Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การบัญชีอุตฯ-03 ปรับปรุง

การบัญชีอุตฯ-03 ปรับปรุง

Published by srimalaisudawan70, 2021-08-14 09:19:07

Description: การบัญชีอุตฯ-03 ปรับปรุง

Search

Read the Text Version

นางสาวสดุ าวัลย์ ศรมี าลัย ครูผสู้ อน สาขาวชิ าการบญั ชี วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาอุตรดติ ถ์

หน่วยที่ 3 คา่ แรง เงิน ประกนั สังคม ภาษหี ัก ณ ทจ่ี ่าย และการบันทึกรายการ

สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและประเภทของคา่ แรง 2. การคานวณค่าแรงงานตามกฎหมายแรงงาน 3. เงนิ ประกันสังคม 4. ภาษเี งนิ ไดห้ กั ณ ทจ่ี ่าย 5. รายการหกั อน่ื ๆ 6. ทะเบยี นคา่ แรง 7. การบันทึกรายการเกีย่ วกบั ค่าแรง

ความหมายและ ค่าแรง (Labor) หมายถงึ ค่าจา้ งและเงนิ เดือน ประเภทของค่าแรง ที่จ่ายให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างของกิจการโดยทั่วไป ค่าจ้างนั้น กิจการจะจ่ายเป็นรายช่ัวโมง รายวัน ราย สัปดาห์หรือรายช้ินงานท่ีทาเสร็จส่วนเงินเดือนจะจ่าย เป็นรายเดือน กิจการบางแห่งจะจ่ายเงินเดือน เดือน ละ 2 คร้ัง สาหรับกิจการผลิตจะแบ่งค่าแรงออกเป็น 2 ประเภท คอื ค่าแรงทางตรงและคา่ แรงทางออ้ ม

ความหมายและ ค่าแรงทางตรง (Direct Labor) หมายถึง ประเภทของค่าแรง ค่าแรงงานของคนงานท่ีทาหน้าท่ีแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็น สนิ คา้ สาเรจ็ รูป เชน่ ค่าแรงท่ีจ่ายให้กับช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ในการ กิจการผลติ เส้อื ผ้าสาเรจ็ รปู ค่าแรงที่จ่ายให้กับช่างไม้ในการกิจการผลิต เฟอร์นิเจอรไ์ ม้ ค่าแรงท่ีจ่ายให้กับช่างปั้นในการกิจการผลิต เคร่ืองปน้ั ดินเผา ค่าแรงทางอ้อม (Indirect Labor) หมายถึง ค่าแรงงานของคนงานที่มิได้ทาหน้าท่ีทาการผลิตสินค้า โดยตรง เช่น ค่าแรงพนักงานรักษาความสะอาด เงินเดือน ผู้จัดการโรงงานเงินเดอื นหัวหนา้ คนงาน เป็นต้น

การคานวณค่าแรงงานตามกฎหมายแรงงาน กาหนดเวลาทางานปกติ ตามพระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 กาหนดเวลาทางานปกติของลกู จา้ งวันหนึง่ ต้องไม่เกนิ แปดชัว่ โมง และเมื่อรวมเวลาทางานทง้ั สน้ิ แล้วสัปดาหห์ น่ึงตอ้ งไม่เกินสีส่ ิบแปดชั่วโมงเว้นแตง่ านที่อาจเปน็ อนั ตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจา้ งทก่ี าหนดในกฎกระทรวงจะมเี วลาทางานปกติวันหนง่ึ ตอ้ งไม่เกินเจ็ดช่วั โมง แตเ่ มือ่ รวมเวลา ทางานท้ังสน้ิ แลว้ สัปดาห์หนึง่ ไมเ่ กินสี่สิบสองชั่วโมง

การจา่ ยค่าล่วงเวลาในวนั ทางานปกติ มาตรา 61 กาหนดไว้ว่า ในกรณีท่ีนายจ้างให้ลูกจ้างทางานล่วงเวลาในวันทางาน ให้นายจ้างจ่ายค่า ล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง อัตราไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางานตามจานวนช่ัวโมงที่ ทา หรือไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าคร่ึงของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวนผลงานที่ทาได้สาหรับลูกจ้าง ซึ่งไดร้ ับคา่ จ้างตามผลงานโดยคานวณเป็นหน่วย

การจ่ายคา่ แรงในวนั หยุด ในกรณีทนี่ ายจ้างให้ลกู จา้ งทางานในวนั หยุด แยกพิจารณาเป็น 2 กรณี ตามมาตรา 62 ดงั นี้ มาตรา 62 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทางานในวันหยุดตาม มาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30ให้นายจ้างจ่ายค่า ทางานในวันหยุดใหแ้ กล่ กู จา้ งในอตั ราดังตอ่ ไปนี้ 1. สาหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพ่ิมข้ึนจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าของอัตราค่าจ้างต่อ ชวั่ โมงในวันทางานตามจานวนชัว่ โมงที่ทา หรอื ไมน่ ้อยกว่าหน่ึงเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวน ผลงานท่ที าไดส้ าหรบั ลกู จ้างซงึ่ ไดร้ บั คา่ จ้างตามผลงาน โดยคานวณเปน็ หน่วย 2. สาหรับลูกจ้างซ่ึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางานตาม จานวนช่ัวโมงที่ทา หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวนผลงานท่ีทาได้สาหรับลูกจ้าง ซง่ึ ไดร้ ับคา่ จ้างตามผลงานโดยคานวณเปน็ หน่วย

การจ่ายค่าแรงในวันหยดุ กรณที ี่ 1 หมายความว่านายจ้างจ่ายค่าจ้างใหล้ ูกจ้างเป็นรายเดือนหรือเป็นเงินเดือน ดังน้ันใน วันหยุดลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างแล้ว จึงให้จ่ายอีกไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมง ในวัน ทางานตามจานวนชว่ั โมงท่ีทา หรอื ไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวน ผลงานทท่ี าไดส้ าหรับลูกจ้างซ่ึงได้รับค่าจา้ งตามผลงานโดยคานวณเปน็ หนว่ ย การจา่ ยคา่ แรงในวันหยดุ กรณีท่ี 2 หมายความว่านายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นรายวัน หรือต่อหน่วยในวันทางาน ตามจานวนผลงานที่ทาได้ ดังนั้น ในวันหยุดหรือวันท่ีมิได้ทางานลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้าง จึงให้จ่ายไม่ น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางานตามจานวนชั่วโมงที่ทา หรือไม่น้อยกว่าสองเท่า ของอัตราคา่ จ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวนผลงานทที่ าไดส้ าหรับลูกจ้างซง่ึ ไดร้ บั คา่ จ้าง ตามผลงานโดยคานวณเปน็ หนว่ ย

การจ่ายคา่ ล่วงเวลาในวนั หยดุ การจ่ายค่าลว่ งเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 กาหนดไวด้ ังน้ี มาตรา 63 ในกรณีท่ีนายจ้างให้ลูกจ้างทางานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาใน วันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางาน ตามจานวน ชั่วโมงท่ีทา หรือไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวนผลงานท่ีทาได้ สาหรับลกู จา้ งซึ่งได้รบั ค่าจา้ งตามผลงานโดยคานวณเปน็ หนว่ ย อัตราคา่ แรงข้นั ต่า ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างข้ันต่า (ฉบับที่ 9) ลงวันท่ี 19 มีนาคม 2561 กาหนดอัตราค่าแรงข้ันต่าทั่วประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป โดยมี รายละเอียดดังนี้

ประกาศคณะกรรมการ ค่าจา้ ง (ฉบบั ที่ 10)



การจดบันทึกคา่ แรง การจดบนั ทึกและเกบ็ รวบรวมเวลาในการทางาน สาหรบั กิจการขนาดใหญจ่ ะมี แผนกต่าง ๆ รบั ผดิ ชอบ ไดแ้ ก่ แผนกบุคลากรหรือฝ่ายบุคคล แผนกนจี้ ะทาหน้าทต่ี งั้ แต่การจัดหา และจัดจ้างแรงงาน การฝึกอบรม การจัดสวัสดิการต่างๆ รวมท้ังการรวบรวมเวลาในการทางาน ของคนงาน เอกสารที่เก่ยี วขอ้ งกบั การจดบนั ทกึ และเก็บรวบรวมเวลาในการทางาน ไดแ้ ก่

การจดบันทกึ คา่ แรง บัตรลงเวลาทางาน (Clock Card) บัตรนี้ใช้บันทึกเวลาทางานในแต่ละวันต้ังแต่เร่ิม ปฏิบัติงานและส้ินสุดการปฏิบัติงานในแต่ละวัน เพ่ือคานวณชั่วโมงการทางาน การบันทึกเวลาอาจใช้ บันทกึ ด้วยการลงลายมอื ช่ือ การใช้นาฬิกาตอกบัตร การสแกนลายนิ้วมือหรือบัตรประจาตัวด้วยเคร่ือง สแกนซึ่งนิยมใช้ในกิจการท่ัวไป เพื่อป้องกันการบันทึกเวลาแทนกันเม่ือเริ่มปฏิบัติงานในหน่วยงาน แผนกหรือในงานก็ตาม พนักงานหรือคนงานทาการบันทึกเวลาเร่ิมทางาน เม่ือปฏิบัติหน้าท่ีในแผนก หรือในงานน้ันๆ เสร็จ จะบันทึกเวลาสน้ิ สดุ การทางาน เพื่อบันทึกเวลาการเข้าทางาน เม่ือทาเสร็จก็ทา การบันทึกเวลาเลิกงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจาแนกค่าแรงของแผนกต่างๆ คานวณค่าแรงและ จา่ ยค่าแรง



บัตรบันทึกเวลาประจางาน (Job Time Ticket) บัตรบันทึกเวลาประจา งานส่วนใหญ่จะใช้กับคนงานท่ีได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน รายชั่วโมง รายสัปดาห์ หรือราย ชิ้นงาน บัตรน้ีใช้บันทึกเวลาทางานท้ังหมดของคนงาน ผู้เกี่ยวข้องสามารถนาข้อมูลจาก บัตรนี้ไปจาแนกค่าแรง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงทางตรงค่าแรงทางอ้อมรวมท้ังการทางาน ล่วงเวลา เพ่อื จะได้คานวณคา่ แรงใหก้ บั คนงานได้ถกู ต้องตามอตั ราค่าแรงงาน



การคานวณคา่ แรง ค่าแรงในกิจการอุตสาหกรรมนิยมคิดเป็นรายวัน รายช่ัวโมงและเป็นรายชิ้น ในการคานวณค่าแรงถ้ามี การทางานลว่ งเวลา หรอื ในวนั หยุดจะตอ้ งคานวณค่าล่วงเวลา ค่าทางานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม พระราชบญั ญัตคิ มุ้ ครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 68 ซงึ่ กาหนดไวว้ า่ มาตรา 68 เพ่ือประโยชน์แก่การคานวณค่า ล่วงเวลา คา่ ทางานในวันหยดุ และคา่ ลว่ งเวลาในวนั หยุด ในกรณีท่ี ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทางาน หมายถึง ค่าจ้างราย เดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบ และจานวนช่ัวโมงทางานในวันทางานต่อวันโดยเฉลี่ยจากมาตราดังกล่าว หมายความว่าถ้าลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน การคานวณอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ให้นาค่าจ้างรายเดือนหาร ด้วยผลคณู ของสามสิบ และจานวนช่ัวโมงทางานในวันทางานตอ่ วันโดยเฉล่ยี

ดังนั้น หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน การคานวณอัตราค่าจ้าง ตอ่ ชั่วโมง ใหน้ าคา่ จ้างรายวันคณู จานวนชว่ั โมงทางาน การคานวณสาหรบั กิจการท่ีมีขนาดใหญ่นั้นเป็นหน้าที่ของแผนกคิดค่าแรง ส่วนกิจการที่มี ขนาดเลก็ น้ันจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คนใดคนหน่งึ รบั ผิดชอบการคานวณ ค่าแรง โดยทัว่ ไปจะประกอบดว้ ยสว่ นสาคัญ 2 ส่วน คือ การคานวณค่าแรง ขน้ั ตน้ และการคานวณค่าแรงสุทธิ





การคานวณประกอบ (ยกตัวอยา่ งคนที่ 1) ช่อง คา่ แรงปกติ มาจาก จานวนวนั ทางานปกติ X อตั ราค่าแรงตอ่ วัน = 10 X 320 = 3,200 บาท ชอ่ ง ค่าลว่ งเวลาวันปกติ มาจาก จานวน ชม.ล่วงเวลาวันปกติ X อัตราค่าล่วงเวลาปกติต่อช่ัวโมง = 9 X60 = 540 บาท ช่อง คา่ แรงวันหยดุ มาจาก จานวนวนั ทางานวันหยุด X อัตราค่าแรงวันหยุด = 2 X 640 = 1,280 บาท ช่อง ค่าล่วงเวลาวันหยุด มาจาก จานวน ชม.ลว่ งเวลาวันหยุด X อัตราค่าล่วงเวลาวันหยุดต่อชั่วโมง = 3 X 120 = 360 บาท ช่อง รวมคา่ แรงขน้ั ตน้ มาจาก ชอ่ งค่าแรงปกติ+คา่ ลว่ งเวลาวันปกติ+คา่ แรงวันหยุด+ค่าล่วงเวลาวันหยุด = 3,200 + 540 + 1,280 + 360 = 5,380 บาท

เงนิ ประกนั สังคม ความหมายของการประกนั สงั คมและกฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง การประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดารงชีวิตในกลุ่มของ สมาชิกท่ีมีรายได้และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม (Social security funds) เพ่อื รับผิดชอบในการเฉลี่ยความเส่ียงท่อี าจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอด บุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพและว่างงาน เพ่ือให้ได้รับการ รกั ษาพยาบาลและมรี ายไดอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง

เงินประกนั สังคม ความหมายของการประกันสงั คมและกฎหมายทเี่ กย่ี วข้อง ผู้ประกันตน คือ ลูกจ้างท่ีมอี ายไุ ม่ตา่ กวา่ 15 ปีบริบรู ณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้า ทางานและทางานอยใู่ นสถานประกอบการที่มีลกู จ้างตั้งแต่ 1 คนขน้ึ ไป งานประกันสังคมดาเนินการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2)พ.ศ. 2537 แก้ไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎีกากาหนดระยะเวลา เร่มิ ดาเนินการจัดเก็บเงนิ สมทบเพ่อื การใหป้ ระโยชน์ทดแทนในกรณวี ่างงาน พ.ศ. 2546

ความหมายของเงินสมทบ เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง ลูกจ้างจะต้องนาส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคานวณ จากค่าจ้างที่ลูกจา้ งได้รบั ซ่ึงกาหนดจากฐานคา่ จา้ งเป็นรายเดือนต่าสุดเดอื นละ 1,650 บาท สูงสุดเดือนละ15,000 บาท สาหรับเศษของเงินสมทบที่มีจานวนต้ังแต่ห้าสิบสตางค์ขึ้นไปให้ปัด เปน็ หน่งึ บาท ถา้ นอ้ ยกว่าให้ปัดท้ิงทง้ั นี้รัฐบาลจะออกเงนิ สมทบเขา้ กองทุนอีกสว่ นหน่ึง

การยื่นแบบและแบบฟอรม์ ที่ใช้ นายจ้างท่ีมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนข้ึนไป ต้องข้ึนทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็น ผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน และเม่ือมีการรับลูกจ้างใหม่เพ่ิมข้ึนต้องแจ้งข้ึนทะเบียนลูกจ้างใหม่ภายใน 30 วัน เชน่ กนั แบบฟอร์มท่ใี ช้คอื 1. แบบขน้ึ ทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) 2. แบบข้ึนทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03)

แบบขึ้นทะเบยี นนายจา้ ง (สปส. 1-01) หนา้ 2 หนา้ 1

แบบขึ้นทะเบยี นผู้ประกันตน (สปส. 1-03) หนา้ 2 หนา้ 1

อัตราเงนิ สมทบเขา้ กองทุนประกันสงั คม นายจ้างจะต้องหักเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง และนาส่งเงินสมทบส่วนของนายจ้างใน จานวนเท่ากับที่ลูกจ้างทั้งหมดถูกหักรวมกัน พร้อมจัดทาเอกสารตามแบบ สปส. 1-10 ส่วนท่ี 1 และ สปส. 1-10 ส่วนท่ี 2 หรือ จัดทาขอ้ มลู ลงแผ่นดสิ เกต็ หรือส่งทางอนิ เทอรเ์ นต็ โดย : 1. นาส่งสานักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด ด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์เป็นเงินสดหรือเช็ค ภายในวนั ท่ี 15 ของเดอื นถัดไป หรอื 2. ชาระเงนิ ผา่ นธนาคารกรงุ ไทย จากดั (มหาชน) หรอื ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จากดั (มหาชน)ธนาคารธนชาต สาขาใน จงั หวัดท่ีสถานประกอบการต้งั อยู่

แบบรายการแสดงการสง่ เงนิ สมบท แบบรายการแสดงการสง่ เงินสมบท

อัตราเงินสมทบเขา้ กองทุน สิทธปิ ระโยชนข์ องผู้ประกันตน ประกนั สังคม กองทุนประกันสังคมให้หลักประกันและ นายจ้าง ท่ีอยู่ในข่ายบังคับตาม ความคุ้มครองแกผ่ ู้ประกนั ตน 7 กรณี ดังนี้ พระราชบัญญัติ (และผู้ประกันตน มาตรา 33) ต้ังแต่งวดค่าจ้างเดือน - กรณเี จ็บปว่ ยหรอื ประสบอันตราย มกราคม 2557 เปน็ ต้นไป ให้นาส่งใน - กรณคี ลอดบุตร อัตราฝา่ ยละ รอ้ ยละ 5 ของค่าจ้าง - กรณที พุ พลภาพ - กรณเี สียชวี ิต - กรณสี งเคราะหบ์ ตุ ร - กรณชี ราภาพ - กรณีว่างงาน (ถูกเลิกจ้าง/ลาออกหรือ สนิ้ สดุ สญั ญาจ้าง)

ปัจจุบันสานักงานประกันสังคมได้เปิดให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพ่ืออานวยความสะดวกสาหรับ สถานประกอบการและบคุ คลทัว่ ไป

พนกั งานประจาสานกั งาน คนงานประจาโรงงาน คนท่ี 1 อตั ราเงินเดือน ๆ ละ 16,000 บาท คนที่ 3 อัตราเงนิ เดือน ๆ ละ 20,000 บาท คนท่ี 2 อตั ราเงินเดอื น ๆ ละ 9,000 บาท คนท่ี 4 อตั ราค่าจา้ งวนั ละ 350 บาท ทางาน 20 วนั คนที่ 5 อตั ราคา่ จา้ งวันละ 350 บาท ทางาน 20 วนั คนท่ี 6 อัตราคา่ จา้ งวันละ 350 บาท ทางาน 19 วนั คนท่ี 7 อตั ราค่าจา้ งวนั ละ 300 บาท ทางาน 20 วนั คนที่ 8 อัตราค่าจา้ งวนั ละ 300 บาท ทางาน 18 วนั คนท่ี 9 อัตราค่าจ้างวันละ 300 บาท ทางาน 20 วัน คนท่ี 10 อัตราคา่ จ้างวนั ละ 300 บาท ทางาน 5 วนั

ใหท้ า 1. คานวณเงินประกนั สงั คมทีน่ ายจ้างต้องหกั จากพนักงานและคนงาน 2. คานวณเงนิ ประกนั สังคมที่นายจ้างต้องจา่ ยสมทบ 1. คานวณเงินประกันสังคมทีน่ ายจ้างต้องหักจากพนักงานและคนงาน

*การคานวณเงินสมทบหากได้รับค่าจ้างต่ากว่า 1,650 บาท ให้คานวณจาก 1,650 บาท แต่ถ้า ได้รับค่าจ้างเกิน 15,000 บาท ให้คานวณจาก 15,000 บาทโดยคูณกับอัตราเงินสมทบท่ีต้องนาส่ง สาหรับ เศษของเงินสมทบทีม่ จี านวนต้งั แต่หา้ สบิ สตางค์ข้ึนไปใหป้ ดั เป็นหนึง่ บาท ถา้ น้อยกว่าใหป้ ดั ทิ้ง

การคานวณประกอบ คนท่ี 6 จานวนเงนิ ท่ีได้รบั ท้ังสนิ้ 6,650 บาท เงนิ ประกนั สังคม = 6,650 X 5% = 332.50 บาท ปัดขึน้ = 333 บาท คนที่ 10 จานวนเงนิ ทีไ่ ด้รบั ทั้งส้ิน 1,500 บาท เงินประกนั สังคม = 1,650 X 5% = 82.50 บาท ปัดขนึ้ = 83 บาท 2. คานวณเงนิ ประกนั สังคมทน่ี ายจา้ งตอ้ งจา่ ยสมทบ เงนิ ประกันสังคมทีน่ ายจ้างต้องจา่ ยสมทบ = 3,936 บาท

ภาษเี งนิ ได้หกั ณ ที่จา่ ย

ภาษเี งินได้หัก ณ ท่จี ่าย ผูม้ หี นา้ ทหี่ ักภาษเี งินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ 1. บคุ คล หา้ งหุ้นสว่ น บรษิ ทั หรือคณะบคุ คล ผู้จา่ ยเงินไดพ้ ึงประเมนิ ตามมาตรา 40 (1) (2) แหง่ ประมวลรัษฎากร ซึง่ ได้แก่ เงนิ ไดต้ ามประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถงึ เงนิ ค่าภาษีอากรของเงนิ ไดด้ ังกลา่ ว ท่ผี ู้จ่ายเงนิ หรอื ผูอ้ ่ืนออกแทนให้ ไม่ว่าทอดใด

1.1 เงินได้พึงประเมนิ ตามมาตรา 40 (1) ได้แก่ เงินได้เนอ่ื งจาก การจา้ งแรงงานไมว่ ่าจะเปน็ เงนิ เดอื น คา่ จ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บาเหนจ็ บานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินทค่ี านวณได้จากมูลคา่ ของการไดอ้ ยู่ บา้ นที่นายจ้างใหอ้ ยโู่ ดยไม่เสียค่าเช่า เงนิ ทน่ี ายจ้างชาระหนี้ใด ๆ ซง่ึ ลูกจ้างมีหน้าทตี่ อ้ งชาระและเงนิ ทรพั ย์สินหรอื ประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ ไดเ้ น่ืองจากการจา้ งแรงงาน

1.2 เงนิ ได้พงึ ประเมนิ ตามมาตรา 40 (2) ได้แกเ่ งินไดเ้ นื่องจากหน้าที่ หรอื ต่าแหนง่ งานท่ที าหรอื จากการรบั ทางานให้ ไมว่ า่ จะเปน็ คา่ ธรรมเนียม ค่า นายหนา้ คา่ สว่ นลด เงนิ อุดหนุนในงานทท่ี าเบย้ี ประชมุ บาเหนจ็ โบนสั เงนิ ค่า เชา่ บา้ น เงินทีค่ านวณได้จากมูลค่าของการไดอ้ ยูบ่ ้านทีผ่ ้จู ่ายเงินได้ใหอ้ ยูโ่ ดยไม่ เสียค่าเช่า เงนิ ทผี่ จู้ ่ายเงนิ ได้จ่ายชาระหนี้ใด ๆ ซ่งึ ผู้มีเงินไดม้ ีหน้าที่ตอ้ งชาระ และเงินทรัพยส์ ินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาทไี่ ดเ้ นื่องจากหนา้ ที่หรอื ตาแหนง่ งาน ทที่ าหรอื จากการรับทางานใหน้ ้นั ไมว่ ่าหนา้ ที่หรอื ตาแหน่งงานหรอื งานทร่ี ับทาให้ น้นั จะเป็นการประจาหรือชว่ั คราว

วิธคี านวณภาษีเงนิ ได้หัก ณ ที่จ่าย การคานวณภาษีเงนิ ได้หกั ณ ทจ่ี ่าย ตามมาตรา 50(1) แหง่ ประมวลรัษฎากร กรณี การจ่ายเงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ ตามมาตรา 40(1) แหง่ ประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออก จากงานใหป้ ฏิบตั ดิ งั นี้ 1. ให้คานวณหาจานวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหน่ึงว่าได้จ่ายท้ังปี โดยให้นาเงินได้พึงประเมินท่ีจ่ายแต่ละคราวคูณด้วย จานวนคราวทีจ่ ะต้องจา่ ย (ตอ่ ปี) ดงั นี้ 1.1 กรณีจา่ ยค่าจา้ งเป็นรายเดอื นใหค้ ณู ดว้ ย 12 1.2 กรณีจ่ายค่าจ้างเดอื นละ 2 คร้งั ใหค้ ูณด้วย 24 1.3 กรณีจา่ ยคา่ จา้ งเป็นรายสปั ดาห์ให้คูณดว้ ย 52 การจ่ายเงินได้พึงประเมินใหแ้ ก่ผู้มีเงินได้ซ่ึงเข้าทางานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้า ทางานด้วยจานวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสาหรับปีน้ัน เช่น เข้าทางานวันท่ี 1 มีนาคมและกาหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จานวนคราวท่ีจะต้องจ่ายสาหรบั ปีท่เี ข้าทางานจะเท่ากับ 10

2. นาจานวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายท้ังปีตามข้อ 1 มาคานวณภาษีตามเกณฑ์ ในมาตรา 48 (1) แหง่ ประมวลรัษฎากร โดยดูขอ้ มูลผู้มีเงนิ ได้จาก แบบแจง้ รายการเพ่ือการหกั ลดหยอ่ น (ล.ย.01) กลา่ วคือ 2.1 หักคา่ ใช้จา่ ย 50% แต่ไม่เกนิ 100,000 บาท 2.2 หกั รายการลดหยอ่ นและยกเวน้ ดังน้ี 1. ผู้มเี งนิ ได้ 60,000 บาท 2. คู่สมรส 60,000 บาท (ชอบดว้ ยกฎหมายและไม่มีเงนิ ได้) 3. บตุ ร (ชอบดว้ ยกฎหมาย) - ลดหย่อนคนละ 30,000 บาท 4. เบยี้ ประกนั ชวี ิต หกั ไดเ้ ทา่ ท่ีจา่ ยจรงิ แตไ่ ม่เกิน 100,000 บาท 5. ดอกเบ้ียเงินก้ยู มื เพื่อซื้อ เช่าซื้อหรอื สร้างอาคารอยอู่ าศยั ได้รับลดหยอ่ นและยกเวน้ ภาษี ตามจานวนเงนิ ทจ่ี ่ายจริงในปภี าษีน้ี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท 6. เงินสมทบกองทนุ ประกนั สงั คมหักลดหย่อนไดต้ ามที่จา่ ยจริง

แบบแจ้งรายการ เพื่อการหักลดหย่อน (ล.ย.01)

2.3 คานวณภาษตี ามบัญชอี ตั ราภาษเี งนิ ไดส้ าหรับบคุ คลธรรมดาเปน็ เงินภาษีท้งั ส้นิ

ให้ทา คานวณภาษเี งินไดห้ ัก ณ ท่จี ่ายของนายสบายใจ

คานวณภาษีเงนิ ได้หัก ณ ที่จ่ายของนายสบายใจ วิธที า เงินเดอื นเสมือนหนงึ่ วา่ ได้จ่ายทงั้ ปี = 41,000 x 12 = 492,000 บาท หกั คา่ ใช้จา่ ย (50% ไมเ่ กิน 100,000 บาท) = 100,000 บาท คงเหลือ = 392,000 บาท หกั รายการลดหยอ่ นและยกเว้น ผู้มีเงนิ ได้ 60,000 คู่สมรส 60,000 บุตร (30,000 X 2) 60,000 เบ้ียประกันชวี ิต 23,000 เงินสมทบกองทนุ ประกันสงั คม 9,000 = 212,000 บาท เงนิ ไดส้ ุทธิ = 180,000 บาท ภาษีคานวณจากเงนิ ไดส้ ทุ ธิ = *1,500 บาท ภาษีเงนิ ได้หกั ณ ทจี่ า่ ยต่อเดือน = 125 บาท

* ภาษคี านวณจากเงนิ ได้สทุ ธิ

ให้ทา คานวณภาษเี งินไดห้ ัก ณ ท่จี ่ายของนายสมบรู ณ์

คานวณภาษีเงินได้หัก ณ ทจี่ า่ ยของนายสบายใจ วิธที า เงินเดอื นเสมอื นหน่งึ ว่าได้จ่ายท้งั ปี = 24,500 x 24 = 588,000 บาท = 100,000 บาท หกั ค่าใชจ้ ่าย (50% ไม่เกิน 100,000 บาท) = 488,000 บาท คงเหลือ = 143,000 บาท หัก รายการลดหย่อนและยกเว้น = 345,000 บาท = *12,000 บาท ผมู้ ีเงินได้ 60,000 = 1,000 บาท บตุ ร 30,000 เบย้ี ประกนั ชีวิต 34,000 ดอกเบีย้ เงนิ กูย้ มื (20,000/2) 10,000 เงนิ สมทบกองทุนประกันสังคม 9,000 เงนิ ได้สทุ ธิ ภาษีคานวณจากเงนิ ได้สุทธิ ภาษีเงนิ ได้หัก ณ ทจ่ี า่ ยตอ่ เดือน (ตัง้ แต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 25X1)

* ภาษคี านวณจากเงนิ ได้สทุ ธิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook