Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศาสนา ม.ต้น

ศาสนา ม.ต้น

Published by laddawanj311, 2020-05-10 23:25:05

Description: ศาสนา ม.ต้น

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า สค21002 ศาสนา และหน้าที่พลเมือง ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น ตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย สํานักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ

คาํ นํา แผนการจดั การเรียนรู้ เป็นเคร่ืองมือสาํ คญั สาํ หรับครูที่จะทาํ ใหก้ ารจดั การเรียนรู้บรรลุเป้ าหมาย ที่ต้องการ เป็ นการวางแผนไวล้ ่วงหน้าโดยศึกษาในเร่ือง สาระพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๔๕) หมวด ๓ ระบบการศึกษา และ หมวด ๔ แนวการจดั การศึกษาทุก มาตรากรอบของการจดั การศึกษาตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ เอกสารเก่ียวกบั การประกนั คุณภาพการศึกษา โดยจดั กระบวนการเรียนรู้ให้สอดคลอ้ งกบั มาตรฐาน เอกสารเกี่ยวกบั เน้ือหาในรายวิชาท่ีจดั การเรียนรู้ และศึกษาหาขอ้ มูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ วิธีการจดั การ เรียนรู้แบบต่าง ๆ ซ่ึงเน้นผูเ้ รียนเป็ นสําคัญและรูปแบบการเรียนรู้ โดยกําหนดให้ใช้รูปแบบการจัด กระบวนการเรียนรู้ กศน. (ONIE MODEL) ซ่ึงมี ๔ ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ ข้นั ตอนท่ี ๑ การกาํ หนดสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ (O : Orientation) ข้นั ตอนท่ี ๒ การแสวงหาขอ้ มูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning) ข้นั ตอนที่ ๓ การปฏิบตั ิและนาํ ไปประยกุ ตใ์ ช้ (I : Implementation) ข้นั ตอนท่ี ๔ การ ประเมินผล (E : Evaluation) แผนการเรียนรู้จะทาํ ใหค้ รูไดค้ ูม่ ือการจดั การเรียนรู้ ทาํ ให้ดาํ เนินการจดั การเรียนรู้ ไดค้ รบถว้ นตรงตามหลกั สูตรและจดั การเรียนรู้ไดต้ รงเวลา ในการจดั ทาํ แผนการเรียนรู้ดงั กล่าว สําเร็จลงไดด้ ว้ ยความร่วมมือจากขา้ ราชการบาํ นาญ ผูบ้ ริหาร นกั วชิ าการ และครู กศน. ที่ไดเ้ สนอแนะความคิดเห็นอนั เป็ นประโยชน์ยิง่ ต่อการพฒั นาเป็ นแผนการจดั การ เรียนรู้ สาํ นกั งาน กศน. ขอขอบคุณในความร่วมมือมาในโอกาสน้ี สาํ นกั งาน กศน. ตุลาคม 2555

สารบญั หนา้ 1 คาํ อธิบายรายวชิ าและรายละเอียดคาํ อธิบายรายวชิ า 2 ผลการวเิ คราะห์รายละเอียดคาํ อธิบายรายวชิ า แผนการจดั การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม 6 33 แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี 1 เร่ือง ศาสนา วฒั นธรรมประเพณี 59 แผนการจดั การเรียนรู้ ที่ 2 เร่ือง หนา้ ท่ีพลเมือง แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี 3 เร่ือง หลกั สิทธิมนุษยชน 76 แผนการจดั การเรียนรู้แบบเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 79 แผนการจดั การเรียนรู้ ที่ 1 เรื่อง ศาสนาวฒั นธรรมประเพณี 82 แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี 2 เรื่อง ศาสนาวฒั นธรรมประเพณี 85 แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี 3 เรื่อง หนา้ ที่พลเมือง แผนการจดั การเรียนรู้ ท่ี 4 เร่ือง หนา้ ท่ีพลเมือง 88 บรรณานุกรม 89 คณะทาํ งานรายวชิ า สค21002 ศาสนา และหนา้ ที่พลเมือง คณะผจู้ ดั ทาํ

1 คําอธิบายรายวชิ า สค21002 ศาสนา และหน้าทพ่ี ลเมือง จํานวน 2 หน่วยกติ ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจ เห็นคุณค่าและสืบทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณีของ ประเทศใน ทวปี เอเชีย 2. มีความรู้ ความเขา้ ใจดาํ เนินชีวติ ตามวถิ ีประชาธิปไตย กฎระเบียบของประเทศเพื่อนบา้ น ศึกษาและฝึ กทกั ษะเกย่ี วกบั เร่ืองดังต่อไปนี้ 1. ประวตั ิความเป็นมาของศาสนาในประเทศไทย และประเทศในทวปี เอเชีย 2. หลกั ธรรมสาํ คญั ของการปฏิบตั ิตนใหอ้ ยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติสุข 3. การบริหารจิต ตามหลกั ศาสนา 4. การปฏิบตั ิตนเป็นคนดีตามหลกั คาํ สอนของแตล่ ะศาสนา (พทุ ธ คริสต์ อิสลาม) 5. วฒั นธรรม ประเพณี ที่สาํ คญั ของประเทศไทยและทวปี เอเชีย 6. การอนุรักษ์ สืบสาน วฒั นธรรม ประเพณี และค่านิยม จริยธรรมทางสังคม ท่ีพึงประสงค์ ของสงั คมไทย 7. โครงสร้างและสาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สิทธิ เสรีภาพ หนา้ ท่ีของประชาชน 8. การปฏิรูปการเมืองและจุดเด่นของรัฐธรรมนูญท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สิทธิเสรีภาพหนา้ ท่ีของ ประชาชน 9. หลกั การอยรู่ ่วมกนั ตามวถิ ีทางประชาธิปไตยบนพ้ืนฐานของคุณธรรมจริยธรรม 10. สถานการณ์และ การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในสงั คมไทย 11. สิทธิมนุษยชน พนื้ ฐาน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จดั ให้มีการคน้ ควา้ หาความรู้ จากสื่อเอกสาร ตาํ รา ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ภูมิปัญญา สถาบนั ทางศาสนา การฝึ กปฏิบตั ิ การทาํ โครงงาน การจดั กลุ่มอภิปรายแลกเปล่ียนเรียนรู้ การวิเคราะห์ สถานการณ์จาํ ลอง การสรุปผลการเรียนรู้ และนาํ เสนอในรูปแบบตา่ งๆ การวดั และประเมนิ ผล ประเมินจากการทดสอบ การสงั เกต การประเมินการมีส่วนร่วมในการทาํ กิจกรรมและการตรวจ ผลงาน ฯลฯ

2 รายละเอยี ดคาํ อธิบายรายวชิ า สค21002 ศาสนาและหน้าที่พลเมอื ง จํานวน 2 หน่วยกติ ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจ เห็นคุณคา่ และสืบทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณีของประเทศ ในทวปี เอเชีย 2. มีความรู้ ความเขา้ ใจดาํ เนินชีวติ ตามวถิ ีประชาธิปไตย กฎระเบียบของประเทศเพื่อน บา้ น ท่ี หวั เร่ือง ตัวชี้วดั เนือ้ หา จํานวน (ชั่วโมง) 1. ศาสนา 1.มีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั 1.ความเป็นมาของศาสนาใน 20 วฒั นธรรม ความเป็นมาของศาสนาตา่ งๆ ประเทศไทย ในประเทศไทย และประเทศ - พุทธ ประเพณี - คริสต์ ในทวปี เอเชีย - อิสลาม - ฮินดู 2.นาํ หลกั ธรรมสาํ คญั ๆ ใน 2.ความเป็นมาของศาสนาใน ศาสนาของตน มาประพฤติ ทวปี เอเชีย ปฏิบตั ิใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกนั - พทุ ธ กบั ศาสนาอ่ืนไดอ้ ยา่ งสันติสุข - คริสต์ - อิสลาม - ฮินดู 3.เห็นประโยชนใ์ นการนาํ 3.หลกั ธรรมในแตล่ ะศาสนา หลกั ธรรมคาํ สอนในศาสนาท่ี ท่ีทาํ ใหอ้ ยรู่ ่วมกบั ศาสนาอ่ืน ตนนบั ถือมาประพฤติปฏิบตั ิ ไดอ้ ยา่ งมีความสุข ตน เพื่อใหเ้ ป็นคนดีในสังคม - ศาสนาพุทธ คือ พรหมวหิ าร4 ฆราวาสธรรม ฯลฯ - ศาสนาคริสต์ - ศาสนาอิสลาม - ศาสนาฮินดู

3 ที่ หวั เรื่อง ตัวชี้วดั เนือ้ หา จํานวน (ชั่วโมง) 4.นาํ ขอ้ ปฏิบตั ิของบุคคล 4. หลกั ธรรมในแต่ละศาสนา ตวั อยา่ งท่ีใชห้ ลกั ธรรมทาง ท่ีทาํ ใหผ้ นู้ าํ มาประพฤติ ปฏิบตั ิเป็นคนดีในศาสนา ศาสนามาปฏิบตั ิใน พุทธคือ ชีวติ ประจาํ วนั มาใชใ้ ห้ เหมาะสมกบั วถิ ีชีวติ ของ เบญจศีล เบญจธรรม พรหม ตนเอง วหิ ารธรรมท่ีทาํ ใหง้ าม ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 4.1กรณีตวั อยา่ งบุคคล ตวั อยา่ งในแตล่ ะศาสนา 5.มีความรู้ ความเขา้ ใจใน 5.วฒั นธรรมประเพณีใน 20 วฒั นธรรมประเพณีของ ประเทศไทยและประเทศใน ประเทศไทยและประเทศใน เอเชีย เอเชีย - ภาษา - การแตง่ กาย - อาหาร - ประเพณี ฯลฯ 6.ตระหนกั ถึงความสาํ คญั ใน 6.การอนุรักษ์ และสืบสาน วฒั นธรรมประเพณี ของ วฒั นธรรมประเพณีของ ประเทศไทยและประเทศใน ประเทศไทย และประเทศใน เอเชีย เอเชีย(กรณีตวั อยา่ ง) 7.มีส่วนร่วมในการปฏิบตั ิตน 7.การประพฤติปฏิบตั ิตน เพื่อ ตามวฒั นธรรมประเพณี ของ การอนุรักษ์ และสืบสาน สงั คมไทย วฒั นธรรมประเพณีของ ประเทศไทยและประเทศใน เอเชีย

4 ท่ี หวั เรื่อง ตวั ชี้วดั เนือ้ หา จํานวน 2 หนา้ ท่ีพลเมือง (ช่ัวโมง) 8.ประพฤติตนตามค่านิยม 8.คา่ นิยมท่ีพงึ ประสงคข์ อง จริยธรรมท่ีพึงประสงคข์ อง ประเทศไทยและประเทศ ตา่ งๆในเอเชีย สงั คมไทย 1.รู้และเขา้ ใจความสาํ คญั ของ 1.1 ความเป็นมา หลกั การ 20 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั ร เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไทย 1.2 โครงสร้าง และ สาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญ 1. 3 การปฏิรูปการเมือง และ จุดเด่นของรัฐธรรมนูญท่ี เกี่ยวกบั สิทธิเสรีภาพหนา้ ท่ี ของประชาชน 2.รู้และเขา้ ใจหลกั คุณธรรม 2. หลกั การอยรู่ ่วมกนั ตาม จริยธรรมของการอยรู่ ่วมกนั วถิ ีทางประชาธิปไตยบน พ้ืนฐานของคุณธรรมจริยธรรม 3.มีส่วนร่วมทางการเมืองการ 3.สถานการณ์ และการมีส่วน ร่วมทางการเมืองการ ปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอนั มี ปกครองตามระบอบ พระมหากษตั ริยเ์ป็นประมุข ประชาธิปไตยอนั มี พระมหากษตั ริยเ์ ป็ นประมุข 4.รู้และเขา้ ใจหลกั สิทธิมนุษยชน 4.หลกั สิทธิมนุษยชน 20 5.การมีส่วนร่วมในการ 5.การมีส่วนร่วมในการ คุม้ ครองปกป้ องตนเอง และ คุม้ ครองตนเอง และผอู้ ่ืนตาม ผอู้ ่ืนตามหลกั สิทธิมนุษยชน หลกั สิทธิมนุษยชน 6.ตระหนกั ถึงประโยชนข์ อง การมีส่วนร่วมในการคุม้ ครอง 6.ประโยชน์ของการมีส่วน ปกป้ องตนเอง และผอู้ ่ืนตาม ร่วมในการคุม้ ครองฯ (ยกตวั อยา่ ง) หลกั สิทธิมนุษยชน

5 แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ า ศาสนา และหน้าทพี่ ลเมอื ง รหสั วชิ า สค21002 จํานวน 2 หน่วยกติ คร้ังที่ 1 สัปดาห์ท่ี 1 จํานวน 6 ช่ัวโมง แบบพบกลุ่ม เรื่อง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี ตวั ชี้วดั 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั ความเป็นมาของศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย และประเทศ ในทวปี เอเชีย 2. นาํ หลกั ธรรมสาํ คญั ๆในศาสนาของตนมาประพฤติปฏิบตั ิใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกนั กบั ศาสนาอื่นไดอ้ ยา่ งสันติสุข 3. เห็นประโยชน์ในการนาํ หลกั ธรรม คาํ สอนในศาสนาท่ีตนนบั ถือ มาประพฤติปฏิบตั ิ เพ่ือใหเ้ ป็ นคน ดีในสังคม 4. มีความรู้ ความเขา้ ใจในวฒั นธรรมประเพณีของประเทศไทยและประเทศในเอเชีย เนือ้ หา 1. ความเป็นมาของศาสนาในประเทศไทยและในทวปี เอเชีย ดงั น้ี ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 2. หลกั ธรรมในแตล่ ะศาสนาท่ีทาํ ใหอ้ ยรู่ ่วมกบั ศาสนาอ่ืนไดอ้ ยา่ งมีความสุข 3. วฒั นธรรมประเพณีในประเทศไทยและประเทศในเอเชีย ภาษา, การแตง่ กาย, อาหาร, ประเพณี ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ข้นั ท่ี 1 การกาํ หนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรียนรู้ 1. ครูสร้างความคุน้ เคยกบั ผเู้ รียนโดยการเปิ ดประเด็นเรื่องศาสนาที่นกั เรียนส่วนใหญน่ บั ถือ แลว้ ถามถึงความสาํ คญั และเหตุผลท่ีตอ้ งนบั ถือศาสนาน้นั ๆ 2. ครูทาํ ความเขา้ ใจกบั วชิ าพร้อมมาตรฐานและช้ีแจงตวั ช้ีวดั ของหน่วยการเรียนรู้ 3. ครูทกั ทายกล่าวนาํ และอธิบายการกาํ หนดเป้ าหมายและการวางแผนการเรียนรู้เก่ียวกบั ความเป็นมาของศาสนาในประเทศไทยและในทวปี เอเชีย 4. ครูและผเู้ รียนร่วมกนั อภิปรายถึงประวตั ิความเป็นมาของศาสนาที่คนไทยนบั ถือและ ศาสนาอ่ืนๆที่รู้จกั ในสงั คม 5. ครูเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนซกั ถามขอ้ สงสัยก่อนเขา้ สู่บทเรียนข้นั ต่อไป

6 ข้นั ท่ี 2 การแสวงหาข้อมูล และการจัดการเรียนรู้ 1. ครูและผเู้ รียนวางแผนวธิ ีการเรียนรู้เน้ือหาเร่ืองความเป็นมาและหลกั ธรรมของศาสนา ในประเทศไทยและในทวปี เอเชีย 2. ครูแจกใบความรู้ เรื่อง ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู 3. ครูแจกใบความรู้ เรื่อง วฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 4. ครูแจกใบความรู้ เรื่อง หลกั ธรรมของศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และ ศาสนาฮินดู 5. ครูจดั ทาํ ฉลาก แยกเป็นศาสนา พทุ ธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู แลว้ แบ่งกลุ่มผเู้ รียนออกเป็น 4 กลุ่ม จากน้นั ครูใหต้ วั แทนกลุ่มออกมาจบั ฉลากเพื่อศึกษาประวตั ิความเป็ นมาและความสาํ คญั หลกั คาํ สอน ศาสนา ของแต่ละศาสนาที่จบั ฉลากได้ 5. ครูกาํ หนดการเรียนรู้ท่ีเก่ียวกบั วฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย แลว้ แบง่ กลุ่ม ผเู้ รียนออกเป็น 4 กลุ่ม จากน้นั ครูใหต้ วั แทนกลุ่มออกมาจบั ฉลากเพอ่ื ศึกษาประวตั ิความเป็นมาและ ความสาํ คญั ของวฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชียท่ีจบั ฉลากได้ 6. ครูใหผ้ เู้ รียนเขียนแผนภาพความคิดเก่ียวกบั หวั ขอ้ ท่ีตนเองไดร้ ับมอบหมาย 7. ครูใหผ้ เู้ รียนส่งตวั แทนกลุ่มออกมานาํ เสนอหนา้ ช้นั เรียนในเรื่องที่ตนเองไดศ้ ึกษา คน้ ควา้ ข้นั ที่ 3 การปฏบิ ตั ิและการนําไปประยกุ ต์ใช้ 1. ครูและผเู้ รียนสรุปเน้ือหาท่ีไดเ้ รียนรู้ร่วมกนั 2. ครูใหผ้ เู้ รียนร่วมกนั จดั ป้ ายนิเทศแสดงผลงานของตนเอง ข้นั ที่ 4 การประเมินผล 1. ครูใหผ้ เู้ รียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลชิ้นงานของแต่ละกลุ่มโดยการเขียนชื่อของ ตนเองในชิ้นงานที่ตนเองชื่นชอบ 2. ครูสงั เกตจากการมีส่วนร่วมของผเู้ รียน ส่ือการเรียนรู้ 1. ใบความรู้ 2. หนงั สือเรียน 3. ใบงาน

7 ใบความรู้ท่ี 1 เร่ือง หลกั ธรรมของศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทยและทวีปเอเชีย ศาสนามีความสาํ คญั ต่อการดาํ เนินชีวติ ของบุคคลในสังคมเพราะศาสนาทุกศาสนามี จุดมุง่ หมายเพื่อใหท้ าํ ความดีละเวน้ ความชวั่ ศาสนาจึงมีอิทธิพลตอ่ คนในสังคม องค์ประกอบของศาสนา 1. ศาสดา คือ ผกู้ ่อต้งั ศาสนา 2. คมั ภีร์ คือ หลกั คาํ สอนเกี่ยวกบั ศีลธรรมจรรยา 3. นกั บวชคือ ผสู้ ืบทอดคาํ สอน 4. พธิ ีกรรม คือ การปฏิบตั ิในการทาํ พิธีทางศาสนา 5. ศาสนสถาน คือ สถานที่ควรเคารพบูชาและใชป้ ระกอบพธิ ีทางศาสนา **ศาสนาอิสลามไม่มีนกั บวช แต่มีศาสดา มีคมั ภีร์มีศาสนสถาน และพธิ ีกรรม นบั เป็นศาสนา เช่นกนั ** ความสําคัญของศาสนา 1. เป็นพ้ืนฐานของกฎศีลธรรมของสงั คม 2. เป็นแหล่งกาํ เนิดจริยธรรม 3. เป็นแหล่งที่ทาํ ใหเ้ กิดศิลปวฒั นธรรม และประเพณี 4. เป็นกลไกของรัฐในการควบคุมสงั คม 5. เป็นบรรทดั ฐานของสังคมท่ีใชใ้ นการปฏิบตั ิเพ่อื ให้เป็นไปในแนวเดียวกนั ประโยชน์ของศาสนา 1. ช่วยใหส้ มาชิกของสังคมสงบสุข 2. ทาํ ใหผ้ นู้ บั ถือเป็ นคนดี มีศีลธรรม 3. เป็นบ่อเกิดของศิลปวฒั นธรรม 4. เป็นท่ีพ่ึงทางจิตใจของสมาชิกในสังคม 5. เป็นแนวทางในการดาํ เนินชีวติ เพ่อื ใหเ้ กิดความสุข ศาสนาทสี่ ําคัญในทวปี เอเชีย 1. ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ์ แหล่งกาํ เนิดในประเทศอินเดียเป็ นศาสนาด้งั เดิมของชนเผา่ อารยนั มีความเชื่อเรื่องพระ เจา้ หลายองคโ์ ดยเฉพาะตรีมูรติ (พระพรหม พระวษิ ณุ พระศิวะ) ตอ่ มาววิ ฒั นาการเป็นศาสนาฮินดู เทพเจา้ สูงสุด คือ พระปรมาตมนั

8 ความเชื่อเก่ียวกบั ตรีมูรติ คือ พระพรหม คือ ผสู้ ร้างพระวษิ ณุ(พระนารายณ์) คือ ผคู้ ุม้ ครอง และพระอิศวร(พระศิวะ) คือ ผทู้ าํ ลาย คมั ภีร์พระเวทมีอยู่ 3คมั ภีร์ ถือวา่ เป็นคมั ภีร์ท่ีเก่าแก่ท่ีสุดในโลกต่อมาเพ่มิ อาถรรพเวทเขา้ ไปไดแ้ ก่ ฤคเวท (บทสวดสรรเสริญเทพเจา้ ) ยชุรเวท(คูม่ ือพราหมณ์ในการทาํ พิธีบูชายญั ) สามเวท (ใชส้ วดขบั กล่อมเทพเจา้ ) อาถรรพเวท (เป็นมนตค์ าถาทางไสยศาสตร์) ศาสนาฮินดู ความเชื่อศาสนาฮินดูที่แตกต่างไปจากศาสนาพราหมณ์ ไดแ้ ก่ เช่ือเร่ืองวญิ ญาณเป็ นอนนั ตะคือเวยี นวา่ ยตายเกิดไม่สิ้นสุดจนกวา่ จะหลุดพน้ โมกษะ ใหค้ นที่เกิดในตระกลู พราหมณ์ กษตั ริย์ ไวศยะ ปฏิบตั ิตามหลกั อาศรม 4อยา่ ง เคร่งครัด สันติสุขจะเกิดข้ึนไดต้ อ้ งมีพราหมณ์ คมั ภีร์พระเวทวรรณะ 4ไดแ้ ก่ วรรณะ พราหมณ์ นิกายในศาสนาฮินดู 1. นิกายพรหมนบั ถือพระพรหมเป็นเทพเจา้ สูงสุด 2. นิกายไวษณพ (ลทั ธิอวตาร) นบั ถือพระวษิ ณุ 3. นิกายไศวะ นบั ถือพระศิวะมีศิวลึงคเ์ ป็นสัญลกั ษณ์ 4. นิกายศากตินบั ถือเทพเจา้ ท่ีเป็นสตรี หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์ -ฮินด◌ู 1. หลกั ธรรม 10 ประการ ไดแ้ ก่ 1. ธฤติ คือ ความพอใจ 2. กษมา คือ ความอดทน 3. ทมะ คือความข่มใจ 4. อสั เตยะ คือ การไม่กระทาํ เยย่ี งโจร 5. เศาจะ คือ ความบริสุทธ์ิ 6. อินทรียนิครหะ คือการสาํ รวมอินทรีย(์ ร่างกาย) 7. ธี คือ ความรู้ (ปัญญา)

9 8. วทิ ยา คือ ความรู้ (ปรัชญา) 9. สัตยะ คือความซ่ือสตั ย์ 10. อโกธะ คือ ความไม่โกรธ 2. หลกั อาศรม 4 ไดแ้ ก่ 1. พรหมจารี คือ เป็นวยั ศึกษาเล่าเรียน 2. คฤหสั ถ์ คือ เป็นวยั ครองเรือน 3. วานปรัสถ์ คือ เป็นวยั ออกไปอยปู่ ่ า 4. สันยาสี คือ เป็นวยั สุดทา้ ยของชีวติ ออกบวชเป็นสันยาสี บาํ เพญ็ เพียรเพ่อื ความ หลุดพน้ 3. หลกั ปรมาตมนั และโมกษะ ไดแ้ ก่ 1. หลกั ปรมาตมนั มีความเช่ือวา่ ปรมาตมนั หมายถึง พลงั ธรรมชาติ เป็นอมตะไม่มี เบ้ืองตน้ และสิ้นสุดส่วนวญิ ญาณยอ่ ยเรียกวา่ อาตมนั สามารถไปรวมกบั ปรมาตมนั ไดเ้ มื่อบรรลุ โมกษะ 2. หลกั โมกษะเป็นหลกั ปฏิบตั ิเพอื่ หลุดพน้ จากวฏั จกั รแห่งชีวติ ดว้ ยการนาํ อาตมนั ของตนเขา้ สู่ปรมาตมนั 4. หลกั ปรัชญาภควทั คีตา ไดแ้ ก่ 1. กรรมโยคะ การทาํ ความดีโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน 2. ชยานโยคะ การปฏิบตั ิเพื่อใหเ้ กิดปัญหา ความรู้แจง้ 3. ภกั ติโยคะ ความรักความภกั ดีอุทิศตนต่อพระเจา้ เพอ่ื นาํ ไปสู่การหลุดพน้ 5. หลกั ทรรศนะหก ไดแ้ ก่ 1. สางขยะ ทรรศนะเก่ียวกบั ชีวติ 2. โยคะ ทรรศนะเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิโดยสาํ รวมอินทรียท์ าํ จิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิ 3. นยายะ ทรรศนะเก่ียวกบั ความรู้ 4. ไวเศษิกะทรรศนะเกี่ยวกบั ส่ิงที่มีอยจู่ ริงชว่ั นิรันดร 9 อยา่ ง คือ ดิน น้าํ ลม ไฟ อากาศกาลเทศะ อาตมนั มนะ 5. มางสาทรรศนะเกี่ยวกบั ปรัชญาน่าเช่ือถือ 6. เวทานตะทรรศนะเกี่ยวกบั อุปนิษทั (อุปนิษทั คือคมั ภีร์ในส่วนสุดทา้ ยของพระเวท เป็นคมั ภีร์ที่เป็นหลกั ปรัชญาลึกซ้ึง)

10 พธิ ีกรรมทสี่ ําคญั ของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู 1. พธิ ีศราทธ์ คือพธิ ีทาํ บุญให้แก่ญาติผลู้ ่วงลบั ไปแลว้ 2. พิธีประจาํ บา้ นไดแ้ ก่ พิธีอุปนยนั คือ พธิ ีเริ่มการศึกษาถา้ เป็นหญิงยกเวน้ พธิ ีววิ าหะ คือ พธิ ีแต่งงาน 3. ขอ้ ปฏิบตั ิเกี่ยวกบั วรรณะ คือ พราหมณ์ กษตั ริย์ แพทศยศ์ ทู รแตล่ ะวรรณะมีการดาํ เนิน ชีวติ ท่ีต่างกนั จึงตอ้ งปฏิบตั ิตามวรรณะของตนเช่น การแต่งงาน การแต่งกาย เป็ นตน้ 4. พิธีบูชาเทพเจา้ แตล่ ะวรรณะจะมีการปฏิบตั ิตา่ งกนั ในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานศิวะราตรี (พิธีลอยบาป) งานบชู าเจา้ แม่ลกั ษมี (เทวแี ห่งสมบตั ิและความงาม) เป็นตน้ 2. ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีถิ่นกาํ เนิดในประเทศอินเดียประเภทอเทวนิยม (ไมน่ บั ถือพระเจา้ ) มี พระพุทธเจา้ เป็นศาสดา คมั ภีร์ของศาสนาพุทธ คือ พระไตรปิ ฎกหมายถึงตาํ ราที่บนั ทึกคาํ สอน ของพระพทุ ธเจา้ แบง่ ออกเป็ น 3 คมั ภีร์ คือ 1. พระวนิ ยั ปิ ฎก วา่ ดว้ ยศีลหรือวินยั ของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา 2. พระสุตตนั ตปิ ฎก (พระสูตร)วา่ ดว้ ยคาํ สอนของพระพุทธเจา้ และสาวก รวมท้งั ชาดกต่าง ๆ 3. พระอภิธรรมปิ ฎก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมลว้ น ๆ นิกายสําคัญของศาสนาพุทธ 1. นิกายเถรวาทหรือหีนยาน ปฏิบตั ิตามคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ อยา่ งเคร่งครัดไมม่ ีการ เปลี่ยนแปลงพระธรรมวินยั ประเทศที่นบั ถือ ไดแ้ ก่ไทย พม่า ศรีลงั กา ลาว กมั พชู า 2. นิกายอาจริยวาทหรือมหายาน ดดั แปลงพระธรรมวนิ ยั ได้ ประเทศท่ีนบั ถือไดแ้ ก่ จีน ทิเบต ญ่ีป่ ุน เวยี ดนาม เกาหลี หลกั คําสอนของศาสนาพุทธ 1. อริยสจั 4 คือ ความจริงอนั ประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ คือความไม่สบายกายไมส่ บายใจ สมุทยั คือ เหตุของความเป็ นทุกขไ์ ดแ้ ก่ ตณั หา นิโรธ คือ ความดบั ทุกข์ หรือนิพพาน มรรค คือ ขอ้ ปฏิบตั ิเพอื่ นาํ ไปสู่ความดบั ทุกข์ หมายถึง อริยมรรค 8 ประกอบดว้ ย 1. สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกปั ปะ คือความดาํ ริชอบ 3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ

11 4. สัมมากมั มนั ตะ คือ การกระทาํ ชอบ 5. สมั มาอาชีวะ คือ การเล้ียงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ คือ ความพยายามชอบ 7. สัมมาสติ คือการต้งั สติชอบ 8. สมั มาสมาธิ คือ การต้งั ใจชอบ อริยมรรค 8 เมื่อสรุปรวมแลว้ เรียกวา่ ไตรสิกขา อนั ไดแ้ ก่ ศีล สมาธิ ปัญญา 2. ขนั ธ์ 5 หรือเบญจขนั ธ์ หมายถึง องคป์ ระกอบของชีวติ มนุษย์ คือ ส่วนที่เป็ นร่างกาย และ ส่วนที่เป็นจิตใจ ไดแ้ ก่ 1. รูปขนั ธ์ คือ ร่างกายและพฤติกรรมตา่ ง ๆ ประกอบดว้ ยธาตุ 4คือ ดิน น้าํ ลม ไฟ 2. วญิ ญาณขนั ธ์ คือความรู้อารมณ์ท่ีผา่ นมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 3. เวทนาขนั ธ์ คือ ความรู้สึก ซ่ึงเป็นผลมาจากสุขเวทนา ความสุขทางกายและใจ , ทุกขเวทนา คือ ทุกขท์ างกายและใจ, อุเบกขาเวทนา คือ ความไม่ทุกขไ์ ม่สุขทางกายและใจ 4. สญั ญาขนั ธ์ คือ การกาํ หนดได้ 6อยา่ งจากวญิ ญาณและเวทนา คือ รูป รส กลิ่น เสียง 5. สังขารขนั ธ์ คือ ความคิด แรงจงู ใจสภาพที่ปรุงแต่งจิตใจใหค้ ิดดี คิดชวั่ เป็นผล มาจากวญิ ญาณและเวทนา 3. ไตรลกั ษณ์ หมายถึง ลกั ษณะทวั่ ไปของสิ่งท้งั หลายท้งั ปวงในโลก ไดแ้ ก่ 1. อนิจจตา คือ ความไม่เท่ียง 2. ทุกขตา คือ ความเป็ นทุกข์ 3. อนตั ตา คือ ความไมใ่ ช่ตวั ตน 3. ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสตก์ าํ เนิดในดินแดนปาเลสไตน์หรืออิสราเอลในปัจจุบนั ศาสดาคือพระเยซู ซ่ึง เป็นบุตรของโยเซพและมาเรียเป็นศาสนาที่มีผนู้ บั ถือมากท่ีสุดววิ ฒั นาการมาจากศาสนายดู ายจึงมี พระเจา้ หรือท่ีเรียกวา่ พระยะโฮวาห์ คมั ภีร์ของศาสนาคริสต์ คือ คมั ภีร์ไบเบิล ซ่ึงแบ่งออกเป็ น 2 ส่วน คือ พระคัมภีร์เก่า มีสาระเก่ียวกบั พระเจา้ สร้างโลกซ่ึงประกอบดว้ ย บทเพลง บทสวด และ สุภาษิต พระคัมภีร์ใหม่ เป็นคมั ภีร์ท่ีมีสาระเก่ียวกบั ประวตั ิและคาํ สอนของพระเยซูการเผยแผ่ ศาสนาของสาวกจดหมายเหตุและววิ รณ์ บ้นั ปลายชีวติ ของมนุษยชาติ นิกายทส่ี ําคัญของศาสนาคริสต์ 1. นิกายโรมนั คาทอลิก เป็นนิกายท่ีนบั ถือและปฏิบตั ิตามคาํ สอนของพระเยซูมี พธิ ีกรรมท่ีเคร่งครัด มีสันตะปาปาเป็นผนู้ าํ ศาสนาสูงสุด ประเทศที่นบั ถือ ไดแ้ ก่ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนีสเปน โปรตุเกส ฟิ ลิปปิ นส์ ผทู้ ่ีนบั ถือเรียกตนเองวา่ คริสตงั

12 2. นิกายออร์โธดอกซ์ เป็นนิกายท่ีแยกจากนิกายโรมนั คาทอลิก ดว้ ยเหตุผลทางการเมือง และวฒั นธรรมประเทศท่ีนบั ถือ ไดแ้ ก่ กรีซ โรมาเนีย บลั แกเรีย สหภาพโซเวยี ตและประเทศใน ยโุ รปตะวนั ออกบางประเทศ 3. นิกายโปรแตสแตนต์ เป็นนิกายที่แยกมาจากนิกายโรมนั คาทอลิก ผกุ้ ่อต้งั คือ มาตินลู เธอร์ พธิ ีกรรมท่ีสาํ คญั คือ ศีลลา้ งบาป และศีลมหาสนิทผทู้ ่นี บั ถือนิกายน้ีเรียกวา่ คริสเตียน หลกั คําสอนของศาสนาคริสต์ 1. หลกั คาํ สอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนบั ถือพระเจา้ องคเ์ ดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ พระบิดา หมายถึง พระเจา้ พระบุตร หมายถึง พระเยซู พระจิต หมายถึง วิญญาณบริสุทธ์ิในจิตใจของชาวคริสตท์ ่ีมีศรัทธา 2. หลกั คาํ สอนเร่ืองความรักศาสนาคริสตเ์ ป็นศาสนาท่ีไดช้ ื่อวา่ เป็นศาสนาแห่งความรัก สอนใหร้ ักพระเจา้ รักเพ่ือนมนุษยเ์ หมือนรักตวั เอง 3. คาํ สอนเรื่องบญั ญตั ิ 10 ประการ ไดแ้ ก่ จงนบั ถือพระเจา้ องคเ์ ดียว คือ พระยะโฮวาห์ อยา่ ออกนามพระเจา้ โดยไม่สมเหตุ ถือวนั พระเจา้ เป็นวนั ศกั ด์ิสิทธ์ิ จงนบั ถือบิดามารดา อยา่ ฆา่ คน อยา่ ผดิ ประเวณี อยา่ ลกั ทรัพย์ อยา่ ใส่ความนินทาวา่ ร้ายผอู้ ่ืน อยา่ คิดมิชอบ อยา่ โลภในสิ่งของผอู้ ื่น 4. อาณาจกั รพระเจา้ หมายถึงอาณาจกั รแห่งจิตใจท่ีมีพระเจา้ เป็นเป้ าหมาย พธิ ีกรรมทส่ี ําคญั ของคริสต์ศาสนา 1. พธิ ีศีลจุ่ม กระทาํ แก่ทารกเม่ือเริ่มเขา้ เป็ นคริสตศ์ าสนิกชนโดยใชน้ ้าํ ศกั ด์ิสิทธ์ิเทลงบน ศีรษะเพือ่ ลา้ งบาป 2. พิธีศีลลา้ งบาปเป็นการยนื ยนั วา่ ตนยอมรับนบั ถือศาสนาคริสตจ์ ริง 3. พธิ ีศีลมหาสนิทเป็นการรับประทานขนมปังและดื่มเหลา้ องุ่นเพื่อระลึกถึงพระเจา้ ท่ีทรง สละพระวรกายเพื่อมนุษยจ์ ะไดห้ ลุดพน้ จากบาป

13 4. พิธีศีลสมรส กระทาํ แก่คูบ่ า่ วสาวก่อนการจดทะเบียนสมรส 5. พธิ ีสารภาพบาป ตอ้ งไปกระทาํ ต่อหนา้ บาทหลวงเพ่ือสารภาพบาป 6. พธิ ีเจิมคร้ังสุดทา้ ย กระทาํ แก่ผปู้ ่ วย 7. พิธีเขา้ บวช เป็นการบวชบุคคลเป็นบาทหลวงในคริสตศ์ าสนา 4. ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาอิสลามกาํ เนิดท่ีนครมกั กะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบียนบั ถือพระเจา้ องคเ์ ดียว คือ พระอลั เลาะห์ศาสดาของศาสนาคือพระนบีมุฮมั หมดั ผทู้ ่ีนบั ถือศาสนาอิสลามเรียกตนเองวา่ มุสลิม ศาสนาอิสลาม มีคมั ภีร์อลั กรุ อาน เป็นคมั ภีร์ท่ีพระผเู้ ป็นเจา้ ประทานใหแ้ ก่มนุษย์ นิกายทส่ี ําคัญของศาสนาอสิ ลาม 1. นิกายซุนนี จะปฏิบตั ิเคร่งครัดในคมั ภีร์อลั กรุ อานและคาํ สอนของศาสดาที่สุดใชห้ มวก สีขาวเป็ นเครื่ องหมาย 2. นิกายชีอะห์ ยกยอ่ งอาลีใชห้ มวกสีแดงเป็ นเครื่องหมาย 3. นิกายวาฮะบีห์นบั ถือพระอลั เลาะห์เพยี งองคเ์ ดียว ไม่มีพธิ ีกรรมใด ๆ นอกเหนือจาก พระคมั ภีร์ หลกั คาํ สอนของศาสนาอสิ ลาม 1. หลกั ศรัทธา 6 ประการ ศรัทธาในพระอลั เลาะห์เพยี งองคเ์ ดียว ศรัทธาในบรรดามลาอีกะห์คือ เทวทูต ศรัทธาในพระคมั ภีร์ ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ศรัทธาในวนั พิพากษา ศรัทธาในกฎกาํ หนดสภาวการณ์ 2. หลกั ปฏิบตั ิ 5ประการ 1. การปฏิญาณตนยอมรับวา่ พระอลั เลาะห์เป็นพระเจา้ องคเ์ ดียว 2. การละหมาดหรือ นมาซ วนั ละ 5 คร้ัง 3. การถือศีลอด หรือ อศั ศิยาม หมายถึง การละหรืองดเวน้ บริโภคอาหาร 4. การบริจาคซะกาต หมายถึง การบริจาคทานหรือบริจาคทรัพยท์ ี่ไดม้ าดว้ ยความ สุจริตแก่ผทู้ ่ีควรรับซะกาต 5. การประกอบพธิ ีฮจั ญ์ ณ วหิ ารกะบะห์ ท่ีเมืองเมกกะประเทศซาอุดิอาระเบีย

14 ความสอดคล้องของหลกั คําสอนท้งั 4 ศาสนา ได้แก่ 1. การทาํ ความดีละเวน้ ความชวั่ 2. การแสดงความรักความเมตตา และเสียสละ 3. การเสียสละเพอื่ เพ่ือนมนุษย์ 4. การพฒั นาตนเองใหด้ ีข้ึน ขยนั หมนั่ เพยี ร 5. สอนใหอ้ ยรู่ ่วมกนั อยา่ งสงบสุข ไมเ่ บียดเบียนกนั

15 ใบงาน ที่ 1 เรื่อง ศาสนาพุทธ คริสต์ อสิ ลาม ฮินดู คาํ ช้ีแจง ใหผ้ เู้ รียนตอบคาํ ถามต่อไปน้ี 1. ใหผ้ เู้ รียนบอกความเป็ นมาและหลกั คาํ สอนของแตล่ ะศาสนาพอสงั เขปดงั น้ี ศาสนาพุทธ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ศาสนาคริสต์ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ศาสนาอิสลาม ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ศาสนาฮินดู ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................ ........................................................................................................................................

16 ใบความรู้ ที่ 2 เรื่อง หลกั ธรรมในแต่ละศาสนาทที่ าํ ให้อยู่ร่วมกบั ศาสนาอนื่ ได้อย่างมคี วามสุข ศาสนาพุทธ หลกั ธรรมศาสนาพุทธ ไดแ้ ก่ พรหมวหิ าร 4 และฆราวาสธรรม พรหมวิหาร 4 วหิ าร แปลวา่ ที่อยู่ พรหม แปลวา่ ประเสริฐ คาํ วา่ พรหมวหิ าร หมายความวา่ เอาใจจบั อยใู่ นอารมณ์แห่งความประเสริฐ หรือเอาใจไปขงั ไวใ้ นความดีที่สุด ซ่ึงมี คุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา เมตตา แปลวา่ ความรัก หมายถึงรักท่ีมุง่ เพ่อื ปรารถนาดี โดยไมห่ วงั ผลตอบแทนใด ๆ จึง ตรงกบั คาํ วา่ เมตตาในท่ีน้ี ถา้ หวงั ผลตอบแทนจะเป็นเมตตาท่ีเจือดว้ ยกิเลสไม่ตรงต่อเวลา ใน พรหมวหิ ารน้ี ลกั ษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไวต้ ลอดวนั วา่ เราจะเมตตา สงเคราะห์เพื่อน ที่เกิด แก่ เจบ็ ตาย จะไม่สร้างความลาํ บากใหแ้ ก่สรรพสตั วท์ ้งั หลาย ความทุกขท์ ี่ เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกบั เขา รักผอู้ ื่นเสมอดว้ ยรักตนเอง กรุณา แปลวา่ ความสงสาร หมายถึงความปราณี ปรารถนาใหผ้ อู้ ่ืนพน้ ทุกข์ ความสงสาร ปราณีน้ีก็ไม่หวงั ผลตอบแทนเช่นเดียวกนั สงเคราะห์สรรพสตั วท์ ี่มีความทุกขใ์ หห้ มดทุกขต์ าม กาํ ลงั กาย กาํ ลงั ปัญญา กาํ ลงั ทรัพยล์ กั ษณะของกรุณา การสงเคราะห์ท้งั ทางดา้ นวตั ถุ โดยธรรมวา่ ผทู้ ่ีจะสงเคราะห์น้นั ขดั ขอ้ งทางใด หรือถา้ หาใหไ้ มไ่ ดก้ ช็ ้ีช่องบอกทาง มฑุ ิตา แปลวา่ มีจิตออ่ นโยน หมายถึง จิตที่ไม่มีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์สดช่ืน แจม่ ใสตลอดเวลา คิดอยเู่ สมอวา่ ถา้ คนท้งั โลกมีความโชคดีดว้ ยทรัพย์ มีปัญญาเฉลียวฉลาด เหมือนกนั ทุกคนแลว้ โลกน้ีจะเตม็ ไปดว้ ยความสุข สงบ ปราศจากอนั ตรายท้งั ปวง คิดยนิ ดีโดย อารมณ์พลอยยนิ ดีน้ีเพ่ือผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยนิ ดีในพรหมวหิ าร คือ ไม่หวงั ผลตอบแทนใด ๆ ท้งั สิ้น อุเบกขา แปลวา่ ความวางเฉย นนั่ คือ มีการวางเฉยต่ออารมณ์ท่ีมากระทบ ความวางเฉยใน พรหมวหิ ารน้ี หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยตุ ิธรรมไม่ลาํ เอียงตอ่ ผใู้ ดผหู้ น่ึง คนที่มีพรหมวหิ าร 4 สมบูรณ์ ศีลยอ่ มบริสุทธ์ิ คนที่มีพรหมวหิ าร 4 สมบรู ณ์ ยอ่ มมีญาณสมาบตั ิ คนท่ีมีพรหมวหิ าร 4 สมบูรณ์ เพราะอาศยั ใจเยอื กเยน็ ปัญญาเกิด

17 ฆราวาสธรรม หมายถึง การปฏิบตั ิตนเป็ นฆราวาสที่ดี ซ่ึงเป็นธรรมสาํ หรับผคู้ รองเรือนมี 4 ประการ คือ 1) สัจจะ ความจริงใจ หมายถึง ความจริงจงั ตลอดจนความซ่ือตรงตอ่ กนั และกนั สรุปรวม คือ “ความรับผดิ ชอบ” เป็นหลกั สาํ คญั ท่ีจะใหเ้ กิดความไวว้ างใจและไมตรีจิตสนิทต่อกนั ขาดสัจจะ เมื่อใด ยอ่ มเป็นเหตุใหเ้ กิดความหวาดระแวงแคลงใจกนั เป็นจุดเร่ิมตน้ แห่งความร้าวฉานซ่ึงยากนกั ท่ีจะประสานใหค้ ืนดีไดซ้ ่ึงถา้ มีความรับผดิ ชอบในตนเอง หรือแมแ้ ต่รับผดิ ชอบผอู้ ื่น ก็จะส่งผลให้ เกิดความผาสุกได้ คนมีสจั จะจึงมกั จะแสดงความรับผดิ ชอบออกมา 4 ดา้ น คือ 1.1 ดา้ นหนา้ ที่และการงาน ทาํ งานชิ้นน้นั ใหส้ าํ เร็จไม่วา่ จะเกิดอุปสรรคใด ๆ กต็ าม หรือแมแ้ ตส่ ภาพแวดลอ้ มจะไมเ่ อ้ืออาํ นวยก็ตาม 1.2 ดา้ นคาํ พดู พดู อยา่ งไร ทาํ อยา่ งน้นั และทาํ อยา่ งไร ก็พดู อยา่ งน้นั 1.3 ดา้ นการคบคน จริงใจ ไมม่ ีเหล่ียมดูวา่ ตรงๆ ซ่ือๆ จริงใจ ไมล่ าํ เอียง ไม่มีอคติ 4 ประการ ไดแ้ ก่ ไม่ลาํ เอียงเพราะรัก ไมล่ าํ เอียงเพราะชงั ไมล่ าํ เอียงเพราะโง่ ไม่ลาํ เอียงเพราะกลวั 1.4 ดา้ นศีลธรรม ความดี ยดึ หลกั คุณธรรม ไม่ผดิ ศีลธรรม ผดิ ประเพณี และผดิ กฎหมายบา้ นเมือง 2) ทมะ การรู้จกั ข่มจิตข่มใจตนเอง มีความกระตือรือร้นในการเค่ียวเขญ็ ฝึกตนเองบงั คบั ควบคุมอารมณ์ ขม่ ใจ ระงบั ความรู้สึกตอ่ เหตุบกพร่องของกนั และกนั อยา่ งไม่มีขอ้ แมเ้ ง่ือนไข เพือ่ ใหต้ นเองมีท้งั ความรู้ ความสามารถ และความดีเพิม่ พนู มากข้ึนทุกๆ วนั รู้จกั ฝึกฝนปรับปรุงตน แกไ้ ขขอ้ บกพร่อง ปรับนิสยั และอธั ยาศยั ไม่เป็นคนด้ือดา้ นเอาแต่ใจ และอารมณ์ของตน 3) ขนั ติ ความอดทน อดกล้นั ต่อความหนกั และความร้ายแรงท้งั หลายชีวติ ของผอู้ ยู่ ร่วมกนั นอกจากมีขอ้ แตกต่างขดั แยง้ ทางอุปนิสยั การอบรม และความตอ้ งการบางอยา่ งซ่ึงจะตอ้ ง หาทางปรับปรุงเขา้ หากนั บางรายอาจจะมีเหตุล่วงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง ซ่ึง อาจจะเป็ นถอ้ ยคาํ หรือกิริยาอาการ จะโดยต้งั ใจหรือไมก่ ็ตาม เมื่อเกิดเหตุเช่นน้ีอีกฝ่ ายหน่ึงจะตอ้ ง รู้จกั อดกล้นั ระงบั ใจไม่ก่อเหตุใหเ้ ร่ืองลุกลามกวา้ งขยายต่อไป ความร้ายจึงจะระงบั ลงไป นอกจากน้ี ยงั จะตอ้ งมีความอดทนตอ่ ความลาํ บากตรากตราํ ความตกต่าํ คบั ขนั ไมต่ ีโพย ตีพาย แต่มีสติอดกล้นั คิดอุบายใชป้ ัญญาหาทางแกไ้ ขเหตุการณ์ใหล้ ุล่วงไปดว้ ยดีชีวติ ของคู่ครองท่ีขาดความอดทน ยอ่ ม ไม่อาจประคบั ประคองพากนั ใหร้ อดพน้ เหตุร้ายต่างๆ อนั เป็นประดุจมรสุมแห่งชีวติ ไปได้ 4) จาคะ ความเสียสละ ความเผอื่ แผแ่ บ่งปันตลอดถึงความมีน้าํ ใจเอ้ือเฟ้ื อต่อกนั นึกถึง ส่วน รวมของครอบครัวเป็นใหญ่ ชีวติ บุคคลที่จะมีความสุขจะตอ้ งรู้จกั ความเป็ นผใู้ หด้ ว้ ยมิใช่เป็น ผรู้ ับฝ่ ายเดียว การใหใ้ นที่น้ี มิใช่หมายแต่เพยี งการเผือ่ แผแ่ บ่งปันน้าํ ใจแก่กนั การแสดงน้าํ ใจเอ้ือเฟ้ื อ ตอ่ กนั ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตวั ได้ เช่น ในคราวท่ีคูค่ รองประสบความ ทุกข์ ความเจบ็ ไข้ หรือประสบปัญหาทางธุรกิจ เป็นตน้ ก็เสียสละความสุข ความพอใจของตน

18 ขวนขวายช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแลเป็นท่ีพ่ึงอาศยั เป็นกาํ ลงั ส่งเสริม หรือช่วยใหก้ าํ ลงั ใจไดโ้ ดย ประการใดประการหน่ึง ตามความเหมาะสมรวมความวา่ เป็นผจู้ ิตใจกวา้ งขวางเอ้ือเฟ้ื อเผอื่ แผ่ เสียสละ ไม่คบั แคบเห็นแก่ตวั ชีวติ ครอบครัวท่ีขาดจาคะ กค็ ลา้ ยกบั การลงทุนที่ปราศจากผลกาํ ไรมา เพิ่มเติม ส่วนท่ีมีมาแตเ่ ดิมก็คงที่ หรือ หมดไป เหมือนตน้ ไมท้ ี่มิไดร้ ับการบาํ รุง กม็ ีแต่อบั เฉา ร่วง โรย ไมม่ ีความสดชื่นงอกงาม ศาสนาคริสต์ มีหลกั ธรรมท่ีทาํ ใหอ้ ยรู่ ่วมกบั ศาสนาอื่นไดอ้ ยา่ งมีความสุข เพราะยดึ หลกั จริยธรรมเป็ น ธรรมนูญสาํ หรับมนุษยท์ ่ีครอบคลุมทุกดา้ น ท้งั ส่วนตวั ครอบครัว สังคม สอนใหม้ นุษยอ์ ยกู่ นั ดว้ ย ความเป็นมิตร ละเวน้ การรบราฆา่ ฟัน การทะเลาะเบาะแวง้ รุกรานสิทธิผอู้ ่ืน ไม่ลกั ขโมย ฉอ้ ฉล หลอกหลวง ไมผ่ ดิ ประเพณี ทาํ อนาจาร ไมด่ ื่มของมึนเมา ไม่บ่อนทาํ ลายสงั คมไมว่ า่ รูปแบบใด และศาสนาอิสลามถือวา่ พี่นอ้ งมุสลิมทวั่ โลกเป็นครอบครัวเดียวกนั เป็ นน้าํ หน่ึงใจเดียวกนั สามคั คี กนั และรักกนั ศาสนาอิสลามมีวธิ ีฝึกตนใหอ้ ดทนดว้ ยการถือศีลอด และรักผอู้ ่ืนดว้ ยการบริจาคทาน เรียกวา่ “ซะกาด” การถอื ศีลอด คือ งดเวน้ จากการกระทาํ ตา่ งๆ ดงั ต่อไปน้ี ต้งั แตแ่ สงอรุณข้ึนจนถึงตะวนั ตก ในเดือนรอมะฎอน (เดือนท่ี 9 ของ ฮิจเราะห์ศกั ราช) เป็นเวลา 1 เดือน คือ 1. งดการกินและการด่ืม 2. งดการมีเพศสมั พนั ธ์ 3. งดการใชว้ ตั ถุภายนอกเขา้ ใจอวยั วะภายใน 4. งดการแสดงอารมณ์ร้ายและความผดิ ต่างๆ พร้อมท้งั กระทาํ ในสิ่งต่างๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1) ทาํ นมสั การพระเจา้ ใหม้ ากกวา่ วนั ธรรมดา ถา้ เป็นการถือศีลรอมะฎอน ใหท้ าํ ละหมาด ตะรอวหี ์ จาํ นวน 20 ร็อกอะฮ์ 2) อา่ นคมั ภีร์อลั กรุ อานใหม้ าก 3) สาํ รวมอารมณ์และจิตใจดี 4) ทาํ ทานแก่ผยู้ ากไร้และบริจาคเพื่อการกศุ ล 5) กล่าว “ซิกริ” อนั เป็นบทราํ ลึกถึงพระเจา้ 6) ใหน้ งั่ สงบสติ สงบจิต “อิตติกาฟ” ในมสั ยดิ การถือศีลอดมีเป้ าหมายเพ่อื เป็นการฝึกฝนให้ตวั เองมีจิตผกู พนั และยาํ เกรงต่อพระเจา้ เพ่ือ การดาํ เนินชีวติ ในทุกดา้ นตามคาํ บญั ชาของพระองค์ อนั เป็นผลดีทาํ ใหเ้ กิดปกติสุขท้งั ส่วนตวั และ ส่วนสงั คม

19 นอกจากน้นั ประโยชน์ของการถือศีลอดยงั เป็ นผลดีในดา้ นสุขภาพอนามยั อีกดว้ ยเพราะการ ถือศีลอดเป็นการอดอาหารในช่วงเวลาท่ีถูกกาํ หนดไวอ้ ยา่ งตายตวั น้นั จะทาํ ใหร้ ่างกายไดล้ ะลาย ส่วนเกินของไขมนั ที่สะสมเอาไว้ อนั เป็นบ่อเกิดของโรคร้ายหลายประการดว้ ย การถือศีลอดทาํ ใหเ้ กิดการประหยดั ท้งั อาหารของโลกและสิ่งฟ่ ุมเฟื อยต่างๆ ในหน่ึงเดือนที่ ถือศีลอดคา่ อาหารที่ลดลงจะเป็นจาํ นวนมหาศาล เทา่ กบั เดือนถือศีลอดน้นั มุสลิมช่วยทาํ ใหโ้ ลก ประหยดั โดยตรง ซะกาด ซะกาด ในศาสนาอิสลาม หมายถึง ทานประจาํ ซ่ึงศาสนาบงั คบั ใหผ้ มู้ ีทรัพยส์ ินมากเกิน จาํ นวนท่ีกาํ หนดไว้ (ในศาสนา) จา่ ยแก่ผคู้ วรไดร้ ับ (ตามอตั ราท่ีศาสนากาํ หนด) ทมี่ าของการบริจาคซะกาด 1. คาํ สอนในศาสนาท่ีใหม้ ุสลิมทุกคนถือวา่ บรรดาทรัพยส์ ินท้งั หลายท่ีหามาไดน้ ้นั คือของ ฝากจากอลั เลาะห์เจา้ ใหจ้ า่ ยส่วนหน่ึงแก่คนยากคนจน 2. ชีวติ จริงของพระศาสดามะหะหมดั เคยผา่ นความยากจนมาก่อน วตั ถุประสงค์ของการบริจาคซะกาด 1. เพอื่ ชาํ ระจิตใจของผบู้ ริจาคใหบ้ ริสุทธ์ิ ไม่ตกเป็นทาสแห่งวตั ถุดว้ ยความโลภและเห็น แก่ตวั 2. เพ่ือปลูกฝังใหม้ ุสลิมท้งั หลายเป็นผมู้ ีจิตใจเมตตากรุณา เอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผซ่ ่ึงกนั และกนั 3. เพอื่ ลดช่องวา่ งระหวา่ งชนช้นั ในสังคมดว้ ยวธิ ีการสังคมสงเคราะห์ ลกั ษณะของการบริจาคซะกาดทถี่ ือได้ว่าบุญกศุ ลตามความมุ่งหมาย ได้แก่ 1. ทรัพยส์ ินท่ีบริจาคตอ้ งไดม้ าดว้ ยความสุจริต 2. ตอ้ งเตม็ ใจในการบริจาค ไม่หวงั สิ่งตอบแทน ไม่เจตนาเพ่ืออวดความมงั่ มีและไมล่ าํ เลิก บุญคุณ อตั ราการบริจาคซะกาด 1. ซะกาดพืชผล อนั ไดแ้ ก่ การเพราะปลูกที่นาํ ผลผลิตมาเป็ นอาหารหลกั ในทอ้ งถิ่นน้นั เช่น ขา้ ว ขา้ วสาลี เป็นตน้ เมื่อมีจาํ นวนผลิตได้ 650 กก. ตอ้ งจา่ ยซะกาด 10% สาํ หรับการ เพาะปลูกท่ีอาศยั ฝนเพยี ง 5 % สาํ หรับการเพาะปลูกท่ีใชน้ ้าํ จากแรงงาน 2. ทองคาํ เงิน และเงินตรา เมื่อมีจาํ นวนเหลือใชเ้ พียงเทา่ ทองคาํ หนกั 5.6 บาท เกบ็ ไว้ ครอบครองครบรอบปี ก็ตอ้ งบริจาคออกไป 2.5 % จากท้งั หมดท่ีมีอยู่ 3. รายไดจ้ ากการคา้ เจา้ ของสินคา้ ตอ้ งคิดหกั ในอตั รา 2.5 % ในทุกรอบปี บริจาคเป็ นซะ กาด ท้งั น้ีทรัพยส์ ินจะตอ้ งไม่นอ้ ยกวา่ เทียบน้าํ หนกั ทองคาํ เทา่ กบั 4.67 บาท

20 4. ขมุ ทรัพยเ์ หมืองแร่ เมื่อไดข้ ุดกรุสมบตั ิแผน่ ดินหรือเหมืองแร่ไดส้ ัมปทานจะตอ้ ง ซะกาด 20 % หรือ 1 ใน 5 จากทรัพยส์ ินท้งั หมดที่ได้ 5. ปศุสัตว์ ผทู้ ่ีประกอบอาชีพเล้ียงสตั ว์ คือ ววั ควาย อูฐ แพะ จะตอ้ งบริจาคในอตั ราท่ี แน่นอน เป็ นซะกาดออกไป เช่น มีววั ควาย ครบ 30 ตวั ใหบ้ ริจาคลูกววั อายุ 1 ขวบ ครบ 100 ตวั บริจาคลูกววั อายุ 2 ขวบ 1 ตวั และ 1 ขวบ 2 ตวั เป็ นตน้ ศาสนาคริสต์ ไดแ้ ก่ หลกั ความรักซ่ึงก่อใหเ้ กิดความรัก สามคั คีของคนในโลก ท้งั น้ีเพราะ หลกั ความรัก เป็นคาํ สอนทางจริยธรรมที่สําคญั ที่สุดของศาสนาคริสต์ ความรักในที่น้ีมิใช่วามรักอยา่ งหนุ่มสาว อนั ประกอบดว้ ยกิเลสตณั หาและอารมณ์ปรารถนาอนั เห็นแก่ตวั แต่หมายถึงความเป็นมิตรและ ความปรารถนาใหผ้ อู้ ่ืนมีความสุข พระคริสตธรรมเก่าและพระคริสตธรรมใหม่ ต่างกม็ ีคาํ สอนที่ เนน้ เร่ืองความรัก ซ่ึงมีอยู่ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ความรัก ระหวา่ งมนุษยก์ บั พระเจา้ และความรักระหวา่ ง มนุษยก์ บั มนุษย์ ในพระคริสตธรรมเก่า ความรักเป็นเรื่องของความผกู พนั ระหวา่ งพระเจา้ กบั ชนชาติ อิสราเอล โดยที่พระเจา้ ทรงเป็นผใู้ หค้ วามรักแก่ชนชาติอิสราเอลก่อน จากน้นั ชาวอิสราเอลจึง สนองตอบความรักของพระเจา้ พระคริสตธรรมเก่าไดบ้ นั ทึกหลกั ความรักระหวา่ งมนุษยก์ บั มนุษย์ ไวว้ า่ “ จงอยา่ เกลียดชงั พนี่ อ้ งของเจา้ อยใู่ นใจ แตเ่ จา้ จงตกั เตือนเพอื่ นบา้ นของเจา้ เพอื่ จะไม่ตอ้ ง รับโทษเพราะเขา เจา้ อยา่ แคน้ หรือผกู พยาบาทลูกหลานญาติพี่นอ้ งของเจา้ แต่จงรักเพื่อนบา้ น เหมือนรักตนเอง” ในพระคริสตธรรมใหม่ คาํ สอนเรื่องความรักระหวา่ งมนุษยก์ บั พระเจา้ ไดเ้ ปล่ียนไปโดยให้ พระเยซูเป็นสญั ลกั ษณ์ของความรักสูงสุดที่พระเจา้ ทรงมีตอ่ มนุษย์ เห็นไดจ้ ากการท่ีพระเยซูทรง ยอมสิ้นพระชนมบ์ นไมก้ างเขน เพือ่ ใหผ้ มู้ ีศรัทธาในพระองคจ์ ะไดพ้ น้ จากความผดิ บาป เจตนารมณ์ ของพระองคท์ ี่ยอมทรงสละพระชนมช์ ีพเพื่อไถ่บาปของมวลชนน้นั ปรากฏอยใู่ นคาํ อธิษฐานของ พระองคก์ ่อนท่ีทหารโรมนั จะเขา้ จบั กมุ และพระคริสตธรรมใหมไ่ ดบ้ นั ทึกความสาํ คญั ของความรัก ระหวา่ งมนุษยก์ บั มนุษยว์ า่ “มีธรรมาจารยค์ นหน่ึง เมื่อมาถึงไดย้ นิ เขาไล่เลียงกนั และเห็นวา่ พระองคท์ รงตอบเขาไดด้ ี จึงทูลถามพระองคว์ า่ “ธรรมบญั ญตั ิขอ้ ใดเป็นเอก เป็ นใหญก่ วา่ ธรรมบญั ญตั ิท้งั ปวง” พระเยซูจึง ตรัสตอบคนน้นั วา่ “ธรรมบญั ญตั ิเอกน้นั คือวา่ โอ ชนอิสราเอลจงฟังเถิด พระเจา้ ของเราท้งั หลาย ทรงเป็นพระเจา้ องคเ์ ดียว และพวกทา่ นจงรักพระเจา้ ดว้ ยสุดจิตสุดใจของท่าน ดว้ ยสุดความคิดและ ดว้ ยสิ้นสุดกาํ ลงั ของทา่ น และธรรมบญั ญตั ิท่ีสองน้นั คือ จงรักเพื่อนบา้ นเหมือนรักตนเอง ธรรม บญั ญตั ิอ่ืนท่ีใหญ่กวา่ ธรรมบญั ญตั ิท้งั สองน้ี ไม่มี”

21 คาํ วา่ “เพ่ือนบา้ น” น้ีหมายถึงเพอื่ นมนุษยท์ ว่ั ไป พระเยซูทรงสอนใหม้ นุษยเ์ ผอ่ื แผค่ วามรัก ไปรอบดา้ น ไม่เลือกท่ีรักผลกั ที่ชงั หลกั คาํ สอนสาํ คญั น้ีมีอยใู่ นบทเทศนาบนภูเขาความรักระหวา่ ง มนุษยก์ บั มนุษยแ์ สดงออกไดโ้ ดยความเมตตา กรุณา และความเสียสละ ส่วนความรักท่ีมนุษยม์ ีต่อ พระเจา้ แสดงออกไดโ้ ดยความศรัทธา ความศรัทธาสรุปได้ 5 ประการ คือ 1. ศรัทธาวา่ พระเจา้ คือพระเยโฮวาห์ เป็นพระเจา้ สูงสุดเพียงองคเ์ ดียว 2. ศรัทธาวา่ พระเจา้ ทรงรักมนุษยอ์ ยา่ งเทา่ เทียมกนั 3. ศรัทธาวา่ พระเยซูเป็นบุตรของพระเจา้ 4. ศรัทธาวา่ พระเยซูเป็นพระผชู้ ่วยใหร้ อด 5. ศรัทธาวา่ ในแผน่ ดินคือสวรรคห์ รืออาณาจกั รของพระเจา้ ท่ีกาํ ลงั จะมาถึง หลกั ความรักและหลกั อาณาจกั รของพระเจา้ มีความสัมพนั ธ์กนั กล่าวคือ มนุษยจ์ ะสามารถ เขา้ ถึงอาณาจกั รของพระเจา้ ไดก้ โ็ ดยอาศยั ความรักเป็นคุณธรรมนาํ ทาง และอาณาจกั รของพระเจา้ ก็ เป็นอาณาจกั รที่บริบูรณ์ดว้ ยรัก ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ยดึ หลกั ปรมาตมนั มีความหมายดงั น้ี หลกั ปรมาตมนั คาํ วา่ ปรมาตมนั หมายถึง สิ่งยง่ิ ใหญอ่ นั เป็นท่ีรวมของทุกสิ่งทุกอยา่ งในสากลโลก ซ่ึงเรียกช่ือสิ่งน้ีวา่ พรหม ปรมาตมนั กบั พรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกนั และมีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี 1. เป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนเอง 2. เป็นนามธรรม สิงสถิตอยใู่ นสิ่งท้งั หลายท้งั ปวง เรียกวา่ อาตมนั เป็ นสิ่งที่มองไม่เห็นดว้ ยตา 3. เป็นศูนยร์ วมแห่งวิญญาณท้งั ปวง 4. สิ่งท้งั หลายท้งั ปวงในสากล โลกลว้ นเป็นส่วนยอ่ ยที่แยกออกมาพรหม 5. เป็นตวั ความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว (โลกและสิ่งอ่ืน ๆ ลว้ นเป็นมายา ภาพลวงที่มีอยชู่ วั่ คร้ังชว่ั คราว เท่าน้นั ) 6. เป็นผปู้ ระทานวญิ ญาณ ความคิด และความสนั ติ 7. เป็นสิ่งที่ดาํ รงอยใู่ นสภาพเดิมตลอดกาล วญิ ญาณของสตั วโ์ ลกท้งั หลาย (อาตมนั ) คือส่วนท่ีแยกออกมาจากวญิ ญาณรวมของพรหม (ปรมาตมนั ) วิญญาณยอ่ ยแต่ละดวงเหล่าน้ีเม่ือแยกออกมาแลว้ ยอ่ มเขา้ สิงสถิตในสิ่งมีชีวติ รูปแบบ ตา่ ง ๆ กนั เช่น ในร่างกายมนุษย์ เทวดา สัตวแ์ ละพชื มีสภาพดีบา้ ง เลวบา้ ง สุดแตผ่ ลกรรมท่ีทาํ ไว้ ซ่ึงถือวา่ เป็นทุกขท์ ้งั สิ้น ตราบใดท่ีวญิ ญาณเหล่าน้ียงั ไม่สิ้นกรรม ยอ่ มตอ้ งเวยี นวา่ ยตายเกิดผจญ ทุกขอ์ ยตู่ ลอดไป

22 ดงั น้นั เมื่อทุกสิ่งทุกอยา่ งในสากลโลกเป็นสิ่งเดียวกนั จึงควรอยดู่ ว้ ยกนั สันติ และสงบสุข ได้

23 ใบงาน ท่ี 2 เรื่อง หลกั ธรรมในแต่ละศาสนาทท่ี าํ ให้อยู่ร่วมกบั ศาสนาอน่ื ได้อย่างมคี วามสุข คาํ สง่ั ใหผ้ เู้ รียนตอบคาํ ถามต่อไปน้ีใหไ้ ดใ้ จความถูกตอ้ งสมบูรณ์ 1. พรหมวหิ าร 4 หมายถึงและคุณธรรม 4 ประการ ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 2. ฆราวาสธรรม หมายถึง และธรรมะสาํ หรับผคู้ รองเรือน ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 3. การถือศีลอด หมายถึง ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 4. ในพระคริสตธรรมใหม่ จะมีคาํ สอนเร่ืองใด ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 5. จงอธิบายหลกั ปรมาตมนั ในหลกั ของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................

24 ใบความรู้ท่ี 3 วฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 1.วฒั นธรรม ประเพณขี องไทย 1.1 วฒั นธรรมไทย วฒั นธรรมในภาษาไทยเกิดมาจากการรวมคาํ 2 คาํ คือ วฒั นะ หมายถึงความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง และคาํ วา่ ธรรม หมายถึง การกระทาํ หรือขอ้ ปฏิบตั ิ รวมแลว้ แปลวา่ วฒั นธรรมคือขอ้ ปฎิบตั ิ เพ่ือใหเ้ กิดความเจริญงอกงาม ตามพระราชบญั ญตั ิวฒั นธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 ไดแ้ บง่ ประเภทของวฒั นธรรมไทยไว้ 4 ประเภท คือ 1. คติธรรม คือ วฒั นธรรมเก่ียวกบั หลกั ในการดาํ เนินชีวติ 2. เนติธรรม คือ วฒั นธรรมทางกฎหมาย รวมท้งั ระเบียบ ประเพณีท่ียอมรับนบั ถือ 3. วตั ถุธรรม หมายถึง วฒั นธรรมทางวตั ถุ เช่น เครื่องนุ่มห่ม บา้ นเรือน ยารักษาโรค 4. สหธรรม หมายถึง วฒั นธรรมทางสังคม คือ คุณธรรมต่างๆที่ทาํ ใหค้ นอยรู่ ่วมกนั อยา่ งมี ความสุข รวมท้งั ระเบียบ มารยาทต่างๆ ประเพณไี ทย ประเพณีไทยเป็นวฒั นธรรมที่สืบทอดกนั มา เป็นสิ่งที่แสดงถึงวถิ ีชีวติ ของคนไทยท้งั ใน อดีตและปัจจุบนั ประเพณีแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยที่สืบเน่ืองมา พระราชประเพณีท่ีสาํ คญั ๆ คือ พระราชพธิ ีถือนํา้ พพิ ฒั น์สัตยา ไดร้ ับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ ทาํ ในโอกาสที่พระ เจา้ แผน่ ดินข้ึนครองราชยส์ มบตั ิ เป็นการแสดงออกของจิตใจขา้ ราชการช้นั ผใู้ หญ่ที่ทรงอาํ นาจอยใู่ น แผน่ ดินจะมีความยนิ ยอมพร้อมใจ พระราชพธิ ีน้ีไดล้ ม้ เลิกต้งั แต่สมยั เปลี่ยนแปลงการปกครองมา เป็ นระบอบประชาธิปไตย พระราชพธิ ีทอดพระกฐินหลวง โดยการเสด็จพระราชดาํ เนินทางชลมารค ขบวนพยหุ ยา ตราอยา่ งแบบโบราณ ปัจจุบนั ทาํ ในวาระสาํ คญั ๆเป็ นการอนุรักษโ์ บราณประเพณีไวม้ ีการซอ้ ม ฝีพาย เรือพระที่นงั่ สุพรรณหงส์ ประเพณตี ่างๆในท้องถิน่ ของไทย

25 ประเพณตี รุษสงกรานต์ มีทุกทอ้ งถิ่นในวนั ข้ึนปี ใหมข่ องไทย มีประเพณีสรงน้าํ พระ ทาํ บุญไวพ้ ระรดน้าํ ขอพรผสู้ ูงอายุ ตรงกบั วนั ที่ 13 เมษายนของทุกปี แต่ละทอ้ งถิ่นจะแตกตา่ งกนั ใน ลายละเอียดปลีกยอ่ ย ประเพณลี อยกระทง ทาํ ในเดือน 12 ประเพณีน้ีเกิดข้ึนต้งั แต่สมยั กรุงสุโขทยั มี วตั ถุประสงค์ คือ ตกแตง่ กระทงดว้ ยวสั ดุดอกไม้ จุดธูปเทียนลอยกระทงลงแมน่ ้าํ ลาํ คลอง เพื่อขอ โทษพระแม่คงคา ประเพณีทาํ บุญวนั สําคัญทางพระพุทธศาสนา วนั มาฆะบูชา แห่เทียนวนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา ทาํ บุญวนั ธรรมสวนะ ถวายผา้ อาบน้าํ ฝน ทอดผา้ ป่ า ทอดกฐิน นอกจากน้นั ยงั มีประเพณีสาํ คญั ๆของภาคต่างๆอีก เช่น ฮีตสิบสอง ดองสิบสี่ ของภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือ บายศรีสู่ขวญั ของภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ประเพณีแห่ผตี า โขนของจงั หวดั เลย แห่เทียนพรรษาของจงั หวดั อุบลราชธานี เป็นตน้ ใบงาน ที่ 3

26 เร่ือง วฒั นธรรม ประเพณขี องไทย คาํ ชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคาํ ถามต่อไปนี้ 1. วฒั นธรรมไทย มีความหมายอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2.วฒั นธรรมตามพระราชบญั ญตั ิแบง่ เป็นก่ีประเภทอะไรบา้ ง ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………..…………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 3.สรุปประเพณีไทย มาพอสังเขป ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………

27 การวดั และประเมินผล แบบประเมนิ กล่มุ ระดบั คุณภาพการ รายการพฤติกรรม ปฏิบตั ิ 4321 1. มีการปรึกษาและวางแผนร่วมกนั ก่อนทาํ งาน 2. มีการแบ่งหนา้ ที่อยา่ งเหมาะสมและสมาชิกทาํ ตามหนา้ ที่ทุก คน 3. มีการปฏิบตั ิงานตามข้นั ตอน 4. มีการใหค้ วามช่วยเหลือกนั 5. ใหค้ าํ แนะนาํ กลุ่มอ่ืนได้ เกณฑ์การให้คะแนน รวม ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าํ เสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยคร้ัง ให้ 3 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางคร้ัง ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมนอ้ ยคร้ังหรือไม่เคยปฏิบตั ิเลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ ระดับคุณภาพ ช่วงคะแนน 4 หมายถึง ดีมาก 17 - 20 3 หมายถึง ดี 13 - 16 2 หมายถึง พอใช้ 9 - 12 1 หมายถึง ปรับปรุง 5-8

28 แบบประเมนิ ผลงานกล่มุ รายการ คุณภาพผลงาน 4321 1. ผลงานเป็นไปตามวตั ถุประสงคท์ ่ีกาํ หนด 4 คะแนน 2. ผลงานเสร็จทนั ตามกาํ หนดเวลา 3 คะแนน 2 คะแนน 3. ผลงานมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 1 คะแนน 4. ผลงานแสดงถึงการนาํ ความรู้ที่ไดม้ าประยกุ ตใ์ ช้ 5. ผลงานเป็นระเบียบเรียบร้อย เกณฑ์การให้คะแนน รวม ผลงานสอดคลอ้ งกบั รายการประเมินสมบรู ณ์ ชดั เจน ให้ ผลงานสอดคลอ้ งกบั รายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ ผลงานสอดคลอ้ งกบั รายการประเมินเป็นบางส่วน ให้ ผลงานไมส่ อดคลอ้ งกบั รายการประเมิน ให้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับคุณภาพ ช่วงคะแนน 4 หมายถึง ดีมาก 17-20 3 หมายถึง ดี 13-16 2 หมายถึง พอใช้ 9-12 1 หมายถึง ปรับปรุง 5-8

29 แบบประเมนิ การนําเสนอผลงาน รายการพฤติกรรม คุณภาพการปฏิบัติ 4321 1. นาํ เสนอเน้ือหาของผลงานไดถ้ ูกตอ้ ง 2. การนาํ เสนอมีความน่าสนใจ 3. มีความเหมาะสมกบั เวลา 4. มีความกลา้ แสดงออก 5. บุคลิกภาพดี ใชน้ ้าํ เสียงเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน การปฏิบตั ิสมบรู ณ์ ชดั เจน การปฏิบตั ิยงั มีขอ้ บกพร่องในจุดที่ไม่สาํ คญั ให้ 3 คะแนน การปฏิบตั ิยงั มีขอ้ บกพร่องเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิไมไ่ ดเ้ ลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ ระดบั คุณภาพ ช่วงคะแนน 4 หมายถึง ดีมาก 17 - 20 3 หมายถึง ดี 13 - 16 2 หมายถึง พอใช้ 9 - 12 1 หมายถึง ปรับปรุง 5-8

30 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล รายการพฤตกิ รรม คุณภาพการปฏิบตั ิ 4321 1. มีการวางแผนก่อนการทาํ งาน 2. ปฏิบตั ิงานดว้ ยความต้งั ใจ 3. มีการปฏิบตั ิงานตามข้นั ตอน 4. มีการใหค้ วามช่วยเหลือเพอ่ื น 5. ใหค้ าํ แนะนาํ เพ่ือนคนอื่นได้ เกณฑ์การให้คะแนน รวม ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าํ เสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 3 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางคร้ัง ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมนอ้ ยคร้ังหรือไม่เคยปฏิบตั ิเลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับคุณภาพ ช่วงคะแนน 4 หมายถึง ดีมาก 17 - 20 3 หมายถึง ดี 13 - 16 2 หมายถึง พอใช้ 9 - 12 1 หมายถึง ปรับปรุง 5-8

31 บนั ทกึ ผลหลงั การเรียนรู้ ผลที่เกิดกบั ผเู้ รียน ดา้ นกระบวนการจดั กิจกรรม ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ดา้ นการใชแ้ ผนการพบกลุ่ม ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ดา้ นส่ือการเรียนรู้ …………………………………………………………………………………………… ………………………………………………..……………………………………………. .............................................................................................................................................. …………………………………………………………………………………………….. ปัญหา/อุปสรรค ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... .............................................................................................................................................. ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ลงชื่อ ...............................................ครูกศน./ผสู้ อน (...................................................) ตาํ แหน่ง...............................................................

32 กิจกรรมเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ….………………………………………………………...................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... แนวทางการพฒั นาของผบู้ ริหาร ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ลงชื่อ................................................. (................................................) ผอู้ าํ นวยการ กศน.อาํ เภอ......................................................

33 แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ า ศาสนา และหน้าทพี่ ลเมอื ง รหสั วชิ า สค21002 คร้ังที่ 2 สัปดาห์ท่ี 2 จํานวน 6 ชั่วโมง แบบพบกลุ่ม เร่ือง ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตวั ชี้วดั รู้และเขา้ ใจความสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย เนือ้ หา 1. ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2. โครงสร้างและสาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญ 3. การปฏิรูปการเมืองและจุดเด่นรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกบั สิทธิเสรีภาพหนา้ ท่ีพลเมือง ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ข้นั ที่ 1 การกาํ หนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรียนรู้ 1. ครูชวนผเู้ รียนพดู คุยเก่ียวกบั รัฐธรรมนูญวา่ มีความสาํ คญั และเก่ียวขอ้ งกบั การดาํ เนิน ชีวติ ประจาํ วนั อยา่ งไร 2. ครูและผเู้ รียนร่วมกนั อภิปรายเรื่องโครงสร้างและสาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทยพร้อมกบั พดู คุยเรื่องบทบาท หนา้ ที่ในการปฏิบตั ิเป็นพลเมืองดี 3. ครูเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนซกั ถามขอ้ สงสยั ก่อนเขา้ สู่บทเรียนข้นั ต่อไป ข้นั ที่ 2 การแสวงหาข้อมูล และการจัดการเรียนรู้ 1. ครูแจกใบความรู้เรื่อง ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 4. ครูใหผ้ เู้ รียนศึกษาใบความรู้ พร้อมท้งั สรุปใจความสาํ คญั มาตามความเขา้ ใจของ นกั ศึกษา 5. ครูสุ่มตวั อยา่ งผเู้ รียนออกมาแสดงความความคิดเห็นตามที่ตนเองสรุปไว้ 6. ครูแบง่ กลุ่มผเู้ รียนออกเป็น 2 กลุ่ม เพอ่ื ศึกษากรณีตวั อยา่ งเกี่ยวกบั เหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬวา่ เกิดการเปล่ียนแปลงอยา่ งไรจากกรณีตวั อยา่ งท่ี 2 กรณี 7. ครูใหผ้ เู้ รียนส่งตวั แทนกลุ่มนาํ เสนอความรู้จากการศึกษากรณีตวั อยา่ ง พร้อมถกแถลง ร่วมกนั 8. ครูใหผ้ เู้ รียนทาํ ใบงาน เรื่อง ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 9. ครูแจกใบความรู้ เรื่อง โครงสร้างและสาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญ 10. ครูแบ่งกลุ่มผเู้ รียนออกเป็น 3 กลุ่ม แลว้ ใหแ้ ต่ละกลุ่มคดั เลือกหวั หนา้ กลุ่ม รอง หวั หนา้ กลุ่ม

34 และเลขานุการการ จากน้นั ใหห้ วั หนา้ กลุ่มออกมาจบั ฉลากเพอ่ื เลือกหวั ขอ้ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทยที่จะตอ้ งนาํ ไปศึกษาคน้ ควา้ พร้อมยกตวั อยา่ งรัฐธรรมนูญที่จาํ เป็นและการ นาํ ไปใชส้ าํ หรับการดาํ เนินชีวติ ในสังคมปัจจุบนั ดงั น้ี ดงั น้ี หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด 4 หนา้ ที่ของชนชาวไทย หมวด 14 การปกครองส่วนทอ้ งถิ่น 11. ครูใหผ้ เู้ รียนแตล่ ะกลุ่มจดั บอร์ดแสดงผลงานของแตล่ ะกลุ่มตามหวั ขอ้ ท่ีไดไ้ ปศึกษา แลว้ นาํ ผลงานมานาํ เสนอหนา้ ช้นั เรียน 12. ครูแจกใบความรู้ เรื่องสิทธิ เสรีภาพและหนา้ ท่ีของประชาชน 13. ครูใหผ้ เู้ รียนศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ท่ีเก่ียวกบั สิทธิเสรีภาพและหนา้ ท่ีของประชาชนจาก ใบงาน หนงั สือ ส่ือสิ่งพมิ พห์ รือแหล่งเรียนรู้ เช่น อินเตอร์เน็ต แลว้ สรุปเป็นใบงานส่งครู 14. ครูใหผ้ เู้ รียนนาํ ผลการศึกษาคน้ ควา้ มานาํ เสนอในกลุ่มผเู้ รียนใหเ้ พ่ือนฟังโดยการสุ่ม ตวั อยา่ ง พร้อมท้งั ใหผ้ เู้ รียนนาํ ใบงานส่งครู ข้นั ท่ี 3 ภาคปฏิบัตแิ ละการนําไปประยุกต์ใช้ 1. ครูและผเู้ รียนสรุปเน้ือหาร่วมกนั ข้นั ท่ี 4 ข้ันประเมนิ ผล 1. ครูสังเกตจากการมีส่วนร่วมของผเู้ รียน 2. ตรวจใบงาน

35 ใบความรู้ เร่ือง ความเป็ นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 1. ความเป็ นมาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ(Constitution) หมายถึงกฎหมายสูงสุดในการจดั การปกครองรัฐถา้ แปลตาม ความคาํ จะหมายถึงการปกครองรัฐอยา่ งถูกตอ้ งเป็ นธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ)ในความหมายอยา่ ง แคบ “รัฐธรรมนูญ” ตอ้ งมีลกั ษณะเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรและไมใ่ ช่สิ่งเดียวกบั กฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มีความหมายกวา้ งกวา่ และจะเป็นรูปแบบลาย ลกั ษณ์อกั ษรหรือจารีตประเพณีก็ไดส้ หรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆท่ีร่างรัฐธรรมนูญ ข้ึนมาในภาษาของประเทศท้งั สองคาํ วา่ รัฐธรรมนูญตา่ งใชค้ าํ วา่ (Constitution ซ่ึงแปลวา่ การ สถาปนาหรือการจดั ต้งั ซ่ึงหมายถึงการสถาปนาหรือการจดั ต้งั รัฐนนั่ เองโดยท้งั สองประเทศมี รัฐธรรมนูญที่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรแตป่ ระเทศองั กฤษไมม่ ีรัฐธรรมนูญท่ีเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรมีแต่ จารีตประเพณีหรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ท่ีกระจายอยตู่ ามกฎหมายคาํ พิพากษาต่างๆ รวมท้งั ธรรมเนียมปฏิบตั ิท่ีสืบทอดกนั มาจนกลายเป็นจารีตประเพณีซ่ึงถือเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่สืบทอดมาจากประวตั ิศาสตร์ของชาตินนั่ เอง หลวงประดษิ ฐ์มนูธรรม (ดร.ปรีดพี นมยงค์) ไดอ้ ธิบายวา่ “กฎหมายธรรมนูญการปกครอง แผน่ ดินเป็นกฎหมายท่ีบญั ญตั ิถึงระเบียบแห่งอาํ นาจสูงสุดในแผน่ ดินท้งั หลายและวธิ ีการดาํ เนิน การทว่ั ไปแห่งอาํ นาจสูงสุดในประเทศ” ศาสตราจารย์หยดุ แสงอทุ ยั ท่านอธิบายวา่ หมายถึง “กฎหมายที่กาํ หนดระเบียบแห่งอาํ นาจ สูงสุดในรัฐและความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอาํ นาจเหล่าน้ีตอ่ กนั และกนั ”ประเทศไทยเร่ิมใชร้ ัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศเม่ือเกิดการปฏิวตั ิโดยคณะราษฎรเพือ่ เปล่ียนแปลงการ ปกครองประเทศจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยม์ าเป็ นระบอบประชาธิปไตยโดยอนั มีพระมหา กษตั ริยท์ รงเป็ นพระประมุขท่ีทรงอยใู่ ตร้ ัฐธรรมนูญเมื่อวนั ที่ 24 หลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหแ้ ก่ปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดน้ าํ ข้ึนทูลเกลา้ ฯถวายใหท้ รงลงพระปรมาภิไธย นอกจากน้ีพระองคก์ ท็ รงมีพะระราชประสงคม์ าแต่เดิมแลว้ วา่ จะพระราชทานรัฐธรรมนูญใหเ้ ป็ น กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแก่ประชาชนอยแู่ ลว้ จึงเป็นการสอดคลอ้ งกบั แผนการของ คณะราษฎรประกอบกบั พระองคท์ รงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบา้ นเมืองและความสุขของ ประชาชนเป็นสาํ คญั ยง่ิ กวา่ การดาํ รงไวซ้ ่ึงพระราชอาํ นาจของพระองคร์ ัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรได้

36 นาํ ข้ึนทลู เกลา้ ฯถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภิไธยมี 2 ฉบบั คือพระราชบญั ญตั ิธรรมนูญการปกครอง แผน่ ดินสยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยามพ.ศ. 2475 ตอ่ มาเม่ือเกิดความขดั แยง้ ระหวา่ งพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กบั คณะราษฎร์ จนกระทง่ั พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดต้ ดั สินพระทยั สละราชสมบตั ิ เม่ือวนั ท่ี 2มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมีพระราชหตั ถเลขาสละราชสมบตั ิ จากพระราชหตั ถเลขาสละราชสมบตั ิ มี ขอ้ ความท่ีถือวา่ เป็นหลกั การสาํ คญั ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยวา่ “ขา้ พเจา้ เตม็ ใจท่ีจะ สละอาํ นาจอนั เป็นของขา้ พเจา้ อยแู่ ต่เดิม ใหแ้ ก่ราษฎรโดยทว่ั ไป แต่ขา้ พเจา้ ไมย่ นิ ยอมยกอาํ นาจ ท้งั หลายของขา้ พเจา้ ใหแ้ กผ้ ใู้ ดคณะใด โดยเฉพาะเพื่อใชอ้ าํ นาจน้นั โดยสิทธิขาดและโดยไมฟ่ ังเสียง อนั แทจ้ ริงของประชาราษฎร” นบั แตป่ ี พ.ศ. 2475 เป็นตน้ มาจนถึงปี พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมีการประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญ มาแลว้ รวม 18 ฉบบั ดงั น้ี 1. พระราชบญั ญตั ิธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามชว่ั คราว พทุ ธศกั ราช 2475 2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2475 3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2489 4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช 2490 5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2492 6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2475 แกไ้ ขเพิ่มเติม พทุ ธศกั ราช2495 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2502 8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2511 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศกั ราช 2515 10. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2517 11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2519 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2520 13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2521 14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศกั ราช 2534 15. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2534 16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 17. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พุทธศกั ราช 2549 18. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั ไทย พทุ ธศกั ราช 2550 (ฉบบั ปัจจุบนั ) จากความเป็นมาของรัฐธรรมนูญท้งั 18 ฉบบั เมื่อศึกษาให้ดีจะพบวา่ มีท่ีมาใน 2ลกั ษณะ คือ

37 1. มุ่งใชเ้ ป็นการถาวร มกั ใชช้ ่ือวา่ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั ร” 2. มุ่งใชบ้ งั คบั เป็นการชวั่ คราว มกั ใชช้ ื่อวา่ “ธรรมนูญการปกครอง” อาณาจกั รไทย พ.ศ. 2502 ซ่ึงเกิดข้ึนโดยการทาํ รัฐประหารของจอมพลสฤษด์ิธนะรัชต์ ใช้ บงั คบั เป็นเวลา 9 ปี เศษ แตร่ ัฐธรรมนูญฉบบั ใชบ้ งั คบั ในระยะส้ันๆ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มี หลกั การสอดคลอ้ งกบั การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตไ่ มส่ อดคลอ้ งกบั โครงสร้างอาํ นาจ ทางการเมืองของประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง ดว้ ยเหตุน้ี กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยท่ีผา่ นมา จึงมีสภาพชะงกั งนั ใน ข้นั ตอนของการพฒั นาไปสู่เป้ าหมายอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลอดมา วฏั จกั รของความไม่ตอ่ เน่ือง ดงั กล่าวขา้ งตน้ มีสภาพเป็นวงจร ดงั ภาพ จนกระท้งั เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อแกไ้ ขปัญหาของระบบการเมืองไทยท้งั ระบบหลงั การรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2534 และเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกคร้ังหน่ึง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2535 ในท่ีสุดกระบวนการปฏิรูปการเมืองกไ็ ดน้ าํ ไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540ซ่ึง ถือวา่ เป็นรัฐธรรมนูญฉบบั ประชาชน ซ่ึงใชม้ าจนถึงเหตุการณ์การปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ. 2549 และนาํ ไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และจดั ใหม้ ีการลงประชามติรับร่าง 2. หลกั การและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากการศึกษาความเป็นมาของรัฐธรรมนูญน้นั พบวา่ มีความสมั พนั ธ์กบั การเปล่ียนแปลง การปกครองมาต้งั แตป่ ี พ.ศ.2475 และไม่วา่ จะเกิดการปฏิวตั ิรัฐประหารกี่คร้ังก็ตามกระแสการ เรียกร้องใหม้ ีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเรียกร้องใหร้ ัฐธรรมนูญมีความเป็น ประชาธิปไตย ก็เกิดข้ึนอยา่ งต่อเนื่องและมีววิ ฒั นาการมาตามลาํ ดบั หากศึกษาถึงมูลเหตุของการ เรียกร้องใหม้ ีการเปล่ียนแปลงการปกครองและประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญในประเทศไทยน้นั พบวา่ การประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญมีเป้ าหมายสาํ คญั อยา่ งนอ้ ย 2 ประการ คือ 1. เป็นหลกั ประกนั ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซ่ึงผปู้ กครองจะละเมิดมิได้ 2. เป็นบทบญั ญตั ิท่ีกล่าวถึงขอบเขตอาํ นาจหนา้ ท่ีของผปู้ กครอง และป้ องกนั มิให้ ผปู้ กครองใชอ้ าํ นาจตามอาํ เภอใจ ดงั น้นั ในการประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญแต่ละฉบบั คณะผยู้ กร่างจึงไดเ้ ขียนหลกั การ และ เจตนารมณ์ในการจดั ทาํ ไวท้ ุกคร้ัง ซ่ึงหลกั การและเจตนารมณ์ที่คณะผยู้ กร่างเขียนไวน้ ้นั ช่วยใหค้ น รุ่นหลงั ไดม้ ีความรู้ความเขา้ ใจในเน้ือหาท่ีมาของรัฐธรรมนูญแตล่ ะฉบบั วา่ มีมาอยา่ งไรรวมท้งั สภาพสังคมในช่วงเวลาน้นั ดว้ ย ซ่ึงในที่น้ีจะขอยกตวั อยา่ งหลกั การและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

38 ฉบบั แรก คือ “พระราชบญั ญตั ิธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามชว่ั คราวพทุ ธศกั ราช 2475” และ รัฐธรรมนูญฉบบั ท่ี 18 คือ รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2550 ดงั น้ี 1. หลกั การและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบบั แรก คือ “พระราชบญั ญตั ิธรรมนูญ การ ปกครองแผน่ ดินสยามชวั่ คราว พทุ ธศกั ราช 2475\"” สรุปสาระสาํ คญั คือ 1) ประกาศวา่ อาํ นาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร (มาตรา 1) ซ่ึงแสดงถึงการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ าเป็นระบอบประชาธิปไตย 2)พระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมุขของประเทศกิจการสาํ คญั ของรัฐทาํ ในนามของ พระมหากษตั ริย์ 3) เป็นการปกครองแบบสมชั ชา โดยกาํ หนดให้ คณะกรรมการราษฎร ซ่ึงมีจาํ นวน 15 คน ทาํ หนา้ ที่บริหารราชการแผน่ ดินดาํ เนินการใหเ้ ป็ นไปตามวตั ถุประสงคข์ องสภา ผแู้ ทนราษฎร 4) เริ่มมีรัฐสภาข้ึนเป็นคร้ังแรก โดยกาํ หนดให้เป็นสภาเดียว คือ สภาผแู้ ทนราษฎร ซ่ึงมีอาํ นาจสูงสุด กล่าวคือ - ตรากฎหมาย - ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ - มีอาํ นาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และขา้ ราชการทุก ระดบั ช้นั ได้ โดยคณะกรรมการราษฎร ไม่มีอาํ นาจที่จะยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร - วนิ ิจฉยั การกระทาํ ของพระมหากษตั ริย์ 5) รัฐธรรมนูญฉบบั น้ี ไดก้ าํ หนดอายขุ องผมู้ ีสิทธิออกเสียงเลือกต้งั และผมู้ ีสิทธิ สมคั รรับเลือกต้งั ไว้ 20 ปี บริบูรณ์เทา่ กนั ส่วนวธิ ีการเลือกต้งั เป็นการเลือกต้งั ทางออ้ ม คือ ใหร้ าษฎร เลือกผแู้ ทนตาํ บลแลว้ ผแู้ ทนตาํ บล กเ็ ลือกสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรอีกทอดหน่ึง 6) ศาลมีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แตไ่ มม่ ีหลกั ประกนั ความอิสระ ของผพู้ ิพากษา 2. หลกั การและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบบั ท่ี 18 คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั ร ไทย พทุ ธศกั ราช 2550 สรุปสาระสาํ คญั ไดด้ งั น้ี 1) คุม้ ครอง ส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนอยา่ งเตม็ ที 2) ลดการผกู ขาดอาํ นาจรัฐ และเพิ่มอาํ นาจประชาชน 3) การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม 4) ทาํ ใหอ้ งคก์ รตรวจสอบมีความอิสระ เขม้ แขง็ และทาํ งานอยา่ งมีประสิทธิภาพ

39 กรณตี ัวอย่างเหตุการณ์ 14 ตลุ า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือ วนั มหาวปิ โยค เป็นเหตุการณ์ท่ีนกั ศึกษาและ ประชาชนในประเทศไทย มากกวา่ 5 แสนคน ไดร้ วมตวั กนั เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาล เผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยในเหตุการณ์น้ีมีผเู้ สียชีวติ 77 ราย บาดเจบ็ 857 ราย และสูญ หายอีกจาํ นวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ขณะทรงมีพระราชดาํ รัส ทางโทรทศั น์รวมการเฉพาะกิจแห่ง ประเทศไทย เม่ือเวลา 19.30 น.วนั อาทิตยท์ ี่ 14 ตุลาคม สมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ขณะทรงมีพระราชดาํ รัส ทางโทรทศั น์รวมการ เฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เม่ือเวลา 23.30 น. วนั อาทิตยท์ ่ี 14 ตุลาคม เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทาํ การรัฐประหารตวั เองในวนั ท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนกั ศึกษาและประชาชนมองวา่ เป็นการสืบทอดอาํ นาจตนเองจากจอม พลสฤษด์ิธนะรัชต์ ซ่ึงในขณะน้นั จอมพลถนอมจะตอ้ งเกษียณอายรุ าชการเน่ืองจากอายคุ รบ 60 ปี อีกท้งั จอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสาํ คญั ในรัฐบาล ก็มิไดร้ ับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลบั ต่ออายรุ าชการใหต้ นเอง ประกอบกบั ขา่ วคราวเร่ืองทุจริตคอร์รัปชนั่ ในวงราชการตา่ ง ๆ สร้างความไมพ่ อใจแก่ประชาชนอยา่ งมาก 29 เมษายนพ.ศ. 2516เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบตั ิเหตุตกท่ี อ.บางเลน จ. นครปฐม มีดาราหญิงช่ือดงั ในขณะน้นั คือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปดว้ ย มีผเู้ สียชีวติ ท้งั หมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์น้นั พบซากสัตวเ์ ป็นจาํ นวนมาก ส่วนใหญเ่ ป็นซากกระทิง ท่ีทางผทู้ ี่ใชล้ ่ามา จากทุ่งใหญ่นเรศวรซ่ึงเป็นพ้ืนที่ป่ าสงวนสร้างกระแสไม่พอใจในหมูน่ ิสิมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และประชาชนทวั่ ไปเป็นอยา่ งมาก หลงั จากน้นั ปลายเดือนพฤษภาคมและตน้ เดือนมิถุนายน นิสิต นกั ศึกษากลุ่มอนุรักษธ์ รรมชาติฯ 4 มหาวทิ ยาลยั ไดอ้ อกหนงั สือชื่อ \"บนั ทึกลบั จากทุ่งใหญ\"่ เปิ ดโปง เกี่ยวกบั กรณีน้ี ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขยายผลโดยนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหงกลุ่ม หน่ึงออกหนงั สือชื่อ \"มหาวิทยาลยั ท่ีไม่มีคาํ ตอบ\" เป็นผลให้ ดร.ศกั ด์ิ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีสัง่ ลบช่ือนกั ศึกษาแกนนาํ 9 คนออก ซ่ึงทาํ ใหเ้ กิดการประทว้ งจนนาํ ไปสู่การชุมนุมในวนั ท่ี 21 และ 22 มิถุนายน ท่ีอนุสาวรียป์ ระชาธิปไตย ทา้ ยสุด ดร.ศกั ด์ิ ตอ้ งยอมคืนสถานะนกั ศึกษาท้งั 9 คน และดร. ศกั ด์ิ กไ็ ดล้ าออกไปเพื่อแสดงความรับผดิ ชอบ 6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงช่ือ 100 คน เพือ่ เรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ซ่ึงประกอบดว้ ยบุคคล หลากหลายอาชีพ หลายวงการ เช่น นกั วชิ าการ นกั การเมือง นกั คิด นกั เขียน นิสิต นกั ศึกษา เป็นตน้ จากน้นั บุคคลเหล่าน้ีราว 20 คน นาํ โดย นายธีรยทุ ธ บุญมี ไดเ้ ดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

40 ตามสถานที่ตา่ ง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตนู ้าํ ,สยามสแควร์,อนุสาวรียช์ ยั สมรภมู ิ โดยอา้ งถึง ใจความในพระราชหตั ถเ์ ลขาของรัชกาลท่ี 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลถึงสาเหตุที่ทรงสละราชสมบตั ิ แต่ทาง ตาํ รวจนครบาลจบั ไดเ้ พียง 11 คน และจบั ขงั ท้งั 11 คนน้ีไวท้ ่ีโรงเรียนตาํ รวจนครบาลบางเขนและ นาํ ไปขงั ตอ่ ที่เรือนจาํ กลางบางเขน พร้อมต้งั ขอ้ หาร้ายแรงวา่ เป็นการกระทาํ อนั เป็นคอมมิวนิสต์ โดยหา้ มเยย่ี ม หา้ มประกนั เด็ดขาด จากน้นั จึงไดม้ ีการประกาศจบั นายกอ้ งเกียรติ คงคา นกั ศึกษา มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง และตามจบั นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.จ.นครพนม ข้ึนอีก รวมท้งั หมด เป็น 13 คน โดยกล่าวหาวา่ นายไขแสงเป็นผทู้ ี่อยเู่ บ้ืองหลงั การแจกใบปลิวคร้ังน้ี ซ่ึงบุคคลท้งั 13 น้ี ไดถ้ ูกเรียกขานวา่ เป็ น \"13 ขบถรัฐธรรมนูญ\" ซ่ึงเหตุการณ์เหล่าน้ีสร้างความไมพ่ อใจใหเ้ กิดข้ึนคร้ัง ใหญ่แก่มวลนกั ศึกษาและประชาชนอยา่ งมาก จนนาํ ไปสู่การชุมนุมใหญท่ ี่ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ซ่ึงในขณะน้นั เป็ นช่วงของการสอบกลางภาคดว้ ย แต่ทางองคก์ รนกั ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ (อมธ.) ไดป้ ระกาศและติดป้ ายขนาดใหญ่ไวว้ า่ \"งดสอบ\" พร้อมท้งั ยนื่ คาํ ขาดใหท้ างรัฐบาลปล่อยตวั ท้งั หมดน้ีก่อนเที่ยงวนั เสาร์ท่ี 13 ตุลาคม แตเ่ ม่ือถึงเวลาแลว้ รัฐบาลก็หา ไดย้ อมกระทาํ ไม่ การเดินขบวนคร้ังใหญ่จึงเร่ิมตน้ ท่ีมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เม่ือวนั ท่ี 13 ตุลาคม ออกไป ตามถนนราชดาํ เนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงมา้ โดยมีแกนนาํ เป็นนกั ศึกษาและมีประชาชนเขา้ ร่วม ดว้ ยจาํ นวนมาก (คาดการกนั วา่ มีราว 500,000 คน) แกนนาํ นกั ศึกษาไดเ้ ขา้ พบเจรจากบั รัฐบาลและ บางส่วนไดเ้ ขา้ เฝ้ า ฯ จนไดข้ อ้ ยตุ ิเพียงพอที่จะสลายตวั แต่ทวา่ ดว้ ยอุปสรรคทางการส่ือสารและ มวลชนท่ีมีอยเู่ ป็นจาํ นวนมากไม่อาจควบคุมดูแลไดห้ มด กน็ าํ ไปสู่การนองเลือดในเชา้ ตรู่ของวนั อาทิตยท์ ่ี 14 ตุลาคม เม่ือเกิดการปะทะระหวา่ งเจา้ หนา้ ที่รัฐและประชาชนท่ีบริเวณหนา้ พระตาํ หนกั จิตรลดารโหฐาน ดา้ นถนนราชวถิ ีตดั กบั ถนนพระราม 5 เม่ือกลุ่มผชู้ ุมนุมจะสลายตวั กลบั ทางน้นั แตท่ างเจา้ หนา้ ที่ไม่ยอมใหผ้ า่ น จึงเกิดการปะทะกนั จนกลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยงั สนามหลวง, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และถนนราชดาํ เนิน ที่มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เวลาบ่าย พบเฮลิคอปเตอร์ลาํ หน่ึงบินวนอยเู่ หนือเหตุการณ์และมีการยงิ ปื นลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลาํ น้นั เพ่ือ สลายการชุมนุม โดยผทู้ ี่อยใู่ นเหตุการณ์ยนื ยนั วา่ บุคคลท่ียงิ ปื นลงมาน้นั คือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ต่อมาในเวลาหวั ค่าํ วทิ ยกุ ระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศวา่ จอมพลถนอม ไดล้ าออก จากตาํ แหน่งแลว้ และมีพระบรมราชโองการโปรดแต่งต้งั นายสญั ญา ธรรมศกั ด์ิ อธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ดาํ รงตาํ แหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั และ สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดาํ รัสแถลงออกโทรทศั น์ดว้ ยพระองคเ์ อง แต่ทวา่ เหตุการณ์ยงั ไม่สงบโดยกลุ่มทหารไดเ้ ปิ ดฉากยงิ เขา้ ใส่นกั ศึกษาและประชาชนอีกคร้ังหลงั จากพระ ราชดาํ รัสทางโทรทศั น์เพยี งหน่ึงชวั่ โมงเมื่อนกั ศึกษาพยายามพงุ่ รถบสั ท่ีไมม่ ีคนขบั เขา้ ใส่สถานี

41 ตาํ รวจ ที่อนุเสาวรียป์ ระชาธิปไตยเน่ืองจากผชู้ ุมนุมนบั พนั ยงั ไม่วางใจในสถานการณ์ไดม้ ีการ ประกาศทา้ ทายกฎอยั การศึกในเวลา 22.00 น. และ ประกาศวา่ จะอยทู่ ี่อนุเสาวรียป์ ระชาธิปไตยท้งั คืนเพื่อใหแ้ น่ใจวา่ ไมไ่ ดถ้ ูกหลอกอีกคร้ัง ซ่ึงในตอนหวั ค่าํ วนั ที่ 15 ไดม้ ีประกาศวา่ จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ ไดเ้ ดินทางออกนอกประเทศแลว้ เหตุการณ์จึงคอ่ ยสงบลง และ วนั ท่ี 16 ตุลาคม ผชู้ ุมนุมและประชาชนตา่ งพากนั ช่วยทาํ ความสะอาดพ้นื ถนนและสถานท่ีตา่ ง ๆ ท่ี ไดร้ ับความเสียหาย ภายหลงั เหตุการณ์น้ีพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และพระบรมวงศานุวงศไ์ ดเ้ สด็จเยยี่ ม ผไู้ ดร้ ับบาดเจบ็ ตามโรงพยาบาลตา่ ง ๆ และสาํ หรับผเู้ สียชีวติ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ีการ พระราชทานเพลิงศพผเู้ สียชีวติ ที่ทิศเหนือทอ้ งสนามหลวงดว้ ยและอฐั ินาํ ไปลอยองั คารดว้ ย เคร่ืองบินของกองทพั อากาศท่ีปากแม่น้าํ เจา้ พระยาอา่ วไทย คณะรัฐมนตรี มีมติใหก้ ่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ข้ึนที่ ส่ีแยกคอกววั ถนนราชดาํ เนิน กลาง โดยกวา่ จะผา่ นกระบวนตา่ ง ๆ และสร้างจนแลว้ เสร็จน้นั ตอ้ งใชเ้ วลาถึง 28 ปี หลงั จากเหตุการณ์คร้ังน้ี มีการร่างรัฐธรรมนูญข้ึนใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบดว้ ยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนกั การเมืองร่วมอยดู่ ว้ ยเลย และใชส้ นาม มา้ นางเลิ้งเป็นสถานท่ีร่าง โดยเรียกกนั วา่ \"สภาสนามมา้ \" จนนาํ ไปสู่การเลือกต้งั ในตน้ ปี พ.ศ. 2518 ซ่ึงในช่วงระยะเวลาน้นั มีคาํ เรียกวา่ เป็นยคุ \"ฟ้ าสีทองผอ่ งอาํ ไพ\" แตท่ วา่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ใน ประเทศยงั ไมส่ งบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนช้นั ตา่ ง ๆ ในสังคม ประกอบกบั สถานการณ์ความมนั่ คงในประเทศรอบดา้ นแมร้ ัฐบาลชุดใหม่ท่ีมาจากการเลือกต้งั กไ็ ม่มีเสถียรภาพ เพียงพอที่จะแกไ้ ขสถานการณ์ได้ จนนาํ ไปสู่เหตุนองเลือดอีกคร้ังในประวตั ิศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา นอกจากน้ีแลว้ เหตุการณ์ 14 ตุลา นบั เป็นการลุกฮือของประชาชนคร้ังแรกท่ีประสบ ความสาํ เร็จในยคุ ศตวรรษท่ี 20 และยงั เป็นแรงบนั ดาลใจใหก้ บั ภาคประชาชนในประเทศอ่ืน ๆ ทาํ ตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใตใ้ นเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็ นตน้ พ.ศ.2546 สภาผแู้ ทนราษฎรมีมติเอกฉนั ทก์ าํ หนดใหว้ นั ที่ 14 ตุลาคมของทุกปี เป็น \"วนั ประชาธิปไตย\" เป็นวนั สาํ คญั ของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี

42 กรณตี วั อย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ท่ีประชาชนเคล่ือนไหวประทว้ งรัฐบาลท่ีมีพลเอกสุจินดา คราประยรู เป็ น นายกรัฐมนตรี และตอ่ ตา้ นการสืบทอดอาํ นาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ระหวา่ งวนั ที่ 17-20 พฤษภาคมพ.ศ. 2535 ซ่ึงเป็นการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวณั เม่ือเดือนกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2534 นาํ ไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกนั ระหวา่ งเจา้ หนา้ ท่ีตาํ รวจ และทหารกบั ประชาชนผชู้ ุมนุม มีผเู้ สียชีวติ และบาดเจบ็ จาํ นวนมาก (พลเอกสุจินดาแถลงวา่ มี ผเู้ สียชีวติ 40 คน บาดเจบ็ 600 คน) และนาํ ไปสู่การเปล่ียนแปลงทางการเมือง เหตุการณ์คร้ังน้ี เร่ิมตน้ มาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปี ก่อน หนา้ การประทว้ ง ซ่ึง รสช. ไดย้ ดึ อาํ นาจจากรัฐบาล ซ่ึงมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวณั เป็น นายกรัฐมนตรี โดยใหเ้ หตุผลหลกั วา่ มีการฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงอยา่ งหนกั ในรัฐบาล และรัฐบาล พยายามทาํ ลายสถาบนั ทหาร โดยหลงั จากยดึ อาํ นาจ คณะ รสช. ไดเ้ ลือก นายอานนั ท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งต้งั สภานิติบญั ญตั ิแห่งชาติข้ึน รวมท้งั การแตง่ ต้งั คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพ่ือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลงั จากร่างรัฐธรรมนูญสาํ เร็จ ก็ไดม้ ีการจดั การเลือกต้งั ทวั่ ไปเมื่อวนั ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ไดจ้ าํ นวนผแู้ ทนมากท่ีสุดคือ พรรคสามคั คีธรรม (79 คน) ไดเ้ ป็นแกนนาํ จดั ต้งั รัฐบาล โดยมีการรวมตวั กบั พรรคร่วมรัฐบาลอ่ืน ๆ คือ พรรคชาติไทยพรรคกิจสังคม และพรรค ราษฎร และมีการเตรียมเสนอนายณรงค์ วงศว์ รรณ หวั หนา้ พรรคสามคั คีธรรมในฐานะหวั หนา้ พรรคที่มีผแู้ ทนมากที่สุด ข้ึนเป็นนายกรัฐมนตรี แตป่ รากฏวา่ ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ตแทต็ ไวเลอร์ ไดอ้ อกมาประกาศวา่ นายณรงค์ น้นั เป็ นผหู้ น่ึงที่ไม่ สามารถขอวซี ่าเดินทางเขา้ สหรัฐฯ ได้ เน่ืองจากมีความใกลช้ ิดกบั นกั คา้ ยาเสพติด ในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยรู ข้ึนเป็ นนายกรัฐมนตรีแทน ซ่ึงเมื่อ ไดร้ ับพระราชทานแตง่ ต้งั อยา่ งเป็นทางการแลว้ กเ็ กิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกวา้ ง เนื่องจากก่อนหนา้ น้ี, ในระหวา่ งที่มีการทกั ทว้ งโตแ้ ยง้ เกี่ยวกบั รัฐธรรมนูญที่ร่างข้ึนมาใหมว่ า่ ไม่มี ความเป็นประชาธิปไตย, ซ่ึงรัฐธรรมนูญฉบบั น้ีกไ็ ดถ้ ูกประกาศใช้ พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคาํ ท่ีส่ือมวลชนใชเ้ รียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภา 00 ทมิฬ ท่ีแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ ายชดั เจน พรรคท่ีถูกเรียกวา่ พรรคเทพ คือพรรคท่ีประกาศตวั เป็นฝ่ ายคา้ น ไมส่ นบั สนุนการดาํ รงตาํ แหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกสุจินดา คราประยรู ผนู้ าํ คณะรัฐประหาร 00 ท่ีไมไ่ ดม้ าจากการเลือก และไดป้ ระกาศตอ่ ส าธารณะมาตลอดวา่ จะไม่ น่ง รสช. ต้งั รับตาํ แ ห 0 นายกรัฐมนตรี โดยที่กระแส \"นายกฯ ตอ้ งมาจากการเลือกต้งั \" เป็นกระแสหลกั ของสงั คมไทยใน

43 ขณะน้นั พร รคเทพ ป ระกอบ ดว้ ย 4 พรรคกา รเมื องคือ พรรคความหวงั ใหม่ (72 เสียง) พรรค 0 ประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลงั ธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง) 0 00 ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนบั สนุนพลเอกสุจินดา คราประยรู ประกอบดว้ ยพรรค การเมือง 5 พรรค ไดแ้ ก่ พรรคสามคั คีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 00 0 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซ่ึงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมี 00 กระแสเรียกร้องใหแ้ กไ้ ข รัฐธรรม นูญ ใหน้ ายกรัฐมน ตรีตอ้ งมาจากการเลือกต้งั และท้งั 5 พรรค น้ี 0 ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลบั หนั มาสนบั สนุนพลเอกสุจินดา คราประยรู และเห็นวา่ เป็น การพยายามสืบทอดอาํ นาจของคณะรัฐประหาร (รสช.) พลเอกสุจินดา คราประยรู ไดใ้ หส้ ัมภาษณ์หลายคร้ังวา่ ตนและสมาชิกในคณะรักษาความ สงบเรียบร้อยแห่งชาติจะไมร่ ับตาํ แหน่งทางการเมืองใด ๆ แตภ่ ายหลงั ไดม้ ารับตาํ แหน่งรัฐมนตรี ซ่ึงไม่ตรงกบั ที่เคยพดู ไว้ เหตุการณ์น้ี จึงไดเ้ ป็นท่ีมาของประโยคท่ีวา่ \"เสียสัตย์เพ่ือชาติ\" และเป็น หน่ึงในชนวนใหฝ้ ่ ายท่ีคดั คา้ นรัฐธรรมนูญฉบบั น้ีทาํ การเคลื่อนไหวอีกดว้ ย การรับตาํ แหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา ดงั กล่าว นาํ ไปสู่การเคล่ือนไหวคดั คา้ น ต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร้อยตรีฉลาด วรฉตั ร และ พลตรีจาํ ลอง ศรีเมือง (หวั หนา้ พรรคพลงั ธรรมในขณะน้นั ) สหพนั ธ์นิสิตนกั ศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวา นฤมิตรกลุ เป็นเลขาธิการ ตามมาดว้ ยการสนบั สนุนของพรรคฝ่ ายคา้ นประกอบดว้ ยพรรค ประชาธิปัตย,์ พรรคเอกภาพ,พรรคความหวงั ใหม่และพรรคพลงั ธรรมโดยมีขอ้ เรียกร้องใหน้ ายก รัฐมนตรีลาออกจากตาํ แหน่ง และเสนอวา่ ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งนายกรัฐมนตรีตอ้ งมาจากการเลือกต้งั หลงั การชุมนุมยดื เย้อื ต้งั แตเ่ ดือนเมษายน เมื่อเขา้ เดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเขา้ มารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหนา้ กนั ระหวา่ งผชู้ ุมนุมกบั เจา้ หนา้ ที่ตาํ รวจ และทหารในบริเวณราชดาํ เนินกลาง ทาํ ใหส้ ถานการณ์ตึงเครียดมากข้ึนเร่ือย ๆ กระทงั่ ในคืนวนั ท่ี 17 พฤษภาคม ขณะท่ีมีการเคล่ือนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยงั ถนนราชดาํ เนินกลางเพ่ือไปยงั หนา้ ทาํ เนียบรัฐบาล ตาํ รวจและทหารไดส้ กดั การเคลื่อนขบวนของ ประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกนั ระหวา่ งประชาชนกบั เจา้ หนา้ ที่ตาํ รวจในบางจุด และมีการบุกเผา สถานีตาํ รวจนครบาลนางเลิ้ง จากน้นั เม่ือเขา้ สู่วนั ท่ี 18 พฤษภาคม รัฐบาลไดป้ ระกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและใหท้ หารทาํ หนา้ ท่ีรักษาความสงบ แตไ่ ดน้ าํ ไปสู่การปะทะกนั กบั ประชาชน มีการใชก้ ระสุนจริงยงิ ใส่ผชู้ ุมนุมในบริเวณถนนราชดาํ เนินจากน้นั จึงเขา้ สลายการชุมนุม ในเขา้ มืดวนั เดียวกนั น้นั ตามหลกั ฐานท่ีปรากฏมีผเู้ สียชีวติ หลายสิบคน เวลา 15.30 นาฬิกา ของวนั ที่ 18 พฤษภาคม ทหารไดค้ วบคุมตวั พลตรีจาํ ลอง ศรีเมือง จาก บริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดาํ เนินกลาง และรัฐบาลไดอ้ อกแถลงการณ์หลายฉบบั และรายงาน

44 ข่าวทางโทรทศั น์ของรัฐบาลทุกช่องยนื ยนั วา่ ไม่มีการเสียชีวติ ของประชาชน แตก่ ารชุมนุมต่อตา้ น ของประชาชนยงั ไมส่ ิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอยา่ งต่อเนื่องในหลายพ้ืนที่ทว่ั กรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง พร้อมมีการต้งั แนวป้ องกนั การปราบปรามตามถนนสายตา่ ง ๆ ขณะที่รัฐบาลไดอ้ อกประกาศจบั แกนนาํ อีก 7 คน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกลุ , นายแพทยเ์ หวง โตจิราการ, นายแพทยส์ ันต์ หตั ถีรัตน์, นายสมศกั ด์ิ โกศยั สุข, นางประทีป อ้ึงทรงธรรม ฮาตะ, นางสาวจิตราวดี วรฉตั ร และนายวรี ะ มุสิกพงศ์ โดยระบุวา่ บุคคลเหล่าน้ียงั คงชุมนุมไมเ่ ลิก และยงั ปรากฏข่าวรายงานการปะทะกนั ระหวา่ งเจา้ หนา้ ที่กบั ประชาชนในหลายจุดและเริ่มเกิดการปะทะ กนั รุนแรงมากข้ึนในคืนวนั น้นั ในบริเวณถนนราชดาํ เนิน 19 พฤษภาคม เจา้ หนา้ ที่เริ่มเขา้ ควบคุมพ้ืนที่บริเวณถนนราชดาํ เนินกลางได้ และควบคุมตวั ประชาชนจาํ นวนมากข้ึนรถบรรทุกทหารไปควบคุมไวพ้ ลเอกสุจินดา คราประยรู นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้าํ วา่ สถานการณ์เร่ิมกลบั สู่ความสงบและไมใ่ หป้ ระชาชนเขา้ ร่วมชุมนุมอีก แต่ยงั ปรากฏการรวมตวั ของประชาชนใหม่ที่มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหงในคืนวนั เดียวกนั และมีการเริ่มก่อ ความไม่สงบเพ่อื ต่อตา้ นรัฐบาลโดยกลุ่มจกั รยานยนตห์ ลายพ้นื ท่ีในกรุงเทพมหานคร เช่นการทุบ ทาํ ลายป้ อมจราจรและสญั ญาณไฟจราจร วนั เดียวกนั น้นั เร่ิมมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องใหน้ ายกรัฐมนตรีลาออกจากตาํ แหน่งเพื่อ รับผดิ ชอบต่อการเสียชีวติ ของประชาชน ขณะท่ีสื่อของรัฐบาลยงั คงรายงานวา่ ไมม่ ีการสูญเสียชีวติ ของประชาชน แต่สาํ นกั ข่าวต่างประเทศไดร้ ายงานภาพของการสลายการชุมนุมและการทาํ ร้ายผู้ ชุมนุม หนงั สือพิมพใ์ นประเทศไทยบางฉบบั เริ่มตีพมิ พภ์ าพการสลายการชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ ประกาศใหม้ ีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนเอกชนในประเทศ ซ่ึงการชุมนุมในคร้ังน้ี ดว้ ยผชู้ ุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนช้นั กลางในเขตตวั เมือง เป็นนกั ธุรกิจ หรือบุคคลวยั ทาํ งาน ซ่ึงแตกตา่ งจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ในอดีต ซ่ึงผชู้ ุมนุมส่วนใหญ่เป็ นนิสิต นกั ศึกษา ประกอบกบั เทคโนโลยโี ทรศพั ทม์ ือถือท่ีเพิง่ เขา้ มาในประเทศไทย และใชเ้ ป็นเคร่ืองมือ สาํ คญั ในการติดต่อสื่อสารในคร้ังน้ี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬน้ีจึงไดช้ ื่อเรียกอีกช่ือนึงวา่ \"มอ็ บมือถือ\" แผนไพรีพินาศ เป็นแผนยทุ ธการจดั วางกองกาํ ลงั และสลายการชุมนุม ในลกั ษณะของแผน เผชิญเหตุ จดั ทาํ ข้ึนโดยกองกาํ ลงั รักษาพระนครต้งั แต่ปี พ.ศ. 2524 เพือ่ ใหห้ น่วยงานต่าง ๆ ที่ เก่ียวขอ้ งกบั การรักษาความสงบ ไดแ้ ก่ ทหารตาํ รวจ และขา้ ราชการพลเรือน นาํ ไปปฏิบตั ิ ตอ่ มาใน ปี พ.ศ. 2527 และ พ.ศ. 2529 ไดม้ ีการพฒั นาปรับปรุงแผนใหส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์มากข้ึน

45 ส่วนแผนท่ีมีผลบงั คบั ใชข้ ณะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือ แผนไพรีพนิ าศ/33 ซ่ึงมี 4 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ 1. ข้นั การเตรียมการ โดยใหท้ ุกกองกาํ ลงั ออกหาขา่ ว รวบรวมขา่ วสาร และเตรียมกาํ ลงั เจา้ หนา้ ท่ี รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบตั ิการ 2. ข้นั ป้ องกนั ใชก้ องกาํ ลงั ตาํ รวจในการสกดั ก้นั ใหก้ ารประชาสัมพนั ธ์เพอ่ื ใหผ้ กู้ ่อความไม่ สงบ ทราบถึงขอ้ เทจ็ จริงเกี่ยวกบั สถานการณ์โดยถูกตอ้ งและยตุ ิการกระทาํ เอง ทางเจา้ หนา้ ที่จะปิ ด ลอ้ มพ้ืนที่สาํ คญั เพื่อป้ องกนั มิใหเ้ กิดความเสียหายเพิ่มข้ึน พร้อมท้งั อารักขาสถานท่ีและบุคคลสาํ คญั ของประเทศ 3. ข้นั ปราบปรามรุนแรง หากการปฏิบตั ิการข้นั ที่ 2 หรือกองกาํ ลงั ตาํ รวจไม่สามารถท่ีจะ ระงบั สถานการณ์ไดส้ าํ เร็จ และสถานการณ์ทวคี วามรุนแรงจนไมส่ ามารถควบคุมไดแ้ ลว้ จึงใชก้ อง กาํ ลงั ของกองทพั บก กองทพั เรือ และกองทพั อากาศ เขา้ ระงบั ยบั ย้งั ยตุ ิภยั คุกคาม 4. ข้นั สุดทา้ ย คือ การส่งมอบพ้ืนที่และความรับผดิ ชอบ ใหแ้ ก่เจา้ หนา้ ท่ีฝ่ ายพลเรือนหรือ ตาํ รวจรับผดิ ชอบตอ่ ไป เม่ือสถานการณ์คล่ีคลายแลว้

46 ใบงาน เร่ือง ความเป็ นมา หลกั การ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คาํ สั่ง จงตอบคาํ ถามต่อไปน้ีใหไ้ ดใ้ จความถูกตอ้ งสมบรู ณ์ 1. จงบอกความหมายของรัฐธรรมนูญ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 2. จงอธิบายวฏั จกั รของความไม่ต่อเน่ืองของกระบวนการเปล่ียนแปลงทางการเมืองของไทย ตาม ความเขา้ ใจของนกั ศึกษา .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................- 3. รัฐธรรมนูญมีเป้ าหมายสาํ คญั ก่ีประการ จงอธิบาย .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................

47 4. จงบอกหลกั การและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบบั แรก พทุ ธศกั ราช 2475 .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 5. จงบอกหลกั การและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบบั ท่ี 18 พทุ ธศกั ราช 2475 .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook