Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุปนักธรรมเอก

สรุปนักธรรมเอก

Published by takfcpb4, 2021-08-30 21:25:45

Description: Summary_DhammaAke_v64

Search

Read the Text Version

โกลาหล๕ แปลวา่ ความแตกตน่ื หมายถงึ การแตกตื่นของเหล่าเทวดา มี ๕ อยา่ ง คือ ๑.* พทุ ธโกลาหล แตกตื่นวา่ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จะอบุ ตั ิขึน้ ในโลก ความเป็นมาวา่ เม่ือสทุ ธาวาสมหาพรหมทง้ั หลายลง มาเทย่ี วประกาศท่วั หม่ืนโลกธาตวุ า่ เบอื้ งหนา้ แต่นลี้ ว่ งไปอกี แสนปี พระสพั พญั ญจู ะบงั เกิดในโลก ถา้ ใครจ่ ะพบเห็น จงเวน้ จากเวรท้ัง ๕ อตุ ส่าหบ์ าํ เพญ็ ทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา กระทาํ การกศุ ลตา่ ง ๆ ดงั นี้ จงึ ทาํ ใหเ้ กิดพทุ ธโกลาหลขนึ้ ฯ ปี 50 ๒.กปั ปโกลาหล แตกต่ืนวา่ อีก ๑๐,๐๐๐ ปี กปั (โลกธาตแุ ละจกั รวาล)จะพินาศ ๓.จกั กวตั ตโิ กลาหล แตกต่นื วา่ อกี ๑๐๐ ปี พระเจา้ จกั รพรรดิ์จะอบุ ตั ิ ๔.มงคลโกลาหล แตกตนื่ วา่ อีก ๑๒ ปี พระพทุ ธเจา้ จะตรสั บอกมงคล ๕.โมไนยโกลาหล แตกตืน่ วา่ อีก ๗ ปี พระพทุ ธเจา้ จะตรสั บอกโมไนยปฏบิ ตั ิ (ปี 50) จงเลา่ ความเป็นมาของ *พทุ ธโกลาหล ตอบ เม่ือสทุ ธาวาสมหาพรหมทง้ั หลายลงมาเท่ยี วประกาศท่วั หม่นื โลกธาตวุ า่ เบอื้ งหนา้ แตน่ ลี้ ว่ งไปอกี แสนปี พระสพั พญั ญจู ะบงั เกิดในโลก ถา้ ใครจ่ ะพบเหน็ จงเวน้ จากเวรทง้ั ๕ อตุ สา่ หบ์ าํ เพ็ญทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา กระทาํ การกศุ ลต่าง ๆ ดงั นี้ จึงทาํ ใหเ้ กิดพทุ ธโกลาหลขนึ้ ฯ (ปี 49) บุพนิมิต ๕ ประการท่เี กดิ แกพ่ ระโพธิสตั ว์ กอ่ นจะจตุ ิลงปฏสิ นธิในครรภพ์ ระมารดาคอื อะไรบา้ ง? ตอบ คือ ๑. ดอกไมท้ ิพยป์ ระดบั กายเหย่ี วแหง้ ๒. ผา้ ภษู าท่ที รงเศรา้ หมอง ๓. เหง่ือไหลออกจากรกั แร้ ๔. รา่ งกายปรากฏชรา ๕. พระทยั กระสนั เป็นทกุ ข์ เหน่อื ยหน่ายจากเทวโลก ฯ สัมปทาคณุ ๓ ประการ ๑. เหตุสัมปทา คือการบาํ เพ็ญบารมมี าอย่างครบถว้ น ๒. ผลสมั ปทา คือการท่ที รงไดร้ บั ผลของบารมี ทาํ ใหม้ ีรูปกายประกอบดว้ ยมหาปรุ สิ ลกั ษณะ อานภุ าพ การละกเิ ลสและ พระญาณหย่งั รู้ เป็นตน้ ๓. สัตตปู การสมั ปทา คอื การท่ที รงบาํ เพ็ญประโยชนแ์ กช่ าวโลกดว้ ยพระทยั ท่ีบรสิ ทุ ธิ์ • ใน สัตตูปการสมั ปทา ประกอบดว้ ย… ๑. อาสยะ หมายถงึ ความมพี ระหฤทยั เยอื กเย็นดว้ ยความกรุณา ปรารถนาคณุ ประโยชนอ์ ยเู่ ป็นนิตย์ แมใ้ นบคุ คลท่ที าํ ผดิ ตอ่ พระองคม์ ี พระเทวทตั เป็นตน้ กย็ งั ทรงกรุณา ๒. ปโยคะ หมายถึง ความมีพระหฤทยั มไิ ดม้ งุ่ หวงั ตอ่ อามสิ เทศนาส่งั สอนสตั วด์ ว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิคอื ศลี สมาธิ ปัญญา (ปี 63, 59) อาสยะ และ ปโยคะ ในสตั ตปู การสมั ปทา หมายถงึ อะไร ? ตอบ อาสยะ หมายถึง ความมีพระหฤทยั เยือกเยน็ ดว้ ยความกรุณา ปรารถนาคณุ ประโยชนอ์ ยเู่ ป็นนติ ย์ แมใ้ นบคุ คลท่ที าํ ผิดต่อพระองคม์ ีพระ เทวทตั เป็นตน้ กย็ งั ทรงกรุณา ปโยคะ หมายถึง ความมพี ระหฤทยั มไิ ดม้ ่งุ หวงั ตอ่ อามสิ เทศนาส่งั สอนสตั วด์ ว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั คิ อื ศลี สมาธิ ปัญญา ฯ (หมายเหตุ ขอ้ นถี้ อื วา่ ยาก เนอื้ หาอยู่ในหนงั สอื “ปฐมสมโพธ”ิ ของสมเดจ็ พระสมณเจา้ ในหลกั สตู รนกั ธรรม จะเล่าเรือ่ งราวทเี่ กีย่ วกบั ประวตั ิ ของพระพทุ ธเจา้ ไมม่ ีใครอ่านไปสอบเพราะมเี นอื้ หาเยอะ) (ปี 49) สมั ปทาคณุ ๓ ประการของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ คอื อะไรบา้ ง? เกดิ ผลดีอยา่ งไร? ตอบ คือ ๑. เหตสุ มั ปทา คอื การบาํ เพญ็ บารมมี าอย่างครบถว้ น ๒. ผลสมั ปทา คอื การท่ที รงไดร้ บั ผลของบารมี ทาํ ใหม้ ีรูปกายประกอบดว้ ยมหาปรุ ิสลกั ษณะ อานภุ าพ การละกิเลสและ พระญาณหย่งั รู้ เป็นตน้ ๓. สตั ตปู การสมั ปทา คือการท่ีทรงบาํ เพ็ญประโยชนแ์ กช่ าวโลกดว้ ยพระทยั ท่ีบรสิ ทุ ธิ์ ฯ 2|P a g e

ทาํ ใหพ้ ระองคท์ รงเป็นท่ตี งั้ แหง่ ศรทั ธาและความเลอ่ื มใสของบณั ฑิตชน ทง้ั เทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลายจะพงึ ปรารภเป็นอารมณ์แลว้ ก่อสรา้ งส่งั สมบญุ กศุ ลใหไ้ พบลู ย์ ฯ (ปี 48) รูปกายอบุ ตั แิ ละธรรมกายอบุ ตั ิ แหง่ พระมหาบรุ ุษนน้ั มคี วามหมายว่าอยา่ งไร? ตอบ รูปกายอบุ ตั ิ คอื ความอบุ ตั ใิ นสมยั ลงส่พู ระครรภแ์ ละในสมยั ประสตู จิ ากพระครรภ์ ส่วนธรรมกายอบุ ตั ิ คอื การตรสั รูพ้ ระอนตุ รสมั มาสมั โพธิญาณ ฯ (ปี 47) ปัญจมหาวิโลกนะ คืออะไร? มคี วามเป็นมาอย่างไร? ตอบ คอื การพิจารณาถงึ ความเหมาะสมใหญ่ ๕ ประการ ฯ มคี วามเป็นมาอยา่ งนี้ คือเม่ือพระมหาสตั วเ์ ป็นสนั ตสุ ติ เทวราชอย่ใู นดสุ ติ เทวโลก หมเู่ ทวดามาทลู อาราธนาใหจ้ ตุ ลิ งไปบงั เกดิ ในครรภพ์ ระมารดา ในลาํ ดบั นน้ั พระมหาสตั วย์ ังมไิ ดท้ รงใหป้ ฏิญญาแก่หมเู่ ทวดาผมู้ าทลู อาราธนา ตอ่ เม่อื ทรงพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะแลวั จงึ ทรงใหป้ ฏญิ ญา ฯ (ปี 47) พระบารมี ๑๐ ย่อมอบรมพระอธั ยาศยั ทาํ พระหฤทยั ใหห้ นกั แนน่ จนสามารถพิชติ มารได้ พระบารมี ๑๐ นนั้ มอี ะไรบา้ ง? ตอบ มี ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. เนกขมั มะ ๔. ปัญญา ๕. วิรยิ ะ ๖. ขนั ติ ๗. สจั จะ ๘. อธิษฐาน ๙. เมตตา ๑๐. อเุ บกขาฯ (ปี 45) พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรงประกอบดว้ ยสมั ปทาคณุ ก่ีประการ? อะไรบา้ ง? ในวนั ท่พี ระมหาบรุ ุษประสตู นิ นั้ สหชาตทิ ่เี กิดพรอ้ มรว่ มวนั กบั พระองคม์ อี ะไรบา้ ง? ตอบ ๓ ประการ คือเหตสุ มั ปทา ผลสมั ปทา สตั ตปู การสมั ปทา ฯ มีพระนางพมิ พา พระอานนท์ กาฬทุ ายอี มาตย์ ฉนั นะอมาตย์ มา้ กณั ฐกะ ตน้ มหาโพธิ์ และขมุ ทองทงั้ ๔ ฯ พทุ ธคุณ (ปี 54) นวหรคณุ คอื พระพทุ ธคณุ ๙ บท บทไหนปรากฏแกพ่ ระพทุ ธองคเ์ ตม็ ท่ี ท่ไี หน? เม่ือไร? ตอบ พระพทุ ธคณุ บทว่า อรหํ สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺโธ วชิ ฺชาจรณสมฺปนฺโน สคุ โต โลกวิทู พทุ โฺ ธ ภควา ปรากฏแก่พระพทุ ธองคเ์ ต็มท่ี ณ ควงไมพ้ ระมหา โพธิ ตาํ บลอรุ ุเวลาเสนานคิ ม แควน้ มคธ ตงั้ แตค่ รงั้ แรกตรสั รูพ้ ระอนตุ รสมั มาสมั โพธิญาณ ฯ พระพทุ ธคณุ บทวา่ อนตุ ตฺ โร ปรุ สิ ทมฺมสารถิ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ ปรากฏแกพ่ ระพทุ ธองคเ์ ต็มท่ที ่ปี ่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ในพระนครพาราณสี ตงั้ แตค่ รงั้ แสดงอนตุ รธรรมจกั รใหเ้ ป็นไปแก่ภกิ ษุปัญจวคั คยี ์ ฯ พุทธจริยวตั ร (ปี 62, 46) พระพทุ ธองคท์ รงประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาท่ีไหนเป็นแหง่ แรก ? ทรงเห็นประโยชนอ์ ะไรจงึ ทรงประดษิ ฐาน ณ ท่นี น้ั ? ตอบ ท่ี กรุงราชคฤห์ ฯ เพราะทรงเหน็ ว่าเมืองนเี้ ป็นเมืองท่บี รบิ รู ณม์ ่งั ค่งั และมศี าสดาเจา้ ลทั ธิมาก ถา้ ไดโ้ ปรดคนเหล่านใี้ หเ้ กดิ ความเลือ่ มใสไดแ้ ลว้ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาก็สะดวกและรวดเรว็ ย่ิงขนึ้ เพราะศาสดาเจา้ ลทั ธิตา่ ง ๆ นน้ั ลว้ นมีคนนบั ถือมาก ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ ทรงเลือกเมอื งนี้เป็นท่ี ประดิษฐานพระพทุ ธศาสนาเป็นแหง่ แรก ฯ (ปี 52) พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมโปรดพทุ ธบรษิ ัทดว้ ยอาการ ๔ อยา่ ง อะไรบา้ ง? ตอบ ดว้ ยอาการดงั นี้ ๑. สนั ทสั สนา อธิบายใหแ้ จ่มแจง้ ใหเ้ ขา้ ใจชดั ๒. สมาทปนา ชวนใหม้ แี กใ่ จสมาทานคอื ทาํ ตาม ๓. สมตุ เตชนา ชกั นาํ ใหเ้ กิดอตุ สาหะอาจหาญเพ่อื จะทาํ ๔. สมั ปหงั สนา พยงุ ใหร้ า่ เรงิ ในอนั ทาํ ฯ 3|P a g e

(ปี 46) พระพทุ ธองคท์ รงประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาท่ไี หนเป็นแห่งแรก? ทรงเห็นประโยชนอ์ ะไรจงึ ทรงประดษิ ฐาน ณ ท่นี นั้ ? การท่พี ระพทุ ธ องคท์ รงสามารถประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาไดม้ ่นั คง เพราะทรงส่งั สอนโดยอาการอยา่ งไรบา้ ง ? ตอบ ท่ี กรุงราชคฤห์ ฯ เพราะทรงเห็นวา่ เมอื งนเี้ ป็นเมอื งท่บี รบิ รู ณม์ ่งั ค่งั และ มศี าสดาเจา้ ลทั ธิมาก ถา้ ไดโ้ ปรดคนเหล่านใี้ หเ้ กดิ ความเลอื่ มใสไดแ้ ลว้ การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนากส็ ะดวกและรวดเรว็ ยง่ิ ขนึ้ เพราะศาสดา เจา้ ลทั ธิต่างๆ นนั้ ลว้ นมศี ษิ ยานศุ ษิ ยม์ าก ผคู้ นนบั ถือมาก ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ ทรงเลือกเมอื งนเี้ ป็นท่ีประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาเป็นแหง่ แรก ฯ โดยอาการ ๓ อยา่ ง คือ ๑. ทรงส่งั สอนใหผ้ ฟู้ ังรูย้ ง่ิ เหน็ จรงิ ในธรรมท่คี วรรูค้ วรเห็น ๒. ทรงส่งั สอนมีเหตมุ ผี ลท่ผี ฟู้ ังอาจตรองตามใหเ้ หน็ จรงิ ได้ ๓. ทรงส่งั สอนเป็นอศั จรรยท์ ่ผี ปู้ ฏบิ ตั ิตาม ย่อมไดร้ บั ผลโดยสมควรแก่การปฏิบตั ิ ฯ (ปี 44) พระพทุ ธเจา้ ทรงส่งั สอนคฤหสั ถด์ ว้ ยวิธี ๔ สถานนน้ั ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง? ในการสอนธรรมของพระพทุ ธองคน์ นั้ ทรงมจี ดุ ม่งุ หมายอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ไดแ้ ก่ ๑. สนั ทสั สนา ชีใ้ หช้ ดั ใหเ้ ห็นแจม่ แจง้ ในสมั มาปฏิบตั ิ ๒. สมาทปนา ชวนใหป้ ฏบิ ตั ิ แสดงเหตผุ ลใหเ้ หน็ สมจรงิ ๓. สมตุ เตชนา ใหอ้ าจหาญ มกี าํ ลงั ใจในสมั มาปฏบิ ตั ิ ๔. สมั ปหงั สนา ใหร้ า่ เรงิ แช่มช่ืน ในการปฏิบตั ติ ามธรรมของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ฯ อยา่ งนคี้ ือ ๑. เพ่อื ใหผ้ ฟู้ ังไดร้ ูเ้ ห็นในสงิ่ ท่คี วรรูค้ วรเห็น ๒. เพ่อื ใหผ้ ฟู้ ังใชเ้ หตผุ ลตรองตามจนเห็นจรงิ ๓. เพ่อื ใหผ้ ฟู้ ังนาํ ไปปฏบิ ตั แิ ละไดร้ บั ผลของการปฏบิ ตั ติ ามสมควรแกก่ ารปฏบิ ตั ิของตน ๆ ฯ กาเนดิ ศากยวงศ์ (ปี 61, 55) ศากยวงศส์ บื เชือ้ สายมาจากใคร? ท่ไี ดน้ ามวา่ ศากยะ เพราะเหตไุ ร? ตอบ สืบเชอื้ สายมาจากพระเจา้ โอกกากราช ฯ เพราะเหตุ ๒ ประการ คอื ๑. เพราะไดช้ ่ือตามชนบทท่ตี งั้ เมือง ๒. เพราะมคี วามกลา้ หาญ สามารถตงั้ เมืองไดเ้ อง ฯ พระมหาบุรุษประสูติ (ปี 62, 44) พระพทุ ธองคท์ รงยนื ยนั พระองคเ์ องว่า เป็นสมั มาสมั พทุ ธะ เพราะทรงอาศยั เหตอุ ะไร ? ตอบ เพราะทรงอาศยั เหตทุ ่ตี รสั รูอ้ รยิ สจั ๔ อนั มรี อบ ๓ มีอาการ ๑๒ อยา่ ง แจม่ แจง้ ครบถว้ นทกุ ประการ จึงทรงปฏิญาณพระองคว์ ่า เป็น สมั มาสมั พทุ ธะ ฯ (ปี 60, 44) อาสภิวาจาคอื วาจาเช่นไร ? มใี จความว่าอยา่ งไร ? ตอบ คือวาจาทเ่ี ปลง่ อยา่ งองอาจ เป็นภาษิตของบรุ ุษพิเศษอาชาไนยฯ มใี จความวา่ เราเป็นผเู้ ลศิ เป็นผใู้ หญ่ เป็นผปู้ ระเสรฐิ แหง่ โลกฯ (ปี 55) พระวาจาท่พี ระมหาบรุ ุษทรงเปลง่ ครงั้ แรก เรยี กวา่ อะไร? ความวา่ อยา่ งไร? ตอบ อาสภิวาจา ฯ ความวา่ “เราเป็นผเู้ ลิศแหง่ โลก (อคโฺ คหมสฺมิ โลกสสฺ ) เราเป็นผเู้ จรญิ แห่งโลก (เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส) เราเป็นผปู้ ระเสรฐิ แหง่ โลก (เสฏฺโฐหมสมฺ ิ โลกสสฺ ) ชาตินเี้ ป็นชาติสดุ ทา้ ย (อยมนตฺ ิมา ชาติ) บดั นี้ ภพใหม่มิไดม้ ี (นตฺถทิ านิ ปนุ พฺภโว)” ฯ 4|P a g e

(ปี 49) เม่ือเจา้ ชายสิทธตั ถะประสตู ิ มปี าฏิหารยิ อ์ ะไรเกดิ ขนึ้ บา้ ง ? ตอบ มปี าฏหิ ารยิ ์ ๗ อยา่ ง คือ ๑. พระมารดาทรงประทบั ยืน ๒. ประสตู ไิ ม่เปรอะเปือ้ นดว้ ยครรภมลทนิ ๓. มีเทวดามาคอยรบั ก่อน ๔. มธี ารนาํ้ รอ้ นนา้ํ เย็นตกลงมาจากอากาศสนานพระกาย ๕. เม่ือประสตู ิออกมาทรงเดินได้ ๗ กา้ ว ๖. ทรงเปล่งวาจาเป็นบพุ พนมิ ิตแหง่ พระสมั มาสมั โพธิญาณ ๗. แผน่ ดินไหว ฯ (ปี 46) พระวาจาท่พี ระมหาบรุ ุษทรงเปล่งในวนั ประสตู นิ น้ั เรยี กวา่ อะไร? ใจความโดยยอ่ อย่างไร? พระพทุ ธกจิ ๕ อย่าง มีอะไรบา้ ง? ขอ้ ไหนท่ที รงบาํ เพญ็ เป็นนจิ ตราบเท่าปรนิ พิ พาน? ตอบ เรยี กวา่ อาสภิวาจา ฯ ใจความยอ่ วา่ “ เราเป็นผเู้ ลศิ เป็นยอดแหง่ โลก เราเป็นผเู้ จรญิ ผใู้ หญแ่ ห่งโลก เราเป็นผปู้ ระเสรฐิ แห่งโลก ความ บงั เกดิ ชาตนิ มี้ ี ณ ท่สี ดุ บดั นี้ ความบงั เกิดอกี มไิ ดม้ ี ” ฯ มี ๕ อยา่ ง ฯ คือ ๑. เวลาเชา้ เสดจ็ ออกบิณฑบาต ๒. เวลาเย็น ทรงแสดงธรรม ๓. เวลาย่าํ คา่ํ ทรงโอวาทภิกษุ ๔. เวลาเทย่ี งคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา ๕. เวลาย่าํ รุง่ ทรงตรวจดเู วไนยสตั ว์ ฯ ยกเวน้ ขอ้ เสดจ็ ออกบิณฑบาต นอกนนั้ ทรงบาํ เพญ็ เป็นนจิ ตราบเท่าปรินิพพาน ฯ บาเพญ็ ทกุ รกิริยา (ปี 59, 55) การท่พี ระพทุ ธองคท์ รงเลิกการทรมานพระวรกายแลว้ กลบั มาเสวยพระกระยาหาร เพราะทรงพิจารณาเห็นอยา่ งไร? ตอบ เพราะ ทรงพิจารณาเห็นว่า คนท่ีไมบ่ รโิ ภคอาหารจนรา่ งกายหมดกาํ ลงั ไม่สามารถบาํ เพญ็ เพยี รทางจติ ได้ ฯ (ปี 53) สตานสุ ารีวิญญาณ คืออะไร? เกิดขนึ้ แกพ่ ระมหาบรุ ุษ ความวา่ อยา่ งไร? ตอบ วญิ ญาณไปตามสติ ฯ ความวา่ ทกุ รกิรยิ านี้ จกั ไมเ่ ป็นทางเพ่อื การตรสั รู้ แตอ่ านาปานสติปฐมฌาน จกั เป็นทางเพ่อื การตรสั รูแ้ น่ฯ (ปี 49) ในการบาํ เพ็ญเพยี รเพ่ือบรรลสุ มั มาสมั โพธิญาณของพระโพธิสตั ว์ อยากทราบว่าการบาํ เพญ็ ทกุ รกริ ยิ าและอปุ มา ๓ ขอ้ อยา่ งไหนเกดิ ก่อน? ทรงมเี หตผุ ลอยา่ งไร? ตอบ อปุ มา ๓ ขอ้ เกดิ กอ่ น การบาํ เพญ็ ทกุ รกิรยิ าเกิดภายหลงั ฯ เพราะเม่ืออปุ มา ๓ ขอ้ มาปรากฏแกพ่ ระองคแ์ ลว้ ทรงคิดจะบาํ เพญ็ เพยี ร เพ่อื ปอ้ งกนั จติ ไมใ่ หน้ อ้ มไปในกามารมณไ์ ด้ จงึ ทรงบาํ เพ็ญทกุ รกิริยา ฯ (ปี 49) อปาณกฌาน ไดแ้ กอ่ ะไร? พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงบาํ เพญ็ ครงั้ ไหน? และไดร้ บั ผลอย่างไร? ตอบ ไดแ้ กค่ วามเพง่ ไม่มีปราณ คอื ไม่มลี มอสั สาสะปัสสาสะ โดยเนอื้ ความก็คอื กลนั้ ลมหายใจไม่ใหด้ าํ เนินทางจมกู และทางปาก ฯ ไดท้ รง บาํ เพญ็ ในคราวทรงทาํ ทกุ รกิรยิ า ฯ ไม่ไดร้ บั ผลท่ที รงมงุ่ หวงั กลบั เป็นการทรมานรา่ งกายใหล้ าํ บากเปล่าฯ (ปี 45) อปาณกฌาน ไดแ้ กอ่ ะไร? พระพทุ ธองคท์ รงบาํ เพ็ญฌานนใี้ นคราวใด ? และไดร้ บั ผลท่มี ่งุ หวงั หรอื ไม่ อยา่ งไร? ตอบ ไดแ้ ก่ ความเพง่ ไมม่ ีลมปราณ คอื ไมม่ ีลมอสั สาสะปัสสาสะ โดยเนอื้ ความกค็ ือกลนั้ ลมหายใจไมใ่ หด้ าํ เนนิ ทางจมกู และปาก ซ่งึ เป็น ทางเดินโดยปกติ ฯ ในคราวทรงทาํ ทกุ กรกิรยิ าฯ ไม่ไดร้ บั ผลท่มี งุ่ หวงั แตเ่ ป็นการทรมานรา่ งกายใหล้ าํ บากเปลา่ ฯ 5|P a g e

ก่อนตรัสรู้ (ปี 62, 60, 50) พระพทุ ธองคท์ รงอธิษฐานจาตรุ งคมหาปธาน มใี จความวา่ อย่างไร? ท่ไี หน? และไดร้ บั ผลอย่างไร? ตอบ มใี จความว่า หากยงั ไม่บรรลพุ ระสมั มาสมั โพธิญาณแลว้ จกั ไมล่ กุ ขึน้ แมเ้ นอื้ และเลอื ดจะแหง้ เหือดไป เหลือแต่หนงั เอน็ และกระดกู ก็ ตามที ฯ ท่ีตาํ บลอรุ ุเวลาเสนานิคม ภายใตต้ น้ พระศรีมหาโพธิ์ ฯ ไดร้ บั ผลคือ บรรลพุ ระสมั มาสมั โพธิญาณสมดงั พระหฤทยั ฯ (ปี 50) พระมหาสบุ นิ นิมติ ก่อนจะตรสั รูท้ ่วี า่ เสดจ็ จงกรมบนภเู ขาอจุ จาระโดยพระบาทไม่แปดเปือ้ น หมายถงึ อะไร? ตอบ หมายถงึ จะทรงไดป้ ัจจยั ทงั้ ๔ แตม่ ิไดม้ ีพระทยั ปลโิ พธิเออื้ เฟื้อในปัจจยั ทง้ั ปวง ฯ ขณะตรัสรู้ (ปี 52) ปฏิจจสมปุ บาทคืออะไร? พระพทุ ธเจา้ ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาท ท่ที รงกาํ หนดรูแ้ ลว้ นนั้ อย่างไร? ณ สถานท่ใี ด? ตอบ คอื สภาพอาศยั ปัจจยั เกิดขนึ้ ฯ ทรงพจิ ารณาตามลาํ ดบั และถอยกลบั ทงั้ ขา้ งเกดิ ขา้ งดบั ตลอดยาม ๓ แหง่ ราตรีฯ ณ ภายใตร้ ม่ ไมม้ หา โพธิ์ ฯ (ปี 50) ปัญญาอนั รูเ้ หน็ ตามเป็นจรงิ แลว้ อย่างไรในอรยิ สจั ๔ ซง่ึ มรี อบ ๓ มอี าการ ๑๒ ทาํ ใหพ้ ระพทุ ธองคท์ รงยืนยนั ไดว้ า่ เป็นผตู้ รสั รูเ้ องโดย ชอบ ท่วี า่ รอบ ๓ อาการ ๑๒ คืออยา่ งไร? ตอบ คือ ปัญญาอนั รูเ้ ห็นตามเป็นจรงิ วา่ นที้ กุ ข์ ทกุ ขน์ นั้ ควรกาํ หนดรู้ ทกุ ขน์ น้ั ไดก้ าํ หนดรูแ้ ลว้ นเี้ หตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ เหตใุ หเ้ กิดทกุ ขน์ นั้ ควรละ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ขน์ นั้ ไดล้ ะแลว้ นเี้ หตใุ หท้ กุ ขด์ บั เหตใุ หท้ กุ ขด์ บั นนั้ ควรทาํ ใหแ้ จง้ เหตใุ หท้ กุ ขด์ บั นนั้ ไดท้ าํ ใหแ้ จง้ แลว้ นขี้ อ้ ปฏิบตั ิใหถ้ ึงความดบั ทกุ ข์ ขอ้ ปฏบิ ตั ินนั้ ควรทาํ ใหเ้ กดิ ขอ้ ปฏิบตั นิ นั้ ไดท้ าํ ใหเ้ กดิ แลว้ ฯ (ปี 46) ความเป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ นนั้ สาํ เรจ็ ดว้ ยญาณอะไร? เพราะเหตไุ ร? พระพทุ ธองค์ ครนั้ ตรสั รูแ้ ลว้ ทรงเปลง่ พระอทุ านในยาม สดุ ทา้ ย มีความวา่ อยา่ งไร? ตอบ ดว้ ยอาสวกั ขยญาณ ฯ เพราะอาสวกั ขยญาณ คือความรูเ้ ป็นเหตสุ นิ้ อาสวะ คอื เครอ่ื งเศรา้ หมองอนั หมกั หมมในจติ สนั ดาน ฯ มคี วามว่า “ เม่ือใดธรรมทง้ั หลายปรากฏชดั แกพ่ ราหมณผ์ มู้ ีเพยี รเพง่ อยู่ พราหมณน์ น้ั ยอ่ มกาํ จดั เสนามาร คือชรา พยาธิ มรณะ เสีย ได้ ดจุ พระอาทติ ยอ์ ทุ ยั กาํ จดั มืดทาํ อากาศใหส้ วา่ งขนึ้ ฉะนน้ั ” ฯ (ปี 43) ลกั ษณะทง้ั ๒ ท่พี ระพทุ ธองคท์ รงเหน็ ในมชั ฌิมยามแหง่ ราตรตี รสั รูค้ อื อะไรบา้ ง? พระอทุ านท่พี ระพทุ ธองคท์ รงเปลง่ ในปัจฉิมยามมี ความวา่ อยา่ งไร? ตอบ คือ ๑. ปัจจตั ตลกั ษณะ ไดแ้ ก่การกาํ หนดโดยความเป็นกอง ๒. สามญั ลกั ษณะ ไดแ้ กก่ ารกาํ หนดโดยความเป็นสภาพเสมอกนั คอื ความเป็นของไมเ่ ท่ยี ง ฯ มีความว่า เม่ือใดธรรมทงั้ หลายปรากฏชดั แก่พราหมณผ์ มู้ ีเพียรเพง่ อยู่ พราหมณน์ น้ั ย่อมกาํ จดั เสนามาร คอื ชรา พยาธิ มรณะเสยี ได้ ดจุ พระ อาทติ ยอ์ ทุ ยั ขึน้ กาํ จดั มืด ทาํ อากาศใหส้ ว่างฉะนน้ั ฯ หลังตรัสรู้ (ปี 63, 54) พระพทุ ธเจา้ หลงั จากไดต้ รสั รูแ้ ลว้ ทรงเปล่งอทุ านในยามสดุ ทา้ ยว่าอยา่ งไร? ตอบ ทรงเปลง่ อทุ านว่า เม่ือใดธรรมทงั้ หลายปรากฏแกพ่ ราหมณผ์ มู้ เี พยี รเพง่ อยู่ เม่ือนนั้ พราหมณน์ นั้ ยอ่ มกาํ จดั มารและเสนามารเสยี ได้ ดจุ พระอาทติ ยอ์ ทุ ยั กาํ จดั มดื ใหส้ วา่ งฉะนนั้ ฯ 6|P a g e

(ปี 61) ภพั พบคุ คล คือบคุ คลเชน่ ใด ? ประเภทท่ี ๑ ทา่ นเปรียบดว้ ยอะไร ? ตอบ ภพั พบคุ คล คอื บคุ คลผสู้ ามารถจะตรสั รูธ้ รรมได้ ฯ อคุ ฆตติ ญั ญู เปรียบดว้ ยดอกบวั พน้ นา้ เม่ือตอ้ งแสงพระอาทติ ย์ ก็จกั บานในวนั นน้ั ฯ (ปี 58) พระพทุ ธองคท์ รงปฏญิ าณวา่ เป็นสมั มาสมั พทุ ธะ เพราะทรงอาศยั เหตอุ ะไร ? ตอบ ทรงอาศยั เหตทุ ่ตี รสั รูอ้ รยิ สจั ๔ อยา่ งแจม่ แจง้ ครบถว้ นทกุ ประการ จงึ ทรงปฏญิ าณวา่ เป็นสมั มาสมั พทุ ธะ ฯ (ปี 58) พทุ ธจกั ษุ กบั ธรรมจกั ษุ ต่างกนั อยา่ งไร ? แต่ละอยา่ งใครไดเ้ ป็นคนแรก ? ตอบ พทุ ธจกั ษุ คอื จกั ษุของพระพทุ ธเจา้ หมายถึงพระปัญญาของพระพทุ ธองคท์ ่ที รงพิจารณาเห็นอปุ นสิ ยั แห่งเวไนยสตั ว์ สว่ นธรรมจกั ษุ คือ ดวงตาเหน็ ธรรม ไดแ้ ก่โสดาปัตตมิ รรค สกทาคามิมรรค อนาคามมิ รรค ท่เี กดิ ขนึ้ แก่ผฟู้ ังธรรม ฯ พทุ ธจกั ษุ เป็นคณุ สมบตั เิ ฉพาะพระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธองคจ์ ึงทรงไดเ้ ป็นพระองคแ์ รก และพระองคเ์ ดยี ว ส่วนธรรมจกั ษุพระอญั ญาโกณ ฑญั ญะไดเ้ ป็นองคแ์ รก ฯ (ปี 57) ขณะท่พี ระพทุ ธองคป์ ระทบั เสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ ณ รตั นฆรเจดยี ์ ทรงพิจารณาธรรมอะไร? ตอบ ทรงพิจารณาพระอภธิ รรม ฯ (ปี 54) อนิมสิ เจดียแ์ ละรตั นจงกรมเจดยี ์ เป็นสถานท่ที ่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงกระทาํ กจิ อะไร? ตอบ อนิมิสเจดีย์ เป็นสถานท่ที ่พี ระพทุ ธเจา้ ประทบั ยืนจอ้ งดตู น้ พระมหาโพธิโดยมิไดก้ ระพรบิ พระเนตรตลอด ๗ วนั รตั นจงกรมเจดยี เ์ ป็น สถานท่ี ท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงนิรมติ ท่จี งกรมขนึ้ แลว้ เสดจ็ จงกรม ณ ท่นี น้ั ถว้ น ๗ วนั (ปี 54) ภพั พบคุ คลและอภพั พบคุ คล ท่ที า่ นเปรียบกบั ดอกบวั ๔ เหล่า คือบคุ คลประเภทใดบา้ ง? ตอบ ภพั พบคุ คลคือบคุ คลผสู้ ามารถจะตรสั รูธ้ รรมได้ ไดแ้ ก่ อคุ ฆตติ ญั ญทู ่เี ปรยี บดว้ ยดอกบวั พน้ นาํ้้ วปิ จติ ญั ญทู ่เี ปรียบดว้ ยดอกบวั เสมอนา้ํ และเนยยะท่เี ปรียบดว้ ยดอกบวั ท่ยี งั อยใู่ นนา้ํ ส่วนอภพั พบคุ คลคือบคุ คลผไู้ ม่สามารถจะตรสั รูธ้ รรมได้ ไดแ้ ก่ ปทปรมะท่เี ปรียบดว้ ยดอกบวั ทเ่ี ป็นภกั ษาหารแห่งปลาและเตา่ ฯ (ปี 52) ภายหลงั แต่ตรสั รูแ้ ลว้ ในสปั ดาหท์ ่ี ๗ พระพทุ ธเจา้ เสด็จประทบั อยทู่ ่ไี หน? และมีเหตกุ ารณส์ าํ คญั ตามท่ีพระคนั ถรจนาจารยก์ ล่าวไว้ อย่างไรบา้ ง? ตอบ ในสปั ดาหท์ ่ี ๗ เสด็จประทบั อยภู่ ายใตไ้ มร้ าชายตนะ มพี ่อคา้ ๒ คน ช่ือตปสุ สะและภลั ลิกะเดินทางผา่ นมา ไดถ้ วายขา้ วสตั ตผุ งสตั ตุ กอ้ น และแสดงตนเป็นอบุ าสกถงึ รตั นะ ๒ เป็นคแู่ รกในโลก ฯ (ปี 51) ในขณะเสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ ใตร้ ม่ ไมม้ หาโพธิ์ พระพทุ ธเจา้ ทรงพจิ ารณา ขอ้ ธรรมอะไร? และธรรมนนั้ มีใจความย่อว่าอยา่ งไร? ตอบ ทรง พจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาท ฯ มใี จความย่อวา่ สภาวะอยา่ งหนึ่งเป็นผลเกิดแตเ่ หตอุ ยา่ งหนง่ึ แลว้ ซา้ํ เป็นเหตยุ งั ผลอยา่ งอืน่ ใหเ้ กดิ ตอ่ ไปอกี เหมือนลกู โซ่เกี่ยวคลอ้ งกนั เป็นสาย ฯ พทุ ธกจิ (ปี 56) ในพทุ ธกจิ จกถา พระพทุ ธองคท์ รงแสดงธรรมโปรดเวไนยสตั วด์ ว้ ยทรง มงุ่ ประโยชนอ์ ะไร? ตอบ ทรงม่งุ ประโยชนท์ ง้ั ๓ คือ ๑. ทฏิ ฐธรรมิกตั ถประโยชน์ คอื ประโยชนท์ ่จี ะพึงไดใ้ นปัจจบุ นั ๒. สมั ปรายิกตั ถประโยชน์ คอื ประโยชนท์ ่จี ะพงึ ไดใ้ นภายหนา้ ๓. ปรมตั ถประโยชน์ คือประโยชนอ์ ยา่ งยงิ่ ไดแ้ ก่ วิมตุ ติ ความหลดุ พน้ พเิ ศษ ฯ (ปี 46) พระวาจาท่พี ระมหาบรุ ุษทรงเปล่งในวนั ประสตู นิ น้ั เรียกวา่ อะไร? ใจความโดยยอ่ อย่างไร? พระพทุ ธกิจ ๕ อย่าง มอี ะไรบา้ ง? ขอ้ ไหนท่ที รงบาํ เพ็ญเป็นนิจตราบเท่าปรนิ ิพพาน? 7|P a g e

ตอบ เรยี กวา่ อาสภิวาจา ฯ ใจความยอ่ วา่ “ เราเป็นผเู้ ลิศเป็นยอดแห่งโลก เราเป็นผเู้ จรญิ ผใู้ หญแ่ หง่ โลก เราเป็นผปู้ ระเสรฐิ แห่งโลก ความ บงั เกดิ ชาตนิ มี้ ี ณ ท่ีสดุ บดั นี้ ความบงั เกิดอกี มิไดม้ ี ” ฯ มี ๕ อย่าง ฯ คอื ๑. เวลาเชา้ เสดจ็ ออกบณิ ฑบาต ๒. เวลาเยน็ ทรงแสดงธรรม ๓. เวลายา่ํ คา่ํ ทรงโอวาทภกิ ษุ ๔. เวลาเทย่ี งคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา ๕. เวลาย่าํ รุง่ ทรงตรวจดเู วไนยสตั ว์ ฯ ยกเวน้ ขอ้ เสดจ็ ออกบณิ ฑบาต นอกนนั้ ทรงบาํ เพ็ญเป็นนจิ ตราบเทา่ ปรนิ ิพพาน ฯ พระปัญจวคั คยี ์ • ปัญจวัคคยี ์ (คอยอปุ ัฏฐากพระมหาบรุ ุษ) ไดแ้ ก่ โกณฑญั ญะ วปั ปะ ภัททยิ ะ มหานามะ อสั สชิ ในวนั อาสาฬหบชู า พระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมจกั รกัปปวัตตนสูตร ท่ปี ่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี วา่ บรรพชิตไม่ควรเสพ ๑.กาม สขุ ลั ลิกานโุ ยค ๒.อตั ตกิลมถานโุ ยค มชั ฌิมาปฏปิ ทา ขอ้ ปฏบิ ตั ิอนั เป็นทางสายกลางอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ และอริยสจั ๔] บรรลุเป็ นพระอรหนั ตพ์ ร้อมกนั ทงั้ หมดในวันแรม ๕ ค่าเดอื น ๘ ดว้ ยธรรมะช่ือว่า อนตั ตลักขณสตู ร (*** อนตั ตลกั ขณสตู ร ใจความว่า “ขนั ธท์ งั้ ๕ เป็นของไมเ่ ท่ียง เป็ นทุกข์ เป็ นอนัตตา ไม่ควรยดึ ม่นั ”) • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมวา่ “ สงิ่ ใดสงิ่ หน่ึง มคี วามเกดิ เป็ นธรรมดา ส่ิงน้ันทงั้ หมดมคี วามดับไปเป็ น ธรรมดา ” • ปัญจวคั คีย์ -> ธรรมจกั รกปั ปวตั ตนสตู ร(มชั ฌมิ าปฏิปทา อรยิ สจั ๔) และอตั ตลกั ขณสตู ร (ปี 55) เม่ือพระเบญจวคั คียไ์ ดด้ วงตาเหน็ ธรรม ไดอ้ ปุ สมบทดว้ ยเอหิภิกขอุ ปุ สมั ปทาแลว้ พระบรมศาสดาทรงพิจารณาเห็นอย่างไร จึงทรงแสดงอนตั ตลกั ขณสตู รโปรดพระเบญจวคั คยี ?์ ตอบ ทรงพจิ ารณาเหน็ ว่า พระเบญจวคั คียต์ งั้ อยใู่ นท่แี หง่ สาวก มีอนิ ทรยี ค์ ือศรทั ธาเป็นตน้ แก่กลา้ ควรเจรญิ วปิ ัสสนาเพ่ือวมิ ตุ ไิ ดแ้ ลว้ จงึ ทรง แสดงอนตั ตลกั ขณสตู รโปรดพระเบญจวคั คยี ์ ฯ (ปี 52) พระอญั ญาโกณฑญั ญะเดิมช่ืออะไร? ท่ไี ดช้ ่ืออญั ญาโกณฑญั ญะเพราะเหตไุ ร? ตอบ ช่ือโกณฑญั ญะ ฯ เพราะไดด้ วงตาเห็นธรรมขณะฟังปฐมเทศนาพระพทุ ธเจา้ ทรงทราบจงึ ทรงเปลา่ อทุ านวา่ อญั ญาสๆิ แปลวา่ ไดร้ ูแ้ ลว้ ๆ อาศยั พระอทุ านนี้ คาํ วา่ อญั ญาโกณฑญั ญะ จงึ ไดเ้ ป็นช่ือของทา่ นตงั้ แตบ่ ดั นนั้ มา ฯ (ปี 50) ฤษีปัญจวคั คยี อ์ อกบวชตามและอย่ปู รนนิบตั พิ ระพทุ ธองคข์ ณะทรงบาํ เพ็ญทกุ รกริ ยิ า เพราะคดิ อยา่ งไร? หลีกหนีไปเพราะคดิ อยา่ งไร? และการทงั้ ๒ นน้ั มีผลดอี ยา่ งไร? ตอบ ออกบวชตามเพราะคดิ วา่ บรรพชาของพระองคค์ งมีประโยชน์ พระองคบ์ รรลธุ รรมใด จกั ทรงส่งั สอนใหต้ นบรรลธุ รรมนน้ั บา้ ง ฯ หลกี ไป โดยคิดวา่ พระองคท์ รงละทกุ รกริ ยิ าแลว้ คงจะไม่บรรลธุ รรมพเิ ศษอนั ใดได้ ฯ การมาปรนนิบตั ินน้ั ทาํ ใหส้ ามารถเป็นพยานไดว้ า่ พระพทุ ธองคท์ รงเคยประพฤติอตั ตกิลมถานโุ ยคอย่างอกุ ฤษฎม์ าแลว้ แมเ้ ชน่ นกี้ ็ไมเ่ ป็นทาง ท่จี ะใหร้ ูธ้ รรมพเิ ศษอนั ใดได้ สว่ นการหลีกหนไี ปนนั้ กเ็ ป็นผลดี เพราะเวลานนั้ เป็นเวลาบาํ เพญ็ เพยี รทางจติ ซ่งึ ตอ้ งการความสงดั ฯ (ปี 44) พระปัญจวคั คยี ์ ไดอ้ อกบวชตามพระมหาบรุ ุษเพราะมีความเช่ืออย่างไร? การไดบ้ รรลอุ รยิ ผลของพระปัญจวคั คยี ์ วนั เดยี วกนั หรือต่างวนั กนั ? ตอบ มคี วามเช่ือวา่ พระมหาบรุ ุษจะไดต้ รสั รูอ้ ยา่ งแน่นอน จึงพรอ้ มใจกนั ออกบวชตดิ ตามเฝา้ อยา่ งใกลช้ ิด ดว้ ยหวงั ว่า 8|P a g e

พระองคไ์ ดต้ รสั รูแ้ ลว้ จกั ไดเ้ ทศนาโปรดตน การบรรลอุ รยิ ผลชนั้ ตน้ ต่างวนั กนั ส่วนการบรรลอุ รยิ ผลชน้ั สงู สดุ วนั เดยี วกนั (ปี 44) บคุ คลผไู้ ดช้ ่ือว่า อปั ปรชกั ขชาติ มีลกั ษณะอยา่ งไร? พระโกณฑญั ญะ ไดน้ ามเพ่ิมขา้ งหนา้ วา่ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ เพราะเหตใุ ด? ตอบ มกี เิ ลสธุลใี นปัญญาจกั ษุนอ้ ยเป็นปกติ สามารถจะรูท้ ่วั ถึงธรรมไดโ้ ดยพลนั ฯ เพราะพระพทุ ธองคท์ รงทราบวา่ ดวงตาเหน็ ธรรมไดเ้ กิดขนึ้ แลว้ แกท่ ่าน จึงทรงเปล่งอทุ านวา่ อญฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ ญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ โกณฑญั ญะไดร้ ูแ้ ลว้ หนอ ๆ อาศยั คาํ อทุ านวา่ อญฺญาสิ อญฺญาสิ ท่านจงึ ไดน้ ามเพมิ่ ขา้ งหนา้ วา่ อญั ญาโกณฑญั ญะ ดวงตาเหน็ ธรรม • ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม คือ เหน็ เกดิ และดบั ใจความวา่ “สง่ิ ใดสงิ่ หน่ึง มคี วามเกดิ เป็ นธรรมดา สง่ิ น้ันทงั้ หมดมคี วามดบั ไปเป็ น ธรรมดา” (ปี 59) ดวงตาเหน็ ธรรมปราศจากธลุ ี เกดิ ขนึ้ แกพ่ ระโกณฑญั ญะความวา่ อยา่ งไร? ในขณะนนั้ ท่านเป็นพระอรยิ บคุ คลชนั้ ไหน? ตอบ ความวา่ ส่งิ ใดสงิ่ หนง่ึ มคี วามเกดิ ขนึ้ เป็นธรรมดา สิง่ นนั้ ทงั้ หมดมคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา ฯ เป็นพระอรยิ บคุ คลชน้ั พระโสดาบนั ฯ (ปี 42) ท่วี า่ “ดวงตาเห็นธรรม” นนั้ เห็นธรรมอะไร? ใจความว่าอยา่ งไร? จงบอกช่อื พระสาวกท่ไี ดด้ วงตาเห็นธรรมมา ๓ ทา่ น และทา่ นไดจ้ าก ใคร? ตอบ คือเห็นเกดิ และดบั ฯ ใจความวา่ “สง่ิ ใดส่ิงหนง่ึ มคี วามเกดิ เป็นธรรมดา สิ่งนนั้ ทง้ั หมดมคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา” ยสะกุลบตุ ร (ปี 57) ยสกลุ บตุ รฟังธรรมอะไรจากพระพทุ ธองค์ จนบรรลเุ ป็นพระอรหนั ต?์ จงบอกมาตามลาํ ดบั ตงั้ แตต่ น้ ตอบ ฟังอนปุ พุ พกี ถาและอรสิ จั ๔ ๒ ครงั้ คือ ครั้งท่ี ๑ บรรลเุ ป็นพระโสดาบนั ครั้งท่ี ๒ บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ ฯ (ปี 48) สหายของพระยสะ ๔ คน ไดอ้ อกบวชตามพระยสะ เพราะคดิ อยา่ งไร? ตอบ เพราะคดิ วา่ ธรรมวินยั ท่ีพระยสะออกบวชนน้ั จกั ไมเ่ ลวทรามแนแ่ ท้ คงเป็นธรรมวนิ ยั อนั ประเสรฐิ คิดดงั นจี้ งึ ไดอ้ อกบวช ฯ ชฎิล ๓ พี่นอ้ ง • * ตงั้ อาศรมอยทู่ ่ี ใกลฝ้ ่ังแม่นา้ํ เนรญั ชรา ตาํ บลอรุ ุเวลาเสนานิคม • ชฎลิ ๓ พ่นี อ้ ง คอื อรุ ุเวลกสั สปะ นทกี สั สปะ คยากสั สปะ และบรวิ าร ๑,๐๐๐ คน พระพทุ ธเจา้ แสดงอาทติ ตปรยิ ายสตู ร *ทตี่ าบลคยา สีสะ ใกลแ้ ม่นาํ้ คยา ใจความวา่ “อายตนะภายใน อายตนะภายนอก เป็นของรอ้ นๆ เพราะไฟกเิ ลสมีความกาํ หนดั ความโกรธหรือความ หลง เผาลนจิตใจ และรอ้ นเพราะไฟทกุ ข์ มคี วามเกิด แก่ เจบ็ ตาย ความโศก รา่ํ ไร ราํ พนั ความคบั แคน้ ใจ เป็นตน้ มาเผาลนใหร้ อ้ น” (ปี 60, 51) พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปโปรดชฎลิ ๓ พ่นี อ้ งพรอ้ มบรวิ าร โดยบงั เอญิ หรอื โดยตงั้ พระหฤทยั ไวก้ อ่ น? มหี ลกั ฐานสนบั สนนุ คาํ ตอบนน้ั อยา่ งไร? ตอบ โดยตงั้ พระหฤทยั ไวก้ อ่ น ฯ มหี ลกั ฐานปรากฏวา่ ในครงั้ ท่ที รงส่งพระสาวก ๖๐ องคแ์ รกไปประกาศพระพทุ ธศาสนาในท่ตี า่ ง ๆ ทรงมี พระดาํ รสั วา่ “แมเ้ รากจ็ ะไปยงั ตาํ บลอรุ ุเวลาเสนานิคม เพ่อื จะแสดงธรรม” ฯ พระเจ้าพมิ พิสาร • ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม (บรรลโุ สดาบนั ) เพราะฟังอนปุ พุ พิกถาและอรยิ สจั ๔ ณ สวนตาลหน่มุ • พระเจา้ พมิ พิสาร ไดต้ งั้ ความปรารถนาไวม้ ี ๕ ขอ้ ดงั นี้ 9|P a g e

๑. ขอใหข้ า้ พเจา้ ไดร้ บั อภิเษกเป็นพระเจา้ แผ่นดนิ มคธนเี้ ถดิ ๒. ขอทา่ นผเู้ ป็นพระอรหนั ตผ์ รู้ ูเ้ องเหน็ เองโดยชอบ พึงมายงั แว่นแควน้ ของขา้ พเจา้ ผไู้ ดร้ บั อภิเษกแลว้ ๓. ขอขา้ พเจา้ พงึ ไดเ้ ขา้ ไปน่งั ใกลพ้ ระอรหนั ตน์ นั้ ๔. ขอพระอรหนั ตน์ น้ั พงึ แสดงธรรมแก่ขา้ พเจา้ ๕. ขอขา้ พเจา้ พึงรูท้ ่วั ถงึ ธรรมของพระอรหนั ตน์ น้ั (สาํ เรจ็ สมบรู ณเ์ มือใด ดปู ี 46)* (ปี 53) พระเจา้ พมิ พิสาร เม่ือครงั้ ยงั เป็นพระราชกมุ าร ไดต้ งั้ ความปรารถนาไวอ้ ยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ไดต้ งั้ ความปรารถนาไวว้ า่ ๑. ขอใหข้ า้ พเจา้ ไดร้ บั อภิเษกเป็นพระเจา้ แผ่นดนิ มคธนเี้ ถดิ ๒. ขอทา่ นผเู้ ป็นพระอรหนั ตผ์ รู้ ูเ้ องเหน็ เองโดยชอบ พึงมายงั แวน่ แควน้ ของขา้ พเจา้ ผไู้ ดร้ บั อภิเษกแลว้ ๓. ขอขา้ พเจา้ พึงไดเ้ ขา้ ไปน่งั ใกลพ้ ระอรหนั ตน์ นั้ ๔. ขอพระอรหนั ตน์ นั้ พึงแสดงธรรมแกข่ า้ พเจา้ ๕. ขอขา้ พเจา้ พงึ รูท้ ่วั ถงึ ธรรมของพระอรหนั ตน์ น้ั ฯ (ปี 46) ความปรารถนาของพระเจา้ พมิ พสิ ารขอ้ ท่ี ๕ ความวา่ อยา่ งไร? ความปรารถนานน้ั สาํ เรจ็ แกพ่ ระองคเ์ ม่ือไร? ท่ไี หน? ตอบ ความวา่ “ขอใหข้ า้ พเจา้ รูท้ ่วั ถงึ ธรรมของพระอรหนั ต”์ ฯ สาํ เรจ็ บรบิ รู ณใ์ นวนั ท่ไี ดฟ้ ังอนปุ พุ พกี ถาและอรยิ สจั ๔ ท่พี ระพทุ ธองคท์ รงแสดงโปรด จนไดด้ วงตาเหน็ ธรรม ฯ ท่สี วนตาลหน่มุ ฯ พระอคั รสาวก (พระสารีบุตรและพระโมคคลั ลานะ) (ปี 63, 60, 43) พระอสั สชแิ สดงธรรมแก่อปุ ติสสปรพิ าชกมีความวา่ อยา่ งไร? และมผี ลอย่างไร? ตอบ มคี วามวา่ ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตขุ องธรรมนนั้ และความดบั แหง่ ธรรมนนั้ พระศาสดาทรงสอนอย่างนี้ ฯ มผี ล คอื อปุ ตสิ สปรพิ าชกไดด้ วงตาเห็นธรรมว่า ส่งิ ใดสงิ่ หนงึ่ มคี วามเกิดขนึ้ เป็นธรรมดา สง่ิ นนั้ ทง้ั หมดมคี วามดบั เป็นธรรมดา ฯ (ปี 60, 53) พระสารบี ตุ รนพิ พานท่ไี หน ? ทา่ นเลอื กสถานท่นี น้ั เพราะเหตไุ ร ? ตอบ ท่นี าลนั ทคาม แควน้ มคธ ฯ เพราะตงั้ ใจจะโปรดนางสารพี ราหมณีผเู้ ป็นมารดาของทา่ น ใหพ้ น้ จากมจิ ฉาทฏิ ฐิก่อนท่ที ่านจะนิพพาน ฯ (ปี 58) พระพทุ ธองคท์ รงสรรเสรญิ พระสาวกองคใ์ ดวา่ \" ไม่ทาํ ศรทั ธาและโภคทรพั ยข์ องตระกลู ใหเ้ สีย \" ? และทรงอปุ มาเปรยี บเทยี บว่า อย่างไร ? ตอบ ทรงสรรเสรญิ พระโมคคลั ลานะ ฯ ว่า “ประหนง่ึ แมลงผงึ้ อนั เทยี่ วไปในสวนดอกไม้ ไม่ทาสแี ละกล่ินของดอกไมใ้ หช้ า้ ถือเอาแต่ รสบนิ ไป ฉะนนั้ ” ฯ (ปี 57) การท่พี ระสารีบตุ รมชี ่ือเสยี งวา่ เป็นผกู้ ตญั ญกู ตเวทนี น้ั มีหลกั ฐานอะไรเป็นตวั อยา่ ง จงแสดงมาสกั ๒ เรอ่ื ง? ตอบ เรื่องท่ี ๑ ทา่ นไดฟ้ ังคาํ สอนจากพระอสั สชิโดยยอ่ จนไดด้ วงตาเหน็ ธรรม เม่ือทราบว่า พระอสั สชิอย่ทู างทิศใด เวลาจะนอนกห็ นั ศรี ษะไป ทางทิศนน้ั ดว้ ยความเคารพ เร่อื งท่ี ๒ ท่านระลกึ ถงึ อปุ การะท่รี บั บณิ ฑบาตจากราธพราหมณเ์ พยี ง ๑ ทพั พี จงึ รบั เป็นภาระในการจดั การอปุ สมบทตามความประสงค์ ฯ (ปี 55) พระอสั สชเิ ถระแสดงธรรมโดยย่อแก่อปุ ตสิ สปรพิ าชก ความวา่ อย่างไร? และไดผ้ ลอย่างไร? ตอบ มคี วามวา่ ธรรมใดเกดิ แต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตขุ องธรรมนน้ั และความดบั แหง่ ธรรมนน้ั พระศาสดาทรงส่งั สอนอยา่ งนี้ ฯ อปุ ตสิ สปรพิ าชกไดฟ้ ังแลว้ ไดธ้ รรมจกั ษุ ดวงตาเหน็ ธรรม ฯ (ปี 54) พระพทุ ธเจา้ ทรงยกย่องพระอคั รสาวกทงั้ ๒ วา่ เป็นผมู้ ีปัญญาอนเุ คราะหส์ พรหมจารีทงั้ หลาย มอี ปุ มาตา่ งกนั อย่างไร? 10 | P a g e

ตอบ มีอปุ มาตา่ งกนั อยา่ งนี้ พระสารบี ตุ รเถระเปรียบเหมือนมารดาผใู้ หบ้ ตุ รเกิด ยอ่ มแนะนาํ ใหก้ ลุ บตุ รตงั้ อยใู่ นโสดาปัตตผิ ล พระมหาโมคคลั ลานเถระเปรยี บเหมือนนางนมผเู้ ลยี้ งทารกผเู้ กิดแลว้ นนั้ ย่อมแนะนาํ ใหก้ ลุ บตุ รตงั้ อยใู่ นคณุ เบอื้ งสงู กวา่ นน้ั (ปี 52) พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ พระเถระรูปใดเปรยี บดว้ ยแมลงผงึ้ ตวั เท่ยี วไปในสวนดอกไม้ ไมท่ าํ สแี ละกลนิ่ ของดอกไมใ้ หช้ าํ้ ถอื เอาแตร่ ส บินไป? และทรงสรรเสรญิ ไวอ้ ย่างไร? ตอบ ทรงสรรเสรญิ พระมหาโมคคลั ลานะ ฯ ทรงสรรเสรญิ ไวว้ า่ ทา่ นไม่ทาํ ศรทั ธาและโภคทรพั ยข์ องตระกลู ท่เี ขา้ ไปหาใหเ้ สยี ฯ (ปี 51) มภี าษิตอยบู่ ทหนึ่งวา่ สตั บรุ ุษตงั้ ม่นั แลว้ ในสจั จะท่เี ป็นอรรถเป็นธรรม ดงั นี้ ขอ้ นี้ มปี ฏิปทาของพระสาวกรูปใด ท่ใี หส้ ญั ญาตอ่ กนั ไว้ แลว้ ปฏบิ ตั ติ ามสญั ญานน้ั เป็นตวั อยา่ ง? จงเลา่ เรอ่ื งประกอบ ตอบ มปี ฏปิ ทาของพระสารีบตุ ร เป็นตวั อย่าง ฯ เรื่องมอี ย่วู า่ เม่ือครงั้ ท่ที ่านและพระโมคคลั ลานะยงั ไม่ไดอ้ ปุ สมบท เคยใหส้ ญั ญากนั วา่ ใคร ไดโ้ มกขธรรมก่อน จะบอกแก่กนั ตอ่ มาทา่ นพระสารบี ตุ รไดฟ้ ังอรยิ สจั จกถาแตส่ าํ นกั พระอสั สชแิ ลว้ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม จงึ นาํ ขอ้ ความนน้ั ไป บอกแก่พระโมคคลั ลานะ จนไดบ้ รรลธุ รรมเช่นเดยี วกนั ฯ (ปี 50) ใครเป็นผถู้ ามพระปณุ ณมนั ตานีบตุ รว่า ขา้ พเจา้ ถามทา่ นว่า ทา่ นประพฤติพรหมจรรยเ์ พ่อื อย่างนนั้ หรือ ๆ ทา่ นกต็ อบวา่ ไมอ่ ยา่ งนนั้ ๆ เม่ือเป็นอย่างนี้ ท่านประพฤตพิ รหมจรรยเ์ พ่อื อะไรเลา่ ? และไดร้ บั คาํ ตอบว่าอยา่ งไร? ตอบ พระสารีบตุ รเป็นผถู้ าม ฯ ไดร้ บั คาํ ตอบวา่ เราประพฤติพรหมจรรยเ์ พ่อื ความดบั ไมม่ ีเชือ้ ฯ (ปี 48) พระพทุ ธดาํ รสั วา่ “เราสรรเสรญิ ความคลกุ คลดี ว้ ยประการทง้ั ปวงหามิได้ แตเ่ รามิใชไ่ ม่สรรเสรญิ ความคลกุ คลีดว้ ยประการทงั้ ปวงเลย” ตรสั แกใ่ คร? ทรงหมายความวา่ อย่างไร? ตอบ ตรสั แกพ่ ระมหาโมคคลั ลานเถระ ฯ ทรงหมายความวา่ พระองคไ์ ม่ทรงสรรเสรญิ ความคลกุ คลีดว้ ยหมคู่ ณะ แตท่ รงสรรเสรญิ ความคลกุ คลีดว้ ยเสนาสนะอนั สงดั ฯ (ปี 47) ขอ้ ความวา่ “ เราจกั ไมพ่ ดู คาํ ซ่งึ เป็นเหตเุ ถียงกนั ถือผิดต่อกนั ” พระศาสดาทรงแนะนาํ ใคร? เพราะทรงเหน็ โทษอย่างไร? ตอบ ทรงแนะนาํ พระมหาโมคคลั ลานะ ฯ เพราะว่า เม่ือคาํ ซง่ึ เป็นเหตเุ ถียงกนั ถือผิดตอ่ กนั มขี นึ้ กจ็ าํ ตอ้ งหวงั ความพดู มาก เม่ือความพดู มาก มขี ึน้ กจ็ ะเกดิ ความคดิ ฟงุ้ ซ่าน ครนั้ คดิ ฟ้งุ ซ่านแลว้ ก็จะเกดิ ความไมส่ าํ รวม ครนั้ ไม่สาํ รวมแลว้ จิตกจ็ ะห่างจากสมาธิ ฯ (ปี 46) อปุ ติสสปรพิ าชก เม่อื ไดฟ้ ังธรรมโดยย่อจากพระอสั สชิเถระแลว้ มคี วามเขา้ ใจในเนอื้ ความแหง่ ธรรมนนั้ วา่ อยา่ งไร? ครงั้ พทุ ธกาล กลุ บตุ รผมู้ ีศรทั ธาเลือ่ มใสในพระศาสนาขออนญุ าตบวชจากมารดาบิดา เม่ือไม่ไดร้ บั อนญุ าตกเ็ สยี ใจ จงึ ทาํ การประทว้ ง กลุ บตุ ร ผนู้ นั้ คือใคร? ประทว้ งดว้ ยวธิ ีใด? ตอบ วา่ อยา่ งนคี้ ือ “ ธรรมทงั้ ปวงเกดิ แตเ่ หตุ และจะสงบระงบั ไป เพราะเหตดุ บั ก่อน พระศาสดาทรงส่งั สอนใหป้ ฏิบตั ิ เพ่อื สงบระงบั เหตแุ หง่ ธรรมเป็นเครื่องก่อใหเ้ กดิ ทกุ ข”์ ฯ กลุ บตุ รผนู้ น้ั คือพระรฐั บาล ฯ ประทว้ งดว้ ยวิธีนอนไมล่ กุ ขึน้ และอดอาหาร ฯ (ปี 44) คาํ วา่ \" บวั ไมใ่ หช้ า้ํ นา้ํ ไมใ้ หข้ ่นุ \" เปรียบดว้ ยปฏิปทาจรยิ าวตั รขอ้ ใดของพระโมคคลั ลานะ? เจา้ ศากยะไดท้ ลู ขอพระศาสดาใหบ้ วชอุ บาลภี ษู ามาลากอ่ น เพราะเห็นประโยชนอ์ นั ใด? ตอบ ขอ้ ท่ที ่านเป็นผฉู้ ลาดในการแนะนาํ ตระกลู ท่ยี งั ไมเ่ ลอื่ มใสใหเ้ ลือ่ มใส ไม่ทาํ ศรทั ธาและโภคทรพั ยข์ องเขาใหเ้ สีย เปรยี บเหมอื นแมลงผงึ้ บินเท่ยี วไปในสวนดอกไม้ ไม่ทาํ สีและกลนิ่ ของดอกไมใ้ หช้ า้ํ ถือเอาแต่รสบินไปฉะนนั้ ฯ เพราะเห็นประโยชนว์ า่ จกั ไดท้ าํ การกราบไหว้ ลกุ รบั ประณมมือ และทาํ กิจท่สี มควรอน่ื ๆ แกพ่ ระอบุ าลซี ง่ึ เดมิ เป็นคนรบั ใช้ เม่ือเป็นเช่นนจี้ กั ละมานะความถือตวั ได้ ฯ (ปี 43) พระอคั รสาวก ๒ รูปมชี ่ือเรียกอะไรบา้ ง? เหตไุ รจึงเรียกอยา่ งนนั้ ? 11 | P a g e

ตอบ มชี ่ือเรยี ก อปุ ตสิ สะ หรือสารบี ตุ ร ๑ เรียก โกลิตะ หรอื โมคคลั ลานะ ๑ ท่เี รียกวา่ อปุ ตสิ สะ เพราะเรยี กตามโคตร ท่เี รยี กวา่ สารบี ตุ ร เพราะเป็นบตุ รของ นางสารพี ราหมณี ส่วนท่เี รยี กวา่ โกลิตะ เพราะเรยี กตามโคตร ท่เี รยี กว่า โมคคลั ลานะ เพราะเป็นบตุ รของนางโมคคลั ลานี พราหมณี ฯ (ปี 43) ปัญหาว่า “พระขณี าสพตายแลว้ เป็นอะไร” ใครถามใคร? มีคาํ ตอบอย่างไร? พระศาสดาทรงพยากรณป์ ัญหาจบลงแลว้ มีผลอะไรเกิด แก่มาณพ ๑๖ คน? ตอบ พระสารบี ตุ รถามพระยมกะ มีคาํ ตอบวา่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณท่ไี ม่เท่ยี ง ดบั ไปแลว้ ฯ มผี ลคือ มาณพ ๑๕ คน เวน้ ปิงคยิ มาณพ ส่งใจไปตามธรรมเทศนา มีจติ พน้ จากอาสวะไมถ่ ือม่นั ดว้ ยอปุ าทาน สว่ นปิงคิยมาณพเป็นแต่ได้ ญาณเหน็ ในธรรม ฯ พระปุณณมนั ตานีบตุ ร (ปี 62, 43) \"ท่านประพฤติพรหมจรรยเ์ พ่อื อะไร\" ใครเป็นผถู้ าม ใครเป็นผตู้ อบ ? และตอบวา่ อยา่ งไร ? ตอบ พระสารีบตุ รเป็นผถู้ าม พระปณุ ณมนั ตานีบตุ รเป็นผตู้ อบ ฯ และตอบวา่ เราประพฤติพรหมจรรย์ เพ่อื ความดบั ไมม่ เี ชือ้ ฯ (ปี 60, 43) พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รเป็นชาวเมืองไหน ? ตงั้ อยใู่ นคณุ ธรรม อะไรบา้ ง ? ตอบ เป็นชาวเมอื งกบิลพสั ดุ์ ฯ ตงั้ อยใู่ นคณุ ธรรม ๑๐ ประการ คอื มกั นอ้ ย สนั โดษ ชอบสงดั ไม่ชอบเกี่ยวขอ้ งดว้ ยหมู่ ปรารภความเพียร บรบิ รู ณด์ ว้ ยศีล สมาธิ ปัญญา วมิ ตุ ติ ความรูเ้ ห็นในวมิ ตุ ติ ฯ เสด็จโปรดพระญาติ • ทรงแสดงสุจรติ ธรรมโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางมหาปชาบดีโคตมี ทาํ ใหท้ ง้ั ๒ พระองคไ์ ดบ้ รรลโุ สดาปัตติผล (ปี 60, 52) พระพทุ ธองคท์ รงแสดงสุจรติ ธรรมโปรดพระเจา้ สทุ โธทนะ และพระนางมหาปชาบดโี คตมี ทาํ ใหท้ ง้ั ๒ พระองคไ์ ดบ้ รรลอุ รยิ ผลชน้ั ไหน? ตอบ ทาํ ใหพ้ ระเจา้ สทุ โธทนะทรงบรรลสุ กทาคามผิ ล และพระนางมหาปชาบดีโคตมที รงบรรลโุ สดาปัตตผิ ล ฯ (ปี 58) ผทู้ ่ไี ดร้ บั การอปุ สมบทโดยวิธีรบั โอวาท และโดยวธิ ีรบั ครุธรรม คือใคร ? และไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นเอตทคั คะในทางใด ? ตอบ โดยวิธีรบั โอวาท คอื พระมหากสั สปะ และโดยวธิ ีรบั ครุธรรม คอื พระมหาปชาบดี โคตมี ฯ พระมหากสั สปะ ในทางผทู้ รงธดุ งคคณุ ส่วนพระมหาปชาบดี โคตมี ในทาง รตั ตญั ญู ฯ (ปี 58) พระพทุ ธองคเ์ สดจ็ ไปแสดงธรรมโปรดพระพทุ ธมารดาในสวรรคช์ น้ั ใด? ดว้ ยธรรมอะไร? และพระพทุ ธมารดาไดร้ บั ผลอะไร? ตอบ ในสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ ฯ ดว้ ยพระอภิธรรม ฯ ไดบ้ รรลพุ ระโสดาปัตติผล ฯ (ปี 50) พระพทุ ธบญั ญัตทิ ่วี า่ ผขู้ ออปุ สมบทตอ้ งไดร้ บั อนญุ าตจากมารดาบิดากอ่ น นนั้ มปี ระวตั คิ วามเป็นมาโดยย่ออย่างไร? ตอบ พระเจา้ สทุ โธทนะทรงโทมนสั มาก เพราะพระสิทธตั ถราชกมุ าร พระนนั ทะ และพระราหลุ เสดจ็ ออกผนวชแลว้ สนิ้ ผจู้ ะสบื ราชวงศ์ ตอ่ ไป ทรงปรารภทกุ ขน์ ที้ ่จี ะพงึ มแี กม่ ารดาบิดาในตระกลู อื่น จงึ ทลู ขอพระพทุ ธองคใ์ หม้ ารดาบดิ าตอ้ งอนญุ าตก่อนจึงจะบวชกลุ บตุ รได้ จงึ เกดิ พระ พทุ ธบญั ญัตขิ อ้ นขี้ นึ้ ฯ (ปี 47) พระเจา้ สทุ โธทนะทรงบรรลพุ ระโสดาปัตตผิ ลดว้ ยพระธรรมเทศนามใี จความวา่ อยา่ งไร? ทรงบรรลอุ รยิ ผลสงู สดุ ชนั้ ไหน? ตอบ มใี จความวา่ ไม่พึงประมาทในบณิ ฑบาต พงึ ประพฤตธิ รรมใหเ้ ป็นสจุ รติ ผปู้ ระพฤติธรรมยอ่ มอยเู่ ป็นสขุ ทง้ั ในโลกนที้ ง้ั ในโลกอน่ื ฯ ชน้ั พระ อรหตั ผล ฯ (ปี 44) คาํ วา่ \" บวั ไมใ่ หช้ า้ํ นาํ้ ไมใ้ หข้ นุ่ \" เปรยี บดว้ ยปฏิปทาจรยิ าวตั รขอ้ ใดของพระโมคคลั ลานะ? เจา้ ศากยะไดท้ ลู ขอพระศาสดาใหบ้ วชอุ บาลีภษู ามาลาก่อน เพราะเหน็ ประโยชนอ์ นั ใด? 12 | P a g e

ตอบ ขอ้ ท่ที ่านเป็นผฉู้ ลาดในการแนะนาํ ตระกลู ท่ียงั ไมเ่ ลอ่ื มใสใหเ้ ลอื่ มใส ไมท่ าํ ศรทั ธาและโภคทรพั ยข์ องเขาใหเ้ สยี เปรยี บเหมอื นแมลงผงึ้ บินเท่ยี วไปในสวนดอกไม้ ไมท่ าํ สแี ละกลิ่นของดอกไมใ้ หช้ าํ้ ถือเอาแตร่ สบินไปฉะนนั้ ฯ เพราะเห็นประโยชนว์ า่ จกั ไดท้ าํ การกราบไหว้ ลกุ รบั ประณมมอื และทาํ กจิ ท่สี มควรอืน่ ๆ แก่พระอบุ าลีซ่งึ เดมิ เป็นคนรบั ใช้ เม่ือเป็นเช่นนจี้ กั ละมานะความถือตวั ได้ ฯ (ปี 44) ขอ้ ความวา่ \" ขออยา่ ใหพ้ ระภิกษุทง้ั หลายบวชบตุ รท่บี ิดามารดายงั ไมอ่ นญุ าตตอ่ ไป \" เป็นคาํ พดู ของใคร? มคี วามเป็นมาอยา่ งไร? พระราหลุ ไดส้ าํ เรจ็ เป็นพระอรหนั ต์ เพราะไดส้ ดบั ธรรมอะไร? ตอบ เป็นพระดาํ รสั ของพระเจา้ สทุ โธทนะ, มคี วามเป็นมาอย่างนี้ คอื เม่อื พระนนั ทะพระโอรสทรงผนวช พระเจา้ สทุ โธทนะทรงโทมนสั เป็นอนั มาก ครนั้ ราหลุ กมุ ารบวชแลว้ สนิ้ ผทู้ ่จี ะสืบพระวงศ์ ยงิ่ ทรงโทมนสั มากขึน้ ทรงปรารภถงึ ทกุ ขอ์ นั นที้ ่จี ะพึงมีแก่มารดาบดิ าในตระกลู อื่นในเวลา เม่ือบตุ รออกบวช จงึ ทลู ขอพรนี้ ฯ เพราะไดส้ ดบั พระโอวาทซง่ึ ส่งั สอนในทางวิปัสสนา คลา้ ยกบั โอวาทท่ตี รสั สอนพระปัญจวคั คยี ์ ตา่ งกนั แต่ทรงยกอายตนะภายในภายนอกเป็น ตน้ ขนึ้ แสดงแทนขนั ธ์ ๕ เทา่ นน้ั (ปี 43) เพราะเห็นอานสิ งสอ์ ะไร พระอานนทจ์ ึงทลู ขอพรขอ้ ท่ี ๘? พระอบุ าลอี อกบวชพรอ้ มใครบา้ ง? ท่ไี หน? ท่านไดร้ บั เอตทคั คะทางไหน? ตอบ เพราะเหน็ อานิสงสว์ า่ หากมีผมู้ าถามว่า ธรรมนพี้ ระพทุ ธองคท์ รงแสดงในท่ใี ด ถา้ ทา่ นตอบไม่ได้ เขาจะพดู ไดว้ า่ ท่านตามเสด็จพระ ศาสดาตลอดกาลนาน ไมร่ ูแ้ มแ้ ตเ่ รอื่ งเทา่ นี้ ฯ พระอบุ าลอี อกบวชพรอ้ มกบั พระภทั ทิยะ พระอนรุ ุทธะ พระอานนั ทะ พระภคั คุ พระกมิ พลิ ะ พระเทวทตั ท่อี นปุ ิยนิคม ไดร้ บั เอตทคั คะทางเป็น ผเู้ ลิศกวา่ ภกิ ษุทง้ั หลายผทู้ รงวนิ ยั ฯ พระอานนท์ • บวชพรอ้ มกนั กบั พระเจา้ ภทั ทยิ ราช เจา้ ชายอนรุ ุทธะ เจา้ ชายอานนท์ เจา้ ชายภคุ เจา้ ชายกิมพิละ เจา้ ชายเทวทตั และอบุ าลี รวมแลว้ ทงั้ หมด ๗ คน • พระอานนทไ์ ดบ้ รรลโุ สดาปัตติผลเพราะได้ฟังโอวาทจากพระปณุ ณมันตานีบตุ ร • บรรลอุ รหตั ผลก่อนวนั รุง่ ขนึ้ จะทาํ ปฐมสงั คายนา • การบรรลอุ รหตั ผลของทา่ นในขณะท่กี าํ ลงั เอนกายศีรษะยงั ไมถ่ งึ หมอนเทา้ ยกขนึ้ ในระหวา่ งอิรยิ าบถ ๔ • ทา่ นนพิ พานบนอากาศ กลางแมน่ าํ้ โรหิณีแลว้ อธิษฐานใหส้ รีระของทา่ นแยกเป็น ๒ ภาค ใหต้ กลงทฝ่ี ่ังแมน่ า้ํ ฝ่ังละภาค • วนั พระศาสดาปรนิ พิ พาน มพี ระสาวกผใู้ หญ่อย่ใู นท่นี นั้ ๒ รูป คือ พระอนรุ ุทธเถระ และพระอานนทเถระ • เลศิ กวา่ ภิกษุทง้ั หลายทเ่ี ป็นพหสุ ตู มีคติ มสี ติ มธี ิติ และเป็นอปุ ัฏฐาก • พระอานนทท์ ูลขอพร ๘ ประการ ขอ้ ท่ี ๑ ว่า ขอพระองคอ์ ยา่ ไดป้ ระทานจวี รอนั ประณีตท่ีพระองคไ์ ดแ้ ลว้ แก่ขา้ พระองค์ ขอ้ ท่ี ๒ ว่า ขอพระองคอ์ ย่าไดป้ ระทานบิณฑบาตอนั ประณีตท่ีพระองคไ์ ดแ้ ลว้ แก่ขา้ พระองค์ ขอ้ ท่ี ๓ วา่ ขอพระองคอ์ ย่าไดโ้ ปรดใหข้ า้ พระองคอ์ ย่ใู นท่ปี ระทบั ของพระองค์ ขอ้ ท่ี ๔ ว่า ขอพระองคอ์ ยา่ ไดท้ รงพาขา้ พระองคไ์ ปในท่นี มิ นต์ ขอ้ ท่ี ๕ ว่า ขอพระองคจ์ งเสดจ็ ไปส่ทู ่นี มิ นตท์ ่ขี า้ พระองคร์ บั ไว้ 13 | P a g e

ขอ้ ท่ี ๖ ว่า ขอใหข้ า้ พระองคไ์ ดพ้ าบรษิ ทั ซง่ึ มาเฝา้ พระองคแ์ ตท่ ่ไี กลเขา้ เฝา้ ไดใ้ นขณะท่มี าแลว้ ขอ้ ท่ี ๗ ว่า ถา้ ความสงสยั ของขา้ พระองคเ์ กิดขนึ้ เม่ือใด ขอใหไ้ ดเ้ ขา้ เฝา้ ทลู ถามเม่ือนนั้ **ขอ้ ที่ ๘ ว่า ถ้าพระองคเ์ สด็จไปเทศนาเร่ืองใดทไ่ี หน ซ่ึงข้าพระองคไ์ มไ่ ด้ฟัง ขอพระองคต์ รัสบอกเทศนาเรือ่ งนัน้ แก่ข้าพระองค์ (เคยออกขอ้ สอบ) ถา้ พระองคป์ ระทานพร ๘ ประการนแี้ กข่ า้ พระองค์ ขา้ พระองคจ์ กั เป็นผอู้ ปุ ัฏฐากพระองค์ (ปี 63) พระอานนทพ์ ทุ ธอปุ ัฏฐากไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เลศิ กวา่ ภิกษุทงั้ หลาย ดว้ ยคุณสมบตั ิอะไรบา้ ง ? ตอบ ดว้ ยคณุ สมบตั ิ ๕ ประการ คือ ๑. เป็นพหสู ตู ๒. มีสติ ๓. มีคติ ๔. มธี ิติ ๕. เป็นพทุ ธอปุ ัฏฐาก ฯ (ปี 56) พระอานนทไ์ ดร้ บั เลือกใหเ้ ป็นพทุ ธอปุ ัฏฐากในเวลาก่อนหรอื หลงั บรรลเุ ป็นพระโสดาบนั ? ไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทคั คะ ในทางใดบา้ ง? ตอบ หลงั บรรลเุ ป็นพระโสดาบนั ฯ ในทางเลิศกวา่ ภิกษุทงั้ หลายท่ีเป็นพหสุ ตู มคี ติ มีสติ มธี ิติ และเป็นอปุ ัฏฐาก ฯ (ปี 52) พระสาวกผไู้ ดร้ บั การยกยอ่ งเป็นเอตทคั คะหลายอยา่ งกวา่ สาวกรูปอนื่ คอื ใคร? เป็นเอตทคั คะในทางใดบา้ ง? ตอบ พระอานนทเถระ ฯ ในทาง ๑. เลิศกวา่ ภกิ ษุทง้ั หลายทเ่ี ป็นพหสุ ตู ๒. เลิศกวา่ ภิกษุทง้ั หลายท่มี ีคติ ๓. เลิศกวา่ ภกิ ษุทง้ั หลายทม่ี สี ติ ๔. เลิศกวา่ ภกิ ษุทงั้ หลายท่มี ีธิตปิ ัญญาจาํ ทรง ๕. เลิศกวา่ ภกิ ษุทงั้ หลายท่เี ป็นอปุ ัฏฐาก ฯ (ปี 49) ทา่ นพระอานนทท์ ลู ขอพรพระบรมศาสดาก่อนจะรบั เป็นพทุ ธปุ ัฏฐากไว้ ๘ ขอ้ ทา่ นมเี หตผุ ลท่ที ลู ขอพร ๔ ขอ้ หลงั ว่าอยา่ งไร? ตอบ ใน ๔ ขอ้ หลงั นี้ ๓ ขอ้ แรก เพ่อื จะปอ้ งกนั คนพดู วา่ พระอานนทบ์ าํ รุงพระศาสดาทาํ อะไร เพราะพระองคไ์ ม่ทรงอนเุ คราะหแ์ มด้ ว้ ยกจิ เทา่ นี้ สว่ นขอ้ สดุ ทา้ ย เม่ือมคี นถามในท่ลี บั หลงั พระพทุ ธองคว์ า่ ธรรมนี้ พระองคท์ รงแสดงในท่ไี หน ถา้ ท่านบอกไม่ได้ เขากจ็ ะพดู ไดว้ ่า ทา่ นไมร่ ู้ แมแ้ ตเ่ รือ่ งเทา่ นี้ ไมล่ ะพระศาสดาเท่ยี วตามเสด็จอยู่ ดจุ เงาตามตวั สนิ้ กาลนาน เพราะเหตอุ ะไร ฯ (ปี 47) พระอานนทไ์ ดด้ วงตาเหน็ ธรรมเพราะฟังโอวาทจากใคร? ทา่ นผใู้ หโ้ อวาทนน้ั เลศิ ทางไหน? ตอบ เพราะฟังโอวาทจากพระปณุ ณมนั ตานีบตุ รเถระ ฯ เลิศในทางเป็นพระธรรมกถกึ ฯ (ปี 45) พระอานนทพ์ ทุ ธอปุ ัฏฐากไดท้ ลู ขอพร ๘ ประการ ขอ้ สดุ ทา้ ย ความว่าอยา่ งไร? ทา่ นไดร้ บั การยกยอ่ งจากพระศาสดาอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ความวา่ ถา้ พระองคเ์ สดจ็ ไปเทศนาเร่ืองใดท่ีไหน ซง่ึ ขา้ พระองคไ์ มไ่ ดฟ้ ัง ขอพระองคต์ รสั บอกเทศนาเรือ่ งนนั้ แกข่ า้ พระองค์ ฯ ไดร้ บั การยกย่องวา่ เลศิ กวา่ ภกิ ษุทงั้ หลายดว้ ยคณุ สมบตั ิ ๕ สถาน คอื ๑.เป็นพหสู ตู ๒.มีสติ ๓.มีคติ ๔.มีธิติ ๕.เป็นพทุ ธอปุ ัฏฐาก ฯ (ปี 43) เพราะเหน็ อานิสงสอ์ ะไร พระอานนทจ์ งึ ทลู ขอพรขอ้ ท่ี ๘? พระอบุ าลีออกบวชพรอ้ มใครบา้ ง? ท่ไี หน? ท่านไดร้ บั เอตทคั คะทางไหน? ตอบ เพราะเหน็ อานิสงสว์ า่ หากมผี มู้ าถามว่า ธรรมนพี้ ระพทุ ธองคท์ รงแสดงในท่ใี ด ถา้ ทา่ นตอบไมไ่ ด้ เขาจะพดู ไดว้ ่า ทา่ นตามเสด็จพระ ศาสดาตลอดกาลนาน ไม่รูแ้ มแ้ ตเ่ รื่องเทา่ นี้ ฯ พระอบุ าลอี อกบวชพรอ้ มกบั พระภทั ทิยะ พระอนรุ ุทธะ พระอานนั ทะ พระภคั คุ พระกมิ พลิ ะ พระเทวทตั ท่อี นปุ ิยนิคม ไดร้ บั เอตทคั คะทางเป็นผเู้ ลิศกวา่ ภกิ ษุทง้ั หลายผทู้ รงวินยั ฯ พระมหากัสสปะ (ปี 63, 59) พระพทุ ธโอวาท ๓ ขอ้ ท่ที รงประทานแกพ่ ระมหากสั สปะวา่ อยา่ งไร ? จดั เขา้ ในการอปุ สมบทวิธีใด ? ตอบ พระโอวาท ๓ ขอ้ วา่ ดงั นี้ ๑. กสั สปะ ทา่ นพึงศกึ ษาวา่ เราจกั เขา้ ไปตงั้ ความละอายและความยาํ เกรงไวใ้ นภิกษุทง้ั ท่เี ป็นผเู้ ฒ่า ทงั้ ท่เี ป็นผใู้ หม่ ทง้ั ท่เี ป็นปานกลางอยา่ งแรงกลา้ 14 | P a g e

๒. เราจกั ฟังธรรมอนั ใดอนั หนึง่ ซง่ึ ประกอบดว้ ยกศุ ล เราจกั เง่ยี โสตฟังธรรมนน้ั พิจารณาเนอื้ ความ ๓. เราจกั ไม่ละสตเิ ป็นไปในกาย คือพิจารณากายเป็นอารมณ์ ฯ จดั เขา้ ในเอหภิ ิกขอุ ปุ สมบทวธิ ี ฯ (ปี 62, 60) พระมหากสั สปเถระประพฤติธุดงควตั รเพราะเห็นอาํ นาจประโยชนอ์ ยา่ งไร ? ตอบ เพราะเหน็ อาํ นาจประโยชน์ ๒ อย่างคอื ๑. การอยเู่ ป็นสขุ ในบดั นขี้ องตน ๒. เพ่อื อนเุ คราะหป์ ระชมุ ชนในภายหลงั จะไดเ้ ป็นทฏิ ฐานคุ ติแห่งคนผมู้ าเกดิ ในภายหลงั เม่ือทราบวา่ สาวกของ พระพทุ ธเจา้ ไดป้ ระพฤติ อยา่ งนี้ เขาจะไดป้ ระพฤตติ าม ซง่ึ เป็นทางอาํ นวยสขุ แกเ่ ขาเอง ฯ (ปี 61) หลงั จากพระพทุ ธเจา้ ปรนิ พิ พานแลว้ พระมหากสั สปะไดท้ าํ กิจใด ท่สี าํ คญั แกพ่ ระศาสนา ? จงอธิบาย ตอบ ท่านไดท้ าํ กจิ ท่สี าํ คญั คือเป็นผชู้ กั ชวนภิกษุสงฆ์ ทาํ สงั คายนารอ้ ยกรองพระธรรมวนิ ยั และเป็นประธานในการทาํ สงั คายนานน้ั อนั เป็น เหตใุ หพ้ ระศาสนาตงั้ ม่นั ถาวรสบื มาจนถึงปัจจบุ นั ฯ (ปี 58) ผทู้ ่ไี ดร้ บั การอปุ สมบทโดยวธิ ีรบั โอวาท และโดยวิธีรบั ครุธรรม คือใคร ? และไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นเอตทคั คะในทางใด ? ตอบ โดยวธิ ีรบั โอวาท คอื พระมหากสั สปะ และโดยวธิ ีรบั ครุธรรม คือพระมหาปชาบดี โคตมี ฯ พระมหากสั สปะ ในทางผทู้ รงธดุ งคคณุ ส่วนพระมหาปชาบดี โคตมี ในทาง รตั ตญั ญู ฯ (ปี 56) พระมหากสั สปเถระชกั ชวนภิกษุทงั้ หลายใหท้ าํ สงั คายนาครงั้ แรก เพราะปรารภเหตอุ ะไร? ตอบ เพราะปรารภเหตุ ๒ ประการ คอื ๑. ระลกึ ถงึ คาํ ของสภุ ทั ทวฑุ ฒบรรพชติ กลา่ วจว้ งจาบพระธรรมวินยั ๒. ระลกึ ถงึ อปุ การคณุ ของพระผมู้ ีพระภาคท่ีมีอย่แู กต่ น ฯ (ปี 53) พระมหากสั สปะกบั พระรฐั บาล ออกบวชเพราะมีความคิดเห็นต่างกนั อยา่ งไร? ตอบ พระมหากสั สปะออกบวชเพราะคดิ เหน็ วา่ ผอู้ ย่คู รองเรือนตอ้ งคอยน่งั รบั บาป เพราะการงานท่ผี อู้ น่ื ทาํ ไมด่ ี มใี จเบอื่ หนา่ ย จึงละสมบตั ิ แลว้ ออกบวช พระรฐั บาลออกบวชเพราะมคี วามคดิ เหน็ ตามธรรมเุ ทศ ๔ ขอ้ ท่พี ระศาสดา ทรงแสดง วา่ ๑. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ อนั ชราเป็นผนู้ าํ ๆ เขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยนื ๒. โลกคือหมสู่ ตั ว์ ไมม่ ผี ปู้ ้องกนั ไม่เป็นใหญ่จาํ เพาะตน ๓. โลกคอื หมสู่ ตั วไ์ ม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จาํ ตอ้ งละทงิ้ สง่ิ ทง้ั ปวงไป ๔. โลกคือหม่สู ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนติ ย์ ไมร่ ูจ้ กั อ่ิม เป็นทาสแห่งตณั หา ฯ (ปี 49) พระศาสดารบั ส่งั ใหท้ า่ นพระมหากสั สปะทรงจวี รท่คี ฤหบดถี วายเป็นตน้ แต่ท่านมิไดท้ าํ ตาม เพราะเห็นอาํ นาจประโยชนอ์ ะไร? ตอบ เหน็ ประโยชน์ ๒ อยา่ ง คอื ๑. การอย่เู ป็นสขุ ในบดั นขี้ องตน ๒. การอนเุ คราะหป์ ระชมุ ชนในภายหลงั ประชมุ ชนในภายหลงั ทราบวา่ สาวกของพระพทุ ธเจา้ ไม่ประพฤติตนอยา่ งนน้ั จกั ถงึ ทฏิ ฐานคุ ติ ปฏบิ ตั ิตามท่ีตนไดเ้ หน็ ไดย้ นิ ความปฏบิ ตั นิ นั้ จกั เป็นไปเพ่ือประโยชนแ์ ละสขุ แก่เขาสนิ้ กาลนาน ฯ (ปี 48) พระพทุ ธเจา้ ตรสั สอนภิกษุใหป้ ระพฤตติ นในการเขา้ ไปใกลต้ ระกลู โดยยกพระมหากสั สปะเป็นตวั อยา่ งไวอ้ ย่างไร? ตอบ ตรสั สอนไวม้ าก โดยสรุปทรงสอนว่า ท่านพระมหากสั สปะมคี วามสาํ รวมระวงั อยา่ งยงิ่ ทาํ ตนเป็นผใู้ หม่อยเู่ สมอ ไมล่ าํ พอง ไมต่ ดิ ขอ้ ง วางเฉยกบั อฏิ ฐารมณแ์ ละอนิฏฐารมณท์ ่ปี ระสบไดท้ กุ อยา่ ง ฯ (ปี 43) พระมหากสั สปเถระประพฤตธิ ดุ งควตั รเพราะเหน็ อาํ นาจประโยชนอ์ ยา่ งไร? เม่ือพระพทุ ธเจา้ ปรนิ พิ พานแลว้ ทา่ นเป็นกาํ ลงั สาํ คญั แก่ พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไร? 15 | P a g e

ตอบ เพราะเหน็ อาํ นาจประโยชน์ ๒ อยา่ งคือ ๑. การอยเู่ ป็นสขุ ในบดั นขี้ องตน ๒. เพ่อื อนเุ คราะหป์ ระชมุ ชนในภายหลงั จะไดเ้ ป็นทิฏฐานคุ ติแห่งคนผมู้ าเกิดในภายหลงั เม่ือทราบวา่ สาวกของพระพทุ ธเจา้ ไดป้ ระพฤติ อย่างนี้ เขาจะไดป้ ระพฤตติ าม ซง่ึ เป็นทางอาํ นวยสขุ แกเ่ ขาเอง ฯ ท่านไดเ้ ป็นประธานทาํ สงั คายนาเป็นครงั้ แรก ฯ พระอนุรุทธะ • เป็นโอรสของพระเจา้ อมิโตทนะ * • วนั พระศาสดาปรนิ ิพพาน มีพระสาวกผใู้ หญ่อย่ใู นท่นี น้ั ๒ รูป คือ พระอนรุ ุทธเถระ และพระอานนทเถระ (ปี 54) อนรุ ุทธศากยะออกบวชเพราะมลู เหตอุ ะไร? ผทู้ ่อี อกบวชพรอ้ มกบั ท่านมใี ครบา้ ง? ตอบ เพราะมลู เหตจุ ากการท่อี นรุ ุทธศากยะเป็นพระญาตขิ องพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ ควรออกบวชตามพระพทุ ธเจา้ อย่างท่เี จา้ ศากยะองคอ์ นื่ ผมู้ ี ช่ือเสียง ไดก้ ระทาํ กนั และครนั้ เม่อื ไดฟ้ ังคาํ พดู ของมหานามศากยะผพู้ ่วี า่ การงานของผอู้ ย่คู รองเรอื นไมม่ สี นิ้ สดุ ท่สี ดุ ของการงานไม่มีปรากฏ จึงตดั สนิ ใจใหพ้ ่อี ยคู่ รองเรือนส่วนตนออกบวช ฯ มี พระเจา้ ภทั ทยิ ะ อานนั ทะ ภคั คุ กิมพิละ เทวทตั และ อบุ าลี ฯ พระรัฐบาล • บวชเพราะศรทั ธา • แสดงธรรมเุ ทศ ๔ (*คอื หวั ขอ้ ธรรมท่ยี กขนึ้ แสดง) แก่พระเจา้ โกรพั ยะ ดงั นี้ ๑. โลกคือหมสู่ ตั ว์ อนั ชรานาํ เขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยนื ๒. โลกคือหมสู่ ตั ว์ ไมม่ ผี ปู้ ้องกนั ไม่เป็นใหญ่จาํ เพาะตน ๓. โลกคือหมสู่ ตั ว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จาํ ตอ้ งละทงิ้ สง่ิ ทง้ั ปวงไป ๔. โลกคือหมสู่ ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนิตย์ ไมร่ ูจ้ กั อ่ิม เป็นทาสแห่งตณั หา ฯ • พระเจา้ โกรพั ยะตรสั ถงึ เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มท่จี ะใหค้ นออกบวชกะกะพระรฏั ฐปาลเถร เหตแุ หง่ ความเสอื่ มนนั้ ไดแ้ ก่ ๑. ความแก่ชรา ๒. ความเจ็บ ๓. ความสนิ้ โภคทรพั ย์ ๔. ความสนิ้ ญาติ (ปี 63) ธรรมเุ ทศ ๔ ขอ้ ท่พี ระรฐั บาลแสดงแก่พระเจา้ โกรพั ยะ มใี จความวา่ อย่างไรบา้ ง ? ตอบ วา่ ๑. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ อนั ชราเป็นผนู้ าํ นาํ เขา้ ไปใกล้ ไมย่ ่งั ยนื ๒. โลกคือหมสู่ ตั ว์ ไม่มผี ปู้ อ้ งกนั ไมเ่ ป็นใหญ่จาํ เพาะตน ๓. โลกคือหม่สู ตั ว์ ไม่มอี ะไรเป็นของตน จาํ ตอ้ งละทงิ้ ส่ิงทงั้ ปวงไป ๔. โลกคอื หม่สู ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนิตย์ ไมร่ ูจ้ กั อม่ิ เป็นทาสแห่งตณั หา ฯ (ปี 57) ธรรมทุ เทศ ๔ ขอ้ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง? ใครแสดง? แสดงแกใ่ คร? ตอบ ไดแ้ ก่ ๑. โลกคือหม่สู ตั ว์ อนั ชราเป็นผนู้ าํ นาํ เขา้ ไปใกล้ ไมย่ ่งั ยนื ๒. โลกคือหม่สู ตั ว์ ไมม่ ีผปู้ ้องกนั ไมเ่ ป็นใหญ่จาํ เพาะตน ๓. โลกคือหม่สู ตั ว์ ไม่มีอะไรเป็นของของตน จาํ ตอ้ งละทงิ้ สงิ่ ทงั้ ปวงไป ๔. โลกคือหม่สู ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนิตย์ ไมร่ ูจ้ กั อิ่ม เป็นทาสแห่งตณั หา ฯ พระรฐั บาลแสดง ฯ แสดงแก่พระเจา้ โกรพั ยะ ฯ 16 | P a g e

(ปี 54) พระสาวกผกู้ ลา่ ววา่ โลกคือหม่สู ตั วอ์ นั ชราเป็นผนู้ าํ ๆ เขา้ ไปใกล้ ไมย่ ่งั ยนื ดงั นี้ คอื ใคร? กลา่ วแก่ใคร? ไดร้ บั เอตทคั คะในทางใด? ตอบ คือ พระรฐั บาล ฯ แก่พระเจา้ โกรพั ยะ ฯ ในทางเป็นยอดของภกิ ษุผบู้ วชดว้ ยศรทั ธา ฯ (ปี 53) พระมหากสั สปะกบั พระรฐั บาล ออกบวชเพราะมีความคดิ เหน็ ต่างกนั อยา่ งไร? ตอบ พระมหากสั สปะออกบวชเพราะคดิ เห็นวา่ ผอู้ ย่คู รองเรอื นตอ้ งคอยน่งั รบั บาป เพราะการงานท่ผี อู้ ่นื ทาํ ไมด่ ี มใี จเบ่ือหน่าย จึงละสมบตั ิ แลว้ ออกบวช พระรฐั บาลออกบวชเพราะมคี วามคดิ เหน็ ตามธรรมเุ ทศ ๔ ขอ้ ท่พี ระศาสดา ทรงแสดง วา่ ๑. โลกคอื หม่สู ตั ว์ อนั ชราเป็นผนู้ าํ ๆ เขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยนื ๒. โลกคือหม่สู ตั ว์ ไม่มผี ปู้ ้องกนั ไมเ่ ป็นใหญ่จาํ เพาะตน ๓. โลกคือหมสู่ ตั วไ์ มม่ ีอะไรเป็นของ ๆ ตน จาํ ตอ้ งละทงิ้ สง่ิ ทงั้ ปวงไป ๔. โลกคอื หม่สู ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนติ ย์ ไม่รูจ้ กั อม่ิ เป็นทาสแหง่ ตณั หา ฯ (ปี 51) พระเจา้ โกรพั ยะตรสั ถงึ เหตแุ หง่ ความเสือ่ มทจ่ี ะใหค้ นออกบวชกะพระสาวกรูปใด? เหตแุ ห่งความเสอ่ื มนนั้ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง? ตอบ กะพระรฏั ฐปาลเถระ ฯ เหตนุ น้ั ไดแ้ ก่ ๑. ความแกช่ รา ๒. ความเจบ็ ๓. ความสนิ้ โภคทรพั ย์ ๔. ความสนิ้ ญาติ ฯ (ปี 46) อปุ ติสสปรพิ าชก เม่ือไดฟ้ ังธรรมโดยยอ่ จากพระอสั สชเิ ถระแลว้ มีความเขา้ ใจในเนอื้ ความแหง่ ธรรมนนั้ วา่ อยา่ งไร? ครงั้ พทุ ธกาล กลุ บตุ รผมู้ ีศรทั ธาเล่ือมใสในพระศาสนาขออนญุ าตบวชจากมารดาบิดา เม่ือไม่ไดร้ บั อนญุ าตกเ็ สียใจ จงึ ทาํ การประทว้ ง กลุ บตุ ร ผนู้ นั้ คอื ใคร? ประทว้ งดว้ ยวิธีใด? ตอบ วา่ อยา่ งนคี้ ือ “ ธรรมทงั้ ปวงเกดิ แตเ่ หตุ และจะสงบระงบั ไป เพราะเหตดุ บั กอ่ น พระศาสดาทรงส่งั สอนใหป้ ฏบิ ตั ิ เพ่อื สงบระงบั เหตแุ ห่ง ธรรมเป็นเครื่องกอ่ ใหเ้ กดิ ทกุ ข”์ ฯ กลุ บตุ รผนู้ น้ั คอื พระรฐั บาล ฯ ประทว้ งดว้ ยวิธีนอนไม่ลกุ ขึน้ และอดอาหาร ฯ (ปี 45) พระเจา้ โกรพั ยะทรงปรารภกบั พระรฐั บาลถงึ เหตใุ หบ้ คุ คลออกบวชว่าอยา่ งไร? ตอบ ทรงปรารภเหตวุ ิบตั ิ ๔ ประการ คอื ๑) ความแก่ ๒) ความเจ็บป่วย ๓) ความเส่ือมจากโภคทรพั ย์ ๔) ความเสอ่ื มญาติ ฯ พระราธะ (ปี 59, 53) พระพทุ ธเจา้ ตรสั สอนพระราธะวา่ \"สง่ิ ใดเป็นมาร ทา่ นจงละความกาํ หนดั พอใจในสงิ่ นนั้ เสีย\" มารในท่นี หี้ มายถึงอะไร ? ตอบ หมายถงึ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ฯ (ปี 55) การอปุ สมบทดว้ ยญัตตจิ ตตุ ถกรรมวาจา พระสาวกผเู้ ป็นอปุ ัชฌายะ และเป็นสทั ธิวหิ าริกรูปแรก คือใคร? ตอบ พระสารีบตุ ร เป็นอปุ ัชฌายะรูปแรก ฯ พระราธะ เป็นสทั ธิวหิ ารกิ รูปแรก ฯ พระมหากจั จายนะ (ปี 62 และ ปี 43) พระพทุ ธพจนว์ า่ \"ภทฺเทกรตโฺ ต\" ผมู้ ีราตรเี ดยี วอนั เจรญิ หมายถงึ การปฏิบตั ยิ ่างไร ? พระสาวกรูปใดสามารถอธิบายพระ พทุ ธพจนน์ ไี้ ดถ้ กู ตอ้ งตามพทุ ธประสงค์ ? ตอบ หมายถงึ เป็นผมู้ คี วามเพยี ร ไมเ่ กียจครา้ นทงั้ กลางวนั และกลางคนื อยดู่ ว้ ยความไมป่ ระมาท ฯ พระมหากจั จายนะ ฯ (ปี 58, 55) คาํ ว่า “วรรณะใด ประพฤติอกศุ ลกรรมบถ เบอื้ งหนา้ แตม่ รณะ วรรณะนนั้ ย่อมเขา้ สอู่ บายเสมอกนั หมด ไม่มพี เิ ศษ” ใครกล่าว ? และกล่าวกะใคร ? ตอบ พระมหากจั จายนะ กล่าว ฯ กลา่ วกะพระเจา้ มธรุ ราชอวนั ตีบตุ ร ฯ (ปี 52) พระดาํ รสั ว่า “เธอไปเองเถดิ เม่ือเธอไปแลว้ พระเจา้ แผน่ ดนิ จกั ทรงเสอื่ มใส” พระศาสดาตรสั กะพระเถระรูปใด? พระเถระรูปนน้ั ไดไ้ ป ประกาศพระพทุ ธศาสนาท่ีไหน? และไดผ้ ลอย่างไร? ตอบ ตรสั กะพระมหากจั จายนะ ฯ ท่กี รุงอชุ เชนี ฯ ไดผ้ ลคือ พระเจา้ จณั ฑปัชโชตและชาวเมืองเล่ือมใส ฯ 17 | P a g e

(ปี 46) ผไู้ ดน้ ามว่า “ ภทั เทกรตั ตะ ” ผมู้ ีราตรีเดยี วเจรญิ เพราะประพฤติเช่นไร? พระเถระรูปใดไดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผเู้ ขา้ ใจอธิบายเรื่อง “ ผมู้ รี าตรเี ดยี วเจรญิ ” นใี้ หพ้ สิ ดาร? ตอบ เพราะเป็นผมู้ คี วามเพยี ร ไม่เกียจครา้ นทงั้ กลางวนั กลางคืน อย่ดู ว้ ยความไมป่ ระมาท ฯ พระมหากจั จายนเถระ ฯ พราหมณพ์ าวรแี ละศิษย์ ๑๖ คน • พระอชติ ะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑ • พระปณุ ณกะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๓ • พระอทุ ยะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๓ • พระโมฆราช ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๕ • ปิ งคยิ มาณพ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๖ (ปี 61, 55) ปัญหาวา่ “โลกคือหม่สู ตั ว์ อนั อะไรปิดบงั ไว้ จงึ หลงดจุ อยใู่ นท่มี ืด” ดงั นี้ ใครเป็นผถู้ าม? ไดร้ บั คาํ พยากรณว์ า่ อย่างไร? ตอบ อชติ มาณพเป็นผถู้ าม ฯ ไดร้ บั การพยากรณว์ า่ โลกคอื หม่สู ตั ว์ อนั อวชิ ชาคอื ความไมร่ ูแ้ จง้ ปิดบงั ไวจ้ งึ หลงดจุ อยใู่ นท่มี ืด ฯ (ปี 52) พราหมณพ์ าวรผี กู ปัญหาใหม้ าณพ ๑๖ คน ผเู้ ป็นศษิ ยท์ ลู ถามพระบรมศาสดาเพ่อื ประสงคอ์ ะไร? ปัญหาวา่ “หมมู่ นษุ ยโ์ ลกนี้ คือ ฤษี กษตั รยิ พ์ ราหมณเ์ ป็นอนั มากอาศยั อะไร จึงบชู ายญั บวงสรวงเทวดา” ผทู้ ลู ถามคอื ใคร? และทรงพยากรณว์ า่ อย่างไร? ตอบ พราหมณพ์ าวรีประสงคจ์ ะสืบสวนใหไ้ ดค้ วามแน่นอนวา่ พระโอรสของศากยราชเสด็จออกบรรพชา ปฏญิ ญาพระองคว์ า่ เป็นพระอรหนั ต สมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตามขา่ วเลา่ ลือนนั้ เป็นจรงิ หรอื ไม่ ฯ ผทู้ ลู ถามคือ ปณุ ณกมานพ ฯ ทรงพยากรณว์ า่ หม่มู นษุ ยเ์ หล่านนั้ อยากไดข้ องท่ตี น ปรารถนา อาศยั ของท่มี ชี ราทรุดโทรมจงึ บชู ายญั บวงสรวงเทวดา ฯ (ปี 49) ก่อนท่ที า่ นพระโมฆราชจะมาเป็นภิกษุในพระพทุ ธศาสนา ทา่ นเคยเป็นศษิ ยข์ องใคร? ผนู้ น้ั ตงั้ สาํ นกั สอนอย่ทู ่ไี หน? ตอบ เป็นศษิ ยข์ อง พาวรีพราหมณ์ ฯ อยทู่ ่ฝี ่ังแม่นาํ้ โคธาวรี ท่พี รมแดนแห่งเมืองอสั สกะและเมืองอาฬกะ ฯ (ปี 48) โมฆราชมาณพคิดจะทลู ถามปัญหากะพระพทุ ธองค์ ๓ ครงั้ แตม่ ิไดท้ ลู ถามเพราะเหตไุ ร? ตอบ ในครงั้ ท่ี ๑ ไม่ไดท้ ลู ถามเพราะเห็นวา่ อชติ มาณพเป็นผใู้ หญก่ ว่า จึงยอมใหท้ ลู ถามกอ่ น ในครงั้ ท่ี ๒ และ ๓ ไม่ไดท้ ลู ถามเพราะพระพทุ ธ องคต์ รสั หา้ มไว้ ฯ (ปี 46) ปัญหาวา่ “ หมมู่ นษุ ยใ์ นโลกนี้ คือ ฤษี กษตั รยิ ์ พราหมณ์ เป็นอนั มาก อาศยั อะไร จึงบชู ายญั บวงสรวงเทวดา ” ใครเป็นผถู้ าม? พระ ศาสดาทรงพยากรณว์ า่ อยา่ งไร? ตอบ ปณุ ณกมาณพ ฯ ทรงพยากรณว์ ่า “ หมมู่ นษุ ยเ์ หลา่ นน้ั อยากไดข้ องท่ีตนปรารถนา อาศยั ของท่มี ีชราทรุดโทรม จงึ บชู ายญั บวงสรวง เทวดา ” ฯ (ปี 45) พทุ ธเจดยี ์ มีกี่ประเภท? อะไรบา้ ง? อทุ ยมาณพทลู ถามว่า \"โลกมีอะไรผกู พนั ไว้ อะไรเป็นเคร่ืองสญั จรของโลกนนั้ ทา่ นกล่าวกนั วา่ นพิ พานๆ ดงั นี้ เพราะละอะไรได\"้ พระศาสดา ทรงพยากรณว์ า่ อย่างไร? ตอบ มี ๔ ประเภท คือธาตเุ จดยี ์ บรโิ ภคเจดีย์ ธรรมเจดยี ์ และอทุ เทสิกเจดยี ์ ฯ ทรงพยากรณว์ ่า โลกมคี วามเพลดิ เพลนิ ผกู พนั ไว้ ความตรกึ เป็นเคร่ืองสญั จรของโลกนน้ั ท่านกลา่ วกนั ว่า นพิ พานๆ ดงั นี้ เพราะละตณั หาเสยี ได้ ฯ (ปี 43) ปัญหาวา่ “พระขณี าสพตายแลว้ เป็นอะไร” ใครถามใคร? มีคาํ ตอบอย่างไร? พระศาสดาทรงพยากรณป์ ัญหาจบลงแลว้ มผี ลอะไรเกดิ แก่มาณพ ๑๖ คน? 18 | P a g e

ตอบ พระสารบี ตุ รถามพระยมกะ มคี าํ ตอบว่า รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณท่ไี ม่เท่ยี ง ดบั ไปแลว้ ฯ มีผลคอื มาณพ ๑๕ คน เวน้ ปิงคยิ มาณพ ส่งใจไปตามธรรมเทศนา มจี ิตพน้ จากอาสวะไม่ถือม่นั ดว้ ยอปุ าทาน ส่วนปิงคิยมาณพเป็นแตไ่ ด้ ญาณเหน็ ในธรรม ฯ พระภัททยิ เถระ (ปี 61, 45) พระภทั ทิยเถระ มกั เปลง่ อทุ านเนืองๆ วา่ สขุ หนอๆ ดงั นี้ เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะเม่ือก่อนท่านเป็นพระเจา้ แผ่นดนิ ตอ้ งจดั การรกั ษาปอ้ งกนั ทง้ั ในวงั นอกวงั ทง้ั ในเมือง นอกเมือง จนตลอดท่วั อาณาเขต แมม้ คี น คอยรกั ษาอยา่ งนแี้ ลว้ ยงั ตอ้ งหวาดระแวง สะดงุ้ กลวั อยเู่ ป็นนติ ย์ ครนั้ ทรงออกบวชไดบ้ รรลอุ รหตั ผลแลว้ แมอ้ ยใู่ นท่ไี หนๆ ก็ไม่หวาดระแวง ไม่ สะดงุ้ กลวั ไมต่ อ้ งขวนขวายมใี จปลอดโปรง่ เป็นอสิ ระแก่ตน จึงเปลง่ อทุ านเชน่ นนั้ ฯ (ปี 58) พระสาวกท่ีมกั เปลง่ อทุ านเนอื งๆ วา่ “สขุ หนอ สขุ หนอ” ดงั นี้ คือใคร ? ท่านเปลง่ อทุ านเชน่ นเี้ พราะเหตไุ ร ? ตอบ คอื พระภทั ทิยะ ฯ เพราะเม่อื กอ่ นทา่ นเป็นพระเจา้ แผน่ ดนิ ตอ้ งจดั การรกั ษาปอ้ งกนั ทงั้ ในวงั นอกวงั ทงั้ ในเมอื งนอกเมือง จนตลอดท่วั อาณาเขต แมม้ ีคนคอยรกั ษาอยา่ งนแี้ ลว้ ยงั ตอ้ งหวาดระแวง สะดงุ้ กลวั อย่เู ป็นนิตย์ ครนั้ ทรงออกบวชไดบ้ รรลอุ รหตั ผลแลว้ แมอ้ ยใู่ นท่ไี หนๆ ก็ ไมห่ วาดระแวง ไมส่ ะดงุ้ กลวั ไม่ตอ้ งขวนขวาย มใี จปลอดโปรง่ เป็นดจุ มฤคอยู่ จงึ เปล่งอทุ านเช่นนนั้ ฯ พระโสณโกฬวิ ิสะ (ปี 45) พระพทุ ธองคท์ รงแนะนาํ พระเถระองคใ์ ดใหป้ รารภความเพยี รแตพ่ อประมาณ? เพราะเหตใุ ดจงึ ทรงแนะนาํ เชน่ นน้ั ? ตอบ พระโสณโกฬิวิสะ ฯ เพราะพระโสณโกฬวิ ิสะ ทาํ ความเพยี รเดินจงกรมจนเทา้ แตก กไ็ ม่อาจใหบ้ รรลมุ รรคผลได้ สมยั เม่ือทา่ นเป็นคฤหสั ถ์ เป็นผฉู้ ลาดเขา้ ใจในเสยี งแหง่ สายพิณ พระผมู้ ีพระภาคจงึ ทรงแนะนาํ วา่ ในการดดี พณิ นน้ั จะตอ้ งขงึ สายพิณแต่พอดี เสียงพิณจึงจะไพเราะ หยอ่ นเกินไปหรอื ตงึ เกินไปก็ไม่นา่ ฟัง ความเพียรกเ็ หมือนกนั ถา้ ยอ่ หย่อนนกั กเ็ ป็นไปเพ่อื เกียจครา้ น ถา้ เกินไปนกั กเ็ ป็นไป เพ่อื ฟงุ้ ซา่ น จึงควร ทาํ ความเพียรแตพ่ อดี ฯ อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี • * ช่ือเดมิ วา่ สทุ ตั ตะ • * ทา่ นไดบ้ รรลโุ สดาปัตตผิ ล ท่เี มอื งราชคฤห์ (ปี 58, 46) อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี มีนามเดิมวา่ อะไร ? ไดบ้ รรลคุ ณุ วเิ ศษอะไรในพระพทุ ธศาสนา ? ท่ไี หน ? ตอบ สทุ ตั ตะ ฯ โสดาปัตตผิ ล ฯ ท่เี มืองราชคฤห์ ฯ ธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า • ธรรมจักรกัปปวตั ตนสตู ร (*แปลว่า สูตรว่าดว้ ยการหมนุ พระธรรม (การประกาศธรรม) ) ในวนั อาสาฬหบชู า ขนึ้ ๑๕ ค่าํ เดอื น ๘ พระพทุ ธเจา้ แสดง สง่ิ ทบี่ รรพชติ ไม่ควรเสพ ๑.กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค ความหมกมนุ่ อยใู่ นกาม ๒.อตั ตกลิ มถานโุ ยค ความทาํ ตนใหล้ าํ บาก มชั ฌิมาปฏปิ ทา ขอ้ ปฏิบตั อิ นั เป็นทางสายกลางอรยิ มรรคมีองค์ ๘ และอรยิ สัจ ๔ แกพ่ ระปัญจวคั คที งั้ ๕ ท่ีป่าอิสิปตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี • อริยสจั ๔ คือ ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค 19 | P a g e

• อนัตตลกั ขณสตู ร (ขนั ธท์ งั้ ๕ เป็นของไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ ม่นั )*มผี ลใหป้ ัญจวคั คที งั้ ๕บรรลเุ ป็นพระอรหนั ตพ์ รอ้ ม กนั ทง้ั หมดในวนั แรม ๕ ค่าํ เดอื น ๘ ทรงแสดงแก่พระปัญจวคั คที งั้ ๕ ท่ีป่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั เมอื งพาราณสี [หมายเหตุ *ขนั ธ์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ] • อาทติ ตปริยายสูตร *ท่ตี าํ บลคยาสสี ะ ใกลแ้ ม่นา้ํ คยา* ใจความวา่ “อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผสั สะ และเวทนาซง่ึ เกิดตามลาํ ดบั เป็นของรอ้ น รอ้ นเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ และรอ้ นเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก รา่ํ ไร ราํ พนั ความคบั แคน้ ใจ” มีผลทาใหช้ ฎลิ (อุรุเวลกัสสปะ นทกี ัสสปะ คยากสั สปะ และบริวาร ๑,๐๐๐ คน) บรรลุอรหตั ตผล • เวทนาปริคคหสตู ร แกท่ ีฆนขปรพิ าชก ณ *ถา้ สุกรขาตา เขาคชิ ฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห*์ ฯ มีใจความวา่ “ใหพ้ จิ ารณารา่ งกาย ซ่งึ มีความแตกทาํ ลายไม่ย่งั ยนื และแสดงผลเสยี ของการยดึ ม่นั พรอ้ มกบั ตรสั ใหล้ ะเลกิ ทิฏฐิอยา่ งนน้ั เสีย” • อนุปพุ พีกถา ๕ คอื คือ ทาน ศลี สวรรค์ กามาทนี พ(โทษแหง่ กาม) และเนกขมั มานสิ งส(์ อานสิ งสแ์ ห่งการออกจากกาม) ทรงแสดงแกย่ สกลุ บตุ รเป็นคนแรก • โอวาทปาฏโิ มกข์ ใจความยอ่ วา่ “ไม่ทาํ บาปทง้ั ปวง ทาํ กศุ ลใหถ้ ึงพรอ้ ม ทาํ ใจใหบ้ รสิ ทุ ธิ์” แสดงท่วี ดั เวฬวุ นาราม กรุงราชคฤห์ ส่วนขอ้ ท่ี ทรงยกขนั ติขนึ้ ตรสั ในโอวาทปาฏโิ มกขน์ นั้ หมายความวา่ ศาสนธรรมคาํ สอนของพระองคเ์ ป็นไปเพ่อื ใหอ้ ดทนตอ่ เยน็ รอ้ น หิวระหาย ถอ้ ยคาํ ใหร้ า้ ย ใสค่ วาม ดา่ ว่า และทกุ ขเวทนาอนั แรงกลา้ เกดิ แต่อาพาธ (ปี 63, 61) พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกขท์ ่ไี หน ? มใี จความย่อวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ท่เี วฬวุ นาราม กรุงราชคฤห์ ฯ ใจความย่อวา่ ไมท่ าํ บาปทงั้ ปวง ทาํ กศุ ลใหถ้ ึงพรอ้ ม ทาํ ใจใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ ฯ (ปี 62, 48) ขอ้ อปุ มาวา่ \"ไมแ้ หง้ ท่วี างไวบ้ นบก ไกลนา้ํ สามารถสใี หเ้ กดิ ไฟได\"้ เกิดขนึ้ แกใ่ คร ? โดยนาํ ไปเปรียบกบั อะไร ? ตอบ แกพ่ ระมหาบรุ ุษ คอื องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ฯ โดยทรงนาํ ไปเปรยี บกบั สมณพราหมณท์ งั้ หลายว่า สมณพราหมณ์ บางพวกมี กายหลกี ออกจากกาม ใจก็ละความรกั ใครใ่ นกาม สงบดีแลว้ หากพากเพยี ร พยายามอย่างถูกตอ้ งยอ่ มสามารถตรสั รูธ้ รรมได้ ฯ (ปี 62, 45) อนตั ตลกั ขณสตู ร และ อาทิตตปรยิ ายสตู ร มใี จความโดยยอ่ ว่าอยา่ งไร ? ตอบ อนตั ตลกั ขณสตู รมใี จความโดยย่อว่า รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ซง่ึ รวมเรยี กว่าขนั ธ์ ๕ นี้ เป็นอนตั ตา ไม่ใช่ตน ฯ อาทติ ตปรยิ ายสตู รมใี จความโดยยอ่ ว่า อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วญิ ญาณ สมั ผสั และเวทนาท่เี กิดแต่สัมผสั เป็นของรอ้ น รอ้ น เพราะไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ และรอ้ นเพราะความเกดิ ความแก่ ความตาย ความโศกรา่ํ ไรราํ พนั เจ็บกาย เสียใจ คบั ใจ ฯ (ปี 61, 43) ท่สี ดุ โตง่ อนั บรรพชติ ไม่ควรเสพนนั้ คอื อะไรบา้ ง? ท่สี ดุ โตง่ นน้ั มโี ทษอยา่ งไร? ตอบ คือ ๑. กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค ๒.อตั ตกลิ มถานโุ ยค ฯ มีโทษดงั นี้ กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค คือการประกอบตนใหพ้ วั พนั ดว้ ยสขุ ในกาม เป็นธรรมอนั เลว เป็นเหตตุ งั้ บา้ นเรอื น เป็นของคนมกี ิเลสหนา ไม่ใช่ของคน อรยิ ะคอื ผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ อตั ตกลิ มถานโุ ยค คือการประกอบความเหนด็ เหน่อื ยแก่ตนเปลา่ ใหเ้ กดิ ทุกขแ์ กผ่ ปู้ ระกอบ ไม่ทาํ ผปู้ ระกอบใหเ้ ป็นอรยิ ะ ไม่ประกอบดว้ ย ประโยชน์ ฯ (ปี 60) ทางปฏิบตั ิท่ีสดุ ๒ อยา่ ง อนั บรรพชติ ไม่ควรเสพนน้ั คอื อะไรบา้ ง ? มีอธิบายอย่างไร ? ตอบ คอื ๑. กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค ๒. อตั ตกลิ มถานโุ ยค ฯ มอี ธิบายดงั นี้ กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค คือการประกอบตนใหพ้ วั พนั ดว้ ยสขุ ในกาม เป็นธรรมอนั เลว เป็นเหตตุ งั้ บา้ นเรอื น เป็นของคนมกี ิเลสหนา ไมใ่ ชข่ องคน อรยิ ะคือผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ 20 | P a g e

อตั ตกิลมถานโุ ยค คอื การประกอบความเหนด็ เหน่อื ยแก่ตนเปลา่ ใหเ้ กดิ ทกุ ขแ์ ก่ผปู้ ระกอบ ไม่ทาผปู้ ระกอบใหเ้ ป็นอรยิ ะ ไม่ประกอบ ดว้ ย ประโยชน์ ฯ (ปี 59) พระศาสดาทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอรยิ สจั ๔ ตามลาํ ดบั แกบ่ คุ คลผมู้ ีคุณสมบตั เิ ช่นไร ? ตอบ แก่ผมู้ คี ณุ สมบตั ดิ งั ต่อไปนคี้ อื ๑. เป็นมนษุ ย์ ๒. เป็นคฤหสั ถ์ ๓. มีอปุ นิสยั แกก่ ลา้ ควรบรรลโุ ลกตุ รคณุ ฯ (ปี 59, 57, 49) คาํ วา่ “สง่ิ ทง้ั ปวงไม่ควรแก่ขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ ไม่ชอบใจหมด” เป็นคาํ พดู ของใคร? พระพทุ ธองคต์ รสั ตอบว่าอย่างไร? ตอบ เป็นคาํ พดู ของทฆี นขะ อคั คิเวสสนโคตร ฯ ตรสั ตอบวา่ ถา้ อยา่ งนน้ั ความเหน็ อย่างนนั้ กต็ อ้ งไมค่ วรแก่ทา่ น ทา่ นกต็ อ้ งไมช่ อบความเหน็ อยา่ งนนั้ ฯ (ปี 57, 53) อภญิ ญาเทสิตธรรม มีอะไรบา้ ง? ทรงแสดงแกใ่ คร? ท่ไี หน? ตอบ มี สติปัฏฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ฯ ทรงแสดงแก่ภิกษุสงฆผ์ อู้ าศยั อยใู่ นเมอื งเวสาลี ฯ ท่กี ฏู าคารศาลา ป่ามหาวนั ฯ (ปี 51) อนปุ พุ พกี ถาและสามกุ กงั สิกธรรม คอื อะไร? พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงแกบ่ คุ คลผมู้ ีองคสมบตั อิ ะไร? ตอบ อนปุ พุ พีกถา คือ ถอ้ ยคาํ ท่กี ลา่ วเรยี งเรอื่ งเป็นลาํ ดบั ไป คอื ทานกถา สีลกถา สคั คกถา กามาทีนวกถา เนกขมั มานิสงั สกถา สามกุ กงั สิกธรรม คอื ธรรมท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงยกขึน้ แสดงเอง ไดแ้ กอ่ รยิ สจั ๔ ฯ ผมู้ ีองคสมบตั ิ คอื ๑. เป็นมนษุ ย์ ๒. เป็นคฤหสั ถ์ ๓. มีอปุ นสิ ยั แก่กลา้ ควรบรรลโุ ลกตุ รคณุ ฯ (ปี 50) กอ่ นจะทรงแสดงอรยิ สจั ๔ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงสว่ นสดุ ๒ อยา่ งแกป่ ัญจวคั คยี ์ แต่ทรงแสดงอนปุ พุ พีกถาแกย่ สกลุ บตุ ร เพราะเหตุ ไร? ตอบ เพราะปัญจวคั คียไ์ ดล้ ะกามออกบวชเป็นฤษีแลว้ ซง่ึ บรรพชติ ในครงั้ นน้ั หมกม่นุ อยใู่ นส่วนสดุ ๒ อยา่ ง คอื อตั ตกิลมถานโุ ยคและกาม สขุ ลั ลิกานโุ ยค ฤษีปัญจวคั คียต์ ิดอยู่ในอตั ตกิลมถานโุ ยค จงึ ไม่จาํ ตอ้ งแสดงอนปุ พุ พีกถาเพ่อื ฟอกจติ ใหส้ ะอาดจากกาม แตย่ สกลุ บตุ รเป็น ผู้ เสพกามอย่คู รองเรือน กาํ ลงั ไดร้ บั ความขดั ขอ้ งวนุ่ วายจากกามอยู่ จงึ ทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถาฟอกจิตใหห้ า่ งไกลจากความยนิ ดใี นกาม ควรรบั ธรรมเทศนาคอื อรยิ สจั ๔ เหมอื นผา้ ท่ปี ราศจากมลทิน ควรรบั นา้ํ ยอ้ มไดฉ้ ะนน้ั ฯ (ปี 48) อนปุ พุ พกี ถา คอื อะไร? ทรงแสดงแก่บคุ คลผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยองคเ์ ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? ตอบคือถอ้ ยคาํ ท่กี ลา่ วเรียงเรื่องเป็นลาํ ดบั ไปฯ ดว้ ยองค์ ๓ฯ คอื เป็นมนษุ ย์ ๑ เป็นคฤหสั ถ์ ๑ มอี ปุ นสิ ยั แก่กลา้ ควรบรรลโุ ลกตุ รคณุ ในท่นี น้ั ๑ฯ (ปี 48) ธรรม ๓๗ ประการมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นตน้ มีมรรคมอี งค์ ๘ เป็นท่สี ดุ เรยี กช่ือว่าธรรมอะไรไดบ้ า้ ง? เรียกอยา่ งนน้ั เพราะเหตไุ ร? ตอบ เรียกช่อื ว่า อภิญญาเทสิตธรรม เพราะเป็นธรรมท่พี ระองคท์ รงแสดงดว้ ยพระปัญญาอนั ยิง่ และเรยี กช่ือว่า โพธิปักขิยธรรม เพราะธรรมเหลา่ นี้ เป็นฝักฝ่ายแหง่ ความตรสั รู้ ฯ (ปี 47) พระพทุ ธพจนว์ ่า “ ทกั ษิณาอนั บรจิ าคในสงฆย์ อ่ มสาํ เรจ็ แก่ผตู้ ายโดยฐานะ ” นน้ั ท่านอธิบายไวอ้ ยา่ งไร? การท่ที กั ษิณาจะสาํ เรจ็ ประโยชนแ์ กผ่ ตู้ ายโดยฐานะนนั้ ตอ้ งพรอ้ มดว้ ยสมบตั ิ อะไรบา้ ง? ตอบ ทา่ นอธิบายไวว้ ่า เปตชนผไู้ ปเกดิ ในกาํ เนดิ อ่ืน ทง้ั ทเ่ี ป็นทคุ ติ ทง้ั ท่เี ป็นสคุ ติ ย่อมเป็นอยดู่ ว้ ยอาหารในคตทิ ่ีเขาเกดิ หาไดร้ บั ผลแหง่ ทานท่ี ทายกอทุ ศิ ถึงไม่ ตอ่ ไปเกดิ ในปิตติวิสยั จงึ ไดร้ บั ผลแห่งทานท่อี ทุ ิศถึงนน้ั ฯ ตอ้ งพรอ้ มดว้ ยสมบตั ิ ๓ ประการคอื การบรจิ าคไทยธรรมแลว้ อทุ ศิ ถึงของทายก ๑ ปฏคิ าหกผรู้ บั ไทยธรรมนน้ั เป็นทกั ขเิ ณยยะ คือผคู้ วรรบั ทกั ษิณา ๑ เปตชนนน้ั ไดอ้ นโุ มทนา ๑ ฯ (ปี 46) โอวาทปาฏิโมกขท์ รงแสดงท่ไี หน? เม่ือไร? ขอ้ ท่ที รงยกขนั ตขิ นึ้ ตรสั ในโอวาทปาฏโิ มกขน์ นั้ หมายความวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ท่เี วฬวุ นาราม กรุงราชคฤห์ ฯ เม่ือวนั เพ็ญเดอื น ๓ ฯ หมายความวา่ ศาสนธรรมคาํ สอนของพระองคเ์ ป็นไปเพ่ือใหอ้ ดทนต่อเย็น รอ้ น หิว ระหาย ถอ้ ยคาํ ใหร้ า้ ย ใส่ความ ดา่ วา่ และทกุ ขเวทนาอนั แรงกลา้ เกดิ แต่อาพาธ ฯ (ปี 45) ท่สี ดุ ทง้ั ๒ อยา่ งอนั บรรพชิตไม่ควรเสพ มโี ทษอยา่ งไรบา้ ง? มชั ฌิมาปฏปิ ทา มีคณุ อยา่ งไรบา้ ง? 21 | P a g e

ตอบ มีโทษดงั นี้ คอื กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค เป็นธรรมอนั เลว เป็นเหตตุ งั้ บา้ นเรือน เป็นของคนมีกเิ ลสหนา ไมใ่ ชข่ องคนอรยิ ะคือผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ อตั ตกิลมถานโุ ยค ใหเ้ กดิ ทกุ ขแ์ กผ่ ปู้ ระกอบ ไมท่ าํ ผปู้ ระกอบใหเ้ ป็นอรยิ ะ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ ฯ มีคณุ ดงั นี้ คอื ทาํ ดวงตาคอื ทาํ ญาณเครื่องรอบรู้ เป็นไปเพ่อื ความเขา้ ไปสงบระงบั เพ่อื ความรูย้ งิ่ เพ่อื ความรูด้ ี เพ่อื ความไมม่ กี เิ ลสเครือ่ งรอ้ ย รดั ฯ (ปี 45) บคุ คลท่ที า่ นเปรยี บดว้ ยดอกบวั ๔ เหลา่ ไดแ้ กจ่ าํ พวกไหนบา้ ง? พระพทุ ธองคท์ รงแสดงอนปุ พุ พกี ถากอ่ นท่จี ะแสดงอรยิ สจั ๔ เพ่อื ประโยชนอ์ ะไร? ตอบ ไดแ้ ก่ ๑. อคุ ฆฏติ ญั ญู คอื ผมู้ อี ปุ นิสยั สามารถจะตรสั รูธ้ รรมวิเศษโดยพลนั พรอ้ มกนั กบั เวลาท่ที ่านผศู้ าสดาแสดงธรรมส่งั สอน เปรยี บดว้ ยดอกบวั พน้ นาํ้ ๒. วปิ จติ ญั ญู คือ ผทู้ ่ที า่ นอธิบายขยายความแหง่ คาํ ท่ยี อ่ ใหพ้ ิสดารออกไป จึงจะตรสั รูธ้ รรมวเิ ศษได้ เปรียบดว้ ยดอกบวั เสมอนาํ้ ๓. เนยยะ คือ ผทู้ ่พี อจะแนะนาํ ได้ คอื พอท่จี ะฝึกอบรมส่งั สอนใหร้ ูแ้ ละเขา้ ใจไดอ้ ยู่ เปรียบดว้ ยดอกบวั ท่ยี งั อยใู่ นนา้ํ ๔. ปทปรมะ คือ ผแู้ มจ้ ะฟังและกลา่ วและทรงไวแ้ ละบอกแก่ผอู้ น่ื ซง่ึ ธรรมเป็นอนั มาก กไ็ มส่ ามารถจะตรสั รูธ้ รรมวิเศษในอตั ภาพชาตนิ นั้ ได้ เปรียบดว้ ยดอกบวั ท่เี ป็นภกั ษาแหง่ เตา่ และปลา ฯ เพ่อื ฟอกจติ สาวกหรอื ผฟู้ ัง ใหห้ า่ งไกลจากความยินดใี นกาม ควรรบั พระธรรมเทศนาใหเ้ กดิ ดวงตาเห็นธรรม เหมือนผา้ ท่ปี ราศจากมลทินควร รบั นาํ้ ยอ้ มได้ ฉะนนั้ ฯ (ปี 45) พระพทุ ธดาํ รสั วา่ \"ดกู ่อนอานนท์ กาํ มอื อาจารยใ์ นธรรมทงั้ หลายไมม่ แี กพ่ ระตถาคตเจา้ ” หมายความวา่ อยา่ งไร? พระพทุ ธองคท์ รง บาํ เพญ็ ญาตตั ถจรยิ า ดว้ ยมีพระประสงคอ์ ย่างไร? ตอบ หมายความวา่ พระตถาคตเจา้ ไม่ทรงมขี อ้ ลลี้ ับในธรรมทงั้ หลายท่จี ะตอ้ งปกปิดซ่อนบงั ไว้ แสดงไดแ้ ก่สาวกบางเหลา่ มิไดท้ ่วั ไปเป็น สรรพสาธารณ์ หรือจะพงึ แสดงใหส้ าวกทราบต่ออวสานกาลท่สี ดุ ฯ ดว้ ยพระประสงคจ์ ะใหพ้ ระญาตบิ รบิ รู ณด์ ว้ ยสขุ ๓ ประการ คือมนษุ ยสขุ ๑ ทิพยสขุ ๑ นพิ พานสขุ ๑ ทงั้ ท่คี รองฆราวาส ทงั้ ท่อี อกบรรพชาใน พระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 44) พระศาสดาทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอรยิ สจั ๔ ตามลาํ ดบั แก่บคุ คลผมู้ คี ณุ สมบตั ิเชน่ ไร? พระศาสดาประทานเอหภิ ิกขอุ ปุ สมั ปทา แก่พระยสกลุ บตุ รวา่ อยา่ งไร? ตอบ แก่ผมู้ คี ณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปนคี้ อื ๑. เป็นมนษุ ย์ ๒. เป็นคฤหสั ถ์ ๓. มอี ปุ นสิ ยั แก่กลา้ ควรบรรลโุ ลกตุ รคณุ ฯ ทา่ นจงเป็นภิกษุมาเถดิ ธรรมเรากลา่ วดแี ลว้ ทา่ นจงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ถดิ ฯ เหตใุ นการบวชของสาวก (ปี 51) จงระบชุ ่ือพระสาวกผทู้ ่บี วชดว้ ยเหตตุ อ่ ไปนี้ ก. บวชดว้ ยศรทั ธา ข. บวชเพราะจาํ ใจ ค. บวชตามเพ่อื น ง. บวชเพราะเห็นโทษของการครองเรือน ตอบ ก. บวชดว้ ยศรทั ธา คอื พระรฐั ปาลเถระ ค. บวชตามเพ่อื น คอื พระวิมล พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ พระควมั ปติ ข. บวชเพราะจาํ ใจ คือ พระนนั ทเถระ ง. บวชเพราะเห็นโทษของการครองเรือน คอื พระมหากสั สปเถระ ฯ 22 | P a g e

การอุปสมบท (ปี 56) การอปุ สมบทสาํ หรบั พระภิกษุในครงั้ พทุ ธกาล มที งั้ หมดกี่วธิ ี? อะไรบา้ ง? ในปัจจบุ นั ใชว้ ิธใี ด? ตอบ มี ๓ วธิ ีฯ คอื ๑.เอหภิ ิกขอุ ปุ สมั ปทา ๒.ตสิ รณคมนปู สมั ปทา ๓.ญัตติจตตุ ถกรรมอปุ สมั ปทาฯ ใชญ้ ัตติจตตุ ถกรรมอปุ สมั ปทาฯ คนแรก/คนสดุ ทา้ ย/ท่องจา (ปี 56) ปฐมสาวกกบั ปัจฉิมสาวกคือใคร? ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาครงั้ แรกว่าดว้ ยเรือ่ งอะไร? ตอบ ปฐมสาวก คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฟังพระธรรมเทศนาวา่ ดว้ ยท่สี ดุ ๒ อย่าง และมชั ฌมิ าปฏปิ ทา ฯ ปัจฉิมสาวก คือสภุ ทั ทปรพิ าชก ฟังพระธรรมเทศนาวา่ ดว้ ยพระอรยิ บคุ คลทง้ั ๔ ประเภท มอี ยเู่ ฉพาะในธรรมวนิ ยั ทม่ี มี รรคมอี งค์ ๘ ฯ (ปี 50) บิณฑบาตของนางสชุ าดาท่ถี วายกอ่ นแต่ตรสั รู้ และของนายจนุ ทะท่ถี วายกอ่ นแต่เสดจ็ ปรนิ พิ พาน มผี ลเสมอกนั มีวบิ ากเสมอกนั เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะ ก. ปรนิ พิ พานเสมอกนั คือสอปุ าทเิ สสปรนิ พิ พานและอนุปาทิเสสปรนิ พิ พาน ข. สมาบตั เิ สมอกนั คอื ทรงเขา้ สสู่ มาบตั ิ ๒๔ แสนโกฏเิ สมอกนั ก่อนจะตรสั รูแ้ ละกอ่ นจะปรนิ พิ พาน ค. เม่ือบคุ คลทง้ั ๒ ระลกึ ถงึ การถวายบณิ ฑบาตของตน กบ็ งั เกดิ ปีติโสมนสั อยา่ งแรงกลา้ เหมอื นกนั ฯ (ปี 48) ในพทุ ธประวตั กิ ลา่ วถงึ บคุ คลตอ่ ไปนคี้ ือ โสตถยิ พราหมณ์ หหุ กุ ชาติพราหมณ์ โทณพราหมณ์ ว่าอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ โสตถิยพราหมณ์ เป็นพราหมณท์ ่ถี วายหญา้ แด่พระมหาบรุ ุษในเวลาเย็นแหง่ วนั ตรสั รู้ หหุ กุ ชาติพราหมณ์ เป็นพราหมณท์ ่เี ขา้ เฝา้ ทลู ถามปัญหากะพระพทุ ธองคข์ ณะประทบั ณ ภายใตร้ ม่ ไมอ้ ชปาลนโิ ครธ โทณพราหมณ์ เป็นพราหมณท์ ่ที าํ หนา้ ท่แี บ่งพระบรมสารีรกิ ธาตแุ กก่ ษตั รยิ แ์ ละพราหมณท์ ง้ั ๘ พระนคร ฯ (ปี 47) พระอรหนั ตสาวกรุน่ แรกท่พี ระศาสดาทรงส่งไปประกาศพระศาสนา มจี าํ นวนเทา่ ไร? พระองคท์ รงประทานโอวาทแกท่ า่ นเหลา่ นนั้ โดย ย่อวา่ อยา่ งไร? ตอบ มจี าํ นวนทง้ั สนิ้ ๖๐ รูป ฯ ทรงประทานโอวาทวา่ ทา่ นทง้ั หลายจงเท่ยี วจารกิ ไปในชนบท เพ่อื ประโยชนแ์ ละความสขุ แกช่ นเป็นอนั มาก แต่อยา่ ไปทางเดยี วกนั ๒ รูป จงแสดงธรรมมคี ณุ ในเบือ้ งตน้ ทา่ มกลาง และท่สี ดุ จงประกาศพรหมจรรยอ์ นั บรสิ ทุ ธิ์บรบิ รู ณส์ นิ้ เชงิ พรอ้ มทงั้ อรรถและพยญั ชนะ ฯ (ปี 47) พระกาฬทุ ายี และ กาฬเทวลิ ดาบส เกี่ยวขอ้ งกับพระพทุ ธเจา้ อย่างไร ? ตอบ พระกาฬทุ ายี เป็นสหชาติของพระพทุ ธเจา้ ก่อนบวชท่านเป็นอาํ มาตยอ์ ยใู่ นกรุงกบลิ พสั ดุ์ พระเจา้ สทุ โธทนะทรงสง่ ไปทลู นิมนต์ พระพทุ ธเจา้ ใหเ้ สดจ็ กลบั กรุงกบลิ พสั ดุ์ เม่ือไดอ้ ปุ สมบทแลว้ จงึ ทลู นิมนตพ์ ระพทุ ธเจา้ ใหเ้ สด็จกลบั ไดส้ าํ เรจ็ ตามพระราชประสงค์ ฯ กาฬเทวิลดาบสคอื อสิตดาบสน่นั เอง เม่ือพระมหาบรุ ุษประสตู ิใหมๆ่ ท่านทราบข่าวจงึ เขา้ ไปเย่ยี ม ไดเ้ หน็ ลกั ษณะของพระราชโอรสตอ้ ง ดว้ ยตาํ รบั มหาบรุ ุษลกั ษณะมคี วามเคารพในพระโอรสอยา่ งมาก จึงลกุ ขึน้ กราบลงท่พี ระบาททง้ั สองดว้ ยศีรษะของตนแลว้ กลา่ วทาํ นายพระ ลกั ษณะตามมหาบรุ ุษลกั ษณะพยากรณศาสตร์ ฯ (ปี 44) จงแสดงใจความแหง่ พระพทุ ธพจนท์ ่ชี ีใ้ หเ้ หน็ วา่ พระอรหนั ตย์ งั มไี ดต้ ลอดเวลาท่บี คุ คลยงั ปฏบิ ตั ชิ อบอยู่? ในสมยั พทุ ธกาล พระสาวกองคใ์ ดไดร้ บั การอปุ สมบทดว้ ยญตั ติจตตุ ถกรรมวาจาเป็นองคแ์ รก และองคใ์ ดเป็นองคส์ ดุ ทา้ ย? ตอบ ใจความแห่งพระพทุ ธพจนท์ ่ตี รสั กอ่ นปรนิ ิพพานกบั สภุ ทั ทปรพิ าชกว่า \" ดกู ่อนสภุ ทั ทะ ถา้ ภกิ ษุทงั้ หลาย ยงั เป็นผปู้ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏิบตั ิชอบอยู่ โลกกจ็ ะไมว่ า่ งจากพระอรหนั ต์ \" ฯ พระราธะเป็นองคแ์ รก พระสภุ ทั ทะเป็นองคส์ ดุ ทา้ ย ฯ 23 | P a g e

พระสาวกนิพพาน (ปี 50) พระสาวกผใู้ หญ่ ๘๐ องค์ เท่าท่ปี รากฏในหนงั สอื พทุ ธานพุ ทุ ธประวตั ิ มอี งคใ์ ดนิพพานกอ่ นและหลงั พระพทุ ธองคบ์ า้ ง? จงบอกมา อย่างละ ๒ องค์ ฯ ตอบ (ตอบเพยี งอยา่ งละ ๒ องค)์ ผนู้ พิ พานก่อนพระพทุ ธองค์ คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ พระสารบี ตุ ร พระโมคคลั ลานะ และพระราหลุ ฯ ผนู้ ิพพานหลงั พระพทุ ธองค์ คือ พระมหากสั สปะ พระอุบาลี พระอนรุ ุทธะ พระอานนท์ ฯ เอตทคั คะ ➢ ประมาณ หรือ ปมาณกิ ๔ บคุ คลท่ถี ือประมาณตา่ งๆ กนั , คนในโลกผถู้ ือเอาคณุ สมบตั ติ ่างๆ กนั เป็นเคร่อื งวดั ในการทจ่ี ะเกดิ ความเช่ือ ความเลอ่ื มใส ๑. รูปัปปมาณกิ า ผถู้ ือประมาณในรูป, บคุ คลท่มี องเห็นรูปรา่ งสวยงาม ทรวดทรงดี อวยั วะสมสว่ น ท่าทางสง่า สมบรู ณพ์ รอ้ ม จงึ ชอบใจ เล่ือมใสนอ้ มใจท่จี ะเช่อื ถือ ๒. โฆสัปปมาณกิ า ผถู้ ือประมาณในเสียง, บคุ คลท่ไี ดย้ ินไดฟ้ ังเสยี งสรรเสรญิ เกียรตคิ ณุ หรอื เสยี งพดู จาท่ไี พเราะ จงึ ชอบใจเลอื่ มใสนอ้ ม ใจท่จี ะเช่ือถือ ๓. ลูขปั ปมาณกิ า ผถู้ ือประมาณในความคร่าํ หรือเศรา้ หมอง, บคุ คลท่ีมองเห็นสง่ิ ของเครือ่ งใชค้ วามเป็นอย่ทู ่เี ศรา้ หมองเชน่ จวี รครา่ํ ๆ เป็นตน้ หรอื มองเหน็ การกระทาํ ครา่ํ เครียดเป็นทกุ รกิรยิ า ประพฤตเิ ครง่ ครดั เขม้ งวดขดู เกลาตน จงึ ชอบใจ เล่ือมใสนอ้ มใจท่จี ะเช่ือถือ ๔. ธัมมัปปมาณกิ า ผถู้ ือประมาณในธรรม, บคุ คลท่พี ิจารณาดว้ ยปัญญาเหน็ สารธรรมหรือการปฏบิ ตั ดิ ปี ฏิบตั ชิ อบ คอื ศีล สมาธิ ปัญญา จงึ ชอบใจเล่ือมใส นอ้ มใจท่ีจะเช่อื ถือ ➢ เอตทคั คะ แปลว่า ผเู้ ลศิ (ใหท้ อ่ งไปสอบ สรุปนเี้ อามาเฉพาะทเี่ คยออกขอ้ สอบ นกั ธรรมโทและเอก เทา่ นนั้ ) • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ผรู้ ตั ตญั ญู (แปลว่า ผรู้ ูร้ าตรนี าน ...หมายถงึ ผมู้ ีอายมุ าก ผมู้ ปี ระสบการณม์ าก) • พระอรุ ุเวลกสั สปะ ผมู้ บี รวิ ารมาก • พระมหากสั สปะ ผเู้ ลิศในทางถือธดุ งค์ • พระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ผเู้ ลศิ ในทางธรรมกถกึ • พระสารีบตุ ร ผเู้ ลศิ ในทางมีปัญญามาก • พระโมคคลั ลานะ ผมู้ ีฤทธิม์ าก • พระโสณกฏุ ิกณั ณะ ผแู้ สดงธรรมดว้ ยถอ้ ยคาํ อนั ไพเราะ (ผมู้ วี าจาไพเราะ) • พระราหลุ ผใู้ ครใ่ นการศกึ ษา • พระราธะ ผมู้ ปี ฏิภาณ คือ มีญาณแจม่ แจง้ ในธรรมเทศนา • พระโมฆราช ผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง • พระอบุ าลี ผทู้ รงพระวินยั • พระอานนท์ ผเู้ ลิศในทางพหสู ตู มี ๕ ดา้ น คือ เป็นพหสู ตู มสี ติ มคี ติ มีความเพยี ร และเป็นพทุ ธอปุ ัฏฐาก • พระอนรุ ุทธะ ผเู้ ลศิ ในทางทิพยจกั ขญุ าณ (ตาทพิ ย)์ 24 | P a g e

• พระมหากจั จายนะ ผเู้ ลศิ ในทางผอู้ ธิบายเนอื้ ความยอ่ ใหพ้ สิ ดาร • พระรฐั บาล ผเู้ ลศิ ในทางผูบ้ วชดว้ ยศรทั ธา • พระวกั กลิ ผเู้ ลิศในทางสทั ธาธิมตุ คือ ผพู้ น้ กิเลสดว้ ยศรทั ธา • พระโสณโกฬิวิสะ ผเู้ ลิศในทางมคี วามเพยี รปรารภแลว้ • พระกาฬทุ ายี ผเู้ ลิศทางยงั ตระกลู ใหเ้ ล่ือมใส • พระพาหยิ ทารุจรี ยิ ะ ผเู้ ลิศทางมขี ปิ ปาภิญญาตรสั รูเ้ รว็ • กิสาโคตมเี ถรี ในทางทรงไวซ้ ง่ึ จวี รอนั เศรา้ หมอง (ภิกษุณี) • กณุ ฑลเกสเี ถรี ในทางขปิ ปาภิญญา หรือ ตรสั รูเ้ รว็ (ภิกษุณี) • ภทั ทกาปิลานเี ถรี ในทางระลกึ ไดซ้ ่งึ ปพุ เพนวิ าส (ภกิ ษุณี) • ภทั ทากจั จานาเถรี ในทางถงึ ซง่ึ อภิญญาอนั ใหญ่แลว้ (ภกิ ษุณี) • โสณาเถรี ในทางมคี วามเพยี รปรารภแลว้ (ภกิ ษุณี) • มหาปชาบดีโคตมีเถรี ผรู้ ตั ตญั ญู (ภกิ ษุณี) • ธรรมทินนาเถรี ผเู้ ลิศในทางธรรมกถกึ (ภกิ ษุณี) • อบุ ลวรรณาเถรี ผเู้ ลศิ ในทางมีฤทธิ์ (ภิกษุณ)ี • ปฏาจาราเถรี ผเู้ ลิศในทางทรงวนิ ยั (ภิกษุณี) • เขมาเถรี ผเู้ ลิศในทางมีปัญญา (ภกิ ษุณี) • จิตตคฤหบดี ผเู้ ลิศในทางธรรมกถึก (ฝ่ายอบุ าสก) • นางขชุ ชตุ ตรา ผเู้ ลิศในทางธรรมกถกึ (ฝ่ายอบุ าสกิ า) (ปี 63, 61) ภกิ ษุณีผมู้ ีชอ่ื ต่อไปนไี้ ดร้ บั เอตทคั คะในทางไหน ? ก. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ข. พระเขมาเถรี ค. พระอบุ ลวณั ณาเถรี ง. พระปฏาจาราเถรี จ. พระธัมมทินนาเถรี ตอบ ก. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางรตั ตญั ญู ข. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางมปี ัญญา ค. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางมีฤทธิ์ ง. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางทรงวนิ ยั จ. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางธรรมกถกึ ฯ (ปี 62, 55) พระสาวกสาวกิ าต่อไปนี้ ไดร้ บั การยกย่องวา่ เป็นผเู้ ลศิ ในทางใด? ๑. พระมหาโมคคลั ลานะ ๒. พระมหากสั สปะ ๓. พระอบุ าลี ๔. พระนางมหาปชาบดโี คตมี ๕. พระนางเขมา ตอบ ๑. พระมหาโมคคลั ลานะ เป็นผเู้ ลิศในทางมฤี ทธิ์ ๒. พระมหากสั สปะ เป็นผเู้ ลิศในทางถือธดุ งค์ ๓. พระอบุ าลี เป็นผเู้ ลิศในทางทรงพระวินยั ๔. พระนางมหาปชาบดโี คตมี เป็นผเู้ ลศิ ในทางผรู้ ตั ตญั ญู ๕. พระนางเขมา เป็นผเู้ ลิศในทางมปี ัญญา ฯ (ปี 56) พระเถระรูปใดไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทคั คะ ดงั ต่อไปนี?้ ก. ทรงทพิ จกั ษุญาณ ข. ยงั ตระกลู ใหเ้ ล่อื มใส ค. เป็นธรรมกถกึ ฆ. ผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง ง. ผเู้ ป็นขิปปาภญิ ญาตรสั รูเ้ รว็ ตอบ ก. พระอนรุ ุทธเถระ ข. พระกาฬทุ ายเี ถระ ค. พระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ฆ. พระโมฆราชเถระ ง. พระพาหิยทารุจรี ยิ ะ ฯ 25 | P a g e

(ปี 53) พระสาวกรูปใดเป็นเอตทคั คะทางมีปัญญามาก ทางขยายความย่อใหพ้ ิสดาร ทางมวี าจาไพเราะ ทางทรงจวี รเศรา้ หมอง? และในท่าน เหล่านน้ั องคไ์ หนเป็นท่เี ล่ือมใสของผเู้ ป็นรูปัปปมาณกิ า โฆสปั ปมาณิกา ลขู ปั ปมาณิกา และธัมมปั ปมาณิกา? ตอบ พระสารบี ตุ ร เป็นเอตทคั คะทางมปี ัญญามาก และเป็นทเ่ี ลอื่ มใสของผเู้ ป็นธัมมปั ปมาณิกา พระมหากจั จายนะ เป็นเอตทคั คะทางขยายความยอ่ ใหพ้ ิสดาร และเป็นท่เี ลื่อมใสของผูเ้ ป็นรูปัปปมาณิกา พระโมฆราช เป็นเอตทคั คะทางทรงจวี รเศรา้ หมอง และเป็นทเ่ี ลือ่ มใสของผเู้ ป็นลขู ปั ปมาณิกา พระโสณกฏุ กิ ณั ณะ เป็นเอตทคั คะทางมวี าจาไพเราะ และเป็นทเ่ี ล่อื มใสของผเู้ ป็นโฆสปั ปมาณิกา ฯ (ปี 53) พระอรหนั ตสาวก ๑๐ องคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา คอื ใครบา้ ง? มที ่านใดไดร้ บั เอตทคั คะบา้ ง? และเป็นเอตทคั คะในทางไหน? ตอบ คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ พระวปั ปะ พระภทั ทยิ ะ พระมหานามะ พระอสั สชิ พระยสะ พระวมิ ละ พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ และพระควมั ปติ ฯ มพี ระอญั ญาโกณฑญั ญะรูปเดยี ว ฯ ในทางรตั ตญั ญู ผรู้ ูร้ าตรีนาน ฯ (ปี 49) บคุ คลต่อไปนไี้ ดร้ บั เอตทคั คะในทางใด? ก. พระอนรุ ุทธเถระ ข. พระโสณโกฬิวิสเถระ ค. พระรฐั ปาลเถระ ง. นางปฏาจาราเถรี จ. นางกสี าโคตมีเถรี ตอบ ก. พระอนรุ ุทธเถระ ไดท้ ิพยจกั ษุญาณ ข. พระโสณโกฬวิ ิสเถระ มีความเพียรปรารภแลว้ ค. พระรฐั ปาลเถระ บวชดว้ ยศรทั ธา ง. นางปฏาจาราเถรี ทรงไวซ้ ง่ึ วินยั จ. นางกีสาโคตมเี ถรี ทรงไวซ้ ง่ึ จวี รอนั เศรา้ หมอง ฯ (ปี 48) พทุ ธบรษิ ัท ๔ คอื ใครบา้ ง? ผตู้ งั้ อย่ใู นเอตทคั คะทางพระธรรมกถกึ ของแตล่ ะฝ่ายคอื ใคร? ตอบ คอื ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสกิ า ฯ ฝ่ายภกิ ษุ คอื พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รเถระ ฝ่ายอบุ าสก คอื จติ ตคฤหบดี ฝ่ายภิกษุณี คอื พระธมั มทนิ นาเถรี ฝ่ายอบุ าสิกา คอื นางขชุ ชตุ ตรา ฯ (ปี 44) ภกิ ษุณีผมู้ ีช่ือตอ่ ไปนไี้ ดร้ บั เอตทคั คะในทางไหน? ก. พระนางมหาปชาบดีโคตมี ข. นางเขมาเถรี ค. นางอบุ ลวณั ณาเถรี ง. นางปฏาจาราเถรี จ. นางธมั มทนิ นาเถรี พระสงฆเ์ ถรวาทในเมืองไทยไม่สามารถบวชภิกษุณีไดเ้ พราะเหตไุ ร? ตอบ ก. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางรตั ตญั ญู ข. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางมีปัญญา ค. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางมฤี ทธิ์ ง. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางทรงวินยั จ. ไดร้ บั เอตทคั คะในทางธรรมกถกึ ฯ เพราะมีพระพทุ ธานญุ าตวา่ \" ภิกษุณีตอ้ งบวชจากภกิ ษุณีสงฆก์ ่อน แลว้ จึงบวชจากภกิ ษุสงฆอ์ กี ครงั้ หนึ่ง \" เวลานภี้ ิกษุณีสงฆไ์ มม่ ีแลว้ การท่ี จะบวชภิกษุณจี งึ ไมส่ ามารถทาํ ได้ ฯ มหาปรนิ ิพพาน (ปี 59, 54) อายสุ งั ขาราธิษฐานกบั การปลงอายสุ งั ขาร หมายถงึ อะไร? พระพทุ ธเจา้ ทรงกระทาํ ท่ไี หน? ตอบ อายสุ งั ขาราธษิ ฐาน หมายถงึ การท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงตงั้ พระหฤทยั วา่ จกั ดาํ รงพระชนมอ์ ยแู่ สดงธรรมส่งั สอนมหาชน จนกวา่ พทุ ธบรษิ ัท จะตงั้ ม่นั และไดป้ ระกาศพระศาสนาใหแ้ พรห่ ลายม่นั คงสาํ เรจ็ ประโยชนแ์ ก่มหาชน ท่อี ชปาลนโิ ครธ ใกลส้ ถานท่ตี รสั รู้ ฯ การปลงอายสุ งั ขาร หมายถึงการท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงกาํ หนดวนั ปรนิ พิ พาน นับแต่วนั เพญ็ เดอื น ๓ ไปอกี ๓ เดือน ท่ปี าวาลเจดยี ์ เมอื งไพศาลี ฯ (ปี 58) ในการถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระ พระพทุ ธสรีระส่วนใดยงั คงเหลอื อยู่ ? ตอบ พระอฐั ิ พระเกสา พระโลมา พระนขา พระทนั ตา เหลืออยู่ นอกนน้ั ถกู เพลงิ ไหมห้ มดสนิ้ ฯ 26 | P a g e

(ปี 57) ปาวาลเจดยี ์ และ มกฏุ พนั ธนเจดยี ์ อยทู่ ่เี มอื งอะไร? มีความเก่ียวขอ้ งกบั พระพทุ ธเจา้ อยา่ งไร? ตอบ ปาวาลเจดยี อ์ ยทู่ ่เี มอื งไพศาลี เป็นท่ที รงปลงพระชนมายสุ งั ขาร ฯ มกฏุ พนั ธนเจดยี อ์ ย่ทู ่เี มอื งกสุ นิ ารา เป็นท่ถี วายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ ฯ (ปี 56) พระพทุ ธองคท์ รงเลือกเมอื งกสุ นิ าราเป็นสถานท่เี สด็จดบั ขนั ธปรนิ พิ พานดว้ ยเหตผุ ลอนั ใด? ตอบ ดว้ ยเหตผุ ลคือ ๑. จะเป็นเหตเุ กดิ แหง่ มหาสทุ สั สนสตู ร ๒. จะไดโ้ ปรดสภุ ทั ทปรพิ าชก ผเู้ ป็นพทุ ธเวไนย ๓. จะไดป้ อ้ งกนั การรบกนั ครงั้ ใหญ่เพ่อื แย่งชงิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ฯ (ปี 54) นิมติ โอภาสท่พี ระศาสดาทรงแสดงแก่พระอานนทก์ อ่ นทรงปลงอายสุ งั ขาร มใี จความวา่ อยา่ งไร? ทรงแสดงเพ่อื อะไร? ตอบ มใี จความวา่ อิทธิบาททง้ั ๔ ประการ ทา่ นผใู้ ดผหู้ นงึ่ ไดเ้ จรญิ ใหม้ ากแลว้ สามารถจะดาํ รงอยไู่ ดก้ ปั ๑ หรอื เกนิ กวา่ นน้ั อิทธิบาททง้ั ๔ นนั้ พระตถาคตไดเ้ จรญิ แลว้ ถา้ ทรงปรารถนา กจ็ ะดาํ รงอยไู่ ดก้ ปั ๑ หรือเกินกวา่ นั้น ฯ เพ่อื ใหพ้ ระอานนทก์ ราบทลู อาราธนาใหท้ รงดาํ รงอย่ชู ่วั อายกุ ปั ๑ หรอื เกินกวา่ นน้ั ฯ (ปี 46) พระพทุ ธดาํ รสั ว่า “ ดกู ่อนสภุ ทั ทะ ถา้ ภิกษุทง้ั หลายเหล่านี้ จะพงึ อยดู่ อี ย่ชู อบแลว้ ไซร้ โลกก็จกั ไม่พงึ วา่ งเปล่าจากพระอรหนั ตท์ ง้ั หลาย ” ดงั นี้ คาํ วา่ “ พระอรหนั ต์ ” ในท่นี ี้ หมายถงึ ใคร? โทณพราหมณ์ ไดก้ ล่าวสนุ ทรพจนใ์ นวนั แจกพระบรมสารีรกิ ธาตุ มใี จความยอ่ อยา่ งไร? ตอบ หมายถงึ พระขีณาสวอรหนั ต์ ฯ มใี จความย่อดงั นี้ ๑. พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ ขนั ตธิ รรมและตาํ หนใิ นการท่จี ะทาํ สงครามกนั ๒. ชวนใหส้ ามคั คีรว่ มใจกนั โดยแบง่ ส่วนพระบรมสารรี กิ ธาตเุ ท่า ๆ กนั ฯ (ปี 44) พระยาวสั วดมี าร ไดท้ ลู ขอพระพทุ ธเจา้ ใหเ้ สด็จปรนิ ิพพานกี่ครงั้ ? ท่ไี หนบา้ ง? เม่ือคราวท่มี ารทลู ขอใหป้ รนิ พิ พานครงั้ แรก พระองคท์ รงตอบมารวา่ อย่างไร? ตอบ ไดท้ ลู ขอพระพทุ ธเจา้ ใหเ้ สดจ็ ปรนิ ิพพาน ๒ ครงั้ คือ ครัง้ แรกท่ใี ตต้ น้ อชปาลนโิ ครธ ครัง้ ทสี่ องท่ปี าวาลเจดยี ์ ฯ ทรงตอบมารว่า \" ดกู ่อนมารผใู้ จบาป เม่ือใดพทุ ธบรษิ ัท ๔ เป็นผฉู้ ลาด เป็นพหสู ตู ร สามารถดาํ รงพระธรรมวนิ ยั สืบต่อศาสนาได้ สามารถแสดง ธรรมโปรดเวไนยสตั ว์ ใหส้ าํ เรจ็ มรรค ผล นพิ พาน และเผยแผศ่ าสนาไปไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวางม่นั คง เม่ือนน้ั ตถาคตจงึ จะปรนิ พิ พาน \" (ปี 43) จงอธิบายขอ้ ความต่อไปนี้ ก. ทรงทาํ อายสุ งั ขาราธิฏฐาน ข. ทรงปลงอายสุ งั ขาร ตอบ ก. ทรงทาํ อายสุ งั ขาราธิฏฐาน หมายถงึ ทรงตงั้ พระหฤทยั จกั อยแู่ สดงธรรมส่งั สอนแกม่ หาชน และตงั้ พทุ ธปณิธานใครจ่ ะดาํ รงพระ ชนมอ์ ยจู่ นกวา่ พทุ ธบรษิ ัทจะตงั้ ม่นั และไดป้ ระกาศพระศาสนาใหแ้ พรห่ ลาย ประดิษฐานใหม้ ่นั คงถาวรสาํ เรจ็ ประโยชนแ์ กน่ กิ รทกุ หมเู่ หลา่ ข. ทรงปลงอายสุ งั ขาร หมายถงึ ทรงกาํ หนดวนั ปรนิ ิพพานนบั แตว่ นั เพ็ญเดอื น ๓ ไปอกี ๓ เดือน คอื ปลงพระทยั วา่ จะบาํ เพ็ญพทุ ธกจิ ต่อไปอีกไมไ่ ดแ้ ลว้ เจดีย์ (ปี 62, 51) ถปู ารหบคุ คล ไดแ้ กบ่ คุ คลเชน่ ไร ? มีใครบา้ ง ? ตอบ ไดแ้ ก่ บคุ คลผคู้ วรแกก่ ารบรรจอุ ฐั ิธาตไุ วใ้ นสถปู เพ่อื สกั การบชู า ฯ มี ๑. พระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ๒. พระปัจเจกพทุ ธเจา้ ๓. พระอรหนั ตสาวก ๔. พระเจา้ จกั รพรรดิราช ฯ (ปี 55) พทุ ธเจดียม์ ีก่ีประเภท? อะไรบา้ ง? พระพทุ ธรูป สงเคราะหเ์ ขา้ ในเจดยี ป์ ระเภทใด? ตอบ มี ๔ ประเภท ฯ คอื ธาตเุ จดยี ์ บรโิ ภคเจดีย์ ธรรมเจดยี ์ และอทุ เทสิกเจดีย์ ฯ สงเคราะหเ์ ขา้ ในอทุ เทสิกเจดีย์ ฯ (ปี 53) ถปู ารหบคุ คล คอื ใคร? มกี ี่ประเภท? อะไรบา้ ง? 27 | P a g e

ตอบ คือ บคุ คลผคู้ วรแกก่ ารสรา้ งสถปู ไวป้ ระดษิ ฐาน ฯ มี ๔ ประเภท ฯ คือ ๑. พระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ๒. พระปัจเจกพทุ ธเจา้ ๓. พระอรหนั ตสาวก ๔. พระเจา้ จกั รพรรดิราช ฯ (ปี 47) อจลเจดยี ค์ อื อะไร? ตงั้ อยทู่ ่เี มอื งอะไร? เกิดขนึ้ เม่ือใด? ตอบ คอื สถานท่เี ป็นท่ปี ระดษิ ฐานแหง่ บนั ไดแกว้ บนั ไดทอง บนั ไดเงนิ ซง่ึ ทอดลงมาจากดาวดงึ สเทวโลก ฯ ตงั้ อยทู่ เ่ี มอื งสงั กสั สนคร ฯ เกิดขนึ้ ในวนั ท่พี ระพทุ ธเจา้ เสด็จลงส่มู นษุ ยโลกหลงั จากเสด็จประทบั จาํ พรรษาในดาวดงึ สเทวโลกแลว้ ฯ (ปี 47) พระพทุ ธองคท์ รงรบั ส่งั กะพระอานนทถ์ งึ ประโยชนข์ องการสรา้ งสถปู แลว้ อญั เชิญพระอฐั ิธาตุ บรรจไุ ว้ ณ ทา่ มกลางหนทาง ๔ แพรง่ แห่งถนนใหญ่ไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ ทรงรบั ส่งั ไวอ้ ยา่ งนคี้ ือ เพ่ือเป็นปชู นียสถานใหม้ นษุ ยผ์ สู้ ญั จรไปมา เกิดความเล่อื มใส ศรทั ธา ไดส้ กั การะบชู าดว้ ยระเบยี บดอกไมข้ อง หอม อภวิ าทกราบไหวท้ าํ จติ ใหเ้ ลอื่ มใสในพระพทุ ธคณุ อนั จกั เป็นเหตใุ หเ้ กิดประโยชนแ์ ละความสขุ ตลอดกาลนาน ฯ (ปี 45) พทุ ธเจดยี ์ มีกี่ประเภท? อะไรบา้ ง? อทุ ยมาณพทลู ถามว่า \"โลกมีอะไรผกู พนั ไว้ อะไรเป็นเคร่อื งสญั จรของโลกนนั้ ทา่ นกลา่ วกนั วา่ นพิ พานๆ ดงั นี้ เพราะละอะไรได\"้ พระศาสดา ทรงพยากรณว์ า่ อย่างไร? ตอบ มี ๔ ประเภท คอื ธาตเุ จดยี ์ บรโิ ภคเจดีย์ ธรรมเจดยี ์ และอทุ เทสกิ เจดยี ์ ฯ ทรงพยากรณว์ ่า โลกมีความเพลิดเพลินผกู พนั ไว้ ความตรกึ เป็นเครื่องสญั จรของโลกนน้ั ทา่ นกล่าวกนั วา่ นพิ พานๆ ดงั นี้ เพราะละตณั หาเสียได้ ฯ (ปี 43) เม่ือรวมเจดยี ซ์ ง่ึ แสดงไวใ้ นบาลี อรรถกถา และฎกี า มเี ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? อนั ตรธาน ๕ อยา่ ง อย่างไหนสาํ คญั กวา่ ? เพราะเหตไุ ร? ตอบ มี ๔ คอื ธาตเุ จดยี ์ ๑ บรโิ ภคเจดยี ์ ๑ ธรรมเจดยี ์ ๑ อทุ เทสกิ เจดีย์ ๑ ฯ ปรยิ ตั อิ นั ตรธานสาํ คญั กว่า เพราะปรยิ ตั ิเสอ่ื มลงในกาลใด พระศาสนายอ่ มเส่ือมถอยในกาลนน้ั เมอ่ื ปรยิ ตั ิยงั ดาํ รงอย่ตู ราบใด พระศาสนาก็ยงั ดาํ รงอย่ตู ราบนนั้ เพราะวา่ ปรยิ ตั เิ ป็นรากแกว้ ของพระศาสนา ปฏิบตั ิเป็นแกน่ ปฏิเวธ เป็นผล เม่ือรากแกว้ ขาดแลว้ แกน่ และผลก็พลอยหมดไป ตามกนั ฯ การสังคายนา (ปี 63) การทาํ สงั คายนาครงั้ แรก ใครทาํ หนา้ ท่ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ? และทาํ ท่ไี หน ? ตอบ พระมหากสั สปะทาํ หนา้ ท่ปี จุ ฉา พระอบุ าลที าํ หนา้ ท่วี ิสชั นาพระวนิ ยั พระอานนทท์ าํ หนา้ ท่วี ิสชั นาพระสตู รและพระอภธิ รรม ฯ ณ ถํา้ สตั ตบรรณคหู า ฯ (ปี 61) ในครงั้ ปฐมสงั คายนา พระสาวกองคใ์ ดรบั หนา้ ท่วี ิสชั นาพระวินยั ? ทา่ นอปุ สมบทพรอ้ มกบั ใครบา้ ง? ตอบ พระอบุ าลเี ถระฯ อปุ สมบทพรอ้ มกบั เจา้ ศากยะ ๕ พระองคค์ อื ภทั ทิยะ อนรุ ุทธะ อานนท์ ภคั คุ กมิ พลิ ะ กบั เจา้ โกลยิ ะ ๑ องค์ คือเทวทตั ฯ (ปี 61, 57) สภุ ทั ทวฑุ ฒบรรพชิต กลา่ วจาบจว้ งพระธรรมวินยั วา่ อยา่ งไร ? และทาํ ใหเ้ กิดเหตกุ ารณอ์ ะไรในกาลต่อมา ? ตอบ วา่ \"เราทงั้ หลายพน้ ดแี ลว้ จากพระสมณะนนั้ บดั นี้ เราพอใจ จะทาํ สง่ิ ใดก็ทาํ หรือ มพิ อใจทาํ สงิ่ ใดกไ็ ม่ตอ้ งทาํ \" ฯ เป็นเหตใุ หเ้ กดิ สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครงั้ ท่ี ๑ ฯ (ปี 60) หลงั จากพระพทุ ธเจา้ ปรนิ พิ พาน พระสาวกองคใ์ ดเป็นประธาน ในการทาํ ปฐมสังคายนา ? เพราะปรารภเหตใุ ด ? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ เพราะปรารภคากล่าวจาบจว้ งพระธรรมวนิ ยั ของพระสภุ ทั ทะ ผบู้ วชตอนแก่ ในระหวา่ งเดินทางมาสกั การะพระพทุ ธสรรี ะ ฯ (ปี 59) การทาํ สงั คายนาครงั้ แรก เกดิ ขนึ้ หลงั จากปรนิ พิ พานลว่ งแลว้ ก่ีเดอื น ? ใชเ้ วลาเทา่ ไร ? ใครทาํ หนา้ ท่ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ? 28 | P a g e

ตอบ ลว่ งแลว้ ๓ เดอื น ฯ ใชเ้ วลา ๗ เดอื น ฯ พระมหากสั สปะทาํ หนา้ ท่ปี จุ ฉา พระอบุ าลที าํ หนา้ ท่วี ิสชั นาพระวนิ ยั พระอานนทท์ าํ หนา้ ทว่ี สิ ชั นาพระสตู รและพระอภธิ รรม ฯ (ปี 58) พระมหากสั สปะ พระอบุ าลี และพระอานนท์ องคใ์ ดนพิ พานก่อนหรอื หลงั พระพทุ ธองค์ ? จงอา้ งหลกั ฐานมาแสดง ตอบ หลงั พระพทุ ธองคท์ งั้ หมด ฯ หลกั ฐาน คอื พระสาวกทงั้ ๓ องคน์ นั้ ไดร้ ว่ มประชมุ สงฆท์ าสงั คายนาครงั้ ท่ี ๑ หลงั พทุ ธปรนิ ิพพานได้ ๓ เดอื น ฯ (ปี 52) สงั คายนา คืออะไร? พระสภุ ทั ทวฑุ ฒบรรพชติ ผเู้ ป็นเหตใุ หพ้ ระมหากสั สปะทาํ ปฐมสงั คายนา ไดก้ ล่าวจาบจว้ งพระธรรมวนิ ยั มใี จความ ว่าอยา่ งไร? ตอบ คือ การประชมุ กนั เรียบเรียงศาสนธรรมคาํ สอนของพระศาสนาวางไวเ้ ป็นแบบแผน ฯ มใี จความวา่ ท่านทง้ั ปวงอย่าโศกเศรา้ อยา่ รอ้ งไห้ รา่ํ ไรไปเลย เม่ือพระสมณโคดมยงั อย่นู น้ั เบียดเบยี นวา่ กลา่ ว ว่าสงิ่ นคี้ วรสง่ิ นไี้ มค่ วร จาํ เดิมแต่นเี้ ราปรารถนาจะกระทาํ สงิ่ ใด เรากก็ ระทาํ สิ่งนนั้ ได้ พระสมณโคดมนิพพานเสยี กพ็ น้ ทกุ ขพ์ น้ รอ้ นเราทง้ั ปวงแลว้ ฯ (ปี 51) การทาํ สงั คายนาครงั้ ท่ี ๓ มีมลู เหตจุ ากอะไร? ใครเป็นผอู้ ปุ ถมั ภ?์ พระสงฆผ์ เู้ ขา้ รว่ มทาํ สงั คายนามีจาํ นวนเทา่ ไร? ใครเป็นประธาน? ใชเ้ วลานานเทา่ ไร ? ตอบ มมี ลู เหตจุ ากพวกเดียรถียเ์ ป็นจาํ นวนมากปลอมบวชในพระพทุ ธศาสนา ฯ พระเจา้ อโศกมหาราช ทรงเป็นผอู้ ปุ ถมั ภ์ ฯ มจี าํ นวน ๑,๐๐๐ รูป ฯ พระโมคคลั ลีบตุ รติสสเถระ เป็นประธาน ฯ ใชเ้ วลา ๙ เดือน ฯ 29 | P a g e

ทบทวน วินัยมุข นักธรรมชัน้ เอก วชิ าวนิ ัยมุข (ปี 52) สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงประมวล เรือ่ งอนั เน่อื งดว้ ยวินยั ทภ่ี ิกษุผเู้ ป็นเถระพงึ เรยี นรูเ้ ป็นหลกั ไวใ้ นวนิ ยั มขุ เลม่ ๓ คอื อะไรบา้ ง ? เม่ือเรียนรูแ้ ลว้ จะอานวยประโยชนอ์ ะไรบา้ ง ? ตอบ คือ ธรรมเนียม วธิ ี และกรณียะตา่ ง ๆ อนั เน่อื งดว้ ยวนิ ยั ฯ ยอ่ มอาจจะอานวยในหนา้ ท่ใี หเ้ ป็นไปโดยเรยี บรอ้ ย และอาจเป็นท่พี ึ่งของ ผนู้ อ้ ยในกจิ การ ฯ สังฆกรรม • มูลเหตุทท่ี าํ ใหเ้ กดิ สังฆกรรม มี ๒ อย่าง ๑. มภี กิ ษุบรษิ ัทเพม่ิ จานวนมากขนึ้ ๒. มพี ระพทุ ธประสงคเ์ พ่อื ใหส้ งฆเ์ ป็นใหญใ่ นการบรหิ ารหม่คู ณะ • สังฆกรรม คือ งานของสงฆ์ หรือกรรมท่ีสงฆพ์ งึ ทา มี ๔ ประเภท คอื ๑. อปโลกนกรรม กรรมท่ที าเพียงดว้ ยบอกกนั ในท่ปี ระชมุ สงฆ์ ไมต่ อ้ งตงั้ ญัตตแิ ละไม่ตอ้ งสวดอนสุ าวนา เช่น แจง้ การลง พรหมทณั ฑแ์ กภ่ ิกษุ ๒. ญตั ตกิ รรม กรรมท่ที าเพียงตงั้ ญตั ติไม่ตอ้ งสวดอนสุ าวนา เช่น อโุ บสถและปวารณาออกพรรษา ๓. ญตั ตทิ ุติยกรรม กรรมท่ที าดว้ ยตงั้ ญัตติแลว้ สวดอนสุ าวนาหนหน่งึ เชน่ สมมตสิ ีมา ใหผ้ า้ กฐิน ๔. ญัตตจิ ตุตถกรรม กรรมท่ที าดว้ ยตงั้ ญตั ตแิ ลว้ สวดอนสุ าวนา ๓ หน เชน่ อปุ สมบท ใหป้ รวิ าส ใหม้ านตั • ญตั ติ คอื การเผดยี งสงฆ์ (คาํ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบเพอื่ ทาํ กิจของสงฆร์ ว่ มกนั …ในวงเล็บแค่บอกความหมายไม่ตอ้ งทอ่ ง) • อนุสาวนา คอื การประกาศความปรกึ ษาและตกลงของสงฆ์ • อปโลกนกรรม มี ๕ อยา่ ง คือ ๑. นิสสารณา นาสนะสามเณรผกู้ ลา่ วต่พู ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ๒. โอสารณา รบั สามเณรผถู้ กู นาสนะแลว้ กลบั ประพฤตเิ รยี บรอ้ ย ใหเ้ ขา้ หมู่ ๓. ภัณฑกู รรม บอกขออนญุ าตปลงผมคนผจู้ ะบวชอนั ภกิ ษุจะทาเอง ๔. พรหมทัณฑ์ ประกาศไม่วา่ กลา่ วภกิ ษุหวั ดือ้ วา่ ยาก ๕. กัมมลกั ขณะ อปโลกนแ์ จกอาหารในโรงฉนั เป็นตน้ • สงั ฆกรรมแต่ละประเภท ทรงอนุญาตใหส้ งฆพ์ ร้อมเพรียงกนั ทาํ ในท.่ี .. ๑. อปโลกนกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรยี งกนั ทาในเขตสีมา หรือนอกเขตสีมาก็ได้ ๒. สว่ นญตั ตกิ รรม ญตั ตทิ ุตยิ กรรม และญัตติจตุตถกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาในเขตสีมา จะเป็น พทั ธสีมา หรอื อพทั ธสมี าก็ได้ • สงฆผ์ ทู้ าํ สงั ฆกรรม ทา่ นจดั เป็ นวรรค มีจานวนสงฆผ์ กู้ ระทานน้ั ๆ ดงั นี้ ๑. จตวุ รรค มจี านวน ๔ รูป ทาสงั ฆกรรมทกุ อยา่ ง เวน้ ปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบท และอพั ภาน 1|P a g e

๒. ปัญจวรรค จานวน ๕ รูป ทาปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบทในปัจจนั ตชนบท ๓. ทสวรรค จานวน ๑๐ รูป ใหอ้ ปุ สมบทในมธั ยมชนบท ๔. วสี ตวิ รรค จานวน ๒๐ รูป ทาอพั ภาน • ภกิ ษุผคู้ วรเขา้ กรรม ตอ้ งประกอบดว้ ยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นภกิ ษุปกติ ไม่ถกู สงฆย์ กเสยี จากหมดู่ ว้ ยอกุ เขปนยี กรรม ๒. มสี งั วาสเสมอดว้ ยสงฆ์ ๓. เป็นสมานสงั วาสของกนั และกนั • สงั ฆกรรมย่อมวบิ ตั ิ โดยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑.โดยวตั ถุ ๒.โดยสีมา ๓.โดยปรสิ ะ ๔.โดยกรรมวาจา • วบิ ัติโดยวตั ถุนนั้ พึงเห็นดงั นี.้ .. ๑. ใหอ้ ปุ สมบทแก่คนมีอายหุ ย่อน ๒๐ ขวบ ๒. .ใหอ้ ปุ สมบทแกอ่ ภพั บคุ คล ๓. สมมติสมี าคาบเก่ียวหรอื ทบั สีมาอน่ื ๔. ทาผิดระเบียบ เช่นกรรมอนั จะพึงทาในท่พี รอ้ มหนา้ ทาในท่ลี บั หลงั กรรมอนั จะพงึ ทาดว้ ยการสอบถาม ทาดว้ ยไมส่ อบถาม กรรมอนั จะพงึ ทาดว้ ยปฏิญญา ทาดว้ ยไม่ปฏิญญาเป็นตน้ . • วิบัติโดยสีมานนั้ พงึ เหน็ ดงั นี.้ .. ๑. สมมติสีมาใหญ่เกินกาหนด (เกิน ๓ โยชน)์ ๒. สมมติสมี าเล็กเกินกาหนด (จไุ มพ่ อภิกษุ ๒๑ รูปน่งั เขา้ หตั ถบาสกนั ) ๓. สมมติสมี ามีนมิ ติ ขาด ๔. สมมตสิ มี ามีฉายาเป็นนมิ ิต ๕. สมมติสมี าไมม่ นี มิ ติ • วิบตั ิโดยปริสะนนั้ พึงเหน็ ดงั น.ี้ .. ๑. ภกิ ษุเขา้ ประชมุ ไมค่ รบองคก์ าหนด ๒. สงฆค์ รบกาหนดแลว้ แต่ไมน่ าฉนั ทะของภกิ ษุผคู้ วรนาฉนั ทะมา ๓. มผี คู้ ดั คา้ นกรรมท่ีสงฆท์ า • วิบัตโิ ดยกรรมวาจานนั้ พงึ เห็นดงั น.ี้ .. ๑. ไมร่ ะบวุ ตั ถุ ๕. ตงั้ ญัตติภายหลงั ๒. ไม่ระบสุ งฆ์ ๖. ทงิ้ อนสุ าวนาในกรรมวาจาท่มี อี นสุ าวนา ๓. ไม่ระบบุ คุ คล ๗. สวดในกาลไมค่ วร ๔. ไม่ตงั้ ญัตติ 2|P a g e

(ปี 63, 59) มลู เหตทุ ่ที าใหเ้ กิดสงั ฆกรรมมีก่ีอยา่ ง ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๒ อยา่ ง ฯ คือ ๑. มีภกิ ษุบรษิ ทั เพิ่มจานวนมากขึน้ ๒. มีพระพทุ ธประสงคเ์ พ่อื ใหส้ งฆเ์ ป็นใหญ่ในการบรหิ ารหมคู่ ณะ ฯ (ปี 63, 56) สงฆผ์ จู้ ะใหก้ ารอปุ สมบทแก่กลุ บตุ ร ในพระวินยั มกี าหนดจานวนภกิ ษุไวอ้ ยา่ งไร? ถา้ ไมค่ รบตามจานวนนนั้ จดั เป็นวบิ ตั อิ ะไร? ตอบ มกี าหนดอย่างนี้ คือในมธั ยมชนบท ๑๐ รูปเป็นอยา่ งตา่ ในปัจจนั ตชนบท ๕ รูปเป็นอย่างต่า ฯ จดั เป็น ปรสิ วิบตั ิ ฯ (ปี 62, 50) สงั ฆกรรมมีอะไรบา้ ง ? สงั ฆกรรมอะไรท่สี งฆจ์ ตวุ รรคทาไมไ่ ด้ ? ตอบ มี ๑. อปโลกนกรรม ๒. ญตั ติกรรม ๓. ญัตติทตุ ยิ กรรม ๔. ญตั ติจตตุ ถกรรม ฯ ปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบท และอพั ภาน สงฆจ์ ตวุ รรคทาไมไ่ ด้ ฯ (ปี 62, 49) สงั ฆกรรมย่อมวิบตั ิเพราะเหตไุ รบา้ ง ? ภิกษุ ๓ รูป ประชมุ กนั ในสมี าสวดปาฏโิ มกขช์ ่ือวา่ วบิ ตั เิ พราะเหตไุ หน ? ตอบ สงั ฆกรรมยอ่ มวบิ ตั ิ (คือใชไ้ ม่ได้ แมท้ าแลว้ กไ็ มเ่ ป็นอนั ทา) เพราะเหตุ ๔ อยา่ ง คือ เพราะวตั ถบุ า้ ง เพราะสีมาบา้ ง เพราะปรสิ ะบา้ ง เพราะกรรมวาจาบา้ ง ฯ ช่ือวา่ วบิ ตั ิเพราะปรสิ ะ ฯ (ปี 62) การอปโลกน์ และ การสวดกรรมวาจาใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นสงั ฆกรรมประเภทใด? อยา่ งไหนตอ้ งทาในสมี า อยา่ งไหนทานอกสีมากไ็ ด?้ ตอบ การอปโลกนเ์ พ่อื ใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นอปโลกนกรรม การสวดเพ่อื ใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นญตั ตทิ ตุ ิยกรรม ฯ การอปโลกนเ์ พ่อื ใหผ้ า้ กฐิน ทาในสมี าหรอื นอกสมี ากไ็ ด้ การสวดกรรมวาจาใหผ้ า้ กฐินตอ้ งทาในสมี าเท่านนั้ ฯ (ปี 61) ญัตตแิ ละอนสุ าวนา หมายถึงอะไร ? ญตั ตมิ ใี ชใ้ นสงั ฆกรรมอะไรบา้ ง ? ตอบ ญตั ติ หมายถงึ คาเผดียงสงฆ์ อนสุ าวนา หมายถงึ การสวดประกาศคาปรกึ ษาและขอ้ ตกลงของสงฆ์ ฯ มีใชใ้ น ๓ สงั ฆกรรม คือ ๑. ญตั ตกิ รรม ๒. ญัตติทตุ ยิ กรรม ๓. ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ (ปี 60) สงั ฆกรรม ๔ นนั้ อยา่ งไหนตอ้ งทาในสีมา อยา่ งไหนทานอกสีมาก็ได้ ? ตอบ ญัตติกรรม ญตั ติทตุ ิยกรรม และญัตติจตตุ ถกรรม ตอ้ งทาในสมี าเทา่ นนั้ ส่วนอปโลกนกรรม ทานอกสีมาได้ ฯ (ปี 59) ญัตตแิ ละอนสุ าวนา หมายถงึ อะไร ? อนสุ าวนามใี ชใ้ นสงั ฆกรรมอะไรบา้ ง ? ตอบ ญัตติ หมายถงึ คาเผดยี งสงฆ์ อนสุ าวนา หมายถงึ คาประกาศคาปรกึ ษาและขอ้ ตกลงของสงฆ์ ฯ มีใชใ้ น ๒ สงั ฆกรรม คอื ๑. ญตั ติทตุ ยิ กรรม ๒. ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ (ปี 58) สงั ฆกรรมยอ่ มวิบตั ิ โดยอะไรบา้ ง ? สงฆใ์ หอ้ ปุ สมบทแก่อภพั พบคุ คล เป็นสงั ฆกรรมวิบตั โิ ดยอะไร ? ตอบ โดยวตั ถุ สมี า ปรสิ ะ และกรรมวาจา ฯ วบิ ตั ิโดยวตั ถุ ฯ (ปี 57 แนะนาํ ใหท้ อ่ งจาํ ไปเลย) อโุ บสถกรรม อปุ สมบทกรรม อปโลกนกรรม อพั ภานกรรม อกุ เขปนียกรรม ใชส้ งฆจ์ านวนเทา่ ไรเป็นอยา่ ง นอ้ ยจงึ จะถกู ตอ้ งตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ? ตอบ อโุ บสถกรรม ใชส้ งฆ์ ๔ รูป อปุ สมบทกรรม ในปัจจนั ตชนบท ใชส้ งฆ์ ๕ รูป ในมชั ฌมิ ชนบทใชส้ งฆ์ ๑๐ รูป อปโลกนกรรม ใชส้ งฆ์ ๔ รูป อพั ภานกรรม ใชส้ งฆ์ ๒๐ รูป อกุ เขปนียกรรม ใชส้ งฆ์ ๔ รูป ฯ (ปี 56) ญตั ติ กบั อนสุ าวนา ต่างกนั อยา่ งไร? มีใชใ้ นสงั ฆกรรมอะไรบา้ ง? ตอบ ญตั ติ คือการเผดยี งสงฆ์ สว่ นอนสุ าวนา คอื การประกาศความปรกึ ษาและตกลงของสงฆ์ ฯ ญัตติ มใี ชใ้ นญตั ติกรรม ญตั ติทตุ ิยกรรม และญตั ติจตตุ ถกรรม สว่ นอนสุ าวนา มีใชเ้ ฉพาะในญตั ตทิ ตุ ิยกรรม และญัตติจตตุ ถกรรม ฯ (ปี 55) สงั ฆกรรมมีกี่ประเภท? อะไรบา้ ง? สงั ฆกรรมแต่ละประเภท ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาในท่เี ชน่ ไร? 3|P a g e

ตอบ สงั ฆกรรมมี ๔ ประเภท ฯ คือ อปโลกนกรรม ๑ ญตั ตกิ รรม ๑ ญัตติทตุ ยิ กรรม ๑ ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ๑ ฯ อปโลกนกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาในเขตสีมา หรอื นอกเขตสีมาก็ได้ ส่วนญัตติกรรม ญตั ติทตุ ยิ กรรม และญตั ติจตตุ ถกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรยี งกนั ทาในเขตสมี า จะเป็นพทั ธสีมา หรอื อพทั ธสมี าก็ไดฯ้ (ปี 55) ความพร่งั พรอ้ มของสงฆค์ รบองคท์ ่กี าหนดเป็นสว่ นสาคญั ในการประกอบสงั ฆกรรมนนั้ ๆ เม่ือครบองคส์ งฆต์ ามทก่ี าหนด สงั ฆกรรม นนั้ ๆ เป็นอนั ใชไ้ ดแ้ ลว้ หรอื ยงั มชี อ่ งทางเสียหายอืน่ อกี ? จงชีแ้ จง ตอบ นบั วา่ เป็นใชไ้ ดเ้ ฉพาะแตอ่ ปโลกนกรรมเท่านน้ั สว่ นสงั ฆกรรมอนื่ ๆ อีก ๓ อยา่ ง คือ ญัตตกิ รรม๑ ญตั ติทตุ ยิ กรรม ๑ ญัตตจิ ตตุ ถกรรม ๑ ยงั มชี อ่ งทางเสียหายอ่นื อกี คอื วตั ถวุ ิบตั ิบา้ ง สมี าวิบตั ิบา้ ง กรรมวาจาวบิ ตั บิ า้ ง ฯ (ปี 54) สงฆผ์ ทู้ าสงั ฆกรรม ท่านจดั เป็นวรรคไวอ้ ยา่ งไรบา้ ง? แต่ละวรรคทากรรมอะไรไดบ้ า้ ง? ตอบ จดั อยา่ งนี้ คือ สงฆม์ ี จานวน ๔ รูปเรยี กวา่ จตรุ วรรค จานวน ๕ รูปเรยี กวา่ ปัญจวรรค จานวน ๑๐ รูปเรียกวา่ ทสวรรค จานวน ๒๐ รูปเรยี กวา่ วีสตวิ รรค ฯ สงั ฆกรรมทกุ อย่าง เวน้ ปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบท และอพั ภาน สงฆจ์ ตรุ วรรคทาได,้ ปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบทในปัจจนั ตชนบท สงฆป์ ัญจวรรคทาได,้ อปุ สมบทในมธั ยมชนบท สงฆท์ สวรรคทาได,้ อพั ภาน สงฆว์ สี ติวรรคทาได้ สงฆม์ จี านวนมากกวา่ ท่กี าหนดไว้ สามารถทากรรมประเภทนน้ั ๆ ได้ ฯ (ปี 53) สงั ฆกรรม กบั วินยั กรรม มกี าหนดบคุ คลและสถานท่ตี า่ งกนั หรือเหมอื นกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั ดงั นี้ สงั ฆกรรม ตอ้ งประชมุ สงฆค์ รบองคต์ ามกาหนดแหง่ กรรมนน้ั ๆ ตอ้ งทาในสีมา เวน้ ไวแ้ ตอ่ ปโลกนกรรม ทานอกสมี าก็ได้ ส่วนวินยั กรรมไมต่ อ้ งประชมุ สงฆ์ และทานอกสมี าก็ได้ ฯ (ปี 52) สงั ฆกรรม เม่ือกลา่ วโดยประเภท มเี ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? จงยกตวั อย่างของสงั ฆกรรมนนั้ ๆ มาอยา่ งละ ๑ ตวั อย่าง ตอบ กล่าวโดยประเภท มี ๔ ฯ คือ ๑. อปโลกนกรรม ตวั อยา่ งเชน่ การรบั สามเณรผถู้ กู ลงโทษเพราะกล่าวต่พู ระผมู้ ีพระภาคเจา้ และไดร้ บั การยกเลิกโทษเพราะกลบั ประพฤตดิ ี ๒. ญัตตกิ รรม ตวั อยา่ งเช่น การเรยี กอปุ สมั ปทาเปกขะผไู้ ดร้ บั การไลเ่ ลียงอนั ตรายิกธรรมแลว้ กลบั เขา้ มาในหม่สู งฆ์ ๓. ญัตตทิ ตุ ยิ กรรม ตวั อยา่ งเชน่ สวดหงายบาตรแกผ่ ถู้ กู ควา่ บาตรเพราะกลบั ประพฤตดิ ีในภายหลงั ๔. ญัตตจิ ตตุ ถกรรม ตวั อยา่ งเชน่ การสวดกรรมท่ีสงฆผ์ ทู้ ากรรม 7 สถาน มีตชั ชนยี กรรมเป็นตน้ ลงโทษภิกษุผปู้ ระพฤตมิ ิชอบ (ปี 52) โดยท่วั ไป มีความเขา้ ใจเรื่องสงั ฆกรรมวา่ ในสมี าเดยี วกนั ภกิ ษุจะประชมุ ทาสงั ฆกรรมวนั หน่งึ ๒ ครงั้ ไมไ่ ดข้ อ้ นมี้ คี วามจรงิ เป็น อย่างไร? จงอธิบาย ตอบ มคี วามเป็นจรงิ เป็นอยา่ งนี้ คอื สงั ฆกรรมบางอยา่ ง เช่น อโุ บสถ ปวารณา ภิกษุอยใู่ นสีมาเดยี วกนั จะตอ้ งพรอ้ ม เพรยี งกนั ทาจะแยกกนั ทา ๒ พวก ๒ ครงั้ ไม่ได้ แต่สงั ฆกรรมบางอยา่ ง เช่น อปุ สมบทกรรมอพั ภานกรรม จะทาวนั เดยี วหลายครงั้ กไ็ ด้ (ปี 50) สงั ฆกรรมจาแนกออกเป็นประเภท เรียกโดยชอ่ื มอี ะไรบา้ ง? กรรมอะไรบา้ งท่สี งฆจ์ ตวุ รรคทาได?้ ตอบ มี อปโลกนกรรม ๑ ญัตตกิ รรม ๑ ญัตติทตุ ิยกรรม ๑ ญัตตจิ ตตุ ถกรรม ๑ ฯ เวน้ ปวารณา ใหผ้ า้ กฐิน อปุ สมบท และอพั ภาน นอกนน้ั ทาได้ ทกุ อย่าง ฯ (ปี 49) อยา่ งไรเรียกวา่ สงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรียง และสงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี งนนั้ สามารถทาสงั ฆกรรมใดไดบ้ า้ ง ? 4|P a g e

ตอบ ภกิ ษุผอู้ ยใู่ นสมานสงั วาสสีมา แปลวา่ แดนมสี งั วาสเสมอกนั เป็นแดนท่กี าหนดความพรอ้ มเพรยี ง มสี ทิ ธิในอนั จะเขา้ อโุ บสถ ปวารณา และสงั ฆกรรมรว่ มกนั ทง้ั หมดเขา้ ประชมุ กนั เป็นสงฆ์ หรอื นาฉนั ทะของภกิ ษุผไู้ มม่ าเขา้ ประชมุ เรียกวา่ สงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี ง ฯ สามารถทาสังฆ กรรมทงั้ ๔ ประเภท มีอปโลกนกรรมเป็นตน้ ได้ ฯ (ปี 49) ภิกษุท่เี รียกในบาลวี ่า ผเู้ ขา้ กรรม คือใคร? และตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิอยา่ งไร? ตอบ คือภิกษุผเู้ ขา้ ในจานวนสงฆผ์ ทู้ ากรรมนนั้ ๆ ฯ ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ดิ งั นี้ คือเป็นภกิ ษุปกติ ไมถ่ กู สงฆย์ กเสยี จากหมดู่ ว้ ย อกุ เขปนียกรรม มีสงั วาสเสมอดว้ ยสงฆ์ และเป็นสมานสงั วาสของกนั และกนั ฯ (ปี 48) ในสงั ฆกรรมทง้ั ๔ นนั้ การสวดอนสุ าวนามีอยใู่ นกรรมไหนบา้ ง? ในแต่ละกรรมนนั้ ใหส้ วดกี่ครงั้ ? ตอบ มีอยใู่ น ญัตติทตุ ิยกรรม และ ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ ในญตั ตทิ ตุ ยิ กรรมใหส้ วด ๑ ครงั้ ในญตั ตจิ ตตุ ถกรรมใหส้ วด ๓ ครงั้ ฯ (ปี 47) สงั ฆกรรมแต่ละประเภท ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาในทเ่ี ช่นไร? ตอบ อปโลกนกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรยี งกนั ทาในเขตสีมาหรือนอกเขตสีมากไ็ ด้ ฯ ญตั ตกิ รรม ญัตตทิ ตุ ิยกรรมและญตั ติจตตุ ถกรรม ทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรยี งกนั ทาในเขตสีมาเทา่ นน้ั จะเป็นพทั ธสีมาหรืออพทั ธสมี ากไ็ ดฯ้ (ปี 47 แนะนําใหท้ อ่ งจาํ ไปเลย) ภณั ฑกุ รรม และ อกุ เขปนยี กรรม คืออะไร? จดั เป็นสงั ฆกรรมประเภทไหน? ตอบ ภณั ฑกุ รรม คอื กรรมท่ภี กิ ษุแจง้ ใหส้ งฆท์ ราบเพ่อื ปลงผมคนผมู้ าขอบวชซง่ึ ยงั ไม่ไดป้ ลงผมมากอ่ น และภกิ ษุจะปลงใหเ้ อง ฯ อกุ เขปนียกรรม คอื กรรมท่ีสงฆท์ าแกภ่ ิกษุผตู้ อ้ งอาบตั ิแลว้ ไมย่ อมรบั วา่ ตอ้ งอาบตั ิ เรียกวา่ ไม่เห็นอาบตั ิ หรือไม่ทาคืนอาบตั ิ หรือ มีทฏิ ฐิบาปไม่ยอมสละ อนั เป็นการเสยี สีลสามญั ญตา และทฏิ ฐิสามญั ญตา ฯ ภณั ฑกุ รรมจดั เป็นอปโลกนกรรม ฯ อกุ เขปนียกรรม จดั เป็นญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ (ปี 46) สงั ฆกรรมมีกี่อย่าง? อะไรบา้ ง? ในสีมาเดียวกนั ภิกษุจะประชมุ กนั ทาสงั ฆกรรมวนั หนง่ึ ๒ ครงั้ ไมไ่ ด้ ขอ้ นมี้ คี วามจรงิ เป็นอย่างไร ? จงอธิบาย ตอบ มี ๔ อยา่ ง คือ ๑. อปโลกนกรรม ๒. ญัตตกิ รรม ๓. ญัตตทิ ตุ ยิ กรรม ๔. ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ มีความจรงิ เป็นอยา่ งนี้ คอื สงั ฆกรรมบางอยา่ ง เช่น อโุ บสถ ปวารณา ภิกษุอยใู่ นสีมาเดยี วกนั จะตอ้ งพรอ้ มเพรยี งกนั ทา จะแยกกนั ทา ๒ พวก ๒ ครงั้ ไม่ได้ แต่สงั ฆกรรมบางอยา่ ง เชน่ อปุ สมบทกรรม อพั ภานกรรม จะทาวนั เดียวหลายครงั้ กไ็ ด้ ฯ (ปี 45) คาวา่ ญัตติ อนสุ าวนา อปโลกนะ อปุ สมั ปทาเปกขะ ไดแ้ ก่อะไร? จงชีแ้ จง ภกิ ษุผสู้ ามารถสวดกรรมวาจาไดแ้ ม่นยาและสละสลวย ตอ้ งพรอ้ มดว้ ยคณุ สมบตั ิอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ญัตติ ไดแ้ กค่ าเผดยี งสงฆ์ อนสุ าวนา ไดแ้ กค่ าประกาศปรกึ ษาและตกลงของสงฆ์ อปโลกนะ ไดแ้ กก่ ารบอกกนั ในท่ปี ระชมุ สงฆ์ ไม่ตอ้ งตงั้ ญตั ติ ไมต่ อ้ งสวดอนสุ าวนา อปุ สมั ปทาเปกขะ ไดแ้ ก่กลุ บตุ รผมู้ งุ่ อปุ สมบท ฯ อยา่ งนี้ คอื ๑. รูจ้ กั ประเภทของอกั ขระ ๒. รูจ้ กั ฐานกรณข์ องอกั ขระ ๓. วา่ เป็น ฯ (ปี 45) ภกิ ษุผนู้ บั เขา้ ในจานวนสงฆผ์ ทู้ ากรรมนน้ั ๆ ตอ้ งเป็นภกิ ษุเชน่ ไร? เวลาทาสงั ฆกรรม ภิกษุท่อี ยใู่ นสีมาเดยี วกนั นบั เขา้ ในจานวนสงฆผ์ ทู้ ากรรมทง้ั หมดใชห่ รอื ไม่? จงอธิบาย ตอบ ตอ้ งเป็นภิกษุปกติ ไม่ถกู สงฆย์ กเสียจากหม่ดู ว้ ยอกุ เขปนยี กรรม มีสงั วาสเสมอดว้ ยสงฆ์ และเป็นสมานสงั วาสของกนั และกนั ฯ ไมใ่ ช่ เพราะภกิ ษุทเ่ี หลอื จากจานวนผไู้ มม่ าเขา้ กรรม เป็นผคู้ วรใหฉ้ นั ทะ สงฆท์ ากรรมเพ่อื ภิกษุใด ภกิ ษุนน้ั ก็ไม่นบั เขา้ ในจานวนสงฆ์ และไมใ่ ช่ ผคู้ วรใหฉ้ นั ทะ แต่เป็นผคู้ วรเขา้ กรรมนน้ั ฯ 5|P a g e

(ปี 44) อปโลกนกรรมมกี ่ีอย่าง? อะไรบา้ ง? สงฆผ์ ทู้ าสงั ฆกรรม มกี าหนดจานวนไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ มี ๕ อยา่ งคอื ๑. นสิ สารณา นาสนะสามเณรผกู้ ล่าวต่พู ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ๒. โอสารณา รบั สามเณรผถู้ กู นาสนะแลว้ กลบั ประพฤติเรยี บรอ้ ย ใหเ้ ขา้ หมู่ ๓. ภณั ฑกู รรม บอกขออนญุ าตปลงผมคนผจู้ ะบวชอนั ภิกษุจะทาเอง ๔. พรหมทณั ฑ์ ประกาศไมว่ ่ากลา่ วภกิ ษุหวั ดือ้ วา่ ยาก ๕. กมั มลกั ขณะ อปโลกนแ์ จกอาหารในโรงฉนั เป็นตน้ มกี าหนดจานวนไวด้ งั นี้ จตวุ รรค สงฆม์ ีจานวน ๔ รูป ปัญจวรรค สงฆม์ ีจานวน ๕ รูป ทสวรรค สงฆม์ จี านวน ๑๐ รูป วีสติวรรค สงฆม์ จี านวน ๒๐ รูป (ปี 43) การตงั้ ญตั ตแิ ละสวดอนสุ าวนามอี ยใู่ นกรรมอะไรบา้ ง ในสงั ฆกรรมทงั้ ๔? สงั ฆกรรม ๔ นน้ั อย่างไหนตอ้ งทาในสมี า อยา่ งไหนทานอกสีมากไ็ ด?้ ตอบ การตงั้ ญัตติ มใี นญัตติกรรม ญตั ติทตุ ยิ กรรม และญัตตจิ ตตุ ถกรรม สว่ นการสวดอนสุ าวนา มใี นญตั ติทตุ ยิ กรรม และญตั ตจิ ตตุ ถกรรม ฯ ญตั ตกิ รรม ญัตตทิ ตุ ิยกรรม และญตั ติจตตุ ถกรรม ตอ้ งทาในสมี าเท่านน้ั ทานอกสมี าไมไ่ ด้ เพราะตอ้ งตงั้ ญตั ติ สว่ นอปโลกนกรรม ทานอกสมี า กไ็ ด้ เพราะไมต่ อ้ งตงั้ ญตั ติ ฯ สีมา ➢ คาํ ทกั นิมติ ( *** แนะนาํ ใหท้ อ่ ง และฝึกเขียนใหไ้ ดท้ กุ ทศิ เพราะออกขอ้ สอบบอ่ ย ) ในทิศตะวนั ออก วา่ ดงั นี้ \" ปรุ ตฺถิมาย ทิสาย กึ นมิ ติ ฺต\" แปลวา่ \" ในทิศตะวนั ออก อะไรเป็นนมิ ิต . \" ในทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ วา่ ดงั นี้ \" ปรุ ตถฺ มิ าย อนทุ ิสาย กึ นิมิตตฺ \" แปลวา่ \" ในทิศนอ้ ยแหง่ ทศิ ตะวนั ออก อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศใต้ วา่ ดงั นี้ \" ทกขฺ ิณาย ทสิ าย กึ นมิ ิตฺต\" แปลวา่ \" ในทศิ ใต้ อะไรเป็นนิมิต . \" ในทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ วา่ ดงั นี้ \" ทกขฺ ณิ าย อนทุ ิ สาย กึ นมิ ิตฺต\" แปลว่า \" ในทศิ นอ้ ยแหง่ ทิศใต้ อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศตะวนั ตก วา่ ดงั นี้ \" ปจฉฺ ิมาย ทสิ าย กึ นิมิตฺต\" แปลวา่ \" ในทศิ ตะวนั ตก อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือ วา่ ดงั นี้ \" ปจฉฺ ิมาย อนทุ ิสาย กึ นิมิตตฺ \" แปลว่า \" ในทศิ นอ้ ยแหง่ ทิศตะวนั ตก อะไรเป็นนิมติ . \" ในทิศเหนือ วา่ ดงั นี้ \" อตุ ตฺ ราย ทสิ าย กึ นมิ ิตฺต\" แปลวา่ \" ในทิศเหนอื อะไรเป็นนิมิต . \" ในทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือ ว่าดงั นี้ \" อตุ ตฺ ราย อนทุ ิสาย กึ นมิ ิตฺต\" แปลวา่ \" ในทศิ นอ้ ยแหง่ ทศิ เหนอื อะไรเป็นนิมติ . \" (ปี 63) สีมามีกี่ประเภท ? วสิ งุ คามสีมา จดั เขา้ ในประเภทไหน ? ตอบ มี ๒ ประเภท คอื พทั ธสีมา อพทั ธสมี า ฯ วสิ งุ คามสมี า เม่ือสงฆย์ งั ไมผ่ กู จดั เป็นอพทั ธสีมา ครนั้ สงฆผ์ กู แลว้ จดั เป็นพทั ธสมี า ฯ (ปี 62, 54) สีมาคอื อะไร ? มคี วามสาคญั อยา่ งไร ? ตอบ คือ เขตประชมุ ของสงฆผ์ ทู้ าสงั ฆกรรม ฯ มคี วามสาคญั เพ่อื จะกาหนดรูเ้ ขตประชมุ แหง่ สงฆท์ ป่ี ระชมุ กนั ทาสงั ฆกรรมมกี ารใหอ้ ปุ สมบท แกก่ ลุ บตุ ร เป็นตน้ ท่พี ระศาสดาทรงอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทา ฯ (ปี 61, 50) สมี าสงั กระ คืออะไร? สงฆจ์ ะทาสงั ฆกรรมในสีมาเชน่ นนั้ ไดห้ รอื ไมอ่ ยา่ งไร? ตอบ คอื สีมาท่สี มมตคิ าบเกี่ยวกนั ระหว่างสีมาท่สี มมติไวเ้ ดิมและสีมาท่สี มมตขิ นึ้ ใหม่ ฯ สงฆท์ าสงั ฆกรรมในสมี าท่สี มมติไวเ้ ดิมได้ แตท่ าในสมี าท่สี มมติขนึ้ ใหม่ไมไ่ ด้ ฯ 6|P a g e

(ปี 60) สมี า มีก่ีประเภท ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๒ ประเภท ฯ คอื พทั ธสมี า และ อพทั ธสมี า ฯ (ปี 59, 46) การทกั นมิ ติ ในทิศทงั้ ๘ นนั้ ทกั ทศิ ละหนถกู ตอ้ งหรือไม่? เพราะเหตไุ ร? จงเขยี นคาทกั นมิ ติ ในทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื มาด?ู ตอบ ไมถ่ กู ตอ้ งฯ ท่ถี กู ตอ้ งนน้ั เมอ่ื เร่มิ ตน้ ทกั นมิ ติ ในทศิ บรู พาแลว้ ทกั มาโดยลาดบั จนถึงนมิ ติ สดุ ตอ้ งวนไปทกั นิมติ ในทศิ บรู พาซา้ อกี ฯ คาทกั นิมติ ในทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ว่าดงั นี้ “ อตุ ฺตราย อนทุ สิ าย กึ นมิ ิตฺต ” ฯ (ปี 58) สีมา มกี ่ีประเภท ? อะไรบา้ ง ? ประเภทไหนสมมติเป็นตจิ วี ราวปิ ปวาสไมไ่ ด้ ? ตอบ มี ๒ ประเภท ฯ พทั ธสีมา คือแดนท่ผี กู หมายถงึ เขตอนั สงฆก์ าหนดเอาเอง และอพทั ธสมี า คือแดนท่ไี ม่ไดผ้ กู หมายถงึ เขตอนั เขากาหนด ไวโ้ ดยปกตขิ องบา้ นเมอื ง หรือเขตท่ีมีสญั ญตั ิอยา่ งอน่ื เป็นเคร่ืองกาหนด ฯ ประเภทอพทั ธสีมา ฯ (ปี 57) จงอธิบายความหมายคาตอ่ ไปนี้ ก. สตั ตพั ภนั ตรสมี า ข. อทุ กกุ เขปสมี า ตอบ ก. สตั ตพั ภนั ตรสมี า ไดแ้ กส่ ีมาในป่าหาคนตงั้ บา้ นเรือนมิได้ กาหนดเขตแหง่ สามคั คีในช่วั ๗ อพั ภนั ดรโดยรอบ นบั แต่ท่สี ดุ แนวแหง่ สงฆ์ ออกไป (๗ อพั ภนั ดร คือ ๔๙ วา) ข. อทุ กกุ เขปสีมา ไดแ้ ก่สีมามีกาหนดเขตสามคั คดี ว้ ยช่วั วกั นา้ สาดแหง่ คนมีอายแุ ละกาลงั เป็นปานกลาง ฯ (ปี 56) นมิ ิตรอบโรงอโุ บสถ มคี วามสาคญั อยา่ งไร? คาทกั นมิ ติ ในทศิ ตะวนั ออกวา่ อยา่ งไร? ตอบ มคี วามสาคญั คือใชเ้ ป็นเครอ่ื งหมายเพ่อื กาหนดเขตสมี าสาหรบั ทาสงั ฆกรรม ฯ คาทกั นมิ ติ ในทศิ ตะวนั ออกวา่ “ปรุ ตถฺ ิมาย ทสิ าย กึ นมิ ติ ตฺ ” ฯ (ปี 56) สีมาเป็นหลกั สาคญั แห่งสงั ฆกรรมอยา่ งไร? พทั ธสมี ามกี าหนดขนาดพนื้ ท่ไี วอ้ ยา่ งไร? ตอบ สมี าเป็น เขตประชมุ ของสงฆผ์ ทู้ ากรรม พระศาสดาทรงพระอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาภายในสีมาเพ่อื จะรกั ษาสามคั คใี นสงฆ์ ฯ อย่างนี้ คือ กาหนดไมใ่ หส้ มมตสิ มี าเลก็ เกนิ ไปจนจภุ ิกษุ ๒๑ รูปน่งั ไม่ไดแ้ ละไม่ใหส้ มมติสมี าใหญ่เกินไปกว่า ๓ โยชน์ ฯ (ปี 55) พทั ธสีมา มีก่ีชนดิ ? อะไรบา้ ง? สีมาผกู เฉพาะบรเิ วณอโุ บสถเรียกว่าอะไร? ตอบมี ๓ ชนิดคอื สีมาผกู เฉพาะบรเิ วณโรงอโุ บสถ เรยี กขณั ฑสีมา ๑ สีมาผกู ท่วั วดั เรียกมหาสีมา ๑ สมี าผกู ๒ ชนั้ ๑ฯ เรยี กวา่ ขณั ฑสมี าฯ (ปี 53) นมิ ติ ท่อี ยรู่ อบโรงอโุ บสถ มไี วเ้ พ่อื ประโยชนอ์ ะไร? จงเขียนคาทกั นิมติ ในทศิ ตะวนั ตกเฉียงใตม้ าดู? ตอบ มีไวเ้ พ่อื เป็นเครอื่ งหมายกาหนดเขตการทาสงั ฆกรรม ฯ ทกขฺ ิณาย อนทุ สิ าย กึ นมิ ติ ตฺ ฯ (ปี 53) จงอธิบายความหมายของวิสงุ คามสมี า และสตั ตพั ภนั ตรสีมา ตอบ วสิ งุ คามสมี า หมายถึงเขตแห่งสามคั คีท่สี งฆไ์ ดร้ บั พระราชทานพระบรมราชานญุ าตยกใหเ้ ป็นแผนกหนงึ่ จากบา้ น ฯ สตั ตพั ภนั ตรสมี า หมายถงึ เขตแห่งสามคั คีในป่าหาคนตงั้ บา้ นเรือนไม่ไดช้ ่วั ๗ อพั ภนั ดร(๔๙ วา) โดยรอบ นบั แต่ท่สี ดุ แหง่ สงฆอ์ อกไปฯ (ปี 52) การผกู พทั ธสมี าในบดั นี้ มขี นั้ ตอนในการปฏิบตั อิ ยา่ งไร? ตอบ มขี น้ั ตอนดงั นี้ ๑. พนื้ ท่อี นั จะสมมตเิ ป็นสมี าตอ้ งไดร้ บั พระราชทานวิสงุ คามสมี าก่อน ๒. ประชมุ ภกิ ษุผอู้ ยใู่ นเขตวสิ งุ คามสมี าหรอื นาฉนั ทะของเธอมาแลว้ สวดถอนเป็นแหง่ ๆ ไปกวา่ จะเหน็ ว่าพอดี พงึ สวดถอนติจวี รา วปิ ปวาสก่อนแลว้ จงึ สวดถอนสมานสงั วาสสมี า ๓. เตรยี มนมิ ิตไวต้ ามทศิ ๔. เม่ือสมมตสิ ีมา ตอ้ งประชมุ ภิกษุผอู้ ย่ภู ายในนมิ ติ หรอื นาฉนั ทะของเธอมา แลว้ ออกไปทกั นมิ ิต ๕. กลบั มาสวดสมมติสมานสงั วาสสมี าก่อนแลว้ สวดสมมตติ จิ วี ราวราวิปปวาสสีมา ฯ (ปี 51) ตจิ ีวราวปิ ปวาสสมี า และ อทุ กกุ เขปสมี า ไดแ้ กส่ ีมาเช่นไร ? ตอบ ติจีวราวิปปวาสสีมา ไดแ้ ก่ สมี าทส่ี งฆส์ มมตใิ หเ้ ป็นแดนไมอ่ ย่ปู ราศจากไตรจวี รไดใ้ นเขตสมี านน้ั 7|P a g e

อทุ กกุ เขปสมี า ไดแ้ ก่ สีมาทก่ี าหนดเขตแหง่ สามคั คดี ว้ ยช่ัววกั นา้ สาดแหง่ คนมีอายแุ ละกาลงั ปานกลาง ฯ (ปี 48) สมี าเป็นหลกั สาคญั แห่งสงั ฆกรรมอย่างไร ? พทั ธสีมามีกาหนดขนาดพนื้ ท่ไี วอ้ ยา่ งไร ? ตอบ สีมาเป็นเขตประชมุ ของสงฆผ์ ทู้ ากรรม พระศาสดาทรงพระอนญุ าตใหส้ งฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ทาภายในสมี า เพ่อื จะรกั ษาสามคั คใี นสงฆ์ ฯ อยา่ งนี้ คือ กาหนดไมใ่ หส้ มมติสมี าเลก็ เกินไปจนจภุ กิ ษุ ๒๑ รูป น่งั ไมไ่ ดแ้ ละไมใ่ หส้ มมติสมี าใหญ่เกนิ ไปกวา่ ๓ โยชน์ ฯ (ปี 47) วดั ท่ีไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสมี าและสรา้ งโรงอโุ บสถแลว้ ภายหลงั รอื้ สรา้ งใหม่ จะตอ้ งขอพระราชทานวิสงุ คามสมี าใหมห่ รอื ไม่? จง ชีแ้ จง ตอบ ถา้ สรา้ งอย่ใู นเขตวิสงุ คามสมี าเดมิ ท่ไี ดร้ บั พระราชทานไว้ ไมต่ อ้ งขอพระราชทานใหม่ แตถ่ า้ สรา้ งพน้ เขตวิสงุ คามสมี าท่กี าหนดเดมิ นนั้ ตอ้ งขอพระราชทานวสิ งุ คามสีมาใหม่ ฯ (ปี 46) สีมามีก่ีประเภท? อะไรบา้ ง? แดนท่มี สี งั วาสเสมอกนั เรียกว่าอะไร? มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร? ตอบ มี ๒ ประเภท ฯ คือ ๑. พทั ธสมี า ๒. อพทั ธสีมา ฯ เรยี กวา่ สมานสงั วาสสมี า ฯ มปี ระโยชนอ์ ยา่ งนี้ คอื ภกิ ษุผอู้ ยใู่ นเขตนี้ มสี ิทธิในอนั จะเขา้ อโุ บสถ ปวารณา และสงั ฆกรรมรว่ มกนั เป็นแดนท่กี าหนดความพรอ้ มเพรียง ภกิ ษุ ผอู้ ย่ใู นสมี านที้ งั้ หมดเขา้ ประชมุ กนั เป็นสงฆ์ หรอื นาฉนั ทะของภิกษุผไู้ ม่มาเขา้ ประชมุ เรียกวา่ สงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี งกนั ฯ (ปี 45) วสิ งุ คามสีมา พทั ธสีมา ไดแ้ ก่สีมาเช่นไร? กฐิน เป็นสงั ฆกรรมอะไร? การรบั กฐิน ตลอดจนถงึ กราน ตอ้ งทาในสีมาอยา่ งเดียว หรอื ทานอกสมี าก็ได?้ ตอบ วิสงุ คามสมี า ไดแ้ กเ่ ขตท่ีสงฆไ์ ดร้ บั พระราชทานพระบรมราชานญุ าตยกใหเ้ ป็นแผนกหนง่ึ จากบา้ น ฯ พทั ธสมี า ไดแ้ ก่วสิ งุ คามสมี านน้ั เองอนั สงฆผ์ กู แลว้ คือสมมตเิ ป็นสมานสงั วาสสีมาแลว้ ฯ เป็นญัตติทตุ ยิ กรรม ฯ การรบั กฐิน การอปโลกนเ์ พ่อื ใหผ้ า้ กฐิน และการกรานกฐิน ทาในสีมาหรอื นอกสีมากไ็ ด้ การสวดญตั ติทตุ ยิ กรรมวาจาใหผ้ า้ กฐิน ตอ้ งทาในสีมาอย่างเดยี ว ฯ (ปี 44) วตั ถทุ ใ่ี ชเ้ ป็นนมิ ติ กาหนดเขตสมี ามีกี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? ปัจจบุ นั นยิ มใชว้ ตั ถอุ ะไรเป็นนิมติ ? และวตั ถทุ ่จี ะใชเ้ ป็นนมิ ิตนน้ั ไดม้ กี าหนดไวอ้ ยา่ งไร ? ตอบ มี ๘ อยา่ งคอื ๑. ภเู ขา ๒. ศิลา ๓. ป่าไม้ ๔. ตน้ ไม้ ๕. จอมปลวก ๖. หนทาง ๗. แม่นา้ ๘. นา้ ใชศ้ ลิ าเป็นนิมติ มีกาหนดไวด้ งั นี้ ๑. เป็นศลิ าหินแท้ หินปนแร่ ใชไ้ ดท้ ง้ั หมด ๒. เป็นศิลามีกอ้ นโตไมถ่ งึ ตวั ชา้ ง ขนาดเทา่ ศรี ษะโคหรอื กระบือเขอ่ื ง ๆ ๓. เป็นศลิ าแท่งเดียว ๔. อย่างเลก็ ขนาดเท่ากอ้ นนา้ ออ้ ยหนกั ๓๒ ปะละ ราว ๕ ช่งั กใ็ ชไ้ ด้ (ปี 44) สมานสงั วาสสีมา และตจิ ีวราวปิ ปวาสสีมา ไดแ้ ก่สมี าเชน่ ไร? ในการถอน และสมมติ สมี าทงั้ ๒ นี้ มีวธิ ีปฏิบตั ิก่อนหลงั อย่างไร? ตอบ สมี าท่ที รงพระอนญุ าตใหส้ งฆส์ มมตเิ ป็นแดนมีสงั วาสเสมอกนั ภิกษุผอู้ ย่ใู นเขตนมี้ ีสทิ ธิในอนั จะเขา้ อโุ บสถ ปวารณา และสงั ฆกรรม รว่ มกนั เรยี กว่าสมานสงั วาสสมี า สมานสงั วาสสีมานี้ ทรงพระอนญุ าตใหส้ มมตติ จิ วี ราวปิ ปวาส ซา้ ลงไดอ้ กี เวน้ บ้าน และอปุ จารบา้ นอนั ตงั้ อยู่ ในสีมานน้ั เม่ือไดส้ มมตอิ ยา่ งนแี้ ลว้ แมภ้ ิกษุอยหู่ า่ งจากไตรจวี รในสีมานน้ั ก็ไมเ่ ป็นอนั อย่ปู ราศ เรยี กวา่ ติจวี ราวิปปวาสสมี า ฯ ในการถอน ให้ ถอนติจวี ราวปิ ปวาสสมี ากอ่ น ถอนสมานสงั วาสสมี าภายหลงั ในการสมมติ ใหส้ มมตสิ มานสงั วาสสมี าก่อน สมมติตจิ วี ราวปิ ปวาสสมี า ภายหลงั (ปี 43) พทั ธสมี ามีกาหนดขนาดพนื้ ท่ไี วห้ รอื ไม่? ถา้ มี กาหนดไวอ้ ย่างไร? สถานท่ที ่เี ป็นสมี าตามพระวินยั ไม่ได้ มหี รอื ไม่? เพราะเหตใุ ด? 8|P a g e

ตอบ มกี าหนดไว้ คือกาหนดไม่ใหส้ มมตสิ มี าเลก็ เกนิ ไปจนจภุ กิ ษุ ๒๑ รูป น่งั ไม่ไดแ้ ละไมใ่ หส้ มมตสิ มี าใหญ่เกนิ ไปกวา่ ๓ โยชน์ สมี าเลก็ เกินไปใหญ่เกินไป เป็นสีมาวิบตั ิ ใชไ้ ม่ได้ ฯ ไมม่ ี เพราะในป่าท่ไี มม่ บี า้ น ก็จดั เป็นสตั ตพั ภนั ตรสีมา ในนา่ นนา้ ท่ไี ดข้ นาด กจ็ ดั เป็นอทุ กกุ เขป สมี า ผืนแผ่นดินท่มี ีหมบู่ า้ นกจ็ ดั เป็นคามสมี า แมส้ ีมนั ตรกิ ซง่ึ ค่นั ระหว่างมหาสมี ากบั ขณั ฑสมี าก็จัดเป็นคามสีมา ฯ กฐนิ (ปี 63, 59, 56) กรานกฐิน ไดแ้ กก่ ารทาอยา่ งไร ? จงเขยี นคาอนโุ มทนากฐินมาดู ตอบ ไดแ้ ก่ เม่ือมีผา้ เกดิ ขึน้ แกส่ งฆใ์ นเดือนทา้ ยฤดฝู น พอจะทาเป็นไตรจีวรผนื ใดผืนหนึ่งได้ สงฆพ์ รอ้ มใจกนั ยกใหแ้ กภ่ กิ ษุรูปหน่งึ ผเู้ หมาะสม ภิกษุ ผไู้ ดร้ บั ผา้ นน้ั นาไปทาเป็นจวี รผนื ใดผนื หนงึ่ ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ในวนั นนั้ แลว้ มา บอกแก่ภกิ ษุผยู้ กผา้ นนั้ ให้ เพ่อื อนโุ มทนา ภิกษุเหลา่ นน้ั อนโุ มทนา ทง้ั หมดนคี้ ือกรานกฐิน ฯ (ปี 61, 49) การกรานกฐิน คืออะไร ? อธิบายพอเขา้ ใจ ตอบ คอื เม่ือมผี า้ เกดิ ขึน้ แก่สงฆใ์ นเดือนทา้ ยฤดฝู น พอจะทาเป็นไตรจวี รผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆพ์ รอ้ มใจกนั ยกใหแ้ กภ่ ิกษุรูปหน่ึง ภกิ ษุผไู้ ดร้ บั ผา้ นน้ั นาไปทาเป็นไตรจวี รผืนใดผนื หน่ึงใหแ้ ลว้ เสรจ็ ในวนั นน้ั แลว้ มาบอกแกภ่ ิกษุผยู้ กผา้ นนั้ ใหเ้ พ่อื อนโุ มทนา ภิกษุเหล่านน้ั อนโุ มทนา ทง้ั หมดนีค้ ือการกรานกฐิน ฯ (ปี 60) กฐิน มชี ่ือมาจากอะไร ? ผา้ ท่เี ป็นกฐินไดม้ ีอะไรบา้ ง ? ตอบ มาจากช่อื ไมส้ ะดงึ ท่ลี าดหรือกางออกสาหรบั ขึงจวี รเพ่อื เย็บ ฯ มี ๑. ผา้ ใหม่ ๒. ผา้ เทยี มใหม่คอื ผา้ ฟอกสะอาดแลว้ ๓. ผา้ เกา่ ๔. ผา้ บงั สกุ ลุ ๕. ผา้ ท่ตี กตามรา้ นตลาดซง่ึ เขานามาถวายสงฆ์ ฯ คาอนโุ มทนากฐินวา่ อตฺถต ภนเฺ ต สงฺฆสฺส กฐิน ธมฺมโิ ก กฐินตถฺ าโร อนโุ มทามิ ฯ (ปี 58) อานสิ งสก์ ฐินจะสนิ้ สดุ ลง เพราะเหตอุ ะไรบา้ ง ? ตอบ เพราะปลิโพธ ๒ ประการ คอื อาวาสปลิโพธ ความกงั วลในอาวาส และจวี รปลิโพธ ความกงั วลในจวี ร ขาดลง และสนิ้ สดุ เขตจวี รกาล ฯ (ปี 57) ผา้ ท่ไี มท่ รงอนญุ าตใหใ้ ชเ้ ป็นผา้ กฐิน ไดแ้ กผ่ า้ เชน่ ไรบา้ ง? ตอบ เช่นนี้ คอื ๑. ผา้ ท่ไี ม่ไดเ้ ป็นสิทธิ เช่น ผา้ ท่ขี อยมื เขามา ๒. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยอาการอนั มิชอบ คอื ทานมิ ติ ไดม้ า พดู เลยี บเคยี งไดม้ าและผา้ เป็นนิสสคั คยี ์ ๓. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยบรสิ ทุ ธิ์ แตเ่ ก็บคา้ งคืนไว้ ฯ (ปี 57) ภกิ ษุผกู้ รานกฐินแลว้ ยอ่ มไดอ้ านสิ งสอ์ ะไรบา้ ง? ตอบ ๑. เท่ยี วไปไมต่ อ้ งบอกลาตามสกิ ขาบทท่ี ๖ แห่งอเจลวรรค ในปาจติ ติยกณั ฑ์ ๒. เท่ยี วจารกิ ไปไม่ตอ้ งถือเอาไตรจวี รไปครบสารบั ๓. ฉนั คณะโภชนไ์ ด้ ๔. เกบ็ อตเิ รกจีวรไวไ้ ดต้ ามปรารถนา ๕. จีวรอนั เกดิ ขึน้ ในท่นี นั้ เป็นของไดแ้ กพ่ วกเธอ ทงั้ ไดโ้ อกาสขยายเขตจวี รกาลใหย้ าวออกไปตลอด ๔ เดือนฤดเู หมนั ตด์ ว้ ย ฯ (ปี 54) สงฆผ์ มู้ ีสทิ ธิรบั ผา้ กฐิน ตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิอยา่ งไร? ภกิ ษุผคู้ วรครองผา้ กฐิน พงึ มคี ณุ สมบตั อิ ะไรบา้ ง? จงบอกมาสกั ๕ ขอ้ ตอบ ตอ้ งเป็นผจู้ าพรรษามาแลว้ ถว้ นไตรมาสไม่ขาดในอาวาสเดยี วกนั มีจานวนตั้งแต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ฯ พึงมีคณุ สมบตั อิ ยา่ งนี้ คือ (ใหต้ อบเพยี ง ๕ ขอ้ ใน ๘ ขอ้ ตอ่ ไปน)ี้ ๑. รูจ้ กั บพุ พกรณ์ ๕. รูจ้ กั มาติกา คอื หวั ขอ้ แหง่ การเดาะกฐิน 9|P a g e

๒. รูจ้ กั ถอนไตรจวี ร ๖. รูจ้ กั ปลโิ พธกงั วลเป็นเหตยุ งั ไมเ่ ดาะกฐิน ๓. รูจ้ กั อธิษฐานไตรจวี ร ๗. รูจ้ กั การเดาะกฐิน ๔. รูจ้ กั การกราน ๘. รูจ้ กั อานิสงสก์ ฐิน ฯ (ปี 54) ภิกษุถือวา่ ไดร้ บั อานสิ งสก์ ฐินแลว้ เขา้ บา้ นในเวลาวกิ าลโดยไมบ่ อกลา ตอ้ งอาบตั ิอะไรหรือไม่? เพราะเหตไุ ร? ตอบ ในกรณีท่รี บั นิมนตแ์ ลว้ ไปในท่นี มิ นต์ ภายหลงั ภตั รเขา้ บา้ นโดยไมบ่ อกลา ไมต่ อ้ งอาบตั ิ ซ่งึ ไดร้ บั ยกเวน้ ดว้ ยอานิสงสท์ ่วี ่าเท่ยี วไปไม่ตอ้ ง บอกลา ตามสกิ ขาบทท่ี ๖ แห่งอเจลกวรรค ในปาจติ ติยกณั ฑ์ ฯ แต่ในกรณีท่ไี มไ่ ดร้ บั นมิ นต์ เขา้ บา้ นในเวลาวกิ าล ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตีย์ ตาม สกิ ขาบทท่ี ๓ แห่งรตั นวรรค ในปาจิตติยกณั ฑ์ ยกเวน้ ในกรณีรบี ดว่ น เชน่ ภกิ ษุถกู งกู ดั รีบเขา้ ไปเพ่ือหายาหรือตามหมอ ฯ (ปี 53) กฐิน เป็นสงั ฆกรรมอะไร? การรบั กฐิน ตลอดจนถึงการกราน ตอ้ งทาในสมี าเทา่ นนั้ หรือทานอกสมี ากไ็ ด?้ ตอบ เป็นญตั ตทิ ตุ ยิ กรรม ฯ การรบั กฐิน การอปโลกนเ์ พ่อื ใหผ้ า้ กฐิน และการกรานกฐินทาในสมี าหรอื นอกสีมากไ็ ด้ การสวดญตั ตทิ ตุ ิย กรรมวาจาใหผ้ า้ กฐิน ตอ้ งทาในสีมาเทา่ นน้ั ฯ (ปี 51) ผา้ ท่ไี ม่ทรงอนญุ าตใหใ้ ชเ้ ป็นผา้ กฐิน ไดแ้ ก่ผา้ เชน่ ไรบา้ ง? ตอบ เชน่ นี้ คือ ๑. ผา้ ท่ไี มไ่ ดเ้ ป็นสิทธิ เชน่ ผา้ ท่ขี อยืมเขามา ๒. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยอาการอนั มชิ อบ คอื ทานมิ ิตไดม้ า พดู เลยี บเคยี งไดม้ า และผา้ เป็นนิสสคั คยี ์ ๓. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยบรสิ ทุ ธิ์ แต่เกบ็ คา้ งคนื ไว้ ฯ (ปี 50) การอปโลกน์ และ การสวดเพ่อื ใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นสงั ฆกรรมประเภทใด? การกรานกฐินดว้ ยผา้ สงั ฆาฏิ พึงกล่าววา่ อย่างไร? ตอบ การอปโลกนเ์ พ่อื ใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นอปโลกนกรรม การสวดเพ่อื ใหผ้ า้ กฐิน จดั เป็นญตั ติทตุ ยิ กรรมฯ ว่า อิมาย สงฆฺ าฏิยา กฐิน อตถฺ รามฯิ (ปี 48) ภกิ ษุไดร้ บั อานิสงสก์ ฐิน เขา้ บา้ นในเวลาวกิ าลโดยไมบ่ อกลา ตอ้ งอาบตั ิอะไรหรือไม่? เพราะเหตไุ ร? ตอบ ในกรณีท่รี บั นมิ นตแ์ ลว้ ไปในท่นี มิ นต์ ภายหลงั ภตั รเขา้ บา้ นโดยไม่บอกลา ไม่ตอ้ งอาบตั ิ ซ่งึ ไดร้ บั ยกเวน้ ดว้ ยอานสิ งสท์ ่วี ่าเท่ยี วไปไม่ตอ้ ง บอกลา ตามสกิ ขาบทท่ี ๖ แหง่ อเจลกวรรค ในปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ฯ แตใ่ นกรณีท่ไี มไ่ ดร้ บั นมิ นตเ์ ขา้ บา้ นในเวลาวกิ าล ตอ้ งอาบตั ิปาจติ ตีย์ ตาม สิกขาบทท่ี ๓ แห่งรตั นวรรคในปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ยกเวน้ ในกรณีรีบดว่ น เชน่ ภิกษุถกู งกู ดั รีบเขา้ ไปเพ่อื หายาหรอื ตามหมอ ฯ (ปี 47) สงฆผ์ ทู้ ากรรมในการใหผ้ า้ กฐิน มกี าหนดจานวนอยา่ งนอ้ ยไวเ้ ทา่ ไร? ท่กี าหนดไวอ้ ยา่ งนน้ั มีพระพทุ ธประสงคอ์ ยา่ งไร? ตอบ มี ๕ รูปเป็นอยา่ งนอ้ ย ฯ มีพระพทุ ธประสงคว์ า่ ภิกษุรูปหน่งึ เป็นบคุ คลผรู้ บั ผา้ กฐิน เหลอื อีก ๔ รูปเป็นสงฆ์ กรานและอนโุ มทนา จงึ กาหนดอยา่ งนนั้ ฯ (ปี 46) คาวา่ “ กฐิน ” เป็นช่ือของอะไร? มีช่อื เรียกอยา่ งนน้ั เพราะเหตไุ ร? การกรานกฐินนน้ั มีวธิ ีปฏบิ ตั ิอยา่ งไร? ตอบ เป็นช่ือของสงั ฆกรรมอยา่ งหน่งึ ฯ เพราะมชี ่ือออกจากไมส้ ะดงึ ท่ลี าดหรอื กางออก เพ่อื ขงึ จวี รเยบ็ ฯ มีวธิ ีปฏิบตั ิอยา่ งนี้ คอื เม่ือมผี า้ เกดิ ขึน้ แกส่ งฆใ์ นกาลเชน่ นั้นพอจะทาเป็นไตรจวี รผืนใดผนื หนึ่งได้ สงฆพ์ รอ้ มใจกนั ยกใหแ้ ก่ภิกษุรูปหน่ึง เพ่ือ ประโยชนน์ ี้ ภิกษุผไู้ ดร้ บั ผา้ นน้ั เอาไปทาจวี รใหเ้ สรจ็ ในวนั นน้ั แลว้ มาบอกภกิ ษุผยู้ กผา้ นน้ั ใหเ้ พ่อื อนโุ มทนา ภกิ ษเุ หล่านน้ั อนโุ มทนาฯ (ปี 46) ไตรจวี ร กาหนดใหเ้ รยี กผา้ น่งุ วา่ อนั ตรวาสก เรียกผา้ ห่มวา่ อตุ ตราสงค์ เรียกผา้ ทาบวา่ สังฆาฏิ ในเวลาไหนบา้ ง? ผา้ ๓ ผนื นน้ั กาหนดใหเ้ รยี กวา่ จวี ร ในเวลาไหนบา้ ง? ตอบ ในเวลาดงั ต่อไปนี้ คือ ในเวลาบอกบาตรจีวรแก่อปุ สมั ปทาเปกขะ ในเวลาอธิษฐานเป็นผา้ ครอง ในเวลาปัจจทุ ธรณ์ และในเวลากราน กฐิน ฯ ในเวลาผา้ ๓ ผนื นนั้ เป็นนิสสคั คียเ์ พราะอย่ปู ราศ คาเสียสละเรียกวา่ จวี รทกุ ผืน และในเวลาผา้ เหล่านน้ั เป็นอติเรกจีวร คาวกิ ปั คาถอน วิกปั รวมเรยี กว่าจีวรทง้ั สนิ้ ฯ (ปี 45) กฐินจะเดาะหรอื ไมเ่ ดาะ กาหนดรูไ้ ดอ้ ย่างไร? ผา้ ท่ที รงหา้ มใชเ้ ป็นผา้ กฐินไดแ้ กผ่ า้ เช่นไรบา้ ง? 10 | P a g e

ตอบ กฐินเดาะ กาหนดรูไ้ ดด้ ว้ ยอาวาสปลิโพธและจวี รปลิโพธขาด หรือสนิ้ เขตจวี รกาลท่ขี ยายออกไปอีก ๔ เดอื น กฐินไมเ่ ดาะ กาหนดรูไ้ ด้ ดว้ ยอาวาสปลโิ พธหรือ จีวรปลโิ พธอย่างใดอย่างหนึ่งยงั ไม่ขาด และยงั อยใู่ นเขตจวี รกาลท่ีขยายออกไปอีก ๔ เดอื น ฯ เชน่ นี้ คือ ๑. ผา้ ท่ไี มไ่ ดเ้ ป็นสิทธิ เช่น ผา้ ท่ขี อยืมเขามา ๒. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยอาการอนั มิชอบ คอื ทานมิ ิตไดม้ า ๓. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยการพดู เลียบเคยี ง ๔. ผา้ เป็นนิสสคั คีย์ ๕. ผา้ ท่ไี ดม้ าโดยทางบรสิ ทุ ธิ์ แต่เก็บไวค้ า้ งคนื ฯ (ปี 43) วดั มีพระจาพรรษาวดั ละ ๒ รูปบา้ ง ๓ รูปบา้ ง ทายกประสงคจ์ ะถวายกฐิน นิมนตพ์ ระมารวมในวดั เดียวกนั เพ่อื รบั กฐิน เป็นกฐิน หรือไม่? เพราะเหตใุ ด? ในคมั ภีรบ์ รวิ าร ภิกษุผคู้ วรกรานกฐินประกอบดว้ ยองคเ์ ทา่ ไร? บอกมา ๓ ขอ้ ตอบ ไมเ่ ป็นกฐิน เพราะองคก์ าหนดสทิ ธิของภกิ ษุผจู้ ะกรานกฐินมี ๓ คือ ๑. เป็นผจู้ าพรรษาถว้ นไตรมาสไมข่ าด ๒. อยใู่ นอาวาสเดยี วกนั ๓. ภิกษุมีจานวนตงั้ แต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ประกอบดว้ ยองค์ ๘ (เลือกตอบเพยี ง ๓ ขอ้ ) ๑. รูจ้ กั บพุ พกรณ์ ๕. รูจ้ กั มาตกิ า คอื หวั ขอ้ แหง่ การเดาะกฐิน ๒. รูจ้ กั ถอนไตรจวี ร ๖. รูจ้ กั ปลโิ พธกงั วลเป็นเหตยุ งั ไมเ่ ดาะกฐิน ๓. รูจ้ กั อธิษฐานไตรจวี ร ๗. รูจ้ กั การเดาะกฐิน ๔. รูจ้ กั การกราน ๘. รูจ้ กั อานิสงสก์ ฐิน สมมตเิ จ้าหน้าทท่ี าํ การสงฆ์ • เจา้ อธกิ าร หมายถงึ ภกิ ษุท่สี งฆส์ มมตใิ หเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที ากจิ การของสงฆ์ มี ๕ แผนก คือ ๑. เจา้ อธิการแหง่ จวี ร ๒. เจา้ อธิการแหง่ อาหาร ๓. เจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะ ๔. เจา้ อธิการแหง่ อาราม ๕. เจา้ อธิการแหง่ คลงั • เจา้ หน้าทที่ าํ การสงฆ(์ เจา้ อธกิ าร) พึงประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิดังนี้ ๑. ไมถ่ ึงความลาเอยี งเพราะความชอบพอ ๒. ไมถ่ ึงความลาเอยี งเพราะเกลียดชงั ๓. ไมถ่ ึงความลาเอยี งเพราะงมงาย ๔. ไม่ถงึ ความลาเอยี งเพราะกลวั ๕. เขา้ ใจการทาหนา้ ท่อี ยา่ งนน้ั • สงฆพ์ งึ สวดสมมตเิ จา้ อธิการเพ่อื ใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ท่นี น้ั จะตอ้ งสวดดว้ ยกรรมวาจา …ญัตติทตุ ิยกรรม… (ปี 63, 61, 44) ภกิ ษุผคู้ วรไดร้ บั สมมติใหเ้ ป็นภตั ตทุ เทสกะ ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบตั เิ ชน่ ไร ? ๒. รูจ้ กั ภตั รท่คี วรแจกหรอื มิควรแจก ภตั รท่คี วรแจกเฉพาะมีก่ีอยา่ ง? อะไรบา้ ง? ตอบ ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ดิ งั นี้ คือ ๑. เวน้ อคติ ๔ คอื ฉนั ทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ 11 | P a g e ๓. รูจ้ กั ลาดบั ท่พี งึ แจก ฯ มี ๕ อย่างคอื ๑. อาคนั ตกุ ภตั ร อาหารท่เี ขาถวายเฉพาะภิกษุอาคนั ตกุ ะ

๒. คมยิ ภตั ร อาหารท่เี ขาถวายเฉพาะภกิ ษุผจู้ ะไปอยทู่ ่อี ื่น ๓. คิลานภตั ร อาหารท่เี ขาถวายเฉพาะภิกษุอาพาธ ๔. คิลานปุ ัฏฐากภตั ร อาหารท่เี ขาถวายเฉพาะภิกษุผพู้ ยาบาลไข้ ๕. กฏุ ภิ ตั ร อาหารท่เี ขาถวายแก่ภกิ ษุผอู้ ย่ใู นกฏุ ทิ ่เี ขาสรา้ ง (ปี 62, 56) เจา้ อธิการตามพระวนิ ยั หมายถึงใคร ? สงฆพ์ ึงสวดสมมติเจา้ อธิการดว้ ยกรรมวาจาประเภทใด ? ตอบ หมายถงึ ภกิ ษุผไู้ ดร้ บั สมมติจากสงฆใ์ หเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที าการสงฆน์ น้ั ๆ ฯ พงึ สวดสมมตดิ ว้ ยญตั ตทิ ตุ ยิ กรรม ฯ (ปี 59) คาวา่ \"เจา้ อธิการ\" ในพระวนิ ยั หมายถงึ ใคร ? มีก่ีแผนก ? อะไรบา้ ง ? ตอบ หมายถงึ ภิกษุท่สี งฆส์ มมตใิ หเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที ากจิ การของสงฆ์ ฯ มี ๕ แผนก ฯ คือ ๑. เจา้ อธิการแห่งจีวร ๒. เจา้ อธิการแหง่ อาหาร ๓. เจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะ ๔. เจา้ อธิการแหง่ อาราม ๕. เจา้ อธิการแหง่ คลงั ฯ (ปี 58) ภกิ ษุผคู้ วรไดร้ บั เลือกใหเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที าการสงฆ์ พงึ ประกอบดว้ ยคณุ สมบตั อิ ะไรบา้ ง ? และจะปฏบิ ตั ิหนา้ ท่นี น้ั ไดต้ งั้ แต่เม่อื ไร ? ตอบ ดว้ ยคณุ สมบตั เิ หลา่ นี้ คอื ๑. ไม่ถงึ ความลาเอยี งเพราะความชอบพอ ๒. ไม่ถงึ ความลาเอยี งเพราะเกลยี ดชงั ๓. ไมถ่ งึ ความลาเอียงเพราะงมงาย ๔. ไมถ่ ึงความลาเอยี งเพราะกลวั ๕. เขา้ ใจการทาหนา้ ท่อี ย่างนน้ั ฯ ตงั้ แต่สงฆส์ วดสมมติดว้ ยญตั ติทตุ ยิ กรรมวาจาใหเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่นี นั้ ฯ (ปี 51) ภิกษุผไู้ ดร้ บั สมมตจิ ากสงฆใ์ หเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที าการสงฆน์ น้ั ๆ เรยี กวา่ อะไร? พงึ สวดสมมตดิ ว้ ยกรรมวาจาประเภทใด? ตอบ เรยี กวา่ เจา้ อธกิ าร ฯ พึงสวดสมมตดิ ว้ ยญัตติทตุ ยิ กรรม ฯ (ปี 43) คาวา่ “เจา้ อธิการ” ในพระวนิ ยั หมายถงึ ใคร? มีกี่แผนก? อะไรบา้ ง? การใหภ้ ิกษุถือเสนาสนะเป็นหนา้ ท่ีของใคร? ผนู้ นั้ พึงปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ หมายถงึ ภิกษุท่สี งฆส์ มมตใิ หเ้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ที ากจิ การของสงฆ์ มี ๕ แผนก คอื ๑. เจา้ อธิการแหง่ จวี ร ๒. เจา้ อธิการแหง่ อาหาร ๓. เจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะ ๔. เจา้ อธิการแหง่ อาราม ๕. เจา้ อธิการแหง่ คลงั ฯ เป็นหนา้ ท่ขี องเจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะ พงึ ปฏบิ ตั ิอยา่ งนี้ คอื เจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะพงึ กาหนดฐานะของภิกษุผถู้ ือเสนาสนะวา่ เป็นผใู้ หญ่ หรือผนู้ อ้ ย เป็นผมู้ ีอปุ การะแกส่ งฆห์ รอื หามิได้ เป็นผเู้ ล่าเรียนหรือประกอบกิจในทางใดบา้ ง เป็นตน้ แลว้ พงึ ใหถ้ ือเสนาสนะ ฯ พระทัพพมลั ลบตุ ร • เจา้ อธิการแหง่ เสนาสนะ มหี นา้ ทเ่ี ป็นผแู้ จกเสนาสนะใหภ้ กิ ษุถือ เรยี กเสนาสนคาหาปกะ • การแจกมี ๒ อยา่ ง แจกอาหารอนั เขานามามอบถวาย ๑ รบั นิมนตไ์ วแ้ ลว้ สง่ พระไปรบั ท่บี า้ นเรือนของเขา ๑. ช่ือวา่ ภัตตทุ ะทสกะ หมายเอาการแจกอยา่ งหลงั แปลวา่ ผชู้ ีภ้ ตั รหรอื ผู้ ระบภุ ตั ร. (ปี 60, 55) พระทพั พมลั ลบตุ ร มีความดารอิ ยา่ งไร? พระศาสดาทรงทราบแลว้ ทรงสาธกุ าร ตรสั ใหส้ งสส์ มมตใิ หท้ า่ นรบั หนา้ ท่อี ะไรบา้ ง? ตอบ ท่านดารวิ ่า ท่านอยจู่ บพรหมจรรยแ์ ลว้ ควรจะรบั ธรุ ะของสงฆจ์ งึ กราบทลู พระศาสดา ฯ ทรงสาธุการแลว้ ตรสั ใหส้ งสส์ มมติท่านใหเ้ ป็นภตั ตทุ เทสกะและเสนาสนคาหาปกะ ฯ 12 | P a g e

บรรพชาและอปุ สมบท (ปี 63, 50) การบรรพชาและการอปุ สมบท สาเรจ็ ดว้ ยวธิ ีอะไร? นอกจากอภพั บคุ คลและผมู้ บี รรพชาโทษแลว้ บคุ คลประเภทใดบา้ งท่ถี กู หา้ มไมใ่ หอ้ ปุ สมบท? ตอบ การบรรพชาสาเรจ็ ดว้ ยวิธีไตรสรณคมน์ และการอปุ สมบทสาเรจ็ ดว้ ยวธิ ีญตั ติจตตุ ถกรรมวาจา ฯ คือ ๑. คนไม่มอี ปุ ัชฌาย์ ๒. คนไม่มีบาตร คนไมม่ ีจวี ร หรอื ไมม่ ีทง้ั บาตรทงั้ จวี ร ๓. คนยืมบาตร จีวร หรือยืมทง้ั บาตรทงั้ จวี รเขามา ฯ (ปี 62, 51) ในอปุ สมบทกรรม อภพั พบคุ คล หมายถงึ ใคร ? จาแนกโดยประเภทมีเทา่ ไร ? อะไรบา้ ง ? ตอบ หมายถงึ บคุ คลท่ที รงหา้ มไม่ใหอ้ ุปสมบท ฯ มี ๓ ประเภท ฯ คือ ๑. เพศบกพรอ่ ง ๒. คนทาผดิ ต่อพระศาสนา ๓. ประพฤตผิ ิดต่อกาเนิดของเขาเอง ฯ (ปี 61) ผจู้ ะเขา้ มาอปุ สมบทเป็นภิกษุในพระพทุ ธศาสนา ตอ้ งประกอบดว้ ย คณุ สมบตั ิอะไรบา้ ง ? ตอบ ประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิ ๕ ประการ คอื ๑. เป็นชาย ๒. มอี ายคุ รบ ๒๐ ปี ๓. ไมเ่ ป็นมนษุ ยว์ บิ ตั ิ เช่น ถกู ตอน หรอื เป็นกะเทย เป็นตน้ ๔. ไม่เคยทาอนนั ตรยิ กรรม ๕. ไม่เคยตอ้ งปาราชกิ หรอื ไมเ่ คยเขา้ รีตเดยี รถียท์ งั้ ท่เี ป็นภิกษุ ฯ (ปี 60) อภพั พบคุ คลในอปุ สมบทกรรมไดแ้ ก่บคุ คลเช่นไร ? โดยวตั ถมุ กี ี่อยา่ ง ? อะไรบา้ ง ? ตอบ ไดแ้ กบ่ คุ คลท่ีไมส่ มควรแกก่ ารอปุ สมบท อปุ สมบทไมข่ ึน้ ถกู หา้ ม อปุ สมบทตลอดชีวติ ฯ โดยวตั ถมุ ี ๓ คอื ๑. พวกท่ีมเี พศบกพรอ่ ง ไม่รูว้ า่ เป็นชายหรือเป็นหญิง ๒. พวกประพฤตผิ ดิ พระธรรมวนิ ยั เชน่ ฆา่ พระอรหนั ต์ เป็นตน้ ๓. พวกประพฤตผิ ดิ ต่อผใู้ หก้ าเนดิ ของตน คอื ฆา่ มารดาบดิ า ฯ (ปี 59) การบอกนสิ สยั ๔ และอกรณียะ ๔ บอกในเวลาใด ? และใครเป็นผบู้ อก ? ตอบ ท่านใหบ้ อกในลาดบั แหง่ อปุ สมบทแลว้ หา้ มไมใ่ หบ้ อกก่อนหนา้ อปุ สมบท ฯ อปุ ัชฌายะบอกก็ได้ กรรมวาจาจารยห์ รอื อนสุ าวนาจารยบ์ อกก็ได้ ฯ (ปี 58) อภพั พบคุ คลผกู้ ระทาผดิ ตอ่ พระศาสนา ถกู หา้ มอปุ สมบท มีก่ีประเภท ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๗ ประเภท คือ ๑. คนฆา่ พระอรหนั ต์ ๒. คนทารา้ ยภกิ ษุณี ไดแ้ ก่ผขู้ ่มขืนภกิ ษุณีในอชั ฌาจาร ๓. คนลกั เพศ คอื คนถือเพศเป็นภิกษุเอง ๔. ภกิ ษุไปเขา้ รีตเดียรถีย์ ๕. ภิกษุตอ้ งปาราชิกละเพศไปแลว้ ๖. ภกิ ษุทาสงั ฆเภท ๗. คนทารา้ ยพระศาสดาจนถงึ หอ้ พระโลหิต ฯ (ปี 57) ทา่ นศกึ ษาพระวนิ ยั ในเรอ่ื งการอปุ สมบทดแี ลว้ จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ก. อภพั บคุ คล ข. อปุ สมั ปทาเปกขะ ค. กรรมวาจา ง. อนสุ าวนา จ. อนศุ าสน์ ตอบ ก. อภพั บคุ คล คือบคุ คลผไู้ ม่ควรแกก่ ารใหอ้ ปุ สมบท ทรงหา้ มไวเ้ ป็นเด็ดขาด อปุ สมบทไมข่ ึน้ ข. อปุ สมั ปทาเปกขะ คือผปู้ ระสงคจ์ ะอปุ สมบทเป็นพระภิกษุ ค. กรรมวาจา คอื วาจาท่สี วดประกาศในการใหอ้ ปุ สมบท ง. อนสุ าวนา คอื วาจาท่สี วดประกาศความปรกึ ษาและตกลงสงฆ์ จ. อนศุ าสน์ คือกจิ ท่ีพงึ ทาภายหลงั จากอปุ สมบทเสรจ็ แลว้ มกี ารบอกนิสสยั ๔ บอกอกรณียกจิ ๔ เป็นตน้ ฯ (ปี 55) อะไรเป็น บพุ พกิจ และ ปัจฉิมกจิ แหง่ อปุ สมบทกรรม? ตอบ การใหบ้ รรพชาจนถงึ สมมตภิ ิกษุรูปหน่ึงสอบถามอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรมในสงฆ์ เป็นบพุ พกิจแหง่ อปุ สมบทกรรม ฯ การวดั เงาแดด การบอกประมาณแหง่ ฤดู การบอกสว่ นแหง่ วนั การบอกสงั คตี ิ การบอกนิสยั ๔ การบอกอกรณียกจิ ๔ ในลาดบั เวลาสวด กรรมวาจาจบ เป็นปัจฉิมกจิ แหง่ อปุ สมบทกรรม ฯ 13 | P a g e

(ปี 54) องคสมบตั ิของภิกษุผจู้ ะเป็นอปุ ัชฌายใ์ หอ้ ปุ สมบท เป็นอาจารยใ์ หน้ ิสยั ท่กี าหนดไวใ้ นบาลมี หี ลายอยา่ ง แมบ้ กพรอ่ งบางอยา่ งกไ็ ด้ แต่ ท่ขี าดไม่ไดค้ ือองคสมบตั ิอะไร? ตอบ ท่ขี าดไมไ่ ด้ คือ มีพรรษา ๑๐ หรือยิ่งกวา่ ฯ (ปี 54) ในการอปุ สมบท คนท่ไี ดช้ ่ือว่าลกั เพศ ไดแ้ ก่คนเชน่ ไร? ตอบ ไดแ้ กค่ นถือเพศภิกษุเอาเอง ดว้ ยตงั้ ใจจะปลอมเขา้ อยใู่ นหมภู่ กิ ษุ ดงั คากลา่ วว่า เดยี รถยี ป์ ลอมเขา้ อย่ใู นหมภู่ ิกษคุ รงั้ อโศกรชั กาล ถา้ คน นนั้ เป็นแตส่ กั วา่ ทรงเพศเพราะเหตอุ ยา่ งอ่ืน เป็นตน้ ว่าเพ่ือหนภี ยั ไมจ่ ดั เป็นคนลกั เพศ ฯ (ปี 53) บรุ พกจิ ท่พี งึ ทาเป็นเบอื้ งตน้ ก่อนแตอ่ ปุ สมบท คอื อะไรบา้ ง? ในกจิ เหลา่ นนั้ กิจท่ตี อ้ งทาเป็นการสงฆ์ มอี ะไรบา้ ง? ตอบ คือ ใหบ้ รรพชา ขอนิสสยั ถืออปุ ัชฌายะ ขนานช่อื มคธแหง่ อปุ สมั ปทาเปกขะและบอกนามอปุ ัชฌายะ บอกบาตรจวี ร ส่งั ใหอ้ ุปสมั ปทา เปกขะออกไปยนื ขา้ งนอก สมมตภิ กิ ษุรูปหน่ึงเป็นผซู้ กั ซอ้ มอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรม เรยี กอปุ สมั ปทาเปกขะเขา้ ในสงฆ์ ใหข้ อ อปุ สมบท สมมติภิกษุรูปหนึ่งสอบถามอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรมในสงฆ์ ฯ มี สมมตภิ กิ ษุรูปหนงึ่ เป็นผซู้ กั ซอ้ มอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายิกธรรม เรยี กอปุ สมั ปทาเปกขะเขา้ ในสงฆ์ สมมตภิ กิ ษุรูปหนง่ึ สอบถาม อปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรมในสงฆ์ (ปี 53) อปุ สมั ปทาเปกขะจะสาเรจ็ เป็นพระภกิ ษุได้ เม่ือพระกรรมวาจาจารยส์ วดถงึ บาลบี ทใด? ตอบ ถงึ บทวา่ โส ภาเสยฺย ทา้ ยอนสุ าวนาท่ี ๓ ฯ (ปี 52) อนั ตรายกิ ธรรมท่ยี กขึน้ ถามอปุ สมปทาเปกขะในการอปุ สมบทนน้ั ขอ้ ท่เี ป็นอนั ตรายรา้ ยแรงถึงกบั ทาใหเ้ ป็นภิกษุไม่ได้ คอื ขอ้ ใดบา้ ง? ตอบ คอื ขอ้ ว่า ไมใ่ ชม่ นษุ ย์ ไม่ใช่บรุ ุษ อายไุ มค่ รบ 20 ปี ฯ (ปี 51) กรรมวาจาวบิ ตั เิ พราะสวดผดิ ฐานกรณน์ น้ั อย่างไร ? ตอบ คอื การสวดธนติ เป็นสิถลิ ๑ สวดสถิ ิลเป็นธนติ ๑ สวดวมิ ตุ เป็นนิคคหติ ๑ สวดนิคคหติ เป็นวมิ ตุ ๑ ฯ (ปี 48) วตั ถสุ มบตั ใิ นการอปุ สมบทคืออะไร? ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบตั อิ ะไรบา้ ง? ตอบ คือผจู้ ะเขา้ รบั การอปุ สมบท ฯ ประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิ ๕ ประการ คอื ๑.เป็นชาย ๒.มอี ายคุ รบ ๒๐ ปี ๓.ไมเ่ ป็นมนษุ ยว์ บิ ตั ิ เชน่ ถกู ตอน หรือเป็นกะเทย ๔.ไม่เคยทาอนนั ตรยิ กรรม ๕.ไม่เคยตอ้ งปาราชกิ หรอื ไมเ่ คยเขา้ รตี เดยี รถียท์ ง้ั ท่เี ป็นภิกษุ ฯ (ปี 48) อภพั พบคุ คลท่ถี กู หา้ มอปุ สมบทเพราะกระทาผดิ ต่อพระศาสนา มกี ่ีประเภท? ใครบา้ ง? ตอบ มี ๗ ประเภท คอื ๑. คนฆา่ พระอรหนั ต์ ๒. คนทารา้ ยภิกษุณี ไดแ้ ก่ผขู้ ่มขนื ภิกษุณีในอธั ยาจาร ๓. คนลกั เพศ คือคนถือเพศเป็นภกิ ษุเอง ๔. ภกิ ษุไปเขา้ รีตเดยี รถีย์ ๕. ภิกษุตอ้ งปาราชิก ๖. ภิกษุทาสงั ฆเภท ๗. คนทารา้ ยพระศาสดาจนถงึ หอ้ พระโลหิต ฯ (ปี 47) บรุ พกจิ ก่อนแตอ่ ปุ สมบท มอี ะไรบา้ ง? กจิ ทง้ั หมดนน้ั ท่จี ดั เป็นญตั ติกรรม ทาเป็นการสงฆ์ คอื กจิ อะไรบา้ ง? ตอบ มกี ารใหบ้ รรพชา ขอนสิ สยั ถืออปุ ัชฌายะ ขนานช่ือมคธแหง่ อปุ สมั ปทาเปกขะ บอกนามอปุ ัชฌายะ บอกบาตรจวี ร ส่งั อปุ สมั ปทา เปกขะใหอ้ อกไปยนื ขา้ งนอก สมมติภกิ ษุรูปหน่ึงเป็นผซู้ กั ซอ้ มอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรม เรยี กอปุ สมั ปทาเปกขะเข้าในสงฆ์ ใหข้ อ อปุ สมบท สมมติภิกษุรูปหนงึ่ สอบถามอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายกิ ธรรมในสงฆ์ ฯ กจิ เหลา่ นคี้ ือ การสมมตภิ กิ ษุรูปหนง่ึ เป็นผซู้ กั ซอ้ มอปุ สมั ปทาเปกขะถึงอนั ตรายกิ ธรรม การเรียกอปุ สมั ปทาเปกขะเขา้ ในสงฆ์ การ สมมติภกิ ษุรูปหนงึ่ สอบถามอปุ สมั ปทาเปกขะถงึ อนั ตรายิกธรรมในสงฆ์ จดั เป็นญตั ติกรรม ทาเป็นการสงฆ์ ฯ (ปี 46) ศพั ทว์ ่า “ บรรพชา ” มอี ธิบายวา่ อยา่ งไร? นอกจากคนมอี ายไุ มค่ รบ ๒๐ ปีบรบิ รู ณ์ และอภพั พบคุ คลแลว้ ยงั มบี คุ คลจาพวกไหนอกี บา้ งท่หี า้ มไม่ใหอ้ ปุ สมบท? ตอบ มอี ธิบายว่า ศพั ทน์ ี้ หมายเอาการบวชท่วั ไป รวมทงั้ อปุ สมบทดว้ ยก็มี หมายเอาเฉพาะการบวชเป็นบรุ พประโยคแหง่ อปุ สมบทก็มี หมายถึงการบวชลาพงั เป็นสามเณรกม็ ี ฯ 14 | P a g e

มบี คุ คลท่ถี กู หา้ มไมใ่ หอ้ ปุ สมบทอีก ๓ จาพวก คอื ๑. คนไมม่ ีอปุ ัชฌาย์ หรอื มีคนอน่ื นอกจากภิกษเุ ป็นอปุ ัชฌาย์ หรอื ถือสงฆ์ ถือคณะเป็นอปุ ัชฌาย์ ๒. คนไมม่ ีบาตร ไมม่ จี วี ร หรอื ไมม่ ีทงั้ บาตรทงั้ จวี ร ๓. คนยมื บาตร ยมื จวี รเขามาหรือยืมทง้ั บาตรทงั้ จีวรเขามา ฯ (ปี 45) ผทู้ ่ถี กู หา้ มอปุ สมบท เพราะทาผิดต่อพระศาสนา ไดแ้ ก่คนเชน่ ไร? ในเวลาสวดกรรมวาจานน้ั กาหนดดว้ ยสงฆน์ ่งิ อยจู่ นถงึ บาลคี าใด อปุ สมบทกรรมจึงจะนบั วา่ เป็นการสาเรจ็ ? ตอบ ไดแ้ ก่ ๑. คนฆา่ พระอรหนั ต์ ๒. คนทารา้ ยภิกษุณี ไดแ้ กผ่ ขู้ ่มขนื ภกิ ษุณีในอธั ยาจาร ๓. คนลกั เพศ คือคนถือเพศเป็นภิกษุเอง ๔. ภิกษุไปเขา้ รตี เดยี รถีย์ ๕. ภิกษุตอ้ งปาราชิก ๖. ภกิ ษุทาสงั ฆเภท ๗. คนทารา้ ยพระศาสดาจนถงึ หอ้ พระโลหิต ฯ กาหนดดว้ ยสงฆน์ ่งิ อยจู่ นถงึ คาวา่ โส ภาเสยฺย ท่แี ปลวา่ ทา่ นผนู้ น้ั พงึ พดู ทา้ ยอนสุ าวนาท่ี ๓ จงึ นบั วา่ เป็นการสาเรจ็ ฯ (ปี 44) อภพั บคุ คลในอปุ สมบทกรรมไดแ้ ก่บคุ คลเช่นไร? โดยวตั ถมุ ีกี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? ปัจฉิมกิจแหง่ การอปุ สมบทมีอะไรบา้ ง? ตอบเพียง ๒ ขอ้ ตอบ ไดแ้ กบ่ คุ คลท่ไี ม่สมควรแกก่ ารอปุ สมบท อปุ สมบทไมข่ ึน้ ถกู หา้ มอปุ สมบทตลอดชวี ิต โดยวตั ถมุ ี ๓ คือ ๑. พวกท่มี ีเพศบกพรอ่ ง ไม่รูว้ า่ เป็นชายหรือเป็นหญงิ ๒. พวกประพฤติผดิ พระธรรมวินยั เช่น ฆ่าพระอรหนั ต์ เป็นตน้ ๓. พวกประพฤตผิ ดิ ตอ่ กาเนดิ ของตน คือฆา่ มารดาบดิ า มี ๖ ขอ้ (ตอบเพียง ๒ ขอ้ ) คอื ๑. วดั เงาแดดในทนั ที ๒. บอกประมาณแหง่ ฤดู ๓. บอกส่วนแห่งวนั ๔. บอกสงั คตี ิ ๕. บอกนิสสยั ๔ ๖. บอกอกรณียกิจ ๔ ววิ าทาธิกรณ์ คอื อธิกรณท์ ่เี กิดจากการทะเลาะกนั โตเ้ ถียงกนั โดยปรารภพระธรรมวนิ ยั (ปี 62, 56) ภกิ ษุผกู้ อ่ วิวาทาธกิ รณ์ อย่างไรช่อื วา่ ปรารถนาดี อย่างไรช่ือวา่ ปรารถนาเลว ? ตอบ ผกู้ อ่ วิวาทาธิกรณเ์ พราะเหน็ แก่พระธรรมวนิ ยั ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ช่อื วา่ ทาดว้ ยปรารถนาดี ผกู้ อ่ ววิ าทาธกิ รณด์ ว้ ยทิฏฐิมานะ แมร้ ูว้ า่ ผิดกข็ ืนทา ประกอบดว้ ยโลภะ โทสะ โมหะ ช่อื วา่ ทาดว้ ยปรารถนาเลว ฯ (ปี 57) ภกิ ษุทะเลาะกนั เรื่องสรรพคณุ ของยา จดั เป็นววิ าทาธิกรณไ์ ดห้ รือไม่? เพราะเหตไุ ร? ตอบ ไม่ได้ ฯ เพราะวิวาทาธกิ รณ์ มงุ่ เฉพาะวิวาทปรารถพระธรรมวินัย ฯ (ปี 51) ววิ าทาธิกรณ์ คืออะไร? ระงบั ไดด้ ว้ ยอธิกรณสมถะขอ้ ใดบา้ ง? ตอบ คอื การเถียงกนั ปรารภพระธรรมวนิ ยั ฯ ดว้ ยสมั มขุ าวินยั และเยภยุ ยสิกา ฯ (ปี 49) ภิกษุ ๒ ฝ่ายก่อวิวาทเพราะปรารถนาดกี ็มี เพราะปรารถนาเลวกม็ ี อยากทราบวา่ อย่างไรชอ่ื ว่าก่อวิวาทเพราะปรารถนาดี อย่างไรช่อื วา่ กอ่ ววิ าท เพราะปรารถนาเลว? ตอบ ผใู้ ดตงั้ ววิ าทเพราะเห็นแกพ่ ระธรรมวนิ ยั ผนู้ น้ั ช่อื วา่ ทาดว้ ยปรารถนาดี ผใู้ ดตงั้ ววิ าทดว้ ยทฐิ ิมานะ แมร้ ูว้ า่ ผดิ กข็ นื ทา ผนู้ น้ั ช่ือวา่ ทาดว้ ยปรารถนาเลว ฯ (ปี 49) ทฏิ ฐิสามญั ญตา ความเป็นผมู้ คี วามเหน็ รว่ มกนั กบั สว่ นใหญ่ ไม่ถือแต่มตขิ องตน เป็นธรรมสรา้ งความสามคั คใี นหม่คู ณะ ภกิ ษุปฏบิ ตั ิ อย่างไร จงึ จะรกั ษาธรรมนนั้ ได้ ? ตอบ ปฏิบตั ิอยา่ งนคี้ ือ เคารพในพระศาสดา ในพระธรรมวินยั และเคารพในสงฆผ์ เู้ ป็นเจา้ หนา้ ท่ีรกั ษาพระ ธรรมวนิ ยั สาคญั มตขิ องสงฆน์ นั้ วา่ เป็นเนตตอิ นั ตนควรเช่ือถือและทาตาม ผปู้ ฏบิ ตั เิ ชน่ นี้ ยอ่ มรกั ษาทฏิ ฐิสามญั ญตานน้ั ไวไ้ ด้ ฯ (ปี 46) สมั มขุ าวินยั สาหรบั ระงบั ววิ าทาธิกรณน์ นั้ มวี ิธีอยา่ งไร? 15 | P a g e

อธิกรณท์ ่ภี กิ ษุจะพงึ ยกขึน้ วา่ นน้ั ตอ้ งเป็นเร่อื งท่มี มี ลู ก็เร่ืองทม่ี ลู นน้ั มลี กั ษณะเชน่ ไร? ตอบ มวี ิธีอยา่ งนี้ คือ ๑. ดว้ ยการตกลงกนั เอง ๒. ดว้ ยการตงั้ ผวู้ นิ จิ ฉยั ๓. ดว้ ยอานาจแหง่ สงฆ์ ฯ มลี กั ษณะ ๓ ประการ คอื ๑. เรือ่ งท่ไี ดเ้ หน็ เอง ๒. เร่ืองท่ไี ดย้ นิ เอง หรอื มผี บู้ อกและเช่ือวา่ เป็นจริง ๓. เร่ืองท่เี วน้ จาก ๒ สถานนนั้ แต่รงั เกียจโดยอาการ ฯ (ปี 44) ววิ าทาธิกรณค์ อื อะไร? ววิ าทาธิกรณน์ น้ั ระงบั ดว้ ยอธกิ รณสมถะก่ีอยา่ ง? อะไรบา้ ง? ตอบ คอื อธิกรณท์ ่เี กดิ จากการทะเลาะกนั โตเ้ ถียงกนั โดยปรารภพระธรรมวินยั ดว้ ยอธกิ รณสมถะ ๒ อยา่ งคือ ๑. สมั มขุ าวินยั ๒. เยภยุ ยสิกา อนุวาทาธกิ รณ์ คือการโจทกนั ดว้ ยอาบตั นิ นั้ ๆ (ปี 60, 50) อนวุ าทาธิกรณเ์ ชน่ ไร อนั ภิกษุจะพงึ ยกขนึ้ พจิ ารณาตดั สินได้ ? ตอบ ตอ้ งเป็นเรือ่ งมมี ลู คือ เรอ่ื งท่ไี ดเ้ หน็ เอง ๑ เรื่องท่ไี ดย้ นิ เอง หรอื มีผบู้ อกและเช่ือวา่ เป็นจรงิ ๑ เร่ืองท่เี วน้ จาก ๒ สถานนน้ั แต่รงั เกียจโดยอาการ ๑ เช่นไดย้ นิ วา่ พสั ดชุ ่ือนขี้ องผมู้ ชี ่ือนหี้ ายไป ไดพ้ บพสั ดชุ นดิ นนั้ ในท่อี ยขู่ องภกิ ษชุ ่ือนนั้ ฯ (ปี 59) อนวุ าทาธกิ รณ์ คืออะไร ? เม่ือเกิดขนึ้ ใครตอ้ งขวนขวายเพ่อื ระงบั ? หากปล่อยไวจ้ ะเกดิ ผลเสยี อย่างไร ? ตอบ คือการโจทกนั ดว้ ยอาบตั ินน้ั ๆ ฯ ภกิ ษุผเู้ ป็นประธานสงฆ์ พงึ ขวนขวายรบี ระงบั ฯ หากไม่รีบระงบั จะทาใหเ้ สยี สลี สามญั ญตาและเสยี สามคั คี เป็นทางแตกเป็นนานาสงั วาส ฯ (ปี 58) การโจทภิกษุอน่ื ดว้ ยอาบตั ิ ทาดว้ ยกายก็ได้ ดว้ ยวาจาก็ได้ อยากทราบวา่ การโจทดว้ ยกายนน้ั ทาอย่างไร ? ตอบ ทาโดยแสดงอาการไมน่ บั ถือวา่ เป็นภกิ ษุ มกี ารไมอ่ ภวิ าทเป็นตน้ การเขยี นหนงั สือโจท กจ็ ดั วา่ เป็นการโจทดว้ ยกาย ฯ (ปี 58, 48) อธิกรณอ์ นั สงฆว์ ินจิ ฉยั แลว้ ฝ่ายไม่ชอบใจ จกั อทุ ธรณต์ ่อสงฆอ์ นื่ ใหว้ นิ ิจฉยั ใหม่ไดห้ รอื ไม่ ? จงอธิบายพอเขา้ ใจ ตอบ ไดก้ ม็ ี ไม่ได้ กม็ ี ฯ ตามสกิ ขาบทท่ี ๓ แห่งสปั ปาณวรรค ปาจิตติยกณั ฑ์ โจทกก์ ็ดี จาเลยกด็ ี สงฆก์ ็ดี รูอ้ ยวู่ า่ อธิกรณน์ น้ั สงฆห์ ม่นู นั้ วินจิ ฉยั เป็นธรรมแลว้ ฟื้น ขนึ้ เพ่อื วินิจฉยั ใหม่ ตอ้ งอาบตั ปิ าจิตติยะ เป็นอนั อทุ ธรณไ์ มไ่ ด้ แตถ่ า้ เหน็ วา่ ไมเ่ ป็นธรรม ฟื้นขนึ้ ไม่เป็นอาบตั ิ เป็นอนั อทุ ธรณไ์ ด้ ฯ (ปี 55) อนวุ าทาธิกรณ์ คืออะไร? ระงบั ดว้ ยอธิกรณสมถะเทา่ ไร? อะไรบา้ ง? ตอบ คือการโจทกนั ดว้ ยอาบตั ินนั้ ๆฯ ระงบั ดว้ ยอธิกรณสมถะ ๔ อยา่ งคือ ๑.สมั มขุ าวินยั ๒.สตวิ นิ ยั ๓,อมฬู หวินยั ๔,ตสั สปาปิยสกิ าฯ (ปี 52) ภิกษุเสยี สีลสามญั ญตาเพราะประพฤตอิ ยา่ งไร? พระบรมศาสดาทรงวางโทษไวใ้ หส้ งฆท์ ากรรมอะไรแกเ่ ธอ? ตอบ เพราะตอ้ งอาบตั ิแลว้ ไมย่ อมรบั ว่าเป็นอาบตั ิ หรอื ไมย่ อมทาคืน ฯ ทรงวางโทษไวใ้ หส้ งฆท์ าอกุ เขปนยี กรรมแกเ่ ธอ ฯ (ปี 45) อนวุ าทาธิกรณท์ ่เี กดิ ขึน้ แลว้ ไมร่ ีบระงบั มีผลเสียอยา่ งไร? ภกิ ษุผตู้ อ้ งอนวุ าทาธิกรณ์ พงึ ปฏบิ ตั ิอย่างไร? ตอบ มผี ลเสีย คือทาใหเ้ สียสลี สามญั ญตาและเสียสามคั คี เป็นทางแตก เป็นนานาสงั วาส จนถงึ เป็นนานานกิ าย ฯ พึงปฏิบตั อิ ยา่ งนี้ คอื ๑. เคารพในผพู้ ิจารณา ๒. ใหก้ ารตามความเป็นจรงิ ๓. พึงเช่ือฟังและปฏิบตั ติ ามคาวินจิ ฉยั ของสงฆ์ ๔. ไมข่ นุ่ เคอื งฯ อาปัตตาธกิ รณ์ คอื การตอ้ งอาบตั ิ การปรบั อาบตั ิ และการแกไ้ ขตวั ใหพ้ น้ จากอาบตั ิ (ปี 63, 60, 43) สมั มขุ าวินยั มอี งคเ์ ท่าไร? อะไรบา้ ง? ตอบ มอี งค์ ๔ ฯ คือ ๑. ในท่พี รอ้ มหนา้ สงฆ์ ๒. ในท่พี รอ้ มหนา้ ธรรม ๓. ในท่พี รอ้ มหนา้ วินยั ๔. ในท่พี รอ้ มหนา้ บคุ คล ฯ (ปี 62, 44) วฏุ ฐานวิธี แปลวา่ อะไร ? ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ? 16 | P a g e

ตอบ แปลวา่ ระเบียบเป็นเครือ่ งออกจากอาบตั ิ ฯ ประกอบดว้ ยปรวิ าส มานตั ปฏิกสั สนา และอพั ภาน ฯ (ปี 61, 45) ลกั ษณะการปกปิดอาบตั ินนั้ พระอรรถกถาจารยแ์ สดงไวก้ ี่ประการ? อะไรบา้ ง? ตอบ แสดงไว้ ๑๐ ประการ ฯ จดั เป็น ๕ คู่ คือ ๑. เป็นอาบตั ิ และรูว้ า่ เป็นอาบตั ิ ๔. อาจอยู่ และรูว้ า่ อาจอยู่ ๒. เป็นปกตตั ตะ และรูว้ ่าเป็นปกตตั ตะ ๕. ใครจ่ ะปิด และปิดไว้ ฯ ๓. ไมม่ อี นั ตราย และรูว้ า่ ไมม่ อี นั ตราย (ปี 60, 54) วฏุ ฐานวธิ ีหมายถงึ อะไร? ในการทาวฏุ ฐานวธิ ีแตล่ ะอยา่ งนนั้ ตอ้ งการสงฆจ์ านวนเทา่ ไรเป็นอยา่ งนอ้ ย? ตอบ หมายถงึ ระเบยี บวธิ ีเป็นเครอื่ งออกจากอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส ฯ อพั ภาน ตอ้ งการสงฆ์ ๒๐ รูปเป็นอยา่ งนอ้ ย นอกนน้ั ตอ้ งการตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไป ฯ (ปี 58) รตั ตเิ ฉท คืออะไร ? รตั ตเิ ฉทของภิกษุผปู้ ระพฤตมิ านตั มีเท่าไร ? อะไรบา้ ง ? ตอบ คือการขาดราตรี ฯ มี ๔ อยา่ ง ฯ คอื ๑. สหวาโส อยรู่ ว่ ม ๒. วิปปฺ วาโส อย่ปู ราศ ๓. อนาโรจนา ไมบ่ อก ๔. อเู น คเณ จรณ ประพฤตใิ นคณะอนั พรอ่ ง ฯ (ปี 57) ภกิ ษุผปู้ รารถนาความตงั้ อยยู่ ่งั ยนื ของพระธรรมวินยั ควรปฏบิ ตั ติ นอย่างไร? ตอบ ควรตงั้ อยใู่ นสลี สามญั ญตา ทิฏฐิสามญั ญตา และลชั ชธี รรม สารวมในพระปาติโมกข์ ประกอบดว้ ยอาจาระและโคจระ เหน็ ภยั ในโทษแม้ เพียงเล็กนอ้ ย สาเหนยี กศกึ ษาในสิกขาบททงั้ หลาย ฯ (ปี 56) จงใหค้ วามหมายของคาต่อไปนี้ ก. ปรวิ าส ข. อพั ภาน ตอบ ก. ไดแ้ ก่ การประพฤตวิ ตั รพเิ ศษอยา่ งหนง่ึ เทา่ จานวนวนั ท่ภี ิกษุผตู้ อ้ งอาบตั สิ งั ฆาทิเสสแลว้ ปกปิดไว้ ฯ ข. ไดแ้ ก่ การท่สี งฆส์ วดระงบั อาบตั สิ งั ฆาทเิ สส ฯ (ปี 53) ตณิ วตั ถารกวนิ ยั มอี ธิบายอย่างไร? ใชร้ ะงบั อธิกรณอ์ ะไร? ตอบ อธิบายวา่ กริ ยิ าทใ่ี หป้ ระนปี ระนอมกนั ทง้ั ๒ ฝ่าย ไมต่ อ้ งชาระสะสางหาความเดิม เป็นดงั กลบไวด้ ว้ ยหญา้ ฯ ใชร้ ะงบั อาปัตตาธิกรณ์ ท่ยี งุ่ ยากยดื เยือ้ ไม่รูจ้ บและเป็นเร่อื งสาคญั อนั จะเป็นเคร่อื งกระเทอื นท่วั ไป เวน้ ครุกาบตั ิและอาบตั ทิ ่เี น่อื งดว้ ยคฤหสั ถ์ ฯ (ปี 52) อาปัตตาธิกรณร์ ะงบั ในสานกั บคุ คลดว้ ยอธิกรณสมถะอะไร? และระงบั ในสานกั สงฆด์ ว้ ยอธิกรณสมถะอะไร? ตอบ ระงบั ในสานกั บคุ คลดว้ ยปฏิญญาตกรณะ ฯ ระงบั ในสานกั สงฆ์ ถา้ เป็นครุกาบตั ิ ดว้ ยสมั มขุ าวนิ ยั และปฏิญญาตกรณะ ถา้ เป็น ลหกุ าบตั ิ ดว้ ยสมั มขุ าวนิ ยั และตณิ วตั ถารกะ ฯ (ปี 52) อนั ตราบตั ิ คอื อาบตั อิ ะไร? ภกิ ษุจะตอ้ งอาบตั ินไี้ ดใ้ นเวลาไหนบา้ ง? ตอบ คือ อาบตั สิ งั ฆาทิเสสท่ตี อ้ งในระหวา่ งประพฤติวฏุ ฐานวธิ ี ฯ ภกิ ษุจะตอ้ งอาบตั ินไี้ ดใ้ นระหว่างท่กี าลงั อย่ปู รวิ าส หรอื อย่ปู รวิ าสแลว้ เป็น มานตั ตารหะ กาลงั ประพฤตมิ านตั อยุ่ หรือประพฤติมานตั แลว้ เป็นอพั ภานารหะ ฯ (ปี 51) พระอรรถกถาจารยแ์ สดงลกั ษณะปกปิดอาบตั ิสงั ฆาทเิ สสไวเ้ ป็น ๕ คอู่ ย่างไรบา้ ง ? ตอบ แสดงไว้ ๕ คู่ ดงั นี้ ๑. เป็นอาบตั ิ และรูว้ ่าเป็นอาบตั ิ ๔. อาจอยู่ และรูว้ า่ อาจอยู่ ๒. เป็นปกตตั ตะ และรูว้ ่าเป็นปกตตั ตะ ๕. ใครจ่ ะปิด และปิดไว้ ฯ ๓. ไมม่ ีอนั ตราย และรูว้ า่ ไมม่ อี นั ตราย (ปี 51) รตั ตเิ ฉท หมายถึงอะไร? มอี ะไรบา้ ง? ตอบ หมายถงึ การขาดราตรแี หง่ (การประพฤติ) มานตั ฯ มี ๑. อยรู่ ว่ ม ๒. อย่ปู ราศ ๓. ไมบ่ อก ๔. ประพฤติในคณะอนั พรอ่ ง ฯ (ปี 48) ปรวิ าส คอื อะไร? มานตั คืออะไร? 17 | P a g e

ตอบ ปรวิ าส คอื การประพฤตวิ ตั รพเิ ศษอยา่ งหน่งึ เท่าจานวนวนั ท่ปี กปิดอาบตั ไิ ว้ กอ่ นจะประพฤตมิ านตั ต่อไป ฯ มานตั คอื การประพฤตวิ ตั รพเิ ศษอย่างหนึ่ง เป็นเวลา ๖ ราตรี เพอ่ื ออกจากอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส ฯ (ปี 47) เม่ือมงุ่ ถงึ พระพทุ ธบญั ญตั ิ ภิกษุผไู้ ดช้ ่ือวา่ ปฏบิ ตั ิเพ่อื ความตงั้ อยยู่ ่งั ยนื แห่งพระธรรมวินยั ควรปฏบิ ตั เิ ช่นไร? ตอบ ควรปฏิบตั ิอย่างนี้ คอื ตงั้ อย่ใู นลชั ชธี รรม ใครค่ วามบรสิ ทุ ธิ์ อาบตั ทิ ่ีไมค่ วรตอ้ งอยา่ ตอ้ ง อาบตั ิท่ีตอ้ งแลว้ พึงทาคนื เสีย เช่นนจี้ กั เป็นผมู้ ี ศลี เสมอดว้ ยสพรหมจารที งั้ หลาย ช่ือวา่ ปฏบิ ตั เิ พ่อื ความตงั้ อยยู่ ่งั ยืนแห่งพระธรรมวนิ ยั ฯ (ปี 44) วฏุ ฐานวธิ ี แปลว่าอะไร? ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง? ในการทาวฏุ ฐานวิธีแต่ละอยา่ งนนั้ ตอ้ งการสงฆจ์ านวนเท่าไร? ตอบ แปลวา่ ระเบยี บเป็นเครื่องออกจากอาบตั ิ ฯ ประกอบดว้ ย ปรวิ าส มานตั ปฏิกสั สนา และอพั ภาน ฯ การใหป้ รวิ าส ใหม้ านตั และทาปฏกิ สั สนาตอ้ งการสงฆจ์ ตวุ รรค การใหอ้ พั ภาน ตอ้ งการสงฆว์ สี ตวิ รรค ฯ (ปี 43) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ๑. ปฏจิ ฉนั นาบตั ิ ๒. อนั ตราบตั ิ ตอบ ๑. ปฏจิ ฉนั นาบตั ิ หมายถงึ อาบตั ิท่ีภิกษุตอ้ งแลว้ ปกปิดไว้ ๒. อนั ตราบตั ิ หมายถงึ อาบตั ิสงั ฆาทเิ สสท่ภี ิกษุตอ้ งเขา้ อีกระหวา่ งประพฤตวิ ฏุ ฐานวิธี กจิ จาธกิ รณว์ า่ ดว้ ยนิคหกรรม [กิจจาธกิ รณ์ คอื กจิ ธุระต่างๆ ทสี่ งฆจ์ ะตอ้ งทาํ เชน่ ใหอ้ ุปสมบท ให้ผา้ กฐนิ ] (ปี 63) ภกิ ษุประพฤตผิ ดิ ธรรมวนิ ยั อย่างไร จึงทรงอนุญาตใหส้ งฆล์ งอกุ เขปนียกรรมได้ ? ตอบ ประพฤตผิ ิดอย่างนี้ คอื ไมเ่ หน็ อาบตั ิ ไมท่ าคนื อาบตั ิ หรอื ไม่สละทฏิ ฐิบาป ฯ (ปี 61) กจิ จาธิกรณแ์ ละนคิ คหะ คืออะไร ? ตอบ กจิ จาธิกรณ์ คอื กจิ อนั จะพงึ ทาดว้ ยประชมุ สงฆ์ ตา่ งโดย เป็นอปโลกนกรรม ญัตตกิ รรม ญตั ติทตุ ิยกรรม ญตั ติจตตุ ถกรรม นคิ คหะ คอื การขม่ เป็นกจิ อยา่ งหน่ึงแห่งผปู้ กครองหมู่ ฯ (ปี 59, 50) ในทางพระวินยั การคว่าบาตรหมายถึงอะไร? และจะหงายบาตรได้ เม่ือไร ? ตอบ หมายถงึ การไมใ่ หค้ บคา้ สมาคมดว้ ยลกั ษณะ ๓ ประการ คอื ๑. ไมร่ บั บิณฑบาตของเขา ๒. ไม่รบั นิมนตข์ องเขา ๓. ไม่รบั ไทยธรรมของเขา ฯ เม่ือผถู้ กู ควา่ บาตรนน้ั เลิกกลา่ วตเิ ตียนพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นตน้ นน้ั แลว้ กลบั ประพฤตดิ ี พึงหงายบาตรแกเ่ ขาได้ ฯ (ปี 57) อกุ เขปนยี กรรม และ นิยสกรรม สงฆพ์ ึงลงแกภ่ กิ ษเุ ช่นไร? ตอบ อกุ เขปนียกรรม พึงลงแกภ่ ิกษุไมเ่ ห็นอาบตั ิ ผไู้ มท่ าคืนอาบตั ิ หรือผไู้ มส่ ละทฏิ ฐิบาป นิยสกรรม พงึ ลงแก่ภกิ ษุผมู้ ีอาบตั ิมาก หรอื คลกุ คลีกบั คฤหสั ถด์ ว้ ยการคลกุ คลอี นั ไมค่ วร ฯ (ปี 54) ตชั ชนียกรรมและตสั สปาปิยสิกากรรม กรรมไหนสาหรบั ลงโทษแก่ภิกษุผเู้ ป็นโจทก?์ กรรมไหนสาหรบั ลงโทษแก่ภกิ ษุผเู้ ป็นจาเลย? เพราะประพฤตบิ กพรอ่ งอยา่ งไร? ตอบ ตชั ชนยี กรรมสาหรบั ลงโทษแก่ภิกษุผเู้ ป็นโจทก์ เพราะจงใจหาความเท็จใสภ่ ิกษุอ่ืน ก่ออธิกรณข์ นึ้ ในสงฆ์ ตสั สปาปิยสกิ ากรรมสาหรบั ลงโทษแกภ่ กิ ษุผเู้ ป็นจาเลย เพราะเป็นผูจ้ งใจปกปิดความประพฤตเิ สยี หายของตนดว้ ยการใหก้ ารเทจ็ ฯ (ปี 49) การทากรรมมีตชั ชนยี กรรมเป็นตน้ แก่ภิกษุหรือคฤหสั ถ์ ควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจงึ จะไมเ่ ป็นทางนามาซ่งึ ความแตกสามคั คี ? ตอบ พึงตงั้ อย่ใู นมตั ตญั ญตุ า ความเป็นผรู้ ูจ้ กั ประมาณ กาลญั ญตุ า ความเป็นผรู้ ูจ้ กั กาล ปคุ คลญั ญตุ า ความเป็นผรู้ ูจ้ กั บคุ คล ดารโิ ดย รอบคอบแลว้ จึงทา ไม่พึงใชอ้ านาจท่ปี ระทานไว้ เป็นทางนามาซง่ึ ความแตกสามคั คี เชน่ พวกภิกษุชาวโกสมั พีไดท้ ามาแลว้ ฯ (ปี 45) ภกิ ษุผเู้ ป็นโจทก์ จงใจหาความเทจ็ ใส่ภกิ ษุอนื่ และภกิ ษุผเู้ ป็นจาเลย จงใจปกปิดความประพฤตเิ สยี ของตนดว้ ยใหก้ ารเท็จ สงฆพ์ ึง นคิ คหะดว้ ยกรรมอะไร? ตอบ สงฆพ์ งึ ทา ตชั ชนียกรรม แกภ่ กิ ษุผเู้ ป็นโจทก์ และตสั สปาปิยสิกากรรม แกภ่ ิกษุผเู้ ป็นจาเลย ฯ 18 | P a g e

(ปี 43) การคว่าบาตรในทางพระวินยั มคี วามหมายว่าอยา่ งไร? การคว่าบาตรนี้ สงฆท์ าแก่ผปู้ ระพฤติเชน่ ไร? บอกมา ๓ ขอ้ ตอบ มคี วามหมายว่าไมใ่ หค้ บคา้ สมาคมดว้ ยลกั ษณะ ๓ ประการคือ ๑) ไมร่ บั บิณฑบาตของเขา ๒) ไม่รบั นิมนตข์ องเขา ๓) ไมร่ บั ไทยธรรม ของเขา ทาแก่คฤหสั ถ์ (เลือกตอบเพยี ง ๓ ขอ้ ) ๑. ขวนขวายเพ่อื ไมใ่ ช่ลาภแหง่ ภกิ ษุทงั้ หลาย ๕. ยยุ งภกิ ษุทง้ั หลายใหแ้ ตกกนั ๒. ขวนขวายเพ่อื ไมใ่ ชป่ ระโยชนแ์ หง่ ภกิ ษุทง้ั หลาย ๖. กล่าวติเตยี นพระพทุ ธ ๓. ขวนขวายเพ่อื อย่ไู มไ่ ดแ้ หง่ ภกิ ษุทงั้ หลาย ๗. กล่าวตเิ ตยี นพระธรรม ๔. ด่าวา่ เปรียบเปรยภิกษุทงั้ หลาย ๘. กลา่ วตเิ ตยี นพระสงฆ์ สงั ฆเภทและสงั ฆสามคั คี (ปี 50) สงั ฆราชี คืออะไร? ตอบ คอื การท่ภี ิกษุแตกกนั เป็น ๒ ฝ่าย เพราะมีความเห็นปรารภ พระธรรมวินยั ผิดแผกกนั จนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณข์ นึ้ หรือมคี วามปฏิบตั ไิ ม่ สม่าเสมอกนั ยงิ่ หย่อนกวา่ กนั เกดิ รงั เกียจกนั ขนึ้ แตย่ งั ไมแ่ ยกทาอโุ บสถปวารณาหรือสงั ฆกรรมอนื่ ฯ (ปี 43) ใครเป็นผทู้ าลายสงฆใ์ หแ้ ตกกนั หรือเป็นผขู้ วนขวายเพ่อื ทาลายสงฆไ์ ด?้ เหตทุ ่สี งฆจ์ ะแตกกนั มีอะไรบา้ ง? จะป้องกนั ไดด้ ว้ ยวธิ ีอยา่ งไร? ตอบ ภิกษุผปู้ กตตั ตะเป็นสมานสงั วาส อยใู่ นสีมาเดียวกนั เทา่ นนั้ ย่อมอาจทาลายสงฆใ์ หแ้ ตกกนั เป็นก๊กเป็นพวกได้ นางภิกษุณี สกิ ขมานา สามเณร สามเณรี อบุ าสก อบุ าสกิ า หาอาจทาลายสงฆใ์ หแ้ ตกกนั ไดไ้ ม่ เป็นไดเ้ พยี งขวนขวายเพ่อื ทาลายสงฆเ์ ท่านนั้ ฯ มี ๒ อย่างคือ ๑. มีความเหน็ ปรารภพระธรรมวนิ ยั แตกตา่ งกันจนเกิดเป็นอธิกรณ์ ๒. ความประพฤตปิ ฏิบตั ิไมเ่ สมอกนั ยงิ่ หยอ่ นกวา่ กนั แลว้ เกิดความรงั เกยี จกนั ขนึ้ จะปอ้ งกนั ไดด้ ว้ ย ๒ วธิ ีคอื ๑. ตอ้ งส่งเสรมิ และกวดขนั การศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ใหม้ ีความเหน็ ชอบเหมอื นกนั ๒. ตอ้ งสง่ เสรมิ และกวดขนั ความประพฤติของภกิ ษุทงั้ หลายใหเ้ สมอกัน ไมใ่ หเ้ ป็นทางรงั เกยี จกนั ลาสิกขา (ปี 50) ภิกษเุ ม่ือลาสกิ ขา ตอ้ งทาเป็นกจิ ลกั ษณะดว้ ยการกลา่ วคาปฏญิ ญาตนเป็นผอู้ ืน่ จากภกิ ษุตอ่ หนา้ ใครไดบ้ า้ ง? และทาอยา่ งไรจงึ เป็น กจิ ลกั ษณะ? ตอบ ตอ่ หนา้ ภิกษดุ ว้ ยกนั หรือคนอน่ื จากภิกษุกไ็ ด้ ฯ ปฏญิ ญาอยา่ งนี้ คอื พรอ้ มดว้ ยจิต คือทาดว้ ยตงั้ ใจเพ่อื ลาสกิ ขาจรงิ ๆ พรอ้ มดว้ ยกาล คอื ดว้ ยคาเดด็ ขาด ไม่ใช่ราพงึ ไมใ่ ช่ปรกิ ปั พรอ้ มดว้ ยประโยค คอื ปฏิญญาดว้ ยตนเอง พรอ้ มดว้ ยบคุ คล คือผปู้ ฏญิ ญาและผรู้ บั ปฏิญญาเป็นคนปกติ พรอ้ มดว้ ยความเขา้ ใจ คอื ผรู้ บั ปฏิญญาเขา้ ใจคานนั้ ในทนั ที ฯ 19 | P a g e

นาสนา (ปี 61, 55) นาสนา คืออะไร? บคุ คลเชน่ ไรท่ที รงอนญุ าตใหน้ าสนา? ตอบ คือ การยงั บคุ คลผไู้ ม่สมควรถือเพศภิกษุและสามเณร ใหส้ ละเพศเสยี ฯ บคุ คลท่ที รงอนญุ าตใหน้ าสนามี ๓ ประเภท คอื ๑. ภิกษุตอ้ งอนั เตมิ วตั ถแุ ลว้ ยงั ปฏญิ ญาตนเป็นภกิ ษุ ๒.บคุ คลผอู้ ปุ สมบทไม่ขึน้ ไดร้ บั อปุ สมบทแตส่ งฆ์ ๓.สามเณรผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๐ ขอ้ ใดขอ้ หน่ึง เชน่ เป็นผมู้ กั ผลาญชวี ิตสตั ว์ เป็นตน้ ฯ (ปี 53) ลิงคนาสนา คอื อะไร? บคุ คลท่ที รงพระอนญุ าตใหท้ าลงิ คนาสนามกี ่ีประเภท? ใครบา้ ง? ตอบ คือ การใหฉ้ ิบหายเสียจากเพศ ฯ มี ๓ ประเภท ฯ คือ ภิกษุตอ้ งอนั ติมวตั ถแุ ลว้ ยงั ปฏญิ ญาตนเป็นภิกษุ ๑ บคุ คลผอู้ ปุ สมบทไม่ขึน้ ไดร้ บั อปุ สมบทแต่สงฆ์ ๑ สามเณรผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๐ มเี ป็นผมู้ กั ผลาญชวี ติ เป็นตน้ ๑ ฯ (ปี 47) การทานาสนา คือการทาเชน่ ไร? บคุ คลท่ที รงอนญุ าตใหน้ าสนามีกี่ประเภท? ใครบา้ ง? ตอบ คือการยงั บคุ คลผไู้ มค่ วรถอื เพศ ใหล้ ะเพศเสยี ฯ บคุ คลท่ที รงอนญุ าตใหน้ าสนามี ๓ ประเภท คือ ๑. ภิกษุผตู้ อ้ งอนั ตมิ วตั ถแุ ลว้ ยงั ปฏญิ ญาตนเป็นภกิ ษุ ๒. บคุ คลผอู้ ปุ สมบทไม่ขึน้ ไดร้ บั อปุ สมบทแตส่ งฆ์ ๓. สามเณรผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๐ ขอ้ ใดขอ้ หนึง่ เช่นเป็นผมู้ กั ผลาญชวี ิตสตั วเ์ ป็นตน้ ฯ ให้ทอ่ งบทสวดไปสอบ ➢ คาํ ทกั นิมติ ( *** แนะนาํ ใหท้ อ่ ง และฝึกเขียนใหไ้ ดท้ กุ ทศิ เพราะออกขอ้ สอบบอ่ ย ) ในทศิ ตะวนั ออก วา่ ดงั นี้ \" ปุรตถฺ มิ าย ทสิ าย กึ นิมติ ตฺ \"ํ แปลว่า \" ในทศิ ตะวันออก อะไรเป็ นนิมติ . \" ในทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ วา่ ดงั นี้ \" ปรุ ตถฺ มิ าย อนทุ สิ าย กึ นิมิตตฺ \" แปลวา่ \" ในทศิ นอ้ ยแหง่ ทศิ ตะวนั ออก อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศใต้ วา่ ดงั นี้ \" ทกฺขิณาย ทิสาย กึ นมิ ติ ฺต\" แปลวา่ \" ในทศิ ใต้ อะไรเป็นนิมิต . \" ในทศิ ตะวันตกเฉยี งใต้ วา่ ดงั นี้ \" ทุกขฺ ิณาย อนุทิ สาย กึ นมิ ติ ตฺ \"ํ แปลว่า \" ในทศิ น้อยแหง่ ทศิ ใต้ อะไรเป็ นนิมติ . \" ในทิศตะวนั ตก ว่าดงั นี้ \" ปจฺฉิมาย ทสิ าย กึ นิมิตฺต\" แปลวา่ \" ในทศิ ตะวนั ตก อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือ วา่ ดงั นี้ \" ปจฺฉิมาย อนทุ สิ าย กึ นิมิตตฺ \" แปลวา่ \" ในทิศนอ้ ยแหง่ ทศิ ตะวนั ตก อะไรเป็นนมิ ติ . \" ในทิศเหนือ วา่ ดงั นี้ \" อตุ ฺตราย ทสิ าย กึ นิมติ ตฺ \" แปลวา่ \" ในทิศเหนือ อะไรเป็นนมิ ิต . \" ในทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือ วา่ ดังนี้ \" อตุ ตฺ ราย อนุทสิ าย กึ นิมิตตฺ \"ํ แปลว่า \" ในทศิ นอ้ ยแห่งทศิ เหนือ อะไรเป็ นนิมติ . \" (ปี 59, 46) การทกั นมิ ติ ในทิศทงั้ ๘ นน้ั ทกั ทศิ ละหนถกู ตอ้ งหรอื ไม่? เพราะเหตไุ ร? จงเขยี นคาทกั นิมิตในทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื มาด?ู ตอบ ไม่ถกู ตอ้ งฯ ท่ถี กู ตอ้ งนน้ั เม่อื เร่มิ ตน้ ทกั นมิ ิตในทศิ บรู พาแลว้ ทกั มาโดยลาดบั จนถึงนมิ ิตสดุ ตอ้ งวนไปทกั นิมติ ในทิศบรู พาซา้ อกี ฯ คา ทกั นมิ ิตในทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื วา่ ดงั นี้ “ อตุ ฺตราย อนทุ สิ าย กึ นิมติ ฺต ” ฯ (ปี 56) นมิ ติ รอบโรงอโุ บสถ มคี วามสาคญั อย่างไร? คาทกั นิมติ ในทิศตะวนั ออกวา่ อยา่ งไร? ตอบ มคี วามสาคญั คือใชเ้ ป็นเครอื่ งหมายเพ่อื กาหนดเขตสีมาสาหรบั ทาสงั ฆกรรม ฯ คาทกั นิมติ ในทศิ ตะวนั ออกวา่ “ปรุ ตฺถิมาย ทิสาย กึ นมิ ติ ฺต” ฯ (ปี 53) นิมติ ท่อี ย่รู อบโรงอโุ บสถ มีไวเ้ พ่อื ประโยชนอ์ ะไร? จงเขยี นคาทกั นิมติ ในทศิ ตะวนั ตกเฉียงใตม้ าดู? ตอบ มีไวเ้ พ่อื เป็นเครอ่ื งหมายกาหนดเขตการทาสงั ฆกรรม ฯ ทกขฺ ิณาย อนทุ ิสาย กึ นิมติ ตฺ ฯ 20 | P a g e

➢ คาํ อนุโมทนากฐนิ (ปี 59, 56) กรานกฐิน ไดแ้ ก่การทาอย่างไร ? จงเขยี นคาอนโุ มทนากฐินมาดู ตอบ ไดแ้ ก่ เม่ือมผี า้ เกดิ ขึน้ แกส่ งฆใ์ นเดอื นทา้ ยฤดฝู น พอจะทาเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนง่ึ ได้ สงฆพ์ รอ้ มใจกนั ยกใหแ้ ก่ภกิ ษุรูปหนึ่งผเู้ หมาะสม ภิกษุ ผไู้ ดร้ บั ผา้ นนั้ นาไปทาเป็นจวี รผืนใดผนื หน่งึ ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ในวนั นน้ั แลว้ มา บอกแก่ภิกษุผยู้ กผา้ นนั้ ให้ เพ่อื อนโุ มทนา ภิกษุเหลา่ นนั้ อนโุ มทนา ทงั้ หมดนคี้ อื กรานกฐิน ฯ คาอนโุ มทนากฐินว่า อตถฺ ต ภนเฺ ต สงฆฺ สฺส กฐิน ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนโุ มทามิ ฯ ➢ คาํ ขออปุ สมบท (ปี 55) จงเขยี นคาขออปุ สมบทมา ตอบ สงฆฺ มภฺ นฺเต อปุ สมฺปท ยาจามิ อลุ ลฺ มุ ฺปตุ ม ภนเฺ ต, สงฺโฆ อนกุ มปฺ อปุ าทาย ทตุ ยิ มปฺ ิ ภนเฺ ต สงฺฆ อปุ สมฺปท ยาจามิ อลุ ฺลมุ ฺปตุ ม ภนเฺ ต สงฺโฆ อนกุ มฺป อปุ าทาย ตติยมฺปิ ภนเฺ ต สงฆฺ อปุ สมปฺ ท ยาจามิ อลุ ฺลมุ ปฺ ตุ ม ภนเฺ ต, สงโฺ ฆ อนกุ มปฺ อปุ าทาย ฯ พระราชบญั ญัติคณะสงฆ์ (**ควรท่องจาํ ทกุ มาตราใหไ้ ด้ เพราะผู้สอบมกั ทาํ เรอื่ งนีไ้ มไ่ ดก้ นั **) พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัตคิ ณะสงฆ์ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ใหม่สดๆ รอ้ นๆ …. มาตราท่มี เี ครอื่ งหมายดอกจนั (*) อยขู่ า้ งหนา้ มาตรา ๕ ทวิ ในพระราชบญั ญตั นิ ี้ คณะสงฆ์ หมายความวา่ บรรดาพระภิกษุท่ไี ดร้ บั บรรพชาอปุ สมบทจากพระอปุ ชฌายต์ ามพระราชบญั ญัตินี้ หรือตามกฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คบั กอ่ น พระราชบญั ญตั นิ ี้ ไมว่ ่าจะปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ในหรือนอกราชอาณาจกั ร คณะสงฆอ์ ่ืน หมายความวา่ บรรดาบรรพชติ จีนนิกายหรอื อนมั นกิ าย พระราชาคณะ หมายความวา่ พระภกิ ษุท่ไี ดร้ บั แตง่ ตงั้ และสถาปนาใหม้ ีสมณศกั ดติ์ งั้ แต่ชนั้ สามญั จนถงึ ขนั้ สมเดจ็ พระราชาคณะ สมเด็จพระราชาคณะผมู้ อี าวโุ สสงู สดุ โดยสมณศกั ด์ิ หมายความวา่ สมเดจ็ พระราชาคณะท่ีไดร้ บั สถาปนาก่อนสมเดจ็ พระราชาคณะรูปอ่ืน ถา้ ไดร้ บั สถาปนาในวนั เดยี วกนั ใหถ้ ือรูปท่ไี ดร้ บั สถาปนาในลาดบั กอ่ น * มาตรา ๕ ตรี เพ่อื ใหก้ ารอปุ ถมั ภแ์ ละคุม้ ครองพระพทุ ธศาสนา ตลอดจนการดแู ลการปกครองคณะสงฆเ์ ป็นไปเพ่อื ส่งเสรมิ การเผยแผ่ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาใหเ้ กิดการพฒั นาจิตใจและปัญญา และมกี ารรกั ษาพระธรรมวินยั ของคณะสงฆใ์ หเ้ ป็นไปอยา่ งถกู ตอ้ งดีงามโดย เครง่ ครดั เป็นท่เี ลื่อมใสศรทั ธาแกพ่ ทุ ธศาสนิกชนท่วั ไป พระมหากษตั ริยจ์ ึงทรงไวซ้ ง่ึ พระราชอานาจในการแตง่ ตงั้ สถาปนา และถอดถอนสมณ ศกั ดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแตง่ ตงั้ กรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ มาตรา ๖ ใหร้ ฐั มนตรวี ่าการกระทรวงศกึ ษาธิการรกั ษาการตามพระราชบญั ญัตนิ แี้ ละใหม้ ี อานาจออก กฎกระทรวงเพ่อื ปฏบิ ตั กิ ารใหเ้ ป็นไป ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ กฎกระทรวงนนั้ เม่ือไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลว้ ใหใ้ ชบ้ งั คบั ได้ 21 | P a g e

หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆราช มาตรา ๗ พระมหากษตั รยิ ท์ รงสถาปนาสมเด็จพระสงั ฆราชองคห์ นง่ึ และใหน้ ายกรฐั มนตรีลงนามรบั สนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๙ ในกรณีท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชทรงลาออกจากตาแหน่ง หรือพระมหากษัตรยิ ท์ รงพระกรุณาโปรดใหอ้ อกจากตาแหนง่ พระมหากษตั รยิ จ์ ะทรงแต่งตงั้ ใหเ้ ป็นท่ปี รกึ ษาของสมเดจ็ พระสงั ฆราช หรอื ตาแหนง่ อนื่ ใดตามพระราชอธั ยาศยั ก็ได้ * มาตรา ๑๐ ในเม่ือไม่มีสมเดจ็ พระสงั ฆราช ใหส้ มเดจ็ พระราชาคณะผมู้ อี าวโุ สสงู สดุ โดยสมณศกั ดิ์เป็นผปู้ ฏิบตั หิ นา้ ท่สี มเด็จพระสงั ฆราช ถา้ สมเดจ็ พระราชาคณะผมู้ อี าวโุ สสงู สดุ โดยสมณศกั ด์ิไมอ่ าจปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ไี ด้ ใหก้ รรมการมหาเถรสมาคมท่เี หลอื อย่เู ลอื กสมเดจ็ พระราชาคณะรูปหนง่ึ ผมู้ ีอาวโุ สโดยสมณศกั ดร์ิ องลงมาตามลาดบั และสามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีได้ เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีสมเด็จพระสงั ฆราช ในเม่อื สมเดจ็ พระสงั ฆราชไม่ประทบั อยใู่ นราชอาณาจกั ร หรือไมอ่ าจทรงปฏิบตั ิหนา้ ท่ไี ด้ สมเดจ็ พระสงั ฆราชจะไดท้ รงแตง่ ตงั้ ให้ สมเดจ็ พระราชาคณะรูปใดรูปหนงึ่ ปฏิบตั หิ นา้ ท่ีแทน ในกรณีท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชมไิ ดท้ รงแต่งตงั้ ผปู้ ฏิบตั ิหนา้ ท่แี ทนตามวรรคสาม หรือสมเดจ็ พระราชาคณะซง่ึ ไดร้ บั แต่งตงั้ ใหป้ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่แี ทน สมเด็จพระสงั ฆราชไมอ่ าจปฏิบตั หิ นา้ ท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชได้ ใหน้ าความในวรรคหนงึ่ และวรรคสองมาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม ในการแตง่ ตงั้ ผปู้ ฏิบตั ิหนา้ ท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชตามมาตรานี้ ถา้ สมเดจ็ พระสงั ฆราชทรงเหน็ เป็นการสมควรสาหรบั กรณีท่มี เี หตตุ าม วรรคสาม หรือกรรมการมหาเถรสมาคมทเ่ี หลอื อยเู่ หน็ เป็นการสมควรสาหรบั กรณีท่มี เี หตตุ ามวรรคหน่ึง วรรคสอง หรอื วรรคส่ี อาจพิจารณา เลือกสมเดจ็ พระราชาคณะหลายรูปท่ีสามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ไี ด้ เพ่อื ใหเ้ ป็นคณะผปู้ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชแทนผปู้ ฏิบตั หิ นา้ ท่ตี ามวรรค หนง่ึ หรือแทนการดาเนินการตามวรรคสอง วรรคสาม หรอื วรรคสแ่ี ลว้ แต่กรณี ได้ และจะใหม้ ีผชู้ ว่ ยหรือท่ปี รกึ ษาในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ดี งั กล่าว ดว้ ยก็ได้ วิธีดาเนินการของคณะผปู้ ฏิบตั หิ นา้ ท่สี มเด็จพระสงั ฆราชใหเ้ ป็นไปตามท่คี ณะผปู้ ฏิบตั ิหนา้ ท่สี มเดจ็ พระสังฆราชกาหนด เม่ือมกี ารแตง่ ตงั้ หรอื เลอื กผปู้ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่หี รือคณะผปู้ ฏิบตั หิ นา้ ท่สี มเดจ็ พระสงั ฆราชตามมาตรานแี้ ลว้ ใหน้ ายกรฐั มนตรนี าความ กราบบงั คมทลู ทราบฝ่าละอองธลุ ีพระบาท ความในมาตรานไี้ มก่ ระทบกระเทอื นพระราชอานาจทจ่ี ะทรงพระกรุณาโปรด หรอื มีพระราชวนิ ิจฉยั ใหป้ ฏิบตั ิเป็นประการอื่น มาตรา ๑๑ สมเด็จพระสงั ฆราชพน้ จากตาแหนง่ เม่ือ (๑) มรณภาพ (๒) พน้ จากความเป็นพระภกิ ษุ (๓) ลาออก (๔) ทรงพระกรุณาโปรดใหอ้ อก หมวด ๒ มหาเถรสมาคม *มาตรา ๑๒ มหาเถรสมาคมประกอบดว้ ย สมเดจ็ พระสงั ฆราชซง่ึ ทรงดารงตาแหน่งประธานกรรมการโดยตาแหนง่ และกรรมการอ่ืนอีกไมเ่ กิน ย่ีสิบรูปซ่งึ พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตงั้ จากสมเด็จพระราชาคณะพระราชาคณะ หรือพระภกิ ษุซง่ึ มพี รรษาอนั สมควร และมจี รยิ วตั รในพระธรรม วนิ ยั ท่เี หมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ การแตง่ ตงั้ ตามวรรคหนง่ึ และการดาเนนิ การตามมาตรา ๑๕ (๔) และวรรคสอง ใหเ้ ป็นไปตามพระราชอธั ยาศยั โดยจะทรง ปรกึ ษาหารือกบั สมเด็จพระสงั ฆราชกอ่ นก็ได้ 22 | P a g e


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook