Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารนวัตกรรมปาล์มน้ำมัน

เอกสารนวัตกรรมปาล์มน้ำมัน

Description: เอกสารนวัตกรรมปาล์มน้ำมัน

Search

Read the Text Version

ค�ำนำ� ศูนย์วิจัยปาล์มน�้ำมันสุราษฎร์ธานีมีภารกิจหลักในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพและการใช้ประโยชน์ผลิตผล ของปาล์มน้�ำมันและน้�ำมันปาล์มแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายเพ่ือเพิ่มผลผลิต ต่อหน่วยพื้นท่ีสูงสุด ลดต้นทุนการผลิตตลอดจนการปรับปรุงระบบการจัดการ การผลิต ดังน้ันภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดสุราษฎร์ธานีท่ีมียุทธศาสตร์ขับเคล่ือน ให้การผลิตปาล์มน�้ำมันมีคุณภาพ ศูนย์วิจัยปาล์มน�้ำมันสุราษฎร์ธานีจึงได้ร่วมกับ จังหวัดสุราษฎร์ธานีในการจัดท�ำคู่มือปาล์มน�้ำมันฉบับนี้ โดยมีเน้ือหาสาระส�ำคัญ ประกอบดว้ ย องค์ความรูด้ ้านการผลติ ปาลม์ น้�ำมนั และข้อมูลที่จำ� เปน็ ตอ่ การจัดการ สวนปาลม์ น้ำ� มัน ทง้ั น้ี มงุ่ หวงั ใหเ้ กษตรกรมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ งเกีย่ วกับการ จัดการการผลิตปาล์มน�้ำมันทั้งด้านการเลือกพันธุ์ปาล์มน�้ำมันให้เหมาะสมกับพื้นท่ี การจัดการน้�ำและธาตุอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของปาล์ม น้�ำมัน การจัดการโรคและแมลงศัตรู และการเก็บเก่ียวปาล์มน�้ำมันคุณภาพ เพื่อมุ่งให้เกษตรกรได้รับผลผลิตท่ีมีคุณภาพเพ่ิมขึ้นตามศักยภาพ เพิ่มศักยภาพ การใช้พ้ืนที่ที่มีจ�ำกัด และได้รับรายได้เพ่ิมขึ้น รวมถึงราคาท่ีเป็นธรรมตามคุณภาพ ของผลผลิต ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างมาก หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเน้ือหา ในเอกสารจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้สนใจ เพื่อน�ำไปปรับใช้ให้เกิด ประโยชนต์ ่อไป (นางสาวอรรตั น์ วงศ์ศรี) ผู้อำ� นวยการศนู ยว์ จิ ยั ปาลม์ น้�ำมนั สุราษฎร์ธานี



สารบัญ หน้า 1 เร่ือง 3 การปรับปรงุ พนั ธ์ปุ าลม์ นำ�้ มัน 4 รู้จกั ปาล์มน้�ำมนั 10 ประวตั กิ ารปรับปรงุ พันธ์ปุ าล์มน้ำ� มัน 13 รู้จักพนั ธุ์ปาลม์ น�ำ้ มันของกรมวชิ าการเกษตร 14 หลักการพิจารณาเลือกซ้ือพันธุป์ าลม์ น้�ำมัน 17 การให้น�้ำปาลม์ นำ้� มนั 19 ความสำ� คัญ 20 วธิ ีการใหน้ ้ำ� 21 งานวจิ ยั การใหน้ �้ำและธาตอุ าหารในสวนปาลม์ น้�ำมนั 21 ผลกระทบจากการขาดน้�ำของปาล์มนำ้� มัน 24 ตน้ ทนุ และผลตอบแทนในการใหน้ �้ำปาลม์ น้�ำมนั 29 ค�ำแนะนำ� การใชป้ ยุ๋ ส�ำหรับปาล์มน้�ำมัน 32 ขอ้ มลู ทั่วไป 34 สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมต่อการผลิตปาล์มน้�ำมัน` 37 ความตอ้ งการธาตอุ าหารของปาล์มนำ�้ มัน 38 การประเมินการใชป้ ุย๋ ในสวนปาล์มน�้ำมัน 42 การตัดแตง่ ทางใบ 43 โรคและแมลงศัตรูปาลม์ นำ้� มนั 47 โรคปาล์มนำ้� มัน 48 ลักษณะอาการท่ีถูกทำ� ลายจากการใช้สารกำ� จดั วชั พชื 52 แมลงศัตรูปาลม์ น้ำ� มนั 52 แมลงช่วยผสมเกสรดอกปาล์มน�ำ้ มัน 55 หนศู ตั รูปาลม์ น้�ำมนั การเกบ็ เกี่ยวปาล์มน้ำ� มันคณุ ภาพ ความสำ� คญั ของการเกบ็ เกย่ี วปาลม์ นำ้� มันตามชัน้ คณุ ภาพ การพัฒนาของผลปาลม์ และทะลายปาล์มน�ำ้ มนั อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อปรมิ าณนำ�้ มันตอ่ ทะลาย รอบการเกบ็ เกย่ี วทะลายปาล์มน้ำ� มนั ผลกระทบของการเก็บเกยี่ วปาลม์ น้�ำมันด้อยคุณภาพ เอกสารอา้ งองิ



การปรับปรุงพันธุ์ปาลม์ น้ำ� มนั รูจ้ กั ปาลม์ น�ำ้ มนั ปาล์มน�้ำมนั เป็นพืชผสมขา้ ม ต่างจาก พชื ผสมตัวเองชนดิ อ่นื เชน่ ถว่ั ลิสง ข้าว เพราะ มีช่อดอกตัวเมียและช่อดอกตัวผู้ภายในต้น เดียวกันแต่แยกช่อดอกกัน ช่อดอกแต่ละดอก (a) (b) (c) เกิดในซอกทางใบที่ทยอยออก การบานของ ภาพที่ 1 ชอ่ ดอกตัวเมยี (a) ชอ่ ดอกตวั ผู้ (b) (c) ดอกจึงไม่พร้อมกันและไม่สามารถผสมเกสรภายในต้นเดียวกันได้ การพัฒนาจากระยะตาดอกถึงดอกบานพร้อมผสมเกสรใช้เวลา ประมาณ 33-34 เดือน โดยการเปลีย่ นเพศตาดอกเกิดชว่ ง 20-22 เดือนกอ่ นดอกบานซง่ึ ในสภาพแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสมชอ่ ดอกจะพัฒนา เป็นช่อดอกเพศเมียและหลังผสมเกสร 5-6 เดือนจะพัฒนาเป็นทะลายที่สุกเต็มที่ การผสมเกสรมีลมและแมลงเป็นพาหะ โดยเฉพาะ ด้วงงวงปาล์มน�้ำมัน (Elaeidobius kamerunicus) ซ่ึงเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรที่สำ� คัญ เนื่องจากดอกปาล์มน�้ำมันมีกลิ่นหอม และ เกสรดอกตัวผู้เป็นอาหารของด้วงงวง จึงดึงดูดให้ด้วงงวงปาล์มน�้ำมันไปที่ดอกเพศเมีย การผสมจะติดดีหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับปริมาณ ด้วงงวงปาลม์ น้ำ� มนั ดว้ ย สาเหตุท่ีปาล์มน�้ำมันให้ผลผลิตต่�ำเกิดจากหลายปัจจัย ปาล์มน�้ำมันท่ีมีทะลายฝ่อ ผลลีบ จ�ำนวนผลน้อยหรือการติดผลต่�ำ อาจเกิดจากสาเหตุตา่ งๆ เช่น เปน็ ต้นพสิ ิเฟอรา ไมม่ แี มลงชว่ ยผสมเกสร หรือทะลายนน้ั พัฒนาในช่วงสภาวะขาดน�้ำ (a) (b) (c) ภาพท่ี 2 ต้นปาล์มนำ้� มันผา่ นสภาพแลง้ หรือปลูกในพื้นทท่ี ป่ี ริมาณน้ำ� ฝนไมเ่ หมาะสมทำ� ให้มชี อ่ ดอกตัวผู้มากหรือไม่ตดิ ทะลาย (a) ตน้ ปาลม์ น�้ำมนั เป็นต้นพสิ ิเฟอรา จะมีช่อดอกตัวเมยี พัฒนาเปน็ ทะลายทมี่ ผี ลลีบฝอ่ ผลไม่มีกะลา (b) ตน้ ปาลม์ น�้ำมันเปน็ ตน้ เทเนอราแต่ไมไ่ ด้รับการผสม ผลทโ่ี ตจะมีกะลาและตดิ ผลจำ� นวนน้อยมาก มผี ลลบี อาจเน่ืองจากไมม่ ีแมลงชว่ ยผสมเกสร (c) พันธกุ รรมของปาล์มน้ำ� มัน ความแตกต่างของลกั ษณะผล (Fruit type) เป็นผลมาจากการแสดงออกของยนี ควบคมุ ความหนาของกะลา ซ่ึงมี 1 คู่ (Single gene) จำ� แนกได้ 3 แบบ ดังน้ี 1. ดรู า (Dura) มลี กั ษณะกะลาหนา 2-8 มลิ ลิเมตร และไม่มีวงเส้นประสีดำ� อยรู่ อบกะลา มชี ัน้ เปลอื กนอกบาง 35-60 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของน้ำ� หนกั ผล มยี ีนควบคุมเปน็ ลกั ษณะเดน่ (Dominant Sh+Sh+) ภาพที่ 3 ลักษณะทะลายและผลปาล์มน�ำ้ มันชนิดดรู า นวตั กรรมปาลม์ นำ�้ มนั 1

2. พสิ ิเฟอรา (Pisifera) ลกั ษณะผลไม่มีกะลา ยนี ควบคุมเป็นลักษณะด้อย (Recessive, Sh-Sh-) และสว่ นใหญ่ชอ่ ดอกตัว เมยี เปน็ หมนั ท�ำให้ผลฝอ่ ลบี ทะลายเลก็ เนอื่ งจากผลไมพ่ ฒั นา ผลผลติ ต�ำ่ มาก จงึ ไม่ปลูกเป็นการคา้ ภาพท่ี 4 ลกั ษณะทะลายและผลปาล์มน�้ำมนั ชนิดพิสเิ ฟอรา 3. เทเนอรา (Tenera) มลี ักษณะกะลาบางตงั้ แต่ 0.5-4.0 มลิ ลิเมตร มีวงเสน้ ประสีด�ำรอบกะลา มชี ัน้ เปลือกนอกหนา 70-90 เปอร์เซ็นต์ของน้�ำหนักผล ลักษณะเทเนอราเป็น Heterozygous (Sh+Sh-) เกิดจากการผสมข้ามระหว่างลักษณะดูรากับพิสิเฟอรา ภาพท่ี 5 ลกั ษณะทะลายและผลปาล์มน้�ำมนั ชนดิ เทเนอรา ปาล์มน้�ำมันท่ีปลูกเป็นการค้าต้องเป็นลูกผสมเทเนอราเนื่องจากให้ผลผลิตน้�ำมันและลักษณะต่างๆ หลายอย่างดีกว่าดูรา ส่วนปาล์มน�้ำมันแบบฟิสิเฟอราไม่นิยมปลูกเป็นการค้า เนื่องจากช่อดอกเพศเมียมีโอกาสเป็นหมันสูง ผลมีขนาดเล็กและให้ผลผลิตต่�ำ แต่ในการผลิตลูกผสมเทเนอราต้องใช้ต้นชนดิ พิสเิ ฟอราเปน็ พอ่ พันธ์ุ ท�ำไมต้องเปน็ ลกู ผสมเทเนอรา ลูกผสมเทเนอรา (DxP) ได้จากการผสมโดยใช้แม่พันธุ์ชนิดดูรากับพ่อพันธุ์ชนิดพิสิเฟอราและท�ำการผสมเกสรแบบปิด โดยใช้ ถงุ คลมุ ช่อดอกก่อนดอกบาน ป้องกนั การปนเปอื้ นจากละอองเกสรจากต้นอื่น ปาลม์ น้�ำมันชนดิ นม้ี ลี ักษณะกะลาบาง มวี งเส้นประสีดำ� รอบ กะลา ชัน้ เปลอื กนอกมาก ผลผลติ สูง เปอรเ์ ซน็ ต์น�้ำมันสงู X ดูรา ฟสิ เิ ฟอรา เทเนอรา 2 นวัตกรรมปาล์มนำ้� มัน

ทำ� ไมไมแ่ นะน�ำให้เกบ็ เมล็ดปาลม์ น้�ำมันจากใต้โคนตน้ ไปปลูกรอบตอ่ ไป เน่ืองจากปาล์มน้�ำมันชนิดเทเนอราที่ปลูกได้รับการผสมเกสรจากละอองเกสรต้นเทเนอราต้นอื่น เม่ือน�ำเมล็ดดังกล่าวไปปลูก จะเกิดการกระจายตัว ได้ต้นท่ีมีกะลาหนา (ดูรา) 25 เปอร์เซ็นต์ ต้นท่ีมีกะลาบาง (เทเนอรา) 50 เปอร์เซ็นต์ และต้นที่ไม่มีกะลา (พิสิเฟอรา) 25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการที่มีต้นพิสิเฟอราปรากฏในสวนปาล์มนำ้� มันลูกผสมเทเนอรา แสดงว่าเมล็ดพันธุ์น้ันมาจากแหล่ง ผลติ พันธลุ์ ูกผสมทีไ่ ม่ได้มาตรฐาน อาจพบตน้ พิสเิ ฟอรามชี ่อดอกตัวเมยี 2 แบบ คอื Female fertile และ Female infertile โดยต้นพิ สิเฟอราทมี่ ีการพฒั นาของผลมาจากชอ่ ดอกแบบ Female infertile จะมที ะลายฝอ่ และล�ำต้นใหญ่มาก สว่ นลักษณะ Female fertile พบวา่ อาจมีเน้ือในขนาดเลก็ ปรากฏในบางผล การจ�ำแนกชนิดปาล์มน้�ำมันไม่ว่าจะเป็นดูรา เทเนอราหรือพิสิเฟอรา ไม่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ ในระยะต้นกล้า แต่จ�ำแนกได้ในระยะเจริญเติบโตท่ีมีทะลายแล้วจากลักษณะความหนาจากกะลาจากผลปาล์มที่ผ่าตามแนวขวาง ในปาล์มน�้ำมันชนิด พสิ เิ ฟอราไม่มีกะลาแตกต่างจากชนิดดรู าและชนดิ เทเนอราชัดเจนคอื มีลกั ษณะคลา้ ยเย่ือบางหมุ้ เนือ้ ในเมล็ดและมเี นอ้ื ในขนาดเล็กมาก ส�ำหรับดูราและเทเนอรามีกะลาชัดเจนแต่ดูราหนากว่า อย่างไรก็ตามการจ�ำแนกโดยอาศัยความหนาของกะลาอย่างเดียวไม่สามารถ จ�ำแนกปาล์มนำ้� มนั ทงั้ สองชนิดได้ เนอ่ื งจากความหนาของกะลาแปรปรวนต้ังแตบ่ างถงึ หนา ดังนั้นการจ�ำแนกปาล์มน้�ำมันชนิดดรู าและ ชนิดเทเนอราคือ การสังเกตจุดเส้นใยสีน้�ำตาลหรือด�ำบริเวณเนื้อปาล์ม เป็นวงรอบกะลา (Fiber ring) โดยปรากฏให้เห็นในชนิด เทเนอราและปาล์มน�ำ้ มันชนดิ พสิ เิ ฟอรา แต่ไมป่ รากฏในชนิดดูรา ประวัติการปรับปรงุ พันธุป์ าล์มน้ำ� มัน ปี 2530 กรมวิชาการเกษตรมอบหมายให้ศูนย์วิจัยปาล์มน�้ำมัน สุราษฎร์ธานีด�ำเนินงานโครงการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้�ำมัน ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP/FAO จัดซ้ือเชื้อพันธุกรรมปาล์มน้�ำมันจากบริษัท ASD (Agriculture Service and Development) ประเทศคอสตาริก้าซ่ึงเชื้อพันธุ์ปาล์มน�้ำมันจาก บรษิ ทั ASD ไดจ้ ากการแลกเปล่ยี นกับแหลง่ ต่างๆ ได้แก่ Chermara Harrisons และ PORIM ประเทศมาเลเซีย DAMI ประเทศปาปัวนิวกินี SOCFIN และ AVROS ประเทศอินโดนีเซีย Lobe ประเทศแคมารูน ประเทศไอวอรีโคสต์และประเทศแซร์ เชื้อพันธุกรรมปาล์มน�้ำมันแม่พันธุ์ได้แก่ Deli Dura และ African Dura (Kazemba) พ่อพันธุ์ได้แก่ AVROS La Me Ekona Nigeria Calabar Ghana Yangambi DAMI และ Tanzania นอกจากน้ศี ูนย์วิจยั ฯ ยังเป็นแหลง่ รวบรวมเชื้อพนั ธุกรรม 2 สปีชีส์ คือ Elaeis guineensis Jacq. และ Elaeis oleifera ทีม่ ี ลักษณะดีต่อการปรับปรุงพันธุ์ เช่น ผลผลิตสูง ต้นเต้ีย มีวิตามินเอและอีสูง เพ่ือสร้างสายพันธุ์ใหม่ท่ีมีผลผลิตน�้ำมันสูง และมีลักษณะ อืน่ ๆ เช่น ต้นเต้ีย เพ่อื ให้มอี ายุการเก็บเกย่ี วได้นานกว่า 30 ปี X E. oleifera E. guineensis (F1) ลกั ษณะของลูกผสมกลับ BC2 (OxG) x G นวัตกรรมปาล์มน�ำ้ มัน 3

รจู้ ักพันธ์ุปาล์มน�้ำมนั ของกรมวิชาการเกษตร ศนู ย์วิจยั ปาล์มน�้ำมนั สุราษฎรธ์ านี กรมวิชาการเกษตรไดด้ �ำเนนิ งานวิจยั ปรบั ปรงุ พนั ธป์ุ าลม์ นำ�้ มันลกู ผสมสุราษฎรธ์ านี ต้ังแต่ ปี 2530 โดยได้นำ� พ่อพันธแ์ุ ละแมพ่ ันธจ์ุ ากต่างประเทศมาดำ� เนินการศึกษา คัดเลือกและทดสอบลูกผสมตามหลกั ปรับปรงุ พนั ธ์ุ เพือ่ ให้ ทราบศกั ยภาพของพนั ธ์แุ ละเหมาะสมกับการปลูกในประเทศไทย การปรบั ปรงุ พันธุต์ ้องมกี ารศกึ ษาพอ่ แมพ่ นั ธแ์ุ ละเกบ็ ข้อมูลอย่างน้อย 10 ปี กอ่ นทจี่ ะคัดเลอื กพันธ์ใุ หไ้ ดพ้ นั ธป์ุ าล์มน�้ำมนั และมขี ้อมลู ท่เี พยี งพอส�ำหรับการคัดพันธล์ุ กู ผสมที่ดีเดน่ ปัจจุบนั กรมวิชาการเกษตร ได้รบั รองพันธปุ์ าลม์ นำ�้ มันใหเ้ ปน็ พนั ธุ์แนะน�ำ 9 พนั ธุ์ คือ • ลูกผสมสุราษฎรธ์ านี 1 • ลูกผสมสรุ าษฎร์ธานี 2 • ลูกผสมสรุ าษฎรธ์ านี 3 • ลูกผสมสรุ าษฎร์ธานี 4 • ลูกผสมสรุ าษฎร์ธานี 5 • ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 6 • ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 • ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 8 • ลูกผสมสุราษฎรธ์ านี 9 ศกั ยภาพพนั ธุ์ลกู ผสมสรุ าษฎรธ์ านี ให้ผลผลิตทะลายสด 3.00-3.77 ตนั ตอ่ ไร่ต่อปี (เฉลย่ี อายุ 4-11 ป)ี ให้น�้ำมันดิบ 23-27% ผลผลติ น้�ำมันดิบ 779-897 กโิ ลกรมั ต่อไรต่ ่อปี และพบว่า บางปใี หผ้ ลผลิตทะลายสดสูงถึง 4-5 ตันต่อไร่ต่อปี ข้ึนกับการดแู ลรักษาและ สภาพแวดลอ้ ม พนั ธุป์ าล์มน้ำ� มัน พนั ธุ์ลกู ผสมสุราษฎร์ธานี 1 (เดล่ี x คาลาบาร)์ Deli x Calabar ผลดิบสเี ขียว สกุ สสี ้ม ผลผลติ เฉลยี่ (อายุ 3-10 ป)ี 3.45 ตันต่อไร่ต่อปี ผลดบิ สดี ำ� สกุ สีแดง ผลผลิตเมอื่ อายุ 6 ปีขนึ้ ไป 4.57 ตันตอ่ ไรต่ ่อปี สีผลเมื่อสุกเป็นสีส้มท�ำให้ผู้เก็บเก่ียวสังเกตทะลายสุกได้ดีขึ้นส่งผลให้ ผลผลิตน�้ำมันสูง โดยจ�ำนวนต้นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ นำ�้ มันดบิ 26 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทั้งหมดจะมีผลดิบเป็นสีเขียวแล้วจะเปล่ียนเป็นสีส้มเม่ือผลสุก และจ�ำนวนต้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์ มีผลดิบเป็นสีด�ำและเมื่อผลสุก จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ข้อจ�ำกัด ก- าเนรกื่อรงะจจากายกตารัวผเลชิต่นพไนัดธป้ ์ุปาาลล์มม์ นน�้ำำ้�มมนั นั ทเม่ีปลี็นกั ลษูกณผสะมกชะั่วลทาห่ี 1น(าFห1)รือจทึงไะมลค่ าวยรฝนอ่ �ำเทมำ�ลใด็หทผ้ ่ไีลดผ้ไลปติขตยำ่�า ยนพ�้ำนัมธัน์ุตน่ออ้ ยเพราะจะท�ำให้ไดป้ าลม์ น�ำ้ มนั ทมี่ ี - อาจพบอาการทางใบบดิ ซงึ่ เป็นลักษณะผดิ ปกตทิ างพนั ธุกรรมในช่วงอายุ 1-3 ปี หลงั จากนั้นอาการจะเปน็ ปกติ พนื้ ทีแ่ นะน�ำ - สามารถปลูกได้ในพื้นท่ีเหมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณีพ้นื ทีเ่ หมาะสมปานกลางควรมกี ารให้น้ำ� ในช่วงแล้ง หมายเหตุ พื้นทป่ี ลกู ปาล์มน้�ำมนั ทีม่ ีความเหมาะสม หมายถงึ พน้ื ทมี่ ปี รมิ าณนำ้� ฝนมากกวา่ 1,800 มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงแล้งติดตอ่ กันไม่เกิน 2 เดือน หรือมีสภาพการขาดน้�ำ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นดินท่ีมี การระบายน�้ำและความอดุ มสมบูรณ์ดี สามารถใหผ้ ลผลติ ทะลายปาลม์ สดมากกว่า 4 นวัตกรรมปาลม์ น้ำ� มัน

พันธ์ลุ กู ผสมสรุ าษฎรธ์ านี 2 (เดล่ี x ลาเม่) Deli x La Me ผลผลิตเฉล่ีย (อายุ 3-10 ป)ี 3.62 ตันต่อไรต่ ่อปี - ก้านทะลายยาว ผลดิบสีดำ� และเมื่อสกุ เปล่ียนเปน็ สีแดง กะลาหนา เน้ือในหนา ผลผลิตเมือ่ อายุ 6 ปีข้นึ ไป 4.5 ตนั ตอ่ ไรต่ ่อปี - ตน้ เตี้ยกว่าพันธม์ุ าตรฐาน (เมื่ออายุ 9 ปี พบว่าพนั ธ์ุลูกผสมสุราษฎร์ธานี 2 มีความสงู เพ่มิ 48 เซนติเมตรต่อปี ในขณะท่พี นั ธเ์ุ ปรยี บเทียบมีความสูงเพ่มิ นำ้� มันดิบ 23 เปอรเ์ ซน็ ต์ 65 เซนตเิ มตรตอ่ ปี) - ทนแล้ง คือให้ผลผลิตทะลายสดค่อนข้างสม่�ำเสมอ ในพื้นท่ีปลูกที่มีความเหมาะสม ปานกลาง ข้อจำ� กดั ท- ่ีมเนกี อ่ื างรจการกะกจาารยผตลวั ิตเพชันน่ ธไ์ุปดา้ปลาม์ ลน์ม้ำ� นม�้ำนั มเนัปท็นม่ีลีลูกักผษสมณชะว่ั กทะ่ี ล1า(หFน1)าจหงึรไือมทค่ ะวลรานย�ำฝเมอ่ ลท็ด�ำทใ่ีไหดผ้ ้ไปลผขลยติายตพำ่� นั นธ�ำ้ ์ตุ มอ่ ันนเพอ้ รยาะจะทำ� ใหไ้ ด้ปาล์มน�ำ้ มนั พ้นื ทีแ่ นะนำ� - สามารถปลกู ไดใ้ นพื้นทเ่ี หมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณพี นื้ ทเ่ี หมาะสมปานกลางควรมกี ารให้น�ำ้ ในชว่ งแลง้ หมายเหตุ พ้นื ทป่ี ลกู ปาลม์ น�ำ้ มันทีม่ ีความเหมาะสม หมายถึง พ้นื ทีม่ ีปรมิ าณน้ำ� ฝนมากกว่า 1,800 มิลลิเมตรตอ่ ปี มีช่วงแล้งตดิ ตอ่ กันไม่เกิน 2 เดือน หรือมีสภาพการขาดน้�ำ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นดินท่ีมีการ ระบายน�้ำและความอุดมสมบูรณด์ ี สามารถให้ผลผลติ ทะลายปาลม์ สดมากกว่า พนั ธล์ุ ูกผสมสุราษฎรธ์ านี 3 (เดลี่ x ดามี่) Deli x DAMI ผลผลิตเฉลี่ย (อายุ 3-10 ป)ี 2.94 ตนั ตอ่ ไร่ต่อปี ก้านทะลายยาวปานกลาง ผลดิบสดี �ำ และเ มือ่ สกุ เปลย่ี นเปน็ สแี ดง ผลผลิตเม่อื อายุ 6 ปขี ้นึ ไป 4.3 ตันตอ่ ไร่ตอ่ ปี กะลาบาง เนือ้ ในหนาปานกลาง น�้ำมันดบิ 27 เปอรเ์ ซ็นต์ ขอ้ จำ� กดั ท- ่ีมเนกี ือ่ างรจการกะกจาารยผตลวั ิตเพชัน่นธไ์ุปดา้ปลาม์ ลนม์ �ำ้ นม�ำ้ ันมเนัปทน็ ม่ีลลีูกกัผษสมณชะั่วกทะี่ ล1า(หFน1)าจหึงรไอื มทค่ ะวลรานยำ� ฝเมอ่ ลทด็ ำ�ทใีไ่หด้ผไ้ ปลผขลยติายตพ่ำ� นั นธำ้� ต์ุ มอ่ ันนเพ้อรยาะจะท�ำให้ได้ปาลม์ น�้ำมัน พ้นื ท่แี นะน�ำ - สามารถปลูกไดใ้ นพน้ื ที่เหมาะสมและเหมาะสมมาก หมายเหตุ พน้ื ทปี่ ลกู ปาลม์ น�้ำมนั ท่มี ีความเหมาะสม หมายถงึ พนื้ ทมี่ ปี ริมาณนำ�้ ฝนมากกวา่ 1,800 มิลลเิ มตรตอ่ ปี มีช่วงแลง้ ตดิ ต่อ กนั ไมเ่ กิน 2 เดือน หรอื มีสภาพการขาดน�ำ้ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลเิ มตรตอ่ ปี และเป็นดินที่มกี ารระบาย น้ำ� และความอดุ มสมบูรณด์ ี สามารถใหผ้ ลผลติ ทะลายปาลม์ สดมากกวา่ นวตั กรรมปาลม์ นำ�้ มนั 5

พนั ธล์ุ ูกผสมสุราษฎร์ธานี 4 (เดล่ี x อีโคนา) Deli x Ekona ผลผลิตเฉลยี่ (อายุ 3-10 ปี) 3.35 ตันตอ่ ไรต่ ่อปี ผลดบิ สดี �ำ และเมอ่ื ผลสกุ เปล่ียนเปน็ สีแดง ผลผลติ เมอ่ื อายุ 6 ปีข้ึนไป 4.5 ตนั ต่อไร่ต่อปี นำ้� มันดิบ 25 เปอรเ์ ซน็ ต์ ข้อจ�ำกดั ท- ม่ีเนกี อ่ื างรจการกะกจาารยผตลัวติ เพชัน่นธไ์ปุ ดา้ปลาม์ ลน์ม�้ำนม�้ำนั มเนัปท็นมี่ลีลูกกัผษสมณชะวั่ กทะ่ี ล1า(หFน1)าจหงึรไอื มท่คะวลรานย�ำฝเม่อลท็ด�ำทใีไ่หด้ผไ้ ปลผขลยิตายตพำ�่ นั นธ�้ำต์ุ ม่อันนเพ้อรยาะจะทำ� ใหไ้ ดป้ าล์มน�้ำมนั - ไม่ทนแล้ง พน้ื ท่แี นะน�ำ - สามารถปลกู ได้ในพ้นื ที่เหมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณีพนื้ ทเี่ หมาะสมปานกลางควรมกี ารใหน้ ำ้� ในชว่ งแลง้ หมายเหตุ พื้นทป่ี ลกู ปาล์มนำ�้ มนั ทีม่ ีความเหมาะสม หมายถึง พืน้ ท่มี ปี รมิ าณน้�ำฝนมากกว่า 1,800 มิลลิเมตรต่อปี มชี ่วงแล้งติดต่อ กันไมเ่ กนิ 2 เดอื น หรือมีสภาพการขาดน้ำ� (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลเิ มตรต่อปี และเป็นดนิ ที่มีการระบาย นำ้� และความอดุ มสมบรู ณด์ ี สามารถใหผ้ ลผลิตทะลายปาล์มสดมากกวา่ พนั ธุ์ลกู ผสมสุราษฎร์ธานี 5 (เดลี่ x ไนจีเรยี ) Deli x Nigeria ผลดบิ สเี ขยี ว สกุ สีสม้ ผลผลิตเฉลยี่ (อายุ 3-10 ป)ี 3.05 ตันตอ่ ไร่ต่อปี ผลดบิ สดี �ำ สกุ สแี ดง ผลผลติ เมื่ออายุ 6 ปีข้ึนไป 4.5 ตันต่อไร่ต่อปี สีผลเม่ือสุกเป็นสีส้มท�ำให้ผู้เก็บเก่ียวสังเกตทะลายสุกได้ดีข้ึนส่งผลให้ ผลผลิตน�้ำมันสูง โดยจ�ำนวนต้นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ น�ำ้ มันดบิ 26 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทั้งหมดจะมีผลดิบเป็นสีเขียวแล้วจะเปล่ียนเป็นสีส้มเมื่อผลสุก 6 นวัตกรรมปาลม์ นำ้� มนั และจ�ำนวนต้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์ มีผลดิบเป็นสีด�ำและเมื่อผลสุก จะเปล่ียนเปน็ สแี ดง

ขอ้ จำ� กดั ก- าเนรกอ่ื รงะจจากายกตารวั ผเลชติน่ พไันดธป้ ์ุปาาลล์ม์มนน้ำ� ำ้�มมนั ันทเี่มปีลน็ กั ลษูกณผสะมกชะั่วลทาห่ี 1น(าFห1)รือจทึงไะมล่คาวยรฝน่อ�ำเทมำ�ลใด็หท้ผีไ่ลดผ้ไลปิตขตย�ำ่า ยนพำ้� ันมธัน์ตุ น่ออ้ ยเพราะจะทำ� ให้ไดป้ าลม์ น้�ำมันที่มี - อาจพบอาการทางใบบดิ ซึง่ เป็นลักษณะผิดปกติทางพนั ธกุ รรมในชว่ งอายุ 1-3 ปี หลังจากนั้นอาการจะเป็นปกติ พืน้ ที่แนะน�ำ - สามารถปลกู ได้ในพ้นื ทีเ่ หมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณพี นื้ ทเี่ หมาะสมปานกลางควรมกี ารใหน้ ำ้� ในช่วงแลง้ หมายเหตุ พื้นที่ปลกู ปาล์มน้ำ� มนั ทม่ี ีความเหมาะสม หมายถึง พ้นื ทีม่ ปี ริมาณนำ�้ ฝนมากกว่า 1,800 มลิ ลเิ มตรตอ่ ปี มชี ่วงแลง้ ติดตอ่ กันไม่เกิน 2 เดือน หรือมีสภาพการขาดน้�ำ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นดินที่มีการ ระบายนำ้� และความอุดมสมบรู ณด์ ี สามารถใหผ้ ลผลติ ทะลายปาลม์ สดมากกวา่ พันธุ์ลกู ผสมสรุ าษฎรธ์ านี 6 (เดลี่ x ดาม)ี่ Deli x DAMI ผลผลิตเฉลยี่ (อายุ 3-10 ป)ี 3.26 ตันต่อไรต่ ่อปี ทะลายยาวใหญ่ นำ้� หนกั ทะลายสูงกวา่ 15 กโิ ลกรัม ผลผลิตเม่ืออายุ 6 ปขี ึน้ ไป 4.5 ตนั ต่อไร่ต่อปี ผลดิบสดี ำ� และเมอ่ื ผลสุกเปลย่ี นเป็นสีแดง กะลาบาง เนอ้ื ในหนาปานกลาง น้ำ� มันดบิ 27 เปอรเ์ ซน็ ต์ ขอ้ จ�ำกดั ท- ีม่เนกี ือ่ างรจการกะกจาารยผตลัวติ เพชัน่นธไุป์ ดา้ปลาม์ ลนม์ ำ�้ นมำ้� นั มเันปทน็ ่ีมลลีกู ักผษสมณชะั่วกทะ่ี ล1า(หFน1)าจหงึรไือมท่คะวลรานย�ำฝเม่อลทด็ ำ�ทใีไ่หดผ้ ้ไปลผขลยิตายตพ่ำ� นั นธ�้ำ์ตุ ม่อนั นเพ้อรยาะจะท�ำใหไ้ ดป้ าลม์ น�ำ้ มัน - ไม่ทนแลง้ พน้ื ทแี่ นะนำ� - สามารถปลูกได้ในพ้ืนท่ีเหมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณพี ้นื ทเ่ี หมาะสมปานกลางควรมกี ารใหน้ ้ำ� ในชว่ งแล้ง หมายเหตุ พน้ื ที่ปลูกปาล์มน้�ำมนั ทีม่ คี วามเหมาะสม หมายถึง พืน้ ทมี่ ปี รมิ าณน้ำ� ฝนมากกว่า 1,800 มลิ ลิเมตรต่อปี มีช่วงแล้งตดิ ตอ่ กันไมเ่ กิน 2 เดอื น หรอื มสี ภาพการขาดน�ำ้ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรตอ่ ปี และเป็นดินที่มีการระบาย น้ำ� และความอุดมสมบรู ณ์ดี สามารถใหผ้ ลผลิตทะลายปาล์มสดมากกว่า นวัตกรรมปาล์มนำ�้ มัน 7

พันธุล์ กู ผสมสรุ าษฏร์ธานี 7 (เดล่ี x แทนซาเนยี ) Deli x Tanzania ผลผลิตเฉลย่ี (อายุ 3-8 ปี) 3.58 ตันต่อไรต่ ่อปี - ผลดิบสดี �ำ และเมอ่ื สุกเปล่ียนเปน็ สีแดง กา้ นทะลายสนั้ กะลาบาง เน้อื ในหนา ผลผลิตเฉลีย่ (อายุ 5-12 ป)ี 4.9 ตนั ตอ่ ไรต่ อ่ ปี - เนื้อในต่อผลเฉลี่ย 11.1 เปอร์เซ็นต์ (เกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ก�ำหนดพันธุ์ลูกผสมเทเนอราที่ดีนั้นต้องมีเน้ือในต่อผลมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์) นำ�้ มันดบิ 24 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงเนื้อในน�ำไปใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบส�ำหรับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีคอลได้ ผลติ ภัณฑ์ท่มี ีมูลค่าสูง - จ�ำนวนทะลายเฉลี่ย 14.7 ทะลายตอ่ ตน้ ต่อปี สูงกวา่ พันธล์ุ ูกผสมสรุ าษฎรธ์ านี 3 ซึ่งใหจ้ ำ� นวนทะลายเฉลี่ย 12.0 ทะลายตอ่ ตน้ ตอ่ ปี ข้อจ�ำกดั ก- าเนรก่อื รงะจจากายกตารัวผเลชติน่ พไันดธป้ ์ปุ าาลลม์ ม์ นนำ้� ำ้�มมนั นั ทเมี่ปลีน็ ักลษูกณผสะมกชะัว่ลทาหี่ 1น(าFห1)รอืจทึงไะมล่คาวยรฝน่อำ� เทมำ�ลใด็หท้ผ่ไีลดผ้ไลปิตขตย่�ำา ยนพำ้� ันมธนั ุ์ตน่อ้อยเพราะจะทำ� ให้ไดป้ าล์มนำ้� มันท่มี ี - อาจพบอาการทางใบบิดซึง่ เป็นลักษณะผดิ ปกตทิ างพันธุกรรมในชว่ งอายุ 1-3 ปี หลงั จากนั้นอาการจะเปน็ ปกติ พน้ื ทแี่ นะน�ำ - สามารถปลกู ได้ในพนื้ ทีเ่ หมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณพี ้นื ที่เหมาะสมปานกลางควรมกี ารใหน้ �ำ้ ในช่วงแล้ง หมายเหตุ พื้นที่ปลกู ปาล์มนำ้� มันทมี่ คี วามเหมาะสม หมายถึง พ้นื ทม่ี ปี รมิ าณน้ำ� ฝนมากกวา่ 1,800 มิลลเิ มตรต่อปี มีชว่ งแลง้ ตดิ ต่อ กนั ไม่เกิน 2 เดอื น หรอื มีสภาพการขาดน้ำ� (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรตอ่ ปี และเปน็ ดินที่มีการระบาย นำ้� และความอุดมสมบรู ณ์ดี สามารถให้ผลผลิตทะลายปาลม์ สดมากกวา่ พนั ธุ์ลูกผสมสุราษฏรธ์ านี 8 (เดลี่ x ยังกมั บ)ิ Deli x Yangambi ผลผลติ เฉล่ีย (อายุ 4-7 ป)ี 3.59 ตนั ต่อไรต่ ่อปี - ผลดิบสีดำ� และเมอ่ื สุกปลี่ยนเปน็ สแี ดง กะลาบาง เนอ้ื ในหนา ผลผลิตเฉลยี่ (อายุ 3-11 ปี) 4.26 ตนั ต่อไรต่ ่อปี - เน้ือในต่อผลเฉล่ีย 10.1 เปอร์เซ็นต์ (เกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ก�ำหนดพันธุ์ลูกผสมเทเนอราที่ดีนั้นต้องมีเน้ือในต่อผลมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์) น�้ำมนั ดบิ 25 เปอรเ์ ซ็นต์ ซ่ึงเน้ือในน�ำไปใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบส�ำหรับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีคอล ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ท่มี มี ูลค่าสงู 8 นวัตกรรมปาล์มน้ำ� มัน

ขอ้ จ�ำกดั ท- ่ีมเนกี ื่อางรจการกะกจาารยผตลัวติ เพชันน่ ธไปุ์ ดา้ปลา์มลน์ม�้ำนมำ้� ันมเนัปทน็ ่ีมลลีกู กัผษสมณชะัว่ กทะ่ี ล1า(หFน1)าจหึงรไอื มทค่ ะวลรานย�ำฝเมอ่ ลทด็ �ำทใ่ีไหดผ้ ไ้ ปลผขลยติายตพ่�ำ นั นธ้�ำต์ุ มอ่ ันนเพ้อรยาะจะท�ำให้ได้ปาลม์ น้�ำมัน พ้นื ที่แนะนำ� - สามารถปลูกไดใ้ นพนื้ ทีเ่ หมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณีพน้ื ทเ่ี หมาะสมปานกลางควรมีการให้น้ำ� ในชว่ งแลง้ หมายเหตุ พ้ืนทป่ี ลกู ปาล์มน้�ำมันทีม่ คี วามเหมาะสม หมายถงึ พื้นท่ีมีปรมิ าณนำ้� ฝนมากกว่า 1,800 มิลลิเมตรต่อปี มีชว่ งแลง้ ติดตอ่ กันไม่เกิน 2 เดือน หรือมีสภาพการขาดน�้ำ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นดินท่ีมีการ ระบายนำ�้ และความอดุ มสมบรู ณ์ดี สามารถให้ผลผลติ ทะลายปาล์มสดมากกว่า พนั ธุ์ลูกผสมสรุ าษฏรธ์ านี 9 (เดล่ี x แอปรอส) Deli x AVROS ผลผลติ เฉลีย่ (อายุ 3-10 ป)ี 3.77 ตันตอ่ ไร่ตอ่ ปี - ผลดิบสีดำ� และเมอื่ สุกปลีย่ นเป็นสแี ดง ผลผลติ เฉล่ยี (อายุ 6-10 ปี) 4.6 ตันต่อไร่ตอ่ ปี - ลักษณะผลมีเปลือกนอกหนาและกะลาบาง สงู กว่าเกณฑม์ าตรฐาน และใกล้เคียงกับลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3 โดยมีเปลือกนอกสดต่อผล น�้ำมันดิบ 26 เปอรเ์ ซ็นต์ 87.5 เปอร์เซน็ ต์ ดีกว่าเกณฑม์ าตรฐาน (น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์) ขอ้ จ�ำกดั - เนือ่ งจากการผลิตพนั ธป์ุ าลม์ นำ้� มันเป็นลูกผสมชัว่ ที่ 1 (F1) จึงไม่ควรน�ำเมล็ดทไ่ี ดไ้ ปขยายพันธุ์ตอ่ เพราะจะทำ� ใหไ้ ด้ปาล์มนำ้� มนั ท่มี ีการกระจายตวั เชน่ ไดป้ าล์มน�ำ้ มันท่มี ลี กั ษณะกะลาหนาหรือทะลายฝอ่ ทำ� ให้ผลผลติ ตำ่� น้ำ� มันน้อย พ้ืนท่แี นะน�ำ - สามารถปลูกไดใ้ นพน้ื ทีเ่ หมาะสมและเหมาะสมมาก ในกรณีพื้นทเี่ หมาะสมปานกลางควรมกี ารให้น้�ำในช่วงแล้ง หมายเหตุ พื้นท่ีปลกู ปาลม์ น้ำ� มนั ทีม่ คี วามเหมาะสม หมายถงึ พื้นที่มปี ริมาณนำ้� ฝนมากกว่า 1,800 มิลลิเมตรตอ่ ปี มชี ่วงแลง้ ติดตอ่ กนั ไมเ่ กิน 2 เดือน หรอื มสี ภาพการขาดน�้ำ (water deficit) ประมาณ 100-200 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นดินที่มีการระบาย น�ำ้ และความอดุ มสมบรู ณ์ดี สามารถใหผ้ ลผลติ ทะลายปาล์มสดมากกว่า ข้นั ตอนการผลิตพนั ธ์ปุ าล์มน�้ำมันลกู ผสมเทเนอรา มีข้ันตอนดงั นี้ - สำ� รวจและศึกษารวบรวมขอ้ มลู ตน้ พอ่ พันธ์ุและแม่พนั ธ์จุ ากแปลงวิจยั ปาลม์ น้�ำมัน - คัดเลอื กต้นพ่อพนั ธ์ุและแม่พันธุท์ ี่มีประวัติ ดแู ลรักษาตน้ พอ่ พนั ธแ์ุ ละแม่พนั ธ์ุ - รวบรวมเกบ็ ละอองเกสรจากตน้ พ่อพันธ์ุ เตรียมต้นแม่พนั ธ์ุพร้อมสำ� หรบั การผสมพนั ธุ์ - ผสมพันธ์โุ ดยวิธีการควบคุมการผสมพนั ธุ์ จากนน้ั เก็บเก่ียวทะลายท่ีไดร้ บั การผสมเมื่อสกุ แก่ - คดั แยกเมลด็ พนั ธ์ุทมี่ ลี กั ษณะปกติ และผา่ นเขา้ ส่ขู ้ันตอนการท�ำลายการพกั ตวั - น�ำเมล็ดส่กู ระบวนการเพาะให้เมล็ดงอก นวตั กรรมปาล์มนำ�้ มนั 9

ภาพท่ี 6 ขน้ั ตอนการผลิตพนั ธุป์ าลม์ นำ้� มันลกู ผสมเทเนอรา หลักการพิจารณาเลือกซื้อพนั ธุป์ าล์มนำ้� มัน เน่ืองจากปาล์มน้�ำมันเป็นพืชท่ีอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งต้องควบคุมการผลิตพันธุ์ให้มีคุณภาพมีการขึ้น ทะเบยี นพ่อพนั ธ์แุ มพ่ ันธุ์ ซง่ึ ผู้ผลติ พันธุ์ปาลม์ น้�ำมนั ที่มีหนงั สอื รบั รองการขน้ึ ทะเบยี นตน้ พ่อพนั ธุ์และต้นแมพ่ ันธปุ์ าล์มนำ้� มัน ณ ปัจจบุ ัน ได้แก่ • บริษัท ยูนิวานชิ น้ำ� มันปาลม์ จำ� กัด (มหาชน) จ.กระบ่ ี • บรษิ ทั เปา-รงค์ ออยล์ปาลม์ จ�ำกัด จ.นครศรีธรรมราช • ห้างหุ้นส่วนจำ� กดั โกลด์เดน้ เทเนอรา่ จ.กระบี่ • บรษิ ทั ซพี ีไอ อะโกรเทค จำ� กดั จ.ชุมพร • บรษิ ัท สยามเอลิทปาล์ม จ�ำกดั จ.กระบี่ • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้�ำมันท่ีขอน�ำเข้าถูกต้องได้แก่ บริษัท ASD ประเทศคอสตาริกา CIRAD ประเทศเบนิน DAMI ประเทศปาปัวนวิ กนิ ีและประเทศมาเลเซยี คำ� แนะนำ� การเลอื กซ้อื พันธป์ุ าลม์ น้�ำมนั 1. พิจารณาจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ หรือผู้ผลิตท่ีสามารถให้ค�ำรับรองพันธุ์ และหลักฐานใบเสรจ็ รับเงนิ จากการซือ้ พันธุไ์ ด้ 2. สอบถามข้อมูล ตรวจสอบแหล่งท่ีมาของพันธุ์ก่อนตัดสินใจเลือกซ้ือ พันธ์ปุ าล์มน้�ำมนั จากผู้ผลติ 3. เลือกซือ้ ปาลม์ น้�ำมันลกู ผสมเทเนอราจากแปลงเพาะช�ำทข่ี ึ้นทะเบียนกับ กรมวิชาการเกษตร ตรวจรายช่ือแปลงเพาะช�ำจาก www.doa.go.th หรือสอบถามจากหน่วยงานสังกดั กรมวิชาการเกษตร 4. พันธ์ปุ าลม์ นำ�้ มนั จากแหล่งผลติ ทมี่ มี าตรฐาน ใหผ้ ลผลิตดีกวา่ พนั ธุ์ที่ไม่ทราบที่มา 5. เลอื กพนื้ ทีป่ ลูกในเขตทีเ่ หมาะสม โดยศกึ ษาข้อจ�ำกดั ของปาลม์ น�้ำมันก่อนจะชว่ ยลดต้นทนุ การผลิตได้ 10 นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มนั

ค�ำแนะนำ� การคัดเลอื กตน้ กล้าปาล์มน�ำ้ มนั - เลอื กตน้ กลา้ ท่มี อี ายุ 8-12 เดอื นขึน้ ไป - ต้นกลา้ ตอ้ งมลี ักษณะสมบรู ณ์ แขง็ แรง - ทรงตน้ แผ่กวา้ งไม่สูงชะลดู - โคนตน้ มคี วามอวบ สมบูรณ์แข็งแรง - ขอหนังสือสญั ญาซอื้ ขาย และใบเสร็จรบั เงนิ เป็นหลกั ฐาน ภาพที่ 7 ลักษณะตน้ กลา้ ทสี่ มบรู ณ์ ลักษณะต้นกล้าที่ผิดปกตแิ ปลงอนุบาลแรก (อายุ 3-5 เดอื น) ยอดและใบบิดเบี้ยว ใบมว้ นรอบเสน้ กลางใบ ใบเรยี วแคบ (Twisted shoot and twisted leaf) (Rolled leaf หรอื spike leaf) (Narrow leaf หรอื grass leaf) ลักษณะใบขดมว้ นและยอดโค้งงอเกดิ จากการ ลักษณะแผน่ ใบม้วนด้านตัง้ รอบ อาการใบเรยี วแคบ สังเกตพบได้ง่าย ปลูกเมลด็ งอกสลับด้านกันระหว่างรากกับยอด เส้นกลางใบ คล้ายกับเข็ม หรือตะปู ลักษณะใบคล้ายกบั พชื ตระกูลหญ้า ใบม้วนย่น (Crinkled leaf) ตน้ แคระแกร็น (Stunted seedling) ใบกง่ึ กลางคอด (Collante) อาการใบมว้ นยน่ เกิดจากหลายสาเหตุ ลกั ษณะตน้ เล็กแคระแกรน็ เจริญเตบิ โตช้า ลกั ษณะใบไม่คล่ีตรงก่ึงกลางใบ เชน่ ขาดน�ำ้ ขาดโบรอน และปัจจยั ส่วนใหญ่เกิดกับใบสองแฉก ทางสรรี วิทยาซึง่ ไม่เกี่ยวข้องกับพนั ธุกรรม เกดิ จากการปลูกเมลด็ งอกลึกเกินไป ซง่ึ เกิดจากตน้ กล้าขาดนำ้� นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มัน 11

ลักษณะต้นกลา้ ผดิ ปกติแปลงอนบุ าลหลัก (อายุตั้งแต่ 8 เดอื น ขน้ึ ไป) ใบย่อยไมค่ ลี่ (Juvenile seedling) ตน้ สงู ชะลดู หรอื เป็นหมัน ใบเกิดใหม่ส้นั (Flat top seedling) ใบขนนกไม่คลี่เปน็ ใบย่อยหรอื คลีบ่ างส่วน (Upright or sterile) ทางใบท�ำมมุ แคบ ลกั ษณะต้นด้านความสงู มองดา้ นบน สว่ นมากอาการคล้ายปาลม์ เปน็ หมนั ตั้งตรงและแข็ง ทางใบล่างท�ำมุมกวา้ งกบั ต้น ค่อนข้างเปน็ เสน้ ตรง เกิดจากใบเกดิ ใหม่ ซึ่งต้นกล้าชนิดนีจ้ ะใหผ้ ลผลติ ต�่ำมาก และตน้ สูงชะลดู ตน้ กลา้ ชนดิ นี้ใหผ้ ลผลติ ต�่ำมาก ส้ันกวา่ ใบเกา่ ดงั นนั้ สว่ นยอด จะไม่ยืดยาวท�ำให้มองเห็นด้านบนเทา่ กัน ตน้ เลก็ แคระแกรน็ (Runts) ทางใบตกและต้นออ่ นแอ (Limp form) ใบย่อยแนน่ ทึบ (Short internode) ลักษณะตน้ เจริญเตบิ โตและพัฒนาชา้ กว่าปกติ ทางใบอ่อนแอ ลู่ลงหรอื ทางใบตก ปรากฏในใบขนนก โดยใบยอ่ ยชิดแน่น ทำ� ใหต้ ้นมขี นาดเล็ก แคระแกรน็ ซ่งึ สังเกตเห็นลกั ษณะเปน็ แบบ Flat top และแผ่นใบย่อยกวา้ งกว่าปกติ ตน้ กลา้ ชนิดนจ้ี ะใหผ้ ลผลิตตำ�่ มาก ระยะเวลาการแสดงอาการคอ่ นขา้ งส้ัน ใบยอ่ ยหา่ งกัน (Wide internode) ใบยอ่ ยแคบ (Narrow pinnae) ใบขาวซดี (Chimera) แสดงอาการ ระยะระหวา่ งใบย่อยหา่ งมากกว่าปกติ ทำ� ใหท้ รงตน้ ใบยอ่ ยเรียวแคบ มสี เี ขยี วซีดกว่าปกติ ใบขาวซีดเปน็ อาการของการไมม่ ี โปร่งกวา่ ปกติ และมลี กั ษณะคลา้ ยตน้ ปาลม์ ทีว่ างถุง และทางใบคอ่ นขา้ งท�ำมุมแคบกับต้น คลอโรฟลิ ลอ์ าการน้เี กิดจากพันธุกรรม ชิดมากเกินไป ท�ำให้ตน้ ปาล์มชะลูด (Etiolation) ส่วนใหญแ่ สดงอาการกอ่ น ดังน้นั การคดั ทิ้งต้องระวงั เป็นพเิ ศษ ต้นกล้าอายุ 4 เดอื น 12 นวตั กรรมปาล์มนำ้� มนั

การให้นำ้� ปาล์มน้�ำมนั ความสำ� คญั น�้ำเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญมากในการปลูกพืช ปริมาณน้�ำที่พืชได้รับต้องเหมาะสมพืชจึงจะเจริญเติบโตได้ดีและเป็นการใช้น�้ำอย่าง มีประสิทธิภาพ หากพืชได้รับน้�ำมากเกินไป บริเวณรากพืชจะขาดอากาศท�ำให้พืชไม่สามารถน�ำน�้ำและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ของต้นพืชได้ ท�ำให้ผลผลิตต�่ำและส้ินเปลืองน�้ำโดยเปล่าประโยชน์ หรือหากพืชได้รับน�้ำน้อยเกินไปจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ การสงั เคราะห์แสงและตอ่ เนื่องถงึ การเจริญเตบิ โตและผลผลติ ปัจจุบันปริมาณน้�ำใช้ในภาคการเกษตรมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นการให้น�้ำแก่พืชควรให้พอดีกับความต้องการของพืชเพื่อ เป็นการประหยัดน้�ำ ในกรณีของปาล์มน้�ำมันเกษตรกรควรให้น้�ำอย่างสม�่ำเสมอในช่วงแล้งหรือช่วงฝนทิ้งช่วง เน่ืองจากปาล์มน้�ำมัน ให้ผลผลิตต่อเน่ืองตลอดปีหากมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม แต่ถ้าหากขาดน้�ำเป็นระยะเวลานานหรือแล้งนานกว่า 3 เดือน จะท�ำให้เกิด สภาวะขาดน�้ำในปาล์มน้�ำมัน และส่งผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยา การเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง ซึ่งจะลดลงมากหรือน้อย ข้ึนกับระยะเวลาและความรุนแรงในการขาดน�้ำ ด้วยเหตุนี้จึงควรเลือกวิธีการให้น้�ำที่มีประสิทธิภาพและปริมาณน้�ำที่เหมาะสมแก่ ปาลม์ น�้ำมัน เพอื่ ให้มปี ระสิทธิภาพการใชน้ �้ำสูงสดุ และคมุ้ ค่าตอ่ การลงทุน การให้น้�ำปาล์มน้�ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ คือใช้น�้ำในปริมาณที่เหมาะสมและให้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจ ภาพรวมของปจั จยั ตา่ งๆ ทีม่ ผี ลต่อปาลม์ นำ้� มัน ดังนี้ 1. ความส�ำคัญของน้�ำ ช่วยละลายสารอาหารที่จ�ำเป็นต่อพืช ช่วยล�ำเลียงสารอาหารเข้าทางเซลล์ที่อยู่ปลายรากไปสู่เซลล์ สว่ นต่างๆ ของล�ำต้นก่งิ กา้ นและใบ ซ่ึงช่วยสร้างอาหารของพชื ทใี่ บจากกระบวนการสังเคราะหแ์ สง น�ำ้ ส่วนมากถูกคายออกทางปากใบ บริเวณปากใบ ซึ่งช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นหากปาล์มน�้ำมันขาดน�้ำหรือได้รับน้�ำไม่เพียงพอ จะมีการส่งสัญญาณไป ยังปากใบให้ปิดปากใบเนื่องจากไม่มีน�้ำเพียงพอที่จะคายน้�ำ ส่งผลให้ปาล์มน�้ำมันไม่สามารถระบายความร้อนท่ีได้รับจากแสงได้ จึงสงั เกตเหน็ วา่ ในช่วงแล้งและอากาศรอ้ นจดั เปน็ ระยะเวลานาน ใบปาล์มน้�ำมันจะแหง้ ตาย เนือ่ งจากไม่สามารถระบายความร้อนทไ่ี ด้ รับออกไปได้ และความรุนแรงของอาการดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นกับความยาวนานของช่วงแล้ง ซ่ึงต่างจากปาล์มน้�ำมันท่ีได้รับน�้ำ ในช่วงดังกลา่ ว สภาพของใบจะเป็นปกติ 2. ความสำ� คญั ของดิน เป็นแหลง่ ทีอ่ ยขู่ องรากพชื สารอาหารและน�้ำทชี่ ่วยละลายสารอาหารใหแ้ กร่ ากพชื ดูดขนึ้ ไปใช้สำ� หรบั ส่วนต่างๆ และช่องว่างในดินเป็นท่ีเก็บอากาศให้พืชใช้หายใจและสร้างพลังงาน ดินที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชควรมีสัดส่วน เนือ้ ดิน 45 ส่วน อินทรยี วัตถุ 5 สว่ น ช่องวา่ งทีม่ นี �้ำ 25 สว่ น และช่องวา่ งส�ำหรับอากาศ 25 สว่ น ถ้าดินเนือ้ หยาบเกนิ ไป ควรปรับปรงุ ดนิ ดว้ ยปุ๋ยคอกหรอื ป๋ยุ ชีวภาพ ซึ่งดนิ ประเภทน้คี วรใหน้ �้ำครงั้ ละน้อยๆ แตบ่ ่อยคร้งั 3. ปจั จยั ในการใชน้ ้ำ� ได้แก่ ชนิดพชื ขนาดทรงพุ่ม สภาพภมู อิ ากาศ เชน่ ความร้อน ความช้นื สัมพัทธ์ ถา้ อยากทราบว่าพชื ใช้นำ�้ มากน้อยเท่าไร นิยมใช้คา่ ระเหยของสถานอี ุตนุ ยิ มวทิ ยาในเขตน้นั ๆ โดยท่ัวไปค่าเฉลยี่ การใชน้ ำ�้ ของพืชมีคา่ 70-75 เปอร์เซน็ ตข์ อง ค่าระเหย (เฉลีย่ 3-5 มิลลเิ มตรตอ่ วนั ) ขึ้นกบั พน้ื ที่และฤดกู าล ดงั น้ันวธิ ีการให้นำ้� ตอ้ งคำ� นงึ ประสทิ ธิภาพโดยให้นำ้� ในเขตรากพืชเทา่ นนั้ และจะประหยัดน�้ำได้มากข้ึนโดยใช้วัสดุท่ีเหมาะสมมาคลุมดินเพื่อลดการระเหย เช่น ทางใบหรือทะลายเปล่า ซ่ึงช่วยลดการระเหยน�้ำ จากดนิ ได้ 4. ขอ้ มูลเบอื้ งตน้ ไดแ้ ก่ ปริมาณน�ำ้ ทใ่ี ช้ตลอดช่วงอายพุ ืช ตอ้ งจดั เตรียมใหเ้ พยี งพอโดยวางแผนการใช้น�ำ้ อย่างประหยดั และ คมุ้ คา่ ท่สี ดุ เช่น ปาลม์ นำ้� มนั อายุ 1-4 ปี มีการใชน้ ำ้� ในปรมิ าณน้อย แต่เมอ่ื ปาล์มน้�ำมนั อายุเพมิ่ ขน้ึ ปริมาณการใช้น�้ำจะเพ่ิมขนึ้ และจะเร่มิ คงตัวในช่วงปาล์มน�้ำมันอายุ 5-6 ปีขึ้นไป ดังนั้นแหล่งน�้ำท่ีเกษตรกรจัดหาไว้จะต้องมีปริมาณน้�ำเพียงพอส�ำหรับปาล์มน�้ำมันท่ีอายุ มากขึ้นในชว่ งแลง้ นวัตกรรมปาล์มน้�ำมนั 13

วธิ ีการใหน้ ้ำ� แก่พืช การให้น้�ำพืชท�ำได้หลายวิธี การเลือกใช้วิธีใดน้ันต้องพิจารณาจากลักษณะภูมิประเทศ คุณสมบัติดิน ลักษณะพื้นท่ี วิธีการ เพาะปลูก เงินลงทุน ตลอดถึงปริมาณน�้ำในพ้ืนท่ีน้ัน ฉะน้ันถ้าต้องการประหยัดน�้ำ ต้องมีการก�ำหนดออกแบบการให้น้�ำอย่างถูกต้อง เหมาะสม วิธีการใหน้ ้�ำแกพ่ ืชแบง่ เป็น 4 แบบ คอื 1. การให้น้�ำใต้ผิวดิน เป็นการให้น�้ำแบบท้องร่องลึก ควบคุมระดับน้�ำใต้ดินได้ โดยการสูบหรือปล่อยน�้ำเข้าออก เหมาะส�ำหรับการปลูกพืชในพ้ืนท่ีลุ่ม และมีน�้ำมากหรือกักเก็บน�้ำฝนในท้องร่อง ตัวอย่างเช่น การปลูกปาล์มน�้ำมันในเขตทุ่งรังสิต ซ่งึ มีการยกรอ่ งเดิมไว้กอ่ นตงั้ แต่เป็นแหล่งปลูกส้ม ปาล์มนำ�้ มันในแหลง่ น้จี งึ ให้ผลผลติ สงู เน่อื งจากมีน้ำ� ใชต้ ลอดปี ภาพท่ี 8 การให้น�ำ้ ใตผ้ วิ ดนิ 2. การใหน้ ำ้� ทางผวิ ดนิ เป็นการใหน้ �้ำไหลหรือขงั บนผวิ ดนิ 3 วิธี คอื แบบอา่ งนำ�้ ขงั แบบร่องปลกู พชื ไร่ และแบบไหลเป็น ผืนยาว แต่ละวิธีต้องก�ำหนดขนาดแปลง ความลาดเทของพื้นที่ และอัตราการจ่ายน้�ำที่เหมาะสม ต้องปรับระดับพ้ืนท่ีอย่างดี ซึ่งประหยัดน�้ำลงได้ การใหน้ ำ้� แบบน้ีพบในสวนปาลม์ น�้ำมันค่อนขา้ งนอ้ ยมาก 3. การให้น้�ำแบบสปริงเกอร์ เน้นการให้น้�ำด้วยระบบท่อผ่านหัวฉีดความดันสูง กระจายน�้ำขึ้นในอากาศ ปัจจุบันมีการใช้ โครงสร้างท่ีควบคุมให้เคลื่อนท่ีอัตโนมัติ ใช้ความดันต่�ำ จ่ายน�้ำใกล้พื้นดิน ลดการสูญเสียน�้ำ ช่วยประหยัดน�้ำได้มาก การให้น�้ำแบบน้ี ส่วนใหญใ่ ช้ในแปลงเพาะกล้าปาลม์ นำ้� มนั ภาพที่ 9 การให้น้�ำแบบสปริงเกอร์ 4. การให้น�้ำแบบน�้ำหยดและมินิสปริงเกอร์ เป็นการให้น�้ำท่ีจุดใดจุดหน่ึงหรือหลายจุดบนผิวดินในเขตรากพืชด้วยหัวปล่อย นำ้� ท่ีตดิ ต้งั ตามแนวยาวของทอ่ แขนง ควบคมุ ปรมิ าณนำ้� ไดส้ ม่�ำเสมอตามตอ้ งการ การใหน้ ำ�้ แบบน้จี ึงลดการสูญเสยี น้�ำระหว่างทางสง่ น้ำ� ลดการไหลซึมเลยเขตราก ลดการระเหยและการไหลนองบนผิวดิน ช่วยประหยัดน้�ำได้ดีกว่าวิธีอ่ืนๆ และเพิ่มผลผลิตพืชได้ ค่าใช้จ่าย ในการติดต้ังระบบนำ้� 5,000-10,000 บาทตอ่ ไร่ ข้นึ อย่กู บั คุณภาพของวัสดุทีใ่ ช้ ส�ำหรับสวนปาล์มน้�ำมนั แนะนำ� ใหใ้ ช้วัสดุท่มี ีคุณภาพสงู เนื่องจากใช้ได้เป็นระยะเวลานานกว่าวัสดุคุณภาพต�่ำ และควรมีการป้องกันระบบให้น�้ำดังกล่าว ไม่ให้เสียหายจากทะลายปาล์มน้�ำมัน ทีห่ ล่นลงมา หรอื เครอ่ื งตดั หญ้าในช่วงท่มี กี ารกำ� จดั วชั พชื บริเวณโคนตน้ ปาลม์ น้�ำมัน ภาพท่ี 10 การให้นำ�้ แบบน้ำ� หยดและแบบมนิ สิ ปริงเกอร์ 14 นวัตกรรมปาลม์ น้�ำมัน

ขอ้ ดขี องการใหน้ �้ำแบบน้�ำหยดและมินสิ ปรงิ เกอร์ • เพม่ิ ผลผลติ การให้น้ำ� แบบนรี้ กั ษาระดับความชื้นในดินอยู่ในเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม พชื เตบิ โตและได้ผลผลติ ดี ซ่ึงผลผลิตจะสงู กว่าการใหน้ ้�ำแบบอื่นๆ 10-20 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยเฉพาะในดินทรายหรอื ดินท่มี ีความเค็ม • ประหยัดน้�ำได้มาก เนื่องจากเป็นการให้น้�ำแก่รากพืชโดยตรง จึงถูกจ�ำกัดให้ซึมลงเฉพาะบริเวณรากพืช สามารถใช้น�้ำได้ อย่างมีประสิทธิภาพ • ใชแ้ รงงานน้อย ระบบนีต้ ิดตัง้ คอ่ นข้างถาวร พร้อมใหน้ ำ้� ไดต้ ลอดเวลาจากการใช้วาล์วควบคมุ การเปิดปิด • ควบคุมปริมาณน�้ำได้ดี ควบคุมเวลาการให้น้�ำและปริมาณน�้ำได้ใกล้เคียงกับความต้องการ และท�ำงานตามก�ำหนดเวลาได้ หากติดตงั้ เคร่อื งควบคุมน�้ำอัตโนมัติ • สามารถให้ปุ๋ยพรอ้ มการใหน้ ำ้� ท�ำให้การใช้ปยุ๋ เปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและประหยดั • ควบคุมวัชพืชได้ดี เน่ืองจากเป็นการให้นำ้� เฉพาะบรเิ วณ วชั พืชจงึ เจริญเตบิ โตไดย้ าก • พชื เจรญิ เตบิ โตสม�่ำเสมอ เพราะไดร้ ับน�ำ้ สมำ่� เสมอและทว่ั ถึง • ใช้ไดด้ กี บั ดนิ คณุ ภาพต่�ำ เนื่องจากให้น้ำ� และธาตุอาหารแกร่ ากโดยตรง ครง้ั ละน้อยๆ อยา่ งสม�ำ่ เสมอ ดังนั้นแม้ในดนิ ทราย กส็ ามารถปลูกพชื ไดโ้ ดยการใหน้ ้�ำแบบน้ี ปญั หาของการให้น�้ำแบบน�้ำหยดและมนิ สิ ปริงเกอร์ การอุดตันที่หัวปล่อยน้�ำ เป็นปัญหาส�ำคัญท่ีท�ำให้ระบบให้น�้ำแบบน้ีล้มเหลว ถึงแม้การกรองน้�ำจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลด ปัญหาการอุดตัน แต่บางกรณีต้องใช้ร่วมกับการใช้น�้ำยาเคมี เนื่องจากการอุดตันเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ตะกอน ทราย โคลนตม รวมถึงการตกตะกอนของสารเคมีท่ลี ะลายอย่ใู นแหลง่ น้ำ� เชน่ แคลเซยี มและสนิมเหลก็ หรอื การเติบโตของส่ิงมชี วี ิตในทอ่ เชน่ ตะไคร่ แบคทีเรยี การใหน้ �ำ้ ทั้ง 4 แบบ มขี อ้ ดขี อ้ เสียและขอ้ จ�ำกดั แตกตา่ งกนั เชน่ การใหน้ �้ำทางผวิ ดนิ ถา้ จะให้ประหยดั น้ำ� ต้องพถิ พี ิถนั ในการ ปรับระดับพื้นที่อย่างมาก ต้องใช้น�้ำและแรงงานมาก ซ่ึงในสวนปาล์มน้�ำมันที่มีการให้น้�ำทางผิวดินมีน้อยและต้องเป็นพ้ืนท่ีที่มีปริมาณ น้�ำมากพอ แตก่ ารปลูกปาล์มน�ำ้ มันในทีล่ ุม่ ตำ�่ เช่น นาข้าวรา้ ง นาทามฯ ต้องยกรอ่ งปลูก เพื่อลดผลกระทบจากนำ�้ ท่วมขงั ในช่วงภาวะ น้�ำท่วมหรือน้�ำหลากเป็นระยะเวลานาน และหากเป็นไปได้ควรรักษาระดับน�้ำในท้องร่องอย่างเหมาะสมในช่วงแล้ง เพ่ือให้ปาล์มน้�ำมัน ไดร้ บั น้ำ� อย่างต่อเน่อื ง ซง่ึ จะชว่ ยเพิ่มการเจรญิ เติบโตและผลผลิตไดเ้ ป็นอย่างดี สว่ นการใหน้ �ำ้ แบบสปรงิ เกอร์ใชน้ ำ้� และแรงงานน้อยกวา่ แต่ลงทุนครั้งแรกสูง ส�ำหรับการให้น�้ำแบบน้�ำหยดและมินิสปริงเกอร์ประหยัดน�้ำมากท่ีสุด แต่ค่าลงทุนคร้ังแรกสูงและค่าบ�ำรุงรักษา ระบบสูงตามไปด้วย สวนปาล์มน�้ำมันส่วนใหญ่เลือกใช้การให้น้�ำแบบน�้ำหยดและมินิสปริงเกอร์มากท่ีสุด การจะเลือกระบบใดนั้น เกษตรกรควรพิจารณาถึงเงนิ ทนุ ความสะดวก การบำ� รงุ รักษา แรงงาน รวมถึงความช�ำนาญท่ตี ้องใช้ในการดำ� เนินงาน เพือ่ ใหก้ ารใชน้ �ำ้ มี ประสิทธิภาพดีที่สุด เน่ืองจากข้อจ�ำกัดของระบบน�้ำหยด คือ น้�ำต้องสะอาดมากเพ่ือไม่ให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นระบบกรองน้�ำที่มี ประสทิ ธิภาพจำ� เปน็ มากแตข่ อ้ ดี คอื ประหยดั นำ้� มากทสี่ ุด การให้น�้ำแบบมนิ ิสปรงิ เกอร์มีข้อดี คือ กระจายในบรเิ วณรากพชื อย่างท่วั ถึง เพ่ิมความช้ืนสัมพัทธ์ในบริเวณทรงพุ่มได้ดี ท�ำให้ลดความเครียดจากความร้อนได้ดีมาก ส่งผลให้ปาล์มน้�ำมันสังเคราะห์แสงได้เพ่ิมขึ้น และนานขึ้น เคล่ือนย้ายไดส้ ะดวกและหากมกี ารอดุ ตันของหวั ปล่อยน�้ำสังเกตได้งา่ ยกวา่ ระยะเวลาและการคำ� นวณปริมาณการใหน้ �้ำ การใหน้ �้ำปาลม์ น�้ำมนั สว่ นใหญใ่ ห้ในช่วงแลง้ และอตั ราระเหยน�ำ้ ของดินมคี ่าสงู ตามความยาวนานของแสง ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการให้น�้ำควรเป็นช่วงเช้า เนื่องจากช่วงดังกล่าวปากใบเริ่มเปิดเพื่อคายน้�ำและเริ่มดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส�ำหรับใช้ในการ สังเคราะห์แสง ช่วงดังกล่าวปาล์มน้�ำมันต้องการใช้น้�ำมากกว่าช่วงกลางวันถึงบ่าย และเป็นการประหยัดน้�ำเนื่องจากความร้อนท่ีท�ำให้ น้�ำระเหยมีค่าน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ส�ำหรับปริมาณน้�ำท่ีจะให้มากหรือน้อยขึ้นกับ ขนาดทรงพุ่มปาล์มน้�ำมัน และค่าระเหยน�้ำจากข้อมูล อตุ ุนิยมวทิ ยาเกษตร วิธีการค�ำนวณปรมิ าณน้�ำใช้สตู รดงั น้ี ปรมิ าณน้ำ� ทใี่ ห้ (ลิตร) = อตั รานำ�้ ท่ีให้ (มลิ ลเิ มตร) x พน้ื ทที่ รงพุ่ม (ตารางเมตร) โดยอัตราน้�ำที่ให้จะเป็นอัตรา 0.8 1.0 หรือ 1.2 เท่าของค่าระเหยน้�ำ ขึ้นกับปริมาณน�้ำท่ีมี ค่าระเหยน�้ำขอจากสถานี อตุ ุนยิ มวิทยา เชน่ ค่าระเหยน้�ำ 4.0 มิลลิเมตร และเราตอ้ งการให้ 1.2 เท่าของค่าระเหยนำ�้ แสดงวา่ อัตราน�ำ้ = 1.2x4.0 = 4.8 มลิ ลิเมตร ตอ่ วนั พ้นื ทที่ รงพมุ่ ใชส้ ตู รพน้ื ทว่ี งกลมคอื πr2 ซงึ่ เท่ากบั (22/7) x (รัศมีทรงพ่มุ )2 เชน่ รัศมปี าล์มนำ�้ มันอายุ 5 ปี มคี ่า 3.5 เมตร ดังน้ัน พนื้ ท่ีทรงพมุ่ มคี ่า = (22/7) x (3.5)2 = 38.5 ตารางเมตร ดงั นั้น ปรมิ าณนำ้� ทีใ่ ห้ = 4.8x38.5 = 184.8 ลติ รตอ่ ต้นตอ่ วนั นวตั กรรมปาล์มนำ�้ มนั 15

สำ� หรับระยะเวลาให้นำ้� จะชา้ หรือเรว็ ข้ึนอยกู่ ับ จ�ำนวนหวั สปรงิ เกอรแ์ ละอตั ราการจ่ายน้�ำ เชน่ เกษตรกรติดตั้งสปริงเกอร์ 2 หัว ตอ่ ตน้ อัตราจา่ ยน้ำ� ตอ่ หัว 4 ลติ รต่อนาที แสดงว่า เกษตรกรตอ้ งใหน้ �้ำ = 184.8/(2x4) = 23 นาทตี อ่ ตน้ ตอ่ วัน และหากดินมีลักษณะ กายภาพต่างกัน ความถ่ีในการให้น้�ำต้องน�ำลักษณะดินซึ่งมีความสามารถในการอุ้มน้�ำที่ต่างกันมาพิจารณาด้วย (ตารางท่ี 1) เช่น ดนิ ทรายอุ้มนำ้� ได้นอ้ ยกว่าดินชนิดอ่ืนๆ ดังนั้นจงึ ควรใหน้ ำ้� ครง้ั ละน้อยๆ แตห่ ลายครัง้ เพื่อใหร้ ากพชื ดงึ น�้ำไปใชไ้ ด้ทนั และลดการสญู เสีย น�้ำจากการไหลซึมลึกเลยเขตรากพืช และเพ่ือให้สะดวกในการให้น�้ำปาล์มน้�ำมัน จึงได้ค�ำนวณปริมาณน้�ำที่ให้ตามขนาดทรงพุ่ม และอตั ราน�้ำทีต่ า่ งกันตามคา่ ระเหย (ตารางที่ 2) ตารางท่ี 1 ความสามารถในการอุ้มน้�ำที่ความจุความชื้นสนาม จุดเหี่ยวเฉาถาวร และจุดจุน�้ำท่ีเป็นประโยชน์ (เปอร์เซ็นต์โดยน้�ำหนัก) ลกั ษณะดนิ ความสามารถในการอุ้มน้�ำ ความสามารถในการอุ้มน้�ำ ความจนุ ้ำ� ท่ีเปน็ ประโยชน์ ดนิ ทราย ท่ีความจุความช้ืนสนาม ที่จดุ เหี่ยวเฉาถาวร ต่อพืช ดนิ ทรายปนรว่ น 1±0 3 ดนิ ร่วนปนทราย 4±1 2±1 4 ดินร่วน 6±2 7±4 6 ดนิ รว่ นปนทรายแป้ง 13 ± 6 12 ± 5 11 ดนิ รว่ นเหนียวปนทราย 23 ± 6 9±2 14 ดนิ เหนียวปนทราย 23 ± 3 14 ± 5 10 ดนิ เหนยี วปนทรายแป้ง 24 ± 10 14 ± 2 7 ดินเหนียว 21 ± 3 21 ± 4 11 ดนิ รว่ นเหนยี ว 32 ± 6 24 ± 5 11 ดนิ ร่วนเหนยี วปนทรายแปง้ 35 ± 7 17 ± 4 10 27 ± 4 18 ± 4 12 30 ± 5 ตารางท่ี 2 อตั รานำ้� และปริมาณน�้ำท่ีใหก้ บั ต้นปาลม์ น�้ำมนั ตามขนาดอายปุ าลม์ น�ำ้ มัน รศั มที รงพมุ่ และพ้ืนทที่ รงพุม่ อายุปาลม์ น�้ำมัน รัศมีทรงพมุ่ พืน้ ทีท่ รงพุ่ม อัตราน้ำ� ที่ให้ ปรมิ าณน�ำ้ ทีใ่ ห้ (ป)ี (เมตร) (ตารางเมตร) (มิลลเิ มตร/ต้น/วนั ) (ลติ ร/ตน้ /วัน) 1 1.0 3.14 3.5 11.0 3 2.5 4.0 12.6 19.6 4.5 14.1 5 3.5 5.0 15.7 38.5 3.5 68.6 7 ปี ขนึ้ ไป 4.5 4.0 78.4 63.6 4.5 88.2 5.0 98.0 3.5 135 4.0 154 4.5 173 5.0 193 3.5 223 4.0 254 4.5 286 5.0 318 16 นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มัน

งานวจิ ัยการใหน้ ำ้� และธาตอุ าหารในสวนปาล์มน้ำ� มนั การผลิตปาล์มน�้ำมันให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ต้องเร่ิมจากการใช้พันธุ์ดี เลือกพื้นที่ปลูกในแหล่งท่ีเหมาะสม และตอ้ งใชเ้ ทคโนโลยีการผลิตท่เี หมาะสมท้ังดา้ นการจัดการธาตอุ าหาร การจดั การนำ�้ และการดูแลท่วั ไป เชน่ การอารักขาพชื การกำ� จดั วัชพืช และจากสภาพภูมิอากาศที่เปล่ียนแปลงไปท�ำให้ปริมาณน้�ำฝนและการกระจายตัวเปล่ียนไปจากเดิม และส่งผลกระทบต่อการ ผลิตพชื เปน็ อย่างมากโดยเฉพาะปาล์มน�ำ้ มนั ซึ่งเป็นพชื ท่ใี หผ้ ลผลิตตลอดทั้งปี จากงานวิจัย การศึกษาศักยภาพของปาล์มน�้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 ต่อการให้น�้ำระดับต่างกัน โดยวิชณีย์ และคณะ (2554) ด�ำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2544-2553 ณ ศนู ยว์ จิ ยั ปาลม์ น้ำ� มันสุราษฎร์ธานี อำ� เภอกาญจนดิษฐ์ จงั หวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ผลผลิตเฉล่ยี (ปีที่ 4-10) ของปาลม์ น้ำ� มนั ทีอ่ าศยั นำ�้ ฝน (ไมใ่ ห้นำ�้ ) และให้นำ�้ 0.8 1.0 และ 1.2 เท่าของค่าระเหยนำ้� ในชว่ งแลง้ มีคา่ 2.48 3.30 3.50 และ 4.31 ตันต่อไร่ต่อปี ผลผลิตปาลม์ น�้ำมันท่ีให้นำ�้ สงู กว่าอาศัยนำ้� ฝน 35 39 และ 72 เปอร์เซน็ ต์ ตามลำ� ดับ (ตารางท่ี 3 และภาพที่ 11) แต่เน่ืองจากเปน็ การศกึ ษาเฉพาะอิทธิพลของปัจจยั น้�ำ จงึ สง่ ผลต่อวกิ ฤตธาตุอาหารในใบของกรรมวิธที ่ใี หน้ �้ำ เนื่องจากการเจรญิ เติบโตและผลผลิตมคี า่ สูงมาก ซึ่งจำ� เป็นต้องได้รับปริมาณธาตุอาหารท่เี หมาะสม ดงั นัน้ จงึ ได้ศึกษาอิทธพิ ลของการให้ น้�ำร่วมกับปุ๋ยเคมีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของปาล์มน้�ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 ณ ศูนย์วิจัยปาล์มน้�ำมันสุราษฎร์ธานี พบว่า การให้น�้ำมีผลให้จ�ำนวนทางใบเพ่ิม ความยาวทางใบ พื้นที่ใบ ดัชนีพื้นที่ใบ อัตราการสะสมน�้ำหนักแห้ง ดัชนีผลผลิต จ�ำนวนช่อดอก ทั้งหมด ช่อดอกตัวเมีย อัตราส่วนเพศและผลผลิตแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญยิ่ง ส�ำหรับอัตราปุ๋ยมีผลต่อพ้ืนที่หน้าตัดแกนทาง มคี วามแตกต่างทางสถิตอิ ย่างมนี ัยส�ำคัญ และการใหน้ ำ้� 1.2 เท่าของค่าระเหยน้ำ� รว่ มกับปุ๋ยเคมี 125 เปอร์เซ็นต์ ของอตั ราแนะนำ� ให้ ผลผลติ สงู สุด 4.45 ตนั ตอ่ ไรต่ ่อปี (ตารางท่ี 4 และภาพที่ 12) และจากการศึกษาการให้น�้ำปาลม์ นำ�้ มัน โดย สรุ กติ ติ และคณะ (2543) ณ ศูนยว์ ิจัยปาลม์ นำ�้ มันสรุ าษฎร์ธานี พบวา่ ผลผลติ ทะลายของปาลม์ น้ำ� มันทีใ่ หน้ ำ้� เฉล่ีย 9 ปี มคี า่ 3.45 ตันต่อไร่ตอ่ ปี ซ่งึ สูงกว่าไมใ่ ห้น�ำ้ 24 เปอรเ์ ซ็นต์ (2.79 ตันต่อไร่ตอ่ ปี) ซง่ึ เป็นการยนื ยนั ได้ว่า การใหน้ �ำ้ ปาล์มน้�ำมนั ในเขต อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี สามารถเพ่มิ ผลผลิตปาลม์ น�ำ้ มันไดแ้ น่นอน แต่จะเพิม่ ไดม้ ากหรอื น้อยข้นึ กบั ปรมิ าณน�้ำทีใ่ ห้ สภาพพื้นที่ และสภาพแวดล้อมในช่วงนั้น ตารางที่ 3 ผลของการให้น�ำ้ ตอ่ ผลผลิต (ตนั ต่อไร่ตอ่ ป)ี ของปาล์มน้ำ� มันลกู ผสมสรุ าษฎรธ์ านี 1 อายุ 4-10 ปี กรรมวธิ ี อายุปาลม์ น�้ำมนั (ปี) เฉลย่ี 4 5 6 7 8 9 10 2.48 (100) 3.30 (135) 1. อาศยั เฉพาะน�้ำฝน 0.40 0.45 2.52 3.31 4.60 3.51 2.35 3.50 (139) 2. ใหน้ ้ำ� 0.8 เท่าของคา่ ระเหย 0.91 1.35 3.65 4.21 5.53 4.08 3.45 4.31 (172) 3. ให้น�้ำ 1.0 เท่าของค่าระเหย 0.83 1.59 3.23 4.59 5.74 4.70 3.17 4. ให้นำ�้ 1.2 เท่าของคา่ ระเหย 1.68 2.41 4.78 5.37 5.78 5.51 3.97 ตัวเลขในวงเลบ็ หมายถึง เปอร์เซน็ ตข์ องกรรมวิธีท่ี 2-4 เปรยี บเทยี บกบั กรรมวธิ ที ่ี 1 ภาพที่ 11 การเจรญิ เตบิ โตและการให้ผลผลติ ของปาลม์ น้�ำมันลกู ผสมสุราษฎรธ์ านี 1 อายุ 5 ปี ทอี่ าศัยน้�ำฝน (123) และใหน้ ำ้� 0.8 1.0 และ 1.2 เทา่ ของคา่ ระเหยน้�ำ ตามล�ำดบั (242 338 และ 434) นวัตกรรมปาลม์ นำ�้ มนั 17

ตารางท่ี 4 ผลผลิตปาลม์ น้�ำมนั ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 เฉลย่ี 3 ปี (อายุ 4-6 ปี) ท่ีให้นำ�้ และปยุ๋ เคมตี า่ งกนั ณ ศนู ยว์ จิ ัยปาล์มน้ำ� มนั สุราษฎรธ์ านี (ก.ค.2557 – ม.ิ ย. 2560) กรรมวิธี อาศยั เฉพาะ ให้นำ�้ 0.8 เท่า ใหน้ ้�ำ 1.2 เท่า คา่ เฉล่ยี น้ำ� ฝน ของค่าระเหยนำ้� ของค่าระเหยนำ้� ปุย๋ 75% ของค�ำแนะนำ� 15.6 18.1 ป๋ยุ ตามค�ำแนะน�ำ 15.2 เฉล่ีย (ทะลายตอ่ ตน้ ตอ่ ปี) 18.2 ปยุ๋ 125% ของค�ำแนะน�ำ 14.0 18.9 19.7 18.4 ค่าเฉล่ยี 14.9b 19.0 20.3 18.2 ปุ๋ย 75% ของค�ำแนะน�ำ 2.37 20.3 20.9 3.31 ปุ๋ยตามค�ำแนะนำ� 2.62 19.4a 20.3a 3.38 ปยุ๋ 125% ของค�ำแนะน�ำ 2.16 ผลผลติ เฉลย่ี (ตันตอ่ ไร่ต่อป)ี 3.48 คา่ เฉล่ีย 2.39c 3.39 3.48 4.06 3.58 3.95 3.83 4.45 3.63b 4.15a ภาพที่ 12 สภาพปาลม์ นำ�้ มนั ลูกผสมสุราษฎรธ์ านี 7 (อายุ 3 ปี) ท่ีให้นำ�้ และปยุ๋ เคมตี า่ งกัน ณ ศนู ยว์ จิ ัยปาลม์ น�้ำมนั สรุ าษฎรธ์ านี ผลการวิจัยของบริษัทยูนิวานิช จ�ำกัด มหาชน ได้ทดลองให้ปุ๋ยพร้อมน�้ำโดยใช้ระบบน้�ำหยด ณ กระบ่ี (2 ระยะ) ระยะแรก ปีพ.ศ. 2533-2542 และระยะที่สองปีพ.ศ. 2543-2549 (ตารางที่ 5) พบว่า ระยะแรก ผลผลิตเฉลี่ยจากการให้น้�ำสูงกว่าไม่ให้น�้ำ 15-31 เปอร์เซ็นต์ ระยะทส่ี อง ผลผลิตเฉลย่ี จากการให้น�ำ้ สูงกว่าไม่ให้นำ�้ 33-55 เปอร์เซ็นต์ และพบวา่ สว่ นต่างผลผลิตจากปริมาณน�ำ้ ที่ให้เพิ่มข้ึน 2 เท่าในระยะแรก (150 และ 300 ลิตร) แตกต่างค่อนข้างน้อย (4-16 เปอร์เซ็นต์) ระยะที่สอง ส่วนต่างผลผลิตเพิ่มสูง 4-22 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราปุ๋ยปกติและอัตราปุ๋ย 2 เท่า แสดงว่า ปาล์มน้�ำมันที่ได้รับน้�ำในปริมาณที่เหมาะสมให้ผลผลิตเฉล่ียสูงกว่า ปาล์มน้�ำมันที่อาศัยเฉพาะน�้ำฝน ถึงแม้จะเป็นกระบ่ีซ่ึงมีปริมาณฝนสูงกว่าสุราษฎร์ธานี และเม่ือให้น�้ำควรมีการปรับอัตราปุ๋ยให้ เหมาะสม เน่ืองจากปาล์มน�้ำมันที่ได้รับน้�ำมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูง ต้องใช้ธาตุอาหารในปริมาณมากเพ่ือเปลี่ยนแปลงเป็น ทางใบ ช่อดอกและทะลายที่เพิ่มขึ้น จงึ ตอ้ งมีการชดเชยปยุ๋ ในปรมิ าณที่เหมาะสมเพ่ือไมใ่ หป้ าล์มน้ำ� มนั ขาดธาตอุ าหาร ตารางท่ี 5 ผลของการใหน้ ำ้� และปุ๋ยตอ่ ผลผลิตปาลม์ นำ�้ มัน (ตันต่อไร่ต่อป)ี ของบรษิ ัทยนู ิวานชิ จ�ำกัด มหาชน จงั หวดั กระบ่ี ปรมิ าณนำ�้ ทใี่ ห้ (ลติ รตอ่ ต้นตอ่ วนั ) อตั ราปกติ อตั ราป๋ยุ 2 เทา่ ของอตั ราปกติ ระยะ 1 (2533-2542) ระยะ 2 (2543-2549) ระยะ 1 ระยะ 2 ระยะ 1 ระยะ 2 0 0 150 225 2.83 (100) 2.81 (100) 3.17 (100) 2.91 (100) 300 450 3.57 (126) 3.89 (138) 3.66 (115) 3.86 (133) 3.68 (130) 4.00 (142) 4.16 (131) 4.50 (155) ตัวเลขในวงเลบ็ หมายถงึ เปอร์เซน็ ตข์ องกรรมวธิ ีท่ีให้น�ำ้ เปรียบเทยี บกับไม่ให้น้�ำ 18 นวัตกรรมปาล์มน�้ำมัน

งานทดลองให้น�้ำในต่างประเทศมีหลายงานด้วยกัน เช่น การศึกษาความต้องการน�้ำของปาล์มน�้ำมันใน Lysimeter พบว่า ปาล์มน�้ำมัน อายุ 19 ปี ที่ได้รับน�้ำเต็มที่ให้ผลผลิตสูงสุดถึง 9.44 ตันต่อไร่ต่อปี (Foong, 199) ซึ่งการให้ผลผลิตดังกล่าว สืบเนื่องจากการเจริญเติบโตด้านล�ำต้นที่ดี เช่น จ�ำนวนทางใบต่อปี พ้ืนท่ีใบและลักษณะทางสรีรวิทยาที่เอ้ือต่อการสังเคราะห์แสง เช่นเดยี วกับ การศกึ ษาการให้น�ำ้ ปาล์มนำ�้ มันในมาเลเซยี พบว่า การเจริญเติบโต อตั ราส่วนเพศ ผลผลติ ทะลายสดและน�ำ้ มันตอ่ ทะลาย ของปาล์มน�้ำมันที่ให้น้�ำสูงกว่าไม่ให้น�้ำ ยกเว้นปาล์มน�้ำมันที่อายุมากกว่า 6 ปี การเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน หรือต�่ำกว่าในบางปี (Hong และ Corley, 1976; Corley, 1976 และ Corley และ Hong, 1982) และจากงานให้น้�ำปาล์มน้�ำมันในประเทศเอกวาดอร์ ลักษณะดนิ volcanic soil ปริมาณนำ้� ฝน 2,000 มลิ ลิเมตรตอ่ ปี ฝนตก 4-5 เดือน เก็บผลผลติ นาน 14 ปี พบวา่ ผลผลติ เฉล่ียของ ปาลม์ น�ำ้ มนั ทีใ่ ห้นำ�้ 4.22 ตันตอ่ ไร่ตอ่ ปี ซงึ่ สูงกว่าไมใ่ ห้น้�ำ 51 เปอรเ์ ซ็นต์ (2.80 ตนั ตอ่ ไรต่ อ่ ป)ี และปาลม์ นำ้� มันที่ใหน้ ้ำ� และปุ๋ยเต็มที่ให้ ผลผลิตสูงกว่าปาล์มน้ำ� มันทไี่ มใ่ ห้นำ้� และไม่ใส่ปุย๋ 7.1 เทา่ ผลกระทบจากการขาดน้�ำของปาลม์ น้�ำมนั ลักษณะอาการขาดน�้ำของปาล์มน้�ำมนั การให้น�้ำมีความจ�ำเป็นอย่างมากต่อปาล์มน้�ำมันในระยะแรกของการปลูก โดยการให้น้�ำในระยะแรกส�ำหรับต้นกล้าปาล์ม น�้ำมันจะช่วยให้ระบบรากของปาล์มน�้ำมันมีการเจริญเติบโตได้ดี และส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตด้านล�ำต้น รวมถึงความเร็วและความ สม�่ำเสมอในการให้ผลผลิตของปาล์มน้�ำมัน และการให้น�้ำในช่วงแล้งตลอดอายุปาล์มน�้ำมัน เกษตรกรจะได้รับผลผลิตที่คุ้มค่าต่อการ ลงทุน ส�ำหรบั ลักษณะอาการเบื้องตน้ ของแปลงปาลม์ นำ�้ มันที่มกี ารขาดน�ำ้ สามารถสงั เกตได้จากวชั พชื บรเิ วณแปลงปลกู ปาลม์ น้ำ� มนั จะ แสดงอาการแหง้ ตาย (ภาพที่ 13 a) โดยปกติหากปาลม์ น้ำ� มนั ไดร้ ับนำ้� เพียงพอหรอื ไมข่ าดน�้ำ จะสงั เกตไดว้ า่ ใบยอดของปาล์มน�้ำมันทไี่ ม่ คลี่มีเพียง 1 ใบ แต่ถ้าหากปาล์มน�้ำมันได้รับน�้ำไม่เพียงพอหรือมีช่วงแล้งยาวนาน จะสังเกตเห็นใบยอดไม่คล่ีมากกว่า 1 ใบ (ภาพที่ 13 b) และจะแสดงอาการใบยอ่ ยมีสเี หลอื งและเรมิ่ แหง้ ตายโดยเรมิ่ จากทางใบล่าง ส�ำหรบั ปาลม์ น�ำ้ มนั อายุมากหากประสบภาวะ แลง้ รนุ แรงจะมีอาการทางใบแหง้ ร่วมกับการหักพบั ลงของทางใบด้านล่าง (ภาพที่ 14) (a) (b) ภาพท่ี 13 การแห้งตายของวัชพืช (a) และใบยอดทีไ่ ม่คลข่ี องปาลม์ นำ�้ มนั อายุ 10 เดอื น (b) ทเ่ี กิดจากการขาดน�้ำ ภาพที่ 14 อาการทางใบล่างเหลอื งและแห้งของปาลม์ นำ้� มันท่ขี าดน�ำ้ นาน 4 เดอื น และอาการทางใบล่างหกั พบั ลง เนือ่ งจากการขาดนำ้� ของปาล์มนำ้� มันอายุ 22 ปี นวัตกรรมปาล์มน�ำ้ มนั 19

ต้นทุนและผลตอบแทนในการให้น้�ำปาล์มน�้ำมัน ต้นทนุ ระบบน�้ำปาล์มน้ำ� มัน ตน้ ทุนระบบน�ำ้ แบบมนิ สิ ปริงเกอร์ (2 หวั /ต้น) ในแปลงปาลม์ น�้ำมันพ้ืนที่ 20 ไร่ เมือ่ ปี พ.ศ. 2544 มคี า่ ใชจ้ ่าย 60,000 บาท และต้นทุนการติดต้ังระบบให้น้�ำปาล์มน�้ำมันในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2554) เฉลี่ยท่ี 5,000-6,000 บาทต่อไร่ เน่ืองจากวัสดุการเกษตรมี ราคาสูงขึ้น แต่ถ้าหากเกษตรกรติดต้ังระบบน�้ำในแปลงขนาดใหญ่ 100 ไร่ ขึ้นไป ต้นทุนระบบน�้ำต่อไร่จะมีราคาลดลง และเนื่องจาก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาน้�ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงข้ึนอย่างมากและส่งผลต่อต้นทุนในการให้น�้ำปาล์มน�้ำมัน ดังน้ันเกษตรกรสามารถลด ต้นทุนการให้น้�ำปาล์มน�้ำมันได้โดยการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานในการสูบน้�ำแทนการใช้น�้ำมันเช้ือเพลิง และได้ค�ำนวณเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายในการใหน้ �้ำปาลม์ น้ำ� มนั ระหว่างการใชน้ ้ำ� มนั ดีเซลและไฟฟ้าในพ้ืนท่ี 20 ไร่ (ตารางที่ 6) พบว่า ตน้ ทุนเฉลย่ี โดยใชน้ �ำ้ มนั ดเี ซล และไฟฟา้ ในการให้น�ำ้ ปาล์มนำ�้ มนั ระหว่างปที ่ี 2-10 มคี ่า 305 และ 178 บาทตอ่ ไร่ตอ่ ปี ซ่ึงค่าใชจ้ า่ ยโดยการใชไ้ ฟฟา้ ต�่ำกวา่ น�้ำมันดีเซล 42 เปอรเ์ ซ็นต์ (ตารางท่ี 6) ตารางที่ 6 ปริมาณการให้นำ�้ (ลิตร/ต้น/วัน) ปที ี่ 2-10 และค่าเช้อื เพลิงสำ� หรบั สูบน้ำ� (บาท/20 ไร่/ปี) ปัจจัย 2 ปีทปี่ ลูก เฉลย่ี น�ำ้ (ลติ รตอ่ ตน้ ตอ่ วนั ) 70 34 56 7 8-10 บาทตอ่ ไร่ต่อปี น้ำ� มันดีเซล (บาทตอ่ 20 ไรต่ อ่ ปี) 900 270 300 ไฟฟ้า 1,135 120 160 200 240 7,500 10,668 - 1,546 2,444 4,368 6,128 4,269 4,951 305 1,946 2,582 3,537 3,705 178 ผลตอบแทนในการใหน้ ้ำ� ปาล์มนำ�้ มนั ค�ำนวณรายรับ-รายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปาล์มน้�ำมันท่ีอาศัยน�้ำฝน (ไม่ให้น�้ำ) และปาล์มน้�ำมันท่ีให้น้�ำ 1.2 เท่าของค่า ระเหยน้ำ� (ใชข้ อ้ มลู จากตารางที่ 3 และราคาผลผลติ เฉล่ียของส�ำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) พบวา่ รายไดป้ ีที่ 4-10 ของสวนปาลม์ 20 ไร่ที่ให้น้�ำสูงกว่าไม่ให้น�้ำรวม 739,517 บาท (ตารางท่ี 7) และเม่ือหักระบบน้�ำ (60,000 บาท) และค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า 9 ปี (32,027 บาท) คงเหลือรายรับท่ีสูงกว่าการไม่ให้น�้ำรวม 647,490 บาท (92,499 บาทต่อ 20 ไร่ต่อปี) ทั้งนี้ไม่คิดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี (ตารางที่ 7) ซึ่งถือว่าการให้น�้ำปาล์มน�้ำมันให้ผลตอบแทนท่ีคุ้มค่าต่อการลงทุนและสามารถใช้ประสิทธิภาพท่ีดิน น้�ำและปุ๋ยเคมี ได้อยา่ งคมุ้ คา่ เม่ือเปรียบเทยี บกบั การปลกู ปาล์มน้�ำมนั โดยอาศัยเฉพาะน�้ำฝน ตารางที่ 7 รายได้และส่วนตา่ งรายไดข้ องสวนปาล์มน�ำ้ มัน ขนาด 20 ไร่ ที่มกี ารจดั การนำ�้ ต่างกนั ปีทปี่ ลูก ไม่ให้น�้ำ ปีที่ปลูก ส่วนตา่ ง 4 29,448 ใหน้ ้�ำ 89,643 5 31,460 119,091 124,977 6 141,536 156,437 96,718 7 310,686 238,254 187.522 8 464,386 498,208 111,899 9 280,098 576,285 159,600 10 227,010 439,698 156,492 รวม 1,484,624 383,502 739,517 2,411,475 20 นวตั กรรมปาล์มน้ำ� มนั

คำ� แนะน�ำการใช้ปุ๋ยสำ� หรับปาล์มน้ำ� มนั ขอ้ มูลทว่ั ไป ปาลม์ นำ้� มันเป็นพชื เศรษฐกจิ ทมี่ คี วามสำ� คัญ โดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย จังหวัดท่มี ีพื้นทีป่ ลกู มาก ได้แก่ สุราษฎรธ์ านี กระบแ่ี ละชมุ พร ในปี 2560 ปาล์มน้ำ� มันมพี น้ื ทปี่ ลกู ท่ีใหผ้ ลผลิตรวมทัง้ ประเทศ 4.52 ล้านไร่ ผลผลติ 10.9 ล้านตัน และผลผลติ เฉลยี่ 2.59 ตนั ต่อไร่ (สำ� นกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2559) ผลผลิตปาลม์ น้�ำมนั ของไทยใชใ้ นการผลิตนำ�้ มนั ปาลม์ ดบิ ทั้งหมด โดยในปี 2557 น�้ำมนั ปาลม์ ดิบใชเ้ พือ่ การบรโิ ภคในประเทศรอ้ ยละ 52 เพ่ือผลติ ไบโอดเี ซลร้อยละ 37 และ เพ่อื ส่งออกรอ้ ยละ 11 (สำ� นกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2558) สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมต่อการผลิตปาล์มน�ำ้ มนั ปาลม์ นำ�้ มนั เปน็ พชื ยนื ต้น ใหผ้ ลผลติ น้�ำมันสูง มีการเจริญเติบโตเรว็ และมีอายกุ ารใหผ้ ลผลิตท่ยี าวนานเมือ่ เทยี บกบั พชื น้�ำมนั ชนดิ อน่ื ทั้งนี้การจะให้ปาล์มน�้ำมันมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามศักยภาพ ควรปลูกในสภาพพื้นท่ีและสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมดังนี้ สภาพภูมอิ ากาศ สภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยท่ีส�ำคัญในการตัดสินใจปลูกปาล์มน้�ำมัน ดังนั้นการมีข้อมูลสภาพภูมิอากาศย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป จะช่วยในการตัดสินใจเพ่ือลดความเส่ียงเน่ืองจากสภาพภูมิอากาศท่ีไม่เหมาะสม ซึ่งสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมมีดังนี้ - ปริมาณน�้ำฝน ควรอยู่ระหว่าง 2,000-2,500 มิลลิเมตรต่อปี และมีการกระจายตัวของฝนในแต่ละเดือนไม่ต่�ำกว่า 100 มลิ ลิเมตร (Hartley, 1988) และใหถ้ ือวา่ ปริมาณฝนทน่ี อ้ ยกวา่ 2.5 มิลลเิ มตรตอ่ วัน (ปรมิ าณน้อยมาก-ตกไมถ่ งึ พ้ืนดนิ ) ใหน้ บั เป็นวนั ที่ ขาดน้�ำ ซึ่งจ�ำนวนวันท่ีขาดน้�ำมีความสัมพันธ์กับการเปล่ียนเพศและการฝ่อของช่อดอกเป็นอย่างมาก (Squire, 1984) - ความชน้ื สมั พทั ธแ์ ละแรงดงึ ระเหยน้ำ� (Relative Humidity and Vapor Pressure Deficit) ความชื้นสมั พทั ธ์ควรสงู กว่า 75 เปอรเ์ ซ็นต์ (Surre and Ziller, 1963) และจากรายงานของ วชิ ณีย์ และคณะ (2559) พบวา่ ในช่วงฤดูฝน ปาลม์ นำ้� มนั ลกู ผสม สุราษฎร์ธานี 7 อายุ 5 ปี ในศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีและศูนย์วิจัยปาล์มน�้ำมันสุราษฎร์ธานีสามารถสังเคราะห์แสงได้ดี (15-22 µ1.m33o-l4C.4O42mkP-2sa-1)ตาใมนลช�ำ่วดงับควโาดมยชค้ืนวสาัมมพชื้นัทสธั์ม3พ8ัท-ธ5์ม7ีคแวาลมะสัม34พ-ัน5ธ9์กับเปแอรงรด์เซึง็นระตเ์ หแยลนะ้�ำแใรนงอดาึงกราะศเหเยมน่ือ�้ำแใรนงอดาึงรกะาเศหใยนนช�้ำ่วใงนอ1า.7ก1าศ-3ม.9ีค1่าสแูงขล้ึนะ ความชืน้ สมั พัทธจ์ ะมีคา่ ลดลง แรงดงึ ระเหยน�ำ้ ทสี่ ูงมากจะมีผลกระทบทางลบกับอัตราการสงั เคราะห์แสงและการเจริญเตบิ โตของปาลม์ น้�ำมัน และผลกระทบดังกล่าวจะเด่นชัดมากเม่ือความชื้นในดินมีค่าต�่ำมาก โดยในสภาพที่แรงดึงระเหยน้�ำสูงกว่า 1.8 kPa ความช้ืนสัมพัทธ์ 58 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ปากใบปาล์มน้�ำมันจะปิดและส่งผลกระทบต่ออัตราการสังเคราะห์แสง (Jacquemard, 1998) ดังน้ันเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศลดลงอัตราการสังเคราะห์แสงของต้นกล้าปาล์มน�้ำมันและต้นปาล์ม นำ�้ มนั ระยะ 1-3 ปจี ะมคี า่ ลดลงเชน่ กนั (Dufrene ,1989; Henson, 1991a; 1995a) - อุณหภูมิเฉลี่ย ที่เหมาะสมส�ำหรับปาล์มน้�ำมันอยู่ในช่วง 24-28 องศาเซลเซียส และไม่ควรต�่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้�ำมัน ได้แก่ อุณหภูมิต�่ำสุดคือ 22-24 องศาเซลเซียส และ อุณหภูมิสูงสุดคือ 29-33 องศาเซลเซียส (Hartley, 1977; 1988) และจากการศึกษาโดย วิชณีย์ และคณะ (2559) พบว่า ปาล์มน้�ำมัน ลูกผสมสุราษฎรธ์ านี 7 อายุ 5 ปี ทีป่ ลกู ในศนู ยว์ จิ ัยพชื ไร่อบุ ลราชธานแี ละศนู ย์วจิ ยั ปาล์มน้ำ� มันสุราษฎรธ์ านสี ามารถสังเคราะห์แสงไดด้ ี (ส1ัง5เ-ค2ร2าะµหm์แoสlงCจOะล2mดล-2sง-1)ท้ังในนชี้อ่วางจอเนุณ่ือหงภมูมาิจ3า3ก-ก4า0รปแรลับะต3ัว0ข-อ4ง0ปาอลง์มศานเ้�ำซมลันเซแียลสะสหภาากพอภุณูมหิอภาูมกิตา่�ำศกใวน่าแต3่ล3ะอปงรศะาเทเซศลทเซ่ีแียตสกตอ่าัตงรกาันกไาปร - แสง ปาล์มน้�ำมันเป็นพืชที่มีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงมาก ต้องการแสงไม่ต�่ำกว่า 2,000 ช่ัวโมงต่อปี และไม่ต�่ำกว่า 5 ช่ัวโมงต่อวัน หากเป็นพื้นท่ีที่มีฝนตกชุกตลอดท้ังเดือน อย่างเช่น อ�ำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด จะมีผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของ ปาลม์ น�้ำมนั อย่างมาก เนอ่ื งจากไม่มแี สงหรอื มีนอ้ ยมากในช่วงเวลาดังกล่าว - ลม ปาลม์ นำ้� มนั ตอ้ งการลมอ่อนๆ เพอ่ื ชว่ ยลดความร้อนในทรงพมุ่ และช่วยในการถ่ายเทละอองเกสร นวัตกรรมปาล์มน�ำ้ มัน 21

ความตอ้ งการนำ้� ของปาลม์ น้ำ� มัน ปาล์มนำ้� มันตอ้ งการนำ�้ ใกลเ้ คียงกบั พืชทว่ั ไปเฉลยี่ 3-6 มลิ ลิเมตรตอ่ วัน คดิ เป็นน�้ำฝนไม่เกิน 2,160 มลิ ลิเมตรตอ่ ปี ท้งั นี้ชว่ ง ท่ีฝนทิ้งช่วงไม่ควรเกิน 2 เดือน และเนื่องจากปาล์มน�้ำมันให้ผลผลิตต่อเน่ืองตลอดทั้งปี ท�ำให้ความต้องการน้�ำของปาล์มน้�ำมันคงที่ ตลอดปี โดยมีความตอ้ งการน้ำ� 1.0-1.2 เท่าของคา่ ระเหยน้�ำในชว่ งแล้ง ดนิ ดนิ หรือพื้นที่ปลกู เป็นปจั จัยทมี่ คี วามสำ� คัญรองลงมาจากสภาพภมู อิ ากาศ เนอื่ งจากสามารถปรับปรุงหรอื แก้ไขสภาพพ้ืนทไี่ ด้ ง่ายกว่าสภาพภูมิอากาศ ซ่ึงสภาพพื้นท่ีปลูกปาล์มน้�ำมันที่เหมาะสม ควรมีองค์ประกอบของสมบัติดินท้ังด้านกายภาพและเคมีของดิน (ตารางท่ี 8 และ 9) ดังนี้ สมบัติทางกายภาพของดนิ ทเี่ หมาะสมสำ� หรับการปลกู ปาลม์ นำ�้ มัน - เนอ้ื ดิน ท่ีเหมาะสมควรเป็นกลุม่ ดินทม่ี อี นภุ าคดนิ เหนยี วมากกว่า 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ เชน่ ดนิ ร่วนเหนยี วปนทราย ดินร่วน ดิน ร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง เพราะเน้ือดินมีผลต่อการดูดซึมหรือดูดซับของน�้ำ การไถพรวน การจัดการปุ๋ย ตลอดจน ระดบั ความอุดมสมบูรณ์และปริมาณธาตุอาหารท่ีเป็นประโยชนใ์ นดิน - ความลึกของดนิ (Soil depth) ควรลกึ มากกวา่ 100 เซนตเิ มตร เพราะดินท่ตี นื้ ท�ำใหร้ ากของปาลม์ น้�ำมนั เจริญเตบิ โตไมด่ ี ต้นปาล์มน้ำ� มนั โค่นลม้ ง่าย ดินเก็บกกั นำ�้ ได้นอ้ ยลง การจัดการดนิ ปุ๋ย และนำ้� ทำ� ได้ยาก - ปรมิ าณกรวด/หิน (Gravel/Rock) ไม่ควรมมี ากกวา่ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตร - การระบายน�ำ้ (Drainage) ดินควรมกี ารระบายน้ำ� ได้ดีถงึ ปานกลาง ไม่ควรมนี �ำ้ ท่วมขงั ถ้าดนิ มีการระบายน้�ำไมด่ ี มีน�้ำทว่ มขงั จะส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนอากาศของดิน ท�ำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตเนื่องจากรากพืชขาดอากาศหายใจ ประสิทธิภาพการดูดใช้ ธาตุอาหารและอตั ราการสังเคราะห์แสงลดลง - ระดบั น้ำ� ใตด้ ิน (Ground water table) ระดบั น�ำ้ ใต้ดินสูงสุดไม่ควรเกนิ 75 เซนติเมตร จากผิวดนิ ถา้ ระดับน้ำ� ใต้ดินสูงมาก จะกระทบตอ่ ระบบรากปาล์มนำ้� มันเชน่ เดียวกับน้�ำท่วม แต่ถ้าระดบั นำ�้ ใตด้ นิ ตำ่� มากอาจเกิดสภาวะเครยี ดจากการขาดน�ำ้ ได้ - ความลาดชันและความสงู ของพ้ืนที่ มีความส�ำคัญเนอ่ื งจากระดับความสงู ของพื้นทมี่ ีความสมั พันธ์กับอุณหภมู ิโดยความสงู ท่ีเพ่มิ ทุก 100 เมตร อุณหภูมจิ ะลดลงเฉลย่ี 0.5 องศาเซลเซียส จากผลการวิจัยพบวา่ ทีค่ วามสูง 200 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง มี ผลท�ำให้การเจรญิ เตบิ โตและผลผลติ ของปาล์มนำ�้ มันลดลง (Ballo and Quencez, 1991; Caliman and de Kochko, 1987) จึงไม่ แนะน�ำให้ปลูกปาล์มน้�ำมันในพื้นท่ีที่มีความสูงมากกว่า 200 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง (Paramananthan, 2000a) ในส่วนของ ความลาดชัน ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตโดยตรง แต่มีผลต่อความรุนแรงของการพังทลายของดินในพ้ืนที่น้ันๆ จึงต้องปรับปรุงพ้ืนท่ี โดยท�ำขั้นบนั ไดเพอ่ื ลดปญั หาดังกลา่ ว อยา่ งไรกต็ าม ปาล์มนำ�้ มนั สามารถเจริญเติบโตไดด้ ใี นพน้ื ทค่ี วามลาดชันน้อยกวา่ 23 เปอร์เซน็ ต์ การปลกู ปาลม์ นำ�้ มนั ในพนื้ ท่ที ี่มีความลาดชัน ควรปลูกแบบขน้ั บนั ได และมีพชื หรอื วสั ดคุ ลมุ ระหว่างตน้ และแถว เพ่ือลดการกรอ่ นและ การพงั ทลายของดิน สมบตั ิทางเคมขี องดนิ ที่เหมาะสมสำ� หรับการปลกู ปาลม์ นำ้� มนั - ปรมิ าณอินทรยี วตั ถุในดิน ทีค่ วามลกึ 0-30 เซนติเมตร ดินควรมอี ินทรยี วตั ถไุ มน่ ้อยกวา่ 1.5 เปอรเ์ ซ็นต์ - ความเค็มของดิน คา่ การน�ำไฟฟ้าไม่ควรเกนิ 2 เดซิซเี มนต่อเมตร เน่อื งจากมีผลกระทบต่อปาล์มน�ำ้ มนั หากค่าการนำ� ไฟฟา้ เกิน 4 เดซิซีเมนตอ่ เมตร ระบบรากจะถกู ท�ำลายทำ� ให้ปาล์มน้�ำมันขาดน้ำ� และธาตอุ าหาร - ความเป็นกรด-ด่างของดิน ช่วงที่เหมาะสมส�ำหรับปาล์มน้�ำมันคือ 4.5-5.5 ความเป็นกรด-ด่างของดิน มีผลต่อความเป็น ประโยชน์ของธาตอุ าหารพชื ในดิน เชน่ ดนิ ท่คี วามเปน็ กรด-ด่าง นอ้ ยกว่า 4.5 หรือมากกวา่ 7.5 จะทำ� ให้ฟอสฟอรสั และโบรอนอยใู่ นรปู ทไี่ มเ่ ป็นประโยชน์ พืชดูดใชไ้ ด้นอ้ ย ซึง่ ท�ำใหพ้ ืชขาดธาตุอาหารดังกล่าวได้ 22 นวัตกรรมปาลม์ น�้ำมัน

ตารางที่ 8 สมบตั ิทางกายภาพของดนิ ทเ่ี หมาะสมสำ� หรับการปลูกปาล์มน้ำ� มนั สมบัติทางกายภาพ ระดับความเหมาะสม เหมาะสมท่สี ุด (S1) เหมาะสมมาก (S2) เหมาะสม (S3) ไม่คอ่ ยเหมาะสม (N) ไม่เหมาะสม ความลึกของดนิ (ซม.) มากกวา่ 100 75-100 50-75 25-50 < 25 เน้ือดนิ -ดินรว่ นทราย -ดินรว่ นปนเหนยี ว -ดินร่วนเหนยี ว -ดินเหนียว -กรวด ความลาดชนั (%) -ดินร่วน -ดินร่วนเหนียว ปนทราย -ดินอินทรยี ์ -ทราย การระบายน�้ำ -ดนิ รว่ นเหนียว ปนทรายแป้ง -ดินทรายปนรว่ น การทว่ มขงั ของน�้ำ ปนทราย -ดนิ เหนียวปนทราย -ดินเหนยี วปน มากกวา่ 38 ทรายแป้ง เรว็ มาก 0-4 4-12 12-23 23-38 ดี ปานกลาง ช้า ชา้ มาก ทว่ มขังนาน ไมท่ ว่ มขงั ไม่ทว่ มขงั ทว่ มขังสน้ั ๆ ท่วมขงั ปานกลาง (มากกว่า 15 วนั ) (นอ้ ยกว่า 5 วนั ) (5-15 วัน) ที่มา : ดดั แปลงจาก Paramananthan (2003) ตารางท่ี 9 สมบัตทิ างเคมขี องดินที่เหมาะสมสำ� หรับการปลกู ปาลม์ น�้ำมนั สมบัติทางเคมี ระดับความเหมาะสม ความต้องการของ คา่ ความเปน็ กรด-ดา่ ง ต�ำ่ มาก ต�ำ่ ปานกลาง สูง สงู มาก ปาลม์ น�ำ้ มนั อินทรียวตั ถุ (%) คา่ การนำ� ไฟฟา้ (เดซซิ เี มน/เมตร) <4.0 4.0-4.2 4.2-5.5 5.5-6.5 >6.5 5.5 ไนโตรเจนท้ังหมด (%) <1.5 1.5-2.0 2.0-2.5 2.5-4.5 >4.5 2.5-4.5 ฟอสฟอรสั ที่เป็นประโยชน์ (มก./กก.) 0>8 4-8 2-4 1-2 0-1 ฟอสฟอรัสท้งั หมด (มก./กก.) <0.08 0.08-0.12 0.12-0.15 0.15-0.25 >0.25 0-1 โพแทสเซยี มทแ่ี ลกเปลยี่ นได้ (มก./กก.) <8 8-15 15-20 20-25 >25 0.15-0.25 แมกนีเซียมทีแ่ ลกเปล่ียนได้ (มก./กก.) <120 120-200 200-250 250-400 >400 ทองแดงทส่ี กดั ได้ (มก./กก.) <150 150-250 250-350 350-500 >500 20-25 ความจใุ นการแลกเปล่ยี นประจุบวก <32 32-80 80-100 100-120 >120 250-400 (เซนตโิ มล/กก.) <20 20-50 50-75 75-100 >100 350-500 <4.0 <4.0 4.0-6.0 >6.0 >6.0 100-120 <6 6-12 12-15 15-18 >18 75-100 4.0-6.0 15-18 ทม่ี า:ดัดแปลงจาก Paramananthan (2003) นวตั กรรมปาล์มน้�ำมนั 23

ความต้องการธาตุอาหารของปาล์มนำ�้ มนั ความส�ำคัญของธาตอุ าหารพชื ต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลติ ในปีแรกของการปลกู ปาลม์ น�ำ้ มัน ตน้ ปาล์มน้ำ� มันมีความตอ้ งการธาตุอาหารในปริมาณนอ้ ย ส่วนในปีที่ 2 และ 3 ปาล์มน้ำ� มนั มีความต้องการธาตุอาหารในปริมาณท่ีสูงข้ึนอย่างมาก โดยเฉพาะโพแทสเซียมและไนโตรเจน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโต อย่างรวดเร็วทั้งส่วนท่ีอยู่เหนือดินและส่วนใต้ดิน หลังปลูก 3-5 ปีข้ึนไป ปาล์มน้�ำมันมีความต้องการปุ๋ยในแต่ละปีค่อนข้างคงท่ี ปกติปาล์มน�้ำมันต้องการโพแทสเซียมมากกว่าไนโตรเจน และต้องการโพแทสเซียมสูงในช่วงก่อนการให้ผลผลิต อย่างไรก็ตามกลุ่มธาตุ อาหารพืชที่ปาล์มน้�ำมันต้องการในปริมาณมากหรือค่อนข้างมาก คือ ไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโบรอน ซึ่งธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดมปี ฏกิ ริ ยิ าสัมพนั ธก์ ันและมอี ทิ ธพิ ลต่อการเจริญเติบโต การใหผ้ ลผลติ ทะลายและน�้ำมนั ดังน้ี ไนโตรเจน (Nitrogen; N) ไนโตรเจนเปน็ ส่วนประกอบท่ีสำ� คัญของสารประกอบอนิ ทรยี ห์ ลายชนดิ เช่น กรดอะมิโน โปรตีน เอนไซม์ เป็นตน้ กล่าวไดว้ า่ ไนโตรเจนมีหน้าที่ท่ีส�ำคัญในเกือบทุกกระบวนการทางสรีรวิทยาของปาล์มน้�ำมันไนโตรเจนจะไปเพ่ิมพ้ืนที่ใบ จ�ำนวนใบ และอัตราการ สังเคราะห์แสงสุทธิในปาล์มท่ียังไม่ให้ผลผลิต (1-3 ปี) การให้ปุ๋ยไนโตรเจนจะช่วยเพ่ิมการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้�ำมัน และเปลี่ยน เป็นมวลชีวภาพในท่ีสุด ในปาล์มน�้ำมันท่ีให้ผลผลิตแล้วท่ีมีดัชนีพ้ืนท่ีใบมากกว่า 6.5 การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนไม่ชัดเจน ในบางครงั้ การใหไ้ นโตรเจนท่ีมากเกนิ ไปอาจท�ำใหผ้ ลผลิตลดลง เนอ่ื งจากไปเพิ่มการแขง่ ขนั ภายในต้นปาลม์ น�ำ้ มันเพราะมีร่มเงาเพิม่ ขน้ึ แต่ถ้าขาดไนโตรเจน จะมีการเคลื่อนย้ายของไนโตรเจนจากเน้ือเยื่อท่ีแก่ไปสู่เน้ือเย่ืออ่อน จึงท�ำให้สังเกตอาการขาดไนโตรเจนได้ จากใบแกก่ ่อน (ภาพที่ 15a) ในกรณีท่ีมีไนโตรเจนมากเกินไปจะมีผลกระทบต่อธาตุอื่น ท�ำให้ผลผลิตลดลง อ่อนแอต่อโรคและแมลงเพิ่มข้ึน และไม่ควร ใส่ไนโตรเจนในปริมาณมากกับต้นปาล์มน้�ำมันที่มีทางใบน้อยกว่า 25 ทางใบ (นับเฉพาะทางใบสมบูรณ์) การใส่ไนโตรเจนท่ีมากเกินไป จะชักน�ำให้เกิดการขาดโบรอน และอาการแถบใบขาว (ภาพท่ี 15b) (a) (b) ภาพท่ี 15 อาการขาดไนโตรเจนของปาลม์ น้�ำมัน ใบเหลอื งซดี หรือเขียวอมเหลือง (a) และอาการแถบใบขาว เนอื่ งจากได้รับไนโตรเจนปรมิ าณมากเกินไปท�ำใหธ้ าตอุ าหารไม่สมดลุ (b) อาการขาดธาตุไนโตรเจน พบในต้นปาล์มน้�ำมันท่ีปลูกในดินทรายตื้นๆ หรือดินที่มีการระบายน้�ำเลว มีน้�ำท่วมขัง ขาดการกำ� จดั วชั พืช ดนิ มสี ภาพเป็นกรดรุนแรง (pH ต่�ำกวา่ 4) หรอื ใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจนไม่เพียงพอ การขาดไนโตรเจนมีผลกระทบต่อการ พัฒนาและการท�ำงานของคลอโรพลาสต์ ในใบที่ขาดไนโตรเจนน้ัน โปรตีนจะถูกสลายพันธะด้วยน�้ำ (Hydrolyzed) กลายเป็นกรด อะมโิ น ซึง่ จะกระจายยอ้ นกลับไปท่ใี บอ่อน ดังนัน้ ผลของการขาดไนโตรเจนทำ� ให้ต้นปาล์มน�ำ้ มันชะงกั การเจริญเติบโต ใบแกม่ สี เี ขยี วซดี จากน้ันจะเปลี่ยนเปน็ สเี หลือง (Chlorosis) ถ้าอาการรุนแรงทางใบปาลม์ จะมอี าการใบแห้ง (Necrosis) โดยเริม่ จากปลายใบและขอบใบ ย่อย ก้านทางใบจะมีสีเหลืองส้มตั้งแต่ปลายใบถึงหนามโคนทางใบ และก้านใบย่อยมีสีเหลืองส้ม หนามที่โคนทางใบจะแคบและ ม้วนงอ อาการเหล่าน้ีจะเกิดและกระจายไปท่ัวท้ังทางใบ โดยแสดงอาการท่ีใบแก่ก่อน ในระยะนี้แก้ไขโดยการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งจะช่วยใหใ้ บอ่อนหรือใบทเ่ี กิดใหม่มีสภาพสมบรู ณม์ ากข้นึ 24 นวตั กรรมปาล์มน�้ำมัน

ฟอสฟอรัส (Phosphorus; P) ฟอสฟอรัสมีบทบาทส�ำคัญในการสร้างองค์ประกอบของเซลล์และการสืบพันธุ์ ท�ำหน้าที่เป็นตัวรับและถ่ายทอดพลังงาน ระหว่างสารต่างๆ ในกระบวนการที่ส�ำคัญ เช่น การสังเคราะห์แสง การหายใจ เป็นต้น อาการขาดฟอสฟอรัสมีผลกระทบต่อ การเจริญเติบโตในทรงพุ่มมากกว่าระบบราก เช่น การคล่ีของใบ ทางใบส้ันลง ขนาดของล�ำต้นและทะลายปาล์มเล็กลง ปาล์มน�้ำมันมี อัตราการเจริญเติบโตลดลง เน่ืองจากประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงต�่ำลง ปริมาณคลอโรฟิลล์ในเนื้อเย่ือที่ขาดฟอสฟอรัสจะสูงขึ้น ท�ำให้ใบปาล์มน้�ำมนั มสี ีเขยี ว ถ้าขาดฟอสฟอรสั เปน็ เวลานาน ล�ำตน้ มลี กั ษณะเรียวคลา้ ยทรงปิรามิด หรือสังเกตได้จากวัชพืชบริเวณใกล้ เคยี งมใี บเลก็ ผิดปกติและใบลา่ งมีสีม่วง (ภาพท่ี 16a ) โพแทสเซยี ม (Potassium; K) โพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารที่ปาล์มน้�ำมันต้องการมากท่ีสุด มีส่วนช่วยให้ปาล์มน�้ำมันทนทานต่อความแห้งแล้งและต้านทาน ต่อโรค การได้รับโพแทสเซียมในปรมิ าณทเี่ หมาะสมจะช่วยเพมิ่ ขนาดและจำ� นวนทะลายปาล์มน�้ำมัน อาการขาดโพแทสเซียมค่อนข้างแปรปรวนข้ึนกับสภาพแวดล้อมและชนิดของพันธุ์ โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากดินมี โพแทสเซียมต�่ำ (น้อยกว่า 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) โดยเฉพาะพ้ืนท่ีปลูกท่ีมีลักษณะเป็นดินทรายจัดหรือดินพรุ การขาดโพแทสเซียม จะไมแ่ สดงอาการใหเ้ หน็ โดยทันที แตจ่ ะมีตัวบ่งช้ี เชน่ การเจริญเติบโตลดลง ใบเหี่ยว ไม่ทนทานตอ่ ความแห้งแลง้ และโรคตา่ งๆ ทะลายฝ่อ (bunch failure) และต้นทรดุ โทรม ซ่งึ เป็นกระบวนการทางสรรี วิทยาท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การใหโ้ พแทสเซยี มไม่เพียงพอ ในปาล์มน�้ำมนั อายุ 1-3 ปี การขาดโพแทสเซียมท�ำให้ต้นปาล์มน�้ำมันแสดงอาการทางใบใหม่จะส้ันลง ส่วนในปาล์มน�้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้วอาการขาด โพแทสเซียมจะแสดงอาการให้เหน็ ดังนี้ 1) จุดแผลสีส้ม รวมถึงจุดสีบรอนซ์หรือสีเหลือง เป็นอาการขาดโพแทสเซียมโดยท่ัวไป เร่ิมพัฒนาจากใบมีสีเหลืองซีด มีจุดรูปร่างไม่แน่นอนตามใบย่อยของทางใบล่างหรือใบแก่ เม่ืออาการรุนแรงขึ้นจุดเหล่าน้ันจะเปล่ียนเป็นสีส้ม หากรุนแรงมากขึ้น จุดจะรวมกันเป็นแผลใหญ่สีส้มสด โปร่งแสง จากนั้นจะเปล่ียนเป็นจุดสีน้�ำตาลตรงกลางแผลสีส้ม ปลายทางใบเริ่มแห้ง เร่ิมจากปลาย ใบยอ่ ย ใบเปราะหักง่าย ขอบใบแหง้ กรอบและแตกเป็นฝอย 2) ใบสีเหลืองกลางทรงพุ่ม พบในปาล์มน้�ำมันที่ปลูกในดินทรายที่เป็นกรด ดินพรุ โดยเฉพาะช่วงที่เครียดจากการขาดน้�ำ ใบย่อยตั้งแต่ส่วนล่างถึงกลางทรงพุ่มมีสีซีดลงและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองส้ม จากนั้นขอบใบจะแห้ง ในกรณีที่ขาดรุนแรง ทางใบจะแตกและแหง้ ตายไป อาการเช่นน้อี าจสบั สนกับอาการขาดสงั กะสี 3) อาการตมุ่ แผลสีสม้ อาการเรมิ่ แรกคอื เปน็ ตมุ่ แผลสเี ขยี วมะกอกในใบย่อยของทางใบลา่ ง จากนน้ั จะเปลย่ี นเปน็ สเี หลืองสด หรือสสี ม้ กระทั่งเปลยี่ นเปน็ สีน�้ำตาล ก่อนท่ีจะแห้งและตายไป (ภาพท่ี 16b) 4) แถบใบขาว มลี ักษณะคล้ายแท่งดนิ สอ มกั พบตรงส่วนกลางใบย่อยของใบกลางปาลม์ น้�ำมนั อายุ 3-6 ปี เกดิ จากสดั ส่วน ของไนโตรเจนต่อโพแทสเซียมในใบไม่สมดุล (มากกวา่ 2.5) หรือการขาดโบรอนร่วมด้วย (ภาพท่ี 15b) (a) (b) ภาพท่ี 16 หญ้าคาแสดงอาการขาดฟอสฟอรสั (a) และอาการขาดโพแทสเซยี มของปาล์มนำ้� มนั (b) นวัตกรรมปาลม์ นำ้� มนั 25

แมกนีเซยี ม (Magnesium; Mg) เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ท�ำหน้าท่ีเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานชีวเคมีในการสังเคราะห์แสง และเป็นองค์ ประกอบของเอนไซม์ในกระบวนการท่ตี ้องใชพ้ ลังงาน เชน่ การสรา้ งแปง้ การสร้างโปรตีน การเคลือ่ นย้ายธาตุอาหารจากใบไปผลปาลม์ รวมถึงการสร้างน้ำ� มนั ในผลปาลม์ การขาดแมกนีเซียมจะรบกวนการสังเคราะห์โปรตีน เป็นผลให้มีการสะสมสารประกอบไนโตรเจนที่น�้ำหนักโมเลกุลต�่ำ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของโปรตีน การให้ปุ๋ยโพแทสเซียมปริมาณที่มากเกินไป ท�ำให้สมดุลแมกนีเซียมและโพแทสเซียมไม่เหมาะสม เป็นผล ให้การดูดใช้แมกนีเซียมลดลง ปาล์มน้�ำมันจะหยุดกระบวนการสร้างโปรตีน และลดกระบวนการสังเคราะห์น�้ำมันลง อาการขาด แมกนีเซียมมักพบในพ้ืนท่ีปลูกปาล์มน�้ำมันท่ีเป็นดินทรายหรือดินกรด หรือมีสาเหตุมาจากดินมีปริมาณแมกนีเซียมต�่ำ (ต�่ำกว่า 24 มิลลกิ รมั ต่อกโิ ลกรมั ) หรอื การใส่ป๋ยุ ท่ีมีแคลเซยี มมาก ดงั นั้นสัดส่วน Ca:Mg และ Mg:K ในดนิ ท่ีแลกเปลย่ี นได้ควรต�ำ่ กว่า 5:1 และ 1.2:1 ตามล�ำดบั อาการขาดพบท่ีใบย่อยของทางใบล่างมีสีเหลืองหรือเรียกว่าทางใบสีส้ม อาการเริ่มแรกทางใบล่างมีสีเหลือง เนื่องจาก แมกนีเซียมเคล่ือนย้ายไปสู่ใบอ่อน ถ้าอาการรุนแรงขึ้นใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มและเริ่มแห้ง การวินิจฉัยอาการขาดแมกนีเซียม คือส่วนของใบท่ีอยู่ในร่มยังคงเขียวอยู่ ในขณะที่ส่วนใบที่โดนแสงอย่างเต็มที่เปล่ียนเป็นสีเหลือง การปรากฏสีเหลืองในใบย่อยของทาง ใบทไ่ี ดร้ บั แสงแดดเกิดจากการสะสมสิง่ ท่ีไดจ้ ากการสงั เคราะห์แสง เชน่ แป้งในใบเกดิ ปฏิกริ ิยาย้อนกลับเปน็ การสะสมสารประกอบของ ออกซิเจนที่เป็นพิษ เป็นสาเหตุของอาการใบเหลืองและแห้งตายในที่สุด ซ่ึงอาการขาดแมกนีเซียมรุนแรงน้ีเรียกว่า Sun scorch (ภาพท่ี 17) โพแทสเซยี ม แมกนีเซยี ม ภาพที่ 17 อาการขาดแมกนีเซียมของปาล์มนำ้� มันและเปรยี บเทียบอาการขาดโพแทสเซยี มและแมกนีเซยี ม โบรอน (Boron; B) มีความส�ำคัญต่อการยืดตัวของราก การสร้างกรดนิวคลิอิก การสร้างผนังเซลล์ ความแข็งแรงของผนังเซลล์ การสร้าง คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน การงอกของละอองเกสรตัวผู้หรือการเจริญของหลอดเกสรตัวผู้ อาการขาดโบรอนพบเห็นได้ทั่วไปในปาล์ม น�้ำมัน โดยเฉพาะในพ้ืนที่ท่ีมีฝนตกหนัก ในดินทรายหรือดินพรุ ซึ่งง่ายต่อการชะล้างโบรอน การขาดโบรอนมักพบในดินท่ีมีค่าความ เป็นกรดดา่ งตำ่� กว่า 4.5 หรือสงู กว่า 7.5 ปาล์มนำ้� มันทีม่ กี ารใชป้ ๋ยุ ไนโตรเจนและปยุ๋ โพแทสเซียมสูง ทำ� ใหค้ วามตอ้ งการใช้โบรอนเพิม่ ขนึ้ การเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อเจริญในปาล์มน�้ำมันท่ีขาดโบรอนน�ำไปสู่การยับย้ังการเจริญเติบโตของรากอ่อน และเนื้อเยื่อเจริญอ่ืนๆ ดังนั้นการขาดโบรอนจึงไปเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการพัฒนาการของใบ เช่น ใบอ่อน ปลายใบเป็นรูปตะขอ ใบหยักเป็นคลื่นฯ (ภาพที่ 18) ใบทแ่ี สดงอาการขาดโบรอนมกั มสี ีเขยี วเข้ม เปราะ เมื่อเร่ิมขาดโบรอนใบอ่อนจะส้ันลง ใบย่อยแคบลง ทำ� ให้ดูทรงพุม่ ของต้น ปาล์มน�้ำมันมีลักษณะเรือนยอดแบนเรียบ ถ้าขาดโบรอนอย่างรุนแรงต้นปาล์มน�้ำมันจะหยุดการสร้างใบอย่างสิ้นเชิง มีการสร้างหลุม หรือโพรงในส่วนกลางของยอดปาล์มน�้ำมัน การลดลงของผลผลิตปาล์มน้�ำมันอาจเน่ืองมาจากการแท้งของช่อดอกตัวเมีย เพราะเกสรตวั ผ้ไู ม่สามารถท�ำงานได้ ภาพที่ 18 อาการขาดโบรอนของปาล์มนำ�้ มัน 26 นวัตกรรมปาลม์ น้ำ� มัน

การประเมนิ การใชป้ ุ๋ยตามอาการขาดธาตุอาหารของปาล์มนำ้� มัน การขาดไนโตรเจน : - ปาลม์ อายุ 1-3 ปี ใสย่ ูเรีย 0.5-1.6 กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ ตอ่ ปี หรอื แอมโมเนยี มซลั เฟต 1-2 กิโลกรัมตอ่ ตน้ ต่อปี - ปาล์มอายุ 5-10 ปี ใสย่ เู รยี 2.1-3.3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4กโิ ลกรัมตอ่ ตน้ ตอ่ ปี - ควรระวังไม่ให้ปริมาณไนโตรเจน : โพแทสเซียมในใบมากกว่า 20:1 เพราะจะท�ำให้เกิดการไม่สมดุลของธาตุอาหาร (กรณปี าลม์ น�้ำมนั อายนุ อ้ ยกว่า 3 ปี พิจารณาจากทางใบท่ี 9 และปาล์มนำ้� มันที่อายมุ ากกวา่ 3 ปี พิจารณาจากทางใบท่ี 17) การขาดฟอสฟอรัส : ใส่ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือหินฟอสเฟตคุณภาพดี 1.5-2.0 กโิ ลกรัมต่อตน้ ตอ่ ปี การขาดโพแทสเซียม : การแกไ้ ขเบือ้ งตน้ โดยใสโ่ พแทสเซียมคลอไรด์ 3.0-4.0 กโิ ลกรมั ต่อต้นตอ่ ปี การขาดแมกนเี ซยี ม : การแกไ้ ขเบื้องตน้ โดยใสก่ ีเซอรไ์ รท์ (27% MgO, 23% S) 1.5-2.0 กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ ตอ่ ปี การขาดโบรอน : ใส่โบแรกซ์ 100-200 กรัมต่อต้นต่อปี เม่ือปาล์มน้�ำมันอายุ 2-3 ปี และ 200-300 กรัมต่อต้นต่อปี สำ� หรบั ปาลม์ อายุ 4 ปขี ้นึ ไปหรอื ใสโ่ ซเดียมโบเรต 100-200 กรมั ตอ่ ตน้ ตอ่ ปี ปริมาณการดูดใชธ้ าตุอาหารและปรมิ าณธาตุอาหารที่สญู เสียไปกับผลผลิตปาล์มน้�ำมัน การน�ำผลผลติ ออกจากสวนปาล์มนำ้� มนั คือการน�ำปุ๋ยหรอื ธาตุอาหารออกจากพื้นที่ ดังน้ันในแตล่ ะตนั ของผลผลติ ควรทดแทน ธาตุอาหารที่สูญเสียไป (ยกเว้นทางใบไม่ต้องทดแทนเน่ืองจากมีการแต่งและวางไว้ในสวนปาล์มน้�ำมัน) ในตารางที่ 10 แสดงถึงธาตุ อาหารที่ปาล์มน�้ำมันดูดข้ึนไปใช้ และกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของใบปาล์มน้�ำมัน จะเห็นว่าธาตุอาหารท่ีปาล์มน้�ำมันดูดขึ้นไปใช้ ประโยชนน์ ้นั ได้ถกู แบง่ ย่อยออกไปหลายส่วนของต้นปาล์ม ตารางที่ 10 ปริมาณธาตุอาหารในสว่ นตา่ งๆของปาลม์ น�้ำมันต่อไร่ (ผลผลิต 4 ตันตอ่ ไร)่ สว่ นของปาลม์ นำ�้ มนั ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม แมกนเี ซียม แคลเซยี ม ล�ำตน้ และใบ กก. ร้อยละ กก. ร้อยละ กก. รอ้ ยละ กก. ร้อยละ กก. ร้อยละ ทางใบทถี่ ูกตัดแตง่ 6.56 21 0.23 12 7.36 22 1.12 19 1.60 14 ทะลายปาลม์ 10.72 35 0.63 34 11.52 35 2.08 36 7.04 62 ดอกตัวผู้ 11.68 38 0.82 45 12.48 37 1.92 34 2.24 20 รวม 1.76 6 0.16 9 2.08 6 0.64 11 0.48 4 30.72 100 1.84 100 33.44 100 5.76 100 11.36 100 ที่มา : ดัดแปลงจาก Goh and Harder (2003) ปริมาณธาตุอาหารในทะลายปาล์มสด 1 ตัน ท่ีประกอบไปด้วยธาตุอาหารชนิดต่างๆ ท่ีสูญเสียไปจากพื้นที่พร้อมผลผลิต ทะลายปาล์มสด (ตารางที่ 11) ดังน้ันปริมาณปุ๋ยที่ใส่ให้กับปาล์มน�้ำมันจึงต้องสอดคล้องกับปริมาณท่ีปุ๋ยสูญเสียไปกับผลผลิตและ สมดลุ ทกุ ตวั (ตารางท่ี 12-14) เพื่อใหท้ ุกส่วนมกี ารเจรญิ เตบิ โตไปพร้อมกัน เปน็ ผลให้ต้นปาล์มนำ้� มนั มผี ลผลติ สงู ตารางที่ 11 ปริมาณธาตอุ าหารทีส่ ำ� คญั ในผลผลิตทะลายสดปาล์มน�้ำมนั 1 ตัน กิโลกรัม กรัม N P K Ca Mg Fe Mn Cu Zn B 2.94 0.44 3.71 0.81 0.77 2.47 1.51 4.76 4.93 2.15 ท่มี า : ดดั แปลงจาก Goh and Harder (2003) นวตั กรรมปาล์มนำ�้ มนั 27

ตารางที่ 12 ปรมิ าณธาตอุ าหารในผลผลิตทะลายสดปาลม์ นำ้� มนั 1 ตนั และปริมาณปุ๋ยทีใ่ ส่คนื กลบั ตอ่ ตน้ ธาตุอาหาร ปริมาณธาตุอาหาร แหลง่ ของ ปรมิ าณป๋ยุ ท่ีใช้ ปริมาณปยุ๋ ทใ่ี ช้ ทพ่ี ชื ดูดใช้ ธาตอุ าหาร (กก./ตันผลผลิต) ตอ่ ตน้ (กก.)1/ (กก./ตันผลผลติ ) ไนโตรเจน (N) 2.94 21–0–0 14.00 0.61 ฟอสฟอรัส (P) 0.44 หนิ ฟอสเฟต2/ 2.20 0.10 โพแทสเซียม (K) 3.71 0–0–60 6.18 0.27 แมกนเี ซียม (Mg) 0.77 กีเซอร์ไรท์3/ 3.08 0.14 แคลเซยี ม (Ca) 0.81 ปูนขาว (CaCO3) 1.99 0.09 1/ คำ� นวณจากสมมตฐิ านวา่ ปาล์มน�ำ้ มนั ให้ผลผลิต 1 ตนั /ไร่ ในกรณที ่ีไดม้ ากหรอื น้อยกว่าน้ี ใหใ้ ชผ้ ลผลติ ในปีที่ผ่านมาคูณในคอลมั นท์ ่ี 5 กจ็ ะเปน็ ปริมาณปยุ๋ เคมที ่สี ญู เสยี ไปกับผลผลิตในปที ่ผี ่านมา 2/ หนิ ฟอสเฟตมฟี อสฟอรสั ท้งั หมด ประมาณ 20% 3/ (MgO 27% +SO3 50%) ทมี่ า : ดดั แปลงจาก Goh and Harder (2003) ตารางที่ 13 ปรมิ าณธาตุอาหารทเี่ ปน็ สว่ นประกอบของต้นปาล์มนำ�้ มันส่วนท่อี ยู่เหนอื ดนิ คดิ เป็นปุ๋ยเด่ียวท่ีสำ� คญั ชนิดตา่ งๆ และปรมิ าณ ปุ๋ยเดย่ี วท่ีใช้ตอ่ ตน้ ธาตอุ าหาร ปริมาณธาตุอาหารของต้น แหล่งของ เทียบเท่าปริมาณปยุ๋ ปาล์มน้�ำมันส่วนท่อี ยู่ ธาตุอาหาร ต่อต้น (กก./ต้น)1/ เหนอื ดนิ (กก./ต้น) ไนโตรเจน (N) 1.297 21–0–0 6.18 ฟอสฟอรัส (P) 0.077 หินฟอสเฟต1/ 0.39 โพแทสเซยี ม (K) 1.412 0–0–60 2.36 แมกนีเซียม (Mg) 0.243 กเี ซอร์ไรท์2/ 0.97 แคลเซยี ม (Ca) 0.479 ปูน (CaCO3) 1.20 1/หินฟอสเฟต มีฟอสฟอรสั ท้ังหมด ประมาณ 20% 2/(MgO 25% +SO3 50%) ทม่ี า : ดดั แปลงจาก Goh and Harder (2003) ตารางที่ 14 ปรมิ าณธาตุอาหารทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบของใบปาลม์ นำ้� มนั เป็นธาตอุ าหารทีส่ �ำคญั ชนดิ ตา่ งๆ และปรมิ าณป๋ยุ เด่ยี วตอ่ ต้น ธาตุอาหาร ปรมิ าณธาตอุ าหาร แหลง่ ของ เทยี บเท่าปริมาณปยุ๋ ทพี่ ืชดูดใช้ (กก./ต้น/ป)ี ธาตุอาหาร ต่อต้น (กก./ตน้ )1/ ไนโตรเจน (N) 0.45 21–0–0 2.14 ฟอสฟอรัส (P) 0.03 หนิ ฟอสเฟต1/ 0.15 โพแทสเซยี ม (K) 0.49 0–0–60 0.82 แมกนเี ซียม (Mg) 0.09 กีเซอร์ไรท์2/ 0.36 แคลเซยี ม (Ca) 0.30 ปูนขาว(CaCO3) 0.75 1/หินฟอสเฟต มฟี อสฟอรสั ทั้งหมด ประมาณ 20% 32//ค(MิดgจOาก2ใบ5%ปาล+ม์SOนำ้�35ม0ัน%ทต่ี) ัด แต่งออก 1.6 ตนั น�ำ้ หนกั แหง้ ของทางใบต่อไรต่ อ่ ปี ทีม่ า : Ng and Thamboo (1967) และ Ng et al. (1968) 28 นวัตกรรมปาลม์ นำ�้ มัน

การประเมนิ การใช้ปยุ๋ ในสวนปาลม์ น้ำ� มนั ปาล์มน�้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่มีความต้องการปุ๋ยสูงในการให้ผลผลิต แต่เน่ืองจากปุ๋ยมีราคาแพง และต้องใช้ในปริมาณมาก การให้ปุ๋ยอัตราสูงเกินไปเพียงเล็กน้อยก็จะกระทบกับต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ดังนั้นจึงจ�ำเป็นต้องทราบชนิดและอัตราท่ีเหมาะสมก่อน การใส่ปุ๋ย เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตต่อพื้นที่ และท�ำให้ปาล์มน�้ำมันมีผลผลิตที่สม่�ำเสมอ ซ่ึงการประเมินความต้องการปุ๋ยมีอยู่ หลายวิธดี ว้ ยกนั คอื ประเมนิ การใชป้ ยุ๋ ตามผลวิเคราะห์ดนิ และใบ วิธีการที่นิยมใช้ในสวนปาล์มน้�ำมันขนาดใหญ่คือ การใส่ปุ๋ยเคมีตามผลการวิเคราะห์ใบ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และต้อง วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมี แต่เป็นการประเมินที่แม่นย�ำท่ีสุด อย่างไรก็ตามการแสดงอาการขาดธาตุในแปลงสามารถน�ำมาใช้ร่วม กับผลการวิเคราะห์ใบไดเ้ ป็นอยา่ งดี เมื่อได้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการแล้ว การด�ำเนินการที่ส�ำคัญต่อมาคือ การแปลผลวิเคราะห์ใบ เน่ืองจากระดับวิกฤต หรือระดบั เหมาะสมของธาตอุ าหารพชื แต่ละชนดิ สามารถแปรปรวนได้ ขึ้นอยู่กับปัจจยั หลายชนดิ เชน่ อายุปาล์มน�ำ้ มนั ความชื้นในดิน พนั ธ์ุ ความสมดุลกบั ธาตุอาหารอน่ื ระยะปลูกและการแขง่ ขันกันของปาลม์ รวมถึงปจั จยั อน่ื ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง ดงั นัน้ ควรให้มีการแนะน�ำเปน็ ชว่ งของระดบั วกิ ฤต หรอื ช่วงระดบั ความเหมาะสมแทนทจ่ี ะเปน็ จดุ วกิ ฤต ผลการวิเคราะหใ์ บแสดงให้เหน็ ความไมส่ มดลุ ของธาตอุ าหาร เช่น ถา้ จะค�ำนวณความตอ้ งการป๋ยุ ของปาลม์ นำ�้ มนั จากข้อมูล การวิเคราะห์ใบเพียงอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงควรต้องติดตามข้อมูลติดต่อกันเป็นเวลา 3-4 ปี และต้องทบทวนข้อมูล วิเคราะห์ทั้งในต้นปาล์มน�้ำมันร่วมกับข้อมูลผลผลิต ข้อมูลการใช้ปุ๋ย การสังเกตจากพืช หรือสังเกตการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน�้ำมัน ในแปลง ตลอดถงึ ข้อมูลวเิ คราะห์ดนิ เพ่ือน�ำข้อมูลท้งั หมดมาตคี วามหมายรว่ มกัน ให้ไดข้ อ้ มลู ความตอ้ งการธาตุอาหารของปาลม์ น้�ำมนั ใ นอนาคตข1อ.งแปปรลงะนเมั้นตินอ่ กไปารใชป้ ุย๋ เคมีตามผลค่าวิเคราะห์ดิน ข้อพจิ ารณาการใชป้ ุ๋ยจากคา่ วเิ คราะหด์ นิ มีดังนี้ 1.1) ไนโตรเจน ปกติดินในประเทศไทยส่วนใหญ่ มีปริมาณอินทรียวัตถุต่�ำมาก (<1.0%) จึงท�ำให้มีปริมาณไนโตรเจน ไม่เพยี งพอสำ� หรับปาล์มน้�ำมนั 1.2) ฟอสฟอรัสที่เปน็ ประโยชนใ์ นดนิ ต�ำ่ กว่า 15 มลิ ลิกรัมตอ่ กโิ ลกรมั แสดงวา่ ตอ้ งใส่ปยุ๋ ฟอสเฟตเพม่ิ 1.3) โพแทสเซยี มที่แลกเปลย่ี นได้ต่ำ� กวา่ 60 มิลลิกรมั ตอ่ กิโลกรมั แสดงว่าต้องใสป่ ุ๋ยโพแทชเพ่ิม 1.4) แมกนีเซียมท่ีแลกเปล่ียนได้ต�่ำกว่า 35 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แสดงว่าต้องใสปุ๋ยกีเซอร์ไรท์เพิ่ม โดยอัตราส่วน Mg:K ควรต�่ำกวา่ 1.2:1 เพื่อรักษาสมดุลของธาตุอาหาร 2. ประเมนิ การใชป้ ุ๋ยเคมตี ามผลการวเิ คราะห์ใบ เก็บตวั อยา่ งจากทางใบที่ 17 เมอ่ื ปาล์มน�ำ้ มนั อายุ 4 ปีขน้ึ ไป และจากทางใบท่ี 9 เม่อื ปาลม์ นำ้� มนั อายุ 2-3 ปี ค่าวิกฤตของธาตุ อาหารแต่ละชนิดเปลี่ยนแปลงตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้�ำฝนและอายุพืช จึงควรเก็บในระยะเวลาเดียวกันของทุกปี ควรเก็บหลงั จากใส่ปุย๋ คร้ังสุดทา้ ยแลว้ ประมาณ 3 เดอื น หลีกเลยี่ งการเก็บในช่วงฝนตกหนักหรอื ช่วงแล้งจดั พื้นท่ีท่มี ลี กั ษณะดนิ คล้ายคลึงกนั มคี วามสม่�ำเสมอ และปาล์มน้ำ� มันเจรญิ เตบิ โตสม่ำ� เสมอ ควรเกบ็ 1-2 ตน้ ต่อ 6 ไร่ และอาจนำ� ตวั อยา่ งที่เกบ็ มารวมกัน (โดยเก็บ 20 ตน้ ตอ่ 150 ไร่) เป็น 1 ตัวอยา่ ง เพื่อวเิ คราะหใ์ นกรณที ด่ี นิ และพืชมคี วามสมำ่� เสมอมาก โดยทั่วไปพื้นท่ีแห้งแล้งมีค่าวิกฤตของธาตุอาหารต่�ำ เมื่ออายุปาล์มน�้ำมันมากขึ้นค่าวิกฤตของธาตุอาหารจะลดลง และค่า วกิ ฤตของธาตอุ าหารในทางใบที่ 17 จะต่�ำกวา่ ในทางใบที่ 9 การแปลผลจากค่าวิเคราะห์ใบ โดยใช้ค่าวิกฤตของธาตุอาหาร (ตารางที่ 16) สามารถน�ำมาประเมินการใช้ปุ๋ยกับ ปาล์มน�้ำมนั ได้ ดงั นี้ 1. ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จากการวเิ คราะหใ์ บอยู่ในช่วงเบี่ยงเบนรอ้ ยละ 5 จากค่าวกิ ฤต และโพแทสเซยี มในช่วงเบี่ยงเบน รอ้ ยละ 10 ตอ้ งใส่ปยุ๋ ในอตั ราเดมิ ตามปกตใิ นปตี ่อไป 2. ถา้ ระดับธาตุอาหารในการวเิ คราะหใ์ บนอ้ ยกว่าค่าตำ�่ สุดของค่าเบีย่ งเบนจากคา่ วกิ ฤต ควรเพ่ิมปุ๋ยให้ธาตุอาหารชนดิ นัน้ อีก รอ้ ยละ 25 ของการใส่ปุย๋ ในปีต่อไป 3. ต้องลดปยุ๋ รอ้ ยละ 25 ในปีตอ่ ไป ถ้าคา่ วิเคราะห์ใบไดส้ ูงกว่าคา่ เบยี่ งเบนจากค่าวกิ ฤต นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มัน 29

ตวั อยา่ ง ค่าวกิ ฤตของไนโตรเจนในใบของทางใบที่ 17 มีคา่ 2.5% คา่ เบยี่ งเบน 5% = 2.5 x 0.05 = 0.125 ดังนั้น ถ้าค่าวเิ คราะห์ N ในใบต่ำ� กว่า 2.375 % (2.5-0.125) ต้องมกี ารใส่ปยุ๋ N เพิ่ม อย่างไรก็ตามถ้าเปน็ ไปได้ควรรกั ษาระดบั ธาตอุ าหารในใบไว้ในชว่ งเหมาะสม (ตารางที่ 16) และถ้าปริมาณธาตอุ าหารในใบอยู่ ในเกณฑ์ทขี่ าด ควรเพิม่ ปุย๋ ให้ธาตนุ ัน้ ๆ ประมาณ 20 เปอรเ์ ซ็นต์ จากอตั ราท่ใี สเ่ ดมิ จากน้ันคอ่ ยติดตามสังเกตผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ในปตี อ่ ไป พร้อมทง้ั ตรวจสอบค่าวิเคราะห์ดนิ ในปตี ่อๆ ไปดว้ ย ในบางคร้ัง เม่ือพบว่าธาตุอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งขาด และมีการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารชนิดนั้นให้ปาล์มน�้ำมัน ซ่ึงบางครั้งอาจเพิ่ม มากเกินไป ท�ำให้เกิดการไม่สมดุลกับธาตุอาหารชนิดอ่ืนๆท่ีพืชต้องการ ดังน้ันหลังจากมีการเพ่ิมธาตุอาหารใดๆ แก่ปาล์มน�้ำมันแล้ว ควรตรวจสอบค่าวิเคราะห์ใบว่าธาตุอื่นๆ ในใบอยู่ในช่วงที่เหมาะสมหรือไม่ และต้องติดตามบันทึกผลผลิตในปีต่อๆ ไปด้วย ว่าเปล่ียนแปลงอย่างไร เน่ืองจากปุ๋ยท่ีใส่ให้ปาล์มน�้ำมันแต่ละคร้ังต้องใช้เวลาถึงประมาณ 15 เดือน จึงจะสังเกตเห็นอาการตอบสนอง ของผลผลิตได้ชัดเจน ตารางท่ี 15 ค่าวกิ ฤตของธาตอุ าหารในใบปาล์มน้�ำมัน ภายใตส้ ภาวะการขาดนำ้� 400 มิลลเิ มตร อายุ (ปี) ทางใบท่ี เปอรเ์ ซ็นต์โดยนำ้� หนักแหง้ ส่วนต่อลา้ น 2 9 N P K Mg B 3 9 18 4 17 2.68 0.170 1.20 0.35 18 6 17 2.60 0.166 1.15 0.33 14 9 17 2.55 0.163 1.05 0.25 15 12 17 2.51 0.161 1.00 0.25 16 15 17 2.46 0.159 0.95 0.24 16 18 17 2.41 0.156 0.90 0.24 16 21 17 2.36 0.154 0.85 0.23 16 2.31 0.151 0.80 0.22 16 2.26 0.149 0.75 0.21 ท่มี า : Richardson (1986) 3. คำ� แนะน�ำการใช้ปุย๋ เคมีส�ำหรับปาลม์ นำ�้ มัน ปาลม์ นำ้� มันอายุ 1–3 ปี เป็นช่วงทมี่ ีการเจริญเติบโตทางล�ำตน้ และใบอย่างรวดเรว็ การใสป่ ุ๋ยในชว่ งน้ี เพื่อให้มกี ารเจรญิ เตบิ โต ทั้งทางล�ำต้นและรากอย่างเต็มท่ีและมีความแข็งแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ต้นปาล์มน้�ำมันให้ผลผลิตสูงและสม่�ำเสมอในระยะต่อๆไป อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยเคมีต้องค�ำนึงถึงชนิดและความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย เนื่องจากดินแต่ละพ้ืนที่มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน ในคำ� แนะน�ำนใี้ ชส้ �ำหรบั ปาลม์ น�ำ้ มัน 1-3 ปีในดินท่ีแตกตา่ งกัน (ตารางที่ 16) 30 นวัตกรรมปาล์มน�ำ้ มนั

ตารางที่ 10 ปรมิ าณปุ๋ยเคมสี ำ� หรับปาล์มน�ำ้ มนั 3 ปแี รกท่ีปลกู ในดนิ ท่แี ตกตา่ งกนั อายุปาลม์ น้�ำมัน 21–0–0 ชนดิ และปริมาณปุ๋ยเคมี (กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ ) โบเรท 0–3–0 0–0-60 กเี ซอร์ไรท์ 0.09 กอ่ นปลกู (รองกน้ หลมุ ) 0.13 ดนิ ที่มคี วามอุดมสมบูรณต์ ำ่� (ดินทรายหรอื ทรายร่วน และปริมาณอนิ ทรียวตั ถุตำ�่ กวา่ 1.0 เปอรเ์ ซน็ ต)์ 0.13 0.35 ปีที่ 1 1.55 1.00 1.00 0.50 ปที ่ี 2 3.00 1.50 2.50 1.00 0.09 ปีที่ 3 4.00 1.50 3.00 1.00 0.13 รวม (กก./ต้น/3ป)ี 8.55 4.00 6.50 2.50 0.13 0.35 ดินทีม่ คี วามอดุ มสมบรู ณส์ ูง (อนภุ าคดนิ เหนยี วมากกวา่ ร้อยละ 40) 0.09 ปีท่ี 1 1.40 1.20 0.50 - 0.13 ปีท่ี 2 2.80 1.80 1.80 - 0.13 ปที ่ี 3 3.00 2.20 2.30 0.70 0.35 รวม (กก./ตน้ /3ปี) 7.20 5.20 4.60 0.70 0.13 0.13 ดินกรดหรอื ดนิ เปรย้ี วจัด 0.13 0.39 ปีท่ี 1 1.80 1.80 1.00 0.30 โบเรท ปีท่ี 2 3.00 1.80 2.50 0.30 ปีท่ี 3 4.00 2.20 2.50 0.70 - รวม (กก./ตน้ /3ปี) 8.80 5.80 6.00 1.30 0.09 0.13 ดนิ ทราย 0.13 0.35 ปที ี่ 1 3.20 1.80 1.20 1.00 ปที ี่ 2 4.00 2.20 3.50 1.40 ปีท่ี 3 6.10 2.60 4.00 1.40 รวม (กก./ตน้ /3ปี) 13.3 6.60 8.70 3.80 ดินอนิ ทรยี ห์ รอื ดินพรุ 21–0–0 0–3–0 0–0-60 จุนสี ก่อนปลกู (รองกน้ หลมุ ) - 0.50 - - ปีที่ 1 1.85 2.00 1.50 1.20 ปีที่ 2 3.00 2.50 2.50 0.80 ปีท่ี 3 3.00 3.00 4.00 0.40 รวม (กก./ตน้ /3ป)ี 7.85 7.50 8.00 2.40 หมายเหตุ หนิ ฟอสเฟต (0–3–0) ควรมปี รมิ าณฟอสฟอรัสทั้งหมด (Total phosphorus) ไมต่ �่ำกว่า 20% P2O5 และตั้งแตป่ ที ี่ 4 เปน็ ตน้ ไป ในกรณีท่ีไม่ได้ใส่ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ใบ ให้ใส่ปุ๋ยในปริมาณเท่ากับปีที่ 3 โดยแบ่งใส่อย่างน้อย 2 คร้ังต่อปี ที่มา : ดัดแปลงจาก Rankine and Fairhurst (1998) บางพนื้ ที่ไม่สามารถซื้อหินฟอสเฟตไดห้ รอื หาไดแ้ ต่มีคณุ ภาพต่ำ� สามารถเลอื กใช้ฟอสเฟตจากแหล่งอ่นื ได้ เชน่ ไดแอมโมเนยี ม ฟอสเฟต อัตราทแี่ นะน�ำโดยเทยี บเทา่ กับหินฟอสเฟต คือ หนิ ฟอสเฟต 1 กิโลกรมั (ฟอสฟอรัส 200 กรมั ) = ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต 0.43 กโิ ลกรัม (ฟอสฟอรสั 200 กรัม) นวัตกรรมปาล์มนำ้� มนั 31

4. วิธีการใส่ปุ๋ย 4.1) ต้องกำ� จดั วชั พชื รอบทรงพ่มุ ก่อนใส่ป๋ยุ ใสเ่ ม่อื ดินมีความชนื้ พอเพยี ง หลีกเลย่ี งการใส่เมื่อดนิ แห้งหรือฝนตกหนัก ไมก่ อง ป๋ยุ เป็นก้อนหรอื หนาเปน็ แถบใกลล้ �ำต้นเกินไป เพราะจะทำ� อนั ตรายรากพชื ได้ 4.2) ปาล์มอายุ 1-4 ปี ใหโ้ รยหรอื หวา่ นป๋ยุ อย่างสม่�ำเสมอ ภายในวงกำ� จดั วชั พืชท่ีมีรศั มใี กลเ้ คยี งกบั ทรงพมุ่ 4.3) ปาลม์ น้�ำมนั อายุ 5 ปขี ึน้ ไป ใสห่ า่ งจากโคนตน้ 50 เซนติเมตร ถงึ บริเวณรัศมีทรงพุ่ม โดยหว่านกระจายอย่างสมำ่� เสมอ โดยเฉพาะปยุ๋ ไนโตรเจน 4.4) ปุ๋ยฟอสฟอรัส ปาล์มน�้ำมันเล็กให้หว่านบริเวณรอบโคนต้นหรือรอบทรงพุ่ม ส่วนปาล์มน้�ำมันต้นใหญ่ให้ใส่ ระหว่างแถว หรอื บนกองทางใบ 4.5) ปุ๋ยโพแทสเซียมใส่ขณะดินแห้งได้ โดยการหว่านปุ๋ยโพแทสเซียมรอบต้นปาล์มน�้ำมันเล็กบริเวณที่ก�ำจัดวัชพืชส่วน ปาลม์ นำ�้ มันใหญ่ใหห้ วา่ นระหวา่ งแถว หรอื บริเวณทางใบท่นี ำ� มาวางระหวา่ งแถว 4.6) การใส่ปุ๋ยแมกนีเซียม หว่านรอบโคนต้นบริเวณที่มีการก�ำจัดวัชพืชแล้ว ต้นปาล์มน้�ำมันใหญ่ควรใส่บริเวณระหว่างแถว หรือบริเวณกองทางใบปาล์ม ส่วนโดโลไมท์ควรหว่านบริเวณระหว่างแถว ไม่ควรใส่โดยไม่ก�ำจัดวัชพืช และควรใส่แมกนีเซียมก่อน โพแทสเซียม 2 สัปดาห์ 4.7) ปุ๋ยโบรอน โดยท่วั ไปในปที ่ี 1-3 จะใส่โบแรกช์อัตรา 90-130 กรัมตอ่ ต้นตอ่ ปี และเพิม่ เปน็ 130-150 กรัมตอ่ ตน้ ต่อปี ในกรณที ีป่ าลม์ นำ�้ มนั ให้ผลผลิตสงู โดยใส่บริเวณรอบโคนต้น การตัดแต่งทางใบ ปาล์มน�้ำมันมีทางใบประมาณ 60-70 ทางใบ แตกตา่ งกนั ข้ึนกับอายแุ ละพันธ์ุ ในหนงึ่ ปปี าล์มนำ�้ มนั สามารถสร้างทางใบโดย เฉลีย่ ประมาณปลี ะ 18-25 ทางใบ ซึ่งทางใบประมาณ 16-24 ทางใบ ท่อี ยู่ดา้ นลา่ งสดุ เป็นใบแห้งและแก่เกินไปมีประโยชนต์ อ่ ตน้ ปาลม์ น้�ำมันน้อย ในปาล์มน�้ำมันที่ให้ผลผลิตการตัดทางใบที่แก่หรือไม่ได้รับแสงให้มีทางใบเหลือบนต้นประมาณ 35-50 ทางใบ จะท�ำให้ ทางใบทีย่ งั ออ่ นกว่าได้รับธาตอุ าหาร ความชน้ื และแสงเพิ่มขึ้น และยงั ชว่ ยลดการคายนำ�้ ของปาลม์ น�้ำมันในฤดแู ลง้ การตัดทางใบทีเ่ กนิ ทางใบที่ตาย เป็นโรค หรือถูกท�ำลายหรือไม่ได้ถูกตัดออกตอนเก็บเกี่ยวออกไป เพื่อให้ทางใบได้รับแสงเต็มท่ี มีประสิทธิภาพในการ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง สรา้ งอาหารเพอื่ ใชส้ ำ� หรับการเจรญิ เตบิ โตและทะลายปาล์มได้ดี การตัดแต่งทางใบควรท�ำการตัดแต่ง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงที่มีผลผลิตต�่ำ เช่น ช่วงแล้ง เพ่ือใช้แรงงานให้มีประสิทธิภาพ และปาล์มน�้ำมันท่ียังไม่ให้ผลผลิตไม่ควรตัดแต่งทางใบจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเก่ียว นอกจากน้ีต้องไม่ตัดแต่งทางใบมากเกินไป และหาก ปล่อยให้ทางใบเหลือบนต้นมากเกินไปท�ำให้เก็บเก่ียวไม่สะดวก ในกรณีท่ีต้นปาล์มน�้ำมันแสดงอาการขาดธาตุอาหารโดยเฉพาะ โพแทสเซียมหรือธาตุทเ่ี คล่ือนยา้ ยไดต้ ัวอน่ื ๆ ควรใสป่ ุ๋ยเพิม่ และเวน้ การตัดแตง่ ทางใบไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยทัว่ ไปแล้วควรเหลอื ทางใบหลงั จากการตัดแตง่ ทางใบดังนี้ (ภาพท่ี 19) • อายรุ ะหวา่ ง 1 - 3 ปี หลังปลกู ควรใหต้ ้นปาลม์ น�ำ้ มัน มที างใบมากท่ีสดุ ตดั แตง่ ทางใบออกเทา่ ที่จำ� เปน็ เช่น ทางใบทแ่ี ห้ง ทางใบท่ีมีโรคหรือแมลงทำ� ลายเปน็ ตน้ • อายรุ ะหวา่ ง 4 - 7 ปี ต้นปาลม์ ควรเหลอื ทางใบ 3 รอบนับจากทะลายทอี่ ยลู่ ่างสุด • อายุระหว่าง 7 - 12 ปี ต้นปาล์มควรเหลอื ทางใบ 2 รอบนับจากทะลายลา่ งสุด • อายมุ ากกว่า 12 ปี ต้นปาล์มควรเหลือทางใบ 1 รอบนับจากทะลายล่างสดุ 32 นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มัน

อายุ 1-3 ปี ตัดแต่งทางใบเทา่ ท่ีจำ� เป็น (ใหม้ ที างใบมากทส่ี ดุ ) ทรงตน้ ปริ ามิดจากการตัดแตง่ ทางใบปาลม์ น�ำ้ มันอายุ 1-3 ปี มากเกินไป อายุ 4-7 ปี ตดั แต(ค่งวทรามงใี 4บ53-4ร8อทบานงใบั บจ)ากทะลายลา่ งสดุ อายุ 8-12 ปี ตดั แ(ตค่งวทรามงี ใ4บ0-245รอทบางนใบับ)จากทะลายลา่ งสดุ อายุมากกว่า 12 ปี ต(ดัคแวตรมง่ ที 3า8ง-ใ4บ01ทราองบใบน) ับจากทะลายลา่ งสุด ภาพที่ 19 ลักษณะการตัดแตง่ ทางใบ ทางใบท่ีตัดแล้วควรน�ำมาเรียงกระจายให้รอบโคนต้นบริเวณเดียวกับต�ำแหน่งหว่านปุ๋ย เพ่ือรักษาความช้ืนบริเวณผิวดิน ส่งผลให้มีรากอ่อนของปาล์มน�้ำมันจ�ำนวนมากบริเวณน้ี หรือเรียงกระจายแบบแถวเว้นแถวไม่กีดขวางทางเดินเก็บเกี่ยวผลผลิตและ ขนผลผลติ และวางสลับแถวกนั ทกุ ๆ ปี เพ่ือกระจายทัว่ แปลง (ภาพที่ 20) ซ่ึงทางใบเหลา่ นค้ี ดิ เทยี บเป็นปยุ๋ เคมีประมาณ 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของปริมาณปุ๋ยที่ต้องใช้ตลอดท้ังปี จึงช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีใน สวนปาล์มน้�ำมันลงได้ส่วนหนึ่ง นอกจากน้ีทางใบเหล่านี้ยังช่วยเพ่ิม อินทรีย์วตั ถใุ นสวนปาลม์ น้�ำมนั ไดเ้ ป็นอย่างดี (ประมาณ 1.6 ตนั ทางใบสดตอ่ ไร่ต่อปี) โดยไมต่ อ้ งเพ่มิ ตน้ ทนุ จากการใสป่ ยุ๋ อนิ ทรีย์ หรือ ป๋ยุ ชวี ภาพอนื่ ๆ อีกเพือ่ รกั ษาทรงพมุ่ และทางใบปาล์มน�ำ้ มนั ให้เหมาะสม ภาพท่ี 20 ลักษณะการวางทางใบภายในแปลงปาลม์ น�ำ้ มนั การตัดทางใบมากเกินไปมีผลท�ำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตปาล์มน�้ำมันลดลง การตัดแต่งทางใบโดยไว้ทางใบ 17-24 ทางใบ ส่งผลให้จ�ำนวนใบท่ีเกิดใหม่ในแต่ละเดือนเพ่ิมข้ึนแต่ใบท่ีเกิดใหม่ส้ันลง (Eric, 2009) เน่ืองจากสูญเสียพื้นที่ในการสังเคราะห์แสง จ�ำนวนมาก จ�ำเป็นต้องสร้างใบใหม่ทดแทนแต่อาหารที่ให้สร้างใบใหม่มีไม่เพียงพอท�ำให้ใบเกิดใหม่ขนาดเล็กลง ต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟู ตน้ ปาลม์ ไม่นอ้ ยกว่า 2 ปี ใบจงึ จะมีขนาดเทา่ เดมิ นอกจากนก้ี ารตัดแตง่ ทางใบจำ� นวนมากอาจสง่ ผลใหเ้ สน้ ผา่ นศนู ย์กลางล�ำต้นและทรง พมุ่ ปาลม์ นำ้� มนั ลดลง ในขณะทีผ่ ลผลิตสะสมในชว่ ง 3 ปหี ลงั การตัดแต่งใบลดลง 16-56 เปอร์เซน็ ต์ (ตัดทางใบครง้ั เดียวเมือ่ เรม่ิ ทดลอง โดยไว้ทางใบ 1 และ 17 ทางตอ่ ต้น) เมอ่ื เปรยี บเทียบกับไม่มีการตดั แต่งทางใบ (ไวท้ างใบ 35) การตัดแตง่ ทางใบออก 20-30 เปอร์เซน็ ต์ ทำ� ให้ผลผลติ สะสมลดลงเพยี ง 5 เปอรเ์ ซน็ ต์ ในชว่ งเวลามากกวา่ 3 ปี (Calvez, 1976) ปริมาณธาตุอาหารในใบปาล์มน้�ำมันมีการตัดแต่งทางใบมากเกินไปมีความเข้มข้นของไนโตรเจน (N) และ โพแทสเซียม (K) เพ่ิมข้ึน ในขณะท่ีแมกนีเซียม (Mg) ลดลง (Tajudin and Yeoh, 1987) ท้ังน้ีอาจเน่ืองจากธาตุอาหารดังกล่าวเปล่ียนอยู่ในรูปท่ีเป็น ประโยชน์เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากจ�ำนวนทะลายน้อยลง นอกจากน้ีโพแทสเซียมสามารถจะเคลื่อนย้ายจากใบอายุมากและใบแห้งไปยังใบ ท่ีออ่ นกวา่ หรือใบที่ก�ำลังพัฒนา ในขณะทใ่ี นใบมะพรา้ ว พบวา่ ปรมิ าณธาตอุ าหารไม่แตกตา่ งกนั ระหวา่ งมีการตดั แตง่ ใบและไมม่ ีการตดั แต่งใบ แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ของ N, P, K, Cl, S, และ B สูงขึ้นเล็กนอ้ ยในตน้ ทม่ี กี ารตดั แตง่ ใบ ในขณะที่ Ca, Mg และ Na มปี ริมาณลดลง เล็กน้อย (Canja et al., 2003) ในตน้ ปาลม์ น้�ำมันทแ่ี สดงอาการขาดโพแทสเซียมหรือธาตุท่เี ลอ่ื นย้ายได้ตัวอ่นื ๆ การตดั แตง่ ทางใบอายุ มากส่งผลเสียต่อต้นปาล์มน้�ำมัน โดยจะเร่งใบปาล์มน้�ำมันที่เหลือแสดงอาการขาดธาตุรุนแรงขึ้นและเร่งให้ต้นปาล์มทรุดโทรม อยา่ งรวดเร็ว (Hartley, 1988; Broschat, 1994). นวตั กรรมปาล์มนำ�้ มัน 33

โรคและแมลงศัตรูปาลม์ น้�ำมัน โรคปาล์มน้ำ� มนั ปาลม์ น้ำ� มนั พบโรคได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ทงั้ ในระยะกล้าและในแปลงปลูก โดยในระยะกล้าโรคทสี่ ำ� คัญ ไดแ้ ก่โรคใบจดุ และโรครากเน่า ในระยะทเี่ ริม่ ปลกู จนถึงอายุ 1-2 ปี จะพบอาการทางใบบดิ และยอดเนา่ ระยะใหผ้ ลผลิตแลว้ พบโรคทะลายเนา่ และใน ปาลม์ น�้ำมนั ท่ปี ลกู แทนจะพบโรคลำ� ต้นเนา่ ซึง่ ระบาดมากในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย โรคใบจุด เกิดจากเช้ือรา เคอวูราเรีย Curvularia eragrostidis ภาพที่ 21 ใบกล้าปาลม์ นำ�้ มนั ทเ่ี ปน็ โรคใบจดุ เป็นโรคที่พบในระยะกล้าปาล์มน้�ำมันในช่วงอายุ ต้ังแต่ 5 เดือนขึ้นไป โรคนพ้ี บ มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคใบไหม้ และมักพบในแปลงเพาะกลา้ ชว่ งตน้ ฤดู ฝนต่อฤดูร้อน อาการระยะแรกเป็นจุดสีเหลืองขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ เป็นสีน้ำ� ตาล ด้านในมสี ีขาวหรอื เหลือง และแผลจะขยายใหญ่ขนึ้ เห็นเปน็ วงแหวน สีน้�ำตาลซ้อนกันเป็นช้ันๆ อยู่ด้านใน แผลจะเช่ือมกันเป็นแผลขนาดใหญ่แห้งและ ตายไปในทีส่ ุด การป้องกนั ก�ำจัด ตดั ใบทเ่ี ปน็ โรคออกท�ำลาย เมื่อพบอาการให้ฉีดพ่นดว้ ย สารป้องกันเช้ือรา ไดธิโอคาร์บาเมท แคปแทน แคปทาโฟล และ ไซโคแฮกซิไมด์ โรคยอดเน่าและทางใบบิด เกิดจากพนั ธกุ รรม โรคยอดเน่าและทางใบบิด พบหลังปลูกในแปลง 1-3 ปี โดยระยะแรกจะพบว่าทางใบยอดพับลง ต่อมาจะมีแผลสีน้�ำตาลที่ บริเวณใบยอดที่ก�ำลังจะคล่ี เมื่อเป็นมากเน้ือใบจะถูกท�ำลายหมด เม่ือใบคลี่ออกมา บางครั้งจะเหลือแต่ก้านใบ อาการต่อมาท่ีพบ ร่วมด้วยคือ ก้านทางจะบิดงอทั้งต้น ดูเหมือนใบพันกัน ถ้าเป็นมากใบจะเน่าหมด เหลือแต่ก้านทางที่บิดอยู่รอบต้น คล้ายมงกุฎของ พระราชา จงึ เรยี กวา่ Crown disease (ภาพท่ี 22) โรคยอดเนา่ และทางใบบดิ น้ีจะพบได้ 2 คร้งั ครง้ั แรกหลงั ปลูก 6 เดือน – 1 ปี จะพบเป็นมากถึงร้อยละ 90 ในบางสายพนั ธ์ุ และหลังจากปลูกปีที่ 2 จะพบน้อยลง และเมื่อปาล์มน�้ำมันขึ้นปีที่ 3 จะไม่พบอาการอีก แต่พบถาวรในปาล์มน�้ำมันขนาดใหญ่บางต้น ซึ่งมีรายงานวา่ ใน 5 ปแี รกท�ำให้ผลผลิตลดลงรอ้ ยละ 5 โรคนเ้ี ป็นอาการผดิ ปกติทางพนั ธกุ รรมพบวา่ พนั ธ์ลุ กู ผสมสรุ าษฎร์ธานี 1 และสุราษฎร์ธานี 7 แสดงอาการใบบิดในชว่ ง 1-3 ปี แตจ่ ะหายเป็นปกติ หรือพบในพนั ธุอ์ ่ืน เช่น ลกู ผสมจากสายพนั ธ์พุ อ่ กล่มุ ไนจเี รีย เนือ่ งจากตน้ แม่พันธบุ์ างตน้ และตน้ พอ่ พันธม์ุ ยี ีนพาหะ ของทางใบบิดและยอดเน่า ซ่ึงเป็นยีนด้อยแฝงอยู่ เม่ือรวมตัวกันจึงแสดงอาการทางใบบิดและยอดเน่าให้เห็นในรุ่นลูก ซึ่งได้มีการ ตรวจสอบและคดั ทง้ิ ต้นแมพ่ นั ธ์แุ ละตน้ พอ่ พนั ธุท์ เี่ ป็นสาเหตุ จะท�ำใหเ้ ปอร์เซน็ ต์การเป็นโรคลดลงได้ (a) (b) ภาพท่ี 22 ตน้ ปาลม์ น�้ำมันทเี่ ปน็ โรคทางใบบิด (a) และยอดเน่า (b) 34 นวัตกรรมปาลม์ น�้ำมนั

โรคทะลายเนา่ จากเชอื้ เหด็ ลม เกิดจากเชื้อเหด็ ลม Marasmius palmivorum พบทะลายเน่าจากเห็ดลมพบมากในช่วงฤดูฝน ในสวนปาล์มน�้ำมันที่ขาดการดูแล โดยจะพบว่าผลปาล์มในทะลายจะเน่า เปน็ สนี ำ้� ตาล โดยเฉพาะทส่ี ่วนปลายของทะลายจะเหน็ เสน้ ใยสขี าวหยาบของเห็ดปกคลมุ สว่ นทเ่ี นา่ เชื้อเหด็ เข้าทำ� ลายได้ท้งั ทะลายและ ชอ่ ดอกตวั ผู้ เมอื่ ชอ่ ดอกตัวผแู้ หง้ จะเหน็ เส้นใยสขี าวปกคลุมกา้ นช่อดอกตวั ผทู้ ั้งชอ่ ดอก (ภาพที่ 23) ซึง่ เป็นแหล่งแพรก่ ระจายของเช้อื เหด็ ไปยงั ทะลายอืน่ ได้ การป้องกันก�ำจัด ใช้วิธีเขตกรรม เมื่อพบช่อดอกตัวผู้หรือทะลายท่ีถูกท�ำลายให้ตัดออก แล้วน�ำไปเผาท�ำลายนอกแปลง ตัดใบ และทะลายออกตามก�ำหนด เพอื่ ใหต้ น้ โปรง่ (a) (b) ภาพที่ 23 ทะลายเน่าถกู ท�ำลายโดยเชือ้ เหด็ ลม (a) ช่อดอกตวั ผูท้ ี่ถกู ท�ำลายและมีเสน้ ใยเหด็ ที่ก้านช่อแห้ง (b) โรคทะลายเน่าและไสก้ ลวง อาการทะลายเน่า พบในปาล์มน�้ำมันท่ีเร่ิมให้ผลผลิต โดยผลส่วน ปลายของทะลายจะเน่าแห้งไม่สมบูรณ์ เกิดจากการที่ต้นกล้าปาล์มน้�ำมันท่ีปลูก ลงแปลงระยะแรกพบช่วงแล้งกระทนั หนั ทำ� ให้ทะลายที่พัฒนาในช่วงนน้ั ไม่สมบรู ณ์ เมอ่ื พัฒนาจนเต็มที่ผลสว่ นปลายจะฝ่อไป ท�ำใหเ้ กดิ อาการทะลายเน่า (ภาพท่ี 24) ภาพที่ 24 ลักษณะอาการทะลายเน่า ภาพท่ี 25 ลักษณะอาการไสก้ ลวง อาการไส้กลวง พบในปาล์มน้�ำมันอายุมากท่ีให้ผลผลิตสูง โดยทะลาย ปาล์มน้�ำมันด้านใน หรือไส้ของทะลายจะเน่าต้ังแต่ด้านบนลงมาถึงด้านล่าง ของทะลาย แต่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอน มีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับความ ไม่สมดุลหรือขาดธาตุอาหาร โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม หรือเกิดจากความเครียด ทางดา้ นสรีระของพชื ทีใ่ ห้ผลผลติ สงู เกินกวา่ ทีพ่ ชื นัน้ จะรบั ได้ (ภาพที่ 25) นวตั กรรมปาลม์ น�้ำมัน 35

โรคลำ� ตน้ เนา่ เกดิ จาก กาโนเดอมาหรือเห็ดหลินจือ Ganoderma boninense โรคล�ำต้นเน่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและมีความส�ำคัญมาก พบแพร่หลายในสวนปาล์มน้�ำมันโดยเฉพาะในมาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ปัจจุบันในประเทศไทยพบการระบาดที่จังหวัดกระบ่ี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซ่ึงเป็นแหล่งที่ปลูก ปาล์มน้�ำมันที่ส�ำคัญ จะพบในปาล์มน้�ำมันขนาดเล็ก 4-5 ปี มีอาการใบไหม้ ด้านใดด้านหน่ึง เมื่อต้นโค่นลงจะเห็นรอยเน่าจาก การเขา้ ท�ำลายของเชื้อราในดา้ นนน้ั ทำ� ใหท้ างใบด้านน้ันตายเปน็ สนี ้�ำตาล (ภาพที่ 26 และ 27) พบอาการล�ำต้นเน่าในปาล์มน้�ำมันอายุ 15-20 ปี และปาล์มน้�ำมันท่ีปลูกแทนหรือปลูกในแหล่งท่ีปลูกมะพร้าวเก่าและ มีตอมะพร้าวฝังอยู่ จะพบอาการล�ำต้นเน่าหรือโคนเน่า โดยอาการล�ำต้นเน่าในระยะแรกทรงพุ่มจะบางลง สังเกตจากจะมีใบยอดไม่ คล่ีจ�ำนวนมากคล้ายการขาดน้�ำ ทรงพุ่มจะโปร่งขึ้นเรื่อยๆ เน่ืองจากรากและเน้ือเย่ือโคนต้นถูกท�ำลายโดยเช้ือเห็ด เมื่อเป็นมากเช้ือเห็ด จะท�ำลายเน้อื เยอื่ ของลำ� ตน้ ท�ำให้โคนต้นเนา่ ผเุ ปน็ โพรง และจะพบดอกเห็ดสีน้�ำตาลแขง็ ขอบเหลอื งสดดา้ นลา่ งมสี ขี าว แลว้ ต้นจะลม้ ในการปลกู ปาล์มน�้ำมนั แทนในชว่ั ที่ 2 จะพบโรคล�ำตน้ เน่านม้ี ากและเรว็ ขน้ึ (ประมาณปที ่ี 7) การป้องกันก�ำจัด เมอื่ พบตน้ ทเี่ ป็นโรคควรปฏบิ ัติโดยการเขตกรรมรว่ มกบั ชีววิธี และใชส้ ารเคมี คือ ขุดหลมุ รอบต้นปาลม์ ที่เป็นโรค เพ่ือป้องกันการแพร่ระบาดจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นปกติ เก็บดอกเห็ดท่ีพบเผาทิ้งท�ำลาย ตัดเอาส่วนที่เป็นโรคออก ทาด้วยสารเคมี coal tar หรือส่วนผสมของ coal tar กับสารป้องกันก�ำจัดโรคพืช thiram ใช้จุลินทรีย์ท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อเช้ือรา Ganoderma spp. เช่น เชื้อรา Trichoderma, Hendersonia, Amphinema, Phelbia เชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptomyces, Burkholderia, Pseudomonas และใช้สารก�ำจัดเช้ือรา bromoconazole หรือ hexaconazole ฉีดเข้าล�ำต้นหรือราดดินรอบต้น จะชะลอการตายของตน้ ปาล์ม แต่ยงั ไม่พบวธิ รี ักษาโรคล�ำตน้ เน่าท่ไี ด้ผล (a) (b) ภาพท่ี 26 ปาลม์ นำ�้ มนั ถูกท�ำลายโดยเชือ้ เห็ดใบแหง้ ตาย (a) เน้อื เย่ือลำ� ตน้ ดา้ นทีใ่ บหรอื โคนตน้ ถกู ทำ� ลายจะเหน็ รอยท�ำลายเปน็ สนี ำ้� ตาล (b) (a) (b) ภาพท่ี 27 ปาลม์ น้ำ� มันอาการโคนตน้ เนา่ ทางใบแหง้ และยนื ต้นตาย (a) ดอกเหด็ กาโนเดอมาที่ข้นึ มาเป็นสีน้ำ� ตาล เปน็ มนั ขอบขาว (b) 36 นวัตกรรมปาล์มนำ�้ มัน

ลกั ษณะอาการทีถ่ ูกทำ� ลายจากการใช้สารก�ำจัดวัชพชื สารพาราควอท พาราควอท เป็นสารก�ำจัดวัชพืชประเภทเผาไหม้ ไม่ดูดซึม ปาลม์ น�้ำมนั ท่ีถูกสารนี้ จะแสดงอาการไหม้ เปน็ จุดสีน้�ำตาลขอบเหลืองบน ใบท่ีถูกท�ำลาย แผลไม่ลุกลาม ใบใหม่ท่ีเกิดข้ึนจะไม่มีอาการ ยกเว้นได้ฉีด พ่นสารขณะที่ไม่มีแดด อากาศคร้ึม จะแสดงอาการเหลือง ยอดพับ หลังจากน้ันในวันรุ่งขึ้นถ้ามีแดด จะแสดงอาการไหม้ เพราะสารน้ีจะไปขัด ขวางกระบวนการสงั เคราะห์แสง ถา้ ไมม่ แี ดดต้นพชื จะไมแ่ สดงอาการ ภาพท่ี 28 ปาลม์ นำ�้ มนั ถกู พาราควอททำ� ลาย สารไกลโฟเสต ไกลโฟเซทเป็นสารก�ำจัดวัชพืชชนิดดูดซึม ที่ใช้มากในปาล์ม น้�ำมนั เมอื่ ฉีดถกู ตน้ ปาล์มนำ้� มันโดยตรง ต้นปาลม์ นำ�้ มันจะมีอาการเหลอื ง โดยเฉพาะใบล่าง เมื่อสารหมดฤทธ์ิ อาการก็จะหายไปประมาณ 1 เดือน ภาพท่ี 29 ลักษณะปาลม์ น�้ำมนั ถูกสารไกลโฟเสท สาร Chloroacetamide (ชื่อการค้า อะลาคลอร์) สารควบคุมวัชพืชก่อนงอก Chloroacetamide ชื่อการค้า อะลาคลอร์ เป็นสารก�ำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ในการควบคุมวัชพืชก่อนงอก ในแปลงผัก เม่ือน�ำมาใช้กับกล้าปาล์มน้�ำมัน พบว่าท�ำให้ล�ำต้นกล้าปาล์ม น้�ำมัน โค้งงอลงมาดังภาพ ยอดไม่สามารถแทงทะลุข้ึนมาได้ วิธีแก้ไข คือตัดยอด หรือกรีดท่ีล�ำต้นเพ่ือให้ยอดใหม่แทงทะลุขึ้นมาได้ แล้วฉีดด้วย ยเู รยี หรือปยุ๋ ทมี่ ีไนโตรเจนสงู เพอ่ื ให้ต้นกลา้ เจริญเติบโตไดเ้ ร็ว ภาพที่ 30 ลกั ษณะปาลม์ น้�ำมันถกู สารคลอโรอเซทตาไมด์ ท�ำลายยอด นวัตกรรมปาล์มนำ้� มัน 37

แมลงศตั รปู าลม์ น้�ำมนั หนอนหน้าแมว (The oil palm slug Caterpillar) หนอนหน้าแมวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Darna furva Wileman จัดอยู่ในวงศ์ Limacodidae อันดับ Lepidoptera เป็นหนอนกัดกินท�ำลายใบปาล์มน้�ำมัน ถ้ามีหนอนปริมาณมากใบถูกกัดกินเหลือแต่ก้านใบ (ภาพท่ี 31) ท�ำให้ผลผลิตลดลง ต้นชะงักการเจริญเติบโต และกว่าต้นจะฟื้นดังเดิมใช้เวลาเป็นปี เม่ือมีการระบาดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาก�ำจัดนาน เพราะหนอนมี หลายระยะในเวลาเดียวกัน ไม่สามารถก�ำจัดให้หมดในคราวเดียวกัน เสียค่าใช้จ่ายสูงในการก�ำจัดและติดตามการระบาดที่ต่อเน่ือง หนอนระบาดไดท้ กุ ฤดูกาล สว่ นใหญช่ ่วงตุลาคม-เมษายน อายุต้นปาล์มนำ้� มนั ท่ีมกั ระบาดส่วนใหญร่ ะหวา่ ง 3-7 ปี ภาพท่ี 31 ลกั ษณะการทำ� ลายของหนอนหน้าแมว การปอ้ งกนั 1. หมัน่ สำ� รวจการระบาดของหนอนเปน็ ประจ�ำ เมอ่ื พบกลุ่มหนอนใหต้ ดิ ตามว่าหนอนมีแนวโน้มเพิ่มข้นึ หรือลดลงเพื่อตัดสิน ใจพ่นสารฆา่ แมลงกำ� จัดก่อนท่หี นอนจะเพมิ่ ขยายจนเปน็ วงกวา้ ง 2. ควรเลือกใช้สารฆ่าแมลงท่ีมีผลกระทบต่อศัตรูธรรมชาติน้อยที่สุด เพราะแมลงศัตรูธรรมชาติในสวนปาล์มน�้ำมันเหล่านี้มี ความสามารถในการควบคมุ หนอนได้อย่างดี 3. ไมค่ วรใช้สารกำ� จัดวัชพืชมากเกินไป และควรมพี ืชคลุมดนิ หรือปลอ่ ยให้มีวชั พืชตน้ เล็กทอ่ี อกดอกสม�่ำเสมอข้นึ อยู่ในสวน เพื่อเป็นแหล่งอาหารของแมลงศัตรูธรรมชาติ การก�ำจดั 1. วิธีจับแมลงโดยตรง เช่น ตัดใบย่อยที่มีหนอนหรือจับผีเสื้อ ซึ่งเกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบปาล์มน�้ำมัน หรอื เกบ็ ดกั แกต้ ามซอกโคนทางใบรอบลำ� ตน้ มาท�ำลาย 2. ใช้กับดักแสงไฟ โดยใชแ้ สงไฟ Black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติก ซึ่งบรรจนุ ้�ำผสมผงซักฟอก ให้หลอดไฟอยู่เหนือน้�ำประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร วางล่อผีเสื้อของหนอนหน้าแมวในช่วงเวลา 18.00 - 19.00 น. สามารถช่วย ก�ำจดั การขยายพนั ธุ์ในรุ่นตอ่ ไปได้ 3. ใชส้ ารฆา่ แมลงพ่น เร่ิมพน่ ตั้งแตห่ นอนยงั เลก็ ควรพ่นซ้�ำท่ีเดมิ อกี 1 คร้งั ห่างจากคร้งั แรก 10 วัน ได้แก่ - Carbaryl (Sevin 85% MP) อัตรา 10 กรัมต่อน�้ำ 20 ลิตร lambda cyhalothrin (Karate 2.5 % EC) อัตรา 10 มล. ตอ่ นำ้� 20 ลติ ร - Trichlorfon (Dipterex 95% WP) อัตรา 15 – 20 กรมั ต่อนำ�้ 20 ลิตร deltamethrin (Decis 3 % EC ) อัตรา 5 มลิ ลลิ ิตร ตอ่ น�ำ้ 20 ลติ ร - Permethrin (Ambush 25% EC) อตั รา 5 - 10 มลิ ลลิ ิตร ต่อนำ�้ 20 ลติ ร - Cyfluthrin (Baythriod 10% EC ) อตั รา 5 - 10 มิลลิลิตร ต่อน�ำ้ 20 ลิตร - Chlorpyrifos (Lorsban 40% EC) อตั รา 20 - 30 มลิ ลิลติ ร ต่อน้�ำ 20 ลติ ร - Pirimiphos methyl (Actellic 50% EC) ในอัตรา 20 มิลลิลิตร ตอ่ น�้ำ 20 ลติ ร 38 นวัตกรรมปาล์มน�ำ้ มัน

4. ใชส้ ารฆา่ แมลงประเภทพ่นฝุ่น เช่น Carbaryl (Sevin 5 % D) หรือ Fenvalerate (Sumicidin 0.3 % D) พน่ ในช่วงที่มี น�้ำค้างเกาะทีใ่ บ (เวลากลางคืน) ซ่ึงต้องระมดั ระวงั ในการปฏิบตั งิ าน และใช้ในกรณีจำ� เปน็ จริง ๆ 5. ใช้เช้ือ Bacillus thuringiensis (เช้ือ 16,000 i.u) 30 กรัมต่อน้�ำ 20 ลิตร สารฆ่าแมลงประเภทเชื้อแบคทีเรีย ทำ� ลายเฉพาะหนอนแมลงศตั รูปาล์มน้�ำมนั เทา่ นน้ั ไมท่ ำ� อันตรายต่อแมลงทมี่ ีประโยชน์ 6. การเจาะล�ำต้นใส่สารฆ่าแมลง 10 - 20 มิลลิลิตร ต่อต้น เช่น อิมิดาคลอร์ปิด (คอนฟิดอร์ 100 SL) ไดโนทีฟูราน (สตาร์เกลิ SL) 7. ใช้สารสกัดสะเดา กลุ่มงานวิจัยการใช้สารป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช ได้ทดลองโดยใช้สะเดาอัตราความเข้มข้น 5 เปอเซ็นต์ สามารถก�ำจดั หนอนไดผ้ ลดี 8. การใช้วธิ ีผสมผสาน เป็นการนำ� วธิ กี ารกำ� จดั หลายๆ วธิ มี าใช้รว่ มกนั เช่น 8.1 การใช้กับดักแสงไฟล่อผีเส้ือในช่วงดักแด้ก�ำลังออกเป็นผีเส้ือสลับกับการใช้สารฆ่าแมลงหรือเชื้อแบคทีเรียใน ชว่ งเปน็ หนอนวัยท่ี 2 – 3 8.2 การใช้เชื้อแบคทเี รยี สลบั กับการใชส้ ารฆ่าแมลง 8.3 การใชต้ ัวห้ำ� สลับกบั การใช้เชอ้ื แบคทเี รยี 9. ในกรณีท่ีมีการระบาดเป็นพื้นท่ีกว้าง สามารถพ่นสารฆ่าแมลงทางเคร่ืองบิน สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดแรงงาน หนอนปลอกเลก็ (The Case Caterpillar) หนอนปลอกเล็กมีวิทยาศาสตร์ว่า Cremastopsyche pendula Joannis จัดอยู่ในวงศ์ Psychidae อันดับ Lepidoptera ลักษณะการทำ� ลายและฤดกู าลระบาด หนอนปลอกเล็กจะแทะผิวท�ำให้ใบแห้งเป็นสีน้�ำตาล และกัดทะลุใบเป็นรูและขาดแหว่ง ถ้ารุนแรงจะเห็นทางใบทั้งต้น เปน็ สีน้�ำตาลแห้ง ทำ� ให้ตน้ ชะงกั การเจรญิ เติบโตผลผลิตลดลง ภาพที่ 32 วิธีการปอ้ งกนั ก�ำจัด เกบ็ ตัวหนอนปลอกเลก็ ไปทำ� ลาย ตดั ใบทถี่ กู ท�ำลายไปเผา ภาพที่ 32 ลกั ษณะการทำ� ลายของหนอนปลอกเล็ก นวตั กรรมปาลม์ น้�ำมัน 39

ด้วงแรด (Coconut Rhinoceros Beetle) ด้วงแรดมวี ทิ ยาศาสตรว์ า่ Oryctes rhinoceros L., Oryctes gnu Mohner จัดอยู่ในวงศ์Scarabaeidae อันดับ Coleoptera ด้วงแรดเป็นแมลงศัตรู ที่ส�ำคัญของมะพร้าวและปาล์มน้�ำมัน มี 2 ชนิด คือ ด้วงแรดชนิดเล็ก (พบทุกภาค) และด้วงแรดชนิดใหญ่ (พบไม่บ่อยนัก) ตั้งแต่ชุมพรลงไปทางภาคใต้ของประเทศ ใน ปาล์มน้�ำมันเร่ิมมีความส�ำคัญมาก เพราะเร่ิมมีการโค่นล้มต้นปาล์มและปลูกทดแทน ท�ำให้มีแหลง่ ขยายพนั ธ์ุของดว้ งแรดมากขึ้น ประชากรดว้ งแรดจึงเพิ่มมากข้นึ และเขา้ ท�ำลายต้นปาล์มปลูกใหม่ ต้ังแต่ต้นขนาดเล็กถึงต้นท่ีให้ผลผลิต ส�ำหรับต้นขนาดเล็ก โอกาสทำ� ใหต้ ้นผดิ ปกตแิ ละตายได้ • ลักษณะการทำ� ลายและฤดกู าลระบาด ตัวเต็มวัยบินไปกัดเจาะโคนทางใบท�ำให้ทางใบหักง่ายเมื่อโตข้ึนรับน้�ำหนักมากขึ้น และกัดกินท�ำลายยอดอ่อน ท�ำให้ทางใบ เกิดใหม่ไม่สมบูรณม์ รี อยขาดแหวง่ เปน็ ร้วิ ๆ คลา้ ยรูปสามเหลี่ยม ถา้ โดนท�ำลายมากๆ ท�ำให้ใบท่ีเกิดใหม่แคระแกรน็ รอยแผลทถ่ี ูกด้วง แรดกัดเป็นเนื้อเย่ืออ่อน ท�ำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่เข้าท�ำลายต่อ กัดกินยอดอ่อนเป็นอันตรายจนถึงต้นตายได้ในท่ีสุด แหลง่ ขยายพนั ธุ์ของดว้ งแรด แหล่งขยายพันธุ์ได้แก่ ซากเน่าเปื่อยของล�ำต้นหรือตอของต้นปาล์มน�้ำมัน และมะพร้าว ซากพืชที่เน่าเปื่อย เช่น ซากทะลายปาล์ม กองมลู สตั วเ์ ก่า กองป๋ยุ คอก กองขุยมะพรา้ ว กองกากเมลด็ กาแฟ กองวสั ดุพืชตา่ งๆ เปน็ ตน้ แหลง่ ขยายพันธุ์ เหล่านี้เป็นสถานที่ผสมพันธุ์ วางไข่ และแหล่งอาหารของหนอนวัยต่างๆ จนเข้าดักแด้และออกเป็นตัวเต็มวัยจึงจะบินออกไปกิน ยอดออ่ นปาลม์ นำ�้ มันและยอดอ่อนมะพร้าว การผสมพันธ์แุ ละปรมิ าณการวางไข่ ด้วงแรดมีอายุยืนยาวหลายเดือน จึงมีการผสมพันธุ์หลายครั้งตลอดอายุขัย จากรายงานพบว่าด้วงแรดเพศเมียรับการ ผสมพันธุ์สูงสุดถึง 8 คร้ัง และพบว่าด้วงแรดเพศเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์ครั้งเดียว สามารถวางไข่ท่ีสมบูรณ์ได้นานถึง 130 วัน ด้วงแรดชอบวางไข่ในแหล่งขยายพันธุ์ท่ีมีความช้ืนพอเหมาะที่อุณหภูมิระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส ด้วงแรดเพศเมียจะรับ การผสมพันธุ์และวางไข่ เม่ือออกจากดักแด้แล้วประมาณ 40-50 วัน วางไข่ครั้งละประมาณ 10-30 ฟอง วางไข่ได้สูงสุดประมาณ 152 ฟอง การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด แพร่กระจายทั่วประเทศตลอดปี ปริมาณจะมากหรือน้อยข้ึนกับแหล่งขยายพันธุ์ ศัตรูธรรมชาติ ทสี่ ามารถทำ� ลายดว้ งแรด ดังนี้ 1. เชื้อราเขียว ช่อื Metarrhizium anisopliae (Metsch) Sorokin สามารถท�ำลายหนอน ดว้ งแรด โดยมีสีขาวจับเปน็ ก้อนอยูภ่ ายนอกตัวหนอน ต่อไป จะเกิดโคนีเดียสีเขียวท�ำให้เห็นหนอนมีสีเขียวและตายในท่ีสุด เชื้อรานี้อาจท�ำลาย ดักแดแ้ ละตวั เต็มวยั ได้ดว้ ย 2. เช้ือไวรัส ชื่อ Rhabdionvirus oryctes Huger หรือเรียกว่า Baculovirus ท�ำลายตวั เตม็ วยั หนอน ดกั แด้ หนอนทเ่ี ป็นโรคไวรสั ตาย สังเกตเห็น ส่วนของกน้ (rectum) จะพองโตยน่ื ออกมา ภาพที่ 33 เชือ้ ราเขยี วทำ� ลายหนอนดว้ งแรด ภาพที่ 34 ลักษณะการทำ� ลายของดว้ งแรด 40 นวัตกรรมปาลม์ น้�ำมัน

การป้องกนั ก�ำจัดด้วงแรด 1. วิธีเขตกรรม คือการก�ำจัดแหล่งขยายพันธุ์ ซึ่งเป็นวิธีท่ีดีที่สุด ลงทุนน้อย สะดวกเพราะอยู่บนพ้ืนดิน สามารถก�ำจัดไข่ หนอน ดกั แดแ้ ละตัวเต็มวัยไมใ่ ห้เพ่ิมปรมิ าณได้ โดยยึดหลกั วา่ ไมป่ ลอ่ ยให้แหลง่ ขยายพันธท์ุ ิง้ ไว้นานเกนิ 3 เดอื น เนอ่ื งจากไข่พัฒนาไป เปน็ ตัวเตม็ วัยใชเ้ วลาเรว็ ทส่ี ดุ ประมาณ 3 เดอื น จงึ ควรจดั การกอ่ นเปน็ ตวั เตม็ วัยบินไปทำ� ลายต้นพืช โดยปฏิบัตดิ งั น้ี 1.1 เผาหรอื ฝงั ซากลำ� ต้นหรือตอของปาล์มนำ้� มันหรอื มะพร้าว 1.2 เกลยี่ กองซากพืช กองมลู สตั ว์ให้กระจายออกโดยมคี วามสูงไม่เกนิ 15 ซม. 1.3 ถา้ จำ� เป็นตอ้ งกองนานกวา่ 2-3 เดือน ควรหม่ันพลกิ กลบั กองเพอื่ ตรวจหาไข่ หนอน ดกั แด้ ตัวเต็มวยั เพื่อกำ� จดั เสีย 2. วธิ กี ล หมน่ั ท�ำความสะอาดบรเิ วณคอมะพร้าวหรอื ปาลม์ ตามโคนทางใบ หากพบรอยแผลเปน็ รูใช้เหลก็ แหลมแทงหาด้วง แรดเพื่อกำ� จัดเสยี พร้อมใสส่ ารฆ่าแมลงป้องกนั ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ 3. ใช้ฮอร์โมนเพศ เป็นกับดักล่อตัวเต็มวัยมาท�ำลาย ขณะนี้สามารถสังเคราะห์และผลิตเป็นรูปการค้าชื่อ chrislure มาจากสารเคมี Ethyl dihydrochrysanthemumate และชอ่ื Rhinolure มาจากสารเคมี Ethyl chrysanthemumate 4. ใช้สารฆ่าแมลง Carbofuran (Furadan 3 % G) อัตรา 200 กรมั ต่อต้น ใส่รอบยอดออ่ น และซอกโคนทางใบถดั ออกมา หรือสาร Chlorpyrifos (Lorsban 40 % EC) อตั รา 80 มล. ตอ่ น�้ำ 20 ลติ ร ราดรอบยอดออ่ น และโคนทางใบถัดมาตน้ ละ 1 ลติ ร เดือนละ 1 ครัง้ หรือใช้สาร Carbaryl (Sevin 85 % WP) ผสมขีเ้ ลอื่ ยในอัตรา สารฆ่าแมลง 1 ส่วนต่อขี้เลอื่ ย 33 สว่ น ใส่รอบยอดออ่ น ซอกโคนทางใบเดอื นละ 1 ครัง้ หรอื ใชส้ ารไล่ Naphthalene ball (ลกู เหมน็ ) อตั รา 6-8 ลกู ตอ่ ต้นโดยใสไ่ วท้ ซ่ี อกโคนทางใบ 5. ชีววิธี ในธรรมชาติจะมีเชื้อราเขียวและเช้ือไวรัสช่วยท�ำลายหนอนด้วงแรด จึงมีการพัฒนาน�ำมาใช้ในการป้องกันก�ำจัด เชน่ ใชเ้ ชอื้ ราเขียว อัตรา 200-400 กรมั ตอ่ กบั ดักขนาด 2x2x0.5 เมตร กับดักประกอบด้วย ซากเนา่ เป่อื ยของพชื ข้วี ัว ขยุ มะพร้าว กาก กาแฟ และขี้เลื่อยเป็นต้น ผสมคลุกกันเพ่ือให้ด้วงแรดมาวางไข่และขยายพันธุ์ จนถูกเช้ือราเขียวเข้าท�ำลายหนอน ดักแด้ โดยจะมี ลำ� ตัวสเี ขียวคล้�ำและตายในทีส่ ดุ แนวทางการบริหารดว้ งแรดท�ำลายปาล์มนำ้� มนั การก�ำจดั ทีด่ ีทสี่ ดุ คือ การกำ� จดั แหลง่ ขยายพันธ์ุ เชน่ ซากทะลายปาลม์ นำ้� มนั ทเี่ หลอื จากการสกดั นำ้� มันแลว้ จะตอ้ งกองทงิ้ ไวไ้ มเ่ กิน 3 เดอื น ควรเกลี่ยให้กระจายใหห้ นาประมาณ 15 ซม. ควรกำ� จดั ซากต้นปาล์มทล่ี ้มตายในสวนให้หมด ถ้าพบไข่ หนอน ดกั แดข้ องดว้ งแรด ควรจับมาท�ำลาย การใช้ราเขียวในการก�ำจัดหนอนด้วงแรดในแหล่งขยายพันธุ์ ท�ำได้โดยท�ำกับดักกองปุ๋ยขนาด 2x2x0.5 เมตร เมอ่ื กองปุ๋ยเร่ิมเปื่อยใสเ่ ชือ้ ราเขยี ว 200-400 กรมั ตอ่ กับดกั คลุกใหท้ ่ัว สามารถลดจ�ำนวนดว้ งแรดในสวนลงไดบ้ ้าง (a) (b) (c) (d) (e) (f) ภาพท่ี 35 แหล่งขยายพันธ์ดุ ว้ งแรด ล�ำตน้ ปาลม์ ลม้ ตาย (a) กองซากทะลายปาล์มน้ำ� มนั (b) กองขุยมะพรา้ ว (c) กองกากกาแฟ (d) ต้นมะพร้าวยนื ตาย (e) กองมูลสตั ว์ (f) นวตั กรรมปาลม์ นำ้� มัน 41

ดว้ งกหุ ลาบ (Rose Beetle) ด้วงกุหลาบมีวิทยาศาสตร์ว่า Adoretus compressus Weber จัดอยู่ในวงศ์ Rutelidae อันดับ Coleoptera • ลักษณะการทำ� ลายและฤดกู าลระบาด ด้วงกุหลาบ กัดกินทำ� ลายใบปาล์มน�ำ้ มนั เลก็ ในแปลง โดยเฉพาะในทด่ี นิ บกุ เบกิ ใหม่ จะกดั ใบในชว่ งเวลากลางคนื ถา้ ทำ� ลาย รุนแรงต้นปาล์มน�้ำมันขนาดเล็กใบโกร๋นจะท�ำให้ชะงักการเจริญเติบโต พบด้วงกุหลาบมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในท่ีดินมี การบกุ เบกิ ใหม่เพือ่ ท�ำการปลูกปาลม์ น้�ำมันและเกดิ กบั ปาลม์ นำ้� มนั ในระยะแรกปลูกเท่านัน้ • การแพรก่ ระจายและฤดูกาลระบาด พบด้วงกหุ ลาบมากในช่วงเดอื นกุมภาพันธ์ ถึงเดอื นเมษายน พบในท่ีดนิ มกี ารบุกเบิก ใหม่เพอ่ื ทำ� การปลกู ปาลม์ น�้ำมันและเกิดรนุ แรงกับปาลม์ นำ้� มันในระยะแรกปลกู • การปอ้ งกนั ก�ำจดั ใช้สารฆา่ แมลงประเภท carbaryI (Sevin 85 % WP) อัตรา 40 กรมั ตอ่ น้ำ� 20 ลติ ร carbosulfan (Posse 20 % EC) อตั รา 40 มล.ตอ่ น้ำ� 20 ลิตร พ่นทกุ 7-10 วนั ในตอนเย็นกอ่ นคำ่� ภาพที่ 36 ลกั ษณะการท�ำลายของดว้ งกุหลาบ แมลงชว่ ยผสมเกสรดอกปาลม์ น้ำ� มนั • ดว้ งงวงดอกปาล์มน้ำ� มนั (The Oil Palm Pollinating Weevil) ภาพที่ 37 ลักษณะด้วงงวงดอกปาลม์ น�ำ้ มัน ด้วงงวงดอกปาล์มน้�ำมันมีวิทยาศาสตร์ว่า Elaeidobius Kamerunicus Faust จัดอยู่ในวงศ์ Curculionidae อนั ดับ Coleoptera • ความส�ำคัญ ด้วงงวงดอกปาล์มน�้ำมัน ถือเป็นแมลงท่ีมีประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม น้�ำมันอย่างมากเพราะไม่ต้องใช้แรงงานคนในการผสมเกสร ซ่ึงเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก และเปลอื งคา่ ใช้จ่ายมาก แต่ดว้ งงวงจะท�ำหน้าทแ่ี ทนแรงงานคนได้ทุกประการ นอกจาก ด้วงงวงชนิดน้ีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานคนผสมเกสรแล้ว ยังท�ำให้ผลผลิต เพิ่มขึ้นจากการใช้แรงงานคนช่วยผสมอีก 20 เปอร์เซ็น ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 1,200 ล้านต่อปี รวมแล้วได้เพิ่มรายได้ถึง 2,300 ล้านบาทต่อปี (นับเป็นแมลงท่ีมี ค่าตวั แพงทสี่ ดุ ) • การช่วยผสมเกสรดอกปาล์มน้ำ� มนั เกิดจากพฤติกรรมของแมลงเองท่ีจะด�ำรงชีวิตเพื่อการเจริญเติบโตและขยาย พันธุ์บนช่อดอกตัวผู้อาหารของด้วงงวงดอกปาล์มน�้ำมันคือ ช่อดอกตัวผู้ท่ีก�ำลังบาน เท่าน้ัน การผสมเกสรจึงเกิดข้ึนเม่ือด้วงไปหาอาหารและต้องการขยายพันธุ์ โดยด้วง 42 นวตั กรรมปาล์มนำ�้ มนั

จะตอม กัดกินและวางไข่บนช่อดอกตัวผู้ ท่ีก�ำลังบานละอองเกสรตัวผู้จะติดตามตัวของด้วง และเมื่อด้วงไปตอมที่ช่อดอกตัวเมีย เกสรเหล่านั้นจะหล่นบนดอกตัวเมีย ท�ำให้ได้รับการผสมพันธุ์และติดผลจ�ำนวนมาก สาเหตุท่ีด้วงมาตอมดอกตัวเมียเน่ืองจากส่งกล่ิน คล้ายดอกตวั ผูแ้ ต่จะไมท่ �ำลายดอกตัวเมียใหเ้ สยี หาย เพราะไม่ใชแ่ หลง่ อาหารและที่ขยายพันธ์ุ • พืชอาหาร สามารถด�ำรงชีวติ อยู่ได้บนดอกมะพร้าวนานทีส่ ุด 10 วนั รองลงมาคือดอกโกโก้ 6 วัน ดอกกาแฟ ดอกกลว้ ย และดอกฝรั่ง 4 วนั ดอกมะล ิ และดอกพริกไทย 3 วัน ไมส่ ามารถวางไขแ่ ละขยายพนั ธไ์ุ ด้ในพืชดังกล่าว • การแพร่กระจาย ปัจจุบนั พบทกุ จงั หวัดที่ปลูกปาลม์ น้ำ� มัน • ศตั รูธรรมชาติ 1. ตวั อ่อนของตวั ห้ำ� Sycanus sp. จะเป็นตัวหำ�้ ของตวั เตม็ วัยดว้ งงวงดอกปาล์มนำ�้ มนั 2. มดคนั ไฟ จะทำ� ลายไข่ หนอนและดกั แด้ของดว้ งงวง พบถูกทำ� ลายมาก ดว้ งงวงดอกปาลม์ น�้ำมันคอื แมลงทท่ี ำ� ลายช่อดอก ตัวผู้ของปาล์มน้�ำมันเท่าน้ัน จึงมีความส�ำคัญน้อยในแง่ที่เป็นแมลงศัตรูพืช จึงปล่อยให้ดอกตัวผู้ถูกท�ำลายได้ ส่วนท่ีส�ำคัญคือ ช่อดอก ตัวเมียท่ีจะท�ำใหต้ ดิ ผล และเป็นส่ิงท่ีตอ้ งการของเกษตรกร นับได้ว่าเปน็ ความฉลาดของนกั กีฏวิทยาท่นี ำ� แมลงที่เปน็ ศตั รพู ชื มาใช้ใหเ้ ป็น ประโยชน ์ โดยไม่ต้องอาศัยธรรมชาติ หรือ แรงงานคน หนูศัตรูปาลม์ นำ้� มนั หนูเปน็ ศัตรสู �ำคญั ของปาล์มน�้ำมัน ในแปลงปลูกปาล์มน้�ำมันใหม่ มหี นพู ุกใหญ ่ และหนทู ้องขาว กดั แทะท�ำลายต้นปาลม์ นำ้� มนั เลก็ เปน็ จ�ำนวนมาก จนต้องมีการปลกู ซอ่ มใหม่ และในสวนปาล์มนำ้� มนั ตน้ ใหญใ่ ห้ผลผลติ แลว้ มีหนศู ัตรูสำ� คัญไดแ้ ก่หนูปา่ มาเลย์ หนูท้องขาว เปน็ ต้น ขอ้ ควรทราบกอ่ นทำ� การปอ้ งกนั ก�ำจัดหนู 1. ข้อมูลการระบาดของหนู ก่อนท่ีจะท�ำการปลูกพืชในพ้ืนที่ใดๆ ควรต้องทราบว่ามีหนูระบาดมากน้อยเพียงใดในบริเวณ น้นั ย้อนหลงั ไปประมาณ 4-5 ปี 2. รอ่ งรอยของหนูเชน่ รอยตนี ทางเดนิ รูหน ู ขห้ี นู ซากพืชและซากสัตว์ ทถี่ กู กดั แทะ 3. ถา้ มกี ารระบาดของหนูหรอื พบร่องรอยของหนมู าก จำ� เป็นต้องปอ้ งกันและก�ำจัดหนอู ยา่ งต่อเนือ่ งอย่างเปน็ ระบบ 4. ถ้ามีการระบาดของหนูน้อยหรือพบร่องรอยของหนูไม่มากนักก็ไม่จ�ำเป็นต้องใช้สารก�ำจัดหนู อาจใช้วิธีการดักด้วยกรง หรือกับดัก ปรบั ปรุงสภาพแวดล้อมไม่ใหเ้ ปน็ ท่อี ยอู่ าศยั หรือท่ีผสมพนั ธ์ุของหนูเช่น ก�ำจัดวชั พืช นอกจากนคี้ วรอนรุ ักษส์ ตั ว์ทก่ี นิ หนูเป็น อาหาร เชน่ นกแสก แมวป่า งูสงิ งทู างมะพรา้ ว งูเหลอื ม เป็นต้น หนูพุกใหญ่หรือหนแู ผง หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง พบท่ัวประเทศในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีดงหญ้าคา หญ้าขน เป็นศัตรูส�ำคัญในนาข้าว พืชไร่ และใน สวนปาลม์ น�ำ้ มันท่มี อี ายไุ ม่เกนิ 3 ปี โดยเฉพาะบริเวณท่มี วี ชั พชื ขึน้ ในพนื้ ที่ • ลักษณะหนพู ุกใหญ่ เป็นหนูที่มีขนาดใหญ่ คือ ตัวเต็มวัยความยาวหัวและล�ำตัว 246 มม. ความยาวหาง 244 มม. ความยาวตีนหลัง 56 มม. ความยาวหู 30 มม. น้ำ� หนกั โดยเฉล่ียประมาณ 480 กรมั วัยเจริญพันธอุ์ ายุประมาณ 4 เดอื นข้นึ ไป เพศเมยี มวี งรอบเปน็ สัด 5 - 8 วัน ระยะตั้งท้อง 23 - 30 วัน ใหล้ ูกปีละ 2 ครอก ๆ ละ 5 - 8 ตัว • ลกั ษณะการท�ำลาย กดั กินโคนตน้ อ่อน ทางใบ และลูกปาล์มนำ้� มนั ท่อี ยใู่ กล้กับพืน้ ดนิ เทา่ นั้น เน่อื งจากเปน็ หนูขนาดใหญ่ จึงไม่ชอบปีนป่ายตน้ ไม้ นวตั กรรมปาลม์ น�ำ้ มนั 43

(a) (b) (c) ภาพท่ี 38 ลกั ษณะหนพู กุ ใหญ่ (a) การทำ� ลายท่เี กดิ จากหนใู นปาล์มระยะปลูกใหม่ (b) โคนต้นปาลม์ ถูกกัดแทะ (c) หนปู า่ มาเลย์ หนูป่ามาเลย์ พบมากในสวนป่าละเมาะ ดงหญา้ ท่เี กดิ ภายหลงั การเปิดป่า ใหม่ ป่าโกงกาง พบเฉพาะในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปโดยเฉพาะในสวนปาล์ม น้�ำมันทางภาคใต้ของประเทศไทยแม้ว่าหนูชนิดนี้มีอุปนิสัยปีนป่ายต้นไม้คล่องแคล่ว แต่เมอื่ ใช้กรงดักวางบนพ้ืนดนิ หนูชนดิ นก้ี ็ติดกรงดักไดง้ ่ายกวา่ หนูนาใหญ่ • ลักษณะหนปู ่ามาเลย์ เป็นหนูขนาดกลาง ขนด้านหลังสีน้�ำตาลเขียวมะกอก และจะเข้มขึ้นใน บริเวณกลางหลัง ขนเรียบนุ่มไม่มีขนแข็งปนขนด้านท้องขาวล้วนหรือขาวปนเทาจาง ขนาดความยาวหัวถึงลำ� ตวั 100 - 180 มลิ ลิเมตร ความยาวหาง 125 - 198 มิลลิเมตร ความยาวตีนหลัง 28 - 32 มิลลิเมตร ความยาวหู 16 - 22 มิลลิเมตร น้�ำหนักตัว ภาพท่ี 38 ลกั ษณะหนปู า่ มาเลย์ 55 - 152 กรมั นมท่ีบรเิ วณคอถึงขาหนา้ 2 คู่ บางตวั มีเตา้ นมค่ทู ่ี 3 อยู่ชิดคู่ที่ 2 หรือ หา่ งกันไม่เกิน 10 มลิ ลเิ มตร จากคทู่ ี่ 2 และบางครั้งมเี ต้านมค่ทู ี่ 3 ขา้ งเดียว และท่บี รเิ วณขาหลงั 3 คู่ หนปู า่ มาเลยเ์ พศเมียสามารถ ผสมพันธไุ์ ดต้ ัง้ แตอ่ ายุ 84 วนั เพศผเู้ มื่ออายุ 163 วัน ระยะตง้ั ทอ้ งนาน 21 - 22 วนั จ�ำนวนลูกต่อครอก 5 ตัว วงรอบเปน็ สดั ทกุ ๆ 5 - 8 วนั ในสวนปาล์มนำ้� มนั ประเทศมาเลเซยี เพศเมียสามารถให้ลูกต่อครอก 4 - 10 ตัว อายุขัยในสภาพสวนปาลม์ นำ�้ มัน 7 - 8 เดอื นระยะหากนิ ของเพศผูโ้ ดยเฉล่ยี 30 เมตรเพศเมียประมาณ 25 เมตร • ลักษณะการท�ำลาย หนูป่ามาเลย์ชอบกินดอกตัวเมียและดอกตัวผู้ ตลอดจนลูกปาล์มน้�ำมันทั้งดิบและสุก เม่ือหนูป่ามาเลย์กินลูกปาล์มน�้ำมัน ที่ร่วงบนพื้นดิน มันจะขนลูกปาล์มน้�ำมันไปกินใต้กองทางใบ หนูป่ามาเลย์จะเริ่มเข้าท�ำลายปาล์มน�้ำมัน ต้ังแต่ปาล์มปลูก ใหมจ่ นถงึ ต้นปาล์มสนิ้ อายุการให้ผลผลิต และจะขยายพนั ธ์ุอยา่ งรวดเร็ว จงึ เปน็ ศตั รปู าล์มน้ำ� มนั ทส่ี �ำคญั ทสี่ ดุ หนูบา้ นท้องขาว หนบู ้านทอ้ งขาวพบทั่วประเทศทัง้ ในนาข้าว พืชไร่ ไมผ้ ล บา้ นเรือน สวนผลไม้ต่าง ๆ และสวนปาล์มน้�ำมันตั้งแต่เร่ิมปลูกใหม่ จนถึงต้น ภาพที่ 39 ลกั ษณะหนบู ้านท้องขาว ปาล์มสิน้ อายกุ ารให้ผลผลติ • ลักษณะหนูบ้านท้องขาว เป็นหนูขนาดกลาง น้�ำหนักตัวประมาณ 140-250 กรัม ความยาวหัวถงึ ลำ� ตวั 182 มิลลเิ มตร ความยาวหาง 188 มิลลิเมตร ความยาว ตนี หลงั 33 มิลลิเมตร ความยาวหู 23 มลิ ลเิ มตร นมที่ท้องบรเิ วณคอถงึ ขา หน้า 2 คู่ ท่บี ริเวณขาหลัง 3 คู่ ขนด้านหลงั สนี ำ้� ตาล ขนทที่ อ้ งสีขาวนวล ตีน หลังสีขาว หน้าค่อนข้างแหลม หูใหญ่กว่าหนูชนิดอ่ืน เม่ือเทียบกับหน้า ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 130 วัน ระยะต้ังท้องนาน 21 - 23 วัน จ�ำนวนลูก ต่อครอก 7.2 ตัว วงรอบเป็นสัดทุกๆ 4 วัน ในสภาพมีอาหารสมบูรณ์ มีลูกไดต้ ลอดปี 44 นวัตกรรมปาลม์ น้ำ� มนั

• ลักษณะการทำ� ลาย กัดกนิ ทางใบและโคนต้นปาลม์ เล็ก ผลปาลม์ • ขอ้ พจิ ารณาในการปอ้ งกนั ก�ำจัดหนู 1. เม่ือต้นปาล์มยังมีขนาดเล็ก (1 - 3 ปี) ถ้าพบความเสียหายแม้เพียงต้นเดียว ก็ควรด�ำเนินการป้องกันก�ำจัดทันที 2. เม่ือต้นปาล์มให้ผลผลิตแล้วหม่ันส�ำรวจทะลายปาล์มถ้าพบรอยท�ำลายใหม่ในผลดิบบนต้น ซ่ึงสังเกตจากรอยกัดผล ปาลม์ ยังเขียวสดไมแ่ ห้ง ต้งั แต่ 5 เปอร์เซ็น คือ ใน 100 ต้น พบรอยท�ำลายใหม่ 5 ตอ้ งขนึ้ ไปใหท้ �ำการปอ้ งกันก�ำจดั ทนั ที • แนวทางการปอ้ งกันก�ำจัดหนูอยา่ งต่อเน่ืองเป็นระบบ ปาลม์ นำ�้ มัน เป็นพชื ท่ีใหผ้ ลท้งั ปี และมหี นูเข้าท�ำลาย 2 ระยะคือ ระยะปาลม์ น้�ำมนั เลก็ หนูจะกัดกนิ ท�ำลายตน้ ปาล์มนำ้� มนั และระยะปาล์มน้ำ� มันใหผ้ ลผลิตแลว้ หนกู ัดกนิ ผลปาลม์ นำ้� มนั • ระยะต้นปาลม์ น�ำ้ มันเลก็ (แปลงปลูกใหม)่ 1. ถา้ พบร่องรอยของหนมู ากหรอื รวู้ ่าในพื้นทีม่ หี นแู น่ ตอนปลูกควรใช้ลวดตาขา่ ย ขนาด 0.5–1 ซม.หุ้มรอบโคนต้นปาลม์ ท�ำตอนปลูกเพื่อชะลอหรอื ขดั ขวางไมใ่ ห้หนูกดั ตน้ ปาล์มไดส้ ะดวก 2. ถ้าพบการท�ำลายบริเวณโคนต้นตอ้ งกำ� จดั หนทู นั ที โดยใชย้ าดำ� 1 สว่ นผสมปลายขา้ วร่วมกบั ร�ำขา้ วและกงุ้ แห้ง 100 สว่ น คลกุ ใหเ้ ขา้ กนั วางบรเิ วณต้นปาลม์ น�ำ้ มันจุดละ 1 ช้อนชา ใหว้ างเหยื่อพิษชนดิ นีเ้ พยี งคร้งั เดียว • ระยะปาลม์ น้ำ� มนั ให้ผลผลติ การปอ้ งกันโดยไม่ใชส้ ารเคมี 1. การดักโดยใชก้ รงดกั และกับดกั ชนิดต่างๆ เชน่ กบั ดกั ตีตาย บว่ งลวด ฯลฯ 2. การล้อมตี เช่น ช่วยกันยกทางใบปาล์มน�้ำมันท่ีกองระหว่างต้นออกแล้วให้คนคอยล้อมตีหนูท่ีว่ิงออกมาหรือใช้ไม่ไผ่ ยาว ๆ แทงตามซอกทางใบและซอกทะลายปาล์มควรก�ำจัดหนเู ปน็ ประจ�ำทกุ วนั หรือทุกสัปดาห์ 3. ก�ำจัดวัชพืชหม่นั ก�ำจัดวชั พชื รอบตน้ ปาลม์ และบรเิ วณสวนเพ่อื ไมใ่ หเ้ ปน็ ทีห่ ลบกำ� บังของหนู 4. อนรุ ักษ์ศัตรูธรรมชาติของหนู เชน่ เหยีย่ ว นกเขา นกแสกโดยการสรา้ งรงั สูงๆ ให้นกอาศยั อยู่ หรือไม่ฆ่าท�ำลายงูกนิ หนู ไดแ้ ก่ งูสงิ งทู างมะพรา้ ว งูเหลอื ม เป็นต้น 5. ใช้เหย่ือโปรโตซัวก�ำจัดหนู ซ่ึงเป็นการน�ำเชื้อโรคที่พบในหนูมาใช้ก�ำจัดหนู โดยวางโคนต้นปาล์มน้�ำมันต้นละ 1 ก้อน หนูจะป่วยตายเพราะน�้ำท่วมปอดหลังกินเหยื่อพิษแล้ว 10-15 วันเช้ือโรคชนิดน้ีไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ท่ีล่าหนูกินเป็นอาหาร นอกจากน้ีหนูปว่ ยจะเคลอื่ นทไ่ี ด้ชา้ จงึ ถูกลา่ เปน็ อาหารโดยนก งู หรอื สตั ว์ชนดิ อน่ื ๆไดง้ ่ายย่ิงขนึ้ การปอ้ งกันกำ� จดั โดยใชส้ ารเคมกี �ำจัดหนู สารเคมีประเภทออกฤทธ์ิเฉียบพลัน ซิงค์ฟอสไฟด์ เป็นสารท่ีออกฤทธิ์เร็ว เมื่อหนูกินเหย่ือพิษเข้าไปจะตายภายใน 3 - 24 ชั่วโมง อัตราส่วนที่ใช้ผสมคือซิงค์ฟอสไฟด์ 80 เปอร์เซ็น ชนิดผง 1 กรัม ผสมกับเหยื่อคือ ปลายข้าว 75 กรัม ผสมมะพร้าวขูดท่ีค่ัว ให้หอม 3 กรัม คลกุ ให้เขา้ กนั หากบนพื้นทีว่ างเหย่ือถ้ามีมดมากใหผ้ สมสารฆา่ แมลง เซฟวนิ 85 ชนิดผงครึ่งช้อนชา คลุกใหท้ ัว่ ก่อนนำ� ไปใช้ การใช้ซงิ ค์ฟอสไฟด์ก�ำจดั หนคู วรใช้ครงั้ เดียวในพน้ื ท่ี หรอื ในฤดทู ห่ี นรู ะบาดมากเพ่ือลดประชากรหนใู ห้ต่�ำลงทันทใี ห้วางเหยือ่ พษิ บนเสน้ ทางหากินของหนู หรอื ทโ่ี คนตน้ ปาลม์ ท่ีมรี อ่ งรอยความเสียหายใหม่บนทะลาย ตน้ ละ1 ช้อนชา ควรใชใ้ บไม้แห้งหรือเศษกระดาษรอง เหย่ือพิษ เพ่ือป้องกันความช้ืนจากดิน ถ้ามีน�้ำค้างมาก ควรใช้ใบไม้ ใบปาล์มหรือเศษไม้ท�ำหลังคาคลุมไว้ และต้องระวังสัตว์เล้ียง เชน่ เปด็ ไก่ สนุ ขั ฯลฯไม่ใหก้ นิ เหย่ือพิษเพราะเป็นอนั ตรายถึงชวี ิต (a) (b) ภาพท่ี 41 ลักษณะการทำ� ลายทเ่ี กดิ จากหนู ปาล์มระยะให้ผลผลิต (a) ทะลายหนูถกู กัดกนิ (b) นวัตกรรมปาลม์ น�ำ้ มนั 45

ข้อควรระวงั ส�ำหรบั การใชเ้ หยือ่ พิษซิงคฟ์ อสไฟด์ 1. หา้ มใชม้ ือเปลา่ คลกุ สารฆ่าหนใู นการวางเหย่อื และควรคลุกเหย่อื พษิ ในทีม่ ีการระบายอากาศดี 2. ต้องวางในทีท่ ปี่ ลอดภัยจากเด็ก และสัตวเ์ ลยี้ งอน่ื ๆ จดุ ท่ีวางเหย่ือพษิ ไม่ควรวางเกนิ 5 กรัมต่อจดุ 3. ไม่ควรใช้ในวนั ท่ีฝนตก เพราะเมือ่ เหยอื่ พิษถูกความชน้ื จะเสอื่ มสภาพ 4. ถา้ จะใช้ซำ้� ใหท้ ิง้ ช่วง ประมาณ 6 เดอื น สารเคมีประเภทออกฤทธ์ิชา้ ไดแ้ ก่ • โบรไดฟาคมู (คลีแรต็ 0.005 %) • โบรมาดโิ อโลน (เส็ด 0.005 %) • โฟลคมู าเฟน (สะตอม 0.005 %) • ไดฟธี ิอาโลน (บาราคี 0.00255 %) อตั ราการใช ้ 1 กอ้ น/ปาลม์ นำ้� มัน 1 ต้น • การใชแ้ ละข้อควรระวงั 1. วางเหย่ือพิษออกฤทธิช์ า้ ทโ่ี คนต้นปาล์มน�้ำมัน ต้นละ 1 ก้อน แล้วตรวจสอบการกนิ เหย่ือพิษทกุ 10 วนั ถ้าจุดใดถูกหนู กนิ ไปให้วางเหย่ือพิษใหมท่ ดแทน ท�ำเชน่ นี้ จนกวา่ เหยื่อพษิ ถูกหนูกินลดลงต�่ำกวา่ 20 เปอร์เซน็ หรือเตมิ เหย่อื พษิ ไมเ่ กนิ 4 ครง้ั จึงหยุดวางเหย่ือพิษก�ำจัดหนู และควรปฏิบัติเช่นน้ีทุก 6 เดือน ควรวางเหย่ือพิษให้ชิดโคนต้นปาล์ม และอย่าวางขวางทางน�้ำไหล 2. หา้ มบริโภคเนือ้ หนูในบรเิ วณท่วี างเหย่ือพษิ 3. ระวงั สัตวเ์ ลีย้ งมากินเหย่ือพิษและซากหนตู าย 4. กรณพี บตน้ ปาลม์ มีรอยท�ำลายของหนูพกุ ใหญ่ หรือหนฟู ันขาวใหญใ่ ห้เพ่มิ เหยอื่ พษิ ชนดิ ออกฤทธชิ์ า้ เป็นต้นละ 5 กอ้ น (a) (b) (c) ภาพท่ี 42 ภาชนะใส่เหยอ่ื พิษ (a) ใสย่ าพิษในกะลา (b) ใช้ถุงปุ๋ยทำ� หลงั คา (c) 46 นวัตกรรมปาลม์ นำ้� มัน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook