คมู่ ือการเขยี นดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ หลักสูตรบณั ฑิตศกึ ษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
2 คู่มือการเขียนดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนิพนธ์ หลกั สูตรบัณฑิตศกึ ษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ISBN 978-616-300-672-1 พิมพ์คร้งั ที่ ๑ : กันยายน ๒๕๖๓ จานวน ๒,๕๐๐ เล่ม จดั พิมพ์โดย : หลักสตู รบณั ฑิตศึกษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั พมิ พ์ที่ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ๗๕ หมู่ ๑ ถ.พหลโยธิน ต.ลาไทร อ.วงั นอ้ ย จ.พระนครศรอี ยุธยา โทร. 035-248-000 แฟกซ์ 035-248-000 บรรณาธิการ : รศ. ดร.สรุ พล สยุ ะพรหม ผู้อานวยการหลักสูตรบณั ฑิตศึกษา กองบรรณาธิการ | พระอุดมสิทธินายก, ผศ. ดร. | รศ. ดร.เกียรตศิ กั ดิ์ สุขเหลือง | | พระมหากฤษฎา กิตฺติโสภโณ, ผศ. ดร. | ผศ. ดร.ยทุ ธนา ปราณีต | ผศ. ดร.ธิตวิ ฒุ ิ หม่ันมี | | ผศ. ดร.สรุ ยิ า รกั ษาเมือง | ผศ. ดร.อนุวัต กระสังข์ | พระสมนึก ธีรปญฺโ | | พระนุชิต นาคเสโน | ดร.สภุ ัทรชยั สสี ะใบ | ดร.กรกต ชาบณั ฑติ | | นายพลวฒั น์ สีทา | น.ส.สมุ าลี บญุ เรือง | น.ส.กาญจนา บุญเรือง | | นายสุกจิ จ์ บตุ รเคน | น.ส.พชั รี หาลาง | ศลิ ปกรรม : ผศ. ดร.สรุ ยิ า รกั ษาเมือง
(33) คานา หลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลยั ไดก้ าหนดกลยทุ ธ์ของหลกั สูตรไวว้ ่า ๑. มคี วามรกู้ ้าวหนา้ ๒. สาเรจ็ การศึกษา ๓. พฒั นาเครอื ข่าย ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาของหลักสูตรเป็นไปตามกลยุทธ์ที่กาหนดไว้ข้างต้นน้ี ผู้บริหารและคณาจารย์ประจาหลักสูตรให้ความสนใจเรื่องการทาวิจัยคือดุษฎีนิพนธ์ หรือ วิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ ที่แสดงถึงภูมิความรู้ของผู้ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จึงได้จัดทาคู่มือ การเขียนดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์สาหรับหลักสูตรเป็นการเฉพาะ โดยมุ่งเขียน เฉพาะถ้อยคาสาคัญที่นาไปสู่การปฏิบัติเท่าน้ัน ไม่ได้เขียนเป็นเอกสารหรือตาราแต่อย่างใด เพราะต้องการให้ผู้ศึกษาวิจัยนาไปเป็นแนวทางการเขียนงานวิจัยของตนเองที่อ่านแล้วเข้าใจได้ งา่ ยและลงมอื ปฏิบัตไิ ดท้ ันที สาหรับเนือ้ หาสาระ ผู้เรียบเรียงคู่มือไดก้ าหนดไว้ ๕ บท ตามหัวข้อเรื่องท่ีใช้บรรยาย ในช้ันเรยี น ประกอบด้วยบทท่ี ๑ บทนา บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง บทท่ี ๓ วิธีดาเนินการวิจัย บทท่ี ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และบทท่ี ๕ สรุป อภิปรายผลและ ขอ้ เสนอแนะ รวมถึงการเขียนปก สารบัญ เน้ือหาท่ีเป็นกฎเกณฑ์การเขียนเชิงอรรถ (footnote) การเขียนบรรณานุกรม ซึ่งได้รวบรวมไว้ในคู่มือเล่มน้ีแล้ว เพื่อความสะดวกต่อการนาไปปฏิบัติ ของนสิ ติ ผวู้ ิจัยเปน็ สาคัญ คณะผู้เรียบเรียงหวังว่า คู่มือฉบับน้ีคงจะเอื้ออานวยประโยชน์ต่อนิสิต ผู้ศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ ท้ังสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ สาขาวิชา รฐั ศาสตร์ และสาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร์ รวมทงั้ สาขาวิชาอ่ืนๆ ที่จะทาให้บรรลุภารกิจในการ ศึกษาวิจยั เพื่อสร้างองคค์ วามรู้ให้สมภมู ขิ องผู้สาเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสบื ไป คณะผู้เรยี บเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล สยุ ะพรหม ในนามคณะผู้เรยี บเรยี ง
สารบัญ 4 เนื้อหา หนา้ คานา (๓) สารบญั (๕) ส่วนนา ๑ บทคัดย่อภาษาไทย ๑ บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ๑ กติ ตกิ รรมประกาศ ๒ สารบญั ๒ สารบัญตาราง ๒ สารบญั แผนภาพ ๓ คาอธบิ ายสญั ลกั ษณ์และคาย่อ ๓ บทที่ ๑ บทนา ๕ บทท่ี ๒ แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง ๙ บทที่ ๓ วิธีดาเนินการวจิ ัย ๑๓ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ๒๑ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ ๒๓ บรรณานกุ รม ๒๕ การอ้างองิ และการเขยี นเอกสารอ้างอิงหรอื บรรณานุกรม ๒๗ ภาคผนวก ๖๔ ประวัตผิ วู้ จิ ัย ๖๕ รูปแบบการพิมพ์ดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนิพนธ์ ๖๗ การจัดพิมพ์และการตงั้ ค่าหน้ากระดาษ ๑๒๓
5 สว่ นนาของการวิจัย บทคัดย่อภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ส่วนต้นเขยี นตามแบบฟอร์ม ส่วนเนอ้ื หาใหร้ ะบุ ๓ ประเด็น (OMF) คอื ๑. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย (O = Objective) ๒. วิธีดาเนินการวิจัยแบบยอ่ (M = Methodology) ๓. ผลการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงค์ (F = Finding) วัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องตรงกับบทที่ ๑ เท่าน้ัน เช่น การวิจัยฉบับนี้มี วัตถุประสงค์ คอื ๑. เพื่อ......................................................................................................................................................................................................................................... ๒. เพ่ือ......................................................................................................................................................................................................................................... ๓. เพอื่ ......................................................................................................................................................................................................................................... วิธีดาเนินการวิจัยให้ระบุรูปแบบการวิจัยในการวิจัยแต่ละแบบให้ระบุประเด็น สาคญั ดังนี้ ๑. การวิจัยเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ประชากร กลุ่มตัวอย่าง โดยระบุวิธีการสุ่ม และขนาดของกลุ่มตัวอย่าง, เคร่ืองมือการวิจัย ระบุค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถามทั้งฉบับ และการวิจัยขอ้ มลู ให้ระบุเครือ่ งมือและสถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ (ตามภาคผนวก) ๒. การวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสาคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก และหรือผทู้ รงคุณวฒุ ใิ นการสนทนากลุม่ เฉพาะ, เคร่ืองมอื การวิจัย และวธิ ีการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สว่ นผลการวจิ ัย ๑. สรปุ ผลการวิจัยแตล่ ะขอ้ ให้กระชบั ชัดเจน ตามวัตถปุ ระสงค์ ๒. ผลการวิจัยตามวตั ถุประสงค์แตล่ ะขอ้ ใหพ้ ิมพเ์ ปน็ หนึง่ ยอ่ หนา้ ๓. บทคดั ยอ่ ทกุ ส่วนรวมแล้ว ต้องไมเ่ กิน ๒ หนา้ บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ ให้เขียนอนุโลมตามบทคัดย่อภาษาไทย และใช้ศัพท์เฉพาะ ทางการวิจัยเทา่ นนั้
2 คูม่ อื การเขียนดุษฎีนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนิพนธ์ 6 กิตติกรรมประกาศ เขยี นขอบคุณผ้ทู ่ีมีส่วนเกย่ี วข้องตามลาดับดังน้ี ๑. ผ้บู ริหารหลกั สูตร ๒. อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา ๓. คณะกรรมการสอบปอ้ งกนั และหรือคณะกรรมการสอบดุษฎีพิจารณ์ ๔. ผเู้ ช่ียวชาญในการตรวจเครือ่ งมือวิจยั ๕. ผู้ให้ข้อมูลสาคญั และหรือกลมุ่ ตวั อย่างในการวิจยั ๖. ผูม้ ีอุปการคุณ และผูท้ เี่ กย่ี วข้อง สารบัญ สารบญั หมายถึง ร่างสารบัญของดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ฉบับจริง ซึ่งต้องประกอบดว้ ยบทตา่ ง ๆ จานวน ๕ บท สารบญั ให้ขนึ้ หน้าใหม่แยกต่างหากจากเนอื้ หาส่วนอ่ืน แตล่ ะบทต้องสอดคลอ้ งกับรูปแบบการวจิ ัย เป็นไปตามรูปแบบการวิจยั หวั ขอ้ ยอ่ ยของแตล่ ะบท ต้องเปน็ ไปตามรปู แบบ หัวข้อในสารบญั กับหวั ข้อที่ปรากฏในแต่ละบทตอ้ งมีขอ้ ความตรงกัน เลขหน้าในสารบญั กบั เลขหน้าในแตล่ ะบทต้องตรงกันเทา่ น้นั สารบญั ตาราง นาหวั ขอ้ ตารางท่ีปรากฏในแตล่ ะบทมาลงในสารบญั ตารางให้ครบทกุ หวั ข้อ เลขลาดับตารางต้องยึดบทเป็นตวั ตั้งและตอ่ ด้วยลาดบั ตาราง หากช่ือตารางมีความยาวตั้งแต่ ๒ แถวขึ้นไป เลขลาดับตารางให้อยู่ตรงแถวแรก ส่วนหมายเลขหน้าใหอ้ ยตู่ รงแถวสุดท้าย
หลกั สตู รบัณฑติ ศกึ ษา ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 73 สารบญั แผนภาพ นาชอ่ื แผนภาพทป่ี รากฏในแตล่ ะบทมาลงในสารบัญแผนภาพทกุ แผนภาพ เลขลาดบั แผนภาพต้องยดึ บทเป็นตัวตง้ั และตอ่ ดว้ ยลาดบั แผนภาพ หากชื่อแผนภาพมีความยาวตั้งแต่ ๒ แถวข้ึนไป เลขลาดับแผนภาพให้อยู่ตรงแถว แรก สว่ นหมายเลขหนา้ ให้อยตู่ รงแถวสุดทา้ ย คาอธิบายสัญลกั ษณ์และคายอ่ นาเสนอเฉพาะคาย่อพระไตรปิฎกท่ีปรากฏในเชิงอรรถเท่าน้ัน และนามาให้ครบ ทุกแห่ง นามาเฉพาะทีอ่ า้ งจรงิ ในเล่มเท่านั้น ใหแ้ ยกเป็นฉบบั ภาษาบาลแี ละภาษาไทย คาอธบิ ายฉบับภาษาบาลใี หพ้ ิมพ์ตามแบบภาษาบาลี คาอธบิ ายฉบับภาษาไทยให้พิมพ์ตามแบบภาษาไทย ให้เปน็ ไปตามรูปแบบท่ีกาหนด
8 บทที่ ๑ บทนา ๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา ๑.๑.๑ ความเป็นมา เขียนเน้อื หาใหค้ รอบคลมุ ความเปน็ มาของเร่ืองที่วิจัยครง้ั น้ี เรียงลาดับจากเรอ่ื งทใี่ หญ่มาสูเ่ รอ่ื งท่ีเล็ก แสดงเหตุผลให้เหน็ ว่า เรอ่ื งท่นี ามาวิจยั นม้ี คี วามสาคัญและจาเปน็ ท่ีจะต้องวิจยั เช่ือมโยงเน้ือหาท้งั หมดใหเ้ ป็นเนือ้ เร่ืองเดยี วกันทนี่ ่าอ่าน เรยี งลาดับกาลเวลาให้ดี มกี ารอา้ งอิงเชิงอรรถ บอกที่มาของขอ้ มูลอย่างถกู ต้อง ๑.๑.๒ ความสาคัญของปญั หา นาข้อมลู เรื่องท่วี จิ ยั ในส่วนทเี่ ปน็ ปญั หามาเสนอให้มากพอ ปญั หาที่นามาสู่การวิจยั ให้ตรงประเด็นกบั เรอื่ งทวี่ ิจัยและเชอื่ มโยงกับพนื้ ทว่ี ิจัย ปญั หาน้ันเป็นปญั หาที่เป็นท่ียอมรับกนั โดยท่ัวไปและต้องได้รับการแก้ไข มีการอา้ งองิ ถงึ แหล่งข้อมูลทน่ี าเสนอปญั หานั้นดว้ ย สรุปเพื่อเช่อื มโยงไปสูค่ าถามการวิจยั และวตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย หมายเหตุ : เนอ้ื หารวมกันประมาณ ๔-๕ หน้า ๑.๒ คาถามการวิจัย เขียนเปน็ ประโยคคาถาม ทส่ี ั้นกะทัดรดั ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เขียนเพอ่ื นาไปสู่การกาหนดวัตถุประสงค์ เขียนเปน็ ข้อ ๆ มีจานวนขอ้ ตรงกบั วตั ถุประสงค์ คาถามการวจิ ยั ควรเป็นคาถามท่สี ามารถหาคาตอบทางการวจิ ยั ได้ โดยทัว่ ไปกาหนดคาถาม ๓ ข้อ
6 คู่มือการเขยี นดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ 9 ๑.๓ วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั เขยี นเปน็ ประโยคบอกเลา่ ทสี่ นั้ กะทัดรัด ใช้ภาษาท่เี ข้าใจงา่ ย เขียนแสดงจุดมุ่งหมายในการที่จะแสวงหาคาตอบต่อคาถามการวิจัยในแตล่ ะขอ้ เขยี นเปน็ ขอ้ ๆ ทเ่ี ปน็ การตอบคาถามการวิจัย ต้องข้ึนต้นด้วยคาว่า “เพื่อ” เช่น เพ่ือศึกษา........................ หรือ เพ่ือวิเคราะห์........................ หรือ เพอ่ื นาเสนอ........................ โดยทั่วไปกาหนดใหม้ ี ๓ ข้อเช่นเดยี วกับคาถามการวิจยั ๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนอื้ หา ให้ระบุเน้ือหาของเรื่องตามตวั แปรที่ใชว้ จิ ัยคร้งั นี้ เนื้อหาสอดคลอ้ งกบั ตัวแปรในกรอบแนวคดิ เขียนแยกเปน็ ประเด็นตามตวั แปรท่ีศึกษา เชน่ ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม มีการอา้ งอิงแบบเชิงอรรถที่มาของตวั แปรท่ีใช้ในการวิจัย ๑.๔.๒ ขอบเขตดา้ นประชากร และผู้ให้ข้อมลู สาคญั ๑) ขอบเขตด้านประชากร ในการวิจัยเชิงปริมาณโดยการวิจัยเชิงสารวจ ให้ระบุประชากรวิจัยคร้ังนี้ว่าเป็น กลุ่มใด มจี านวนเท่าไร ให้อา้ งองิ ขอ้ มูลประชากรวจิ ัยนด้ี ว้ ย ๒) ผู้ใหข้ อ้ มลู สาคัญ ในการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ให้ระบุผู้ให้ข้อมูลสาคัญคร้ังนี้ว่า มกี ีก่ ลุ่มและกลมุ่ ละกร่ี ูปหรือคน ๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นพืน้ ท่ี ระบุพ้ืนที่วิจัยคร้ังนี้ว่า เป็นหน่วยงานหรือองค์กรใด ตั้งอยู่ท่ีใด และให้เหตุผลด้วย ว่า เพราะเหตใุ ดจงึ เลือกพน้ื ทน่ี ี้
หลกั สตู รบัณฑติ ศึกษา ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 170 ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาของเรือ่ งหรือเนอื้ หาท่ตี ้องการทาวิจัยโดยระบุปี พ.ศ. ใด ถงึ ปี พ.ศ. ใด ระยะเวลาที่ผู้วจิ ยั กาหนดเวลาทาวิจัยในคร้ังน้ี โดยระบุเวลาเริ่มต้นและเวลาส้ินสุด การวิจัย ซ่ึงระบุจานวนเดือนเป็นหลัก (๔ หรือ ๕ เดือนข้ึนไป แล้วแต่กรณี) และ พ.ศ. ท่ีทาวิจัย อกี ด้วย ๑.๕ สมมติฐานการวิจยั (ถา้ มี) การตั้งสมมติฐานต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตอบปัญหา การวจิ ัยได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัยท่ีจะต้ังสมมติฐานต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการ ทดสอบสมมติฐาน เช่น เพื่อเปรียบเทียบ………..., เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง………...กับ………..., เพื่อ ศกึ ษาปจั จัยทส่ี ง่ ผลต่อ………... เปน็ ตน้ สามารถทดสอบไดด้ ้วยวิธกี ารทางสถิติ ต้ังมาจากหลักของเหตุผล ตามทฤษฎีความรู้พ้ืนฐานและผลการวิจัยที่ผ่านมา ท่ี ผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการวิจัยไม่ว่าจะเป็นตารา วารสารต่าง ๆ ฯลฯ ไม่ได้ ตง้ั สมมตฐิ านขนึ้ มาลอย ๆ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใชใ้ นการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ คือ นิยามศัพท์สาคัญ ท่ีผู้วิจัยต้องการเจาะจงว่า มีความหมาย และขอบเขตการวจิ ยั เพียงแค่น้ี ให้นาคาหลักของชื่อเรอ่ื งวิจัยมานยิ ามไวเ้ สมอ ตอ้ งนิยามศัพท์ของทกุ ตัวแปรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ตอ้ งสามารถนาไปส่กู ารสรา้ งเครือ่ งมือวจิ ัย ผูว้ จิ ยั ตอ้ งนิยามศพั ทเ์ ฉพาะเองโดยไม่มีการอา้ งองิ ใด ๆ ทงั้ สิน้ ๑.๗ ประโยชนท์ ่ีได้รับจากการวจิ ัย เขยี นเป็นประโยคบอกเล่าเป็นข้อ ๆ โดยทัว่ ไป ขึน้ ต้นดว้ ยคาวา่ ได้องค์ความรู้………...ไดร้ ปู แบบ………... ได้นาเสนอ………...
8 คูม่ ือการเขียนดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนิพนธ์ 11 โดยทว่ั ไป สามขอ้ แรก เขียนใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ข้อท่ี ๔ หรือข้อสุดท้าย ควรเขียนถึงผลการวิจัยท่ีได้ หรือองค์ความรู้ที่ได้รับจาก การวจิ ัยน้ี สามารถนาไปใช้ประโยชน์ไดอ้ ย่างไรบ้าง
12 บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยท่เี กยี่ วขอ้ ง ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีท่เี กยี่ วขอ้ ง ทบทวนเอกสารท่ีเปน็ แนวคิดและทฤษฎีให้ครอบคลุมกับหวั ข้อเรื่องวจิ ัย ให้แยกเขียนเป็นหัวข้อย่อย โดยแต่ละหัวข้อย่อยให้นาแนวคิดและทฤษฎีของ นักวิชาการมานาเสนออยา่ งเป็นระบบ ทุกตัวแปรท่ีอย่ใู นกรอบแนวคิดตอ้ งนามาทบทวนในบทน้ี ไม่เขียนช่ือนักวิชาการอยู่ในเน้ือหา แต่ให้นามาอ้างอิงในเชิงอรรถ ตามรูปแบบ เว้นแต่มคี าเชอื่ มโยงตลอดเน้อื หาจึงอาจเขยี นชื่อนกั วิชาการลงไปในเนอ้ื หาได้ เขียนสรุปเป็นความเรียงเม่ือจบเน้ือหาของแตล่ ะหัวขอ้ ย่อย เขียนสรุปเปน็ ตารางในทา้ ยสุดของทุกหวั ข้อยอ่ ย แตล่ ะหัวข้อย่อย ควรอ้างอิงแหลง่ ขอ้ มูลไม่นอ้ ยกวา่ ๕ แหลง่ ทม่ี าข้นึ ไป แผนภาพท่ีนามาจากคนอน่ื ให้มีการอ้างอิงเชิงอรรถเสมอ เว้นไว้แตผ่ ู้วิจยั สรา้ งข้ึนเอง ควรทบทวนเอกสารทมี่ ีขอ้ มูลทเ่ี ชื่อถือได้ ๒.๒ หลกั พุทธธรรมทีเ่ กย่ี วขอ้ ง หลกั ธรรมทนี่ ามาใช้ต้องตรงหรือสมั พันธ์กับเรือ่ งที่วิจยั ควรมกี ารเชื่อมโยงหลักธรรมกบั เร่ืองที่วจิ ัย หลักธรรมให้อ้างอิงแหล่งท่ีมาคือพระไตรปิฎก จากเล่มพระไตรปิฎกฉบับ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย การขยายความหลักธรรม ให้อ้างอิงผู้เขียนท่ีมีความน่าเช่ือถือ โดยอ้างจากหนังสือ เป็นหลกั เขียนสรปุ เปน็ ตารางในท้ายสุดของทุกหวั ขอ้ ยอ่ ย
10 คมู่ อื การเขียนดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ 13 ๒.๓ ขอ้ มลู บริบทเร่ืองทีว่ จิ ัย ระบุข้อมูลหรือประเด็นที่องค์กรดาเนินการในเรื่องท่ีวิจัย เช่น โครงสร้างองค์กร พนั ธกจิ องคก์ รแผนงาน โครงการหรอื กจิ กรรม เนน้ เรือ่ งทที่ าวิจัยเทา่ นน้ั มใิ ช่ขอ้ มูลเชิงประวัติศาสตร์หรือภมู ศิ าสตร์ของเรื่องทว่ี จิ ยั ให้มีการอา้ งอิงแหล่งทีม่ าของข้อมลู นด้ี ว้ ย ๒.๔ งานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง แยกงานวจิ ยั ออกเป็นกลุ่มตามหัวข้อย่อยหรือตวั แปรการวจิ ัย งานวจิ ยั ท่ีนามาเสนอตอ้ งมเี นอ้ื หาตรงหรือสอดคลอ้ งกับเร่ืองทวี่ ิจัย กอ่ นการนาเสนองานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ งใหเ้ ขียนเกริน่ นา งานวจิ ยั แตล่ ะเรอื่ งนาเสนอเฉพาะผลการวิจัยเท่าน้ัน ไม่นาระเบียบวิธีวิจัยของเล่ม นัน้ มาเขยี นไว้ งานวจิ ยั ทน่ี ามาอา้ งองิ ต้องทันสมัยเป็นปัจจุบัน มีการอ้างอิงเชิงอรรถตามรูปแบบ แต่ละหัวข้อย่อย ใหม้ ีงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ้ งอยา่ งนอ้ ย ๓ เรื่อง สาหรับระดบั ปริญญาเอกตอ้ งอ้างองิ งานวิจัยระดับปริญญาเอก หรือวิจัยทั่วไปหรือ บทความวิจยั เทา่ นน้ั อ้างอิงงานวิจัยของ มจร ในสาขาวิชาท่ีตรงหรือสัมพันธ์กับหัวข้อวิจัยไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๖๐ เมอ่ื จบแต่ละหวั ขอ้ ยอ่ ยแลว้ ใหส้ รปุ เปน็ ตารางตามรูปแบบ ๒.๕ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ก่อนการเขียนแผนภาพกรอบแนวคิดในการวิจัย ให้เขียนระบุแหล่งที่มาของตัว แปรแต่ละด้าน โดยระบุให้ชัดเจนว่า สังเคราะห์มาจากหลักธรรม แนวคิด ทฤษฎี เกณฑ์ของใคร หรือองคก์ รใด กรอบแนวคิดในการวิจัยให้เขียนเป็นแผนภาพ โดยมีลูกศรแสดงทิศทางให้เห็น ความสัมพันธร์ ะหว่างตวั แปรทีศ่ ึกษา
หลักสูตรบณั ฑิตศกึ ษา ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 1114 ทุกตัวแปรท่ีอยู่ในกรอบแนวคิดต้องมาจากการทบทวนหลักธรรม แนวคิด ทฤษฎี หรือเกณฑ์ที่ปรากฏแล้วในบทที่ ๒ เท่านั้น ระบตุ วั แปรท่ีศกึ ษาแต่ละตัวให้ชัดเจน เช่น ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม ระบเุ ชงิ อรรถอา้ งองิ แหลง่ ท่มี าของแตล่ ะตวั แปรใหช้ ดั เจนตามรูปแบบ
15 บทท่ี ๓ วิธดี าเนนิ การวิจยั ก. การวิจัยแบบผสานวธิ ี ประกอบดว้ ยหวั ข้อดงั ตอ่ ไปน้ี ๓.๑ รูปแบบการวิจัย เขยี นแสดงรปู แบบการวิจัยให้ชัดเจนว่าเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี หรือวิธีการวิจัย แบบใด แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ใช้วิธีการวิจัยแบบใดเป็นตัวนา และใช้วิธีการวิจัยแบบใด เป็นตัวสนบั สนนุ ๓.๒ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๒.๑ ผ้ใู ห้ขอ้ มูลสาคญั (๑) ผใู้ หข้ ้อมูลสาคัญสาหรับการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ ระบุผู้ให้ข้อมูลสาคัญท่ีเป็นผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกว่า แบ่งเป็นกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี จานวนเทา่ ใด มตี าแหนง่ หนา้ ท่ีหรอื ความเก่ยี วข้องกบั เร่อื งทว่ี ิจยั อย่างไร ผใู้ หข้ ้อมูลสาคญั ตอ้ งมจี านวนอย่างนอ้ ย ๑๗ รูปหรอื คนข้ึนไป ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ต้องมีความหลากหลาย โดยเน้นความครอบคลุมและมีส่วน เกีย่ วข้องกบั เรอื่ งท่วี จิ ัยอย่างแทจ้ ริง ผู้ให้ข้อมูลสาคัญอาจแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้กาหนดนโยบาย กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน กลุ่ม ผู้เก่ียวข้องหรือผู้รับบริการ กลุ่มนักวิชาการในประเด็นท่ีวิจัย กลุ่มนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และกลมุ่ อน่ื ๆ (๒) ผทู้ รงคณุ วุฒิสาหรบั การสนทนากลุ่มเฉพาะ (ถ้ามี) การสนทนากลุ่มเฉพาะ ต้องระบุผู้ทรงคุณวุฒิให้ชัดเจนว่า จานวนเท่าใด มีตาแหนง่ หน้าท่ีหรอื ความเกย่ี วข้องกับเร่อื งทีว่ จิ ัยอยา่ งไร
14 คู่มือการเขียนดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ 16 ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่มเฉพาะตอ้ งมจี านวน ๘-๑๒ รปู หรือคน ผทู้ รงคุณวุฒิในการสนทนากลมุ่ เฉพาะต้องไมซ่ า้ กบั ผูใ้ ห้ข้อมูลสาคัญ การสนทนากลุ่มเฉพาะทุกครั้งต้องมีอาจารย์ประจาหลักสูตรเข้าร่วมอย่างน้อย ๑ รปู หรือคน ๓.๒.๒ เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย เขียนแสดงให้เห็นว่างานวิจัยฉบับนี้ใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวจิ ยั เชน่ แบบสัมภาษณ์ แบบสงั เกตการณ์ แบบบนั ทกึ การสนทนากลุ่มเฉพาะ เปน็ ตน้ เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคแ์ ละรูปแบบการวจิ ยั การสรา้ งเคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้ครบทุกตัวแปรที่กาหนดไว้ในกรอบ แนวคดิ ในการวจิ ยั เครอ่ื งมอื การวจิ ัยต้องตอบวัตถปุ ระสงค์การวิจยั ไดค้ รบทุกข้อ การสร้างเครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้สอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ ในการวิจยั ซง่ึ ไดน้ ิยามศพั ท์ไวใ้ นบทที่ ๑ เคร่ืองมือการวิจัยเชิงคุณภาพ เชน่ แบบสัมภาษณ์ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ เครอื่ งมอื อย่างน้อย คือ การหาคา่ ความเทย่ี งตรง (Validity) โดยการหาค่า IOC ซ่ึงให้ผู้เช่ียวชาญ (Experts) ตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญ (Experts) ตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย มีจานวน ๕ รูปหรือคน โดย อยา่ งนอ้ ย ๒ รูปหรอื คนตอ้ งเปน็ ผู้เช่ียวชาญจากภายนอกมหาวิทยาลัย ผู้เช่ียวชาญ (Experts) ตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย ควรประกอบด้วยผู้เช่ียวชาญ อย่างน้อย ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านเน้ือหา ทฤษฎี ๒) ด้านระเบียบวิธีวิจัย ๓) ด้านพระพุทธศาสนา หรอื ด้านการปฏิบตั งิ านท่เี กยี่ วข้องกบั เรอ่ื งทว่ี จิ ัย ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล เขียนข้ันตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ท้ังการสัมภาษณ์เชิงลึก และ หรอื การสนทนากลมุ่ เฉพาะ และหรอื การสังเกตการณ์ เป็นข้อ ๆ เขียนรายละเอยี ดของการเกบ็ รวมรวมขอ้ มลู ในแต่ละข้อให้ชดั เจน เรียงลาดบั เหตกุ ารณ์ทเ่ี กิดกอ่ นหน้าและหลังใหช้ ัดเจน
หลกั สตู รบณั ฑติ ศึกษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 1157 ระบเุ ครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแต่ละแบบให้ชัดเจน ๓.๒.๔ การวเิ คราะห์ข้อมูล ข้อมลู ต้องวเิ คราะหเ์ พ่ือนาไปตอบวตั ถปุ ระสงค์ในแต่ละข้อ ทั้งนี้ให้ยึดวัตถุประสงค์ เปน็ ตวั ตั้ง วัตถุประสงค์ข้อใดที่ต้องตอบท้ังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ให้จัดลาดับว่าจะ นาเสนอขอ้ มูลแบบใดกอ่ นและจะนาข้อมลู ใดไปสนบั สนุน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้เทคนิคหรือวิธีการใดใน การวเิ คราะห์ โดยต้องเปน็ วิธกี ารทีใ่ ชจ้ ริงในงานวจิ ยั เท่านนั้ ๓.๓ การวิจัยเชงิ ปริมาณ ๓.๓.๑ ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง กาหนดประชากรในการวิจัยให้ชัดเจนว่า ต้องการแจกแบบสอบถามหรือใช้ เครอ่ื งมอื การวจิ ัยกบั กลุม่ ใด จานวนประชากรในการวิจัยตอ้ งอา้ งอิงแหลง่ ที่มาใหช้ ัดเจนตามรูปแบบที่กาหนด กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจัยต้องแสดงวิธีการได้มาของกลุ่มตัวอย่าง (บอกวิธีสุ่มว่า สุ่มแบบใด) ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ต้องช้ีแจงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีจานวนเท่าใด ใช้สูตร ไหนในการคานวณหรอื ใช้ตารางในการหาขนาดกลุ่มตวั อย่างของใคร หรอื คานวณโดยวธิ กี ารใด ทาตารางจาแนกสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรปู แบบ กรณีใช้สูตรคานวณให้แสดงสูตร ส่วนการใช้ตารางขนาดกลุ่มตัวอย่างให้แนบ ตารางมาในภาคผนวกดว้ ย ๓.๓.๒ เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจัย เขยี นแสดงให้เห็นว่างานวิจัยฉบับน้ีใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บรวบรวมข้อมูลการ วจิ ยั เชิงปริมาณ เช่น แบบสอบถาม เปน็ ตน้ เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงคแ์ ละรปู แบบการวิจยั
16 ค่มู ือการเขยี นดษุ ฎนี ิพนธ์ วิทยานิพนธแ์ ละสารนิพนธ์ 18 การสร้างเคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้ครอบคลุมกรอบแนวคิดในการวิจัย ทกุ ตัวแปร การสรา้ งเครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้สอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ ในการวจิ ยั ลักษณะของเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ต้องมีคาชี้แจงอธิบายลักษณะของเคร่ืองมือ ให้ชัดเจนตามรปู แบบ เปน็ ตอน ๆ เชน่ แบ่งเป็นกต่ี อน แต่ละตอนมลี ักษณะอยา่ งไร เคร่ืองมือการวิจัยที่จะนาไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ต้องผ่านการตรวจสอบ คุณภาพเครื่องมือการวิจยั โดยตอ้ งผ่านเกณฑต์ ามหลักการวิจัยอย่างมมี าตรฐาน เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัย อยา่ งนอ้ ย ๒ ข้ันตอน คือ ๑) การหาค่าความเท่ียงตรง (Validity) โดยการหาค่า IOC หรือ ค่า CVI โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และ ๒) การหาค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถาม (Reliability) โดยการทดลองใช้เคร่ืองมือ (Try out) กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม ตวั อย่างจรงิ จานวน ๓๐ ชุด ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบเคร่ืองมือการวิจัย มีจานวน ๕ รูปหรือคน โดยอย่างน้อย ๒ รูปหรือคน ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเคร่ืองมือการวิจัย ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านเน้ือหา ทฤษฎี ๒) ด้านระเบียบวิธีวิจัย ๓) ด้านพระพุทธศาสนาหรือด้านการ ปฏิบัตงิ านทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เรื่องท่ีวิจยั ๓.๓.๓ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ระบุวิธีการเก็บข้อมูลว่าเก็บโดยวิธีใด เช่น เก็บด้วยตนเอง ส่งทางไปรษณีย์ Google form หรอื วิธกี ารอน่ื ทเ่ี ชื่อถือได้ ระบุจานวนของแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืน ว่ามีจานวนกี่ชุดและคิดเป็นร้อยละ เท่าไหรข่ องแบบสอบถามทั้งหมด ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ขอ้ มลู ข้อมูลต้องวิเคราะห์เพ่ือนาไปสนับสนุนหรือตอบวัตถุประสงค์ในแต่ละข้อ ทั้งน้ีให้ ยดึ วัตถุประสงค์เปน็ ตัวต้ัง
หลักสตู รบณั ฑติ ศกึ ษา ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 1179 วัตถุประสงค์ข้อใดท่ีต้องตอบท้ังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ให้จัดลาดับว่าจะ นาเสนอขอ้ มูลแบบใดกอ่ นและจะนาข้อมูลใดไปสนบั สนุน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณต้องกาหนดให้ชัดเจนว่าจะใช้วิธีการใดในการ วิเคราะห์ เชน่ ใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู เพือ่ การวจิ ยั การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ต้องกาหนดวิธีการวัดค่าตัวแปรแต่ละประเภทให้ ชัดเจน และกาหนดค่าทางสถิติเพื่อการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล เช่น กาหนดเกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์การแปลคา่ เฉลีย่ เป็นต้น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ให้ระบุวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลว่า มีการจัดกระทา กับขอ้ มูลอย่างไร ตัวแปรท่ีศกึ ษาแตล่ ะตัวใชส้ ถิตใิ ดในการวิเคราะห์ แยกสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจนระหว่าง สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) สาหรับอธิบายลักษณะทั่วไปของตัวแปร เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน กบั สถติ ิอนมุ านหรอื สถิติอา้ งอิง (Inferential Statistics) ทใ่ี ช้ในการทดสอบสมมติฐาน เชน่ t-test, F-test, Correlation, Regression, SEM เปน็ ตน้ ข. การวิจยั แบบคณุ ภาพ (อย่างเดียว) ประกอบดว้ ยหัวข้อดงั ตอ่ ไปนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจยั เขยี นระบใุ ห้ชดั เจนวา่ เป็นการวิจัยเชิงคณุ ภาพ แสดงเทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพว่า ใช้วิธีการใด เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มเฉพาะ การสงั เกตการณ์ เป็นต้น ๓.๒.๑ ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั (๑) ผ้ใู หข้ อ้ มลู สาคัญสาหรับการสมั ภาษณเ์ ชิงลกึ ระบุผู้ให้ข้อมูลสาคัญท่ีเป็นผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกว่า แบ่งเป็นก่ีกลุ่ม แต่ละกลุ่มมี จานวนเท่าใด มตี าแหน่งหน้าทีห่ รอื ความเกีย่ วขอ้ งกบั เรอ่ื งทว่ี ิจัยอย่างไร ผ้ใู หข้ ้อมูลสาคญั ตอ้ งมจี านวนอย่างนอ้ ย ๒๕ รูปหรอื คนข้ึนไป
18 คู่มือการเขียนดุษฎีนพิ นธ์ วิทยานิพนธแ์ ละสารนพิ นธ์ 20 ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ต้องมีความหลากหลาย โดยเน้นความครอบคลุมและมีส่วน เกย่ี วข้องกับเรื่องที่วจิ ยั อย่างแทจ้ รงิ ผู้ให้ข้อมูลสาคัญอาจแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้กาหนดนโยบาย กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน กลุ่มผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รับบริการ กลุ่มนักวิชาการในประเด็นท่ีวิจัย กลุ่มนั กวิชาการด้าน พระพทุ ธศาสนา และกลุ่มอ่ืน ๆ (๒) ผ้ทู รงคณุ วุฒิสาหรบั การสนทนากลมุ่ เฉพาะ การสนทนากลุ่มเฉพาะ ต้องระบุผู้ทรงคุณวุฒิให้ชัดเจนว่า จานวนเท่าใด มตี าแหน่งหน้าทห่ี รอื ความเกีย่ วข้องกับเร่ืองทีว่ จิ ัยอยา่ งไร ผูท้ รงคณุ วุฒิในการสนทนากลุ่มเฉพาะตอ้ งมีจานวน ๘-๑๒ รูปหรอื คน ผูท้ รงคณุ วุฒิตอ้ งไมซ่ ้ากับผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลกึ การสนทนากลุ่มเฉพาะทุกครั้งต้องมีอาจารย์ประจาหลักสูตรเข้าร่วมอย่างน้อย ๑ รูปหรอื คน ๓.๒.๒ เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย เขียนแสดงให้เห็นว่างานวิจัยฉบับน้ีใช้เคร่ืองมืออะไรในการเก็บรวบรวมข้อมูลการ วิจัย เช่น แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตการณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มเฉพาะ เปน็ ตน้ เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยต้องสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์และรปู แบบการวิจัย การสรา้ งเครอื่ งมือท่ใี ช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้ครบทุกตัวแปรที่กาหนดไว้ในกรอบ แนวคดิ การวิจยั เคร่อื งมือการวิจยั ต้องตอบวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยได้ครบทกุ ข้อ การสรา้ งเคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจัย ต้องสร้างให้สอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ ในการวิจยั ซึ่งไดน้ ิยามศพั ทไ์ ว้ในบทที่ ๑ เครอื่ งมอื การวจิ ยั เชิงคุณภาพ เชน่ แบบสัมภาษณ์ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมอื อย่างนอ้ ย คอื การหาค่าความเทีย่ งตรง (Validity) โดยการหาค่า IOC ซ่ึงให้ผู้เชี่ยวชาญ (Experts) ตรวจสอบ
หลกั สูตรบัณฑติ ศึกษา ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 2191 ผู้เชี่ยวชาญ (Experts) ตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย มีจานวน ๕ รูปหรือคน โดย อยา่ งน้อย ๒ รูปหรือคนตอ้ งเป็นผเู้ ช่ยี วชาญจากภายนอกมหาวิทยาลยั ผู้เชี่ยวชาญ (Experts) ตรวจสอบเคร่ืองมือการวิจัย ควรประกอบด้วยผู้เช่ียวชาญ อย่างน้อยสามด้าน คือ ๑) ด้านเน้ือหา ทฤษฎี ๒) ด้านระเบียบวิธีวิจัย ๓) ด้านพระพุทธศาสนา หรอื ดา้ นการปฏิบัตงิ านทเี่ กีย่ วข้องกับเรอื่ งท่วี จิ ยั ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล เขียนข้ันตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก และหรือการสนทนากลุ่มเฉพาะ และหรอื การสงั เกตการณ์ เป็นข้อ ๆ เขยี นรายละเอยี ดของการเกบ็ รวมรวมขอ้ มูลในแต่ละข้อให้ชัดเจน เรยี งลาดับเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ก่อนหนา้ และหลงั ให้ชดั เจน ระบุเครอื่ งมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลแต่ละแบบให้ชัดเจน ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ขอ้ มลู ขอ้ มลู ต้องวิเคราะหเ์ พือ่ นาไปตอบวัตถปุ ระสงค์ในแต่ละข้อ ท้ังนี้ให้ยึดวัตถุประสงค์ เป็นตวั ตั้ง วัตถุประสงค์ข้อใดท่ีต้องตอบท้ังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ให้จัดลาดับว่าจะ นาเสนอข้อมลู แบบใดก่อนและจะนาข้อมลู แบบใดไปสนบั สนุน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้เทคนิคหรือวิธีการใดใน การวเิ คราะห์ โดยต้องเป็นวิธีการท่ีใช้จริงในงานวจิ ยั เท่าน้ัน
22 บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ๔.๑ การนาเสนอขอ้ มลู เชิงคุณภาพ สาระหรอื เนื้อหาขอ้ มูลทนี่ าเสนอ ตอ้ งสอดคลอ้ งตามวัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย มีความชัดเจนในประเด็นท่ีเขยี น ไม่วกวน เขยี นให้ กะทดั รัดและเขา้ ใจง่าย มคี วามต่อเน่ืองและเป็นเหตเุ ปน็ ผล มีข้อมลู ตวั อย่างสนบั สนุนประกอบการบรรยายและการอ้างองิ มปี ระโยคหรือความนาเพอื่ อธบิ ายบริบท มคี วามเช่อื มโยงของเนอ้ื หาและวิธีการได้มาของข้อมูล ไม่นาข้อความจากหนังสือหรือเอกสารมาเป็นผลการวิจัย ต้องสรุปมาจากผลการ สมั ภาษณห์ รือการสนทนากลุม่ เฉพาะทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั ิจรงิ เทา่ นนั้ เมื่อนาเสนอข้อมูลท่ีได้มาจากการสัมภาษณ์หรือการสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อตอบ วตั ถุประสงค์แล้ว (ปรโตโฆสะ) ผู้วิจัยต้องสรุปผลวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ด้วยตนเองทุกประเด็น หลกั ใหก้ ระชบั ชดั เจน (โยนโิ สมนสิการ) การสรุปควรทาเป็นตารางแจกแจงความถี่ โดยสรุป จัดกลุ่มประเด็นสาระสาคัญ ท่มี ีความสอดคล้องเหมือนกันเป็นประเดน็ เดยี วกนั โดยเขียนเป็นขอ้ ๆ และระบุจานวนผู้ให้ข้อมูล สาคัญเป็นความถี่ (ตารางความถ่ี) หรือสรุปเป็นแผนภาพให้ครอบคลุมเนื้อหาท่ีได้มาจากการ สมั ภาษณ์ทงั้ สน้ิ ๔.๒ การนาเสนอข้อมูลเชิงปรมิ าณ การนาเสนอข้อมลู เชิงปรมิ าณใหน้ าเสนอในรูปแบบของตารางและมีคาอธิบายท้าย ตาราง รปู แบบของตารางใหเ้ ปน็ ไปตามคูม่ อื ของบัณฑิตวทิ ยาลยั (ตามภาคผนวก....) การใชส้ ัญลกั ษณ์ทางสถติ ติ อ้ งมคี วามถูกต้องและสอดคลอ้ งกนั ทง้ั เล่ม
22 คมู่ อื การเขยี นดษุ ฎนี ิพนธ์ วิทยานพิ นธ์และสารนพิ นธ์ 23 ๔.๓ องค์ความรู้ ๔.๓.๑ องคค์ วามรูท้ ่ีไดร้ ับจากการวจิ ัย สรา้ งแผนภาพองค์ความรู้ทไี่ ดร้ บั จากการวจิ ัย โดยสรุปตามกรอบแนวคิดท่ีได้วางไว้ ไมใ่ ชก่ ารเขยี นกรอบแนวคดิ เข้ามาอกี ครงั้ แผนภาพองค์ความรู้ท่ีได้รับจากการวิจัยต้องแสดงให้เห็นถึงผลการวิจัยตาม วัตถุประสงคท์ งั้ ๓ ขอ้ ที่ไดค้ น้ พบแลว้ เมอ่ื เขียนแผนภาพแลว้ ใหอ้ ธิบายหรือขยายความองคค์ วามรู้ท่ีได้รับจากการวิจัยอีก ๓ หน้าข้ึนไป ๔.๓.๒ องคค์ วามรู้ที่ได้สังเคราะหจ์ ากการวิจยั ผู้วิจัยนาองค์ความรู้ท่ีได้รับจากการวิจัยครั้งน้ีไปสังเคราะห์สร้างเป็นความรู้เชิง นวัตกรรมถัดไปอีก เขยี นเป็นแผนภาพท่ไี ม่ซ้า ๔.๓.๑ เชิงสร้างสรรคโ์ ดยผู้วจิ ัย ขยายความหรอื อธบิ ายแผนภาพออกไปอีก ๒ หนา้ ขึน้ ไป
24 บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย สรปุ ตามวตั ถปุ ระสงค์แต่ละขอ้ ใหค้ รบถ้วน กระชับ ชดั เจน สรุปผลการวิจัยโดยรวมตามวัตถุประสงค์ มิให้แยกสรุปผลการวิจัยจากวิจัยเชิง ปริมาณและการวิจัยเชิงคณุ ภาพ ๕.๒ อภปิ รายผลการวิจัย ให้อภิปรายผลการวิจัยของตนเองให้ชัดเจน โดยเชื่อมโยงกับงานวิจัยของคนอื่น ที่อา้ งไวใ้ นบทท่ี ๒ (ว่าสอดคลอ้ งหรือไม่สอดคล้องกบั ใคร อย่างไร) ให้อภิปรายผลเป็นข้อ ๆ เรียงตามลาดับผลการวิจัยท่ีตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อ หรอื อภปิ รายผลใหค้ รอบคลมุ ทกุ ตัวแปรท่ีศึกษา หรือองค์ความร้ใู หมท่ ่ไี ด้รบั หลักการอภิปรายผลให้ระบุว่าค้นพบอะไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น (แสดงเหตุผล) และสอดคล้องหรอื ไม่สอดคล้องกบั งานวิจยั ของใคร ในกรณีปริญญาเอกให้นางานวิจัยระดับปริญญาเอกหรืองานวิจัยท่ัวไป หรอื บทความวจิ ยั ทท่ี บทวนไวใ้ นบทที่ ๒ เท่านน้ั มาเช่อื มโยงหรือเทียบเคยี ง หากสามารถอภิปรายผลทุกตัวแปรท่ีได้ผลการวิจัยแล้วจะทาให้การอภิปรายผล สมบรู ณ์ งานวิจัยที่นามาสนับสนุนการอภิปรายผล ให้นาเน้ือหามาเฉพาะท่ีเก่ียวข้อง หรอื สอดคล้องกับตวั แปรทอ่ี ภปิ รายผลเท่านนั้ อ้างอิงเชงิ อรรถในทุกงานวิจยั ท่นี ามาอภิปรายเช่อื มโยง
24 ค่มู อื การเขียนดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ 25 ๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะควรให้มาจากผลการวจิ ัยเชิงปริมาณที่แปลผลแลว้ ไดค้ ่าเฉลีย่ ต่า (น้อย หรือน้อยที่สุด) และผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่มาจากการสัมภาษณ์ที่ผู้ให้สัมภาษณ์ได้เคยให้ ขอ้ เสนอแนะไวแ้ ละผวู้ จิ ยั สงั เคราะหม์ าเปน็ ขอ้ เสนอแนะ ผู้วิจัยนาเสนอข้อเสนอแนะที่เป็นเรื่องท่ีหน่วยงานหรือบุคคลผู้รับผิดชอบไป กาหนดนโยบาย ข้อเสนอแนะต้องเป็นเร่ืองที่หนว่ ยงานหรือบุคคลผู้รบั ผดิ ชอบนาไปกาหนดนโยบายได้ ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายเปน็ เรอื่ งใหญห่ รือเร่ืองกวา้ ง ๆ มใิ ชเ่ รอ่ื งเล็กน้อย เขียนเป็นขอ้ ๆ มจี านวนข้อไมม่ ากแต่ครอบคลมุ เนื้อหาของผลการวจิ ัยท่ีไดร้ บั แล้ว ๕.๓.๒ ขอ้ เสนอแนะเชิงปฏิบัตกิ าร จากข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้วิจัยควรเสนอท่ีนาไปสู่การปฏิบัติท่ีลงรายละเอียด ถดั ออกไปอีก ควรเสนอให้ครอบคลมุ เร่อื งท่ีไดผ้ ลการวจิ ัยออกมา เขียนเป็นข้อ ๆ มีจานวนข้อมากกว่า ๕.๓.๑ เพราะเป็นการนาไปปฏิบัติท่ีมี รายละเอียดมากกวา่ นโยบาย ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะเพ่อื การวิจัยครง้ั ตอ่ ไป เสนอแนะเนื้อหาท่ีควรจะวิจัยในเรื่องใกล้เคียงหรือทานองเดียวกับที่ผู้วิจัย ทาแล้วแต่ไมค่ รอบคลุม เสนอแนะเชิงระเบียบวธิ กี ารวจิ ัยท่เี ห็นว่าควรมเี ทคนคิ หรอื วิธีวิจยั ใดทีเ่ หมาะสม เขียนเป็นข้อ ๆ ส้ัน กะทัดรัด แต่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายว่าผู้วิจัยเสนอแนะให้ทา อะไรต่อไปอกี
26 บรรณานุกรม ภาษาไทยเรียงตามลาดับช่ือผแู้ ต่ง ก – ฮ โดยเครง่ ครัด คานาหน้าช่อื ให้นาไปไว้หลังหรอื ตอ่ จากนามสกุล ตรวจดูระบบการใช้เครื่องหมาย . , : โดยเคร่งครัด ภาษาอังกฤษใหเ้ ขยี นนามสกลุ ก่อนช่อื เสมอ ภาษาอังกฤษนามาอา้ งองิ เฉพาะขอ้ มูลที่เกยี่ วข้องเท่านน้ั บรรณานกุ รม ให้ขน้ึ หน้าใหมแ่ ยกตา่ งหากจากเน้อื หาส่วนอื่น โครงรา่ งดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ทกุ เล่มต้องมีบรรณานุกรม เอกสารและงานวิจัยที่อ้างอิงในเน้ือหาของโครงร่างดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนพิ นธ์ให้นามาลงรายการในบรรณานกุ รมให้ครบทุกเล่ม การลงรายการในบรรณานุกรม ให้จาแนกหัวข้อย่อยต่าง ๆ เช่น ข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิ (ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ) โดยเรียงลาดับตามคู่มือดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธ์ของบณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั (ภาคผนวก XX) การลงรายการในบรรณานุกรม ให้ถือตามรูปแบบคู่มือดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และสารนิพนธเ์ ล่มน้ี
27 การอา้ งองิ และการเขียนเอกสารอ้างองิ หรือบรรณานกุ รม
28 คมู่ ือการเขยี นดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธแ์ ละสารนพิ นธ์ 28 การอ้างองิ และการเขียนเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานกุ รม เน้ือหาในส่วนนี้มี ๓ ส่วน การทาเชิงอรรถ (Footnote) การทาบรรณานุกรม (Bibliography) และการทาภาคผนวก มีรายละเอยี ด ดังนี้ ๑. เชงิ อรรถ (Footnote) วิธีอ้างอิงให้ใช้ระบบเชิงอรรถ ได้แก่ ข้อความท่ีพิมพ์ไว้ที่ส่วนล่างของหน้ากระดาษ เพื่ออธิบายที่มาของแหล่งค้นคว้าหรือข้อมูลเป็นเร่ืองที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ หรืออธิบายข้อความ เพมิ่ เตมิ เกี่ยวกับเนอื้ เรอ่ื งบางตอน ๑.๑ การพิมพ์เชงิ อรรถ ให้พิมพ์เชิงอรรถไว้ที่ส่วนล่างของแต่ละหน้าที่จะอ้างอิง และให้แยกจากเน้ือเร่ือง โดยขีดเส้นคั่นขวางจากขอบซ้ายของกระดาษยาวประมาณ ๒๐ ตัวพิมพ์ กาหนดให้เว้นห่างจาก บรรทัดสดุ ท้ายของเน้ือเรือ่ ง เท่ากบั before 12 pt. และหา่ งจากบรรทดั แรกของเชิงอรรถเท่ากับ after 6 pt. วธิ ีการพิมพ์เชิงอรรถ ให้เข้าไปที่รายการ “อ้างอิง” หรือ “REFERENCES” แล้วคลิก เลือกอ้างอิง – เชิงอรรถหรือ Insert Footnote จากโปรแกรมของ Microsoft Word โดยใช้ ขนาดตัวอักษร ๑๔ พ้อยท์และให้พิมพ์บรรทัดแรกย่อหน้าเข้ามาจากขอบซ้ายของกระดาษ ๐.๗ น้วิ หรอื ๑.๗๕ ซม. (เช่นเดยี วกันกับการย่อหน้า) หากข้อความยาวเกิน ๑ บรรทัด บรรทัดต่อมา ให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายมือทุกบรรทัดจนจบรายการน้ัน และให้บรรทัดสุดท้ายของข้อความ ในเชงิ อรรถอยูห่ ่างจากขอบกระดาษด้านลา่ ง ๑ น้ิว การลงเลขเชิงอรรถ ให้ลงท้ายขอ้ ความทอี่ า้ งองิ หรือทีส่ รปุ มา ตัวอย่างการพิมพ์เชิงอรรถ ตามหลกั กิจในอรยิ สัจ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อทุกข์ ได้แก่ ปริญญา คือ การกาหนด ร๑๐ู้ห..๗๗ร๕อื นซ้ิวทม/.าความเข้าใจ๑ เส้นคนั่ ห่างจากบรรทดั สดุ ท้ายของเนอ้ื หา (before) 12 pt. ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ และหา่ งจากบรรทัดแรกของเชิงอรรถ (after) 6 pt. พิมพ์ครัง้ ที่ ๑๓, (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรับปรงุ และขยายความ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมกิ จากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๗๓.
หลกั สตู รบัณฑิตศึกษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 2299 ๑.๒ การเรยี งลาดับเลขของเชงิ อรรถ เชงิ อรรถแรกในแต่ละบท ให้เริ่มตั้งแต่ ๑ และนับต่อเนื่องไปจนจบบทนั้น ๆ เมื่อเริ่ม บทใหม่ ต้องเริ่ม ๑ ใหม่เสมอ โดยไม่ต้องแยกเป็นเชิงอรรถของหนังสือภาษาไทยหรือ ภาษาองั กฤษ รปู แบบการลงเชิงอรรถนั้น แตกต่างกันไปตามชนิดของหลักฐานของการอ้างอิง เช่น หนังสือ บทความในหนังสือ บทความในวารสาร บทความในหนังสือพิมพ์ ดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์เอกสารที่ยังไม่ตีพิมพ์ และการสัมภาษณ์/การสนทนากลุ่มย่อย ในการพิมพ์เชิงอรรถ นั้น สาหรับหนังสือที่อ้างถึงเป็นครั้งแรก ในแต่ละบท ให้ลงรายการอย่างสมบูรณ์ ตามแบบอย่าง เอกสารประเภทตา่ ง ๆ ดังนี้ รปู แบบการลงเชิงอรรถในแต่ละประเภท ๑) คัมภีรพ์ ระไตรปฎิ กหรือหนงั สอื สาคญั พมิ พเ์ ปน็ ชดุ ให้อ้างชอ่ื ย่อคัมภีร์ เล่ม/ขอ้ /หน้า. และใหว้ งเลบ็ คาว่า (บาลี) ไว้หลังคาย่อ ในกรณีท่ี ใช้พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี หรือวงเล็บคาว่า (ไทย) ไว้หลังคาย่อ ในกรณีท่ีใช้พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย ตัวอยา่ ง ๑ ขุ.ธ. (บาล)ี ๒๕/๑๒/๘๒, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๒/๘๒.
30 คมู่ อื การเขยี นดุษฎนี พิ นธ์ วิทยานิพนธแ์ ละสารนพิ นธ์ 30 การอ้างพระไตรปิฎก ถ้าเขียนแบบสรุปข้อความจากพระไตรปิฎก ซึ่งเม่ือเปิด พระไตรปฎิ กทอ่ี ้างองิ จะไม่พบข้อความทเ่ี ป็นคาสรุป ให้เขียนคาวา่ “ดรู ายละเอียดใน...” แล้วต่อ ดว้ ยคมั ภีร์ มีภิกษุสร้างกุฎีด้วยตนเองบ้าง๑ แต่เนื่องจากภิกษุผู้สร้างกุฎีเองไปขออุปกรณ์ การสรา้ งจากชาวบ้าน การสร้างเองจึงต้องมขี ้อจากดั ๒ ๑ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (บาลี) ๑/๘๔-๘๖/๕๕-๕๗, ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๔-๘๖/๗๔-๗๔. ๒ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (บาลี) ๑/๓๔๒-๓๗๘/๒๕๗-๒๘๔, วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๔๒- ๓๗๘/๓๗๘-๔๑๐. การอ้างพระไตรปิฎกที่เป็นข้อธรรมซึ่งมีเฉพาะหัวข้อ แล้วมีคาอธิบายในหนังสืออ่ืน อันเป็นความเห็นของผู้เรียบเรียงหนังสือ ซึ่งเม่ือดูพระไตรปิฎกท่ีอ้าง จะพบแต่ข้อธรรมเนื้อหา ส้ัน ๆ เช่นพจนานุกรม ให้อ้างอิงเป็น ๒ ช่วง คือ อ้างช่วงข้อธรรมตอนหนึ่ง อ้างช่วงคาอธิบาย ตอนหนง่ึ
หลกั สูตรบณั ฑติ ศกึ ษา ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 331 ตวั อยา่ ง พรหมวิหาร ๔ คอื เมตตา กรณุ า มทุ ิตา อเุ บกขา๑ พรหมวิหาร คือธรรมเคร่ือง อยู่อย่างประเสริฐ เป็นธรรมประจาใจและปฏบิ ตั ิตนตอ่ เพือ่ นมนษุ ยโ์ ดยชอบ เมตตา ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทา ประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทวั่ หน้า กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปล้ืองบาบัดความ ทุกข์ยากเดอื ดร้อนของปวงสัตว์ มุทิตา ความยินดี ในเมื่อผู้อ่ืนอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการ แชม่ ชืน่ เบิกบานอยเู่ สมอ ต่อสตั ว์ท้งั หลายผูด้ ารงในปกติสขุ พลอยยินดดี ้วยเม่อื เขาไดด้ ี มีสขุ เจริญงอกงามยิง่ ขน้ึ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดารงอยู่ในธรรมตามท่ีพิจารณาเห็น ด้วยปัญญาคือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราช่ัง ไม่ลาเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็น กรรมที่สัตว์ท้ังหลายกระทาแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมท้ังรู้จักวางเฉย สงบใจมองดู ในเม่ือไม่มีกิจ ท่ีควรทา เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้วเขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับ ผลอนั สมกับความรบั ผิดชอบของตน๒ ๑ อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๙๒/๓๑๙. ๒ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ ครงั้ ท่ี ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั สหธรรมิก จากดั , ๒๕๔๕), หนา้ ๑๒๔.
32 คู่มือการเขยี นดษุ ฎนี พิ นธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนิพนธ์ 32 ๒) หนงั สือ ๒.๑) หนงั สอื ท่วั ไป (General Books) ผ้แู ตง่ , ชอ่ื เรือ่ ง, ชอ่ื ชุดและลาดบั ที่ (ถ้ามี) หรือ เล่มที่ (ถ้ามีหลายเล่ม), พิมพ์ครั้งที่ (กรณีที่พิมพ์มากกว่า ๑ ครั้ง), (สถานท่ีพิมพ์ : สานักพิมพ์หรือโรงพิมพ์, ปีที่พิมพ์), หน้าหรือ จานวนหนา้ ทีอ่ า้ งถึง. Author, Title, Edition or ed., (Place: Publisher, Year), page (s). ตวั อย่าง ๑ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) , ทิศทางการศึกษาไทย , พิมพ์ครั้งท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๔-๕. ๒ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ความเช่ือและศาสนาในสังคมไทย หน่วยที่ ๑-๗, พิมพ์ คร้ังที่ ๕, (นนทบุรี : สานักพมิ พ์มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๕), หน้า ๑๗-๒๓. ๓ สุรพล สุยะพรหม, ปรัชญาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๘), หนา้ ๙. ๔ เติมศกั ด์ิ ทองอนิ ทร์, “การเมืองภาคประชาชนและนโยบายสาธารณะ”, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐), หน้า ๓๑. ๖ Phra Medhidhammaphorn (Prayoon Dhammacitto), An Ancient Greek Philosophy, (Bangkok: The Council of Graduate School’s Monk Students, Mahachula- longkornrajavidyalaya Universiry, 2532 B.E./1989), pp. 38-45. ๗ Boonton Dockthaisong, Disruptive Public Administration 5G, (Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya press, 2562), p. 55. ๘ Walpola Rahula, What the Buddha Taught, (New York: Grove Press, 1962), p. 69. หากการอ้างอิงนน้ั เปน็ การนาขอ้ ความจากดษุ ฎีนิพนธ์ วทิ ยานพิ นธ์ และสารนพิ นธ์ ของผู้อนื่ มาใช้ ให้ใช้คาวา่ “อ้างใน...”
หลักสตู รบณั ฑติ ศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 33 ตัวอยา่ ง วินัยบัญญัติมีเป็นจานวนมาก สมัยแรก ๆ ยังไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พระสาวกได้ท่องจากันมา ผู้ท่ีเช่ียวชาญพระวินัย ก็ทรงจาพระวินัย ผู้ท่ีเช่ียวชาญพระสูตร ก็ทรงจาพระสูตร ผู้ท่ีเช่ียวชาญพระอภิธรรม ก็ทรงจาพระอภิธรรม ภิกษุและภิกษุณีผู้ทรง จาพระวินัย เช่ียวชาญทางด้านพระวินัย เรียกว่า พระวินัยธร หมายถึง ผู้รู้และเช่ียวชาญ ทางพระวินยั โดยท่องจาไวไ้ ด้๒ ๒ Davids, T.W. Rhys and Stede, W., Pali English Dictionary, (Delhi: Motilal Banarsidass, 1977), p. 23, อ้างใน แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์บทบาทของ พระวนิ ยั ธรในพระวินยั ปิฎก : กรณีศึกษาพระอุบาลีและพระปฏาจาราเถรี”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต, (บณั ฑติ วิทยาลัย : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หนา้ ๓. การอ้างหนังสอื ทั่วไป ถา้ เขียนแบบสรุปความจากหนงั สือนน้ั ให้อ้างอยา่ งอ้างสรุปพระไตรปฎิ ก ทก่ี ล่าวข้างต้น คือ ใช้คาว่า “ดูรายละเอยี ดใน...” ๒.๒) หนังสือแปล (Translated Books) รปู แบบ ผู้แต่ง, ช่ือเรื่อง, แปลโดย ชื่อผู้แปล, ชื่อชุดและลาดับท่ี (ถ้ามี) หรือ เล่มท่ี (ถ้ามีหลายเล่มจบ), พิมพ์คร้ังท่ี (ในกรณีพิมพ์มากกว่า ๑ คร้ัง), (สถานที่พิมพ์ : สานักพิมพ์หรือ โรงพมิ พ์, ปีทีพ่ มิ พ)์ , หนา้ ที่หรือจานวนหน้าที่อา้ งถึง. Author, Title, Tr. by Translator, ed., (Place: Publisher, Year), page (s).
34 คมู่ ือการเขยี นดษุ ฎีนิพนธ์ วิทยานพิ นธ์และสารนิพนธ์ 34 ตวั อย่าง ๑ พระดับบลิว ราหุล, พระพุทธเจ้าสอนอะไร, แปลโดย ชูศักด์ิ ทิพย์เกสรและคณะ, พิมพ์ ครง้ั ท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๗๗. ๒ Piyadassi Thera, Buddhism - The Immoral Teaching, Tr. by Chinavudh Sunthornsima, 17th Edition, (Bangkok: Ruankaew Press, 2532/1989), pp. 31-32. ๓) บทความ ๓.๑) บทความจากหนังสือรวมบทความ (Articles from the Books Edited) รปู แบบ ผ้เู ขยี น, “ช่ือบทความ”, ใน ช่ือเร่ือง, รวบรวมโดย ช่ือผู้รวบรวม, ชื่อชุด (ถ้ามี) หรือ เล่มที่ (กรณีมีหลายเล่มจบ), พิมพ์คร้ังที่ (กรณีที่พิมพ์มากกว่า ๑ ครั้ง), (สถานท่ีพิมพ์ : สานกั พิมพ์ หรือโรงพิมพ์, ปที ่ีพิมพ)์ : หนา้ หรือจานวนหนา้ ทอี่ า้ งถึง (ใสเ่ ฉพาะเลขหน้า). Author, “Name of Article”, Title, Name of the Editor (ed), (Place: Publisher, Year): page (s). ตวั อย่าง ๑ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), “โรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสังคมไทย”, ใน รวมบทความ ทางวชิ าการพระพทุ ธศาสนา, รวบรวมจัดพมิ พโ์ ดย พระศรีธวชั เมธี (ชนะ ป.ธ. ๙), (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๘): ๖๒. ๒ จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, “๑๓๐ ปี ม จ ร”, ใน รวมบทความวิชาการ พระพุทธศาสนา ปรัชญา บรู ณาการกับศาสตรส์ มยั ใหม่, รวบรวมจัดพมิ พโ์ ดย คณาจารย์ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ ราชวิทยาลัย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๖๑) : ๔๓. ๓ สุรพล สุยะพรหม, “ความสัมพันธ์ไทย – จีน : มิติท่ีสาคัญทางพระพุทธศาสนา”, ใน สารนิพนธ์พุทธศาสตรบัณฑิตของมหาวิทยาลัย รุ่นที่ ๔๙ ปีการศึกษา ๒๕๔๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗) : ๖๒-๗๑. ๔ W.T. Stace, “Survival after Death”, Philosophical Issue, ed. by James Rachels, (London: Harper & Row Publishers, 1972): 87-91.
หลกั สูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 35 ๓.๒) บทความในวารสาร (Articles in the Journals) รปู แบบ ผู้เขียน, “ชื่อบทความ”, ชื่อวารสาร, เล่มที่หรือปีที่ (เดือน ปี) : เลขหน้า (ใส่ เฉพาะตัวเลข). Author, “Title of Article”, Name of Journal, Volume Number (month, year): page (s) (number only). ตัวอยา่ ง ๑ บุญทัน ดอกไธสง, “วิวัฒนาการรัฐประศาสนศาสตร์”, วารสาร มจร สังคมศาสตร์ ปริทรรศน,์ ปีท่ี ๖ ฉบบั ที่ ๒ (๒๕๖๐) : ๑๕-๒๗. ๒ สุรพล สุยะพรหม, “กระบวนการสร้างความปรองดองในสังคมไทยตามรูปแบบพุทธวิธีการ ชาระอธิกรณ์”, วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์, ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๒๙ (พฤษภาคม-กันยายน ๒๕๕๘) : ๓๙-๕๔. ๓ Surapon Suyaporm and Nun Nerashar Saksirisampant, “The Buddhist Administrative Method of the Monastery Meditation Centers”, BU ACADEMIC REVIEW, Vol. 13 No. 2 (July – December 2014): 109-121. ๔ Boonton Dockthaisong, “A Decade of Public Administration”, Journal of MCU Social Science Review, Vol. 6 No. 3 (2017): 252-269. ๕ Phra Udomsittinayok (Kumphol Kunungkaro), “An Analytical Study of Buddhist Monks Health Care Behavior in Ayutthaya Province”, Proceeding International Conference on Humanities, Language,Culture & Business, (2nd ICoHLCB), (Hotel De’La Ferns, Cameron Highlands Pahang, Malaysia 22-23 April 2017): 184-187.
36 คู่มอื การเขยี นดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ 36 ๓.๓) บทความในหนงั สือพมิ พ์ (Columns in the Newspaper) รูปแบบ ผู้เขียน, “ชอื่ บทความ”, ช่ือหนงั สือพิมพ์, (วัน เดือน ป)ี : เลขหน้า (ใส่เฉพาะตัวเลข). Authors, “Title of Column”, Name of Newspaper, (day/ month/ year): page (s) (number only). ตัวอยา่ ง ๑ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), “สงครามคูเวต”, สยามรัฐ, (๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓) : ๒. ๒ Sommart Noimarerng, “Buddhist to Protest Changes in Curriculum”, The Nation, (2 September 1990): A 2. ๓.๔) บทความในสารานกุ รม (Articles in the Encyclopedia) รปู แบบ ผู้เขียน, “ช่ือบทความ”, ชื่อสารานุกรม, เล่มท่ี (ปีท่ีพิมพ์) : เลขหน้า (ใส่เฉพาะ ตวั เลข). Author, “Title of Article”, Name of Encyclopedia, Volume Number (Year of Publication): page (s) (number only). ตวั อยา่ ง ๑ เกษม บุญศรี, “พุทธวงศ์”, สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ๒๑ (๒๕๒๙-๓๐) : ๑๓๓๙๕-๑๓๔๒๓. ๒ Charles Landesman, Jr., “Consciousness”, The Encyclopedia of Philosophy, Vol. 2 (1967): 191-195.
หลักสูตรบัณฑติ ศกึ ษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 3377 ๓.๕) บทวิจารณห์ นงั สอื (The Critic of Books) รปู แบบ ผูเ้ ขยี นบทวจิ ารณ์, “วิจารณ์เร่ือง”, ชื่อหนังสือท่ีวิจารณ์, โดยผู้แต่งหนังสือที่วิจารณ์, ใน ช่อื วารสาร, ปีทีห่ รอื เลม่ ที่ (เดอื น ปี) : เลขหน้า (ใส่เฉพาะตวั เลข). Author of the Critics, “Title of Criticized Book”, written by the Name of Author of criticized books, Name of Journal, Volume Number (month, year): page (s) (number only). ตวั อย่าง ๑ พระสุธวี ีรบัณฑิต และคณะ , “รัฐประศาสนศาสตรเ์ ปลย่ี นโลก”, โดย บุญทนั ดอกไธสง, ใน วารสาร มจร สงั คมศาสตรป์ รทิ รรศน์, ปที ่ี ๘ เล่มที่ ๒ (๒๕๖๒) : ๓๐๑-๓๑๕. ๒ Boonton Dockthaisong, “The Public Management Connectivity toward AEC to the Year of 2020”, by Boonton Dockthaisong, Journal of MCU Social Science Review, Vol. 4 No. 3 (2015): 260-277. ๔) ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ (Dissertation/Thesis/Research Paper) รูปแบบ ชื่อผู้วิจัย, “ช่ือดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์”, ระดับของดุษฎีนิพนธ์/ วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ สาขาวิชา, (คณะหรอื บณั ฑิตวิทยาลยั : ชอ่ื สถาบนั , ปที ีส่ าเร็จ), หน้า. Name of Researcher, “Title of Dissertation/Thesis/Research Paper”, Level of Dissertation/Thesis/Research Paper field, (Faculty or Graduate School: Name of University which is a Copyright-holder of the Dissertation/Thesis, Year of Graduation/Publication), page (s).
38 ค่มู อื การเขยี นดุษฎนี ิพนธ์ วทิ ยานพิ นธแ์ ละสารนพิ นธ์ 38 ตัวอย่าง ๑ พระเทพปริยัติเมธี (สฤษฏ์ิ สิริธโร), “กระบวนการสร้างความปรองดองในสังคมไทยตาม รูปแบบพุทธวิธีการชาระอธิกรณ์”, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสน ศาสตร,์ (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๒๐. ๒ จรูญศักดิ์ สนุ ทรเดชา, “การพฒั นารปู แบบการเฝา้ ระวงั พฤตกิ รรมสุขภาพผ้สู งู อายุด้วยระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล”, ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๒), หนา้ ๕๓. ๓ Ven. Skalzang Dolma, “An Analytical Study of the Emptiness in the Prajñāpāramitā Hṛdaya Sūtra and in Mahāyāna Schools with Special References to Their Commentaries”, A Dissertation of Doctor of Philosophy in Buddhist Studies, (Graduate School: Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2015), p. 30. ๔ Mr. Sombat Namburi, “A Causal Relatoinship Model of Buddhist Integration of Change Leadership in 21st Century in Tourism Authority of Thailand”, A Dissertation of Doctor of Philosophy in Public Administration, (Graduate School: Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2019), p. 82. หมายเหตุ อกั ษรโรมนั ใชแ้ บบอักษร “Calibri Light” โดยการแทรก
หลกั สตู รบณั ฑติ ศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 3399 ๕) รายงานวจิ ัย รูปแบบ ช่ือผู้วิจัย (และคณะ), “ชื่อหัวข้อรายงานการวิจัย”, รายงานวิจัย, (ช่ือแผนกวิชา กองหรอื คณะ : สถาบัน มหาวทิ ยาลยั หรือกระทรวง, ปที ่ีพมิ พ)์ , หน้า. ตวั อยา่ ง ๑ บุญทัน ดอกไธสง, “การบูรณาการพุทธธรรมเพ่ือนาไปใช้ในการบริหารงานภาครัฐอย่างลุ่ม ลึก ในการศึกษาระดับสูงของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพ่ือเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลยั , ๒๕๕๙), หนา้ ๑๐. ๒ พระอุดมสิทธนิ ายก (กาพล คณุ งฺกโร) และบุษกร วฒั นบุตร, “การบริหารจดั การองค์กรเพื่อ การสรา้ งองคก์ รแห่งการเรียนร้บู นฐานแห่งพุทธิปัญญา : Organization Management for Learning Organization in The Cognitive Constructivism Based”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๙), หน้า ๗. ๓ สุรพล สุยะพรหม และคณะ, “กลไกการพัฒนาส่งเสริมสุขภาวะโดยการยกระดับจิตการ พึ่งตนเองของแกนนาผู้สูงอายุพุทธธรรม ในการเสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถของผู้สูงอายุติด เตียง”, รายงานวิจัย, (กรงุ เทพมหานคร : สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา, ๒๕๖๐), หนา้ ๔๙. ๖) เอกสารอ่ืน ๆ ทไี่ ม่ไดต้ พี ิมพ์ (Other Unprinted Documents) ให้ใช้รูปแบบเหมือนการลงเชิงอรรถ ยกเว้นช่ือเรื่องใส่ไว้ในเคร่ืองหมายอัญประกาศ และระบุลักษณะของเอกสารนั้น เช่น อัดสาเนา หรือ Mimeographed พิมพ์ดีด หรือ Typewriter แลว้ แต่กรณี ไว้ในเครื่องหมายวงเลบ็ ตอนสดุ ทา้ ยของรายการ ตัวอยา่ ง ๑ พระมหาสมชยั กสุ ลจิตโฺ ต, “ทศั นะเร่ืองจติ ในพระพทุ ธปรัชญา”, เอกสารประกอบการสอน รายวิชาพุทธปรชั ญา, (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๓). (อดั สาเนา). ๒ Phramaha Prayoon Dhammacitto (Mererk), “Buddhism and World Peace”, Paper Presented at the 16th General Conference of the World Fellowship of Buddhists, (Los Angeles: November 19-26, 1988). (Mimeographed).
40 คมู่ ือการเขยี นดษุ ฎีนิพนธ์ วิทยานพิ นธแ์ ละสารนิพนธ์ 40 ๗) สมั ภาษณ์ (Interviews)/สนทนากลุ่ม (Focus Group) รูปแบบ สัมภาษณ์ ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์, ตาแหน่ง (ถ้ามี), วัน เดือน ปี (ท่ีสัมภาษณ์). สนทนา กล่มุ เฉพาะ ชื่อผู้เข้ารว่ มสนทนา, ตาแหนง่ (ถ้าม)ี , วันที่ เดอื น ปที ีจ่ ัดสนทนากลุ่ม. Interview/Focus group discussion with the name of one who gives an interview, position (if any), day month year. ตัวอย่าง ๑ สัมภาษณ์ พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโ ), ศ. ดร., อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๓ สิงหาคม ๒๕๖๓. ๒ Interview with Phra Rajapariyatkavi (Somjin Sammāpañño), Prof. Dr., Rector of Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 3 August 2020. ๓ สนทนากลุ่มเฉพาะ พระอุดมสิทธินายก (กาพล คุณงฺกโร), ผศ. ดร., รองเจ้าคณะจังหวัด นนทบุรี, ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓. ๔ สนทนากลุ่มเฉพาะ พระครูปริยัติกิตติธารง, รศ. ดร., เจ้าอาวาสวัดนายาว, ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓. ๕ สนทนากลมุ่ เฉพาะ ศ. ดร.บุญทนั ดอกไธสง, อาจารยป์ ระจาหลักสตู รบัณฑิตศึกษา ภาควิชา รัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓. ๘) ระเบยี บ คาสง่ั ขอ้ บงั คบั กฎหมาย พระราชบญั ญตั ิ ฯลฯ ทไ่ี ม่ปรากฏผแู้ ตง่ รปู แบบ “ช่อื เรื่อง”, หนงั สอื รวมประกาศ/เอกสารสาคญั ทางราชการ ปีท่ีหรือเล่มที่, ฉบับที่ (เดอื น ปีทพี่ ิมพ์) : เลขหน้า.
หลักสูตรบัณฑติ ศึกษา ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ 4411 ตวั อยา่ ง ๑ “พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘”, ราชกิจจานุเบกษา ๙๒ (กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๑๘) : ๑๒๐. ๒ “ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการ สาหรับการเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ พ.ศ. ๒๕๕๖”, ราชกจิ จานเุ บกษา ๑๓๐ (ตลุ าคม ๒๕๕๖) : ๑๔. ๔.๑.๓ การลงเชงิ อรรถ เม่ืออ้างถงึ เอกสารซา้ ในกรณีทมี่ ีการอ้างเอกสารเร่ืองเดียวกันซ้าอีก ใหล้ งรายการดงั ต่อไปน้ี การอ้างเอกสารเชิงอรรถโดยไม่มีเอกสารอ่ืนมาค่ัน ซึ่งเป็นการอ้างถึงเอกสารเร่ือง เดียวกัน แต่ต่างหน้ากัน ให้ใช้คาว่า เร่ืองเดียวกัน สาหรับภาษาไทย และใช้คาว่า Ibid. สาหรับ ภาษาอังกฤษ พร้อมลงเลขหน้าหรือจานวนหน้ากากับด้วย เช่น เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓. หรือ Ibid., p. 13. หรือ Ibid., pp. 5-20. ถ้าต้องการอ้างซ้าข้อความท่ีได้อ้างแล้วโดยไม่มีเอกสารอื่นมาคั่น (หมายถึง เป็นเอกสารเรื่องเดยี วกัน หนา้ เดียวกนั ใหใ้ ช้คาวา่ อ้างแลว้ หรอื Loc. cit. การอ้างถึงเอกสารเร่ืองเดียวกันหรือข้อความเดียวกันซ้าอีก โดยมีเอกสารอื่นมาคั่น ใหล้ งรายการอยา่ งย่อ คือ ลงชื่อผู้แต่งและช่ือเรื่อง ส่วนรายการเกี่ยวกับสถานที่พิมพ์ สานักพิมพ์ ปีทพ่ี มิ พ์ให้ตัดออก และให้เติมเลขหน้าตอ่ จากชื่อเรื่องกากบั ดว้ ย เช่น การอ้างถึงเอกสารเรื่องเดียวกันหรือข้อความเดียวกันซ้าอีก โดยมีเอกสารอ่ืนมาค่ัน ใหล้ งรายการอยา่ งยอ่ คือ ลงชื่อผู้แต่งและช่ือเร่ือง ส่วนรายการเก่ียวกับสถานที่พิมพ์ สานักพิมพ์ ปีทพี่ มิ พใ์ หต้ ดั ออก และใหเ้ ตมิ เลขหน้าตอ่ จากชอื่ เรอ่ื งกากบั ด้วย เช่น ตัวอย่าง ๑ พระเมธธี รรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ปรัชญากรีกโบราณ, หน้า ๑๕-๒๐. หรอื ๒ Phramedhidhammaphorn (Prayoon Dhammacitto), An Ancient Greek Philosophy, pp. 15-20.
42 คมู่ ือการเขียนดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ 42 ในกรณีที่ชื่อเร่ืองยาวเกินหนึ่งบรรทัดแล้วอ้างถึงหลายครั้ง ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้เขียนท่ีจะย่อ ช่ือเรอ่ื งใหส้ ั้นลง แตจ่ ะตอ้ งไมใ่ ห้เสยี ใจความสาคญั และใชร้ ปู แบบเดยี วกันทง้ั เล่ม ตวั อยา่ งเชิงอรรถภาษาไทย ๑ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), กรรมตามนัยแห่งพุทธธรรม, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิ พุทธธรรม, ๒๕๒๙), หน้า ๒๗. ๒ พุทธทาสภิกขุ, อิทัปปัจจยตา (ฉบับย่อ), (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๓๓), หน้า ๑๒๔. ๓ นนั ทนา นันทวโรภาส, ส่อื สารการเมือง : ทฤษฎีและการประยกุ ต์ใช้, (พระนครศรีอยุธยา : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๖๓), หนา้ ๙. ๔ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต), กรรมตามนัยแห่งพทุ ธธรรม, หน้า ๓๑. ๕ เร่อื งเดียวกัน, หนา้ ๓๕. (หมายถงึ เร่ืองกรรมตามนยั แห่งพทุ ธธรรม หน้า ๓๕) ๖ อ้างแล้ว. หน้า ๓๖. (หมายถึง เร่ืองกรรมตามนยั แห่งพุทธธรรม หน้า ๓๖) ตัวอยา่ งเชิงอรรถภาษาอังกฤษ ๑ Phramaha Prayoon Dhammacitto (Mererk), Selflessness in Sartre’s Existentialism and Early Buddhism, (Bangkok: Mahachulalongkorn Buddhist University, 1988), p. 93. ๒ Chinda Chandrkaew, Nibbana the Ultimate Truth of Buddhism, (Bangkok: Mahachulalongkorn Buddhist University, 1979), p. 88. ๓ Phramaha Prayoon Dhammacitto (Mererk), Selflessness in Sartre’s Existentialism and Early Buddhism, p. 102. ๔ Ibid., p. 99. ๕ Loc. cit.
หลกั สูตรบณั ฑิตศกึ ษา ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ 4433 ๔.๑.๔ เชิงอรรถประเภทส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แหล่งสารนิเทศท่ีบันทึกอยู่ในสื่อท่ีคอมพิวเตอร์อ่านได้ เช่น แผน่ ดิสเก็ต ซีด-ี รอม ฐานขอ้ มลู ต่าง ๆ ในระบบสายตรง (Online) อนิ เทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้ การลงรายการบรรณานุกรมส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ให้ใช้ข้อกาหนดเดียวกันกับการลง รายการบรรณานุกรมของหนังสือและวัสดุอ้างอิงประเภทต่าง ๆ ตามท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้น แตอ่ าจจะเปน็ ข้อมลู ทีม่ ีลักษณะเฉพาะที่ต้องการลงรายการแตกตา่ งออกไปเชน่ ๑) แผน่ ดิสเกต็ และซีดี-รอมทเ่ี ป็นผลงานเด่ยี ว ผแู้ ตง่ , ชอื่ เรอ่ื ง, [ประเภทของสื่อ], สถานทผี่ ลิต : ช่ือแหลง่ ผลติ , ปที ี่ผลติ . ตวั อย่าง ๑ ปราณี แสนทวีสุข, การแสดงพื้นบ้านไทย, [ซีดี-รอม], กรุงเทพมหานคร: ไทยอินฟอร์เมช่ัน พบั ลิชช่ิง ซีสเต็ม, ๒๕๔๐. ๒) สาระสงั เขปบนซีดี-รอม ผู้แต่ง, ช่ือเรื่อง, [ประเภทของส่ือ], สาระสังเขปจาก : ชื่อฐานข้อมูล/ช่ือแฟ้มข้อมูล/ หมายเลขขอ้ มลู (ถ้าม)ี ,ปีท่ีผลิต. ตวั อยา่ ง ๑ ปราณี แสนทวีสุข, การนาเสนอรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการสาหรับผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาอ่างทอง, [ซีดี-รอม], สาระสังเขปจาก : ฐานข้อมูล ดษุ ฎีนิพนธ์วิทยานิพนธไ์ ทย (๒๕๔๖) แผน่ ท่ี ๒, ๒๕๔๗.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143