Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดการการศึกษาคณะสงฆ์ โดย พระเมธีวัชรประชาทร

การจัดการการศึกษาคณะสงฆ์ โดย พระเมธีวัชรประชาทร

Published by PRASIT P., 2023-08-18 02:58:49

Description: การจัดการการศึกษาคณะสงฆ์
โดย พระเมธีวัขรประชาทร
........
แบบปก รูปเล่ม
ประสิทธิ์ พุทธศาสน์ศรัทธา

Search

Read the Text Version

พระเมธีวี ัชั รประชาทร (1) (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. จดั พิมพ์ในโอกาส พิธีสมโภชพระราชาคณะชน้ั สามัญ ท่ี พระเมธวี ัชรประชาทร, ดร. (ประยรู นนฺทิโย) นธ.เอก, ปบ.ส., พธ.บ., น.บ., พธ.ม., พธ.ด. เจา้ อาวาสวดั อนิ ทาราม รองเจ้าคณะอ�ำ เภออมั พวา ท่ปี รึกษาคณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

(2) SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ข้อมูลทางบรรณานกุ รมของสำนกั หอสมุดแหง่ ชาติ Nation Library of Thailand Cataloging in Publication Data พระพเมรธะวี เมชั รธีปวี ััชระรชปารนะาชถาทร กกาารรจจััดดั กกาารรกศากึ รษศึาึกขษอางคคณณะะสสงงฆฆ์์ ์:=SaSnagnhgahaEdEudcuactaiotinoanlaMl Manaangaegmemenetn.t. -- พระนครศรอี ยุธยา: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2566. 209 หนา้ . 1. สงฆ์ – การศกึ ษา. 2. การบริหารการศกึ ษา. I. ช่ือเรือ่ ง. 294.307 ISBN 978-616-593-976-8 ทป่ี รึกษา: พระอดุ มสิทธนิ ายก, รศ.ดร. รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม ผูแ้ ตง่ : พระเมธวี ชั รประชานาถ, ดร. ออกแบบปก:-รููปเล่ผม่ ศ:.ดผรศ.ป.ดรระ.สปิทระธสิ์ ิพิทุทธิ์ธ์� ศพุาทุ สธนศ์ศารสัทน์ธศ์ ารััทธา พิมพ์ครัง้ แรก: ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ พิมพค์ ร้งั ท่ี ๒: ๑๕ กนั ยายน ๒๕๖๕ พิมพค์ รัง้ ท่ี ๓: พิธีสมโภช พระราชาคณะช้ันสามญั ท่ี พระเมธธีีววัชั รประชานทารถ ๑๕ สงิ หาคม ๒๕๖๖ จำนวนพิมพ์: ๒๕๐๐ เลล่ม่ จำนวนหนา้ : ๒๐๙ หน้า พมิ พ์ท:ี่ สำนกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๗๙ ม.๑ ต.ลำไทร อ.วังนอ้ ย จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๑๗๐ โทร. ๐๓๕-๒๔๘๐๐๐ ตอ่ ๘๗๗๓ http:\\\\pbs.mcu.ac.th

พระเมธีีวััชรประชาทร (3) (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. คำค�ำ ำนนำำ� การจัดการการศึกษาคณะสงฆ์มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลและมีวิวัฒนาการ มาจนถึงปัจจุบัน เดิมการจัดการเรียนการสอนของคณะสงฆ์เน้นการศึกษาพระ ธรรมวินัย โดยใช้วธิ มี ุขปาฐะกล่าวคือใช้วธิ ีการท่องจำพระธรรมวนิ ัย ภายหลังจาก การทำสังคายนาครั้งที่สาม ก็เริ่มมีการจดบันทึกหลักธรรมคำสั่งสอน ปรากฎเป็น หนังสือหรือคัมภีร์สำคัญในทางพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน การจัดการ ศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเริ่มปรากฎเด่นชัดในสมัยรัตนโกสินทร์มีการจัดหลักสูตร การเรียนการสอนท้ังพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกธรรมและแผนกบาลี หนังสือเล่มนี้ ผู้แต่งรวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของคณะ สงฆ์ลักษณะต่างๆ โดยยกเอากรณีศึกษาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ศึกษาได้พินิจ พิจารณาตามเหตุและผลที่ยกประกอบ ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการจัด การศึกษา หลักการบริหารการศึกษา การจัดการศึกษาในสมัยพุทธกาล การ จัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี การ จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก สามัญศึกษา การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม การวิจัยกับการจัดการศึกษา ของคณะสงฆ์ และหลกั พุทธธรรมกบั การจดั การศกึ ษาของคณะสงฆ์ ผู้แต่งหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษา และผู้ที่สนใจ สืบต่อไป พระเมธีวัชรประชานาถ, ดร.

(4) SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ eme(nขt.) สสาารรบญั บัญั คำนำ (๓ก) สารบัญ (๔ข) บทท่ี ๑ ความรูท้ ่วั ไปเกีย่ วกับการจัดการศกึ ษา ๑ ๑.๑ ความหมายของการศกึ ษา ๑ ๑.๒ ความหมายของการจัดการศกึ ษา ๓ ๑.๓ แนวคิดเกีย่ วกับการบริหารการศึกษา ๕ บทท่ี ๒ หลักการบรหิ ารการศึกษา ๑๓ ๒.๑ การบรหิ ารวชิ าการ ๑๓ ๒.๒ การบริหารงบประมาณ ๒๒ ๒.๓ การบรหิ ารบุคคล ๒๓ ๒.๔ การบรหิ ารงานทว่ั ไป ๒๔ บทท่ี ๓ การจดั การศึกษาในสมยั พทุ ธกาล ๒๗ ๓.๑ การจัดการศึกษาก่อนสมัยพุทธกาล ๒๗ ๓.๒ การจดั การศกึ ษาสมยั พุทธกาล ๒๘ ๓.๓ แนวทางการจดั การศึกษาในพระพทุ ธศาสนา ๔๑ บทท่ี ๔ การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ๔๕ ๔.๑ การจัดการศึกษาของคณะสงฆส์ มยั สโุ ขทัยและล้านนาไทย ๔๕ ๔.๒ การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยกรุงศรอี ยุธยา ๔๗ ๔.๓ การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์สมยั สมยั ธนบรุ ี ๕๐ ๔.๔ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์สมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ (ยคุ ร. ๑-๔) ๕๑ ๔.๕ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ (ยุค ร. ๕-๘) ๕๓ ๔.๖ การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ (ยุค ร.๙-๑๐) ๕๕ บทท่ี ๕ การจดั การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ๖๓ ๕.๑ ความหมายของภาษาบาลี ๖๓ ๕.๒ แนวคดิ เกีย่ วกบั จัดการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกบาลี ๖๘ ๕.๓ แนวทางการจัดการศึกษาพระปริยตั ธิ รรมแผนกบาลีในปัจจุบนั ๗๔ บทท่ี ๖ การจัดการศึกษาพระปรยิ ตั ิธรรมแผนกธรรม ๘๑ ๖.๑ ความเปน็ มา ๘๑

พระเมธีวี ััชรประชาทร (5) (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. (ค) ๖.๒ หลักสตู รพระปริยัตธิ รรมแผนกธรรม ๘๗ ๖.๓ วิธดี ำเนนิ การจดั สอบธรรมสนามหลวง ๘๘ ๖.๔ การวัดผลและประเมนิ ผล ๘๙ ๖.๕ โครงสรา้ งการพัฒนาการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรม ๙๐ บทท่ี ๗ การจัดการศึกษาพระปรยิ ัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ๑๐๕ ๗.๑ ประวตั คิ วามเปน็ มาของโรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามัญศกึ ษา ๑๐๕ ๗.๒ ความหมายของโรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกสามัญศึกษา ๑๐๙ ๗.๓ การบริหารโรงเรียนพระปริยัตธิ รรมแผนกสามัญศึกษา ๑๑๑ บทท่ี ๘ การพัฒนาการศึกษาพระปริยตั ธิ รรม ๑๒๓ ๘.๑ ความหมายของสำนักศาสนศกึ ษา ๑๒๓ ๘.๒ แนวคดิ ของสำนักศาสนศึกษา ๑๓๒ ๘.๓ ประโยชนข์ องสำนักศาสนศึกษา ๑๔๑ ๘.๔ วตั ถุประสงคข์ องสำนักศาสนศึกษา ๑๔๒ ๘.๕ เป้าหมายของสำนกั ศาสนศกึ ษา ๑๔๙ บทที่ ๙ การวจิ ัยกบั การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์ ๑๕๕ ๙.๑ รูปแบบการสง่ เสรมิ การศกึ ษาของพระสงั ฆาธิการจงั หวดั ชลบรุ ี ๑๕๕ ๙.๒ ประสิทธิผลการพัฒนาการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลใี นเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๕ ๑๖๔ ๙.๓ การศึกษาแรงจูงใจของนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีใน จังหวัดชลบุรี ๑๖๖ ๙.๔ การบริหารจัดการในการเรียนการสอนธรรมศึกษาของโรงเรียน มธั ยมศกึ ษาในกรุงเทพมหานครและสมทุ รปราการ ๑๖๙ ๙.๕ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จการบริหารจัดการสำนักเรียนพระ ปรยิ ตั ธิ รรม แผนกบาลี ในเขตปกครองคณะสงฆ์ ภาค ๑ ๑๗๔ บทที่ ๑๐ หลักพทุ ธธรรมกบั การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์ ๑๗๙ ๑๐.๑ การประยกุ ต์หลักอิทธิบาทธรรม ๑๗๙ ๑๐.๒ การประยกุ ตห์ ลกั อปรหิ าณิยธรรม ๑๙๐ บรรณานุกรม ๑๙๓ ดัชนีค้นคำ ๒๐๓ ประวััติิผู้้�แต่ง่ ๒๐๙

(6) กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement.

พระเมธีวี ััชรประชาทร 1 (ประยููร นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. บทท่ี ๑ บทท่ี ๑ ควคาวมามรรู้ทูท้ ัว่ว่ ไไปปเกเ่ยีกว่ยีกบั วกการบั จกัดกาารศจกึ ดั ษาการศึกษา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา เรียกว่า สิกขา ซึ่งก็คือการศึกษา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด ด้วยพุทธวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ตลอดจนในหมู่อริยสาวกทั้งหลายที่พากันเสียสละตามแบบอย่างขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า แยกย้ายไปเผยแผ่พุทธธรรมตามหมู่บ้านและชุมชนต่าง ๆ จน ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเปลี่ยนมานับถือและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ของพระองค์ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งก็มาจากการศึกษาที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา ผู้ แต่งจะไดน้ ำเสนอในรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปนี้ ๑.๑ ความหมายของการศกึ ษา ความหมายของการศึกษานั้นนักวิชาการ ผู้ทรงวุฒิทั้งด้านพระพุทธศาสนา และด้านวิชาการทั่วไป ได้นิยามความหมายที่สอดคล้องกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ศึกษา แปลเป็นภาษาไทยมาจากคำว่า สิกขา ที่จริงศึกษาเองก็เป็นคำที่มาจากภาษา สนั สกฤตวา่ ศกิ ฺษา สามคำนค้ี วามหมายเดยี วกันคอื สกิ ฺขา เปน็ บาลี ศกิ ษฺ าเปน็ สนั สกฤต แล้วก็ศึกษาเป็นคำไทยที่แผลงจากสันสกฤต สิกขา คือ การศึกษา หมายถึงการเรียนรู้ และการฝกึ ฝนพฒั นา๑ การศกึ ษา คอื วธิ กี ารตา่ ง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้ ทกั ษะ และ ทัศนคติ ทฤษฎี ต่าง ๆ ที่พยายามจะอธิบายหรือใช้เหตุผลในการถ่ายทอดนั้น คุณค่า หรืออุดมคตติ ่าง ๆ ทม่ี นุษย์ พยายามจะเข้าใหถ้ ึงโดยอาศยั ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ๒ การศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ให้เจริญงอกงามทุกด้าน เช่น ด้านความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ พฤติกรรม ค่านิยม คุณธรรม เพื่อให้บุคคลเป็นสมาชิกที่ดี มี  ๑พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต), สอนนาค-สอนฑิต : ชีวิตพระ-ชีวิตชาวพุทธ, พมิ พค์ ร้งั ที่ ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั พมิ พส์ วย จำกดั , ๒๕๕๒), หนา้ ๑๗. ๒สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ปรัชญาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๕๔), หนา้ ๖.

2 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒  ประสิทธิภาพจะสร้างความเจริญให้แก่ตนเอง สังคมและประเทศชาติ๓ การศึกษาเป็น การพัฒนาบุคคล มีอิทธิพลต่อทุกอย่างที่มีชีวิต บุคลิกภาพและความรู้สึกของมนุษย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้๔ การศึกษา คือ การสร้างหรือจัดระบบใหม่ให้แก่ ประสบการณ์ ซึ่งเพิ่มความรู้และประสบการณ์ และเพิ่มพูนความสามารถที่จะกำหนด ทิศทางของประสบการณ์อนาคต๕ เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของ บคุ คลและสังคม โดยการถา่ ยทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสบื สานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการ จัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต๖ การศึกษามีไว้เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การพัฒนาคนเป็น เป้าหมายหลักของการศึกษาไทย การพฒั นาเศรษฐกจิ เป็นเปา้ หมายรอง ท้ังนี้เพราะถ้า คนได้รบั การพัฒนาดแี ล้วฐานความรกู้ ็จะตามมาเอง๗ การศึกษาจึงเป็นปจั จัยสำคัญของการอบรมบ่มนิสัย การกล่อมเกลาทางสังคม การเตรียมตัวเพื่อให้บุคคลมีทักษะ ความรู้ ความสามารถในการดำรงชีวิตและการ ประกอบอาชีพในอนาคตเป้าหมายของการศึกษาดังที่กล่าวน้ี มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ ของคนแตล่ ะคนเทา่ นั้น แต่ต้องมุ่งไปสสู่ งั คมในภาพรวม คอื การนำไปสูส่ งั คมที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ อันเนื่องมาจากสมาชิกของสังคมมีคุณภาพและร่วมสร้างประโยชน์ให้กับ สังคมที่ตนอยู่อาศัย จึงถือได้ว่าครูเป็นคนสำคัญในการสร้างเยาวชนที่ดีและสร้าง อนาคตของประเทศ และหากผลผลิตทางการศึกษาไม่มีคุณภาพ ครูก็ต้องมีส่วนร่วม  ๓วิไล ตั้งจิตสมคิด, การศึกษาและความเป็นครูไทย, (กรุงเทพมหานคร: โอเอส พริ้นติ้งเฮ้าส์, ๒๕๔๖), หน้า ๒๖. ๔วิทย์ วิศทเวทย์, ปรัชญาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๑๕-๑๖. ๕อัครพงษ์ สัจจวาฑิต, ปรัชญาการศกึ ษาแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง, (กรุงเทพมหานคร: แอล.ท.ี เพรส, ๒๕๔๖), หน้า ๑๕. ๖ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๑๖ ตอนท่ี ๗๔ ก ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๔๒, หน้า ๑. ๗พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ทิศทางการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรงุ เทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หน้า ๑๘.

พระเมธีวี ััชรประชาทร 3 (ประยูรู นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓ รับผิดชอบด้วย เพราะว่าผู้ที่มีการศึกษาคือผู้ที่ประสบผลสำเร็จสังคมให้ความยอมรับ๘ เปน็ กระบวนการทางสังคมท่ีทำให้บุคคลได้รบั อิทธพิ ลจากสงิ่ แวดล้อมซึง่ เป็นตัวควบคุม ให้บคุ คลไดร้ บั ความรู้ ความสามารถและพฒั นาการตนเองอยา่ งดีทส่ี ุด๙ สรุปได้ว่า การศึกษาเป็นกระบวนการให้และรับความรู้และประสบการณ์ การ ปรบั เปล่ยี นทัศนคติการสรา้ งจติ สำนึก การเพ่ิมพูนทกั ษะ การทำความเข้าใจให้กระจ่าง การอบรมปลูกฝังค่านิยม การถ่ายทอดศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของสังคม การ พัฒนาความคิดโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บุคคลมีความเจริญงอกงามทางปัญญา มี ความรู้ความสามารถที่เหมาะสมสำหรับการประกอบอาชีพ สามารถดำรงชีวิตได้อย่าง เหมาะสม มีค่านิยมที่ดีและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกระบวนการดำเนินการให้ มนุษย์ได้รับการศึกษาน้ี หากรัฐยังไม่เข้ามาดูแล ก็เป็นเรื่องที่คนใกล้ชิดเช่น ครอบครัว หรือญาติมิตรเพื่อนฝูงทำหน้าที่อบรมสั่งสอนกันเอง เพื่อให้ผู้รับการอบรมสามารถอยู่ ร่วมกับสังคมขนาดย่อมนั้นได้ แต่เมื่อสังคมขยายตัวมากขึ้นจนปัจจุบันกลายเปน็ สงั คม ระดับประเทศ การให้การศึกษาต้องเปน็ ไปอย่างระบบ ตอ้ งมกี ารจัดการ มีเป้าหมาย มี รูปแบบกระบวนการ มีการลงทุน และมีผู้รับผิดชอบ ดังที่เราเรียกโดยรวมว่า การ จดั การศึกษา คอื ทำทุกอยา่ งอย่างเปน็ ระบบท่ที กุ สว่ นมีความสัมพันธ์เชอื่ มโยงกนั ๑.๒ ความหมายของการจดั การศกึ ษา การจัดการศึกษา คือ กระบวนการดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ในกระบวนการจัดการศึกษาน้ี มีบุคคลหลายคน และหลายหน่วยงานเข้ามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พรรคพวกเพื่อนฝูงญาติมติ ร ชุมชน ประชาคมเอกชน สื่อมวลชน วัด โรงเรียน และที่สำคัญมากคือรัฐบาลและ หนว่ ยงานของรฐั ซง่ึ รวมถงึ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ด้วย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓ ระบุไว้ว่า การ จัดการศึกษา หมายถึง การจดั การศึกษาขนั้ พ้นื ฐานสำหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทาง  ๘Glenn Langford, Philosophy and Education, (London: Macmillan, 1968), p. 60. ๙Carter V. Good, Dictionary of Education, 3rd ed., (New York: McGraw-Hill Book company, 1973), P17.

4 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๔  รา่ งกาย จิตใจสตปิ ัญญา อารมณ์ สงั คม การสอ่ื สารและการเรียนรู้ หรอื มรี า่ งกายพิการ หรือทุพพลภาพ เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดในรูปแบบการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัยและเป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลที่มี ความสามารถพิเศษ๑๐ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้กล่าวว่า การจัดการศึกษาของคณะ สงฆ์ ที่เรียกว่า “การศาสนศึกษา” นั้น ท่านจัดโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ๓ ระดบั ดว้ ยกนั คือ ระดับที่ ๑ การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล คือ ภิกษุและสามเณรทุกรูปที่บวช มาจะตอ้ งศึกษาหลักเบ้ืองตน้ คือพระวินยั ระเบียบปฏิบตั ิทางศาสนา รวมถึงธรรมเนียม ต่าง ๆ ทเี่ ป็นการศกึ ษาเพอ่ื รักษาตวั เอง เพอ่ื ปฏบิ ตั ใิ หถ้ ูกต้อง เพือ่ เอาตัวใหร้ อด คือ พ้น จากความทกุ ข์ เช่นการศึกษาปฏบิ ัติกรรมฐาน ระดับที่ ๒ การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา คือ จัดหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ ในเชิงธำรงรักษาเนื้อหาสาระหรือแก่นสารพระพุทธศาสนาเข้าไว้ ได้แก่ การเรียน นักธรรมและบาลีโดยนำพระไตรปิฎกและหลักธรรมต่าง ๆ มาย่อแล้วเรียนกัน เพ่ือ รกั ษาพระพุทธศาสนา เรียกกันว่าเรียน พระพทุ ธพจน์ ระดับที่ ๓ การจัดการศึกษาเพื่อสังคม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือ สังคม คือ ลูกชาวบา้ นโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางการศกึ ษา การเรียนแบบนีเ้ รยี กกันว่า “พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ” คอื เรียนวิชาทางโลกควบคู่กนั ไปกับเรยี นวิชาทางธรรม เมื่อเรียนจบแล้วก็สึกหาลาเพศไป และใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองดีของ ชาติต่อไปได้ การจัดการศึกษาแบบน้ีจึงเป็นการช่วยเหลือสังคม ผลิตคนที่มีคุณภาพให้ สังคมอกี ทางหนงึ่ ๑๑ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโต) ได้กล่าวว่า การจัดการศึกษาของ คณะสงฆ์มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ ๒ ประการ คือจัดการศึกษาเพื่อสร้างศาสนทายาท และ จัดการศึกษาเพื่อผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาซึ่งเรียกว่า การศึกษาสงเคราะห์ สำหรบั เด็กจากครอบครวั ยากจนหรืออยใู่ นถิน่ ทุรกนั ดารท่ีรฐั ไมส่ ามารถจัดการศึกษาได้  ๑๐ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๒๗ ตอนที่ ๔๕ ก ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒. ๑๑พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), บทบาทของสถาบันพระพุทธศาสนากับการจัด การศึกษา, พมิ พ์คร้ังท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร: พมิ พ์ดี, ๒๕๔๖), หนา้ ๒-๔.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 5 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕ ทั่วถึง คณะสงฆ์ถือว่าหลักสูตรนักธรรมและบาลี เป็นการศึกษาเพื่อสร้างศาสนทายาท ส่วนหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาสงเคราะห์ เพราะ ผเู้ รยี นจบหลักสูตรพระปรยิ ัติธรรม แผนกสามัญศกึ ษา ส่วนมากมักสึกหาลาเพศไปสอบ เอนทรานซ์เข้ามหาวทิ ยาลัย๑๒ สรุปได้ว่า การจัดการศึกษามีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาใน สถานศึกษา นอกสถานศึกษา ตามอัธยาศัย ย่อมขึ้นกับความเหมาะสมสำหรับ กลมุ่ เป้าหมายแตล่ ะกลุ่มที่แตกต่างกนั ไป เนื่องจากการจัดการศึกษาเป็นกระบวนการท่ี เป็นระบบ มีบุคคลและหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าร่วมดำเนินการ มีรูปแบบ ขั้นตอน กติกาและวิธีการดำเนินการ มีทรัพยากรต่าง ๆ สนับสนุน มีกระบวนการประเมินผล การจัดการศึกษาทเ่ี ที่ยงตรงและเช่ือถือได้ด้วยท้ังน้ี ผลผลติ ของการจดั การศึกษาได้แก่ผู้ ท่ีได้รบั การศึกษา สว่ นผลลัพธ์หรือผลสะท้อนสุดท้ายคือการมีพลเมืองทม่ี ีคุณภาพ และ สงั คมมีสภาพทพี่ งึ ประสงค์ ๑.๓ แนวคดิ เก่ียวกบั การบริหารการศึกษา ๑.๓.๑ ความหมายของการบริหารสถานศกึ ษา นักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้ความหมายของการบริหารสถานศึกษาไว้ พอสรุปไดด้ งั น้ี การบริหารสถานศึกษา หมายถึง การดำเนินงานของกลุ่ม บุคคลในส่วนท่ี เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ความรับผิดชอบของสถานศึกษาให้บรรลุจุดหมายท่ี กำหนดไว้๑๓เป็นกระบวนการต่าง ๆ ในการดำเนินงานของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า ผู้บริหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริการทางการศึกษาแก่สมาชิกในสังคม การ ดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปตามระบบท่สี ังคมกำหนดไว้๑๔  ๑๒พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโต), การศึกษาเพื่อสร้างศาสนทายาท, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๑๗. ๑๓สมบูรณ์ บรรณาภพ, หลักเบื้องต้นของการบริหารโรงเรียน, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร: บรรณกิจ, ๒๕๓๖). ๑๔นิพนธ์ กินาวงค์, หลักเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนและการนิเทศการศึกษา ,พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒. (กรุงเทพมหานคร: บญุ เจริญ, ๒๕๓๙).

6๖ SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement.  สรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษา หมายถึง กระบวนการดำเนินงานตาม ภารกิจของกลุ่มบุคคล ที่ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบของสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ เพอ่ื บรกิ ารทางการศึกษาแก่สงั คมและมีการดำเนินงานอยา่ งเปน็ ระบบ ๑.๓.๒ ความหมายของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึง ความหมายของผ้บู ริหารสถานศกึ ษาท่สี ำคญั ไว้ดงั น้ี ฉลอง มาปรีดา ได้ให้ความหมายของผูบ้ ริหารโรงเรยี น วา่ เป็นบุคคลที่มีหน้าท่ี บริหารและควบคุมดูแลกิจการซึ่งเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยงาน มีหน้าที่ใน การใชศ้ าสตร์ และศลิ ป์ ในการบรหิ ารเพอื่ สรา้ งความสำเร็จแกห่ นว่ ยงาน๑๕ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ให้ความหมายของคำว่าผู้บริหาร สถานศึกษาหมายถึง บุคลากรที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งทั้งของรัฐ และเอกชนจากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาหมายถึง ผู้ที่ทำ หน้าที่กำกับ ควบคุมดูแลให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมงาน เพื่อให้การ ดำเนนิ งานตามภารกิจของสถานศกึ ษาบรรลตุ ามวัตถุประสงคอ์ ย่างมปี ระสิทธิภาพ๑๖ อทุ ัย บญุ ประเสรฐิ ให้คำนิยามของผ้บู รหิ ารโรงเรียนว่า หมายถงึ ผู้ที่ทำหน้าที่ กำกับดูแล ควบคุมและจัดการให้โรงเรียน ดำเนินการและทุ่มเทความพยายามในการ ดำเนนิ งานท้ังปวงของโรงเรียน เพือ่ การพัฒนาเด็กหรือเยาวชนที่อยูใ่ นความรับผิดชอบ ให้บรรลผุ ลตามภารกิจและวตั ถุประสงค์ขององค์กร๑๗ จากความหมายดงั กล่าว สรปุ ได้วา่ ผ้บู ริหารสถานศึกษา หมายถงึ ผู้ท่ีทำหน้าที่ กำกับ ควบคุมดูแลให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมงาน เพื่อให้การ ดำเนินงานตามภารกิจของสถานศึกษาบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ความสามารถ ความชำนาญการและตง้ั ใจจรงิ  ๑๕ฉลอง มาปรีดา, คุณธรรมสาหรับผูบ้ ริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โอ. เอส. พริ้นต้งิ เฮ้าส์, ๒๕๓๗). ๑๖คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, (กรงุ เทพมหานคร : พริกหวาน กราฟฟิค, ๒๕๔๒). ๑๗อทุ ัย บุญประเสริฐ, หลักสตู รและบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียน, (กรุงเทพมหานคร: เอสดเี พรส, ๒๕๔๐).

พระเมธีีวัชั รประชาทร 7 (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗ ๑.๓.๓ การเป็นผู้นำทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นผู้มี “ภูมิรู้” ทางด้านการศึกษา เห็น ความสัมพันธ์เชอ่ื มโยงระหวา่ งการศกึ ษากับสภาวะแวดล้อมในสังคม สามารถวิเคราะห์ ปัญหาและแนวโน้มทางการศึกษาของไทยได้อยา่ งชดั เจน มีความเป็นผูน้ ำ ในการปฏิรูปการศึกษา เป็นผู้นำทางวิชาการและเป็นผู้นำในการบริหาร คุณภาพการศึกษาได้กำหนดคุณลักษณะของผู้บริหารเป็นเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาตน้ แบบ ดังนี้ ๑) ความสามารถในการบริหารจัดการ ท่ีสง่ เสรมิ การปฏริ ปู การเรยี นรู้ตามแนว พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ พจิ ารณาจาก (๑) ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษามีการบรหิ ารทีไ่ ด้มาตรฐาน ดงั นี้ - ผู้บริหารสถานศึกษามีการจัดองค์กร โครงสร้างและการบริหารงาน อยา่ งเป็นระบบ ครบวงจร เพ่ือให้บรรลุเปา้ หมายการศึกษา - ผู้บริหารสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา - ผู้บรหิ ารสถานศึกษาส่งเสรมิ ความสมั พันธ์ ความรว่ มมอื กับชุมชนใน การพัฒนาการศึกษา และมีบทบาทในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ (learning community) - ผู้บริหารสถานศึกษา ส่งเสริมให้มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การเรียนรู้สง่ เสรมิ สขุ ภาพอนามัยและความปลอดภยั ของผู้เรยี น - ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาส่งเสริมและพัฒนาครอู ยา่ งสมำ่ เสมอ เพื่อให้ครู มีทักษะและมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มี ความสามารถในการแสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการ เรยี นการสอน - ผู้บริหารสถานศึกษาจัดให้มีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและ ท้องถิน่ มสี ่ือการเรยี นการสอนท่เี อ้อื ตอ่ การเรยี นรู้ - ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนการสอน ท่ี สอดคล้องกบั หลกั สูตร ความตอ้ งการของผ้เู รียนและทอ้ งถ่นิ - ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียน เปน็ สำคญั

8 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๘  (๒) ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำในลักษณะเป็นผู้นำทางวิชาการ (instructional leadership) (๓) ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) แก่ บุคลากรในโรงเรียนและผเู้ รยี น (๔) ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และ การสอื่ สารมาใช้ในการปฏริ ูปการเรียนรู้ (๕) ผู้บริหารสถานศึกษามีศักยภาพในการพึ่งตนเอง สามารถบริหาร จัดการทรพั ยากร ท่มี อี ย่ใู ห้เกดิ ประสิทธิภาพสงู สุด (๖) ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษามผี ลการปฏบิ ัติงานดีเด่น ดา้ นส่งเสรมิ ผู้เรียน ให้มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณมีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง มีวิสัยทัศน์ มีความรู้และ ทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงาน ร่วมกับผู้อื่นได้ มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มีสุขนิสัย สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ตลอดจนมสี ุนทรียภาพ และลกั ษณะนิสัยดา้ นศลิ ปะ ดนตรีและกีฬา๑๘ ๑.๓.๔ ภารกิจของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บรหิ ารสถานศึกษาเป็นผู้มีความสำคญั ทส่ี ุด ในฐานะทเ่ี ปน็ ผู้มีส่วนรับผิดชอบ อย่างใกล้ชิดต่อการจัดการศึกษา ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นต้อง เข้าใจภารกิจ และขอบข่ายงานบริหารอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุ เป้าหมายอย่างมีประสิทธภิ าพนกั การศึกษาหลายท่านได้จำแนกหนา้ ที่และภารกิจของ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นไว้ต่างกนั ดังน้ี โจนสแ์ ละคณะ (Jones and others) มคี วามเห็นวา่ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นระดบั มัธยมศกึ ษาตอ้ งแสดงบทบาทและภารกิจของผู้นำ ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑) เป็นผู้นำทางการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใน ความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับสมาคมวิชาชีพของตน รู้จักผลิต  ๑๘สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ, แผนพัฒนาการศกึ ษา ศาสนา ศลิ ปะและ วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. (๒๕๔๕ -๒๕๔๙), (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๕).

พระเมธีวี ััชรประชาทร 9 (ประยููร นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๙ และใช้งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา แสดงให้เห็นว่าจุดหมายของโรงเรียนย่อม เหนือกว่าจุดมุ่งหมายของตนเอง รู้จักใช้คนให้เหมาะกับงานเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีความเชื่อมน่ั และเชื่อในศักด์ิศรีของผู้ร่วมงาน รูจ้ กั วธิ ที จี่ ะขอคำปรึกษาจาก คนอื่น ห่วงใยในสวสั ดิภาพของเพอื่ นร่วมงาน มคี วามศรทั ธาในวชิ าชีพของตนเอง ๒) สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เนื่องจากสถานศึกษา เป็นสถาบันทางสังคมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น โรงเรียนควรให้บริการสังคม และสังคมควรไดช้ ่วยเหลอื สนบั สนนุ โรงเรยี นดว้ ย ๓) เป็นผู้นำในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา ผู้บริหารจึงจำเป็นต้อง จัดหาวัสดุอุปกรณ์ บำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนอาคารสถานที่ เพื่อช่วยให้การ เรียนการสอนเป็นไปดว้ ยความสะดวก และเกิดประโยชน์สงู สุด ๔) รู้จักประเมินผลงานของตนเอง ผู้บริหารโรงเรียนมิใช่มีหน้าที่ปฏิบัติ เฉพาะงานประจำวันเท่านั้น ยังต้องมีความเป็นผู้นำ และส่งเสริมการเรียนการสอน ดังนัน้ จึงจำเป็นต้องประเมนิ บทบาทของตนเองอยู่เสมอ๑๙ แคมพ์เบลล์และคณะ (Campbell and others) ได้เสนอแนะว่า ภารกิจ ของผูบ้ รหิ ารโรงเรยี น มี ๖ ด้าน คอื ๑) งานวิชาการ เป็นกิจกรรมของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการ ดำเนนิ การและการประเมินผลการศกึ ษา บทบาทของผูบ้ รหิ ารในดา้ นท่ีเก่ียวกับการวาง จุดมุ่งหมายเฉพาะของสถานศึกษา การวางโครงการของการเรียนการสอน หลักสูตร และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การจัดและเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์การ สอน และการประเมินผลการสอน ๒) งานธุรการและการเงิน งานด้านนี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งในการส่งเสริม สนับสนุนการเรียนการสอนสิ่งที่ผู้บริหารควรจะให้ความสนใจ ได้แก่ งบประมาณ ค่าใชจ้ ่ายตามแบบแผนของทางราชการ งานสารบรรณงานพัสดุครุภัณฑ์ ๓) การบริหารงานบุคคล ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสถานศึกษาส่วน ใหญ่ขึ้นอยู่กับการบริหารงานบุคคล ผู้บริหารควรพิจารณางานบริหารบุคคลในเรื่อง  ๑๙ Jones, James and Others, Secondary school administration, (New York: McGraw -Hill. , 1969).

10 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๑๐  นโยบายของการบริหารบุคคลการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน การนิเทศงานและการ ประเมินผลประสทิ ธิภาพของการสอน ๔) ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน งานด้านนี้ผู้บริหารควรจะต้อง ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของชุมชน ความต้องการของชุมชน การให้ข้อมูลของโรงเรียน แก่ชมุ ชน บทบาทของโรงเรียนต่อชุมชนและบทบาทขององค์กรตา่ ง ๆ ในชุมชน ๕) อาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ การจัดโปรแกรมการเรียนการสอน การบริการนักเรียนจำเป็นต้องใช้สถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ งานด้านนี้ มีความหมาย รวมถึงอาคารสถานที่ สนาม วัสดุอุปกรณเ์ พือ่ การศกึ ษา ผู้บริหารควรสนใจในเรื่องการ วางแผนอาคารสถานที่ การพัฒนาบำรุงรักษาอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์เพื่อช่วย ในการเรยี นการสอน ๖) งานกิจการนักเรียน หัวหน้าสถานศึกษา จะต้องจัดการเกี่ยวกับนกั เรียนใน เรื่องกิจการนักเรียนจัดรูปองค์กรของนักเรียน ระเบียบและทะเบียนต่าง ๆ การ จดั บริการให้นักเรียน การควบคุมความประพฤตแิ ละระเบียบวนิ ยั ของนกั เรยี น๒๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กระจายอำนาจการ บริหารและการจัดการศึกษา ๔ ด้าน ไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ตาม มาตรา ๓๙ จึงทำใหง้ านบริหารสถานศึกษาจัดกลมุ่ ใหม่ เปน็ ดังนี้ ๑) งานวิชาการ ๒) งานงบประมาณ ๓) การบริหารงานบุคคล ๔) การบริหารทวั่ ไป๒๑ จากภารกจิ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ตามแนวคิดของนกั การศึกษาและสถาบัน ทางการศึกษาพอสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำทางการศึกษาให้ ครอบคลมุ ทุก ๆ ภารกจิ โดยงานวิชาการมีความสำคญั เป็นอันดับหน่ึง งานงบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไป เป็นงานสนับสนุนแต่ผู้บริหารต้องให้  ๒๐Cambell, Roald and Others, Introduction to education administration (5th ed.), (Boston: Allyn and Bacon, 1978). ๒๑คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, (กรงุ เทพมหานคร: พรกิ หวาน กราฟฟคิ , ๒๕๔๖).

พระเมธีีวัชั รประชาทร 11 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๑๑ ความสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบาย ขนาด และสภาพแวดล้อม บริบทของ สถานศกึ ษานนั้ เปน็ หลกั ๑.๓.๕ บทบาทของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารที่ผ่านมาได้แก่ เรื่องบุคลากร เรื่องของนักเรียน เรื่อง โรงเรียนกับชุมชน การพัฒนาหลักสูตรและการสอน การเงินและการจัดการ การจัดสง่ิ อำนวยความสะดวก และความสัมพันธ์ระหว่างงานต่าง ๆ การวางแผนการจัดองค์การ การนำและการควบคุม และในปัจจุบันนี้ ผู้บริหารต้องเพิ่มการฝึกฝนทางการเป็นผู้นำ ทางการสอน และผูน้ ำทางการสอนจะต้องคำนึงถึงส่งิ ต่อไปน้ีอย่เู สมอคือ ๑. สามารถทำงานรว่ มกบั ครใู นโรงเรยี น ๒. สามารถแบง่ ปันความรู้ทางการวิจยั กบั ผรู้ ่วมงาน ๓. การนำกระบวนการประเมนิ ผลไปใช้ ๔. การทีจ่ ะรู้วา่ อะไร ทีก่ ำลงั เกดิ ข้นึ ในทกุ ๆ ชน้ั เรียน ๕. การจัดหาบทความที่เป็นประโยชน์ หรือผลงานวิจัยต่าง ๆ ให้กับครูทางใด ก็ได้ พยายามที่จะพูดหรือเสนอผลงานวิจัยที่ค้นพบที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับโรงเรียน และครูและเป็นสิ่งกำลังทันสมัยโดยให้ครูคิดว่าเป็นเพียงผู้ที่จะกระตุ้นให้ครูได้ติดตาม เท่านัน้ ๖. บทบาทในการพฒั นาตนเอง ๗. บทบาทในการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณครู ผู้บริหาร สถานศึกษาดำเนนิ การไดด้ งั นี้ ๗.๑ ใชจ้ รรยาบรรณครูเปน็ เคร่อื งมืออย่างหน่งึ ในการประเมนิ ครู ๗.๒ ใช้จรรยาบรรณครูเป็นเครื่องมือในการบริหารด้วยการสอดส่อง ดูแล และควบคมุ ความประพฤติ และการปฏบิ ัตติ นของครู ๗.๓ ประเมินครูเป็นรายบคุ คล ๗.๔ ให้ครปู ระเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู แล้วกำหนด แนวทางในการพฒั นา ๗.๕ นิเทศควบคุม ตรวจสอบและปรบั ปรุงการปฏิบัติงานของครูอย่าง เปน็ ระบบและตอ่ เนอ่ื ง ๘. บทบาทในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และท้องถิ่นในการจัด การศึกษาผ้บู รหิ ารมีบทบาท ดังนี้

12 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๑๒  ๘.๑ บทบาทวเิ คราะห์สภาพชุมชน และทอ้ งถน่ิ ๘.๒ บทบาทการแสวงหาความรว่ มมือจากชมุ ชน และทอ้ งถิ่น ๘.๓ บทบาทในการสนบั สนุน และพัฒนาชมุ ชน ๘.๔ บทบาทการมสี ว่ นร่วมกบั การบริหารสว่ นท้องถิน่ ๒๒ ๑.๓.๖ ประเภทของผบู้ รหิ าร ประเภทของผู้บริหารแบ่งประเภทตามภารกิจและความรับผิดชอบของ ผ้บู ริหารและความรับผิดชอบของผบู้ รหิ ารไวเ้ ปน็ ๒ ประเภท คอื ๑. บทบาทที่จำเป็นต้องกระทำหรือบทบาทตามกฎหมาย เป็นบทบาทที่เขียน ไว้เปน็ ลายลักษณอ์ ักษร จะมีปรากฏอยู่ตามระเบียบ ข้อบงั คบั คำส่งั ต่าง ๆ ท่กี ำหนดให้ ผู้ดำรงตำแหน่งน้ัน ๆ จำเป็นจะต้องกระทำ หรืองดเว้นกระทำ ถ้าไม่กระทำหรืองดเวน้ การกระทำจะตอ้ งมีความผิด ๒. บทบาทอนั ควรกระทำ หรือบทบาทอันควรจะเปน็ เปน็ บทบาทท่ีกำหนดไว้ ตามกฎหมาย แตอ่ งคก์ ารหรือสังคมมุ่งหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งนน้ั ๆ ควรปฏบิ ัติหรือควร กระทำแม้ว่าจะมไิ ดก้ ำหนดไว้เปน็ กฎหมายกต็ าม๒๓ ผู้บริหารในปัจจุบันนี้ ผู้บริหารต้องเพิ่มการฝึกฝนทางการเป็นผู้นำ ทางการ สอน และผู้นำทางการสอนจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้อยู่เสมอคือในปัจจุบันนี้ ผู้บริหาร ต้องเพมิ่ การฝกึ ฝนทางการเป็นผู้นำ ทางการสอน และผนู้ ำทางการสอนจะต้องคำนึงถึง หลาย ๆ สิ่งท่ีกลา่ วไว้ข้างตน้ เพ่ือให้สามารถนำองค์กรบรรลุเป้าหมายทต่ี ั้งไวไ้ ด้ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์การบริหารสถานศึกษา ตามแนวคิด และ สถาบันทางการศึกษา สรุปได้ว่าการบริหารสถานศึกษามีหน้าที่สำคัญในการบริหาร องค์กรทางการศึกษาที่สำคัญ ๕ ด้าน คือ ๑) ระบบการจัดการเชิงนโยบาย ๒) ระบบ คุณภาพหลักสูตร ๓) ประสิทธิภาพการเรียนการสอน ๔) การวัดประเมินผล และ ๕) มาตรฐานคุณภาพการศึกษา  ๒๒ธีระ รุญเจริญ, การบริหารเพื่อการปฏริ ูปกระบวนการเรียนรู้, (กรุงเทพมหานคร: เยล โล่การพมิ พ,์ ๒๕๔๕), หนา้ ๘๓. ๒๓จารุพร เพ็งสกุล, “ความคาดหวังของผู้นำชุมชนต่อบทบาทนักพฒั นาในการสร้างเสริม ความเข้มแข็งแก่ชุมชนพื้นที่การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อเผชิญปัญหาวิกฤตภาคใต้”, วิทยานิพนธ์พัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต, (คณะสังคมสงเคราะห์ ศาสตร์ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕), หนา้ ๓๒.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 13 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. บทท่ี ๒ บทท่ี ๒ หลกั การบหรลิหาักรกกาารรศกึบษราิหารการศึกษา พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กระจายอำนาจการบริหาร และการจัดการศึกษา ๔ ด้าน ไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ตามมาตรา ๓๙ จึงทำให้งานบริหารสถานศึกษาจัดกลุ่มใหม่ เป็น ๑) การบริหารวิชาการ ๒) การ บริหารงบประมาณ ๓) การบริหารบุคคล และ ๔) การบริหารงานทั่วไป โดยมี รายละเอียดดังนี้ การบรหิ าร การศึกษา การบริหารวิชาการ การบริหาร การบรหิ ารบคุ คล การบริหารงานทั่วไป งบประมาณ แผนภาพที่ ๒.๑ การบริหารการศกึ ษา ๒.๑ การบริหารวชิ าการ การบริหารวิชาการ เปน็ การกระจายอำนาจการบริหารจัดการใหส้ ถานศึกษามี ความอิสระคล่องตัว สอดคลอ้ งกับความต้องการของผูเ้ รียน สถานศกึ ษา ชุมชน ท้องถ่ิน และการส่วนรว่ มของทุกฝ่าย ซ่ึงเป็นปจั จัยทีส่ ำคัญให้สถานศึกษามีความเข้มแข็งในการ บริหารและการจัดการ สามารถพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการ วัดผล ประเมินผล รวมทั้งการวัดปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ชุมชน ทอ้ งถ่ิน ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธภิ าพ และมขี อบข่ายและภารกจิ การบริหารงาน วิชาการมีอยู่ ๑๒ ประการ คือ (๑) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (๒) การพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ (๓) การวัดผลประเมินผล (๔) งานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษา (๕) การพัฒนาสื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา (๖) การพัฒนา แหลง่ เรียนรู้ (๗) การนเิ ทศการศกึ ษา (๘) การแนะแนวการศึกษา (๙) การพัฒนาระบบ

14 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๑๔  การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (๑๐) การส่งเสริมความรู้ด้านวชิ าการแก่ชุมชน (๑๑) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น (๑๒) การ ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคลและครอบครัว องค์กร หน่วยงานและ สถาบนั ภารกิจหลกั ของโรงเรียนทพ่ี ระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ มุ่งให้กระจายอำนาจในการบริหารจัดการได้ โดยอิสระคล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย สามารถพัฒนาหลักสูตรและ กระบวนการเรียนรู้ตลอดจนการวัดผล ประเมินผล รวมทั้งการวัดปัจจัย เพื่อพัฒนา คณุ ภาพนักเรียนชุมชน ท้องถ่ิน ไดอ้ ย่างมคี ุณภาพและมปี ระสทิ ธภิ าพ มวี ัตถุประสงค์๒๔ เพื่อให้โรงเรียนบริหารงานด้านวิชาการได้โดยอิสระ คล่องตัว รวดเร็ว และสอดคล้อง กับความต้องการของนักเรียน สถานศึกษา ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อให้การบริหารและ การจัดการศึกษาของโรงเรียนได้มาตรฐานและมีคุณภาพ สอดคล้องกับระบบประกัน คุณภาพการศกึ ษา และการประเมนิ คุณภาพภายใน เพื่อพัฒนาตนเอง และการประเมิน จากหน่วยงานภายนอก เพื่อให้โรงเรียนพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนจัดปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาการเรียนรู้ที่สนองตามความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และท้องถน่ิ โดยยดึ ผู้เรียนเปน็ สำคัญได้อยา่ งมีคณุ ภาพและประสิทธภิ าพ เพอ่ื ให้ โรงเรียนได้ประสานความรว่ มมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนและของ บคุ คล ครอบครวั องค์กร หน่วยงานและสถานบนั อืน่ ๆ อย่างกวา้ งขวาง หลักสูตรการศกึ ษา การจัดการศึกษาเพือ่ พัฒนาทรัพยากรส่วนบุคคลของชาติ ให้มีความรู้ ทักษะ และคุณธรรม จริยธรรม สามารถเรียนรู้ และเผชิญสถานการณ์ใน อนาคตได้อย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงกรอบแนวคิดท่ี กำหนดไว้ว่า ผู้เรียนควรได้รับการจัดการศึกษา และมวลประสบการณ์อะไรบ้าง จัด อย่างไร คูแบน (Cuban) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับหลักสูตรว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองของชนิด หลกั สตู รท่ีอา้ งถงึ คอื หลักสูตรท่พี ึงปรารถนา หลักสูตรทีไ่ ดส้ อน และหลักสตู รที่ได้เรียน โดยมีรายละเอยี ดสงั เขปดังน้ี  ๒๔กลุ่มนโยบายและแผน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต ๒, (นนทบรุ ี: ขอ้ มูลสารสนเทศทางการศกึ ษา, ๒๕๕๕), หนา้ ๒๘.

พระเมธีวี ัชั รประชาทร 15 (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๑๕ หลักสตู รที่พึงปรารถนา คือหลกั สูตรทเ่ี ขยี นข้ึนอย่างเปน็ ทางการ ตามนโยบาย ของสถานศึกษาต่าง ๆ ที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน ซึ่งอยู่ในรูปแบบเอกสารท่ี สะท้อนถึงทฤษฎีทางด้านการศึกษาหรือคุณค่าของสังคมในขณะนั้นอย่างไรก็ตาม หลักสูตรดังกล่าวอาจไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามนโยบายจากส่วนกลางเสมอไป มาตรฐานของหลักสูตรอาจจะกำหนดขึ้นโดยใช้เกณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญหรือครูผู้สอนใน โรงเรียน เช่น ครูในโรงเรียนสามารถตัดสินใจที่จะกำหนดหลักสูตรเกี่ยวกับการสอน ทักษะทางด้านภาษาที่จะสอนในแต่ละระดับชั้นหรือกลุ่มโรงเรียนอาจจะกำหนด หลักสตู รตามทีก่ ลุ่มของตนคาดหวัง หลักสูตรที่สอน คือหลักสูตรที่นำเอาแนวคิดของหลักสูตรที่พึงปรารถนามา ปรับขยาย จากทฤษฎีสู่แนวทางการปฏิบตั ิ ซ่ึงค่อนข้างเปน็ รปู ธรรมมากยิ่งขึ้น เกย่ี วขอ้ ง กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนหรือกิจกรรมการเรียนการสอนหลักสูตร ดังกล่าวยังมีความหมายมากกว่าบทเรียนหรือกิจกรรมในชั้นเรียน เช่น การถาม การ อภิปรายการจัดเวลา ในการสอนการจัดกลุ่มระเบียบในชั้นเรียน อุปกรณ์การเรียน ตำราเรียนสมดุ งานหรือเคร่ืองมือตา่ ง ๆ ท่ีนกั เรยี นได้ฝึกปฏบิ ัติหลายคนอาจเข้าใจตำรา เรียนเปรียบเสมือนหลักสูตรที่ได้สอน แต่ตำราเรียนยังไม่ใช่ตัวแทนของหลักสูตร ดังกล่าวทั้งหมดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดสรรตามหัวข้อเนื้อหาต่าง ๆ คือ หลักสูตรทีไ่ ด้สอน ประเด็นที่น่าสนใจของครูอยู่ที่ว่าสิง่ ที่นักเรยี นได้เรียนอาจไม่ตรงกบั สงิ่ ท่คี รูสอนหรือ อาจจะกล่าวไดว้ ่าสงิ่ ทคี่ รปู รารถนาอาจไม่ใช่สิ่งที่เด็กไดเ้ รียนการที่จะรู้ ว่าเด็กรู้หรือไม่อาจจะใช้การถามการตดิ ตามตรวจสอบตา่ ง ๆ ในชั้นเรียน ซึ่งอาจอยู่ใน รูปของการประเมินผลจากการปฏิบตั ิหรือจากแฟ้มสะสมงานท่ีไดเ้ สนอมุมมองเก่ียวกับ หลักสูตร ๕ ประการดังน้ี หลักสูตรทางการ เป็นประมวลเอกสารหลักสูตร สังเขปลำดับขั้นตอนการใช้ หลักสูตรคู่มือหลักสูตรโครงการรา่ งของหลักสตู รรวมไปถึงรายละเอียดของจุดประสงค์ เพอ่ื ให้ผสู้ อนได้ใช้พ้ืนฐานในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน การประเมินผลนักเรียน ผบู้ ริหารไดใ้ ช้ เพื่อแนะนำครผู ู้สอน หลักสูตรที่ปฏิบัติ ประกอบด้วยสิ่งที่ผู้สอนได้สอนหรือ กิจกรรมการเรียนรู้ ให้แก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง ซึ่งมองได้ ๒ ประเด็นคือ เนื้อหาที่ผู้สอนได้สรุป และเน้นใน การเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับ ลักษณะนี้อาจจะแตกต่างจากหลักสูตร ทางการ เนอ่ื งจากความร้ขู องครคู วามเชอื่ และเจตคติตา่ ง ๆ

16๑๖ กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement.  หลักสูตรแฝง เป็นสิ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้หรือกำหนดในหลักสูตรทางการ แต่จะฝัง ลึก และแน่นกว่าอาจอยู่ในลักษณะบรรทัดฐานทางสังคม ในโรงเรียนค่านิยม เพศ ชน ชัน้ เชอ้ื ชาติระดบั หนา้ ท่ีการงานระดบั ความรสู้ ิทธิของการตดั สินใจรวมไปถึงวัฒนธรรม อ่ืน ๆ ท่อี ยู่ในโรงเรยี น หลักสูตรสูญ เปน็ สิ่งท่ีถกู ละทิ้ง และไมไ่ ดก้ ำหนดไว้ในหลักสูตรทางการว่า ควร จะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในบางวิชาหรือไหม ประเด็นสำคัญคือทำไมส่ิง เหล่านั้นถึงละทิ้งหรือไม่ได้สนใจเป็นมุมมองว่าหลักสูตรนั้นมีความเหมาะสมครบถ้วน หรือยังถ้าสำรวจพบว่าควรมีสิ่งหนึ่งที่ควรกำหนด แต่ในหลักสูตรไม่ได้กล่าวถึงหรือ หายไปจากหลกั สูตร เรยี กได้ว่าหลักสตู รสญู หลักสูตรพิเศษ เป็นประสบการณ์ที่จัดใหแ้ ก่ผู้เรียนนอกเหนือจากที่ได้กำหนด ไว้ในหลักสูตรทางการ ซึ่งประสบการณ์ที่จะจัดให้นั้นจะตอบสนองต่อความสนใจของ ผเู้ รียน และธรรมชาติของผูเ้ รียน ซ่งึ จะเปดิ กว้างให้ผู้เรียนได้แสวงหา หลักสูตรไม่ว่าจะ เป็นระดับใดมีความหมายตามมุมมองใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานของหลักสูตร จะต้องประกอบไปด้วย ๓ ประการ คือจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ขอบข่ายเนื้อหา และ ความสัมพันธ์กับเวลาในหลักสูตร หากพิจารณาองค์ประกอบของหลักสูตรโดยทั่วไป สามารถแยกออกองค์ประกอบทีส่ ำคญั ๆ ไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี๒๕ ๑. เป้าประสงค์และนโยบายทางการศึกษา ซึ่งหมายถึงสิ่งที่รัฐต้องการตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาตใิ นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับการศึกษา ๒. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นผลส่วนรวมที่ต้องการให้แก่ผู้เรียนหลังจาก เรยี นจบหลกั สตู รแลว้ ๓. รูปแบบและโครงสร้างหลักสูตร เป็นลักษณะและแผนผังที่แสดงการแจก แจงวชิ ากลุม่ วิชาหรือกลมุ่ ประสบการณ์ ๔. จุดประสงค์ของวิชา เป็นผลที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากที่ได้เรียน วิชาแล้ว ๕. เน้ือหาเป็นสง่ิ ท่ตี ้องการใหผ้ ้เู รียนได้เกิดการเรยี นรทู้ กั ษะ และความสามารถ ทีต่ ้องการให้มีรวมทง้ั ประสบการณท์ ตี่ ้องการให้ไดร้ บั  ๒๕เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๑๖.

พระเมธีวี ััชรประชาทร 17 (ประยููร นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๑๗ ๖. จุดประสงค์ของการเรียนรู้ เป็นการระบุถึงสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้มีทักษะและความสามารถหลังจากเรียนรเู้ น้ือหาท่ีกำหนด ๗. ยุทธศาสตร์การเรียนการสอน เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม อย่างมีหลักเกณฑ์ เพอื่ ใหบ้ รรลุผลตามจุดประสงค์ ๘. การประเมินผลการเรียนร้เู พือ่ ใช้ในการปรับปรุงการเรยี นการสอน ๙. วัสดุหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ได้แก่ เอกสารสิ่งพิมพ์ แผ่นฟิล์ม แถบวีดีทัศน์ ฯลฯ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์โสตทัศนศึกษา เทคโนโลยี การศกึ ษาและอื่น ๆ ทีช่ ่วยส่งเสรมิ คุณภาพ และประสทิ ธภิ าพการเรยี นการสอน หลักสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้การศึกษาให้ประชาชน เพราะ หลกั สูตรจะเป็นตัวกำหนดในทิศทางการพัฒนาประเทศ ประชาชน และประชาชาติ ให้ เกิดความเจริญงอกงามในทิศทางเดียวกัน เป็นการเรียนรู้มวลประสบการณ์ในทุก ๆ ดา้ น การจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ มหี ลักการสำคญั คอื ๒๖ ๑. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ยึด หลักการว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยการจัดวิธีการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับ ความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ให้สามารถพัฒนาตนเองได้ การจัดการเรียนรู้ความ เป็นส่ิงท่มี คี วามหมายกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ให้สามารถพฒั นาตนเองได้ การจดั การเรยี นรู้ควรเป็นส่ิงท่มี ีความหมายต่อผู้เรียน ใหผ้ ู้เรยี นมีความสุขในการเรียนรู้ ได้ลงมือศึกษาค้นควา้ คิด แกไ้ ขปญั หาและปฏบิ ตั งิ านเพื่อสร้างความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง โดย มคี รผู สู้ อนเปน็ ผสู้ ่งเสริมสนบั สนนุ จดั สถานการณ์ใหเ้ อ้อื ต่อการเรยี นรู้ ๒. การจดั การเรียนร้ทู ี่คำนึกถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล การจดั การเรียนรู้ ควรให้ความสำคัญของความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เพื่อวางรากฐานชีวิตให้เจริญงอก งามอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการสมวัยอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบ และแสดงออกถึง ศักยภาพของตนเอง ครูผู้สอนจึงควรมีข้อมูลผูเ้ รียนเป็นรายบุคคลสำหรับใช้ในการวาง  ๒๖สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน, (กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศกึ ษาธิการ, ๒๕๕๒), หน้า ๑๐.

18 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๑๘  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และนำไปพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับความแตกต่าง ของผู้เรยี น ๓. การจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง เป็นการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับการเชื่อมโยงวงจร สมอง พัฒนาการทางอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทำงาน และอยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยใช้ประสบการณ์ตรงด้านร่างกายที่เป็น รูปธรรม ข้อเท็จจริงและทักษะที่ปรากฏในชีวิตจริงตามธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการ จัดการเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกบั พัฒนาการทางสมอง ๔. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นด้านคุณธรรม การจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมี คุณธรรม ด้วยการจดั การเรียนรู้ทีบ่ รู ณาการ คุณธรรม จริยธรรมไดร้ ับรู้ เกิดการยอมรับ เห็นคุณคา่ และพฒั นาอย่างตอ่ เนอ่ื งจนเปน็ ลักษณะนิสยั ท่ีดี การจดั การสอนแบ่งออกเปน็ ๓ ขน้ั ตอน คอื ขน้ั เตรยี มการสอน การเตรียมการ สอนเป็นการวางแผนการสอนก่อนการเข้าสอน สิ่งที่ควรพิจารณา คือการเตรียมการ สอน ต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายในรายวิชา เพื่อครูผู้สอนจะได้ทราบว่ากำลังจะสอนอะไร รวมทั้งเป็นแนวทางในการเลือกและกำหนดเนื้อหาวิชา และการจัดกิจกรรมเนื้อหาให้ ต่อเนื่องกันได้ ควรพิจารณาพื้นฐานของผู้เรียน ว่ามีพื้นความรู้เดิมเป็นอย่างไร อาจใช้ วิธีการสอบถามหรือทดสอบก่อนการสอน การกำหนดเนื้อหา เป็นการเตรยี มเนื้อหาให้ ตรงกับจุดมุ่งหมาย มีความกว้างขวาง สมบูรณ์ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะงาน การ กำหนดวัสดฝุ กึ และอุปกรณก์ ารสอน โดยการเลือกให้เหมาะสมกับเนือ้ หาวิชา และการ ฝึกในวิชานั้น ขั้นการดำเนินการ เป็นการดำเนินการระหว่างสอน เป็นกระบวนการ ต่อเนื่องกัน ข้อควรพิจารณา คือ ชั่วโมงแรกเป็นชั่วโมงสำคัญ เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยดีก็ จะเปน็ โอกาสดีในชัว่ โมงถัดไป ช่วั โมงแรกเปน็ การแนะนำตวั เอง ทำความรูจ้ ักกับผ้เู รียน แนะนำรายวิชา แจ้งรายละเอียดของรายวิชา พรอ้ มทัง้ การอธบิ ายถึงวชิ าทเี่ รยี น วิธกี าร เรียน การจัดกิจกรรม การวัดผลโดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดและ เสนอแนะ ชั่วโมงต่อ ๆ ไป การเริ่มสอนในแต่ละชั่วโมงควรทบทวนการสอนที่ผ่านมา เพื่อจะได้เป็นการฟื้นความจำ และความต่อเนื่องของบทเรียนอย่างเหมาะสม เปิดโอกาสให้ซักถามระหว่างชั่วโมง รวมทั้งการสรุปบทเรียนและการทดสอบความ เข้าใจในสิ่งที่เรียน ขั้นการประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายของการสอนว่าได้ผลตาม จุดมุ่งหมายหรือไม่ครูจะประเมินผลการเรียนการสอนที่เสร็จสิ้นลงไปแล้วว่า เป็นไป

พระเมธีีวััชรประชาทร 19 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๑๙ ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่โดยกำหนดการผ่านเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ ๒๗ นอกจากนนั้ การจดั การหลกั สตู รจะประสบผลสำเรจ็ ตามเปา้ หมายหรือไม่น้ัน ข้ึนอยู่กับ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูกรมวิชาการได้ให้แนวทางในการจัดการศึกษาไว้ ดังน้ี ๑. จัดการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่น ตามเหตุการณ์และสภาพท้องถิ่น โดยให้ ท้องถิ่นพัฒนาหลักสูตร และสื่อการสอนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นตามความ เหมาะสม ๒. จัดการเรียนการสอน โดยยดึ ผู้เรยี นเป็นจุดศูนยก์ ลาง ใหส้ อดคล้องกับความ สนใจ และสภาพชีวิตจริงของผ้เู รยี น และใหโ้ อกาสทัดเทยี มกนั ในการพัฒนาตนเองตาม ความสามารถ ๓. จัดการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงหรือบูรณาการทั้งภายใน กลุม่ ประสบการณ์ และระหว่างกลุ่มประสบการณ์ให้มากทส่ี ุด ๔. จัดการเรียนการสอน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิด อย่างมี เหตผุ ล และสร้างสรรค์ และกระบวนการกลุ่ม ๕. จัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงมากที่สุด และเน้นให้เกิด ความคดิ รวบยอดในกลมุ่ ประสบการณต์ ่าง ๆ ๖. จดั ให้มีการศึกษา ติดตามและแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งของผ้เู รียนอย่างตอ่ เนื่อง ๗. สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ในการจัดการ เรียนการสอนและกจิ กรรมตา่ ง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ๘. ในการเสริมสร้างค่านิยมที่รวมไว้ในจุดมุ่งหมาย ต้องปลูกฝังค่านิยมที่เป็น พนื้ ฐานเชน่ ขยัน ประหยดั ซื่อสตั ย์ อดทน มีวินยั รบั ผดิ ชอบ ควบคกู่ ันไปด้วย ๙. จดั สภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่เออื้ ต่อการเรียนการสอน การบริหารการเรียนการสอน คือ การดำเนินงานเกี่ยวกับการรวบรวม วิเคราะห์และกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับหน่วยการเรียนที่ ได้ กำหนดไว้แล้วในการบริหารหลักสูตร๒๘ การจัดการสอนเป็นความพยายามหนึ่งของ  ๒๗ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวชิ าการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่ือเสริมฯ, ๒๕๕๒), หนา้ ๕๖. ๒๘สนั ติ บญุ ภริ มย,์ การบริหารงานวิชาการ, (กรงุ เทพมหานคร: บคุ๊ พอ๊ ยท์, ๒๕๕๒), หน้า ๒๘.

20 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒๐  ผู้สอน และเป็นบทบาทหน้าที่หลักที่มีความสำคัญยิ่งของครูผู้สอนทุกระดับ ครูต้อง วิเคราะห์ผู้เรียนและคำนึงถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคล และใช้วิธีการที่หลากหลาย ต้อง พิจารณาให้ละเอียดรอบคอบในการนำมาใช้จัดการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง เพื่อ มุ่งหวังให้ผูเ้ รียนได้เกิดการเรียนรู้ ดังนั้น ก่อนที่ผู้สอนจะตดั สนิ ใจลงขอ้ สรปุ ว่าจะเลือก วิธีสอนแบบใดจึงจะเหมาะสมแก่สภาพแวดล้อม เงื่อนไขการเรียนรู้ และข้อกำหนดที่ เกี่ยวขอ้ งกับการสอนและอื่น ๆ ควรตระหนัการจัดการเรียนการสอน๒๙ การจดั การเรยี นการสอน จดุ ประสงค์ วเิ คราะห์ภารกจิ และ เลอื กวธิ ีสอน เชิงพฤติกรรม ประสบการณข์ องผเู้ รยี น กิจกรรม  เวลา สถานที่ บคุ ลากร สอ่ื การสอน ทดลองสอน เนื้อหาสาระ ข้อมูลย้อนกลับ ประเมนิ ผล แผนภาพที่ ๒.๒ การจัดการเรยี นการสอน การปฏบิ ัตงิ านในโรงเรยี นใหม้ ีประสทิ ธิภาพ สัมฤทธิผลตามเปา้ หมายได้ ปจั จยั สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือคุณภาพในการปฏิบตั ิงานของครูโดยเฉพาะครูผูส้ อนจัดได้วา่  ๒๙เรือ่ งเดยี วกนั , หนา้ ๑๖๐.

พระเมธีวี ัชั รประชาทร 21 (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๒๑ เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวิชาการที่สำคัญที่สุดของโรงเรียน จุดมุ่งหมายหลักของ สถานศกึ ษาอยู่ท่ีการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ๓๐ ส่วนกระบวนการจัดการ เรียนรู้ ครูต้องวิเคราะห์ผู้เรียน และคำนึงถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคล และใช้วิธีการที่ ห ล า ก ห ล า ย อ ย ่ า ง ไ ร ก ็ ต า ม ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ใ น ก า ร จ ั ด ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ร ี ย น รู้ ก็เพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลาย และแตกต่างกันของผู้เรียน๓๑ วิธีการ จัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้นมีมากมายหลายวิธี เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำไปใช้ ให้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียน และจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ จึงจำแนกตามแนวคิดการ จัดกจิ กรรมและวิธีการเรียน ดังน้ี ๑. การจัดการเรยี นการสอนทางอ้อม ไดแ้ ก่ การเรยี นรแู้ บบสืบค้น แบบค้นพบ และแบบแก้ไขปัญหา แบบสร้างแผนผังความคิด แบบใช้กรณีศึกษา แบบตั้งคำถาม แบบใชก้ ารตดั สินใจ ๒. เทคนิคการเรียนรู้เป็นรายบุคคล ได้แก่ การเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนรู้ แบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การทำ รายงาน การค้นคว้าอิสระเขียนรายงาน การเรียนเสริม การทำโครงงาน การทำ นิตยสาร มอบหมายงานเปน็ รายบุคคล ๓. เทคนิคการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ประกอบการเรียน เช่น สิ่งพิมพ์ ตำราเรียนและแบบฝึกหัด การใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน ศูนย์การเรียนการ สอน คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน บทเรียนสำเรจ็ รปู ๔. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นปฏิสัมพันธ์ ประกอบด้วยการ โต้วาทีการอภิปรายการระดมสมอง กลมุ่ แก้ปัญหา การประชุมตา่ ง ๆ การแสดงบทบาท สมมุติ กล่มุ สืบคน้ คู่คิด การฝกึ ปฏบิ ตั เิ ปน็ ตน้ ๕. เทคนิคการเรียนการสอนแบบเน้นประสบการณ์ เช่น การจัดการเรียนรู้ แบบมสี ว่ นรว่ มเกม กรณตี วั อยา่ ง สถานการณจ์ ำลอง ละคร บทบาทสมมตุ ิ ๖. เทคนิคการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ได้แก่ ปริศนาความคิด ร่วมแข่งขัน หรอื สืบคน้ กลมุ่ เรียนรรู้ ่วมกัน ร่วมกนั คิดกล่มุ ร่วมมอื  ๓๐ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน, (กรงุ เทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง, ๒๕๕๐), หน้า ๙๙. ๓๑ธีรยุทธ พึ่งเทียร, คู่มือการพัฒนาวิชาชีพครู, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๒), หน้า ๑๐๖.

22 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒๒  ๗. เทคนิคการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เช่น การเรียนการสอนแบบใช้ เร่ืองเลา่ หรอื การเล่าเรอื่ ง และการเรียนการสอนแบบแก้ไขปญั หา ๒.๒ การบรหิ ารงบประมาณ การบริหารงบประมาณ มุ่งเน้นความเป็นอิสระของการบริหารจัดการท่ี คล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดหลักการบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และบริหาร งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ให้มีการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สถานศึกษา รวมทั้งจัดหารายได้ จากบริการมาใช้บริหารจัดการ เพื่อประโยชน์ทาง การศึกษาส่งผลให้เกิดคุณภาพที่ดีขึ้นต่อผู้เรียน และมีขอบข่ายและภารกิจการ บรหิ ารงานงบประมาณมี ๗ ประการ ได้แก่ (๑) การจัดทำแผนและเสนอของบประมาณ ประกอบดว้ ย การวเิ คราะห์ และพฒั นานโยบายทางการศึกษา การทำแผนกลยุทธ์หรือ แผนพัฒนาการศึกษา และการวิเคราะห์ความเหมาะสมการเสนอของบประมาณ (๒) การจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย การจัดสรรงบประมาณในสถานศึกษา การ เบิกจ่ายและอนุมัติงบประมาณ และการโอนเงินงบประมาณ (๓) การตรวจสอบ ตดิ ตาม ประเมินผล และรายงานผลการใช้ (๔) การระดมทรัพยากร และการลงทุนเพ่ือ การศึกษาประกอบด้วย การจัดทรัพยากร การระดมทรัพยากร การจัดหารายได้ และ ผลประโยชน์ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และกองทุนสวัสดิการเพื่อการศึกษา (๕) การ บริหารการเงิน ประกอบด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การ นำส่งเงิน และการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี (๖) การบริหารบัญชี ประกอบด้วยการจัดทำ บัญชีการเงิน การจัดทำรายงานทางการเงินและงบการเงิน และการจัดทำและการ จัดหาแบบพมิ พ์ ทะเบยี นและรายงาน (๗) การบริหารพัสดแุ ละสินทรัพย์ ประกอบด้วย การจดั ทำระบบฐานขอ้ มูลสนิ ทรัพยข์ องสถานศกึ ษา การจัดหาวัสดุ การกำหนดรปู แบบ การรายงานหรือคุณลักษณะเฉพาะ จัดซื้อ จัดจ้าง การควบคุมดูแล บำรุงรักษา และ จำหนา่ ยพัสดุ การบรหิ ารงบประมาณ เป็นการบรหิ ารงานงบประมาณมุ่งเนน้ ความเป็นอิสระ ให้มีการจัดการภาครัฐแนวใหม่ บริหารความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริหาร มุ่งเน้นผลสมั ฤทธิ์ประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สถานศึกษา จัดหารายได้จากบริการมาใช้บริหารจัดการเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

พระเมธีีวััชรประชาทร 23 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๒๓ ส่งผลให้เกิดคณุ ภาพที่ดีขึน้ ต่อผู้เรียน มีวัตถุประสงค์๓๒ เพื่อให้โรงเรยี นบริหารงานด้าน งบประมาณมีความเป็นอิสระ คล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบไดม้ ีระบบและเป็นระเบียบที่ ดี เพื่อให้ได้ผลผลิต ผลลัพธ์เป็นไปตามข้อตกลงการให้บริการ เพื่อให้โรงเรียนสามารถ บรหิ ารจดั การทรัพยากรท่ไี ด้อยา่ งเพียงพอและมปี ระสทิ ธภิ าพ ๒.๓ การบริหารบคุ คล การบริหารบุคคล มุ่งสง่ เสริมใหส้ ถานศกึ ษาสามารถปฏิบัติงาน เพอื่ ตอบสนอง ภารกิจของสถานศึกษาอย่างคล่องตัว มีอิสระภายใต้กฎหมาย ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา มกี ารพัฒนาใหม้ คี วามรู้ ความสามารถ มขี วญั กำลังใจได้รับ การยกย่อง ชูเกียรติ มีความมั่นคงและก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีขอบข่ายและภารกิจการบริหารงาน บุคคลมี ๕ ประการ ได้แก่ การวางแผนอัตรากำลัง ประกอบด้วยการวิเคราะห์และ วางแผนอัตรากำลัง การกำหนดตำแหน่ง การขอเลื่อนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษา และวทิ ยฐานะวชิ าชีพครู การสรรหาและบรรจุแตง่ ตง้ั ประกอบดว้ ยการดำเนินการสรร หาเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการกรณีได้รับมอบอำนาจ การบรรจุกลับเข้ารับราชการ และการรักษาราชการแทน และการรักษาการในตำแหนง่ การเสริมสร้างประสิทธภิ าพ ประกอบด้วยการพัฒนาข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาการเลื่อนขั้นเงินเดือน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา การเพิ่ม ค่าจ้างลูกจ้างประจำ ลูกจ้าง ชัว่ คราว การดำเนินการเกีย่ วกบั บญั ชีถือจ่ายเงนิ เดือน เงนิ วิทยฐานะ และเงินตอบแทน อื่น งานทะเบียนประวัติ งานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การขอมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าท่ี ของรัฐ และการขอหนังสือรับรอง วินัยและการรักษาวินัย ประกอบด้วยกรณีวินัย ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ และการเสริมสร้างและการป้องกัน การกระทำผิดวินัย การออกจากราชการประกอบด้วยการลาออกจากราชการ ประกอบด้วยการลาออกจากราชการกรณีไม่ผ่านการเตรียมความพร้อมและพัฒนา อยา่ งเข้ม ต่ำกว่าเกณฑท์ ี่ ก.ค.ศ. กำหนด การออกจากราชการกรณีขาดคณุ สมบัติท่ัวไป การให้ออกจากราชการไว้ก่อน การให้ออกจากราชการเพราะเหตุรับราชการนานหรือ เหตทุ ดแทน กรณที ีม่ มี ลทินมัวหมอง และกรณไี ดร้ บั โทษจำคุกโดยคำสงั่ ของศาล  ๓๒เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๓๑.

24 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒๔  การบริหารงานบุคคล เป็นภารกิจสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถ ปฏิบตั ิงานเพ่ือตอบสนองภารกจิ เพือ่ ดำเนินการดา้ นการบริหารงานบุคคลให้เกิดความ คลอ่ งตวั อสิ ระภายใต้กฎหมาย ระเบยี บ เปน็ ไปตามหลักธรรมาภิบาลข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนา มีความรู้ ความสามารถมีขวัญกำลังใจ ได้รับ การยกย่องเชิดชูเกยี รติ มีความมั่นคงและก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลตอ่ การพัฒนา คุณภาพการศึกษาของผู้เรียนเป็นสำคัญ มีวัตถุประสงค์๓๓ เพื่อให้การดำเนินงานด้าน การบริหารงานบุคคลถูกต้องเป็นระบบ มีระเบียบ รวดเร็วเป็นไปตามหลักธรรมา ภิบาล เพื่อส่งเสริมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสำนึกในการปฏิบัติ ภารกจิ ทร่ี ับผิดชอบใหเ้ กิดผลสำเร็จตามหลักการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธ์ิ เพ่ือส่งเสริม ให้ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาปฏบิ ัติงานเต็มตามศักยภาพ โดยยึดมั่นในระเบยี บวินัย จรรยาบรรณ อย่างมีมาตรฐานแห่งวิชาชีพ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิชาชีพได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติมีความมั่นคงและ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนเป็น สำคัญ ๒.๔ การบริหารงานท่ัวไป การบริหารงานทั่วไป เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารองค์การให้บริการ การบริหารงานอื่น ๆ บรรลุผลตามมาตรฐาน คุณภาพเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมี บทบาทหลักในการประสานส่งเสริมสนับสนุน การอำนวยการความสะดวกต่าง ๆ ใน การให้บรกิ ารการศึกษาทุกรูปแบบมุ่งพัฒนาสถานศึกษาให้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการบริหารและจัดการศึกษาของสถานศึกษาตามหลักการ บริหารที่มุง่ เน้นผลสัมฤทธิ์ เน้นความโปรง่ ใส ความรับผิดชอบทีต่ รวจสอบได้ ตลอดจน การมีสว่ นรว่ มของบคุ คล ชมุ ชน และองคก์ รตา่ ง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้อง เพื่อใหก้ ารจัดการศึกษา มปี ระสิทธิภาพและมีประสิทธผิ ล และมีขอบข่าย และภารกจิ การบรหิ ารงานทัว่ ไป ๑๙ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) การดำเนนิ งานธรุ การ (๒) งานเลขานกุ ารคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน (๓) งานพัฒนาระบบและเครือข่ายสารสนเทศ (๔) การประสานงานและ พัฒนาเครือข่ายการศึกษา (๕) การจัดระบบบรหิ าร (๖) งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (๗)  ๓๓อ้างแลว้ , หน้า ๓๐.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 25 (ประยููร นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๒๕ การส่งเสรมิ สนบั สนนุ ด้านวิชาการ งบประมาณ บคุ ลากรและบริหารท่วั ไป (๘) การดแู ล อาคาร สถานที่และสภาพแวดล้อม (๙) การจัดทำสำมะโนนักเรียน (๑๐) การรับ นักเรียน (๑๑) การส่งเสริมและประสานงานการศึกษาในระบบ นอกระบบและตาม อัธยาศยั (๑๒) การระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา (๑๓) งานสง่ เสรมิ งานกิจการนักเรยี น (๑๔) การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา (๑๕) การส่งเสริมสนับสนุนและประสานงาน การศึกษาของบุคคล หน่วยงาน และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษา (๑๖) งาน ประสานงานราชการเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานอื่น (๑๗) การจัดระบบการ ควบคมุ ในหนว่ ยงาน (๑๘) งานบรกิ ารสาธารณะ (๑๙) งานท่ีไมไ่ ดร้ ะบไุ ว้ในงานอ่ืน ๆ การบรหิ ารงานท่วั ไป เพ่อื การจัดการระบบบริหารองค์กรใหบ้ ริการบริหารงาน อื่น ๆ บรรลุผลตามมาตรฐาน คุณภาพและเป้าหมายที่กำหนดไว้ บทบาทหลักในการ ประสานส่งเสริม สนับสนุนและการอำนวยการ ความสะดวกต่าง ๆ ในการให้บริการ การศึกษาทุกรูปแบบ มุ่งพัฒนาสถานศึกษาให้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่าง เหมาะสม ส่งเสริมในการบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ตามหลักการ บริหารงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลักโดยเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ที่ตรวจสอบได้ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของบคุ คล ชุมชนและองคก์ รภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บริการ สนับสนุน ส่งเสริม ประสานงานและอำนวยการให้การปฏิบัติงานของสถานศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและผลงานของสถานศึกษาต่อสาธารณชนซึ่งจะก่อให้เกิด ความรู้ ความเขา้ ใจ เจตคตทิ ด่ี ี เลือ่ มใส ศรัทธาและใหก้ ารสนับสนนุ การจดั การศกึ ษา สรุปไดว้ ่า พันธกจิ การบริหารสถานศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ การบริหารวิชาการ มีขอบข่ายและภารกิจการบริหารงานวิชาการมีอยู่ ๑๒ ประการ (๑) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (๒) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (๓) การวัดผลประเมินผล (๔) งานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (๕) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา (๖) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ (๗) การนิเทศ การศึกษา (๘) การแนะแนวการศึกษา (๙) การพฒั นาระบบการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา (๑๐) การส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน (๑๑) การประสานความ ร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น (๑๒) การส่งเสริมและสนับสนุนงาน วชิ าการแกบ่ ุคคลและครอบครวั องคก์ ร หน่วยงาน และสถาบนั

26 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒๖  การบริหารงบประมาณ มีขอบขา่ ยและภารกจิ การบรหิ ารงานงบประมาณมี ๗ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) การจัดทำแผนและเสนอของบประมาณ (๒) การจัดสรรงบประมาณ (๓) การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล รายงานผลการใช้เงิน และผลการดำเนินการ (๔) การระดมทรัพยากร และการลงทุนเพ่ือการศึกษา (๕) การบริหารการเงิน (๖) การ บรหิ ารบัญชี (๗) การบรหิ ารพสั ดแุ ละสินทรัพย์ การบริหารบุคคล มีขอบข่ายและภารกิจการบริหารงานบุคคลมี ได้แก่ การ วางแผนอตั รากำลัง การสรรหาและบรรจแุ ตง่ ต้ัง การเสริมสร้างประสิทธภิ าพ วินัยและ การรักษาวนิ ยั และการออกจากราชการ การบริหารทั่วไป มีขอบข่าย และภารกิจการบริหารงานทั่วไป ๑๙ ประการ ได้แก่ (๑) การดำเนินงานธุรการ (๒) งานเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน (๓) งานพฒั นาระบบและเครือข่ายสารสนเทศ (๔) การประสานงานและพัฒนา เครือข่ายการศึกษา (๕) การจัดระบบบริหาร (๖) งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (๗) การ ส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากรและบริหารทั่วไป (๘) การดูแล อาคาร สถานที่และสภาพแวดล้อม (๙) การจัดทำสำมะโนนักเรียน (๑๐) การรับ นักเรียน (๑๑) การส่งเสริมและประสานงานการศึกษาในระบบ นอกระบบและ ตามอัธยาศัย (๑๒) การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา (๑๓) งานส่งเสริมงานกิจการ นักเรียน (๑๔) การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา (๑๕) การส่งเสริมสนับสนุนและ ประสานงานการศึกษาของบุคคล (๑๗) การจัดระบบการควบคุมในหน่วยงาน (๑๘) งานบริการสาธารณะ (๑๙) งานทไ่ี มไ่ ดร้ ะบไุ ว้ในงานอน่ื ๆ

พระเมธีวี ัชั รประชาทร 27 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. การจบัดกทาทรศ่ี ๓ึกษาในสมยับพทุททธก่ี า๓ล การจดั การศกึ ษาในสมยั พุทธกาล การศึกษาของสงฆ์แต่เดิมน้ันเริ่มต้นมาแต่สมัยพุทธกาลแลว้ ตามประวัติความ เป็นมา บุคคลผู้ที่เข้ามาสู่สังฆมณฑล ส่วนมากมักจะได้รับการศึกษาทั้งคดีโลกและคดี ธรรมมาเปน็ อยา่ งดีตามลัทธศิ าสนาในสมัยนั้น เป็นต้นว่าจบไตรเพทมาก่อน การศึกษา ของสงฆ์ในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มี ๒ ประการ คือ (๑) คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาพระธรรมวนิ ัยทเี่ ปน็ คำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า (๒) วปิ ัสสนาธรุ ะ ได้แก่ การ เรียนกรรมฐานอันเป็นเครื่องมือหรืออุบายฝึกหัดจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้วปราศจาก กิเลสอาสวะทั้งปวง การจัดการศึกษาในสมัยพุทธกาลจึงมีขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญสอง ประการคอื การทอ่ งจำพระธรรมวินัย และการขดั เกลากิเลส ๓.๑ การจดั การศึกษากอ่ นสมัยพทุ ธกาล การศึกษาเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งที่ถูกกำหนดโดยหลักความเชื่อที่ เกี่ยวกับชีวิต โลกและสังคม การศึกษาที่เกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นผลิตผลทีม่ าจากภูมิปญั ญา ของแต่ละวัฒนธรรมที่สั่งสมและสร้างสรรค์ขึ้นมาจากประสบการณ์ของแต่ละ วัฒนธรรม การจัดการศึกษาในอดีตนั้น ระบบการสอนของพราหมณ์นับว่าเก่าแก่ที่สุด ต้งั แตส่ มัยพระเวทจนถึงสมัยปัจจุบนั วิธกี ารศึกษาน้นั ครูสอนกลุ่มลูกศิษย์ในบ้านของครู เอง๓๔ มีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับ กล่าวคือ ประชาชนที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์จะต้องส่งบุตรหลานของตนเข้าศึกษาในสถานศึกษาแห่งใดแห่งหน่ึง ของวรรณะพราหมณค์ นทั่วไปเคารพนบั ถอื พราหมณเ์ พราะถือว่าพราหมณ์เป็นตัวแทน ของพระเจ้า เนื่องจากในยุคนั้นพราหมณ์เป็นผู้มีอำนาจในการประกอบพิธีกรรม จึง ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน และยึดถือว่าพราหมณ์เป็นผู้  ๓๔เอส. ดัตต์, การศึกษาในพระพุทธศาสนา, แปลโดย อมร โสภณวิเชฏฐวงศ์, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หน้า ๑.

28 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๒๘  ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเสมือนตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า เป็นกวีที่ได้รับการดลบนั ดาลจากเทพ เจา้ ให้แตง่ บทสวดพระเวท๓๕ แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีการระบุว่า ฤษียุคโบราณเป็นผู้แต่งคัมภีร์พระเวท และเป็นปฐมาจารย์และบูรพาจารย์ผู้สอนคัมภีร์พระเวทให้แก่พราหมณ์๓๖ ซึ่งยึดถือ เปน็ แหลง่ อนั สงู สดุ ในการพิจารณาตัดสินปัญหาในทางปรัชญาและศาสนา เป็นลักษณะ รับการถ่ายทอดมาโดยตรง แล้วนำมาเผยแพร่ด้วยการท่องจำแบบปากเปล่าในเฉพาะ หมู่ของพวกพราหมณ์ ความรู้เช่นนี้จะเรยี นกันเฉพาะหมู่ของบุคคลที่เลือกสรรแลว้ จน เกิดการพัฒนาการที่เรียกว่า มุขปาฐะ๓๗ หมายถึง การสวด สาธยาย บอกกล่าว เล่า เรียน สืบทอดกันมาด้วยปากต่อปากโดยตรง เป็นวิธีครั้งโบราณในการรักษาคัมภีร์ให้ เที่ยงตรงแม่นยำ ท่องจำกันมาด้วยปากเปล่า ไม่ได้เขียนไว้ เรื่องที่เล่าต่อปากกันมา ท่ี จะต้องถ่ายทอดจากปากสู่ปาก ซึ่งเป็นการศึกษาจากพระพุทธองค์โดยตรงบ้าง จาก พุทธสาวกบา้ ง เป็นการจดจำตอ่ เนอื่ งกนั มาในสมัยที่หนังสือหายาก ๓.๒ การจัดการศึกษาสมยั พทุ ธกาล ระบบมุขปาฐะเป็นการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในสมัยอดีต เมื่อพระพุทธศาสนา เกิดข้ึนมาท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมและลัทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์จึงทำ ให้พระพุทธเจ้าต้องมีความเกี่ยวข้องกับถ้อยคำทางศาสนา ด้วยมีความมุ่งมั่นที่จะ  ๓๕Monier Monier Williams, A Sanskrit English Dictionary, Revised edition, (USA: Oxford University Press, 1920), p. 226. ๓๖ในคัมภีร์พระไตรปิฎกระบุว่า ฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทพ ฤาษีเวสสามิตตะ ฤาษียมตัคคิ ฤาษีอังคีรสะ ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ. ฤาษีภคเุ ปน็ ผ้แู ต่งมนตร์ เป็นผบู้ อกมนตร์ทพี่ ราหมณท์ ้ังหลายในปจั จุบันน้ีขบั ตาม ; ม.ม. (บาลี) ๑๓/ ๔๒๗/๔๑๖-๔๑๗, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๒๗/๕๓๗. คัมภรี ์พระเวท เปน็ ผลงานโดยตรงของฤาษยี ุคดึกดำบรรพ์ ต่อมาพราหมณไ์ ดแ้ ยกออกเป็น ๔ คัมภีร์ เพื่อสะดวกในการทำพิธี; ดูรายละเอียดใน พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ), ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอนิ เดีย, พิมพ์ครัง้ ที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๒๐. ๓๗พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, พิมพค์ ร้ังท่ี ๔, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบันบันลอื ธรรม, พ.ศ. ๒๕๕๓), หน้า ๗๘๘.

พระเมธีวี ััชรประชาทร 29 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๒๙ ประกาศพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทรงหักล้างคำสอนหรือ ถ้อยคำของศาสนาอื่นอย่างทันที เช่น คำสอนเรื่องอัตตาหรือตวั ตนที่กล่าวถึงความเป็น อมตะ มีอิสระจากความชั่วร้ายไม่อยู่ภายใต้การจำกัดของอายุ๓๘ แต่พยายามให้ กลมกลนื เปลีย่ นแปลงไปอยา่ งไมร่ ตู้ ัวหรือบางทีก็ใชว้ ิธีการโอนอ่อนผ่อนตาม คำสอนใด ถูกต้องดีงามพระองค์ก็ทรงรับรองว่าถูกต้องดีงามเป็นของสากลโดยธรรมชาติ๓๙ คำ สอนที่ยงั ไม่ดีพระองค์กป็ รับปรุงให้ดีข้ึนอย่างมีเหตุผล ส่งิ ทีด่ ีงามพระองค์ทรงยกย่อง๔๐ เมื่อทรงอธิบายชี้แจงถึงส่วนดีส่วนบกพร่องของศาสนาพราหมณ์แล้ว ได้เสนอหลักการ ใหม่ที่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาล้วน ๆ ขึ้นแทนที่และเผยแผ่หลักคำสอนที่ เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนเพื่อให้เข้าใจถึงธรรมชาติแท้จริงของ มนุษยแ์ ละสรรพสิ่ง หลกั ธรรมทเ่ี ป็นแกน่ แท้ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ ไตรลักษณ์หรือ สามัญลักษณะคือความเป็นของไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ และความเป็นของไม่ใช่ตัวตน ความไม่คงที่แน่นอนของสรรพสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัยกัน เกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป และหลักอริยสัจ ๔ ถือได้ว่าเป็นหลัก หัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมที่สำคัญครอบคลุมคำสอนทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา กศุ ลธรรมทงั้ หมดในพระพุทธศาสนารวมอยใู่ นอรยิ สัจทงั้ ส้ิน พระพุทธ องค์ทรงบรรลุธรรมก็ด้วยหลักธรรมข้อน้ีซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเกิดข้ึนและดับไปอย่างมี เหตุปจั จัย เป็นหลักธรรมทพ่ี ระพุทธองคท์ รงนำมาแสดงมากทสี่ ุด พระพุทธศาสนานับเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุง และแก้ไขสังคมอินเดีย ในยุคนั้นให้ดีขึ้นจากสภาพการณ์หลายอย่าง ก็มีหลักฐานที่แสดงถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า ทรงไม่เห็นด้วยกับหลักคำสอนและวิธีการในศาสนาพราหมณ์๔๑ เช่น จากการกดขี่ทาง ชนชั้นวรรณะของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูการเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจน การถือช้ัน  ๓๘Chandradhar Sharma, A Critical Survey of Indian Philosophy, 8th ed., (Delhi: Motilal Banarsidass, 1991), p. 19. ๓๙พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ ครงั้ ท่ี ๑๕, (กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๕๒), หนา้ ๘. ๔๐เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตรพ์ ระพุทธศาสนา, พิมพ์คร้งั ท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร: สรา้ งสรรคบ์ ุ๊คส์, ๒๕๔๔), หน้า ๓๘. ๔๑Thomas Berry, Religions of India, (Princeton: Princeton University Press, 1973), pp. 121-122.

30 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓๐  วรรณะอยา่ งเข้มงวด การใชส้ ัตวเ์ ป็นจำนวนมากเพื่อบวงสรวงบชู ายัญ ตลอดจนการกด ข่สี ตรี สังคมฮนิ ดูในสมยั นนั้ มีวธิ ีการควบคมุ ผหู้ ญิงหลาย ๆ อยา่ ง แลว้ กส็ ิ่งสำคัญท่ีสุดก็ คือ การควบคุมผู้หญิงใหอ้ ยู่ในอาณาบริเวณของสถาบันครอบครัว วิธีการควบคุม ผ่าน จารีตประเพณี กฎหมาย อุดมการณ์ทางสังคม อุดมการณ์เป็นเมียที่ดี การเป็นแม่ที่ดี ความเปน็ ลกู สาวท่ดี ี ผหู้ ญงิ ทีด่ ใี นสมัยนัน้ จะตอ้ งอยใู่ นอาณัติ อย่ใู นการดูแลของผู้ชายที่ เปน็ พ่อ เมื่อแต่งงานไปแลว้ ก็ตอ้ งอยใู่ นการดแู ลของสามี เมือ่ สามตี ายไปแล้วก็ตอ้ งอยู่ใน การดูแลของลกู ชาย๔๒ ผหู้ ญิงจะถกู บบี บังคับใหแ้ ตง่ งานตัง้ แต่เล็ก ทำหน้าทผี่ ลิตลูกชาย ทำให้ผู้หญิงห่างเหินจากการเรียนหนังสือ ปิดโอกาสของผู้หญิงจากการเรียนรู้๔๓ ถูก ห้ามศึกษาพระเวท ไม่ได้อนุญาตให้สาธยายมนต์ในเวลาประกอบพิธีกรรม ยกเว้นเวลา แต่งงาน๔๔ จึงส่งผลให้ผู้หญิงในอินเดียพยายามอย่างสุดกำลังที่จะแต่งงานและให้ กำเนิดบุตรชาย ซึ่งเปน็ มรดกสืบทอดจากคมั ภีรม์ นธู รรมศาสตร์๔๕ พุทธศาสนาจึงเสมือนน้ำทิพย์ชโลมสังคมอินเดียโบราณให้ขาวสะอาดมากกว่า เดิมคำสอนของพุทธศาสนาทำให้สังคมโดยทั่วไปสงบร่มเย็นในกระบวนการนักคิดข อง โลกศาสนาพุทธศาสนาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่าง แท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในนามของศาสนา หรือเผยแผ่ ศาสนาโดยการบังคับผู้อื่นให้มานับถือ ให้เสรีภาพในการพิจารณาให้มีปัญญากำกับ ศรัทธา๔๖ พระพุทธองค์และพระสาวกมีท่าทีค่อนขา้ งเป็นมติ รกับผู้นับถือศาสนาอืน่ ไม่  ๔๒ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๑), หน้า ๑๒๔-๑๒๖. ๔๓เสถียรโกเศศ-นาคประทีป (นามแฝง), ลัทธิของเพื่อน, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ พิราบ, ๒๕๔๐), หน้า ๙๑-๑๐๓. ๔๔บรรจบ บรรณรุจิ, ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ, (กรุงเทพมหานคร: สุขภาพใจ, ๒๕๕๕), หน้า ๑๑๕. ๔๕อานิ เท็นซิน พลั โม, รูปเงา ขนุ เขา ทะเลสาบ นักบวชสตรกี ับการปฏบิ ัติธรรม, แปลโดย นวรัตน์ ธาระวานชิ , (กรุงเทพมหานคร: สามลดา, ๒๕๔๙), หนา้ ๙๙-๑๐๐. ๔๖เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, (กรุงเทพมหานคร: สุขภาพใจ, ๒๕๔๙), หน้า ๑๕๐.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 31 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓๑ เคยคิดว่าเขาเป็นศัตรูที่ต้องทำร้าย แต่ถือว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีศักดิ์และมีเกียรติ เหมือนกนั จึงทรงปฏบิ ัตติ อ่ ผู้นับถอื ศาสนาอน่ื ดว้ ยความปรารถนาดี๔๗ ในสมยั พุทธกาล พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระสงฆ์สาวกเป็น ประจำทุกวัน นอกจากนั้น พุทธกิจประจำวัน อีกประการหนึ่งคือ ทรงสอดส่องดูเวไนย สัตว์ที่พระองค์ควรไปแสดงธรรม เพื่อให้ผู้นั้นได้สำเร็จมรรคผล ตามควรแก่อุปนิสัย ของเวไนยสัตว์นั้น ๆ นอกจากพระภิกษุสงฆ์แล้ว บรรดาพุทธศาสนิกชน ก็พากันไปฟัง ธรรมจากพระพุทธองค์โดยตรง ในตอนเย็นเป็นประจำทุกวัน พระภิกษุรูปใดหรือหมู่ คณะใดฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า ซึ่งบางครั้งทรงแสดงแต่โดยย่อ ทำให้ยัง เข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ก็พากันไปไต่ถามพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิให้อธิบายโดยพิสดารให้ฟัง เช่น พระสารบี ุตร พระมหากัจจานะ หรือพระมหากัสสปะ เป็นต้น แลว้ ทรงจำไว้ เม่ือมี โอกาสก็กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระธรรมเทศนาเรื่องนั้น พระมหาเถระองค์น้ัน ได้อธิบายโดยพิสดารเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงรับรองว่าคำอธิบายนั้นถูกต้อง แม้พระองค์จะอธิบาย ก็จะอธิบายอย่างนั้น การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าน้ี เรียกว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรักษาพุทธวจนะ ให้ดำรงอยู่พระพุทธเจ้าใช้ ภาษามคธ หรือเรียกกันโดยท่ัวไปวา่ ภาษาบาลี ในการแสดงพระธรรมเทศนาเนื่องจาก เป็นภาษาที่คนทั่วไป ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย เป็นวิธีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ท้องถนิ่ เพ่ือเป็นการเผยแผ่ใหง้ ่ายมากข้ึนทำให้ผู้ฟังเกิดความรสู้ ึกวา่ ผู้เผยแผ่เป็นเสมือน ญาติของตนเองจึงเกิดความเต็มใจที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาแต่พระพุทธเจา้ ทรงห้าม ยกพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต และทรงปรับอาบัติทุกกฎแก่พระภิกษุผู้แสดงพุทธ พจน์เป็นภาษาสนั สกฤตทรงอนญุ าตในการแสดงธรรมด้วยภาษาของตนเอง๔๘ พระพุทธเจ้ามิได้ใช้ภาษามคธในการเผยแผ่ธรรมะภาษาเดียว เหตุผลคือ (๑) ในสมัยนั้น แคว้นต่าง ๆ มีภาษาเป็นของตัวเอง คงไม่เข้าใจภาษาอื่น ๆ มากนัก (๒) ก่อนพระองค์จะออกผนวช ได้ศึกษาศิลปวิทยาการมากมาย จึงเป็นไปได้ว่า พระองค์  ๔๗พระมหาประกาศิต อาจารปาลี (แก้วกองเกตุ), “การสร้างความปรองดองระหว่าง ศาสนา”, ใน พุทธธรรมกบั การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ๒๑ เซน็ จูรี่ จำกัด, ๒๕๕๔): ๒๓๑. ๔๘ภกิ ษเุ มฏฐะและโกกฏุ ฐะทูลขอยกพระพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต; วิ.จู. (บาลี) ๗/ ๒๘๕/๔๖-๔๗, ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๒๘๕/๗๑.

32 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓๒  ย่อมรู้และเข้าใจภาษาอื่นได้โดยไม่ต้องสงสัย๔๙ เนื่องจากประเทศอินเดียในสมัยนั้น มี ภาษาใช้มากมาย แต่ละภาษามีอักษรเปน็ ของตัวเอง๕๐ พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาท่เี ปน็ กลางมีแบบแผนคือภาษาที่มาจากตระกูลปรากฤต เพราะเป็นภาษาสามัญที่ประชาชน จำนวนมากสามารถเข้าใจได้ เป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนทุกระดับชั้นได้มีโอกาสเข้า มาเลื่อมใสศรัทธาซึ่งในวัฒนธรรมของอินเดียในสมัยนั้นมีเอกลักษณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย ไมย่ ดึ ม่ันในลัทธิความเชื่อใด ๆ โดยเฉพาะ มีลกั ษณะเปน็ สากล โอบอ้อม ไว้ด้วยซึ่งนานาลัทธิความเชื่อเถือ และเคารพในปัจเจกบุคคล๕๑ พระพุทธศาสนาจึง แพร่หลายไปสู่มวลชนอย่างรวดเร็วทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับช้ัน ไดร้ บั การศกึ ษาอย่างทัว่ ถึงกัน ตรงกนั ข้ามกบั ศาสนาพราหมณ์ทจ่ี ำกัดสิทธิการศึกษาทั้ง ยังใชภ้ าษาสนั สกฤตซ่งึ ถอื ไดว้ ่าเปน็ ภาษาต้องห้ามสำหรับคนบางวรรณะในสมยั นั้น เช่น ในการศึกษาเล่าเรียนระดับสูง วรรณะศูทรจะเรียก[เรียน] พระเวทไม่ได้ ใครท่องบ่น เรยี น หากถูกจบั ไดอ้ าจถูกลงโทษถึงตัดลน้ิ ๕๒ จากที่กล่าวอ้างมาในเบื้องต้น สามารถสรุปได้ว่า ในการจัดการศึกษาในอดีต นัน้ เปน็ ลกั ษณะของการถ่ายทอดจากปากสู่ปาก หรอื เรยี กว่า แบบมุขปาฐะ นิยมศึกษา เล่าเรียนในสำนักของอาจารย์ และได้พัฒนาการมาโดยลำดับ และได้มีการบันทึกคำ สอนในลักษณะของตวั อกั ษร มีการตรวจสอบความถกู ต้องใหเ้ กดิ ความสมบรู ณ์จากพระ เถระที่ได้รับการสืบทอดมาตามลำดับ จนสำเร็จและได้รับการถ่ายคำสอนไปสู่ดินแดน ต่าง ๆ ไดร้ ับการสนบั สนุนจากพระมหากษัตรยิ ์ และประชาชนจนสามารถจารึกคำสอน ไวใ้ นดินแดนตา่ ง ๆ ได้อย่างมนั่ คงประเทศไทยนับวา่ เปน็ สว่ นหน่ึงในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ได้รับการถ่ายทอดคำสอนจนมีพัฒนาการในการจัดการศึกษา ซ่ึงผู้แต่งจะได้นำเสนอ ในรายละเอยี ดต่อไป  ๔๙ดรู ายละเอียดใน เสถียร โพธนิ ันทะ, หน้า ๕๒-๕๓. ๕๐กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, พิมพ์ครั้งท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร: ศยาม, ๒๕๔๔), หน้า ๗๖. ๕๑กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, ภารตวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: ศยาม, ๒๕๓๗), หนา้ ๓๑. ๕๒นงเยาว์ ชาญณรงค์, ศาสนากับสังคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลยั รามคำแหง, ๒๕๔๗), หน้า ๔๒.

พระเมธีวี ัชั รประชาทร 33 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓๓ ประวัติศาสตร์การศึกษาพระพุทธศาสนา นับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับลัทธิการสร้างวัด การศึกษาทั้งหมดอยู่ในความดูแลของพระสงฆ์ กิจกรรม การศึกษาของพระสงฆ์ มีพื้นฐานอยู่บนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะให้พระสงฆ์ จารกิ ออกไปในโลกภายนอก เพ่อื แสดงธรรมแก่ชาวโลก๕๓ หลังจากพระพทุ ธองค์ตรัสรู้ แล้ว พระองค์เสด็จจาริกไปยังคามนิคมต่าง ๆ เพื่อประกาศพระสัทธรรมที่ทรงค้นพบ เมื่อมีคนได้พบและได้ฟังธรรมมีคนจำนวนมากได้เข้ามาบวชเป็นสาวกจนเกิดเป็นพุทธ บริษทั พระพุทธองค์แสดงธรรมแก่คนทกุ ชาตชิ ้นั วรรณะ หลกั ธรรมของพระองค์มีความ เป็นสากลทั้งความคิดและการปฏิบัติ มีคำสอนเกี่ยวกับความจริง ที่เป็นกลางไม่ขึ้นต่อ บุคคล เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง๕๔ จนเกิดความ เข้าใจสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ๕๕ ใครปฏิบัติตามก็ย่อมได้ รับผลตาม สมควรแก่การปฏิบัติ บุคคลทุกคนเมื่อมีฉันทะ เพียรพยายาม มีเหตุปัจจัยถึงพร้อม ก็ สามารถบรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ไม่มีข้อจำกั ดว่า จะต้องเป็นคนชาติชั้นวรรณะใด เป็นหญิงหรือชาย เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต๕๖ ทำให้ ผู้คนจำนวนมากมาศึกษาปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธองค์ประกาศ เกิดเป็นบริษัทท่ี ประกอบดว้ ยคน ๔ จำพวก คือ ภิกษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก และอบุ าสกิ า๕๗ การศึกษาของสงฆ์แต่เดมิ นั้นเริ่มต้นมาแต่สมัยพุทธกาลแลว้ ตามประวัติความ เป็นมา บุคคลผู้ที่เข้ามาสู่สังฆมณฑล ส่วนมากมักจะได้รับการศึกษาทั้งคดีโลกและคดี ธรรมมาเป็นอยา่ งดตี ามลทั ธิศาสนาในสมัยนัน้ เปน็ ตน้ วา่ จบไตรเพทมากอ่ น การศึกษาของสงฆ์ในสมัยพระพุทธเจ้ายงั ทรงพระชนมอ์ ยูม่ ี ๒ ประการ คือ  ๕๓มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , จากนาลันทาถงึ มหาจฬุ าฯ, พมิ พ์คร้งั ท่ี ๓, (กรงุ เทพ มหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หนา้ ๑. ๕๔พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาและลักษณะแห่ง พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๑๐๒-๑๐๔. ๕๕Bhikkhu Bodhi, The Noble Eightfold Path, (Kandy: BPS., 1999), p. xii. ๕๖อา้ งแลว้ , พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), หนา้ ๓๗๑. ๕๗อง.ฺ ทกุ .อ. (ไทย) ๓๓/๑/๒/๓๗๑-๓๗๒.

34 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓๔  (๑) คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาพระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของ พระพทุ ธเจา้ (๒) วปิ สั สนาธรุ ะ ไดแ้ ก่ การเรยี นกรรมฐานอันเปน็ เครอ่ื งมือหรืออบุ ายฝึกหัด จิตใจให้สะอาดผ่องแผ้วปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง๕๘ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วพระสงฆ์ผู้เป็นพุทธสาวกได้ ประชมุ กันทำสงั คายนาพระธรรมวินยั เพ่ือรวบรวมคำสั่งสอนของพระพทุ ธองค์ที่ได้ตรัส ไว้ให้เป็นหมวดหมู่โดยกำหนดจำนวนรวมได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมกันเป็น พระไตรปิฎก ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาของประเทศอินเดียที่พระสงฆ์พุทธ สาวกทำ สังคายนา ต่อมาพระพุทธศาสนาแพร่หลายไปในประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ซ่ึง ประเทศนั้นไม่รู้ภาษาบาลีจึงทำให้เรียนพระไตรปิฎกลำบาก เป็นเหตุให้เกิดความคิด ต่างกันขึ้นประเทศฝ่ายเหนือ มี ประเทศธิเบตและประเทศจีน เป็นต้น ได้แปล พระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาของตนเพื่อให้เล่าเรียนรู้ได้ง่าย เมื่อไม่มีการเล่า เรียนพระไตรปิฎกภาษาบาลีก็ทำให้พระไตรปฎิ กภาษาบาลีค่อย ๆ สูญสิ้นไป ไม่มีหลัก ที่จะสอบสวนพระธรรมวินัยให้ถูกต้องได้พระพุทธศาสนาในประเทศฝ่ายเหนือจึงแปร ผนั และคลาดเคลอ่ื นไป แตป่ ระเทศฝ่ายใตท้ ม่ี ลี ังกาทวปี พมา่ มอญ ไทย ลาว และเขมร ซึง่ ประเทศเหล่าน้ีได้พยายามรักษาพระไตรปฎิ กภาษาบาลไี ว้และได้เลา่ เรียนภาษาบาลี เพื่อศึกษาให้เข้าใจพระธรรมวินัยในพระไตรปฎิ กต่อไป ดว้ ยเหตุนี้เองประเทศฝา่ ยใต้ จงึ สามารถรักษาศาสนาตามหลักธรรมวินัยได้ย่ังยืนซึง่ การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรมและบาลีนอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำ สั่งสอนแล้วยังได้ชื่อว่า เป็นการสืบตอ่ อายพุ ระพทุ ธศาสนาไวอ้ กี ด้วย เหตุนี้ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ตั้งแต่โบราณมา จึง ทรงทำนุบำรุงเอาพระราชหฤทัยใส่และทรงสนับสนนุ การเล่าเรียนพระปริยตั ิธรรมและ ทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรที่เรียนรู้พระพุทธพจน์ให้มีฐานันดรศักด์ิ โดยการ พระราชทานพระราชูปการต่าง ๆ มีนิตยภัต๕๙ เป็นต้น ทั้งทรงจัดให้มีวิธีการสอบพระ  ๕๘พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, กรงุ เทพมหานคร: บริษัท เอส.อาร.์ พร้ินติง้ แมสโปรดักส์ จำกดั ), หน้า ๑๑๔. ๕๙พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, พิมพค์ รงั้ ท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบนั บนั ลอื ธรรม, พ.ศ. ๒๕๕๓), หน้า ๔๐๗.

พระเมธีวี ัชั รประชาทร 35 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓๕ ปริยัติธรรมเพื่อให้ปรากฏตอ่ สังคมทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้ภาษาบาลี ในพระไตรปิฎกมากน้อยเพียงใด เมื่อปรากฏว่าพระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้รอบ และรู้ถึงชั้นที่กำหนดไว้พระมหากษัตริย์ก็ทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรรูปนั้นให้เป็น มหาบาเรียนในปัจจุบนั เรียกวา่ มหาเปรยี ญธรรม เมื่ออายุพรรษาถึงขั้นเถรภมู ิ ก็ทรงตั้ง ให้มีสมณศักดิ์ในสังฆมณฑลตามควรแก่คุณธรรมและความรู้ เป็นครูอาจารย์ผู้สั่งสอน พระปรยิ ัตธิ รรมสบื ตอ่ มาจนบดั น้ี องคป์ ระกอบของการศึกษาพระพทุ ธศาสนาที่สำคัญมี ๓ ประการ คือ (๑) ปริยัติ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยความเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติและการศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมนั้นเป็น การศึกษาภาคทฤษฎี คือการศึกษาธรรมวินัยให้มีความรู้พื้นฐานอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อให้ เกิดความกระจ่างแจ้งว่าคำสอนของพระพุทธองค์ที่จัดเป็นธรรมบทนั้น บทนี้ว่าด้วย เรื่องอะไร ถ้าผู้เรียนจะน้อมนำเอาธรรมคำสั่งสอนมาปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางหรือแสง ประทีปแห่งชวี ิต จะทำอย่างไรและเมื่อปฏิบตั ิตามแล้วจะได้ผลอย่างไรเป็นต้น เรียกวา่ ปรยิ ัติ (๒) ปฏิบัติ ได้แก่ การน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนที่ได้เรียนรู้ในทาง ภาคทฤษฎีนั้นมาสู่ภาคปฏิบัติคือนำมาประพฤติปฏิบัติจริง ๆ เพื่อเป็นการอบรมกาย วาจา และใจ กลา่ วอีกนยั หนงึ่ ก็คือนำเอาหลักธรรมท่ีเรียนร้แู ล้วน้ันมาเปน็ แนวทางหรือ ปทฏั ฐานแห่งชีวิตใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะของตน เรยี กวา่ ปฏิบัติ (๓) ปฏิเวธ ได้แก่ ผลของการปฏิบัติธรรมนั้น เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจก พทุ ธเจา้ พระอรหันตสาวก และพระอรยิ บุคคล เป็นต้น ผไู้ ดร้ ับผลแห่งการปฏบิ ัติ ซ่งึ ทำ ให้ยกฐานะจากปุถุชนธรรมดาขึ้นมาเป็นพระอริยบุคคล การบรรลุธรรมชั้นนั้น ๆ ตาม ภูมิธรรมที่ตนปฏิบัตินั้น ไม่มีใครมายกย่องหรือแต่งตั้งให้ แต่การยกฐานะดังกล่าว เป็นไปโดยอัตโนมัติหรือฐานะหรือตำแหน่งแห่งอริยเจ้านั้น ไม่มีการแต่งตั้งให้จะรู้ได้ ด้วยตนเอง๖๐ การศึกษาพระปริยัติธรรมนี้ สรุปความได้ว่า เป็นการศึกษาหลักคำสอนของ พระพุทธเจ้าที่พระสงฆ์ต้องศึกษาโดยเฉพาะ มีลักษณะ ๒ ประการ คือ คันถธุระ การศึกษาหลักพระธรรมวินัยหรือการศึกษาปริยัติธรรม และ วิปัสสนาธุระ การศึกษา ๖๐เรอ่ื งเดยี วกัน

36 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓๖  หลักวิปัสสนากรรมฐานการจะศึกษาพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกที่เป็นภาษาบาลีให้ เข้าใจได้และเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาต่อไป จึงจำเป็นต้องเรียนภาษาบาลีให้ เข้าใจถ่องแท้ก่อนแล้วจึงเรียนพระไตรปิฎกต่อไปได้ อนึ่งองค์ประกอบการศึกษาพระ พุทธวจนะในพระไตรปิฎกนั้น มีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ๑) ปริยัตธิ รรมศึกษาพระ ธรรมวินัยหรือพระพุทธพจน์ภาคทฤษฎี ๒) ปฏิบัติ นำหลักพระธรรมวินัยที่ศึกษาแล้ว มาปฏบิ ตั ิ และ ๓) ปฏิเวธ ผลท่ีเกดิ ข้ึนจากการปฏิบตั ิน้นั หลังจากพระพุทธองค์ประกาศศาสนาไม่นาน ปรากฏว่ามีคนเลื่อมใสมาขอ บวชเป็นพระสาวกจำนวนมาก พระองค์ก็อนุญาตให้คนเหล่านั้นบวชได้ เหตุผลหลักท่ี พระองค์อนุญาตให้กุลบุตรเข้ามาบวชนั้นก็เพราะทรงมีพระประสงค์จะให้กุลบุตร เหล่านั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยนั่นเอง ดังนั้น กุลบุตรที่เข้ามาบวชใน พระพุทธศาสนาจึงมีหนา้ ที่ต้องศกึ ษา และจะต้องศึกษาเช่นนั้นไปจนตลอดชีวิตจนกว่า จะบรรลเุ ปน็ พระอรหันต์ ขอ้ นีเ้ หน็ ได้จากคำกล่าวสอนของอุปัชฌายใ์ นวนั อุปสมบทที่ว่า “ภิกษุผู้อุปสมบทแล้วพึงศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ในพระ ธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วโดยเคารพ” ๖๑ สอดคล้องกับพุทธดำรัสในสมณ สูตรความว่า “ภิกษุทั้งหลาย กิจที่สมณะควรทำ เป็นของสมณะ ๓ ประการนี้” กิจท่ี สมณะควรทำเปน็ ของสมณะ ๓ ประการ คือ (๑) การสมาทานอธิสีลสกิ ขา (สกิ ขาคอื ศลี อนั ยิง่ ) (๒) การสมาทานอธจิ ติ ตสิกขา (สกิ ขาคือจติ อนั ย่ิง) (๓) การสมาทานอธปิ ัญญาสิกขา (สิกขาคอื ปญั ญาอันยิ่ง) กิจที่สมณะควรทำเป็นของสมณะ ๓ ประการนี้แล เพราะเหตุนั้นแล เธอ ทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักมีความพอใจอย่างยิ่งในการสมาทานอธิสีล สิกขา เราจักมีความพอใจอย่างยิ่งในการสมาทานอธิจิตตสิกขา เราจักมีความพอใจ อย่างย่งิ ในการสมาทานอธิปญั ญาสกิ ขา๖๒ จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การศึกษาตามหลักไตรสิกขามีความสำคัญต่อชีวิต นักบวชซึ่งการศึกษานี้จะดำเนินไปได้ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยแนะนำพร่ำสอน  ๖๑พระธรรมวโรดม (บุญมา คุณสมฺปนฺโน), คู่มือพระอุปัชฌาย์, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กาญจนบรุ ี: สำนกั พมิ พธ์ รรมเมธี, ๒๕๔๕), หน้า ๔๙. ๖๒อง.ฺ ทกุ กฺ . (บาลี) ๒๐/๘๒/๒๒๒, องฺ.ทุกกฺ . (ไทย) ๒๐/๘๒/๓๐๘-๓๐๙.

พระเมธีวี ััชรประชาทร 37 (ประยููร นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓๗ เพื่อให้บรรยากาศของคณะสงฆ์เอื้อต่อการศึกษาดังกล่าว พระพุทธองค์จึงตั้งวัดข้ึน เพื่อให้เป็นชุมชนของคนที่ต้องการฝึกฝนตนเองอย่างเต็มท่ี โดยทรงวางความสัมพันธ์ ของคนในสังคมสงฆ์ไว้อย่างเหมาะสม ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง อุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกและอาจารย์กับอันเตวาสิก สามารถจำแนกเป็นความสัมพันธ์ ระหวา่ งบคุ คล ๒ คู่ คอื (๑) การให้การศึกษาระหวา่ งอปุ ชั ฌาย์กบั สิทธวิ หาริก อุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้เข้าไปเพ่งโทษน้อยใหญ่ คือ คำนึงถึงโทษน้อยใหญ่ของ สัทธิวิหาริกอย่างเอาใจใส่และแนะนำประโยชน์ให้๖๓ โดยสถานภาพแล้ว อุปัชฌาย์จะ เป็นผู้ที่มีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป ถือว่าเป็นพระเถระ อยู่ในฐานะที่จะให้การศึกษาอบรมแก่ กุลบุตรผู้เข้ามาบวชได้ ในตอนขออุปสมบท อุปัชฌาย์จะเป็นผู้แจ้งแก่สงฆ์ว่ามีคน ต้องการเข้ามาขอบวช และเป็นผู้รับรองกุลบุตรคนนั้นในท่ามกลางสงฆ์ อุปัชฌาย์จึงมี หนา้ ทหี่ ลกั ๒ อย่าง คือ เปน็ ผรู้ บั ผิดชอบและรับรองผู้บวชในพิธีบรรพชาอุปสมบทและ เป็นผู้รับปกครองดูแล แนะนำตักเตือนและติดตามความเป็นอยู่ของผู้ที่ตนบวชให้ เหมือนบิดาปกครองดูแลบุตร สิ่งใดปฏิบัติแล้วเป็นโทษแม้เล็กน้อย อุปัชฌาย์ต้องห้าม ปรามไม่ให้สัทธิวิหาริกทำ สิ่งใดปฏิบัติแล้วเป็นประโยชน์ อุปัชฌาย์ต้องขวนขวาย ส่งเสรมิ ใหส้ ทั ธิวิหาริกทำ๖๔ สัทธวิ หิ ารกิ แปลวา่ ผมู้ ีการอยรู่ ว่ มกบั อุปชั ฌาย์โดยสถานภาพแลว้ สัทธิวิหารกิ จะเป็นกุลบุตรผู้มีความประสงค์จะบวชเป็นภิกษุ จึงต้องมาแจ้งความประสงค์แก่ อุปัชฌาย์ เพื่อให้อุปัชฌาย์นำเรื่องแจ้งในท่ามกลางสงฆ์นอกจากจะต้องกล่าวคำขอ บรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสงฆ์แล้ว จะต้องออกปากขอถือนิสัยกับอุปัชฌาย์ ประกาศตนว่าต่างเป็นภาระของกันและกัน หลังจากอุปสมบทแล้ว ภิกษุใหม่จะต้อง อาศัยอยใู่ นสำนกั ของอาจารย์ (๒) การให้การศกึ ษาระหว่างอาจารย์กบั อันเตวาสิก อาจารย์ แปลว่า ผู้ที่อันเตวาสิก พึงอุปัฏฐาก โดยสถานภาพแล้วภิกษุผู้เป็น อาจารย์เน้นที่ความฉลาดและความสามารถในการอบรมสั่งสอนเป็นสำคัญ ภาระหลัก  ๖๓ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๗๗/๗๗-๗๘, ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๗๗/๑๐๗. ๖๔พระโมคคัลลานเถระ, คัมภีร์อภิธานวรรณนา, พระมหาสมปอง มุทิโต แปลและเรียบ เรยี ง, พิมพ์ครัง้ ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ประยรู พร้นิ ท์ตง้ิ จำกดั , ๒๕๔๗), หนา้ ๕๒๒.

38 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓๘  ของอาจารย์นอกจากต้องหวังทำประโยชน์ด้านการพัฒนาตนแก่ศิษย์แล้ว ยังต้อง เน้นหนักไปที่การเอาใจใส่ด้านการศึกษาอบรมแก่อันเตวาสิกเป็นสำคัญด้วย มี๔ ประเภท คอื (๑) ปพั พชั ชาจารย์ อาจารยผ์ ้ใู หบ้ รรพชา (๒) อปุ สัมปทาจารย์ อาจารยผ์ ูใ้ ห้อุปสมบท (๓) นสิ สยาจารย์ อาจารยผ์ ใู้ ห้นิสสัย (๔) อเุ ทศาจารยห์ รอื ธรรมาจารย์ อาจารย์ผสู้ อนธรรม อนั เตวาสกิ แปลว่า ผอู้ าศัยอยู่ในสำนักของอาจารย์หมายเอาภิกษุผู้บวชแล้วมี ข้อกำหนดให้อาศัยอยู่ใกล้อาจารย์ เพื่อจะได้ถือนิสัย คอยปรนนิบัติดูแลและรัก การศกึ ษาจากอาจารยม์ ี ๔ ประเภท คือ (๑) ปัพพชนั เตวาสกิ อันเตวาสกิ ในบรรพชา (๒) อุปสัมปทันเตวาสิก อันเตวาสกิ ในอปุ สมบท (๓) นสิ สยนั เตวาสิก อนั เตวาสกิ ผูถ้ อื นิสยั (๔) ธัมมนั เตวาสิก อนั เตวาสกิ ผเู้ รยี นธรรม๖๕ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ตามพุทธประสงค์นั้น มีลักษณะสำคัญ ดงั น้ี (๑) มีพุทธประสงค์ให้อาจารย์กับศิษย์มีความแนบแน่นเหมือนบิดากับบุตร ให้แต่ละฝ่ายวางใจต่อกันฐานะบิดากับบุตรแล้วทำวัตรต่อกันด้วยความสนิทสนม ดัง ความในพระวินัยปิฎกตอนหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์จัก เข้าไปตั้งจิตสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร สัทธิวิหาริก จักเข้าไปตั้งจิตสนิทสนมใน อุปัชฌาย์ฉันบิดาเม่ือเป็นเชน่ น้ี อุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกจกั มีความเคารพ จักถึงความ เจริญงอกงามไพบูลยใ์ นธรรมวินัยนี้”๖๖  ๖๕อ้างแล้ว, พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวล ศพั ท,์ หน้า ๓๔๐-๓๔๔. ๖๖ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๖๔/๕๗-๕๘, วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๔/๘๑.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 39 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๓๙ (๒) ท้งั สองฝา่ ยมีความสัมพันธ์แนบแน่นตลอดเวลาจนตลอดชวี ิต ยกเว้นฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยสาเหตุ คือ หลีกหนีไปอยู่ในที่อื่น สึกออกไป เป็นฆราวาส มรณภาพ หรอื ไปเขา้ รีตเดียรถยี ๖์ ๗ (๓) อาจารยต์ ้องใหก้ ารศึกษาศิษยด์ ้วยการสงเคราะห์ ๔ ด้าน คอื ๑) สงเคราะห์ด้วยอุเทส คอื การศึกษาพระบาลี (พุทธพจน์) ๒) สงเคราะห์ด้วยปริปุจฉา คือ การอธิบายความแห่งพระบาลี (พุทธ พจน์) ๓) สงเคราะหด์ ้วยโอวาท คอื การกลา่ วสอนว่า จงทำส่งิ นี้ อย่าทำสง่ิ น้ี ใน เมือ่ เรื่องที่ควรทำและควรห้าม ยังไมเ่ กิด ๔) สงเคราะห์ดว้ ยอนุศาสน์ คือ การว่ากล่าวอย่างนั้นในเมื่อเรื่องเกิดแล้ว อีกประการหนึ่ง เรื่องจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม การว่ากล่าวครั้งแรกชื่อว่า โอวาท การ พร่ำสอนอยเู่ นอื่ ง ๆ ช่อื อนุสาสน๖์ ๘ จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสัทธิวิหาริกกับอุปัชฌาย์และอันเตวาสิกกับ อาจารย์นั้นมีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือเป็นลักษณะของผู้น้อยที่ต้องคอยได้รับการ สงเคราะห์จากผู้ใหญ่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า ศิษย์คือ สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกนี้ จะตอ้ งตง้ั ม่ันในความกตัญญูคอยเฝา้ ปรนนิบตั ิดแู ลอาจารย์ พรอ้ มกบั คอยรับการอบรม สั่งสอนจากท่านเนือง ๆ ข้อนี้ผู้แต่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่แตกต่างจากนักบวชในลัทธินอก  ๖๗วิ.ม. (บาลี) ๔/๗๗/๗๗-๗๘, ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๗๗/๑๐๖, ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๘๓/๙๑-๙๒, ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๘๓/๑๒๒. ๖๘ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม.อ. (ไทย) ๖/๔/๑/๑๕๙.

40 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๔๐  ศาสนา ที่มีข้อวัตรแนวปฏบิ ัตทิ ี่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา เช่น พวกดาบส๖๙ ฤษ๗ี ๐ หรือชฎิล นักบวชพวกนี้ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องอยู่ศึกษาหรอื คอยปรนนิบัติดแู ลอาจารย์ จึงมีผลทำให้นักบวชเหล่านั้นแม้จะอยู่ในยุคสมัยเดียวกันและมีอาศรมอยู่ใกล้เคียงกัน แต่คำสอนก็ไม่ได้มแี บบแผนเป็นอย่างเดยี วกัน เพราะนกั บวชเหล่าน้ันไม่ได้เป็นนักบวช ทสี่ ืบทอดคำสอนมาจากศาสดาคนเดียวกัน นกั บวชบางตนอาจจะออกบวชและบำเพ็ญ เพียรอยู่โดยลำพังไม่มีอาจารย์อบรมส่ังสอน๗๑ นักบวชบางตนอาจจะออกบวชในสำนัก ของผู้เป็นคณาจารย์และได้รับการสั่งสอนให้ปฏิบัติตามแนวทางที่อาจารย์ได้ทดลอง ปฏบิ ตั มิ า หลกั ธรรมและวิธปี ฏิบัติของดาบสในแตล่ ะอาศรม จงึ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และวิธปี ฏบิ ตั ิของผู้เป็นอาจารย์ นอกจากจะถือว่าอปุ ัชฌายวัตรกับสัทธิวิหาริกวัตรเป็นธรรมเนียมที่เอ้ือต่อการ ฝึกฝนแล้ว สามารถกล่าวได้ว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ทำอุปการะต่อกัน มีความเคารพ ความผูกพันและความมีเมตตาไมตรีต่อกัน จะส่งผลให้การอยู่ร่วมกันในหมู่สงฆ์มีสาย สัมพันธ์อย่างแนบแน่นนอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหารกิ แลว้ ระหวา่ งศษิ ย์ทีบ่ วชกบั อุปัชฌายร์ ูปเดียวกนั กจ็ ะมคี วามสัมพนั ธ์ต่อกัน เพราะถือว่า เป็นลูกพ่อเดียวกัน เรียกภิกษุเหล่านี้ว่า ภิกษุร่วมอุปัชฌาย์ (สมานุปัชฌายกะ) เพราะ ทรงมุ่งหวังให้อุปัชฌาย์ตั้งจิตสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร สัทธิวิหาริกก็จักตั้งจิต สนิทสนมในอุปชั ฌาย์ฉันบิดาเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนีอ้ ุปชั ฌาย์และสัทธิวิหารกิ ต่างมี ความเคารพยำเกรงประพฤติกลมเกลียวกัน จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระ  ๖๙ดาบส เป็นภาษาบาลี แปลทับศัพท์ จากคำว่า ตาปส สำเร็จรูปจากตปธาตุ หากเป็น หญิงเรียกว่า ดาบสินี (ตาปสินี) แปลว่า นักบวชผู้บำเพ็ญตบะ ; ดูรายละเอียดใน ป.หลงสมบุญ, พจนานุกรมมคธ-ไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: เรืองปัญญา, ๒๕๔๙),หน้า ๓๐๒, พระวิ สุทธมหาจารย์มหาเถระ, ธาตุวัตถสังคหปาฐนิสสยะ, พระราชปริยัติโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม) และ คณะ ปริวรรต-แปล,(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕), หนา้ ๑๕๗, พระโมคคัลลานเถระ,คมั ภรี อ์ ภิธานวรรณนา, หน้า ๕๔๘. ๗๐ฤษีใช้เรียกนักบวชทุกประเภท เช่น อาชีวก นิครนถ์ ดาบส ชฏิล ปริพาชก เพราะ นักบวชเหล่านี้เป็นผู้ออกบวชเพื่อแสวงคุณวิเศษตามลัทธิของตนเหมือนกัน; ขุ.จู. (บาลี) ๓๐/๑๒/ ๕๑, ข.ุ จู. (ไทย) ๓๐/๑๒/๘๖. ๗๑พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาจะวิกฤติต้องคิดให้ไกลรู้ให้ทัน, (กรุงเทพมหานคร: มลู นิธพิ ุทธธรรม, ๒๕๔๕), หน้า ๗๖.

พระเมธีีวัชั รประชาทร 41 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๔๑ ธรรมวินัยน้ี๗๒ ในพระวินัยได้วางหลักในการทำหน้าที่ให้แก่สัทธิวิหาริก-อันเตวาสิก กระทำตอ่ อปุ ชั ฌายอ์ าจารย์ สรปุ ได้ดงั นี้ (๑) เอาใจใส่ในธุระและปรนนบิ ตั ิรบั ใช้ทุกอยา่ ง (๒) หวงั ท่จี ะศึกษาหาความรจู้ ากทา่ นอย่เู สมอ (๓) ระงับหรือป้องกนั ความเสื่อมเสียทีจ่ ะเกิดกับท่าน (๔) รกั ษานำ้ ใจไม่ทำให้ท่านผดิ หวงั หรอื เสียใจ (๕) เคารพและใหเ้ กยี รติยกยอ่ งท่านเสมอ (๖) ไปไหนบอกลา ไมเ่ ท่ียวตามอำเภอใจ (๗) เมื่อคราวอาพาธเอาใจใส่พยาบาลไม่ทอดทงิ้ ๗๓ อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า การที่พระสงฆ์ได้สละบ้านเรือน ออกมาบวชในพระพุทธศาสนา เปน็ การห่างญาตพิ ี่นอ้ งมีมารดาบดิ า บางครงั้ เมื่อได้รับ ความเดือดร้อนเพราะเหตุต่าง ๆ เช่น เจ็บไข้ อาพาธ ถ้าพระสงฆ์ด้วยกันไม่ดูแล ช่วยเหลือกันเอง ก็จะทำให้เดือดร้อนยิ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายให้ดูแลกันและกัน ถ้าภิกษุไม่ดูแลกันเองก็จะไม่มีใครดูแล ภกิ ษุรปู ใดปรารถนาจะทำหนา้ ทีด่ ูแลพระองค์กข็ อใหภ้ กิ ษรุ ูปน้ันพยาบาลภิกษุไข้แทน๗๔ เนื่องจากหน้าที่ของผู้ดูแลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็น คุณและโทษพร้อมทั้งประโยชน์ในการบัญญัติข้อปฏิบัติต่าง ๆ นั้นจะต้องอาศัยเรื่องท่ี เกิดขึ้นเป็นเหตุในการบัญญัติ เช่น เมื่อภิกษุไม่ยอมทำหน้าที่ของผู้ดูแลอุปัชฌาย์หรือ อาจารย์ของตน ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องไมด่ ีงามเปน็ แบบอย่างทีไ่ ม่ดพี ระองค์จึงได้ทรงวาง แนวทางให้ภิกษุประพฤติชอบต่ออุปชั ฌายห์ รืออาจารยข์ องตน ๓.๓ แนวทางการจัดการศึกษาในพระพุทธศาสนา ไตรสิกขา เป็นระบบฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ หรือฝึกฝนอบรม การพัฒนา มนุษยใ์ หด้ ำเนินชวี ิตดีงามถูกต้อง ทำใหม้ วี ถิ ีชีวิตที่เปน็ มรรค เปน็ ทางดำเนินชีวิต หรือ วิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงามของมนุษย์ ต้องเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนใน ๓ ด้านใหญ่ ๆ คือ  ๗๒ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๖๕/๕๘, วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๕/๘๑. ๗๓วิ.ม. (บาลี) ๔/๖๖/๕๙-๖๔, วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๖/๘๒-๘๗. ๗๔วิ.ม. (บาลี) ๕/๓๖๕/๑๖๖-๑๖๗, วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๖๕/๒๓๙-๒๔๐.

42 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๔๒  อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา๗๕ ไตรสิกขา มาจากคำว่า ไตร กับ สิกขา “ไตร” แปลว่า สาม “สิกขา”แปลว่า บทเรียน ไตรสิกขาก็แยกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา คือกระบวนการพัฒนาพฤติกรรมพัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญา เพื่อให้ชีวิตมนุษย์ ดำเนินไปสู่ความสมบูรณ์ คือภาวะที่เป็นผู้มีวิชาแล้ว มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา๗๖ ไตรสิกขาจึงแปลว่า บทเรียน ๓ บท หมายถึง หลักปฏิบัติใหญ่ ๆ ๓ ประการ ซึ่งทาง พระพุทธศาสนาเชื่อว่า หากใครปฏิบัติตามได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้นั้นก็จะสามารถดับ ทกุ ข์ในชวี ติ ได้อยา่ งสิ้นเชงิ หลักทั้ง ๓ น้ันดังน้ี (๑) อธิสลี สกิ ขา หมายถงึ ธรรมทม่ี ีเจตนาของบคุ คลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นต้นและของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติอยู่๕๗ บุคคลผู้มีศีลนี้ จักต้องมีการฝึกความ ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และอาชีวะ หมายถึง รวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาวาจา เป็นต้น ด้วยสีลสิกขานี้เป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติ จึงมีความหมายและขอบเขตท่ี กวา้ งขวางมาก สามารถแบง่ ออกได้หลายระดับ ในแต่ละระดบั กย็ ่อมจะเกอ้ื กูลแก่มรรค เมื่อมีการฝึกฝนทางวินัยเพื่อความดีงามยิ่งขึ้นไปแล้ว ก็จะช่วยปิดกั้นความชั่วร้าย เพิ่มพูนโอกาสแห่งการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติกิจเพื่อความดีงามหรือคุณค่าอื่น ๆ ยงิ่ ข้นึ ไป (๒) อธิจิตสิกขา หมายถึง การฝึกฝนด้านคุณภาพของจิต ได้แก่ การรวมเอา องค์มรรคข้อสัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิเข้ามา เพื่อการฝึกให้มีจิตใจ เข้มแข็ง มีความมั่นคง ควบคุมตนเองได้ มีสมาธิ มีจิตที่สงบ ฯลฯ สิ่งรบกวนจากปัจจัย ภายนอก ปราศจากความเศร้าหมอง อยู่ในสภาพเหมาะแก่การใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะการใช้ปญั ญาอยา่ งลกึ ซง้ึ และตรงตามความเปน็ จริง (๓) อธิปัญญาสิกขา หมายถึง การฝึกปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สรรพสิ่งตามความเป็นจริง เป็นต้น ไม่มีกิเลสแอบแฝง คิดพิจารณากิจทั้งปวง ในทางที่ เปน็ ประโยชน๗์ ๗  ๗๕ว.ิ มหา. (บาลี) ๑/๔๕/๓๐, วิ.มหา. (ไทย) ๑/๔๕/๓๓. ๗๖พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาและลักษณะแห่ง พระพุทธศาสนา, หนา้ ๕๘. ๗๗พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๙๔-๑๙๕.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook