Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เทคโนโลยีการผลิตมันเทศ

เทคโนโลยีการผลิตมันเทศ

Description: เทคโนโลยีการผลิตมันเทศ

Search

Read the Text Version

1 เทคโนโลยกี ารผลติ มันเทศ

2 คานา มันเทศเป็นพืชอาหารที่มีความสาคัญเป็นอันดับ 7 ของโลก รองจากข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี มันฝร่ัง มันสาปะหลัง และถ่ัวเหลือง โดยในปี พ.ศ. 2558/2559 ประเทศไทยมีพ้ืนที่ปลูกมันเทศ 23,717 ไร่ ผลผลิต 27,654 ตัน กิโลกรัมต่อไร่ ด้านการวิจัยและพัฒนามันเทศ กรมวิชาการเกษตรโดยสถาบันวิจัยพืชสวนและ ศูนย์วิจัยเครือข่าย ได้ดาเนินการปรับปรุงและพัฒนาพันธม์ุ ันเทศมาอย่างต่อเน่ืองตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึงปัจจุบัน ซ่ึ ง นั ก วิ จั ย ท่ี ท า ง า น ท า ง ด้ า น ป รั บ ป รุ ง พั น ธ์ุ มั น เท ศ ม า อ ย่ า ง ต่ อ เน่ื อ ง ข อ ง ศู น ย์ วิ จั ย พื ช ส ว น สุ โ ข ทั ย คื อ คุณรกั ชัย ครุ ุบรรเจดิ จติ ใกล้จะเกษียณอายุราชการ ดังนั้น สถาบันวิจัยพืชสวน จึงได้จัดทาองค์ความรู้เร่ือง เทคโนโลยีการผลิตมันเทศ เพ่ือให้ท่านได้ ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการปรบั ปรุงและพัฒนาพนั ธุแ์ ละเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ซ่ึงมีเนื้อหา ประกอบด้วยสถานการณ์การผลิต ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พันธ์ุและการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธ์ุ การปลูกและการดูแลรักษา ศัตรูพืชและการป้องกันกาจัด การเก็บเก่ียวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปและการใช้ประโยชน์ และมาตรฐานมันเทศ เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้นักวิจัยของสถาบันวิจัยพืชสวน ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งน้ีเพ่ิมมากขึ้น สามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้สนใจไดน้ าไปใช้ ประกอบการวิจัยหรือพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สถาบันวิจัยพืชสวนหวังเป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารฉบบั น้จี ะมีประโยชนแ์ กน่ ักวชิ าการ เกษตรกร ผู้ประกอบการและผสู้ นใจทั่วไป (นายจารอง ดาวเรือง) ผูอ้ านวยการสถาบันวิจัยพืชสวน 30 กันยายน 2559

สารบัญ 3 คานา หน้า บทท่ี 1 สถานการณ์การผลติ 1 1.1 สถานการณโ์ ลก 1 1.2 สถานการณไ์ ทย 2 บทท่ี 2 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 4 2.1 ถน่ิ กาเนิดและวิวัฒนาการ 4 2.2 ความหลากหลายทางชวี ภาพ 4 2.3 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 5 บทที่ 3 พนั ธ์แุ ละการปรับปรุงพนั ธุ์ 14 3.1 พนั ธุ์ตา่ งประเทศ 14 3.2 พนั ธุ์ไทย 15 3.3 การอนุรักษ์เช้ือพันธ์ุ 27 3.4 การปรบั ปรงุ พันธุ์ 28 บทที่ 4 การขยายพันธุ์ 34 4.1 การเพาะเมล็ด 34 4.2 การใช้ลาตน้ หรอื เถา 34 4.3 การใชย้ อดท่ีแตกจากหัวพันธ์ุ 34 4.4 การปักชาข้อของลาต้น 35 4.5 การเพาะเลย้ี งเน้ือเย่ือ 35 บทที่ 5 การปลกู และการดแู ลรักษา 37 บทที่ 6 ศตั รูพืชและการป้องกนั กาจัด 41 6.1 แมลงศัตรมู นั เทศ 41 6.2 โรคมันเทศ 44 6.3 วชั พืช 45 บทท่ี 7 การเก็บเก่ียวและการจดั การหลงั การเก็บเกย่ี ว 46 7.1 วธิ กี ารเก็บเกีย่ ว 46 7.2 การเก็บรกั ษา 47 7.3 มาตรฐานมนั เทศ 47 บทท่ี 8 การแปรรูปและการใช้ประโยชน์ 48 ภาคผนวก 1 การจดั การเมล็ดพันธุ์เพ่ือการอนุรกั ษเ์ ชอื้ พนั ธ์ุ 55 ภาคผนวก 2 การขยายพนั ธมุ์ นั เทศโดยการเพาะเลี้ยงเน้ือเยอ่ื 57 ภาคผนวก 3 การกระตนุ้ ใหม้ นั เทศออกดอกด้วยวิธีเสยี บยอด 59 บรรณานุกรม 60

สารบัญตาราง 4 ตารางท่ี 1 แหล่งพันธจ์ุ ากประเทศตา่ งๆ จากฐานขอ้ มูลของ CIP หน้า ตารางที่ 2 พันธ์ุและลกั ษณะประจาพนั ธุ์ของมันเทศ 5 ตารางท่ี 3 ชนิดของศัตรูมันเทศและส่วนของพชื ทถ่ี ูกทาลาย 27 ตารางที่ 4 มาตรฐานมันเทศของ ASEAN แยกตามนา้ หนัก 41 47 (ASEAN STANDARD FOR SWEET POTATO) ตารางที่ 5 คณุ คา่ ทางโภชนาการของแป้งมนั เทศ 49

สารบญั ภาพ 5 ภาพที่ 1 การผลติ มันเทศของโลก หน้า ภาพท่ี 2 การผลติ มันเทศแยกตามทวีป 1 ภาพท่ี 3 ประเทศทีม่ กี ารผลิตมันเทศมากที่สดุ 5 อนั ดับแรก 2 ภาพที่ 4 การคา้ ขายมนั เทศในตลาดไท 2 ภาพที่ 5 ลักษณะการเจรญิ เตบิ โตของมนั เทศ 3 ภาพท่ี 6 ลกั ษณะรากของมันเทศ 6 ภาพที่ 7 ส่วนต่าง ๆ ของตน้ มันเทศ 6 ภาพที่ 8 รูปทรงของใบมันเทศ 7 8 ภาพท่ี 9 ลักษณะการหยกั ของใบมันเทศ ภาพท่ี 10 จานวนการหยักของใบมันเทศ 8 ภาพที่ 11 ส่วนตา่ ง ๆ ของดอกมันเทศ 9 ภาพที่ 12 ส่วนตา่ ง ๆ ของผลและเมลด็ มันเทศ 9 ภาพท่ี 13 ส่วนต่าง ๆ ของหัวมนั เทศ 10 ภาพท่ี 14 ส่วนต่าง ๆ ภายในหวั มันเทศ 10 ภาพท่ี 15 การจัดเรียงตัวของหัวมันเทศ 11 ภาพท่ี 16 รูปทรงของหวั มันเทศ 11 ภาพท่ี 17 ลักษณะการแพร่กระจายของสเี น้อื สีทสี่ องของเนอื้ มันเทศ 12 ภาพท่ี 18 ลักษณะมนั เทศพันธ์ุ Xushu 18 และ Beauregard 13 ภาพที่ 19 ลักษณะมันเทศพันธ์ุ Beni Haruka 15 ภาพที่ 20 มนั เทศกลุม่ เนอ้ื สีขาว พนั ธุ์แม่โจ้ (ซา้ ย) และพนั ธุ์อีดก (ขวา) 15 ภาพที่ 21 มันเทศกลมุ่ เนอ้ื สีเหลอื งพันธ์ตุ ่าง ๆ 17 ภาพที่ 22 มันเทศกลมุ่ เนอ้ื สีม่วง (ซ้าย) และสีขาวม่วง พันธ์ุมลายู (ขวา) 23 ภาพท่ี 23 การผสมเกสรดอกมนั เทศ 26 ภาพท่ี 24 แผนผังการปรับปรงุ พนั ธ์ุมันเทศ 31 ภาพที่ 25 ทอ่ นพนั ธ์มุ นั เทศ (ซ้าย) และการจุ่มท่อนพนั ธุ์มันเทศ (ขวา) 33 ภาพที่ 26 การขยายพนั ธ์โุ ดยใชย้ อดจากหัวพันธุ์ 34 ภาพท่ี 27 การขยายพันธม์ุ ันเทศโดยการปักชาขอ้ 35 ภาพที่ 28 ด้วงงวงมนั เทศ (ซ้าย) และหัวมนั เทศทีถ่ กู ทาลายจากด้วงงวงมันเทศ (ขวา) 35 42 ภาพที่ 29 ลักษณะเนา่ ของมันเทศท่เี กดิ จากเช้อื Fusarium sp. ภาพที่ 30 การเก็บเกี่ยวมนั เทศโดยการใชจ้ อบขดุ (ซ้าย) และรถแทรคเตอร์ (ขวา) 44 ภาพที่ 31 การบรรจุมันเทศ 46 47

ASEAN : 6 AVRDC : CIP : คาย่อ FAO : Association of Southeast Asian Nations IITA : Asian Vegetable Research and Development Center KONARC : International Potato Center Food and Agriculture Organization of the United Nations MCB : International Institute of Tropical Agriculture MMB-1 : The National Agricultural Research Center for Kyushu and MMB-2 : Okinawa Region MPB : Maintenance Medium SAPPRAD : Medium for in Vitro Introduction SPVD : Medium for Transfer Meristems or Buds USDA : Propagation Medium Southeast Asian Program for Potato Research and Development Sweetpotato Virus Disease United States Department of Agriculture

1 บทท่ี 1 สถานการณก์ ารผลิต มันเทศมีช่ือทางวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea batatas (L.) Lam. อยู่ในวงศ์ Convolvulaceae (พืชตระกูลผักบุ้ง) สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เป็นพืชท่ีมีความสาคัญมากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะใน แถบเอเชียและแอฟริกา มันเทศเป็นแหล่งอาหารท่ีอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอสิ ระ ทั้งน้ี ปริมาณสารสาคัญข้ึนกบั สีเน้ือมันเทศ ซ่ึงมีหลากหลาย ตง้ั แต่ สขี าว ครมี เหลอื ง ส้ม และม่วง มันเทศมีถ่ินกาเนิดในเขตร้อนแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เป็นพืชอาหารที่มีความสาคัญเป็น อนั ดบั 7 ของโลก รองจาก ขา้ วโพด ขา้ ว ขา้ วสาลี มนั ฝร่ัง มันสาปะหลัง และถั่วเหลือง สามารถปรับตวั เข้ากับ สภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก สามารถนามาประกอบอาหารได้หลายชนิด ใน ประเทศไทย มันเทศใช้ประกอบอาหารท้ังคาวและหวาน เช่น แกงเลียง แกงคั่ว มันทอด มันเช่ือม มันรังนก มันไข่นกกระทา มันต้มขิง และใช้ทาไส้ขนมชนิดต่างๆ นอกจากนี้ ทางด้านอุตสาหกรรม มีการนามาทาเป็น แป้ง และอาหารเลยี้ งสตั ว์ เชน่ สุกร ววั เนอ้ื และวัวนม เป็นต้น 1.1 สถานการณ์โลก การผลิตมันเทศของโลกส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกาลังพัฒนา จากการรายงานพื้นที่ปลูกและ ผลผลิตของมันเทศท่ัวโลกของ FAO (2014) ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2547-2557 พบว่า พ้ืนท่ีท่ีมีการปลูกมันเทศมาก ที่สุดอยู่ในทวีปเอเชีย รองลงมาเป็นแอฟริกา อเมริกา โอเชียเนีย และยุโรป ตามลาดับ โดยในปี พ.ศ. 2557 มี พน้ื ทปี่ ลูกมันเทศท่วั โลก 13 ลา้ นไร่ และผลผลติ 104 ลา้ นตนั (ภาพท่ี 1 และ 2) ภาพที่ 1 การผลิตมันเทศของโลก (FAO, 2014)

2 หนว่ ย: ล้านตนั ภาพที่ 2 การผลติ มนั เทศแยกตามทวีป (FAO, 2014) ทั้งน้ี 5 ประเทศท่ีมีการผลิตมันเทศมากท่ีสุดในโลก ได้แก่ ประเทศจีน ไนจีเรีย แทนซาเนีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย โดยประเทศจีนมีการผลิตมากที่สุดในโลก 70 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 67.7 ของการผลิตมัน เทศทั่วโลก (ภาพท่ี 3) ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการสง่ ออกมนั เทศมากท่ีสดุ ในโลก ภาพท่ี 3 ประเทศท่มี กี ารผลิตมันเทศมากทสี่ ดุ 5 อันดับแรก (FAO, 2014) 1.2 สถานการณ์ไทย มนั เทศสามารถปลกู ไดท้ ั่วทกุ ภาคของประเทศไทย แหล่งปลกู ทีส่ าคัญประกอบด้วย - ภาคเหนอื ไดแ้ ก่ เชยี งใหม่ พษิ ณุโลก เพชรบรู ณ์ และสุโขทัย - ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ไดแ้ ก่ เลย สุรินทร์ และบุรีรัมย์ - ภาคกลาง ได้แก่ อยธุ ยา สุพรรณบรุ ี และปทุมธานี - ภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชมุ พร และปตั ตานี ในปี 2555-2558 มีการนาเข้ามันเทศในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นทุกปี โดยมีมูลค่าเพิ่มจาก 251.67 ล้าน บาท เป็น 396.35 ล้านบาท จากข้อมูลในปี 2558 มีการนาเข้าจากประเทศลาวมากที่สุด มูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท รองลงมาคือ เวียดนาม มูลค่า 126.87 ล้านบาท ส่วนการนาเข้าในรูปแช่แข็ง พบว่า นาเข้ามาจาก

3 หลายประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว และเวียดนาม สาหรับการส่งออกมันเทศ มีแนวโน้ม เพิ่มข้ึนเช่นกัน จากมูลค่า 1,594,030 บาท ในปี 2555 เป็น 6,365,777 บาท ในปี 2558 เนื่องจากมีการ สง่ ออกไปยังประเทศเกาหลี ถึง 6,468,261 บาท (98.90%) และ 6,316,182 บาท (99.22%) ในปี 2557 และ 2558 ตามลาดบั (กรมศลุ กากร, 2559) จากข้อมูลการนาเข้า-ส่งออก จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินจากการนาเข้ามันเทศสูงมากใน แต่ละปี ดังน้ัน หากมีการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตมันเทศให้มีศักยภาพ จะสามารถลดการนาเข้า ช่วยเพิ่ม การสง่ ออกและการแข่งขันของประเทศได้ การตลาด มันเทศส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ จากการสอบถามผู้ค้ามันเทศที่ตลาดไทเม่ือเดือนสิงหาคม 2559 พบว่ามีการรับซื้อมันเทศจากแหล่งปลูกต่างๆ เช่น สุพรรณบุรี ราชบุรี เป็นต้น โดยรับซ้ือแบบคละ ขนาด ราคากิโลกรัมละ 10 บาท ในแตล่ ะวนั มพี ่อค้านาผลผลติ มาจาหน่ายท่ีแผงค้าประมาณ 35-50 ตนั แตล่ ะ ร้านมีมันเทศขายโดยเฉลี่ยประมาณ 6-8 ตัน/วัน จากน้ันนามาบรรจุถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาถุงละ 150-160 บาท มันเทศที่มีขนาดเล็กจะมีราคาลดลงไปถึงหน่ึงเท่าตัว (ถุงละ 70 บาท) ทั้งนี้ ราคาจะข้ึนอยู่กับปริมาณ มันเทศท่ีมีอยู่ในตลาด หากมีปริมาณมันเทศมาก ราคามันเทศจะตกต่า นอกเหนือจากการรับซื้อจากผู้ผลิต โดยตรง พ่อค้าบางรายอาจมีการปลูกมันเทศไปด้วย เพ่ือลดความเส่ียงในกรณีท่ีมันเทศขาดตลาด นอกจากนี้ มีการนาเข้ามันเทศญี่ปุ่นจากประเทศเวียดนามด้วย โดยขายเป็นกล่อง กล่องละ 5 กิโลกรัม ราคา 260 บาท ซึ่งราคาจะผันแปรไปตามความต้องการของตลาดด้วยเช่นกัน (ชัยยะ; สิทธิพงษ์, ติดต่อส่วนตัว) รวมถึงการ นาเขา้ มันเทศจากประเทศญ่ีปุ่นโดยตรง ซ่งึ อาจมีราคาจาหน่ายปลีกต่อกโิ ลกรัมสงู มากถึง 1,300 บาท ภาพท่ี 4 การค้ามันเทศในตลาดไท

4 บทท่ี 2 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ช่อื วิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatas (L.) Lam. วงศ์ (Family) : Convolvulaceae สกลุ (Genus) : Ipomoea ชนิด (Species) : batatas มันเทศอย่ใู นสกุล Ipomoea มชี อื่ สามัญต่างๆ ดงั นี้ - ภาษาสเปน :- camote - ภาษาฝรัง่ เศส :- patate douce - ภาษาโปรตเุ กส :- batata doce - ภาษาอติ าเลยี น :- batata dolce - ภาษาจีน :- hong shu - ภาษาอนิ คา :- kumara หรือ apichu มันเทศได้รับการตั้งช่ือคร้ังแรก เมื่อปี ค.ศ. 1753 โดย Linnaeus ว่า Convolvulus batatas อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1791 Lamarck ได้จาแนกมันเทศให้อยู่ในพืชสกุล Ipomoea ตามลักษณะของเกสร ตัวเมียและเกสรตัวผู้ ช่ือของมันเทศจึงเปล่ียนมาเป็น Ipomoea batatas (L.) Lam. ส่วนใหญ่จะมีเกสรตัวผู้ และเกสรตวั เมียอย่ภู ายในดอกเดยี วกนั แตผ่ สมตวั เองมกั จะไม่ติดเมลด็ (self-incompatible) (Austin, 1987) 2.1 ถิ่นกาเนดิ และววิ ัฒนาการ สันนิษฐานว่ามันเทศมีถ่ินกาเนิดอยู่ในเขตอเมริกากลาง เน่ืองจากพบการกระจายพันธ์ุมากในเขต ดงั กล่าว ในปี ค.ศ. 1492 โคลัมบัสได้นามันเทศไปยังยุโรป จากนั้นในคริสตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสนามันเทศ ไปปลูกในหลายพื้นที่ เช่น แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ในช่วงเดียวกันชาวสเปนนามันเทศ จากประเทศเม็กซิโกไปปลูกท่ีประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากน้ี ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามีการ แพรก่ ระจายของมันเทศไปทุกทวปี ของโลก (Loebenstein, 2009) สาหรับวิวัฒนาการของมันเทศ พบว่า มันเทศเป็น hexaploid มีโครโมโซม 2n = 6x = 90 เช่ือว่ามี บรรพบุรุษมาจาก Ipomoea trifida ที่มีโครโมโซม 2n = 2x = 30 กับมันเทศป่าท่ีมีโครโมโซม 2n = 4x = 60 ซึง่ ไม่ทราบแนช่ ัดวา่ คอื พันธ์ุใด ระหวา่ งท่ีมีการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส (Meiotic cell division) มกี ารจับคู่แบบ สมุ่ ของโครโมโซม ทาใหม้ ันเทศมคี วามหลากหลายทางพนั ธกุ รรม (Firon et al., 2009) 2.2 ความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันมันเทศหลายพันธุ์ได้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธ์ุท่ีให้ผลผลิตสูง เก็บเกีย่ วเรว็ ศูนย์วิจัยมันฝร่ังระหวา่ งประเทศ (International Potato Center, CIP) จงึ ได้รวบรวมพืชในสกุล (genus) Ipomoea จากประเทศต่างๆ 2,856 ตัวอย่าง (accession) ส่วนใหญ่เป็นพันธ์ุพ้ืนเมือง 785 ตวั อย่าง พันธปุ์ ่า 216 ตัวอยา่ ง พันธ์ุทีไ่ ดจ้ ากการปรับปรุงพันธุ์ 462 ตัวอย่าง เป็นต้น (CIP, 2016) ซง่ึ รวบรวม จากประเทศเปรูจานวนมากที่สุดถึง 852 ตัวอย่าง (29.83%) โดยเป็นตัวอย่างจากประเทศไทย 37 ตัวอย่าง (1.30%) จาแนกเปน็ มันเทศเพยี ง 7 ตวั อย่าง (ตารางท่ี 1) ซง่ึ เกบ็ รวบรวมไวใ้ นรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เมล็ดพันธ์ุ เพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือ การเก็บรักษาในสภาพเยือกแข็ง เป็นต้น และได้มีการนาพันธุ์ต่างๆ เหล่าน้ีไปใช้ในการ พฒั นาพันธม์ุ นั เทศอยา่ งตอ่ เน่ือง

5 ตารางที่ 1 แหลง่ พันธุจ์ ากประเทศตา่ งๆ จากฐานข้อมูลของ CIP ประเทศ จานวน รอ้ ยละ เปรู 852 29.83 สเปน 153 5.36 เม็กซโิ ก 124 4.34 สหรฐั อเมรกิ า 96 3.36 ปาปวั นวิ กนิ ี 73 2.56 โคลอมเบยี 72 2.52 ออสเตรเลีย 60 2.10 เอกวาดอร์ 49 1.72 เคนยา 40 1.40 สาธารณรัฐโดมนิ กิ นั 40 1.40 ไทย 37 1.30 กัวเตมาลา 35 1.23 เปอร์โตริโก 34 1.19 โบลเิ วีย 31 1.09 เวเนซเุ อลา 24 0.84 บราซิล 18 0.63 อินโดนเี ซีย 16 0.56 ไตห้ วนั 15 0.53 คอสตารกิ า 15 0.53 สาธารณรฐั ประชาชนจนี 12 0.42 อื่นๆ 365 12.78 ไม่ระบุ 695 24.33 2,856 100.00 CIP (2016) 2.3 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ของมนั เทศ นิสัยการเจรญิ เติบโต (Growth habit) มนั เทศเปน็ พืชล้มลกุ ปลูกได้ตลอดปี โดยใช้หัวพันธุ์ เถา หรอื ยอด การเจริญเตบิ โตของต้นมนั เทศ อาจยืดตง้ั สูงชะลูดแบบตงั้ ตรง หรือก่งึ ตัง้ ตรง หรอื ทอดยอดในแนวนอน หรอื ก่งึ ทอดยอด (ภาพที่ 5)

6 ภาพที่ 5 ลักษณะการเจริญเติบโตของมนั เทศ (Huaman, 1991) ระบบราก (Root system) ระบบรากของมนั เทศประกอบดว้ ย - รากฝอย (fibrous root) ทาหน้าทด่ี ดู น้า อาหาร และยดึ ลาตน้ - รากดินสอ (pencil root) เป็นรากเล็ก ๆ เรียวแหลมคล้ายดินสอ เกิดขึ้นจากข้อตามลาต้นมี ความหนาน้อยกวา่ 2 เซนติเมตรและมีการสะสมของลิกนิน - รากสะสมอาหาร (storage root) เป็นรากขนาดใหญ่ท่ีเจริญเติบโตออกทางด้านข้าง เป็นที่เก็บ สะสมอาหารหรือผลผลิตท่ีเกิดจากการสังเคราะห์แสงของพืช ในมันเทศต้นหนึ่ง จะมีรากสะสม อาหาร ประมาณ 2-10 ราก แตกต่างกนั ในแต่ละพนั ธ์ุ (ภาพท่ี 6) ภาพที่ 6 ลกั ษณะรากของมนั เทศ (Huaman, 1991) เถาหรอื ลาต้น (Stem) ต้น (เถา) ของมันเทศ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาว มีปล้อง (internode) ติดต่อกัน จานวน ปล้องข้ึนอยู่กับการเจริญเติบโตของลาต้นและความช้ืนในดิน ลาต้นมันเทศที่ตั้งตรง จะมีความยาวประมาณ

7 1 เมตร ส่วนลาต้นท่ีเล้ือยไปตามดิน จะมีความยาวประมาณ 2-5 เมตร มันเทศบางพันธุ์ มีลาต้น 2 ลักษณะ คือ มีทั้งต้ังตรงและเลื้อยไปตามดิน ภายในต้นเดียวกัน ความยาวของปล้องระหว่าง 1.5-12 เซนติเมตร และ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.9 เซนติเมตร มันเทศท่ีมีข้อถ่ีมีโอกาสลงหัวได้ดีกว่ามันเทศท่ีมีข้อหา่ ง (ภาพที่ 7) ลาต้น ของมันเทศมีหลายสีแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ เช่น เขียว น้าตาล เขียวจุดม่วง และม่วง มันเทศบางพันธ์ุมีขนสั้น ตามลาต้นหรือยอดอ่อนด้วย ภาพที่ 7 ส่วนต่าง ๆ ของตน้ มนั เทศ (Huaman, 1991) ใบ (Leaf) ใบ ใบเรยี งซ้อนกนั อยบู่ นลาตัน ในรปู แบบทเ่ี รียกวา่ 2/5 phyllotaxis (มี 5 ใบตอ่ 2 วงรอบลาต้น) ขอบใบหรือริมใบ อาจหยักเป็นซ่ีหรือเป็นลอนข้ึนอยู่กับพันธ์ุ ที่ฐานใบจะเว้า มี 2 หยัก (lobe) อาจ เปล่ียนเป็นเหยียดตรงหรือม้วนเป็นวงกลมก็ได้ รูปทรงของใบมันเทศมีหลายแบบ เช่น กลม (round) รูปไต (reniform) รูปหัวใจ (cordate) รูปสามเหล่ียม (triangular) รูปร่างแหลมคล้ายสามง่าม (hastate) รูปแบบที่ ฐานแยกเป็น 2 หยกั และแบบหยกั เกือบแยกออกจากกนั (almost divided lobe) การโค้งหรือการหยักของใบมันเทศ จะแตกต่างกัน จากเล็กน้อยจนโค้งมาก การหยักเว้าของขอบใบ มันเทศแตล่ ะแบบ จะนับจากเสน้ แขนง (vein) ทแยงของเสน้ กลางใบที่แยกมาจากก้านใบจนถงึ ขอบใบ รูปแบบการหยักของใบมันเทศมีหลายแบบ เช่น ไม่มีหยัก (no lateral lobes) หยักน้อยมาก (very slight) หยักน้อย (slight) หยักปานกลาง (moderate) หยกั ลึก (deep) และหยักลึกมาก (very deep) อย่างไรก็ตาม ใบมันเทศท่ีมีลักษณะเป็นแฉกหรือเป็นหยัก ๆ อาจมีหยกั เล็กที่เรยี กว่า teeth ด้วย ซ่ึงสามารถ นับได้โดยมีจานวนหยักตั้งแต่ 1-9 หรือมากกว่า มันเทศบางพันธ์ุ แม้จะอยู่บนต้นเดียวกัน จะมีรูปร่างของใบที่ แตกต่างกันไปได้บ้าง (ภาพท่ี 8-10) สีใบ มีหลายสี แตกต่างกันตามพันธ์ุและอายุของใบ ได้แก่ เขียว เขียวอ่อน เหลือง ม่วง หรือ เขียวปนมว่ ง บางพนั ธ์ุมใี บออ่ นสีมว่ ง และเปลย่ี นเปน็ สีเขียวเมือ่ ใบแก่ เป็นต้น ขนาดของใบและขนบนใบ เปล่ียนไปตามพันธุ์และสภาพแวดล้อม มักมีขนมากบริเวณด้านล่างของ ผวิ ใบและเส้นใบ เส้นใบและสีของเส้นใบสามารถใช้ในการจาแนกพันธ์ุได้ มันเทศบางพันธ์ุมีสีม่วงที่เส้นหลังใบ

8 ความยาวของก้านใบของมันเทศแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ตั้งแต่สั้นมากถึงยาวมาก เช่นเดียวกับสีของก้านใบ ซึง่ มตี ้งั แตส่ เี ขียว เขียวปนมว่ ง และมว่ ง ภาพที่ 8 รปู ทรงของใบมันเทศ (Huaman, 1991) ภาพท่ี 9 ลักษณะการหยักของใบมนั เทศ (Huaman, 1991)

9 ภาพท่ี 10 จานวนการหยักของใบมนั เทศ (Huaman, 1991) ดอก (Flower) มันเทศมีการออกดอกเป็นช่อหรือดอกย่อยอยู่ชิดกันเป็นกระจุก (simple cyme) มีก้านช่อดอก (peduncle) แยกแขนงเป็นชั้น ๆ 2-3 ก้าน โดยมีก้านดอก (pedicel) แตกออกไปจากก้านช่อดอก สีของ กา้ นดอกและกา้ นชอ่ ดอกมีต้งั แต่สีเขียวถึงสีม่วง ดอกมันเทศเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน ท่ีฐานรองดอก มกี ลีบเล้ียง (sepal) 5 กลีบ ข้างใน 3 กลีบ ข้างนอก 2 กลีบ ซ่ึงกลีบเลี้ยงนี้ยงั คงติดอยู่กับก้านดอก แม้วา่ กลีบ ดอกแห้งและร่วงหล่นไปแล้ว กลีบดอก (petal) มี 5 กลีบเช่ือมติดกัน โดยท่ัวไปดอกมันเทศมีสีม่วงอ่อน ตรง กลางดอกมีสีแดงถึงม่วง บางพันธ์ุมีดอกสีขาว ในส่วนของเกสรตัวผู้ มีก้านชูอับเกสรตัวผู้ (filament) 5 อัน อับเกสรตัวผู้ (anther) มีสีขาว เหลือง หรือชมพู ส่วนเกสรตัวเมีย ประกอบด้วยรังไข่ (ovary) ขนาดใหญ่ ภายในรังไข่ มีไข่ 1-2 ใบ บนรังไข่ มกี ้านชูเกสรตัวเมีย (style) และยอดเกสรตัวเมีย (stigma) ท่ีฐานของรังไข่ มีต่อมสีเหลือง 2 ต่อม ซึ่งบรรจุน้าหวานสาหรับล่อแมลงมาช่วยผสมพันธ์ุ ดอกมันเทศจะเร่ิมบานในตอนเช้า ของแต่ละวัน (ภาพที่ 11) ภาพที่ 11 ส่วนต่าง ๆ ของดอกมันเทศ (Huaman, 1991)

10 ผลและเมลด็ ผลมนั เทศมีลักษณะเป็นกระเปาะ (capsule) ผลออ่ นมสี ีเขียว ผลแก่มีสนี ้าตาล ภายในผลมีเมล็ด 1-4 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างแบนเล็กน้อยด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งนูนโค้ง รูปร่างของเมล็ดไม่สม่าเสมอ เมล็ดอ่อนสีเขียว เม่ือแก่สีน้าตาลถึงดา เมล็ดมีขนาดประมาณ 0.3 เซนติเมตร ต้นอ่อน (embryo) และ ใบเล้ียง (cotyledon) ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหุ้มเมล็ด (testa) ที่แข็งและหนามาก ในการเพาะเมล็ด อาจต้องใช้สารเคมีช่วยเพื่อให้ งอกดี เมล็ดพันธุม์ นั เทศไมม่ ีการพักตัว สามารถอยู่ไดห้ ลายปี (ภาพที่ 12) ภาพท่ี 12 ส่วนตา่ ง ๆ ของผลและเมลด็ มันเทศ (Huaman, 1991) หวั (Storage root) หัวมันเทศเป็นรากสะสมอาหารที่แตกจากข้อของเถาที่ปลูกลงดิน พันธุ์มันเทศที่มีการลงหัวได้ง่าย อาจเกิดหัวจากข้อทสี่ ัมผัสกับดินท่ีมีความช้ืนก็ได้ สว่ นของหัวมันเทศท่ีติดกับข้อ เรียกว่า โคนรากติดเถา (root stalk) จะมีตา (bud) ที่เรียกว่า proximal end ส่วนด้านท้ายของหัวจะมีตาเหมือนกัน เรียกว่า distal end เมื่อนาหัวมันเทศไปเพาะชา ตาท่ีอยู่ส่วนโคนรากติดลาต้น จะพัฒนาเจริญเป็นยอดมันเทศจานวนมากได้ รวดเรว็ กวา่ ตาที่อย่ตู อนท้ายของหัว (ภาพที่ 13) ภาพที่ 13 ส่วนตา่ ง ๆ ของหวั มันเทศ (Huaman, 1991)

11 สว่ นต่าง ๆ ภายในหัว มันเทศประกอบด้วยสว่ นต่าง ๆ ได้แก่ ผิว (skin) เนอื้ เยื่อชัน้ นอก (exocarp) และเน้ือเย่ือเจริญพ้ืนฐาน (cortex) อยู่ตามขอบของหัวมันเทศ ซ่ึงจะมีความหนาหรือบางแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ต่อจากนั้นจะพบวงเน้ือเยื่อเจริญ (cambium ring) และเนื้อหรือส่วนสะสมอาหารด้านใน (central parenchyma) อยู่ตรงกลางหัว ตามลาดับ (ภาพที่ 14) ยางสีขาวภายในหัวมันเทศอยู่ในเซลล์ parenchyma ปริมาณยางขึ้นกับพันธุ์ อายุและความชื้นในดิน เช่น อายุน้อยจะมียางมาก ยางท่ีเกิดขึ้นหลังถูกตัดจะ เปล่ยี นเปน็ สดี าอย่างรวดเรว็ เมือ่ ทาปฏกิ ริ ยิ ากบั อากาศ ภาพท่ี 14 ส่วนต่าง ๆ ภายในหัวมนั เทศ (Huaman, 1991) รูปแบบการจัดเรียงตัวของหัวมันเทศ โดยท่ัว ๆ ไป หัวมันเทศจะรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ รอบเถา เมื่อ พจิ ารณาความยาวของโคนรากติดเถา และกลุม่ ของรากสะสมอาหาร สามารถแบง่ การจดั เรียงของหัวมันเทศได้ 4 แบบ ได้แก่ closed cluster กลุ่มหัวเกิดจากข้อเดียวกัน และอยู่ติดกันเพราะมีโคนรากติดเถาสั้น open cluster กลุ่มหัวเกิดจากข้อเดียวกัน แต่อยู่ใกล้ชิดกัน เพราะมีโคนรากติดเถาค่อนข้างยาว disperse ซ่ึงเป็น กลมุ่ หัวท่เี กิดจากหลายข้อจึงอยู่ห่างกันเล็กน้อย และ very disperse ทมี่ ีหวั ท่เี กิดจากหลายข้อกระจายอยู่หา่ ง กนั (ภาพที่ 15) ภาพที่ 15 การจดั เรยี งตวั ของหัวมนั เทศ (Huaman, 1991) ลกั ษณะของผวิ (skin) ของหัวมนั เทศ พื้นผวิ ของหวั มนั เทศอาจจะเรียบ ขรุขระ เป็นรอยทางยาว หรอื หยกั เป็นชว่ ง ๆ ท่ผี ิว แลว้ แต่พนั ธ์ุ เนื่องจากอาจมีรอยแตกของเซลล์ผวิ (lenticel) หรือตุ่มเล็ก ๆ เป็นทางยาว

12 รูปรา่ งของหวั รูปร่างของหัวมีความแตกต่างกัน เช่น กลม (round) กลมรี (round elliptic) รี (elliptic) ไข่ (ovate) ไขห่ ัวกลับ (obovate) ทรงกระบอก (oblong) ทรงกระบอกยาว (long oblong) ทรงยาวรี (long elliptic) และ ทรงยาวไม่แน่นอน (long irregular or curved) (ภาพท่ี 16) ภาพท่ี 16 รูปทรงของหวั มันเทศ (Huaman, 1991) สีผิวและสีเน้ือของหัวมันเทศ สีผิวของหัวมันเทศมีหลากหลาย เช่น ขาว ครีม เหลือง ส้ม ส้มอม น้าตาล ชมพู แดง ม่วง ส่วนสีของเนื้อมันเทศมีหลายสีเช่นกัน แต่มีสีหลักจานวน 4 สี คือ ขาว เหลือง ส้ม และม่วง โดยอาจพบเพียงสเี ดยี วหรอื หลายสีกระจายอยใู่ นเนือ้ มันเทศหวั เดียวกัน (Huaman, 1991) รูปแบบการกระจายของสที ี่ 2 หรอื 3 ในเนอ้ื มนั เทศ จาแนกได้ 9 ลักษณะ คอื 1) เปน็ วงแคบ ๆ ใน cortex (narrow ring in cortex) 2) เปน็ วงใหญห่ รอื หนาขึน้ ใน cortex (broad ring in cortex) 3) เป็นจุด ๆ ตรงกลาง (scattered spots) 4) เปน็ วงแหวนแคบ ๆ ตรงกลางหวั (narrow ring in flesh) 5) เป็นวงแหวนหนาข้นึ ตรงกลางหัว (broad ring in flesh) 6) เป็นวงแหวนหนาสองวงซ้อนกันตรงกลางหวั (ring and orher areas flesh)

13 7) เป็นสว่ นหนาทึบในแนวตง้ั (in longitudinal sections) 8) เปน็ สว่ นหนาทบึ คลมุ ด้านในของเนอ้ื มันเทศ (covering most of the flesh) และ 9) เป็นส่วนหนาทบึ คลุมเน้ือในแนวขวางทั้งหมด (covering all flesh) ดงั แสดงใน (ภาพท่ี 17) ภาพท่ี 17 ลักษณะการแพร่กระจายของสที ี่สองของเนื้อมันเทศ (Huaman, 1991)

14 บทที่ 3 พันธุ์และการปรับปรงุ พันธุ์ การปรบั ปรงุ พนั ธุม์ ันเทศ ทาให้มนั เทศท่ปี ลกู ในปจั จบุ นั มผี ลผลติ สูงและคณุ ภาพตรงตามความตอ้ งการ ของผบู้ ริโภค รวมถึงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงหรือมีสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เช่น มสี ารเบต้า แคโรทีน (beta-carotene) ช่วยบารุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่าง ๆ หรือสารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ชะลอความเสื่อม ของเซลล์ ลดอัตราเส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและเสน้ เลือดอุดตนั ในสมอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง พนั ธุใ์ หม้ ีคณุ สมบตั ิตรงตามความต้องการของอตุ สาหกรรมแปรรูป เชน่ มีปริมาณแป้งสูง เจริญเตบิ โตและให้ผล ผลิตเร็ว ต้านทานต่อโรคหรือแมลง เก็บเกี่ยวงา่ ย เป็นต้น หรือใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับอาหารสัตว์ซึ่งใช้ได้ทั้งเถา และหวั มนั เทศ พนั ธ์มุ นั เทศทมี่ คี วามสาคญั และน่าสนใจมดี งั น้ี 3.1 พันธุ์ต่างประเทศ 3.1.1 พันธุ์ Xushu 18 นิยมปลูกมากในสาธารณรัฐประชาชนจนี เป็นพันธุท์ ี่ทนต่อการขาดน้า ต้านทานโรครากเน่าหรอื หัวเน่า แต่อ่อนแอต่อไส้เดอื นฝอยและโรคเน่าดา หัวรปู รี ผิวสีแดง เนื้อสีขาวและมีสี มว่ งเป็นวงๆ กระจายอยู่ มีแป้ง 11-15 เปอรเ์ ซ็นต์ น้าหนักแห้ง 25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสาหรับใช้เลี้ยงสัตว์และ ผลติ แปง้ 3.1.2 พันธ์ุ Nanshu 88 นิยมปลูกในสาธารณรัฐประชาชนจีนรองจากพันธุ์ Xushu 18 ทน แล้ง แต่อ่อนแอต่อโรครากเน่าหรือหัวเน่า โรคเน่าดา และไส้เดือนฝอย มีแป้ง 12-18 เปอร์เซ็นต์ น้าหนักแห้ง 24-30 เปอร์เซน็ ต์ 3.1.3 พันธ์ุ SQ27 นิยมปลูกในประเทศอินโดนีเซีย นาเข้ามาจากประเทศเปอร์โตริโก ผิวและ เน้ีอมีสีครีม ใช้ในการบรโิ ภคสด 3.1.4 พันธ์ุ Tanzania นิยมปลูกในประเทศอูกานดาและบางประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แทนซาเนีย เคนยา มาลาวี และแซมเบีย ต้านทานต่อไวรัส (Sweetpotato Virus Disease, SPVD) แต่ ออ่ นแอตอ่ ด้วงงวงมันเทศ หวั รูปไขห่ วั กลับ ผิวและเนื้อมสี ีเหลอื งออ่ น น้าหนักแห้ง 32 เปอร์เซน็ ต์ 3.1.5 พันธ์ุ Beauregard นิยมปลูกในประเทศสหรฐั อเมริกา ปลูกประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นท่ีปลูกทั้งหมด ต้านทานต่อโรครากเน่า แต่อ่อนแอต่อไส้เดือนฝอยและโรคเน่าเละ ผลทรงรี ผิวสีชมพู ออ่ น เน้อื สีสม้ 3.1.6 พันธุ์ Covington นิยมปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกา รองจากพันธ์ุ Beauregard ปลูก ประมาณ 30 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องพ้นื ท่ปี ลูกทั้งหมด ต้านทานต่อโรครากเน่า ตา้ นทานต่อไส้เดือนฝอยปานกลาง ผล ทรงรี ผวิ สีชมพูอ่อน เนอื้ สสี ม้

15 พันธ์ุ Xushu 18 พันธุ์ Beauregard ภาพท่ี 18 ลักษณะมนั เทศพันธุ์ Xushu 18 และ Beauregard (Carpena, 2009) 3.1.7 พันธ์ุ Beni Haruka นิยมปลูกในประเทศญีป่ ุ่น หัวสีแดง เนื้อสเี หลืองละเอียด นิยมนามา รับประทานโดยการเผาหรือนึ่ง คุณภาพการบริโภคดีเยย่ี ม เนอื้ นมุ่ หอม รสหวานจดั คล้ายน้าผึ้ง http://www.visit-oita.jp/img/oita/gourmet/fisheries/img_kanta.jpg ภาพที่ 19 ลกั ษณะมนั เทศพันธุ์ Beni Haruka 3.2 พันธุไ์ ทย มันเทศที่ปลูกในประเทศไทยระยะแรก ส่วนใหญ่นาเข้าจากต่างประเทศโดยหน่วยงานราชการ และ ปลูกทดสอบจนได้พันธ์ุท่ีเหมาะสม ปรับตัวและให้ผลผลิตดี ก่อนเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรและมีการปลูกต่อเนื่อง เป็นเวลานาน จนเป็นพันธ์ุพ้ืนเมืองของแต่ละท้องถ่ิน ได้แก่ พันธุ์โอกุด ไทนุง นิโกร ต่อเผือก แม่โจ้ อีดก มันไข่สุโขทัย มันไข่นคร ขาวใบโพธ์ิ ต่อมา กรมวิชาการเกษตรโดยศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร สถาบันวิจัยพืชสวน (ปัจจุบันเปล่ียนช่ือเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี 2) เป็น ศูนย์วิจัยหลกั ในการวิจยั และพฒั นาพันธ์ุมันเทศมาต้ังแต่ปี พ.ศ. 2527 จนถึงปัจจุบัน ได้แผยแพร่พันธ์ุตา่ ง ๆ สู่

16 เกษตรกรจานวนมาก เช่น พันธุ์พิจิตร 1 พจ.091 พจ.113-7 พจ.115-1 พจ.117-5 พจ.98-6 พจ.65-3 พจ.129-6 และ พจ.96-41 นอกจากนี้ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งศูนย์วิจัยฯท่ีมีบทบาทสาคัญในการ ปรับปรุงพันธุ์มันเทศ ปัจจุบันได้เผยแพรพ่ ันธุ์ สท.03 และ สท.18 โดยมันเทศที่มีความสาคญั หรือปลูกมากของ ไทย เมอ่ื แบง่ กลมุ่ ตามสีเน้อื มพี ันธ์ุต่าง ๆ ดังนี้ - กลมุ่ เนอื้ สขี าว 1. พันธุ์แม่โจ้ หรือพันธุ์เชียงใหม่ หรือพันธ์ุปากช่อง หรือมันแดง เป็นพันธ์ุท้องถ่ินของจังหวัด เชียงใหม่ ลกั ษณะประจาพันธ์ุ หัวมีผวิ สีแดง รูปทรงยาวรี ขนาดของหวั เฉลี่ยกวา้ ง 4.5 เซนตเิ มตร ยาว 16 หวั : เซนตเิ มตร เนื้อสีขาว เกบ็ เกี่ยวยาก เนอื่ งจากหัวเจรญิ เติบโตในแนวดิง่ สเี ขยี ว เสน้ ผ่าศนู ย์กลางของลาตน้ เฉลยี่ 0.4 เซนติเมตร ความยาวปลอ้ งเฉล่ยี 4.5 เถา : เซนตเิ มตร ลาตน้ ยาวประมาณ 250 เซนติเมตร ใบเป็นรูปหวั ใจ ใบออ่ นสีเขยี ว ใบแก่สีเขียว ขนาดของใบเฉลย่ี กวา้ ง 6.5 เซนตเิ มตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สีมว่ ง ดอก : ผลอ่อนสีเขยี ว ผลแกส่ นี ้าตาล ผล : เมล็ดอ่อนสีขาว เมล็ดแก่สนี า้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วัน อายุเกบ็ เก่ยี ว : เฉลี่ย 2,100 กิโลกรมั ต่อไร่ ผลผลติ : แป้ง 26.3 เปอร์เซน็ ต์ นา้ หนกั แห้ง 36.1 เปอร์เซน็ ต์ เหมาะสาหรบั การบริโภคสด คุณภาพ : ปลกู ไดท้ กุ ภาคของประเทศไทย ได้แก่ จังหวดั เชียงใหม่ พิจิตร สุรนิ ทร์ บรุ รี มั ย์ พืน้ ทแ่ี นะนา : ศรสี ะเกษ และพระนครศรีอยธุ ยา เป็นตน้ ดนิ ที่เหมาะสมเป็นดินร่วนปนทราย 2. พนั ธุ์อดี ก เป็นพันธุท์ อ้ งถ่นิ ของจังหวัดสุโขทยั ลักษณะประจาพนั ธุ์ หัวมผี วิ สีน้าตาล รูปทรงยาวรี ขนาดของหัวเฉลย่ี กวา้ ง 5 เซนตเิ มตร ยาว 16 หัว : เซนตเิ มตร เนือ้ สีขาว สเี ขยี ว เส้นผ่าศูนย์กลางลาตน้ เฉลยี่ 0.3 เซนตเิ มตร ความยาวปล้องเฉลย่ี 4.5 ลาตน้ : เซนติเมตร ลาตน้ ยาวประมาณ 300 เซนตเิ มตร ใบหยักเป็นพู ใบอ่อนสมี ่วง ใบแกส่ เี ขยี ว ขนาดของใบเฉล่ยี กว้าง 5.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สมี ่วง เปน็ พันธท์ุ อ่ี อกดอกนอ้ ยมาก ดอก : ผลอ่อนสีเขยี ว ผลแก่สนี ้าตาล ผล : เมลด็ ออ่ นสีขาว เมล็ดแก่สนี า้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วัน อายเุ กบ็ เก่ยี ว : เฉล่ยี 1,500 กโิ ลกรัมต่อไร่ ผลผลติ : แป้ง 24.6 เปอร์เซ็นต์ น้าหนักแหง้ 39.9 เปอร์เซน็ ต์ เหมาะสาหรบั การบริโภคสด คณุ ภาพ : ปลกู ได้ดีในเขตจังหวัดสโุ ขทัยและพิจติ ร ดนิ ที่เหมาะสมเป็นดนิ รว่ นปนทราย พ้นื ท่ีแนะนา :

17 3. พันธ์ุ พจ.129-6 เป็นมันเทศท่ีปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา จากการผสมขา้ มระหว่างพนั ธุอ์ ดี กกับพันธุ์ UPL SP-4 ลักษณะประจาพันธุ์ หวั มผี ิวสีขาว รปู ทรงไข่ ตอนปลายกวา้ ง ขนาดของหัวเฉล่ียกว้าง 5.5 เซนติเมตร หัว : ยาว 16.5 เซนตเิ มตร เนื้อสขี าว สเี ขียว เส้นผา่ ศูนยก์ ลางของลาตน้ เฉล่ีย 0.5 เซนตเิ มตร ความยาวปล้องเฉล่ีย ลาตน้ : 4.5 เซนติเมตร ลาต้นยาวประมาณ 250 เซนตเิ มตร ใบ หยักเป็นพู ใบอ่อนและใบแกม่ ีสเี ขยี ว ขนาดของใบเฉล่ยี กว้าง 6.5 เซนตเิ มตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สมี ่วง ดอก : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแก่สนี ้าตาล ผล : เมลด็ อ่อนสขี าว เมลด็ แก่สีนา้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วนั อายุเก็บเกย่ี ว : เฉลยี่ 3,110 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลติ : แป้ง 21.3 เปอร์เซ็นต์ นา้ หนกั แห้ง 31.5 เปอร์เซน็ ต์ คณุ ภาพ : ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นทแ่ี นะนา : เชยี งราย สุโขทัย พิษณโุ ลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรสี ะเกษ สุรินทร์ บุรรี ัมย์ ระยอง ตราด ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี พัทลุง และนครศรีธรรมราช ดินที่ ลกั ษณะดเี ดน่ : เหมาะสมเปน็ ดินร่วนปนทราย ใหผ้ ลผลิตสงู กวา่ พันธอ์ุ ดี กทั้งฤดูฝนและฤดแู ล้ง ประมาณ 77 เปอรเ์ ซน็ ต์ ภาพที่ 20 มันเทศกลมุ่ เน้อื สีขาว พนั ธ์ุแม่โจ้ (ซ้าย) และพนั ธอุ์ ดี ก (ขวา) - กลมุ่ เน้ือสเี หลอื ง 4. พนั ธขุ์ าวใบโพธิ์ เป็นพันธ์ทุ อ้ งถิน่ ของจงั หวดั พทั ลุง ลกั ษณะประจาพนั ธ์ุ หวั : หัวมผี ิวสขี าว รปู ทรงแบบไข่กลับ ขนาดของหัวเฉลย่ี กว้าง 4.7 เซนตเิ มตร ยาว 15 เซนตเิ มตร เนอ้ื เหลอื ง

18 ลาต้น : สีเขยี ว เส้นผ่าศนู ยก์ ลางของลาตน้ เฉลี่ยกว้าง 0.45 เซนตเิ มตร ความยาว ปลอ้ งประมาณ 4.5 เซนติเมตร ลาต้นยาวประมาณ 200 เซนติเมตร ใบ : ใบรูปหัวใจ ใบออ่ นและใบแกส่ เี ขียว ขนาดของใบเฉลยี่ กวา้ ง 6.5 เซนติเมตร ยาว 8.5 เซนตเิ มตร ดอก : สีม่วง ผล : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแกส่ นี ้าตาล เมล็ด : เมลด็ อ่อนสีขาว เมล็ดแก่สีน้าตาลดา อายุเกบ็ เกีย่ ว : ประมาณ 120 วัน ผลผลติ : เฉล่ีย 1,500 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ คณุ ภาพ : แปง้ 24.3 เปอรเ์ ซ็นต์ น้าหนกั แห้ง 36.0 เปอรเ์ ซน็ ต์ พน้ื ท่ีแนะนา : ปลกู ได้ดใี นเขตจังหวัดพทั ลุง ดนิ ทเี่ หมาะสมเปน็ ดนิ ร่วนปนทราย 5. พนั ธม์ุ นั ไขน่ คร เป็นพนั ธุ์ท้องถน่ิ ของจงั หวัดนครศรีธรรมราช ลกั ษณะประจาพันธ์ุ หวั มีผิวสีแดง รปู ทรงยาวรี ขนาดของหัวเฉล่ียกวา้ ง 4.5 เซนตเิ มตร หัว : ยาว 15.5 เซนติเมตร เน้อื เหลอื ง สเี ขียว เสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางของลาต้นเฉล่ยี กวา้ ง 0.4 เซนติเมตร ความยาวปล้องเฉลี่ย ลาต้น : 4.5 เซนตเิ มตร ลาต้นยาวประมาณ 250 เซนติเมตร ใบรูปหวั ใจ ใบอ่อนและใบแกส่ ีเขยี ว ขนาดของใบเฉล่ยี กว้าง 6.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สีมว่ ง ดอก : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแกส่ ีน้าตาล ผล : เมลด็ อ่อนสีขาว เมล็ดแก่สนี ้าตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วัน อายุเกบ็ เกยี่ ว : เฉล่ยี 2,200 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ผลผลติ : แป้ง 20.2 เปอรเ์ ซน็ ต์ น้าหนักแหง้ 29.3 เปอรเ์ ซ็นต์ คุณภาพ : ปลูกได้ดีในเขตจงั หวัดนครศรีธรรมราช ดินทีเ่ หมาะสมเปน็ ดินดินร่วนปนทราย พนื้ ทีแ่ นะนา : 6. พนั ธุม์ นั ไข่ หรือพนั ธุ์มันไขส่ โุ ขทัย เป็นพันธุท์ อ้ งถิน่ ของจงั หวัดสุโขทยั ลักษณะประจาพนั ธ์ุ หัวมีผวิ สีน้าตาล รูปทรงยาวรี ขนาดของหัวเฉลี่ยกวา้ ง 3.5 เซนตเิ มตร หัว : ยาว 14 เซนตเิ มตร เน้อื สีเหลอื งสม้ สีเขียว เส้นผา่ ศูนย์กลางของลาต้นเฉลยี่ กว้าง 0.4 เซนติเมตร ความยาว ลาต้น : ปล้องเฉลีย่ 2.5 เซนตเิ มตร ลาตน้ ยาวประมาณ 150 เซนติเมตร ใบหยกั เป็นพู ใบออ่ นสีเขียวออ่ น ใบแกส่ ีเขียว ขนาดของใบ ใบ : เฉลย่ี กวา้ ง 8.5 เซนติเมตร ยาว 10.5 เซนตเิ มตร สมี ่วง ดอก : ผลอ่อนสเี ขยี ว ผลแกส่ ีน้าตาล ผล : เมลด็ อ่อนสขี าว เมลด็ แกส่ ีน้าตาลดา เมล็ด :

19 อายุเกบ็ เกย่ี ว : ประมาณ 120 วนั ผลผลติ : เฉล่ีย 1,200 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ คณุ ภาพ : แป้ง 21.5 เปอรเ์ ซ็นต์ นา้ หนักแหง้ 31.3 เปอร์เซ็นต์ พืน้ ท่แี นะนา : ปลูกได้ดีในเขตจงั หวัดสุโขทยั และพิจติ ร ดินท่เี หมาะสมเปน็ ดินรว่ นปนทราย 7. พนั ธ์โุ อกดุ หรอื มันเกษตร เป็นพนั ธ์ุทนี่ าเขา้ มาจากศนู ย์วิจยั และพฒั นาพืชผกั แหง่ เอเชีย (AVRDC) ลักษณะประจาพันธุ์ หัว : หวั มผี ิวสีแดง รปู ไข่ ขนาดของหัวเฉลย่ี กวา้ ง 8 เซนติเมตร ยาว 20 เซนตเิ มตร เนอ้ื สเี หลือง ลาต้น : สเี ขียว เสน้ ผา่ ศูนย์กลางลาต้นเฉลี่ย 0.4 เซนตเิ มตร ความยาวปล้องเฉลีย่ 4.5 เซนตเิ มตร ลาต้นยาวประมาณ 250 เซนติเมตร ใบ : ใบรูปหวั ใจ ใบออ่ นสีม่วง ใบแก่สีเขยี ว ขนาดของใบเฉลีย่ กว้าง 9.5 เซนตเิ มตร ยาว 12.5 เซนติเมตร ดอก : สมี ่วง ผล : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแก่สีน้าตาล เมล็ด : เมลด็ อ่อนสขี าว เมล็ดแก่สีนา้ ตาลดา อายเุ ก็บเก่ยี ว : ประมาณ 150-180 วัน ผลผลิต : เฉล่ีย 4,500 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ คณุ ภาพ : แปง้ 22.6 เปอรเ์ ซน็ ต์ น้าหนักแห้ง 31.8 เปอรเ์ ซน็ ต์ พ้นื ท่แี นะนา : ปลกู ได้ดเี ฉพาะในเขตภาคกลาง ได้แก่ จงั หวัดปทมุ ธานี สพุ รรณบรุ ี นครปฐม กาญจนบุรี และราชบุรี ดนิ ทเ่ี หมาะสมเปน็ ดินรว่ นปนเหนียว 8. พันธุไ์ ทนุงหรอื พันธอุ์ ีกา เป็นพันธ์ุที่นาเขา้ มาจากศูนย์วจิ ยั และพฒั นาพชื ผักแห่งเอเชยี (AVRDC) ลกั ษณะประจาพนั ธุ์ หวั มีผวิ สีนา้ ตาล หวั ยาวรี ขนาดของหวั เฉลยี่ กว้าง 5.0 เซนติเมตร ยาว 16 หัว : เซนตเิ มตร เน้ือสเี หลอื งส้ม สมี ว่ ง เส้นผา่ ศูนยก์ ลางของลาตน้ เฉลย่ี 0.5 เซนติเมตร ความยาวปล้องเฉลีย่ 4.5 ลาต้น : เซนติเมตร ลาตน้ ยาวประมาณ 250 เซนตเิ มตร ใบ หยักเปน็ พู ใบออ่ นสีม่วง ใบแกส่ เี ขยี ว ขนาดของใบเฉลี่ยกวา้ ง 6.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 7.5 เซนติเมตร สีมว่ ง ดอก : ผลออ่ นสีเขียว ผลแกส่ นี ้าตาล ผล : เมล็ดอ่อนสขี าว เมลด็ แก่สนี า้ ตาลดา เมลด็ : ประมาณ 120 วนั อายเุ กบ็ เกีย่ ว : แปง้ 20.6 เปอรเ์ ซน็ ต์ นา้ หนกั แหง้ 30.3 เปอร์เซน็ ต์ คุณภาพ : ปลูกไดท้ ุกภาคของประเทศไทยทง้ั ฤดูฝนและฤดูแลง้ ไดแ้ ก่ จงั หวัดเชยี งใหม่ พื้นท่ีแนะนา : พิจิตร เลย หนองคาย ศรีสะเกษ ตราด ปราจนี บุรี พระนครศรีอยุธยา และ นครศรธี รรมราช เปน็ ต้น ดินท่ีเหมาะสม เปน็ ดินร่วนปนทราย

20 9. พนั ธุ์ พจ.091 เป็นพันธ์ุทป่ี รับปรงุ พนั ธ์ทุ ศี่ ูนย์วิจยั พืชสวนพิจติ ร กรมวชิ าการเกษตร ตั้งแตป่ ี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ลักษณะประจาพนั ธ์ุ หวั มผี วิ สีแดง หัวยาวรี ขนาดของหวั เฉลี่ยกว้าง 5 เซนตเิ มตร ยาว 18 เซนตเิ มตร หวั : เนอ้ื สเี หลอื ง สเี ขียว เส้นผ่าศนู ย์กลางของลาตน้ เฉล่ยี 0.4 เซนตเิ มตร ความยาวปลอ้ ง 4.5 ลาตน้ : เซนตเิ มตร ลาตน้ ยาวประมาณ 200 เซนตเิ มตร ใบ รูปหัวใจ ใบอ่อนสีเขียวม่วง ใบแก่สีเขยี ว ขนาดของใบเฉลี่ยกวา้ ง 7 เซนตเิ มตร ใบ : ยาว 9 เซนติเมตร สมี ่วง ดอก : ผลอ่อนสเี ขยี ว ผลแก่สนี ้าตาล ผล : เมล็ดออ่ นสีขาว เมล็ดแก่สนี า้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วัน อายเุ กบ็ เกย่ี ว : เฉล่ยี 3,200 กิโลกรมั ต่อไร่ ผลผลติ : แป้ง 21.9 เปอร์เซน็ ต์ นา้ ตาล 7.7 เปอรเ์ ซน็ ต์ น้าหนักแห้ง 33.9 เปอรเ์ ซน็ ต์ คุณภาพ : ปลกู ไดท้ ัว่ ทุกภาคของประเทศไทย ทง้ั ฤดูฝนและฤดูแลง้ ได้แก่ จงั หวัดเชียงใหม่ พ้นื ทีแ่ นะนา : เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ระยอง ตราด ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช เป็น ต้น ดินทเี่ หมาะสมเป็นดินรว่ นปนทราย 10. พันธ์ุ พจ.113-7 ปรับปรุงพันธ์ุท่ีศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา จากการผสมขา้ มพนั ธ์รุ ะหว่างพนั ธแุ์ ม่โจก้ ับพนั ธ์มุ นั ไข่สุโขทยั ลกั ษณะประจาพันธ์ุ หัวมีผวิ สีแดง หัวยาวรี ขนาดของหัวเฉลยี่ กวา้ ง 4.5 เซนตเิ มตร ยาว16 เซนติเมตร หัว : เน้อื เหลือง สเี ขียว เส้นผา่ ศนู ย์กลางลาตน้ เฉล่ยี กว้าง 0.4 เซนติเมตร ความยาวปลอ้ ง 4.5 ลาตน้ : เซนติเมตร และ ลาตน้ ยาวประมาณ 200 เซนตเิ มตร ใบ รูปหัวใจ ใบอ่อนสเี ขยี วอ่อน ใบแก่สเี ขยี ว ขนาดของใบเฉลยี่ กว้าง 6.5 เซนตเิ มตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สมี ่วง ดอก : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแกส่ นี า้ ตาล ผล : เมลด็ ออ่ นสีขาว เมลด็ แกส่ ีนา้ ตาลดา เมลด็ : ประมาณ 90 วัน อายเุ ก็บเกี่ยว : เฉล่ยี 2,710 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ ผลผลิต : แป้ง 28.3 เปอร์เซ็นต์ น้าตาล 0.6 เปอรเ์ ซ็นต์ และมนี า้ หนกั แหง้ 35.4 เปอรเ์ ซน็ ต์ คณุ ภาพ : ปลูกได้ท่ัวทุกภาคของประเทศไทยทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นท่ีแนะนา : เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์

21 ลักษณะดเี ด่น : นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง ตราด พระนครศรอี ยธุ ยา กาญจนบุรี และ นครศรธี รรมราช ดนิ ที่เหมาะสมเป็นดนิ รว่ นปนทราย ให้ผลผลติ สงู กวา่ พันธอุ์ กี าทัง้ ฤดฝู นและฤดแู ลง้ ประมาณ 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ 11. พันธุ์ พจ.115-1 ปรับปรุงพันธุ์ท่ีศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2530 เปน็ ต้นมา จากการผสมข้ามพันธ์รุ ะหว่างพันธ์มุ นั ไขส่ โุ ขทัยกบั พันธุ์ พจ.091 ลักษณะประจาพนั ธุ์ หวั มีผวิ สีแดง หวั ยาวรี ขนาดของหัวเฉล่ียกว้าง 5.0 เซนติเมตร ยาว 16 เซนตเิ มตร หวั : เนอื้ สเี หลืองสม้ สีเขยี ว เส้นผ่าศูนยก์ ลางลาต้นเฉลี่ยกวา้ ง 0.5 เซนตเิ มตร ความยาวปลอ้ งเฉลยี่ 4.5 ลาต้น : เซนติเมตร ลาต้นยาวประมาณ 175 เซนตเิ มตร ใบหยักเป็นพู ใบออ่ นสีมว่ ง ใบแกส่ ีเขียว ขนาดของใบเฉล่ียกว้าง 6.5 เซนตเิ มตร ยาว ใบ : 8.5 เซนตเิ มตร สมี ว่ ง ดอก : ผลออ่ นสีเขยี ว ผลแกส่ นี า้ ตาล ผล : เมล็ดออ่ นสขี าว เมล็ดแกส่ นี า้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 90 วัน อายุเก็บเก่ยี ว : เฉลีย่ 3,500 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ผลผลิต : แปง้ 25.1 เปอร์เซน็ ต์ น้าตาล 5.5 เปอร์เซ็นต์ และนา้ หนักแหง้ 29.4 เปอรเ์ ซน็ ต์ คุณภาพ : ปลูกได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พ้ืนทีแ่ นะนา : เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด ระยอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี พัทลุง และนครศรีธรรมราช ลักษณะดเี ด่น : ดินทเ่ี หมาะสมเป็นดนิ ร่วนปนทราย ให้ผลผลิตสงู กวา่ พนั ธุ์มันไขส่ ุโขทัยทง้ั ฤดูฝนและฤดูแลง้ 94 เปอรเ์ ซน็ ต์ 12. พันธ์ุ พจ.117-5 ปรับปรุงพันธ์ุที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นตน้ มา จากการผสมข้ามพนั ธรุ์ ะหว่างพนั ธน์ุ ิโกรกับพันธุ์แม่โจ้ ลกั ษณะประจาพนั ธุ์ หวั มีผวิ สีน้าตาล หัว ยาวรี ขนาดของหวั เฉลี่ยกว้าง 4.5 เซนติเมตร หัว : ยาว 16 เซนตเิ มตร เนอ้ื สีเหลอื งสม้ สเี ขียวมีจดุ ม่วง เส้นผา่ ศูนยก์ ลางลาตน้ เฉลยี่ 0.4 เซนติเมตร ความยาวปล้องเฉล่ยี ลาตน้ : 4.5 เซนติเมตร ลาตน้ ยาวประมาณ 200 เซนตเิ มตร ใบ หยักเป็นพู ใบอ่อนสีม่วง ใบแก่สีเขียว ขนาดของใบเฉลี่ยกว้าง 6.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สมี ว่ ง ดอก : ผลอ่อนสีเขยี ว ผลแกส่ ีน้าตาล ผล : เมลด็ อ่อนสีขาว เมล็ดแกส่ นี า้ ตาลดา เมลด็ : ประมาณ 120 วัน อายุเก็บเกีย่ ว :

22 ผลผลิต : เฉล่ยี 3,000 กโิ ลกรัมต่อไร่ คุณภาพ : แปง้ 25 เปอรเ์ ซ็นต์ นา้ ตาล 2.1 เปอรเ์ ซ็นต์ นา้ หนกั แหง้ 34.9 เปอร์เซ็นต์ พืน้ ที่แนะนา : ปลกู ได้ทั้งฤดฝู นและฤดแู ล้ง ท่ัวทกุ ภาคของประเทศไทย ได้แก่ จงั หวัดเชียงใหม่ สุโขทั ย พิ ษณุ โลก พิ จิตร เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุ รีรัมย์ สระแก้ว ตราด พระนครศรอี ยุธยา กาญจนบรุ ี และนครศรธี รรมราช ดนิ ที่เหมาะสมเปน็ ดนิ รว่ นปนทราย 13. พันธ์ุ สท. 03 ปรบั ปรุงพันธโุ์ ดยศูนย์วจิ ัยพืชสวนสโุ ขทยั และศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรพิจิตร จากการผสมขา้ มพันธุ์ระหวา่ งพันธ์ุ พจ. 226-31 (พันธ์ุเน้ือสีเหลือง) กับพันธุ์T101 (พนั ธ์ุเนอ้ื สีส้ม) ลกั ษณะประจาพันธุ์ หวั มผี ิวสีขาว หวั รปู ทรงกระบอกยาว มีสชี มพูเป็นวงรอบด้านข้ัวของหวั เน้อื สีเหลือง หวั : อ่อน ยาวรี ขนาดของหัวเฉลีย่ กว้าง 7.1 เซนตเิ มตร ยาว 20 เซนตเิ มตร สีเขยี ว เส้นผา่ ศนู ยก์ ลางลาต้น 0.92 เซนติเมตร ความยาวปล้องเฉลยี่ 4.1เซนติเมตร ลาต้น : เถายาวเฉลี่ย 170 เซนติเมตร มขี นอ่อนท่ยี อดอ่อน ใบรูปสามเหลีย่ ม ลกั ษณะพทู ่ใี บ ไมม่ ีพู รปู ร่างของพูใบทีอ่ ยู่ตรงกลางเป็นแบบรปู ใบ ใบ : หอกกลับ ขนาดของใบแก่กวา้ ง 16.5 เซนตเิ มตร ยาว 16.0 เซนตเิ มตร เสน้ ใบใหญ่สี เขียว ใบแก่สีเขียว ใบอ่อนสีเขียวและสีม่วงที่ขอบใบ ก้านใบสีเขียวและมีสีม่วงใกล้ ดอก : ฐานใบ ความยาวก้านใบเฉล่ีย 12.6 เซนตเิ มตร ผล : สีมว่ ง เมลด็ : ผลออ่ นสีเขียว ผลแกส่ นี า้ ตาล อายุเก็บเกี่ยว : สีนา้ ตาล ผลผลิต : 110-120 วนั ลักษณะดีเดน่ : เฉลย่ี 3,880 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ เจริญเติบโตเรว็ คลุมพ้นื ที่และวัชพชื ไดด้ ี ลงหัวเรว็ ทนต่อดว้ งงวงมนั เทศ 14. พันธ์ุ สท. 18 ปรับปรุงพันธ์ุโดยศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยและศูนยว์ ิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร จากการผสมขา้ มพันธุ์ระหว่างพนั ธุ์ พจ.189-257 (พันธุเ์ น้ือม่วง) กับพันธ์ุ FM37-LINIDOK-3 (พนั ธเุ์ น้อื เหลอื ง) ลักษณะประจาพันธ์ุ หวั มสี ีแดง ยาวรี เนอ้ื สีเหลืองเข้ม ขนาดของหัวเฉลีย่ กว้าง 6.9 เซนตเิ มตร หวั : ยาว 18 เซนตเิ มตร ลาต้น : สีม่วงเปน็ หลัก ยอดสเี ขียว ข้อสีมว่ ง ลาต้นเปน็ เถายาวเฉลีย่ 253 เซนติเมตร เส้นผ่าศนู ยก์ ลางลาต้น 0.98 เซนตเิ มตร ปล้องยาวเฉลีย่ 10.3 เซนติเมตร มีขนที่ ใบ : ยอดอ่อนมาก รปู หวั ใจ ใบไม่มพี ู รปู รา่ งของพใู บทอี่ ย่ตู รงกลางเป็นแบบเกอื กรปู ไข่ ใบแกก่ วา้ ง ดอก : 15.2 เซนติเมตร ยาว 15.3 เซนติเมตร เส้นใบใหญ่สีม่วง ใบแก่เขียวและมีสีม่วงที่ ผล : ขอบใบ ใบอ่อนท้ังสองด้านมีสีม่วงท้ังหมด ก้านใบสีเขียวและมีสีม่วงใกล้ฐานใบ เมลด็ : ความยาวกา้ นใบเฉลย่ี 22.3 เซนติเมตร สีม่วง ผลอ่อนสีเขยี ว ผลแกส่ นี ้าตาล สีนา้ ตาล

23 อายุเก็บเกยี่ ว : 110-120 วนั ผลผลติ : เฉลย่ี 2,900 กิโลกรมั ต่อไร่ ลกั ษณะเด่น : เจริญเตบิ โตเรว็ คลมุ พื้นทีแ่ ละวชั พชื ไดด้ ี ลงหัวเร็ว ภาพที่ 21 พันธุ์มันเทศกล่มุ เนื้อสีเหลือง

24 - กลมุ่ เนื้อสมี ว่ ง 15. พันธ์ุพิจิตร 1 ปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2530 จากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างพันธ์ุ พจ.091 กบั พันธุ์นิโกร ผ่านการพิจารณาจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นมันเทศพันธุ์แนะนา เมื่อ วนั ที่ 24 กรกฎาคม 2540 ลกั ษณะประจาพันธ์ุ หัวสีแดง ยาวรี ขนาดของหัวเฉลีย่ กว้าง 3.7 เซนติเมตร ยาว 15.5 เซนติเมตร หวั : เนอื้ สีมว่ ง สเี ขียวมีจุดสมี ่วงเลก็ นอ้ ย เส้นผา่ ศนู ยก์ ลางลาตน้ เฉล่ีย 0.4 เซนติเมตร ลาตน้ : ความยาวปลอ้ งเฉล่ยี 4.5 เซนตเิ มตร ลาต้นยาวประมาณ 200 เซนติเมตร ใบ รปู หวั ใจ ใบอ่อนสีเขียวออ่ น ใบแกส่ เี ขยี ว ขนาดของใบเฉล่ยี กว้าง 6.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สีมว่ ง ดอก : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแก่สนี า้ ตาล ผล : เมล็ดอ่อนสขี าว เมล็ดแกส่ ีนา้ ตาลดา เมลด็ : ประมาณ 90 วัน อายเุ กบ็ เก่ียว : เฉลยี่ 2,090 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ผลผลิต : แปง้ 28.7 เปอรเ์ ซน็ ต์ นา้ ตาล 2.6 เปอรเ์ ซน็ ต์ นา้ หนักแห้ง 36.8 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพ : ปลกู ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยทงั้ ฤดฝู นและฤดูแล้ง ได้แก่ จังหวดั เชยี งใหม่ พืน้ ท่ีแนะนา : เชียงราย สโุ ขทยั พิษณุโลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรสี ะเกษ สุรนิ ทร์ บุรรี ัมย์ ระยอง ตราด สระแกว้ พระนครศรอี ยุธยา กาญจนบรุ ี และนครศรีธรรมราช เปน็ ตน้ ลกั ษณะดีเดน่ : ดนิ ที่เหมาะสมเปน็ ดินร่วนปนทราย ข้อจากดั : ใหผ้ ลผลติ สงู กว่าพนั ธน์ุ โิ กรทงั้ ฤดูฝนและฤดแู ล้ง ประมาณ 86 เปอรเ์ ซ็นต์ ไมต่ า้ นทานตอ่ แมลงศัตรูมนั เทศ ในแหล่งปลูกทีม่ ีแมลงศัตรมู ันเทศระบาดควรมี การคัดเลือกท่อนพันธ์ุท่ีสมบูรณ์ แข็งแรงเฉพาะส่วนยอดไปปลูก และควรจุ่มยอด พันธุ์ดว้ ยสารเคมี เชน่ สารฟิโปรนิล ก่อนปลกู 16. พันธุ์ พจ.65-3 ปรับปรุงพันธ์ุที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 จากการผสมข้าม ระหว่างพนั ธ์นุ ิโกรกับพนั ธ์ุ พจ.091 ลักษณะประจาพนั ธุ์ หัวสีแดง ยาวรี ขนาดของหวั เฉลย่ี กว้าง 5 เซนตเิ มตร ยาว 15 เซนตเิ มตร เน้ือสมี ว่ ง หัว : สเี ขยี ว เส้นผ่าศนู ย์กลาง ลาต้นเฉล่ยี 0.4 เซนติเมตร ความยาวปล้องเฉล่ยี ลาตน้ : 4.5 เซนตเิ มตร ลาตน้ ยาวประมาณ 200 เซนตเิ มตร ใบรูปหัวใจ ใบอ่อนและใบแก่มีสเี ขยี ว ขนาดใบเฉลี่ยกวา้ ง 5.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 8.5 เซนตเิ มตร สมี ่วง ดอก : ผลออ่ นสเี ขียว ผลแกส่ ีนา้ ตาล ผล : เมล็ดออ่ นสขี าว เมลด็ แก่สีนา้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วนั อายุเก็บเกยี่ ว :

25 ผลผลิต : เฉลี่ย 2,700 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพ : มแี ป้ง 24.5 เปอร์เซน็ ต์ น้าตาล 0.3 เปอรเ์ ซน็ ต์ น้าหนักแหง้ 34.2 เปอรเ์ ซ็นต์ พ้นื ที่แนะนา : ปลูกไดท้ ่ัวทุกภาคของประเทศไทย ทง้ั ฤดูฝนและฤดูแล้ง ไดแ้ ก่ จงั หวดั เชยี งใหม่ เชยี งราย สโุ ขทัย พิษณโุ ลก พิจิตร เลย หนองคาย ศรีสะเกษ สรุ ินทร์ บุรีรมั ย์ ลกั ษณะดีเด่น : ระยอง ตราด ปราจนี บุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบรุ ี และนครศรีธรรมราช ดนิ ท่ี เหมาะสมเปน็ ดนิ ร่วนปนทราย ใหผ้ ลผลติ สงู กวา่ พันธ์นุ โิ กรทงั้ ฤดฝู นและฤดูแลง้ ประมาณ 22 เปอร์เซน็ ต์ - กลมุ่ เนอ้ื สีขาวม่วง 17. พันธ์ปุ ีนงั หรือพันธุ์นโิ กร เป็นพันธุ์ทน่ี าเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ลกั ษณะประจาพันธุ์ หัวสีแดง ยาวรี ขนาดของหัวเฉลี่ยกว้าง 4.5 เซนติเมตร ยาว 16 เซนติเมตร เน้ือสี หวั : ขาวมว่ ง สเี ขยี ว มีจุดสีมว่ ง เส้นผ่าศนู ยก์ ลางลาตน้ เฉลยี่ 0.5 เซนตเิ มตร ลาตน้ : ความยาวปล้องเฉลีย่ 4.5 เซนตเิ มตร ลาต้นยาวประมาณ 200 เซนติเมตร รูปหัวใจ ใบออ่ นสีมว่ ง ใบแกส่ เี ขียว ขนาดของใบเฉล่ียกว้าง 10.5 เซนติเมตร ใบ : ยาว 12.5 เซนติเมตร สีมว่ ง ดอก : ผลออ่ นสีเขยี ว ผลแก่สีน้าตาล ผล : เมล็ดออ่ นสีขาว เมล็ดแก่สีนา้ ตาลดา เมล็ด : ประมาณ 120 วัน อายเุ ก็บเก่ียว : เฉล่ยี 1,200 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ผลผลติ : มีแปง้ 20.3 เปอรเ์ ซ็นต์ น้าตาล 2.1 เปอร์เซ็นต์ นา้ หนักแห้ง 36.7 เปอรเ์ ซน็ ต์ คุณภาพ : ปลกู ได้ทัว่ ทกุ ภาคของประเทศไทย ฤดูแล้งใหผ้ ลผลิตสูงกวา่ ฤดูฝน ได้แก่ พืน้ ที่แนะนา : จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร เลย สุรินทร์ พระนครศรีอยุธยา และ นครศรธี รรมราช เปน็ ตน้ ดินทเ่ี หมาะสมเป็นดินร่วนปนทราย 18. พันธ์ุมาลายู หรือพันธ์ุต่อเผือก หรือพันธ์ุหัวแดงใจม่วง เป็นพันธุ์ท่ีนาเข้ามาจากประเทศ มาเลเซยี ลักษณะประจาพันธุ์ หัวมีผิวสีแดง ยาวรี ขนาดของหวั เฉลยี่ กว้าง 4 เซนติเมตร ยาว 15.5 เซนติเมตร หวั : เนอ้ื สีขาวม่วง สีเขียวมจี ดุ สมี ่วง เสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางของลาต้นเฉล่ีย 0.4 เซนตเิ มตร ลาต้น : ความยาวของปลอ้ งเฉลย่ี 4 เซนตเิ มตร ลาตน้ ยาวประมาณ 275 เซนติเมตร ใบรูปหวั ใจ ใบออ่ นสมี ่วง ใบแกส่ ีเขยี ว ขนาดของใบเฉลย่ี กวา้ ง 8.5 เซนตเิ มตร ใบ : ยาว 10.5 เซนตเิ มตร สมี ว่ ง ดอก : ผลออ่ นสีเขียว ผลแก่สนี ้าตาล ผล :

เมล็ด : 26 อายุเกบ็ เกย่ี ว : ผลผลติ : เมล็ดออ่ นสขี าว เมล็ดแก่สีนา้ ตาลดา คณุ ภาพ : ประมาณ 120 วนั พืน้ ท่แี นะนา : เฉลีย่ 1,800 กิโลกรมั ต่อไร่ แปง้ 28.35 เปอรเ์ ซ็นต์ นา้ หนักแห้ง 39.53 เปอร์เซน็ ต์ ปลกู ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ไดแ้ ก่ จงั หวัดพิษณุโลก พจิ ิตร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ระยอง ตราด และนครศรีธรรมราช เป็นต้น ดินท่ีเหมาะสมเป็นดินร่วน ปนทราย ภาพที่ 22 มนั เทศกลุ่มเนื้อสมี ่วง (ซา้ ย) และสีขาวม่วง พนั ธมุ์ ลายู (ขวา)

27 ตารางท่ี 2 พันธุแ์ ละลกั ษณะประจาพนั ธุ์ของมันเทศ พันธุ์ สเี น้ือ หวั รปู ทรง สีผิว อายุ ผลผลิต % % % เกบ็ เกีย่ ว เฉล่ียต่อไร่ แป้ง น้าตาล นา้ หนกั 1. แม่โจ/้ ขาว ยาวรี แดง แหง้ เชียงใหม/่ ปาก (วนั ) (กก.) ชอ่ ง/มนั แดง ขาว ยาวรี นา้ ตาล 120 36.10 2. อีดก ขาว ไขต่ อน ขาว 2,100 26.25 NA 3. พจ. 129-6 ปลายกวา้ ง 120 ไข่กลับ ขาว 120 1,500 24.60 NA 39.90 4. ขาวใบโพธ์ิ เหลอื ง ยาวรี แดง 3,110 21.30 1.15 31.50 5. มันนคร เหลอื ง ยาวรี น้าตาล 120 6. มนั ไข/่ มันไข่ เหลอื งสม้ 120 1,500 24.30 NA 36.00 สุโขทยั รูปไข่ แดง 120 2,200 20.19 NA 29.28 7. โอกดุ /มนั เหลอื ง 1,200 21.54 NA 31.25 เกษตร ยาวรี น้าตาล 150-180 8. ไทนุง/อีกา เหลอื งส้ม ยาวรี แดง 4,500 22.60 5.20 31.76 9. พจ.091 เหลอื ง ยาวรี แดง 120 10. พจ.113-7 เหลือง ยาวรี แดง 120 1,800 20.55 7.10 30.33 11. พจ.115-1 เหลืองสม้ ยาวรี น้าตาล 90 3,200 21.92 7.67 33.92 12. พจ.117-5 เหลอื งส้ม กระบอก ขาว 90 2,710 28.33 0.59 35.40 13. สท.03 เหลืองออ่ น ยาว 120 3,500 25.06 5.50 29.40 ยาวรี แดง 110-120 3,000 25.00 2.01 34.90 14. สท.18 เหลืองเขม้ ยาวรี แดง 3,880 NA 3.06 NA ยาวรี แดง 110-120 15. พิจติ ร 1 ม่วง ยาวรี แดง 90 2,900 NA 8.70 NA ยาวรี แดง 120 2,090 28.70 2.60 36.80 16. พจ.65-3 ม่วง 120 2,700 24.49 0.29 34.20 120 1,200 20.30 2.10 36.70 17. ปีนัง/นิโกร ขาวม่วง 1,800 28.34 NA 39.53 18. มาลายู/ ขาวม่วง ต่อเผือก NA = ไม่มขี อ้ มูล 3.3 การอนรุ ักษ์เช้อื พนั ธุ์ การปลูกมันเทศพันธ์ุเพื่อการผลิตและการค้า ทาให้ความหลากหลายของพันธุ์มันเทศลดลงอย่าง มาก จนทาให้มันเทศพ้ืนเมืองหรือมันเทศป่าท่ีอาจมีลักษณะบางอย่างดี เช่น ความต้านทานต่อโรคและแมลง หรือทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูญหายได้ การรวบรวมและอนุรักษ์เช้ือพันธุกรรมมันเทศ จึงเป็นงานท่ีมี ความสาคัญและต้องดาเนินการอย่างต่อเน่ือง เพ่ือรักษาพันธ์ุมันเทศไม่ให้สูญหายและใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต รวมถึงเป็นแหล่งพันธุกรรมสาหรับแลกเปล่ียนและสร้างความหลากหลายทางชีวภาพของ มันเทศระหวา่ งประเทศ

28 การอนรุ กั ษเ์ ชื้อพันธ์มุ นั เทศ สามารถดาเนินการได้หลายวธิ ี ได้แก่ 3.3.1 การอนุรกั ษเ์ ช้อื พนั ธุใ์ นแปลงปลกู การปลูกและดูแลรักษาดาเนินการเหมือน ปลูกมันเทศท่ัวไปโดยจะปลูกมันเทศท่ีรวบรวมพันธ์ุ พนั ธ์ุละ 5-30 ต้นเป็นแถวแยกห่างจากกัน เพ่ือป้องกันไม่ให้พันธุ์ปนกันเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ และปลูกใหม่ทุก 120-180 วัน (หลังเก็บเก่ียวหัวมันเทศ) วิธีน้ีปฏิบัติได้ง่ายแต่ต้องใช้พื้นท่ีและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลมาก เส่ยี งต่อการทาลายจากศัตรพู ืชและภยั ธรรมชาติ ดังน้ันจึงควรมีการรวบรวมพันธ์ุไวใ้ นสถานท่ีตา่ ง ๆ อย่างน้อย 2-3 แหล่ง 3.3.2 การอนุรักษเ์ ชอ้ื พนั ธุใ์ นรูปของหวั พันธุ์ การเก็บรักษาหัวพันธุ์เป็นอีกวิธีหน่ึงท่ีมีการนามาใช้อนุรักษ์พันธ์ุมันเทศ และมีประสิทธิภาพท่ีดี พอสมควร แต่ต้องมีห้องเก็บหัวพันธ์ุที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความช้ืนสัมพัทธ์ให้คงที่ระหว่างการเก็บ รกั ษา อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 13-15 องศาเซลเซียส ความช้ืนสมั พัทธ์ 85–90 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงสามารถ เก็บรักษาหัวพันธุ์มันเทศได้นานถึง 10-12 เดือน เม่ือหัวพันธุ์มันเทศเริ่มแตกยอดใหม่จะนามาปลูกในแปลง ดูแลรักษาจนได้หัวมันเทศรุ่นใหม่ก่อนนาไปเก็บรักษาต่อไป โดยการเตรียมหัวมันเทศเพื่อเก็บอนุรักษ์พันธ์ุ ให้ ดาเนินการดังนี้ คัดเลือกหัวที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคหรือแมลงทาลาย ล้างทาความสะอาดก่อนจุ่มหัวพันธุ์ใน สารเคมีป้องกันแมลง ผึ่งให้หัวมันเทศแห้งสนิทและแผลท่ีผิวภายนอกสมานตัวดีก่อนบรรจุในภาชนะ พร้อม ระบรุ ายละเอียดของหวั พันธ์ทุ ี่เก็บรักษาอย่างชัดเจน เชน่ ชื่อพนั ธ์ุ วันทเี่ กบ็ และแหล่งเกบ็ เป็นต้น 3.3.3 การอนุรกั ษเ์ ชือ้ พันธุ์ในรูปของเมล็ดพันธุ์ การเก็บรักษาด้วยเมล็ดพันธุ์ สามารถเก็บรักษาพันธ์ุได้จานวนมากในพ้ืนท่ีจากัดเป็นเวลานาน หลายปี การเก็บด้วยวิธีน้ีจะรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของมันเทศได้จานวนมาก เน่ืองจากมันเทศ เป็นพืชผสมข้ามและผสมตัวเองไม่ติด ทาให้เมล็ดเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ซ่ึงอาจเป็นเมล็ดท่ีได้จากการข้าม แบบมีการจัดการผสมระหว่างพันธุ์ดีตา่ ง ๆ หรือเมล็ดที่ได้จากการผสมเปิดตามธรรมชาติ เมล็ดพันธ์ุมนั เทศแต่ ละเมล็ดจึงมีพันธุกรรมแตกต่างกันแม้ว่าจะมาจากพ่อแม่เดียวกัน ไม่เหมาะท่ีจะนามาปลูกขยายพันธุ์ทันที จาเป็นต้องมีการปลูกคัดเลือกก่อนนามาขยายพันธ์ุต่อไป การเก็บรักษาเมล็ดพันธ์ุมันเทศ ควรเก็บเมล็ดท่ีมี สภาพสมบูรณ์ แยกต้น และกาจัดสิ่งเจอื ปนออก แล้วนาไปเก็บท่ีอณุ หภูมิ 18 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 50 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ประมาณ 20 ปี หากเก็บท่ีสภาพตู้เย็นจะเก็บได้อย่างน้อย 5 ปี (Wilson et al., 1989) (รายละเอยี ดตามภาคผนวกที่ 1) 3.3.4 การอนรุ กั ษเ์ ชือ้ พนั ธ์ุมนั เทศโดยการเพาะเลยี้ งเน้ือเย่ือ วิธีการน้ีเป็นที่นิยมของหลายประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากมันเทศที่รวบรวมพันธ์ุจะปลอดโรค เก็บรักษาได้จานวนมากในพ้ืนที่จากัด และแลกเปล่ียนพันธุ์ระหว่างประเทศได้สะดวก แต่มีข้อจากัดที่ต้องใช้ เจ้าหน้าท่ีที่รอบรู้และมีความชานาญในด้านการขยายพันธ์ุด้วยวิธีเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อ มีเคร่ืองมือ อุปกรณ์ และ ห้องเก็บรักษาเช้ือพันธุกรรม โดยเลี้ยงมันเทศต้นเล็ก ๆ ในหลอดแก้วหรือหลอดทดลอง (in vitro plantlets) และเปล่ียนอาหาร ทุก 3-6 เดือน หรือเก็บรักษาในที่มีอุณหภูมิต่า เพ่ือให้มีการเจริญเติบโตช้าและไม่ต้อง เปลยี่ นอาหารบ่อย (รายละเอยี ดตามภาคผนวกที่ 2) 3.4 การปรับปรุงพนั ธุ์ มันเทศเป็นพืชต่างถิ่นของประเทศไทย แม้ว่าจะมีการปลูกมาเป็นระยะเวลานาน แต่จากการ ขยายพันธ์ุมันเทศด้วยการปักชาเถาหรือยอด ทาให้มันเทศที่ปลูกมีลักษณะเหมือนกันทุกต้นหากไม่เกิดการ

29 กลายพันธ์ุตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถคัดเลือกพันธุ์ให้แตกต่างจากเดิมได้ จาเป็นต้องมีการนาเข้าพันธุ์ หนว่ ยงานท่ีมกี ารวจิ ัยระหว่างประเทศ เช่น AVRDC ประเทศไต้หวนั IITA ประเทศไนจเี รีย SAPPRAD ประเทศ ฟิลิปปินส์ CIP ประเทศเปรู และอ่ืน ๆ ซ่ึงมีท้ังต้นพันธ์ุปลอดโรคและเมล็ดพันธุ์ เม่ือนาเข้าพันธุ์เหล่านี้มาแล้ว จะเพิม่ ปรมิ าณพนั ธุ์กอ่ นเข้าส่กู ระบวนปรับปรงุ พันธตุ์ อ่ ไป นอกจากการนาเข้าพันธุ์แล้ว การผสมข้ามพันธุ์เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้สร้างประชากรสาหรบั การคัดเลือก เพราะมนั เทศผสมตัวเองไมต่ ิดเมล็ด (Kowyama et al., 2008) และมลี ักษณะพันธกุ รรมแบบ heterozygous หรือการจับค่ขู องยนี ส่วนใหญม่ ีลักษณะไม่เหมือนกัน เม่ือการคดั เลือกพันธ์พุ ่อแม่ท่ีมลี ักษณะตามท่ีต้องการแล้ว การผสมข้ามพันธุ์จะทาให้เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของยีน ได้ลูกผสมท่ีมีความแปรปรวนของลักษณะต่าง ๆ สามารถใช้ในการคัดเลือก โดยทั่วไปแผนการคัดเลือกท่ีนิยมใช้ในมันเทศ ได้แก่ แผนการคัดเลือกสายต้น (clonal selection) วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ ในโครงการปรับปรุงพันธ์ุมันเทศหนึ่ง ๆ ควรกาหนด วัตถุประสงค์ของโครงการอย่างจาเพาะเจาะจง เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและคัดเลือก ซ่ึงหน่วยงานวิจัย ระหว่างประเทศท่ีมีการปรับปรุงพันธ์ุมันเทศ เช่น Asian Vegetable Research and Development Center (AVRDC) ที่ไต้หวัน International Potato Center (CIP) ท่ีเปรู และ International Institute of Tropical Agriculture (IITA) ที่ไนจีเรยี มีแนวทางในการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ไว้ใกลเ้ คียงกนั ดงั น้ี 1. คุณภาพในการบริโภคตรงตามความต้องการของตลาด เช่น หวานจัด เน้ือละเอียด เส้นใยน้อย รสชาติดี หัวมขี นาดใหญ่ ผวิ เรียบ มสี ารสีหรือสารตา้ นอนมุ ูลอิสระสงู สกุ งา่ ย เปน็ ตน้ 2. ผลผลติ สูง น้าหนกั แหง้ สงู เปอร์เซ็นตแ์ ปง้ สูง และน้าตาลต่า เพอื่ ใช้ในอุตสาหกรรมมันเทศ 3. ต้านทานตอ่ โรคและแมลงที่สาคญั ในมันเทศ เพอ่ื ลดภาระการจดั การศัตรพู ืช 4. ทนทานตอ่ สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เชน่ ทนแลง้ ทนนา้ ท่วมขัง สภาพรม่ เงา เป็นต้น 5. อายุเก็บเกย่ี วสน้ั เพ่ือใหส้ ามารถเพิม่ จานวนคร้งั ในการปลกู ต่อปี 6. เจริญเตบิ โตเรว็ และมคี ุณค่าอาหารเหมาะสมสาหรับการใชเ้ ล้ยี งสตั ว์ กระบวนการปรับปรงุ พันธุม์ นั เทศ การรวบรวบรวมพันธ์ุและสร้างประชากรสาหรับการคัดเลือก การรวบรวมพันธ์ุมันเทศมีท้ังการ นาเขา้ พนั ธุจ์ ากหน่วยงานวิจยั มนั เทศระหว่างประเทศและพันธ์พุ ืน้ เมือง โดยทว่ั ไปพันธท์ุ ่นี าเข้าจากตา่ งประเทศ มี 2 รปู แบบ คอื 1. ตน้ พันธ์ุปลอดโรค พนั ธ์ุทนี่ าเข้าเหลา่ นสี้ ว่ นใหญ่จะมีข้อมลู ลักษณะทางการเกษตร และลักษณะท่ี สาคัญอื่น ๆ เม่ือนาเข้ามาแล้วจะมีการเพิ่มปริมาณพันธ์ุให้พอเพียงสาหรับการเปรียบเทียบทดสอบ และเผยแพร่ตามลาดับ 2. เมล็ดพันธุ์ โดยขอเมล็ดพันธุ์มันเทศจากธนาคารพันธุกรรมระหว่างประเทศ เพ่ือนามาคัดเลือก ตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีตอ้ งการ เมล็ดพนั ธุ์ท่ีได้รับมีจานวนตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 เมล็ด ก่อนนามา ปลูกขยายพันธ์แุ ละเขา้ สู่กระบวนการคัดเลอื ก เปรยี บเทยี บทดสอบ และเผยแพร่ตอ่ ไป การสรา้ งประชากรสาหรับการคัดเลือก ดาเนินการโดยผสมข้ามพันธุร์ ะหวา่ งพ่อแมท่ ่ีลักษณะดีจาก ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างลูกผสมที่ลักษณะตามที่ต้องการก่อนเข้าสู่กระบวนการคัด เลือกแล ะ ขัน้ ตอนต่าง ๆ ซึง่ มขี ้นั ตอนต่าง ๆ ดงั นี้

