1 2563-2564 ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย จากโครงการวิจัย
2 บทนำ ศูนย%วิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว สถาบันแห@งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและ ครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ไดEจัดทำขEอเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับนี้ข้ึนเพื่อรวบรวมผลวิจัยจาก โครงการวิจัยของสถาบันแห@งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัวในปP พ.ศ. 2563 – 2564 โดยมี วัตถุประสงค%เพ่ือนำผลการวิจัยของสถาบัน ฯ มาเสนอแนะแนวทางใหม@สำหรับการพัฒนาเด็กและครอบครัว ตลอดจนสังคมและประเทศไทยท่ีตอบสนองต@อความตEองการและความจำเปZนของหน@วยงานท่ีเก่ียวขEองทั้ง ภาครัฐและเอกชนไดE รวมท้ังยังสามารถนำไปสู@การขับเคลื่อนเพื่อสรEางสรรค%นวัตกรรมสู@การพัฒนาเด็กและ ครอบครวั อย@างบูรณาการแบบชัดเจน และสามารถพึ่งพาตนเองไดE สถาบันแห@งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว หวังเปZนอย@างย่ิงว@า ขEอเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับน้ี จะนำไปส@ูการขับเคล่ือน การพัฒนาเด็กและครอบครัวขององค%กรที่เก่ียวขEองใหEเกิดข้ึนอย@างเปZนรูปธรรม ซึ่งจะ เปZนประโยชน%ต@อการกระจายการพัฒนาคุณภาพตEนทุนมนุษย%ส@ูทEองถ่ิน อันช@วยสรEางรากฐานท่ีสอดคลEองกับ ยุทธศาสตร%ของชาติ ใหEเขEมแขง็ ไดEตอ@ ไป รองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ ักดิ์ ผลติ ผลการพมิ พ0 ผ2อู ำนวยการสถาบันแหง< ชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลยั มหดิ ล
3 ชอื่ หนังสอื ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายจากโครงการวจิ ัย ปี 2563-2564 ISBN (e-book) 978-616-443-655-8 เผยแพรค่ รง้ั แรก เมษายน 2565 บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดศิ กั ด์ิ ผลติ ผลการพิมพ์ อาจารย์ ดร. นุชนาฎ รักษี ผู้เขยี น รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดศิ ักดิ์ ผลติ ผลการพิมพ์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อธิวฒั น์ เจยี่ ววิ รรธนก์ ุล ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ แกว้ ตา นพมณีจํารสั เลิศ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. บัญญัติ ยงย่วน ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนดั ดา ธนเศรษฐกร ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พัชรนิ ทร์ เสรี อาจารย์ ดร. นุชนาฎ รักษี อาจารย์ ดร. ศรลั ขุนวทิ ยา อาจารย์ ดร. นนทสรวง กลีบผ้ึง บริหารจัดการ ศนู ย์วิจัยและนวตั กรรมเพอ่ื พฒั นาเดก็ และครอบครัว ผจู้ ดั พมิ พ์ สถาบนั แหง่ ชาตเิ พื่อการพฒั นาเด็กและครอบครวั มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
4 สารบัญ หน้า 1. โครงการวจิ ัย เพอื่ ติดตามผลกระทบจากสารอารเ์ ซนกิ แมงกานสี ไซยาไนด์ 1 และฟืน้ ฟภู าวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา กระบวนการรูค้ ิดและการเรยี นร้ใู นเดก็ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4-6 โดยอาจารย์ ดร. นุชนาฎ รักษี 2.โครงการวจิ ยั คลินิกพัฒนาการเดก็ ต้นแบบและการศึกษาผลการส่งเสริม 8 พฒั นาการเด็กออทิสตกิ ด้วยโปรแกรมไทย (THAI MODEL, THAI HOME-BASED AUTISM INTERVENTION MODEL) โดยผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ แพทย์หญงิ แก้วตา นพมณจี ํารัสเลิศ 3. โครงการวจิ ัยผลกระทบของสอื่ ดิจทิ ลั ทมี่ ีผลตอ่ พฒั นาการมนุษยใ์ นศตวรรษ 16 ท่ี 21 โดยอาจารย์ ดร. นนทสรวง กลีบผึ้ง และคณะ 4. โครงการวิจยั แนวทางการพฒั นาตน้ แบบในการขจดั ความรุนแรงต่อเดก็ 23 จากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บญั ญตั ิ ยงย่วน 5. โครงการวจิ ยั ประเมนิ ประสิทธิผลการสง่ เสรมิ ทักษะการคิดเชงิ บริหาร (EF) 32 เดก็ ปฐมวยั โดยชมุ ชน ของ 18 โรงเรยี น ในพ้นื ทจ่ี งั หวัดระยอง โดยอาจารย์ ดร. นุชนาฎ รักษี
5 สารบัญ (ต*อ) 6.โครงการวจิ ัย ภาวะผูน้ าํ เชิงจรยิ ธรรมในองคก์ รภาคเอกชน: การพัฒนา หน้า โมเดลเชงิ สาเหตุ 37 44 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อธวิ ฒั น์ เจี่ยวิวรรธน์กุลและคณะ 7.การศกึ ษาสภาวการณแ์ ละปัจจยั ท่มี ผี ลต่อสุขภาวะกาย จิต สงั คม และ 51 ความสามารถการคิดเชงิ บรหิ ารของผูส้ ูงอายุ: ชมรมผ้สู ูงอายุแห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชนูปถัมภ์สมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนี 57 โดย อาจารย์ ดร.ศรัล ขนุ วทิ ยา 61 8.โครงการวิจัยผลของหลกั สตู รพฒั นาอาจารยส์ าขาปฐมวัยศกึ ษาใน มหาวิทยาลยั ราชภัฏตอ่ ความรู้ ความเขา้ ใจ การรบั รคู้ วามสามารถของ ตนเองและทกั ษะการสอนวชิ าสมองและการเรียนรูข้ องอาจารย์สาขาปฐมวัย ศึกษาในมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร 9.โครงการวจิ ัยการพฒั นาศกั ยภาพศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ ขององคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถ่นิ เพื่อสง่ เสรมิ พัฒนาการกล่มุ เดก็ ท่ีมคี วามเปราะบางทางสังคม ด้วยระบบ Inclusive Care โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ กั ดิ์ ผลิตผลการพมิ พ์ 10.โครงการวิจัยทีมบูรณาการสขุ ภาพ การเรียนร้พู ัฒนา และการคมุ้ ครอง เด็ก เพอื่ การสรา้ งเสรมิ สุขภาวะ กลมุ่ เดก็ ยากจน และมคี วามขาดแคลนแบบ พหุปัจจยั โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลติ ผลการพมิ พ์
6 สารบญั (ต*อ) 11.โครงการวจิ ยั โครงการ การสงั เคราะหแ์ นวทางการพฒั นาระบบการดูแล หน้า สุขภาวะและสง่ เสริมการเรยี นรู้เดก็ ปฐมวัยสู่การพัฒนาที่ยง่ั ยืน 66 โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดิศกั ดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ 12.โครงการวจิ ัยพฒั นาแบบทดสอบความถนดั สาํ หรับเยาวชน และหลกั สูตร 76 คา่ ยเยาวชนตามความถนัดของผ้เู รยี น 79 85 โดยผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชั รนิ ทร์ เสรี 13.โครงการวจิ ัยสง่ เสริมและประเมินทักษะการคดิ เชงิ บรหิ าร (EF) ในเด็ก ปฐมวัยโดยครูผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในหอ้ งเรียน โดยอาจารย์ ดร. นชุ นาฎ รกั ษี 14.โครงการวิจัยความสมั พนั ธข์ องโรคอว้ นและความสามารถการคดิ เชิง บรหิ ารของสมองในเดก็ วยั เรียน โดยอาจารย์ ดร. ศรลั ขุนวทิ ยา
1
1 1 ขอ# เสนอแนะเชิงนโยบาย โครงการวจิ ัย เพ่ือตดิ ตามผลกระทบจากสารอาร;เซนิก แมงกานสี ไซยาไนด; และฟCนB ฟูภาวะบกพรFองทางสตปิ ญH ญา กระบวนการรูJ คดิ และการเรยี นรJูในเด็กประถมศกึ ษาปQท่ี 4-6
2 เปา้ หมายที่ 3 สร$างหลักประกนั ว/าคนมชี วี ิตที่มีสุขภาพดีและส/งเสริมสวัสดิภาพสำหรบั ทุกคนในทกุ วยั (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) ขอ# เสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจยั สูก6 ารพัฒนาเดก็ อยา6 งยัง่ ยนื 1. หน<วยงานดา2 นสาธารณสขุ ตรวจสอบระดับสารหนูในรา< งกายเดก็ และในสภาพ แวดล2อมอยา< งสม่ำเสมอ 2. หนว< ยงานด2านสาธารณสุขให2ความรแู2 กเ< ดก็ ให2รเ2ู ท<าทันในการดูแลสขุ ภาพตัวเอง 3. ชุมชนจดั หาพน้ื ทีเ่ ลน< เรียนรูแ2 ก<เด็กและครอบครัว 4. หนว< ยงานด2านสาธารณสุขพัฒนาศกั ยภาพพอ< แมโ< ดยใหค2 วามร2คู วามเขา2 ใจการเล้ยี งลกู แก<พอ< แม< 5. หนว< ยงานดา2 นการศกึ ษาพัฒนาศกั ยภาพครูในการพัฒนาทักษะสตปิ ญZ ญา การเรยี นรเ2ู ดก็ 6. หน<วยงานด2านการศึกษาประเมนิ ทกั ษะและส<งเสรมิ สติปZญญา การเรยี นรเู2 ดก็ อย<างต<อเนอื่ ง 7. พัฒนาระบบการทำงานบูรณาการร<วมกนั ระหว<างครอบครัว ชมุ ชน โรงเรียน หนว< ยงานดา2 น สาธารณสุขและหน<วยงานการศึกษาในพนื้ ที่
3 โครงการวิจยั เพื่อติดตามผลกระทบจากสารอาร`เซนกิ แมงกานสี ไซยาไนด` และฟนed ฟู ภาวะบกพรอ/ งทางสตปิ ญg ญา กระบวนการรู$คิดและการเรยี นรใู$ นเดก็ ประถมศึกษาปnที่ 4-6 อาจารย0 ดร. นุชนาฎ รักษี ยุทธศาสตร%การศึกษาของชาติเนEนการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยทุกคน หมายรวมถึงเด็กในพื้นที่เสี่ยง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก การศึกษาในต@างประเทศพบว@าเมื่อเด็กไดEรับโลหะหนักเช@นสารหนู เขEาสู@ร@างกาย จะส@งผลใหEมีไอคิวต่ำลง และมีความบกพร@องทางการเรียนรูEต@อเด็กที่เปZนอนาคตของชาติ ดังนั้น สถาบันแห@งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ไดEทำ “โครงการวิจัยการติดตาม สถานการณ%สุขภาพและฟcdนฟูภาวะบกพร@องทางสติปeญญา และการเรียนรูEในเด็กประถมศึกษาปPที่ 4-6 ใน พื้นที่นำร@องจังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ% โดยมีเปhาหมายเพื่อติดตามสถานการณ%ภาวะบกพร@องทาง สติปeญญาและการเรียนรูE ของเด็ก ปริมาณสารโลหะหนัก รวมทั้งศึกษาปeจจัยทางดEานครอบครัวและสังคม เพื่อนำไปสู@การฟcdนฟูภาวะบกพร@องทางสติปeญญาและการเรียนรูEของเด็กโดยการมีส@วนร@วมของครู รวมทั้งใหE เด็กตระหนักและมีความรูEในการปhองกันตนเองจากสารพิษในพื้นท่ีเสี่ยงอุตสาหกรรมโลหะหนัก โครงการวิจัยแบ@งออกเปZน 3 ระยะ ซึ่งระยะท่ี 1 คือ การติดตามสถานการณ%เด็กก@อนการส@งเสริม (Pre-test) เด็กทั้งดEานสุขภาพ, ปeจจัยดEานครอบครัวและสังคม, ทักษะดEานสติปeญญาและการเรียนรูE และการ ดูแลตนเองดEานอนามัยสิ่งแวดลEอม ส@วนระยะท่ี 2 คือ การส@งเสริมเรียนรูE และการดูแลตนเองดEานอนามัย สิ่งแวดลEอมในเด็ก (Intervention) โดยการลงพ้ืนที่จัดอบรมติดปPกความรEูใหEกับครูท้ัง 6 โรงเรียน เร่ิมจากการ ปรับทัศนคติใหEครูเขEาใจความบกพร@องของเด็ก และตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการสังเกต ประเมิน และ ส@งเสริม เริ่มตั้งแต@การสื่อสารกับเด็กอย@างเขEาใจ เทคนิคกระบวนการสอน และการจัดทำส่ือเพื่อพัฒนาการ เรียนรEูของเด็ก นอกจากนั้นคณะผEูวิจัยไดEจัดทำค@ูมือพรEอมส่ือการจัดกิจกรรมส@งเสริมทักษะการรูEเท@าทัน สิ่งแวดลEอมแก@เด็ก เพ่ือใหEครูนำไปส@งเสริมใหEความรูEแก@เด็ก และในระยะที่ 3 เปZนการประเมินติดตามผลการ ส@งเสริมหรอื ประเมินหลังการสง@ เสรมิ (Post-test) ผลการติดตามสถานการณ%ทักษะการเรียนรูEและสติปeญญาของเด็กประถมศึกษาปPท่ี 4-6 ในปP 2562 ใน 6 โรงเรียนนำร@องพื้นท่ีจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ% จำนวน 212 คน โดยการประเมินระดับความฉลาดทาง เชาวน%ปeญญา (IQ) พบเด็กมี IQ ต่ำกว@าเกณฑ%เฉลี่ยปกติ รEอยละ 40.6 และอยู@ในเกณฑ%เฉลี่ยปกติ รEอยละ 59.4 จากน้ันมีการประเมินทักษะการเรียนรูEใน 4 ดEาน คือ ดEานการอ@านคำ การสะกดคำ ความเขEาใจประโยค และการ คำนวณทางคณิตศาสตร% ในเด็กที่มี IQ ปกติจำนวน 126 คน พบว@า เด็กมีภาวะบกพร@องการเรียนรูE ซ่ึงมี IQ ระดับ ปกติ (Learning Disability; LD) พบรEอยละ 22.22 โดยเด็กท่ีมีภาวะบกพร@องการเรียนรEูในรายละเอียดพบว@า มี ภาวะบกพร@องการเรียนรEู ท้ัง 4 ดEาน ไดEแก@ ดEานการอ@านคำ การสะกดคำ ความเขาE ใจประโยค การคำนวณทาง
4 คณิตศาสตร% จำนวนถึง 14 คน จาก 28 คน ทีมวิจัยจึงนำเด็กท้ังท่ีมี IQ ต่ำกว@าเกณฑ% และเด็กที่มีภาวะ บกพร@องการเรียนรูE รวม 114 คน เขEาส@ูกระบวนการฟdcนฟูเด็ก ดEวยการอบรมเชิงปฏิบัติการส@งเสริมทักษะการ เรียนรูEผ@านครูผEูสอนในโรงเรียนท้ัง 6 แห@ง โดยการพัฒนาศักยภาพท่ีเร่ิมจากการปรับทัศนคติครูใหEเขEาใจความ บกพร@องของเด็ก การตระหนักในบทบาทของครู การใชEเทคนิคการสังเกต ประเมิน และการสื่อสารกับเด็ก อย@างเขEาใจ ตลอดจนการจัดทำสื่อเพื่อการพัฒนาการเรียนรูEท้ังดEานการอ@านคำ สะกดคำ ความเขEาใจประโยค การคำนวณทางคณิตศาสตร% นอกจากนั้นทีมวิจัยไดEจัดทำโปรแกรมส@งเสริมการรEูเท@าทันส่ิงแวดลEอม เพ่ือใหEครู นำไปใชEในการพฒั นาทกั ษะและการเรยี นรแEู กเ@ ดก็ ดEวย ซึ่งผลการฟdcนฟูทักษะการเรียนรEู สติปeญญาของเด็ก และการดูแลปhองกันตนเองจากส่ิงแวดลEอมโดย โรงเรียน ภายหลังการดำเนินการฟcdนฟูเด็กใน 6 โรงเรียนใน 1 ปPการศึกษา พบว@า เด็กที่มี IQ ต่ำกว@าเกณฑ% และมีภาวะบกพร@องการเรียนรEู ก@อนการฟcdนฟูเด็กมีคะแนนเฉลี่ย IQ อยู@ท่ี 85.43 หลังการฟcdนฟูเพ่ิมข้ึนเปZน 90.11 ซึ่งจัดอย@ูในเกณฑ%เฉล่ียปกติ ส@วนการทดสอบเฉพาะเด็กที่มี IQ ต่ำ ก@อนฟdcนฟูมีคะแนนเฉล่ีย IQ อยู@ที่ 81.93 หลังการฟdcนฟูเพ่ิมขึ้นเปZน 88.22 แต@ยังจัดอย@ูในระดับท่ีต่ำกว@าเกณฑ%เฉล่ีย ซึ่งจำเปZนตEองไดEรับการ ส@งเสริมต@อเน่ือง ส@วนผลการฟdcนฟูการเรียนรูEเด็กท้ังในเด็กท่ีมีภาวะบกพร@องการเรียนรEู และเด็กที่มี IQ ต่ำกว@า เกณฑ%ปกติ พบว@า เด็กมีเกณฑ%คะแนนเฉล่ียที่ดีข้ึนทั้ง 4 ดEาน แต@ในดEานการคำนวณทางคณิตศาสตร% แมEจะ เพิ่มข้ึนจาก 75.59 เปZน 84.25 แต@ยังจัดอยู@ในเกณฑ%ท่ีต่ำกว@าปกติ ซึ่งทักษะคณิตศาสตร%จำเปZนตEองใชEเวลา ส@งเสริมอย@างต@อเน่ือง ท้ังนี้ทีมวิจัยไดEคืนขEอมูลดังกล@าวใหEกับโรงเรียนเพื่อส@งเสริมเด็กใหEตรงจุดต@อไป ขณะท่ีผล การประเมินดEานความรEูเท@าทันในการดูแลและปhองกันตนเองจากส่ิงแวดลEอมที่เปZนพิษ พบว@าเด็กมีคะแนน ความรEูก@อนทำกิจกรรมเฉล่ีย 4.72 หลังการทำกิจกรรมเพ่ิมเปZน 6.12 มีทัศนคติการปhองกันตนเองจากสารพิษ เพ่ิมขนึ้ แตพ@ ฤติกรรมการปhองกันตนเองจากสารพิษยงั เหมอื นเดิม ซึง่ ตEองไดEรับการสง@ เสรมิ อย@างต@อเน่ือง นอกจากน้ีจากผลการตรวจสุขภาพเด็กพบว@า เด็กมีภาวะโภชนาการปกติรEอยละ 63.3 และพบมีภาวะ โรคอEวนถึงรEอยละ 25.2 ส@วนการตรวจปริมาณสารหนูอนินทรีย%ในร@างกายเด็กพบมีสารหนูสูงรEอยละ 4.5 (9 คน จาก 199 คน) และเมื่อศึกษาความสัมพันธ%ระหว@างปริมาณสารหนูในร@างกายของเด็กกับภาวะบกพร@องการ เรียนรูE ในกลุ@มเด็ก LD จำนวน 28 คน พบว@า สารหนูไม@มีความสัมพันธ%กับภาวะบกพร@องทางสติปeญญาและการ เรียนรูEของเด็ก ทั้งนี้ ในการศึกษานำร@องคร้ังน้ีเปZนการศึกษาเฉพาะกล@ุมเด็ก ป.4-ป.6 เพียง 199 คน เท@าน้ัน โดย มีเด็กเพียง 9 คน ท่ีมีปริมาณสารหนูสูง ซึ่งการศึกษายังไม@ครอบคลุมเด็กทุกคนในพ้ืนท่ี ดังน้ันเพ่ือใหEไดEขEอมูลที่ จะนำไปส@ูการฟdcนฟูเด็กไดEทั่วถึง จึงควรมีการตรวจวัดสุขภาพใหEครอบคลุมเด็กทุกคนโดยหน@วยงานดEาน สาธารณสุข เพื่อการเฝhาระวังและติดตามอย@างต@อเนื่องเปZนระยะ รวมท้ังสรEางสภาพแวดลEอมที่ปลอดภัยสำหรับ เด็ก เน่ืองดEวยการศึกษาวิจัยในต@างประเทศยังพบประเด็นของสารหนูมีผลต@อภาวะบกพร@องการเรียนรEูและ สติปeญญาของเด็กที่ต่ำลง นอกจากนั้นยังมีปeจจัยอ่ืนๆ ที่ส@งผลต@อการเรียนรูEและดEานสติปeญญาของเด็กดEวย เช@น การอบรมเล้ียงดู การดูแลวินัยการใชEส่ือของเด็ก การใหEเวลาของครอบครัว หรือการดูแลดEานโภชนาการ ซึ่งจะ สง@ ผลตอ@ การเรยี นรูEของเดก็ และควรไดEรับการฟcนd ฟูสง@ เสรมิ เช@นกัน
5 สอดคลEองกับผลการศึกษาปZจจัยทางครอบครัวและสังคมท่ีมีความสัมพันธ0กับภาวะบกพร<องทาง สติปZญญา กระบวนการร2ูคิด และการเรียนร2ูของเด็ก ป.4-6 พบว@าปeจจัยครอบครัวและสังคม มีผลต@อภาวะ บกพร@องทางสติปeญญาและการเรียนรูEของเด็กอย@างชัดเจน โดยครอบครัวของเด็ก ส@วนใหญ@ในพ้ืนที่กรณีศึกษา พบว@า ลักษณะของครอบครัวท่ีเด็กส@วนใหญ@อาศัยอยู@เปZนครอบครัวแหว@งกลาง ที่เด็กไม@ไดEอาศัยอยู@กับพ@อแม@ โดย พ@อแม@ไปทำงานนอกพ้ืนท่ี คิดเปZนรEอยละ 82.60 ลักษณะครอบครัวที่มีป‰ูย@าตายายเลี้ยงดู คิดเปZนรEอยละ 37.60 ระดับการศึกษาของพ@อและแม@ ส@วนใหญ@จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย อาชีพของพ@อและแม@ส@วน ใหญ@รับจEางชั่วคราว ครอบครัวมีรายไดEต@อเดือนท่ี 5,000-10,000 บาท คิดเปZนรEอยละ 48.60 และดEานการใชEส่ือ ของเด็ก โดยเล@นโทรศัพท%มือถือวันละ 1-2 ช่ัวโมง รEอยละ 40.05 และผลวิจัยน้ีนำไปส@ูขEอเสนอเชิงนโยบายแก@ หน@วยงานภาครัฐที่เกี่ยวขEองท้ังดEานสาธารณสุข การศึกษา และอุตสาหกรรม ใหEมีระบบตรวจสอบในการสถาน ประกอบการอุตสาหกรรมโลหะหนักน้ันว@าจะไม@ทำใหEมีความเส่ียงต@อการไดEรับสารโลหะหนักต@อเด็ก และมี มาตรการต@อเนื่องในการเฝhาระวังและติดตามผลกระทบกับเด็กทั้งดEานสุขภาพและการเรียนรEูของเด็กอย@างต@อเนื่อง ในระยะยาวเพื่อนำไปสู@การช@วยเหลือเด็กไดEทันท@วงทีเปZนการแกEไขปeญหาอย@างยั่งยืน ใหEเด็กเติบโตเปZนผูEใหญ@ที่มี คุณภาพในอนาคต มีการแถลงข@าวผลการวิจัยแก@สาธารณะ 2 ครั้ง มีจัดเวทีคืนขEอมูลงานวิจัยแก@หน@วยงาน ครอบครัวและชุมชนในพื้นท่ี 1 คร้ัง และไดEส@งสรุปผลงานวิจัยและขEอเสนอเชิงนโยบายส@ูการปฎิบัติแก@หน@วยงาน ภาครัฐทเี่ กี่ยวขEอง ดังน้ี ขอ2 เสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวจิ ัยส<ูการพฒั นาเด็กอยา< งยงั่ ยนื 1. หน@วยงานของรัฐท่ีมีหนEาที่ตรวจสอบระดับสารหนูในสภาพแวดลEอม ดิน น้ำ อาหาร ตEองทำการตรวจ อย@างสมำ่ เสมอ และรายงานผลแก@สาธารณะใหEรับรูขE อE มลู ไดEโดยงา@ ยและชดั เจน 2. จัดสภาพแวดลEอมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กจากสารพิษต@างๆ และปรับปรุงแกEไขทางดEานสิ่งแวดลEอมท่ี อาจส@งผลกระทบต@อการสัมผัสสารหนูอนินทรีย% และสารพิษในเด็กไดE รวมทั้งการใหEความรูEแก@เด็กใหEรูEเท@าทันใน การดแู ลสุขภาพตวั เอง โดยหน@วยงานสาธารณสุขในพนื้ ที่ 3. จัดหาพื้นที่เล@น เรียนรEูในชุมชนแก@เด็กและครอบครัวที่เอื้อต@อการพัฒนาทักษะสติปeญญา การเรียนรEู และรเEู ทา@ ทนั ตนเองในการดแู ลปhองกนั ตัวเองในสง่ิ แวดลอE ม สารพษิ ในพ้นื ทท่ี ี่อาศัยอยู@ 4. พัฒนาศักยภาพพ@อแม@โดยใหEความรูEความเขEาใจแก@พ@อแม@ ผูEปกครองในการเล้ียงดูเด็กท่ีถูกตEอง เช@น เทคนิคการส่ือสารกับเด็กเพื่อสัมพันธภาพที่ดี การดูแลการใชEเทคโนโลยีจอภาพในเด็กเปZนตEน และครอบครัว ควรดแู ลบุตรหลานดEานการเรยี น ดEานจิตใจใหคE วามรกั กบั เดก็ 5. พัฒนาศักยภาพครู Professional Learning Community ในการพัฒนาทักษะสติปeญญา การเรียนรูE และรูเE ทา@ ทนั ตนเองในการดแู ลปอh งกันตัวเองในเด็กโดยการอบรมเชิงปฎบิ ตั ิการและติดตาม 6. ดำเนินนโยบายแบบเฝhาระวังเพ่ือลดความเสี่ยง โดยทำการประเมินผลกระทบจากการรับสัมผัสสาร โลหะหนกั ในเด็กอยา@ งตอ@ เนือ่ ง เพื่อนำไปสู@การดูแลแกEไขทที่ นั ท@วงที ตรงจดุ และมปี ระสิทธภิ าพต@อไป 7. เฝhาระวังและคEนหาแหล@งกำเนิดของสารหนูอนินทรีย%และสารพิษอื่นๆในส่ิงแวดลEอม และทำการ ปรบั ปรุงแกEไขการกระจายจากแหลง@ นัน้ ๆ
6 8. ประสานงานกับหน@วยงานทางดEานการศึกษาในพ้ืนที่ในการประเมินทักษะทักษะสติปeญญา การเรียนรEู เปZนระยะอย@างต@อเนื่อง รวมท้ังหาสาเหตุอื่นๆท่ีส@งผลต@อประสิทธิภาพการศึกษาของเด็ก และฟcdนฟูทักษะดEาน สตปิ ญe ญา การเรยี นรูEในเดก็ อย@างทันทแี ละตอ@ เนอื่ ง 9. พัฒนาระบบและกลไกการทำงานบูรณาการร@วมกันระหว@างครอบครัว ชุมชน โรงเรียน หน@วยงานดEาน สาธารณสุขและหน@วยงานการศึกษาในพื้นท่ี ท้ังชุมชน โรงเรียน ครอบครัว ควรมีระบบดูแลติดตามเด็ก ท้ังดEาน การเรียนและสุขภาพ รวมทั้งพฤติกรรมเสีย่ งเช@น ตดิ ยาเสพตดิ ตดิ เกมส% โครงการนี้ไดร้ บั ทนุ สนบั สนุนจาก สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสขุ (สวรส.)
7
8 2 ขอ- เสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวจิ ยั คลินิกพัฒนาการเด็กต#นแบบและการศกึ ษาผล การสAงเสริมพัฒนาการเดก็ ออทิสติกดว# ยโปรแกรมไทย (THAI HOME-BASED AUTISM INTERVENTION MODEL: THAI MODELI)
9 เปา้ หมายท่ี 3 สร$างหลักประกนั วา/ คนมีชวี ิตทม่ี ีสุขภาพดีและส/งเสริมสวสั ดิภาพสำหรบั ทกุ คนในทกุ วัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) เปqาหมายท่ี 10 ลดความไม/เสมอภาคภายในและระหว/างประเทศ (Reduce inequality within among countries) ข#อเสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวิจยั สู6การพฒั นาเด็กอยา6 งยั่งยนื 1.ปรบั เปล่ยี นเปา้ หมายการสง่ เสริมพฒั นาการเด็กออทสิ ตกิ เด็กพเิ ศษ เนน้ ฝึกทกั ษะพ่อแม่ในการมีปฏสิ ัมพันธ์ กบั เดก็ (I-CARE) พอ่ แมอ่ ยรู่ ว่ มในหอ้ งฝึกตลอดเวลา รูปแบบผา่ นการเลน่ ในสง่ิ ที่เด็กสนใจ 2. ขยายมุมมองของบุคลากรสาธารณสุข จากการเน้นส่งเสริมพัฒนาการที่ตัวเด็กพิเศษ เด็ก ออทิสติก เพียง อย่างเดยี ว เป็นการดแู ลอารมณ์ ความรู้สกึ ของพอ่ แม่ และความผาสกุ ของครอบครัวร่วมดว้ ย 3. สนับสนนุ การเรยี นรู้ และ ความสุขในการทํางานของบุคลากรสาธารณสขุ 4. เช่ือมโยงกับชมุ ชน เพ่ือสรา้ ง “นักเล่นชมุ ชน” (play partner)
10 โครงการวิจัย คลนิ กิ พฒั นาการเด็กต$นแบบและการศกึ ษาผลการสง/ เสรมิ พัฒนาการเด็ก ออทสิ ตกิ ด$วยโปรแกรมไทย (THAI MODEL, THAI HOME-BASED AUTISM INTERVENTION MODEL) ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงแกว$ ตา นพมณจี ำรสั เลศิ Neuroplasticity หรือ ความยืดหย@ุน ปรับเปลี่ยนของสมองมีองค%ประกอบที่เปZนหลักสำคัญ คือ 1) การเริ่มกระตEุนพัฒนาการต้ังแต@อายุยังนEอย (Early detection and Early Intervention) 2) ความจำเพาะ (Specificity) คือ รูปแบบ วิธีการท่ีตรง มุ@งเปhาไปที่ความบกพร@องหลักของโรค (Core deficits) 3) สมองตื่นตัว พรEอมเรียนรEู คือ เด็กรEูสึกสนุก สนใจ ชอบ และ 4) ความถี่และความสม่ำเสมอในการลงมือทำ (Frequency) วัตถุประสงค%การวิจัย เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส@งเสริมพัฒนาการเด็กที่สงสัยภาวะออทิสติก ดEวย โปรแกรมไทย (THAI Home based Autism Intervention Program) และเพ่ือศึกษาจุดแข็งของชุมชน ประเทศไทย ในการดูแลเด็กพัฒนาการล@าชEา เด็กพิเศษ เด็กออทิสติก ในบริบทครอบครัวไทย การศึกษาในครั้ง นี้มีระเบียบวิธีวิจัยเปZนแบบผสานวิธี โดยใชEการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส@วนร@วม เนEนกระบวนการมีส@วนร@วม ของผEูดูแลหลัก รูปแบบการวิจัยก่ึงทดลอง ทดสอบก@อนและหลัง ผลการนำโปรแกรม THAI Model ไปใชEที่ บEานในบริบทครอบครัวไทย ในกล@ุมเด็กท่ีไดEรับการวินิจฉัยออทิสติก พบว@า ผูEดูแลใหEเวลาเล@นเพ่ือส@งเสริม พัฒนาการอารมณ% สังคม นEอยกว@าเกณฑ%ท่ีกำหนดไวE โดยพบว@า ผูEดูแลสามารถทำตามเกณฑ%ที่กำหนดไวE คือ ใหEเวลาเล@นไดEสม่ำเสมอทุกวัน 2-3 รอบ/วัน (23.1%) โดยส@วนใหญ@ ผูEดูแลใหEเวลาเล@นไดEปานกลาง วันละคร้ัง ประมาณ 5 วนั /สัปดาห% (38.5%) และ เล@นไดEนอE ย เฉพาะบางวนั เมอื่ มีเวลา (38.4%) สรุป THAI Model แสดงใหEเห็นการเปล่ียนแปลงท่ีสำคัญ คือ การเสริมพลังพ@อแม@ (empowerment) โดยเนEนใหEผEูดูแลมีทักษะปฏิสัมพันธ%กับเด็ก (I-CARE) อย@างมีคุณภาพมากขึ้น ผลการวิจัยพบว@า ผEูดูแลมีทักษะ I-CARE ดีข้ึน มีความเครียดลดลง อย@างมีนัยสำคัญ เด็กมีพัฒนาการอารมณ%สังคม พัฒนาการทุกดEาน ดีขึ้น อย@างมีนัยสำคัญ ในส@วนกล@ุมเด็กออทิสติก พบว@า ความถ่ีในการเล@นกับลูกเพื่อส@งเสริมพัฒนาการ ยังไม@มากพอ ทจี่ ะทำใหเE กิดการเปล่ยี นแปลงของสมอง ระบบประสาท และพัฒนาการ จากผลการวิจัยนี้ ผูEวิจัยมีความเห็นว@า การเพิ่มความถ่ีในการส@งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกผ@านการ เล@น จะเปZนกุญแจสำคัญที่ช@วยใหEเด็กออทิสติกมีพัฒนาการดีข้ึน โดยมีแนวทางในชุมชนของประเทศไทย ดังน้ี 1) สราE งความตระหนกั ใหพE @อแมม@ องเห็นความสำคัญของการเลน@ และเพิ่มเวลาการเลน@ กบั ลกู ใหบE อ@ ยขนึ้ 2) เช่ือมโยงกับ ชุมชน เพ่ือสรEาง “นักเล@นชุมชน” (I-CARE Play Partner) โดยคนในชุมชน อาจเปZนผEูใหญ@ ผูEสูงอายุ หรือเด็กในชุมชน ท่ีไดEรับการอบรมการเล@น เขEาไปช@วยเล@นกับเด็กออทิสติก เพ่ือช@วยแบ@งเบาภาระ ของครอบครัว สรEางมิตรภาพในชุมชน เปZนสังคมแห@งการแบ@งปeน สังคมแห@งการช@วยเหลือซึ่งกันและกันของ ประเทศไทย
11 นอกจากน้ี ยังสามารถคEนพบขEอสรุปจากกระบวนการพัฒนาโปรแกรม THAI Model และผลการวิจัย ประสทิ ธิผลโปรแกรม THAI Model ผEวู ิจยั มีความคิดเห็น ดงั น้ี 1) การเสริมพลังพ<อแม< (empowerment) เปZนกระบวนการสำคัญ เปZนความย่ังยืนในการพัฒนา เด็ก ออทิสติก เด็กพิเศษ โปรแกรม THAI Model ไดEแสดงใหEเห็นถึงการเสริมพลังพ@อแม@ ในหลากหลายรูปแบบ เช@น การฝกสอนพ@อแม@ใหEมีทักษะปฏิสัมพันธ%กับเด็ก, การจัดกิจกรรมหEองเรียนพ@อแม@, การนำเสนอพ@อแม@ ตEนแบบผ@านส่ือวีดิทัศน% THAI Model, การฝกทักษะบุคลากรสาธารณสุขใหEรูEจักสังเกตและประเมิน ความเครียดของผูดE แู ล เปZนตEน 2) THAI Model มีความเหมาะสมกับบริบทครอบครัวไทย พ@อแม@สามารถส@งเสริมพัฒนาการลูกท่ี บEานไดEเองผ@านการเล@น โดยเปZนการเล@นที่มีลักษณะจำเพาะ คือ เล@นเพื่อส@งเสริมพัฒนาการ ใหEเด็กเปZนผูEนำ เปZนผEูเลือกเล@นในสิ่งท่ีสนใจ พ@อแม@มีทักษะ (I-CARE) ในการสังเกต ตอบสนองการสื่อสารของเด็กรูEวิธี ปลอบโยน ใหEกำลังใจเด็ก รEูวิธีปรับตัวเองใหEเขEากับความแตกต@างของเด็ก ทักษะเหล@าน้ีเปZนกุญแจสำคัญที่ช@วย ใหเE ด็กมพี ฒั นาการดขี ้ึนผ@านการเล@น 3) ความถี่ในการส<งเสริมพัฒนาการ หรือ ความถี่ในการเล@นกับเด็ก เปZนกุญแจสำคัญท่ีจะทำใหEเกิด การสรEางวงจรกระแสประสาทใหม@ๆ หรือ neuroplasticity งานวิจัยน้ีแสดงใหEเห็นว@า ผูEวิจัยควรตEองพัฒนา กระบวนการ coaching หรือพัฒนาสื่อการเรียนรEู ที่จะช@วยนำพาใหEพ@อแม@ตระหนัก และมองเห็นความสำคัญ ในการเพมิ่ ความถใี่ นการเล@นกับลูกทบ่ี าE นมากขนึ้ ซ่งึ จากผลการวิจยั ในคร้งั นสี้ ามารถนำไปสขู@ Eอเสนอแนะเชงิ นโยบาย ไดEแก@ 1) ด2านองคค0 วามรู2 วชิ าการ การนำองค%ความรูEดEานการความยืดหย@ุนของสมอง (neuroplasticity) ดEานสังคมอารมณ% (social emotional development) และดEานสัมพันธภาพ ความรัก ความผูกพัน (relationship, bonding & attachment) มาเปZนทิศทางหลักในการพัฒนาเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ โดยมีแนวทางภาคปฏิบัติที่ชัดเจน เปZน วิธีการส@งเสริมพัฒนาการเด็กท่ีบEาน ที่ผ@านการทดลอง ลงมือทำ ในกล@ุมพ@อแม@เด็กพิเศษของสถาบัน แห@งชาตเิ พ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล มานานกว@า 15 ปP 2) ด้านรปู แบบการนําไปใช้ในระบบบรกิ ารสาธารณสขุ 2.1 ปรบั เปลยี่ นเป้าหมายการส่งเสรมิ พัฒนาการเดก็ ออทิสติก เดก็ พิเศษ เปา้ หมายเดิม: เน้นการฝกึ ทตี่ วั เด็ก รปู แบบจงึ เป็นลกั ษณะครูฝึกใหเ้ ด็กทาํ ตาม กิจกรรมทค่ี รูบอก พอ่ แมเ่ ปน็ ผู้ พาเด็กมาให้ครู ฝึกใหพ้ ่อแม่นั่งรอนอกห้องฝกึ เป้าหมายใหม่: เนน้ ฝึกทกั ษะพอ่ แม่ในการมีปฏสิ ัมพันธ์กบั เด็ก (I-CARE) พ่อแม่อย่รู ว่ มในห้องฝกึ ตลอดเวลา รูปแบบผา่ นการเล่นในสิ่งที่เด็กสนใจ
12 เป้าหมายเดมิ เป้าหมายใหม่ ผลลัพธ์ท่ีได้ พ่อแม่มีความม่ันใจมากขึ้น มีทักษะในการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการลูกเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก ที่ บ้านด้วยตนเองมากขึ้น พ่ึงพาตนเองได้มากขึ้น พ่อแม่สัมผัสได้ถึงความสุขในการให้เวลา ลงมาเล่นกับลูก มองเห็น ความน่ารัก ความสดใส สีหน้า แววตา รอยย้ิมของลูกเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก ชีวิตประจําวันเด็กออทิ สติก เดก็ พเิ ศษ เช่อื ฟงั ทําตามพอ่ แมม่ ากข้ึน ปญั หาพฤติกรรมลดนอ้ ยลง ความเครยี ดของพ่อแม่ลดน้อยลง 2.2 ปรับเปลย่ี นสง่ิ แวดลอ้ ม วัสดุ ของเล่น คลินิกพัฒนาการเด็ก รูปแบบเดมิ เปน็ หอ้ งฝึกหอ้ งประเมินเด็ก รปู แบบใหมค่ ลนิ ิกพฒั นาการตน้ แบบ มีชดุ อปุ กรณ์ประเมนิ พฒั นาการ เปน็ หอ้ งเล่นที่มีของเล่นหลากหลาย เดก็ เลอื กเลน่ ตามความสนใจ ตามความสามารถพัฒนาการ การเลน่ ของเด็ก สิ่งท่ีเกิดข้ึน คือ เด็กอยากมาเล@นอีก ชอบ สนุก โรงพยาบาลแห@งความสุข ไดEยินเสียงหัวเราะของเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ การเล@นช@วยใหEเด็กมีพัฒนาการดีขึ้นทั้งดEานการส่ือสาร การคิดแกEปeญหา (สติปeญญา) ทักษะ EF กลEามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ@ ดEานสังคม การอย@ูร@วมกับผูEอ่ืน การเล@นกับเพื่อน ซึ่งทักษะเหล@านี้เปZนทักษะชีวิต สำคญั ท่ขี าดหายไปในกล@มุ เดก็ พเิ ศษ เดก็ ออทิสติก
13 2.3 ขยายมุมมองของบุคลากรสาธารณสุข จากการเน2นส<งเสริมพัฒนาการที่ตัวเด็กพิเศษ เด็ก ออทิสติก เพียงอย<างเดียว เปxนการดูแลอารมณ0 ความรู2สึกของพ<อแม< และความผาสุกของครอบครัวร<วม ด2วย การปรับเปลี่ยนสำคัญ คือ ใหEพ@อแม@เขEามามีส@วนร@วมในคลินิกพัฒนาการเด็ก ไดEมีโอกาสพูดคุย สอบถามขEอติดขัด สรEางสัมพันธภาพท่ีดีกับบุคลากรสาธารณสุข เปZนส@วนสำคัญที่ทำใหEผูEดูแลเด็ก รูEสึกมีเพ่ือน มีทปี่ รกึ ษา การจัดกิจกรรม “หEองเรียนพ@อแม@” ทุก 3 เดือน เปZนอีกกระบวนการสำคัญ พ@อแม@ไดEรับความรูEไดE แลกเปลี่ยนประสบการณ% ไดEเรียนรูEจากสื่อวีดีทัศน% พ@อแม@ตEนแบบ พ@อแม@มีพลังใจมากขึ้น ไม@รูEสึกโดดเด่ียว ความเครียดลดนEอยลง มพี ลังในการลงมือทำมากข้นึ ห้องเรียนพอ่ แม่ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ หอ้ งเรยี นพอ่ แม่ จังหวดั สงขลา 3) สนบั สนุนทางสงั คมกบั ครอบครัวที่ยังไม่พร้อม รูปแบบในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ เด็กออทิสติกมีหลายแนวทาง งานวิจัย THAI Model เสนอรูปแบบท่ีเน้นกระบวนการเสริมพลังพ่อแม่ และ ส่งเสริมพัฒนาเด็กผ่านการเล่น (empowerment and I-CARE play-based) ความถี่ในการเล่นกับลูกอย่างเข้าใจพัฒนาการ เป็นกุญแจสําคัญท่ีช่วยให้เด็กดีขึ้น ครอบครัวที่ไม่พร้อม ไม่มีเวลา มีปัญหาความเครียดสูง อาจเป็นครอบครัวที่ไม่เหมาะสมกับวิธีการนี้ จาํ เป็นตอ้ งได้รบั การสนบั สนนุ ทางสังคมอน่ื ๆ 4) สนบั สนนุ การเรยี นร2ู และ ความสุขในการทำงานของบุคลากรสาธารณสขุ การเรียนรEูอย@างต@อเนื่องของบุคลากรสาธารณสุขมีความสำคัญ เน่ืองจากงานดEานเด็กพิเศษ เด็ก ออทิสติกมีความซับซEอน มีหลายมิติ การช@วยใหEบุคลากรสาธารณสุขไดEเรียนรEูอย@างต@อเนื่อง ผ@านระบบออนไลน% หรือ ส่ือทางวิชาการ เขEารับการอบรมต@าง ๆ ช@วยใหEบุคลากรสาธารณสุขมีความสุขในการทำงานไดE แกEปeญหา หนEางานไดEอย@างเปZนระบบ ความสุขในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขเปZนกุญแจสำคัญในการทำงานกับ ครอบครวั เดก็ พเิ ศษ เดก็ ออทสิ ติก
14 5) สนับสนนุ การจัดเวทีประชุมวิชาการของนกั วิชาการที่ทำงานดา2 นเดก็ พิเศษ เด็กออทิสตกิ อยา< ง สมำ่ เสมอ จะช@วยใหEองค%ความรูE ที่มีหลากหลายวิธีการ จากหลายหน@วยงานค@อย ๆ หลอมหลวม เกิดการสรEาง เครือข@าย มิตรภาพ การทำงานร@วมกัน ระหว@างหน@วยงานที่เก่ียวขEองในการดูลเด็กพิเศษ ไดEแก@ มหาวิทยาลัย หนว@ ยงานสาธารณสุข ศูนย%การศึกษาพิเศษ มูลนธิ ิ และพื้นท่ีชมุ ชน ในแต@ละจังหวัด 6) เชื่อมโยงกบั ชุมชน เพื่อสร2าง “นกั เลน< ชุมชน” (play partner) โดยคนในชุมชน อาจเปZนผEูใหญ@ ผEูสูงอายุ หรือ เด็กในชุมชน ที่ไดEรับการอบรมการเล@น เขEาไปช@วยเล@น กับเด็กออทิสติก ช@วยแบ@งเบาภาระของครอบครัว สรEางมิตรภาพในชุมชน เปZนสังคมแห@งการแบ@งปeน สังคม แห@งการชว@ ยเหลอื ซึง่ กันและกันของประเทศไทย 7) การเชอ่ื มโยงกับหน<วยงานอนื่ ๆ การเชือ่ มโยงกบั หน@วยงานอ่นื ๆ จดั การอบรมใหบE ุคลากรในสว@ นงานอนื่ ๆ เช@น ศูนย%การศกึ ษาพิเศษ ศูนยเ% ด็กเลก็ อาสาสมคั รชมุ ชน เพือ่ ใหมE ีทศิ ทางเดยี วกันในการเสริมพลังครอบครัว
15 3 ขอ- เสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวจิ ยั ผลกระทบของส่อื ดิจิทลั ทมี่ ีผลต่อพัฒนาการ มนษุ ยใ์ นศตวรรษที่ 21
16 เป้าหมายท่ี 3 สร$างหลักประกันว/าคนมีชีวติ ท่มี ีสุขภาพดแี ละสง/ เสริมสวสั ดิภาพสำหรับทกุ คนในทกุ วัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) เปา้ หมายที่ 4 สรา้ งหลักประกนั วา่ ทกุ คนมีการศกึ ษาท่มี ีคุณภาพอยา่ งครอบคลมุ และเทา่ เทยี ม และ สนบั สนุนโอกาสในการเรยี นรู้ตลอดชีวติ (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong ขอ# เสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวจิ ยั สู6การพัฒนาเด็กอย6างยัง่ ยืน 1. มุ่งพัฒนาระบบการตดิ ตามความเสยี่ งแผลกระทบส่ือ และมวี ิเคราะหส์ าเหตุของปัญหาดา้ นการใชส้ ื่อและ เทคโนโลยใี นเดก็ เยาวชน และครอบครวั 2. มุ่งพัฒนาศกั ยภาพดา้ นการรเู้ ทา่ ทันสอ่ื และสอื่ ออนไลนใ์ นกล่มุ ผู้ดูแลเดก็ ปฐมวยั ครปู ฐมวยั ครูและบคุ ลากร ทางการศกึ ษาและผปู้ กครองทัว่ ประเทศ ใหส้ ามารถประเมินพฤตกิ รรมและความเสี่ยงในการใชส้ อื่ และส่ือ ออนไลน์ และความสามารถในการส่งเสรมิ ทกั ษะการรู้เทา่ ทนั ส่ือให้เด็กปฐมวยั 3. มุ่งสนับสนนุ งานวชิ าการและการวจิ ยั เพ่ือสง่ เสรมิ การรู้เท่าทนั สอื่ ปอ้ งกันผลกระทบส่ือ และเผยแพร่ ให้ ข้อมูลความรเู้ กย่ี วกับการพฒั นาดา้ นการร้เู ท่าทันสือ่ ส่อื ออนไลน์สาํ หรับเดก็ เยาวชน และครอบครัว 4. มงุ่ พัฒนาระบบและกลไกการทํางานบรู ณาการร่วมกันระหว่างครอบครวั ชุมชน โรงเรียน หนว่ ยงาน ส่วนกลางภาครฐั ตา่ ง ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการใชส้ อื่ และเทคโนโลยีในเด็ก เยาวชน และครอบครัว
17 โครงการวจิ ัยผลกระทบของสื่อดจิ ิทัลท่มี ีผลตอ่ พัฒนาการมนุษยใ์ นศตวรรษที่ 21 อาจารย์ ดร. นนทสรวง กลีบผึง้ และคณะ สถานการณ์วิกฤติท่ีเป็นภัยออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนที่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลเด็กต้องเร่ง ให้ความสําคัญ มีหลายประการได้แก่ การครอบครองสื่อและเทคโนโลยีในขณะท่ีเด็กมีอายุยังน้อย การถูกรังแก หรือกลั่นแกล้งผ่านสื่อออนไลน์ เด็กติดเกมและอีสปอร์ต การใช้สื่อออนไลน์ในทางท่ีไม่เหมาะสมและสร้าง ค่านิยมที่ผิด การขาดความรู้และทักษะการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ (ศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและ ปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้ส่ือออนไลน์, 2560) ยิ่งไปกว่าน้ัน สถิติการจับกุมดําเนินคดีการล่วง ละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตจากคณะทํางานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทาง อินเทอร์เน็ต (TICAC) ช้ีชัดว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนกําลังตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเพศบนโลก ออนไลน์ การล่อลวงหรือล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในโลกออนไลน์เกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองต้ังแต่ปี พ.ศ. 2558- 2561 (SD Perspectives, 2561) ซ่ึงสอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์และปัญหาด้านนโยบาย กฎหมายในประเทศไทยช่วงปี 2559-2560 ที่ระบุจํานวนผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่เพ่ิมสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2559 (มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก, 2563) อาชญากรนั้นมีวิธีการล่อลวงที่หลากหลาย รูปแบบ นับต้ังแต่การส่งข้อความและเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร การส่ือสารและสร้างความสัมพันธ์กับเด็กผ่าน สื่อออนไลน์เพ่ือชักจูงและล่อลวงให้เด็กมาพบ การจูงใจ ข่มขู่ กรรโชกและการแบล็คเมล์เพ่ือให้เด็กเข้าร่วม กิจกรรมทางเพศและเข้าสู่วงจรกระบวนการผลิตและถ่ายทอดส่ือยั่วยุทางเพศ (มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหา ประโยชน์ทางเพศจากเดก็ , 2563) ย่ิงสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากข้ึนเพียงใดหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม, กองทุนพัฒนาส่ือปลอดภัยและสร้างสรรค์, สํานักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และบุคลากรที่ทํางานด้านเด็กยิ่งต้อง เร่งให้ความสําคัญกับจุดเร่ิมต้นของสถานการณ์ปัญหา น่ันคือ การเข้าถึงและพฤติกรรมการใช้ส่ือออนไลน์ของ เดก็ และเยาวชนที่เรม่ิ ตน้ ในครอบครวั ผลการศึกษา สถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จึงทําการศึกษาความสามารถ ของผู้ปกครองในการกํากับดูแลการใช้ส่ือ และพฤติกรรมเส่ียงในการใช้ส่ือออนไลน์ของเด็กอายุระหว่าง 0-13 ปี รวมจํานวนทั้งสิ้น 200 ครอบครัว ในเขตนครปฐม จากโครงการวิจัย “โครงการผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มี ผลต่อพัฒนาการมนุษย์ในศตวรรษท่ี 21” ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2563 ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้ส่ือออนไลน์ของเด็กอายุ 0-2 ปี อายุ 3-5 ปี
18 และอายุ 6-13 ปี ท่ีอาศัยอยู่ในจังหวัดนครปฐม อําเภอพุทธมณฑล ตําบลศาลายา และความรู้ความสามารถ ของผู้ปกครองในการกํากับดูแลการใช้ส่ือของเด็ก รวมทั้งส้ิน 201 ครอบครัว พบว่า กลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 0- 13 ปี มีการเข้าถึงและใช้ส่ือดิจิทัลมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี - 2 ปี ร้อยละ 52.30 เด็กเริ่มใช้งานส่ือดิจิทัลเมื่อ อายุระหว่างอายุ 0-2 ปี คิดเป็นร้อยละ 32.85 อายุ 3-5 ปี ร้อยละ 28.70 และเมื่ออายุระหว่าง 6-13 ปี ร้อยละ 38.45 เด็กส่วนใหญ่ใช้สื่อดิจิทัลคร้ังแรกในขณะอยู่กับบิดาหรือมารดา ร้อยละ 77.80 รองลงมา คือใชข้ ณะอยู่กับญาติ รอ้ ยละ 9.60 และใชใ้ นขณะอยกู่ บั พีน่ อ้ งรว่ มบิดามารดาเดียวกัน ร้อยละ 9.60 ในการศึกษายังพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของเด็กในช่วงอายุ 0-13 ปี ร้อยละ 89.60 ให้บุตร หลานใช้สื่อดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือไอแพดของตนเอง โดยเชื่อว่าสื่อดิจิทัลช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านการเรียนให้กับบุตรหลานของตนเอง อย่างไรก็ตามผู้ปกครองร้อยละ 23.70 ไม่มีการ กําหนดกติกาในการใช้ส่ือดิจิทัล และร้อยละ 10.90 ของผู้ปกครองระบุว่า บุตรหลานเคยประสบอุบัติเหตุ เช่น ตกเตียง ตกบันได หกล้ม ในขณะที่ตนเองใช้ส่ือดิจิทัล เป็นต้น ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง สถานการณ์ปัญหาและความเสี่ยงการใช้สื่อและสื่อดิจิทัลของเด็กต้ังแต่อายุยังน้อย และการขาดความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครองและครอบครัว จากสถานการณ์ดังกล่าว การสร้างความตระหนักถึงผลกระทบ และการส่งเสริมความรู้เท่าทันส่ือและศักยภาพด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีในกลุ่มผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก ปฐมวัย ครูและบุคลากรทางการศึกษาท่ีมีความใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนจึงจําเป็นต้องดําเนินการจริงจังและ ต่อเนื่อง เพื่อการป้องกันแก้ไขปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมที่อาจนําไปสู่พฤติกรรม การเลียนแบบ ปัญหาความก้าวร้าวรุนแรง ปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ปัญหาการล่อลวงและ อาชญากรรมออนไลน์ ปัญหาการพนันออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ดังนั้นหน่วยงาน บุคลากรท่ีทํางานด้านเด็ก รวมท้งั พอ่ แมแ่ ละผดู้ แู ลเด็กต้องตระหนกั และเรง่ หาทางปอ้ งกันและเฝา้ ระวงั ในประเดน็ สําคัญต่อไปน้ี (1) เร่งส่ือสารเพื่อสร้างความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับผลกระทบส่ือต่อพัฒนาการเด็กและพฤติกรรม การใชส้ ื่อท่ีเหมาะสม ตลอดจนแนวทางการปอ้ งกนั ภัยออนไลน์สําหรบั ครอบครัว จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กพบว่า เด็กสามารถเข้าถึงและเร่ิมต้นใช้สื่อได้ภายใน ครอบครัว โดยใช้สื่อดิจิทัลครั้งแรก ในขณะท่ีอยู่กับบิดาหรือมารดา และมีเด็กจํานวนหน่ึงที่ใช้ส่ือดิจิทัลครั้ง แรกในช่วงอายุตํ่ากว่า 1 ปี ซึ่งขัดแย้งกับคําแนะนําของกุมารแพทย์และนักวิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อท่ีให้ ข้อเสนอแนะว่าผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการใช้สื่อและเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กอายุแรกเกิดถึง 2 ปี จึงอาจเป็นไป ได้ว่า ข้อพึงระวังดังกล่าวยังไม่ได้สื่อสารอย่างทั่วถึงและจริงจังในกลุ่มผู้ปกครอง ตลอดจนการสื่อสารดังกล่าว ยังไม่สามารถสร้างการตระหนักในผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว การป้องกันสถานการณ์การใช้ และเสพติดส่ือ ตลอดจนปัญหาผลกระทบของสื่อต่อพัฒนาการตามช่วงวัยจําเป็นต้องเริ่มต้นท่ีผู้ปกครอง ยังมี ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กอีกจํานวนมากที่ยังคงมีความเข้าใจผิดว่า ส่ือและเทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือสําคัญที่จะ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็ก หรือเข้าใจผิดว่าการใช้สื่อร่วมกันกับเด็กน้ัน หมายถึง เพียงแค่การปรากฏตัวอยู่ด้วยกันในขณะท่ีเด็กใช้ส่ือและเทคโนโลยี ทําให้ผู้ปกครองขาดการตระหนักถึบทบาท ตนเองในการกําหนดระยะเวลาการใช้สื่อ การเลือกเนื้อหาท่ีเหมาะสม การตั้งคําถามหรือพูดคุยขณะใช้ส่ือและ
19 เทคโนโลยี นอกจากน้ี ผู้ปกครองในอีกหลายครอบครัวยังมีการใช้ส่ือดิจิทัลเพื่อเป็นรางวัลเม่ือบุตรหลานปฏิบัติ ตามพ่อแม่หรือทําส่ิงท่ีมอบหมายในชีวิตประจําวัน เช่น ทําการบ้าน ทานอาหาร และดูแลตนเองได้อย่าง เรียบร้อย ความเข้าใจผิดน้ีอาจนําไปสู่ความเส่ียงต่อผลกระทบส่ือในกลุ่มเด็กเล็กในระดับท่ีสูงข้ึนในอนาคต ใน ด้านบทบาทการให้คําแนะนําเรื่องการใช้สื่อ การกํากับและติดตามการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กนั้น ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ระบุว่ามีการส่งเสริมให้เด็กใช้สื่อดิจิทัลเพ่ือสืบค้นข้อมูล ให้คําแนะนําเกี่ยวกับภาพ เน้ือหา หรือ แอปพลิเคชันที่ไม่เหมาะสม และการเลือกเน้ือหาและรายการที่เหมาะสม พูดคุยเกี่ยวกับอันตรายอาจเกิดข้ึน จากการใช้สื่อดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ไม่พบข้อมูลเก่ียวกับการบล็อกเน้ือหาที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้ แอปพลเิ คชันสาํ หรบั เดก็ หรือแอปพลิเคชนั เพ่ือปอ้ งกนั ภยั จากสือ่ ออนไลน์ (2) เร่งประเมินและส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มผู้ปกครอง และฟื้นฟูพัฒนาการและการ เรยี นรใู้ นกลุ่มเดก็ ทไี่ ด้รบั ผลกระทบจากสื่อออนไลน์ ผู้ปกครองในหลายครอบครัวระบุว่าตนเองตระหนักและมีความม่ันใจว่าตนเองมีความรู้เพียงพอในการ ให้คําแนะนําบุตรหลานเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันส่ือดิจิทัล โดยเฉพาะการให้คําแนะนําเก่ียวกับการ กําหนดเวลาในการใช้สื่อดิจิทัลในแต่ละวัน การให้คําแนะนําเกี่ยวกับการฝึกวินัยในการใช้สื่อ และการเลือก เน้ือหาและรายการท่ีเหมาะสม อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับข้อมูลพฤติกรรมการใช้ส่ือดิจิทัลของเด็ก ท่ีพบว่า กลุ่มตัวอย่างเด็กในช่วงอายุ 0 – 2 ปี 11 เดือน และกลุ่มเด็กอายุ 3 – 5 ปี 11 เดือนมีการใช้งานสื่อ ดิจิทัลอย่างน้อยวันละ 30 นาที และใช้เป็นระยะเวลานานสุด 3 ช่ัวโมง เพื่อดูการ์ตูน ฟังเพลง มิวสิควิดีโอ นิทาน ผ่านสมาร์ทโฟนของผู้ปกครอง งานวิจัยยังพบพฤติกรรมเส่ียงในกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 3 – 5 ปี 11 เดือน เด็กร้อยละ 37.5 เร่ิมเล่นเกมออนไลน์และใช้งานสื่อดิจิทัลเพื่อเลือกดูเนื้อหาที่ตนสนใจผ่านยูทูปและใช้ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จึงอาจตั้งข้อสังเกตเบ้ืองต้นได้ว่า ผู้ปกครองมีการประเมินความรู้ ความสามารถและบทบาทในการกํากับดูแลการใช้สื่อของบุตรหลานสูงกว่าความเป็นจริง นอกจากน้ี ผู้ปกครอง ของเด็กอายุ 0 – 2 ปี 11 เดือน และผู้ปกครองของเด็กอายุ 3 – 5 ปี 11 เดือนที่กล่าวว่า ส่วนใหญ่ระบุว่า ได้รับความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อจากการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เช่น กูเกิ้ล ส่ือ ยูทูป เป็นต้น (ร้อย ละ 64.1 และร้อยละ 57.1 ตามลําดับ) และส่วนหน่ึงระบุว่าตนไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (ร้อย ละ 15.4 และร้อยละ 12.5 ตามลําดับ) โดยมีผู้ปกครองเพียงสองท่านท่ีเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการรู้เท่า ทนั ส่ือ หรอื รบั ทราบขอ้ มูลจากการปรึกษาผู้เชีย่ วชาญ ยิ่งไปกว่าน้ัน งานวิจัยพบว่าผู้ปกครองของเด็กอายุ 6 – 13 ปี ส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับ การใช้ส่ือของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เส่ียงในการถูกขอข้อมูลส่วนตัว โอกาสในการพบเห็นเนื้อหาท่ีไม่ เหมาะสมรวมถึงภาพลามก อนาจาร การได้รับการเชิญชวนให้ซื้อ-ขาย เช่น การพนันออนไลน์ อาวุธ สุรา บุหรี่ ยาเสพติด ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการกระตุ้นสมรรถนะทางเพศ อีกทั้งผู้ปกครองบางส่วนยังมีความเห็นว่าไม่ควรใช้ โปรแกรมติดตามการใช้สื่อดิจิทัลของบุตรหลาน เด็กสามารถใช้ส่ือดิจิทัลได้โดยลําพังและควรตัดสินใจได้โดย อสิ ระวา่ ต้องการใช้ส่ือดิจิทลั ในชว่ งเวลาใด
20 สถานการณ์ดังกล่าวจัดเป็นความเส่ียงในระดับสูง ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลเด็กจึงต้องเร่ง ให้ความสําคัญ ตลอดจนทําความเข้าใจในตัวช้ีวัดระดับการรู้เท่าทันสื่อ แนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันส่ือ และความรู้อ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับแนวทางการเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม เพื่อสามารถวิเคราะห์ปัญหาและ ประเมินความรู้และทักษะการรู้เท่าทันสื่อของผู้ปกครอง ตลอดจนสามารถให้ความรู้และคําแนะนําให้กับ ผู้ปกครองได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นอกจากนี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุข โรงเรียน ชุมชนและครอบครัว ควรบูรณาการความร่วมมือเพื่อวางแผน ดําเนินการและส่งต่อเด็กท่ีได้ผลกระทบจากสื่อ ออนไลน์ เช่น กลุ่มเด็กมีพัฒนาการล่าช้า เด็กที่มีความบกพร่องการเรียนรู้และสติปัญญาท่ีอาจเป็นผลจากการ ใช้ส่ืออย่างไม่เหมาะสม เพ่ือเข้ารับฟ้ืนฟูพัฒนาการในทันทีและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพ่ือนําไปสู่การ วิเคราะห์ แกไ้ ขและปอ้ งกันปญั หาได้อย่างทันท่วงที (3) ประยุกต์ใช้ทักษะด้านสติ สมาธิ และปัญญา ในการส่งเสริมการตระหนักรู้และการจัดการอารมณ์ ในกลมุ่ เดก็ และผปู้ กครอง การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การกํากับดูแล ป้องกันและเฝ้าระวังภัยจาก สื่อออนไลน์น้ันเป็นการมุ่งเน้นการให้ความรู้เพ่ือพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ อันจะนํามาซ่ึงพฤติกรรม การใช้ส่ือที่เป็นประโยชน์และมีความเหมาะสม ดังน้ันการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ส่ือในเด็กจึง จําเป็นต้องเร่ิมต้นหรือกระทําควบคู่ไปกับพฤติกรรมการใช้สื่อของผู้ปกครอง จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็น พฤติกรรมการใช้ส่ือและเทคโนโลยีในระดับสูงของกลุ่มผู้ปกครองเด็กอายุ 0-13 ปี กลุ่มผู้ปกครองของเด็กอายุ 0 – 2 ปี 11 เดือน ส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟน (ร้อยละ 94.90) โดยนิยมใช้แอปพลิเคชัน ได้แก่ เฟสบุ๊ค ไลน์ และอินสตาแกรม และมีปริมาณการใช้งานสื่อดิจิทัลเฉล่ียถึงวันละ 3-5 ชม. ซึ่งเป็นการใช้งานในระดับท่ีสูงกว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของเด็กในช่วงอายุอื่น ๆ ในขณะที่ผู้ปกครองของเด็กอายุ 3 – 5 ปี 11 เดือน และอายุ 6 – 13 ปี ส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟน (ร้อยละ 92.85 และร้อยละ 97.20 ตามลําดับ) นิยมใช้แอปพลิเคชัน ได้แก่ เฟสบุ๊คและไลน์ และมีปริมาณการใช้งานส่ือดิจิทัลเฉล่ียวันละ 1-3 ชม. พฤติกรรมการใช้ส่ือในระดับสูง ของผู้ปกครองย่อมส่งผลให้บุตรหลานเห็นเป็นพฤติกรรมตัวอย่างและเพิ่มโอกาสในการใช้สื่อก่อนช่วงวัยท่ี เหมาะสมมากย่ิงขึ้น ขอ้ เสนอแนะในเชงิ สังคมและนโยบาย 1. จัดให้มีการทบทวนเป้าหมาย แผนงาน ตัวชี้วัด จุดอ่อนจุดแข็งและปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน งานด้านผลกระทบส่ือ เพื่อปรับปรุงแผนงานและหน่วยงานหลักในการดําเนินการ ตลอดจนการ จัดสรรงบประมาณสนับสนุนท่ีต่อเน่อื งในด้านการวจิ ัยและวิชาการ 2. หน่วยงานด้านสื่อ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ และอ่ืน ๆ จัดให้มีการติดตามสถานการณ์ผลกระทบสื่อและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ด้านการใชส้ ื่อและเทคโนโลยีในเด็กและเยาวชน และจดั ทํารายงานขอ้ มูลอยา่ งตอ่ เน่อื งและจรงิ จัง
21 3. มุ่งพัฒนาผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ครูปฐมวัย ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองทั่วประเทศ ให้มี ความรู้และศักยภาพด้านการรู้เท่าทันส่ือ ส่ือออนไลน์ และการป้องกันผลกระทบจากการใช้สื่อและ เทคโนโลยีในเดก็ และเยาวชน 4. หน่วยงานด้านสื่อ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเด็กและครอบครัว ช่วยกํากับดูแลการใช้งานสื่อและ เทคโนโลยี ตลอดจนมีความสามารถในการจัดกิจกรรมหรือการเรียนการสอนแบบบูรณาการเพื่อ ส่งเสริมการร้เู ท่าทนั สื่อ 5. มุ่งพัฒนาผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ครูปฐมวัย ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความสามารถในการคัด กรองและประเมินพัฒนาการ ความสามารถในการเรียนรู้ ควบคู่กับการประเมินพฤติกรรมและความ เสี่ยงในการใชส้ ือ่ และส่อื ออนไลน์ 6. มุ่งพัฒนาระบบการติดตามความเส่ียงและผลกระทบสื่อสําหรับเด็กปฐมวัย เพ่ือป้องกันความเสี่ยงจาก การได้รับผลกระทบจากการใช้สื่อและเทคโนโลยี ปัญหาพฤติกรรมล่าช้าและติดตามความก้าวหน้า ของพัฒนาการเด็กปฐมวัย และมีการนําผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาแก้ไขข้อบกพร่องของเด็ก ปฐมวยั เปน็ รายบุคคล 7. มุ่งพัฒนาหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม ป้องกัน และเตรียมความพร้อมทักษะการ รเู้ ท่าทันสอ่ื ใหเ้ ด็กปฐมวัย 8. มุ่งพัฒนาและสนับสนุนให้ครูปฐมวัยทําวิจัย วิจัยในชั้นเรียนหรือมีส่วนร่วมในงานวิจัยเพ่ือศึกษา สง่ เสริมการร้เู ทา่ ทนั สื่อในเดก็ ปฐมวัย และป้องกันผลกระทบจากการใชส้ ือ่ ออนไลน์อยา่ งต่อเนือ่ ง 9. จัดให้มีการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาด้านการรู้เท่าทันสื่อ สื่อออนไลน์สําหรับเด็กและ เยาวชน ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านช่องทางสื่อท่ีเหมาะสม อย่างทวั่ ถึงและมปี ระสทิ ธิภาพ 10. จัดหาพื้นท่ีเลน่ เรียนรใู้ นชุมชนแก่เด็กและครอบครวั ท่ีเออ้ื ตอ่ การพัฒนาพัฒนาการรอบดา้ น รวมทงั้ ทักษะสตปิ ัญญา และการเรยี นรู้ ในพืน้ ท่ที ่อี าศยั อยู่ และช่วยลดการอยู่น่ิงและการใชส้ อื่ ของเด็กและ ครอบครัว 11. พัฒนาระบบและกลไกการทํางานบูรณาการร่วมกันระหว่างครอบครัว ชุมชน โรงเรียน หน่วยงาน สว่ นกลางภาครัฐต่าง ๆ เพื่อสง่ เสรมิ และลดผลกระทบ
22 4 ขอ- เสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวจิ ยั แนวทางการพฒั นาตน้ แบบในการขจดั ความ รุนแรงต่อเด็ก จากปญั หาความรนุ แรงในครอบครัว
23 เปา้ หมายที่ 16 สง/ เสรมิ สังคมทีส่ งบสขุ และครอบคลมุ เพ่ือการพัฒนาทยี่ ัง่ ยืน ให้ทกุ คนเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างสถาบันที่มปี ระสทิ ธผิ ล รับผิดชอบ และครอบคลมุ ในทกุ ระดบั (Promote peaceful and inclusive societies for sustainable development, provide access to justice for all and build effective, accountable and inclusive institutions at all levels) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวจิ ยั สกู6 ารพัฒนาเดก็ อย6างยั่งยนื สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในจังหวัดต่าง ๆ ควรร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.) เทศบาล กรุงเทพมหานคร โดยผลักดันให้มีการจัดต้ังศูนย์ พัฒนาครอบครัว (ศพค.) ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทําความรุนแรงในครอบครัว ระดับตําบล (ศปก.ต.) หรืออาจต้ังชื่อแบบอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทุกตําบล ทุกเทศบาล และทุกชุมชน จัดให้มีการอบรม ให้ ความรู้แก่ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน อาจเชิญวิทยากรจากชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่ง หรือนําผู้เข้าอบรมศึกษาดู งานในชมุ ชนต้นแบบท้ัง 5 แหง่ เพอ่ื ใหเ้ กดิ แนวคิดในการปรับใช้ใหเ้ หมาะกับชมุ ชนของตน
24 โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาตน้ แบบในการขจดั ความรนุ แรงต่อเดก็ จากปัญหาความ รนุ แรงในครอบครัว ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. บัญญตั ิ ยงยว่ น งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค%เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาตEนแบบในการขจัดความรุนแรงต@อเด็ก จาก ปeญหาความรุนแรงต@อเด็กในครอบครัวของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค%ย@อย ดังนี้ 1) เพ่ือศึกษา สถานการณ% ปeจจัย และผลกระทบอันเนื่องมาจากการใชEความรุนแรงต@อเด็กในครอบครัว 2) เพ่ือถอดบทเรียน วิธีปฏิบัติท่ีดี ในการเฝhาระวัง ปhองกัน และแกEไขเยียวยาเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนใน ประเทศไทย และ 3) เพ่ือพัฒนาตEนแบบชุมชนแห@งอนาคต ในการเฝhาระวัง ปhองกัน และแกEไขเยียวยาเด็กท่ีถูก กระทำความรุนแรงในครอบครัว ระเบียบวิธีวิจัยคร้ังน้ีใชEแนวทางการศึกษาดEวยวิธีการเชิงคุณภาพ ไดEแก@ การ สัมภาษณ%เชิงลึก การสนทนากลุ@ม การสังเกต และการใชEแบบสอบถามแบบมีโครงสรEาง โดยพ้ืนที่เปhาหมายท่ีใชE ในการวิจัย คร้ังน้ี คือ ชุมชนตEนแบบในการเฝhาระวัง ปhองกัน และแกEไขเยียวยา เด็กท่ีถูกกระทำความรุนแรงใน ครอบครัว จากชุมชนในประเทศไทย จำนวน 5 พ้ืนท่ีกระจายในแต@ละภาค ไดEแก@ ภาคเหนือ ท่ีตำบลม@วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ีตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย% จังหวัดศรีสะเกษ ภาคกลางท่ีเทศบาลตำบลแก@งเส้ียน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภาคใตEที่เทศบาลตำบลโคกม@วง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และกรุงเทพมหานครที่ชุมชนสุวรรณประสิทธ์ิ 2 แขวงคลองกุ@ม เขตบึงก@ุม กรุงเทพมหานคร โดยเปZนการศึกษาพื้นท่ีท้ังในเขตชนบท กึ่งเมืองก่ึงชนบท และเขตเมือง เครื่องมือท่ีใชEในการ วิจัย ประกอบดEวย 1) แบบสัมภาษณ%ก่ึงมีโครงสรEาง (semi-structure interview) 2) แนวคำถามเพ่ือการ สนทนากลุ@ม 3) แบบสอบถามสถานการณ%ความรุนแรงต@อเด็กในครอบครัว และ 4) แบบประเมินความเขEมแข็ง ของครอบครัว การเก็บรวบรวมขEอมูล ผูEวิจัยดำเนินการ เปZน 3 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 การทบทวนองค%ความรEู เก่ียวกับสถานการณ% ปeจจัย และผลกระทบอันเนื่องมาจากการใชEความรุนแรงต@อเด็กในครอบครัว ระยะที่ 2 การถอดบทเรียนวิธีปฏิบัติท่ีดีในการเฝhาระวัง ปhองกัน และแกEไขเยียวยาเด็กท่ีถูกกระทำความรุนแรงใน ครอบครัว ของชุมชนในประเทศไทย และระยะที่ 3 การออกแบบชุมชนแห@งอนาคต เพ่ือการเฝhาระวัง ปhองกัน และแกEไขเยียวยาเด็กทถี่ กู กระทำความรนุ แรงในครอบครัว ผลการวิจัย พบวา่ 1. ส ถ า น ก า ร ณ์ ปั จ จั ย แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ จ า ก ปั ญ ห า ค ว า ม รุ น แ ร ง ใน ค ร อ บ ค รั ว 1.1. สถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวไทย ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กใน ครอบครัวไทยยังเป็นการเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจาย จากหลายหน่วยงานท้ังหน่วยงานของรัฐและองค์กร พัฒนาเอกชน เป็นการเก็บข้อมูลในมิติหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานน้ัน ๆ ซ่ึงปัจจุบันกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รวบรวมข้อมูลจาก 13 หน่วยงานมาไว้ในเล่มเดียว เรียกว่า “รายงาน ข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว สําหรับการ รายงานตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระทําความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ประจําปี 2559” โดยสรุป ดังน้ี ช่วงอายุของผู้ท่ีถูกกระทําความรุนแรงในครอบครัว จากข้อมูลศูนย์พ่ึงได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กอายุ 10 – 14 ปี ถูกกระทําความรุนแรงสูงสุด เมื่อแบ่งเป็นช่วงวัยเด็ก อายุ 0
25 – 18 ปี วัย ทํางานอายุ 18 – 60 ปี และวัยสูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า คนวัยเด็กถูกกระทําความรุนแรงคิด เป็นร้อยละ 49.20 ขณะท่ีวัยทํางานถูกกระทําความรุนแรง คิดเป็นร้อยละ 48.28 ส่วนผู้สูงอายุที่ถูกกระทํา ความรุนแรงมีเพยี งรอ้ ยละ 2.52 1.2 สถานการณ์ความรุนแรงตอ่ เด็กในต่างประเทศ สถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กในระดับโลก โดย United Nations Children’s Fund (UNICEF) ได้ ทําการสังเคราะห์ข้อมูลการกระทําความรุนแรงต่อเด็กท่ัวโลก จากข้อมูล 8 แหล่ง พบว่า ในปี ค.ศ. 2016 เด็ก จากท่ัวโลก อายุ 2 – 17 ปี มากกว่า 3 ใน 4 หรือเกือบ 1 พันล้านคน มีประสบการณ์ถูกกระทําความรุนแรง ท้ังทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศต้ังแต่ระดับปานกลาง (moderate) ถึงระดับสูง (severe) โดยยังขาดข้อมูล การกระทําความรุนแรงทางเพศต่อเด็กชาย สอดคล้องกับรายงานของ UNICEF ที่คาดประมาณว่า ในปี ค.ศ. 2014 มีเด็กชายและเด็กหญิง จากทั่วโลก อายุ 2 – 14 ปี จํานวน 6 ใน 10 คน หรือเกือบ 1 พันล้านคน มี ประสบการณ์ถูกกระทําความรุนแรงทางร่างกายจากผู้เลี้ยงดู และพบว่า เด็กจํานวน 7 ใน 10 มีประสบการณ์ ถกู กระทาํ ความรนุ แรงจากผูเ้ ลี้ยงดู ทสี่ ่งผลกระทบตอ่ จติ ใจและอารมณ์ 1.3 ปัจจัยการเกิดความรุนแรงต่อเด็ก ในครอบครัว ปัจจัยการเกิดความรุนแรงในครอบครัวประกอบด้วย 5 ปัจจัย ดังน้ี 1) ปัจจัยระดับบุคคล เป็นปัจจัยท่ี เกิดข้ึนได้ท้ังจากตัวของผู้กระทํา เช่น บุคลิกภาพ ระดับการศึกษา การมีประสบการณ์ความรุนแรงในวัยเด็ก การดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด ความเครียด ความเช่ือและค่านิยมส่วนบุคคล เก่ียวกับเรื่องชายเป็น ใหญ่หรือทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับความรุนแรง เป็นต้น และจากตัวของผู้ถูกกระทําเอง เช่น พฤติกรรมท่ีไม่ เหมาะสมในการเป็นคู่สมรส ความเสียเปรียบทางด้านสังคม การไม่มีรายได้หรืออาชีพ เป็นต้น 2) ปัจจัยระดับ ครอบครัวปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมักเกิดขึ้นกับครอบครัวท่ีไม่สมบูรณ์ การขาดความรักความเข้าใจกัน ในครอบครัว การขาดทักษะการสื่อสารท่ีดี และครอบครัวท่ีไม่มีความพร้อมในการสร้างครอบครัว เช่น การ ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ฐานะครอบครัวยากจน บุคคลในครอบครัวไม่มีอาชีพ เป็นต้น รวมถึงการมีบุคคลใน ครอบครัวท่ีด่ืมแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด 3) ปัจจัยระดับชุมชน ชุมชนเป็นอีกปัจจัยแวดล้อมปัจจัยหนึ่งท่ี มีความสําคัญ เช่น ชุมชนมีความยากจนและความแออัด มีอัตราการตกงานสูง มีแหล่งอบายมุข เป็นชุมชนที่ไม่ ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ชุมชนท่ียอมรับว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเร่ืองปกติธรรมดา และชุมชนที่มีความ เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเร่ืองส่วนตัว เป็นต้น 4) ปัจจัยระดับสังคมสังคมไทยยังมีการยึดถือค่านิยม หรือมีแนวคิดท่ีเน้นอํานาจของผู้ชาย รวมถึงส่ือต่าง ๆ ท่ีมีการนําเสนออย่างแพร่หลาย ท้ังส่ือลามกอนาจาร ส่ือ ที่นําเสนอความรุนแรง และ 5) ปัจจัยระดับประเทศ หากจะกล่าวถึงระดับประเทศ ปัจจัยสําคัญท่ีสุดคงเป็น เรื่องการให้การศึกษากับเด็กและเยาวชน ซึ่งระบบการศึกษายังไม่ให้ความสําคญั ในการบรรจุหลักสูตรการเรียน การสอนเร่ืองจรยิ ธรรม การเป็นพ่อแมท่ ่ีดี สิทธสิ ตรี สทิ ธิเด็ก และสิทธิมนษุ ยชน อยา่ งจริงจัง 1.4 ผลกระทบอันเนื่องมาจากการใช้ ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว ผลกระทบท่ีเกิดจากความ รุนแรงต่อเด็ก ในครอบครัว สรุปได้ 5 ระดับ คือระดับปัจจเจกบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับ สงั คม และระดับประเทศ ดงั นี้
26 1) ผลกระทบในระดับปัจเจกบุคคล กล่าวคือ การท่ีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ถูกกระทําความ รุนแรงหรือเติบโตมาในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ย่อมได้รับผลกระทบท้ังทาง อารมณ์และพฤติกรรม นอกจากน้ี เด็กท่ีเติบโตมาจากครอบครัวที่มีความรุนแรง หากเป็นผู้ชายมีแนวโน้มที่จะ ใช้ความรนุ แรงกบั คขู่ องตน หรือหากเปน็ ผหู้ ญิงกม็ กั มแี นวโน้มถกู คู่ของตนทาํ รา้ ย 2) ผลกระทบในระดับครอบครัว กล่าวคือ ครอบครัวที่มีพฤติกรรมความรุนแรงในครอบครัว จะ ไม่สามารถทําหน้าที่ครอบครัวได้สมบูรณ์ เพราะสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวถูกทําลาย บุคคล ท่ีเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่สามารถทําหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบครัวในลักษณะน้ี จะไม่ สามารถดําเนินชวี ติ อย่างปกตสิ ขุ ในสังคมได้ และในบางรายอาจส่งผลถึงข้นั หยา่ รา้ งในทีส่ ดุ 3) ผลกระทบในระดับชุมชน กล่าวคือ ครอบครัวเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่รวมตัวขึ้นเป็นชุมชน ดังน้ัน หากครอบครัวปราศจากความสงบสุข ชุมชนก็ย่อมไม่มีความสงบสุขเช่นกัน ทั้งการทะเลาะเบาะแว้งที่ สร้างความรําคาญให้กับเพื่อนบ้าน กลายเป็นชุมชนไม่น่าอยู่อาศัย และในบางชุมชนอาจร้ายแรงถึงขั้นไม่ ปลอดภยั 4) ผลกระทบในระดับสังคม กล่าวคือ ทําให้เกิดปัญหาความไม่เป็นระเบียบในสังคมและสร้าง ปัญหาด้านบุคลิกภาพของคนในสังคม เช่น ทําให้เกิดปัญหากับเด็กและเยาวชนท่ีกระทาความผิด มี พฤติกรรม ที่เกิดจากการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมทางสังคมท่ีไม่เหมาะสม กลายเป็นปัญหาสังคมท่ีมีความรุนแรงมากขึ้น เป็นภาระแก่สงั คม และทาํ ให้เกิดความไม่มนั่ คงทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม 5) ผลกระทบในระดับประเทศกล่าว คือ ความรุนแรงในครอบครัวเป็นภาระค่าใช้จ่ายทั้งใน สถานบริการทางการแพทย์ และสูญเสียแรงงานและรายได้รวมของประเทศ ขณะท่ีเด็กท่ีเติบโตมาจาก ครอบครัวลักษณะน้ีก็มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ส่งผลต่อสังคมและประเทศชาติ ทําให้ สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่ปลอดภัย ประชากรไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนา ประเทศชาตไิ ดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ 2. บทเรียนวธิ ปี ฏิบัตทิ ี่ดใี นการเฝ้าระวงั ป้องกันและแกไ้ ขเยียวยาเดก็ ทถี่ กู กระทาํ ความรนุ แรงในครอบครัว ผลการถอดบทเรียนวิธีปฏิบัติที่ดีของชุมชน 5 แห่ง จาก 5 ภูมิภาค พบว่า ชุมชนต้นแบบท้ัง 5 แห่งจะ มีแนวปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน จะมีส่วนท่ีแตกต่างกันบ้างเฉพาะในรายละเอียดอันเน่ืองมาจากโครงสร้าง องค์ประกอบของชุมชนท่ีแตกต่างกัน โดยเฉพาะชุมชนวัดสุวรรณประสิทธ์ิ 2 ท่ีตั้งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร และ จากการวิเคราะห์ผล โดยใช้กรอบประเมินคุณภาพการปฏิบัติงาน (PDCA) พบว่า 1) แนวทางการวางแผนการ ดําเนินงานของทั้ง 5 ชุมชนจะคล้ายกันคือ มีการบรรจุโครงการไว้ ในแผนพัฒนา 3 ปี หรือ 4 ปีบ้าง ซึ่งเป็น การวางแผนให้สอดคล้องกับระบบราชการไทย และเมื่อจะเริ่มดําเนินโครงการในแต่ละปี ก็จะมีการเสนอ แผนปฏิบัติการประจําปี มีการใส่กิจกรรมและงบประมาณโดยละเอียด ซึ่งเหตุท่ีการวางแผนการดําเนินงานเพื่อ ขจัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กยังคงยึดแนวปฏิบัติแบบระบบราชการเป็นเพราะ ศพค. หรือ ศปก.ต. ท่ีเป็น เจ้าภาพในการดําเนินงาน ส่วนใหญ่จะมีปลัดอบต. ปลัดเทศบาล หรือนักพัฒนาชุมชน ทําหน้าที่เป็นกรรมการ และเลขานุการในศพค. หรือ ศปก.ต. บุคคลเหล่านี้ จะรู้วิธีการในการเขียนโครงการ การวางแผนการใช้
27 งบประมาณ และท่ีสําคัญคือ บุคคลเหล่านี้ คือคนท่ีบรรจุแผนงาน หรือโครงการไว้ในแผนพัฒนา ด้วยเหตุน้ี โครงการหรือกิจกรรมจึงมีความต่อเนื่อง แม้ว่าชุมชนวัดสุวรรณประสิทธิ์ 2 จะมีความแตกต่างจากชุมชนทั้ง 4 แห่งไปบ้าง คือ ไม่มีการบรรจุโครงการไว้ในแผนพัฒนาของสํานักงานเขต แต่ทุกปีกรรมการชุมชนและศูนย์ พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนก็จะเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนจากสํานักงานเขต บางคร้ังก็สามารถเขียน โครงการเพ่ือขอรับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนได้อีกด้วย โดยสรุป ชุมชนท้ัง 5 แห่งสามารถ ดําเนินงานเพ่ือขจัดปัญหาความรุนแรงท่ีเกิดกับเด็กได้ประสบความสําเร็จ ส่วนหน่ึงเป็นผลมาจากการวางแผน ท้ังในระยะกลางและระยะสั้น 2) การดําเนินงานตามแผนของชุมชนท้ัง 5 แห่ง สามารถอภิปรายได้ 3 แนวทาง คือ 1) กระบวนการเฝา้ ระวงั 2) กระบวนการป้องกนั และ 3) กระบวนการแกไ้ ขเยียวยา 2.1) กระบวนการเฝ้าระวัง พบว่า ชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่ง ใช้ อสม. อสส. ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน กรรมการชุมชน เป็นกลไกสําคัญในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรงท่ีเกิดกับเด็ก โดยเฉพาะอสม. อสส. และกรรมการชุมชนจะทราบดีว่า ครัวเรือนหรือหลังคาเรือนที่ตนได้รับผิดชอบดูแลน้ันมีปัญหาความรุนแรง หรือไม่ ซ่ึงการแบ่งครัวเรือนให้รับผิดชอบ 10 – 15 ครัวเรือน ทําให้การเฝ้าระวังทําได้ง่าย มีเป้าหมายชัดเจน ภารกิจของ อสม. อสส. ท่ีเน้นการดูแลเฝ้าระวังด้านสุขภาพอนามัยเป็นหลัก เมื่อนําบทบาทของการสอดส่อง เฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว จึงผสมผสานกับภารกิจหลักได้ อย่างลงตัว ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้รู้สึก ว่าภารกิจใหม่นี้จะทําให้ตนเองเกิดความยุ่งยาก หรือทํางานเพิ่มข้ึนจาก เดิม ดังนั้นความสําเร็จในภารกิจการ เฝ้าระวงั ความรนุ แรงที่เกิดในครอบครัวจงึ ประสบความสําเรจ็ ไดโ้ ดยไมย่ ากเย็นอะไร 2.2) แนวทางการป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนทั้ง 5 แห่งจะแตกต่างกัน ไปตาม สภาพปัญหาของแต่ละชุมชน เช่น ชุมชนม่วงคํา จังหวัดเชียงราย ระยะแรกจะมุ่งเน้นการทําให้ประชาชน ลด ละ เลิก การดื่มสุรา เพราะที่ผ่านมามีคนในชุมชนติดสุราเรื้อรัง และส่งผลต่อระบบ เศรษฐกิจ สังคมภายใน ชุมชน รวมทั้งสุรายังเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้ครอบครัวอ่อนแอ และนําไปสู่การกระทําความรุนแรงในท่ีสุด การ ท่ีชุมชนทั้ง 5 แห่งตัดสินใจ หรือเลือกที่จะทําโครงการเพื่อการป้องกันปัญหาความรุนแรง ต่อเด็กในครอบครัว ให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา และบริบทแวดล้อมของชุมชน คือ ปัจจัยสําคัญที่ทําให้เกิดผลสําเร็จ ทํา ให้ครอบครัวมีความอบอุ่น มีความเข้มแข็ง สมาชิกในครอบครัวมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีการตระหนักรู้ถึงสิทธิข้ัน พื้นฐานของมนุษย์ มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว มีทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร และการสร้างสัมพันธภาพ เป็นต้น เมื่อนําโครงการป้องกันของชุมชนต้นแบบท้ัง 5 แห่งมาวิเคราะห์กับ ยุทธศาสตร์ 7 ประการในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ซึ่งนําเสนอโดยองค์การอนามัยโลก ( WHO, 2016 ) จะ พบว่า โครงการป้องกันท่ีจัดทําโดยชุมชนทั้ง 5 แห่ง สามารถเทียบเคียงได้กับยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การสร้าง บรรทัดฐาน และค่านิยมที่ถูกต้องให้กับสมาชิกในครอบครัว (norms and values) ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การ สนับสนุนส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น การฝึกอบรมให้ความรู้ (parent and caregiver support) ยุทธศาสตร์ท่ี 5 คือ การสร้างฐานะเศรษฐกิจให้มั่นคง (income and economic strengthening) ยุทธศาสตร์ท่ี 7 คือ การให้การศึกษาและทักษะชีวิตแก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเหล่าน้ีมีทักษะชีวิตและ ทักษะทางสังคม (education and life skills)
28 2.3) แนวทางการแก้ไขเยียวยาของชุมชนท้ัง 5 แห่ง จะคล้ายคลึงกันคือ ผู้นําชุมชน อาทิ ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการชุมชน จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในเบ้ืองต้น ซ่ึงรวมถึงการไกล่เกลี่ย แต่ถ้าไม่สามารถตก ลงกันได้ผู้นําชุมชนจะแจ้งมายังผู้นําชุมชนท่ีมีหน้าท่ีตามกฎหมายในการส่งต่อไปยังตํารวจ หรือส่งต่อไปยัง แพทย์ต่อไป ซึ่งแนวทางการแก้ไขเยียวยาของชุมชนท้ัง 5 แห่งน้ี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 7 ประการในการยุติ ความรุนแรงต่อเด็ก ขององค์การอนามัยโลก ( WHO, 2016 ) ในยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การบังคับใช้ กฎหมาย (implementation and enforcement of laws) ซ่ึงในกระบวนการแก้ไขเยียวยาของชุมชน ต้นแบบคือ การ ต้ังข้อกล่าวหา ฟ้องร้องต่อผู้กระทําความรุนแรง และกระบวนการแก้ไขเยียวยายัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ท่ี 3 คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก (safe environments) และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ท่ี 6 คือ การให้การบําบัดรักษา (response and support services) จะเห็นได้ว่า การดําเนินงานของชุมชน ต้นแบบท้ัง 5 แห่งน้ี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ครบท้ัง 7 ยุทธศาสตร์ขององค์การ อนามัยโลก 3) การตรวจสอบผลการดาํ เนินงาน พบว่า ชุมชนทั้ง 5 แห่งมิได้ตรวจสอบผลการดําเนินงานท่ีเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง แต่จะใช้การสังเกต การสอบถาม การอภิปรายในท่ีประชุมว่าการดําเนินงาน โครงการต่าง ๆ มีผลสําเร็จ มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร แต่ผลการศึกษาครั้งนี้พบร่องรอยของการตรวจสอบ การดําเนินงานของชุมชน จากการท่ีชุมชนมีการอภิปราย ซักถามความสําเร็จ หรือความล้มเหลวจากการดําเนินโครงการ เมื่อจะทําการเขียนโครงการเพื่อของบประมาณ เช่น จัดทําแผนปฏิบัติการในปีต่อไป แต่มีการเปล่ียนกลุ่มเป้าหมายจากคนวัยหนุ่มสาวเป็นวัยสูงอายุ ปรับ เน้ือหาการอบรมจากเรื่องหน่ึงไปเป็นอีกเร่ืองหนึ่ง ปรับระยะเวลาในการทํากิจกรรม เป็นต้น ซึ่งการ ปรับเปล่ียนรูปแบบ หรือเน้ือหาในแต่ละปีท่ีแตกต่างกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่า คณะทํางานของชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่งนี้ ไดผ้ ่านการตรวจสอบผล การดําเนินงาน หรือโครงการในปีที่ผ่าน ๆ มาแล้ว แม้จะมิใชก่ ารตรวจสอบที่ รายงานเปน็ เอกสารทางการก็ตาม 4) การนําผลการตรวจสอบไปปรับปรุงการดาํ เนนิ งาน ดังได้กล่าวในข้อ 3 แล้วว่า ชุมชนจะใช้การสอบถาม อภิปราย การสังเกต มาประกอบการ ตัดสินใจว่า จะคงโครงการ หรือจัดกิจกรรมรูปแบบเดิม หรือจะมีการปรับเปล่ียน หรือจะยกเลิกโครงการเดิม และจัดทําโครงการใหม่ เป็นต้น แม้ว่าจะไม่มีการตรวจสอบผลอย่างเป็นทางการ หรือจัดทําเป็น เอกสารรายงาน แต่ข้อมูลจากผู้ปฏิบัติจริงในพ้ืนท่ีท่ีได้นํามาอภิปรายแลกเปล่ียนกันในท่ีประชุมก็ถือว่ามีความ น่าเช่ือถือพอสมควร เมื่อพิจารณาผลของการประเมินการปฏิบัติงานของชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่ง จึงสรุปได้ว่า ชุมชนทั้ง 5 แห่งได้ปฏิบัติภารกิจในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวตามแนวทางของ PDCA ได้ อย่าง ครบถ้วน และเม่ือนํากรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ตามแนวทางขององค์การอนามัย โลกมาเทียบเคียงกับยุทธศาสตร์ที่ชุมชนท้ัง 5 แห่งได้ดําเนินการไปแล้วนั้น พบว่า ชุมชน ต้นแบบท่ีใช้ใน การศึกษาครง้ั นส้ี ามารถดําเนนิ การตามยทุ ธศาสตรท์ ั้ง 7 ประการ ไดอ้ ยา่ งครบถ้วน
29 3. ต้นแบบชุมชนแห่งอนาคตเพื่อการเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขเยียวยาเด็กท่ีถูกกระทําความรุนแรงใน ครอบครวั ต้นแบบชุมชนแห่งอนาคตเพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขเยียวยา ประกอบด้วย 3 ภารกิจ หลัก คือ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการป้องกัน และระบบการแก้ไขเยียวยา ในส่วนของระบบการเฝ้าระวัง จะเป็น การทํางานเชิงบูรณาการจากฝ่ายต่าง ๆ ได้แก่ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายปกครองท้องถิ่น ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่าย การศึกษา และอื่น ๆ โดยมีคณะกรรมการศพค. หรือศปก.ต. เป็นผู้ประสานการดําเนินงาน ซึ่งบุคลากรจาก ฝ่ายต่าง ๆ จะมีโอกาสเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชาวบ้านในระดับที่แตกต่างกัน ในข้อเท็จจริงจะพบว่า อสม. อสส. ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน คณะกรรมการ ชุมชน (เขตเมือง) จะมีโอกาสคลุกคลีใกล้ชิดกับชาวบ้าน มีโอกาสได้รับรู้ ได้ เห็นได้ยิน ความเป็นมา เป็นไปของชาวบ้านมากกว่าฝ่ายอ่ืน ๆ ดังน้ันภารกิจของการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความ รุนแรงท่ีเกิดขึ้นกับ เด็ก หรือเกิดในครอบครัว น่าจะอยู่กับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะอสม.และอสส. ซึ่งทํา ภารกิจหลักใน เร่ืองสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตบริการที่รับผิดชอบ โดยแบ่งตามสัดส่วนคือ อสม. หรือ อสส. 1 คน จะดูแลรับผิดชอบครัวเรือนประมาณ 10 – 15 ครัวเรือน บุคคลเหล่าน้ีจึงมีความใกล้ชิด มี ข้อมูลเชิงลึกเก่ียวกับสถานการณ์ ความทุกข์ ความเดือดร้อน ของครัวเรือนท่ีรับผิดชอบอย่างดียิ่ง ดังน้ัน จึง ไม่ใช่ เร่ืองยากที่อสม. หรืออสส.จะทําหน้าท่ีเฝ้าระวังเหตุการณ์การกระทําความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวได้ อยา่ งกลมกลนื แนบเนยี นและเป็นธรรมชาติ สํ า ห รั บ ร ะ บ บ ก า ร ป้ อ ง กั น ปั ญ ห า ค ว า ม รุ น แ ร ง ที่ เกิ ด กั บ เด็ ก ใน ต้ น แ บ บ ชุ ม ช น แ ห่ ง อ น า ค ต จ ะ ประกอบด้วย 3 รูปแบบใหญ่ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างความตระหนักรู้ และการลดเหตุ ปัจจยั ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง เมื่อนําข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชุมชนต้นแบบท้ัง 5 แห่ง จาก 5 ภูมิภาค ได้ ดําเนินการไป แล้วมาเทียบกับยุทธศาสตร์ 7 ประการในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก จากองค์การอนามัย โลก พบว่า โครงการ หรือกิจกรรมในการป้องกันชองชุมชนทั้ง 5 แห่งนั้นครอบคลุมใน 7 ยุทธศาสตร์ อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งในการนํา ต้นแบบชุมชนแห่งอนาคตไปประยุกต์ใช้ ชุมชนต้องพิจารณาถึงต้นทุนเดิมของชุมชนว่า สาเหตุ หรือปัจจัยที่ทํา ให้ครอบครัวไม่เข้มแข็ง สาเหตุที่ทําให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว คืออะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการออกแบบโครงการ หรือกิจกรรมในการป้องกัน ปัญหาความรุนแรงให้เหมาะสมและสอดคล้อง กับบริบทของชุมชนน้ัน ๆ ต่อไป และในความเห็นของผู้วิจัยเช่ือว่า ถ้าชุมชนสามารถออกแบบโครงการ หรือ กิจกรรมเพื่อการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และดําเนินการได้บรรลุผลสําเร็จ ชุมชนน้ันแทบจะไม่ ต้องทําภารกิจด้านการเฝ้าระวัง และภารกิจด้านการแก้ไขเยียวยาเลย ดังน้ัน ระบบการป้องกันจึงเป็นหัวใจ หลักของการยตุ ิการกระทําความรนุ แรงต่อเดก็ ภารกิจสุดท้ายคือ การแก้ไขเยียวยา เป็นภารกิจที่จะกระทํา เม่ือเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น แล้ว เป็นภารกิจของการตั้งรับเหตุ แก้ปัญหา หรือแก้ไขสถานการณ์ให้สามารถคลี่คลาย หรือสงบลงได้ โดยเร็ว ภารกิจนี้ได้แบ่งเป็น การแจ้งเหตุ การให้ความช่วยเหลือในเบ้ืองต้น การส่งต่อ การบําบัดฟ้ืนฟู การกลับเข้า ชุมชน และการฟ้ืนฟูสมรรถนะของครอบครัว ถึงแม้ว่าภารกิจการแก้ไขเยียวยาจะไม่เกิดข้ึนบ่อยนัก แต่ชุมชน ต้องมีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา หน่วยงานเพื่อการพัฒนาครอบครัวในชุมชนควรจัดอบรมให้ความรู้
30 หรือฝึกทักษะความชํานาญให้กับบุคคลในชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไข เยียวยา หรือที่เรียกว่าทีมสห วชิ าชีพ ให้มีความพรอ้ มในการปฏบิ ตั ิหนา้ ทอี่ ยู่เสมอ จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว อาทิ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ควรนําผลการถอดบทเรียนแนวทางปฏิบัติท่ีดีในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขเยียวยา ปัญหาความรุนแรงท่ีเกิดกับเด็ก และต้นแบบชุมชนแห่งอนาคต ไปเผยแพร่ให้กับชุมชนอื่น ๆ ได้รับรู้เพื่อให้เกิด แรงบันดาลใจ เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่จะนําต้นแบบเหล่าน้ีไปปรับใช้ให้เหมาะกับชุมชนของตนต่อไป โดย เปน็ ขอ้ เสนอแนะสาํ หรบั บางหน่วยงาน ดังน้ี 1) สํานักงานพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในจังหวัดต่าง ๆ ควรร่วมมือกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ิน อาทิ องค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.) เทศบาล กรุงเทพมหานคร โดยผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ พัฒนาครอบครัว (ศพค.) ศูนย์ปฏิบัติการเพ่ือป้องกันการกระทําความรุนแรงในครอบครัว ระดับตําบล (ศปก.ต.) หรืออาจตั้งชื่อแบบอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทุกตําบล ทุกเทศบาล และทุกชุมชน จัดให้มีการอบรม ให้ ความรู้แก่ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน อาจเชิญวิทยากรจากชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่ง หรือนําผู้เข้าอบรมศึกษาดู งานในชมุ ชนตน้ แบบท้งั 5 แห่ง เพอ่ื ให้เกิดแนวคิดในการปรับใชใ้ ห้เหมาะกับชมุ ชนของตน 2) กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการควรสร้างความตระหนักรู้ ความรู้ความเข้าใจ และการ ปฏิบัติ เก่ียวกับการขจัดความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในเด็ก ทั้งในมิติของการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการแก้ไขเยียวยา ให้แก่เจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตําบล (รพสต.) อาสาสมัครสาธารณสุข ประจําหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และครู เพ่ือให้บุคคลเหล่าน้ีสามารถ ประสานการทาํ งานรว่ มกับเจา้ หน้าทอ่ี งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
31 5 ข-อเสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวิจัยประเมินประสทิ ธผิ ลการสง่ เสริมทักษะการคดิ เชิงบรหิ าร (EF) เดก็ ปฐมวัยโดยชุมชน ของ 18 โรงเรียน ใน พืน้ ทจ่ี ังหวดั ระยอง
32 เปา้ หมายท่ี 3 สร2างหลกั ประกนั วา< คนมีชวี ติ ที่มีสขุ ภาพดแี ละส<งเสริมสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวยั (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) เปา้ หมายที่ 4 สรา้ งหลักประกนั ว่าทุกคนมกี ารศึกษาท่ีมีคุณภาพอยา่ งครอบคลมุ และเท่าเทียม และสนบั สนนุ โอกาส ในการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวิจัยสู6การพฒั นาเด็กอย6างยัง่ ยืน 1. ให2ความรู2ความเขา2 ใจพอ< แมแ< ละครูในการฟ~}นฟแู ละส<งเสรมิ ทักษะ EF แก<เด็ก 2. ครูและพอ< แม< เฝ‚าระวงั ตดิ ตาม และประเมนิ ทกั ษะ EF เดก็ อย<างต<อเน่อื ง 3. เปƒดโอกาส ให2เด็กได2เรียนรู2ด2วนกิจกรรมหลากหลาย และแก2ปZญหาเอง ช<วยเมื่อจำเปxน ให2เด็กได2 รส2ู กึ สำเรจ็ และชมแชยเมื่อเด็กทำได2 4. สร2างเครือข<ายโรงเรียนและครูในจังหวัดและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนร2ูประสบการณ0 การจัด กิจกรรมในหอ2 งเรียนเพอื่ สง< เสรมิ EF เด็กร<วมกัน และทำระบบการสง< ต<อเด็กกลมุ< เสีย่ งต<างๆ 5. การใช2ส่ือ ทั้งส่ือส่ิงพิมพ0 สื่อโฆษณา สื่อออนไลน0ต<าง ๆ และ campaign advertising ในการ กระตุกใจใหต2 ระหนกั และใหค2 วามรต2ู า< งๆ แก<พ<อแม< 6. มีการประสานการส<งเสริมเด็กร<วมกันทั้งที่บ2านและโรงเรียน เพื่อร<วมพัฒนาจุดเด<น และแก2ไข จุดบกพร<องตา< ง ๆ ของเด็ก
33 โครงการวิจัยประเมนิ ประสิทธผิ ลการสง่ เสริมทกั ษะการคิดเชงิ บรหิ าร (EF) เดก็ ปฐมวยั โดย ชมุ ชน ของ 18 โรงเรยี น ในพน้ื ท่จี ังหวัดระยอง อาจารย` ดร. นุชนาฎ รักษี ยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติเน้นการพัฒนาศักยภาพเด็กให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่เด็ก ต้องมีคือ มีความรู้พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจําวัน, มีสมรรถนะขีดความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่ ซับซ้อน และสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งมีทักษะการคิดวิเคราะห์ การ ส่ือสาร การทํางานเป็นทีมร่วมกับผู้อ่ืน และความคิดสร้างสรรค์น้ัน มีความสัมพันธ์กับทักษะสมองการคิด เชิงบริหาร (Brain Executive Function - EF) การคิดขั้นสูงเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองที่นํา ความจําจากประสบการณ์ในอดีตมาเชื่อมต่อกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ วางแผน การจัดลําดับความสําคัญ การยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ ๆ และการ ควบคุมยับยั้งอารมณ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ หรือทํากิจกรรมได้สําเร็จตามที่ตั้งไว้ การศึกษา ครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร EF ในเด็กที่ได้รับการส่งเสริมโดย ครู ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของ กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ใน 17 โรงเรียน จาํ นวน 514 คน ผลสรุปการวิจัย ด้านปัจจัยแวดล้อมของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลสูง ต่อเด็ก ครอบครัวที่สมบูรณ์ การศึกษาของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กรวมทั้งเศรษฐานะของครอบครัวล้วนมี ผลต่อสุขภาพและพัฒนาการ และทักษะ EF ของเด็ก นอกจากนี้การอบรมเลี้ยงดูที่เอื้อต่อการพัฒนา ทักษะ EF ของเด็กยังเป็นได้ทั้งปัจจัยเกื้อหนุนหรือขัดขวางทักษะ EF ของเด็ก พบว่าการศึกษาส่วนใหญ่ ของพ่อ ร้อยละ 30.1 และแม่ ร้อยละ 33.2 อยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนรายได้เฉลี่ยของครอบครัว ต่อเดือนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.3 อยู่ระหว่าง 10,001 – 20,000 บาท พ่อแม่สมรสอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 46.6 ในการเลี้ยงดูลูกพบว่า ผู้ปกครองไม่เคยใช้สมุดสุขภาพช่วยในการประเมินพัฒนาการลูกถึง ร้อยละ 30.0 แต่จากการสอบถามความคิดเห็นคิดว่า ลูกมีพัฒนาการสมวัยถึง ร้อยละ 38.3 พบว่าพ่อแม่ทํา กิจกรรมร่วมกับลูกทุกวันเพียง ร้อยละ 19.1 ซึ่งเด็กช่วงวัยนี้ควรได้ทํากิจกรรมส่งเสริมจากครอบครัวเป็น ประจํา, พบเด็กดูทีวีหรือเล่นเกมส์ มากกว่า 1 ชั่วโมง/วัน ถึงร้อยละ 77.7 จากการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ของชั่วโมงการดูทีวีหรือเล่นเกมส์ของเด็กเฉลี่ยต่อวัน มีความสัมพันธ์กับระดับทักษะ EF ของเด็ก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งเด็กในวัยนี้ควรได้ทํากิจกรรมการเล่นเสริมทักษะการคิดและ กลางแจ้ง, รูปแบบการเลี้ยงดู พ่อแม่ควรให้เด็กมีส่วนร่วมและถามความรู้สึกเด็ก ซึ่งการเข้าใจและ
34 ควบคุมอารมณ์ตัวเองเป็นพื้นฐานในการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นต่อไป พบว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่จะถามเด็กถึง ความรู้สึก ความต้องการและความคิดเห็นลูกทุกครั้งที่ ร้อยละ 48.8 โครงการมีการอบรมให้ความรู้ครู เรื่องการประเมินและส่งเสริม EF และได้ประเมินความรู้ความเข้าใจทักษะ EF ของครู พบว่าครูมีความรู้ ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก เพ่ิมขึ้นจากร้อยละ 25.8 เป็นร้อยละ 58.1 หลังการอบรม ผลด้านทักษะ EF เด็กในภาพรวมทั้ง 514 คน พบว่ามีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 33.5, EF ระดับดี ร้อยละ 60.9 และ EF ในระดับควรได้รับการส่งเสริมอยู่ที่ ร้อยละ 5.6 ส่วนผลการ ประเมินทักษะ EF รายด้านทั้ง 5 ด้าน พบว่า 1. ด้านการยับยั้งชั่งใจ (Inhibitory Control) เด็กมีทักษะ EF อยู่ในระดับดี ร้อยละ 66.7, มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 29.0 และมีทักษะที่ควรได้รับการ ส่งเสริม ร้อยละ 4.3 2. ด้านการยืดหยุ่นความคิด (Shift/ Cognitive Flexibility) พบว่าเด็กมีทักษะ EF อยู่ในระดับดี ร้อยละ 58.9, มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 34.6 และมีทักษะที่ควรได้รับการ ส่งเสริม ร้อยละ 6.4 3. ด้านการควบคุมอารมณ์ (Emotion Control) พบว่าเด็กมีทักษะ EF อยู่ใน ระดับดี ร้อยละ 68.3, มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 24.9 และมีทักษะที่ควรได้รับการส่งเสริม ร้อยละ 6.8 4. ด้านความจําในขณะทํางาน (Working Memory) พบว่าเด็กมีทักษะ EF อยู่ในระดับดี 62.6, มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 30.2 และมีทักษะที่ควรได้รับการส่งเสริม ร้อยละ 7.2 และ 5. ด้านการวางแผนจัดการ (Planning and Organizing) พบว่าเด็กมีทักษะ EF อยู่ในระดับดี ร้อยละ 61.1, มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 30.9 และมีทักษะ EF ที่ควรได้รับการส่งเสริม ร้อยละ 8.0 นอกจากนั้นพบว่าทักษะ EF ในเด็กประถมศึกษาอยู่ในระดับปกติและดีนั้นน้อยกว่าเด็กปฐมวัย และเด็ก ประถมศึกษา พบเด็กที่ควรได้รับการส่งเสริมทักษะ EF มากกว่าเด็กปฐมวัย ดังนั้นควรมีการส่งเสริม ทักษะ EF เนิ่น ๆ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงที่พัฒนาการสมอง EF พัฒนาสูงสุดอย่างต่อเนื่องจะ ส่งผลให้เด็กมีทักษะ EF ที่ดีเม่ือก้าวเข้าสู่ช่วงประถมศึกษา จากผลการประเมินจะเห็นว่าทักษะ EF เด็กในพื้นที่นําร่องจังหวัดระยองในภาพรวมทั้ง 514 คน จาก 17 โรงเรียน ส่วนใหญ่มีทักษะ EF อยู่ในระดับปกติ จนถึงระดับดี แต่ยังคงมี EF ในระดับควร ได้รับการส่งเสริมอยู่บ้าง แสดงว่าทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานทั้ง ภาครัฐและเอกชนมีการทํางานในการขับเคลื่อนพัฒนาทักษะ EF เด็ก เพื่อให้การพัฒนาทักษะ EF เด็กที่ มี EF ดีอยู่แล้วให้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและส่งเสริมในเด็กที่มี EF ในระดับที่ควรได้รับการส่งเสริมนั้น ทุกภาคส่วนต้องดําเนินการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง และติดตามประเมินผลเป็นระยะ ทําให้เราทราบ ปัญหาทันที อันจะนําไปสู่การแก้ไขแต่เนิ่น ๆ ให้เด็กในจังหวัดระยองวันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ ในการทํางาน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แผนยุทธศาสตร์
35 ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อนําไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ที่มีความสําคัญต่อการพัฒนา ประเทศในระยะยาวต่อไป ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจัยสู่การพัฒนาเด็กอย่างย่ังยืน 1. สร้างความตระหนักให้พ่อแม่ ครู เห็นความสําคัญในบทบาทของตนเองในเป้าหมายการ พัฒนาเด็กให้เก่ง ดี มีความสุข 2. พ่อแม่ ครู ให้ความรัก ความอบอุ่นและความไว้วางใจ มีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก และทํา กิจกรรมกับเด็กทุกวัน 3. พ่อแม่ ครู และชุมชน มีการเฝ้าระวังติดตามพัฒนาการตามวัย และพัฒนาการ EF อย่าง ต่อเนื่องเป็นระยะเพ่ือการพัฒนาและฟื้นฟูได้ทันท่วงที 4. ให้ความรู้ความเข้าใจพ่อแม่และครูในการส่งเสริมพัฒนาการตามวัย และทักษะ EF แก่เด็ก 5. บ้านและโรงเรียนควรจัดสภาพแวดล้อมปลอดภัย พื้นที่เล่นและจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ ของเล่น ที่เอื้อให้เด็กได้เล่น เรียนรู้ 6. สร้างเครือข่ายโรงเรียนและครูในจังหวัดและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ การจัด กิจกรรมในห้องเรียนเพ่ือส่งเสริม EF เด็กร่วมกัน และทาํ ระบบการส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ 7. มีการประสานการส่งเสริมเด็กร่วมกันทั้งที่บ้านและโรงเรียน เช่น กิจกรรมครูพบพ่อแม่ รายบุคคลอย่างน้อยปีละ 2 คร้ังเพ่ือร่วมพัฒนาจุดเด่น และแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ ของเด็ก 8. การใช้สื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณา สื่อออนไลน์ต่าง ๆ และ campaign advertising ใน การกระตุกใจให้ตระหนัก และให้ความรู้ต่าง ๆ เช่น ไม่แนะนําให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ใช้อุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิด, ไม่ควรให้เด็กดูทีวีเล่นเกมมากเกินไปเพราะส่งผลต่อ พัฒนาการล่าช้า เพราะเด็กในวัยนี้ควรทํากิจกรรมเสริมทักษะพัฒนาการการเรียนรู้ EF ผ่านการเล่น บูรณาการประสาทสัมผัส เช่น เล่นกีฬา งานศิลปะ เล่นดนตรี อ่านหนังสือนิทาน เล่นสมมุติเป็นกลุ่มกับ เพื่อน เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้สามารถพัฒนาทักษะ EF ได้มากกว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ อยู่กับหน้าจอ ตามลาํ พังเพียงอย่างเดียว
36 6 ขอ- เสนอแนะเชิงนโยบาย โครงการวิจัย ภาวะผูน้ าํ เชงิ จริยธรรมในองค์กรภาคเอกชน: การพฒั นาโมเดลเชงิ สาเหตุ
37 เปา้ หมายท่ี 16 สง/ เสริมสังคมที่สงบสขุ และครอบคลมุ เพ่ือการพฒั นาท่ยี ่งั ยนื ให้ทกุ คนเขา้ ถงึ ความยตุ ธิ รรม และสรา้ งสถาบนั ท่มี ีประสิทธิผล รบั ผดิ ชอบ และครอบคลุมในทกุ ระดบั (Promote peaceful and inclusive societies for sustainable development, provide access to justice for all and build effective, accountable and inclusive institutions at all levels) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวิจยั ส6กู ารพฒั นาเดก็ อยา6 งย่ังยืน 1.องค%กรเอกชนหรือองค%กรภาครัฐควรนำผลการศึกษาไปปรับใชEในการวางแผนพัฒนาทรัพยากร บุคคลในองค%กรที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยโดยนำไปส@ูการพัฒนาโปรแกรมหรือหลักสูตรฝกอบรมเพ่ือ เสริมสรEางภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมใหEกับกล@ุมบุคลากรขององค%การท้ังที่เปZนผูEบริหารและระดับปฏิบัติการหรือ เตรียมความพรอE มใหกE ับพนักงานต@อไปในอนาคต 2.องค%กรเอกชนหรือองค%กรภาครัฐที่พัฒนาคุณภาพงานภายใตEเกณฑ%รางวัลคุณภาพแห@งชาติเพื่อผล การดำเนินการท่ีเปZนเลิศ (TQA/ EdPEx/ OBECQA/ PMQA/ SEPA) ควรนำแบบวัดภาวะผEูนำเชิงจริยธรรม ไปใชEในเกณฑ%หมวด 1 การนำองค%กร มีขEอกำหนดท่ีสำคัญ ไดEแก@ ขEอ 1.1 ก(2) การส@งเสริมการปฏิบัติตาม กฎหมายและการประพฤติปฏิบัติอย@างมีจริยธรรม และขEอ 1.2 ก(2) การประเมินผลการดำเนินการของผEูนำ ระดับสูง และคณะกรรมการกำกับดูแลองคก% ร
38 โครงการวจิ ยั ภาวะผนู้ ําเชิงจริยธรรมในองค์กรภาคเอกชน: การพัฒนาโมเดลเชงิ สาเหตุ ผช$ู /วยศาสตราจารย` ดร. อธวิ ฒั น์ เจ่ยี วิวรรธน์กลุ อาจารย์ ดร. ศรลั ขุนวิทยา นางสาวกนกพร ดอนเจดยี ์ ประเทศไทยไดEรับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข@งขันในรูปแบบต@าง ๆ ทำ ใหEสังคมไทยกลายเปZนสังคมท่ีเห็นแก@ประโยชน%ส@วนตนมากกว@าส@วนรวม ต้ังแต@ปeญหาเล็ก ๆ ในครอบครัวไปถึง ปeญหาใหญ@ระดับชาติ โดยไม@คำนึงถึงความถูกตEอง ชอบธรรม เกิดปeญหาการทุจริตคอร%รัปชันในสังคมไทย ตาม กฎหมายองค%กรเพื่อความโปร@งใสสากล (Transparency International หรือ TI) ไดEจัดอันดับดัชนีการรับรูE คอร%รัปชัน (Corruption Perceptions Index, 2019) ประจำปP 2562 พบว@า ประเทศไทยอย@ูอันดับที่ 96 สะทEอนใหEเห็นว@า ประเทศไทยมีปeญหาการคอร%รัปชันอยู@ในระดับสูง ดังนั้น การพัฒนาเคร่ืองมือที่ใชEสำหรับการ ประเมินภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมในองค%กรท่ีไดEรับการยอมรับตามหลักสากล มีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมหรือ บริบทขององค%กรเอกชนในประเทศไทย และตรวจสอบความสัมพันธ%เชิงสาเหตุระหว@างภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ท่มี อี ิทธิพลตอ@ บรรยากาศจริยธรรมในองค%กรเอกชน การศกึ ษาคร้งั นีม้ วี ัตถุประสงค%การวจิ ัยเพอื่ (1) ศึกษาความหมาย องค%ประกอบ และปeจจัยสาเหตุท่ี ส@งผลใหEบุคคลมีภาวะผEูนำเชิงจริยธรรม ตามการรับรูEของพนักงานในองค%กรเอกชน (2) พัฒนาเคร่ืองมือวัด ภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมและบรรยากาศจริยธรรมในองค%กรเอกชน และ (3) ศึกษาความสัมพันธ%เชิงสาเหตุ ระหว@างภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมที่มีอิทธิพลต@อบรรยากาศจริยธรรมในองค%กรเอกชนและตรวจสอบความ สอดคลอE งระหว@างรูปแบบเชิงสมมติฐานกบั ขEอมลู เชงิ ประจกั ษ% การวิจัยคร้ังนี้เปZนการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประกอบดEวยการวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งการวิจัยระยะที่ 1 เปZนการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค%เพื่อคEนหานิยาม องค%ประกอบและปeจจัยสาเหตุที่ส@งผลใหEบุคคลมีภาวะ ผูEนำเชิงจริยธรรมจากผูEใหEขEอมูลตลอดจนเพ่ือสรEางและพัฒนาเคร่ืองมือวัดภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมใหEมีคุณภาพ เที่ยงตรงและเชื่อถือไดE ในขณะท่ีการวิจัยระยะท่ี 2 มีวัตถุประสงค%เพ่ือยืนยันโครงสรEางความสัมพันธ%เชิงสาเหตุ ของตัวแปรเชิงเหตุและภาวะผEูนำเชิงจริยธรรม โดยมีกลุ@มตัวอย@าง คือ พนักงานเอกชนที่ผ@านการอบรม หลักสูตรนักวิชาการสรEางสุของค%กร ระหว@างปP 2559-2560 และมีตำแหน@งเปZนหัวหนEางาน, ผูEบริหาร/ กรรมการผEูจัดการ, ผูEอำนวยการฝ‰าย, ผEูจัดการฝ‰าย และหรือผูEนำตำแหน@งอ่ืน ๆ จำนวน 545 คน โดยแบ@งกล@ุม ตัวอย@างออกเปZน 3 กลุ@ม คือ กล@ุมตัวอย@างท่ีใชEในการเก็บขEอมูลคร้ังท่ี 1 เพ่ือยืนยันองค%ประกอบอันดับสองของ ตัวแปรภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม จำนวน 100 คน ขณะท่ีกลุ@มตัวอย@างในการเก็บขEอมูลครั้งที่ 2 เพ่ือวิเคราะห% องค%ประกอบเชิงสำรวจ และองค%ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองของแบบวัดบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร จำนวน 120 คน และกล@ุมตัวอย@างในการเก็บขEอมูลคร้ังท่ี 3 เพ่ือตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ%เชิงสาเหตุของ ภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมและบรรยากาศจริยธรรมในองค%กรกับขEอมูลเชิงประจักษ% จำนวน 325 คน เคร่ืองมือท่ี
39 ใชEในการวิจัย คือ แบบประเมินคุณลักษณะหลักของบุคคลท่ีมีภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ท่ีดัดแปลงมาจากการ ทบทวนวรรณกรรมและการศึกษาของ Kalshoven, Den Hartog, & De Hoogh (2011) จำนวน 34 ขEอ มีค@า ความเชื่อมั่นท้ังฉบับเท@ากับ 0.946 และของแบบวัดบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร ท่ีดัดแปลงมาจากการศึกษา ของ Cullen, Victor & Bronson (1993) จำนวน 24 ขEอ มีค@าความเช่ือม่ันทั้งฉบับเท@ากับ 0.940 ซ่ึงขEอ คำถามมีลักษณะเปZนแบบ Likert scale 5 ระดับ สถิติที่ใชEการวิเคราะห% ประกอบดEวย การวิเคราะห% องค%ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห%องค%ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง และการวิเคราะห%เสEนทางอิทธิพลเพ่ือ หาความสัมพันธ%เชิงสาเหตุดวE ยตวั แบบโมเดลสมการโครงสราE ง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิเคราะห0ข2อมูลเชิงคุณภาพตอบวัตถุประสงค0ที่ 1 เพื่อศึกษานิยาม องค%ประกอบ และปeจจัย สาเหตุท่ีส@งผลใหEบุคคลมีภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมจากผูEใหEขEอมูล ทำการเก็บรวบรวมขEอมูลจากผEูใหEขEอมูลจำนวน 20 คน เปZนเพศชาย จำนวน 10 คน เพศหญิง จำนวน 10 คน ซ่ึงคัดเลือกกลุ@มตัวอย@างผูEใหEขEอมูลแบบ เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยผูEใหEขEอมูลเปZนลักษณะบุคลากรหลายระดับชั้น ทั้งในระดับ ผูEบริหารท่ีมีช่ือเสียงดEานคุณธรรมจริยธรรม ผูEทรงคุณวุฒิ ผEูเช่ียวชาญ นักวิชาการ ตัวแทนในแต@ละองค%กร พนักงานในแต@ละฝ‰ายท่ีปฏบิ ัติงานในองค%กรเอกชน ผลการศกึ ษาทไี่ ดจE ากการวเิ คราะหเ% น้อื หา 3 หัวขEอดังน้ี 1) นิยามความหมายของคำว@า ภาวะผEูนำเชิงจริยธรรม ตามความรูE ความเขEาใจ และประสบการณ% ทำงาน พบว@า ผEูใหEขEอมูลไดEใหEความหมายของ ภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ใน 2 ความหมาย คือ (1) การมี ความสามารถในการนำองค%กร โดยผEูนำเชิงจริยธรรมเปZนเสมือนเครื่องมือในการสรEางความเขEมแข็งใหEกับ องค%การ ดังน้ันผูEนำเชิงจริยธรรมจะตEองนำองค%กรอย@างมีวิสัยทัศน%ยาวไกล กEาวทันต@อสถานการณ%ความ เปลี่ยนแปลงของต@าง ๆ ของโลก และยังสามารถกำหนดเปhาหมายและพันธกิจโดยรวมขององค%กรท่ีสามารถ แกEไข สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงไดEเปZนอย@างดี และ (2) พฤติกรรมท่ีผEูนำแสดงออกถึงการมีจริยธรรมในตัว ผูEนำ โดยภาวะผEูนำเชิงจริยธรรม เปZนภาวะผูEนำท่ีมีลักษณะต@างไปจากภาวะผEูนำอื่นท่ีมักเนEนใหEผEูตามปฏิบัติ ตามใหEสำเร็จตามเปhาหมายเพียงอย@างเดียว แต@ภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมจะมุ@งเนEนการยกระดับคุณธรรมและ จริยธรรมของผูEตามใหEสูงข้ึนซึ่งเปZนพฤติกรรมของผูEที่มีเจตคติ และแนวทางการทำงานที่มีผลต@อความสำเร็จ ตามวัตถุประสงค%และเปhาหมายขององค%กร ดEวยการเห็นคุณค@าของงาน มีความซื่อสัตย% ขยันหมั่นเพียร ไม@ ทEอถอย ปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบต@าง ๆ อย@างเคร@งครัด มีจิตอาสา รับผิดชอบ เสียสละเพื่อประโยชน% ส@วนร@วม และปฏิบัติตนตามแบบแผนจรรยาบรรณแห@งวิชาชีพ สามารถจูงใจใหEผูEตามมองไกลไปกว@าการ กระทำเพื่อม@ุงประโยชน%ส@วนตนไปถึงผลประโยชน%ขององค%กรหรือส@วนร@วมมากกว@า ซ่ึงเปZนการพัฒนาและ ยกระดับดาE นคุณธรรมของคนในองคก% รใหสE งู ข้ึนไปดEวย 2) องค%ประกอบของภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ควรประกอบไปดEวย การมีจรรยาบรรณต@อวิชาชีพ มี คุณธรรม มีความซ่ือสัตย% ขยัน อดทน มีภาวะความเปZนผูEนำ ทำงานเปZนทีม มีความรับผิดชอบ เสียสละเพ่ือ ประโยชน%ส@วนร@วม มีความเมตตา มีวินัย การประพฤติปฏิบัติในทางท่ีจูงใจใหEเกิดแรงบันดาลใจกับผูEตาม โดย การสรEางแรงจูงใจภายใน การใหEความหมายและทEาทายในเรื่องงาน ปลุกเรEาและกระตEุนจิตวิญญาณของทีมใหE มีชีวิตชีวา มีการแสดงออกซ่ึงความกระตือรือรEน โดยการสรEางเจตคติท่ีดี และการคิดในแง@บวก ทำใหEผูEตาม สัมผัสกับภาพที่งดงามของอนาคต แสดงความเชื่อมั่นและแสดงใหEเห็นความต้ังใจอย@างแน@วแน@ว@า สามารถ
40 บรรลุเปhาหมายไดE ช@วยใหEผูEตามมองขEามผลประโยชน%ของตน เพื่อวิสัยทัศน%และภารกิจขององค%กร ทำใหEผEูตาม รEูสึกว@าตนเองมีคุณค@าและกำลังสรEางสรรค%สิ่งที่ทรงคุณค@า การประพฤติตัวเปZนแบบอย@าง หรือเปZนโมเดล สำหรับผูEตาม เปZนที่ยกย@อง เคารพนับถือ ศรัทธา ไวEวางใจ และทำใหEผูEตามเกิดความภาคภูมิใจเม่ือไดEร@วมงาน กัน การมีวิสัยทัศน% และความสามารถถ@ายทอดไปยังผEูตาม สามารถควบคุมอารมณ%ไดEในสถานการณ%วิกฤต เปZน ผูEท่ีไวEใจไดEว@าจะทำในสิ่งที่ถูกตEอง ดEวยความมีศีลธรรม และมีจริยธรรม หลีกเล่ียงท่ีจะใชEอำนาจเพื่อประโยชน% ส@วนตน แต@จะประพฤติตนเพ่ือใหEเกิดประโยชน%แก@ผูEอ่ืน และเพ่ือประโยชน%ของกล@ุม แน@วแน@ในอุดมการณ% ความเชื่อและค@านิยม จากความมั่นใจในตนเอง และเคารพในตนเอง ซ่ึงองค%ประกอบท่ีไดEจากการสัมภาษณ%เชิง ลึก พ บว@าสอดคลEองกับการศึกษาของ Kalshoven, Den Hartog, & De Hoogh (2011) ที่จำแนก องค%ประกอบ ไดEแก@ (1) ความซ่ือสัตย% (Integrity) (2) การมุ@งเนEนการดูแลบุคลากร (People Orientation) (3) ความยุติธรรม (Fairness) (4) การเคารพสิทธิของผูEอ่ืน (Power Sharing) (5) การใหEคำแนะนำทางจริยธรรม (Ethical guidance) (6) การชี้แจงบทบาท (Role clarification) แต@อย@างไรก็ตามจากผลการสัมภาษณ%ยังไม@ พบองคป% ระกอบดาE นการม@งุ เนEนความยงั่ ยนื (Concern for sustainability) 3) ปeจจัยสาเหตุที่ส@งผลใหEบุคคลมีภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ไวE 5 ปeจจัยดEวยกัน ดังน้ี (1) ครอบครัว ซ่ึงมี บทบาทต@อพฤติกรรมและการปลูกฝeงคุณธรรม จริยธรรมของแต@ละบุคคลต้ังแต@เปZนผูEเยาว% เปZนพัฒนาการทาง สติปeญญาและการเรียนรูE (2) การเรียนรEูผ@านกระบวนการทางสังคม หรือการขัดเกลาดEานคุณธรรม จริยธรรม โดยสภาวะแวดลEอมทางสังคม (3) สถานการณ% หรือวิกฤตการณ%ท่ีบุคคลไดEเรียนรEูจากประสบการณ%ต@าง ๆ ใน ชีวิต (4) วัฒนธรรมขององค%กร และบรรยากาศหรืออิทธิพลของการออกแบบกิจกรรมขององค%กรท่ีส@งเสริมใหE เกิดแนวปฏิบัติดEานจริยธรรมขององค%กร โดยผEูนำควรท่ีจะสรEางวัฒนธรรมองค%กรที่มีจริยธรรม โดยการปฏิบัติ ตนใหEเปZนตEนแบบแก@สมาชิกในองค%การ เพราะบุคลากรจะมองดูพฤติกรรมของผEูนำเปZนเสมือนมาตรฐาน เปรียบเทียบการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมของตน เมื่อผูEนำไดEรับการมองว@า เปZนผEูที่มีจริยธรรมสูงจะทำใหE บุคลากรท้ังหมดรับรEูถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติดEานจริยธรรมว@า ควรจะตEองเปZนไปในแนวทางเดียวกับผEูนำดEวย และ (5) คุณลักษณะเฉพาะบุคคลในเร่ืองของความรับผิดชอบ ความซ่ือสัตย% สุจริต ความละอาย เกรงกลัวต@อบาป วินัย และความพอเพียง ซ่ึงผEูนำควรไดEรับการพัฒนาคุณลักษณะ โดยเฉพาะในเรื่องของวิสัยทัศน% ผEูนำท่ีดี ตEอง สามารถทำใหEวิสัยทัศน%เปZนที่เขEาใจง@ายและมีเหตุผลที่ทุกฝ‰ายจะเห็นชอบร@วมกัน และที่สำคัญตEองสามารถใหE ทุกอย@างยอมรับว@าเปZนเรื่องท่ีเปZนจริงไดE และสามารถทำใหEเกิดข้ึนหรือสำเร็จไดEตามเปhาหมาย วิสัยทัศน%ที่ดีมี ประสทิ ธิภาพตอE งเหมาะกับองคก% ารและถกู กับเวลาดEวย ผลการวิจัยพัฒนาแบบประเมินคุณลักษณะหลักของบุคคลที่มีภาวะผ2ูนำเชิงจริยธรรม พบว@า โมเดลองค%ประกอบของคุณลักษณะหลักของบุคคลที่มีภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมท่ีพัฒนาขึ้นจากดัดแปลงมาจาก การทบทวนวรรณกรรมและการศึกษาของ Kalshoven, Den Hartog, & De Hoogh (2011) มีความ สอดคลEองกับขEอมูลเชิงประจักษ%ของบริบทองค%กรเอกชนประเภทอุตสาหกรรมการผลิตในสังคมไทย ซึ่งค@าสถิติ ไคสแควร%สัมพัทธ% เท@ากับ 842.50 ค@าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแกEแลEว (AGFI) เท@ากับ 0.9 ค@าดัชนี วัดระดับ ความสอดคลEองกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท@ากับ 0.99 และค@ารากของค@าเฉลี่ยกำลังสองของความ คลาดเคล่ือนโดยประมาณ (RMSEA) เท@ากับ 0.0468 ซึ่งองค%ประกอบของภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมมี 7 ดEาน ซ่ึง
41 มีค@าน้ำหนักอยู@ระหว@าง 0.53-0.66 และแตกต@างจากศูนย%อย@างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทุกตัว เรียงลำดับจากมากไปนEอยไดEแก@ ดEานความยุติธรรม, การเคารพสิทธิของผูEอ่ืน, การมุ@งเนEนการดูแลบุคลากร, ความซื่อสัตย%, การมง@ุ เนEนความยั่งยนื , การใหEคำแนะนำทางจรยิ ธรรม และ การชี้แจงบทบาท ผลการวิจัยพัฒนาแบบวัดบรรยากาศจริยธรรมในองค0กรเอกชน พบว@า ตัวแปรท่ีใชEในการ วิเคราะห% ทั้งหมดจำนวน 24 ตัว สามารถจัดกลุ@มเขEาองค%ประกอบ (Component) ไดEจำนวน 6 องค%ประกอบ ที่มี ค@าไอเกน (Eigenvalue) เกิน 1.00 ซึ่งแสดงว@าแต@ละองค% ประกอบสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปร ท้ังหมด 24 ตัว ไดEมากกว@า 1.00 องค%ประกอบทั้งหมด 6 องค%ประกอบ สามารถอธิบายความแปรปรวนของ ตัวแปรท้ังหมด 24 ตัวไดEรEอยละ 65.828 และเมื่อยืนยันองค%ประกอบของบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร ดEวย การวิเคราะห%องค%ประกอบเชิงยืนยัน พบว@า โมเดลองค%ประกอบของแบบวัดบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร เอกชนที่ดัดแปลง ดัดแปลงมากจากการศึกษาของ Cullen, Victor, & Bronson (1993) มีความสอดคลEองกับ ขEอมูลเชิงประจักษ%ของบรรยากาศจริยธรรมในบริบทองค%กรเอกชนประเภทอุตสาหกรรมการผลิตในสังคมไทย ซ่ึงค@าสถิติไคสแควร%สัมพัทธ% เท@ากับ 387.35 ค@าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนท่ีปรับแกEแลEว (AGFI) เท@ากับ 0.97 ค@าดัชนีวัดระดับ ความสอดคลEองกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท@ากับ 0.96 และค@ารากของค@าเฉลี่ยกำลัง สองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท@ากับ 0.045 ซึ่งองค%ประกอบของบรรยากาศจริยธรรมใน องค%กรเอกชนมึ 6 ดEาน ซ่ึงมีค@าน้ำหนักอยู@ระหว@าง 0.78-0.97 และแตกต@างจากศูนย%อย@างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ 0.05 ทุกตัว โดยเรียงลำดับจากมากไปนEอย คือ ดEานการเอาใจใส@ แกEไขปeญหา ดูแล ชมเชย, ดEาน คำนึงถึงประโยชน%ส@วนรวม, ดEานมิตรภาพ และกำกับตนเอง, ดEานการยึดม่ัน ปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบ ขEอบังคับขององค%กร, ดาE นผลลัพธข% องงาน และ ดาE นการรบั ผดิ ชอบตอ@ บุคคลอ่ืน ผลการวิเคราะห0โมเดลความสัมพันธ0เชิงสาเหตุของภาวะผู2นำเชิงจริยธรรมและบรรยากาศ จริยธรรมในองค0กรกับข2อมูลเชิงประจักษ0 พบว@า โมเดลความสัมพันธ%เชิงสาเหตุระหว@างภาวะผEูนำเชิง จริยธรรมกับบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร มีความสอดคลEองกับขEอมูลเชิงประจักษ% ซ่ึงค@าสถิติไคสแควร% สัมพัทธ% เท@ากับ 115.60 ค@าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแกEแลEว (AGFI) เท@ากับ 0.98 ค@าดัชนีวัดระดับ ความสอดคลEองกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท@ากับ 0.98 และค@ารากของค@าเฉล่ียกำลังสองของความ คลาดเคล่ือนโดยประมาณ (RMSEA) เท@ากับ 0.0081 และ ตัวแปรภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมมีอิทธิพลทางตรงต@อ บรรยากาศจริยธรรมในองค%กรในทางบวก โดยมีค@าสัมประสิทธ์ิอิทธิพล เท@ากับ 0.28 อย@างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และสมการโครงสรEาง (R2) ของตัวแปรภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมร@วมกันอธิบายความแปรปรวนของ บรรยากาศจริยธรรมในองค%กร ไดEรEอยละ 16 ข2อเสนอแนะเชิงนโยบายทไ่ี ด2จากการวจิ ัย มปี ระเดน็ สำคัญดงั น้ี (1) ผลวิจัยไดEแบบวัดภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมและแบบวัดบรรยากาศจริยธรรมในองค%กรท่ีเหมาะสมกับ บริบทของสังคมไทย และตัวแปรภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมส@งผลต@อบรรยากาศจริยธรรมในองค%กร ผลลัพธ%ที่ไดEจะ เปZนแนวทางพัฒนา เสริมสรEางภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมและปhองกันการทุจริตคอร%รัปช่ันในองค%กร ผูEบริหาร และ เจEาหนEาที่เกี่ยวขEองในองค%กรเอกชนควรนำเครื่องมือสำหรับวัดภาวะผEูนำเชิงจริยธรรมในองค%กรเอกชน
42 บรรยากาศจริยธรรมในองค%กรเอกชน ที่ไดEจากการศึกษาคร้ังนี้ ไปประยุกต%และปรับใชEใหEสอดคลEองกับบริบท องคก% รเพือ่ ส@งเสรมิ และสราE งบรรยากาศในการทำงานอย@างมีจริยธรรม (2) องค%กรเอกชนหรือองค%กรภาครัฐควรนำผลการศึกษาไปปรับใชEในการวางแผนพัฒนาทรัพยากร บุคคลในองค%กรท่ีเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยโดยนำไปสู@การพัฒนาโปรแกรมหรือหลักสูตรฝกอบรมเพื่อ เสริมสรEางภาวะผูEนำเชิงจริยธรรมใหEกับกล@ุมบุคลากรขององค%การท้ังท่ีเปZนผูEบริหารและระดับปฏิบัติการหรือ เตรียมความพรEอมใหEกบั พนักงานตอ@ ไปในอนาคต (3) องค%กรเอกชนหรือองค%กรภาครัฐท่ีพัฒนาคุณภาพงานภายใตEเกณฑ%รางวัลคุณภาพแห@งชาติเพ่ือผล การดำเนินการท่ีเปZนเลิศ (TQA/ EdPEx/ OBECQA/ PMQA/ SEPA) ควรนำแบบวัดภาวะผูEนำเชิงจริยธรรม ไปใชEในเกณฑ%หมวด 1 การนำองค%กร มีขEอกำหนดท่ีสำคัญ ไดEแก@ ขEอ 1.1 ก(2) การส@งเสริมการปฏิบัติตาม กฎหมายและการประพฤติปฏิบัติอย@างมีจริยธรรม และขEอ 1.2 ก(2) การประเมินผลการดำเนินการของผูEนำ ระดบั สงู และคณะกรรมการกำกับดูแลองคก% ร
43 7 ข-อเสนอแนะเชิงนโยบาย โครงการวิจัยการศึกษาสภาวการณHและปIจจัยที่มีผลตAอสุข ภาวะกาย จิต สังคม และความสามารถการคิดเชิงบริหาร ของผ#ูสูงอายุ: ชมรมผู#สูงอายุแหAงประเทศไทยในพระบรม ราชนูปถัมภHสมเด็จพ ระศรีนครินทราบรมราชชนนี
Search