บทท่ี 3 การฝงั เข็มรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง การฝงั เข็มรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมองแบบดง้ั เดิม การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมองแบบดง้ั เดมิ อาศยั การเลอื กจดุ ฝงั เขม็ และเทคนคิ การ กระตนุ้ เขม็ ตามสาเหตแุ ละการวเิ คราะหแ์ ยกกลมุ่ อาการโรคตามทฤษฎกี ารแพทยแ์ ผนจนี เน่ืองจากเป็น โรคทม่ี คี วามหลากหลายทงั้ อาการ ความรุนแรง การดาํ เนินของโรคและภาวะแทรกซอ้ น ซง่ึ ข้นึ อยู่กบั สาเหตขุ องโรคและสภาพพ้นื ฐานของผูป้ ่วยแต่ละราย 1. โรคกระทาํ ตอ่ อวยั วะภายใน หรอื จง้ จง้ั ฝ่ ู 1.1 กลมุ่ อาการปิ ด หรอื ป้ี เจ้งิ ลกั ษณะทางคลนิ ิก: ลม้ ลงพรอ้ มกบั หมดสตฉิ บั พลนั กดั ฟนั และมอื กาํ แน่น หนา้ แดง หายใจ แรง มเี สยี งเสมหะในคอ ปสั สาวะไมอ่ อก ทอ้ งผูก ล้นิ แดงมฝี ้าหนาสเี หลอื งหรอื เทาเขม้ ชพี จรผสม ระหวา่ งเรว็ -ตงึ -ลน่ื -ใหญ่แรง (Shu-Xian-Hua-HongMai) ข้นึ กบั สาเหตกุ ่อโรค วเิ คราะหอ์ าการ: หยางของตบั ทเ่ี พม่ิ ข้นึ อย่างรวดเรว็ ทาํ ใหเ้กิดลมดงึ ช่แี ละเลอื ดข้นึ ส่วนบน ร่วมกบั มกี ารสะสมของไฟเสมหะไปรบกวนการทาํ งานของสมอง ทาํ ใหห้ มดสตอิ ย่างฉบั พลนั กดั ฟนั และ มอื กาํ แน่น หนา้ แดง หายใจแรง ปสั สาวะไมอ่ อกและทอ้ งผูก ลมและเสมหะทาํ ใหเ้กดิ เสยี งเสมหะในคอ ล้นิ แดงบง่ ถงึ ไฟ ฝ้าล้นิ หนาบง่ ถงึ เสมหะ สขี องฝ้าเหลอื งบง่ ถงึ ความรอ้ น หากความรอ้ นมากจะ เป็นสเี ทาเขม้ หรอื เกรยี ม ชพี จรเรว็ -ใหญ่แรง (Shu-HongMai) บง่ ถงึ ความรอ้ นมากหรอื ไฟ ชพี จรตงึ (XianMai) บง่ ถงึ ลม (ตบั ) ชพี จรลน่ื (HuaMai) บง่ ถงึ เสมหะ เน่ืองจากโรคมสี าเหตจุ ากทง้ั ลม ไฟและเสมหะร่วมกนั ชพี จรจงึ มกั เป็นแบบผสม แต่จะมลี กั ษณะเด่นไปตามสาเหตทุ ม่ี สี ดั สว่ นมาก หลกั การรกั ษา: เปิดทวารสมอง (ทาํ ใหฟ้ ้ืนคนื สต)ิ ขจดั ลมและไฟ สลายเสมหะ วธิ กี าร: เลอื กใชจ้ ดุ หลกั บนเสน้ ลมปราณตู เสน้ ลมปราณตบั และ 12 จดุ จ่งิ -ตานาํ้ ของมอื กระตนุ้ ระบายหรอื ปลอ่ ยเลอื ด
38 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 จุดหลกั : ShuiGou (GV 26), BaiHui (GV 20), 12 จดุ จ่งิ -ตานาํ้ ของมอื หรอื ShiXuan (EX-UE 11), TaiChong (LR 3), YongQuan (KI 1), FengLong (ST 40), FengChi (GB 20) อธบิ าย: การเปิดทวารสมอง หรอื ฟ้ืนคนื สติ ถอื เป็นเป้าหมายหลกั ของการรกั ษาโรคจง้ เฟิงใน กลมุ่ อาการน้ี จดุ ทเ่ี ลอื กใชจ้ งึ เป็นจดุ ทม่ี สี รรพคณุ ในการเปิดทวารสมองเป็นหลกั ร่วมกบั จดุ ทม่ี คี วามเด่น ในการจดั การกบั สาเหตแุ ละกลไกการเกดิ โรค ShuiGou หรอื อกี ช่อื คอื RenZhong (GV 26) จดุ ของเสน้ ลมปราณตู ซง่ึ เป็นเสน้ ลมปราณท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั สมองและไขสนั หลงั โดยตรง เป็นจดุ หลกั ทใ่ี ชเ้พอ่ื การฟ้ืนคนื สติ โดยใชเ้ขม็ ยาว 1.5 ช่นุ (40 mm) แทงเฉียงข้นึ ปลายเขม็ ช้ไี ปทก่ี ลางจมกู ลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบนกจกิ จนมนี าํ้ ตาซมึ หรอื ลมื ตาข้นึ ถอื เป็นสญั ญาณทด่ี ี แต่ควรหลกี เลย่ี งในรายท่เี ลอื ดออกในสมองระยะแรก BaiHui (GV 20) จดุ ของเสน้ ลมปราณตู ทเ่ี สน้ ลมปราณเทา้ หยางทง้ั 3 เสน้ และเสน้ ลมปราณตบั มาบรรจบ จงึ เป็นจดุ ทม่ี สี รรพคุณกวา้ งขวาง ในกรณีน้ใี ชร้ ่วมกบั จดุ ShuiGou (GV 26) เพอ่ื เสรมิ การเปิดทวารสมอง และปรบั การไหลเวยี นของช่ใี นเสน้ ลมปราณตู 12 จดุ จง่ิ -ตานาํ้ ของมอื ไดแ้ ก่ ShaoShang (LU 11), ShangYang (LI 1), ZhongChong (PC 9), GuanChong (TE 1), ShaoChong (HT 9) และ ShaoZe (SI 1) หรอื ShiXuan (EX- UE 11) จดุ นอกระบบทอ่ี ยู่ปลายน้วิ มอื ทงั้ สบิ ซง่ึ เป็นจดุ บรรจบของเสน้ ลมปราณอนิ และหยางของมอื มี สรรพคุณเด่นในการขจดั ความรอ้ น แกอ้ าการเกรง็ ชกั และทาํ ใหฟ้ ้ืนคนื สติ โดยวธิ กี ารปลอ่ ยเลอื ด อยา่ งไรกต็ ามในทางปฏบิ ตั มิ กั หา้ มใชใ้ นกรณีเลอื ดออกในสมอง เน่ืองจากเช่อื วา่ เป็นจดุ ทม่ี คี วามเจบ็ มาก อาจทาํ ใหค้ วามดนั โลหติ สูงข้นึ และเลอื ดออกเพม่ิ ข้นึ ก่อนใชจ้ ดุ ชดุ น้จี งึ ตอ้ งมนั่ ใจวา่ ไมม่ เี ลอื ดออก ในสมอง TaiChong (LR 3) จดุ เหยวยี นและจดุ ซูของเสน้ ลมปราณตบั ใชส้ ยบหยางตบั และจดั การกบั ช่ี ทเ่ี พม่ิ มากเกนิ ในเสน้ ลมปราณตบั โดยการแทงเขม็ กระตนุ้ ระบาย YongQuan (KI 1) ใชเ้พอ่ื ชกั นาํ ความรอ้ นจากสว่ นบนลงสูส่ ว่ นลา่ ง จดุ น้ียงั มสี รรพคุณช่วยฟ้ืน คนื สตดิ ว้ ย ในทางปฏบิ ตั ิ ไมน่ ิยมแทงเขม็ ทจ่ี ดุ น้ีโดยตรงเพราะค่อนขา้ งเจบ็ แต่จะแทงเขม็ ผ่านจดุ TaiChong (LR 3) โดยแทงลกึ ช้ปี ลายไปทจ่ี ดุ YongQuan (KI 1) กระตนุ้ ระบาย (เขม็ เดยี วได้ 2 จดุ ) FengLong (ST 40) จดุ ลวั่ ของเสน้ ลมปราณกระเพาะอาหาร ใชเ้ สริมการทาํ งานของมา้ ม และกระเพาะอาหารเพอ่ื สลายเสมหะขน้ โดยการแทงเขม็ กระตนุ้ ระบาย
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 39 FengChi (GB 20) ใชเ้พอ่ื ขบั ไลล่ ม ซง่ึ เป็นสรรพคุณเด่นของจดุ น้ี โดยการแทงเขม็ กระตนุ้ ระบาย ควรระมดั ระวงั ความลกึ และทศิ ทางของเขม็ ใหด้ ี เน่ืองจากเป็นจดุ ทอ่ี ยู่ใกลก้ บั กา้ นสมอง จดุ เสรมิ : - กดั ฟนั แน่น: XiaGuan (ST 7), JiaChe (ST 6), HeGu (LI 4) - พดู ไมไ่ ด ้ ล้นิ แขง็ : YaMen (GV 15), LianQuan (CV 23), TongLi (HT 5) อธบิ าย: XiaGuan (ST 7), JiaChe (ST 6), HeGu (LI 4) เป็นจดุ ใกลแ้ ละจดุ ไกลทใ่ี ช้ ร่วมกนั รวมทงั้ ยงั เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณหยางหมงิ ของมอื และเทา้ ซง่ึ เป็นเสน้ ลมปราณทห่ี ลอ่ เล้ยี ง บรเิ วณแกม้ จดุ ดงั กลา่ วจงึ ช่วยเสรมิ การไหลเวยี นของช่แี ละเลอื ดไปยงั แกม้ เพอ่ื แกไ้ ขอาการกดั ฟนั แน่น YaMen (GV 15) เป็นจดุ ใกล ้ และ LianQuan (CV 23) เป็นจดุ เฉพาะท่ี สาํ หรบั อาการ ของล้นิ TongLi (HT 5) เป็นจดุ ลวั่ ของเสน้ ลมปราณหวั ใจ (หวั ใจเปิดทวารทล่ี ้นิ ) จงึ ใชร้ ่วมกนั เพอ่ื แกไ้ ข อาการล้นิ แขง็ 1.2 กลมุ่ อาการหลดุ หรอื ทวั เจ้งิ ลกั ษณะทางคลนิ ิก: ลม้ ลงพรอ้ มกบั หมดสตอิ ย่างฉบั พลนั ปากอา้ คา้ งและตาปิด มเี สยี งกรน แต่หายใจแผ่วเบา แขนและขาอ่อนปวกเปียก ปสั สาวะราด ล้นิ ตก (ล้นิ อ่อนแรงปวกเปียกไปตามแรง โนม้ ถ่วง) ชพี จรเลก็ -จมอ่อน (Xi-RuoMai) ในรายทอ่ี าการรุนแรง จะมแี ขนขา-มอื เทา้ เยน็ หรอื หนา้ แดงเหมอื นแตม้ ชาด ชพี จรลอยแผว่ (RuMai) หรอื ลอยกระจาย (SanMai) วเิ คราะหอ์ าการ: เน่ืองจากช่ปี ฐมภมู ิ (YuanQi) อ่อนพร่องอย่างรุนแรง อนิ และหยางแยกตวั จากกนั และชข่ี องอวยั วะตนั หมดกาํ ลงั ทาํ ใหเ้กดิ อาการปากอา้ คา้ ง (ไมม่ แี รงหบุ ปากเพราะช่มี า้ มหลดุ ) ตาปิด (ไมม่ แี รงลมื ตาเพราะช่ตี บั หลดุ ) หายใจแผว่ เบา (ไมม่ แี รงหายใจเพราะช่ปี อดหลดุ ) แต่มเี สยี งกรน (จากล้นิ ตก) แขนและขาอ่อนปวกเปียก (กลา้ มเน้ือไมม่ แี รงตา้ นทานเพราะช่มี า้ มพร่อง) มอื แบออก (เพราะ ช่หี วั ใจหลดุ ) ปสั สาวะและอจุ จาระเร่ยี ราด (เพราะช่ไี ตหลดุ ) ล้นิ ตกและชพี จรเลก็ -จมอ่อน บง่ ช้วี า่ เลอื ด พร่องและหยางของไตหมดพลงั ในรายทม่ี อี าการแขนขา-มอื เทา้ เยน็ หรอื หนา้ แดงเหมอื นแตม้ ชาด ชพี จรลอยแผ่วหรอื ลอย กระจาย เป็นอาการของโรคขนั้ วกิ ฤติ บง่ ช้วี า่ อนิ ของสว่ นลา่ งหมดกาํ ลงั ทจ่ี ะเหน่ียวรง้ั หยางไว้ ทาํ ใหห้ ยาง ลอยข้นึ และหลดุ ออกไป (หมายถงึ เสยี ชวี ติ )
40 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 หลกั การรกั ษา: ฟ้ืนฟูหยางโดยการรมยาทเ่ี สน้ ลมปราณเร่นิ จุดหลกั : ShenQue (CV 8), QiHai (CV 6), GuanYuan (CV 4) อธบิ าย: ShenQue (CV 8), QiHai (CV 6) และ GuanYuan (CV 4) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณ เร่นิ ทท่ี อ้ งนอ้ ย เป็นจดุ หลกั ในการฟ้ืนฟูหยาง กรณีหยางหลดุ ShenQue (CV 8) เป็นจดุ ก่งึ กลางสะดอื ใชก้ ารรมยาคนั่ เกลอื เผาจนรูส้ กึ รอ้ นท่กี ลางสะดอื QiHai (CV 6) และ GuanYuan (CV 4) ใชโ้ กฐแท่งรมยาแบบนกจกิ ใหร้ อ้ นค่อนขา้ งมาก และนาน หรือใชก้ ารฝงั เขม็ ทาํ เขม็ อุ่นโดยใชก้ อ้ นโกฐขนาดใหญ่ หรอื เผาซาํ้ หลายกอ้ นเพอ่ื ใหเ้กดิ ความ รอ้ นค่อนขา้ งมากและนาน เนน้ การรมยาใหห้ นกั ทจ่ี ดุ GuanYuan (CV 4) ซง่ึ เป็นจดุ บรรจบของเสน้ ลมปราณเร่นิ และเสน้ ลมปราณ อนิ ของเทา้ ทงั้ สามเสน้ สามารถเสรมิ ช่ปี ฐมภมู แิ ละฟ้ืนฟูหยางได้ 2) โรคกระทาํ ตอ่ เสน้ ลมปราณ หรอื จง้ จงิ ลวั่ 2.1) โรคของเสน้ ลมปราณเพยี งอย่างเดยี ว และ 2.2) พยาธสิ ภาพตกคา้ งในเสน้ ลมปราณหลงั อวยั วะภายในฟ้ืนตวั จาก จง้ จงั้ ฝู่ ทงั้ 2 กลมุ่ แมเ้ร่มิ ตน้ ดว้ ยความรุนแรงทต่ี ่างกนั แต่ในตอนทา้ ยยงั คงหลงเหลอื อาการทเ่ี สน้ ลมปราณเช่นเดยี วกนั จงึ สามารถวเิ คราะหแ์ ละใหก้ ารรกั ษาไปในแนวทางเดยี วกนั ได้ ลกั ษณะทางคลนิ ิก: อมั พาตหรอื อมั พฤกษค์ ร่งึ ซกี แขนขาชา ปากเบ้ยี ว พดู ไมช่ ดั อาจมอี าการ ร่วมอน่ื ไดแ้ ก่ ปวดศีรษะ มนึ ศีรษะ เวยี นศีรษะ กลา้ มเน้อื กระตกุ ตาแดงและหนา้ แดง กระหายนาํ้ คอแหง้ กระสบั กระส่าย ชพี จรตงึ -ลน่ื (Xian-HuaMai) วเิ คราะหอ์ าการ: เสมหะและลมผา่ นเขา้ สู่ระบบเสน้ ลมปราณ เน่อื งจากความไมส่ มดุลของอนิ และหยาง หรอื หลงั จากอวยั วะภายในไดร้ บั การรกั ษาฟ้ืนฟูแลว้ แต่ลมและเสมหะยงั คงปิดกนั้ อยู่ในระบบ เสน้ ลมปราณ ทาํ ใหช้ ่แี ละเลอื ดไหลเวยี นไมค่ ลอ่ ง จงึ เกดิ อมั พาตหรอื อมั พฤกษค์ ร่งึ ซกี แขนขาชา ปาก เบ้ยี ว พดู ไมช่ ดั เป็นอาการหลกั หากหยางตบั เพม่ิ ข้นึ อย่างรวดเรว็ และมลี มหยางรบกวนสว่ นบน จะทาํ ใหเ้กดิ อาการปวดศีรษะ มนึ งง เวยี นศีรษะและกลา้ มเน้ือกระตกุ ได้ หากมไี ฟหวั ใจและไฟตบั มากเกนิ ไปจะเกดิ อาการตาแดงและ หนา้ แดง กระหายนาํ้ คอแหง้ และกระสบั กระส่าย ลมและเสมหะทต่ี ดิ ขดั อยู่ในเสน้ ลมปราณทาํ ใหเ้กดิ ชพี จรตงึ และลน่ื
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 41 หลกั การรกั ษา: ทะลวงเสน้ ลมปราณทต่ี ดิ ขดั ปรบั เลอื ดและชใ่ี หไ้ หลเวยี นคลอ่ ง และขจดั ลม วธิ กี าร: เลอื กใชจ้ ดุ บนเสน้ ลมปราณตูและเสน้ ลมปราณหยางหมงิ ขา้ งทป่ี ่วยเป็นหลกั ฝงั เขม็ กระตนุ้ บาํ รุงและระบายเท่ากนั ถา้ ฝงั เขม็ สองขา้ งใหฝ้ งั กระตนุ้ ขา้ งทด่ี กี ่อนแลว้ จงึ ฝงั กระตนุ้ ขา้ งทป่ี ่วย จุดหลกั : BaiHui (GV 20), TongTian (BL 7), FengFu (GV 16) แขน: JianYu (LI 15), QuChi (LI 11), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4) ขา: HuanTiao (GB 30), YangLingQuan (GB 34), ZuSanLi (ST 36), JieXi (ST 41) จุดเสรมิ : - ลมหยางรบกวนสว่ นบน: กระตนุ้ ระบายจดุ FengChi (GB 20) และ TaiChong (LR 3) ร่วมกบั กระตนุ้ บาํ รุงจดุ TaiXi (KI 3) และ SanYinJiao (SP 6) - ไฟเกนิ ในหวั ใจและตบั : กระตนุ้ ระบาย DaLing (PC 7) และ XingJian (LR 2) ร่วมกบั กระตนุ้ บาํ รุง TaiXi (KI 3) - ปากเบ้ยี ว: กระตนุ้ บาํ รุงและระบายเท่ากนั ท่ี DiCang (ST 4), JiaChe (ST 6) อธบิ าย: BaiHui (GV 20), FengFu (GV 16) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณตู ซง่ึ เป็นทะเลแหง่ เสน้ ลมปราณหยาง และ TongTian (BL 7) ซง่ึ เป็นจดุ ทม่ี สี รรพคณุ รกั ษาโรคของศีรษะไดด้ ี การใชจ้ ดุ ทง้ั สาม ร่วมกนั สามารถกาํ จดั ลม และแกไ้ ขการตดิ ขดั ในเสน้ ลมปราณ เสน้ ลมปราณหยางกาํ กบั ชแ่ี ละร่างกายสว่ นนอก จงึ เลอื กใชจ้ ดุ บนเสน้ ลมปราณหยางของแขน และขา เพอ่ื ปรบั เลอื ดและช่ใี หไ้ หลเวยี นคลอ่ งทงั้ สว่ นบนและสว่ นลา่ งของร่างกาย กรณีมลี มหยางรบกวนสว่ นบน ใชก้ ารกระตนุ้ ระบายจดุ FengChi (GB 20) และ TaiChong (LR 3) เพอ่ื กาํ จดั ลมและสยบตบั ร่วมกบั กระตนุ้ บาํ รุงจดุ TaiXi (KI 3) เพอ่ื เสรมิ อนิ ไตไปหลอ่ เล้ยี ง ตบั และกระตนุ้ บาํ รุง SanYinJiao (SP 6) เพอ่ื เสรมิ อนิ และสยบหยาง กรณีไฟเกนิ ในหวั ใจและตบั ใชก้ ารกระตนุ้ ระบาย DaLing (PC 7) และ XingJian (LR 2) เพอ่ื กาํ จดั ไฟ ร่วมกบั กระตนุ้ บาํ รุง TaiXi (KI 3) เพอ่ื เสรมิ อนิ ไปลดไฟ DiCang (ST 4) และ JiaChe (ST 6) ใชก้ ระตนุ้ การไหลเวยี นของชใ่ี นเสน้ ลมปราณบรเิ วณ ใบหนา้ ใหค้ ลอ่ ง
42 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 วธิ ีฝงั เข็มแบบ ปลกุ สมองเปิดทวาร (醒脑开窍针刺法: XingNaoKaiQiaoZhenCiFa) ก่อนทจ่ี ะกลา่ วถงึ แนวคดิ การฝงั เขม็ แบบ “ปลกุ สมองเปิดทวาร” นน้ั จาํ เป็นตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจ เก่ยี วกบั แนวคดิ ใหมข่ องสาเหตแุ ละพยาธกิ าํ เนดิ ของโรคจง้ เฟิงในทรรศนะของแพทยแ์ ผนจนี โดยแนว คดิ ใหมน่ ้จี ะใหค้ วามสาํ คญั เก่ยี วกบั “เสนิ (神)” เป็นพเิ ศษ โดยเฉพาะ “เสนิ ” ในความหมายในแงก่ วา้ ง ซง่ึ หมายถงึ สมอง จติ ใจ จติ วญิ ญาณ รวมทง้ั การแสดงออกต่าง ๆ ของร่างกาย ซง่ึ สามารถใชเ้สนิ อธบิ าย พยาธสิ รรี วทิ ยาของการเกดิ โรคไดต้ ามแผนภมู ดิ า้ นลา่ ง ทางสรรี วทิ ยา-เสนิ (สมอง) จติ ใจ จติ สาํ นึก ความรูส้ กึ ตวั กจิ กรรมของความคดิ แสดงออกโดย (บคุ ลกิ ทา่ ทาง อารมณ)์ สมรรถนะของอวยั วะตนั ทงั้ 5 อวยั วะกลวงทงั้ 6 และ ใชช้ ่ี แขนขา เสนิ การสรา้ งจงิ ควบคมุ และเลอื ด ความคดิ จติ ใจ สตสิ มั ปชญั ญะ สบั สน ทางพยาธวิ ทิ ยา -เสนิ ไดร้ บั บาดเจบ็ ไมส่ ามารถชกั นาํ ช่ี สมรรถนะดา้ นต่าง ๆ ของร่างกายผดิ ปกติ ยง่ิ ทาํ ใหอ้ าการรุนแรงมากข้นึ แผนภมู ิท่ี 2 แสดงแนวคดิ ของ “เสนิ ” ทางสรรี วทิ ยาและทางพยาธกิ าํ เนิดของโรค
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 43 จากแผนภมู ขิ า้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ แนวคดิ น้ีใหค้ วามสาํ คญั กบั เสนิ มาก และมองวา่ เสนิ ซง่ึ ควบคมุ โดยหวั ใจในทางแพทยแ์ ผนจนี ซง่ึ เทยี บไดก้ บั สมองในทรรศนะของแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั เน่ืองจากสมอง เป็นศูนยก์ ลางในการควบคมุ การทาํ งานสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย ทง้ั การแสดงออกทางร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ การรบั รูก้ ต็ อ้ งอาศยั สมอง ในปจั จบุ นั เป็นทท่ี ราบกนั แลว้ วา่ พยาธกิ าํ เนิดของโรคจง้ เฟิงอยู่ทส่ี มอง และมกี ลไกการเกดิ โรคสาํ คญั คอื “ทวารปิ ด เสนิ หลบซ่อน เสนิ ไม่ชกั นําช่ี (窍闭神匿,神不导气)” แมว้ า่ การเกดิ โรคหลอดเลอื ดสมองมกั จะมอี าการแบบทนั ทที นั ใดกต็ าม แต่ผูป้ ่วยมกั มสี ภาพ พ้นื ฐานท่ี อ่อนแอเป็นระยะนานอยู่ก่อน โดยเฉพาะตบั ไตพร่อง ดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ ในหวั ขอ้ สาเหตแุ ละ กลไก การเกดิ โรค ดงั นน้ั วธิ กี ารฝงั เขม็ ตามแนวดงั้ เดมิ ทเ่ี นน้ การขจดั ไลล่ มรกั ษาเสน้ ลมปราณ (散风治络) ทเ่ี นน้ การปกั เขม็ แนวเสน้ ลมปราณหยาง โดยเฉพาะเสน้ ลมปราณหยางหมงิ ทม่ี เี ลอื ดลมมาก ดงั ทเ่ี คย ปฏบิ ตั กิ นั มาอาจไมเ่ พยี งพอ ในแนวคดิ “ปลกุ สมองเปิดทวาร (醒脑开窍)” มมี มุ มองวา่ โรคหลอด เลอื ดสมองหรอื จง้ เฟิง เป็นโรคทม่ี อี าการหนกั มอี าการแสดงหลายอย่าง ระยะเวลาของโรคนาน ตาํ แหน่ง ของโรคอยู่ลกึ การรกั ษาจงึ ตอ้ งแกท้ ส่ี าเหตพุ ้นื ฐาน คอื ตบั และไตพร่อง โดยมงุ่ เนน้ การ “หลอ่ เล้ยี งเสรมิ บาํ รุงตบั และไต ( 滋 补 肝 肾 )” เป็นหลกั ในขณะเดยี วกนั การทผ่ี ูป้ ่วยมที วารสมองถกู อดุ กนั้ เสน้ ลมปราณตดิ ขดั ช่แี ละเลอื ดไหลเวยี นไมค่ ลอ่ ง ทาํ ใหแ้ ขนขาอ่อนแรงเคลอ่ื นไหวไดล้ าํ บาก เพอ่ื ใหก้ ารฟ้ืน ตวั รวดเรว็ ข้นึ จงึ ตอ้ งมกี ารรกั ษาใหเ้สน้ ลมปราณไหลเวยี นไดค้ ลอ่ งร่วมไปดว้ ย ซง่ึ สามารถสรุปเป็น หลกั การสาํ คญั ของการรกั ษาคอื “ปลกุ สมองเปิดทวาร หลอ่ เล้ยี งเสรมิ บาํ รุงตบั และไตเป็นหลกั เสรมิ ดว้ ยการทะลวงเสน้ ลมปราณใหไ้ หลเวยี นคลอ่ ง (醒脑开窍,滋补肝肾为主,疏通经络为辅)” โดยมจี ดุ ฝงั เขม็ หลกั คอื จดุ RenZhong (GV 26), NeiGuan (PC 6), SanYinJiao (SP 6) สว่ น จดุ รอง คอื จดุ ChiZe (LU 5), JiQuan (HT 1), WeiZhong (BL 40) แนวคดิ ในการนาํ การปลกุ สมองเปิดทวารมาใชใ้ นรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมองหรอื จง้ เฟิงนนั้ มี วตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธผิ ลในการรกั ษาโรคดงั กลา่ ว ซง่ึ มหาวทิ ยาลยั แพทยแ์ ผนจนี เทยี นจนิ เมอื ง เทยี นจนิ สาธารณรฐั ประชาชนจนี นาํ โดยศาสตราจารย์ สอื เสวหม่นิ (Shi XueMin,石学敏 教授) ไดเ้ร่มิ ทาํ การคน้ ควา้ วจิ ยั “วธิ กี ารฝงั เขม็ แบบ ปลกุ สมองเปิดทวาร (醒脑开窍针刺法)” ตงั้ แต่ปี ค.ศ. 1972 ซง่ึ มแี นวคดิ ต่างไปจากการฝงั เขม็ แบบเดมิ โดยนาํ มาใชร้ ่วมกบั วธิ กี ารรกั ษาทางแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั เพอ่ื รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมองโดยเฉพาะ พบวา่ ใหผ้ ลในการรกั ษาทด่ี มี าก อาจเรยี กไดว้ า่ เป็นการปฏวิ ตั ิ แนวคดิ ในการฝงั เขม็ เพอ่ื รกั ษาโรคจง้ เฟิง งานวจิ ยั ของศาสตราจารย์ สอื เสวหม่นิ น้ีเป็นทย่ี อมรบั ในวงการ
44 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 แพทยแ์ ละไดร้ บั รางวลั งานวจิ ยั ดเี ด่นในระดบั ประเทศ มแี พทยแ์ ผนจนี ทงั้ ในและต่างประเทศจาํ นวนมาก เดนิ ทางมาเพอ่ื ศึกษาดูงานดา้ นน้ี ศาสตราจารย์ สอื เสวหม่นิ ไดใ้ ชห้ ลกั พ้นื ฐานของการรกั ษาโรคตามแพทย์ แผนจนี หลกั การฝงั เขม็ ร่วมกบั ทฤษฎกี ารเกดิ โรค ทาํ การศึกษาคน้ ควา้ ทดลอง ทดสอบในผูป้ ่วยกวา่ 20 ปี จนตกผลกึ เป็นแนวทางในการรกั ษา ทง้ั ในแงจ่ ดุ ทเ่ี ลอื กใช้ ทศิ ทาง ความลกึ และความแรงในการ กระตนุ้ เขม็ โดยมแี นวคดิ ในการเลอื กจดุ ต่าง ๆ พอสรุปไดด้ งั น้ี 1. จดุ RenZhong (GV 26) เป็นจดุ หลกั ตามคมั ภรี โ์ บราณจดุ น้มี คี ุณสมบตั ิ “ปลกุ เสนิ ช่วยชวี ติ (醒神急救)” จดุ น้อี ยู่บนเสน้ ลมปราณตู ซง่ึ จดั เป็นทะเลของเสน้ ลมปราณหยาง เป็นทอ่ี ยู่ ของหยางของร่างกาย มคี วามสมั พนั ธก์ บั สมองและอวยั วะภายในอน่ื ๆ เสน้ ลมปราณตูยงั มจี ดุ กาํ เนิด ร่วมกบั เสน้ ลมปราณชงและเร่นิ คอื มาจากมดลูก-ทอ้ งนอ้ ย เสน้ ลมปราณตูมคี วามสมั พนั ธก์ บั เสน้ ลม ปราณเทา้ ไท่หยางกระเพาะปสั สาวะ เสน้ ลมปราณชงและเร่นิ รวมถงึ เสน้ ลมปราณหวั ใจและไต โดย สมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ กบั เสน้ ลมปราณกระเพาะปสั สาวะมากทส่ี ุด ซง่ึ ตลอดแนวเสน้ ลมปราณกระเพาะปสั สาวะจะ มจี ดุ ทเ่ี ป็นจงิ ช่ี (精气) ของอวยั วะต่าง ๆ (จดุ Back-Shu) ดงั นนั้ การปกั เขม็ ทจ่ี ดุ RenZhong (GV 26) โดยวธิ กี ระตนุ้ แบบนกจกิ น้ี จงึ มผี ล “เปิดทวารกระตนุ้ ปิดใหเ้ ปิด ปลกุ เสนิ ดง้ั เดมิ และปรบั สมดลุ ของอวยั วะภายใน ((开窍启闭,醒元神,调脏腑)” งานศึกษาวจิ ยั ในประเทศญ่ปี ่นุ พบวา่ ทง้ั เสน้ ลมปราณตูและเร่นิ จดั เป็นศูนยก์ ลางของระบบ เสน้ ลมปราณและอวยั วะภายใน โดยมโี ครงสรา้ งมาจาก ectoderm ทพ่ี ฒั นาต่อเป็นระบบประสาท การ วจิ ยั ทางสรรี วทิ ยาของระบบประสาทปจั จบุ นั พบวา่ การใชเ้ขม็ กระตนุ้ ตรงจดุ น้อี ย่างแรงจนเกดิ ความเจบ็ ปวด จะมผี ลกระตนุ้ การทาํ งานของเซลลส์ มองระดบั บนในส่วนทเ่ี ก่ยี วกบั การควบคมุ ระงบั (parabiotic cell) สามารถปรบั การไหลเวยี นเลอื ดทผ่ี ดิ ปกติ และเพม่ิ การไหลเวยี นเลอื ดในสมองโดยผ่านหลอดเลอื ด แดงใหญ่ทค่ี อ (common carotid artery) 2. จดุ NeiGuan (PC 6) เป็นจดุ ทม่ี คี ุณสมบตั หิ ลกั คอื สงบหวั ใจ ปรบั เลอื ด และทาํ ใหเ้สนิ สงบ ( 宁 心 调 血 安 神 ) เป็นจดุ ทอ่ี ยู่บนเสน้ ลมปราณเยอ่ื หมุ้ หวั ใจ และเป็นจดุ ทเ่ี ช่อื มต่อกบั เสน้ ลมปราณอนิ เหวย ในคมั ภรี แ์ พทยโ์ บราณกลา่ วไวว้ า่ หวั ใจเป็นทอ่ี ยู่ของเสนิ (心主神明) สมรรถภาพการ ทาํ งานของหวั ใจจงึ มผี ลต่อเสนิ ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธอ์ ย่างใกลช้ ดิ กบั สมอง ในทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั การใหน้ ิยามเกณฑก์ ารเสยี ชวี ติ คอื เมอ่ื เซลลส์ มองตาย (ไมม่ คี ลน่ื สมอง) ซง่ึ สมองเป็นเสมอื นศูนยค์ วบคมุ ของร่างกาย ดงั นนั้ การใชจ้ ดุ NeiGuan (PC 6) นอกจากจะเป็นการปรบั ประสานสมรรถนะการทาํ งาน ของหวั ใจแลว้ ยงั สง่ ผลเพม่ิ ออกซเิ จนในเลอื ดทไ่ี ปเล้ยี งสมองดว้ ย
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 45 3. จดุ SanYinJiao (SP 6) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณเทา้ ไท่อนิ มา้ ม เป็นจดุ ทเ่ี สน้ อนิ เทา้ ทงั้ สาม เสน้ ตดั กนั จงึ มคี ณุ สมบตั บิ าํ รุงเสน้ อนิ ทง้ั สาม เพม่ิ พนู ไขกระดูก ปรบั ช่แี ละเลอื ด สงบจติ อารมณ์ (补三 阴,益脑髓,调气血,安神志) เป็นทท่ี ราบวา่ กนั ดวี า่ ไขกระดูกเป็นทงั้ มวลและโครงสรา้ งพ้นื ฐานของ สมรรถภาพของสมอง ไขกระดูกเองมที ม่ี าจากทนุ แต่กาํ เนดิ คอื จงิ (精) และอาศยั การหลอ่ เล้ยี งจาก ทนุ หลงั กาํ เนดิ คอื สารอาหารอนั ยอดเยย่ี ม (水谷精微) ซง่ึ สมั พนั ธอ์ ย่างมากกบั อวยั วะตบั มา้ มและ ไต การฝงั เขม็ ทจ่ี ดุ SanYinJiao (SP 6) น้ีจงึ มผี ลเสรมิ บาํ รงุ อวยั วะทงั้ สามไปพรอ้ มกนั ทาํ ใหไ้ ขกระดูกท่ี จะแปรเปลย่ี นเป็นสมองมคี วามบรบิ ูรณย์ ง่ิ ข้นึ ส่วนอกี 3 จดุ ไดแ้ ก่ จดุ JiQuan (HT 1), ChiZe (LU 5) และ WeiZhong (BL 40) ต่างมคี ณุ สมบตั ใิ นการทะลวงเสน้ ลมปราณใหค้ ลอ่ ง (疏通经络) ปรบั ประสานช่แี ละเลอื ด (调和气 血 ) ช่วยใหเ้สน้ ลมปราณ เลอื ดและชไ่ี หลเวยี นสะดวก ( 经 络 通 畅 , 气 血 顺 调 ) แขนขากลบั มา เคลอ่ื นไหวไดด้ ขี ้นึ ถา้ จะเปรียบเทยี บชดุ จดุ ฝงั เขม็ ในแนวคิดปลุกสมองเปิดทวารน้ีเหมอื นยาตาํ รบั หน่ึง อาจพอสรุปไดว้ ่ามจี ดุ RenZhong (GV 26) เป็นจดุ หลกั (君) จดุ NeiGuan (PC 6), SanYinJiao (SP 6) เป็นจดุ รองหรอื จดุ เสรมิ (臣) สว่ นจดุ JiQuan (HT 1), ChiZe (LU 5) และ WeiZhong (BL 40) เป็นจดุ ช่วยหรอื นาํ พา (佐使) ซง่ึ ตรงตามหลกั การรกั ษาสาํ คญั คอื “ปลกุ สมองเปิ ดทวาร หลอ่ เล้ยี งเสรมิ บาํ รุงตบั และไตเป็นหลกั เสรมิ ดว้ ยการทะลวงเสน้ ลมปราณใหไ้ หลเวยี นคลอ่ ง (醒脑开窍, 滋补肝肾为主,疏通经络为辅)” นนั่ เอง วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นการฝงั เข็มแบบ ปลกุ สมองเปิดทวาร วธิ กี ารฝงั เขม็ แบบ ปลกุ สมองเปิดทวาร เป็นวธิ กี ารรกั ษาทม่ี งุ่ แกไ้ ขกลไกพ้นื ฐานของการเกดิ โรคหลอดเลอื ดสมองโดยตรง ซง่ึ มกี ารบดบงั ทวารสมองจากเลอื ดคงั่ ลมตบั เสมหะ เป็นตน้ ทาํ ใหท้ วาร สมองปิ ด เสนิ ถกู ปิ ดบงั เสนิ ไม่สามารถชกั นําช่ีได้ (窍闭神匿,神不导气) การฝงั เขม็ โดยวธิ นี ้ีจะ เลอื กใชจ้ ดุ บนเสน้ ลมปราณอนิ และเสน้ ลมปราณตูเป็นหลกั ร่วมกบั การใชเ้ทคนิคเฉพาะในการฝงั เขม็ เพอ่ื เพม่ิ ผลการรกั ษา ซง่ึ พบวา่ ถา้ สามารถเร่มิ ฝงั เขม็ ไดเ้รว็ เทา่ ไหร่ ผลการรกั ษากจ็ ะยง่ิ ดแี ละเรว็ ในทาง ปฏบิ ตั ิ ถา้ ผูป้ ่วยมสี ญั ญาณชพี (โดยเฉพาะค่าความดนั โลหติ ) ทส่ี มาํ่ เสมอหรอื ค่อนขา้ งคงท่ี กส็ ามารถ เร่มิ ใชก้ ารฝงั เขม็ ร่วมไปกบั วธิ ที างการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ไดท้ นั ที
46 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 จดุ ฝงั เข็มหลกั : แบง่ เป็น 2 ชดุ คอื จุดฝงั เข็มหลกั ชดุ ท่ี 1: NeiGuan (PC 6), RenZhong (GV 26), SanYinJiao (SP 6) จดุ ฝงั เขม็ ชดุ น้ี ศาสตราจารย์ สอื เสวหม่นิ แนะนาํ วา่ ควรใชใ้ นผูป้ ่วยทกุ รายทไ่ี มม่ ขี อ้ หา้ ม โดย เฉพาะในช่วง 3 วนั แรก ลาํ ดบั และวธิ กี ารฝงั เข็มจดุ หลกั ชดุ ท่ี 1 1) เร่มิ จากจดุ NeiGuan (PC 6) ทงั้ 2 ขา้ ง ปกั ตรงลกึ 0.5 - 1 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบาย (เซย่ี ฝ่า) ดว้ ยการซอยเขม็ (ถชี า) และปนั่ เขม็ (เหนยี นจ่วน) พรอ้ มกนั เป็นเวลา 1 นาที (รูปท่ี 1) รูปท่ี 3.1 การฝงั เข็มจุด NeiGuan (PC6) 2) ต่อมาปกั จดุ RenZhong (GV 26) (รูปท่ี 2) ปกั เฉียงเลก็ นอ้ ย (ประมาณ 120 องศา) ปลายเขม็ ช้ไี ปยงั จมกู ลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ จากนน้ั ปนั่ เขม็ ไปทศิ ทางใดทศิ ทางหน่งึ ประมาณ 1 รอบ เพอ่ื ให้ เน้ือเยอ่ื รอบปลายเขม็ ตดิ แน่นกบั เขม็ แลว้ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายค่อนขา้ งหนกั ดว้ ยวธิ นี กจกิ จนสงั เกต เหน็ ผูป้ ่วยเร่มิ มนี าํ้ ตาซมึ (กรณีผูป้ ่วยทม่ี สี าเหตจุ ากหลอดเลอื ดสมองแตกในระยะแรก หรอื ความดนั โลหติ ยงั ค่อนขา้ งสูง ไมค่ วรกระตนุ้ จดุ น้ีแรงเกนิ ไป เน่ืองจากมรี ายงานวา่ การกระตนุ้ จดุ น้ีสามารถทาํ ให้ ความดนั โลหติ เพม่ิ สูงไดถ้ งึ 30 – 40 มม.ปรอท)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 47 รูปท่ี 3.2 การฝงั เข็มจุด RenZhong (GV 26) 3) จากนนั้ ปกั จดุ SanYinJiao (SP 6) (รูปท่ี 3) ขา้ งเดยี วกบั ทเ่ี ป็นโรค โดยปกั เขม็ บรเิ วณขอบ หลงั กระดูกหนา้ แขง้ ดา้ นใน ปกั เขม็ เฉียงไปดา้ นหลงั ทาํ มมุ 45 องศากบั ผวิ หนงั ลกึ 1 – 1.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุง ดว้ ยวธิ ซี อยเขม็ โดยดนั เขา้ หนกั -ถอยกลบั เบา จนขามกี ารกระตกุ 3 ครงั้ SanYinJiao (SP 6) อกี ขา้ งหน่งึ ปกั ตรงกระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุง รูปท่ี 3.3 การฝงั เข็มจดุ SanYinJiao (SP 6) อธบิ าย: จดุ NeiGuan (PC 6) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณเยอ่ื หมุ้ หวั ใจ และเป็นจดุ หน่ึงของจดุ ปามา่ ยเจยี วฮ่ยุ (八脉交会) เช่อื มต่อกบั เสน้ ลมปราณอนิ เหวย มคี ุณสมบตั หิ ลอ่ เล้ยี งหวั ใจ ทาํ ใหเ้สนิ สงบ ช่วยใหช้ ่แี ละเลอื ดไหลเวยี นคลอ่ ง
48 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 จดุ RenZhong (GV 26) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณตู ซง่ึ มจี ดุ กาํ เนดิ จากองุ้ เชงิ กราน ผา่ นข้นึ ไปถงึ กลางกระหมอ่ มแลว้ แยกเขา้ สู่สมอง เป็นจดุ ทท่ี งั้ เสน้ อนิ และเสน้ หยางจากมอื และเทา้ มาพบกนั การ ระบายทจ่ี ดุ น้จี ะช่วยปรบั สมดลุ ของเสน้ ลมปราณ เปิดทวารสมองทป่ี ิดอยู่ และสงบเสนิ ทาํ ใหส้ มองแขง็ แรง จดุ SanYinJiao (SP 6) เป็นจดุ ทเ่ี สน้ อนิ เทา้ ทงั้ 3 เสน้ มาพบกนั มคี ุณสมบตั บิ าํ รุงไต เสรมิ อนิ สรา้ งไขกระดูก เน่ืองจากไขกระดูกจดั เป็น จงิ (精) ชนดิ หน่งึ จงิ สรา้ งไขกระดูก ขณะทส่ี มองก็คอื ทะเลของไขกระดูก เมอ่ื ไขกระดูกมเี พยี งพอสมองย่อมแขง็ แรง จดุ ฝงั เข็มหลกั ชดุ ท่ี 2: NeiGuan (PC 6), YinTang (EX-HN 3), ShangXing (GV 23), BaiHui (GV 20), SanYinJiao (SP 6) กรณีผูป้ ่วยรูส้ ติ หรอื ความรูส้ กึ ตวั ดขี ้นึ หรอื เรม่ิ เขา้ สูร่ ะยะฟ้ืนตวั แลว้ แสดงวา่ ขณะนน้ั เสนิ ของ ผูป้ ่วยเร่มิ ฟ้ืนตวั แลว้ การปกั จดุ RenZhong (GV 26) ต่อเน่ือง อาจทาํ ใหผ้ ูป้ ่วยรูส้ กึ เจบ็ มาก จงึ ควร ปรบั เปลย่ี นจดุ ฝงั เขม็ หลกั ทใ่ี ช้ โดยพกั ใชจ้ ดุ RenZhong (GV 26) เปลย่ี นมาใชจ้ ดุ ฝงั เขม็ ในชดุ ท่ี 2 แทน ถา้ ผูป้ ่วยรูส้ กึ ตวั ดี แต่ยงั ไมส่ ามารถเคลอ่ื นไหวไดเ้อง อาจใชจ้ ดุ ในชดุ แรกสลบั กบั ชดุ ท่ี 2 แต่ถา้ ผูป้ ่วยรูส้ กึ ตวั ดแี ละสามารถเคลอ่ื นไหวไดเ้อง ใหใ้ ชจ้ ดุ ฝงั เขม็ ชดุ ท่ี 2 จดุ ฝงั เขม็ ชดุ น้ี เรยี กวา่ เป็นวธิ ี “ปลกุ สมองเปิ ดทวารชดุ เลก็ ( 小醒 脑 开 窍 )” หรอื เรยี กวา่ “การทะลวงเสน้ ลมปราณตูใหค้ ลอ่ งและปรบั สมดลุ เสนิ (通督调神)” โดยใหเ้หตผุ ลวา่ ตอนน้ีสมองเร่มิ ต่นื แลว้ แต่การทาํ งานยงั ไมส่ มดลุ จงึ เนน้ การปรบั สมดุลในเสน้ ลมปราณตูซง่ึ มกี ารเช่อื มโยงกบั สมองนนั่ เอง ลาํ ดบั และวธิ กี ารฝงั เข็มจุดหลกั ชดุ ท่สี อง 1) เร่มิ จาก NeiGuan (PC 6) ใหใ้ ชว้ ธิ กี ารเดยี วกบั จดุ หลกั ชดุ แรก 2) ต่อมาปกั จดุ YinTang (EX-HN 3) (รูปท่ี 4) โดยปกั ตรงผา่ นชนั้ ผวิ หนงั ลงไป แลว้ กระตนุ้ เขม็ แบบระบาย ดว้ ยการซอยและปนั่ เขม็ พรอ้ มกนั
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 49 รูปท่ี 3.4 การฝงั เข็มจดุ YinTang (EX-HN 3) 3) จากนน้ั ใชเ้ขม็ ยาว 3 ช่นุ ปกั จากจดุ ShangXing (GV 23) ในแนวชนั้ ใตผ้ วิ หนงั ยอ้ นข้นึ ไปยงั จดุ BaiHui (GV 20) กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุงดว้ ยการหมนุ ปนั่ เขม็ เป็นเวลา 1 นาที (กรณีทใ่ี ชเ้ขม็ ยาวกระทาํ ไดย้ าก อาจเลย่ี งมาใชก้ ารปกั เขม็ ทจ่ี ดุ ShangXing (GV 23) และจดุ BaiHui (GV 20) อย่างละเขม็ แทนกไ็ ด้ (รูปท่ี 5) รูปท่ี 3.5 การฝงั เข็มจุด ShangXing (GV 23) –> BaiHui (GV 20) 4) สาํ หรบั การปกั จดุ SanYinJiao (SP 6) ใหใ้ ชว้ ธิ กี ารเดยี วกบั จดุ หลกั ชดุ แรก โดยเพยี งปกั เขม็ ใหข้ าผูป้ ่วยกระตกุ กเ็ พยี งพอ ไมจ่ าํ เป็นทจ่ี ะตอ้ งใหข้ ากระตกุ ถงึ 3 ครงั้ เหมอื นในช่วงแรก
50 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 อธบิ าย: จดุ YinTang (EX-HN3) เป็นจดุ นอกระบบ แต่อยู่บรเิ วณใบหนา้ และอยู่ในแนวท่ี เสน้ ลมปราณตูผา่ น มคี ณุ สมบตั ปิ ลกุ เสนิ ทาํ ใหท้ วารสมองปลอดโปร่ง จดุ ShangXing (GV 23) และจดุ BaiHui (GV 20) ต่างอยู่บนเสน้ ลมปราณตู โดย เฉพาะจดุ BaiHui (GV 20) นนั้ อยู่ทย่ี อดของกระหมอ่ ม เป็นจดุ ตดั ของเสน้ ลมปราณหยางทกุ เสน้ เสน้ ลมปราณตบั และเสน้ ลมปราณอน่ื เป็นเสมอื นบรเิ วณทเ่ี สน้ ลมปราณตูเช่อื มต่อกบั เสน้ ลมปราณเร่นิ (ซง่ึ มี ฐานกาํ เนิดเดยี วกบั เสน้ ลมปราณชง) ก่อนจะเขา้ สูส่ มอง ดงั นน้ั การปกั เขม็ จากจดุ ShangXing (GV 23) ไปหาจดุ BaiHui (GV 20) จงึ ช่วยปรบั สมดุลอนิ หยาง สงบตบั ดบั ลมภายใน (平肝熄风) เสรมิ จงิ บาํ รุงไขกระดูก (填精补髓) บาํ รุงช่เี พม่ิ เลอื ด (益气养血) ปลกุ สมองเปิดทวาร จุดฝงั เข็มรอง: ไดแ้ ก่ JiQuan (HT 1), ChiZe (LU 5), WeiZhong (BL 40) ขา้ งทเ่ี ป็นโรค วธิ ปี กั เข็มจุดฝงั เข็มรอง 1) จดุ JiQuan (HT 1) (รูปท่ี 6) ปกั เขม็ ตาํ่ กวา่ ตาํ แหน่งปกตลิ งมาตามแนวเสน้ ลมปราณ ประมาณ 1 ช่นุ เรยี กช่อื จดุ วา่ “XiaJiQuan” เพอ่ื หลกี เลย่ี งบรเิ วณทม่ี ขี นรกั แร้ ซง่ึ มตี ่อมเหงอ่ื มาก และ มโี อกาสเกดิ การตดิ เช้อื ได้ อกี ทง้ั ยงั เป็นบรเิ วณทม่ี หี ลอดเลอื ดแดง axillary การปกั เขม็ ใหจ้ บั แขนผูป้ ่วย กางออกประมาณ 90 องศา อาจงอศอกเป็นมมุ 90 องศา ดว้ ย จะทาํ ใหป้ กั เขม็ สะดวกข้นึ (ตามรูป) ปกั เขม็ ลกึ 1 – 1.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบาย ดว้ ยการซอยเขม็ จนแขนกระตกุ 3 ครงั้ โดยไมค่ าเขม็ รูปท่ี 3.6 การฝงั เข็มจุด JiQuan (HT 1) (XiaJiQuan)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 51 2) จดุ ChiZe (LU 5) (รูปท่ี 7) ใหจ้ บั ศอกผูป้ ่วยกางประมาณ 120 องศา ปกั ตรง ลกึ 1 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยการซอยเขม็ ใหแ้ ขนท่อนลา่ งกระตกุ 3 ครงั้ หรอื มคี วามรูส้ กึ เขม็ ไปถงึ ขอ้ มอื น้ิวโป้งและน้วิ ช้ี รูปท่ี 3.7 การฝงั เข็มจดุ ChiZe (LU 5) 3) จดุ WeiZhong (BL 40) (รูปท่ี 8) จดั ท่าผูป้ ่วยนอนหงาย มอื ขา้ งหน่ึงจบั ปลายขาผูป้ ่วย ยกข้นึ พรอ้ มกบั ใชท้ ่อนแขนและศอกกดทด่ี า้ นหนา้ หวั เขา่ เพอ่ื ใหข้ าของผูป้ ่วยอยู่ในลกั ษณะเหยยี ดตรง ปกั เขม็ ตรงลกึ 0.5 - 1 ช่นุ ปลายเขม็ ช้อี อกดา้ นนอกประมาณ 15 องศา กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยการ ซอยเขม็ จนขากระตกุ 3 ครงั้ โดยไมค่ าเขม็ รูปท่ี 3.8 การฝงั เข็มจดุ WeiZhong (BL 40)
52 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 จดุ ฝงั เขม็ ชดุ รองทงั้ 3 จดุ มปี ระโยชนช์ ่วยในการทะลวงเสน้ ลมปราณใหค้ ลอ่ ง (疏通经络) แกไ้ ขการตดิ ขดั ในเสน้ ลมปราณ ทาํ ใหช้ ่ไี หลเวยี นไดค้ ลอ่ งข้นึ ช่วยใหอ้ าการแขนขาทอ่ี ่อนแรงฟ้ืนฟูกลบั มา ในผูป้ ่วยบางรายทพ่ี ยาธสิ ภาพไมร่ ุนแรงมากนกั การกระตนุ้ จดุ WeiZhong (BL 40) จะสามารถทาํ ให้ กาํ ลงั ของกลา้ มเน้อื ขาเพม่ิ ข้นึ 1 - 2 ระดบั ทนั ทหี ลงั ฝงั เขม็ เมอ่ื ดูตามกายวภิ าคแลว้ พบวา่ การปกั เขม็ ทง้ั 3 จดุ น้ี จะกระตนุ้ ทเ่ี สน้ ประสาทโดยตรงนนั่ เอง กรณีทก่ี าํ ลงั แขนหรอื ขาของผูป้ ่วยฟ้ืนตวั แลว้ กไ็ ม่ จาํ เป็นตอ้ งกระตนุ้ จดุ ทง้ั สามอกี เน่ืองจากการกระตนุ้ โดยตรงต่อเสน้ ประสาทบอ่ ย ๆ อาจสง่ ผลเสยี ได้ คงใชเ้พยี งจดุ ตามเสน้ ลมปราณหยางหมงิ และเสา้ หยาง ทม่ี ชี ่แี ละเลอื ดมากกเ็ พยี งพอ อธิบาย: จดุ ฝงั เขม็ ทง้ั 3 จุด เมอ่ื ใชร้ ่วมกนั มผี ลทะลวงเสน้ ลมปราณใหค้ ล่อง ปรบั สมดุลช่ี และเลอื ด ทาํ ใหเ้ลอื ดลมไหลเวยี นดี อาการอ่อนแรงจงึ ดขี ้นึ จดุ ฝงั เข็มเสรมิ : เป็นจดุ ทเ่ี ลอื กใชร้ ่วมกบั จดุ หลกั และจดุ รอง เพอ่ื ช่วยเพม่ิ ผลการรกั ษา เช่น 1) จดุ FengChi (GB 20) ปกั ตรงลกึ 1 - 1.5 ช่นุ ทศิ ทางช้ไี ปยงั มมุ ตาดา้ นตรงขา้ ม จดุ WanGu (GB 12) และ TianZhu (BL10) ปกั ตรงลกึ 1 - 1.5 ช่นุ ใชร้ ่วมกนั (รูปท่ี 9) โดยปกั เขม็ ทง้ั สองขา้ ง กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุงดว้ ยวธิ ปี นั่ เขม็ ทงั้ 3 จดุ น้ี สามารถช่วยปรบั เพม่ิ ปรมิ าณเลอื ดทไ่ี ปเล้ยี งสมอง ได้ โดยผ่านทาง vertebrobasilar system (ซง่ึ มปี รมิ าณเลอื ดถงึ 1/3 ของปรมิ าณเลอื ดทไ่ี ปเล้ยี งสมอง ทง้ั หมด) จดุ FengChi (GB 20) และจดุ WanGu (GB 12) ต่างเป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณเทา้ เสา้ หยาง ถงุ นาํ้ ดที อ่ี ยู่ใกลส้ มอง เสน้ ลมปราณถงุ นาํ้ ดนี ้มี คี ุณสมบตั ชิ ่วยในการดงึ ช่ขี องเสน้ ลมปราณทเ่ี หลอื อกี 11 เสน้ ข้นึ ดา้ นบน การใชส้ องจดุ ร่วมกนั จะชกั นาํ ใหช้ ่แี ละเลอื ดของเสน้ ลมปราณทงั้ 11 เสน้ มาหลอ่ เล้ยี ง สมองและไขกระดูก สว่ นจดุ TianZhu (BL 10) เป็นจดุ บนเสน้ ลมปราณเทา้ ไทห่ ยางกระเพาะปสั สาวะ ท่ี อยู่ใกลส้ มอง ไทห่ ยางเป็นหยางในหยาง หยางช่ชี ่วยหลอ่ เล้ยี งเอน็ และเสนิ การใชจ้ ดุ น้จี งึ มผี ลหลอ่ เล้ยี งเสนิ ทาํ ใหส้ มองแขง็ แรง
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 53 รูปท่ี 3.9 การฝงั เข็มจดุ เสรมิ FengChi (GB 20), WanGu (GB 12) และ TianZhu (BL 10) 2) จดุ เสรมิ บรเิ วณแขนทน่ี ิยมใช ้ ไดแ้ ก่ JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14), BiNao (LI 14), JianNeiLing (EX-UE12), JianWaiLing (Extra), TaiJian (Extra), QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 9), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4), ZhongZhu (TE 3) 3) จดุ เสรมิ บรเิ วณขาทน่ี ิยมใช้ ไดแ้ ก่ FuTu (ST 32), FengShi (GB 31), LiangQiu (ST 34), XueHai (SP 10), SiQiang (Extra), ZuSanLi (ST 36), HuanTiao (GB 30), YangLingQuan (GB 34), FengLong (ST 40), XuanZhong (GB 39), SanYinJiao (SP 6), ChengJin (BL 56), ChengShan (BL 57), FeiYang (BL 58), JieXi (ST 41), TaiChong (LR 3) เป็นตน้ โดยจดุ เหลา่ น้ไี มจ่ าํ เป็นตอ้ งใชพ้ รอ้ มกนั ใหเ้ลอื กใชส้ ลบั กนั 4) ถา้ ผูป้ ่วยมที อ้ งผูก เพม่ิ จดุ FengLong (ST 40), ShuiDao (ST 28), GuiLai (ST 29), WaiShuiDao (Extra), WaiGuiLai (Extra) ทางดา้ นซา้ ย (รูปท่ี 10) ทง้ั สองจดุ หลงั น้ีเป็นจดุ นอก ระบบ จดุ WaiShuiDao อยู่ระดบั เดยี วกบั จดุ ShuiDao (ST 28) แต่ห่างออกไปดา้ นขา้ งอกี 2 ช่นุ สว่ นจดุ WaiGuiLai กอ็ ยู่ระดบั เดยี วกบั จดุ GuiLai (ST 29) แต่ห่างออกไปดา้ นขา้ ง 2 ช่นุ เช่นกนั ปกั ตรงลกึ 1 - 1.5 ช่นุ สามารถปกั เขม็ ไดล้ กึ ถงึ 2.5 - 3 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ ปี นั่ เขม็ แต่ ควรทาํ ดว้ ยความนุ่มนวลเน่อื งจากเขม็ อาจทะลสุ ู่ช่องทอ้ งได้ ถา้ ดูตามกายวภิ าคของทง้ั สองจดุ น้ี จะพบวา่ อยู่บนหนา้ ทอ้ งตรงกบั บรเิ วณทเ่ี ป็น descending colon และ sigmoid colon จงึ มปี ระโยชนช์ ่วย กระตนุ้ การขบั ถา่ ยโดยตรง จดุ FengLong (ST 40) ช่วยขบั เสมหะออกทาํ ใหช้ ่ลี งลา่ ง ( 豁 痰 下
54 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 气 )เมอ่ื ใชร้ ่วมกบั จดุ บรเิ วณหนา้ ทอ้ ง จะช่วยเพม่ิ การเคลอ่ื นไหวของลาํ ไส้ ทาํ ใหล้ าํ ไสข้ ยายและขบั ถ่าย คลอ่ ง รูปท่ี 3.10 จดุ เสรมิ ShuiDao (ST 28), WaiShuiDao, GuiLai (ST 29), WaiGuiLai 5) ถา้ ผูป้ ่วยมปี สั สาวะขดั ปสั สาวะไม่ออก เกิดปสั สาวะคา้ ง เพ่มิ จุด QuGu (CV 2), ZhongJi (CV 3), GuanYuan (CV 4) ใชเ้ ขม็ 3 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุงและระบายเทา่ กนั (ผงิ ป่ผู งิ เซย่ี ) ปกั จนไดค้ วามรูส้ กึ ของเขม็ ไปยงั บรเิ วณฝีเยบ็ แลว้ ถอนเขม็ ออกมาเลก็ นอ้ ยใหอ้ ยู่ในระดบั ต้นื อาจ ใชเ้ขม็ อ่นุ หรอื นวดหนา้ ทอ้ งร่วมดว้ ย จดุ GuanYuan (CV 4) อยู่บนเสน้ ลมปราณเร่นิ เป็นจดุ ทท่ี าํ ให้ ร่างกายแขง็ แรง มหี นา้ ทป่ี รบั สมดลุ จดุ ZhongJi (CV 3) เป็นจดุ มู่ ของกระเพาะปสั สาวะ ช่วยปรบั กระเพาะปสั สาวะใหท้ าํ งานราบร่นื ทาํ ใหท้ างเดนิ นาํ้ ของร่างกายคลอ่ งสะดวก สว่ นจดุ QuGu (CV 2) เป็นเหมอื นประตูของกระเพาะปสั สาวะ ทาํ ใหป้ สั สาวะไหลคลอ่ ง 6) ถา้ ผูป้ ่วยมอี าการชกั เพม่ิ จดุ RenZhong (GV 26), DaLing (PC 7), NeiGuan (PC 6), FengChi (GB 20), JiuWei (CV 15) โดยจดุ DaLing (PC 7) แทงเขม็ ทาํ มมุ 75 องศากบั ผวิ หนงั ปลายเขม็ ช้ไี ปใจกลางฝ่ามอื ปกั ลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ ดว้ ยวธิ หี มนุ ปนั่ แบบระบาย จดุ น้ีจะ ช่วยปรบั หวั ใจและเสนิ ทาํ ใหห้ วั ใจและอารมณส์ งบ ส่วนจดุ JiuWei (CV 15) ใหแ้ ทงเขม็ เฉียงลงโดย ผูป้ ่วยนอนหงาย แต่ยกศีรษะและหนา้ อกข้นึ แทงเขม็ ขณะทห่ี ายใจเขา้ ลกึ ประมาณ 1 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ ดว้ ยการหมนุ ปนั่ เขม็ แบบผงิ ปู่ผงิ เซย่ี ประมาณคร่งึ นาที โดยไมค่ าเขม็ จดุ น้ีช่วยปรบั เลอื ดและช่ี หลอ่ เล้ยี งหวั ใจและเสนิ
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 55 7) ถา้ ผูป้ ่วยมปี ญั หาเร่อื งการมองเหน็ เพม่ิ จดุ FengChi (GB 20), TianZhu (BL 10), QiuHou (EX-HN 7), JingMing (BL 1) โดยทงั้ สองจดุ หลงั น้ี เวลาปกั เขม็ ใหใ้ ชเ้ ขม็ ทม่ี ขี นาดเลก็ และ หา้ มหมนุ ปนั่ เขม็ ในขณะคาเขม็ 8) ถา้ ผูป้ ่วยมปี ญั หาความจาํ เสอ่ื ม ไมต่ อบสนอง เพม่ิ จดุ NeiGuan (PC 6), RenZhong (GV 26), BaiHui (GV 20), SiShenCong (EX-HN 1), FengChi (GB 20), SiBai (ST 2), HeGu (LI 4), SanYinJiao (SP 6), TaiChong (LR 3) โดยจดุ BaiHui (GV 20) และ SiShenCong (EX-HN 1) (รูปท่ี 11) แทงเฉียงเลก็ นอ้ ยทศิ ทางไปดา้ นหลงั ลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ ดว้ ยการหมนุ ปนั่ แบบผงิ ปู่ผงิ เซย่ี จดุ น้ีจะช่วยปลกุ เสนิ ทาํ ใหส้ มองแขง็ แรง สว่ นจดุ SiBai (ST 2) ใหแ้ ทงเขม็ ตรงลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุงดว้ ยการหมนุ ปนั่ จดุ น้อี ยู่บนเสน้ ลมปราณเทา้ หยางหมงิ ซง่ึ มเี ลอื ดลมมาก จงึ มสี ว่ นช่วยเดนิ ช่เี พม่ิ การไหลเวยี นเลอื ด นอกจากน้ยี งั เป็นบรเิ วณท่ี ลมปราณเช่อื มต่อกบั สมอง จงึ ช่วยปลกุ เสนิ ใหส้ มองแขง็ แรงอกี ทางหน่ึง ส่วนจดุ TaiChong (LR 3) ปกั ตรงลกึ 1 - 1.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ หี มนุ ปนั่ จดุ น้ีเป็นจดุ หยวนของเสน้ ลมปราณเทา้ เจวยี๋ อนิ ตบั ช่วยขบั เคลอ่ื นตบั ควบคุมการไหลเวยี นของช่ี สงบหยางของตบั (疏肝理气,平肝潜阳) รูปท่ี 3.11 การฝงั เข็มจดุ BaiHui (GV 20) และ SiShenCong (EX-HN 1) 9) ถา้ ผูป้ ่วยมปี ญั หาเร่อื งการนอนหลบั เพม่ิ จดุ ShangXing (GV 23), BaiHui (GV 20), SiShenCong (EX-HN 1), SanYinJiao (SP 6) และ ShenMen (HT 7) โดยจดุ ShenMen (HT7) ใหป้ กั ตรงลกึ 0.3 - 0.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ ปี นั่ เขม็ จดุ ShenMen (HT 7) เป็นจดุ
56 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 หยวนและจดุ ซู ของเสน้ ลมปราณหวั ใจ เป็นเสมอื นประตูใหช้ ่หี วั ใจผา่ นเขา้ ออก ช่วยสงบหวั ใจและเสนิ ปญั หารว่ มท่พี บบ่อยในผูป้ ่วยหลอดเลอื ดสมองและการแกไ้ ข 1. Pseudobulbar palsy (假球麻痹) ผูป้ ่วยมปี ญั หาเร่อื งการกลนื ลาํ บากหรอื สาํ ลกั ใชจ้ ดุ FengChi (GB 20), WanGu (GB 12), YiFeng (TE 17) โดยทงั้ 3 จดุ ใหป้ กั ลกึ 1 - 1.5 ช่นุ ทศิ ทางเขม็ ช้ไี ปยงั บรเิ วณกระดูกกลอ่ งเสยี ง กระตนุ้ เขม็ แบบบาํ รุงดว้ ยวธิ ปี นั่ เขม็ จดุ ละประมาณ 1 นาที ทงั้ 3 จดุ อยู่บนเสน้ ลมปราณเสา้ หยางซง่ึ เสน้ น้ีเป็นแกนบานพบั เมอ่ื ใชพ้ รอ้ มกนั ทาํ ใหก้ ลไกการเปิดปิด สะดวก หยางช่ไี หลเวยี นคลอ่ ง จ◌ึงช่วยหลอ่ เล้ยี งสมอง ไขกระดูก ทาํ ใหท้ วารสมองปลอดโปร่ง หรอื ใช้ เขม็ ยาว 3 ช่นุ ปกั กระตนุ้ ตรงผนงั คอหอยโดยไมค่ าเขม็ (咽喉壁点刺) เพอ่ื กระตนุ้ รเี ฟลก็ ซท์ ผ่ี นงั คอ โดยตรงร่วมดว้ ย มรี ายงานการใชใ้ นผูป้ ่วย 521 ราย พบวา่ อาการหายรอ้ ยละ 65 และไดผ้ ลดรี อ้ ยละ 20 ถา้ มปี ญั หาการพดู ไมช่ ดั ไมค่ ลอ่ ง ใชจ้ ดุ ShangLianQuan (EX-HN 16) (รูปท่ี 12) ดว้ ยเขม็ ยาว 3 ช่นุ ปกั เขม็ ทศิ ทางเขา้ หาโคนล้นิ จนไดค้ วามรูส้ กึ เขม็ ไปทโ่ี คนล้นิ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ ี ซอยเขม็ (ถชี า) อาจร่วมกบั การปลอ่ ยเลอื ดทใ่ี ตล้ ้นิ โดยใชเ้ขม็ สามเหลย่ี มตรงจดุ JinJin (EX-HN 12), YuYe (EX-HN 13) ประมาณ 1 - 2 มล. ทงั้ 3 จดุ น้ีเป็นจดุ เฉพาะท่ี กระตนุ้ ตวั ล้นิ โดยตรง มผี ล ทะลวงปรบั เสน้ ลมปราณใหค้ ลอ่ ง ปรบั การไหลเวยี นของเลอื ดทล่ี ้นิ ใหด้ ขี ้นึ แต่การปลอ่ ยเลอื ดใตล้ ้นิ อาจ ทาํ ใหผ้ ูป้ ่วยเจบ็ มาก บางครงั้ เจบ็ จนทานอาหารไมไ่ ด้ 1 - 2 วนั โดยอาจใชจ้ ดุ Wai-JinJin, Wai-YuYe ซง่ึ อยู่ตรงกบั จดุ ปกั เขม็ ทใ่ี ตล้ ้นิ แต่อยู่ภายนอกช่องปากแทน รูปท่ี 3.12 การฝงั เข็มจดุ ShangLianQuan (EX-HN 16)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 57 2. ปญั หามือกาํ ไม่คลาย มกั พบในผูป้ ่วยกลา้ มเน้อื มกี ารฟ้ืนตวั แลว้ การแกไ้ ขมหี ลายวธิ ี เช่น ใชจ้ ดุ HeGu (LI 4) ปกั ไปหาจดุ SanJian (LI 3) ลกึ 1 - 1.5 ช่นุ (รูปท่ี 13) กระตนุ้ เขม็ แบบระบาย ดว้ ยวธิ ซี อยเขม็ จนน้ิวมอื ทก่ี าํ คลายออกหรอื น้ิวช้กี ระตกุ ร่วมกบั ใชจ้ ดุ BaXie (EX-UE 9) หรอื จดุ Shangbaxie (Extra) ทอ่ี ยู่ห่างจากจดุ Baxie เขา้ มาทางขอ้ มอื ประมาณ 1 ช่นุ ปกั เฉียงไปหาขอ้ มอื ลกึ ประมาณ 1 - 1.5 ช่นุ กระตนุ้ เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ ซี อยเขม็ จนน้ิวมอื กระตกุ การใชท้ งั้ 2 จดุ น้ีร่วมกนั จะช่วยทะลวงปรบั ลมปราณและเอน็ ลดอาการเกรง็ อาจคาเขม็ ไวน้ านกวา่ ปกตจิ ะใหผ้ ลทด่ี ยี ง่ิ ข้นึ กรณีท่ี ผูป้ ่วยมอี าการชาทป่ี ลายน้วิ มอื ร่วมดว้ ย การใชจ้ ดุ BaXie (EX-UE 9) จะใหผ้ ลดใี นการรกั ษา นอกจากน้จี ากประสบการณข์ อง ศาสตราจารย์ จา้ วฮุ่ยซิน (Zhao HuiXin; 赵慧馨) พบวา่ การใชจ้ ดุ SanJian (LI 3) พรอ้ มกบั จดุ HouXi (SI 3) โดยทง้ั สองจดุ ใหป้ กั เขม็ ในทศิ ทางเขา้ จดุ LaoGong (PC 8) ก็ใหผ้ ลดี ส่วนศาสตราจารย์ อู่เหลยี นจง้ (WuLianZhong; 武 连 仲 ) จะใชเ้ทคนคิ การปกั เขม็ ทจ่ี ดุ JiQuan (HT 1) กระตนุ้ เขม็ ดว้ ยวธิ ซี อยเขม็ (ถชี า) แบบกระตนุ้ ดา้ นอนิ เพอ่ื ไปชกั นาํ ดา้ นหยาง (从阴 引阳) จนน้ิวมอื ของผูป้ ่วยคลายออกก่อน แลว้ จงึ ค่อยมาปกั เขม็ ทจ่ี ดุ BaXie (EX-UE 9) รูปท่ี 3.13 การฝงั เข็มจุด HeGu (LI 4) ปกั ไปหาจุด SanJian (LI 3) 3. ปญั หาไหลต่ ดิ ขอ้ ไหลอ่ กั เสบ มกั มสี าเหตจุ ากการทผ่ี ูป้ ่วยมกี ลา้ มเน้ืออ่อนแรง แลว้ ขาดการ บรหิ าร ไมไ่ ดม้ กี ารขยบั ขอ้ ไหลเ่ ป็นเวลานาน ทาํ ใหข้ อ้ ไหลเ่ กดิ พงั ผดื มอี าการตดิ ขดั การรกั ษา ใชก้ ารปกั เขม็ ทจ่ี ดุ บรเิ วณรอบหวั ไหล่ เช่น ใชช้ ดุ เขม็ ไหล่ 5 เลม่ ไดแ้ ก่ JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14),
58 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 JianNeiLing (EX-UE 12), NaoShu (SI 10), BiNao (LI 14) หรอื ชดุ เขม็ ไหล่ 7 เลม่ ไดแ้ ก่ JianZhongShu (SI 15), JianWaiShu (SI 14), QuYuan (SI 13), BingFeng (SI 12), TianZong (SI 11), NaoShu (SI 10), JianZhen (SI 9) เนน้ ปกั เขม็ แบบระบายดว้ ยวธิ ซี อยเขม็ หรอื ปนั่ เขม็ กรณีทม่ี จี ดุ กดเจบ็ ชดั เจน อาจใชก้ ารปลอ่ ยเลอื ดทจ่ี ดุ นน้ั ๆ แลว้ ครอบกระปกุ นอกจากน้คี วร กระตนุ้ ใหผ้ ูป้ ่วยไดพ้ ยายามขยบั หรอื บรหิ ารหวั ไหลเ่ องดว้ ย อย่างไรกต็ ามการบรหิ ารหวั ไหลค่ วรทาํ ดว้ ย ความระมดั ระวงั เน่ืองจากผูป้ ่วยบางรายมกี ลา้ มเน้ือรอบหวั ไหลฝ่ ่อ การบรหิ ารทเ่ี กนิ พสิ ยั การเคลอ่ื นไหว อาจทาํ ใหข้ อ้ ไหลห่ ลดุ หรอื เคลอ่ื นได้ 4. ปญั หาขอ้ เข่าออ่ นแรง ผูป้ ่วยทม่ี ภี าวะอมั พาตคร่งึ ซกี บางรายกลา้ มเน้อื ทจ่ี ะมาพยุงบรเิ วณ ขอ้ เขา่ อ่อนแรงไปดว้ ย บางครงั้ ผูป้ ่วยเดนิ แลว้ เกดิ ขอ้ เขา่ บดิ ได้ กรณีน้อี าจป้องกนั โดยการปกั เขม็ เสรมิ ท่ี จดุ HeDing (EX-LE 2) และจดุ XiYan (EX-LE 5) ในดา้ นทเ่ี ป็นโรคร่วมกบั จดุ XueHai (SP 10) และจดุ LiangQiu (ST 34) 5. ปญั หาเทา้ ตก (足下垂) หรอื foot drop ทาํ ใหเ้วลาเดนิ ผูป้ ่วยตอ้ งงอตะโพก และสะบดั ขอ้ เขา่ อาจใชช้ ดุ เขม็ หลงั เทา้ 3 จดุ ไดแ้ ก่ ZuLinQi (GB 41), XianGu (ST 43), TaiChong (LR 3) หรอื ชดุ เขม็ หนา้ แขง้ 3 จดุ ไดแ้ ก่ ZuSanLi (ST 36), FengLong (ST 40), TengYue (腾跃 Extrapoint) อยู่บนหนา้ แขง้ เหนอื ขอ้ เทา้ ข้นึ มาประมาณ 3 ช่นุ ซง่ึ มผี ลช่วยเพม่ิ กาํ ลงั ของกลา้ มเน้ือ tibialis anterior 6. ปญั หาเทา้ บดิ เขา้ ใน (足内翻) หรอื Talipes varus เป็นอกี ปญั หาทพ่ี บบอ่ ย ปจั จบุ นั ยงั ไมม่ จี ดุ ฝงั เขม็ ทไ่ี ดผ้ ลดี จดุ ทน่ี ยิ มใชค้ อื จดุ QiuXu (GB 40) ใชเ้ขม็ ยาว 3 ช่นุ ปกั ไปจนถงึ บรเิ วณใต้ ผวิ หนงั ของจดุ ZhaoHai (KI 6) (รูปท่ี 14) พบวา่ หลงั ปกั เขม็ สามารถดดั เทา้ ของผูป้ ่วยกลบั มาได้ เกอื บปกตทิ นั ที แต่เมอ่ื ผ่านไประยะเวลาหน่งึ เทา้ มกั บดิ เขา้ ดา้ นในอกี อาจจะตอ้ งทาํ ซาํ้ ในครงั้ ถดั ไป ปกตมิ กั ไมไ่ ดใ้ ชว้ ธิ นี ้ีในการฝงั เขม็ ทกุ ครง้ั เน่ืองจากค่อนขา้ งเจบ็ เมอ่ื ปกั เขม็ อาจใชจ้ ดุ QiuXu (GB 40) และจดุ ZhaoHai (KI 6) ปกั ดว้ ยวธิ ปี กตสิ ลบั กนั จากประสบการณข์ องผูเ้ขยี น ถา้ ใช้ QiuXu (GB 40) หรอื จดุ ZuLinQi (GB 41) โดยกระตนุ้ จนผูป้ ่วยรูส้ กึ กระตกุ บรเิ วณขอ้ เทา้ ตง้ั แต่ช่วงแรก ๆ ของการ ฝงั เขม็ จะช่วยป้องกนั ปญั หาเทา้ บดิ เขา้ ในได้
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 59 รูปท่ี 3.14 การฝงั เข็มจุด QiuXu (GB 40) ถงึ ZhaoHai (KI 6) 7. ปญั หากลา้ มเน้ือแข็งเกรง็ (肌张力高) หรอื spasticity พบบ่อยบรเิ วณไหล่ แขนท่อนบน ทาํ ใหย้ กแขนไมข่ ้นึ ขอ้ ศอกอยู่ในลกั ษณะงอ อกี บรเิ วณทม่ี กั พบ คอื ตน้ ขาดา้ นใน การรกั ษาใชว้ ธิ กี ารหา จดุ ทค่ี วบคุมการทาํ งานของกลา้ มเน้ือ (motor point) แลว้ ปกั เขม็ เพอ่ื ใหก้ ลา้ มเน้ือคลายพรอ้ มกบั ขยบั ขอ้ ไหล่ หรอื ขอ้ ศอกของผูป้ ่วยใหย้ ดื ออก เช่น กรณีกลา้ มเน้ือ Biceps เกร็งมากจนขอ้ ศอกงอ อาจปกั เขม็ บริเวณใกลเ้อน็ ของกลา้ มเน้ือ ใหก้ ลา้ มเน้ือคลายจากการเกร็ง พรอ้ มกบั ขยบั ขอ้ ศอกผูป้ ่วย หรือใน รายท่กี ลา้ มเน้ือเกร็งมาก มจี ดุ กดเจบ็ ชดั เจน อาจใชก้ ารปลอ่ ยเลอื ดตรงจดุ นนั้ พรอ้ มครอบกระปกุ หรือ ทาํ การครอบกระปกุ แบบเคลอ่ื นท่ี (走火罐)นอกจากน้ีการทาํ กายภาพบาํ บดั ร่วมดว้ ยจะช่วยไดม้ าก นอกจากน้ียงั สามารถเลอื กใชช้ ุดจุดบริเวณแขนหรือขา เพ่อื จุดประสงคใ์ นการรกั ษาตามการ วนิ จิ ฉยั แยกกลมุ่ อาการของโรค ตามหลกั แพทยแ์ ผนจนี เช่น 7.1 พยงุ หรอื ฟ้ื นฟชู ่ีหลกั (扶正) - จดุ แขน ใช ้ QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4) - จดุ ขา ใช ้ XueHai (SP 10), ZuSanLi (ST 36), TaiChong (LR3), SanYinJiao (SP 6) 7.2 ทะลวงเสา้ หยางและปรบั ตบั ควบคมุ ช่ี (疏利少阳,疏肝理气) - จดุ แขน ใช ้ QuChi (LI 11), WaiGuan (TE 5), ZhongZhu (TE 3) - จดุ ขา ใช ้ TaiChong (LR 3), QiuXu (GB 40) 7.3 กระตนุ้ สารสะอาด (ชิงช่ี) ข้ึนบน ทาํ ใหส้ ารขุ่นลงลา่ ง (升清降浊)
60 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 - จดุ แขน ใช้ QuChi (LI 11) และ ShouSanLi (LI 10) เพอ่ื ดงึ สารสะอาดข้นึ บน (升清) ใชจ้ ดุ LieQue (LU 7) และ HeGu (LI 4) เพอ่ื ใหส้ ารขนุ่ ลงลา่ ง (降浊) - จดุ ขา ใช ้ ZuSanLi (ST 36), QuQuan (LR 8), FuLiu (KI 7) 7.4 เสรมิ หวั ใจสงบเสนิ (益心安神) - จดุ แขน ใช ้ NeiGuan (PC 6), ShenMen (HT 7), DaLing (PC 7) - จดุ ขา ใช ้ ZuSanLi (ST 36), SanYinJiao (SP 6), DaDu (SP 2), JieXi (ST 41) 7.5 ขบั รอ้ นระบายหยางหมิง (清泄阳明) - จดุ แขน ใช ้ QuChi (LI 11), WenLiu (LI 7), PianLi (LI 6), HeGu (LI 4) - จดุ ขา ใช ้ FengLong (ST 40), NeiTing (ST 44), LiDui (ST 45) 7.6 ดบั ลมภายในหยดุ เกรง็ (熄风止痉) - จดุ แขน ใช ้ TianJing (TE 10), QuChi (LI 11), SanJian (LI 3) - จดุ ขา ใช ้ YangLingQuan (GB 34), XingJian (LR 2), DaDun (LR 1), FengLong (ST 40) สรุปจดุ เด่นของการฝงั เข็มตามแนวคดิ “ปลกุ สมองเปิดทวาร” 1. เป็นวธิ รี กั ษาทม่ี พี ฒั นาการมาจากความเขา้ ใจ ในสาเหตแุ ละกลไกการเกดิ โรค โดยการทพ่ี บ วา่ สมองกบั เสนิ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อย่างใกลช้ ดิ และโรคมสี าเหตพุ ้นื ฐาน คอื “บนแกร่งแต่ลา่ งพร่อง (证是上实,而上实由于下虚)” และมกี ลไกร่วมคอื “ทวารปิดเสนิ หลบซอ่ น (窍闭神匿)” 2. มกี ารพฒั นา วธิ กี ารเลอื กและจบั คู่จดุ ทใ่ี ช้ โดยมจี ดุ จากเสน้ ลมปราณอนิ เป็นหลกั ต่างจาก ในอดตี ทใ่ี ชจ้ ดุ จากเสน้ ลมปราณหยางเป็นหลกั เน่ืองจากตอ้ งการเนน้ การบาํ รุงลา่ งพร่อง (ตบั และไต พร่อง) ร่วมกบั การปลกุ สมองใหก้ ลบั มาทาํ งานตามปกติ 3. มกี ารทดสอบและศึกษาถงึ ทศิ ทาง ความลกึ วธิ กี ารกระตนุ้ เขม็ และความแรงทใ่ี ชใ้ นจดุ ฝงั เขม็ แต่ละจดุ เป็นหลกั การทแ่ี น่นอน และพสิ ูจนแ์ ลว้ วา่ ไดผ้ ลดี สามารถนาํ ไปปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 61 ภาวะเน่ืองคา้ งของโรคหลอดเลอื ดสมอง (Sequelae of Cerebrovascular Disease) ภาวะเน่ืองคา้ งของโรคหลอดเลอื ดสมอง เช่น แขนขาอ่อนแรง พดู ไมช่ ดั ปากเบ้ยี ว ความ ผดิ ปกตขิ องการมองเหน็ ตามทฤษฎกี ารแพทยแ์ ผนจนี ภาวะเหลา่ น้เี กดิ จากการอดุ ตนั ของเสน้ ลมปราณ จากภาวะเลอื ดและเสมหะคงั่ และจากภาวะช่แี ละเลอื ดพร่อง การรกั ษา ภาวะสบื เน่ืองของโรคหลอดเลอื ดสมอง เกดิ จากพยาธสิ ภาพตกคา้ งในเสน้ ลมปราณ หลกั การ รกั ษาใหเ้ลอื กใชจ้ ดุ บนเสน้ ลมปราณหยางหมงิ เป็นหลกั 1. อมั พาตคร่งึ ซีกจากเลอื ดคงั่ อาการ: อ่อนแรงของกลา้ มเน้อื ร่วมกบั การรบั ความรูส้ กึ ลดลงหรอื หายไปของร่างกายซกี หน่ึง ล้นิ : สมี ว่ งคลาํ้ มจี ดุ เลอื ดออก ชีพจร: ชพี จรฝืด (SeMai) หลกั การรกั ษา: เสรมิ การไหลเวยี นของชแ่ี ละเลอื ด ขจดั เลอื ดคงั่ ในเสน้ ลมปราณ จดุ ฝงั เข็ม: แขนออ่ นแรง: DaZhu (BL 11), JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14), QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4), SanJian (LI 3), ChiZe (LU 5), QuZe (PC 3), NeiGuan (PC 6), DaLing (PC 7) ขาออ่ นแรง: HuanTiao (GB 30), FengShi (GB 31), BiGuan (ST 31), FuTu (ST 18), YangLingQuan (GB 34), ZuSanLi (ST 36), XuanZhong (GB 39), KunLun (BL 60), QiuXu (GB 40), SanYinJiao (SP 6), WeiZhong (BL 40), QuQuan (LR 8), YinLingQuan (SP 9), ShangQiu (SP 5) อธบิ าย: ในผูป้ ่วยทม่ี รี ่างกายอ่อนแอ ปกั เขม็ อย่างเบานุ่มนวล กระตนุ้ แบบเสรมิ บาํ รุง ผูป้ ่วยทม่ี ี กลา้ มเน้อื แขง็ ตงึ ปกั เขม็ แรง กระตนุ้ แบบระบาย ผูป้ ่วยเร้อื รงั เสรมิ ดว้ ยการรมยา -: DaZhu (BL 11) จดุ อทิ ธพิ ลของกระดูก เสรมิ ความแขง็ แรงของกระดูก -: JianYu (LI 15), QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10), HeGu (LI 4) และ SanJian (LI 3) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณมอื หยางหมงิ
62 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 -: JianLiao (TE 14) และ WaiGuan (TE 5) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณมอื เสา้ หยาง -: ChiZe (LU 5) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณมอื ไท่อนิ -: QuZe (PC 3), NeiGuan (PC 6) และ DaLing (PC 7) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความ แขง็ แรงของเสน้ ลมปราณมอื เจวยี๋ อนิ ขจดั ลมภายใน -: BiGuan (ST 31), FuTu (ST 18), ZuSanLi (ST 36) และ FengLong (ST 40) ขจดั ภาวะอุดตนั เสริมความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณเทา้ หยางหมงิ สรา้ งช่ีและเลอื ดเพ่อื ไปหล่อเล้ยี ง เสน้ ลมปราณ กลา้ มเน้อื และอวยั วะต่าง ๆ -: HuanTiao (GB 30), FengShi (GB 31), YangLingQuan (GB 34), XuanZhong (GB 39) และ QiuXu (GB 40) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณเทา้ เสา้ หยาง -: KunLun (BL 60) และ WeiZhong (BL 40) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของ เสน้ ลมปราณเทา้ ไท่หยาง และขจดั เลอื ดคงั่ -: SanYinJiao (SP 6), YinLingQuan (SP 9) และ ShangQiu (SP 5) ขจดั ภาวะอดุ ตนั เสรมิ ความแขง็ แรงของเสน้ ลมปราณเทา้ ไทอ่ นิ สรา้ งช่แี ละเลอื ดเพอ่ื ไปหลอ่ เล้ยี งเสน้ ลมปราณ กลา้ มเน้อื และอวยั วะต่าง ๆ -: QuQuan (LR 8) ขจดั ภาวะอดุ ตนั ของเสน้ ลมปราณเทา้ เจวยี๋ อนิ และขจดั ลมภายนอก 2. พูดลาํ บาก จากลม เสมหะและเลอื ดคงั่ อาการ: พดู ลาํ บากหรอื พดู ไมไ่ ด้ ล้นิ เคลอ่ื นไหวไดน้ อ้ ย ล้นิ : ฝ้าเหนียว ชีพจร: ชพี จรตงึ -ลน่ื (XianHuaMai) หลกั การรกั ษา: ขจดั ลมและเสมหะ กาํ จดั เลอื ดคงั่ ในเสน้ ลมปราณ จดุ ฝงั เข็มหลกั : LianQuan (CV 23), HeGu (LI 4), FengChi (GB 20), FengLong (ST 40), YaMen (GV 15), TongLi (HT 5), SanYinJiao (SP 6), TaiXi (KI 3) อธบิ าย: -: LianQuan (CV 23) และ YaMen (CV 15) ใชร้ กั ษาการพดู ลาํ บาก -: HeGu (LI 4), FengChi (GB 20) ขจดั ลม เสรมิ การไหลเวยี น กระตนุ้ จติ ใจใหแ้ จ่มใส
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 63 -: FengLong (ST 40), SanYinJiao (SP 6) เสรมิ การทาํ งานของจงเจยี วและขจดั เสมหะ -: TongLi (HT 5) ขจดั เลอื ดคงั่ ในเสน้ ลมปราณหวั ใจและเสรมิ การทาํ งานของล้นิ -: TaiXi (KI 3) บาํ รุงไตอนิ เช่อื มต่อการทาํ งานกบั หวั ใจ จุดฝงั เข็มเสรมิ : ล้นิ แขง็ เพม่ิ JinJin (EX-HN 12) และ YuYe (EX-HN 13) สะกดิ ให ้ เลอื ดออก 3. กลา้ มเน้ือใบหนา้ บดิ เบ้ยี วจากลม เสมหะและเลอื ดคงั่ อาการ: ล้นิ และตาเฉเอยี งจากปกติ กลา้ มเน้อื ใบหนา้ ขา้ งทเ่ี ป็นโรคอ่อนกาํ ลงั และชา ล้นิ : ฝ้าเหนียว ชีพจร: ชพี จรตงึ -ลน่ื (XianHuaMai) หลกั การรกั ษา: ขจดั ลม สลายเสมหะ กระตนุ้ การไหลเวยี นเลอื ด และขจดั การอดุ ตนั ในเสน้ ลมปราณ จุดฝงั เข็มหลกั : JiaChe (ST 6), DiChang (ST 4), YingXiang (LI 20), SiBai (ST 2), QuanLiao (SI 18), FengChi (GB 20), ZuSanLi (ST 36), HeGu (LI 4), TaiChong (LR 3) อธบิ าย: -: JiaChe (ST 6), DiChang (ST 4), YingXiang (LI 20), SiBai (ST 2), QuanLiao (SI 18) ของขา้ งทเ่ี ป็นโรค กระตนุ้ การไหลเวยี นของช่แี ละเลอื ด หลอ่ เล้ยี งและลดการเกรง็ ของกลา้ มเน้อื -: FengChi (GB 20) สงบลม ลดอาการเกรง็ -: ZuSanLi (ST 36) เสรมิ บาํ รุงจงเจยี วเพอ่ื บาํ รุงช่แี ละเลอื ด -: TaiChong (LR 3) และ HeGu (LI 4) เป็นการเลอื กจดุ ทเ่ี รยี กวา่ เปิดสด่ี ่าน ช่วยสงบตบั ระงบั จติ ใจ จดุ ฝงั เข็มเสรมิ : -: แน่นอดึ อดั ในทรวงอก และอาเจยี น: FengLong (ST 40) -: ปิดเปิดตาลาํ บาก: CuanZhu (BL 2) และ TaiYang (EX-HN 5) -: ปากเบ้ยี วทเ่ี ป็นมาก: ShuiGou (GV 26) และ ChengJiang (GV 24)
64 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 4. ความผิดปกตทิ างภาษาและการพูด (Language impairment) ความผดิ ปกตทิ างภาษาและการพดู (Language impairment หรอื Speech impairment ) ประกอบดว้ ย ภาวะเสยี ความสามารถในการส่อื ความ (Aphasia) และ อาการพูดไม่เป็นความจาก กลา้ มเน้ือควบคมุ การพดู ผดิ ปกติ (Dysarthria) Aphasia และ Dysarthria อาจเป็นเพยี งอาการเดยี ว หรอื เป็นอาการแรกทเ่ี กดิ ข้นึ หรอื อาจ เพยี งเป็นส่วนหน่งึ ในกลมุ่ อาการหลายหลายอยา่ ง Aphasia เกดิ จากพยาธสิ ภาพทศ่ี ูนยก์ ลางควบคมุ การพดู บรเิ วณ Dominant Hemisphere ทาํ ใหม้ คี วามผดิ ปกตใิ นการสอ่ื ความและความผดิ ปกติ ในการเขา้ ใจภาษา มกี ารออกเสยี งและเสยี งพดู ท่ี เป็นปกตแิ ต่ไมส่ ามารถพดู ได้ ประเภทของ Aphasia 1) Motor aphasia: เกดิ จากพยาธสิ ภาพท่ี Motor speech area บรเิ วณ Inferior frontal gyrus ดา้ น Dominant Hemisphere เรยี กอกี อย่างวา่ expressive aphasia ผูป้ ่วยสามารถเขา้ ใจคาํ พดู ของผูอ้ น่ื ได้ สามารถออกเสยี งได้ แต่ พดู ไดย้ ากลาํ บาก หรอื ไมส่ ามารถพดู ไดเ้ลย หรอื ไมส่ ามารถ พดู ประโยชนต์ ่อเน่อื งกนั ได้ 2) Sensory aphasia: เกดิ จากพยาธสิ ภาพท่ี Auditory association area บรเิ วณ Superior temporal gyrus ดา้ น Dominant Hemisphere เรยี กอกี อย่างวา่ receptive aphasia ผูป้ ่วยมกี ารได ้ ยนิ เป็นปกติ แต่ไมส่ ามารถเขา้ ใจคาํ พดู ของตนเองและผูอ้ น่ื ได้ ไมส่ ามารถตอบสนองต่อคาํ พดู หรอื คาํ สงั่ ของผูอ้ น่ื ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง แมว้ า่ จะสามารถพดู ไดอ้ ย่างคลอ่ งแคลว่ แต่ใชค้ าํ ผดิ หรอื ยุ่งเหยงิ ไมม่ ลี าํ ดบั ไรต้ รรกเหตผุ ล ยากทผ่ี ูอ้ น่ื จะเขา้ ใจความหมาย 3) Nominal aphasia : เกดิ จากพยาธสิ ภาพบรเิ วณ Middle temporal gyrus ดา้ น Dominant Hemisphere ผูป้ ่วยสามารถเขา้ ใจคาํ พดู ของผูอ้ น่ื ได้ สามารถออกเสยี งได้ สามารถพดู ทวน คาํ พดู ของผูอ้ น่ื ไดค้ ่อนขา้ งคลอ่ งแคลว่ แต่ ไมส่ ามารถบอกช่อื วตั ถไุ ดใ้ นขณะทส่ี ามารถบอกลกั ษณะและ วธิ ใี ชไ้ ดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง :จุดฝงั เข็ม NeiGuan (PC 6), RenZhong (GV 26), YinTang (EX-HN 3), BaiHui (GV 20), ShangXing (GV 23), JinJin (EX-HN 12), YuYe (EX-HN13), ShangLianQuan (EX-HN 16), XueHai (SP 10), YongQuan (KI 1) , YaMen (GV 15)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 65 -: Motor aphasia: เพม่ิ Scalp acupuncture: speech area -: Sensory aphasia: เพม่ิ Scalp acupuncture: 3rd speech area, จดุ ขมบั 3 เขม็ (颞三 针 เน่ียซานเจนิ ) -: Nominal aphasia: เพม่ิ จดุ ขมบั 3 เขม็ (颞三针), 2nd speech area Dysarthria: ความผดิ ปกตทิ างภาษาและการพดู ทเ่ี กดิ จากโรคของระบบประสาทหรอื กลา้ มเน้อื ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การออกเสยี ง 1. Pseudobulbar palsy : มคี วามเสยี หายท่ี Corticobulbar tract ทงั้ 2 ซกี ทาํ ใหม้ คี วาม เสยี หายของ ambiguous nucleus ท่ี Brainstem : เกดิ paralysis ของ กลา้ มเน้อื บรเิ วณลาํ คอและ Vocal cord เสยี งพดู ข้นึ จมกู พดู ชา้ ร่วมกบั มกี ารกลนื ลาํ บาก สาํ ลกั เวลาดม่ื นาํ้ มี hyperreflexia ของ Pharyngeal reflex , เคลอ่ื นไหวของsoft palate หายไป หวั เราะสลบั กบั รอ้ งไหอ้ ย่างรุนแรงโดย ไมม่ สี าเหตุ 2. มพี ยาธสิ ภาพท่ี Cerebellar : เกดิ จากพยาธสิ ภาพท่ี Cerebellar vermis หรอื neural pathwayทเ่ี ช่อื ม brain stem กบั Cerebellum มอี าการเสยี งพดู คลมุ เครอื ไมช่ ดั เจน พดู ชา้ ลาก เสยี ง เสยี งพดู ดงั ไมส่ มาํ่ เสมอ หรอื ถงึ กบั ตะเบง็ เสยี งข้นึ มาทนั ทที นั ใด หรอื เสยี งเหมอื นท่องกลอน เรยี กกอกี อย่างวา่ Ataxic dysarthria นยั สาํ คญั : เป็นการวนิ จิ ฉยั หาตาํ แหน่งพยาธสิ ภาพของโรคจากความผดิ ปกตขิ องเสยี งพดู 5. อาการกลนื ลาํ บาก (dysphagia) ในทน่ี ้ีจะกลา่ วถงึ กลุ่มอาการกลนื ลาํ บากท่มี สี าเหตมุ าจากโรคหลอดเลอื ดสมอง ทาํ ใหเ้กิดกลุ่ม อาการกลนื อาหารลาํ บาก ร่วมกบั มอี าการพดู ไมเ่ ป็นความ (dysarthria) จดั อยู่ในโรค \"เลย่ เยเกอ๋ \" ของ วชิ าแพทยจ์ นี 1. Pseudobulbar Palsy: มสี าเหตมุ าจากการเป็น stroke 2 ครง้ั ทาํ ให ้ Corticobulbar tract ทงั้ 2 ซกี ถกู ทาํ ลาย อาการ: พดู ไมเ่ ป็นความ(dysarthria), กลนื ลาํ บาก (dysphagia), forced crying and laughing, การเคลอ่ื นไหวของsoft palate หายไป, gag reflex ยงั คงอยู่, ไมม่ คี วามสามารถในการ กระแอมไอ, ในรายทร่ี ุนแรงกลา้ มเน้อื จะหดสน้ั ลง, Palmomental reflex เป็น positive
66 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 ภาพทางรงั สวี ทิ ยา CT และ MRI แสดงใหเ้หน็ วา่ มี infarction หรอื hemorrhage ทส่ี มอง ซกี หน่ึงและมี encephalomalacia ทส่ี มองอกี ซกี หน่งึ วธิ กี ารรกั ษา : ปลกุ สมองเปิดทวาร ทะลวงเสน้ ลมปราณ :จดุ ฝงั เข็ม FengChi (GB 20), WanGu (GB 12) , YiFeng (TE 17) , LianQuan (CV 23) , JinJin (EX-HN 12), YuYe (EX-HN13) ระยะการรกั ษา: ฝงั เขม็ วนั ละ 1ครงั้ ทกุ วนั 15 ครงั้ นบั เป็น 1 รอบการรกั ษา รกั ษา 3 รอบการ รกั ษา มีอตั ราทใ่ี หผ้ ลในการรกั ษา 98% 2. Lateral medullary syndrome ( Wallenberg syndrome ) เรยี กอกี อย่างวา่ Bulbar palsy เกดิ จากมี infarction ทก่ี า้ นสมอง Medulla oblongata ทาํ ใหเ้ กดิ paralysis ของ ambiguous nucleus และ Glossopharyngeal nerve กบั Vagus nerve ทาํ ใหม้ อี าการ Soft palate paralysis และ Throat muscles paralysis อาการ: กลนื ลาํ บาก (dysphagia) กระทงั่ ไมส่ ามารถกลนื หยดนาํ้ ได,้ เสยี งแหบแหง้ , soft palate ยงั คงเคลอ่ื นไหวไดด้ ,ี gag reflex หายไป, กลา้ มเน้อื ล้นิ ยงั คงเคลอ่ื นไหวไดด้ ,ี ยงั มคี วาม สามารถในการกระแอมไอไดอ้ ยู,่ Jaw jerk positive ภาพทางรงั สวี ทิ ยา CT และ MRI แสดงใหเ้หน็ วา่ มี infarction หรอื small hemorrhage บรเิ วณ Medulla oblongata วธิ กี ารรกั ษา: ปลกุ สมองเปิดทวาร ทะลวงเสน้ ลมปราณ :จุดฝงั เข็ม TianTu (CV 22), FengChi (GB 20), QuGu (CV 2), ZhaoHai (KI 6), ZhongWan (CV 12) ระยะการรกั ษา: ฝงั เขม็ วนั ละ 1 ครงั้ ทกุ วนั , 5-7 ครงั้ ก็สามารถถอดสายอาหารทางจมกู ออก ได้ คนไขจ้ ะสามารถทานอาหารก่งึ เหลวเองได้ นานครงั้ อาจมอี าการสาํ ลกั ไดบ้ า้ ง มอี ตั ราท่ใี หผ้ ลในการ รกั ษา 80% 6. อาการสมองเสอ่ื ม (Dementia) กลมุ่ อาการสมองเสอ่ื ม (Dementia) คอื โรคทม่ี อี าการเสอ่ื มดอ้ ยลงของสตปิ ญั ญาเป็นอาการหลกั
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 67 โรคน้มี สี าเหตสุ ่วนใหญ่มาจาก ความแก่ชรา ร่างกายอ่อนแอ สารจงิ ในไตพร่อง เลอื ดแหง้ เหอื ด หรอื หลงั จากเป็นจง้ เฟิงแลว้ มชี ่ตี ดิ ขดั ร่วมกบั มเี ลอื ดคงั่ สมองขาดการบาํ รุงเล้ยี ง ทวารทงั้ หลายไมเ่ ฉียบไว อาการหลกั : ร่างกายซกี หน่ึงใชก้ ารไมไ่ ดด้ งั่ ใจคดิ แขนขาใชก้ ารไมไ่ ด้ กา้ วเดนิ ลาํ บาก พดู จา ตดิ ขดั รอ้ งไหห้ วั เราะอย่างผดิ ปกติ การแสดงอารมณเ์ ฉยชา การรบั รู ้ ความจาํ การวนิ ิจฉยั ลดลง กลนื ลาํ บาก ควบคุมอจุ จาระปสั สาวะไมไ่ ด้ อาการรว่ ม: 1. ล้นิ หดสนั้ ล้นิ สแี ดงอ่อน ชพี จรลกึ เลก็ บาง ทต่ี าํ แหน่งฉ่ืออ่อนแรง จดั อยู่ในกลมุ่ อาการ ตบั และไตพร่อง ทะเลแห่งไขกระดูกวา่ งเปลา่ 2. ไม่อยากอาหาร ทอ้ งอดื แน่น มนี าํ้ ลายไหลยอ้ ย ล้นิ ซดี ฝ้าทล่ี ้นิ สขี าวเหนียว ชพี จรนุ่มลน่ื จดั อยู่ในกลมุ่ อาการ เสมหะบดบงั ทวารสูส่ มอง 3. แขนขาใชก้ ารไม่ไดด้ ง่ั ใจคดิ ล้นิ สคี ลาํ้ มรี อยจาํ้ เลอื ด ชพี จรเลก็ บางฝืด จดั อยู่ในกลมุ่ อาการ เลอื ดคงั่ อดุ กน้ั เสน้ ลมปราณ วธิ กี ารรกั ษา: ปลกุ สมองปรบั เสนิ เพม่ิ การไหลเวยี นเลอื ดทะลวงลมปราณ จุดฝงั เข็มหลกั : NeiGuan (PC 6) , ShenTing (GV 24) , ShangQing (GV 23) , BaiHui (GV 20), ChiShenChong (EX-HN 1) , FengChi (GB 20), WanGu (GB 12) , FengFu (GV 16), HeGu (LI 4), TaiChong (LR 3) จดุ ฝงั เข็มเสรมิ : -: ตบั และไตพร่อง เพม่ิ GanShu (BL 18) , ShenShu (BL 23) , SanYinJiao (SP 6) -: เสมหะข้นึ ไปรบกวนทวารสูส่ มอง เพม่ิ FengLong (ST 40) , ZhongWan (CV12) , SanYinJiao (SP 6) -: เลอื ดคงั่ อดุ กน้ั เสน้ ลมปราณ เพม่ิ NeiGuan (PC 6) , GeShu (BL 17) 7. Alzheimer's Dementia Alzheimer's Dementia (AD) มอี ตั ราการเกดิ โรคค่อนขา้ งสูง ตามการเปลย่ี นแปลงสูส่ งั คม ของผูส้ ูงอายุ โรคน้ีเป็น Neuro degenerative disease ทพ่ี บบอ่ ยในผูส้ ูงอายุ เกดิ ข้นึ อย่างเงยี บเชยี บมี อายุการความสามารถทางสตปิ ญั ญาลดลงอย่างต่อเน่อื ง สว่ นใหญ่มกั มบี คุ ลกิ เปลย่ี นแปลงร่วมดว้ ย มกั
68 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 มพี ฒั นาการต่อเน่ืองเป็นเวลา 5-10 ปี พบในเพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย ผูป้ ่วยจาํ นวน 5% มปี ระวตั ใิ น ครอบครวั วยั 65 ปีข้นึ ไปมอี ตั ราการเกดิ โรค 5%. วยั 85 ปีข้นึ ไปมอี ตั ราการเกดิ โรค 20% อาการหลกั : ในคนไขอ้ าการเบามอี าการการแสดงอารมณเ์ ฉยชา พดู นอ้ ย การตอบสนอง เช่อื งชา้ ข้ลี มื นอนไมห่ ลบั ในคนไขอ้ าการหนกั มอี าการไมพ่ ดู จาตลอดทงั้ วนั ปิดประตูขงั ตวั เองอยู่ใน หอ้ งคนเดยี ว หรอื พดู พมึ พาํ กบั ตวั เอง พดู จาประโยคสลบั กนั จาํ ญาตสิ นทิ หรอื คนในครอบครวั ไมไ่ ด้ ไมอ่ ยากอาหาร ควบคมุ อจุ จาระปสั สาวะไมไ่ ด้ หรอื หงดุ หงดิ วุน่ วายใจลกุ ล้ลี กุ ลน ทาํ ลายขา้ วของ หรอื เดนิ ออกไปโดยไมม่ จี ดุ หมาย แลว้ กลบั บา้ นเองไมไ่ ด้ วธิ กี ารรกั ษา: เปิดทวารปลกุ เสนิ บาํ รุงไตเสรมิ สมอง จดุ ฝงั เข็มหลกั : YinTang (EX-HN 3), ShangXing (GV 23), BaiHui (GV 20), FengFu (GV 16), FengChi (GB 20), ShenShu (BL 23), GanShu (BL 18), NeiGuan (PC 6), HuaTuoJieJi (EX-B 2) จุดฝงั เข็มเสรมิ : -: อนิ ของตบั และไตพร่อง พบอาการร่วมคอื หงดุ หงดิ วุน่ วายใจลกุ ล้ลี กุ ลน นอนไมห่ ลบั ข้ลี มื จาํ คนทร่ี ูจ้ กั ไมไ่ ด ้ ล้นิ แดง ชพี จรตงึ เพม่ิ TaiXi (KI 3) , TaiChong (LR 3) -:มา้ มและไตพร่องเสมหะข้นึ ปิดกน้ั ทวารสู่สมองพบอาการร่วมคอื การตอบสนองเช่อื งชา้ เบลอ ทม่ึ ล้นิ ซดี ฝ้ าทล่ี ้นิ สขี าวเหนียวเพม่ิ FengLong (ST 40) , ZhongWan (CV 12) ฝงั เขม็ วนั ละ 1 ครงั้ สปั ดาหล์ ะ 5 - 6 ครง้ั , 3 เดอื นนบั เป็น 1 รอบการรกั ษา 8. เลอื ดออกในสมอง (Cerebral hemorrhage, 脑出血) Putamen เป็นตาํ แหน่งทพ่ี บเลอื ดออกในสมองไดบ้ อ่ ยทส่ี ุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 50 - 60 ในกลมุ่ เลอื ดออกในสมองจากความดนั โลหติ สูงทง้ั หมด ในขณะทเ่ี ลอื ดออก Thalamic คดิ เป็นรอ้ ยละ 24 8.1 Putamen hemorrhage: เกดิ จากการแตกของหลอดเลอื ดแดง Lenticulostriate เป็นหลกั โดย hematoma มกั จะ สง่ ผลกระทบต่อ internal capsule ทาํ ใหม้ อี มั พาตหรอื อ่อนแรงและเสยี การรบั รูส้ กึ คร่งึ ซกี (hemisensory impairment and hemiplegia) ในดา้ นเดยี วกบั รอยโรคในสมอง และ Homonymous hemianopia ถา้ เกดิ กบั สมองดา้ นเด่น จะพบอาการ aphasia ดว้ ย
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 69 จุดฝงั เข็มหลกั : FengFu (GV 16) , FengChi (GB 20) , WanGu (GB 12), TianZhu (BL 10) , เขม็ ศีรษะใช้ เขตรบั ความรูส้ กึ (Sensory area) จุดฝงั เข็มเสรมิ : -: hemianopia เพม่ิ XiaYuYao (EX-HN 4), NeiJingMing (BL 1), ChengQi (ST 1), QiuHou (EX-HN 7), ZhongFeng (LR 4), GuangMing (GB 37) -: แขน: JiQuan (HT 1), ChiZhe (LU 5), ShaoHai (HT 3), XiMen (PC4), HeGu (LI4) -: ขา: HuanTiao (GB 30), WeiZhong (BL 40), SanYinJiao (SP 6), ZhaoHai (KI 6) -: language impairments: YongQuan (KI 1) , LianQuan (CV 23) , JinJin (EX-HN 12), YuYe (EX-HN13) พยากรณ์โรค: การพยากรณโ์ รคของเลอื ดออก Putamen นน้ั สมั พนั ธโ์ ดยตรงกบั ปรมิ าณของ ทเ่ี ลอื ดทอ่ี อก ใน Trihemiparalysis Sign (hemiplegia, hemisensory impairment, homonymous heminopia) hemiplegia ของขาจะฟ้ืนคนื มาก่อนในระยะแรก แขนจะฟ้ืนคนื ค่อนขา้ งชา้ , sensory impairment ฟ้ืนคนื ชา้ , hemianopia จะมอี าการดขี ้นึ 8.2 Thalamic hemorrhage อาการแสดงทางคลนิ ิกของเลอื ดออก Thalamic มหี ลายแบบ, อาการ Thalamic pain ใชว้ ธิ ี รกั ษาแบบผสมผสาน โดยใชว้ ธิ ีเดยี วกบั การรกั ษา Thalamic syndrome ใน Cerebral infarction การรกั ษาดว้ ยการฝงั เข็ม จดุ ฝงั เข็มหลกั : FengFu (GV 16), FengChi (GB 20), WanGu (GB 12), เขม็ ศีรษะใช ้ Chorea and Tremor Control area, Balance area จุดฝงั เข็มเสรมิ : QuChi (LI 11), DaLing (PC 7) ปกั โทว่ LaoGong (PC 8), TaiChong (LR 3) , ปกั โทว่ YongQuan (KI 1) พยากรณ์โรค: Thalamic pain หลงั ทาํ การรกั ษา 3 - 6 เดอื น จะใหผ้ ลการรกั ษาอย่างชดั เจน
70 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 8.3 Lobar hemorrhage คดิ เป็นรอ้ ยละ 5 - 10 ของเลอื ดออกในสมอง พบมากทส่ี ุดท่ี Parietal lobe รองลงมา คอื Temporal lobe, Occipital lobe และ Frontal lobe ตามลาํ ดบั ผูป้ ่วยทม่ี ี Hematoma ค่อนขา้ งใหญ่ จะมอี าการปวดศีรษะ อาเจยี น มอี าการชกั ร่วมดว้ ย จดุ ฝงั เข็มหลกั : NeiGuan (PC 6), ShuiGou (GV 26), HeGu (LI 4), TaiChong (LR 3), YongQuan (KI 1) -: Frontal lobe hemorrhage: มอี าการ Hemiplegia, motor aphasia, ปญั หาในการ ควบคุมอจุ จาระ-ปสั สาวะ, Grasp reflex - จดุ ฝงั เข็มเสรมิ : - Hemiplegia เช่นเดยี วกนั กบั ทไ่ี ดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ ขา้ งตน้ - motor aphasia: YaMen (GV 15), YongQuan (KI 1), LianQuan (CV 23), ปลอ่ ยเลอื ดท่ี JinJin (EX-HN 12) และ YuYe (EX-HN 13) เขม็ ศีรษะใช ้ Motor Area - ปญั หาเก่ยี วกบั การปสั สาวะ ใช้ SanYinJiao (SP 6), ZhongJi (CV 3) - ปญั หาเก่ียวกบั การอจุ จาระ ใช ้ ZhongLiao (BL 33) , ShangChangQiang (GV 1) -: Parietal lobe hemorrhage: มอี าการ รบั ความรูส้ กึ ผดิ ปกตขิ องร่ายกายซกี ตรงขา้ ม (contralateral sensory loss or paresthesia) - จุดฝงั เข็มเสรมิ : เขม็ ศีรษะ: Sensory Area -: temporal lobe hemorrhage: มอี าการ sensory aphasia, อาการทางจติ ประสาท - จดุ ฝงั เข็มเสรมิ : - sensory aphasia: YaMen (GV 15), YongQuan (KI 1), เขม็ ศีรษะใช ้ เขตการพดู ท่ี 2 และ 3 (second and third Speech Area) - อาการทางจติ ประสาท ใช้ การฝงั เขม็ แบบ ขมบั 3 เขม็ (NieSanZhen 颞三针) -: Occipital lobe hemorrhage: มอี าการ Vision loss - จุดฝงั เข็มเสรมิ : FengChi (GB 20), NeiJingMing (BL 1), ShangXing (GV 23), QiuHou (EX-HN 7), Chengqi (ST 1), ZhongFeng (LR 4), GuangMing (GB 37)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 71 8.4 Pontine hemorrhage : พบอตั รารอ้ ยละ 10 มอี าการปวดหวั อย่างฉบั พลนั , อาเจยี น, เวยี นศีรษะ, เหน็ ภาพซอ้ น (diplopia), ลูกตาไมอ่ ยู่ในแนวเดยี วกนั , Horizontal gaze palsy, crossed paralysis, hemiplegia, quadriplegia, กลมุ่ อาการของอวยั วะภายในทเ่ี กดิ จากสมองไดแ้ ก่ กลมุ่ อาการของ ปอด-สมอง, กลมุ่ อาการหวั ใจ-สมอง, กลมุ่ อาการกระเพาะอาหาร -สมอง การรกั ษาดว้ ยการฝงั เข็ม ในกลมุ่ อาการกระเพาะอาหาร-สมอง มอี าการ คอื สะอกึ บอ่ ย สะอกึ ต่อเน่อื งกนั ปากเหมน็ ทอ้ งอดื แน่น มเี ลอื ดปนในอจุ จาระ ล้นิ สแี ดง ฝ้าล้นิ สเี หลอื ง ชพี จรตงึ -ลน่ื จุดฝงั เข็มหลกั : YinTang (EX-HN 3), ZhiGou (TE 6), ZuSanLi (ST 36), ZhongWan (CV 12) จุดฝงั เข็มเสรมิ : DaDu (SP 2), XingJian (LR 2), FengLong (ST 40), HeGu (LI 4) 8.5 Midbrain hemorrhage: ในทางคลนิ ิกพบไดน้ อ้ ย ในรายทเ่ี ป็นไมห่ นกั มอี าการ เหน็ ภาพซอ้ น หนงั ตาตก ipsilateral limb ataxia จดุ ฝงั เข็ม: -: หนงั ตาตก, ipsilateral limb ataxia: FengChi (GB 20), NeiJingming (BL 1), YuYao (EX-HN 4), QiuHou (EX-HN 7), ChengQi (ST 1), ZhongFeng (LR 4) , GuangMing (GB 37) -: Ataxia ใช ้ FengFu (GV 16), FengChi (GB 20), BaiHui (GV 20), DaLing (PC 7) ปกั โท่ว LaoGong (PC 8), เข็มศีรษะ-Balance Area 8.6 Medullary hemorrhage ในรายทเ่ี ป็นไมห่ นกั มี Lateral medullary syndrome (Wallenberg syndrome) -: Vestibular nuclei ถกู ทาํ ลาย: อาการ คอื เวยี นศีรษะ, คลน่ื ไสอ้ าเจยี น, nystagmus จุดฝงั เข็ม: BaiHui (GV 20), FengFu (GV 16), ZhongWan (CV 12) เข็มศีรษะ: Balance Area
72 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 -: Glossopharyngeal nerve, Vagus nerve nucleus ambiguous ถกู ทาํ ลาย: อาการ คอื เสยี งแหบ กลนื ลาํ บาก สาํ ลกั เวลากลนื นาํ้ จุดฝงั เข็ม: TianTu (CV 22), FengFu (GV 16), ZhongWan (CV 12), QuGu (CV2), ZhaoHai (KI 6) 8.7 Cerebellar hemorrhage อาการ คอื เวยี นศีรษะ, ataxia, nystagmus, อาการพดู ไมเ่ ป็นความ (dysarthria) จดุ ฝงั เข็ม: BaiHui (GV 20), FengFu (GV 16), FengChi (GB 20), WanGu (GB 12) , TianZhu (BL 10) เข็มศีรษะ: Balance area 8.8 Subarrachnoid hemorrhage ทาํ การฝงั เขม็ รกั ษาอาการขา้ งเคยี งทเ่ี กดิ ข้นึ หลงั จากเลอื ดออก 1 สปั ดาห์ -: มนี ้ําคงั่ ในสมอง (hydrocephalus): ประมาณ 15%-20% ของผูป้ ่วยมนี าํ้ คงั่ ในสมอง มี อาการ คอื psychomotor retardation (มกี ารเคลอ่ื นไหวของร่างกายและจติ ใจทช่ี า้ กวา่ ปกต)ิ , short- term memory impairment, Speech disorder, ควบคุมปสั สาวะไมไ่ ด ้ (sphincter incontinence) ในรายทเ่ี ป็นหนกั พบ dementia จุดฝงั เข็ม: NeiGuan (PC 6), ShuiGou (GV 26), FengFu (GV 16), BaiHui (GV 20), FengChi (GB 20), YongQuan (KI 1), ShuiQuan (KI 5), ShuiFen (CV 9), ZhongWan (CV 12)
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 73 การฟ้ื นฟสู มรรถภาพผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง เป็นการช่วยฟ้ืนฟู/พฒั นาสมรรถภาพของ ผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง ใหส้ ามารถช่วยเหลอื ตนเองไดเ้ตม็ ทต่ี ามความสามารถทเ่ี หลอื อยู่ ภายหลงั การเกดิ โรคหลอดเลอื ดสมอง และกลบั คนื สูส่ ภาวะปกตหิ รอื ใกลเ้คยี งปกตมิ ากทส่ี ุด ทง้ั ทางดา้ นร่างกาย จติ ใจ และสงั คม การฟ้ืนฟูทางดา้ นร่างกาย ไดแ้ ก่ การเคลอ่ื นไหว การประกอบกิจวตั รประจาํ วนั และการ ส่อื สารกบั บคุ คลรอบขา้ ง ส่วนการฟ้ืนฟูทางดา้ นจติ ใจนนั้ ปญั หาท่พี บบ่อยในผูป้ ่วยกลุ่มน้ีคือ ภาวะ ซมึ เศรา้ ซ่งึ เป็นอุปสรรคสาํ คญั ในการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ จึงตอ้ งไดร้ บั การบาํ บดั รกั ษาเพอ่ื ช่วยใหก้ าร ฟ้ืนฟูสมรรถภาพเป็นไปตามเป้าหมายอย่างเหมาะสม ส่วนการฟ้ืนฟูทางดา้ นสงั คมนนั้ ม่งุ เนน้ ให้ ผูป้ ่วยมคี ุณภาพชีวติ ท่ดี ี โดยจะช่วยใหผ้ ูป้ ่วยสามารถดาํ รงชีวติ ไดใ้ กลเ้คียงปกตใิ นสภาวะแวดลอ้ ม หรือบทบาทเดิม ภายใตก้ ารยอมรบั ของครอบครวั ชุมชน และสงั คม ปจั จุบนั การฟ้ืนฟูสมรรถภาพมคี วามกา้ วหนา้ ไปมาก โดยเฉพาะการฟ้ืนฟูทางดา้ นร่างกาย มที งั้ การเกิดองคค์ วามรูใ้ หม่ การใชเ้ ทคนิคการฝึกใหม่ และการใชเ้ ทคโนโลยที ่ที นั สมยั เขา้ มาช่วยให้ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยสามารถบรรลเุ ป้าหมายทต่ี อ้ งการของทง้ั ผูป้ ่วย ครอบครวั และผูร้ กั ษาได้ องคค์ วามรูท้ ม่ี หี ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ และสามารถนาํ มาประยุกตใ์ ชท้ างคลนิ กิ ได้ มดี งั น้ี 1. ผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองควรไดร้ บั การฟ้ืนฟูใน Stroke rehabilitation unit ทป่ี ระกอบ ดว้ ยบคุ ลากรสหสาขาวชิ าชพี ทแ่ี ต่ละคนมคี วามเช่ยี วชาญเฉพาะทางในการฟ้ืนฟูผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ด สมอง มกี ารทาํ งานประสานกนั เป็นทมี และบคุ ลากรเหลา่ นนั้ ตอ้ งมกี ารศึกษาหาความรูใ้ หมท่ ท่ี นั สมยั อยู่ ตลอดเวลา โดยใหผ้ ูป้ ่วยและครอบครวั ไดม้ สี ว่ นร่วมในกระบวนการฟ้ืนฟูดว้ ย เน่อื งจากหน่วยงานทม่ี ี ลกั ษณะเช่นน้ีช่วยใหผ้ ูป้ ่วยสามารถช่วยเหลอื ตนเองไดด้ ขี ้นึ ลดอตั ราการพกั รกั ษาตวั ในโรงพยาบาลเมอ่ื ทาํ การตดิ ตามผูป้ ่วยทเ่ี คยไดร้ บั การฟ้ืนฟูในหน่วยงานทม่ี ลี กั ษณะดงั กลา่ วไปเป็นเวลา 10 ปี 2. กระบวนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง ตอ้ งเร่มิ อย่างรวดเรว็ ตงั้ แต่ระยะแรก กลา่ วคอื ในระยะแรก หากสญั ญาณชพี คงทแ่ี ละเลอื ดเล้ยี งสมองคงทแ่ี ลว้ สามารถเร่มิ การฟ้ืนฟูไดเ้ลย โดยช่วงเวลาควรอยู่ในระยะ 3 - 7 วนั แรก มกี ารศึกษาทพ่ี บวา่ ผูป้ ่วยทเ่ี ร่มิ การฟ้ืนฟูในระยะแรกอย่าง รวดเรว็ (ภายใน 7 วนั ) จะช่วยกระตนุ้ การฟ้ืนตวั ของระบบประสาทมากกวา่ รายทไ่ี ดร้ บั การฟ้ืนฟูเมอ่ื หลงั 7 วนั ไปแลว้ โดยการฟ้ืนตวั ของระบบประสาทจะลดนอ้ ยลงเร่อื ย ๆ หากผูป้ ่วยไดร้ บั การฟ้ืนฟูระยะแรก
74 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 หลงั 1 เดอื น การฟ้ืนตวั ของระบบประสาทจะไมแ่ ตกต่างจากผูท้ ไ่ี ดร้ บั การฟ้ืนฟูชา้ กวา่ น้ี การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยระยะแรกใชห้ ลกั การของ Early mobilization ซง่ึ ประกอบดว้ ย โปรแกรมต่อไปน้ี -: การจดั ท่านอนอย่างถกู ตอ้ ง -: การพลกิ ตะแคงตวั ผูป้ ่วยทกุ 2 ชวั่ โมง -: การขยบั ขอ้ ทกุ ขอ้ ใหผ้ ูป้ ่วย เพอ่ื ป้องกนั ขอ้ ตดิ รวมทง้ั การขยบั ขอ้ เทา้ เพอ่ื ป้องกนั ภาวะหลอด เลอื ดดาํ อดุ ตนั (deep vein thrombosis) -: การกระตนุ้ ใหน้ งั่ ทน่ี งั่ มที พ่ี งิ ไขหวั เตยี งข้นึ เร่มิ จากองศานอ้ ย ๆ หากผูป้ ่วยมภี าวะ orthostatic hypotension เมอ่ื ดขี ้นึ สามารถเพม่ิ องศาข้นึ ไดจ้ นใกลเ้คยี งกบั การนงั่ ปกตใิ นทส่ี ุด 3. การฟ้ืนฟูดา้ นความสามารถ ในระยะของการฟ้ืนฟูนนั้ มอี งคค์ วามรูท้ ช่ี ดั เจน คอื 3.1 การฝึกแบบ Task specific training ในอดตี จะฝึกโดยใชเ้ทคนคิ กระตนุ้ การฟ้ืนตวั ของระบบประสาท หรอื ฝึกออกกาํ ลงั กายชนิด ต่าง ๆ เพอ่ื เป็นพ้นื ฐานสาํ หรบั ความสามารถหน่งึ ๆ เช่น การออกกาํ ลงั กายกลา้ มเน้อื แขนและมอื เพอ่ื ช่วยใหก้ ารประกอบกจิ วตั รประจาํ วนั ดขี ้นึ หรอื การออกกาํ ลงั กายขา เพอ่ื ใหก้ ารยนื -เดนิ ดขี ้นึ ซง่ึ การฝึก เหลา่ น้ีเมอ่ื ศึกษาเปรยี บเทยี บกบั การฝึกความสามารถแต่ละอยา่ งโดยตรง (Task specific training) เช่น ฝึกยนื ฝึกเดนิ ฝึกหวผี ม ฝึกการรบั ประทานอาหาร เป็นตน้ การฝึกทาํ ซาํ้ ๆ กนั หลายครงั้ ภายใต้ สภาพแวดลอ้ มทถ่ี กู จดั ข้นึ ใหเ้อ้อื อาํ นวยต่อการฝึก และนกั บาํ บดั ตอ้ งคอยใหค้ วามช่วยเหลอื เพอ่ื ใหก้ าร ฝึกความสามารถเหลา่ นนั้ ประสบความสาํ เรจ็ พบวา่ การฝึกแบบ task specific training จะช่วยให ้ ผูป้ ่วยสามารถฟ้ืนความสามารถไดด้ กี วา่ การออกกาํ ลงั กายแบบทใ่ี ชอ้ ยู่เดมิ เมอ่ื ใชเ้วลาในการฝึกเทา่ กนั 3.2 การฝึกความสามารถตอ้ งมคี วามเขม้ ขน้ และความถท่ี เ่ี พยี งพอ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพแบบเขม้ ขน้ นน้ั ผูป้ ่วยตอ้ งมสี ภาพร่างกายทส่ี ามารถทนทานกบั การฝึกได้ อย่างนอ้ ยวนั ละ 3 ชวั่ โมง หากไดร้ บั การฝึกทน่ี อ้ ยกวา่ น้ี โอกาสฟ้ืนความสามารถจะนอ้ ยลง โดยจาํ นวน ชวั่ โมงทพ่ี อเหมาะในการฝึกความสามารถ เพอ่ื ประกอบกจิ วตั รประจาํ วนั นนั้ ตอ้ งใชเ้วลาอย่างนอ้ ย สปั ดาหล์ ะ 16 ชวั่ โมง สว่ นการฝึกพดู นน้ั ตอ้ งใชเ้วลาอย่างนอ้ ย สปั ดาหล์ ะ 4 ชวั่ โมง 3.3 แนวคดิ Interhemispheric inhibition เน่ืองจากโรคหลอดเลอื ดสมองสว่ นใหญ่ มกั เกดิ ในบรเิ วณหลอดเลอื ดแดง middle cerebral
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 75 (MCA) ซง่ึ สง่ ผลใหผ้ ูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองมากกวา่ รอ้ ยละ 50 มกี ารฟ้ืนตวั ของแขนและมอื ทไ่ี ม่ สมบูรณ์ ดว้ ยความพยายามทจ่ี ะทาํ การฟ้ืนฟูแขนและมอื ดา้ นทอ่ี ่อนแรง จงึ เกดิ แนวคดิ น้ีข้นึ ซง่ึ ถอื เป็น องคค์ วามรูใ้ หมท่ เ่ี กดิ ข้นึ ภายใตค้ วามเช่อื ทว่ี า่ สมองเป็นอวยั วะทพ่ี รอ้ มจะเกดิ การซ่อมแซมและสรา้ งใหม่ ไดห้ ากมกี ารกระตนุ้ ทถ่ี กู วธิ ี ในภาวะปกตเิ มอ่ื มอื ดา้ นใดดา้ นหน่งึ ทาํ งาน สมองดา้ นตรงขา้ มทค่ี วบคุมจะ สง่ กระแสประสาทไปยบั ยงั้ การทาํ งานของสมองดา้ นตรงขา้ ม เมอ่ื เกดิ โรคหลอดเลอื ดสมอง ผูป้ ่วยจะใช้ งานแขนและมอื ดา้ นดอี ย่างมาก ในระยะทด่ี า้ นอ่อนแรงยงั ไมส่ ามารถใชง้ านได้ เมอ่ื ใชเ้ป็นเวลานานก็เกดิ ความเคยชนิ และไมย่ อมใชด้ า้ นอ่อนแรง แมจ้ ะมกี ารฟ้ืนตวั ของระบบประสาทกลบั มา ปรากฏการณน์ ้ี เรยี กวา่ Learned nonuse หากดูการเปลย่ี นแปลงทส่ี มองจะพบวา่ สมองบรเิ วณทค่ี วบคุมแขนและมอื ดา้ นดมี ขี นาดใหญ่ข้นึ มาก แต่ในทางตรงขา้ มสมองบรเิ วณทค่ี วบคุมแขนและมอื ดา้ นอ่อนแรงจะฝ่อลบี ลง ซง่ึ จากการศึกษาวจิ ยั พบวา่ สมองดา้ นดจี ะส่งกระแสประสาทไปยบั ยง้ั การฟ้ืนตวั ของสมองดา้ นทม่ี พี ยาธิ สภาพ หากยง่ิ มกี ารใชง้ านของแขนและมอื ดา้ นดมี าก กระแสประสาททไ่ี ปยบั ยง้ั สมองดา้ นพยาธสิ ภาพจะ ยง่ิ มากข้นึ ดงั นน้ั การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองในระยะเร้อื รงั จะใชแ้ นวคดิ น้ีมา ประยุกตใ์ นทางคลนิ ิก โดยสามารถกระทาํ ไดห้ ลายวธิ ี เช่น 3.3.1 ลดกระแสประสาทจากสมองดา้ นดที จ่ี ะไปยบั ยงั้ สมองดา้ นทม่ี พี ยาธสิ ภาพ หรอื กระตนุ้ สมองดา้ นทพ่ี ยาธสิ ภาพโดยตรง ดว้ ยการใช้ Transcranial Magnetic Stimulation หรอื ใชก้ ระแสไฟฟ้า กระตนุ้ กลา้ มเน้อื 3.3.2 เพม่ิ การเคลอ่ื นไหวของมอื ดา้ นอ่อนแรง เพอ่ื ใหส้ มองดา้ นทม่ี พี ยาธสิ ภาพสง่ กระแส ประสาทไปยบั ยง้ั กระแสประสาทจากสมองดา้ นดี ซง่ึ อาจทาํ ไดห้ ลายวธิ เี ช่น ใชก้ ระแสไฟฟ้ามากระตนุ้ ท่ี มอื ดา้ นอ่อนแรง ใชว้ ธิ ฝี ึกแบบ Constraint Induced movement Therapy (CIT) การฝึกใน Virtual environment หรอื การฝึกดว้ ยการใช้ Robotic Based Machine ซง่ึ เทคนิคเหลา่ น้กี าํ ลงั อยูใ่ น การศึกษาวจิ ยั กลา่ วโดยสรุป การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองในปจั จบุ นั มกี ารเปลย่ี นแปลง ไปมากจากอดตี มกี ารนาํ องคค์ วามรูแ้ ละเทคนิคดา้ นการฟ้ืนฟูทล่ี าํ้ สมยั มาใชใ้ นกระบวนการฟ้ืนฟู สมรรถภาพ ความรูบ้ างส่วนเป็นความรูเ้ชงิ ประจกั ษ์ และไดน้ าํ มาประยุกตใ์ ชใ้ หเ้กดิ ประโยชนส์ ูงสุดแก่ ผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง เพอ่ื จะไดช้ ่วยลดความพกิ าร ลดภาวะพง่ึ พา รวมทงั้ ลดการใชท้ รพั ยากร สุขภาพของประเทศได้ สาํ หรบั ความรูท้ ย่ี งั อยูใ่ นระยะการศึกษาวจิ ยั แสดงใหเ้หน็ วา่ โรคหลอดเลอื ด
76 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 สมองมผี ลกระทบกบั ประชากรทง้ั โลก และทกุ ภาคสว่ นไดท้ ่มุ เทความพยายามทจ่ี ะช่วยผูป้ ่วยเหลา่ น้ี อย่างเตม็ ท่ี เพอ่ื นาํ ไปสู่การมคี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ขี องผูป้ ่วยกลมุ่ น้ี แผนการรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง (กา้ นสมองตาย) ในระยะเฉียบพลนั (ของมหาวทิ ยาลยั การแพทยแ์ ผนจนี เทยี นจนิ ) I. การวนิ ิจฉยั และการรกั ษา A. การวนิ ิจฉยั โรค 1. มาตรฐานวนิ ิจฉยั ในแพทยจ์ นี “องิ มาตรฐานการตรวจวนิ จิ ฉยั และการประเมนิ ผลการรกั ษา อาการโรคหลอดเลอื ดสมอง“ ซง่ึ กาํ หนดโดยคณะศึกษาวจิ ยั โรคหลอดเลอื ดสมองเฉียบพลนั ของทบวง การแพทยแ์ ผนจนี ซง่ึ ทดลองใชใ้ น ปี 1995 อาการสาํ คญั อมั พาตคร่งึ ซกี การรบั รูส้ ตเิ ลอื นลาง พดู ไมไ่ ดห้ รอื พดู ตดิ ขดั ไมช่ ดั ความรูส้ กึ ซกี หน่งึ ผดิ ปกติ ล้นิ เฉปากบ้ยี ว อาการรอง ปวดศีรษะ วงิ เวยี น รูมา่ นตามกี ารเปลย่ี นแปลง สาํ ลกั นาํ้ ตาเอยี ง กระพรบิ ตาไมไ่ ด้ การทรงตวั ผดิ ปกติ การดาํ เนินของโรค เฉียบพลนั มกั จะมปี จั จยั กระตนุ้ หรอื มลี างบอกเหตลุ ว่ งหนา้ เฉลย่ี วยั 40 ปีข้นึ ไปจะพบไดม้ าก หากพบอาการสาํ คญั 2 อาการข้นึ ไปหรอื มอี าการสาํ คญั 1 อาการ และมอี าการรอง 2 อาการ ร่วมกบั การเกดิ อาการสมั พนั ธก์ บั อายุ ลางบอกเหตุ ปจั จยั กระตนุ้ สามารถวนิ จิ ฉยั ไดเ้ลย หากมอี าการไม่ เขา้ เกณฑ์ แต่มผี ลตรวจทางรงั สภี าพถ่าย สามารถใชว้ นิ จิ ฉยั ไดเ้ช่นกนั มาตรฐานการตรวจทางแพทยป์ จั จบุ นั องิ “ดชั นีการตรวจรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมองแบบขาด เลอื ดชนดิ เฉียบพลนั แหง่ ชาตปิ ี 2010” ซง่ึ กาํ หนดโดยคณะพยาธหิ ลอดเลอื ดวทิ ยาของสมาคมโรคระบบ ประสาทแหง่ ชาติ 2010 ดงั น้ี - เกดิ อาการแบบเฉียบพลนั - พบการทาํ งานของเสน้ ประสาทเฉพาะทถ่ี กู ทาํ ลายหรอื อาจถกู ทาํ ลายทงั้ หมดซง่ึ พบไดเ้ป็นส่วนนอ้ ย - อาการแสดงและอาการทต่ี รวจพบดาํ เนินต่อเน่อื งหลายชวั่ โมง - ผลการตรวจดว้ ย CT หรอื MRI ไมพ่ บวา่ เลอื ดออกหรอื โรคอน่ื
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 77 - ผลการตรวจดว้ ย CT หรอื MRI แสดงอาการสมองขาดเลอื ด 2. การแบง่ ระยะของโรค - ระยะเฉียบพลนั เกดิ โรคภายใน 2 สปั ดาห์ - ระยะฟ้ืนฟู หลงั เกดิ อาการ 2 สปั ดาห์ – 6 เดอื น - มอี าการเน่ืองคา้ งของโรค (Sequelae) หลงั ป่วย 6 เดอื น ข้นึ ไป 3. การวนิ ิจฉยั จาํ แนกชนิดโรค ก .จง้ จงิ ลวั่ ไมม่ คี วามผดิ ปกตขิ องการรบั รูส้ ติ ข .จง้ จงั้ ฝู่ มคี วามผดิ ปกตขิ องการรบั รูส้ ติ 4. การวนิ ิจฉยั อาการ 4.1 จง้ จง้ั ฝ่ ู 4.1.1 กลมุ่ อาการเสมหะอดุ กน้ั ทวารสมอง ไมค่ ่อยรูต้ วั คร่งึ ซกี ร่างกายใชก้ ารไมไ่ ด้ ปากเบ้ยี ว ล้นิ เฉ พดู ไมไ่ ดห้ รอื ไมช่ ดั ไดย้ นิ เสมหะดงั ในลาํ คอ ใบหนา้ ซดี รมิ ฝีปากคลาํ้ แขนขาไรเ้ร่ยี วแรง แขนขา เยน็ นอนน่งิ ควบคมุ ปสั สาวะอจุ าระไมไ่ ด้ ล้นิ มว่ งคลาํ้ ฝ้าขาวเหนยี ว ชพี จรจมลน่ื ค่อนชา้ 4.1.2 กลมุ่ อาการเสมหะรอ้ นปิดกน้ั ภายใน ไมค่ ่อยรูต้ วั คร่งึ ซกี ร่างกายใชก้ ารไมไ่ ด้ ปากเบ้ยี ว ล้นิ เฉ พดู ไมไ่ ดห้ รอื ไมช่ ดั ไดย้ นิ เสยี งกรน หรอื แขนขาเกรง็ หรอื กระสบั กระสา่ ย หรอื ตวั รอ้ น หรอื มี กลน่ิ ปาก หรอื กระตกุ หรอื อาเจยี นเป็นเลอื ด ล้นิ แดงฝ้าเหลอื งเหนียว ชพี จรตงึ ลน่ื เรว็ 4.1.3 กลมุ่ อาการเหยวยี นช่ีหลดุ ออก ไมร่ ูส้ กึ ตวั ปากอา้ ตาปิด แขนขาอ่อนระทวยไรเ้ร่ยี วแรง ตวั เยน็ เหงอ่ื ออก ควบคุมปสั สาวะอจุ าระไมไ่ ด้ ล้นิ หดรง้ั สมี ว่ งคลาํ้ ฝ้าขาวเหนียว ชพี จรคลาํ ไมค่ ่อยได้ 4.2 จง้ จงิ ลวั่ 4.2.1 กลมุ่ อาการลมและไฟข้นึ รบกวนสว่ นบน อาการปวดศรี ษะเวยี นศีรษะ หูแดง หนา้ แดง คอแหง้ ปากขม หงดุ หงดิ โมโหงา่ ย ปสั สาวะเขม้ อจุ จาระแขง็ ล้นิ แดงเขม้ ฝ้าเหลอื งเหนียวแต่แหง้ ชพี จรตงึ เรว็ 4.2.2 กลมุ่ อาการลมเสมหะอดุ กน้ั เสน้ ลมปราณ อาการวงิ เวยี นตาลาย เสมหะมากและเหนียว ล้นิ ซดี คลาํ้ ฝ้าบางขาวหรอื ขาวเหนยี ว ชพี จรตงึ ลน่ื 4.2.3 กลมุ่ อาการเสมหะรอ้ นกระเพาะอาหารและลาํ ไสแ้ กร่ง อาการทอ้ งแน่น อจุ จาระแขง็ ปวดศีรษะ ตาพร่า มกั ขากเสมหะและมมี าก ล้นิ แดงคลาํ้ ฝ้าเหลอื งเหนียว ชพี จรตงึ ลน่ื หรอื ชพี จรขา้ งท่ี เป็นอมั พาตตงึ ลน่ื และใหญ่
78 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 4.2.5 กลมุ่ อาการอนิ พรอ่ งทาํ ใหล้ มเคลอ่ื น อาการวงิ เวยี นมเี สยี งดงั ในหู รอ้ นทง้ั หา้ คอแหง้ ปากแหง้ ผาก ล้นิ เลก็ แดงและแหง้ ฝ้านอ้ ยหรอื ไมม่ ี ชพี จรเลก็ เรว็ และตงึ 4.2.6 กลมุ่ อาการช่ีพรอ่ งมเี ลอื ดคงั่ อาการใบหนา้ ขาวซดี อ่อนเพลยี ไมม่ แี รง นาํ้ ลายไหลทม่ี มุ ปาก เหงอ่ื ออกงา่ ย ใจสนั่ รวั ถา่ ยเละ มอื เทา้ บวม ล้นิ ซดี คลาํ้ มรี อยฟนั ฝ้าขาวเหนียว ชพี จรจมเลก็ B. การรกั ษา 1.การรกั ษาดว้ ยการฝงั เข็มและรมยา (针灸治疗) 1.1 จงั หวะเวลาท่ใี ช้ หลงั จากทอ่ี าการคงทแ่ี ลว้ สามารถดาํ เนินการกั ษาไดเ้ลย 1.2 หลกั การรกั ษา องิ บนพ้นื ฐานทฤษฏจี งิ ลวั่ โดยแบง่ ตามระยะเวลา อาการทแ่ี ตกต่างใชก้ าร จบั คู่จดุ ฝงั เขม็ รวมทง้ั การกระตนุ้ เขม็ อย่างเหมาะสม ประเภทของการรกั ษา เช่น เขม็ ลาํ ตวั เขม็ ศีรษะ การใชเ้คร่อื งกระตนุ้ ไฟฟ้า เขม็ หู เขม็ ขอ้ มอื ขอ้ เทา้ เขม็ ตา เขม็ ทอ้ ง เขม็ ดอกเหมย การแปะหู การรมยา และการครอบกระปกุ 1.3 วธิ กี ารรมยาและฝงั เข็ม ในทางคลนิ ิกแบง่ เป็นจง้ จง้ั ฝู่ และจง้ จงิ ลวั่ การรกั ษาแบบดง้ั เดมิ จะเป้ียนเจ้งิ เพอ่ื เลอื กจดุ ฝงั เขม็ และการใชจ้ ดุ ตามแนวเสน้ ลมปราณ จุดฝงั เข็มหลกั : JianYu (LI 15), JiQuan (HT 1), QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4), HuanTiao (GB 30), YangLingQuan (GB 34), ZuSanLi (ST 36), KunLun (BL 60), TaiChong (LR 3), ZhaoHai (KI 6) กลุม่ อาการปิดเพม่ิ 12 จดุ จง่ิ (12 Jing-Well), HeGu (LI 4), TaiChong (LR 3) - กลมุ่ อาการหลดุ เพม่ิ GuanYuan (CV 4), QiHai (CV 6), ShenQue (CV 8) - ขณะเดยี วกนั ผูป้ ่วยจง้ เฟิงทเ่ี สน้ เลอื ดสมองตบี ในระยะเฉียบพลนั มกั พบอาการเหลา่ น้ี กลนื ลาํ บาก ทอ้ งผูก ควบคุมปสั สาวะไมไ่ ด้ ปสั สาวะคงั่ คา้ ง เหน็ ภาพซอ้ น การพดู มอี ปุ สรรค สามารถเพม่ิ จดุ ได้ เช่น - กลนื ลาํ บาก เพม่ิ YiFeng (TE 17) หรอื ใชเ้ขม็ จ้มิ เพดานปากดา้ นใน - ปสั สาวะควบคมุ ไมไ่ ดห้ รอื คา้ งออกไมห่ มด เพม่ิ ZhongJi (CV 3), QuGu (CV 2), GuanYuan (CV 4) บรเิ วณทอ้ งนอ้ ยสามารถรมยา นวดหรอื ประคบรอ้ น นอกจากน้ียงั สามารถใชว้ ธิ กี ารต่าง ๆ ซง่ึ มจี ดุ เด่นในการรกั ษาระยะทอ่ี มั พาตแบบอ่อนหรอื แบบ
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 79 เกรง็ เช่น สง่ิ เหน่าไคเช่ยี ว การปกั เขม็ ศีรษะดว้ ยเขม็ ยาวคาเขม็ นานแบบกระตนุ้ เป็นระยะ การปกั ลด อาการเกรง็ การใชเ้ขม็ ทา้ ยทอยในจง้ เฟิงทม่ี ี pseudo-bulbar paralysis การใชเ้ขม็ ศีรษะปกั ลอ้ ม ตาํ แหน่งพยาธขิ องการเป็นสาเหตพุ ดู ไมไ่ ด้ เป็นตน้ (1). วธิ กี ารปกั แบบสง่ิ เหน่าไคเช่ียว (ดูเอกสารอน่ื ๆ ประกอบเหมอื นกนั ) (2). วธิ กี ารปกั เข็มทา้ ยทอยในกรณี pseudo-bulbar paralysis วธิ กี ารปกั ใหผ้ ูป้ ่วยนงั่ ใชเ้ขม็ ขนาด 0.40 x 50 มม. ปกั ทจ่ี ดุ FengChi (GB 20), YiMing (EX-HN 14), GongXue ลกึ 1 - 1.5 ช่นุ โดยปลายเขม็ ช้ไี ปทป่ี ลายคาง กระตนุ้ แบบหมนุ ไปมา นาที ละ 100 ครง้ั นาน 15 นาที คาเขม็ คร่งึ ชวั่ โมง และกระตนุ้ ทกุ ๆ 10 นาที หลงั จากเอาเขม็ ออกใหใ้ ชเ้ขม็ ขนาด 60 มม.ปกั ทจ่ี ดุ LianQuan (CV 23) WaiJinJin YuYe (EX-HN 12, 13) โดยปลายเขม็ ช้ไี ปท่ี โคนล้นิ ปกั ลกึ 1 - 1.5 ช่นุ ขอ้ ควรระวงั ไมค่ วรปกั เขม็ ในผูป้ ่วยทท่ี อ้ งวา่ ง อ่อนเพลยี ต่นื เตน้ มากเกนิ ไป ในผูป้ ่วยทอ่ี ายุ มากหรอื ร่างกายอ่อนแอมาก ไมก่ ระตนุ้ แรงเกนิ ไป (3). การปกั ลอ้ มตาํ แหน่งของโรคดว้ ยเข็มศีรษะกรณีพดู ไม่ได้ วธิ กี ารปกั เข็ม ใหป้ กั เขม็ ตาํ แหน่งดา้ นเดยี วกบั ผล CT ใชเ้ขม็ เบอร์ 28-30 ความยาว 1-1.5 ช่นุ ปกั แนวราบลอ้ ม จาํ นวนเขม็ จะมากนอ้ ยข้นึ กบั ขนาดตาํ แหน่งของโรค ปลายเขม็ ใหช้ ้ไี ปทก่ี ่งึ กลาง ตาํ แหน่งโรค หลงั เตอ๋ ช่ใี หห้ มนุ เขม็ ไปมาความเรว็ 180 - 200 ครงั้ ต่อนาที ต่อเน่อื งนาน 2 - 3 นาที ให้ คาเขม็ 30 นาที ระหวา่ งน้มี ากระตนุ้ ซาํ้ หน่งึ ครง้ั และใหใ้ ชจ้ ดุ YaMen (GV 15) LianQuan (CV 23), TongLi (HT 5) ควบคู่โดยกระตนุ้ กลาง ๆ (4). การใชอ้ ปุ กรณ์ เป็นอปุ กรณท์ ใ่ี ชใ้ นสาธารณรฐั ประชาชนจนี เช่น เคร่อื งกระตนุ้ เสน้ ลมปราณ เคร่อื งเลยี นแบบ การรมยา เป็นตน้ 2. การนวดทยุ หนา การนวดทยุ หนาโดยอาศยั การเป้ียนเจ้งิ จากนนั้ จงึ เลอื กท่าฟ้ืนฟูสมรรถภาพการเคลอ่ื นไหวและ การเลอื กเสน้ ลมปราณมารกั ษา ท่านวดทเ่ี ลอื กใชเ้นน้ ในดา้ นฟ้ืนฟูการเคลอ่ื นไหว ลดอาการปวด ควบคุม หรอื ลดการเกรง็ ของกลา้ มเน้อื ทา่ นวดทใ่ี ชเ้ช่น การคลงึ การหนีบ การดดี การทบุ การถู เป็นตน้ 3. การอบดว้ ยไอน้ํายา ในผูป้ ่วยจง้ เฟิงชนดิ สมองขาดเลอื ด มกั พบอาการ shoulder hand syndrome อาการเกรง็
80 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 ดา้ นทอ่ี มั พาต แขนขามอี าการบวม กดเป็นรอยบมุ๋ ใชห้ ลกั การรกั ษาทะลวงเสน้ ลมปราณเพม่ิ การ ไหลเวยี นของเลอื ดดว้ ยการอบไอนาํ้ ยา วนั ละ 1 - 2 ครงั้ หรอื เวน้ วนั ครงั้ 4.การรกั ษาแบบอน่ื ๆ สามารถเลอื กวธิ กี ารทเ่ี หมาะสมและรกั ษาไดผ้ ลมาใช้ เช่น กายภาพบาํ บดั อโรมา การเคลอื บ ข้ผี ้งึ วารบี าํ บดั 5.การรกั ษาทางอายรุ กรรม การรกั ษาผูป้ ่วยจง้ จงิ ลวั่ และจง้ จงั้ ฝู่ ใหอ้ งิ หนงั สอื “ดชั นีการตรวจรกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง แบบขาดเลอื ดชนดิ เฉียบพลนั แห่งชาตปิ ี 2010” ซง่ึ กาํ หนดโดยคณะพยาธหิ ลอดเลอื ดวทิ ยา ของสมาคม โรคระบบประสาทแหง่ ชาติ 2010 ไดแ้ ก่ การใหเ้คร่อื งช่วยหายใจ และการป้องกนั รกั ษาอาการแทรกซอ้ น การควบคุมความดนั และนาํ้ ตาลในเลอื ด การรกั ษาและป้องกนั การตดิ เช้อื อนั เกดิ จากความดนั ในสมอง เพม่ิ ข้นึ สมองบวมมไี ขต้ วั รอ้ น เป็นตน้ 6.เวชศาสตรฟ์ ้ื นฟู ประกอบดว้ ย good limb a set , Passive joint mobility maintain training ,Position changes adaptability training, Balance reaction induced training , Language rehabilitation training , swallowing function training. 7. การบรบิ าล การบรบิ าลดูแลรวมถงึ การจดั ทา่ ตาํ แหน่งทถ่ี กู ตอ้ ง อาหารเคร่อื งดม่ื อนามยั ช่องปาก อนามยั ทางเดนิ หายใจ การดูแลผวิ หนงั สายทอ่ ต่างๆการคมุ ความดนั โลหติ และการป้องกนั โรคแทรกซอ้ นซง่ึ อาจจะเกดิ เป็นตน้ II. การประเมนิ ผลรกั ษา (1) มาตรฐานประเมิน 1.1 TCM symptoms learning evaluation องิ “มาตรฐานการตรวจวนิ ิจฉยั เป้ียนเจ้งิ โรคจง้ เฟิง” มาสงั เกตการณเ์ ปลย่ี นแปลงอาการ 1.2 Diseases condition assessment ใช ้ Glasgow Coma Scale (GCS), The U.S. national institutes of health stroke scale (NIHSS) ประเมนิ Degree of nervous functional defects เช่น ภาวะจติ ใจ อาการของอมั พาต ใบหนา้ ทอ่ี มั พาต พดู ไมไ่ ด้ นอกจากน้ียงั ใช้ Barthel ประเมนิ ความสามรถในการใชช้ วี ติ ประจาํ วนั เช่น การรบั ประทาน การสวมใสเ่ ส้อื ผา้ การเคลอ่ื นไหว
บทท่ี 3 การฝงั เขม็ รกั ษาโรคหลอดเลอื ดสมอง 81 และใช้ Rankin มาประเมนิ ระดบั ความทพุ ลภาพ 1.3 Neural function defect symptoms and complications evaluation เช่น ใช ้ A brief mental status scale (MMSE) EEG เพอ่ื ประเมนิ โรคลมชกั ประเมนิ การสาํ ลกั โดยใช้ WaTian water test เป็นตน้ (2) วธิ กี ารประเมนิ พจิ ารณาจากระยะเวลาทผ่ี ูป้ ่วยเขา้ โรงพยาบาลโดยใชว้ ธิ ปี ระเมนิ ต่างกนั 2.1 เขา้ โรงพยาบาล ณ วนั นน้ั สามารถใช้ “มาตรฐานการตรวจวนิ จิ ฉยั เป้ียนเจ้งิ โรคจง้ เฟิง” ใช้ แบบประเมนิ GCS และ NIHSS 2.2 พกั ในโรงพยาบาลได้ 15 -20 วนั ใช้ “มาตรฐานการตรวจวนิ ิจฉยั เป้ียนเจ้งิ โรคจง้ เฟิง” ใช้ การ แบบประเมนิ NIHSS และ Barthe การรกั ษาจง้ เฟิ งลกั ษณะเกรง็ ดว้ ยวธิ กี ารแทงเข็มปรบั สมดลุ ความตงึ ของกลา้ มเน้ือ กลมุ่ ทเ่ี หมาะกบั วธิ นี ้ี ไดแ้ ก่ จง้ เฟิงแบบเกรง็ ในระยะฟ้ืนฟู หรอื มอี าการเน่ืองคา้ ง (Sequale) วธิ กี าร: -: Muscle flexor ทแ่ี ขน: ใช ้ JiQuan (HT 1), DaLing (PC7) -: Muscle extensor ทแ่ี ขน: ใช ้ JianYu (LI 15), TianJing (TE 10), YangChi (TE 4) -: Muscle extensor ทข่ี า: ใช ้ XueHai (SP 10), LiangQiu (ST 34), ZhaoHai (KI 6) -: Muscle flexor ทข่ี า: ใช ้ BiGuan (ST 31), QuQuan (LR 8), JieXi (ST 41), ShenMai (BL 62) เทคนิคการกระตนุ้ กระตนุ้ แบบเบา กระตนุ้ แบบแกร่ง ขอ้ ควรระวงั : ก่อนการฝงั เขม็ ตอ้ งจดั ทา่ ผูป้ ่วยใหส้ บาย ในระหวา่ งคาเขม็ จะขยบั เคลอ่ื นไหวไมไ่ ด้ แพทยต์ อ้ งมที กั ษะในการควบคมุ เขม็ อย่างชาํ นาญ ขณะแทงเขม็ ตอ้ งเรว็ แต่มอื ตอ้ งเบา แรงน้ิวตอ้ งมใี นขณะหมนุ เขม็ การกระตนุ้ เขม็ มมุ เขม็ ไมค่ วรมากเกนิ ไป หรอื ใชแ้ รงมากเกนิ ไป ยาสมนุ ไพรจนี ทใ่ี ชห้ ยดเขา้ เสน้ เลอื ดดาํ สว่ นมากเป็นยาในกลมุ่ เสรมิ การไหลเวยี นและสลาย ลม่ิ เลอื ด เช่น - ตนั เซนิ
82 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 - ตนั หง - ชวนซฺยง - ซานซี - ตงิ จนั่ ซซ่ี นิ - ขเู่ ตยี๋ จ่อื : ในกรณีทเ่ี ป็นกลมุ่ ความรอ้ น ใชเ้พม่ิ การไหลเวยี น ขจดั รอ้ นในเลอื ด
บทท่ี 4 วธิ ีฝงั เข็มรกั ษาจง้ เฟิ งของแพทยจ์ นี อาวโุ ส อาจารย์ อวซี๋ ูจวง (于书庄 Yú ShūZhuāng) อาจารย์ อวซี๋ ูจวง เป็นแพทยอ์ าวุโสท่านหน่งึ แหง่ วงการแพทยจ์ นี และการฝงั เขม็ ถอื กาํ เนดิ ทม่ี ณฑล เหอเป่ยใน ปี พ.ศ. 2467 ทาํ งานเป็นแพทยจ์ นี มาตงั้ แต่เดก็ เคยดาํ รงตาํ แหน่งเป็นรองหวั หนา้ แผนก ฝงั เขม็ และหวั หนา้ หอ้ งวจิ ยั เสน้ ลมปราณของแผนกฝงั เขม็ ทรรศนะทเ่ี ด่นของ อาจารย์ อวซี๋ ูจวง คอื การเสนอทฤษฏใี หมเ่ ก่ยี วกบั จง้ เฟิง จากเดมิ ทม่ี สี าเหตุ เก่ยี วกบั ลม ไฟ เสลด ภาวะพร่อง และเลอื ดคงั่ ไดเ้สนอแนวคดิ ใหมว่ า่ สาเหตกุ ารเกดิ จง้ เฟิงจะซบั ซอ้ น เพยี งใด แต่ในทส่ี ุดกจ็ ะสรุปไดเ้ป็น 2 กลมุ่ ไดแ้ ก่ กลมุ่ ทม่ี ภี าวะพร่อง และกลมุ่ ทเ่ี กดิ ไฟ ภาวะพร่อง คอื ช่พี ร่อง ทาํ ใหเ้กดิ ปญั หาข้นึ 2 ประการ คอื การผลกั ดนั การไหลเวยี นของเลอื ด อ่อนลง เลอื ดจงึ ไหลชา้ ทาํ ใหเ้กดิ ลม่ิ เลอื ดข้นึ ภาวะช่พี ร่องทาํ ใหก้ ารทาํ หนา้ ทเ่ี กบ็ รกั ษาเลอื ดไมด่ ี เลอื ด จงึ ไหลออกนอกหลอดเลอื ด ทาํ ใหม้ อี าการเลอื ดออก ส่วนไฟ เน่ืองจากเป็นพษิ ภยั ทส่ี งั กดั หยาง เมอ่ื มมี ากกจ็ ะเผาผลาญนาํ้ ในร่างกาย ทาํ ใหเ้ลอื ดเสยี นาํ้ และมคี วามหนืดมากข้นึ เลอื ดไหลชา้ ลง ทาํ ใหเ้กดิ ลมไปกระตนุ้ เลอื ด เลอื ดจงึ ไหลสบั สน หากผนงั หลอดเลอื ดสว่ นใดบางก็จะเกดิ เลอื ดออกไดง้ า่ ย กรณีน้โี รคจงึ มกั จะเกดิ ข้นึ ในเวลาเคลอ่ื นไหว สว่ นภาวะ ลม เสลด และเลอื ดคงั่ นนั้ จะเกดิ ข้นึ มาบนพ้นื ฐานสองประการน้ี ดว้ ยเหตนุ ้อี าจารย์ อวซี๋ ูจวง จงึ มคี วามเหน็ วา่ ในการรกั ษาโรคจง้ เฟิง ตอ้ งรกั ษาท่ไี ฟและภาวะ พร่อง โดยในระยะเฉียบพลนั ใหท้ าํ การดบั ไฟ และบาํ รุงสว่ นท่พี ร่อง เพอ่ื ขจดั สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเ้กดิ โรค ออกไป วธิ กี ารทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ - การปลอ่ ยเลอื ดทจ่ี ดุ จง่ิ ทงั้ 12 เพอ่ื ดบั ไฟ - การบาํ รุงใชจ้ ดุ QiHai (CV6), GuanYuan (CV4), ZuSanLi (ST 36), BaiHui (GV 20) - ตาํ รบั ยาทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ เถยี วเวย่ เฉิงช่ที งั (调胃承气汤) อนั กงหนวิ หวงหวาน (安宫牛黄丸)
84 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 สว่ นในระยะฟ้ืนฟู ใหใ้ ชก้ ารกระตนุ้ เลอื ด สลายเลอื ดคงั่ ทาํ ใหเ้ สน้ ลมปราณไหลคลอ่ ง เป็นหลกั วธิ กี ารทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ - การฝงั เขม็ 12 จดุ ซูของมอื และเทา้ ของอวยั วะตนั ไดแ้ ก่ TaiYuan (LU 9), DaLing (PC7), ShenMen (HT 7), TaiBai (SP 3), TaiChong (LR 3) และ TaiXi (KI 3) ทง้ั 2 ขา้ ง ร่วมกบั GeShu (BL 17) - แขนขาทเ่ี ป็นอมั พฤกษ์ ใหใ้ ชว้ ธิ แี ทงโท่ว - ตาํ รบั ยาทใ่ี ช้ เช่น ตา้ หวงหมานฉงหวาน (大黄蛰虫丸) อาจารย์ อวซี๋ ูจวง ไดเ้นน้ ถงึ หลกั ในการฝงั เขม็ วา่ ตอ้ งประกอบดว้ ยปจั จยั สาํ คญั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) ความรูส้ กึ ต่าง ๆ ทม่ี ตี ่อเขม็ 2) ทศิ ทางในการแทงเขม็ 3) ความลกึ และ 4) ความแรงในการกระตนุ้ เขม็ องคป์ ระกอบทงั้ 4 จะตอ้ งใชร้ ่วมกนั ในการฝงั เขม็ และไดอ้ ธบิ ายวา่ การตอบสนองทแ่ี สดงออกมาเป็น ความรูส้ กึ ต่าง ๆ จากการฝงั เขม็ จะใหผ้ ลต่อการรกั ษาทต่ี ่างกนั การกระตนุ้ ในระดบั ทต่ี ่างกนั จงึ เหมาะใช้ กบั โรคและร่างกายของผูป้ ่วยทต่ี ่างกนั โดย - การกระตนุ้ ใหม้ คี วามรูส้ กึ เสยี วตงึ แต่นุ่มนวล เหมาะกบั ผูป้ ่วยทม่ี ภี าวะพร่อง โรคเร้อื รงั ผูท้ ่ี ร่างกายอ่อนแอ - การกระตนุ้ ใหม้ คี วามรูส้ กึ ชา หรอื เหมอื นกบั ถกู ไฟฟ้าชอ็ ต เหมาะกบั ผูป้ ่วยทม่ี ภี าวะแกร่งเกนิ อาการเฉียบพลนั หรอื ผูท้ ม่ี รี ่างกายแขง็ แรง - การกระตนุ้ ใหม้ คี วามรูส้ กึ รอ้ น เหมาะกบั ผูป้ ่วยทม่ี ภี าวะพร่องและภาวะหนาว - การกระตนุ้ ใหม้ คี วามรูส้ กึ เยน็ เหมาะกบั ผูป้ ่วยทม่ี ภี าวะรอ้ น - การกระตนุ้ ใหม้ กี ารกระตกุ เหมาะกบั ภาวะอวยั วะภายในหย่อน เป็นตน้ นอกจากนนั้ ยงั ไดเ้นน้ ถงึ การฝงั เขม็ รกั ษาโรควา่ นอกจากตอ้ งทาํ การวนิ จิ ฉยั จาํ แนกกลมุ่ อาการ แบบต่าง ๆ แลว้ จะตอ้ งทาํ การวนิ ิจฉยั วา่ โรคสงั กดั เสน้ ลมปราณใด มากกวา่ รูเ้พยี งสรรพคุณของจดุ โดยทวั่ ไป เช่น จดุ ZuSanLi (ST 36) ใชร้ กั ษาโรคทส่ี งั กดั กระเพาะอาหาร NeiGuan (PC 6) รกั ษา อาการเจบ็ หนา้ อกซง่ึ ไมเ่ พยี งพอ
บทท่ี 4 วธิ ฝี งั เขม็ รกั ษาจง้ เฟิงของแพทยจ์ นี อาวโุ ส 85 อาจารย์ หยางเจย่ี ซาน (杨甲三 Yáng JiǎSān) อาจารยแ์ พทยอ์ าวุโสท่านหน่งึ ของวงการแพทยจ์ นี ในยุคปจั จบุ นั เกดิ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2462 ไดร้ บั ตาํ แหน่งศาสตราจารยต์ ลอดชพี ของสถาบนั การฝงั เขม็ แหง่ มหาวทิ ยาลยั แพทยจ์ นี ปกั ก่งิ และเป็นหวั หนา้ แผนกฝงั เขม็ คนแรกของมหาวทิ ยาลยั แพทยจ์ นี ปกั ก่งิ ผลงานทส่ี าํ คญั ของอาจารย์ หยางเจ่ียซาน ไดแ้ ก่ 1. วธิ ีการหาจดุ ฝงั เข็ม อาจารย์ หยางเจ่ียซาน มคี วามเหน็ วา่ การหาตาํ แหน่งจดุ ฝงั เขม็ ตามแนวเสน้ ลมปราณแบบเดมิ ท่ี อาศยั การเทยี บเคยี งจากกระดูก ทเ่ี ป็นจดุ สงั เกตและอา้ งองิ ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซง่ึ เป็นเสน้ ตาม แนวตง้ั นน้ั ไมเ่ พยี งพอ แต่ควรจะกาํ หนดตาํ แหน่งโดยมกี ารนาํ แนวขวางเขา้ มาประกอบดว้ ย จงึ จะกาํ หนดจดุ ไดแ้ มน่ ยาํ ยง่ิ ข้นึ อาจารย์ หยางเจ่ยี ซาน ไดส้ รุปวธิ กี ารหาตาํ แหน่งจดุ ฝงั เขม็ ตามแนวขวางข้นึ คอื ใหห้ า จาก “ขอบทง้ั 3 และ ระหว่างทง้ั 3” “ขอบทง้ั 3” หมายถงึ ขอบของเสน้ เอน็ ขอบของกระดูกและขอบของกลา้ มเน้ือ “ระหวา่ งทงั้ 3” หมายถงึ ระหวา่ งเสน้ เอน็ ระหวา่ งกระดูก และระหวา่ งกลา้ มเน้ือ ซง่ึ รวมถงึ ทง้ั ระหวา่ งเสน้ เอน็ กบั กระดูก และเสน้ เอน็ กบั กลา้ มเน้อื ดว้ ย แมจ้ ดุ ฝงั เขม็ จะไมใ่ ช่ผวิ หนงั กลา้ มเน้ือ เสน้ เอน็ หรอื กระดูก แต่ในการหาตาํ แหน่งของจดุ ฝงั เขม็ จาํ เป็นตอ้ งอาศยั ตาํ แหน่งทางกายวภิ าคในสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายมาเทยี บเคยี ง ขอบทงั้ 3 หมายถงึ บรเิ วณชดิ ขอบกระดูก กลา้ มเน้อื หรอื เสน้ เอน็ และระหวา่ งทงั้ 3 หมายถงึ ร่องตะเขบ็ ทอ่ี ยู่ระหวา่ งกระดูก กลา้ มเน้ือและเสน้ เอน็ เป็นตาํ แหน่งทเ่ี น้ือเยอ่ื บางและหลวมกวา่ บรเิ วณ อน่ื จงึ เป็นตาํ แหน่งทเ่ี หมาะสมในการใชก้ ระตนุ้ ช่ขี องเสน้ ลมปราณ ปรบั การไหลเวยี นของช่แี ละเลอื ด และมปี ระสทิ ธผิ ลในการรกั ษา การเลอื กจดุ ตามวธิ นี ้มี ขี อ้ ดี 2 ประการ คอื ประการแรก สามารถเตอ๋ ช่ีไดง้ า่ ย เพราะทต่ี าํ แหน่งเหลา่ น้ี ช่จี ะไหลเวยี นไดค้ ลอ่ ง ไมถ่ กู ปิดกนั้ การวจิ ยั ในปจั จบุ นั พบวา่ ตาํ แหน่งของจดุ ฝงั เขม็ จะอยู่บรเิ วณทเ่ี ป็นร่องหรอื รอยเวา้ บรเิ วณเหลา่ น้ีจะมี เสน้ ใยประสาทอยู่มากมาย จงึ ตอบสนองต่อการกระตนุ้ เขม็ ไดด้ ี ประการทส่ี อง สามารถขบั ไลพ่ ษิ ภยั ไดง้ า่ ย บรเิ วณทเ่ี ป็นรู หรอื เป็นร่องตะเขบ็ ทใ่ี ชเ้ป็นจดุ ฝงั เขม็ เน้ือเยอ่ื จะบางและอ่อนแอ จงึ เป็นตาํ แหน่งทพ่ี ษิ ภยั ใชแ้ ทรกเขา้ ร่างกายเช่นกนั ขณะเดยี วกนั กใ็ ชเ้ป็นจดุ ท่ี
86 การฝงั เขม็ รมยา เลม่ 4 ขบั ไลพ่ ษิ ภยั ไดด้ ี เพราะเมอ่ื สามารถกระตนุ้ ใหเ้ตอ๋ ช่ไี ดง้ า่ ย ช่ใี นเสน้ ลมปราณก็จะไหลคลอ่ ง ซง่ึ เป็นพ้นื ฐานทจ่ี าํ เป็นในการรกั ษาโรคของศาสตรก์ ารแพทยจ์ นี การเลอื กจดุ ฝงั เขม็ ตามทฤษฎนี ้ียงั ลดปญั หาไดอ้ กี 2 ประการ คอื ปญั หาแรก ลดการถกู ทาํ ลายของเน้ือเย่อื เน่ืองจากเป็นบรเิ วณทเ่ี น้ือเยอ่ื ค่อนขา้ งบางและหลวมดงั กลา่ ว มาแลว้ จงึ สามารถแทงเขม็ และทาํ การกระตนุ้ เขม็ ดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ ไดง้ า่ ย และรูส้ กึ เจบ็ ปวดจากการกระตนุ้ เขม็ นอ้ ยกวา่ เมอ่ื เทยี บกบั การแทงบรเิ วณอน่ื ทม่ี เี น้ือเยอ่ื เสน้ เอน็ แน่นแขง็ ซง่ึ มกั จะทาํ ใหเ้จบ็ ปวดมาก หรอื เกดิ ปญั หาเขม็ ตดิ ปญั หาทส่ี อง ลดความรูส้ กึ ไม่สบายต่าง ๆ หลงั จากการฝงั เข็ม ต่อเน่อื งมาจากปญั หาแรก กลา่ ว คอื เมอ่ื การถกู ทาํ ลายของเน้ือเยอ่ื ลดลงและไมเ่ จบ็ ปวด จงึ ทาํ ใหค้ วามรูส้ กึ ไมส่ บายต่าง ๆ หลงั จากการ ฝงั เขม็ ลดลง แมว้ า่ ในกรณีน้ียงั มคี วามเก่ยี วขอ้ งกบั การกระตนุ้ เขม็ เป็นสาํ คญั แต่ก็เก่ยี วขอ้ งกบั จดุ ท่ี เลอื กใชไ้ มน่ อ้ ย อาจารย์ หยางเจ่ยี ซาน ยงั ใหค้ วามสาํ คญั กบั ความเป็นหน่ึงเดยี วระหวา่ ง สมาธิ กบั การกระตนุ้ เขม็ กลา่ วคอื ในระหวา่ งการแทงเขม็ จะตอ้ งเพง่ จติ รวบรวมสมาธทิ ง้ั หมด โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในขณะทท่ี าํ การกระตนุ้ ดว้ ยวธิ บี าํ รุงหรอื ระบายน้นั “มือจะตอ้ งจบั เข็มใหม้ นั่ จติ ใจตอ้ งไม่วอกแวก” เช่นน้จี งึ จะ สามารถยกประสทิ ธภิ าพในการรกั ษาใหส้ ูงข้นึ ได้ นอกจากนน้ั ยงั เนน้ วา่ ในการกระตนุ้ เขม็ แบบแรงควร เลอื กใชจ้ ดุ แต่นอ้ ย 2. ทฤษฎเี ก่ยี วกบั การฝงั เข็มศีรษะ - จดุ บนศีรษะแต่ละจดุ จะมสี รรพคณุ บาํ รุง หรอื ระบายต่างกนั แต่กม็ คี วามสาํ คญั เหมอื นกนั - การแทงเขม็ เขา้ ในหนงั ศีรษะ คอื การแทงราบทาํ มมุ 15 องศา กบั หนงั ศีรษะ เป็นการบาํ รุง - การแทงเขม็ ไปใตห้ นงั ศีรษะ คอื การแทงเฉียงทาํ มมุ 30 องศา ใหเ้ ข็มผ่านไปอยู่ระหว่างหนงั ศีรษะกบั กะโหลกศีรษะ เป็นการระบาย - การใชจ้ ดุ บนศีรษะจะเนน้ ทส่ี รรพคุณทเ่ี ป็นหลกั ในการรกั ษาของจดุ นนั้ ๆ เช่น ใชจ้ ดุ บรเิ วณ เหนอื หนา้ ผากและกระหมอ่ ม ไดแ้ ก่ ShenTing (GV 24), BenShen (GB 13), SiShenCong (EX- HN 1) ร่วมกบั การแทงเขา้ ในหนงั ศีรษะ ไดเ้ป็น “วธิ ฝี งั เขม็ ปรบั ปรุงจติ ใจ (調神針法)” มปี ระสทิ ธผิ ล ในการรกั ษาโรคหลายโรค เช่น ลมชกั จติ เภท ประสาทอ่อน นอนไมห่ ลบั หลงลมื กลมุ่ อาการเครยี ด เป็นตน้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225