30 การชักนาใหอ้ อกดอก ในการผสมข้ามพันธุ์มันเทศจาเป็นต้องเลือกช่วงเวลาท่ีเหมาะสม หรือมีการจัดเพื่อชักนาให้มันเทศ ออกดอก เนื่องจากการออกดอกของมันเทศเกิดขึ้นในช่วงของความยาววันส้ัน (Grüneberg et al., 2015; Hall and Phatak, 1993) ต้องการความยาวช่วงแสงน้อยกว่าความยาววันวิกฤติซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละ พันธุ์ สาหรับประเทศไทยพนั ธมุ์ ันเทศส่วนใหญ่จะออกดอกในชว่ งปลายปี ซ่งึ เป็นช่วงที่เรม่ิ เปล่ียนสู่ฤดูแล้งหรือ ฤดูแล้งเหมาะสมในการผสมพันธุ์มันเทศ ดังน้ันจึงควรปลูกมันเทศที่ต้องการผสมพันธุ์ในช่วงของปลายฝน เพ่ือให้ตน้ มีการเจรญิ เติบโตเตม็ ที่กอ่ นออกดอก และทาการผสมพนั ธุ์ จึงทาให้ผสมพันธุไ์ ดเ้ พยี งหนึง่ ครั้งตอ่ ปี หากต้องการผสมพันธ์ุมันเทศในช่วงอ่ืน ๆ สามารถทาได้โดยการคลุมแปลงผสมพันธ์ุหรือต้นด้วยผ้า ทึบท่ีป้องกันแสงได้ ให้มีความยาวของแสงต่อวันน้อยกว่า 8-11.5 ชั่วโมง นอกจากน้ีวิธีท่ีนิยมใช้ ได้แก่ การ เสียบยอดมันเทศพ่อแม่พันธุ์กับต้นตอผักบุ้งฝร่ัง (morning glory: Ipomoea nil) (Grüneberg et al, 2015; Jones, 1980; Kobayashi and Nakanishi, 1979) ผักบุ้งฝร่ังเป็นไม้ดอกประดับที่ออกดอกง่าย เมื่อนามาใช้ เป็นต้นตอและเสียบยอดด้วยมันเทศ มันเทศพ่อแม่พันธ์ุท่ีเสียบยอดจะสามารถออกดอกได้นอกช่วงวันสั้น (รายละเอยี ดตามภาคผนวกท่ี 3) นอกจากผักบงุ้ ฝรงั่ แลว้ ในประเทศจีนมีการใชผ้ ักบงุ้ เป็นตน้ ตอดว้ ยเช่นกนั การเตรยี มแปลงผสมพันธุ์และปลกู มนั เทศ มันเทศต้องการแสงแดดจัดตลอดวันดังนั้นต้องเตรียมแปลงกลางแจ้ง โดยท่ัวไปมีขนาดแปลง แตกต่างกนั ดงั นี้ - ปลูกแถวคู่ เตรียมแปลงขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 10 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 1 เมตร ปลูกเปน็ แถวคู่ระยะหา่ งระหว่างแถว 2 เมตร ระยะหา่ งระหว่างต้น 1 เมตร - ปลูกแถวเดยี ว เตรียมแปลงขนาดกวา้ ง 2 เมตร ยาว 10 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 1 เมตร และระหว่างต้น 1 เมตร การปลูกใช้ยอดพันธุ์ท่ีเตรียมไว้แล้วหรือต้นเสียบยอดในการปลูก หลังปลูก 20-30 วัน ทาค้างรูป ตวั ทหี รือปักตรง จากน้ันคอยจับยอดมันเทศให้พันขึ้นค้าง หากวางแผนใหม้ ีการผสมข้ามตามธรรมชาติ ใหป้ ลูก มันเทศพ่อแม่พันธ์ุสลับต้นภายในแถวเดียวกัน หรือปลูกสลับแถวภายในแปลงเดียวกัน หากผสมพันธ์ุด้วยมือ (hand pollination) ควรปลูกพอ่ แม่พนั ธ์ุมันเทศแยกแถวหรือแยกแปลง เพอ่ื ความสะดวกในการผสมพันธ์ุ การผสมเกสร มีการผสมเกสร 2 รูปแบบ คือ 1. การผสมแบบเปิด (open pollination) คือ การปล่อยมนั เทศเกิดการผสมพนั ธุ์เองตามธรรมชาติ การผสมแบบน้ี แปลงผสมพันธ์ุต้องมีระยะห่างเพียงพอ (isolation distance) ประมาณ 200-300 เมตร (Jones, 1980) เพอื่ ป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปอื้ นของเกสรจากต้นท่ีไม่ต้องการ ซ่ึงอาจเปน็ การผสมข้ามเพียงคู่ เดยี ว (single cross) หรือผสมข้ามหลายหลายพนั ธ์ุ (polycross) ภายในบริเวณเดียวกันก็ได้ การผสมเปิดแบบ น้ีทาได้โดยง่ายและจะได้เมล็ดพันธ์ุจานวนมาก แต่จะไม่ทราบประวัติของต้นพ่อพันธุ์ เมล็ดท่ีได้จากการผสม พนั ธดุ์ ้วยวธิ นี ้ีเหมาะแกก่ ารนาไปอนรุ ักษ์พนั ธกุ รรม เพราะสามารถรวบรวมความหลากหลายทางพันธุกรรมของ พนั ธุด์ ีไดจ้ านวนมาก 2. การผสมพนั ธดุ์ ว้ ยมือ เลือกดอกที่จะบานในวนั รุง่ ข้นึ 2.1 เตรยี มดอกของตน้ พ่อพันธ์ุ โดยนาหลอดพลาสติกยาว 2-3 เซนตเิ มตร ไปสวมทดี่ อก เพอ่ื ป้อง กันการปนเป้ือนของเกสรจากต้นอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากแมลง ซึ่งจะนาเกสรจากดอกที่เตรียมไว้นี้ไปใช้ผสมเกสร ในวนั รุ่งขน้ึ ตอ่ ไป

31 2.2 เตรียมดอกของต้นแม่พันธ์ุ ให้คัดเลือกดอกท่ีสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคหรือแมลงทาลาย แล้ว ทาการตอนดอก โดยดึงอับเกสรเพศผู้ออกทั้งหมดแล้วคลุมดว้ ยซองกระดาษ ก่อนใช้คลิบเสียบกระดาษยึดซอง กระดาษตดิ กับก้านช่อดอกให้แนน่ ป้องกนั ไมใ่ หถ้ ูกแมลงผสมพันธุ์ 2.3 การผสมเกสรควรดาเนินการระหว่าง 07.00-10.00 น. โดยเปดิ ซองกระดาษของดอกเพศเมีย ที่เตรียมไว้แล้วออก นาละอองเกสรเพศผู้จากดอกท่ีเตรียมไว้มาป้ายหรือถ่ายลงยอดเกสรเพศเมีย อาจใช้พู่กัน ในการช่วยผสมเกสร หลังการผสมเกสรคลุมด้วยซองกระดาษแล้วยึดให้แน่นกับก้านช่อดอก ติดป้ายบันทึก รายละเอียดการผสมพนั ธ์ุ ได้แก่ ช่ือพ่อและแม่พันธุ์ และวนั ที่ผสมพันธ์ุดว้ ย หลังผสมเกสร 3-4 วัน ดอกที่ผสม ตดิ จะมีก้านดอกสีเขียวและพฒั นาตอ่ ไปตามลาดับ ใชเ้ วลาประมาณ 4-6 สปั ดาห์จงึ เริม่ เก็บเก่ยี วเมลด็ พันธ์ุ การเตรยี มดอกของตน้ พ่อพนั ธุ์ การผสมเกสร การเตรยี มดอกของต้นแม่พันธ์ุ และตดิ ปา้ ยรายละเอียดคูผ่ สม ภาพที่ 23 การผสมเกสรดอกมันเทศ (Wilson et al., 1989) การเพาะเมล็ดพนั ธ์ุมนั เทศ เมล็ดพันธ์ุมันเทศมีการพักตัวทางกายภาพ เน่ืองจากมีเปลือกเมล็ดแข็งและหนา ในการเพาะเมล็ด หากไม่มีการทาลายการพักตัวดังกล่าว จะทาให้เมล็ดงอกช้า และงอกไม่สม่าเสมอ บางเมล็ดอาจใช้เวลาในการ งอกนาน 6-10 เดอื น การแก้ไขการพักตัวสามารถทาให้ได้ง่าย โดยทาให้เปลือกเมล็ดแตกหรอื ทาใหบ้ างลงดว้ ย วิธีต่างๆ เช่น การขลิบ การขัดด้วยกระดาษทราย การแช่ในกรดซัลฟูริค (sulfuric acid) ความเข้มข้น 98 เปอร์เซ็นต์ นาน 20 นาที ล้างเมล็ดด้วยน้าไหล ประมาณ 5 นาที ก่อนนามาเพาะให้ได้ต้นกล้าและ ขยายพนั ธ์ุคัดเลอื กต่อไป การคดั เลอื กพนั ธ์ุมันเทศ ในมนั เทศส่วนใหญใ่ ชว้ ิธี คดั เลอื กสายตน้ มีขั้นตอน ดงั น้ี 1. การทดสอบเบอ้ื งต้น (preliminary observation) เพาะเมล็ดท่ีได้จากการผสมพนั ธ์ุ 2,500- 5,000 เมลด็ และขยายพันธุ์ใหม้ ีจานวน 4 ตน้ ต่อสายต้น กอ่ นนาไปปลูกลงแปลงคดั เลอื ก คัดเลอื กไว้ 250- 500 สายตน้ 2. ปลกู คดั เลือกครง้ั ทีห่ นึ่ง นามันเทศลกู ผสมทผี่ ่านการทดสอบเบ้ืองตน้ จานวน 250-500 สายต้น มาปลกู เป็นแถว แถวละ 10-20 ตน้ สายตน้ ละ 1-2 แถว คัดเลอื กให้เหลือ 25-50 สายตน้

32 3. ปลูกคัดเลอื กครง้ั ท่ีสอง ปลกู สายต้นมนั เทศที่ผา่ นการคัดเลือกครั้งที่หน่งึ จานวน 25-50 สายตน้ เป็นแถว แถวละ 10-20 ต้น สายตน้ ละ 4-8 แถว คดั เลือกใหเ้ หลือ 10-20 สายต้น หรอื คดั เลือกซา้ จนกว่าจะ พอใจ การเปรียบเทยี บสายตน้ คัดเลือกเบื้องตน้ /สายตน้ ดเี ดน่ 1. ปลูกเปรียบเทียบสายต้นคัดเลือกเบ้ืองต้น วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ เปรียบเทียบระหว่างสายต้นท่ีคัดเลือก 10-20 สายต้นกับพันธ์ุการค้าหรือพันธ์ุท่ีเกษตรกรปลูก 1-2 พันธุ์ ดาเนินการที่ศูนย์วิจัย 1-2 สถานท่ี ปลูกเปรียบเทียบในฤดูแล้งและฤดูฝนอย่างน้อย 2 ปี ประเมินการ เจริญเติบโต ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การเกิดโรคและแมลง คัดเลือกสายพันธุ์ท่ีดีเด่น 5-10 สายต้น เพอื่ ไปทดสอบพนั ธุ์ในระดบั ทอ้ งถิน่ 2. การเปรยี บเทียบสายต้นดเี ด่น นามนั เทศทีผ่ า่ นการคดั เลอื ก จานวน 5-10 สายพนั ธไ์ุ ปปลกู ทดสอบ ในศูนยว์ จิ ยั หรือสถานีทดลองในภมู ภิ าคหรือในทอ้ งถ่ินต่าง ๆ ท่ปี ลกู มันเทศเป็นการค้า จานวน 5-10 สถานท่ี โดยมพี ันธทุ์ เี่ กษตรกรนยิ มปลกู เปน็ การค้าเป็นพนั ธุเ์ ปรยี บเทยี บ 1 พันธุ์ ทดลองทั้งฤดูแลง้ และฤดฝู น ประเมิน ผลผลิต คณุ ภาพของผลผลติ การปรับตวั เข้ากับสภาพแต่ละท้องถ่ิน คดั เลือกสายตน้ ท่ีดเี ดน่ ทใ่ี ห้ผลผลติ สงู หวั มีคุณภาพดี ทนทานต่อโรคแมลง และปรบั ตวั ได้เหมาะกบั สภาพการปลูกแต่ละท้องถน่ิ เพื่อไปทดสอบพันธุ์ใน ไร่เกษตรกร 3-5 สายตน้ การทดสอบพนั ธุแ์ ละเผยแพร่ 1. การทดสอบพนั ธ์ุในไรเ่ กษตรกร นามันเทศท่ีผา่ นการทดสอบพันธุ์ จานวน 3-5 พนั ธุ์ ไปปลูก ทดสอบในไรเ่ กษตรกร เปรยี บเทียบกับพนั ธท์ุ ี่เกษตรกรนยิ มปลูก 1 พันธ์ุ ทงั้ ฤดแู ล้งและฤดูฝน ประเมนิ ผลผลติ คณุ ภาพผลผลติ การยอมรบั พันธ์ุของเกษตรกรและผ้บู รโิ ภค คัดเลือกพนั ธ์ุทดี่ เี ดน่ 1-3 พนั ธุ์ 2. การขยายพันธ์แุ ละเผยแพรพ่ ันธุ์ หลงั จากทาการทดสอบพันธุม์ ันเทศในไรเ่ กษตรกรแลว้ คัดเลอื ก ท่เี กษตรกรและผบู้ ริโภคยอมรับไปปลกู ขยายพันธ์ุใหม้ ปี ริมาณมากขนึ้ 1-3 พนั ธ์ุ ต่อจากนนั้ แนะนาพันธห์ุ รือ เผยแพร่พันธุใ์ ห้เกษตรกรแตล่ ะท้องถ่ินปลูกเปน็ การคา้ ตอ่ ไป

33 การปรบั ปรงุ พนั ธมุ์ ันเทศ รวบรวมพันธุ์ ผสมพันธุ์ เพาะเมล็ดลูกผสม (2,500-5,000 เมล็ด) พนั ธ์ุ) คดั เลอื ก 250-500 สายตน้ 25-50 สายตน้ 10-20 สายตน้ เปรียบเทยี บพันธ์ุ (คดั เลือก 5-10 สายตน้ ) พนั ธุ์) ทดสอบพันธใ์ุ นระดบั ท้องถ่ิน (คัดเลือก 3-5 สายตน้ ) ทดสอบพันธใ์ุ นไรเ่ กษตรกร (คดั เลอื ก 1-3 พนั ธ์)ุ ภาพที่ 24 แผนผังการปรบั ปรงุ พนั ธุ์มันเทศ

34 บทที่ 4 การขยายพันธุ์ มันเทศสามารถขยายพันธ์ุได้ 2 แบบ คือ แบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ โดยการขยายพันธ์ุแบบ อาศัยเพศด้วยเมล็ด นิยมใช้ในการปรับปรุงพันธ์ุ ส่วนการขยายพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศด้วยเถาเป็นวิธีนิยมใช้ ท่ัวไปในการผลิตและเพิ่มปริมาณต้นพันธ์ุมันเทศ นอกจากนี้ การปักชาข้อ การแยกยอดหรือการใช้ยอดพันธ์ุ จากหัว การใช้หัวพันธุ์ขนาดเล็ก และการเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือ ยังเป็นอีกหลาย ๆ วิธีท่ีมีการใช้ในการขยายพันธุ์ และอนุรักษ์พนั ธม์ุ ันเทศ 4.1 การเพาะเมล็ด เมล็ดมันเทศมีเปลือกหนา ทาให้น้าซึมผ่านเข้าไปยาก ก่อนนามาเพาะจึงต้องทา ให้เปลือกเมล็ดแตกหรือบางลง เช่น การตัดปลายเมล็ด หรือแช่เมล็ดในกรดซัลฟูริค (sulfuric acid) ความ เข้มข้น 98 เปอร์เซ็นต์ นาน 20 นาที จากนั้นล้างเมล็ดด้วยน้าไหลประมาณ 5 นาที ก่อนนาไปเพาะในกระบะ เพาะกล้า และย้ายปลูกลงแปลงต่อไป การปลูกโดยวิธีการเพาะเมล็ดส่วนใหญ่จะได้ลักษณะไม่เหมือนต้นแม่ พนั ธ์ุ จงึ ไม่เปน็ ทน่ี ิยมของเกษตรกร แตเ่ หมาะสาหรบั การคดั เลอื กพนั ธุ์ให้มีคณุ สมบัติดีกวา่ พันธเ์ุ ดิม 4.2. การใช้ลาต้นหรือเถา วิธีน้ีนิยมใช้ในการขยายพันธุ์มันเทศเพราะขยายพันธุ์ง่าย ต้นใหม่ที่ได้จาก การขยยายพันธุ์ด้วยวิธีน้ีจะมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเหมือนเดิม โดยเลือกตัดต้นหรือเถามันเทศท่ีมี ความสมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลงทาลายจากส่วนยอดยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร ก่อนนามาใช้ปลูกต่อไป ซง่ึ จะใหผ้ ลผลติ สงู และหวั มีคุณภาพดีกวา่ การใชส้ ่วนอืน่ ของเถา ภาพท่ี 25 ทอ่ นพันธมุ์ นั เทศ (ซา้ ย) และการจุ่มท่อนพนั ธม์ุ ันเทศ (ขวา) (นรนิ ทร์, 2542) 4.3. การใช้ยอดที่แตกจากหัวพันธุ์ โดยการนาหัวมันเทศมาวางเรียงกันในกระบะทรายหรือในแปลง เพาะชา รดน้าให้ความชื้นประมาณ 15-30 วัน จะมีการแตกหน่อหรือยอดใหม่จานวนมาก ตัดหน่อหรือยอด พันธท์ุ ี่แตกออกจากหวั ยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร นาไปปลูกลงแปลง หลงั จากน้ันอีก 2 สัปดาห์ สามารถ ตดั ยอดไปปลูกลงแปลงได้ จาก 1 หวั จะตดั ยอดไดอ้ ีกประมาณ 45-75 ยอด

35 ภาพท่ี 26 การขยายพันธ์ุโดยใช้ยอดจากหัวพนั ธุ์ (Sweetpotato Breeding in KONARC, 2005) 4.4. การปักชาข้อของลาต้น วิธีน้ีเริ่มจากการคัดเลือกพันธ์ุมันเทศจากท่ีปลูกในแปลงท่ีมีอายุไม่มาก นักประมาณ 1-2 เดือน หรือเป็นยอดพันธุ์จากหัวพันธ์ุที่เพาะชาในเรือนเพาะชาอยู่แล้ว โดยคัดเลือกเฉพาะ ยอดพันธ์ุที่สมบูรณ์ แข็งแรงปราศจากโรคและแมลง มาตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ ให้มีข้อ 1-2 ข้อ นาไปจุ่มสารเคมี ป้องกันและกาจดั โรค และปกั ชาในกระบะทราย รดน้าให้มีความช้นื อยู่เสมอ ประมาณ 10-15 วนั จะแตกยอด ใหม่ สามารถนาต้นท่ีได้จากการปักชาไปปลูกลงแปลงต่อไป หรือจะใช้ยอดท่ีออกจากข้อดังกล่าวมาปักชาต่อ เพื่อให้มีปริมาณมากข้ึนแล้วจึงนาไปปลูกลงแปลง วิธีการขยายพันธุ์วิธีนี้เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่รวดเรว็ เหมาะ สาหรบั ผู้ปลูกทมี่ ยี อดพันธจุ์ ากัด (ภาพที่ 25) ยอดพนั ธดุ์ ี ตดั ยอดเปน็ ขอ้ ๆ ปกั ชาในกะบะทราย นายอดทแี่ ตกใหมไ่ ปปลกู ได้ ภาพท่ี 27 การขยายพนั ธ์ุมันเทศโดยการปักชาข้อ (นรินทร์, 2542) 4.5. การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ เป็นการขยายพันธ์ุท่ีได้ต้นพันธุ์เป็นปริมาณมาก และปราศจากโรคและ แมลง ดีกว่าทุกวิธีที่กล่าวมา แต่มีข้อจากัดตรงที่ผู้ขยายพันธุ์วิธีน้ีต้องมีความรู้ความชานาญด้านขยายพันธ์ุพืช ด้วยวธิ ีเพาะเลยี้ งเนื้อเยือ่ โดยเฉพาะ และต้องมหี อ้ งปฏิบตั กิ ารเพาะเลีย้ งเน้ือเย่ือ

36 ข้อดีของการขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเล้ียงเน้อื เยือ่ 1. เพิม่ ปริมาณตน้ ใหม่ไดจ้ านวนมาก ภายในเวลาจากดั 2. ประหยดั แรงงานในการดแู ลรักษา 3. ปลอดโรคและแมลงศตั รูพืช 4. อนรุ ักษ์เช้อื พันธ์ุไดจ้ านวนมากในพ้นื ท่ีจากดั ปอ้ งกันการสูญหายของพันธุ์ เน่อื งจากสภาพแวดลอ้ ม ไมเ่ หมาะสม เชน่ ฝนแลง้ นา้ ทว่ ม แผ่นดนิ ไหว 5. ขนส่งและแลกเปลยี่ นเชื้อพนั ธุกรรมง่าย

37 บทท่ี 5 การปลกู และการดแู ลรักษา 5.1 การปลูกและการดแู ลรกั ษา มันเทศเป็นพชื ทีส่ ามารถเจริญเติบโต และให้ผลผลิตไดใ้ นเขตร้อนและกึ่งอบอนุ่ ท่ัวโลก สภาพแวดลอ้ ม ท่ีเหมาะสมสาหรับการปลกู มนั เทศมีดงั น้ี 5.1.1 สภาพดิน มันเทศปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย ระบายน้าดี ซึ่งสะดวกในการเตรียมดินและทาให้มันเทศลงหัวได้ดี เก็บเก่ียวผลผลิตง่าย สาหรับแหล่งปลูกที่ เป็นดินเหนียว ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลควาย หรือปุ๋ยหมัก หรือเศษเหลือจากพืช เช่น เปลือกถั่วเหลอื ง เปลอื กถั่วเขยี ว เปลือกถั่วลิสง ชานอ้อย กากมันสาปะหลงั และขี้เถ้าแกลบ หวา่ นแล้วไถกลบ ท้ิงไว้ให้สลายตัว จะทาให้ลงหัวได้ดีกว่าการปลูกในดินเหนียวโดยตรง ส่วนความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินท่ี เหมาะสม คือ 5.5-6.5 จงึ ปลูกได้ทกุ ภาคของประเทศไทย 5.1.2 สภาพภมู ิอากาศ ประกอบดว้ ย 1. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 21-32 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ากว่า 10 องศา- เซลเซียส จะทาให้ชะงักการเจริญเติบโตหรือได้รับความเสียหายจากน้าแข็งได้ หากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา- เซลเซียส จะเจรญิ เฉพาะทางใบแตม่ กี ารลงหัวน้อย 2. ปรมิ าณน้าฝน มันเทศปลูกไดใ้ นบริเวณท่ีมปี ริมาณน้าฝนต้งั แต่ 500-1,000 มิลลเิ มตรตอ่ ปี ถา้ ดนิ มี ความชื้นสูงเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝน จะมีการเจริญเติบโตทางส่วนยอดมากกว่าการลงหัว ฉะน้ัน ใน การปลูกมันเทศในแหล่งท่ีมีปริมาณน้าฝนสูงกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี ควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดิน ทรายมกี ารระบายน้าดี 3. แสงแดด มันเทศต้องการแสงแดดตลอดวัน ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอหรือมีร่มเงา ทาให้ต้นมี การเจริญเติบโตไม่สมบรู ณแ์ ละผลผลิตต่า 5.1.3 ฤดปู ลกู ประเทศไทยสามารถปลูกมันเทศไดต้ ลอดปี ดังน้ันเกษตรกรในแต่ละพ้ืนที่จงึ ปลูกมันเทศในช่วงเวลาท่ี แตกต่างกัน การปลูกในชว่ งฤดูฝน นิยมปลูกในเขตจังหวัด เชยี งใหม่ เชียงราย พิษณุโลก พจิ ิตร เลย เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี เร่ิมปลูกต้ังแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกันยายนถึงตุลาคม การ ปลกู มนั เทศในตน้ ฤดฝู นน้นั ส่วนใหญจ่ ะเปน็ การปลกู ในทีด่ อนสภาพไร่ และท่สี ูงตามไหล่เขา ถ้าปลูกในที่ราบลุ่ม ดินระบายน้าไม่ดี จะมีเจรญิ ทางยอดมากกวา่ การลงหัว การปลูกในช่วงปลายฤดูฝน นิยมปลูกมากในเขตจังหวัดสุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ระยอง ตราด ปราจีนบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็น ต้น เริ่มปลูกต้ังแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ข้ึนกับช่วงฤดูฝนที่ตกในแต่ละ ภมู ิภาคด้วย และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนมกราคม การปลูกในช่วงน้ีถงึ แม้ว่าปริมาณฝนจะมีน้อยกว่าการปลูก ชว่ งต้นฤดูฝน แต่ก็ยงั เพียงพอท่ีจะเจริญเติบโตได้ ประกอบกับช่วงดังกล่าวจะตรงกับช่วงฤดูหนาวของประเทศ ไทยอุณหภูมิจะต่ากว่าฤดูอ่ืน ๆ อยู่ที่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซยี ส เป็นช่วงที่เหมาะสาหรับการเจรญิ เติบโต และการลงหัว และพบว่า ช่วงดังกล่าว ในเวลากลางคืนจะมีน้าค้างมากเพียงพอกับการเจริญเติบโต การปลูก ในชว่ งปลายฝนนจี้ ะใหผ้ ลผลติ สูงกว่าช่วงต้นฤดูฝนและฤดูแล้ง

38 การปลูกในชว่ งฤดูแล้ง เป็นการปลกู มันเทศในเขตชลประทาน หรือปลูกในท่ีลุ่มแบบสวนยกร่อง นิยม ปลูกมากในเขตจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ปทุมธานี สพุ รรณบรุ ี ราชบุรี และนครปฐม เปน็ ต้น เร่ิมปลกู ในเดอื น กุมภาพันธ์ถงึ มีนาคมและเก็บเก่ียวผลผลิตในเดอื นมิถนุ ายนถงึ กรกฎาคม 5.1.4 การเลือกพน้ื ทีป่ ลกู การจะปลกู มันเทศเพือ่ เป็นการคา้ ให้ไดผ้ ลตอบแทนสูงน้นั ควรพจิ ารณาเลือกท่ปี ลกู ดงั น้ี 1. ควรเลือกปลูกในแหล่งท่ีมีการคมนาคมขนส่งสะดวก เพ่ือลดต้นทุนในการขนส่ง และลดความ เสียหายของผลผลิตระหว่างการขนสง่ 2. ไม่ควรปลูกในพ้ืนที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่าเกินไป หรือดินท่ีมีกรวดหิน ดินลูกรังปะปน หรือ พ้ืนท่ีที่มีความเป็นกรดหรือด่างจัดเกินไป เพราะมันเทศจะลงหัวน้อย ให้ผลผลิตต่า หรือจะต้องใช้ปัจจัยการ ผลติ สงู จึงจะไดผ้ ลผลิตสูง ดนิ ทีเ่ หมาะสมควรเปน็ ดินรว่ นปนทราย มีอนิ ทรีย์วตั ถุปานกลางถึงสูง 3. ไมค่ วรปลูกในพ้นื ท่เี ดิมติดต่อกันเปน็ เวลาหลายปี เพราะอาจมีโรคและแมลงศัตรมู ันเทศสะสม และ เกิดการระบาด ทาให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้วงงวง มนั เทศ เปน็ แมลงศตั รทู ี่ระบาดได้ตลอดปี หากจาเป็นต้องปลกู ซ้าท่เี ดิม ควรปลกู พืชชนดิ อน่ื ๆ เช่น พืชตระกูล ถัว่ หรือการทานาปี นาปรงั สลับกับการปลูกมนั เทศ 4. ในแหล่งทม่ี ีนา้ ท่วมเป็นครง้ั คราว ในชว่ งการเจรญิ เติบโตถ้ามันเทศได้รบั น้าหรือความช้ืนมากเกินไป จะมีการเจริญทางส่วนยอดมาก (เฝือใบ) ลงหัวน้อย ผลผลิตต่า หรือหัวอาจจะเน่าเสียหาย ควรปลูกด้วยวิธี ยกรอ่ ง ซง่ึ จะได้ผลผลิตทดี่ กี ว่า 5. การปลูกในฤดแู ลง้ ควรเลือกปลกู ในแหล่งที่อยู่ใกลแ้ หล่งน้า หรืออยู่ในเขตที่มีระบบน้าชลประทานดี 5.1.5 การเตรยี มพ้นื ทป่ี ลูก มันเทศเป็นพืชท่ีมีระบบรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน การปลูกด้วยวิธียกร่อง เป็นวิธีการปลูกที่ดีที่สุด โดยยกร่องสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร ระยะหา่ งระหวา่ งรอ่ งหรือระหวา่ งแถวประมาณ 75-100 เซนติเมตร 5.1.6 การคดั เลอื กท่อนพนั ธ์ุ คัดเลือกท่อนพันธุ์จากต้นท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลง โดยตัดเฉพาะส่วนยอดยาว 30 เซนติเมตร ปลูกหรือขยายพันธุ์เท่าน้ัน หากมีปริมาณยอดพันธ์ุไม่เพียงพอ สามารถใช้ส่วนถัดมาของเถาท่ี ตัดยอดไปแล้วได้อีก 1-2 ท่อน นาไปปลูกทันทีหรือนามามัดรวมกัน มัดละ 100-200 ยอด เก็บไว้ในที่ร่ม รด น้าใหค้ วามชืน้ 2-3 วนั ก่อนนาไปปลกู 5.1.7 ระยะปลกู ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 100 เซนติเมตร ใช้ ยอดพันธ์ุประมาณ 5,330 ยอดต่อไร่ ซ่ึงจะให้ผลผลิตสูง หัวมีคุณภาพสม่าเสมอ ส่วนในแปลงปลูกท่ีดินมี ความอุดมสมบูรณ์ต่า และเป็นการปลูกช่วงปลายฤดูฝน หรอื ฤดูแล้ง ควรใช้ระยะปลูก 30x75 เซนติเมตร ใช้ ยอดพันธป์ุ ระมาณ 7,110 ยอดต่อไร่ โดยวางยอดขวางแปลง ก่อนกลบดนิ ให้มขี ้ออย่างน้อย 2-3 ข้อใต้ดิน 5.1.8 การปฏิบัติดูแลรักษามันเทศ มันเทศเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่จาเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนกับการปลูกพืชผัก หรือพืชสวนบาง ชนิด เพียงแตใ่ นระยะแรกของการปลูก ต้องมีการรดน้า ใสป่ ุ๋ย กาจัดวชั พชื ป้องกันและกาจัดแมลงศตั รูมันเทศ ให้เจริญเติบโตแข็งแรง และทอดยอดเลื้อยคลุมแปลงได้ การปลูกเพ่ือให้ได้ผลผลิตสูง หัวมีคุณภาพดี ควร ปฏบิ ัตดิ ูแลรักษาดังนี้

39 1. การให้นา้ การปลูกมันเทศในช่วงต้นฤดูฝน ถ้าแหล่งใดมีฝนตกสม่าเสมอ ไม่จาเป็นต้องรดน้า หรือให้เพียงแต่ ช่วงแรกท่ีปลูกใหม่ ๆ ถ้าแปลงปลูกขาดน้า ควรให้น้าบ้าง ส่วนในการปลูกมันเทศช่วงปลายฤดูฝน ควรปลูก ก่อนที่จะหมดฤดูฝน ประมาณ 1 เดือน เม่ือมันเทศเล้ือยปกคลุมแปลงแล้วให้น้าเดือน 1-2 คร้ัง สาหรับการ ปลูกในฤดูแล้งเป็นการปลูกในเขตชลประทาน ควรมีการให้น้าสม่าเสมอ โดยเฉพาะอย่างย่ิงช่วงแรกของการ ปลูก จะต้องรดน้าอยู่เสมอ ให้เล้ือยปกคลุมแปลงให้ได้ภายในระยะเวลา 30-45 วัน หลังจากการปลูก ต่อจากน้ัน ใหน้ า้ เดอื นละ 2-4 คร้ัง ข้อควรพิจารณาในการให้น้า ความถ่ีห่างในการให้น้า และปริมาณน้าท่ีให้กับแปลงปลูกแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับพันธ์ุมันเทศ สภาพดินปลูก ฤดูกาลปลูก ระดับน้าใต้ดิน แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์และ กระแสลม วธิ ีการให้น้า สามารถให้น้ามันเทศได้หลายวิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น เช่น การใช้สาย ยางติดมอเตอรห์ รือเครื่องสูบน้า การใช้เครอ่ื งสูบน้าติดกับเรือรดน้าแบบสวนยกรอ่ ง และการให้น้าแบบวิธกี าร ปล่อยน้าไหลไปตามร่อง (furrow) ซ่ึงเป็นวิธีท่ีนิยมปฏิบัติ โดยปล่อยให้น้าไหลเข้าร่องเว้นร่อง สามารถ ประหยดั ปรมิ าณนา้ และลดแรงงานในการกาจดั วชั พืชได้ดีกว่าการใหน้ า้ ไหลทกุ ร่อง 2. การปลกู ซอ่ ม หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน ควรตรวจดูแปลงปลูก ต้นใดหรือหลุมใดไม่แตกยอด ขึน้ มาหรือแห้งตายควรนายอดพันธ์ุมาปลูกซ่อมใหม่อีกคร้ัง ซึ่งจะดีกวา่ การปล่อยให้ต้นตายหรือมหี ลุมว่างเป็น ระยะ เปน็ การเสียพ้นื ทปี่ ลกู ไปโดยเปลา่ ประโยชน์ จานวนตน้ ลดลงผลผลติ ตอ่ ไร่ก็จะลดลง แตก่ ารดูแลรักษาทั้ง ไรย่ งั คงเดิม 3. การบารงุ ดินและการใสป่ ๋ยุ การใส่ปยุ๋ อินทรีย์ ในดินที่มอี ินทรยี ์วัตถุต่า หรือดินที่ปลกู ติดต่อเป็นประจาทุกปี การบารงุ ดินโดยการ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ซ่ึงได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือเศษเหลือจากพืช เช่น เปลือกถวั่ เหลือง เปลืองถ่ัวลิสง เปลือกถ่ัว เขียว เศษชานอ้อย เศษมันสาปะหลังหรือฟางข้าว ซากต้นไม้เล็ก ๆ และมีเศษใบหญ้าต่าง ๆ ลงไปในดิน จะ ช่วยให้คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของดินดีข้ึน และมีธาตุอาหารในดินท่ีสมดุล เหมาะแก่การ เจริญเติบโต ในการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงแปลงปลูก ทาโดยการหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตามท่ีจะจัดหาได้ แล้ว ไถดะหรือไถพรวน ให้ผสมคลุกเคล้ากับดินปลูก นอกจากน้ีการปลูกพืชตระกูลถ่ัว เช่น ถั่วเขียว หรือปอเทือง แล้วไถกลบเป็นปยุ๋ พืชสดกเ็ ปน็ อีกวธิ ีหน่งึ ทนี่ ยิ มปฏบิ ตั ิ การใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีที่ใส่มีธาตุอาหารหลักอยู่ 3 ธาตุ คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และ โพแทสเซียม (K2O) การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการใส่ปุ๋ยเพ่ือชดเชยธาตุอาหารส่วนท่ีมันเทศดูดข้ึนไป การเพ่ิมผลผลิต อย่างมากของมันเทศในหลายประเทศระหว่าง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการให้ปุ๋ย N-P-K ในอัตราท่ี เหมาะสม ซง่ึ แตกต่างกันไปตามพนื้ ท่ปี ลกู พนั ธุ์ สภาพแวดลอ้ ม และอื่น ๆ ส่วนวิธีการใส่ปุ๋ยเคมี เนื่องจากมันเทศเป็นพืชที่มีเถาเลื้อยคลุมแปลง การโรยปุ๋ยข้างแปลงจะปฏิบัติ ไม่สะดวก และอาจมีปุ๋ยบางส่วนตกไปท่ีทางเดิน ไม่มีประโยชน์ต่อต้นที่ปลูกอยู่บนหลังแปลง เกษตรกรผู้ปลูก สามารถใสป่ ุ๋ยเคมีได้หลายวิธี ดังนี้ หว่านปุ๋ยเคมีทงั้ หมดช่วงไถพรวน หรอื ชว่ งก่อนข้ึนแปลงปลกู ครั้งเดยี ว หรือ อีกวิธีหนึ่งคือ แบ่งปุ๋ยเคมีออกเป็น 2 ส่วน ใส่รองพื้นก่อนปลูกในการไถพรวน หรอื ไถยกแปลงสามเหล่ียมและ หลังจากนั้นอีก 45 วัน ใส่ปุ๋ยคร้ังที่ 2 โดยใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กปลายแหลม หรือใช้ด้ามจอบเจาะหลังแปลงปลูก ตรงช่องว่างระหว่างระยะปลูกแต่ละต้น แบบต้นเว้นต้น ใช้ไม้ไผ่หรือด้ามจอบดังกล่าวเจาะดินเป็นหลุมเล็ก ๆ แล้วจงึ หยอดปุ๋ยเคมลี งไป ซง่ึ สะดวกในการปฏบิ ตั แิ ละพืชจะได้รบั ปุ๋ยเคมไี ดด้ ีกวา่ วธิ ีอ่ืน

40 4. การกาจัดวชั พืช วัชพืชเป็นปัญหาสาคัญในช่วง 2 เดือนแรกของการปลูกเท่าน้ัน หลังจากน้ัน การเจริญเติบโตอย่าง รวดเร็วของเถามันเทศจะสามารถปกคลุมดินและคลุมวัชพืชอื่น ๆ ได้ ฉะน้ัน ในช่วงแรกของการปลูกถ้ากาจัด วัชพืชได้ดีแล้วตั้งแต่ 1-2 เดือนแรก เดือนท่ี 3-4 อาจไม่จาเป็นต้องกาจัดวัชพืช ในการปลูกช่วงฤดูฝน ถ้าพบมี วัชพืชท่ีมีลกั ษณะของทรงตน้ สูง เช่น หญ้าขจรจบ ผักโขม และสาบเสือระบาด จะตอ้ งมกี ารกาจัดโดยเร็วตัง้ แต่ ต้นเล็ก ๆ เพราะถ้าปล่อยให้วัชพืชดังกล่าวระบาด นอกจากจะแย่งอาหารแล้ว วัชพืชเหล่านี้ยังบังแสง ใบมันเทศจะสังเคราะห์แสงได้น้อย ทาให้อาหารไปสะสมท่หี ัวน้อยด้วย มันเทศทป่ี ลูกจึงให้ผลผผลติ ต่า และหัว ไม่ไดค้ ุณภาพ 5. การตลบเถามนั เทศ หลังจากปลกู ได้ 1-2 เดือน และทุกเดือน ควรมีการตลบเถาขึ้นหลงั แปลง เพอื่ ป้องกันการงอกของราก ใหม่ ตามข้อของลาต้น ทาให้ได้หัวขนาดเล็ก ไม่มีคุณภาพ ในการตลบเถามันเทศอาจทาใบมันเทศพลิกกลับ ด้านบ้าง แต่ใบจะพลิกกลับสู่ปกติภายใน 2-3 วัน หากต้นมันเทศมีการเจริญเติบโตไม่ดี หรือปลูกใน สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ในฤดูแล้ง ความช้ืนในอากาศมีน้อย ไม่ควรมีการตลบเถามันเทศข้ึนหลัง แปลงเพราะจะทาให้ชะงักการเจริญเตญิ โต ดินแปลงปลูกแห้งเร็ว แมลงเข้าทาลายได้งา่ ย มันเทศลงหัวได้น้อย และเสียแรงงานในการตลบเถาโดยไม่จาเปน็

41 บทที่ 6 ศัตรูพืชและการปอ้ งกันกาจดั 6.1 แมลงศัตรมู ันเทศ แมลงศัตรูมันเทศมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ชนิด ท่ีสาคัญ ได้แก่ ด้วงงวงมันเทศ หนอนเจาะเถามันเทศ หนอนชอนใบมันเทศ หนอนกระทู้หอม แต่ท่ีเข้าทาลายและทาความเสียหายมาก คือ ด้วงงวงมันเทศ ซึ่งจะ ระบาดในแหลง่ ทีป่ ลกู เปน็ การคา้ ตารางท่ี 3 ชนิดของศตั รูมนั เทศและส่วนของพืชท่ีถูกทาลาย ชอ่ื สามัญ ชือ่ วิทยาศาสตร์ ลักษณะการทาลาย กัดกนิ เถา ลาต้นและหวั 1. ด้วงงวงมนั เทศ Cylas formicarius (Sweet potato weevil) 2. หนอนเจาะเถามันเทศ Omphisa anastomosalis เจาะลาตน้ และเถา (Sweet potato stem borer) 3. หนอนชอนใบมันเทศ Bedellia somnulentella กดั กนิ ใตผ้ วิ ใบ (Leaf mining caterpillar) 4. หนอนกระทูห้ อม Spodoptera exigua กดั กนิ ใบ (Beet armyworm ) 5. หนอนผีเสอ้ื เหยีย่ ว Agrius convolvuli กดั กนิ ใบ (Hawk moth) 6. หนอนกระทผู้ ัก Spodoptera litura กัดกินใบ (Common cutworm) 7. แมลงหว่ขี าวยาสบู Bemisia tabaci ดดู น้าเลีย้ งใบ (Tobacco whitefly) 8. เพลย้ี ไฟ Teacniothrips sp. ดดู นา้ เลี้ยงใบ (Thrips) 9. ด้วงเตา่ Metriona circuemdata กัดกินใบ (Leaf eating beetle) 10. เพลี้ยออ่ น Aphis sp. ดดู น้าเล้ียงใบ (Aphid) 11. ไรแดง Tetranychus hydraneae ดดู นา้ เล้ียงใบ (Red mite)

42 6.1.1 ดว้ งงวงมันเทศ (Cylas formicarius) เป็นแมลงศัตรูมันเทศท่ีสาคัญท่ีสุด ทาลายส่วนเถา และหัวมันเทศ พบระบาดทว่ั ทุกภาคของประเทศ ไทยและในเขตร้อนท่ัวทุกแห่งในโลกที่มีการปลูกมันเทศ ทาให้มันเทศลงหัวน้อย หัวมีคุณภาพต่า มีกล่ินเหม็น และมรี สขม ไม่เปน็ ที่ตอ้ งการของผบู้ ริโภค ภาพที่ 28 ด้วงงวงมันเทศ (ซ้าย) และหัวมนั เทศท่ถี กู ทาลายจากดว้ งงวงมนั เทศ (ขวา) ลกั ษณะและการทาลาย เปน็ แมลงปีกแข็งขนาดเลก็ สว่ นปกี สนี ้าเงนิ ดา คอสีน้าตาลแดง สว่ นหัวยาว ยื่นออกคล้ายงวง ชอบเล่นไฟในเวลากลางคืน วางไข่ตามโคนต้นมันเทศ ไข่เจริญเป็นตัวหนอนสีขาว หัวสี นา้ ตาล เจาะเขา้ ไปในเถาและหัวมนั เทศแล้วเจรญิ เตบิ โตเปน็ ดักแดแ้ ละตวั เตม็ วัย ตัวเต็มวยั ชอบออกบินในเวลา 20.00-21.00 น. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศผู้ และออกบินช่วงเช้า (8.00-9.00 น.) และกลางวัน (12.00-13.00 น.) ตัวเต็มวัยจะกัดกินเถามันเทศ ส่วนตัวอ่อนอยู่ภายในหัวมัน ทาให้มันเทศชะงักการเจริญเติบโต ลงหัวน้อย หัวมีกล่ินเหม็น และรสขม ตลอดท้ังยังเป็นช่องทางให้เชื้อจุลินทรีย์ในดินเข้าทาลายรอยแผล และทาให้หัวมัน เทศเนา่ ได้ในที่สดุ ด้วงงวงมันเทศมกี ารแพร่กระจายเป็นกลุม่ การป้องกนั กาจัด 1. วิธีเขตกรรม หลีกเลี่ยงการปลูกมันเทศในแหล่งท่ีมีการระบาดของด้วงงวงมันเทศและ/หรือ การ ปลูก ซ้าที่เดิม ถ้าเป็นไปได้ควรปลูกหมุนเวียนโดยใช้พืชต่างตระกูลกับมันเทศ ควรใช้เถามันเทศท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากด้วงงวงมันเทศ ไม่นาเถามันเทศจากแหล่งท่ีมีการระบาดของด้วงงวงมันเทศมาปลูก กาจัด วัชพืชที่เป็นตระกูลเดียวกันกับมันเทศ เลือกปลูกเฉพาะพันธ์ุที่มีอายุการเก็บเก่ียวส้ัน เพื่อหลีกเล่ียงการเข้า ทาลายของด้วงงวงมันเทศ เช่น พันธุ์ พจ.115-1 พันธุ์ พจ.106-35 พันธุ์ พจ.223-6 พันธุ์ต่อเผือก พันธุ์อีดก เป็นต้น 2. ไม่ควรปลูกมันเทศซ้าท่ีเดิม หรอื ปลูกติดต่อกันในที่เดียวเป็นเวลานานหลายปี หากจาเป็นต้องปลูก ซ้าท่ีเดมิ ควรมีการปลูกพชื ชนิดอ่ืน เช่น พชื ตระกลู ถ่ัว ขา้ ว ข้าวโพด หมุนเวียนบา้ ง 3. ในแหล่งปลูกท่ีอยู่ในเขตชลประทานท่ีสามารถปล่อยน้าเข้าแปลงมันเทศได้ เช่น การปลูกมันเทศ หลังนา หรือการปลูกมันเทศเป็นสวนยกร่อง ควรมีการปล่อยน้าเข้าแปลงกอ่ น และหลังปลูกทุก 20-30 วันต่อ ครง้ั จะสามารถทาลายไข่ ตัวออ่ น และตวั แกข่ องดว้ งงวงมนั เทศไดโ้ ดยไมต่ ้องใช้สารเคมี 4. การปลูกมันเทศช่วงฤดูแล้งไมค่ วรปล่อยให้แปลงมันเทศมีดินแตกระแหง เพราะช่องว่างของดินจะ เป็นช่องทางให้แมลงศัตรูเข้าทาลายหัวมันเทศได้งา่ ยข้ึน ฉะน้ัน ควรรดน้ามันเทศในฤดูแล้งเป็นระยะเพ่ือไม่ให้ ดินแตกระแหง และถ้าเป็นไปได้ควรมีการพรวนดินข้างแปลง หรือบรเิ วณทางเดนิ ข้นึ มากลบหลงั แปลง จะช่วย ลดการทาลายของด้วงงวงมันเทศได้

43 5. จุ่มยอดพันธุ์มันเทศก่อนปลูกนาน 5 นาที ด้วยสารฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร หรือคารโ์ บซัลแฟน 20% EC เพือ่ ฆ่าไขห่ นอนทต่ี ิดมากับเถา 6. เมอ่ื ถึงอายุการเกบ็ เก่ียวมนั เทศ ควรดาเนินการเกบ็ เกย่ี วทันที ถา้ ขดุ มันเทศล่าช้ากว่าปกติ อาจทา ให้แมลงศัตรดู งั กล่าวเข้าทาลายหวั มนั เทศเสยี หายได้ 7. หลังการเก็บเกี่ยวมันเทศ ควรไถแปลงทันที ไม่ควรปล่อยให้มีเศษหัวและเถามันเทศที่ถูกด้วงงวง มันเทศทาลายไว้ในแปลง เพราะจะเป็นแหล่งสะสมดว้ งงวงมันเทศ ซึ่งสามารถเข้าทาลายมนั เทศที่จะปลูกในฤดู ต่อไป หรอื อาจเขา้ ทาลายมนั เทศแปลงอืน่ ๆ ท่ปี ลูกภายหลงั และยงั ไมไ่ ดเ้ ก็บเกีย่ วผลผลิตอีกดว้ ย 8. เม่ือมันเทศอายุ 1 เดือน พ่นสารป้องกันกาจัดด้วงงวงมันเทศท่ีเถาและโคนต้นทุก 10 วัน เม่ือต้น อายุ 2 และ 4 เดือน ราดสารฆ่าแมลงที่โคนต้น อัตราต้นละ 300 มิลลิตร ในกรณีปล่อยน้าท่วมก่อนปลูก พ่นทุก 15 วัน และราดโคนต้นเพียง 1 คร้ัง หลังปลูก 3 เดือน โดยใช้สารฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 30-50 มลิ ลิลิตรตอ่ น้า 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% EC 100 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร โดยหยดุ พ่นสารป้องกัน กาจัดแมลงศัตรูพืชก่อนเก็บผลผลิต 2-3 สัปดาห์ ในมันเทศท่ีมีอายุเก็บเกี่ยว 4-6 เดือน กรณีมันเทศท่ีมีอายุ เก็บเกี่ยวน้อยกว่า 4 เดือน แช่เถาก่อนปลูกนาน 5 นาที พ่นสารที่เถาและโคนต้นทุก 10 วัน และหยุดพ่นก่อน เกบ็ เกย่ี ว 2-3 สัปดาห์ 6.1.2 หนอนเจาะเถามนั เทศ (Omphisa anastomosalis) ลักษณะและการทาลาย หนอนเจาะเถามันเทศเป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืน ขนาดตัวยาว 2 เซนติเมตร ตัวแกจ่ ะวางไขต่ ามใบ ก้านใบ และเถามันเทศ ไขจ่ ะเจริญเติบโตเปน็ ตัวหนอนเจาะเถากดั กนิ ในเถา มันเทศ ทาลายท่อน้าท่ออาหาร เถามันเทศทถ่ี ูกแมลงชนดิ น้ีทาลาย สังเกตได้ว่าบรเิ วณโคนต้นของมนั เทศจะมี ขนาดใหญ่ผดิ ปกติหรือบวมเปน็ ปุ่มปม ซ่ึงภายในจะมีหนอนเจาะทาลายอยู่อย่างเหน็ ได้ชัด ใบมันเทศจะเหี่ยวลู่ ลง และตายท้ังเถา มีผลใหม้ ันเทศมกี ารลงหัวนอ้ ย การป้องกันกาจัด ใช้สารเคมี ได้แก่ สารฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% EC 100 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร พ่นบริเวณโคนเถาเป็นคร้ังคราวเม่ือมีหนอนเจาะเถา ระบาด 6.1.3 หนอนชอนใบมนั เทศ (Bedellia somnulentella) ลักษณะและการเข้าทาลาย เป็นหนอนผีเส้ือขนาดเล็ก ตัวแก่วางไข่ในเน้ือเย่ือของใบมันเทศ เม่ือฟัก ตวั เป็นหนอนจะชอนไชกดั กินใต้ผวิ ใบ ทาให้ใบพรนุ แห้ง ตน้ ชะงักการเจรญิ เตบิ โต ระบาดในชว่ งฤดแู ลง้ การป้องกนั กาจดั 1. วิธีกล เผาทาลายเศษใบพืชท่ีถูกทาลายเนื่องจากหนอนชอนใบตามพ้ืนดิน จะช่วยลดการแพร่ ระบาดได้ เนื่องจากดกั แด้ที่อยตู่ ามเศษใบพชื จะถูกทาลายไปด้วย 2. สารฆา่ แมลงท่ีมีประสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ เบตา-ไซฟลูทริน 2.5% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร หรือ ฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้า 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10 % WP อัตรา 20 กรัมต่อน้า 20 ลติ ร 6.1.4 เพล้ียอ่อน (Aphis sp.) ลักษณะและการเขา้ ทาลาย เป็นแมลงขนาดเล็ก ตวั ออ่ นมีสีสนั ตา่ งกนั สว่ นใหญจ่ ะมสี ีเขียว เพล้ียออ่ น จะดูดกนิ น้าเลี้ยงตามใบและยอดอ่อน ทาใหใ้ บมนั เทศมีรปู ร่างผิดปกติ และอาจถ่ายทอดเชอ้ื ไวรสั ทาให้มันเทศ เป็นโรคใบหงิกและใบด่าง และผลผลติ ลดลง การปอ้ งกันกาจดั ใช้สารเคมี ไดแ้ ก่ สารฟิโปรนลิ 5% SC อัตรา 30 มิลลลิ ิตรตอ่ น้า 20 ลิตร หรือใช้ สารคารบ์ าริล 85% WP อตั รา 40 กรัมต่อนา้ 20 ลติ ร พน่ เป็นครง้ั คราว เมื่อพบเพล้ียอ่อนระบาด

44 6.2 โรคมันเทศ โรคที่สาคญั ได้แก่ โรคหัวเนา่ โรคใบจดุ โรคยอดหงกิ และใบด่าง และโรครากปม ดงั นี้ 6.2.1 โรคหวั เนา่ สาเหตุ เกิดจากเช้ือราหลายชนิด เช่น Fusarium sp. โดยเชื้อราจะเข้าทาลายหัวมันเทศได้ทาง บาดแผล ซึ่งอาจเกิดจากถูกจอบ แมลงในดิน หรือหนูทาลาย เป็นต้น แผลเหล่าน้ีจะเร่ิมเปล่ียนจากสีน้าตาล ออ่ นเปน็ สดี า ผวิ ของหัวจะนุ่มในระยะแรก ภายหลังจะแหง้ แขง็ กระด้าง ภาพท่ี 29 ลักษณะเน่าในมันเทศทเ่ี กดิ จากเช้อื Fusarium sp. การปอ้ งกันกาจดั 1. ตอ้ งระมัดระวงั อย่าให้หัวมันเทศเป็นบาดแผลหรือบอบชา้ ในขณะทข่ี ุด หรือเก็บเกี่ยวผลผลติ ตลอด ท้งั การขนสง่ จากไร่สู่ตลาด 2. เก็บรักษาหัวมันเทศไว้ในท่ีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่กองสุมกันเป็นปริมาณมาก และหากพบหัวท่ี เปน็ โรคเนา่ ควรคดั ท้งิ ใหห้ มด อย่าให้ปะปนกบั มนั เทศหัวปกติ 6.2.2 โรคใบจุด สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Cercospora sp. เร่ิมแรกใบมันเทศจะเป็นจุดสีน้าตาล ลักษณะแผลรูปร่าง ไม่แน่นอน แผลมีเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 8 มิลลเิ มตร รูปร่างกลมหรือเป็นเหล่ียมเล็กน้อย บางครงั้ แผลอาจ ถกู จากดั ขอบเขตดว้ ยเสน้ ใบ ถา้ เปน็ มากใบแกจ่ ะรว่ งก่อนกาหนด ทาให้ลาตน้ ออ่ นแอ มนั เทศลงหวั น้อย การป้องกันกาจัด ใช้สารเคมี ได้แก่ สารแมนโคเซบ 45% WP อัตรา 50-100 กรัมต่อน้า 20 ลิตร พน่ เมื่อพบวา่ มีโรคใบจุดระบาด 6.2.3 โรคยอดหงกิ และใบด่าง สาเหตุ เกิดจากเชอ้ื ไวรสั ซง่ึ มแี มลงศัตรูประเภทปากดูด เชน่ เพล้ียอ่อน และแมลงหวขี่ าว เปน็ พานะ นาเช้ือโรคให้แพร่ระบาดติดต่อกันได้ จัดเป็นโรคท่ีสาคัญอีกโรคหน่ึง พืชจะแสดงอาการใบสีเขียว และเหลือง ด่างลายประปรายท่ัวไป เน้ือใบหยักเป็นคลื่น ใบเลก็ ลง ยอดตั้งชัน หงกิ งอ และชะงักการเจรญิ เติบโต มีผลให้ มันเทศลงหัวน้อย ผลผลติ ต่า การป้องกันกาจัด เน่ืองจากแมลงศัตรูพืชประเภทปากดูดเป็นพาหะนาโรคน้ี ฉะน้ัน จึงควรมีการใช้ สารเคมีพน่ ทาลายเพล้ยี ออ่ น และแมลงพาหะอ่ืน ๆ และถอนต้นมนั เทศท่ีแสดงอาการเปน็ โรคไปเผาทาลาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook