97 กฎหมายทเี่ ก่ยี วกับการใชส้ ื่อสงั คมออนไลน์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ ดังนั้น ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จึงควรจะคิดให้ดี ก่อนที่จะโพสต์รูปภาพ วิดีโอ ข้อความหรือสื่อใด ๆ ลงในหน้าสื่อสังคมออนไลน์นั้น เนื่องจากเมื่อขึ้นช่ือ วา่ “สังคม” ไม่วา่ จะสังคมในชีวิตจริงหรอื ในโลกออนไลน์ กย็ ่อมต้องมีกฎ กติกาที่เราต้องรักษาเสมอเพ่ือความสงบ สุขของสังคม ดังสำนวนกฎหมายของโรมันที่กล่าวไว้ว่า “Ubi societas, ibi jus” “ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” เป็นทที่ ราบกันดีว่าส่อื ในโลกออนไลนป์ ัจจบุ ัน ไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทต่อวิถชี ีวติ ของมนุษย์ในหลายมิติ การกระทำต่างๆ ในกจิ วตั รประจำวันของบางคนอาจจำเปน็ ต้องใช้สือ่ เหล่านี้เข้ามาช่วยในทุกขัน้ ตอนของชีวติ ยิง่ ในขณะนีท้ ่ีส่ือสังคม (Social Media) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ใช้ด้วยกัน เพราะลักษณะ เด่นและเสน่ห์ของมันที่ทำให้การมีส่วนร่วมง่ายเพียงการพิมพ์หรือคลิก ผู้รับสารก็จะสามารถกลายเป็นผู้ส่งสารได้ ในเวลาเดียวกัน เว็บไซต์จำพวก Facebook และ Twitter จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลของ ผู้ใชท้ ่มี เี น้อื หาความยาวไม่มากนกั ก่อนอื่น เราจำเป็นต้องเข้าใจร่วมกันว่าเว็บไซต์ประเภทเหล่านี้ไม่ใช่พื้นที่สื่อโดยธรรมชาติ แต่มีลักษณะ ความเป็นสาธารณะโดยส่วนตัว (Personic = Public+Person) ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งแตกต่าง เป็นอย่างมากกับพื้นที่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือบทความตามหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นการเขียนขนาดยาว แต่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์เหล่านี้ซึ่งไม่ใช่สื่อโดยธรรมชาติจะไม่จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณหรือ มาตรฐานความเหมาะสมทางสังคมในการใช้งาน เนื่องจากความมีจรรยาบรรณจะนำมาสู่ความน่าเชื่อถือ และ ความน่าเชื่อถือนั้นก็ต้องวัดจากเนื้อหา มิใช่รูปแบบ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าผลลัพธ์ของสื่อสังคมน้ันขึ้นอยู่กับตวั ผใู้ ช้ หากผู้ใชม้ เี จตนาทีจ่ ะบิดเบือนความจรงิ เพื่อปลุกปั่นหรือหวงั ผลทางการเมือง ผลลพั ธ์ทเ่ี กดิ ขึ้นย่อมจะเป็นด้าน ลบ แต่หากผู้ใช้เคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอย่างเสมอภาคกัน มีความเป็นกลางในการนำเสนอความคิดเห็น และนำเสนอให้เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส ผลลัพธ์ที่เกิดก็จะสร้างสรรค์ในเชิงบวกมากกว่าเป็น แน่ โดยหลกั แลว้ สิทธิและเสรีภาพในการใช้สื่อออนไลน์ของคนเราจะไม่แตกต่างกับสิทธิและเสรีภาพในการใชส้ อ่ื อ่นื ๆ เพราะถือว่าเป็นเสรภี าพในการแสดงออกผา่ นส่ือ ในปฏญิ ญาสากลว่าสิทธิมนุษยชนได้มีการรับรองเสรีภาพใน ลกั ษณะนไี้ ว้ในขอ้ 19 วา่ “ทุกคนมีสทิ ธใิ นอสิ รภาพแห่งความเห็นและการแสดงออกสิทธนิ ้รี วมถึงอสิ รภาพในการที่ จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอดและที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่า โดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน” ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ก็มีการรับรองการ กระทำประเภทนี้เช่นกัน ในมาตรา 45 วรรคแรก ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ การพูด การ เขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวิธีอื่น” ดังนั้นการกระทำเชน่ นี้จงึ ถือเป็นสิทธมิ นุษยชนขน้ั พื้นฐานเช่นกัน แตใ่ นความเป็นจรงิ เม่อื มีเสรภี าพเกิดขึน้ เป็นที่แน่นอนวา่ เขตแดนของเสรีภาพแตล่ ะบคุ คลย่อมจะ ชนและทับซ้อนกัน ในบางกรณีกลายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลก เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ดูเหมือนว่าเขตแดนของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะมีมากจนบางครั้งอาจมีมาก
98 เกินไปดว้ ยซำ้ ความจำเป็นในการท่ีต้องกำกับ ดูแล และตรวจสอบการใชง้ าน รวมถงึ มาตรฐานจรรยาบรรณจึงเป็น สง่ิ จำเป็นในสังคมออนไลน์ปจั จุบนั ในเรื่องเกี่ยวกับการเคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวนั้น จริงๆแล้วเป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่ได้รับ การคุ้มครองตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบบั ปี พ.ศ.2540 ซึ่งคนในสังคมส่วนมากอาจละเลยและไม่ใส่ใจถึงความสำคัญของ จุดนี้ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ในมาตรา 35 มีระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า “สิทธิของบุคคลใน ครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าว แพรห่ ลายซง่ึ ข้อความหรอื ภาพไม่วา่ ดว้ ยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเปน็ การละเมดิ หรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวง ประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”ซึ่งหากคนในสังคมให้ ความสำคัญและปฏิบัติตามแล้วนั้น ปัญหาของสังคมออนไลน์อาจมีน้อยลงก็เป็นไป แต่ปัจจุบัน เมื่อคนละเลยถึง การเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของคนด้วยกัน รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะ “พ.ร.บ.ว่าดว้ ยการกระทำความผิดเกีย่ วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550” จึงเกิดข้นึ มาเพอ่ื กำหนดมาตรการ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อ เศรษฐกิจ สังคมและความมน่ั คงของรัฐ รวมท้งั ความสงบสุขและศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ณ จดุ นเี้ องทป่ี ญั หาได้เกิดขึน้ กลา่ วคือ ถงึ แม้การมีกฎหมายฉบบั นีจ้ ะเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐสามารถกำกับ ดูแล สังคมออนไลน์ให้ไปในทิศทางท่เี หมาะสม ไมม่ ีการละเมิดสทิ ธิเสรภี าพต่อผู้ใช้ดว้ ยกัน แตก่ ม็ ีการถกเถียงในสังคมถึง เนื้อหาที่คลุมเคลือของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้ในทางละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้ เนอ้ื หาดงั กลา่ วอยู่ในมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.วา่ ดว้ ยการกระทำความผดิ เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ.2550 ความดังนี้ “ผใู้ ดกระทำความผดิ ท่รี ะบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กนิ ห้าปี หรอื ปรับไมเ่ กินหนึ่งแสนบาท หรือทั้ง จำทั้งปรบั (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไ ม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์อันเปน็ เท็จ โดยประการท่นี ่าจะเกดิ ความเสยี หายแก่ผ้อู นื่ หรือประชาชน (2) นำเข้าสรู่ ะบบคอมพิวเตอร์ซึ่งขอ้ มลู คอมพิวเตอร์อันเปน็ เท็จ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายต่อ ความมนั่ คงของประเทศหรอื ก่อให้เกดิ ความต่ืนตระหนกแก่ประชาชน (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่ง ราชอาณาจักรหรือความผิดเกยี่ วกับการกอ่ การรา้ ยตามประมวลกฎหมายอาญา (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพวิ เตอร์ซง่ึ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ใด ๆ ทม่ี ีลักษณะอนั ลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ประชาชนท่วั ไปอาจเขา้ ถึงได้ (5) เผยแพร่หรือสง่ ต่อซึ่งขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์โดยรอู้ ยแู่ ล้ววา่ เป็นข้อมลู คอมพวิ เตอรต์ าม (1) (2) (3) หรือ
99 (4)” ความคลุมเคลือของฐานความผิด และโทษบางประการที่มีการทับซ้อนกับโทษที่มีอยู่ตามกฎหมาย อาญาหรือกฎหมายแพ่งอยูแ่ ล้ว ไดส้ ง่ ผลใหผ้ ูใ้ ช้บางคนเกิดอาการต่อต้านและไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ ถึงแม้ว่าจะ ใช้ได้ผลดตี รงตามเป้าหมายทีว่ างไว้ในหลักการ แต่โอกาสทผ่ี ู้ใช้ซ่ึงไม่มเี จตนาทำผิดหรือจงใจสร้างความเสียหายต่อ สังคมก็มีโอกาสสูงที่จะโดนความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่ผู้มีเจตนาแอบแฝงหรือจงใจสร้างความวุ่นวายให้ สังคมรวมถึงละเมิดสิทธิผู้อื่นอาจไม่โดนความผิด เพราะในโลกสังคมออนไลน์ ความจริงที่ถูกบิดเบือนมีมากอย่าง มหาศาล และความเท็จที่ถูกรับรู้กันว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องก็มีมากอย่างมหาศาลเช่นกัน สิ่งที่จะทำให้สังคม ออนไลน์อยู่ในทิศทางทเี่ หมาะที่ควรต่อตัวผู้ใช้ กค็ ือมาตรฐานทางจริยธรรมและจรรยาบรรณของตัวผู้ใช้เป็นสำคัญ กฎหมายถึงจะมีเนื้อหาที่ดีสักเพียงใดหากแต่ผู้ใช้ไม่มีความสำนึกต่อความรับผิดชอบและจริยธรรมขั้นพื้นฐานใน ด้านสิทธิและหน้าที่ กฎหมายนั้นก็จะไม่เป็นผล อีกทั้ง หากผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายนั้นไม่ดำเนินการตาม หน้าทใ่ี นทางทีถ่ ูกที่ควร กฎหมายกจ็ ะไม่สัมฤทธผิ ลเชน่ กนั ในการนี้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะที่เป็นองค์กร วิชาชีพด้านสื่อมวลชน จึงได้มีการประกาศใช้แนวปฏิบัติ เรื่อง การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน พ.ศ. 2553 ด้วยเหตุผลความจำเป็นส่วนหนึ่ง คือ ในสถานการณ์ปัจจุบัน สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสารต่างๆ ได้เข้าไปใช้ประโยชน์จากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทั้งในด้านการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร การนำเสนอ และการแสดงความคิดเห็น หรือการเผยแพร่ การทำงานขององค์กรข่าว ซึ่งมีทั้งการใช้ประโยชน์ในระดับองค์กร ตัวบุคคล และผสมผสานเป็นจำนวนมาก แนว ปฏิบัตินี้จึงเป็นการกำหนดให้ สื่อมวลชนได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ ในอีกสว่ นหนึ่ง อาจเป็นเพราะด้วยการเขา้ ถึงทง่ี ่ายของสังคมโลกออนไลน์ ทำให้มีตวั แสดงท่เี ป็นทง้ั ส่อื \"ตัว จริง\" และ \"ตัวปลอม\" เข้าไปใช้เครื่องมือทีว่ ่าเพื่อสือ่ สารขอ้ มูลไปยังสาธารณะ ผลลัพธ์ที่เกิดคือ ข่าวลือ ข่าวปล่อย ข่าวที่สร้างความเสียหายจึงเริ่มปรากฏมากยิ่งขึ้น เป็นที่มาให้องค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนจำเป็นต้องร่างแนว ปฏิบัตินี้ เพื่อให้การใชส้ ่ือสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชนตัวจรงิ มีน้ำหนัก มีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นมอื อาชพี มากข้นึ โดยเน้ือหาหลักของแนวปฏิบัตินี้ เป็นการพูดถึงการที่สื่อมวลชนต้องพึงระวังในการหาข้อมูลและนำเสนอ กล่าวคือ ข้อมูลที่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน เชื่อถือได้ ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนษุ ย์ของ ผู้อื่น การนำเสนอต้องไม่เป็นการสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในสังคมรวมถึงไม่ยุยงให้เกิดความรุนแรงจนอาจ นำไปสคู่ วามขัดแยง้ ถึงขนั้ เสียหายอยา่ งรุนแรงภายในชาติ ทส่ี ำคญั ในขอ้ ท่ี 7 ของแนวปฏบิ ัตนิ ี้ไดพ้ ดู ถึงสงิ่ ที่น่าสนใจ ไว้ด้วยว่า “การรายงานข้อมูลข่าวสารบนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนพึง แยก ‘ข่าว’ กับ ‘ความเห็น’ ออกจากกันอย่างชัดเจน พึงระวังการย่อความที่ทำให้ข้อความนั้นบิดเบือนไปจาก ข้อเท็จจริง และพึงระวังการเผยแพร่ข้อมูลข่าวซ้ำ” อีกทั้งในแนวปฏิบัตินี้ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าพื้นที่สื่อสังคม ออนไลน์นี้ เป็นพื้นที่สื่อสาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการรับรองสถานะของสื่อออนไลน์ไปในตัวเลยว่า
100 พฤตกิ รรมใดๆทีก่ ระทำบนสือ่ สังคมออนไลน์น้ี จะต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบคุ คลของผู้อืน่ เน่ืองจากเป็นพ้ืนท่สี าธารณะ ทีเ่ ราไมส่ ามารถทำอะไรไดต้ ามอำเภอใจ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของแนวปฏิบัตินี้ คือ ข้อท่ี 12 ของแนวปฏิบัติดังกล่าว ความว่า “หากการ นำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงความคดิ เห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผ้ปู ระกอบวชิ าชีพสื่อมวลชนเกิดความ ผิดพลาด จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กรอื่น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องดำเนินการแก้ไข ขอ้ ความที่มีปัญหาโดยทันที พรอ้ มทั้งแสดงถ้อยคำขอโทษต่อบุคคลหรือองค์กรท่ีไดร้ ับความเสียหาย ทั้งนี้ ต้องให้ผู้ ที่ได้รับความเสียหายมีโอกาสชี้แจงข้อมูลข่าวสารในด้านของตนด้วย” นั้น แสดงถึงการแสดงความรับผิดชอบของ ผู้ใช้ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งนับเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมท่ีสำคญั ยิ่งที่ผูใ้ ช้สื่อออนไลน์ควรมี ไม่ใช่ เพยี งแตส่ ่อื มวลชนอาชพี เทา่ นนั้ จากทั้งหมดท้งั มวล กฎหมายและแนวปฏิบัตติ า่ งๆ ก็เปน็ เพยี งเคร่ืองมือหน่ึงท่ีถกู สร้างขึ้นเพ่ือกำกับ ดูแลและ ตรวจสอบการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หากเราต้องการให้พื้นที่สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ท่ีใครก็ตาม สามารถใช้ได้อย่างอิสระโดยต้ังอยู่บนฐานของความเคารพซึ่งกันและกนั แนวทางและวธิ กี ารทดี่ ีทีส่ ุด คือ ผู้ใช้ควรมี ระบบกำกับ ดแู ลและตรวจสอบกันเอง หากผู้ใชม้ มี าตรฐานทางจริยธรรม มจี รรยาบรรณาในฐานะท่ีเป็นท้งั ผสู้ ่งสาร และผู้รับสารท่ีดแี ล้วนน้ั สังคมออนไลน์ก็จะกลายเปน็ ประโยชน์อยา่ งยงิ่ ต่อมนุษยชาติ
101 แบบทดสอบหลังเรียน วิชาคุณธรรมในการใชส้ ่ือสงั คมออนไลน์ (สค0200035) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย คำชแ้ี จง จงเลอื กคำตอบที่ถกู ตอ้ งท่ีสุดเพยี งข้อเดียว 1.ทักษะในข้อใดไมเ่ กย่ี วขอ้ งกับ \"การรู้ดจิ ทิ ลั \" ก. การรู้สื่อ Media ข. การรู้เทคโนโลยีTeachnology literacy ค. การรู้สงั คม Social literacy ง. การรู้ขอ้ มูล Data literacy 2. ขอ้ ใดไม่ใชก่ ารสญู เสยี การเป็นสว่ นตัว ก.การใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้โปรโมชน่ั หรือระบุใหม้ กี ารลงทะเบยี นก่อนเข้าใช้บรกิ าร ข. การใชข้ ้อมูลของลกู คา้ จากแหล่งตา่ งๆ เพื่อผลประโยชนใ์ นการขยายตลาด ค.การ ใชเ้ ทคโนโลยีในการตดิ ตามความเคล่อื นไหวหรือพฤติกรรมของบคุ คล ง.การ รวบรวมหมายเลขโทรศพั ท์ ท่ีอยู่อเี มล์ หมายเลขบัตรเครดติ และขอ้ มูลสว่ นตัวอ่นื ๆ เพอ่ื นำไปสรา้ ง ฐานขอ้ มูลประวตั ิลูกค้าขน้ึ มาใหม่ แล้วนำไปขายใหก้ บั บริษัทอืน่ 3. ขอ้ ใดคือรปู แบบการเรยี นรู้แบบดั้งเดมิ ก. ทกั ษะในการนำเครอื่ งมอื อปุ กรณ์และเทคโนโลยีดจิ ิทลั ทมี่ อี ยู่ในปจั จุบัน มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ ข. เนน้ ทกั ษะซ่ึงเกี่ยวข้องกับการคิดคำนวณ การฟงั การพดู การอา่ น การเขียน และการคิกเชิงวิเคราะห์ ค.การใชค้ อมพิวเตอร์ขน้ั พ้นื ฐานและเทคนิคขัน้ สูง ง.การใช้เทคโนโลยใี นการปฏบิ ัติงาน และการส่ือสาร 4. ข้อใดเป็นความชำนาญในการใช้เทคโนโลยซี ึ่งครอบคลุมจากทกั ษะการใช้คอมพิวเตอร์ขัน้ พื้นฐานสู่ทักษะที่ ซบั ซอ้ นมากขึ้น ก. การรูส้ ังคม (Social Literacy) ข. การรกู้ ารสื่อสาร (Communication Literacy) ค. การรูเ้ ทคโนโลยี (Teachnogy literacy) ง การรสู้ ารสนเทศ (Information literacy) 5. ข้อใดเปน็ ทักษะท่ีถกู สรา้ งขนึ้ ดว้ ยวิธีการ และเพ่ือวัตถุประสงค์ ก. การรูส้ อื่ Midia literacy ข. การรเู้ ก่ียวกับสิ่งท่ีเหน็ Visual literacy ค. การรู้เทคโนโลยี Technology literacy
102 ง. การรสู้ ังคม Social literacy 6.พลเมอื งดจิ ิทลั จะต้องมีความรับผิดชอบดา้ นใดบ้าง ก. ความรับผดิ ชอบต่อตนเอง ข. ความรับผดิ ชอบตอ่ ครอบครัวและเพือ่ น ค. ความรับผิดชอบต่อชมุ ชน ง. ถกู ทุกข้อ 7.ขอ้ ใดกลา่ วถึงผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไดถ้ ูกต้อง ก. การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศจะไมเ่ กิดผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ข. การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศจะสง่ ผลกระทบทางดา้ นลบเท่านนั้ ค. การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศจะส่งผลกระทบทางดา้ นบวกเท่านั้น ง. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศจะส่งผลกระทบท้ังทางดา้ นบวกและด้านลบ 8.นกั เรียนคิดวา่ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทยี มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศใดมากท่สี ุด ก. การแสดงผล ข. การประมวลผล ค. การสอ่ื สารและเครือขา่ ย ง. การบันทกึ และจัดเก็บขอ้ มูล 9.ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อใดมผี ลต่อตัวนักเรยี น ก. ระบบการเรียนการสอนทางไกล ข. บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน ค. ระบบเฝ้าระวังภยั ท่มี คี อมพวิ เตอร์ควบคุมการทำงาน ง. ข้อ ก และ ข ถูกต้อง 10.ผลกระทบทางบวกของเทคโนโลยสี ารสนเทศขอ้ ใดมีโอกาสเกดิ ขนึ้ น้อยทสี่ ุด ก. สินคา้ มีปรมิ าณการผลติ เพม่ิ ขึ้น ข. มนุษย์มีคณุ ธรรมสงู ข้นึ ค. มแี หลง่ ข้อมูลความรู้เพ่ิมข้ึน ง. มนุษย์มีระบบขนสง่ ทท่ี ันสมยั
103 เฉลยแบบทดสอบก่อน - เรียน วิชาคณุ ธรรมในการใชส้ ื่อสงั คมออนไลน์ (สค0200035) ระดับ ม.ปลาย 1. ค 2. ก 3. ข 4. ค 5. ก 6. ง 7. ง 8. ค 9. ง 10. ข
104 รายวชิ าสังคมศกึ ษา (สค 31001) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระความรพู้ นื้ ฐาน มาตรฐานที่ 5.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจ ตระหนักถงึ ความสำคัญเก่ยี วกบั ภมู ิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมอื ง การปกครอง สามารถนำมาปรบั ใช้ในการดำรงชีวติ สาระสําคญั ประชาชนทุกคนมหี นาทีส่ ําคัญในฐานะพลเมืองดีของชาติ การเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายภายใต การ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีความรูในเรื่องลักษณะทางกายภาพ การปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับ ส่ิง แวดลอมและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตใิ หเอื้อประโยชนตอคนในชาติ การศกึ ษาความ เป็นมาและ ประวตั ิศาสตรของชนชาตไิ ทยทาํ ใหเกิดความรูความเขาใจและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง 1. อธิบายขอมูลเกี่ยวกับภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมือง การปกครองที่เกี่ยว ของกับ ประเทศตาง ๆ ในโลก 2. วิเคราะห เปรียบเทียบสภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมืองการปกครอง ของ ประเทศตาง ๆ ในโลก 3. ตระหนักและคาดคะเนสถานการณระหวางประเทศทางดานภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมอื ง การปกครองทีม่ ีผลกระทบตอประเทศไทยและโลกในอนาคต 4. เสนอแนะแนวทางในการแกปญหา การปองกันและการพัฒนาทางดานการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสงั คมตามสภาพปญหาทีเ่ กิดขึ้นเพ่ือความม่ันคงของชาติ สาระการเรียนรู เรื่องที่ 1 ประวตั ศิ าสตร เร่ืองที่ 2 เศรษฐศาสตร เรือ่ งท่ี 3 การเมอื งการปกครอง
105 แบบทดสอบก่อนเรียนวชิ าสังคมศกึ ษา (สค 31001) ระดับ ม.ปลาย จงเลือกคำตอบท่ีถกู ตอ้ งทสี่ ุดเพยี งขอ้ เดียว 1. สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของทวปี เอเชียมลี กั ษณะสำคัญหลายประการ ยกเวน้ ข้อใด ก. มพี นื้ ที่สูงทส่ี ุดในโลก ข. มีแม่นำ้ ท่ียาวที่สุดในโลก ค. เปน็ ทวปี ทีม่ ีขนาดใหญท่ สี่ ุดในโลก ง. เปน็ ทวปี ทีม่ ปี ระชากรมากทีส่ ดุ ในโลก 2. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยได้ถกู ต้อง ก. แบ่งตามลกั ษณะภูมศิ าสตร์ได้ 6 ภาค ข. ต้ังอยู่ในภมู ภิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค. ตัง้ อย่บู ริเวณตอนกลางของคาบสมุทร อนิ โดจนี ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. ขอ้ ใดเป็นการใชพ้ ลังงานเพอ่ื ปอ้ งกนั และแกป้ ญั หาทรัพยากรและสงิ่ แวดลอ้ ม ก. การท้งิ ขยะมลู ฝอย ข. การปลอ่ ยนำ้ เสยี ค. การคุมกำเนดิ ของประชากร ง. การควบคุมหรือปอ้ งกันอากาศเสยี 4. ปจั จยั ทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี ต่อทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มน้อยทีส่ ุดคือข้อใด ก. โรคภยั ข. การบรโิ ภค ค. การใช้เทคโนโลยี ง. การเพมิ่ ข้นึ ของจำนวนประชากร 5. สาเหตุสำคญั ท่สี ุดของวิกฤตการณป์ า่ ไมใ้ นประเทศไทยคือข้อใด ก. การเกิดน้ำทว่ ม ข. การทำเหมืองแร่ ค. การลักลอบตัดไมท้ ำลายปา่ ง. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
106 6. ป่าไมป้ ระเภทใดทไ่ี ม่พบในประเทศไทย ก. ป่าดงดิบ ข. ป่าชายเลน ค. ป่าสนไทกา ง. ป่าพรหุ รือปา่ บึงน้ำจดื 7. เพราะเหตใุ ดจงึ ควรมีการสง่ เสรมิ สินค้าทเ่ี ปน็ มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก. เพอ่ื กระต้นุ ให้มกี ารเลือกใช้วัตถดุ บิ ชั้นดใี นการผลติ ข. เพ่ือสนับสนนุ การผลติ ทส่ี ง่ ผลเสียต่อธรรมชาตนิ ้อยท่สี ุด ค. เพื่อตอบสนองกระแสอนรุ ักษ์นิยม ตามความต้องการของผูบ้ ริโภค ง. เพือ่ ใหไ้ ดส้ นิ คา้ ทีม่ กี ารออกแบบดี คุณภาพสูง ประหยดั เวลาในการผลติ 8. ขอ้ ใดคอื ลกั ษณะสำคญั ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก. ประชาชนไดร้ บั สวสั ดกิ ารอยา่ งท่วั ถึง ข. เอกชนมีการดำเนินงานทางดา้ นเศรษฐกจิ ในรูปแบบห้นุ สว่ น ค. กลไกราคาเป็นเครื่องมือสำคญั ในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ง. การท่ีรฐั เข้ามาควบคมุ การประกอบอาชพี ของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ 9. ปจั จยั ในข้อใดที่ไมเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการพัฒนาเศรษฐกจิ ในประเทศไทย ก. ปจั จยั ทางการเมอื ง ข. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ค. ปัจจัยด้านการลงทุน ง. ปัจจัยทางดา้ นเทคโนโลยี 10. แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี งไดเ้ รมิ่ บรรจลุ งในแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาตฉิ บบั ใดเปน็ ฉบบั แรก ก. ฉบับที่ 9 ข. ฉบบั ท่ี 10 ค. ฉบบั ที่ 11 ง. ฉบบั ที่ 12
107 แบบเฉลยแบบทดสอบ วิชาสงั คมศึกษา (สค 31001) ระดับ ม.ปลาย 1. ข 2. ง 3. ง 4. ก 5. ค 6. ค 7. ข 8. ค 9. ก 10. ค
108 เรื่องที่ 1 ประวัติศาสตร์ 1 การแบงชวงเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร ยุคสมัยประวัติศาสตรมีความสําคัญตอการศึกษาประวัติศาสตรเนื่องจากเป็นการแบงชวงเวลาในอดีต อยา่ งเป็นระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานทเ่ี หลืออยูในปจจบุ ัน ซง่ึ จะนาํ ไปสูการวเิ คราะหเหตุการณตาง ๆ อยางมี เหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ เรื่องราวทาง ประวตั ิศาสตรมคี วามชัดเจนขึน้ ตามเกณฑดงั ตอไปน้ี 1. การแบงชวงเวลา มีพน้ื ฐานมาจากยุคสมยั ทางศาสนาแบงออกเปน็ (1) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรไทย ไดแก รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ พุทธศักราช (พ.ศ.) ปจจุบันทีใ่ ชกันอยูคอื พุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งเป็นศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา การ นับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลงั จากทพี่ ระพทุ ธเจาเสดจ็ ดบั ขันธปรนิ ิพพานแลว 1 ป คือปแรก นบั เป็น พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเริ่มนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณ มหาราช จนมาเป็นที่ แพรหลายและระบุใชอยางเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 6) ในป พุทธศักราช 2455 และบางครั้งมีการแบงเป็นทศวรรษ และศตวรรษ เชน พุทธศตวรรษที่ 25 คือ ป พ.ศ. 2500 เทา่ กับ คริสตศตวรรษที่ 20 คือ ป ค.ศ. 2000 (2) การแบงชวงเวลาตามประวัตศิ าสตรสากล ไดแก ครสิ ตศกั ราช (ค.ศ.) เป็นการนบั เวลาทาง ศกั ราชของ ผูที่นับถือคริสตที่นิยมใชกันมาทั่วโลก โดยคริสตศักราชที่ 1 เริ่มนับตั้งแตปที่พระเยซูคริสตประสูติ (ตรงกับ พ.ศ. 543 ) และถือระยะเวลาที่อยูกอนคริสตศักราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน คริสตกาล และ ฮิจเราะหศักราช (ฮ.ศ.) เป็นการนับเวลาทางศักราชของผูนบั ถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี ทานนบีมูฮัมหมดั ได อพยพจากเมอื งเมกกะไปยงั เมืองมาดนิ า เป็นปเรม่ิ ตนศักราชอสิ ลามซึง่ ตรงกับวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 622 2. การแบงยคุ สมยั ทางประวัติศาสตร การแบงยุคสมยั ทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารปู แบบและลักษณะของ หลักฐานท่ี เป็นลายลกั ษณอักษรและไมเป็นลายลักษณอักษร หลกั เกณฑการแบงยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร มดี งั น้ี 1. การแบงยุคสมยั ทางประวัติศาสตรสากล แบงตามความเจรญิ ทางอารยธรรมมนุษย แบงตามการเริม่ ตนของเหตกุ ารณสาํ คญั แบงตามช่อื จักรวรรดิหรืออาณาจกั รท่ีสาํ คญั ที่เคยรุงเรือง แบงตามราชวงศท่ีปกครองประเทศ แบงตามการตั้งเมืองหลวง
109 2. การแบงยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรไทย สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเป็นสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย ประวัติ ศาสตรไทย สมยั ประวัตศิ าสตรไทยแบงตาม สมยั โบราณหรือสมัยกอนสุโขทัย ตงั้ แต พ.ศ.1180 ถึง พ.ศ. 1792 สมยั สโุ ขทัย ตง้ั แต พ.ศ. 1792 ถงึ พ.ศ. 2006 สมยั อยุธยา ตัง้ แต พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2310 สมยั ธนบุรี ต้ังแต พ.ศ. 2310 ถงึ พ.ศ. 2325 สมัยรัตนโกสนิ ทร ตั้งแต พ.ศ. 2325 ถงึ ปจจบุ นั 2. แหลงอารยธรรมโลก ในยคุ กอนประวัติศาสตร มนษุ ยจะไมมีที่อยูเป็นหลักแหลง มีท่พี ักช่ัวคราวตามถํา้ ตนไมใหญ เพื่อกัน แดด กันฝนและปองกันสัตวราย การอพยพยายที่อยูขึ้นอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เมื่อสัตวอพยพไปตาม ฤดูกาล ต่าง ๆ มนุษยก็อพยพตามไปดวย ตอมาในยุคหินมีการคิดคนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเกี่ยว พืชผล ทํา ใหมนุษยตองอยูเป็นหลักแหลงและพฒั นาเป็นชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ บันทึกเรื่องราว เม่อื มนษุ ยเร่มิ รวมตวั กนั หนาแนนตามแหลงอุดมสมบรู ณ ลุมแมนำ้ ตาง ๆ ของโลกจึงเกดิ การ จดั ระเบียบในสังคม มี การแบงหนาที่ความรับผิดชอบรวมกนั จงึ ทาํ ใหเกิดความชํานาญเฉพาะอยางข้ึน อนั เป็น จุดกําเนิดของอารยธรรม ซงึ่ ตรงกบั ภาษาอังกฤษวา “Civilization” มคี วามหมายวา สภาพทีพ่ นจาก ความปาเถอื่ น อารยธรรมของมนุษยยุคประวัติศาสตร พัฒนาการของมนุษยนั้น มิใชเฉพาะลักษณะที่เห็นจากภายนอกเทาน้ัน พัฒนาการทางดานความคิด ไดมี การปรับเปล่ียนไปตามสภาพแวดลอมทางภูมิศาสตรและสงั คมทเ่ี ปล่ยี นไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา การสราง สรรคงานศิลปะ และการพัฒนาวิถีการดําเนินชีวิตในดานตาง ๆ นําไปสูการเกิดอารยธรรม ซึ่งตองใช เวลาอัน ยาวนานและความเจริญทั้งหลายในปจจุบันลวนสืบสายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย ใน ภูมภิ าคตาง ๆ ของโลก แบงออกเป็น 2 สวน คอื สวนที่ 1 อารยธรรมของโลกตะวันออก สวนใหญมีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมที่เกาแกของโลก คือ จนี และอินเดยี สวนที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวนั ตก หมายถงึ ดนิ แดนแถบตะวนั ตกของทวีปเอเชีย รวมเอเชยี ไมเนอร และทวปี แอฟรกิ า อยี ิปต เมโสโปเตเมยี กรกี และโรมัน
110 3. ประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทย ความเป็นมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลกั ฐานดานโบราณคดีและ เอกสาร ประวตั ศิ าสตรจีนโบราณและภาพถายทางอากาศและเห็นถงึ ทต่ี ้งั และสภาพของแหลงชุมชนโบราณ ในประเทศไทย สภาพคนู ้ำและคันดินในแหลงโบราณคดีแตละแหงแสดงใหเหน็ วาชมุ ชนน้ันไดเริ่มตงั้ ถ่ินฐาน อยางถาวรแลว เชนชุม ชนบึงคอกชาง จังหวัดอุทัยธานี มีคูน้ำและคันดินลอมรอบถึง 3 ชั้นดวยกัน ซึ่งแสดงวา ชุมชนดังกลาวมีประชากร ต้งั ถิ่นฐานอยอู ยางตอเนอ่ื ง และมีประชาชนเพิ่มมากขึ้นจนตองขยายเขตชมุ ชน ออกไป ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพย ายเขามาของกลุมคนพูด ภาษาไทย – ลาวจากถน่ิ บรรพบุรษุ ซึ่งอยูตอนใตของประเทศจีนเดิม เขามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉยี งใต ราว คริสตศตวรรษที่ 10 รัฐของชาวไทยมีความสําคัญตามยุคสมัย ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักร ลานนา อาณาจกั รสุโขทยั อาณาจักรอยุธยา และไดพฒั นามาเป็นสมยั กรงุ รตั นโกสินทร นับตงั้ แต พ.ศ. 2325 เป็นตนมา อาณาจักรสยามเผชิญกับการคุกคามในสมัยยุคลาอาณานิคมของประเทศตะวันตก แตสยามสามารถ รอดพนจากการถูกยึดครองโดยประเทศเจาอาณานิคมได และหลังจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการ ปกครอง ในป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังคงอยูในชวงทีป่ กครองโดยรัฐบาลทหารเป็นสวนใหญ จนกระทั่ง อีก 60 ปถัดมา จงึ ไดมีระบบการเลือกตงั้ ทเี่ ป็นประชาธิปไตยอยางแทจรงิ ประวัตศิ าสตรทมี่ ีการคนพบในประเทศไทยที่เกาแกท่ีสุดคือที่บานเชียง โดยสิง่ ของท่ีขดุ พบมาจากใน สมัย ยคุ 3,600 ปกอนครสิ ตศักราช โดยมีการพฒั นาเคร่ืองบรอนซ และมกี ารปลูกขาว รวมถงึ การติดตอ ระหวางชุมชน และมรี ะบอบการปกครองข้ึน มีหลายทฤษฎที พี่ ยายามหาท่ีมาของชนชาตไิ ทย ทฤษฎดี ้งั เดิมเช่อื วาชาวไทยในสมัยกอนเคยมี ถน่ิ อาศยั อยู ข้นึ ไปทางตอนเหนือถึงแถบเทือกเขาอัลไต จากน้ัน ไดมีการทยอยอพยพเคลื่อนยายลงมาทางใต สูคาบสมุทรอินโด จีน หลายละลอกเป็นเวลาตอเนื่องกันหลายพันป โดยเชื่อวาเกิดจากการแสวงหาทรัพยากร ใหม แตทฤษฎีนี้ขาด หลกั ฐานทางโบราณคดีทีน่ าเชอื่ ถอื ได ในขณะเดยี วกนั กม็ ีหลายทฤษฎที ่ีอธิบายวาเดิม ชนชาติ ไทย ไดอาศัยอยูเป็น บริเวณกวางขวางในทางตอนใตของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและไดมีการอพยพ ลงใตเร่อื ย ๆ เขามาอาศัยอยูใน ดินแดนคาบสมทุ รอินโดจีน จากนนั้ ไดอาศยั กระจัดกระจายปะปนกับกลุมชน ด้ังเดิมในพนื้ ท่ี โดยไมมปี ญหามากนัก ซึ่งอาจเนื่องดวยดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนในชวงเวลานั้นยังมีพื้นที่และ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจํานวนมาก ในขณะที่มีกลุมชนอาศัยอยูเบาบาง ปญหาการแยงชิงทรัพยากรจึงไมรุนแรง รวมทั้งลักษณะนิสัยของชาวไทยน้ัน เป็นผูออนนอมและประนีประนอม ความสัมพันธระหวางชาวไทย กลุมตาง ๆ อาจมีการติดตออยางใกลชิดอยูบาง ในฐานะของผูมีภาษาวฒั นธรรมและทีม่ าอันเดยี วกัน แตการ รวมตวั เป็นนิคมขนาดใหญหรอื แวนแควนยงั ไมปรากฏ ในเวลาตอมาเมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศยั อยูในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนเป็นจํานวนมากขึน้ ชาวไทยจึงเร่มิ มี บทบาทในภูมิภาค แตก็ยังคงจํากัดอยูเพียงการ เป็นกลุมอํานาจยอย ๆ ภายใตอํานาจการปกครองของชาวมอญ และขอม กระทั่งอํานาจของขอมในดินแดน ที่ราบลุมแมน้ำเจาพระยาเริ่มออนกําลังลง กลุมชนที่เคยตกอยูภายใต อํานาจปกครองของขอม รวมทงั้ กลุมของ ชาวไทย
111 ในชวงตอมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปจจุบัน ไดแก ชาวมาเลย ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจกั รท่สี าํ คญั ไดแก อาณาจักรทวารวดีในตอนกลาง อาณาจักรศรวี ชิ ัย ในตอนใต และ อาณาจักรขอมซึ่งมีศูนยกลางการปกครองที่นครวัด โดยคนไทยมีการอพยพมาจากดินแดนทาง ตะวันตกเฉียงใต และทางใตของจีน ผานทางประเทศลาว ภาคกลาง 1. อาณาจักรทวารวดี 2. อาณาจักรละโว ภาคใต 1. อาณาจักรศรีวชิ ยั 2. อาณาจักรตามพรลงิ ก ภาคอสี าน 1. อาณาจกั รฟนู าน 2. อาณาจักรขอม 3. อาณาจักรศรโี คตรบรู ณ ภาคเหนอื 1. อาณาจกั รหรภิ ุญชยั 2. อาณาจกั รโยนกเชยี งแสน ดนิ แดนในประเทศไทยมที ้ังพฒั นามาจากอาณาจักรเดิมกอนหนาน้ัน เชน ละโว ศรีวิชยั ตามพรลิงก ทวาร วดี ฯลฯ อาณาจักรที่สาํ คัญของไทยในชวงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงปจจบุ ัน ไดแก อาณาจกั รสโุ ขทัย อาณาจักร อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสนิ ทร 4. บคุ คลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดานประวัตศิ าสตร จากการศึกษาประวัติศาสตรไทยและของโลกทําใหเราไดทราบเรื่องราวและผลงานที่ดํารงความเป็น เอก ราช มีวัฒนธรรมดานตาง ๆ ที่เป็นเอกลกั ษณ และท่สี รางคณุ คาประโยชนส่ิงที่ดีงามใหแกมวลมนุษย ฉะนั้น อนุชน รนุ หลังจะตองเอาใจใสดูแลรกั ษามรดกตาง ๆ เหลานเ้ี พื่อถายทอดสูคนรุนหลงั ตอไป บุคคลสาํ คัญของไทยและของโลก 1. สมัยกรงุ สุโขทัย 1.1 พอขุนรามคาํ แหงมหาราช 1.2 พระมหาธรรมราชาท่ี 1
112 2. สมยั กรุงศรีอยุธยา 2.1 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 2.2 สมเดจ็ พระรามาธิบดที ่ี 2.3 สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3. สมัยกรุงธนบรุ ี 3.1 สมเด็จพระเจาตากสนิ มหาราช 4. สมยั กรงุ รัตนโกสินทร 4.1 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก 4.2 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหวั 4.3 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว 4.4 สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ 4.5 สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ 4.6 ขรวั อินโขง 4.7 สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี 4.8 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช (รัชกาลที่ 9) 4.9 พระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซสิ บี แซร) Dr. Francis Bowes Sayre 4.10 หมอบรัดเลย (Dr. Dan Beach Bradley) 5. เหตุการณสาํ คญั ของโลกทม่ี ีผลตอปจจุบนั เหตุการณสําคัญที่มีผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นหมายถึงเหตุการณสําคัญที่ทําใหโลก เกิด การเปลี่ยนแปลงภายหลังสงครามสิน้ สุดลง ซึ่งพบวาสหประชาชาตสิ ามารถยบั ย้ังการทําสงครามอาวุธ ไดในระดบั หนึ่ง แตเมื่อสงครามอาวุธผานไปเหตุการณปจจุบันจะกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองในปจจบุ นั ซง่ึ เหตุการณสําคัญในอดีตที่สงผล ตอปจจบุ นั มีดงั น้ี 1. สงครามโลกคร้ังที่ 1 และ 2 สงครามโลกคร้ังที่หนึง่ เป็นสงครามความขัดแยงบนฐานการลาอาณานิคม ระหวางมหาอํานาจยุโรป สอง ค่าย คือ ฝายไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบไปดวยเยอรมนี และอิตาลี กับฝายมหาอํานาจ (Triple Entente) ประกอบไปดวยบริเตนใหญ ฝร่ังเศสและรสั เซยี เกิดขึน้ ในชวง ค.ศ.1914-1918 (พ.ศ.2547-2461) 2. สงครามเย็น สงครามเย็น (อังกฤษ : Cold War) (พ.ศ.2490-2534 หรือ ค.ศ.1947-1991) เป็นการตอสูกัน ระหวาง กลุ่มประเทศ 2 กลุม ที่มีอุดมการณทางการเมืองและระบบการเมืองตางกัน เกิดขึ้นในชวงหลัง สงครามโลกครั้งท่ี
113 สอง ฝายหนึ่งคือสหภาพโซเวียต เรียกวา คายตะวันออก ซึ่งปกครองดวยระบอบคอมมิวนิสต อีกฝายหนึ่งคือ สหรฐั อเมรกิ าและกลุมพันธมติ ร เรียกวา คายตะวันตก ซึง่ ปกครองดวยระบอบเสรปี ระชาธปิ ไตย 3. สงครามเศรษฐกิจ หากยอนไปเมื่ออดีตการเกิดขึ้นของสงครามจะเป็นการแกงแยงชิงดินแดนและทรัพยากร เพราะสงคราม ในขณะนั้นจะเป็นการขยายอาณาเขตออกไป โดยมิไดมุงหวังเพียงดินแดนเทานั้น แตยังมุงหวัง ทรัพยากรใน ดินแดนอีกดวย ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง การแขงขันดานการคา ชีวิตความเป็นอยู เปลี่ยนแปลงไปกลางเป็น สงครามเศรษฐกจิ การทาํ สงครามเศรษฐกจิ จะมีการใชวัฒนธรรมเขาไปแทรกแซงเป็น การกลืนชาติดวย 4. เหตุการณโลกปจจบุ นั หลักการเกิดสงครามโลกทั้งประเทศที่ชนะและแพสงครามตางก็เป็นประเทศอุตสาหกรรมทําให ทุก ประเทศตองฟนฟูเศรษฐกิจในประเทศตน ในที่สุดผลผลิตมีมากเกินความตองการจนกลายเป็นสาเหตุ เศรษฐกิจ ตกตำ่ ทวั่ โลกในป ค.ศ. 1929-1933 เหตุการณโลกปจจุบันมีการแขงขันดานเศรษฐกิจสูงหรือการทําสงครามดานเศรษฐกิจทําใหวิถีชีวิต ของ ชาวไทยไมวาจะเป็นการดําเนินชีวติ ปจจุบัน การบริโภคคานิยมเปล่ียนแปลงไป เมื่อเรายอมรับวิถีชีวิตใด ๆ ก็ตาม วิถีชีวิตเหลานั้นยอมจะตองรองขอสินคาบางอยางเพื่อที่จะทําใหการดําเนินชีวิตเหลานั้นเดินตอไปได เชน เมื่อเรา ยอมรับวถิ ีชีวิตดจิ ิทัล (Digital) เครอ่ื งมืออิเลก็ ทรอนิกส และ PC ก็จะกลายเป็นสวนหนง่ึ ของวิถี ชวี ติ เรา ญ่ีปุนเป็น ชาติหนึ่งที่ผลิตเครื่องเสียงไดดี ซึ่งการรองเพลงตามเน้ือรองที่เรียกกันเป็นภาษาญี่ปุนวา “คาราโอเกะ” เมื่อเรา ยอมรับวิธีการรองเพลงกันตามเนื้อเพลงที่เป็น คาราโอเกะ ในที่สุดสินคาเกี่ยวกับการ รองเพลงคาราโอเกะแบบ ญ่ีปุ่นก็จะขายดีไปดวย การรับประทานอาหารฟาสตฟูด ตามแบบฉบับวัฒนธรรม อเมริกันหรือการยอมรบั ภาษาที่ ใชในการสอ่ื สารทางธรุ กิจตองเป็นภาษาองั กฤษ ภาษาจนี เป็นตน การเกิดขึน้ ของกระแสวัฒนธรรมโลก จะทาํ ใหบริษัทยักษใหญระดบั โลกสามารถผลิตสนิ คาดวยตนทุน ต่ำ ที่ขายไดทั่วโลก ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชนขามชาติ จากประเทศดอยพัฒนา หรือการทําการคา โดยเสรีจาก บริษัทใหญ ซึ่งมีตนทุนหรือกําลังทรัพยมากมาแขงขันธุรกิจในประเทศที่กําลังพัฒนา จะเห็นไดวาใน ยุคเศรษฐกิจ ใหม มกี ารหลั่งไหลของวฒั นธรรมตางชาติเขามาในสงั คมไทยอยางหนัก จนทําใหรสู กึ วาวัฒนธรรม คานิยม รปู แบบ วิถีการดําเนินชีวิตแบบไทย ๆ กําลังถูกกลืนและถูกทําลายความเป็นไทยทําใหปฏิเสธไมไดวา ปจจุบันวัฒนธรรม รปู แบบวิถชี วี ติ ตะวนั ตกหรือของตางชาติกําลังมบี ทบาทตอการดาํ เนนิ ชวี ิตความเป็นอยูของคนทุกเพศทกุ วัย อยางไรก็ตาม แมวาระบบตลาดทุนนิยมนจ้ี ะมีการแขงขันท่ีสงผลดตี อผูบรโิ ภค ในเรือ่ งคณุ ภาพ ผลิตภัณฑ และรูปแบบของนวัตกรรม (Innovation) ก็ตาม แตก็ทําใหสังคมไทยยุคใหม มีลักษณะเป็นบริโภค นิยม (Consumerism) และสังคมมีความเสี่ยงตอการถูกกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งคนรุนใหมที่จะเป็นฟนเฟอง กลไกทาง สงั คมตอไปในอนาคตก็กาํ ลังหลงใหลนยิ มชมชอบกับความสุขจากส่ิงบนั เทิงตาง ๆ ท่มี ากับกระแส โลกาภิวัฒนและ การเปดเสรีทางการคา
114 ในป ค.ศ.2508 (พ.ศ.2551) วนั ที่ 15 กันยายน 2551 บรษิ ัทยกั ษใหญในสหรัฐอเมริกาประกาศภาวะ ขาด ทนุ ลม ทาํ ใหสงผลกระทบตอเศรษฐกิจโลกถดถอยจนถึงป พ.ศ. 2552 6. บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ในการพัฒนาชาติไทย บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยในการพฒั นาชาตไิ ทย บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยในการพัฒนาชาติไทย สถาบันพระมหากษัตริยมีความสําคัญอยางย่งิ ในการเป็นศูนยรวมจิตใจของชนชาวไทยทุกหมู เหลา ทุกฐานะทุกเชื้อชาติและศาสนา ตางยึดถือพระมหากษัตริย เป็นธงชัย เป็นที่พึ่ง และเป็นแบบอยาง ในการดําเนินชีวิต ทั้งนี้เพราะชาวไทยมีความเชื่อมั่นศรัทธารวมกนั วาองค พระมหากษัตริยทุกพระองคทรงมี พระบุญญาธิการอันสูงสง ดวยทรงบําเพ็ญพระบารมีส่ังสมมาหลายภพชาติ ดุจ ดังความเชื่อในพุทธศาสนาวา บุรุษที่ไดบําเพ็ญกุศลทานอันถึงพรอมชักชวนใหผูคนมารวมกุศลอันยิ่งใหญแลวเท่า นั้นจึงจะไปบังเกดิ ในดาวดึงสเสวยอินทรสมบัติในวิมานนั้นได และยังเชื่อวาพระมหากษัตริยคือพระโพธิสัตวเสด็จ ลงมาจาก สวรรคชั้นดสุ ิตเพื่อลงมาบําเพ็ญพระบารมีเพื่อการตรสั รูในพุทธภูมิอันใกล บางก็เช่ือวาพระองคคือ พระ อิศวร มหาเทพ หรอื พระวิษณุอวตารลงมาดับทุกขรอนใหปวงชนในมนุษยโลก บทบาทหนาทขี่ องพระมหากษตั รยิ บทบาทหนาทขี่ องพระมหากษัตรยิ คอื การเป็นประมุขของประเทศ และทรงมีหนาทใ่ี นดานการ ปกครอง เสริมสรางความมั่นคงใหพระราชอาณาจักร นอกจากนี้ พระมหากษัตริยก็ยังทรงสงเสริมดาน เศรษฐกิจทําใหมี ความมัง่ คั่งเจรญิ รุงเรอื ง พรอมท้งั ทาํ นุบาํ รุงศลิ ปวัฒนธรรมสรางความงดงามในความเป็นไทย 1. ดานการเมืองการปกครองและเสรมิ สรางความม่นั คง พัฒนาการบทบาทหนาที่ของพระมหากษัตริยจากอดีตสูปจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปในบริบท ทาง สังคมของแตละยุคสมัย เพราะพระมหากษัตรยิ ในอดีตตองเป็นจอมทัพในการทาํ ศึกสงครามปกปองและ ขยายพระ ราชอาณาเขต สรางความเป็นปกแผนมั่นคง ความเจริญรุงเรืองของพระราชอาณาจักร สวนใน ปจจุบันพระมหา กษัตริยทรงไมไดทําศึกสงครามแลว แตทรงมีบทบาทในการบําบัดทุกขบํารุงสุข แกอาณา ประชาราษฎรใหอยู่ รม่ เย็นภายใตพระบรมโพธสิ มภารดวยการแกไขปญหาการทํามาหากิน และการดาํ เนินชวี ิต ของประชาชนโดยทรง พระราชทานโครงการหลวงตาง ๆ ตามแนวพระราชดําริ ในรชั กาลปจจบุ ัน สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระองคข้ึนทรงราชย- สบื ราชสันตติวงศ เป็นสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นประมุขของประเทศตามรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย และสานตอพระราชปณธิ านของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี9) 2. ดานการสงเสรมิ เศรษฐกจิ ของชาติ ในรัชกาลปจจุบัน สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงไดสานตอ พระราช ปณธิ านของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชในโครงการตาง ๆ เพือ่ ใหประชาราษฎร ดําเนินชีวิต ทดี่ ีใหอยูรมเย็น นอกจากแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชแลว ยงั มีพระราช
115 เสาวนยี ของสมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ ทท่ี รงพระราชทานใหกับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะ ดาน การสงเสรมิ ใหประชาชนในทองถ่ินทว่ั ทกุ ภมู ภิ าคมอี าชีพ เชน ทรงกอตั้งมูลนธิ ิสงเสรมิ ศลิ ปาชพี ฯ เพ่อื ให ประชาชน ที่มีฝมือดานงานหัตถกรรมไดสรางผลงาน และจําหนายหารายไดใหกับครอบครัว ดวยน้ำพระราช หฤทัย ของท้ัง สองพระองคที่ทรงมีตอปวงชนชาวไทย สงผลใหพสกนิกรจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหา กรุณาธิคุณนับตั้งแต ทรงขนึ้ ครองสริ ิราชสมบัติ จวบจนปจจุบันน้ี 3. ดานการเสริมสรางสงั คมการศกึ ษาและศาสนา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากการโปรดใหจัดพิมพ พระไตรปฎก พระราชทานแกใหวัดตาง ๆ และพระราชทานไปยังวัดไทยในตางประเทศแลวยังทรงใหมีการ จัดทําในรูปแบบสื่อ อิเล็กทรอนิกสเพื่อสะดวกในการคนควาโดยทั่วไปอีกดวย บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยในดานการพัฒนา คณะสงฆน้นั ก็มีอยูไมนอยท่ีทรงมีพระราช ศรัทธาเสดจ็ ทรงพระผนวชก็มีหลายพระองคแมในยามมภี ยนั ตรายก็ทรง ใชวิธีประนปี ระนอมโดยใชธงชัย พระอรหันตคือผากาสาวพัสตรเป็นทีพ่ ึ่ง หลังเสียกรุงน้ันมีพระสงฆจํานวนมากย่อ หยอนในพระวินัยลง จนสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงปรารภถึงพฤติกรรมของพระสงฆบางรูป ขณะนั้นวา“เป็นคนอา บัดสอพลอ ทําใหเสียแผนดิน” พระองคทรงแกไขปญหานี้โดยใหสอบสวนและใหสึกออก เสียไมนอย และทรง ตรากฎพระสงฆในระหวาง พ.ศ. 2325 - 2341 มีถึง 10 ฉบับ ในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา เจาอยูหวั ทรงมีพระราชศรทั ธาสรางวดั จนมีคาํ กลาวในทาํ นองวาผูท่จี ะเป็นคนโปรดในรชั กาลท่ี 2 ตอง เป็นกวี ในรัชกาลที่ 3 นั้นตองสรางวัดถวาย จึงจะเป็นผูที่ทรงโปรดปราน แมพระองคจะไมทรงโปรดการตั้ง ธรรมยุติกนิกายของพระอนุชา คือ วชิรญาณภิกขุ แตก็ทรงมีขันติธรรมอนุโลมใหทรงดําเนินการเผยแผ พระพุทธศาสนานิกายนี้ไดตอมาจนวชิรญาณภกิ ขไุ ดขึ้นครองราชสมบตั ิเป็นพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ก็ทรงสงเสริมนิกายนี้มากขึ้นและสรางพระอารามหลวงหลายแหง ใหพระสงฆในธรรมยุติกนิกาย ไดพํานักปฏิบัติ ธรรม เชน วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชาธิวาส วัดกวิศราราม วัดเสนาสนาราม และวัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นตน นอกจากนี้สถาบันพระมหากษัตริยยังทรงสงเสรมิ การสรางวรรณกรรมทางศาสนานับแตสมัยสุโขทยั มีไตรภูมิพระ รว่ งของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลไิ ทท่ีจูงใจใหคนประพฤติดเี พ่ือไดไปสูสรวงสวรรคและละ ความชว่ั เพือ่ ไมใหไปสู อบายภมู ิ ในสมยั อยธุ ยามสี มาชิกของสถาบันพระมหากษตั รยิ พระบรมวงศานุวงศที่ทรง พระราชนิพนธสรรคสร้าง วรรณกรรมทางศาสนาไวมากมาย เชน ในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระราชนิพนธมหาชาตคิ ําหลวงในคราว สรางวัดจุฬามณี ในรชั กาลสมเดจ็ พระเจาบรมโกศกรมหลวงเสนาพิทกั ษ (เจาฟาธรรมาธเิ บศหรือเจาฟากุง) ทรงแต นันโทปนันทสูตรคําฉันทและพระมาลัยคําหลวงในขณะทรงผนวช เป็นตน นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ พระองค ทรงมีพระราชปุจฉาวิสัชนากับพระพรหมมุนี วัดปากน้ำประสบซึ่งเป็นพระอาจารยมีบันทึกถึงคําถาม คําตอบดังกลาวที่นาศึกษาและเป็นแนวทางในการมี พระราชปุจฉาของพระมหากษัตรยิ กบั พระสงฆผูรูธรรมเชนท่ี ปรากฏในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชปุจฉาพระอริยสงฆหลายทาน เชน พระราชพรหมญาณ (หลวงพอฤาษีลิงดํา) หลวงปูแหวนสุจิณโณ หลวงปูฝนอาจาโร ฯลฯ เป็นตน มีการบันทึกข้อ ธรรมเหลานน้ั ไวเป็นแนวทางให ประชาชนท่ัวไปไดศกึ ษาไดอกี ดวย
116 4. ดานการเสรมิ สรางวฒั นธรรมและประเพณีของไทย วัฒนธรรมที่เป็นปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิต อันไดแกปจจัยสี่ คือเครื่องนุงหมที่อยูอาศัย อาหาร ยา รักษาโรค เครื่องนุงหม และการแตงกายของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มีการรับวัฒนธรรมการแตง กาย ชาวตะวนั ตกมาใชมากขน้ึ สวนผูหญิงจะเป็นไปตามสมัยนิยม ในอดตี สถาบนั พระมหากษตั ริยจะมี กฎมณเฑยี รบาล กําหนดแบบแผนที่แนนอนในการแตงกายการเครื่องประดับกาย เครื่องประดับยศ การใช ยานพาหนะแตความ เครง่ ครดั น้นั กค็ ลคี่ ลายลงดวยยุคสมยั โดยพระราชดําริบาง โดยกฎเกณฑใหม ๆ ของสงั คม และการปรบั เปลยี่ นตาม วัฒนธรรมตะวันตกบาง สถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทในการสรางเสริมวัฒนธรรม การแตงกายโดยแบบอยาง ความนิยมจากเจานายฝายในโดยเฉพาะในสมยั รัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั เป็นตนมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถตองตามเสด็จ เยือนประเทศตาง ๆ ทั้งเอเชีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา พระองคทรง จัดเตรียม ฉลองพระองคแบบไทยโดยทรงออกแบบใหมใหเหมาะสมทั้งแบบลําลองและเป็นทางการใหเหมาะสม กับวาระ โอกาสตาง ๆ เป็นที่มาของชุดไทยพระราชนิยมอันไดแก ชุดไทยเรือนตน ไทยจิตรลดา ไทยอมรินทร ไทยบรม พิมาน ไทยจักรี ไทยจกั รพรรดิ ไทยดสุ ิต ไทยศวิ าลัย ถือเป็นแบบแผนการแตงกายของชาติ สวนเสือ้ ของฝายชายได มีการออกแบบแปลงมาจากเสือ้ ราชปะแตน เรียกวา ชุดไทยพระราชทานซี่งมีทั้งแขนสั้นและ แขนยาวโดยสวมกบั โจงกระเบนหรอื กางเกง กไ็ ดเสือ้ ชดุ พระราชนิยม 9 ชุดและชุดไทยพระราชทาน
117 เรอื่ งท่ี 2 เศรษฐศาสตร์ 1. ความรูเบือ้ งตนเก่ียวกบั เศรษฐศาสตร 1.1 ความหมายและความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตร 1) ความหมายของเศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตร หมายถึง สาขาวิชาหนึ่งในสงั คมศาสตรท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในการใชทรัพยากร ที่มีอยูอยางจํากดั โดยการจัดสรรทรัพยากรไดอยางเสมอภาคและเป็นธรรมและเป็นท่ีพึงพอใจ 2) ความสาํ คัญของเศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตรเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องสัมพันธกับพฤติกรรมของคนในสังคมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซ่ึง ประกอบดวยการผลิต การกระจายผลติ และผูบริโภค เศรษฐศาสตรจึงมีบทบาทสาํ คัญตอการดําเนิน กจิ กรรมทาง เศรษฐกจิ ทุกชนดิ โดยเฉพาะเร่อื งการตัดสินใจเกีย่ วกบั การผลติ การบรโิ ภค และการซ้ือขายการ แลกเปลี่ยนสินค้า และบริการ เศรษฐศาสตรจึงเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของเราทุกคน ทุกระดับ ตั้งแต ประชาชนทั่วไปถึง ระดับประเทศ เศรษฐศาสตรเขาไปมีบทบาทในดานการใชทรัพยากรของประเทศใหเกิดประโยชนสูงสุดให ประชาชนกนิ ดอี ยูดี ไมถกู เอารัดเอาเปรียบ แตเนือ่ งจากทรัพยากรตาง ๆ ในโลกมจี าํ กัดเม่ือเปรียบเทียบกบั ความตองการมนุษยซ่ึงมีไมจํากัดจึงทํา ใหเกิดการขาดแคลนขึ้น ในการอยูรวมกันของมนุษยจึงตองตัดสินใจเลือกอยางใดอยางหนึ่งในกระบวน การ ตัดสินใจเลือกจงึ นําความรูเชงิ เศรษฐศาสตรเขามาชวยใหการตดั สินใจแตละครั้งใหเกิดประโยชนสูงสดุ 1.2 หลกั การและวธิ กี ารจดั สรรทรัพยากรท่มี อี ยูอยางจาํ กดั เศรษฐศาสตรเป็นวิชาที่พยายามแกไขปญหาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานของมนุษย ไดแก ปญหาวาทําไมจึง ผลิต จะผลิตอะไร ผลิตอยางไร และผลิตเพื่อใคร รวมทั้งยังชวยแกไขปญหาที่ซับซอนมากขึ้น เพื่อใหประเทศ สามารถบรหิ ารจดั การทรพั ยากรใหสมั ฤทธิ์ผลและมีประสทิ ธภิ าพ โดยมวี ัตถุประสงคดานเศรษฐกจิ ดังน้ี 1) ความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกจิ หมายถึง การใชทรพั ยากรท่ีมอี ยูอยางจาํ กดั ไดแก ท่ดี นิ แรงงาน และอน่ื ๆ ทําการผลติ โดยไดรับผลผลิตสูงสุด 2) การจางงานเต็มที่ หมายถึง การที่คนงานทุกคนที่สมัครใจทํางาน มีงานทํา และเป็นการทํางานเตม็ ความสามารถของแตละคน 3) ความมีเสถียรภาพของระดับราคาสินคาและบริการ หมายถึง การที่ระดับราคาสินคาและบริการ มี การเปล่ียนแปลงเพียงเล็กนอยและไมเปลี่ยนแปลงบอย เพราะจะทาํ ใหผูบรโิ ภคเดือดรอนและผูผลิตจะไม สามารถ คาดการณภาวะทางธรุ กจิ ไดอยางถูกตอง 4) ความเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกจิ หมายถงึ การท่ีผลผลติ ของประเทศมีแนวโนมสูงขน้ึ อยางสม่ำเสมอ แสดงถงึ ความเป็นอยูดขี ้ึนอยางตอเนื่องของคนในชาติ
118 5) ความเทาเทียมกันของการกระจายรายได หมายถึง คนสวนใหญของประเทศมีรายไดไมแตกตางกนั มากนัก ทัง้ นีเ้ พอื่ ใหคนสวนใหญสามารถซือ้ สนิ คาและบรกิ ารไดอยางเสมอภาค สรปุ การใชจายของรัฐบาล เป็นมหภาค อปุ สงคตอสนิ คาและบรกิ าร เป็นจุลภาล 2. ความหมายระบบเศรษฐกจิ ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง กลุมบุคคลของสังคมที่รวมตัวกันเป็น กลุมของสถาบันทางเศรษฐกิจ ซึ่งยืดถือ แนวปฏิบัติแนวทางเดียวกันในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อใหสามารถบําบัดความตองการ แกบุคคล ตา่ ง ๆ ท่อี ยูรวมกันในสงั คมนนั้ ใหไดรับประโยชนมากท่ีสุด เกดิ ประสิทธภิ าพสงู สดุ ความสําคญั ของระบบเศรษฐกจิ ระบบเศรษฐกจิ มคี วามสาํ คัญในฐานะเป็นผูดาํ เนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสังคม ซง่ึ จะพอสรปุ ได ดงั น้ี 1. ความสําคัญในการจัดหาสินคาและบริการ เพื่อสนองความตองการของสมาชิกในสังคมนับตั้งแต ความตองการขั้นพื้นฐานในการดํารงชีวิต จนถึงความตองการในสิ่งอํานวยความสะดวก ระบบเศรษฐกิจ จึง กําหนดการแกไขปญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทําใหทราบวาจะผลิตอะไร ผลิตอยางไร ผลิตเพื่อใคร และจะ แลกเปลีย่ นหรือกระจายสินคาอยางไร 2. ความสําคญั ในการผลติ สินคาและบรกิ าร โดยการจัดแบงงานใหสมาชกิ ในสังคมมกี ารทาํ งาน ในอาชีพ ท่ตี นถนัด เพื่อใหไดผลผลติ ทดี่ ีมปี ระสทิ ธภิ าพ เป็นการใชทรพั ยากรอยางประหยดั และเกิดประโยชน สูงสดุ 3. ความสําคัญในการกําหนดระเบียบแผนการผลิต ระบบเศรษฐกิจจะกําหนดระเบียบการเป็น เจาของ ทรัพยสินหรอื ปจจยั การผลิต และควบคมุ สถาบนั ทางเศรษฐกจิ ใหมรี ะเบียบแบบแผน เชน ตลาดคน กลาง ธนาคาร ฯลฯ 4. ความสําคัญในการแกปญหาทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกจิ จะเป็นแนวทางแกไขปญหาทาง เศรษฐกิจ ของประเทศ และดําเนนิ การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศใหเจรญิ กาวหนา 5. ความสําคัญในการกระจายรายไดไปยงั สวนตาง ๆ ของสังคม เพื่อลดชองวางทางเศรษฐกจิ ระหว่าง ผูทม่ี คี วามเขมแข็งและออนแอทางเศรษฐกิจของสังคม เพื่อมาตรฐานการครองชีพทดี่ ีและการอยู รวมกันอยางเป็น สุขของสมาชกิ ในสงั คม ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในปจจุบัน ระบบเศรษฐกิจของประเทศในปจจุบัน เป็นระบบผสมที่เนนทุนนิยม โดยมีรัฐบาลเป็นผูวางแผน พัฒนา เศรษฐกิจและสังคม เป็นเจาของปจจัยการผลิต และเป็นผูดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เฉพาะท่ีเป็น พื้นฐานทาง เศรษฐกิจ สําหรับเอกชนมีเสรีภาพในการผลิตและการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นสวนใหญ มีสิทธิเป็นเจา ของทรัพยสินและปจจัยการผลติ มีการแขงขัน และมีกลไกตลาดเป็นเครือ่ งมือในการจัดสรร ทรพั ยากร โดยรัฐบาล จะแทรกแซงการผลิตและการตลาดเมื่อจําเป็น เชน ควบคุมราคาสินคาเมื่อเกิดภาวะขาด แคลน หรือประกัน
119 ราคาขาวเปลือกเพื่อชวยเหลือเกษตรกรในกรณีราคาขาวตกต่ำ เป็นตน การดําเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจของ รัฐบาลจะเขามามีบทบาทเฉพาะเทาทจี่ ําเป็นเทานน้ั เชน 1) ดําเนินการเกี่ยวกับการปองกันประเทศ ความสงบภายใน และการใหความยุติธรรม เชน กิจการดาน การทหาร ตํารวจ และศาล เป็นตน 2) ดําเนินการด านเศรษฐกิจพื้นฐาน เช น การสร างถนน สะพาน เขื่อน การสํารวจเพื่อหา ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นตน 3) ควบคมุ และดาํ เนินการดานการศึกษาและสาธารณสุข โดยใหการศกึ ษาแกเยาวชน ควบคุม การจัดการ ศึกษาของเอกชน จดั การเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลแกประชาชน 4) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ การไฟฟา การประปา การสื่อสารไปรษณีย การ จัดเกบ็ ขยะมูลฝอย เป็นตน เพราะเป็นกจิ การท่ปี ระชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน สวนกิจกรรมทาง เศรษฐกจิ อืน่ ๆ นอกเหนอื จากรฐั ดําเนินการ เอกชนมีสิทธทิ ี่ดําเนินการอยางเสรี โดยมกี ลไกแหงราคาเป็น เครื่องชนี้ ํา นอกจากนี้รัฐบาลยังใชระบบภาษีในอัตรากาวหนา เพื่อกระจายรายไดและลดความเหลื่อมล้ำในรายได ตลอดจนจัดใหมีการสวัสดิการแกประชาชน ผูมรี ายไดนอย เชน การประกันสงั คม กองทุนเลีย้ งชีพ 30 บาท รักษา ทุกโรค การกําหนดคาจางแรงงานขั้นต่ำ เพื่อปองกันการเอาเปรียบผูใชแรงงาน การสรางงานในชนบท การสง เคราะหคนชรา คนพิการ เป็นตน 3. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ 1. ความหมายและความสาํ คัญของการพฒั นาเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสรางทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจใหอยู ใน ภาวะที่เหมาะสม เพื่อทําใหรายไดที่แทจริงเฉลี่ยตอบุคคลเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง อันเป็นผลทําใหประชากร ของ ประเทศมีมาตรฐานการครองชีพสงู ขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจของแตละประเทศ จะมีจุดมุงหมายที่แตกตางกัน ทั้งนี้เนื่องจากทรัพยากร การผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพื้นฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ ยังคงมีจุดมุงห มายท่ีเหมอื นกนั ประการหนึ่ง คือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ เพ่ือใหประชากรของ ประเทศอยูดกี นิ ดนี ่ันเอง การพัฒนาเศรษฐกิจ หากทําไดผลดียอมสงผลใหประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมี ความ เป็นอยูสุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพัฒนาเศรษฐกิจไมไดผลหรือไมไดรับการเอาใจใสอยางจริงจัง ฐานะ ทางเศรษฐกจิ ของประเทศก็จะทรดุ โทรมลง และประชาชนมคี วามเป็นอยูแรนแคนมากข้นึ สําหรบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้นั ไดมกี ารพัฒนาอยางตอเน่ืองและใหความสําคัญ มาก โดย เฉพาะอยางยิ่งการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเห็นไดจากการกําหนดให มีหนวยงานรับผิดชอบ ในการจัดทํา
120 แผน คือ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซึ่งในปจจุบันประเทศไทย มีแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติทั้งหมด 11 ฉบบั วเิ คราะหสาระสําคญั จากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 10 จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 10 ไดสรปุ สาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน เศรษฐกิจ ของประเทศไว คือ ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอยางตอเนื่องอัตราเฉลี่ย 5.7 ตอป ชวงป 2545 - 2548 และ จัดอยใู นกลมุ ประเทศที่มรี ายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเป็นอันดบั ท่ี 20 จากจํานวน 192 ประเทศของ โลก มีบทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดในขณะที่การ แขงขันสูงขึ้น ตลอดถึง การพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น โครงสรางการผลิตมี จุดแข็ง คือมีฐานการผลิตท่ี หลากหลาย ชวยลดความเสี่ยงจากภาวะผันผวนของวัฎจักรเศรษฐกิจ สามารถ เชื่อมโยงการผลิตเพื่อสราง มูลค่าเพิ่มไดมากขึ้น แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางที่ตองพึ่งพิงการ นําเขาวัตถุดิบ ชิ้นสวน พลังงาน เงินทุนและเทคโนโลยีในสัดสวนทส่ี ูง การผลิตอาศัยฐานทรัพยากรมากกวา องคความรู มกี ารใชทรัพยากรเพ่ือการ ผลิตและบริโภคอยางส้นิ เปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการ สรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช พลังงานเชิงพานิชยสูงถึงรอยละ 38 โครงสรางพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร รวมถึงน้ำเพื่อการ บริโภคยังไมกระจายไปสูพื้นที่ชนบทอยางเพียงพอและ ทั่วถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมยังอยูในระดับต่ำและเป็นรองของประเทศที่ เป็นคูแขงทางการคา ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูที่มีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับที่ดี จากการดําเนินนโยบายเพื่อฟ นฟู เสถียรภาพเศรษฐกจิ ของประเทศและวิกฤตเศรษฐกจิ อยางไรกต็ ามราคาน้ำมันท่ีเพิ่มสูงข้ึนและตอเนื่องถงึ ปจจุบัน สงผลใหดุลการคา ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น สะทอนถึงปญหาความออนแอในเชิง โครงสรางที่ พึ่งพิง ภายนอกมากเกินไป ประเทศไทยยังมีการออมต่ำกวาการลงทุน จึงตองพึ่งเงินทุนจากตางประเทศทําใหมี ความ เสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และจากการเคลื่อนยายเงินทุนระหวางประเทศ จึงจําเป็นตองพัฒนา ระบบ ภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจภายใตเงื่อนไขบริบทโลกที่มีการเคลื่อนยายอยางเสรีของคนองคความรู เทคโนโลยี เงินทุน สนิ คาและบริการ การพัฒนาเพื่อเสริมสรางความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไขปญหาความยากจนมีสวนชวยให ความยากจนลดลงตามลําดบั และการกระจายรายไดปรับตวั ดขี ้นึ อยางชา ๆ 4. สถาบนั การเงนิ และการธนาคาร การคลงั ความหมายและความสาํ คญั ของเงิน เงิน (Money) หมายถึง อะไรก็ไดที่มนุษยนํามาใชเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แตตองเป็นสิ่งท่ี สังคม นั้นยอมรับในการชําระหน้ี เชน คนไทยสมัยสุโขทัย ใชเบี้ยหรอื เปลือกหอย เป็นตน เงินอาจจะอยูในรูป ของโลหะ กระดาษ หนงั สตั ว ใบไมกไ็ ด เงนิ ทด่ี ีจะตองมลี ักษณะดงั นี้
121 1. เป็นของมีคาและหายาก เงินจะตองเป็นสิ่งที่มีประโยชน และมีคาในตัวของมันเอง เชน ทองคําและ โลหะเงนิ เป็นตน 2. เป็นของท่ีดูออกงาย สามารถรูไดวาเป็นเงินปลอมหรือเงินจริง โดยไมตองอาศยั วธิ ีการที่ซับซอน ในการ ตรวจสอบ 3. เป็นของท่มี ีมลู คาคงตัว ไมเปลยี่ นแปลงมากนักแมเวลาจะผานไป 4. เป็นของที่แบงออกเป็นสวนยอยได และมูลคาของสวนที่แบงยอย ๆ นั้น ไมเปลี่ยนแปลงและใชเป็น ส่ือกลางในการแลกเปล่ียนได 5. เป็นของที่ขนยายสะดวก สามารถพกพาติดตัวไปไดงาย 6. เป็นของที่คงทนถาวร เงินสามารถจะเก็บไวไดนาน ไมแตกหักงาย คําวา “เงิน” ในสมัยกอนใชโลหะ ทองคําและเงิน ตอมามีการปลอมแปลงกันมากจึงมีการประทับตรา เพื่อรับรองน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเงิน เงนิ ทีไ่ ดรบั การประทบั ตรานีจ้ ึงเรยี กวา “เงนิ ตรา” ความสําคัญของเงนิ เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลีย่ นที่มคี วามสาํ คัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย ความ สะดวกใหแกมนุษย 3 ประการ คือ 1. ความสะดวกในการซื้อขาย ในสมัยโบราณมนุษยนําสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันทําใหเกิดความยุงยาก ใน การแลกเปลี่ยนเพราะความตองการไมตรงกัน หรือไมยุติธรรมเพราะมูลคาของสิ่งของไมเทาเทียมกันการนํา เงิน เป็นสอ่ื กลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้อื ขายมากข้ึน 2. ความสะดวกในการวดั มูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของส่ิงของตาง ๆ ซึ่งสามารถนํามา เปรียบเทียบ กนั ได 3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สินคาที่มนุษยผลิตไดบางอยางไมสามารถเก็บไวไดนาน ๆ แตเม่ือ แลกเปลย่ี นเป็นเงนิ สามารถท่จี ะเก็บไวและสะสมใหเพมิ่ ข้ึนได สรุป เงิน หมายถงึ อะไรกไ็ ดที่มนุษยนํามาใชเป็นสื่อกลางในการแลกเปลยี่ นและเป็นสิ่งท่ีสังคมน้ันยอมรับ เงนิ นอกจะมีความสําคัญในแงของสอื่ กลางในการแลกเปลยี่ นแลว ยงั ชวยอํานวยความสะดวกในการซ้ือขายการ วัด มลู คาและการสะสมทรัพยสนิ 5. การธนาคาร ความหมายของการตลาดเงนิ และตลาดทนุ ตลาดเงนิ คอื ตลาดทีม่ กี ารระดมเงนิ ทนุ และการใหสนิ เชือ่ ในระยะสั้นไมเกนิ 1 ป การโอนเงิน การซ้ือขาย หลักทรัพยทางการเงินทีม่ ีอายุการไถถอนระยะสัน้ เชน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใชเงิน และตั๋วเงินคลังเป็นตน เป็นท่ี รวมกลไกทั้งหลายที่ทําใหการหมุนเวียนของเงินทุนระยะสั้นเป็นไปดวยดี ไดแก การใหสินเชื่อ เพื่อการประกอบ
122 ธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะสั้นแกภาครัฐบาล แบงออกเป็น ตลาดเงินในระบบ ไดแก ธนาคารพาณิชย บริษัท เงินทนุ บรษิ ัทหลกั ทรัพย ธนาคารกลาง เป็นตน และตลาดเงินนอกระบบเป็นการกูยืม ระหวางบคุ คล ตลาดทุน คือ ตลาดที่มีการระดมเงินออมระยะยาวและใหสินเชื่อระยะยาว ตั้งแต 1 ปขึ้นไป ไดแก เงิน ฝากประจําตั้งแต 1 ปขึ้นไป หุนกู หนุ สามญั และพนั ธบตั รรัฐบาลหรือเอกชน ในปจจุบันการแบงปนตลาดเงินและตลาดทุนคอนขางยุงยากเพราะสถาบันการเงินจะทําหนาที่ทั้งสอง อย่างจึงรวมเรยี กวา ตลาดการเงนิ สรุป ตลาดเงินคือตลาดที่ระดมเงินทุนและการใหสินเชื่อในระยะสั้นไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม มากกว่า 1 ปข้ึนไป เรยี กวาตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดทุนมีท้ังในระบบและนอกระบบ และมีสวนสาํ คัญ ในการ พัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศ ธนาคารกลาง 1. ความหมายของธนาคารกลาง ธนาคารกลางเป็นสถาบันการเงินซึ่งสวนมากเป็นของรัฐ ทําหนาท่ีเป็นศูนยกลางควบคุมการเครดิต และ ระบบการเงนิ ของประเทศ ในประเทศไทยคอื ธนาคารแหงประเทศไทย ธนาคารกลางมลี ักษณะแตกตางจากธนาคารพาณิชย คือ 1.1 ธนาคารกลางดําเนินงานเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใช เพื่อรายไดหรือผล กําไรอยาง ธนาคารพาณชิ ย 1.2 ธนาคารกลาง เป็นสถาบนั การเงินที่รัฐบาลเขามามสี วนรวมในการบรหิ าร 1.3 ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน การเงินบาง ประเภท ธนาคารกลางจะไมทาํ ธรุ กิจตดิ ตอพอคาหรอื ประชาชนโดยตรง 2. หนาท่ขี องธนาคารกลาง 2.1 เป็นผูออกธนบัตร เพื่อควบคุมปริมาณธนบัตรที่ใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ ธุรกิจและ ประชาชนท่ัวไป 2.2 เป็นผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพิ่มหรือลดจํานวนเงินสด สํารองเงิน ฝากของธนาคารพาณิชย เพื่อใหธนาคารกลางสามารถกําหนดปริมาณเงินฝากและการสรางเงินฝาก ของธนาคาร พาณิชยได 2.3 เป็นธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเป็นผูให ธนาคาร พาณิชยกูยืมแหลงสุดทาย และรบั หักบัญชรี ะหวางธนาคาร 2.4 เป็นนายธนาคารของรัฐบาล ธนาคารกลางจะถือบัญชีเงินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ เป็น ตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
123 3. ธนาคารแหงประเทศไทย 3.1 ประวัติความเป็นมา ธนาคารแหงประเทศไทยเป็นธนาคารกลางของประเทศไทย เริ่มตนจากรัฐบาล ไทยไดริเร่ิมจัดตั้ง สาํ นักงานธนาคารชาติไทยขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2483 สํานกั งานน้ปี ระกอบธุรกิจของ ธนาคารกลาง เฉพาะบางประเภทเทานั้น เพราะยังไมมีฐานะเป็นธนาคารกลางโดยสมบูรณ ตอมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2548 รฐั บาลไดจดั ต้ังธนาคารกลางข้ึนตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยได รับทุน ดําเนินงานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5 ล้านบาท 3.2 หนาทขี่ องธนาคารแหงประเทศไทย 1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายที่จะออกธนบัตร รัฐบาลภาย ใตเงอื่ นไข 2 ประการ คือ ออกธนบตั รใหมแทนธนบัตรเทาทีช่ ํารดุ เสียหาย และเมื่อไดรบั ทนุ สํารอง เงินตราเพิม่ ขน้ึ 2) เกบ็ รักษาทนุ สํารองเงินตรา ในการออกธนบัตรใหมของธนาคารแหงประเทศไทย กฎหมาย กําหนด ใหมีทุนสํารองเงินตรา ประกอบดวย ทองคํา หลักทรัพยและเงินตราตางประเทศไมต่ำกวารอยละ 60 ของจํานวน ธนบัตรทพี่ มิ พออกใช 3) เป็นธนาคารของธนาคารพาณิชย และคอยกํากับดูแลธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ แก ธนาคารพาณิชยในลกั ษณะเดียวกับท่ธี นาคารพาณิชยดูแลลูกคา คอื 3.1 รักษาบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย 3.2 เป็นสํานกั งานกลางในการหักบญั ชีระหวางธนาคาร 3.3 เป็นผูใหกูแหลงสดุ ทาย 3.4 เป็นศูนยกลางการโอนเงนิ 4) เป็นธนาคารของรัฐบาล ธนาคารแหงประเทศไทยรักษาบัญชีเงินฝากของหนวยงานรัฐบาล และ รฐั วิสาหกจิ ซ้ือขายเงินตราตางประเทศใหรัฐบาล และใหรฐั บาล รัฐวสิ าหกิจ กูยมื โดนมหี ลักทรัพย 5) รักษาเสถียรภาพของเงินตรา เป็นบทบาทหนาที่ที่สําคัญที่สุดของธนาคารแหงประเทศไทย ในการ รักษาเสถียรภาพของเงินตราโดยการใชมาตรการตาง ๆ ควบคุมปริมาณเงินของประเทศใหอยูในปริมาณ ที่ เหมาะสม ธนาคารพาณิชย 1. ความหมายของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการ ธนาคารพาณิชยและหมายรวม ตลอดถึงสาจาของธนาคารตางประเทศที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคาร พาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ ประเภทรับฝากเงินที่ตองจายเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว และใชประโยชนเงนิ น้นั ในทาง หนงั สือหลายทาง เชน 1. ใหกูยมื 2. ซ้อื ขายหรอื เกบ็ เงินตามต๋ัวแลกเงนิ หรอื ตราสารเปลย่ี นมอื อืน่ ใด
124 3. ซ้อื หรอื ขายเงนิ ปรวิ รรตตางประเทศ 2. หนาทีข่ องธนาคารพาณชิ ย มดี ังน้ี 2.1 หนาท่ใี นดานการใหบริการทางการเงนิ ไดแก 1) การรับฝากเงิน เงินที่รับฝากจะมีประเภทเงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจํา และเงิน ฝากออม ทรพั ย 2) การโอน หมายถึง การสงเงินภายในทองถิ่น ระหวางเมืองหรือระหวางประเทศโดยการ ใชดราฟ หรือ ผา่ นระบบออนไลน 3) การเรียกเกบ็ เงิน หมายถงึ การเรยี กเก็บเงินตามเชค็ ตั๋วแลกเงินท่ีครบกําหนดเวลา 4) การใหเชาหีบนริ ภัย คือ การใหเชาหองท่มี คี วามมน่ั คงปลอดภัย เพ่อื เกบ็ ทรัพยสนิ 5) การเป็นทรัสต หมายถึง การทําหนาที่พิทักษทรัพยสิน และผลประโยชนของบุคคลอื่นหรือ รับจัดการ ผลประโยชนของผูที่มที รพั ยสินมากและไมมีเวลาดแู ลทรพั ยสนิ ของตนเองได 6) การซือ้ ขายเงินตราตางประเทศ หมายถึง การซอ้ื ขายแลกเปลยี่ นเงนิ ตราตางประเทศ
125 เรอ่ื งท่ี 3 การเมอื งการปกครอง 1. การปกครองระบอบประชาธิปไตย 1. ระบอบประชาธิปไตย คําวา “ประชาธิปไตย” เป็นคําไทยที่บัญญัติขึ้น ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา Democracy หมายถงึ อาํ นาจของประชาชน คําวา “ประชา” แปลวา ประชาชน คําวา “อธิปไตย” แปลวา ความเป็นใหญ สรุปวา คาํ วา “ประชาธิปไตย” หมายถงึ การปกครองทีป่ ระชาชนมอี าํ นาจสูงสดุ ในการปกครอง ประเทศ ดังนน้ั “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” จึงหมายถึง ระบอบการปกครองซ่ึงประชาชนมีอํานาจ สูงสุด โดยจะเหน็ วา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจบุ ันนั้นจะแยกออกเป็น 2 แบบ คือ ระบอบ ประชาธิปไตย แบบมพี ระมหากษัตรยิ เป็นประมุข กับระบอบประชาธิปไตยแบบมปี ระธานาธบิ ดีเป็นประมุข ระบอบประชาธิปไตยมีความเชอ่ื วา มนษุ ยเป็นสตั วประเสรฐิ มีความคดิ ความเฉล่ยี วฉลาดและ สติปญญา ท่จี ะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสงั คมได ดงั นนั้ การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยจึงเป็นวิธีการที่ประชาชนมีโอกาสไดเลือกสรรคนที่เหมาะสมเขาไปทําหนาที่ในการบริหารประเทศ แทนตน อันเป็นหนทางที่ดีที่สุด การปฏิวัติรัฐประหารการใชวิธีรุนแรง การปราบปรามเขนฆา เพื่อใหไดมาซึ่ง อาํ นาจในการปกครองถือเป็นวธิ ีการทีด่ ูหมิ่นเหยยี ดหยามและทําความ ทําลายความเป็นมนษุ ยของประชาชน 2. หลักการของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยจะมั่นคงหรือไมนั้นขึ้นอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดมั่นในหลักการ ของ ระบอบประชาธิปไตยมากนอยเพยี งใด ซึง่ หลักการของระบอบประชาธปิ ไตยมีดังน้ี 2.1 หลกั ความเสมอภาค หลักความเสมอภาค หมายถึง ทุกคนไมวาฐานะจะเป็นอยางไร มีสติปญญาหรือความสามารถ มากนอย แตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเป็นมนุษยอยางเทาเทยี มกัน ซึ่งหลัก ความเสมอภาค แบงเป็น 4 ลักษณะ ดงั นี้ 1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย รัฐบาลจะออก กฎหมายเพอื่ คมุ ครองใครคนใดคนหน่ึงไมได เมอ่ื มีใครกระทําผดิ ก็จะตองถกู กฎหมายลงโทษเทา เทียมกนั 2) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันในทางการเมอื ง การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง การเมือง มีสิทธิลง สมัครรับเลอื กตง้ั มสี ิทธิ์ตั้งกลุมทางการเมอื ง มสี ทิ ธิแสดงความคดิ เห็นทางการเมือง เป็นตน 3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ หมายความวา ประชาชนมีสิทธิในการประกอบอาชีพทาง เศรษฐกิจ และสามารถครอบครองหรือไดรับประโยชนจากกิจการที่ตนทําไปอยางเต็มที่ รัฐบาลจะตองเป็นผูนํา ทรัพยากร
126 ภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลานั้นสูประชาชนอยางทั่วถึง โดยการกระจาย ความเจริญไปสู ส่วนตาง ๆ ของประเทศ 4) ความเสมอภาคในดานโอกาส หมายความวา ความเทาเทยี มกนั ทีจ่ ะไดรบั โอกาสในการ พฒั นาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทาเทียมกันในการสอบเขามหาวิทยาลัย) การประกอบอาชีพ การสรางฐานะทาง เศรษฐกจิ 2.2 หลักสทิ ธเิ สรีภาพและหนาที่ สิทธิ หมายถึง อํานาจหรือผลประโยชนของบุคคลที่กฎหมายใหความคุมครอง บุคคลที่ละเมิดลวงเกิน หรือกระทําการใด ๆ ท่กี ระทบกระเทือนตอสทิ ธขิ องบุคคลอืน่ ไมได เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทํานั้นตองไมขัดตอกฎหมายหรือ ไม ละเมิดสิทธิของผูอื่น เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคิดเห็น แตถาไปละเมิดสิทธิของผูอื่น โดยการ เขียน โจมตีซึ่งขาดพยานหลกั ฐาน เชนนีผ้ ูที่ไดรับความเสียหายก็มีสิทธทิ ีจ่ ะปกปองชือ่ เสียงของตนเอง ดวยการ ฟองรอง ไดหรือเรามีเสรีภาพที่จะเปดวิทยุภายในบานเรือน แตถาเปดเสียงดังเกินไปจนรบกวนผูอื่น เชนนี้ถือวา เป็นการ ละเมิดสทิ ธขิ องผูอื่นเป็นตน หนาท่ี หมายถึง ภาระหรือความรับผิดชอบที่บุคคลจะตองปฏิบัติตามกฎหมาย สิทธิและเสรีภาพเป็น รากฐานที่สําคัญในการปกครองประชาธิปไตย ประเทศใดใหสิทธิและเสรีภาพกับ ประชาชนมาก ประเทศนั้นก็มี ประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน แสดงวาประเทศนั้นไมเป็น ประชาธิปไตย 2. การปกครองระบอบเผด็จการ 1. ความหมายของการปกครองระบอบเผดจ็ การ การปกครองระบอบเผด็จการ หมายถึง การปกครองที่ใหความสําคัญแกอาํ นาจรัฐและผูปกครอง อํานาจ รัฐจะอยูเหนือเสรีภาพของบุคคล คณะบุคคลเดี่ยว หรือพรรคการเมืองเดี่ยว โดยจะถือประโยชนของรัฐ มากกวา ของประชาชน การปกครองระบอบเผด็จการมีลักษณะแตกต างจากประชาธิปไตย เพราะระบอบเผด็จการมุ งให ประชาชนมีสวนรวม “นอยที่สุด” หรือ “ไมมี” เลย อีกทั้งยังไมตองการใหมีฝายคานแตตองการใหมีการปฏิบัติ ตามอยางเต็มที่ เพราะ ถอื วาฝายคานเป็นศัตรหู รืออุปสรรคของชาติ ระบอบเผดจ็ การเป็นระบอบการเมืองการ ปกครองทม่ี ีมาชานานแลว และไดวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา ซึ่งผูนําประเทศตาง ๆ มีการนําระบอบเผด็จการ มาปรับปรุงเพื่อใหสอดคลอง กบั สถานการณทนั สมัยและนาเลอื่ มใส เพอื่ ใหเป็นที่ยอมรับของประชาชน
127 2. หลกั การปกครองระบอบเผด็จการ 2.1 ยดึ หลักรวมอํานาจการปกครองไวท่ีสวนกลางของประเทศ ใหอาํ นาจอยใู นมือผูนาํ เตม็ ที่ 2.2 ยึดหลักการใชกาํ ลงั การบังคับและความรุนแรงเพือ่ ควบคุมประชาชนใหปฏบิ ตั ติ ามความ ตองการของ ผูนํา 2.3 ประชาชนตองเชอ่ื ฟงและปฏบิ ัตติ ามผูนําอยางเครงครดั ไมมีสิทธิโตแยงในนโยบายหลกั การ ของรฐั ได 2.4 สรางความรูสึกไมมั่นคงในชีวิตใหแกประชาชน จนประชาชนเกิดความหวั่นวิตกเกรงกลัว อันทําให อาํ นาจรัฐเขม็ เขง็ 2.5 ไมสนบั สนุนใหประชาชนเขามามีสวนรวมทางการเมอื งการปกครองของประเทศ 2.6 จํากดั สทิ ธิภาพของประชาชนทงั้ ดานเศรษฐกิจ สงั คมและการเมือง 2.7 ยึดหลักความมั่นคง ปลอดภัยของรัฐเป็นสําคัญ ยกยองอํานาจและความสําคัญของรัฐเหนือ เสรีภาพ ของประชาชน 2.8 การใหความสําคญั ตอการศึกษาความมั่นคงของอํานาจรฐั ชาตแิ ละผูนํา 2.9 ผูนาํ หรือคณะผูนาํ มกั จะดาํ รงตําแหนงอยูนาน อาจนานตลอดชวี ติ 2.10 ระบอบเผด็จการอาจอนุญาตใหมีการเลือกตั้งหรือมีรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาจะตองออก กฎหมายที่ รัฐบาลเผด็จการเห็นสมควรเทานั้น รัฐสภาไมมีสิทธิลงมติไมไววางใจรัฐบาลอํานาจของศาลมีจํากัด ไมมีสิทธิที่จะ พจิ ารณาคดที างการเมือง หรอื พิจารณาไดแตตองอยูภายใตการกาํ กับดแู ลของรฐั บาลเผด็จการ 3. ประเภทของการปกครองระบอบเผดจ็ การ การปกครองระบอบเผด็จการแบงออกเป็น 2 ประเภท ไดแก 3.1 ระบอบเผด็จการอํานาจนิยม (Authoritarianism) ลักษณะสําคัญของระบอบเผด็จการอํานาจนิยม คือ อํานาจการปกครองจะผูกขาดอยูในมือของคน กลุมเดียว คือ รัฐบาลและจะจํากัดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ของประชาชน เชน หามประชาชนวจิ ารณการทํางานของรฐั บาล หามแสดงความคดิ เห็นที่เป็นปรปกษกบั รฐั บาล ห ามเผยแพรบทความดานประชาธปิ ไตย หามชุมชนประทวงรฐั บาล สรุปก็คือหามทาํ กจิ กรรมการเมืองทุกกจิ กรรม 3.1.1 ระบอบเผดจ็ การทหาร ระบอบเผด็จการทหาร เป็นระบอบท่ีผูนาํ ฝายทหารเป็นผูใชอํานาจเผด็จการ ปกครองประเทศ โดยตรง โดยใชกฎอัยการศึกหรือรัฐธรรมนูญเผด็จการที่รัฐบาลหรือคณะของคนสรางขึ้นเพื่อใช เป็นเครอ่ื งมือ การลิดรอนสิทธิเสรภี าพทางการเมอื งของประชาชนและเป็นเคร่ืองมือในการปกครองของประเทศ 3.1.2 ระบอบเผด็จการฟาสซิสต ระบอบเผด็จการฟาสซิสต เป็นระบอบเผด็จการที่ไดรับการสนับสนุนจา กกลุมนักธุรกิจและ กองทัพ มีชื่อสิทธิทางการเมืองวา “ลิทธิฟาสซิสม” เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอิตาลีชวงหลัง สงครามโลก 3.2 ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) ประชาชนถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพทุกดาน คือ ทั้งด านการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งถูกควบคุมในดานวิถีชีวิตความเป็นอยู การศึกษา มีการ ลงโทษผูแสดงตวั เป็นปฏิปกษตอรฐั บาลอยาง รุนแรง
128 4 ขอดแี ละขอเสยี ของการปกครองระบอบเผดจ็ การ 4.1 ขอดขี องการปกครองระบอบเผด็จการ 1) สามารถตดั สินปญหาตาง ๆ ไดรวดเรว็ วาระบอบประชาธิปไตย เพราะไมตองรอผลประชุม 2) การแกปญหาบางอยาง สามารถทาํ ไดดีกวาระบอบประชาธิปไตย เชน การปราบ การจลาจล การก อการรายหรอื ปญหาทเ่ี ป็นภยั ตอสังคม เพราะสามารถใชวิธีการท่ีรนุ แรงและเฉยี บขาดกวา 3) สามารถแกปญหาวิกฤตหรอื เหตกุ ารณฉกุ เฉินไดอยางรวดเรว็ 4) มกี ําลังกองพนั และอาวธุ เขมแข็ง เป็นท่ยี าํ เกรงของประเทศเพ่ือนบาน 5) มีสวนใหเกิดความเจรญิ กาวหนาในการพฒั นาประเทศดานตาง ๆ โดยเฉพาะดานเศรษฐกจิ 6) มีสวนกอใหเกิดการปกครองที่มีประสิทธิภาพเพราะมีการใชอํานาจบังคับโดยเด็ดขาด และรวดเร็ว ทนั ทีทนั ใด ทาํ ใหขาราชการของรฐั มคี วามกระตือรือรน 4.2 ขอเสียของการปกครองระบอบเผดจ็ การ 1) เป็นการลดิ รอนสิทธิและเสรีภาพข้ันพืน้ ฐานของประชาชน ซึ่งเป็นส่งิ ที่สําคัญท่ีสุดของ การเมือง การปกครอง 2) เป็นการปกครองของคนกลุมนอย จงึ ทาํ ใหเกดิ ความผดิ พลาดในการทํางานไดงาย 3) มงุ ผลประโยชนเฉพาะกลมุ หรือพรรคพวกของตน 4) จาํ กดั และขดั ขวางสิทธิเสรภี าพของประชาชนเป็นการละเมิดสิทธิมนษุ ยชน 5) สกัดก้นั มิใหผูมีความสามารถเขามามสี วนรวมในการสรางสรรคความเจริญกาวหนาของ ประเทศ 6) บานเมืองไมสงบสขุ มผี ูตอตานดานใชกําลงั อาวธุ เขาตอสูกับรัฐบาล 7) ผูปกครองอาจเหลิงอํานาจหรือปลอยใหพรรคพวกบริวารเขามาแสวงหาผลประโยชน สวนตัว โดยไมสจุ รติ 8) เปดชองใหมหาอาํ นาจเขามาแทรกแซงได 9) กอใหเกิดการนองเลือดติดตามมาในภายหลัง เพราะประชาชนย อมตองเรียกรองอํานาจ อธิปไตยกลบั คนื 10) นําประเทศไปสูความหายนะ เชน ฮิตเลอร มุสโสลินีและนายพลโตโจ นําประเทศเยอรมัน อิตาลแี ละญี่ปุนเขาสูสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 และแพสงครามในทีส่ ดุ 3. พฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศตาง ๆ ในโลก ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ประเทศไทยไดเขาสูการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยางเป็นทางการในป พ.ศ. 2475 สมัยรัชกาลที่ 7 โดยมเี หตุการณสําคัญทแ่ี สดงถึงความพยายามทจ่ี ะพฒั นาประชาธิปไตยอยางแทจรงิ ดังน้ี
129 1) เหตุการณสมัยประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 – 2535 (สมัยรัชกาลที่ 7 – กอน 14 ตุลาคม 2516) รูปแบบการปกครองสมยั รชั กาลที่ 6 -7 ยงั คงยึดรปู แบบการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรบั ปรุง แกไขบางเพียง เลก็ นอย ทง้ั 2 พระองคไดตระหนักถงึ การเปลยี่ นแปลงการปกครองทีค่ งจะมีขนึ้ ในภายขางหนา สมยั รชั กาลท่ี 6 ได มีการจัดตั้ง “ดุสิตธานี” ใหเป็นนครจําลองในการปกครองแบบประชาธิปไตย จนเมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังจากที่รัชกาลที่ 7 ทรงครองราชยได 7 ป คณะผูกอการซึ่งเรียกตัวเองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวย ทหารบก ทหารเรือและพลเรือน จาํ นวน 99 คน ไดทาํ การยดึ อํานาจและ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสม บูรณาญาสิทธิราชยหรือ “ราชาธิปไตย” มาเป็นระบบการปกครอง แบบ “ประชาธิปไตย” และไดอัญเชิญรชั กาล ท่ี 7 ข้นึ เป็นกษัตริยภายใตรฐั ธรรมนญู นับไดวารัชกาลท่ี 7 ทรงเป็นกษตั ริยองคแรกในระบอบประชาธปิ ไตย 2) มลู เหตขุ องการเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตำ่ ทัว่ โลก หลังสงครามโลก รฐั บาลตองการลดรายจาย โดยปลด ขาราชการบางส วนออก ผูถูกปลดไมพอใจ 2. ผูท่ีไปเรียนจากตางประเทศเม่ือกลับมาแลวตองการเปล่ยี นแปลงประเทศใหทนั สมยั เหมือนประเทศ ทเี่ จริญแลว 3. ความเหล่ือมลาํ้ ตำ่ สูงระหวางขาราชการและประชาชน จงึ ตองการสทิ ธิเสมอภาคกัน 4. ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยไมสามารถแกปญหาพ้นื ฐานชีวติ ของราษฎรได 3) ลักษณะการปกครองหลังเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1.พระมหากษตั ริยทรงเป็นประมุขภายใตรฐั ธรรมนญู 2.รฐั ธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ 3.อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยและเป็นอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ 4.ประชาชนใชอาํ นาจอธิปไตยผานทางรฐั สภา รัฐบาลและศาล 5.ประชาชนมีสทิ ธิเสรภี าพเทาเทียมกัน 6.ประชาชนเลอื กตวั แทนในการบริหารประเทศ ซง่ึ เรยี กวา รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี 7. ในการบรหิ ารราชการแผนดนิ แบงเป็น 3 สวนคอื 1) การปกครองสวนกลาง แบงเป็น กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ 2) การปกครองสวนภูมิภาค แบงเป็น จงั หวัด และอาํ เภอ 3) การปกครองสวนทองถิ่นแบงเป็นองคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และองคการ บริหารสวนตําบล
130 4. เหตกุ ารณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย ประเทศไทยแมจะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย ทรงเป็นประมุขและมี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหนาสูงสุดของรัฐบาลมาตั้งแตปพุทธศักราช 2475 แลวก็ตาม ยังพบวามีเหตุการณสําคัญ ทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยตอมา โดยมีทั้งการกบฎปฏิวัติและรัฐประหาร ซึ่งลวนแตเป็นการใช กําลังอํานาจที่ไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญเขายึดอํานาจทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังพบวาการใชกําลังอํานาจมี ความหมาย แตกตางกันออกไป กลาวคอื บางครงั้ เป็น “การปฏวิ ัต”ิ เพ่ือไลนักการเมอื งที่คดโกงออกไปเทานนั้ หรือบางคร้ังหา กกลุมที่ตองการยึดอํานาจทางการเมืองแตทําไมสําเร็จก็จะถูกเรียกวา “กบฏ” แตถาสามารถ ยึดอํานาจทางการ เมืองสําเร็จ มกี ารเปลีย่ นแปลง แตยงั คงใชรัฐธรรมนูญฉบับเกาหรือใชรัฐธรรมนญู ฉบับใหม เพอ่ื ใหมีการเลือกต้ังใน ระยะเวลาที่ไมนานนักก็จะเรียกการกระทําครั้งนี้วา “รัฐประหาร” ซึ่งบางครั้งก็มีการให ความหมายผิดจากการ กระทําครั้งนี้วาเป็น “การปฏิวัติ” ก็คือ การใชอํานาจ การยึดอํานาจทางการเมือง แลวทําการเปลี่ยนแปลงผูนํา การปกครอง ซง่ึ แทจรงิ แลวการเปลี่ยนแปลงรฐั บาลบอยคร้ังท่ีเกิดข้ึนในประเทศ ไทยมาจาก “การแยงชงิ อํานาจ” ของกลุมท่มี ีอํานาจอยางไรก็ตามเหตุการณสาํ คัญทางการเมอื งการปกครอง ของประเทศไทยภายหลังปพทุ ธศกั ราช กบฏ 12 ครั้ง – ปฏวิ ตั ิ 1 ครง้ั – รฐั ประหาร 8 ครง้ั การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไมวาจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลหรือคณะผูปกครองหรือการเปลี่ยนกติกา การปกครองหรือรฐั ธรรมนูญยอมเป็นสง่ิ ท่ีเกดิ ขึ้นไดในทุกประเทศปกติรฐั ธรรมนูญของแตละประเทศยอม กําหนด วิธีการเปลี่ยนแปลงไว เชน ใหมีการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ป หรือ 5 ป หรือเลือกประธานาธิบดีทุก 4 ป หรือ 6 ป เพื่อใหโอกาสประชาชนตัดสินใจวาจะใหบุคคลใดหรือกลุมพรรคการเมืองใดไดเป็นผูปกครองและกําหนดวิธีการ เปล่ียนแปลงหลักการหรอื สาระของรัฐธรรมนญู หรือแมกระทง่ั สรางรฐั ธรรมนญู ใหมแทนฉบับเดมิ การเปลยี่ นแปลงตามกระบวนการดังกลาวขางตนถือวาเป็นการเปล่ียนแปลงโดยสันตวิ ิธแี ละเป็น วิถีทางท่ี ถูกตองตามกฎหมาย อยางไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอีกวิธีหนึ่งที่ถือวาเป็นวิธีการรุนแรงและไมถูกตอง ตาม กฎหมาย นั่นก็คือ การใชกําลังเขาขมขู เชน ใชกองกําลังติดอาวุธเขายึดอํานาจจากรัฐบาลเดิมไล คณะรัฐมนตรี ออกไปและตงั้ คณะรฐั มนตรีใหม โดยกลุมของคนท่ียดึ อํานาจเขามาแทนที่หรือยกเลิกรัฐธรรมนญู ฉบับเดิมแลวราง รัฐธรรมนูญฉบับใหม วางกฎและกติกาตามที่กลุมผูมีอํานาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือ กลุมบุคคลที่จะเขามา เปลี่ยนแปลงดวยวิธีนี้ จะตองมีกองกําลังติดอาวุธเขาปฏิบัติการ มิฉะนั้นแลวก็ยากที่จะ สําเร็จและถึงมีกําลังก็ไม อาจไมสาํ เร็จเสมอไปเพราะมีองคประกอบการสนับสนนุ หรอื ตอตานจากประชาชนเขามาเป็นปจจยั ประกอบดวย ปญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศที่ไมมีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือวา การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผูปกครอง ประเทศมกั ไมเป็นไปตามกติกา หรอื ระเบียบแบบแผนโดยสันตวิ ธิ ี ตรงกันขามมักเกิดการแยงชิงอํานาจดวยการ ใช กําลังอยูเนือง ๆ ไมวาจะเป็นไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคําเหล านี้ เหมือนกันในแงที่วาเป็นการใชกําลังอาวุธยึดอํานาจทางการเมือง แตมีความหมายตางกันในดานผลของการใช กาํ ลังความรุนแรงน้นั หากทาํ การไมสําเรจ็ จะถูก เรียกวา กบฏจลาจล (rebellion) ถาการยึดอาํ นาจนนั้ สัมฤทธิผล และเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกวา รัฐประหาร (coupd etat) แตถารัฐบาลใหมไดทําการเปลี่ยนแปลง มูลฐานะ
131 ระบอบการปกครอง ก็นับวาเป็นการปฏิวตั ิ ในการเมืองไทยคําวา ปฏิวัติ กับรัฐประหารมักใชปะปนกัน แลวแตผูยดึ อํานาจไดนั้นจะเรียกตัวเองวา อะไร เทาที่ผานมามักนิยมใชคําวา ปฏิวัติเพราะเป็นคําที่ดูขึงขังนาเกรงขามเพ่ือ ความสะดวกในการธํารงไว ซึ่งอํานาจที่ไดมานั้น ทั้งที่โดยเนื้อแทแลว นับแตมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถนุ ายน 2475 ซึ่งอาจ ถือไดวาเป็นการปฏิวัตทิ ่ีแทจรงิ คร้ังเดียวท่ีเกิดขึน้ ในประเทศไทย การยึดอํานาจโดยวิธีการ ใชกําลังครั้งตอ ๆ มาในทางรัฐศาสตรถือวาเป็นเพียงการรัฐประหารเทานั้น เพราะผูยึดอํานาจไดนั้นไมไดทําการ เปลีย่ นแปลง หลักการมลู ฐานของระบอบการปกครองเลย 5. เหตุการณสําคญั ทางการเมอื งการปกครองของโลก ที่สงผลกระทบตอประเทศไทย เหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของโลก นับเป็นมูลเหตุใหญที่ ทําใหสังคมไทยเกิดการ เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอยางยิ่งสงผลกระทบตอการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของ ประเทศไทยอยาง หลีกเลีย่ งไมได ซ่ึงเหตุการณสาํ คญั ตาง ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ในชวงศตวรรษท่ี 20 (ค.ศ. 1900 – 2000) 1. สงครามโลกคร้ังที่ 1 (ค.ศ. 1914 – 1918) สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่มความขัดแยงระดับโลกที่เกิดขึ้น ตั้งแตค.ศ. 1914 ระหวางฝายพันธมิตรและ ฝายมหาอํานาจกลาง ซึ่งไมเคยปรากฏสงครามขนาดใหญทีม่ ีทหารหรือสมรภมู ิทีเ่ กี่ยวของมากขนาดนี้มากอน นับ ยุคสมัยแหงความหายนะ โดยสาเหตุของการเกิดสงครามครั้งนี้ เกิดจากความขัดแยงทางการเมืองของทวีป ยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มตนของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรปและการสิ้นสุดของ “จักรวรรดิออตโต มนั ” อันเป็นตนเหตขุ องการปฏิวตั ริ สั เซยี 2. สงครามโลกคร้ังท่ี 2 (ค.ศ. 1939 – 1945) สงครามโลกคร้ังท่ี 2 อุบตั ิข้ึนอกี ครั้งในเดือนกนั ยายน ค.ศ. 1939 นบั เป็นการประลองความย่ิงใหญอีก ครั้งระหวางเยอรมันและอังกฤษเพียง 1 ป เยอรมันก็สามารถยึดครองยุโรปไวเกือบทั้งทวีป อังกฤษตองสูญเสีย อาํ นาจโดยสนิ้ เชิง สงครามครง้ั น้ีไมเพียงแตเกิดขึน้ ในยุโรปเทานั้น ทางดานเอเชยี ญี่ปุนไดเขายึดครองประเทศ ตาง ๆ โดยไดบกุ ยดึ จีนแผนดนิ ใหญและดนิ แดนตาง ๆ ในเอเชยี ตะวนั ตะวันออกเฉยี งใตสงผลใหสหรฐั ฯ เขารวมสงคราม ในครั้งนี้อีก สงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเยอรมันไดบุก โจมตี สหภาพโซเวียตและเขายึด ครองไดเกือบ ทั้งหมด สวนญป่ี ุนเองกโ็ จมตีกองทัพเรือของสหรัฐฯ ทเี่ พริลฮาเบอร ทําใหสหรัฐฯ ใชมาตรการ เดด็ ขาดโจมตีญ่ีปุ่น ซึ่งจบลงดวยการทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ กลาวโดยสรุปไดวา การทําสงครามครั้งน้ี เป็นสงครามระหวาง 2 ฝาย คือ สหรัฐฯ กับญี่ปุน เพื่อครอบครองเอเชียและระหวาง เยอรมันกับสหภาพโซเวียต เพอ่ื แยงชิงความเป็นใหญในยุโรป 3. สงครามเย็น สงครามเย็น คือ การตอสูระหวางคายประชาธิปไตยกับคายคอมมิวนิสต เป็นการทําสงครามกัน โดย ปราศจากเสียงปนหรือการเขนฆา อันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายอิทธิพลทางดานอุดมการณทาง การเมืองของ สองคาย ตางฝายตางก็แสวงหาพรรครวมอุดมการณท้งั 2 คายตางใชยุทธวิธีตาง ๆ ท่จี ะดึง ประเทศตาง ๆ ทั่วโลก มาเป็นฝายตนใหได ไมวาจะเป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ การชวยเหลือทางดาน เศรษฐกิจ การเมืองหรืออาวธุ
132 ยุทโธปกรณตาง ๆ แกประเทศในโลกที่สามแมจะมีประเทศเล็ก ๆ จะรวมตัวเป็น กลุม “ผูไมฝกใฝฝายใด”ก็ตามก็ ไมสงผลกระทบตอประเทศมหาอาํ นาจทั้งสองลดการแขงขันกนั สหรฐั อเมรกิ า ซง่ึ เป็นประเทศท่มี ีเศรษฐกิจที่ดีมาก เพราะไมไดรับผลจากสงครามมากนักและสามารถขายอาวุธใหกับชาติ พันธมิตร ซึ่งตางจากสหภาพโซเวียตที่มี อํานาจมาก แตสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากทําสงครามกับเยอรมัน อยางไรก็ตามสหภาพโซเวียตก็ยังมี อุดมการณที่แนวแนที่จะแพรอิทธิพลทางคอมมิวนิสตใหกวางขวางเพื่อครอง โลกโดยสหภาพโซเวียตมองวา เมื่อ ยโุ รปตะวันออกเป็นบรวิ ารของตนแลว 6. หลกั ธรรมาภิบาล ความหมายของหลกั ธรรมาภบิ าล หลักธรรมาภิบาล หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อใหสังคมของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถอยูรวมกันไดอยางสงบสขุ โดยต้งั อยูในความถกู ตองและเป็นธรรม ปจจุบันจงึ เห็นไดวา การบริหารจดั การองคกรท้ังภาครัฐและเอกชนไดใหความสาํ คัญกับการนาํ หลกั ธรรมาภิบาลมาใชโดยเฉพาะเรอื่ งคณุ ธรรมเนอื่ งจากพบวา มีการประสบกบั ภาวะวกิ ฤติอนั เกิดจากการ ทุจรติ ที่ ระบาดออกไปอยางรวดเร็วและกวางขวาง มีทั้งความไมรับผิดชอบตอสังคมหรือสวนรวมโดยคํานึง แตประโยชน ของตนเองและพวกพอง อันเป็นการบริหารจัดการที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมอยางยิ่ง ธรรมาภิบาลในองคกรภาครัฐหรือการบริหารจัดหารที่ดีในภาครัฐ (Good Govermnance) จะชวย กระตนุ้ อยางมากตอการพฒั นาและขยายตัวของจรยิ ธรรมในทางธรุ กจิ ทง้ั น้เี พราะความสัมพนั ธระหวางภาครัฐ กับ ภาคเอกชนมีอยูอยางใกลชิด ภาครัฐในฐานะท่ีเป็นผูควบคมุ กติกาการดําเนนิ ของเอกชนยอมมผี ลตอการ เสริมสราง การบริหารจัดการที่ดีในวงการธรุ กจิ และการยึดมัน่ ในหลักคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความ รับผิดชอบท่ธี ุรกจิ มีตอสังคม ถาการควบคุมยอหยอนหรือหนวยงานในภาครัฐ มีสวนรูเห็นเป็นใจกับการทุจริต หรือการเอารัดเอา เปรียบสงั คมและผูบรโิ ภคของธรุ กิจเอกชนหรือมีการรวมมือกนั ระหวางคนในภาครัฐกับใน ภาคเอกชนเพื่อแสวงหา ผลประโยชนอันมิชอบแลว จะเป็นอปุ สรรคซง่ึ ทําใหการเสรมิ สรางจรยิ ธรรมในการทาํ ธุรกจิ เป็นไปได้ลำบาก หลักธรรมาภิบาล หลกั ธรรมาภิบาลที่ทุกคนไมวาจะเป็นคนทํางานในหนวยงาน ภาครฐั หรอื เอกชน ตองยดึ มัน่ หลักธรรมาภิ บาล 6 ประการ เป็นแนวทางในการปฏิบตั งิ าน ดังน้ี 1. หลักนิตธิ รรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรม หมายถงึ การปฏบิ ัติตามกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอบังคบั ตาง ๆ โดยถอื วาเป็นการ ปกครอง ภายใตกฎหมายมิใชตามอําเภอใจหรืออํานาจของตัวบุคคลจะตองคํานึงถึงความเป็นธรรมและ ความยุติธรรม รวมทง้ั มคี วามรดั กมุ และรวดเร็วดวย 2. หลักคุณธรรม (Morality) หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกตอง ดีงาม การสงเสริมให บุคลากรพัฒนาตนเองไป พรอมกัน เพ่ือใหบุคลากรมีความซื่อสัตย จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบ อาชีพสจุ ริต เป็นนิสยั ประจําชาติ
133 3. หลักความโปรงใส (Accountability) หลักความโปรงใส หมายถึง ความโปรงใส พอเทียบไดวามี ความหมายตรงขามหรือเกือบตรงขามกับ การทุจริต คอรรัปชชั่น โดยที่เร่ืองทุจริต คอรรัปชั่นใหมีความหมายใน เชงิ ลบและความนาสะพรึงกลวั แฝงอยู ความโปรงใสเป็นคาํ ศัพทท่ีใหแงมุมในเชงิ บวกและใหความสนในเชิงสงบสุข ประชาชนเขาถึงขอมูลขาวสาร ไดสะดวกและเขาใจงายและมีกระบวนการใหประชาชนตรวจสอบความถูกตอง อย่างชัดเจน ในการนี้เพ่ือเป็น สิริมงคลแกบุคลากรทีป่ ฏิบัติงานใหมีความโปรงใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับสัง่ ในองคพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) ท่ไี ดทรงมีพระราชกระแสรับส่ัง ไดแก ผูท่ี มคี วามสุจรติ และ บรสิ ทุ ธิ์ใจ แมจะมคี วามรูนอยกย็ อมทาํ ประโยชนใหแกสวนรวมไดมากกวาผูทีม่ ีความรูมาก แตไม มีความสจุ ริต ไมมีความบรสิ ุทธิใ์ จ 4. หลักการมีสวนรวม (Participation) หลักการมีสวนรวม หมายถึง การใหโอกาสใหบุคลากรหรือผูมี ส่วนเกี่ยวของเขามามีสวนรวมทางการ บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องตาง ๆ เชน เป็นคณะกรรมการ คณะอนกุ รรมการและหรือ คณะทํางานโดยใหขอมลู ความคดิ เห็น แนะนาํ ปรึกษา รวมวางแผนและรวมปฏิบตั ิ 5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility) หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและ หน้าที่ ความสํานึกในความรับผิดชอบตอ สังคม การใสใจปญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือรนในการแก ปัญหาและเคารพในความคิดเห็นท่ี แตกตาง รวมทั้งความกลาที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทําของ ตนเอง 6. หลักความคุมคา (Cost-effectiveness or Economy) หลักความคุมคา หมายถึง การบริหาร จัดการและทรัพยากรที่มีจํากัด เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด แกสวนรวม โดยรณรงคใหบคุ ลากรมีความประหยัด ใช วสั ดอุ ุปกรณอยางคมุ คาและรกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ ใหสมบูรณย่งั ยนื
134 แบบทดสอบหลังเรียนวิชา สังคมศกึ ษา (สค 31001) ระดับ ม.ปลาย คำชี้แจง จงเลอื กคำตอบทีถ่ ูกต้องที่สดุ เพยี งข้อเดียว 1. ขอ้ ใดกล่าวถึงลกั ษณะทางกายภาพของประเทศไทยได้ถูกต้อง ก. แบง่ ตามลักษณะภมู ิศาสตรไ์ ด้ 6 ภาค ข. ต้งั อยใู่ นภูมภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ค. ตัง้ อยูบ่ รเิ วณตอนกลางของคาบสมทุ รอินโดจีน ง. ถกู ทกุ ข้อ 2. สภาพแวดล้อมทางกายภาพของทวปี เอเชียมลี ักษณะสำคัญหลายประการ ยกเว้นข้อใด ก. มีพ้นื ทส่ี งู ทส่ี ดุ ในโลก ข. มแี มน่ ้ำทยี่ าวท่ีสดุ ในโลก ค. เป็นทวีปที่มีขนาดใหญท่ ่สี ุดในโลก ง. เปน็ ทวปี ทมี่ ีประชากรมากที่สุดในโลก 3. ขอ้ ใดเปน็ การใชพ้ ลงั งานเพ่ือป้องกนั และแกป้ ัญหาทรัพยากรและส่งิ แวดล้อม ก. การทง้ิ ขยะมูลฝอย ข. การปล่อยน้ำเสีย ค. การคมุ กำเนิดของประชากร ง. การควบคุมหรอื ปอ้ งกันอากาศเสยี 4. ปัจจยั ท่กี ่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มน้อยท่ีสุดคือข้อใด ก. โรคภยั ข. การบรโิ ภค ค. การใชเ้ ทคโนโลยี ง. การเพ่ิมข้ึนของจำนวนประชากร 5.สาเหตสุ ำคญั ทส่ี ดุ ของวกิ ฤตการณป์ า่ ไมใ้ นประเทศไทยคือข้อใด ก. การเกิดน้ำทว่ ม ข. การทำเหมืองแร่ ค. การลักลอบตดั ไม้ทำลายป่า ง. การจดั สรา้ งสาธารณปู โภคของรฐั 6. ป่าไม้ประเภทใดที่ไม่พบในประเทศไทย
135 ก. ปา่ ดงดิบ ข. ป่าชายเลน ค. ป่าสนไทกา ง. ป่าพรุหรอื ป่าบึง 7. เพราะเหตใุ ดจึงควรมีการส่งเสรมิ สนิ คา้ ทเ่ี ปน็ มิตรต่อส่ิงแวดลอ้ ม ก. เพ่อื กระตุ้นให้มกี ารเลือกใช้วัตถุดิบชน้ั ดใี นการผลิต ข. เพ่อื สนบั สนนุ การผลติ ท่สี ง่ ผลเสียต่อธรรมชาตินอ้ ยที่สดุ ค. เพอ่ื ตอบสนองกระแสอนุรักษน์ ิยม ตามความต้องการของผูบ้ รโิ ภค ง. เพื่อให้ไดส้ ินค้าที่มกี ารออกแบบดี คณุ ภาพสงู ประหยดั เวลาในการผลติ 8. ข้อใดคือลกั ษณะสำคัญของระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม ก. ประชาชนไดร้ ับสวัสดกิ ารอย่างทั่วถงึ ข. เอกชนมีการดำเนนิ งานทางด้านเศรษฐกิจในรปู แบบหุ้นสว่ น ค. กลไกราคาเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ง. การทีร่ ัฐเข้ามาควบคุมการประกอบอาชีพของประชาชนเปน็ สว่ นใหญ่ 9. แนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียงไดเ้ ร่มิ บรรจุลงในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติฉบับใดเป็นฉบบั แรก ก. ฉบับที่ 9 ข. ฉบบั ที่ 10 ค. ฉบับท่ี 11 ง. ฉบับท่ี 12 10.ปจั จัยในข้อใดท่ีไม่เก่ียวขอ้ งกบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ในประเทศไทย ก. ปจั จัยทางการเมือง ข. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ค. ปัจจยั ด้านการลงทุน ง. ปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี
136 แบบเฉลยแบบทดสอบก่อน - หลังเรียน วิชา สังคมศกึ ษา (สค 31001) ระดบั ม.ปลาย 1. ง 2. ข 3. ง 4. ก 5. ค 6. ค 7. ข 8. ค 9. ค 10.ก
คณะผ้จู ัดทำ ทป่ี รกึ ษา ๑. นางสาวียะ พันธ์ุฤทธิ์ ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอกุดชุม คณะทำงาน ๑. นางบศุ รา คมจิตร ครชู ำนาญการ ประธานกรรมการ 2. นางสาวนัฐนาฏ เบญมาตย์ บรรณารกั ษป์ ฏบิ ัตกิ าร รองประธานกรรมการ 3 .นายบุญไตร พันเพช็ ร ครอู าสาสมัครฯ กรรมการ 4. นางสาวใกล้รุ่ง บุญภูงา ครู กศน.ตำบล กรรมการ 5. นางสาวชัญญน์ ติ า บุญอาจ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 6. นายนรนิ ทร์ มลุ ะสีวะ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 7. นางสาวบุษบา กองศรีมา ครู กศน.ตำบล กรรมการ 8. นายเมทนี ผลจนั ทร์ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 9. นางสาวสวุ ลกั ษณ์ ประทุมวัน ครู กศน.ตำบล กรรมการ ๑0.นางศิริพร ชาบุตรชิน ครู กศน.ตำบล กรรมการ 11.นางสาวปรานอม มาตขาว ครู กศน.ตำบล กรรมการ 12.นางสาวกฤษติกา ศภุ ชาติ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 13. นางสาวสิริกร แสงกลา้ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 14. นายฉนั ทติ ย์ ศรจี ันทร์ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 15.นางสาวชนิดาภา เขง่ หลา้ ครู กศน.ตำบล กรรมการ 16.นางสาวกิตติพร แก่นแก้ว ครูผ้สู อนคนพิการ กรรมการ 17.นางสาวชตุ ิมา ภพไตร พนกั งานจ้างเหมาบริการ กรรมการ 18.นายวเิ ชยี ร คำเบ้าเมอื ง ครผู ชู้ ่วย กรรมการและเลขานุการ
ผู้เรยี บเรยี ง นายวิเชยี ร คำเบ้าเมอื ง ครูผชู้ ว่ ย ผู้ออกแบบรูปเล่ม นายวิเชียร คำเบา้ เมอื ง ครูผู้ช่วย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142