอร์ก็ จะหมุนในอีกทิศทางหนึ่งเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้วการเลื่อนตำแหน่งของแปรง ถ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ความเร็วของมอเตอร์เปลี่ยนไปด้วย
มอเตอร์รีพัลชั่นสตาร์ท-อินดั๊กชั่นรัน (Repulsion start-induction run motor) มอเตอร์แบบนี้มีขนาดตั้งแต่ขนาด ¼ แรงม้าถึง 10 แรงม้า แรงบิดเริ่มเดินสูง ความเร็วคงที่ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับตู้เย็นขนาดใหญ่ คอมเพรสเซอร์ ปั๊ ม และงาน ที่ต้องการแรงบิดเริ่มเดินสูง ๆ มอเตอร์รีพัลชั่นสตาร์ท-อินดั๊กชั่นรันมี 2 แบบด้วย กันคือ แบบแปรงถ่านยก (brushlifting) และแบบแปรงถ่านสัมผัส (brush riding) ส่วนประกอบ มอเตอร์รีพัลชั่นสตาร์ท-อินดั๊กชั่นรันทั้ง 2 แบบ มีส่วนประกอบ คล้าย ๆ กันดังนี้ 1. แกนเหล็กสเตเตอร์ที่ทำด้วยแผ่นเหล็กบางลามิเนท พันด้วยขดลวดเพียงชุด เดียว เหมือนกับขดรันของมอเตอร์สปลิทเฟส
2. สล๊อทของโรเตอร์ที่ทำด้วยแผ่นเหล็กบางลามิเนท จะพันด้วยขดลวดและต่อปลาย ขดลวดเข้ากับคอมพิวเตอร์ แกนเหล็กโรเตอร์และขดลวดที่พันจะเหมือนกับอาร์มา เจอร์ของมอเตอร์ไฟตรง ดังนั้นจึงเรียกโรเตอร์แบบนี้ว่า อาร์มาเจอร์ 3. ในกรณีที่มอเตอร์เป็นแบบแปรงถ่านยก (brush lifting) อุปกรณ์เซนตริฟูกัล จะยก แปรงถ่านออกจากคอมมิวเตเตอร์ เมื่อความเร็วของมอเตอร์ได้ 75% ของความเร็วเต็ม พิกัด ซึ่งอุปกรณ์นี้จะประกอบด้วยน้ำหนักควบคุม (governor weights) สปริงลัดวงจร (short-circuiting neeklace) ตัวกำกับสปริง (spring barrel) ก้านผลัก (push rods) แปรงถ่านและซองแปรงถ่าน (brush and brush holder) ในกรณีที่มอเตอร์เป็นแบบ แปรงถ่านสัมผัส (brush riding) จะมีอุปกรณ์เซนตริฟูกัลที่ทำงานเมื่อความเร็วมอเตอร์ ได้ 75% ของความเร็วเต็มพิกัดเหมือนกัน ซึ่งอุปกรณ์นี้จะประกอบด้วยสปริงลัดวงจร (short-circuiting-necklace) ตัวกำกับสปริง (spring barrel) อุปกรณ์เหล่านี้จะลัดวงจร คอมมิวเตเตอร์ แต่ไม่ยกแปรงถ่านและซองแปรงถ่านออกจากคอมมิวเตเตอร์
4. มอเตอร์แบบแปรงถ่านยก (brush lifting) คอมมิวเตเตอร์จะเป็นแบบเรเดียล (radial type) แต่ถ้ามอเตอร์แบบแปรงถ่านสัมผัส (brush riding) คอมมิวเตเตอร์จะ เป็นแบบแอ๊คเซียล (axial type) 5. ซองแปรงถ่านของมอเตอร์แบบแปรงถ่านสัมผัสจะเหมือนกับซองแปรงถ่านอง มอเตอร์รีพัลชั่น แต่ซองแปรงถ่านของมอเตอร์แบบแปรงถ่านยก จะมีอุปกรณ์เซนตริ ฟูกัลที่สามารถยกแปรงถ่าน และซองแปรงถ่านออกจากคอมมิวเตเตอร์ได้ด้วย 6. สำหรับฝาครอบหัวท้ายหรือฝาปิดหัวท้าย จะเหมือนกันกับของมอเตอร์รีพัลชั่นที่ได้ กล่าวมาแล้ว
หลักการทำงาน 1. มอเตอร์แบบแปรงถ่านยก (brush lifting)
เมื่อป้อนไฟฟ้าหนึ่งเฟสให้กับขดลวดสเตเตอร์แล้ว จะเหนี่ยวนำให้เกิดแรงเคลื่อน และกระแสขึ้นที่อาร์มาเจอร์ เกิดขั้วแม่เหล็กขึ้นที่อาร์มาเจอร์มีลำดับขั้วเหมือนกับขั้ว แม่เหล็กที่สเตเตอร์ ทำให้เกิดแรงบิดผลักดันขึ้นและทำให้อาร์มาเจอร์หมุนไปได้ หลังจากที่ความเร็วของมอเตอร์สูงถึงประมาณ 75% ของความเร็วเต็มพิกัด น้ำ หนักควบคุม (governor weights) จะถูกเหวี่ยงออกไป ทำให้ก้านผลัก (push rods) เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไปผลักตัวกำกับสปริง (spring barrel) ให้เคลื่อนไปข้างหน้าด้วย ทำให้สปริงลัดวงจร (short-circuiting-necklace) ลัดวงจรซี่คอมมิวเตเตอร์เข้าด้วย กัน ขณะเดียวกันแปรงถ่านและซองแปรงถ่านจะเคลื่อนออกห่างจากคอมมิวเตเตอร์ เข้าหาฝาปิด การที่ลัดวงจรซี่คอมมิวเตเตอร์เข้าด้วยกัน ทำให้อาร์มาเจอร์มีลักษณะ เหมือนกับโรเตอร์แบบสไควเรลเกจ จะสังเกตเห็นว่าเวลาเริ่มเดินมอเตอร์จะเริ่มเดิน แบบมอเตอร์รีพัลชั่นที่เรียกว่า รีพัลชั่นสตาร์ท แต่พอมอเตอร์ทำงานจะทำงานแบบ
มอเตอร์สไควเรลเกจที่เรียกว่า อินดั๊กชั่นรัน ดังนั้นจึงเรียกมอเตอร์แบบนี้ว่า มอเตอร์ รีพัลชั่นสตาร์ท-อินดั๊กชั่นรัน เมื่อปลดไฟออกจากมอเตอร์ความเร็วก็จะลดลง เมื่อลด ต่ำกว่า 75% ของความเร็วเต็มพิกัดตัวกำกับสปริง (spring barrel) จะกลับเข้าที่เดิม ทำให้สปริงลัดวงจร (short-circuiting necklace) หลุดออกจากการลัดวงจรซี่คอมมิ วเตเตอร์ โดยตัวกำกับสปริงจะดันให้ก้านผลัก (push rods) กลับเข้าที่เดิม และน้ำ หนักควบคุมก็จะกลับเข้าที่เดิมด้วย ขณะเดียวกัน สปริงควบคุม (governor spring) ก็จะผลักให้ซองแปรงถ่านและแปรงถ่านกลับเข้าที่เดิม การที่แปรงถ่านไม่ได้สัมผัสกับคอมมิวเตเตอร์ขณะที่มอเตอร์ทำงานเป็นการรักษา ผิวคอมมิวเตเตอร์ด้วยและที่สำคัญก็คือเป็นการลดเสียงดังลงได้เป็นอย่างดีด้วย
Search