Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สัปดาห์ที่ 6 วิเคราะห์พุทธประวัติ

สัปดาห์ที่ 6 วิเคราะห์พุทธประวัติ

Published by sutdhirak, 2023-07-03 08:40:30

Description: สัปดาห์ที่ 6 วิเคราะห์พุทธประวัติ

Search

Read the Text Version

บทเรียนโมดูล วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เรื่อง วิเคราะห์พุทธประวัติ จัดทำโดย นายสุทธิรักษ์ เชื้อดี แผนกวิชาสามัญ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยามเทค) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

คำนำ หลักการและเหตุผล การสร้างบทเรียนโมดูล นี้ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ตอน ได้แก่ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึง การนำวัฒนธรรมมาพัฒนาสังคมไทยและเพื่อการ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยการผ่านการเรียนรู้ ต้องศึกษาเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ ทำแบบทดสอบระหว่างการ เรียนรู้เรียน และแบบทดสอบหลังเรียนได้ถูกต้อง ตามลิงก์/แอปพลิเคชันในแต่ละบทเรียน โดยการ สแกนคิวอาร์โค้ด/เข้าไปที่แอปฯ เพื่อตอบปัญหา และได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของแบบ ทดสอบระหว่างเรียน และแบบทดสอบหลังเรียน กรณีที่ได้ไม่ถึงเกณฑ์ให้นักศึกษากลับเข้าไปตอบ คำถามซ้ำได้จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ ผู้เรียน จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่อง พุทธประวัติ มาบ้าง

สารบัญ 1 2 คำนำ 3 สารบัญ 4 คำชี้แจง 8 จุดประสงค์การเรียนรู้ 9 แบบทดสอบก่อนเรียน 13 วิเคราะห์พุทธประวัติ 16 การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ 17 การตรัสรู้และการเผยแผ่หลักธรรม 18 การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน แบบทดสอบระหว่างเรียน คลิปวิดีโอ แบบทดสอบหลังเรียน

คำชี้แจง การใช้บทเรียนโมดูล เรื่อง วิเคราะห์พุทธประวัติ 1. อ่านคำชี้แจงและคำแนะนำสำหรับนักศึกษาให้ เข้าใจก่อนลงมือศึกษาชุดกิจกรรม 2. นักศึกษารับlink กิจกรรมทาง Line หรือ google classroom 3. ทําแบบทดสอบก่อนเรียนด้วยการสแกนคิวอาร์ โค้ด พิมพ์ชื่อ เลขที่ แล้วตอบคำถาม 4. ศึกษาเนื้อหาในชุดกิจกรรม ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ในคำชี้แจงทุกข้อในกิจกรรมท้ายบทเรียน 5. ทำแบบทดสอบระหว่างเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 6. ทําแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยการเข้าไปที่ แอป พลิเคชัน edpuzzle ดูความก้าวหน้าในการเรียนของ นักศึกษา หลังจากศึกษาบทเรียนและทํากิจกรรมท้าย บทเรียนเรียบร้อยแล้ว ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 7. ในการทำกิจกรรมทุกชุดกิจกรรม ขอให้นักศึกษา ทําด้วยความตั้งใจ ให้ความร่วมมือ มีความซื่อสัตย์และ รับผิดชอบต่อตนเองให้มากที่สุด หากนักศึกษาไม่เข้าใจบทเรียนเนื้อหาตอนใด ให้ ถามครูผู้สอนเพื่ออธิบายเพิ่มเติม และสามารถเข้าไปที่ google classroom เพื่อศึกษานอกเวลาได้

จุดประสงค์การเรียนรู้ วิเคราะห์พุทธประวัติได้

แ บ บ ท ด ส อ บ ก่ อ น เ รี ย น ชอบอะไร..ก็ทำไป ดีกว่ามานั่งเสียใจ..ตอนหมดแรง

2. วิเคราะห์ พุทธประวัติ คุณลักษณะเฉพาะของพระ มหาตมะ คานธี กล่าวว่า “พระโค สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ปรากฏ ตมพุทธเจ้าทรงเป็นนักปฏิรูป ชัดในฐานะบุคคลทาง ศาสนาฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประวัติศาสตร์ของอินเดีย พระองค์หนึ่ง พระองค์ได้ทิ้งรอย โบราณ ดังคํากล่าวของมหา ประทับแห่งการปฏิรูปไว้แก่ บุรุษของอินเดีย ในช่วง 100 ประชาชนในยุคของพระองค์และ ปีที่ผ่านมา 3 ท่าน ได้กล่าวถึง แก่ประชาชนที่จะมีมาในยุคต่อไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ดังนี้ โดยไม่มีวันลืม” เยาวาหระลาล เนห์รู กล่าวว่า รพินทรนาถ ฐากร กล่าวว่า “ทุกวัน “พระพุทธเจ้าเป็นบุรุษที่ปราด นี้เราจึงเห็นพุทธเทวะ ผู้ทรงเป็น เปรื่อง ยิ่งใหญ่ และรอบรู้ที่สุด มหาโยคีทรงประทับบนบัลลังก์แห่ง ของอินเดีย ในโลกที่เต็มไปด้วย จิตใจ ของมนุษย์ พรั่งพร้อมโชติ ความวุ่นวาย เคียดแค้นและ ช่วงแห่งการปรากฏของพระองค์ รุนแรง คําสอนของพระพุทธเจ้า นับแต่อดีตอันไกลโพ้นข้ามยุคสมัย ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันและจะสืบต่อ รุ่งโรจน์” สู่อนาคตต่อไป”

ปราชญ์ทั้ง 3 ท่านนี้มิได้ 2.1 การประสูติและช่วงวัยต้น นับถือพระพุทธศาสนาแต่ พระบรมศาสดาก่อนการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรง วิเคราะห์บทบาทการปฏิรูป พระนามว่าเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรส ของ สังคมของพระพุทธเจ้าไว้ พระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา แห่งกรุง อย่างน่าสนใจ แม้กระทั่ง กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ประสูติที่สวนลุมพินีวันซึ่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นัก เป็น สวนป่าชายแดนระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุง วิทยาศาสตร์เอกของโลก ได้ เทวทหะ ขณะที่พระนางสิริมหามายากําลังเดินทาง กล่าวถึงพระบรมศาสดาไว้ กลับกรุงเทวทหะ บ้านเกิดเพื่อไปคลอดบุตรตาม ดังนี้ ประเพณี แต่ได้ประสูติก่อนไปถึงในวันเพ็ญขึ้น 15 “Generations to come ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี จึงเสด็จกลับ กรุงกบิลพัสดุ์ อสิตดาบสฤๅษีที่พระเจ้าสุทโธทนะ will scare believe that นับถือได้ข่าวประสูติกาลจึงเดินทางมาเยี่ยม ครั้น พบว่าพระกุมารมีมหาปุริสลักษณะตามตําราที่ such a one สืบทอดมาตั้งแต่โบราณจึงทำนายว่าหากพระกุมาร ครองตนเป็นฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิ as this ever in flesh and และถ้าหากออกบรรพชาจะได้ ตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า blood walked upon this earth” Albert Einstein “อาจเป็นไปได้ที่ในยุคต่อไปจะ ไม่มีใครอยากเชื่อว่า บุคคลเช่นนี้ก็เคยมีชีวิตชีวา เดินเหินอยู่บนพื้นโลกนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

วิคราะห์พุทธประวัติ เมื่ อพระกุมารประสูติได้ครบ ได้แก่ รามะพราหมณ์ ลักขณะ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พราหมณ์ มันตีพราหมณ์ ธชะ โปรดให้ประชุ มพระญาติจัด พราหมณ์ โภชะพราหมณ์ สุทัตตะ พิธีสระเกล้า ประกอบพิธี พราหมณ์ สยามะพราหมณ์ โกณ ขนานพระนาม เชิญ ฑัญญะพราหมณ์ ได้ทำนายพระกุมาร พราหมณ์ 108 คน เลี้ยง ตามหลัก ที่ปรากฏเช่นเดียวกับอสิต โ ภ ช น า ก า ร แ ล ะ คั ด เ ลื อ ก ดาบสฤๅษี ทำนายไว้ เว้นแต่พราหมณ์ที่ พ ร า ห ม ณ์ ที่ ชํ า น า ญ ไ ต ร เ พ ท อายุ วัยเป็นหนุ่มที่สุดนามว่า โกณ 8 คน เข้าตรวจดูลักษณะ ฑัญญะพราหมณ์ ได้ทำนายจาก และทำนาย โชคชะตาพระ ลั ก ษ ณ ะ พ ร ะ กุ ม า ร ว่ า จ ะ เ ส ด็ จ อ อ ก กุ ม า ร บรรพชา เป็นพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้า ศาสดาเอกของโลก พร้อมกับถวาย พระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “ผู้ที่มี ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร สำ เ ร็จ ”

วิคราะห์พุทธประวัติ ต่อมาเมื่ อเจ้าชายสิทธัต ต่อมา ทรงอภิเษกสมรสกับ ถะมีพระชนมายุ ได้ 7 วัน พ ร ะ น า ง ย โ ส ธ ร า ห รือ พ ร ะ น า ง พ ร ะ เ จ้ า สุ ท โ ธ ท น ะ ไ ด้ ม อ บ พิมพา ธิดาพระเจ้าสุปปพุ ทธะ ให้พระน้านางคือ พระนา แห่งโกลิยวงศ์ แคว้นโกลิยะ จน ง ม ห า ป ช า บ ดี โ ค ต มี เ ป็ น ผู้ พระชนมายุ 29 พรรษา ทรงมี เ ลี้ ย ง ดู พ ร ะ กุ ม า ร พระราชโอรสชื่ อ พระราหุล เนื่ องจากพระนางสิริมหา กุ ม า ร มายาสิ้นพระชนม์ ได้ ศึ กษาศิ ลปวิทยา 18 สาขา วิชา กับครูวิศวามิตร สำเร็จการศึ กษาเมื่ อพระ ชนมายุ เพียง 16 พรรษา

2.2 การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ หมายถึง การ เสด็จออกบรรพชาเพื่อคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เมื่อโกณฑัญญะพราหมณ์ ทราบข่าวการออก บรรพชาจึงได้ชักชวนบุตรพราหมณ์ ได้แก่ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ออกบวช ติดตามพระสิทธัตถะ เนื่องจากหวังไว้ว่าพระ สิทธัตถะตรัสรู้เมื่อใดจักได้แสดงธรรมให้ พวกตนได้รู้ด้วย มีชื่อเรียกพราหมณ์ทั้ง 5 คนนี้ว่า “ปัญจวัคคีย์” ซึ่งต่อมาได้อุปัฏฐาก พระสิทธัตถะขณะทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา และ เป็นกลุ่มชนกลุ่มแรกที่ได้ฟังปฐมเทศนา บรรลุธรรมเป็นสาวกชุดแรกของพระพุทธ ศาสนาในกาลต่อมา เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา ได้เสด็จประพาสอุทยานทรง ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คน แก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ซึ่ง สะท้อนความคิด ของเจ้าชายสิทธัตถะ ให้เบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส เห็นว่าสมณะ หรือนักบวชมีชีวิตที่นําไปสู่ความสงบ จึงตัดสินพระทัยบรรพชา ในคืนนั้น โดย ทรงม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะ อมาตย์ เป็นผู้ติดตาม เรียกการออกบรรพชา ครั้งยิ่งใหญ่ต่อโลกครั้งนี้ว่า “การเสด็จ ออก มหาภิเนษกรมณ์” ณ ริมฝั่ งแม่น้ำ อโนมา

2.3 การตรัสรู้และการเผยแผ่หลักธรรม การตรัสรู้ หมายถึง รู้ พระมหาบุรุษเมื่อทรง พระสิทธัตถะได้เข้าศึกษาใน แจ้งในอริยสัจ 4 คือ สำนักของอาฬารดาบสกาลาม ทุกข์ สมุทัย นิโรธ บรรพชาแล้วได้ประทับ โคตรและอุททกดาบสรามบุตร มรรค เป็นผลจากกา ทรงศึกษา จนจบความรู้ของ รบําเพ็ญเพียร ทางจิต นั่งเสวยบรรพชาสุข อาจารย์ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ เพื่อกําจัดกิเลสของ จึงออกจากสำนักไปยังตำบลอุรุ พระสิทธัตถะจนบรรลุ สันติเป็นเวลา 7 วัน เวลาเสนานิคม ทรงบําเพ็ญเพียร โพธิญาณ การตรัสรู้ ด้วยตนเอง ทรมานพระองค์ตาม โดยมีโพธิปักขิยธรรม จากนั้นเสด็จสู่ มคธ ที่นิยมในยุคนั้น การทรมานตนนี้ 37 ประการ เกื้อหนุน เรียกว่าการบําเพ็ญทุกรกิริยา วิธี หนทางเพื่อความดับ ชนบท ประทับแรมที่ภู แรกทรงกด พระทนต์ (ฟัน) ด้วย ทุกข์ ได้แก่ สติปัฏฐาน พระทนต์ กดพระตาล (เพดาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิ เขาปัณฑวะ กรุง ปาก) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น)ทำให้ บาท 4 อินทรีย์ 5 พละ ลมหายใจเดินไม่สะดวก เกิด 5 โพชฌงค์ 7 และ ราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิ ความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ก็ มรรคมีองค์ 8 ไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงเปลี่ยนมา สาร กษัตริย์แคว้นมคธ ใช้วิธีที่สองคือทรงผ่อนลม หายใจเข้าออก แต่เพียงเล็กน้อย ขอเข้าเฝ้า ทูลถาม ทำให้หูอื้อ ตาลาย ปวดพระเศียร เสียดพระอุทร ก็ไม่ทรงพ้นทุกข์ ประวัติชาติตระกูลของ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีที่สาม ได้แก่ จํา กัดอาหาร ทรงลดอาหารจน พระองค์จึงอนุโมทนา เหลือข้าวอย่างเดียว และเสวยวัน ละ 1 เมล็ด ในที่สุดพระวรกายก็ พร้อมถวายปฏิญาณว่า ซูบผอม มิสามารถทรงตัวได้ เมื่อ พบว่ามิใช่ทางพ้นทุกข์จึงเลิก “ถ้าพระองค์ได้ตรัสรู้ ทรมานร่างกายกลับมาเสวยพระ กระยาหารตามเดิม ปัญจวัคคีย์ แล้วขอได้โปรดแสดง ทั้ง 5 ที่เฝ้าอุปัฏฐากเข้าใจผิดคิด ว่าพระสิทธัตถะทรงละความ ธรรมโปรดข้าพระองค์ พยายามเสียแล้วจึงหนีไปยัง เมืองพาราณสี ทิ้งพระองค์ไว้ ด้วย” ตามลำพัง

การตรัสรู้และการเผยแผ่หลักธรรม ประสบการณ์การทรมานตน เนื่องจากธรรมที่ตรัสรู้นี้มีความ ทำให้พระสิทธัตถะทรงระลึกได้ ลึกซึ้งยากที่ชนทั่วไปจะเข้าใจได้ ว่า การกระทำอัตตกิลมถานุ เพราะเกิดจากจิตที่บําเพ็ญเพียร โยคหรือ กามสุขัลลิกานุโยค มิใช่จากการคิดไปเองจึงทรง นั้น เป็นการปฏิบัติตนที่ตึง ท้อถอยที่จะแสดงธรรม แต่เมื่อ เกินไปและหย่อนเกินไป ควร ทรงพิจารณาได้ว่า บุคคลบาง ปฏิบัติตนตามหลักมัชฌิมา กลุ่มที่ฝึกฝนตน ด้วยการบําเพ็ญ ปฏิปทา เพื่อแสวงหาสัจธรรม เพียรทางจิตมาก่อน อาจเข้าใจ ต่อมาทรงบําเพ็ญเพียรทาง ธรรมของพระองค์ได้ ดังเช่น จิต พิจารณาปรากฏการณ์ ดอกบัว 4 เหล่า คือ ดอกบัวอัน ทางกาย เวทนา จิตและธรรม เจริญในน้ำ ปริ่มน้ำ และโผล่พ้น ที่ ปรากฏขึ้นภายในตนเอง จน น้ำ สามารถเข้าใจธรรมได้ ยกเว้น กระทั่งวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 บัวในโคลนตมที่มิอาจเจริญ ขณะพระชนมายุ 35 พรรษา เติบโตจะไม่เข้าใจ ธรรม จึงตัดสิน ณ ริมฝั่ งแม่น้ำเนรัญชรา พระทัยเสด็จออกเผยแผ่พระ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมือง ธรรม ราชคฤห์ ทรงตรัสรู้ธรรมอัน เป็นหนทางดำเนินชีวิตเพื่อ การดับทุกข์ คือ อริยสัจ 4 ทรงมองเห็นสภาพความทุกข์ เหตุแห่งความทุกข์ ความดับ ทุกข์ และทางอันนําไปสู่ความ ดับทุกข์ได้ ภาวะที่เกิด ขณะ พิจารณาอริยสัจ 4 มีผลให้ ดวงจิตสะอาด สว่าง และสงบ พิจารณาสภาพธรรมตาม ความเป็นจริง

บุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระทัย แสดงธรรมโปรดเป็นพวกแรกคือ อาจารย์ของพระองค์ ได้แก่ พระอาฬา รดาบสและอุททกดาบส แต่ทรงพบว่า อาจารย์ทั้งสองมรณภาพแล้ว จึงระลึก ถึงปัญจวัคคีย์ที่เคยปรนนิบัติ รับใช้ พระองค์มาก่อน จึงเสด็จไปยังป่าอิสิป ตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ถิ่นที่พราหมณ์ปฏิบัติธรรม อยู่มาก ใน วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวัน เพ็ญอาสาฬหบูชา ได้แสดงปฐมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ ปัญจวัคคีย์ มีเนื้อความโดยย่อ ดังนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพที่สุด 2 อย่าง คือ 1) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การ มัวเมาตนในกาม 2) อัตตกิลมถานุโยค คือ การ ทรมานตนให้ลําบาก ที่สุด 2 อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ไม่พ้นจากทุกข์ได้ จากนั้นจึงตรัส มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ประกอบด้วย มรรคมีองค์ 8 คือ 1) สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) คือ รู้อริยสัจ 2) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) คือ หลีกจากกามคุณ 3) สัมมาวาจา (ความเจรจาชอบ) คือ เว้นวจีทุจริต 4) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) คือ เว้นจากการทำงานที่เป็นโทษ 5) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) คือ ไม่ประทุษร้ายเบียดเบียน 6) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) คือ เพียรละอกุศลและกามคุณ 7) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) คือ ระลึกตามกาย เวทนา จิตและธรรม 8) สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ) คือ มีสติอยู่ในกาย เวทนา จิตและธรรม แล้วตรัสอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามลําดับจนจบ 13

เมื่อปัญจวัคคีย์ฟังธรรมจบ โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับเป็น ธรรมดา” พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า “โกณฑัญญะรู้แล้ว หนอ” โกณฑัญญะจึงได้ ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ประทาน อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมวินัย เรากล่าวดีแล้ว ขอท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อ ทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัส สชิ ก็ได้รับประทานการบวชเช่นกัน ต่อมาในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 9 พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรแก่ ปัญจวัคคีย์ จิต ของท่านเหล่านั้นหลุดพ้นจากอาสวกิเลส บรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์ จากข้อความโดยสรุปของ อนัตตลักขณสูตร “ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดชนทั้งหลายตลอด พระชนม์ชีพเป็นระยะเวลา 45 ปี จึงเสด็จดับขันธ์ การเผยแผ่พระ ธรรมคําสอนทำให้มีผู้บรรลุธรรมจำนวนมาก การเผยแผ่พระธรรมคําสอนหากกุลบุตรเลื่ อมใสขอบวช พระพุทธองค์ได้ประทานการบวชไว้ 2รูปแบบ คือ 1) เอหิภิกขุอุปสัมปทา พระพุทธเจ้าประทานบวชให้ 2) ติสรณคมนูปสัมปทา พระสาวกเป็นผู้บวชให้ ด้วยการให้ กุลบุตรผู้มีศรัทธาปลงผมและหนวดก่อน แล้วให้ครองผ้า กาสาวพัสตร์ ให้พาดผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบพระสาวก และเปล่งวาจาขอถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ตลอดชีวิต

2.4 การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในพรรษาที่ 45 หลังจากการตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวรด้วยโรคปักขันทิกา พาธแก่กล้า ลงพระโลหิต (ท้องร่วงถ่ายเป็นเลือด) ทรงปลงอายุสังขารที่เมืองไพศาลี ในวันเพ็ญเดือน 3 ณ กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน มีรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์และชาวเมือง ไพศาลีเข้าเฝ้าพร้อมตรัสอำลาว่า “ต่อไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ตถาคตจักปรินิพพาน” เช้าวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระพุทธองค์เสวยอาหาร บิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ เมืองปาวา ซึ่งได้เตรียมอาหารที่เรียกว่า สุกรมัททวะ อันประณีตถวาย พระพุทธองค์ ทรงฉันแต่ผู้เดียว เวทนาอันแรงกล้าด้วย ปักขันทิกาพาธกำเริบ จึงเสด็จไปยังเมืองกุสิ นารา ผ่านแม่น้ำหิรัญญวดี ประทับพัก ณ ป่าสาลวัน พระราชอุทยาน ของพระเจ้ามัลละ เสด็จบรรทมสีหไสยาสน์ บนพระแท่นระหว่างต้นสาละคู่ด้วยสติสัมปชัญญะ โดยมิได้ดําริ จะลุกขึ้นจากการบรรทมอีกเลย เรียกกิริยานี้ว่า “อนุฏฐานไสยา” ได้ทรงตอบปัญหาพระ อานนท์ โปรดให้กษัตริย์เข้าเฝ้าและประทานอุปสมบทให้กับสุภัททปริพาชกถือเป็นสาวก รูปสุดท้ายในพุทธสมัย ยามสุดท้ายแห่ง พระชนม์ชีพ ได้ประทานปัจฉิมโอวาท ความว่า “ ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอท่านทั้งหลาย จงยังกิจของตนและของผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด” จากนั้นมิได้ตรัสสิ่งใดทรงเข้าฌานสมาบัติ 9 เตรียมนิพพานทั้งอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ ฌาน ทรงปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน (สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต) ภายใต้ต้นสาละนั้น รวม พระชนมายุได้ 80 พรรษา จากบันทึกพุทธประวัติในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทำให้สามารถวิเคราะห์ชีวิตของพระพุทธองค์ได้ 2 ลักษณะ คือ

1) ในฐานะศาสดาของพระพุทธ ศาสนา ทรงเป็นบุคคลพิเศษที่ประกอบ ด้วยอาเวกธรรม คือ ธรรมที่เป็นที่มี เฉพาะพระพุทธเจ้า 18 ประการ ปรากฏ ในพระไตรปิฎกหมวดสงฺคีติสุตฺตวณฺณ นา สุมงฺคลวิลาสินี หน้าที่ 238-239 ความโดยย่อว่า (1) นตฺถิ ตติยภาค กายทุจจริต พระตถาคตไม่มีกายทุจริต 2) ในฐานะบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ อินเดียโบราณ (2) นตฺถิ ตถาคตสฺส วจีทุจจริต พระนามได้ปรากฏอยู่ในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่ขุดพบโดยนักโบราณคดี เช่น พระตถาคตไม่มีวจีทุจริต เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช สถูปเจดีย์ต่าง ๆ และพระบรมสารีริกธาตุ ได้มีผู้บันทึกการ (3) นตฺถิ ตถาคตสฺส มโนทุจจริต วิเคราะห์ชีวิตของพระองค์ใน ฐานะบุคคลสำคัญ ในประวัติศาสตร์อินเดียจนเป็นที่ประจักษ์ ดังนี้ พระตถาคตไม่มีมโนทุจริต (1) เยาวาหระลาล เนห์รู อดีตนายก (4) อตีเต พุทฺธสฺส อปปฏิสต์ รัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้เขียนบทความ ไว้ในหนังสือ Buddhism A Living Message ญาณ์ พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณรู้ an ว่า “เรามีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความขัดแย้ง สงคราม อดีตปรุโปร่ง ความเคียดแค้นและรุนแรงทั่วโลก ไม่เคยมี ความจําเป็น มากเท่าในยุคปัจจุบันที่เราพึงระ (5) อนคเต พุทฺธสฺส จปปฏิหติ ลึกถึงคําสอนอมตะ ซึ่งพระพุทธองค์ อภิชาต บุตรผู้ประเสริฐสุดของอินเดีย ได้ประทานไว้ให้ ญาณ์ พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณรู้ แก่เรา แก่ท่าน และแก่โลกทั้งผอง คําสอนนั้น มีอายุยืนยาวนานถึง 2,500 ปีแล้ว ยังเป็น คํา อนาคตปรุโปร่ง สอนที่มีชีวิตชีวาแม้ในปัจจุบัน เป็นคําสอนที่เทิด ไว้ในดวงใจของเรา และเราต่างได้รับพลังจาก (6) ปัจจุบันเน พุทธสฺส อปปฏิ คําสอนนั้นในการเผชิญหน้ากับความยากลํา บากทั้งปวงที่คุกคามเอาชนะเราอยู่ สต์ ญาณ์ พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณ รู้ปัจจุบันปรุโปร่ง (7) สพพ์ กายกมุม พุทฺธสฺส ภควโต ญาณานุ ปริวตฺตติ พระพุทธเจ้าทรงการงานด้วยความ รอบรู้ทุกประการ (8) สพพ์ วจีกมุม พุทฺธสฺส ภคว โต ญาณานุ ปริวตฺตติ พระพุทธเจ้าทรง เจรจาปราศรัยด้วย ความรอบรู้ทุก ประการ (9) สพพ์ มโนกมุม พุทฺธสฺส ภควโต ญาณานุ ปริวตฺตติ พระพุทธเจ้าทรงดําริตริตรองด้วย ความรอบรู้ทุกประการ

(2) ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบทเทน อดีต อุปราชอินเดีย ได้บันทึกไว้ว่า \"He was one of the great figures of history and the world is the poorer for his passing” แปลว่า \"เขาเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งใน ประวัติศาสตร์ โลกต้องประสบความสูญ เสียมากยิ่งขึ้น ในการจากไปของเขา” (3) อรชุน จี อัสราณี เอกอัครราชทูต อินเดีย ณ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2529 ได้ กล่าวว่า “พระพุทธองค์ได้ทรงฉายาความ รุ่งโรจน์ทางจิตใจให้เกิดความสว่างไสวทั่ว เอเชียและได้ทรงประกาศอนุศาสน์แห่งความเมตตาปรานีและสันติภาพ คําสอนของพระองค์มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิตของ คนทั่วไปในทวีปนี้ ทั้งยังเป็นแรงเร้าอย่างสำคัญต่อความคิดนักทาง พุทธปัญญาในภูมิภาคส่วนนี้ จึงเป็น ธรรมดาอยู่เองที่ชาวอินเดียผู้มี การศึกษาสูงย่อมประสบพบว่าในพระพุทธองค์และค่าสอนมีโอสถวิเศษ สำหรับแก้ปัญหาที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้าอยู่\" 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2529

แ บ บ ท ด ส อ บ ร ะ ห ว่ า ง เ รี ย น เวลาไม่อาจรักษาทุกสิ่ง แต่การยอมรับความจริงจะรักษาทุกอย่าง

ช ม ค ลิ ป วิ ดี โ อ ก่ อ น น ร๊ า ติ ด ต า ม ไ ด้ ท า ง ไ ล น์ อยู่ในสังคมสมัยนี้ต้องแกร่งให้ได้ เพราะคนใจร้ายมันเยอะ

แ บ บ ท ด ส อ บ ห ลั ง เ รี ย น โลกนี้สอนให้รู้ว่า จริงใจกับใครไป ใช่ว่าเขาจะจริงใจกลับ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook