กรมอุทยานแหงชาติ สัตวป า และพันธพุ ืช กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
คํานาํ จากสถานการณม หาอทุ กภยั ในป พ.ศ. 2554 ทําใหรัฐบาลตองหามาตรการทุกวิถที างในการ ปอ งกัน เพอ่ื มใิ หเ กิดมหาอุทกภยั ข้ึนอีก และหน่งึ ในมาตรการตางๆ ทรี่ ัฐบาลไดก าํ หนดไว คือ การ ปลูกปาเพ่ือปองกันอุทกภัยในพื้นที่ตนน้ําลําธารตามแนวทางพระราชดําริที่พระบาทสมเด็จ พระเจา อยหู วั ไดพ ระราชทานใหแ กน ายกรฐั มนตรี คณะกรรมการยทุ ธศาสตรเ พอื่ การฟน ฟแู ละสรา ง อนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยทุ ธศาสตรเ พอ่ื วางระบบการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรนาํ้ (กยน.) เมื่อวนั ที่ 24 กมุ ภาพันธ พ.ศ. 2555 กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เปนหนวยงานท่ีมีภารกิจดูแลและฟนฟูพื้นที่ปาตนน้ําโดยตรง พรอมนอมนําแนวพระราชดําริ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั มาเปน แนวทางปฏบิ ตั จิ งึ ไดจ ดั ทาํ หนงั สอื คมู อื ในการเลอื กชนดิ พรรณไม ทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั การปลกู ปา เพอ่ื ปอ งกนั อทุ กภยั ในพน้ื ท่ี ในเบอ้ื งตน มเี ปา หมายในพน้ื ทล่ี มุ นาํ้ 8 แหง ไดแก ลุมนํ้าปง ลุมนํ้าวัง ลุมน้ํายม ลุมนํ้านาน ลุมน้ําปาสัก ลุมน้ําสะแกกรัง ลุมนํ้าทาจีน และ ลุมนํ้าเจาพระยา เพ่ือเปนคูมือใหแกผูปฏิบัติงานในภาคสนามประกอบการตัดสินใจคัดเลือกชนิด พรรณไมท่ีเหมาะสมในการปลูกปา โดยมีเนื้อหาครอบคลุมขอมูลดานพฤกษศาสตร นิเวศวิทยา การเพาะและขยายพันธุ และการใชประโยชนดานตางๆ พรอมดวยขอแนะนําในการปลูกเพื่อให ประสบผลสําเรจ็ และจะไดข ยายผลไปดําเนนิ การในพ้ืนที่อ่ืนตอ ไป กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช หวังเปนอยางยิ่งวา คูมือนี้จะเปนประโยชนตอ ผูปฏิบัติทั้งของหนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่มุงม่ันนอมนําพระราชดําริ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ดังกลาวมาสานตอ ใหเกิดการเพิ่มพ้ืนท่ีปาและลดการสูญเสียจาก อุทกภัยใหไดต ามเจตนารมยของรฐั บาล (นายดํารงค พิเดช) อธิบดกี รมอุทยานแหง ชาติ สตั วปา และพนั ธพุ ชื
บทนาํ 1 หลกั เกณฑก ารคดั เลอื กชนิดไม 2 ขอมลู พ้ืนฐานของ 8 ลุมน้ําหลกั 4 ลกั ษณะกายภาพลมุ น้าํ 5 ลักษณะภูมิศาสตร 6 ลักษณะสังคมพชื 6 การใชห นงั สือคมู ือ 13 ไมโ ตเร็ว กระเชา Holoptelea integrifolia Planch. 18 กระทุม Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich. ex Walp. 19 กระทมุ นา Mitragyna diversifolia (Wall. ex G. Don) Havil. 20 กระบาก Anisoptera costata Korth. 21 กฤษณา Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte 22 กลว ยฤ ษี Diospyros glandulosa Lace 23 กะอวม Acronychia pedunculata (L.) Miq. 24 กา นเหลือง Nauclea orientalis (L.) L. 25 กําลงั เสือโครง Betula alnoides Buch.-Ham. ex D. Don 26 กุมนํา้ Crateva magna (Lour.) DC. 27 ขวาว Haldina cordifolia (Roxb.) Ridsdale 28 จาํ ปาปา Magnolia baillonii Pierre 29 จกิ นา Barringtonia acutangula (L.) Gaertn. 30 เฉียงพรา นางแอ Carallia brachiata (Lour.) Merr. 31 ซอ Gmelina arborea Roxb. 32 ตองแตบ Macaranga denticulata (Blume) Müll. Arg. 33 ตะเคียนทอง Hopea odorata Roxb. 34 ตะเคียนหนู Anogeissus acuminata (Roxb. ex DC.) Wall. ex Guillem. & Perr. 35 ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack 36 ทองเดือนหา Erythrina stricta Roxb. 37 ทะโล Schima wallichii (DC.) Korth. 38 ทง้ิ ถอ น Albizia procera (Roxb.) Benth. 39 นอ งขาว Alstonia glaucescens (K. Schum.) Monach. 40
นางพญาเสอื โครง Prunus cerasoides D. Don 41 ประดูสม Bischofia javanica Blume 42 ปออีเกง Pterocymbium tinctorium (Blanco) Merr. 43 ปนแถ Albizia lucidior (Steud.) I. C. Nielsen 44 พฤกษ Albizia lebbeck (L.) Benth. 45 พพี าย Elaeocarpus lanceifolius Roxb. 46 โพบาย Balakata baccata (Roxb.) Esser 47 มะกอกน้าํ Elaeocarpus hygrophilus Kurz 48 มะกอกปา Spondias pinnata (L. f.) Kurz 49 มะขามปอ ม Phyllanthus emblica L. 50 มะแขวน Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. 51 มะมอื Choerospondias axillaris (Roxb.) B. L. Burtt & A. W. Hill 52 ยมหอม Toona ciliata M. Roem. 53 ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G. Don 54 ลาํ ปาง Pterospermum diversifolium Blume 55 ลําพูปา Duabanga grandiflora (Roxb. ex DC.) Walp. 56 สนสามใบ Pinus kesiya Royle ex Gordon 57 สนุน Salix tetrasperma Roxb. 58 สมอพิเภก Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. 59 สะตอื Crudia chrysantha (Pierre) K. Schum. 60 สะทอนรอก Elaeocarpus robustus Roxb. 61 สกั Tectona grandis L. f. 62 สตั บรรณ Alstonia scholaris (L.) R. Br. 63 เสี้ยวดอกขาว Bauhinia variegata L. 64 แสมสาร Senna garrettiana (Craib) H. S. Irwin & Barneby 65 อะราง Peltophorum dasyrachis (Miq.) Kurz 66 อนิ ทนลิ นํ้า Lagerstoemia speciosa (L.) Pers. 67 69 ไมโตชา Careya sphaerica Roxb. 70 Sandoricum koetjape (Burm. f.) Merr. 71 กระโดน Irvingia malayana Oliv. ex A. W. Benn. 72 กระทอน Castanopsis acuminatissima (Blume) A. DC. 73 กระบก Quercus aliena Blume 74 กอ เดือย Castanopsis tribuloides (Sm.) A. DC. กอเต้ีย กอ ใบเล่ือม
กอแปน Castanopsis diversifolia (Kurz) King ex Hook. f. 75 กอพวง Lithocarpus fenestratus (Roxb.) Rehder 76 กอ หยุม Castanopsis argyrophylla King ex Hook. f. 77 กํายาน Styrax benzoides Craib 78 คงคาเดอื ด Arfeuillea arborescens Pierre 79 คา หด Engelhardtia spicata Blume 80 เชยี ด Cinnamomum iners Reinw. ex Blume 81 แดง Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. kerrii (Craib & Hutch.) I. C. Nielsen 82 ตะครอ Schleichera oleosa (Lour.) Oken 83 ตาเสือ Aphanamixis polystachya (Wall.) R. Parker 84 ตว้ิ ขาว Cratoxylum formosum (Jack) Dyer 85 ประดู Pterocarpus macrocarpus Kurz 86 พญารากดํา Diospyros variegata Kurz 87 พะยอม Shorea roxburghii G. Don 88 พะยงู Dalbergia cochinchinensis Pierre 89 มะคาแต Sindora siamensis Teijsm. & Miq. 90 มะคา โมง Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib 91 มะปวน Mitrephora tomentosa Hook. f. & Thomson 92 ยางบง Persea kurzii Kosterm. 93 ยางโอน Polyalthia viridis Craib 94 สมอไทย Terminalia chebula Retz. 95 สะแกแสง Cananga latifolia (Hook. f. & Thomson) Finet & Gagnep. 96 สารภดี อย Anneslea fragrans Wall. 97 หวา Syzygium cumini (L.) Skeels 98 บรรณานกุ รม 100 รายช่อื วงศแ ละชอ่ื พฤกษศาสตร 104 ดชั นีชือ่ พฤกษศาสตร 106
ในป พ.ศ. 2554 ทผ่ี า นประเทศไทยเกดิ เหตกุ ารณม หา งานในภาคสนามประกอบการตดั สนิ ใจคดั เลอื กชนดิ พรรณ อุทกภัยข้ึนในพ้ืนท่ีภาคเหนือและภาคกลางหรือพ้ืนท่ี ไมท่ีเหมาะสมตอการปลูกปา โดยคณะผูจัดทําไดรวมรวม ลุมนํ้าเจาพระยาใหญ อันประกอบดวยลุมนํ้าสาขาไดแก ขอมูลจากการคนควาเอกสารงานวิจัยดานปาไมท่ีผานมา ลุมนํ้าปง ลุมน้ําวัง ลุมน้ํายม ลุมนํ้านาน ลุมน้ําปาสัก ประกอบกับขอมูลจากประสบการณของนักพฤกษศาสตร ลุมน้ําสะแกกรัง ลุมนํ้าทาจีน และลุมน้ําเจาพระยา และนักนิเวศวิทยาปาไมของสํานักวิจัยการอนุรักษปาไม เหตกุ ารณด งั กลา วสง ผลเสยี หายอยา งรนุ แรงตอ ทกุ ภาคสว น และพนั ธพุ ชื และนาํ เสนอขอ มลู ดา นตา งๆ ทเี่ ปน ประโยชน ของประเทศ ซ่ึงมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณนํ้าฝนท่ีตก ตอผูปฏิบัติงานภาคสนาม รวมถึงภาครัฐสวนอื่นๆ ภาค มากกวา ปกตปิ ระมาณรอ ยละ 40 ในพน้ื ทล่ี มุ นาํ้ และขาดการ เอกชน และประชาชนทั่วไปสามารถนําคูมือดังกลาวไปใช บรู ณาการบรหิ ารจดั การนาํ้ เหนอื เขอ่ื นและใตเ ขอ่ื น รฐั บาลได เปน ขอ มลู ทางวชิ าการประกอบการดาํ เนนิ กจิ กรรมปลกู ปา เล็งเห็นความสําคัญตอการแกปญหาอุทกภัยท่ีนับวัน ในพน้ื ทรี่ ับผดิ ชอบของตนเองได จะรุนแรงและเกิดบอยคร้งั มากข้ึน มีความจําเปนเรงดวน ที่จะตองกําหนดมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา บัญชีรายช่อื พรรณไมนน้ี ําเสนอพรรณไมจํานวน 80 ทั้งระบบอยางบรู ณาการประกอบดวย ชว งตนนาํ้ กลางน้ํา ชนดิ โดยคดั เลอื กจากไมท อ งถน่ิ ทง้ั ไมโ ตเรว็ และไมโ ตชา ทพ่ี บ และปลายนาํ้ โดยในสว นของชว งตน นา้ํ จะตอ งสง เสรมิ การ ในแตละชนิดปาหลัก ๆ ในพื้นท่ีลุมน้ําทั้ง 8 ลุมน้ํา ดแู ลพน้ื ทตี่ น นา้ํ ดว ยการปลกู ฟน ฟปู า ไมใ หก ลบั มาทาํ หนา ท่ี ครอบคลุม 5 ชนิดปา ไดแก ปาดิบเขา ปาดิบแลง ดูดซับน้าํ ฝนและปองกันดนิ พงั ทลายอยางมีประสทิ ธิภาพ ปาผลัดใบผสม ปาเตง็ รัง และปาชายน้ํา ทง้ั น้ีหลักการคดั เลอื กชนดิ ไมจ ากคมู อื เลม นม้ี คี วามจาํ เปน ทจ่ี ะตอ งรจู กั พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ทรงมพี ระราชดาํ รเิ มอ่ื สังคมพืชหรือระบบนิเวศของพ้ืนที่ปลูกวาเปนปาแบบ วันท่ี 24 กุมภาพันธ 2555 เก่ยี วกับการตัดไมทําลายปา ใด โดยเฉพาะความสงู ของพน้ื ทจี่ ากระดบั นา้ํ ทะเลปาน และแนวทางการปลกู ปา ฟน ฟพู นื้ ทตี่ น นา้ํ กบั คณะกรรมการ กลาง จงึ จะสามารถเลอื กชนดิ ไมท เี่ หมาะสมในเบอื้ งตน ยทุ ธศาสตรเพื่อการฟน ฟูและสรา งอนาคตประเทศ (กยอ.) ได สว นขอ มลู บรรยายพรรณไมแ ตล ะชนดิ เปน การอธบิ าย และคณะกรรมการยุทธศาสตรเพื่อวางระบบการบริหาร ลักษณะทางพฤกษศาสตรอยา งงา ย มขี อมลู ประกอบดาน จัดการทรัพยากรน้ํา (กยน.) มสี าระสําคญั วา การปลูกปา นิเวศวิทยา การกระจายพันธุ การเพาะขยายพันธุ และ ควรจะปลกู ไมเ นอ้ื ออ นและไมเ นอ้ื แขง็ ผสมผสานกนั ไป ขอ เสนอแนะอ่นื ๆ พรอ มภาพถา ยแสดงสว นตาง ๆ ของ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ สําหรับไมเน้ือออน ขึ้นเร็ว พรรณไมแตละชนดิ ใชงานและขายไดสวนหนึ่ง ท้ังยังปกปองไมเนื้อแข็ง โตชา การปลูกไมผสมผสานดวยกันหลายชนิดเพื่อ การจดั ทาํ คมู ือนม้ี ีขอ จํากัดดา นเวลาและการคน ควา ปอ งกนั การทาํ ลายและปอ งกนั การตดั ไมช นดิ ทม่ี รี าคาแพง เอกสาร ดังน้ัน ขอมูลบางสวนอาจมีนอย รวมถึงจํานวน ชนิดพรรณไมอาจยังไมครอบคลุมทั่วท้ังระบบนิเวศของ กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วป า และพนั ธพุ ชื เปน หนว ย ลุมน้ําที่มีขนาดใหญ แตในเบื้องตนนี้ เปนพรรณไมท่ีงาย งานหลักหนวยงานหน่งึ ท่ีมีภารกิจดูแล และฟนฟูพ้ืนท่ีปา ตอ การจดั หาเมลด็ หรือกลา ไมไ ด และถา จะใหประสบผล ตนนํ้าท้ังหมดของประเทศ และไดรับมอบหมายใหจัดทํา สําเร็จในการปลูกปาย่ิงขึ้น สามารถสอบถามผูมี โครงการใหสอดคลองกับแผนบริหารจัดการนํ้าของ กยน. ประสบการณดานการเพาะชํากลาไมและการปลูกปา พรอมทั้งนอมนําแนวพระราชดําริท่ีพระบาทสมเด็จ ของกรมปาไมและกรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และ พระเจาอยูหัวไดพระราชทานมาเปนแนวทางปฏิบัติให พันธุพืช หรือการคนควาดวยตนเองเพิ่มเติมจาก สมั ฤทธผ์ิ ลตอ การฟน ฟรู ะบบนเิ วศตน นาํ้ ในพนื้ ทล่ี มุ นาํ้ หลกั เอกสารคมู อื การเพาะชาํ กลา ไม กรมปา ไม หรอื หนงั สอื ทง้ั 8 ลมุ นาํ้ การจดั ทาํ หนงั สอื คมู อื ในการเลอื กชนดิ พรรณไม ของหนว ยฟนฟูปา ของมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม ท่ศี กึ ษา ทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั การปลกู ปา เพอ่ื ปอ งกนั อทุ กภยั ในพน้ื ทล่ี มุ นาํ้ แนวทางสาํ หรบั ฟน ฟปู า ในพนื้ ทภี่ าคเหนอื ประกอบการ ทง้ั 8 แหง เปนสวนหน่ึงของกิจกรรมดังกลาวเพื่อรองรับ ตัดสินใจเลือกชนิดไมปลูกในแตล ะพืน้ ที่ โครงการฟน ฟสู ภาพปา ทก่ี าํ ลงั จะมขี น้ึ เปน คมู อื ใหแ กผ ปู ฏบิ ตั ิ 1
จากพระราชดาํ รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั เรอ่ื งการปลกู ฟน ฟปู า ตน นา้ํ ใหไ ดผ ล เกี่ยวกับการปลูกไมโตเร็ว-ไมโตชา และประโยชนจ ากการปลกู ไมทัง้ สองผสมผสานกันนน้ั เปน ท่ีมาของการจัดทําหนังสือ “คูมือเลือกชนิดพรรณไมเพ่ือปลูกปาปองกันอุทกภัย” คณะ ทํางานจึงไดนอมนําพระราชดํารัส รวมกันคนควางานวิจัยดานปาไมที่เคยมีมา ตลอดจน ประสบการณของนักพฤกษศาสตรและนักนิเวศวิทยาปาไม ดําเนินการคัดเลือกชนิดพรรณไม ที่เหมาะสมตอ การปลกู ปา ปองกนั อทุ กภัย เพ่ือใหก ารปลูกฟน ฟูปากลบั คนื สสู ภาพใกลเ คียงกับ ปาตามธรรมชาติที่สมบูรณอยางรวดเร็ว และกลับมามีประสิทธิภาพตอการปองกันอุทกภัย เปนแหลงตนน้ําลําธารท่ีดดี งั เดิม โดยมหี ลกั เกณฑคัดเลือกชนดิ พรรณไมท ่ีมคี ณุ สมบตั ิ ดงั น้ี 1. ไมโ ตเรว็ หรือไมเบกิ นาํ หมายถึง พรรณไมท ่ีตอ งการแสงในการเจริญเตบิ โต มาก มีการเจริญเติบโตท้ังความสูงและขนาดอยางรวดเร็ว ผลิดอกออกผลในเวลาอันสั้นและ จาํ นวนมาก เขายดึ ครองพืน้ ที่ปาเสื่อมโทรมไดเ รว็ กวา พรรณไมชนดิ อน่ื ๆ หรือเรยี กวา pioneer species โดยสว นใหญแ ลว ไมโ ตเรว็ จะอายสุ น้ั (ประมาณ 20 ป) มกั เปน ไมเ นอ้ื ออ น สว นไมโ ตเรว็ อายปุ านกลางถงึ อายยุ นื (20– กวา 100 ป) อาจจะเปน ไมเ นอ้ื ออ นทม่ี แี กน ไมห รอื ไมม แี กน ไม ไมโ ตเรว็ อายสุ น้ั จะมรี ะบบรากแผก วา งใกลช น้ั หนา ดนิ และไมแ ขง็ แรง แลว จะลม ตายเอง ไมโ ตเรว็ จะสรา งใบและทงิ้ ใบอยา งรวดเรว็ กลายเปน ซากพชื คลมุ ดนิ สรา งความชมุ ชน้ื และเพมิ่ ธาตอุ าหาร ใหแกดิน การปลูกไมโตเร็วสามารถควบคุมวัชพืชพวกหญาไดดี ผลการวิจัยของการปลูกฟนฟู ปา ดิบเขาท่รี ะยะปลูก 1.6–1.8 ม. (FORRU, 2000) ระบุวา ภายในเวลา 3 ป เรอื นยอดตนไมจ ะ ชิดกันและวัชพืชเริ่มหายไป ทําใหลดปญหาเรื่องไฟปาอันเปนปญหาสําคัญของการปลูกปา นอกจากนไ้ี มโ ตเรว็ จะชว ยใหร ม เงาและลดความรอ นใหแ กไ มโ ตชา ทอ่ี ยใู นระยะกลา ไม และไมห นมุ กลา วไดว า เปน ไมพเ่ี ลีย้ ง (nurse tree) ในระยะแรกของไมโ ตชา นัน่ เอง นอกจากนี้ ปาไมโตเรว็ หรือปา รุน ปาเหลา ยังเปน ท่อี ยอู าศยั แหลงอาหารใหส ตั วป า อน่ึง ศ.ดร. ธวัชชัย สันติสุข พนักงานราชการพิเศษ ที่ปรึกษาอาวุโส หอพรรณไม กรมอุทยานแหงชาติ สตั วป า และพันธุพ ชื เปนผรู ิเรม่ิ ประมวลความรูเก่ยี วกับพรรณไมเบกิ นํา (pioneer tree) หรอื พรรณไมพเนจร (nomad tree) หรือ พรรณไมโครงสรา ง (framework tree) ขึ้นเปน เอกสารวชิ าการปาไม สําหรบั บรรยายในที่ประชมุ วชิ าการปา ไมเ ปนครั้งแรกเม่อื ป พ.ศ. 2520 และปจ จุบันกาํ ลงั ปรบั ปรุงเนื้อเรอื่ งใหเ ขายคุ สมยั ซง่ึ กรมอุทยานแหง ชาติ สัตวปา และ พนั ธพุ ืช จะไดจ ัดพมิ พใ นโอกาสตอไป 2. ไมโ ตชา หมายถงึ พรรณไมท ี่มกี ารเจรญิ เติบโตในอัตราทนี่ อ ยหรือนอยมาก ทัง้ ดา นความสงู และขนาด บางชนดิ ในชว งทเ่ี ปน กลา ไมต อ งอาศยั รม เงาและความชน้ื จากไมเ บกิ นาํ รอไมเ บกิ นาํ ลม ตายแลว เปด แสง จงึ จะเรม่ิ มกี ารเจรญิ เตบิ โตอยา งรวดเรว็ ปกตไิ มโ ตชา จะมเี นอ้ื ไม ทแ่ี ขง็ หากเปน ชนดิ ทต่ี น สงู ใหญแ ละมอี ายยุ นื จะมรี ะบบรากทแ่ี ขง็ แรง ลกึ และแผก วา ง สามารถ เกาะยึดหนาดินและดินช้ันลางไดดี ไมโตชามักพบในปาธรรมชาติดั้งเดิม หรือ climax forest อาจเรยี กพรรณไมโ ตชา นวี้ า climax species ปา ทีถ่ ูกทาํ ลายอยา งตอเน่อื งมาหลายป จนแทบ ไมเหลือไมโตชาดั้งเดิมเหลืออยู หรืออยูไกลจากแหลงแมไม จําเปนจะตองปลูกไมโตชาผสม เขาไป เพ่ือเรง ใหปาสามารถฟน ฟกู ลบั มาสมบรู ณดงั เดิม เปน การยนระยะเวลาของการทดแทน สังคมพชื (plant succession) ในชว งตา ง ๆ ใหรวดเรว็ ข้นึ 2
3. ไมท อ งถน่ิ หรอื ไมพ น้ื เมอื ง หมายถงึ พรรณไมท มี่ ถี น่ิ กาํ เนดิ หรอื มถี นิ่ อาศยั ตามธรรมชาตอิ ยใู นประเทศไทย หรอื indigenous species การเลอื กไมท อ งถนิ่ ทขี่ น้ึ ใกล พ้ืนท่ีปลูกปาดวยแลว ยอมเปนการยืนยันไดวาจะสามารถข้ึนและเจริญเติบโตไดดี เนอื่ งจากมรี ะบบนเิ วศใกลเ คยี งกนั และยงั เปน การชว ยอนรุ กั ษพ นั ธกุ รรมของไมพ น้ื เมอื ง ดวย ไทยเปนประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะความหลากหลาย ของพรรณพชื ทส่ี ามารถปรบั ตวั ไดเ หมาะสมกบั สภาพอากาศและสง่ิ แวดลอ มตา ง ๆ แมแ ต ในปา เสอ่ื มโทรมกม็ กี ารฟน ฟตู วั เองไดด ไี มส ง ผลกระทบตอ สง่ิ แวดลอ มและสตั วป า ในภายหลงั ดงั เชนในกรณีของไมตา งถิ่น (alien species) หลายชนิดทก่ี ลายมาเปนไมตางถ่นิ รกุ ราน (invasive alien species) และมีผลกระทบตอระบบนิเวศดัง้ เดิมอยา งรนุ แรง 4. ไมปาที่สามารถใชประโยชนไ ดอ ยา งเอนกประสงค เชน เนือ้ ไม ใชสอย สมนุ ไพร สียอ ม พชื กินได เปน ตน การปลกู ปาเปนการเพ่ิมคุณคาทางเศรษฐกิจ ใหแกชุมชนใกลปา สามารถเขามาใชประโยชนได เปนการสรางความมีสวนรวมในการ ดแู ลรกั ษา รสู ึกหวงแหนตอ ปา ทกี่ าํ ลงั จะกลบั มาสมบรู ณด งั เดมิ นอกจากน้ี ยงั เลอื กไมป า ทม่ี รี ะบบรากสามารถปอ งกนั การพงั ทลายของหนา ดนิ หรอื ดนิ ถลม ไดด ี โดยเฉพาะไมโ ตชา ทีม่ รี ะบบรากแผก วา ง หย่ังลกึ หนาแนน และแขง็ แรง 5. ไมปาท่ีสัตวปาสามารถเขามาใชประโยชนได ไมวาจะเปนท่ีอยู อาศยั ทาํ รงั หลบภยั หรอื แหลง อาหาร เนอ่ื งจากสตั วป า เปน องคป ระกอบหนง่ึ ของระบบ นิเวศปา ไมทีส่ มบรู ณ รวมถึงมนุษยต า งมีววิ ัฒนาการรวมกันมา มีการพงึ่ พาอาศยั ซึ่งกนั ดงั นนั้ ปา ปลกู ทผ่ี สมผสานไมห ลายชนดิ สตั วป า มกั จะเขา มาดาํ รงชวี ติ และอาจนาํ พาเมลด็ ไมจากปาท่ีสมบูรณใกลเคียงเขามาในแปลงปลูกปา หรืออาจนําเมล็ดไมภายในแปลง กระจายไปสแู ปลงปลกู ใกลเ คยี งกนั กระบวนการดงั กลา วยงิ่ เปน การเพม่ิ ความหลากหลาย ทางชวี ภาพของชนดิ ไมใ นแปลงปลกู และเรง กระบวนการฟน ฟทู ดแทนตามธรรมชาตขิ อง ปาไดเปนอยางดี อยางไรก็ตามในพ้ืนที่ปาเส่ือมโทรมมักมีสัตวปาเขามานอย สวนใหญ จะเปน สตั วป า ขนาดเลก็ เชน นก คา งคาว กระรอก บา ง หนู ชะมด อเี หน็ ชนดิ ไมท ส่ี ตั วป า เหลา นชี้ ืน่ ชอบจงึ ควรไดรับการพิจารณาดวย 6. ไมป า ทห่ี าเมลด็ ไดง า ย ไมป า ทหี่ าเมลด็ ไดง า ย ขนึ้ กระจายอยทู ว่ั ไปตาม ธรรมชาติ สามารถหาแมไ มเ กบ็ เมล็ดไดสะดวก หรือเปนชนิดพันธเุ ดิมทน่ี ิยมนํามาปลกู ฟน ฟปู า และไดผ ลดี ซง่ึ มกั จะมขี อ มลู การปลกู ขยายพนั ธทุ คี่ อ นขา งสมบรู ณ และยนื ยนั ผล สําเร็จไดจริง 3
พ้ืนที่เปาหมายเพ่ือวางแผนจัดการปองกันการเกิด ลุมนํ้าเจาพระยาใหญ มีพื้นที่ตนนํ้าสวนใหญอยูในภาค อทุ กภัยในเขตพน้ื ท่ีลุมน้าํ เจาพระยาใหญ อันประกอบดว ย เหนือตอนบน บางสวนอยูตามขอบที่ราบภาคเหนือ ลุมน้ําสาขาหลักของประเทศจํานวน 8 ลุมน้ํา ไดแก ตอนลา งและภาคกลาง มที ศิ ทางการระบายนา้ํ จากทศิ เหนอื ลมุ น้าํ ปง ลมุ นาํ้ วัง ลุม นํา้ ยม ลุมน้าํ นา น ลมุ นํ้าสะแกกรัง ลงสทู ศิ ใตท อี่ า วไทยในเขตจงั หวดั สมทุ รปราการ สมทุ รสาคร ลมุ นา้ํ ปา สกั ลมุ นา้ํ ทา จนี และลมุ นาํ้ เจา พระยา ทง้ั 8 ลมุ นา้ํ และกรงุ เทพมหานคร ลมุ นา้ํ เจา พระยาใหญถ อื วา เปน พนื้ ท่ี ถือวาเปนระบบพ้ืนที่ลุมนํ้าเดียวกันเปนสาขาของแมน้ํา ลุมนํ้าที่ใหญท่ีสุดและมีปริมาณนํ้าทาเฉล่ียรายปสูงท่ีสุด เจาพระยา เรียกรวมกันวา ของประเทศไทย การแบง ลุมนํ้าหลัก 25 ลุมน้ําของประเทศไทย ขนาดพ้ืนท่ี ขอบเขต และที่ต้ังแตล ะลมุ นํา้ แสดงในภาพ และตาราง ขอบเขตลุมน้าํ และพ้นื ท่ีปา ไมป พ.ศ. 2543 ของลุม นา้ํ หลัก 8 ลมุ นาํ้ (ลุมนํ้าเจาพระยาใหญ) 4
ลมุ น้ําเจา พระยาใหญ มพี ้นื ทปี่ ระมาณ 100 ลานไร พ ร ะ น ค ร ศ รี อ ยุ ธ ย า น ค ร ป ฐ ม ( ฝ ง ต ะ วั น อ อ ก ) หรอื ประมาณรอ ยละ 30 ของพน้ื ทปี่ ระเทศ ครอบคลมุ พน้ื ท่ี ปทมุ ธานี นนทบรุ ี กรงุ เทพฯ สมทุ รปราการ และสมทุ รสาคร 28 จังหวัด สวนใหญอยูในเขตจังหวัดภาคเหนือและภาค กลาง แบง ตามหลกั การจดั การลมุ นํ้าเปน 3 สวน คือ รปู รา งของลมุ นาํ้ เปน สเ่ี หลย่ี มผนื ผา แกมรปู กรวยหงาย ความยาวของลุมนํ้าจากเหนือจรดใตประมาณ 600 กม. ลุมน้ําตอนบน ไดแก พ้ืนที่ภาคเหนือตอนบน ความกวา งของลมุ นาํ้ ตอนบนมคี วามกวา งประมาณ 300 กม. ประกอบดวย 7 จงั หวดั ไดแ ก เชยี งใหม ลาํ พนู ลาํ ปาง แพร ลมุ นาํ้ ตอนลา งทรี่ ะบายนา้ํ ออกทกี่ น อา วไทยกวา งประมาณ พะเยา (ตะวันออกเฉียงใต) นา น และอตุ รดิตถ (ตอนบน) 70 กม. และมคี วามลาดเทของพนื้ ทรี่ บั นาํ้ หรอื ศกั ยภาพของ การระบายนํ้าที่นอยมาก ตั้งแตลุมนํ้าตอนกลางที่ตัวเมือง ลมุ นํ้าตอนกลาง ประกอบดว ย 8 จงั หวัด ไดแ ก ตาก อุตรดิตถถึงปากน้ําสมุทรปราการ ในระยะทางแนวราบ สุโขทัย อตุ รดติ ถ (ตอนลา ง) กําแพงเพชร พษิ ณโุ ลก พิจิตร ประมาณ 400 กม. แตร ะดบั ความแตกตา งดา นแนวตง้ั เพยี ง เพชรบูรณ ลงมาถึงตนนํ้าเจาพระยาท่ีจังหวัดนครสวรรค 60 ม. จากระดับนํ้าทะเลปานกลาง เน่ืองจากสภาพ (พื้นท่ตี อนบนของจงั หวัดนครสวรรค) ภูมิประเทศของภาคเหนือตอนลางและภาคกลางเปนท่ี ลุมนํ้าตอนลาง ประกอบดวย 15 จังหวัด ไดแก ราบลุม ดังน้ันพ้ืนที่ลุมน้ําตอนกลางและตอนลางจึงเกิด นครสวรรค (พน้ื ทต่ี อนลา งของจงั หวดั นครสวรรค) อทุ ยั ธานี เหตุการณน้ําทวมเปนประจําตามธรรมชาติของสภาพ ชัยนาท อางทอง สุพรรณบุรี สิงหบุรี ลพบุรี สระบุรี ภูมิประเทศ และภูมอิ ากาศตามฤดกู าล ตาราง ขนาดพน้ื ท่ี ขอบเขต และท่ีตง้ั ของลุม น้ําท้ัง 8 แหง หนวย : ไร ช่ือลุมนาํ้ พน้ื ท่ปี า ป พ.ศ. 2543 รวมท้ังหมด ปง ปา ชายเลน ปาดบิ เขา ปา ดบิ แลง ปา เต็งรงั ปาที่พน้ื ฟตู าม ปาเบญจพรรณ ปาไผ ปา สนเขา สวนยูคาลิปตัส สวนสัก ธรรมชาติ 2,231,472.26 692,088.41 91,642.95 14,750,196.39 3,119,314.65 66,449.95 8,390,824.94 15,683.34 108,485.45 34,234.44 วงั 279,941.37 280,837.12 619,618.28 207,132.64 2,982,601.84 129.37 289,713.37 4,659,973.98 ยม 854,286.38 544,532.36 833,381.91 72,381.33 4,642,915.56 12,464.82 6,461.49 177,120.67 7,143,544.52 นาน 671,975.96 1,215,515.67 488,289.95 144,255.79 8,430,369.78 15,425.64 5,311.39 8,270.03 68,242.57 11,047,656.76 เจา พระยา 8,102.64 2,392.48 35,582.97 62,688.39 277,593.16 18,892.68 26,326.44 727.48 432,306.25 สะแกกรัง 122,769.85 72,613.96 70,068.71 21,726.52 651,633.22 32,757.01 3,578.80 975,148.07 ปาสัก 543.27 297,977.63 214,492.44 291,865.25 1,513,318.56 27,446.82 8,748.86 10,350.20 131,172.39 2,495,915.43 ทาจนี 20,124.57 16,374.52 65,853.85 79,319.34 12,391.65 435,606.12 93.16 72,090.00 2,695.86 704,549.07 รวมทงั้ หมด 28,227.20 4,177,363.61 3,171,811.49 5,460,068.25 878,891.51 27,324,863.17 90,006.46 122,545.69 190,618.98 764,894.09 42,209,290.46 5
ลุมนํ้าตอนบนเปนตนน้ําท่ีสําคัญ พ้ืนที่กวารอยละ ทศิ เหนอื ตะวนั ออกและตะวนั ตกเปน ลกู คลนื่ ลอนลาดและ 80 เปน เทอื กเขาสงู ชนั สว นใหญว างตวั ในแนวเหนอื ใต สลบั กบั เทอื กเขาสงู คลา ยภาคเหนอื ซงึ่ เปน พนื้ ทตี่ น นา้ํ ระบายนาํ้ ลง แอง ทร่ี าบ กวาง 20–50 กม. ทีม่ ีแมน้าํ ไหลผานกลางแอง แมน าํ้ ยม นา น ปง และปา สกั เทอื กเขาดา นเหนอื เปน ปลาย คอื แมน าํ้ ปง แมน าํ้ วงั แมน าํ้ ยม และแมน าํ้ นา น ซง่ึ เทอื กเขา ดา นใตส ดุ ของเทอื กเขาผปี น นาํ้ และหลวงพระบาง เปน พน้ื ที่ เหลา นที้ าํ หนา ทเี่ ปน สนั ปน นา้ํ ใหแ กล มุ นาํ้ สาขาเหลา น้ี ไดแ ก ตนนํ้าไหลลงสูแมน้าํ ยม และแมน ํ้านาน ดานทิศตะวันออก เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาผีปนน้ํา คือเทอื กเขาเพชรบูรณ เปนพ้ืนท่ีตน นาํ้ ไหลลงสูแมน ้ํานา น ตะวันตก (เทือกเขาขุนตาล) เทอื กเขาผีปนน้ํากลาง (สนั ปน และแมน้ําปาสัก และดานทิศตะวันตกคือเทือกเขาถนน แดนลาํ ปาง-แพร) เทือกเขาผปี นนา้ํ ตะวันออก (สันปนแดน ธงชัยเปนพ้ืนทตี่ นนาํ้ ไหลลงสแู มน้ําปงตอนลา ง แพร-นาน) และเทือกเขาหลวงพระบาง (สันปนแดนนาน- แขวงไชยบรุ ี ประเทศลาว) แองที่ราบทีส่ ําคญั ในเขตลมุ นํ้า ลุมน้ําตอนลาง พ้ืนท่ีเกือบทั้งหมดเปนท่ีราบลุมน้ํา ตอนบนนไี้ ดแ ก แอง เชยี งใหม- ลาํ พนู ตง้ั อยใู นลมุ นา้ํ ปง แอง ทวมถึงหรือพ้ืนที่ดินดอนสามเหล่ียมปากแมนํ้าเจาพระยา ลาํ ปาง-แมเ มาะ ตง้ั อยใู นลมุ นา้ํ วงั แอง แพร- วงั ชน้ิ ตงั้ อยใู น แองที่ราบกวางและยาวประมาณ 200 กม. มีแมนํ้า ลุม นา้ํ ยม แอง นา น ตง้ั อยูในลมุ นา้ํ นาน เจาพระยา และสาขาท่ีแตกออกไปมากมายที่สําคัญคือ แมน า้ํ ทา จนี แมน าํ้ นอ ย แมน าํ้ ลพบรุ ี มพี น้ื ทตี่ น นาํ้ เลก็ นอ ย ลมุ นาํ้ ตอนกลาง พน้ื ทส่ี ว นใหญเ ปน ทร่ี าบลมุ นาํ้ ทว มถงึ บรเิ วณดา นตะวนั ตกเฉยี งเหนอื เปน พน้ื ทต่ี น นาํ้ แมน าํ้ สะแกกรงั แองที่ราบกวางประมาณ 200 กม. บริเวณตอนกลางของ และแมน าํ้ กระเสยี ว (สาขาของทา จนี ) และดา นทศิ ตะวนั ออก พนื้ ที่ มแี มน ํา้ ปง ยม และนา นไหลผานในแนวเหนือใตแ ละ เฉียงเหนือเปนพ้ืนท่ีตนนํ้าบึงบอระเพ็ด หวยสาขาแมน้ํา สอบเขา หากนั จนบรรจบกนั ทจี่ ังหวดั นครสวรรค ขอบดา น ลพบรุ ี และหวยสาขาของแมน้ําปาสกั ตอนลาง พน้ื ทล่ี มุ นาํ้ เจา พระยาใหญม พี น้ื ทป่ี า ไมป ระมาณรอ ยละ forest) ไดแก ปาดิบแลง จะพบไดตามหุบเขาหรือชายนํ้า 42 ของพน้ื ทล่ี มุ นาํ้ โดยกวา รอ ยละ 70 อยใู นภาคเหนอื ตอนบน หรือพ้ืนท่ีที่มีดินลึกอุดมสมบูรณ และปาดิบเขาจะพบตาม ในเขตลมุ นา้ํ ปง วัง ยม และนาน ปจ จยั หลกั ท่กี าํ หนดชนดิ ภูเขาสูง กวา 1,000 ม.ขนึ้ ไป ซงึ่ สภาพภูมิประเทศ ดิน หิน สงั คมพชื ของประเทศไทยรวมถงึ พน้ื ทลี่ มุ นาํ้ เจา พระยาใหญ และการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษยเปนปจจัยรองท่ี คือสภาพภูมิอากาศท่ีแบงแยกระหวางฤดูฝนและฤดูแลง ทําใหพื้นที่ลุมน้ําเจาพระยาใหญมีสังคมพืชท่ีหลากหลาย ชัดเจน มีปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยรายป 1,100–1,400 มม. และซับซอน พน้ื ทบ่ี นภเู ขาสงู ตง้ั แตร ะดบั 1,000 ม. ถงึ ยอดดอยอนิ ทนนท 2,565 ม. ปริมาณนํ้าฝนจะเพ่ิมขึ้นอีกประมาณรอยละ สังคมพืชสวนใหญของลุมนํ้าเจาพระยาใหญ 20–80 จากการปกคลมุ ของเมฆหมอกเปน ประจํา ปรมิ าณ จาํ แนกเปน 2 ประเภทหลกั คอื ปา ผลดั ใบ (deciduous forest) นํ้าฝนเฉลี่ยรายป (จากฝนปกติและเมฆหมอกบนภเู ขาสงู ) และปาไมผลัดใบ (evergreen forest) ซ่ึงสวนใหญเปน ยอดดอยอนิ ทนนทไ มต าํ่ กวา 2,200 มม. โดยทั่วไป ปรมิ าณ ปาผลัดใบ คือ ปาผลัดใบผสม และปาเต็งรัง สําหรับปา น้ําฝนกวารอ ยละ 80 ตกในชวงฤดูฝน โดยเฉพาะในเดือน ไมผ ลดั ใบ ไดแ ก ปา ดิบแลง และปาดบิ เขา การแบง ชนิดปา สิงหาคมและกันยายน จึงทําใหสังคมพืชสวนใหญเปนปา หรือสงั คมพืชในประเทศไทยมหี ลายทฤษฎี สําหรบั ปาตาม ผลัดใบ (deciduous forest) ไดแก ปา ผลดั ใบผสมหรอื ปา ธรรมชาติหลักๆ ที่พบในพ้ืนท่ีลุมน้ําเจาพระยาใหญและ เบญจพรรณ และปาเต็งรัง สวนปาไมผลัดใบ (evergreen มักเปนพื้นที่ที่จัดใหมีกิจกรรมปลูกปาทดแทน แบงเปน 5 ประเภท รายละเอียดของสภาพปาดงั ตอ ไปนี้ 6
หรือเรียกอีกชื่อวา “ปาเบญจพรรณ” เปนปาโปรง แคหางคาง แคหวั หมู ตะคร้าํ สมกบ กระเชา ยมหิน ขานาง ผลัดใบในชวงฤดูแลงระหวางเดือนมกราคม–เมษายน มะคาโมง ซอ เปนตน ปาผลัดใบผสมท่ีชื้นมากและอยูใน ปริมาณน้ําฝนเฉล่ียรายปไมเกิน 1,400 มม. พบท่ีระดับ ระดบั สงู มักพบ กางหลวง เสี้ยวดอกขาว ปอมืน เลยี งฝา ย ความสูงไมเกิน 1,000 ม. และมักจะมีไฟปาเกิดข้ึนเปน ปอตบู หชู า ง ทองหลาง ปา ผลดั ใบผสมตามพน้ื ทร่ี าบมดี นิ ลกึ ประจําเกือบทุกป ท่ีเปนปจจัยจํากัดใหไมที่ไมทนไฟและ หรือใกลช ายนา้ํ มักพบ ตะแบกแดง ตะแบกนา เสลาขาว ไมผ ลดั ใบไมส ามารถเขา มาได ปา ผลดั ใบมกั พบไผช นดิ ตา ง ๆ สมอพเิ ภก ทองเดอื นหา ปน แถ ยางแดง เปน ตน ไผท ม่ี กั พบ หลายชนดิ ซ่ึงเปน พชื ดชั นีชี้วาเปน ปาผลัดใบผสมและบงช้ี ในปา ชนดิ นแี้ ละสามารถบอกสภาพความชมุ ชนื้ ของปา ไดด ี ความอดุ มสมบรู ณข องปา ไดด ี ปา ทม่ี ไี ผข น้ึ หนาแนน บง บอกวา ดงั น้ี พน้ื ทแ่ี หง แลง จะพบ ไผร วกและไผไ ร พนื้ ทชี่ นื้ ปานกลาง เคยถกู รบกวนมากมากอ น โดยเฉพาะพน้ื ทที่ มี่ ไี ฟปา เกดิ ขนึ้ มกั พบ ไผซ าง และไผบ ง พน้ื ทช่ี น้ื มากอยตู ามทดี่ อนหรอื อยู เปนประจาํ เกอื บทกุ ป ปาชนดิ นี้พบมากทสี่ ุดในพืน้ ท่ลี มุ น้าํ ในระดบั สูงมักพบ ไผห ก ไผบ งดาํ ไผบ งใหญ ไผเ ปา ะ และ เจา พระยาใหญ ประมาณรอ ยละ 65 ของปา ทงั้ หมดในพนื้ ท่ี ไผผ าก และปา ผลดั ใบผสมทช่ี น้ื มากตามทร่ี าบชายนาํ้ มกั พบ ลุมน้ํา ความหลากหลายของชนิดพันธุมีไมมากนักแตมี ไผปาหรือไผหนาม และไผลํามะลอ ไมเบิกนําของปา จํานวนประชากรในแตละชนิดมาก ความหลากหลายของ ผลดั ใบผสม ไมส ามารถจาํ แนกไดช ดั เจน เนอื่ งจากเกอื บทกุ ชนดิ พนั ธพุ ชื ทง้ั ไมพ มุ และไมต น ทงั้ หมดประมาณ 100–150 ชนดิ ตอ งการแสงมาก และยงั เปน พชื ทนไฟ สามารถแตกหนอ ชนิด เฉพาะไมต นมี 20–40 ชนดิ ในขนาดพนื้ ท่ี 1 เฮกแตร ไดดีหลังปาถูกไฟปาเผาหรือถูกตัดฟน ไมที่เปนไมเบิกนํา (6.25 ไร) โครงสรางเรือนยอดปาแบง เปน 4 ชั้น เรอื นยอด และโตเรว็ มนี อ ยชนดิ เชน สกั แคหางคา ง แคหวั หมู แคหนิ ระดับบนสุดสูงประมาณ 25–35 ม. พรรณไมเดน ไดแ ก สัก มะกอก ต้วิ พฤกษ ปนแถ กางหลวง มะหาด ทองหลาง (เปน ไมเ ดน ของปา ผลดั ใบผสมทม่ี คี วามชมุ ชนื้ ปานกลางใน กระทมุ ตะแบก เสลา ปอ เลยี ง ยอปา งว้ิ ปา ขวา ว ตะเคยี นหนู ภาคเหนอื ตอนบนและดา นตะวนั ตกของภาคเหนอื ตอนลา ง) อะราง ยาบขีไ้ ก หมีเหมน็ เสยี้ วดอกขาว ขานาง สะแกแสง แดง รกฟา ตะแบก เสลา พฤกษ ถอ น สาํ โรง ปอตอ ก งว้ิ ปา มะกลาํ่ ตน ซอ และไผชนิดตา ง ๆ เปนตน ขวา ว ตะเคยี นหนู กระทุมเนิน มะกอก ประดูปา แคหิน ปา ผลัดใบผสมหรอื ปาเบญจพรรณท่จี งั หวดั แมฮ อ งสอน คอนขา งแหงแลง มีไมสักผสม 7
มีสภาพปาโปรงมากกวาปาผลัดใบผสม พ้ืนลางมี นจี้ ะเปน ไมว งศย าง (Dipterocarpaceae) ทผ่ี ลัดใบ 5 ชนิด หญาปกคลุมหนาแนน ผลัดใบในชวงฤดูแลง และข้ึนใน อยางนอ ยจะข้ึนรวมกัน 2 ชนดิ ขน้ึ ไป คอื เต็ง รัง ยางเหียง สภาพอากาศคลา ยกบั ปา ผลดั ใบผสม ระดบั ความสงู ไมเ กนิ ยางพลวง กราด (กราดอาจพบไดตามลมุ นา้ํ ปาสักตอนลาง 1,300 ม. มักจะมีไฟปาเกิดขนึ้ เปนประจาํ เกอื บทุกป ปจจยั และทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของลมุ นา้ํ เจา พระยา) ไมเ ดน แวดลอ มทว่ั ไปคลา ยปา ผสมผลดั ใบ แตม ดี นิ เปน ลกู รงั มหี นิ อน่ื ๆ มีหลายชนิดเหมอื นกับท่พี บในปา ผลดั ใบผสม บาง และกรวดปะปนกบั ดนิ เหนียวหรอื ดนิ ปนทราย ธาตุอาหาร ครงั้ อาจพบ สนสองใบ ทร่ี ะดบั ความสงู 300–1,200 ม. หรอื ตํ่าหรือมีธาตุอาหารบางอยางสูงเกินไปทําใหพืชสวนใหญ สนสามใบ ท่ีระดบั ความสูง 1,000–1,700 ม. ซงึ่ พบมากใน เจรญิ เตบิ โตไมไ ด ปา ชนดิ นพี้ บมากรองลงมาอนั ดบั สอง คอื ภาคเหนอื ตอนบนและลมุ นาํ้ ปา สกั ตอนบน ไมป า เตง็ รงั ชอบ ประมาณรอ ยละ 13 ของพ้นื ทีป่ า ท้งั หมดในลมุ นาํ้ ฯ ความ แสงแดด ปาทถ่ี กู ทาํ ลายใหม ๆ จะเห็นตน ไมเกา แตกหนอ หลากหลายของพรรณไมม ไี มม าก มไี มพ มุ และไมต น ทงั้ หมด ข้ึนมาจากรากและตอไมเดิมอยางหนาแนน ปาที่กําลัง ไมเกิน 100 ชนดิ เฉพาะไมตนมปี ระมาณ 15–30 ชนิดใน ทดแทนจะมีตนไมขึ้นหนาแนนมากและมีตนขนาดเล็ก ขนาดพ้นื ที่ 1 เฮกแตร โครงสรางชน้ั เรอื นยอดแบง ออกเปน ไมพ น้ื ลา งเบาบาง การปลกู ฟน ฟปู า เตง็ รงั ทไ่ี มถ กู รบกวนมาก 3 ชน้ั เรอื นยอดปา สงู 10–30 ม. ไมเ ดน ทเ่ี ปน ดชั นขี องปา ชนดิ จงึ ไมม คี วามจาํ เปน ปา เตง็ รงั ผสมสนเขา (สนสองใบ) บรเิ วณจงั หวัดแมฮ อ งสอน 8
เปนปาไมผลัดใบ มองเห็นเรือนยอดปาเปนสีเขียว ไมในวงศย าง (Dipterocarpaceae) เชน ยางแดง ยางแขง็ ตลอดป แตมีไมผ ลดั ใบขึน้ ผสมอยปู ระมาณไมเกินครึ่งหนึ่ง ยางปาย พนั จาํ กระบาก ชา มวง ไมเดนชนดิ อน่ื ๆ ไดแ ก พบในพื้นท่ีที่มีชั้นดินลึกเก็บความชุมชื้นไดนาน มีปริมาณ กางหลวง มะแฟน มะยมปา ยมหนิ ตามพน้ื ท่รี าบใกลน ้ํา น้ําฝนมากแตยังคงมีชวงฤดูแลงท่ีชัดเจน มักขึ้นอยูตาม มักพบ ยมหอม ตาเสือ ตะแบก เสลา สัตบรรณ โพบาย รอ งหว ย รมิ ลาํ ธาร หรอื ในพน้ื ทส่ี งู ประมาณ 700–1,000 ม. ยางนา ตะเคยี นทอง สะเดาชา ง เฉยี งพรา นางแอ สมอพเิ ภก มีลักษณะเปนปาดบิ แลงก่ึงปา ดิบเขา หรือปา ดบิ แลง ก่ึงปา สมพง ปออเี กง มะมือ สารผกั หละ หัวกา ยางนอง เปน ตน ผลดั ใบผสม ซงึ่ มกี ารผสมกนั ของพรรณไมท งั้ 3 ประเภทปา พรรณไมเ ดน รองลงมา ไดแ ก มะคา โมง กระเบากลกั ลาํ ไยปา คือ ปา ดบิ แลง ปาดบิ เขา และปา ผลดั ใบผสม เน่อื งจากเปน คอแลน ยางโอน พญารากดาํ มะปว น รกั ขาว พะวา เปน ตน ชว งทเ่ี รม่ิ มฝี นบนภเู ขามากขน้ึ ทาํ ใหป า ในชว งระดบั ความสงู ไมเบกิ นําของปาดิบแลงมีหลายชนิด อีกท้งั ไมเบกิ นําในปา นมี้ คี วามหลากหลายของพรรณไมม าก สว นในพนื้ ทลี่ มุ นา้ํ ฯ ผลัดใบผสมสามารถเปนไมเบิกนําของปาดิบแลง พบปาดิบแลง ประมาณรอยละ 7.5 ของปา ทัง้ หมดในพ้นื ที่ ไดเชนกัน เชน มะหาด ขนนุ ปา ลําปา ง สะเตา สตั บรรณ ลมุ นาํ้ ความหลากหลายของชนดิ ไมม มี ากกวา ปา ผลดั ใบแต ตองแตบ สอยดาว ตองเตา ลําพปู า พังแหรใหญ โพบาย นอ ยกวา ปา ดบิ เขา แตล ะพน้ื ทอี่ าจมไี มพ มุ และไมต น มากถงึ สมพง ปออีเกง กระทุมบก มะยมปา มะเดื่อปลอง 300 ชนดิ เฉพาะไมตนประมาณวา มี 40–70 ชนดิ ในขนาด เดอ่ื ปลอ งหนิ สกั ขไ้ี ก ซอ แมว ชา แปน เพกา แคฝอย ปอกระสา พื้นท่ี 1 เฮกแตร โครงสรางชั้นเรอื นยอดแบงออกเปน 4 ชน้ั หมอนหลวง คาหด แหลบกุ และไผท ีข่ นึ้ ในปาผลดั ใบผสม เรือนยอด เรือนยอดปา สูง 20–50 ม. พรรณไมเ ดน ไดแก ทช่ี นื้ มาก เปน ตน มาก เปน ตน ปาดิบแลงท่ีอําเภอแมร มิ จงั หวัดเชียงใหม มีไมยางปายขึ้นหนาแนน ตามสันเขาและไหลเขา 9
เปน ปา ไมผ ลดั ใบ พรรณไมเ กอื บทงั้ หมดไมผ ลดั ใบ ขน้ึ เรือนยอด เรือนยอดปาสูง 20–30 ม. พรรณไมเดนเปน อยูทร่ี ะดับความสงู มากกวา 1,000 ม. จากระดับนํ้าทะเล ไมวงศกอ (Fagaceae) ตางๆ กลุมพืชเมล็ดเปลือย เชน ปานกลาง มสี ภาพอากาศท่ีเยน็ และชุม ช้ืน เนื่องจากระดับ สนสามใบ มะขามปอ มดง พญามะขามปอ ม พญาไม ขนุ ไม ความสงู ของพน้ื ทแ่ี ละมฝี นภเู ขาเกดิ ขน้ึ เปน ประจาํ อณุ หภมู ิ พรรณไมเดนชนิดอ่ืนๆ เชน จําป จําปาปา มณฑา กวม ในฤดูรอ นมักจะไมเกนิ 25 องศาเซลเซียส ตามลําตนและ ไมใ นวงศช า (Theaceae) เชน ทะโล ไกแ ดง เมีย่ งผี ไมใน กงิ่ ของตน ไมจ ะมมี อสและเฟร น เกาะเปน จาํ นวนมาก ตน ไม วงศอบเชย (Lauraceae) เชน ทัง สะทิบ เทพธาโร เปนตน ที่อยูตามสนั หรอื ยอดเขามักมลี าํ ตนแคระแกรน ก่ิงกานบดิ สําหรับปา ดิบเขาระดบั สงู จะไมพบพรรณไมเขตรอ นขึน้ อยู งอเน่ืองจากแรงลมและมีดินตื้น พรรณไมมีการผสมผสาน ไดเลย เชน ไมวงศไ ทร (Moraceae) วงศถว่ั (Fabaceae) วงศ ระหวางเขตรอน (tropical) กบั เขตอบอนุ (temperate) และ ตาเสอื (Meliaceae) วงศจ ําป-จําปา (Magnoliaceae) วงศ เขตภเู ขา (montane) ทก่ี ระจายมาจากแนวเทอื กเขาหมิ าลยั กระดงั งา (Annonaceae) รวมทง้ั ไมก อ หลายชนดิ กไ็ มป รากฏ และประเทศจนี ตอนใต ปา ดิบเขาสามารถแบง ออกเปน 2 ทคี่ วามสงู ระดบั นเี้ ชน กนั เชน กอ เดอื ย กอ ใบเลอื่ ม กอ หมน ประเภทตามระดบั ความสงู และลกั ษณะองคป ระกอบสงั คมพชื กอแดง เปนตน ไมเบิกนําของปาดิบเขา ไดแก กอแปน คอื ปา ดบิ เขาระดบั ตาํ่ พบทร่ี ะดบั ความสงู 1,000–1,900 ม. กอเดือย กอ หยุม กอ สีเสยี ด ทะโล ปลายสาน แมงเมา นก และปา ดบิ เขาระดบั สงู พบทร่ี ะดบั ความสงู มากกวา 1,900 ม. จาํ ปห ลวง จมุ ป สนสามใบ จนั ทรท อง กาํ ลงั เสอื โครง กอ สรอ ย ในพนื้ ทล่ี มุ นาํ้ ฯ พบปา ดิบเขาประมาณรอยละ 9.9 ของปา เนาใน กลว ยษี มะแขวน ทงั ตะไครตน เปนตน ทง้ั หมด ปา ชนดิ นมี้ คี วามหลากหลายของพรรณไมม ากกวา ปาดิบแลงและปาผลัดใบอื่น ๆ อาจมีไมพุมและไมตนมาก พน้ื ทป่ี า ดบิ เขาทถี่ กู แผว ถางและทรี่ กรา ง ตอ มาจะ ถึง 400 ชนดิ เฉพาะไมต นคาดวามี 50–100 ชนิดในขนาด มสี นสามใบขน้ึ ปะปนกบั พรรณไมด ง้ั เดมิ ของปา ดบิ เขา หรอื พน้ื ที่ 1 เฮกแตร โครงสรา งชัน้ เรอื นยอดแบงออกเปน 4 ชน้ั ปา ดบิ เขาผสมสนสามใบ จดั เปน สงั คมพชื ปา ดบิ เขาทตุ ยิ ภมู ิ (secondary) ปาดบิ เขาในระดับต่าํ ผสมสนสามใบ อําเภอปาย จงั หวัดแมฮ อ งสอน 10
มีสภาพทั่วไปคลายกับปาดิบแลงในระดับต่ํา แตมัก ในพน้ื ทต่ี น นาํ้ มกั จะพบ ไครน าํ้ ไครย อ ย เตมิ สมพง ลาํ พปู า จะพบพรรณไมที่มีระบบรากทนตอการถูกแชนํ้า ยึดเกาะ ยมหอม พระเจา หาพระองค มะเนยี งนํ้า และหวาตา ง ๆ ตลง่ิ ไดด ี และมกี ระแสนาํ้ ชว ยแพรก ระจายเมลด็ ไมต น ทพี่ บ เปน ตน นอกจากนต้ี ามตลง่ิ ของลาํ ธารและแมน าํ้ สายใหญม กั บอ ยไดแ ก สนนุ ตะเคยี นทอง ยางนา กระทมุ กา นเหลอื ง มไี ผข น้ึ อยอู ยา งหนาแนน เชน ไผป า ไผห นาม ไผส สี กุ ไผล าํ ตาเสอื กมุ นา้ํ มะตาด จกิ นา เตา รา ง มะเดอ่ื อทุ มุ พร เปน ตน มะลอก เปน ตน ปา ชายนาํ้ ที่มีตนไครน าํ้ คอยยดึ หนา ดินและชะลอความเร็วของนา้ํ 11
รายละเอียดของพรรณไมแตละชนิดที่แนะนาํ วาเหมาะสมตอการปลูกปา จาํ นวน 80 ชนดิ แบง เปนไมโตเร็ว 50 ชนิด และไมโตชา 30 ชนิด เปนไมทองถิ่นท่ีสามารถพบไดในพื้นท่ีลุมน้ํา เจาพระยาใหญ โดยเรียงตามลําดับอักษรช่ือที่เรียกในภาษาไทยในแตละประเภท มีช่ือพื้นเมือง (vernacular name) และช่อื อื่น ท่เี ปนชื่อทอ งถิน่ ซ่ึงใชเ รยี กเฉพาะในจงั หวัดลุม น้าํ เจาพระยาใหญหรอื ใกลเคียง หากทราบช่ือพฤกษศาสตรสามารถเปดดูดัชนีชื่อทางพฤกษศาสตรแลวเปดดูรายละเอียด คําบรรยายทางพฤกษศาสตรพรอมเปรียบเทียบกับรูปภาพ เพ่ือตรวจสอบความถูกตอง นอกจากนี้ ยังมดี ัชนชี ่อื วงศ เพอื่ ความสะดวกและรวดเร็วในการสืบคนมากขนึ้ สาํ หรบั ขอ มูลดา นอตั ราการเจริญเตบิ โต ความตอ งการแสง และระดับความสงู สวนหนงึ่ ได มาจากการคนควาจากเอกสารงานวิจัยซ่ึงไมสามารถหาไดครบทุกชนิด บางสวนจึงไดขอมูลมาจาก ประสบการณข องคณะผจู ดั ทาํ ทน่ี าํ มาแลกเปลย่ี นประสบการณแ ละรว มกนั พจิ ารณาจดั การองคค วามรู เพอื่ เปน ขอ มลู เบอ้ื งตน ทางคณะผจู ดั ทาํ ยนิ ดที จ่ี ะรบั ขอ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ จากผมู ปี ระสบการณใ นพน้ื ที่ เพอ่ื จะไดนําไปแกไ ขปรบั ปรุงในโอกาสตอไป ลักษณะวิสัย อธิบายเกี่ยวกับนิสัยตามธรรมชาติของขนาดตนไมแบงเปน ไมตนขนาดเล็ก (สูง 5–10 ม.) ไมต นขนาดกลาง (สูง 10–20 ม.) ไมตนขนาดใหญ (สงู มากกวา 20 ม.) และไมพ ุม (แตกก่งิ ต่ํา สงู 2–5 ม.) รวมถงึ การระบุ วา เปนไมโตเร็วหรือไมโ ตชา ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั เขยี นบรรยายลกั ษณะทเี่ ดน ของชนดิ พชื สามารถจาํ แนกในภาค สนามไดง า ย ลักษณะเดนจะแสดงดว ยตัวอักษรเขม เขตการกระจายพนั ธุ อธิบายการกระจายพันธุในตา งประเทศ การกระจายพันธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย อธบิ ายแหลง ทพ่ี บในธรรมชาติตามภาค หรือจังหวดั ตาง ๆ นเิ วศวิทยา และถิ่นทอี่ ยใู นปาธรรมชาตหิ ลัก 5 ประเภท หรอื ระบบนิเวศทขี่ น้ึ เฉพาะเจาะจง ตลอด จนชว งเวลาการออกดอกและผล โดยเฉพาะในชว งท่ผี ลแก ประโยชน นําเสนอขอมูลการใชป ระโยชนด า นอืน่ ๆ นอกจากการปลูกปา การขยายพนั ธุ อธบิ ายวธิ กี ารขยายพนั ธซุ ง่ึ จะเนน ทกี่ ารเกบ็ และการเพาะเมลด็ เทคนคิ เฉพาะของพชื แตล ะ กลมุ หรือชนดิ ขอ แนะนาํ อธบิ ายขอ มลู เพมิ่ เตมิ ทอ่ี าจชว ยพจิ ารณาเลอื กนาํ ไปปลกู ปา การปลกู ผสมผสานระหวา งไมโ ตเรว็ และไมโ ตชา และการดูแลรกั ษาไดอยางเหมาะสมยิ่งขน้ึ ขอ มลู เพมิ่ เตมิ เอกสารทส่ี ามารถคน ควา รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ ได โดยเฉพาะรายละเอยี ดทางพฤกษศาสตร และการขยายพันธุ 13
ผลสาํ เร็จในการปลกู ฟน ฟปู าตน นํา้ ลาํ ธารหรือระบบนิเวศปาไม สงิ่ สําคญั อันดบั แรกขึน้ อยู กบั การเลอื กชนดิ พรรณไมท เ่ี หมาะสมตอ พนื้ ทป่ี ลกู เพราะพรรณไมเ หลา นน้ั จะเจรญิ เตบิ โต และปรับปรงุ สภาพปาใหดีขนึ้ ได เหมือนกับปาดง้ั เดมิ ในชว งระยะเวลาอยา งนอ ยไมต ่าํ กวา 20 ป สงิ่ สาํ คญั ตอ ไปคอื วธิ กี ารปลกู ขัน้ ตอนการเตรียมกลา การปลกู และการดแู ลรกั ษา ตามลาํ ดบั ขน้ั ตอนจาํ นวนมากเหลา นจี้ าํ เปน อยา งยง่ิ ทผี่ ปู ลกู จะตอ งใชค วามรคู วามชาํ นาญและประสบการณ ตลอดจนความเอาใสดูแลตอทุกข้ันตอน ดังนั้นการปลูกฟนฟูปาจึงเปนงานท่ียาก ใชเวลานาน และติดตามผลสําเรจ็ ในระยะยาว อยา งไรกต็ ามในขั้นตอนแรก การคดั เลอื กพรรณไมแตละชนิด นั้น คณะทํางานไดล าํ ดบั ขัน้ ตอนและใหข อมูลประกอบการตดั สินใจเพื่อใหประสบผลสําเรจ็ มาก ที่สดุ ดงั ตอ ไปนี้ 1. ศกึ ษาสภาพระบบนิเวศปาดง้ั เดมิ ผูปลกู จะตอ งทราบ กอ นวาพนื้ ทแี่ ปลงปลกู ปาเดิม หรือพื้นที่ที่ตองการปลูกฟน ฟสู ภาพธรรมชาติ เปน ระบบนิเวศปา ชนิดใด โดยพจิ ารณาจากขอ มลู พ้ืนฐานในสวนที่ 1 หรอื อาจคน ควา เอกสารเพม่ิ เตมิ ดวยตนเอง กไ็ ด เชน หนังสือ “ปาของประเทศไทย” (ธวัชชัย, 2549) หรือ “นเิ วศวิทยาพน้ื ฐานเพอื่ การปาไม” (อทุ ศิ , 2542) ซง่ึ อาจตอ งทราบระดบั ความสงู จากระดบั นาํ้ ทะเล และสามารถจาํ แนกชนดิ พรรณไม ปา ไดบ า ง โดยอาจตรวจสอบจากพรรณไมด งั้ เดมิ ทเ่ี หลอื อยใู นพนื้ ทป่ี ลกู ปา หรอื พนื้ ทป่ี า ขา งเคยี ง สภาพปา เส่ือมโทรม ทถ่ี กู บุกรกุ ทําไรเ ลอื่ นลอย ในภาคเหนือ มไี มด ัง้ เดมิ เหลือกระจาย 2. สาํ รวจสภาพความสมบรู ณข องพน้ื ท่ี ตรวจสอบดู สภาพความเสอ่ื มโทรมของพนื้ ทวี่ า มไี มป า ดงั้ เดมิ หลงเหลอื เพยี งใด และสาํ รวจพรรณไมใ นปา ขา ง เคียงแปลงหรือใกลเคียงท่ีเปนชนิดปาเดียวกันวามีไมชนิดใดบาง ซึ่งอาจใชเปนแหลงแมไมเก็บ เมลด็ ไมต อไปได 3. พิจารณาชนิดพรรณไมที่เหมาะสมกับพ้ืนที่ คัดเลือกชนิดไมจากบัญชีรายช่ือใหตรงกับชนิดปาในแปลง ระดับความสูงจากระดับน้ําทะเล สภาพพน้ื ที่ และการกระจายพนั ธอุ ยา งนอ ยในภาคเดยี วกนั หรอื เปน ชนดิ ทพ่ี บในแปลงปลกู หรอื 14
ใกลเคียงจะเปนการเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถเก็บเมล็ดไมในแหลงปลูกไดงาย ซ่ึงใน คมู อื น้ีมีจํานวน 80 ชนดิ คิดเปน จํานวนประมาณ 10–20 ชนดิ ตอชนิดปา ซ่งึ อาจไมส ามารถหา เมล็ดพนั ธุได การหาขอ มลู เพิม่ เติมจึงเปน ส่ิงจําเปน 4. พจิ ารณาจาํ นวนชนดิ พรรณไมท จ่ี ะปลกู การเลอื ก จาํ นวนชนดิ พรรณไมต อ พน้ื ทป่ี ลกู ขน้ึ อยกู บั ความหลากหลายของพรรณไมในปา ด้ังเดมิ พรรณไม ทเ่ี หลอื อยใู นพน้ื ท่ี และระดบั ความเสอ่ื มโทรมของพน้ื ทป่ี ลกู เชน พน้ื ทป่ี า เสอ่ื มโทรมทม่ี พี รรณไม เดมิ เหลอื มากกวา 10 ชนดิ และมากกวา 10 ตน ตอ ไร อาจเลอื กพรรณไมปลกู เพิ่มเขาไปเพียง ไมเบิกนํา ตะเคียนหนู ขึ้นหนาแนนคลุมพื้นท่ีในปา ผลัดใบผสมทเ่ี ส่อื มโทรม 5–10 ชนิด ซ่งึ ปา ดิบเขาทส่ี มบูรณอ าจมีพรรณไม 50–100 ชนิด ตอพ้ืนท่ี 1 เฮกแตร (6.25 ไร) ขณะที่ FORRU (2000) ศกึ ษากลา ไมแ ละวธิ กี ารฟน ฟปู า ดบิ เขาทดี่ อยสเุ ทพระบวุ า ควรเลอื กปลกู ไมโตเรว็ และโตชา ผสมกัน 20–30 ชนดิ ตอ แปลง เร่มิ ปลกู พรอมกนั ที่ระยะปลกู 1.6–1.8 เมตร หรือประมาณ 500–600 ตนตอไร เพราะไมโตเร็วจะคลุมพื้นท่ีไดเร็ว มีเรือนยอดเร่ิมชิดกัน ประมาณปท่ี 3 สวนไมโตชาหลายชนิดสามารถตั้งตัวไดในท่ีโลงแสงแดดจัด และจะโตขึ้นไป ทดแทนไมโ ตเรว็ ตอ ไปในชว ง 10-20 ป 5. พจิ ารณาจํานวนตนของพรรณไมท ่ีจะปลกู การ เลอื กจาํ นวนพรรณไมต อ พน้ื ทป่ี ลกู ปา สดั สว นของไมโ ตเรว็ : ไมโ ตชา ในเบอ้ื งตน (ยงั ไมม ขี อ มลู ทาง วชิ าการยนื ยนั ) ควรเลอื กจาํ นวนตน ของไมโ ตเรว็ อยา งนอ ยรอ ยละ 50–70 เพราะอยา งนอ ยทาํ ให พน้ื ทโี่ ลงถกู ปกคลุมดวยไมตนแทนทีว่ ชั พชื ซ่งึ สรางปญ หาอยางมากในการปลูกปา อีกทัง้ ยงั เปน สาเหตุของการเกิดไฟปาและแกงแยงอาหาร หากตองการปลูกไมโตชา สามารถปลูกเพ่ิมลงไป ในปท่ี 2–6 แทนท่ีตนท่ีตาย หรือกอนเรือนยอดปาจะปด สําหรับปาผลัดใบผสมและปาเต็งรัง ตนไมเ กือบทุกชนิดตอ งการแสงแดดมาก จงึ ตอ งปลกู ในปแ รกพรอมกัน หากตองการเลือกปลกู ไผใ นปา ผลดั ใบผสมไมค วรปลกู เกนิ รอ ยละ 10 ของจาํ นวนตน ทง้ั หมด เพราะไผเ ปน ไมโ ตเรว็ อายยุ นื และแผพ มุ กวา งมาก ถา ปลกู จํานวนมากแลวจะบดบงั แสง แยงนํ้าและอาหารจนทาํ ใหไ มโ ตชา ถกู เบยี ดบงั และตายได อยา งไรกต็ ามไผถ อื วา มรี ะบบรากฝอยทห่ี นาแนน เหมาะสมตอการปลูกเพื่อ ปองการพงั ทลายของดนิ ตามตลงิ่ และไหลทางอยา งย่งิ 15
กระเชา Holoptelea integrifolia Planch. วงศ ULMACEAE ชือ่ อ่นื กระเจา, กระเจา (ภาค กลาง); กะเซาะ (ราชบุรี); กาซาว (เพชรบรุ )ี ; ขะจาว, ขะจาวแจง, ฮงั คาว (ภาคเหนือ); พูคาว (นครพนม); มหาเหนยี ว (นครราชสีมา); ฮางคาว (เชยี งราย, ชยั ภมู ,ิ อดุ รธานี) ลกั ษณะวสิ ยั ไมเ นอื้ คอ นขา ง แข็ง โตคอนขางเร็ว ผลัดใบ ขนาด ใหญ สูงไดประมาณ 30 ม. เปลือก เรยี บ ตน ใหญเ ปลอื กแตกเปน สะเกด็ หนา สีน้ําตาลเทา เปลือกในสีออก เหลือง ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ี สาํ คัญ ใบเรยี งเวียน รปู รหี รือรปู ไข กลบั ยาว 7–14 ซม. ปลายใบเรยี ว แหลม โคนใบเบีย้ วมนหรือเวาเลก็ นอ ย ขอบใบเรยี บหรอื จกั ซฟ่ี น หา งๆ แผน ใบดา นลางมขี นส้นั นุมหรือเกลี้ยง ขย้ีแลวมีกลน่ิ เหมน็ ชอดอกออกเปน กระจกุ สน้ั ๆ ตามซอกใบ ดอกขนาดเลก็ ดอกแยกเพศหรอื มดี อกสมบรู ณเ พศอยบู นชอ เดยี วกนั ผลแบบผลปก เดยี ว แบน รปู รี เสน ผา นศนู ยก ลาง 2–3 ซม. ปก บาง ลอมรอบเมล็ด ปลายเปนต่งิ คลา ยงาม เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย ศรลี งั กา พมา ลาว กัมพชู า เวยี ดนาม ไทย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ กระจายตามปา ผลดั ใบผสมแทบทกุ ภาคของประเทศ ยกเวน ภาคใต ระดบั ความสงู 150–1,300 ม. ดอกออกเดอื นมกราคม–กมุ ภาพนั ธ ติดผลเดอื นกุมภาพันธ– เมษายน ประโยชน เนื้อไมล ะเอยี ดสมํ่าเสมอ เสี้ยนตรง สีเหลืองออน แข็งปานกลาง เมอ่ื แหง แลว เหนยี วมาก ใชกอ สรา ง ทําเคร่อื งเรอื น เครอื่ งกลึง เคร่ืองมอื กสกิ รรม เรอื ไมอ ัด และแกะสลักไดดี ใชทาํ ไมฟ น และถานทมี่ ีคณุ ภาพ ใบและเปลอื ก ตนมกี ล่นิ เหม็น ใชป รงุ เปน ยาแกปวดขอ ยาแกโ รคเร้ือน ยากาํ จัดเหบ็ หมัด และยากันตัวไร เสน ใยจากเปลือกตนเหนยี ว ใชท าํ เชือก ผา กระดาษ และกระสอบ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมลด็ ควรเพาะทนั ที อตั ราการงอกรอ ยละ 70–80 เมลด็ งอกใชเ วลา 10–15 วนั กลา ไม ควรมอี ายุมากกวา 1 ป กอนนําไปปลูก และสามารถปลกู ดวยเมล็ดโดยตรงและใชเ หงาได ขอ แนะนาํ ไมโ ตเรว็ ปานกลาง รากลกึ ทนไฟ ตองการแสงมาก กลาไมตอ งการรม และไมทนไฟ เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟนฟูสภาพปา ผลดั ใบผสม โดยเฉพาะพ้นื ทีร่ ิมน้าํ สาขาตา ง ๆ ในพนื้ ทีล่ มุ นา้ํ ทางภาคเหนือ ขอ มลู เพิม่ เติม พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542); ตน ไมเมืองเหนือ (ไซมอน และ คณะ, 2543) 18
กระทุม Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich. ex Walp. วงศ RUBIACEAE ชอื่ อ่นื กระทมุ บก, ตะกู, ตะโกสม (ภาคกลาง); ตุม หลวง (ภาคเหนอื ); ทมุ พราย (ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ) ลกั ษณะวสิ ยั ไมเ นอื้ ออ น โตเรว็ ไมผลัดใบ ขนาดกลาง ถงึ ขนาดใหญ สงู ไดประมาณ 30 ม. ลําตนเปลาตรง กิง่ ตง้ั ฉาก กบั ลําตน ปลายกง่ิ โนม ลง ทรงพุม กวางคลายรม ตนแกเปลือก แตกเปนรองตามยาว สนี ํ้าตาลปนเทา ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ หูใบรวมรูป สามเหล่ียมปลายแหลม ใบเรยี งตรงขา ม รปู ไข ยาว 15–50 ซม. แผนใบเกล้ยี ง ชอดอกแบบชอกระจกุ แนน ออกเดี่ยว ๆ ตามปลายกิ่ง ทรงกลม เสน ผา นศูนยกลาง 3.5–5 ซม. ดอก ยอยขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอม กลบี เลีย้ งเชื่อมติดกันเปน หลอดส้ัน ๆ ปลายจกั ต้นื ๆ 5 จกั กลบี ดอก 5 กลบี ตดิ กนั เปน หลอดยาว ปลายกลบี หยกั มน 5 กลบี แผข ยายออก เกสรเพศผู 5 อนั เกสรเพศเมยี ยน่ื เลยหลอดกลบี ดอก สีขาว ผลมเี นอื้ อมุ นํา้ เกดิ จากวงกลีบเล้ียงของแตล ะดอกเช่อื มตดิ กัน ทรงกลม เสน ผา นศนู ยกลาง 3.5–5 ซม. ผลยอ ยแตกออก 4 ซกี เมลด็ ขนาดเล็ก จาํ นวนมาก เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ศรีลังกา พมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟลิปปนส ปาปว นิวกินี ออสเตรเลีย การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย ขึน้ ตามชายปาดบิ ชืน้ ปา ดบิ เขาระดบั ตาํ่ ปาดบิ แลง และปา ผลดั ใบผสม ท่วั ทุกภาคของประเทศ มักข้นึ ใกลล าํ ธารหรือรอ งหวย พื้นทีน่ าํ้ ทว มขังตามฤดูหรือยาวนาน ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,200 ม. ออกดอกเดือนมีนาคม–กันยายน ผลแกเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ประโยชน เนือ้ ไมล ะเอยี ด สเี หลอื งออ น เน้ือออ น ไสตบแตงไดงา ย ความทนทานนอ ย ใชก อสรา งในรม ใชทาํ ไมอดั กลอ ง หรือเยื่อกระดาษ ผลเปน อาหารนกและสัตวข นาดเล็ก ชว ยในการกระจายพนั ธุ ดอกมนี า้ํ มนั หอมระเหย ผล และชอ ดอกรับประทานได ใบสดใชเล้ยี งสัตว นิยมปลูกเปน ไมสวนปาเนอ่ื งจากโตเรว็ มาก ใหร มเงากับไมอื่นไดด ี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เน่อื งจากเมลด็ เปน อาหารของนกและสตั วป า ควรเก็บผลแกบ นตน กอนท่ีเมลด็ จะแตก ออก เมล็ดเกบ็ ไดนานประมาณ 6 เดอื น ในภาชนะปด เมลด็ ขนาดเล็กมาก ควรหวา นลงในกระบะทราย และมีดนิ โรย หนา ใหน ํา้ สมํา่ เสมอ ใชเ วลาในการงอก 10–14 วนั กลาออนตองการรม เงา การยายกลา ตองมีอายอุ ยางนอย 2 เดือน ขอแนะนาํ เปนไมเ บกิ นํา โตเรว็ มีรอบตัดฟน ใชเวลาเพยี ง 4–5 ป ตองการแสงมาก ในระยะกลา ไม ควรใหร ม เงาและดแู ลเรอ่ื งวชั พชื เหมาะสาํ หรบั การปลกู ฟน ฟปู า ดบิ แลง ปา ผลดั ใบผสม ปา ดบิ เขา และปา ชายนาํ้ ทง้ั ในเขตตน นาํ้ หรอื ทร่ี าบลมุ นาํ้ ทว มถงึ เพอ่ื ปอ งกนั การพงั ทลาย และการกดั เซาะชายตลง่ิ ตน ทม่ี อี ายุ 10–15 ป มักเกดิ การหกั โคนไดงา ย ซึ่งเปน การเปดชองแสงและปลดปลอ ยธาตอุ าหารใหแกไมโตชา ตอ ไป ขอ มลู เพมิ่ เตมิ ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); อนกุ รมวธิ านพชื อกั ษร ก. (ราชบณั ฑติ ยสถาน 2538); PROSEA No. 5 (1) (1993) 19
กระทมุ นา Mitragyna diversifolia (Wall. ex G. Don) Havil. วงศ RUBIACEAE ชือ่ อื่น กระทุมดง (กาญจนบรุ ี); กระทุมนา, กระทุม น้ํา (กลาง); ตมุ แซะ, ตมุ นอ ย, ตมุ นาํ้ (เหนอื ); ถม พาย (เลย); โทมนอ ย (เพชรบรู ณ) ลักษณะวิสัย ไมเนื้อออน โตเร็ว ผลัดใบ ขนาดเล็กถึง กลาง สงู ไดป ระมาณ 15 ม. เรือนยอดเปน พมุ กลม โปรง เปลือก คอ นขางเรยี บ สีขาว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั หใู บรว ม มสี นั กลาง ใบเรยี งตรงขา ม รปู ไขห รอื รปู รี ยาว 5–12 ซม. ปลายใบมน โคน ใบเวา เลก็ นอ ย แผน ใบดา นลา งมขี นประปราย ดอกออกเปน ชอ กระจุกแนน ทรงกลม เสนผานศูนยกลางประมาณ 2 ซม. สเี หลอื งออ น ออกตามปลายกิ่ง ใบประดบั ขนาดใหญลักษณะ คลา ยใบติดชว งลา งของชอ ดอกขนาดเลก็ ดอกกลิน่ หอม ไมมี กา นดอก กลบี เลยี้ งเปน ถว ย ขอบตดั กลบี ดอกตดิ กนั เปน หลอด ยาว ปลายแยกเปน 5 แฉก เกสรเพศผู 5 อัน รังไขอ ยูใ ตวงกลีบ ยอดเกสรเพศเมยี ย่นื พน ปากหลอดกลบี ดอก ผลแบบผลแหง แตก ตดิ เปนกลุม ทรงกลม เมล็ดขนาดเลก็ จาํ นวนมาก เขตการกระจายพันธุ จีนตอนใต พมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อนิ โดนีเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขน้ึ ใน พ้ืนท่ีราบลุมน้ําทวมถึงท้ังในปาดิบและปาผลัดใบ พบมากในท่ีโลงตามทุงนา หรือปาบึงน้ําจืด ทั่วทุกภาคของประเทศ ระดับความสูงไมเกนิ 500 ม. ผลแกเ ดอื นกันยายน–ตุลาคม ประโยชน ไมเ นือ้ ออ น ใชก อ สรา งในรม ทําเปนไมฟ น ใบตําใชแ กโ รคทอ งรวง การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ ขนาดเล็ก วิธกี ารเพาะแบบเดยี วกับขวา วหรือกระทุม ขอ แนะนาํ ไมโตเรว็ ชอบแสงแดดจัด ทนตอ น้าํ ทว มไดมากกวา 2 เดือน เหมาะสําหรบั การฟน ฟปู า ชายนํ้า หรอื ปา บงึ นา้ํ จืด คนั ดนิ กั้นน้ํา เพื่อปอ งกันการพงั ทะลายของตล่ิง คลา ย ๆ จิกนา ขอมูลเพ่มิ เติม อนุกรมวธิ านพชื อักษร ก. (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2538) 20
กระบาก Anisoptera costata Korth. วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอื่ อน่ื บาก, กระบากขาว (ทวั่ ไป); ตะบาก (ลาํ ปาง); กระบากโคก (เพชรบรู ณ) , ประดกิ (สุรินทร) ; พนอง (ภาคตะวันออก) ลกั ษณะวสิ ยั ไมเนือ้ แขง็ ปานกลาง โตคอนขา งเร็ว ไมผ ลัดใบ ขนาดใหญ สูง ไดประมาณ 50 ม. ลําตนตรง มีพูพอน เปลือกเปน รองตนื้ ตามยาว เปลอื กในหนา เรียงเปน ช้นั สีเหลือง ชนั ใส กระพ้ีออ น ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ ําคัญ หูใบยาวประมาณ 1 ซม. รวงงาย ใบรูป ขอบขนาน ยาว 7–25 ซม. แผนใบดานลางมขี นรูปดาวและเกลด็ สีเขยี วเทาอม เหลืองหนาแนนหรือประปราย เสนแขนงใบเรียงจรดกันใกลขอบใบ เสนใบ ยอ ยแบบขนั้ บนั ได ชอ ดอกออกตามซอกใบ ดอกสขี าว มี 5 กลบี เกสรเพศผู 20–40 อนั กา นชูอบั เรณูสนั้ ปลายอับเรณูมรี ยางครูปเสนดา ย ยาว 2–4 เทา ของความยาว อบั เรณู รงั ไขม ีฐานกานยอดเกสรเพศเมยี รปู ทรงกระบอก มขี นรปู ดาว กา นเกสร เพศเมยี แยก 3 แฉก ผลมหี ลอดกลบี เลยี้ งแนบติดกับเมล็ด คอนขางกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 1–1.5 ซม. ปก ยาว 2 ปก ยาว 9–15 ซม. ปกสน้ั 3 ปก ยาว 1–2 ซม. เมลด็ มขี นสั้นนมุ ปลายมตี ิ่งแหลม เขตการกระจายพนั ธุ พมา ลาว กมั พชู า เวยี ดนาม ไทย มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี ฟล ปิ ปนส การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ข้ึนในปาดิบแลง ปา ผลดั ใบผสมในระดับสูง และปาดิบช้ืน กระจายทุกภาคของประเทศ บางคร้ังพบเปน กลมุ หนาแนน โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนบน จนถึงระดบั ความ สูงประมาณ 1,000 ม. ผลแกชวงเดือนเมษายน–พฤษภาคม การสืบพันธุตาม ธรรมชาติคอนขา งตํ่าเน่ืองจากผลถกู ทําลายโดยแมลง หรอื ผลมกั รว งกอนแก ประโยชน เนอ้ื ไมใ ชใ นการกอ สรา งในรม ทไ่ี มต อ งการความคงทนและแขง็ แรง มากนัก เชนเดียวกับไมหลายชนิดในวงศยาง แตเน้ือไมเล่ือยและตบแตงไดยากกวา เนื้อไมออนกวาไมสัก ชันของไม กระบากไมนยิ มใช การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด เมล็ดควรเปน เมลด็ ที่เกบ็ ใหม ๆ จากบนตน ควรตรวจดูความสมบูรณ ไมถกู แมลงเจาะ ทําลาย หา มนาํ ไปตากแดด เมลด็ มีอายุสัน้ ไมควรเกบ็ ไวน านเกิน 3 วนั นาํ เมลด็ แชน ํา้ 6–8 ชัว่ โมง เพ่มิ อตั ราการงอกได ขอแนะนาํ เปนไมท ีโ่ ตคอ นขา งเรว็ กลาไมต องการรม เงา ไมหนมุ ชอบแสงและเจรญิ เตบิ โตอยา ง รวดเร็ว เหมาะสาํ หรับการปลกู ฟนฟูสภาพปา ดิบแลงทง้ั ในระดบั ตํ่าและระดับสงู เปน ไมใ หญท ีใ่ หค วามชุมชน้ื รมรนื่ แกปาไดด ี ระบบรากลึกแขง็ แรง สามารถปลูกผสมผสานกับไมโตชา หลายชนดิ ของปา ดิบแลง เชน จําปปา ยมหอม กฤษณา และไมใ นวงศย าง เชน ยางปาย ยางแดง พันจํา ตะเคยี นหิน กระบากดาํ ขอมูลเพิ่มเติม พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรปาไม, 2542); PROSEA No. 5 (1) (1993); Dipterocarpaceae of Thailand with special reference to silvicultural ecology (Smitinand & Santisuk, 1981) 21
กฤษณา Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte วงศ THYMELAEACEAE ช่อื อ่ืน ไมห อม (ภาคตะวันออก) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือแข็ง แตโตคอนขางเร็ว ไมผลัดใบ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ สูงไดป ระมาณ 30 ม. เปลือกเรยี บ สี นาํ้ ตาลเทา เปลือกในบางสีขาว มเี สน ใยเหนยี ว ก่งิ ออ นมีขนส้นั หนานมุ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรยี งเวยี น รปู รหี รอื รูปไขก ลบั ยาว 6–12 ซม. แผน ใบหนา ฉกี แลวมีเสน ใยบางสี ขาว ชอดอกแบบชอกระจุก ออกตามซอกใบหรอื ปลายกิง่ กลีบ เลี้ยง 5 กลบี มีขนสนั้ หนานมุ กลบี ดอกลดรูปเปนเกล็ด มี 10 กลบี สีเขยี ว มีขนยาวหา ง ๆ เกสรเพศผู 10 อนั ผลแบบผล แหงแตกกลางพู ทรงรี ยาว 2.5–3.5 ซม. โคนผลมกี ลบี เลยี้ ง ขนาดใหญ มี 1-2 เมลด็ เมล็ดมหี างยาวแหลม เขตการกระจายพนั ธุ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นกระจายหาง ๆ ในปาดิบแลงใกลชายนํ้า ทางภาคกลาง ภาคเหนอื และปา ดบิ ช้นื ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งใต ระดบั ความสงู 100–1,000 ม. ออกดอกเดอื นกมุ ภาพนั ธ– พฤษภาคม ติดผลเดือนกรกฎาคม–กนั ยายน ประโยชน เนอื้ ไมแ ข็งแรง ทนปลวก ใชก อ สราง ทาํ เคร่ืองเรือน เครอ่ื งมอื ดานการเกษตร เรอื กอสรา ง เน้อื ไมมี กล่นิ หอมเมอื่ มเี ชื้อราชนดิ Cystosphaera mangiferae Died. นาํ มาเผาไฟเพอื่ อบหองใหม กี ลน่ิ หอม กลัน่ เปน นา้ํ มันหอม ระเหย ผงไมห อมใชผ สมยาพนื้ บานของหลายประเทศ ใชผสมของเครือ่ งสําอางและรักษาโรคผวิ หนงั เปลอื กตน ใหเสนใย ใชท ําเชอื ก ถุงยาม และกระดาษ สามารถปลูกใหร ม เงาใหสวนชา กาแฟ ไดดี การขยายพันธุ เพาะเมล็ด และเพาะเลีย้ งเน้ือเยือ่ เมล็ดควรเก็บผลแกท ีย่ ังไมแ ตก ผึง่ ใหแหง จนแตกอาออก และ นาํ เมลด็ ไปเพาะทนั ที ถา จะเกบ็ เมลด็ ไวค วรปอกเอาเยอ่ื หมุ เลด็ ออก เกบ็ ในอณุ หภมู ติ าํ่ แตอ ตั ราการงอกจะคอ ย ๆ ลดลง ขอ แนะนํา ไมโ ตคอนขางเรว็ ชอบข้นึ ตามชายปา หรอื ใกลช ายนาํ้ ในพนื้ ท่ปี าดิบชน้ื สามารถขึ้นได กลางแจง กลา ไมต อ งการรม เงา ดนิ ลึก เหมาะสาํ หรบั ปลกู ผสมผสานกับไมโ ตเร็วและโตชา หลายชนิดในพ้ืนท่ี ตน นํา้ หรอื ตามรองหว ยในปาดิบแลง หรือปา ผลัดใบผสมท่คี อนขางมีความช้ืนสูง ขอมูลเพิม่ เติม อนุกรมวธิ านพืชอักษร ก (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2538); ตนไมเมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); Flora of Thailand Vol. 6 (3) (1997) 22
กลวยฤ ษี Diospyros glandulosa Lace วงศ EBENACEAE ช่ืออ่นื จนั ปา (เชียงใหม) ; มะเขอื เถ่อื น (เลย) ลกั ษณะวิสยั ไมเ นื้อแขง็ ปานกลาง โตคอ นขา งเรว็ ไม ผลดั ใบ ขนาดเล็ก สูงไมเกนิ 15 ม. เปลือกสีน้าํ ตาลคอนขาง เรยี บหรือแตกเปน สะเกด็ ขนาดเล็ก ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สําคัญ ใบเรียงเวยี น รปู ขอบขนานหรอื รปู ไขก ลบั ยาว 8–14 ซม. แผน ใบคอ นขา งหนา ดา นลา งมขี นหนาแนน ดอกเพศผแู ละดอกเพศเมียอยูต า ง ตน สีขาวหรอื ชมพู กลีบเลีย้ งและกลีบดอกมีจาํ นวนอยา งละ 4 กลบี กลบี เลย้ี งมขี นคลา ยไหม กลบี ดอกรปู คนโท มขี นตาม แนวกลางแฉก ดอกเพศผูอ อกเปนชอกระจกุ สัน้ ๆ เกสรเพศผู 14–30 อัน ดอกเพศเมียออกเดยี่ ว ๆ ดอกมีขนาดใหญกวา ดอกเพศผู กลบี เลีย้ งตดิ ทน ผลแบบผลมเี นอื้ หน่ึงถงึ หลายเมล็ด กลมแปน กลบี เลีย้ งขยายใหญ ปลายกลบี กางออก หรอื แนบผล เอนโดสเปรมเรยี บ เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย พมา ลาว เวยี ดนาม ไทย การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ ในปาดิบแลงและปาดบิ เขาทางภาคเหนือ ภาคตะวนั ออก เฉยี งเหนอื และภาคตะวนั ออก โดยเฉพาะตามชายปา และทโ่ี ลง ในปา เสอื่ มโทรม ระดบั ความสงู 700–1,500 ม. ออกดอก เดือนมีนาคม–พฤษภาคม เปนผลเดอื นกนั ยายน–ธันวาคม ประโยชน เน้อื ไมใชท าํ เครอ่ื งเรือน ผลออนใชยอมผา แห อวน ผลสุกรับประทานได นยิ มใชเ ปน ตน ตอสําหรับ ปลกู พลบั (Diospyros kaki Thunb.) ในพ้ืนทส่ี ูง การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ควรเก็บผลแกท ่ีมสี ีเหลือง แกะเน้อื ออก แชนํา้ ประมาณ 12 ชัว่ โมง กอนนาํ ไปเพาะ อัตราการงอกสูงกวารอยละ 80 ขอแนะนํา เปน ไมโตคอนขา งเร็ว ชอบแสง เหมาะสําหรบั ฟนฟสู ภาพปา ตนน้ําในพน้ื ท่สี ูง โดยเฉพาะ ปลูกผสมผสานกับกอชนดิ ตางๆ รวมท้งั สนสามใบ ขอ มลู เพม่ิ เตมิ อนกุ รมวธิ านพชื อกั ษร ก. (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); Flora of Thailand 2 (4) (1981) 23
กะอวม Acronychia pedunculata (L.) Miq. วงศ RUTACEAE ช่ืออ่ืน กระเบื้องถวย, มะยมปา, ยอมผาระนาบ (ภาค กลาง); กรงิ , เปลา ขลบิ ทอง (ปราจนี บรุ )ี ; มะงนั (ชลบรุ ,ี ปราจนี บรุ )ี ลักษณะวิสัย ไมเน้ือออน โตเร็ว ไมผลัดใบ ขนาดเล็ก สูงไมเกิน 10 ม. แตกก่งิ ตํ่าระเกะระกะ เรือนยอดเปน พมุ กลม ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบเรียงตรงขาม สลบั ต้งั ฉาก รปู รหี รือรูปขอบขนาน ยาว 5–18 ซม. ปลายใบมน แผน ใบมตี อมน้ํามนั โปรงแสง กล่ินคลายใบสม ชอ ดอกออก ตามซอกใบใกลปลายก่งิ ยาว 4–10 ซม. ดอกขนาดเล็กสีขาวอม เหลอื ง ดอกบานเสน ผานศูนยก ลาง 1-1.4 ซม. กลบี เล้ยี งเปน แผนกลม 4 กลบี ขนาดเล็ก กลบี ดอก 4 กลบี แยกกนั เกสร เพศผู 8 อนั รงั ไขมีขนหนาแนน จานฐานดอกหยกั 8 พู ผล แบบมเี นอ้ื หนงึ่ ถงึ หลายเมลด็ ทรงกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 1–1.2 ซม. ปลายเปน ต่ิง มี 4 เมลด็ เขตการกระจายพนั ธุ อินเดีย ศรีลงั กา พมา จนี ตอนใต ไตห วัน ลาว กัมพชู า เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซยี การกระจายพนั ธใุ นประเทศไทย ขน้ึ กระจายตามชาย ปา ดิบแลง ปาผลัดใบผสม ปา ดิบชน้ื และปา ดิบเขา ทว่ั ทุกภาค ของประเทศ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,500 ม. ออกดอกชวงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ผลแกเดือนกันยายน– มกราคม ประโยชน เนอื้ ไมส เี หลอื ง เมอ่ื เผามกี ลนิ่ หอม ใบออ นใชเ ปน เครอื่ งปรงุ รส ใบหอม มกี ลนิ่ นาํ้ มนั หอมระเหย เปลอื ก ใชแ กอ าการคัน รากใชเบอ่ื ปลา ผลสุกรบั ประทานได และเปนอาหารสัตวปา การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เพาะงา ย อตั ราการงอกสงู ขอ แนะนํา เปน ไมเ บกิ นาํ โตเรว็ ทนแลง และไฟปา ได สามารถปกคลมุ วชั พชื ไดด ี ชว ยเพม่ิ ความชมุ ชน้ื และลดการเกดิ ไฟปา เหมาะสําหรบั ปลกู เปนไมช้นั รอง ผสมผสานกบั ไมโตเร็วหรอื โตชาหลายชนดิ ชวยลดการ ชะลางพงั ทลายของหนา ดิน ขอ มูลเพม่ิ เติม อนกุ รมวิธานพชื อกั ษร ก (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2538); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543) 24
กานเหลอื ง Nauclea orientalis (L.) L. วงศ RUBIACEAE ชื่ออืน่ กระทุม คลอง, กระทมุ นาํ้ (ภาคกลาง); ตะก,ู สะแก เหลอื ง (ภาคกลาง); ตุมขกั , ตุมคํา (ภาคเหนอื ); ตมุ ดง (ลาํ ปาง, บุรรี มั ย); ตุม เหลอื ง (แมฮ องสอน) ลักษณะวิสัย ไมเ น้อื ออน โตเรว็ ไมผ ลัดใบ ขนาดกลาง ถงึ ขนาดใหญ อาจสงู ไดถ งึ 30 ม. ลาํ ตน เปลาตรง แตกกงิ่ ตา่ํ เรอื น ยอดเปน พมุ แนน เปลือกแตกเปน รองลกึ ตามยาว สีเทาเขม ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ หูใบรูปไขกลับ ขนาดใหญ ยาว 1–2.5 ซม. ใบเรยี งตรงกันขา มสลบั ตงั้ ฉาก รปู รี รูปไขก วา ง หรือรปู หัวใจ ยาว 8–25 ซม. ใบดา นลา งมีขน ส้นั นมุ ชอ ดอกแบบชอ กระจกุ แนน ออกเดีย่ ว ๆ ตามปลาย กง่ิ ทรงกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 3–5 ซม. ดอกยอ ยสเี หลอื งขนาด เล็กจาํ นวนมาก กลิ่นหอม กลีบเล้ยี งขนาดเลก็ 5 กลบี กลบี ดอก ตดิ กันเปน หลอดยาว ปลายแยกเปน 5 แฉก เกสรเพศผู 5 อนั กา นชอู บั เรณสู น้ั มาก ตดิ ใกลป ากหลอดกลบี ดอก ยอดเกสรเพศ เมียยนื่ พนปากหลอดกลบี ดอก เหน็ ชัดเจน ผลยอยรปู รี เบ้ียว ระหวา งผลมีเยอ่ื บาง ๆ เมล็ดขนาดเลก็ จํานวนมาก การกระจายพันธุ ศรลี ังกา จีนตอนใต พมา เวยี ดนามตอนใต ไทย มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี ออสเตรเลียตอนเหนือ การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ ตามชายนา้ํ ทโี่ ลง แจง ทง้ั ในปา ผลดั ใบและปา ดบิ โดยเฉพาะ ในปา ผลดั ใบผสม ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศ ระดบั ความสูงจนถึงประมาณ 850 ม. ประโยชน เนื้อไมคอ นขา งออ น สเี หลืองเขม อมสมหรือนา้ํ ตาล ตกแตง งา ย ความทนทานนอ ย ใชกอ สรางท่ีอยู ในรม เปน ไมบ ผุ นงั ทสี่ วยงาม ทาํ เครอื่ งเรอื นและหบี ใสข อง ใบมสี รรพคณุ ใชร กั ษาแผล แมลงสตั วก ดั ตอ ย และแกป วดทอ ง ผลรสขม รับประทานได การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็กมาก มีวิธีการเพาะเชนเดียวกับกระทุม แตไมควรใหน้ํามากเกินไป เมล็ดใชเ วลางอก 3–6 สัปดาห ขอแนะนาํ ลกั ษณะการปลูกคลา ยกบั กระทมุ แตกา นเหลืองมกั จะขึน้ เฉพาะพื้นท่ีปาชายนา้ํ ตาม แนวตลิง่ และที่โลงแจง ควรปลูกตามขางตลิง่ ท่ีกวางพอจะมแี สงแดดสอ งเตม็ ท่ี ขน้ึ ไดด ที ัง้ บนดินปนทราย ดินเหนยี ว ดินตะกอนอดั แนน และดนิ เลน ขอมลู เพิม่ เตมิ อนุกรมวธิ านพชื อกั ษร ก. (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2538) 25
กําลงั เสือโครง Betula alnoides Buch.-Ham. ex D. Don วงศ BETULACEAE ชื่ออืน่ กําลังพญาเสือโครง (เชียงใหม) ลกั ษณะวสิ ัย ไมเนอ้ื ไมแ ข็งปานกลาง โตเร็ว ไมผ ลดั ใบหรือผลดั ใบ ในชว งสนั้ ๆ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ อาจโตไดก วา 40 ม. เปลอื กสนี าํ้ ตาล อมเทาหรอื คอ นขา งดาํ มชี อ งอากาศประปราย เปลอื กในมกี ลนิ่ คลา ยการบรู ลอกเปนแผนบาง ๆ คลายกระดาษ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท่สี ําคญั หูใบขนาดเลก็ รว งงา ย ใบเรยี ง เวียน รูปไขห รอื รปู ใบหอก ยาว 6.5–13.5 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบ ตัด ขอบใบจกั ฟน เลื่อย 2–3 ชนั้ ไมสมํ่าเสมอ แผน ใบบาง เหนียว ดา น ลา งใบมตี อมเปนจดุ เลก็ ๆ สีนํา้ ตาลออ นจํานวนมาก ดอกแยกเพศอยู บนตนเดียวกัน ไมมีกลีบดอก ชอดอกเพศผแู บบชอ หางกระรอก ออก ตามซอกใบ มี 2–5 ชอ กลีบเล้ียง 4 กลบี เกสรเพศผู 2 อนั ชอดอกเพศเมยี แบบชอ กระจะ มี 3–5 ชอ ใบประดับยอย 2 อนั ไมม ีกลีบเล้ยี ง ผลแบบ ผลเปลอื กแขง็ เมล็ดลอ น แบน มีปกบาง ๆ เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี ภฏู าน เนปาล จีน พมา เวยี ดนาม ไทย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นกระจายใน ปาดิบเขา ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับความสูง 800–1,800 ม. ออกดอกเดือนตุลาคม–มีนาคม ติดผลเดือนเมษายน– สงิ หาคม ประโยชน เน้อื ไมสนี ํ้าตาลออน มลี ายสวยงาม ใชใ นการกอ สราง ทําพื้น เครื่องเรือน ดามเครื่องมือ ลังไม ไมอัด เปลือกมีกล่ินหอมคลาย การบรู ใชทาํ กระดาษ ตมเปนยาบาํ รงุ รางกาย เจรญิ อาหาร แกปวดเม่อื ย ตามรางกาย แกพิษงู บดละเอยี ดใชผสมแปงทาํ เปนขนมปงหรอื เคก การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เก็บผลแกที่มีสีน้ําตาลที่เมล็ดเริ่มรวง นําไปเพาะทันทใี นทมี่ แี สงรําไร อตั ราการงอกคอ นขา งสงู ขอแนะนํา ไมโ ตเรว็ ตองการแสงมาก และทนไฟ ปองกนั การพังทะลายของหนา ดินไดดี เหมาะสําหรบั ฟนฟสู ภาพปาดบิ เขา พืน้ ทีต่ น นํ้าในระดับสงู ปลกู ผสมผสานกับสนสามใบ และกอ ชนิดตา ง ๆ การปลกู ควรใชก ลาคา งป กลา ไม ตอ งการรม เงาในระยะแรก ขอ มลู เพม่ิ เตมิ อนกุ รมวธิ านพชื อกั ษร ก. (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); Flora of China Vol. 4 (1999) 26
กมุ นาํ้ Crateva magna (Lour.) DC. วงศ CAPPARACEAE ชือ่ อนื่ กมุ (ภาคตะวันออกเฉยี งใต) ลักษณะวิสัย ไมเ น้ือออน โตเรว็ ผลดั ใบชวงสนั้ ๆ ขนาด เล็กหรือขนาดกลาง สูงไดประมาณ 20 ม. ลําตนมักคดงอ แตกกิง่ ตาํ่ เปลือกเรียบ สเี ทา มีชองอากาศกระจายทั่วไป ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ไมม หี ใู บ ใบประกอบ มีสามใบยอย ใบยอยรูปใบหอกหรือรปู ขอบขนาน ยาว 4.5–18 ซม. ใบยอ ยดา นขา งโคนใบเบยี้ วเลก็ นอ ย แผน ใบดา นลา งมนี วล ใบแหงสีน้ําตาลแดง ชอดอกออกที่ปลายก่ิง ดอกสีขาวแลว คอ ย ๆ เปลย่ี นเปนสเี หลอื ง กลบี เลีย้ งและกลีบดอกมีจาํ นวน อยา งละ 4 กลบี กลบี ดอกคอ นขา งกลม โคนกลบี เปน เสน คลา ย กา น เกสรเพศผู 15–25 อนั สมี ว ง ผลแบบผลมเี นอ้ื หนง่ึ ถงึ หลาย เมลด็ ขนาดใหญ เปลอื กหนา กา นยาว เนอื้ เปน ปยุ เมลด็ จาํ นวน มาก สนี ํ้าตาลเขม รปู เกือกมา เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต อินเดีย พมา ลาว ไทย มาเลเซีย อินโดนเี ซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้น กระจายตามทีร่ าบลมุ และชายนาํ้ ทว่ั ทกุ ภาค จนถงึ ระดับความ สงู ประมาณ 700 ม. ออกดอกเดือนธนั วาคม–เมษายน เปนผล เดือนเมษายน–กนั ยายน ประโยชน ไมเ นอ้ื ออ น ใชใ นงานแกะสลกั ทาํ เครอ่ื งดนตรี เปลอื กและรากใชเ ปน ยาบาํ รงุ กาํ ลงั สตรี ระงบั พษิ ทผ่ี วิ หนงั แกไ ข ขบั นํ้าเหลอื งเสยี ใบออน ดอกและผลออ น รบั ประทานเปนผักสด ใบแกมีพษิ มีฤทธ์ติ อ ระบบไหลเวียนของโลหิต ทาํ ให อาเจียน หายใจลําบาก กลามเนือ้ ออ นเปลี้ย กระตกุ มึนงง ไมรูสกึ ตวั ชักกอนจะหมดสติ ถา ไดร บั ปรมิ าณมากจะเกิด อาการรนุ แรงภายใน 10–15 นาที ใชป ริมาณนอ ยเปน ยาระบาย การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ปกชาํ ตอนกิง่ เมลด็ เพาะงา ย ในธรรมชาตเิ มล็ดและตนกลา ของกมุ นาํ้ มกั จะขึ้นบนดิน ปนทรายทชี่ ุมชื้น กลางแจง หลังฤดูนํ้าหลาก ขอแนะนาํ เปน ไมโตเร็ว ตอ งการแสงแดดและความช้ืนมาก ระบบรากแผก วา งและลึก เหมาะ สาํ หรบั ปลูกตามตลิ่งชายน้าํ ในแนวสูงกวาระดบั นา้ํ ปกติในฤดฝู น ปลกู ไดดีท้ังริมหวยในพน้ื ท่ตี นน้ํา และแมน าํ้ สายหลกั ลดการกัดเซาะของตลิ่งไดดี ทนตอ นํา้ ทว มขัง ขอ มลู เพม่ิ เตมิ อนกุ รมวธิ านพชื อกั ษร ก. (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); Flora of Thailand Vol. 5 (3) (1991) 27
ขวา ว Haldina cordifolia (Roxb.) Ridsdale วงศ RUBIACEAE ชื่ออืน่ กระทุมขวา ว (ตาก); กระทุมดง, กระทุมแดง (กาญจนบุร)ี ; กวา ว, ควา ว (ภาคกลาง, ภาคเหนอื ); ตองแดงเหลอื ง, ตะเพยี นทอง (ลาํ ปาง); ตองเหลอื ง, คานควาย, ตมุ ควาย (เชยี งใหม) ; ตมุ กวา ว (เหนอื ); ตมุ กา นแดง, เฝา (เพชรบรู ณ) ลักษณะวสิ ยั ไมเนือ้ แข็งปานกลาง โตเร็ว ผลัดใบ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 30 ม. ลาํ ตน ตรง บางครง้ั มพี พู อนทโ่ี คน เรอื นยอด เปน พมุ กลม โปรง เปลอื กคอ นขา งเรยี บ หนา หรือแตกเปน สะเกด็ สีเทา อมเขียวออ น ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คัญ หูใบระหวางกา นใบประกบ ติดกนั เปน คูท ี่ยอด มสี ันกลาง ยาว 1–2 ซม. รว งงาย ทิง้ รอยแผลชดั เจน ใบเรยี งตรงขาม รปู ไขหรอื รปู หัวใจ แผน ใบดา นบนมขี นสาก ดานลาง มีขนส้ันนุม ชอดอกแบบกระจุกแนน ชอเด่ียว ออกเปนกระจุกตาม ซอกใบ มี 2–10 ชอ ชอเสนผา นศนู ยก ลางประมาณ 1 ซม. ดอกยอ ยขนาด เลก็ สเี หลอื ง จาํ นวนมาก กลน่ิ หอมออ น ๆ กลบี เลย้ี งและกลบี ดอกมจี าํ นวน อยา งละ 5 กลบี เกสรเพศผู 5 อนั ยอดเกสรเพศเมียยืน่ พน หลอดกลีบ ดอก ผลแบบผลแหง แตก ติดเปน กลมุ ทรงกลม แยกเปน 4 สว น ผวิ แขง็ เมลด็ ขนาดเลก็ มปี ก บาง แคบ ๆ เขตการกระจายพนั ธุ จนี ตอนใต อนิ เดยี ศรลี งั กา พมา ลาว กมั พชู า เวียดนาม ไทย คาบสมทุ รมลายูตอนบน การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย ขึน้ ตามปา ผลัดใบผสมโดยเฉพาะท่มี ีไมสกั ปาเต็งรัง หรือตาม ชายปาดบิ แลง ทั่วทกุ ภาคของประเทศ จนถงึ ระดับความสูงประมาณ 800 ม. ประโยชน เนอ้ื ไมแข็งปานกลาง นํา้ หนกั คอ นขางมาก สเี หลอื งออน เน้อื ละเอียด ไสตบแตงงาย ควรอาบนํ้ายา นยิ มใชท าํ พน้ื ฝา กรอบประตหู นา ตาง เครือ่ งเรอื น ลงั ใสข อง แกะสลกั ดา มเครอ่ื งมอื เกษตรกรรม ของเลน และไมอดั นิยมใชในทองถิ่น ใบและรากใชป รงุ ยา การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมล็ดขนาดเล็กและมีจํานวนมากกวา 10 ลา น เมลด็ ตอ น้ําหนัก 1 กโิ ลกรัม ควรเก็บ ผลทแี่ กแตย ังไมแ ตกเพื่อไมใหเมลด็ แพรก ระจาย เมลด็ เก็บไวไดนานไมเ กนิ 1 ป ควรนาํ เมลด็ แชน ํา้ ประมาณ 12 ช่ัวโมง กอนนําไปเพาะ ควรเพาะในกระบะทราย แลวโรยดินคลุมอีกชน้ั หนง่ึ รดนํ้าพอชมุ สมา่ํ เสมอ การยา ยกลาลงถงุ ควรมอี ายุ 2–3 เดอื น ขอแนะนาํ เปน ไมเบิกนาํ และโตเร็วของปา ผลัดใบผสม และปาดบิ แลง ตอ งการแสงมาก ทนแลงและ ไฟปา ไดด ี แตช อบพนื้ ทีท่ ด่ี ินลึก การระบายนาํ้ ดี ตน จะสงู ใหญ ไมเหมาะสาํ หรบั การปลูกใหร มเงากับพชื เกษตร เนื่องจากใบมพี ิษ และรากแผก ระจายหนาแนน ขอ มลู เพม่ิ เตมิ อนกุ รมวธิ านพชื อกั ษร ข. (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2538); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); PROSEA No. 5 (3) (1998) 28
จาํ ปาปา Magnolia baillonii Pierre วงศ MAGNOLIACEAE ชอื่ อน่ื จมุ ป (ภาคเหนอื ); จาํ ปา (จนั ทบรุ ี); จําปป า (ภาค ตะวนั ออก) ลกั ษณะวสิ ัย ไมเนอ้ื ออ น โตเรว็ ไมผลัดใบ ขนาดกลาง ถงึ ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 40 ม. เรอื นยอดกลม คอ นขา งโปรง เปลอื กแตกเปน รอ งต้นื สีเทาปนนํ้าตาล ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคญั ปลายกง่ิ และหใู บ มีขนส้ันนุมสีนํ้าตาล มีรอยแผลของหูใบที่หลุดรวง ใบเรียง เวียน รูปรหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 8–22 ซม. แผนใบดา นลางมี ขนหนาแนน กานใบยาว 3–5 ซม. ดอกออกเดยี่ ว ๆ ตามซอก ใบ กลบี ดอกสขี าวครมี มี 12–18 กลีบ ยาว 2–2.5 ซม. มีกล่ิน หอม ผลกลมุ ทรงรี ยาว 5–8 ซม. เปลอื กขรุขระ เมล็ดคอ นขา ง กลม แกม ีสแี ดงสด เขตการกระจายพนั ธุ อินเดีย (อัสสมั ) จีนตอนใต พมา กมั พูชา เวยี ดนาม ไทย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ กระจายในปาดิบเขา และปาดบิ แลง ในระดับสูง โดยเฉพาะ ตามใกลรอ งหว ย ทางภาคเหนือ ระดบั ความสูง 500–1,300 ม. ผลแกเดือนสิงหาคม–กนั ยายน ประโยชน เน้อื ไมแข็งปานกลาง คอนขา งออน ตา นทานปลวกและแมลงไดไ มด ีนกั เนือ้ สีสวยงาม เหมาะตองาน แกะสลัก ทําประตหู นาตา ง เฟอรน ิเจอร พมุ ใบดก ดอกหอม ปลูกเปน ไมประดบั ไดดี การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด โดยการเกบ็ เมล็ดท่หี ลนจากตนใหม ๆ หรือเก็บเมล็ดจากตน โดยเลอื กผลท่ีแกจ ัดเหน็ เมลด็ สแี ดงสด ถาตกถงึ พนื้ มักถกู แมลงเจาะ นํามาผ่งึ ในที่รม 1–2 วนั จนผลแตก แลว แกะเมลด็ นําไปเพาะ ควรคลุกยา ฆา เชอื้ ราและแมลงกอ น ใชถุงพลาสตกิ คลมุ รกั ษาความช้นื เมลด็ จะงอกภายในเวลา 45–60 วนั เมล็ดมีอายสุ ้ันเพยี ง 2–3 สปั ดาห กลาไมควรนาํ ออกตงั้ กลางแจง กอ นนาํ ไปปลกู ขอแนะนํา เปน ไมเบิกนํา โตเร็ว แตชว งแรกโตคอนขา งชา ตองการแสงและความชืน้ คอนขา งมาก ไมท นไฟ ทรงพมุ หนาแนนใหร ม เงาไมอ ่นื ไดดี และปองกันการชะลางของหนาดิน เหมาะสําหรบั ปลกู ฟน ฟู ปาดบิ แลง ระดับสงู และปา ดบิ เขา โดยเฉพาะพื้นทีต่ น นํ้า โดยปลูกรวมกับไมโตชา ชนดิ อน่ื ๆ ไดห ลายชนดิ ขอ มลู เพ่ิมเติม จาํ ปาปา (กรมปา ไม, 2553); พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542); ตนไม เมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); แมกโนเลยี เมอื งไทย (ปย ะ, 2545); Flora of Thailand Vol. 2 (3) (1981) 29
จิกนา Barringtonia acutangula (L.) Gaertn. วงศ LECYTHIDACEAE ชอ่ื อืน่ กระโดนทุง, กระโดนนาํ้ (ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ); จิกน้ํา, จิก (ภาค กลาง); ปยุ สาย, ลาํ ไพ (อุตรดิตถ) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือออน โตเร็ว ไมผลัดใบ ขนาดเลก็ สูงไดประมาณ 15 ม. แตกก่ิงตํ่าแผกวาง คอนขางกลม เปลือก หนา ขรุขระหรือแตกเปนรองตื้นตามยาว สีนํ้าตาลเทา แตกหนอ ไดด ี ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ใบเรียงเวียน รูปไขกลับ ยาว 7–20 ซม. ปลายใบมนและหยักเปนติ่งแหลม โคนใบ สอบเรียว ขอบใบจักซ่ีฟน กานใบยาว 0.8–1 ซม. ชอ ดอกยาว 20–60 ซม. หอ ยลง ดอกสีแดงเขม มีกลิ่นหอม มกั รวงในตอน เชา กลบี เลย้ี งและกลบี ดอกมจี าํ นวนอยา งละ 4 กลบี กลบี ดอกสแี ดง ยาว 0.6–1 ซม. มวนงอกลับ เกสรเพศผจู าํ นวน มาก สีแดงเขม โคนสชี มพู เช่อื มตดิ กันท่ีโคน ยาวกวา กลีบดอก รังไขอ ยใู ตว งกลีบ ผลแบบผลสดมหี ลายเมล็ด ขนาด ใหญ มสี ันตามยาว 4 สัน เมล็ดขนาดเล็กจํานวนมาก เขตการกระจายพนั ธุ อฟั กานสิ ถาน อนิ เดีย เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นตามท่ีราบนํ้าทวมถึง โดยเฉพาะปาบึงนํ้าจืด และตาม ชายน้ําท่ีโลงแจงที่มีชั้นดินลึก ทั่วทุกภาคของประเทศ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 300 ม. ออกดอกเดือนมีนาคม– พฤษภาคม ผลแกเ ดอื นพฤษภาคม–มิถนุ ายน ประโยชน ยอดออ นและดอกออ น รบั ประทานเปนผักสด รากใชเปน ยาระบาย เปลือกใชชะลา งบาดแผล และ เบ่ือปลา ใบแกทอ งรวง เมล็ดเปนยาขบั ลมแกรอนใน ทรงพมุ กลมสวยงาม ดอกหอม นยิ มปลูกแตงสวนรมิ นาํ้ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมล็ดมีอายสุ ั้น ควรรบี เพาะทนั ที ขอแนะนาํ เปน ไมเบิกนําของปาบงึ นํา้ จืด และพ้นื ที่ชายน้ํา ชอบแสงแดดจัด เปนไมท ่ที นน้ําทว ม แชข งั หรอื จมอยใู ตน้าํ ไดน านมากกวา 2 เดือน มรี ะบบรากหนาแนน และแขง็ แรงสามารถแตกหนอจากรากไดดี จนขน้ึ เปน กอแนน เหมาะสําหรบั ปลูกฟนฟพู น้ื ท่ีปาบึงนาํ้ จืด ปาชายนา้ํ หรอื คันดนิ กั้นนํ้าทว ม เพือ่ ปอ งกนั การ พังทลายของตลิง่ และชวยเสริมความแข็งแรงใหก บั แนวคันดนิ ขอ มลู เพ่ิมเตมิ Kew Bulletin 50 (4) (1955) 30
เฉยี งพรานางแอ Carallia brachiata (Lour.) Merr. วงศ RHIZOPHORACEAE ชื่ออ่ืน กวางลา มา (ตราด); แก็ก, วงคด, องคต (ลําปาง); ตอ ไส, สนั พรานางแอ (ภาคกลาง); นกขอ, สมปอง (เชียงใหม); บงคด (แพร); สฟี นนางแอ (ภาคเหนอื ); โองนั่ง (อุตรดิตถ) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือออน โตเร็ว ไมผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาด กลาง สงู ไดป ระมาณ 20 ม. เปลอื กคอ นขางเรยี บ หรอื ขรขุ ระเลก็ นอ ย สีนาํ้ ตาลปนเทา เปลอื กในสีเหลืองคลา้ํ ลักษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ าํ คญั หใู บรว ม รปู ใบหอก ปลาย เรียวแหลม ยาว 1–2.5 ซม. รวงงา ย ใบเรยี งตรงขามสลับต้ังฉาก แผน ใบมีจุดสีนํ้าตาลกระจาย ดอกออกเปนชอกระจุกส้ัน ๆ ตามซอกใบ กลบี ดอกและกลบี เลยี้ งมจี าํ นวนอยา งละ 5–8 กลบี กลบี เลย้ี งตดิ ทน ยาว เทา ๆ กลีบดอก กลบี ดอกสเี ขียวออน แยกกัน เกสรเพศผมู จี าํ นวน เปน 2 เทาของจํานวนกลีบดอก ยาวไมเทากัน อันสั้นติดตรงขาม กลีบเล้ียง อันยาวติดตรงขามกลีบดอก จานฐานดอกเปนวง ผลสด เนอื้ ฉาํ่ นา้ํ ทรงกลม เสนผานศนู ยก ลาง 0.5–1 ซม. ผิวเกลี้ยง สุกสแี ดง มี 1–5 เมล็ด เมล็ดรูปไต เขตการกระจายพันธุ มาดากสั การ ศรีลังกา อินเดีย พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซยี อินโดนเี ซีย ออสเตรเลยี ทางตอนบน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขน้ึ กระจายใน ปาผลัดใบผสม ปาดิบแลง ปาบึงนาํ้ จดื และปา ดิบช้นื ในปาผลดั ใบผสม มักพบใกลแหลงนํ้า ระดบั ความสงู ถึงประมาณ 1,300 ม. ออกดอกเดอื น มกราคม–กมุ ภาพันธ ผลแกเดือนมีนาคม–มถิ นุ ายน ประโยชน เนื้อไมออน คอนขางแข็ง ใชกอสราง เฟอรนิเจอร ไมแบบ เครื่องดนตรี หรอื ไมคา้ํ ยนั ทาํ ไมฟนและถานใหค วามรอนสูง ผล รสหวาน รับประทานได และเปน อาหารสตั วป า ชวยดึงดดู นกไดดี การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดควรเก็บแลวนําไปเพาะทนั ที โดยทาํ การลา งเอาเน้ือทฉี่ าํ่ นา้ํ ออกกอน หามนาํ ไป ผ่งึ แดด หากจาํ เปน ตอ งขนสงไปไกล ๆ กค็ วรใสภาชนะทโี่ ปรง อากาศถา ยเทไดด ี การเก็บเมลด็ ควรเฝา สงั เกตชวงเวลาให ดี เพราะเฉียงพรานางแอมกั จะผลติ เมล็ดจาํ นวนมากเกอื บทกุ ป แลวสุกรวงหลนใตตน พรอ ม ๆ กันในชว งเวลาส้ัน ขอ แนะนํา เปนไมเบกิ นํา โตเรว็ ชอบขึ้นในทโ่ี ลงแจง หรือชายปา ปกติมกั พบขึ้นตามชายนํ้า แต สามารถขึ้นไดบนพ้ืนทลี่ าดชันเล็กนอ ย เหมาะสําหรับปลกู ฟนฟสู ภาพปา เสือ่ มโทรมทใี่ กลแหลง นํ้า ปลูกผสม ผสานกับไมโ ตชาและโตเรว็ ไดห ลายชนดิ โดยไมปาชายนํ้า และไมว งศยาง ขอ มูลเพมิ่ เติม ตนไมเมอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); PROSEA 5 (3) (1998); Flora of Thailand Vol. 2 (1) (1970) 31
ซอ Gmelina arborea Roxb. วงศ LAMIACEAE (LABIATAE) ชอ่ื อนื่ ชอ งแมว (ภาคกลาง); แตง ขาว (เชยี งใหม) , เปา นก (อุตรดิตถ); เฝง (เพชรบุรี, ภาคเหนือ); มาเหล็ก (กาญจนบุร)ี ; สันปลาชอ น (สโุ ขทัย) ลกั ษณะวิสยั ไมเ นอ้ื ออนหรือแขง็ ปานกลาง โตเร็ว ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ สูงไดประมาณ 25 ม. เปลอื กเรียบ ลอ นเปนแผนเลก็ นอ ย สนี ํา้ ตาลออน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งตรงขา ม สลบั ตง้ั ฉาก รปู ไข ยาว 7–20 ซม. โคนใบคลา ยรปู หวั ใจ แผน ใบดา นลา งมีนวลและขนสัน้ นุม มตี อมใกลโ คน เสน แขนง ใบออกจากโคนใบ 1 คู ชอ ดอกออกตามปลายกงิ่ ยาว 7–15 ซม. กลบี เล้ียงตดิ ทน กลีบดอกรูปปากแตรโปง ดานเดยี ว ยาว 2–4 ซม. สีสมคล้าํ กลบี ลางกลีบกลางดา นในมสี เี หลอื ง แซม เกสรเพศผูส ้ัน 2 อนั ยาว 2 อัน รังไขเกลีย้ ง ผลแบบ ผลผนงั ช้นั ในแข็ง ทรงรี ยาว 2–3 ซม. สุกสเี หลือง มีกลนิ่ เหมน็ เพ่อื ดึงดดู นกและคา งคาวในการชว ยแพรกระจายพนั ธุ เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย ปากสี ถาน ศรีลังกา เนปาล บังคลาเทศ ภูฏาน พมา จนี ตอนใต ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย การกระจายพันธแุ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย ข้นึ ท่ัวไปในปาผลดั ใบผสม ปาดบิ แลง ปาดบิ เขา และปา ดิบ ชนื้ ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศ ระดบั ความสูงจนถึงประมาณ 1,500 ม. ดอกออกเดือนเมษายน–พฤษภาคม ติดผลเดอื น พฤษภาคม–สงิ หาคม ประโยชน เนือ้ ไมแข็งปานกลาง ใชในการกอ สรางท่ีไมตอ งการความแข็งแรงมากนัก เนอ้ื ไมส ขี าวนวล ใชทําเคร่อื ง เรอื น เครอ่ื งดนตรี ของเลน เดก็ นยิ มปลกู เปน ไมส วนปา ในหลายประเทศทง้ั ในทวปี เอเชยี แอฟรกิ า และอเมรกิ าใต สาํ หรบั ใชเปนไมฟ น และปลกู เปนไมใหรมเงาใหพ ืชเกษตร ใบและผลใชเล้ยี งสัตว การขยายพันธุ เพาะเมล็ด โดยเก็บจากโคนตน หรือบนตน ไมควรเกบ็ เมล็ดทเ่ี ปล่ียนเปน สีดําแลว ลางเปลือกออก แชน าํ้ 1–2 วนั หรอื แชน าํ้ และผง่ึ ใหแ หง สลบั กนั ประมาณ 7 วนั เมลด็ ใชเ วลางอก 30–45 วนั อตั ราการงอกประมาณรอ ยละ 60–80 เมลด็ แหงสามารถเกบ็ ไวไดนาน ขอ แนะนาํ เปน ไมเบกิ นํา โตเรว็ ชอบแสงแดดจดั ขึน้ บนพื้นท่ดี นิ ลึกหรอื มีความชืน้ ปานกลาง เหมาะสําหรบั การฟน ฟูสภาพปาผลดั ใบผสมช้นื ปาดบิ แลง และปาดิบเขาระดบั ต่าํ แตไ มเ หมาะสําหรับพน้ื ที่ ราบลุมนํา้ ทวมถงึ สามารถปลูกผสมผสานกบั ไมโ ตชา และโตเรว็ ในปา ผลดั ใบผสมไดห ลายชนดิ ขอควรระวงั แมลงเขา เจาะทําลายไดงา ย ขอ มลู เพิม่ เตมิ ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); PROSEA 5 (1) (1993); Flora of China Vol. 17 (1994) 32
ตองแตบ Macaranga denticulata (Blume) Müll. Arg. วงศ EUPHORBIACEAE ชอื่ อนื่ กะหลาํ ปา ง, สลาปา ง (ตราด); ตองเตา (ภาคเหนอื ); เตาแมว , ปอขแ้ี ฮด (เชียงใหม) ; ปอหมัน (แพร) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือออน โตเร็ว ไมผลัดใบ ขนาดเล็ก สงู ไดป ระมาณ 10 ม. ทรงพมุ กลมเตย้ี และแผอ อกขา งไดด ี กง่ิ กา น เปน สนั มขี ยุ สเี ทาแกมเหลอื งหนาแนน ทัว่ ไป ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบเรียงเวียน รูป สามเหล่ียมเกือบกลม ยาวไดประมาณ 15 ซม. กานใบติดลึก จากโคนใบ ประมาณ 1 ซม มตี อ มเล็กๆ หลายตอ มบริเวณ รอยตอ กา นใบ ขอบใบจักซ่ฟี น แผน ใบดานลางมีขุยหรือขนสน้ั นุม ใบแกเ กลีย้ ง ดอกเพศผูและดอกเพศเมียอยตู า งตน ไมม ี กลบี ดอก ชอ ดอกเพศผขู นาดเลก็ ดอกเรยี งซอ นกันแนน กลีบ เลยี้ ง 3 กลบี เกสรเพศผมู ปี ระมาณ 15 อนั ชอดอกเพศเมียเปน ชอแนน ผลแบบผลแหง แตก แยกเปน 3 พู มี 1 ผลตอ 1 กลมุ ชอดอก ผลแหงมตี อ มเปน ตมุ เลก็ ๆ สเี ขม ทั่วไป เมลด็ สีดาํ เขตการกระจายพันธุ อินเดยี เนปาล พมา ศรีลงั กา จีน ลาว ไทย มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขน้ึ ตาม ชายปา หรอื ปา เสอ่ื มโทรมในปา ผลดั ใบผสม ปา ดบิ แลง ปา ดบิ ชน้ื และปา ดบิ เขาทว่ั ประเทศ จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 1,300 ม. ผลแกป ระมาณเดือนสิงหาคม–ตลุ าคม ประโยชน เนอ้ื ไมอ อ น ใชใ นงานกอ สรา งชว่ั คราว ตกแตง ภายใน หบี ไม ไมแ บบ กา นไมข ีด ไมฟน ในประเทศฟลปิ ปน สใช ทาํ รองเทาไม การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ แกะเยอ่ื หมุ เมลด็ ออกและแชน าํ้ 12–24 ชว่ั โมง กอ นนาํ ไปเพาะ อตั ราการงอกประมาณ รอยละ 90 เมลด็ ใชเวลางอก 18–39 วัน ขอ แนะนํา เปนไมเบิกนํา ชอบแสงแดดจัด ความช้นื ปานกลาง ปลูกงาย โตเร็ว ติดผลใหเมล็ด รวดเร็วและมจี ํานวนมาก เหมาะสําหรบั ฟน ฟสู ภาพปาทัง้ ในที่ราบลุม จนถงึ ปา ดิบเขา สามารถแผเรือนยอด ปกคลมุ วชั พชื ไดอ ยางรวดเรว็ เพราะคอ นขางเปน พมุ เตย้ี และอายุสนั้ คอนขางส้นั ขอมลู เพิม่ เตมิ ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); PROSEA No. 5 (3) (1998); Flora of Thailand 8 (2) (2007) 33
ตะเคยี นทอง Hopea odorata Roxb. วงศ DIPTEROCARPACEAE ช่อื อื่น เคียน, ตะเคยี น, ตะเคยี นใหญ (ทัว่ ไป); จะเคียน (ภาคเหนือ); แคน (ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ) ลกั ษณะวิสัย ไมเนือ้ แข็ง โตคอ นขา งเร็ว ไมผ ลดั ใบ ขนาด กลางถงึ ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 45 ม. ลาํ ตน เปลาตรง มพี พู อน ท่ีโคน เปลือกหนาสีนํ้าตาลดํา แตกเปนรองตามยาว หรือลอก เปน สะเกด็ เปลือกในหนา สเี หลอื งขุน มรี ิว้ สีชมพู ใหชนั สขี าว ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ หูใบขนาดเล็ก ใบ โคงคลายรูปเคียว ยาว 5–14 ซม. ดานลางมักมีตอมที่ซอก ระหวางเสนกลางใบกับเสนแขนงใบ เสนใบยอยแบบข้ัน บนั ได ชอ ดอกยาว 3–10 ซม. แตกแขนงดา นเดยี ว ดอกขนาดเลก็ มีกลนิ่ หอม กลีบบดิ เวียน ขอบเปน ชายครุย เกสรเพศผู 15 อนั ปลายอับเรณูเปนระยางค รังไขมีฐานกานยอดเกสรเพศเมีย ผลมปี ก ยาว 2 ปก ยาว 3–6 ซม. ปก สน้ั 3 ปก ยาว 0.5–0.7 ซม. เมล็ดมีเกล็ดเปนขุย ปลายเปน ตงิ่ แหลม เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย บงั คลาเทศ พมา ลาว กัมพชู า เวยี ดนาม ไทย คาบสมุทรมลายู การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นกระจายในปาดิบแลง ปา ดบิ ชื้น และปาบุง-ปาทาม ตาม ริมลําธารปา ผลัดใบผสม และในทีร่ าบลุมใกลแมนํา้ ทวั่ ประเทศ ระดับความสงู ไมเ กิน 600 ม. ไมพ บขึ้นเปนกลุมหนาแนน เปนบริเวณกวา ง ออกดอกเดอื นกมุ ภาพนั ธ–มีนาคมหรือตนเดอื นเมษายน ผลแกเ ดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม หรือเลย ไปจนถงึ เดือนพฤศจิกายน สวนมากจะออกดอกติดผลในรอบประมาณ 2–3 ป ประโยชน เน้ือไมแข็ง ทนทาน สเี ขมเมือ่ โดนอากาศ นยิ มใชทาํ เรอื ขุด ทาํ ไมห มอนรถไฟ เครอ่ื งเรือน และการ กอสรางท่ีตองการความแข็งแรง ชัน นาํ ไปผสมนาํ้ มนั ใชยาแนวเรอื หรอื เคลอื บเงา มสี รรพคุณทางสมุนไพรรักษาแผลสด เปลอื กใชเค้ยี วกบั หมาก แกปวดฟน นิยมปลูกเปน พชื สวนปา ใหรม เงาแกพืชเกษตรอนื่ ๆ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ปก ชาํ เมลด็ ทร่ี ว งใหม ๆ หรอื เมลด็ แกบ นตน มอี ตั ราการงอกสงู เมลด็ เกบ็ ไวท อ่ี ณุ หภมู ิ ประมาณ 15 องศาเซลเซยี ส ไดไมเกิน 2 สัปดาห เด็ดปก ทง้ิ กอ นนาํ ไปเพาะ แชน าํ้ ไว 8–12 ชว่ั โมง เมล็ดงอกใชเวลา 1–4 สปั ดาห การปลูกโดยเปลือยรากมอี ัตราการรอดตายสูง แตตอ งตัดแตง รากกอน ขอแนะนาํ เปนไมเนือ้ แข็ง เจรญิ เตบิ โตคอนขางเร็ว คลายยางนา ชว งเปนกลา ไมชอบแสง ชอบขึ้น ใกลชายนํ้าและมีระบบรากแขง็ แรงหนาแนน กวา ยางนา ทนตอนาํ้ ทว มขงั เปน เวลานานมากกวา 1 เดอื น เหมาะ สมตอการปลกู เพอ่ื รกั ษาตล่งิ หรือปลูกในพน้ื ที่ราบลุมน้ําทว มถึง สาํ หรบั ในพ้ืนท่รี มิ หว ยในเขตตน น้ําอาจพบตน ตะเคียนทองขน้ึ อยไู ดบ างเลก็ นอย แตส วนใหญแลวไมใชพนื้ ท่ที เ่ี หมาะสมทจี่ ะปลกู ตะเคยี นทองใหไดผลดี ขอ มูลเพิ่มเตมิ ตะเคยี นทอง (กรมปา ไม, 2553); พรรณไมต น ของประเทศไทย (สว นพฤกษศาสตรป าไม, 2542); ตน ไมเมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); PROSEA No. 5 (1) (1993) 34
ตะเคียนหนู Anogeissus acuminata (Roxb. ex DC.) Wall. ex Guillem. & Perr. วงศ COMBRETACEAE ชอื่ อืน่ หมากเปยก (นครราชสมี า); เบน (พจิ ิตร, ประจวบครี ขี ันธ); เหว (ภาคเหนอื ); เอ็นมอญ (เลย) ลกั ษณะวสิ ยั ไมเ นอื้ แขง็ ปานกลาง โตคอ นขา งเรว็ ผลดั ใบชว งสน้ั ๆ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 40 ม. เรือนยอดโปรง ลาํ ตน เปลาตรง เปลือกสนี ํา้ ตาล เทาถงึ สเี ทาดํา แตกเปน รองตามยาว ตนเล็กมกี ิ่งท่ลี ดรปู คลา ยหนาม ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งตรง ขามหรือเกือบตรงขาม รูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 3.5–8.5 ซม. มีตอมหน่ึงคทู ่เี สน ใบใกลโ คนใบ แผนใบ เหนยี ว ดา นลา งสเี ขยี วเทา มขี นสั้นนุมหรอื ขนคลา ย ไหมปกคลมุ ชอ ดอกแบบชอ กระจกุ แนน ออกตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองออน มีกล่ินหอมออน ๆ ผลแบบผลแหงแตก ตดิ เปน กลมุ ทรงกลม ๆ คลา ยหนาม รอบ เสน ผาศนู ยก ลาง 1–2 ซม. สนี ํ้าตาล เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี บังคลาเทศ พมา จนี ตอนใต ลาว กัมพชู า เวยี ดนาม ไทย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขน้ึ ตามปา ผลดั ใบผสมและปา ดบิ แลง ใกลล าํ ธาร ตามทล่ี าดชนั บนสนั เขา โดยเฉพาะทเ่ี ปน หนิ ปูน ระดบั ความสงู ไมเ กิน 1,000 ม. พบเกือบทั่วประเทศ ยกเวนทางภาคใต ผลใิ บใหม พรอ มออกดอกชวงเดือนมนี าคม–เมษายน ผลแกเดือนกันยายน–พฤศจกิ ายน ผลิตเมล็ดจาํ นวนมาก มกี ารสบื พันธุตาม ธรรมชาติดี ประโยชน เน้ือไมแ ขง็ ปานกลาง สีขาวเทา เหมาะสําหรับงานเฟอรนิเจอรภายใน ทาํ กลองหรอื ลงั การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมลด็ ควรมอี ายไุ มเ กนิ 1 ป ปก ชาํ การเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยอ่ื ไดผ ลดี สาํ หรบั การใชเ หงา ปลกู กลาควรมอี ายุเกิน 2 ป ขอแนะนาํ เปน ไมเ บิกนาํ ทนแลง และทนไฟ เรอื นยอดคอนขา งโปรง เหมาะสําหรบั ฟนฟสู ภาพปา ผลัดใบผสมหรือปา ดบิ แลง ทีแ่ หงแลง และพืน้ ท่ที ี่มีชัน้ ดนิ คอนขางลึก การระบายนาํ้ ดี สามารถปลูกผสมผสาน กับไมโ ตเร็วและโตชา ไดห ลายชนดิ ของปาผลดั ใบผสม โดยเฉพาะสัก ขอมูลเพมิ่ เตมิ พรรณไมต นของประเทศไทย (สว นพฤกษศาสตรปา ไม, 2542); ตน ไมเ มืองเหนอื (ไซมอน และ คณะ, 2543); Kew Bulletin 3 (4) (1979) 35
ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack วงศ LYTHRACEAE ช่อื อ่นื ตะแบกไข (ราชบุร)ี ; ตะแบก, ตะแบกนํา้ , ตะแบกแดง (ภาค กลาง); เปอยดอง, เปอยนา, (ภาคเหนือ); เปอยหางคาง (แพร) ลักษณะวิสัย ไมเนื้อแข็งปานกลาง โตคอนขางชาในระยะแรก ผลัดใบชว งสน้ั ๆ หรอื ตลอดฤดแู ลง ขนาดเลก็ หรอื กลาง สงู ไดป ระมาณ 30 ม. มีพพู อน แตกกงิ่ ต่าํ แผก วา ง เปลอื กแตกลอนเปน หลุมตน้ื สีขาว เนอ้ื ไมสีนํา้ ตาลแดง แตกหนอไดด ี ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรยี งตรงขามหรอื เกอื บ ตรงขาม รปู ขอบขนานหรือรูปใบหอก แผน ใบเกลยี้ ง ใบออ นสีน้ําตาล แดง ชอ ดอกขนาดใหญ ออกตามปลายกง่ิ ดอกจาํ นวนมาก กลบี เล้ียง รปู ถวยมีจีบเปน คล่นื 6 จีบ มีขนหนาแนน สนี ํ้าตาลออ น ปลายแยก 6 กลีบ กลบี ดอก 5 กลบี เสนผานศนู ยกลาง 3–3.5 ซม. แผนกลีบยน สีมวงปนชมพูหรือสีขาว เกสรเพศผูจํานวนมาก ผลแบบผลแหงแตก มี 6 ซีก ยาวประมาณ 1.5 ซม. เมล็ดขนาดเลก็ จํานวนมาก ปลายมปี ก เขตการกระจายพันธุ กัมพชู า เวยี ดนาม ไทย มาเลเซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ข้ึนกระจาย ทว่ั ไปในปาผลัดใบผสม ปาดิบแลง ปา บึงน้ําจืด และที่ราบลุมน้ําทว มถงึ หรือตามทองไรทองนา ท่ัวทุกภาคของประเทศ ระดับความสูงจนถึง ประมาณ 700 ม. ออกดอกแทบตลอดทั้งป ผลแกเดือนมนี าคม–เมษายน ประโยชน เนอื้ ไมล ะเอยี ด คอ นขา งแขง็ ใจกลางมกั เปน โพรง ใชก อ สรา ง เสา กระดานพน้ื และเครอื่ งมอื การเกษตร ออกดอกดก สวยงาม นยิ มปลกู เปน ไมป ระดบั ขา งถนนหรอื สวนสาธารณะ เปลอื ก แกบ ดิ ทอ งรว ง เนอ้ื ไม ขบั โลหติ ระดสู ตรี บาํ รุงโลหติ ใบ แกไข ดอก บํารงุ ตับและหวั ใจ การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด เพาะงา ย อตั ราการงอกสูง ขอแนะนาํ เปนไมเ บิกนํา โตเรว็ ชอบแสงแดดจัด โตชา ในระยะกลา ไม เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟน ฟู สภาพปา ผลดั ใบผสม ปา ดิบแลง ปา บึงน้าํ จดื และทีร่ าบลุม ท่ัวไป แตสามารถข้ึนไดในพ้นื ทีล่ าดชัน ปอ งกนั การพงั ทลายของตลิ่ง ทนทานตอน้าํ ทวมไดน านกวา 2 เดอื น ทนแลง และไฟปา ไดดี สามารถปลูกรว มกบั ไมใ น ปาชายน้ําไดดี เชน จกิ นา ตะเคียนทอง ยางนา และสนนุ เปน ตน ขอ มูลเพิ่มเตมิ ตนไมเมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); A revision of Lagerstroemia (Furtado, 1969) 36
ทองเดือนหา Erythrina stricta Roxb. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE) ชอ่ื อืน่ ทองเหลือง (ภาคเหนอื ); ทองหลางปา (เชยี งใหม); ทองหนาม (เลย) ลกั ษณะวิสยั ไมเนือ้ ออ น โตเร็ว ผลัดใบ ขนาดกลางถึง ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 25 ม. เปลอื กแตกเปน รอ งลกึ ตามยาว หนาคลายไมก อ ก สนี าํ้ ตาลปนสม ตน และก่ิงมีหนามทว่ั ไป ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบประกอบแบบขน นกมี 3 ใบยอ ย ใบยอ ยรปู ไขก วา ง ปลายใบแหลม โคนใบตดั มน ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกตามปลายกงิ่ กลบี เลย้ี งเชอ่ื มตดิ กนั คลายกาบ สีมว งแก กลีบดอก 5 กลีบ รูปดอกถั่ว กลีบบนมี ขนาดใหญส แี ดงสดหรอื สสี ม ผลเปน ฝก รปู ทรงกระบอก แหง แลว แตก เมล็ดรูปไต เขตการกระจายพนั ธุ เนปาล พมา ลาว กมั พชู า เวยี ดนาม ไทย มาเลเซีย อนิ โดนเี ซีย ฟล ปิ ปนส การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ ทวั่ ไปในปา ดบิ ชนื้ ปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ผลดั ใบผสม หรือตามเขาหนิ ปนู โดยเฉพาะปา เสอื่ มโทรม ปา ไผ หรอื ชายน้าํ ระดับความสงู 350–1,700 ม. ออกดอกเดอื นมกราคม– มีนาคม ฝก แกจดั ประมาณเดอื นพฤษภาคม ประโยชน เนอ้ื ไมใ ชทาํ ฟน รากตมดืม่ บํารงุ กาํ ลัง มีดอกสีแดงสดสวยงามสามารถปลูกประดับได และเปนท่ีดงึ ดดู นกและแมลงกินนา้ํ หวาน ใบออ นรับประทานเปนผกั สดคลายใบทองหลาง ฝก ใชเ ล้ียงสตั ว การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เก็บฝก สีนา้ํ ตาล ทิง้ ไวใ หแ หง และแตกออก นําเมล็ดแชในนาํ้ นาน 12 ชวั่ โมง กอ นนาํ ไปเพาะในทีแ่ สงรําไร อัตราการงอกประมาณรอ ยละ 70 เมลด็ มีอายุไมนาน จึงควรรบี เพาะ ขอแนะนาํ เปนไมเบกิ นาํ โตเร็ว ทนทานตอไฟปา และความแหง แลงไดด ี ชอบแสงแดดจดั ชวย ปรบั ปรงุ คณุ ภาพดิน รากลกึ เหมาะสาํ หรับการปลูกฟน ฟสู ภาพลุม นาํ้ และพน้ื ทีต่ นน้ําทง้ั ในระดบั ต่าํ และใน ระดับสูง สามารถปลูกผสมผสานกบั ไมโตชาไดห ลากหลายชนดิ รวมทัง้ กอ ตา งๆ และสักซ่ึงมีระบบรากต้ืน ขอ มลู เพม่ิ เตมิ ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543), เมลด็ และกลา ไมย นื ตน : เพอ่ื การฟน ฟปู า ในภาคเหนอื ของประเทศไทย (มหาวิทยาลยั เชยี งใหม, 2543) 37
ทะโล Schima wallichii (DC.) Korth. วงศ THEACEAE ชื่ออน่ื กรรโชก (ภาคตะวันออก); กาโซ (นครพนม); คาย, ทะโล, สารภปี า (ภาคเหนอื ); คายโซ, จําปาดง, พระราม (เลย, หนองคาย); มงั ตาน (ภาคใต) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือแข็งปานกลาง โตเร็ว ไมผลัดใบ ตนขนาดใหญ สูงไดป ระมาณ 45 ม. ลาํ ตน เปลาตรง มพี ูพอน เปลอื กแตกเปน สะเกด็ เปลอื กในสนี าํ้ ตาลแดง มผี ลกึ แรใ ส คายมอื เนอ้ื ไมส ีนํา้ ตาลแดง ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบเรียงเวียน รูปรี หรอื รูปขอบขนาน ยาว 6–13 ซม. ขอบใบจกั หรอื เกือบเรียบ ใบออ นสนี า้ํ ตาลแดง ดอกออกเดย่ี ว ๆ ตามซอกใบ ออกหนา แนน ชว งปลายก่ิง กลบี เล้ียง 5 กลบี ขนาดไมเ ทากนั ติดทน กลบี ดอก 5 กลบี สขี าว เชอ่ื มตดิ กนั ทโ่ี คน เกสรเพศผจู าํ นวนมาก ผลแบบผลแหง แตก มี 5 ซกี เมลด็ จาํ นวนมาก ขนาดเลก็ มปี ก การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้น กระจายเปน บรเิ วณกวา ง ในปา ดบิ ชนื้ ปา เตง็ รงั และปา ดบิ เขาสงู ตลอดจนพ้ืนท่ีปา เส่ือมโทรมหรือทุงหญาเปดโลง จากชายทะเล จนถงึ ระดบั ความสงู 2,500 ม. ออกดอกแทบตลอดทั้งป ผลแกเ ดือนมนี าคม–เมษายน เขตการกระจายพนั ธุ อินเดีย เนปาล จีนตอนใต พมา ลาว เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟลิปปนส ปาปวนวิ กนิ ี ประโยชน เน้ือไมแ ขง็ ใชในการกอ สรา ง ทําไมอัด ไมพ้นื เพดาน สะพาน ตอ เรือ เคร่ืองมือทางเกษตรกรรม หบี ไม เสา เครอ่ื งกลงึ แตไ มเ หมาะใชท าํ ไมฟ น เนอ่ื งจากเปลอื กทาํ ใหค นั ได เปลอื กมสี ารอลั คาลอยดใ ชเ บอื่ ปลา ใบเปน อาหาร สตั ว ใบดอก ปลกู ใหร ม เงาใหพืชเกษตรไดดี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เกบ็ ผลแกกอ นแตก แลวผง่ึ ใหแ หง ใหเ มล็ดหลดุ ออกจากผล ประมาณ 2 สปั ดาห นําไป เพาะไดเลย หรอื นําเมล็ดไปแชน า้ํ 12 ช่ัวโมง เพาะในทแี่ สงราํ ไร เมล็ดทีแ่ กจ ัดมีอตั ราการงอกรอ ยละ 90 เมลด็ ใชเวลา งอก 10–12 วนั เกบ็ ไวไดน านประมาณ 6 เดือน ขอแนะนํา ไมเบกิ นาํ โตเรว็ ขึน้ ในทีโ่ ลงแจง ทนไฟ ข้ึนไดท ุกสภาพพ้นื ท่ี โดยเฉพาะพนื้ ท่ที ่ดี ินถกู ชะลา งพงั ทลาย หรือเปน ดินปนทราย ดนิ เหนยี วปนลูกรงั เหมาะกับการปลูกพนื้ ฟูปา ในเขตตนน้ําอยางยิง่ โดย ปลกู เปนไมพ่ีเล้ียงใหไ มโ ตชา ไดหลากหลายชนิดของแทบทกุ สภาพปา ใบดก ชว ยลดการกดั เซาะพงั ทลายของ หนา ดนิ ไดดี ปลกู งา ย อัตราการรอดตายสงู เกือบรอ ยละ 100 สัตวเลย้ี งไมช อบ ขอมูลเพิม่ เตมิ พรรณไมตน ของประเทศไทย (สว นพฤกษศาสตรป าไม, 2542); ตนไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และ คณะ, 2543); PROSEA No. 5 (3): 136; Flora of Thailand Vol. 2 (2) (1972) 38
ทิ้งถอน Albizia procera (Roxb.) Benth. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE) ชือ่ อน่ื ถอน (ภาคกลาง); สว น (เชียงใหม, เลย) ลักษณะวิสัย ไมเนื้อแข็งปานกลาง โตเร็ว ผลัดใบ ตน ขนาดกลาง สงู ไดประมาณ 20 ม. ลําตนเปลาตรงหรอื บิดงอ เรือนยอดโปรง เปลอื กเรียบ สีขาวปนเทา ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ใบประกอบแบบ ขนนกสองชนั้ แขนงยอ ย 2–5 คู เรยี งตรงขา ม มตี อมท่กี า นใบ ใบยอ ยมี 5–11 คู เรยี งตรงขา ม รปู คลา ยสเ่ี หลย่ี มขา วหลามตดั ปลายใบมนหรือเวา ตืน้ มีติ่งแหลมเล็ก ๆ โคนใบเบีย้ ว แผน ใบดานลางมีนวล ชอดอกแบบชอแยกแขนง ออกตามซอกใบ ใกลป ลายกงิ่ ชอ ดอกยอ ยแบบกระจกุ แนน ดอกสขี าว กลบี เลย้ี ง เชอ่ื มตดิ กนั เปนหลอด ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกเชือ่ มตดิ กัน รูปกรวย ปลายแยก 5 แฉก เกสรเพศผจู ํานวนมาก ผลเปนฝก แบนบาง รปู ขอบขนาน หวั ทา ยแหลม ยาว 7–17 ซม. แหงแลว แตก เมลด็ แบน มี 6–12 เมลด็ เขตการกระจายพันธุ อินเดยี เนปาล จีนตอนใต พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย ปาปว นิวกนิ ี ออสเตรเลีย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ ในปา ผลดั ใบผสม ทางภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคตะวันออก และภาคตะวนั ตกเฉียงใต และปา ละเมาะในพ้ืนที่ราบลมุ ภาคกลางท่ัวไป ระดบั ความสูงไมเกนิ 800 ม. ดอกออกประมาณเดือนพฤษภาคม ผลแกป ระมาณเดอื นธนั วาคม เกบ็ ไดจนถึงเดอื นกมุ ภาพันธปถ ัดไป ประโยชน เนื้อไมมีลวดลายสวยงาม เหนยี ว ทนทาน ใชใ นการกอ สรา ง กะบะรถ เรอื ถังไม เคร่ืองแกะสลกั เครอื่ ง มือกสิกรรม เครื่องเรือน ทาํ ไมฟ น เปลอื กใหน าํ้ ฝาดสําหรับฟอกหนัง ใบใชเ ลย้ี งสตั ว รากและเปลือกมีสรรพคุณตา นเซลล มะเรง็ ไดด ี เปลอื กและใบสามารถใชค วบคมุ แมลงศตั รพู ชื ได ในแอฟรกิ า นยิ มปลกู ใหร ม เงาแกพ ชื การเกษตร เชน ชา กาแฟ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ควรเกบ็ ฝก แกบ นตน เมล็ดใหมม อี ตั ราการงอกสูงเกือบรอยละ 100 งอกเรว็ เมล็ดเกบ็ ไวไ ดนานหลายป เมลด็ เกา กอ นเพาะใหนาํ ไปแชนํา้ รอ น 5 วินาที แลวนําออกแชน า้ํ เย็นทนั ที สามารถปลกู โดยตรงจาก เมลด็ ไดผ ลดี ขอแนะนํา เปน ไมเบิกนาํ โตเรว็ เปน พืชตระกลู ถ่วั ท่ชี ว ยปรบั ปรุงดิน ขึ้นไดด ีในที่คอ นขา งชนื้ หรอื ชายนา้ํ เหมาะสาํ หรบั ปลกู ในพ้นื ท่ีตนนา้ํ ลําธารรวมกบั ไมโ ตชา หลายชนดิ ของปา ผสมผลดั ใบ โดยเฉพาะปาที่ เส่ือมโทรม มีเรือนยอดคอ นขา งโปรง จึงไมบดบังแสงไมโตชาอ่นื ๆ มากนกั ขอ มลู เพ่มิ เตมิ ไมท่ีมีคาทางเศรษฐกิจของไทย ตอนที่ 3 (กรมปา ไม, 2526); PROSEA No. 5 (3) (1998); Flora of Thailand Vol. 4 (2) (1985) 39
นองขาว Alstonia glaucescens (K. Schum.) Monach. วงศ APOCYNACEAE ช่อื อนื่ ตนี เปด เขา (ทัว่ ไป) ลกั ษณะวิสัย ไมเ น้อื ออน โตเร็ว ไมผลดั ใบ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ลาํ ตน เปลาตรง เปลอื กแตก เปนรองเลก็ นอ ย มีพพู อน กิ่งมชี องอากาศหนาแนน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั ทุกสว น มยี างสขี าวขนุ ใบเรยี งเปน วงรอบ 3–4 ใบ รปู ขอบ ขนาน ยาว 5–14 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบ สอบเรียว เสนแขนงใบจํานวนมากเรียงขนานกัน กานใบมเี กล็ดท่ีซอกกา นใบ ชอ ดอกแบบชอซร่ี ม ยาว 2–4 ซม. กลบี เลย้ี ง 5 กลีบ กลบี ดอก 5 กลีบ สีขาว กลีบดอกมวนกลับ มขี นกาํ มะหยห่ี นาแนน เกสรเพศผู 5 อัน ผลเปน ฝก แตกแนวเดียว รูปขอบ ขนาน ยาว 12–20 ซม. เมลด็ จาํ นวนมาก มกี ระจกุ ขน หมายเหตุ เดมิ ใชช อ่ื พฤกษศาสตรว า Alstonia rostrata C. E. C. Fisch. มาอยา งยาวนาน ปจ จุบัน เปน ชอื่ พอ ง เขตการกระจายพนั ธุ พมา จนี เวยี ดนาม ไทย มาเลเซยี อนิ โดนเี ซีย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขน้ึ กระจายตามปา ดบิ เขา ปา ดบิ ชน้ื และปา ดบิ แลง โดยเฉพาะ ปา เสอ่ื มโทรม ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศ จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 1,300 ม. แตม กั จะพบทร่ี ะดบั ความสงู ตง้ั แต 700 ม. ข้ึนไป ดอกออกเดอื นกุมภาพนั ธ–เมษายน ฝก แกเ ดอื นธนั วาคม–กุมภาพันธ ประโยชน เนือ้ ไมใ ชใ นการกอ สรางในรม ทาํ โลงศพ ไสใ นไมอ ดั เครือ่ งใชต า ง ๆ น้ําหมักจากใบใชลางแผล เปลือก มีรสขม มฤี ทธ์ฆิ าเชือ้ ทรงตน คลายสตั บรรณ ปลูกเปน ไมประดับไดดี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เกบ็ ฝกแกบ นตนนํามาตากแดดใหแ ตกอาออก ควรรีบเพาะทนั ที ไมควรเก็บเกนิ 1 เดอื น อัตราการงอกจะสูง และยังสามารถใชวธิ ีปกชาํ และตอนก่งิ ไดผ ลดี ขอ แนะนาํ เปนไมเบกิ นาํ ตอ งการแสงมาก เหมาะสาํ หรับปลกู ในพ้นื ท่ีโลง แจง ใกลช ายนํ้า ในพน้ื ปาดบิ แลง และปา ดบิ เขา ผสมผสานกบั ไมในวงศย าง เชน ยางแดง ยางปาย กระบาก ไมว งศจ าํ ป วงศชา และ วงศอบเชย เปน ตน ขอ มูลเพมิ่ เตมิ Flora of Thailand Vol. 7 (1) (1999) 40
นางพญาเสือโครง Prunus cerasoides D. Don วงศ ROSACEAE ช่ืออื่น ฉวีวรรณ, ชมพูภูพิงค (ภาคเหนือ) ลักษณะวิสัย ไมเน้ือออ น โตเรว็ ผลัดใบ ตน ขนาดกลาง สูงไมเ กนิ 20 ม. เปลือกขรุขระหรือลอกเปนแผน มีรอย ควัน่ รอบ สีนาํ้ ตาลอมแดงหรอื สนี า้ํ ตาล อมขาว มชี อ งอากาศกระจายหา ง ๆ ทว่ั ลาํ ตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ี สําคญั ใบเรียงเวียน รปู ไขหรือรูปขอบ ขนาน ยาว 5–12 ซม. โคนใบมีตอม ขนาดเล็ก 2–4 ตอม ขอบใบจักฟน เลื่อย ดอกออกเปนชอกระจุกท่ี ตาบริเวณก่ิงขณะผลัดใบ กลีบเล้ียง สีชมพูหรือแดง เช่ือมติดกันเปนหลอด ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกสีชมพู 5 กลีบ เกสรเพศผูมีจํานวนมาก รังไขอยูใตวงกลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปรี ขนาดเสนผาศูนยก ลาง 1–1.5 ซม. สกุ สแี ดงเขม ผวิ เกลีย้ ง เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี เนปาล ภฏู าน จนี พมา ลาว เวยี ดนาม ไทย การการจายพันธุและนิเวศวทิ ยา ขนึ้ ตามชายปา ดบิ เขาทางภาคเหนือระดบั ความสงู 1,000–1,900 ม. ออกดอก เดอื นธนั วาคม–มกราคม เปน ผลเดอื นเมษายน–พฤษภาคม ประโยชน เนื้อไมอ อ น ใชทําดามเคร่ืองมือการเกษตร ผลสกุ รับประทานได รากตําหรอื บดทาํ เปน ยาพอกแกรอย ฟกชํ้า ปวดตามขอ ตามกลา มเน้อื คน้ั นา้ํ หยอดจมูกแกเ ลือดกาํ เดา แนนจมกู และดืม่ แกไอ ดอกดก สวยงามปลูกเปน ไม ประดับในพ้ืนทีส่ งู ไดด ี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ แกะเอาเนอ้ื ออก เปลอื กเมล็ดคอ นขางแขง็ ควรกระเทาะกอนนําไปเพาะ เพาะในท่ีมี แสงรําไร เมล็ดงอกใชเวลา 30–60 วนั อตั ราการงอกสงู ประมาณรอยละ 70 โดยเฉพาะเมล็ดใหม ๆ ขอ แนะนาํ เปนไมเ บิกนาํ โตเร็ว ตองการแสงมาก ทนทานตอไฟปา เหมาะสําหรบั ฟน ฟูสภาพปาดบิ เขาในพ้นื ทตี่ น น้ํา ควรปลูกผสมผสานกับไมโตชา เชน มะมุน ทะโล กาํ ลังเสอื โครง และกอชนิดตา ง ๆ ขอมูลเพ่ิมเติม องคความรูเรื่องพืชปาท่ีใชประโยชนทางภาคเหนือของไทย เลม 3 (สุธรรม และคณะ, 2552); ตนไมเ มอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); Flora of Thaland Vol. 2 (1) (1970) 41
ประดสู ม Bischofia javanica Blume วงศ EUPHORBIACEAE ช่ืออืน่ กระดงั งาดง (สุโขทัย); ดูส ม (กาญจนบุรี, นครราชสีมา); เติม (ภาคเหนือ); ประสมใบเปรี้ยว (อบุ ลราชธาน)ี , ยายตหุ งนั (เลย) ลกั ษณะวสิ ยั ไมเ นอ้ื ออ นหรอื แขง็ ปานกลาง โตเรว็ ไมผ ลดั ใบ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ สงู ไดป ระมาณ 40 ม. มีพูพอน เปลอื กแตกลอกเปน แผน สนี า้ํ ตาลเขม เนอ้ื ไม สีขาวหรือสชี มพู มนี าํ้ ยางสแี ดง แกน ไมส แี ดงเขม ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบประกอบ มี 3 ใบยอย ใบกลางใหญก วาสองใบขา ง ไมม ตี อมท่ี โคน ชอ ดอกแบบชอแยกแขนง ออกหนาแนนตามซอก ใบท่ีปลายก่ิง ดอกเพศผูและดอกเพศเมียอยูตางตน กลีบเลยี้ ง 5 กลบี ไมม ีกลบี ดอกและจานฐานดอก ดอกเพศผขู นาดเล็ก ดอกตูมคลายตมุ สแี ดง ดอกบานสเี หลอื ง เกสร เพศผู 5 อนั ดอกเพศเมยี ขนาดใหญก วา ดอกเพศผเู ลก็ นอ ย ชอ ผลยาวไดป ระมาณ 30 ซม. ผลแบบผลผนงั ชน้ั ในแขง็ กลม ๆ สแี ดงเขม ถงึ สีนํ้าตาล มเี น้ือหมุ เมล็ด เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี บงั กลาเทศ จนี ไตห วนั ญป่ี นุ ไทย ลาว มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี ฟล ปิ ปน ส ปาปว นวิ กนิ ี ออสเตรเลีย ประเทศหมเู กาะในมหาสมุทรแปซิฟก การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ข้ึนกระจายทั่วไปตามชายน้ํา ในปาดิบแลง ปาผลัดใบผสม ปาดิบเขา และพ้ืนทเี่ สอ่ื มโทรม ทกุ ภาคของประเทศ ระดบั ความสงู ไมเกนิ 1,300 ม. ผลแกเ ดือนตุลาคม–กุมภาพนั ธ ประโยชน ไมเ นอ้ื แขง็ ปานกลาง ใชก อ สรา ง เครอ่ื งเรอื น เครอ่ื งมอื เกษตรกรรม ไมแ กะสลกั เผาถา น ทาํ แผน ไมบ าง กระดาษ ไมอดั เปลือกมสี ารแทนนนิ ใชเ คลือบเชอื กและแหใหท นทาน ใหสียอมสีชมพู สนี ้ําตาลแดง ใชยอ มหวายสาน ตะกรา ผลรับประทานและใชทําไวนได เปนอาหารของสัตวเล้ียงลูกดวยนมและนก รากใชปรุงอาหาร นิยมปลูกเปน ไมสวนปา และปลกู เปนรมเงาในไรกาแฟ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ผลแกส นี าํ้ ตาลเขมถงึ มว งเกอื บดํา นําเมล็ดออกจากผลแลว เพาะตืน้ ๆ ในที่มแี สงราํ ไร รดนาํ้ สมาํ่ เสมอ อตั ราการงอกรอ ยละ 40–70 เมล็ดใชเวลางอก 15 วนั จนถงึ เกือบ 5 เดือน เมลด็ มอี ายุ 3–6 เดอื น ขอ แนะนํา เปนไมโตเรว็ ชอบแสงแดดจัด และข้นึ ไดด ตี ามปา ชายน้ํา หรือปา ดบิ เขาระดับตาํ่ เหมาะ สาํ หรบั ปลูกฟนฟูสภาพปา ชายนํา้ ทัง้ ในทร่ี าบลุมและปา ดิบในเขตตนน้ําลาํ ธาร มขี อ ควรคํานงึ คอื กลาออน ตอ งการนาํ้ มาก และควรมกี ารปอ งกนั ไฟอยา งดี ขอมลู เพิม่ เตมิ พรรณไมต น ของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542); ตน ไมเ มอื งเหนือ (ไซมอน และ คณะ, 2543); PROSEA 5 (2) (1995); Flora of Thailand Vol. 8 (1) (2005); Flora of China Vol. 11 (2008) 42
ปออเี กง Pterocymbium tinctorium (Blanco) Merr. วงศ STERCULIACEAE ชอื่ อนื่ กะพงใหญ (ระยอง); คางฮงุ (พษิ ณโุ ลก); ปอกระดา ง, ปอข้แี ฮด (ภาคเหนอื ); ปอขี้ไก (สุโขทัย); ปอขแี้ ตก (นครราชสมี า, สระบรุ ,ี สโุ ขทัย); ปอขีล้ ้นิ (หนองคาย); ปอขีเ้ ลยี ด (เชียงใหม) ; ออ ยชา ง, หมคี ําราม (ปราจีนบุร)ี ลักษณะวิสยั ไมเ นอ้ื ออน โตเรว็ ผลัดใบ ตน ขนาดใหญ สงู ไดประมาณ 30 ม. แตกกิง่ เปนชั้น เปลอื กเรียบ สีนํ้าตาลเทา และมตี ุม กลมนูนคลา ยวงแหวนกระจายทั่วไป ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทส่ี าํ คญั ใบเดี่ยว เรียงเวยี น แผน ใบรูปไขห รอื รูปหวั ใจ ชอดอกแบบชอแยกแขนง อยูเ หนอื รอยแผลใบ หอ ยลง ยาว 10–15 ซม. ดอกแยกเพศ กลบี เล้ียง 5 กลีบ โคนเช่ือมติดกันเปนรูปถวย สีเขียว ไมมีกลีบดอก เกสร เพศผู 8–10 อัน ผลตดิ เปนกลมุ 5 ผล แตละผลมีปก รูปเรอื รองรบั ยาวประมาณ 5–8 ซม. ผลสดสเี ขยี ว มี 1–2 เมลด็ เมลด็ เปลือกแข็ง เมลด็ รูปไข ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายดานหนึ่ง ของปก เขตการกระจายพนั ธุ อินเดีย ลาว กมั พูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนเี ซีย ฟล ิปปนส การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขึ้นตามปาดบิ ชน้ื ปา ดิบเขา ปาดิบแลง และปาผลดั ใบผสม ท่วั ประเทศ จนถึงระดับความสงู ประมาณ 1,000 ม. ทง้ิ ใบกอนดอกบาน ออกดอกเดือนมกราคม–เมษายน ผลแกช ว ง เดือนมีนาคม–เมษายน ประโยชน ไมเนื้อออน ใชทําไมอัด งานกอสรางชั่วคราว กลองไมขีด รองเทา เปลือกใชทําเชือกอยางหยาบ ใชผ สมกบั สสี ําหรับยอม ทาํ ใหสยี อ มติดเร็วขึ้น การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด กลาไมมีอัตราการรอดตายคอนขา งตาํ่ ขอแนะนํา เปน ไมเ บกิ นํา โตคอ นขางเรว็ ชอบข้นึ ในทโี่ ลง แจง ทนทานตอไฟปา และความแหงแลงได ดี ชอบแสงแดดจัด รากลกึ เหมาะสาํ หรบั การปลูกฟน ฟสู ภาพลมุ นาํ้ และพืน้ ทีต่ น นํา้ ทง้ั ในระดับตา่ํ และในระดับ สงู สามารถปลกู ผสมผสานกบั ไมโตชาของปา ผลัดใบผสม ปาดิบแลง ปาดบิ เขา ปาชายนํ้า หรือเขาหนิ ปนู ได หลากหลายชนดิ รวมทงั้ กอ ตางๆ และสักซงึ่ มรี ะบบรากตนื้ ขอ มูลเพ่ิมเติม Flora of Thailand Vol. 7 (3) (2001); PROSEA No. 5 (2) (1995) 43
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118