ความเปน็ มาของโครงการพระราชดาริฝนหลวง ตน้ กาเนิดโครงการพระราชดาริฝนหลวง โครงการพระราชดาริฝนหลวง เกดิ ขึ้นจากพระราชดาริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเดจ็ พระ เจ้าอยู่หัว เม่อื คราวเสด็จพระราชดาเนนิ เย่ยี มราษฎรในพนื้ ทแี่ หง้ แล้งทรุ กันดาร ๑๕ จงั หวดั ในภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ระหว่างวันที่ ๒-๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ในวันจนั ทร์ท่ี ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ เสด็จพระราชดาเนนิ โดยรถยนตเ์ ดลาเฮย์ ซีดานสเี ขียว จากจังหวัดนครพนมไปจังหวดั กาฬสินธุ์ ผา่ น จังหวัดสกลนครและ เทือกเขาภูพาน ได้ทรงรบั ทราบถึงความเดือดร้อน ทุกขย์ ากของราษฎร และเกษตรกรที่ ขาดแคลนน้าอปุ โภคบริโภค และการเกษตร เม่ือเสด็จพระราชดาเนนิ กลับถึงกรงุ เทพมหานคร ทรงพระกรุณา โปรดเกลา้ ฯ ใหห้ มอ่ มราชวงศเ์ ทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐค์ วายเหลก็ ที่มชี อ่ื เสยี งเขา้ เฝา้ ฯ แล้ว พระราชทานแนวความคิดนั้นแกห่ ม่อมราชวงศเ์ ทพฤทธิ์ เทวกุล จากทฤษฎเี ริ่มแรกท่เี กิดขน้ึ หลงั จากพระราชดาริ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั ยงั ทรงใช้เวลา อีก ๑๔ ปี ในการวิเคราะหว์ จิ ยั ทบทวนเอกสาร รายงานผลการศึกษาและขอ้ มลู ต่างๆ พระราชทานให้ หม่อมราชวงศเ์ ทพฤทธิ์ เทวกุล เพือ่ ประกอบการค้นคว้าทดลองมาโดยตลอด
จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เปน็ ต้นมา ทรงศกึ ษาค้นควา้ และวิจยั ทางเอกสาร ทั้งดา้ นวชิ าการอตุ ุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซ่งึ ทรงรอบรู้ และเชยี่ วชาญ เปน็ ทย่ี อมรับทั้งใน และตา่ งประเทศ จนทรงมั่น พระทยั จึงพระราชทานแนวคิดนแ้ี ก่ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธ์ิ เทวกลุ ผเู้ ชยี่ วชาญในการวิจยั ประดษิ ฐ์ทางดา้ น เกษตรวศิ วกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนัน้ ในปีถดั มา และทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรด กระหม่อม ให้หาลูท่ างท่จี ะทาใหเ้ กิดการทดลองปฏิบตั กิ ารในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ การทดลองในท้องฟ้าเปน็ คร้งั แรก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จดั ตั้งหน่วย บนิ ปราบศัตรพู ชื กรมการข้าว และพร้อมท่จี ะให้การสนบั สนนุ ในการสนองพระราชประสงค์ หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกลุ จงึ ได้นาความขน้ึ กราบบงั คมทลู พระกรุณาทรงทราบวา่ พร้อมทจ่ี ะดาเนินการ ตามพระราช ประสงคแ์ ล้ว ดังนั้นในปีเดยี วกันนน้ั เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ทาการทดลองปฏิบตั ิการจรงิ ในท้องฟ้า เป็นคร้งั แรก เม่ือวันที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งต้งั ให้ หม่อมราชวงศ์เทพ ฤทธิ์ เทวกุล เป็นผ้อู านวยการโครงการ และหวั หน้าคณะปฏิบตั ิการทดลองเป็นคนแรก และเลอื กพ้ืนทีว่ น อทุ ยานเขาใหญเ่ ป็นพืน้ ที่ทดลองเป็นแหง่ แรกโดยทดลองหยอดก้อนน้าแขง็ แหง้ (dry ice หรอื solid carbondioxide) ขนาดไมเ่ กิน ๑ ลกู บาศกน์ ว้ิ เขา้ ไปในยอดเมฆสูงไม่เกนิ ๑๐,๐๐๐ ฟุต ทล่ี อยกระจัดกระจาย อยู่เหนอื พื้นท่ที ดลอง ในขณะนัน้ ทาให้กล่มุ เมฆ ทดลองเหล่านัน้ มกี ารเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอยา่ ง เหน็ ได้ชดั เจนเกิดการกลนั่ รวมตวั กันหนาแนน่ และก่อยอดสงู ขึน้ เป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอนั รวดเรว็ แล้ว เคลอื่ นตวั ตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการตดิ ตามผล โดย การสารวจทางภาคพน้ื ดนิ และไดร้ บั รายงานยนื ยนั ด้วยวาจาจากราษฎรวา่ เกิดฝนตกลงสูพ่ ้ืนท่ที ดลองวน อทุ ยานเขาใหญใ่ นทีส่ ุด นบั เป็นนมิ ิตหมายบ่งชี้ให้เหน็ วา่ การบงั คบั เมฆให้ เกิดฝนเปน็ สิง่ ทเี่ ปน็ ไปได้ แหล่งอา้ งอิงข้อมลู จาก “กรมฝนหลวงและการบนิ เกษตร” สบื ค้นผา่ นเวปไซต์ http://www.royalrain.go.th/royalrain/m/royalinitiativeproject
ตาราฝนหลวง จากการท่โี ปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษกู้ภยั แลง้ พ.ศ. 2542 อยา่ งสัมฤทธ์ิผล นอกจากจะโปรดเกล้า ฯ ให้ฟ้ืนฟทู บทวนประสบการณ์และเทคนคิ พระราชทานท่ีเคยปฏิบัตกิ ารไดผ้ ลมาแล้ว ในอดีตมาใชป้ ฏิบัตกิ ารในคร้งั นี้แลว้ ยงั โปรดเกล้า ฯ ให้มีการพัฒนาเทคโนโลยแี ละเทคนคิ ควบค่กู ันไปดว้ ย ซง่ึ ทรงสามารถพฒั นากรรมวธิ ีการทาฝนหลวงใหก้ า้ วหนา้ ขน้ึ อกี ระดับหนึง่ คือ เป็นการปฏิบตั ิการฝนหลวงโดย การดดั แปรสภาพอากาศใหเ้ กิดฝนโดยเทคโนโลยฝี นหลวงจากทัง้ เมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกนั (เดิมเปน็ กจิ กรรมทาฝนจากเมฆอุ่นเพียงอยา่ งเดียว) ด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงพฒั นาเทคนิคการโจมตีเมฆอ่นุ และเมฆ เยน็ พร้อมกนั ในกลมุ่ เมฆเดียวกนั ซึ่งโปรดเกลา้ ฯ ให้เรยี กเทคนคิ การโจมตีที่ทรงประดิษฐ์คดิ ค้น ข้ึนมาเป็น นวัตกรรมใหม่ลา่ สดุ วา่ SUPER SANDWICH TECHNIC ทรงสรุปข้ันตอนกรรมวธิ โี ดยทรงประดิษฐข์ นึ้ เป็น แผนภาพการ์ตนู โดยคอมพวิ เตอรด์ ว้ ยพระองค์เอง พระราชทานใหใ้ ชเ้ ปน็ ตาราฝนหลวง เพอื่ ใหเ้ ป็นแบบอยา่ ง ใชใ้ นการปฏิบัติการฝนหลวงใหเ้ ปน็ ไปในทางเดยี วกนั แผนภาพฝพี ระหัตถดังกลา่ วประมวลความรทู้ างวิชาการ เทคนคิ และกระบวนการข้นั ตอนกรรมวธิ ใี นการปฏิบัติการฝนหลวงอยา่ งครบ ถว้ นทั้งเทคโนโลยฝี นหลวงไวใ้ น หนึง่ หน้ากระดาษไดอ้ ยา่ งสมบรู ณง์ ่ายตอ่ ความเขา้ ใจและการถอื ปฏิบตั ิ กระบวนการดัดแปรสภาพอากาศให้เกดิ ฝนโดยเทคโนโลยฝี นหลวงเปน็ นวตั กรรมใหม่ลา่ สุดที่ทรง ประดษิ ฐ์คิดคน้ ข้ึมา พระราชทานให้ใชป้ ฏิบตั กิ ารในประเทศไทยเป็นประเทศแรก ยังไม่มีประเทศใดในโลกเคยปฏบิ ตั ิด้วย เทคโนโลยีนม้ี าก่อนอย่างแนน่ อน พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ทรงประดิษฐภ์ าพ \"ตาราฝนหลวง\" ดว้ ยคอมพิวเตอร์ แสดงข้ันตอน และกรรมวธิ ีการดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกดิ ฝนจากเมฆอุ่น และเมฆเยน็ และพระราชทานแก่ นกั วชิ าการฝน หลวง ถือปฏิบัตใิ นแนวทางเดียวกัน เม่อื วันที่ 21 มีนาคม 2542
ดงั แผนภาพ (การต์ นู ) ตำรำฝนหลวงพระรำชทำน
ความหมายที่ขยายความจากแผนภาพตาราฝนหลวงพระราชทาน แถวบนสดุ ของตาราฝนหลวงพระราชทาน ชอ่ งท่ี 1. “นางมณีเมฆขลา” 1. เป็นเคร่ืองหมายหรอื สญั ลักษณ์ของสานักงานมณเี มฆขลา เปน็ ส่วนหนงึ่ ของสานักงาน ฝล. 2. เป็นหวั หน้าสานักงานอตุ ุนยิ มวทิ ยา แห่งเขาไกรลาส หรอื เขาพระสุเมรุ วเิ ทศะสนั นิษฐานวา่ อยู่ในทะเล ชอ่ งที่ 2. “พระอินทรท์ รงเกวยี น” 1. พระอนิ ทร์เปน็ พระสักกะเทวราช เปน็ ราชาของเทวดา ทล่ี งมาชว่ ยทาฝน ชอ่ งท่ี 3. “21 มกราคม 2542” - เปน็ วนั ทีท่ รงประทบั บนเครื่องบนิ พระทนี่ ัง่ เสดจ็ ไปประกอบพระราชกรณียกจิ ทีจ่ ังหวดั เชยี งใหม่ ระหว่างเส้นทางพระราชดาเนนิ กลับ ทรงสังเกตเห็นกล่มุ เมฆปกคลมุ พน้ื ทภี่ าคเหนอื ตอนลา่ งที่นา่ จะ ทาฝนได้ ทรงบันทึกภาพเมฆเหลา่ นัน้ พระราชทานลงมา และมีพระราชกระแสรบั สง่ั ใหส้ ่งคณะปฏิบัติการฝน หลวงพิเศษออกไปปฏิบัติการก้ภู ัยแล้งในพ้ืนทลี่ ุม่ นา้ เจา้ พระยา และภาคเหนือตอนล่าง โดยเรง่ ดว่ น ชอ่ งที่ 4. “เคร่อื งบนิ 3 เคร่อื ง” - เปน็ ตวั อย่างของเคร่ืองบินท่เี หมาะสมกบั การปฏบิ ัตกิ ารตามตาราฝนหลวงพระราชทานตาม ขน้ั ตอนท่ี 1 – 6 ประกอบด้วย 1. เครอ่ื งบนิ เมฆเย็น (BEECHCRAFT KING AIR) (จานวนทเ่ี หมาะสม 1 เครอ่ื ง) 2. เครอ่ื งบนิ เมฆอุน่ (CASA) (จานวนทีเ่ หมาะสม 2 เครือ่ ง) 3. เคร่ืองบนิ เมฆอุ่น (CARAVAN) (จานวนทเี่ หมาะสม 2 เครือ่ ง)
แถวที่ 1 ชอ่ งท่ี 1 – 3 เปน็ ขน้ั ตอนท่ี 1 เปน็ การเร่งใหเ้ กิดเมฆโดยใชเ้ ครื่องบินเมฆอุ่น 1 เครื่อง โปรย สารเคมผี งเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ท่รี ะดบั ความสูง 7,000 ฟตุ ในขณะท่ีท้องฟา้ โปรง่ หรอื มเี มฆเดิมก่อ ตัวอยู่บ้าง ความชนื้ สัมพทั ธไ์ ม่ตา่ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ให้เปน็ แกนกลั่นตัว (Cloud Condensation Nuclei) เรียกย่อว่า CCN ความช้ืนหรือไอน้าจะถูกดูดซบั เขา้ ไปเกาะรอบแกนเกลือแล้วรวมตวั กันเกดิ เปน็ เมฆ ซ่งึ เมฆ เหลา่ น้ีจะพัฒนาเจรญิ ขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ อาจก่อยอดถงึ ระดบั 10,000 ฟุต ได้ แถวท่ี 2 ชอ่ งที่ 1 – 4 เปน็ ข้นั ตอนท่ี 2 เปน็ การเร่งการเจรญิ เตบิ โตของเมฆทกี่ ่อข้นึ หรือเมฆเดมิ ท่ีมอี ยู่ตาม ธรรมชาติ และกอ่ ยอดขึ้นถึงระดับ 10,000 ฟุต ฐานเมฆสงู ไมเ่ กิน 7,000 ฟุต ใชเ้ คร่ืองบินแบบเมฆอุ่นอีกหนึ่ง เครอ่ื ง โปรยสารเคมผี งแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) เขา้ ไปในกลมุ่ เมฆทรี่ ะดบั 8,000 ฟตุ (หรอื สงู กว่าฐานเมฆ 1,000 ฟตุ ) ทาใหเ้ กดิ ความร้อนอนั เนอ่ื งมาจากการคายความรอ้ นแฝง จากการกลนั่ ตัวรอบ CCN รวมกบั ความร้อนทีเ่ กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าของไอน้ากับสารเคมี CaCl2 โดยตรง และพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตยต์ าม ธรรมชาติ จะเร่งหรือเสริมแรงยกตัวของมวลอากาศภายในเมฆยกตัวขึ้น เรง่ กจิ กรรมการกลั่นตวั ของไอน้าและ การรวมตวั กันของเม็ดน้าภายในเมฆ ทวีความหนาแน่นจนขนาดของเมฆใหญ่และก่อยอดขน้ึ ถงึ ระดับ 15,000 ฟุต ได้เรว็ กว่าทจี่ ะปล่อยใหเ้ จรญิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ ซ่ึงยงั เปน็ ส่วนของเมฆอุ่น จนถงึ ระดบั นี้การยกตวั ข้นึ และจมลงของ มวลอากาศ การกลนั่ และการรวมตัวของเม็ดนา้ ยังคงเป็นอยา่ งต่อเน่ืองแบบปฏิกิรยิ าลกู โซ่ แต่ บางครัง้ อาจมแี รงยกตวั เหลือพอท่ยี อดเมฆอาจพัฒนาขน้ึ ถึงระดบั สูงกว่า 20,000 ฟุต ซึ่งเปน็ ส่วนของเมฆ เยน็ เริม่ ต้งั แตร่ ะดับประมาณ 18,000 ฟุตข้ึนไป (อุณหภูมติ า่ กวา่ 0 องศาเซลเซียส)
แถวที่ 3 ชอ่ งที่ 1 – 4 เป็นขน้ั ตอนที่ 3 เป็นการเรง่ หรือบังคับใหเ้ กดิ ฝน เมื่อเมฆอุ่นเจริญเติบโตขึน้ จนเริ่มแก่ ตวั จัด ฐานเมฆลดระดับตา่ ลงประมาณ 1,000 ฟตุ และเคลื่อนตวั ใกลเ้ ข้าสูพ่ ้ืนทเี่ ป้าหมาย ทาการบังคับใหฝ้ น ตกโดยใช้เทคนิคการโจมตี แบบ Sandwich โดยใชเ้ ครอ่ื งบนิ เมฆอุ่น 2 เคร่อื ง เคร่อื งหน่งึ โปรยผงโซเดียมคลอ ไรด์ (NaCl) ทับยอดเมฆ หรือไหล่เมฆทรี่ ะดับไมเ่ กนิ 10,000 ฟตุ ทางด้านเหนอื ลม อีกเครื่องหน่ึงโปรยผง ยู เรยี (Urea) ทรี่ ะดบั ฐานเมฆด้านใต้ลม ใหแ้ นวโปรยท้งั สองทามมุ เยื้องกนั 45 องศา เมฆจะทวคี วามหนาแน่น ของเมด็ นา้ ขนาดใหญ่และปริมาณมากขน้ึ ล่วงหลน่ ลงสฐู่ านเมฆทาใหฐ้ านเมฆหนาแน่นจนใกล้ตกเป็นฝน หรอื เร่มิ ตกเป็นฝนแต่ยังไม่ถึงพ้ืนดิน หรอื ตกถึงพน้ื ดินแต่ปริมาณยังเบาบาง แถวที่ 4 ช่องที่ 1 – 3 เป็นขั้นตอนที่ 4 เปน็ การเสริมการโจมตเี พ่ือเพิ่มปริมาณฝนให้สูงขนึ้ เมอื่ กลุ่มเมฆฝน ตามขัน้ ตอนที่ 3 ยังไมเ่ คลือ่ นตวั เขา้ สู่เป้าหมาย ทาการเสริมการโจมตเี มฆอนุ่ ด้วยสารเคมีสตู รเย็นจัด คือ น้าแข็งแห้ง (Dry Ice) ซึ่งมีอุณหภูมติ า่ ระดับ –78 องศาเซลเซียส ที่ใต้ฐานเมฆ 1,000 ฟุต จะทาให้อุณหภมู ิ ของมวลอากาศใต้ฐานเมฆลดตา่ ลง และความชืน้ สัมพทั ธ์สูงขน้ึ จะทาใหฐ้ านเมฆยิ่งลดระดับต่าลง ปรมิ าณ ฝน ตก หนาแนน่ ยิง่ ขึ้น และชกั นาใหก้ ล่มุ ฝนเคลื่อนตัวเข้าส่พู ื้นท่เี ป้าหมายหวังผลไดแ้ น่นอนและเรว็ ข้ึน
แถวท่ี 5 ชอ่ งที่ 1 – 3 เป็นข้ันตอนท่ี 5 เปน็ การโจมตเี มฆเย็นด้วย Agl ขณะทเ่ี มฆพัฒนายอดสูงข้ึนในข้ันตอน ที่ 2 ถงึ ระดับเมฆเยน็ และมีแคเ่ ครือ่ งบนิ เมฆเย็นเพยี งเครื่องเดยี ว ทาการโจมตเี มฆเย็นโดยการยงิ พลสุ ารเคมี ซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Agl) ทรี่ ะดับความสูงประมาณ 21,500 ฟตุ ซง่ึ มีอณุ หภูมริ ะดบั –8 ถงึ –12 องศาเซลเซียส มีกระแสมวลอากาศลอยขนึ้ กวา่ 1,000 ฟตุ ต่อนาที และมีปรมิ าณนา้ เย็นจดั ไม่ต่ากว่า 1 กรัมต่อลูกบาศกเ์ มตร ซ่ึงเป็นเงื่อนไขเหมาะสม ทจ่ี ะทาให้ไอน้าระเหยจากเม็ดนา้ เย็นยิ่งยวด (Super cooled vapour) มาเกาะตวั รอบแกน Agl กลายเป็นผลึกนา้ แข็งไดด้ ว้ ยประสิทธภิ าพท่ีดีท่สี ุด ไอนา้ ท่ีแปรสภาพเปน็ ผลึกน้าแข็งจะทวีขนาด ใหญข่ ้ึนจนร่วงหล่นลงมา และละลายเปน็ เมด็ ฝนเมื่อเขา้ สู่ระดบั เมฆอนุ่ และจะทาให้ไอน้าและเมด็ นา้ ในเมฆอุน่ เขา้ มาเกาะรวมตวั กนั เปน็ เม็ดใหญ่ขนึ้ ทะลุฐานเมฆเปน็ ฝนตกลงสูพ่ น้ื ดิน แถวที่ 6 ช่องท่ี 1 – 3 เปน็ ขน้ั ตอนที่ 6 เปน็ การโจมตีแบบ SUPER SANDWICH จะทาไดต้ ่อเม่ือมีเครอ่ื งบิน ปฏบิ ัติการท้งั เมฆอ่นุ และเมฆเย็นใช้ปฏิบตั ิการได้ครบถว้ น ขณะที่ทาการโจมตเี มฆอุ่นตามข้นั ตอนที่ 3 และ 4 ทาการโจมตีเมฆเยน็ ตามข้ันตอนท่ี 5 ควบคกู่ นั ไปในขณะเดียวกัน จะทาให้ฝนตกหนักและตอ่ เนื่องนานและ ปริมาณนา้ ฝนสูงยง่ิ ขนึ้ เน่ืองจากเปน็ การประสานประสิทธิภาพของการโจมตเี มฆอนุ่ ในข้ันตอนที่ 3 และ 4 และโจมตีเมฆเยน็ ในขัน้ ตอนท่ี 5 ควบคู่กนั ไปในขณะเดยี วกัน เทคนิคการโจมตีนี้โปรดเกล้าฯ ให้เรยี กว่า SUPER SANDWICH
แถวลา่ งสุด ของตาราฝนหลวงพระราชทาน ช่องท่ี 1. “แหน่ างแมว” (CAT PROCESSION) - เปน็ การรวมผลหรือประชาสมั พันธ์ (บารุงขวัญ) - แมวเกลียดน้า (The cat hates water) - เปน็ พิธีกรรมขอฝนทส่ี บื ทอดกันมาแต่โบราณกาล - เป็นพธิ กี รรมด้านจติ วิทยาเมอ่ื ฝนแล้งเกิดความเดอื ดร้อน ปน่ั ปว่ นวนุ่ วายจึงตอ้ งมีจิตวทิ ยาบารงุ ขวญั ใหป้ ระชาชน และเจ้าหน้าทม่ี กี าลังใจ ชอ่ งที่ 2. “เครื่องบินทาฝน” - เคร่ืองบนิ ปฏิบัตกิ าร (เป็นพาหะในการประยุกตเ์ ทคโนโลยีฝนหลวง) - เครื่องบนิ ต้องกลา้ บนิ เขา้ เมฆฝน สารวจและตดิ ตามผล - นักบนิ และนักวิชาการฝนหลวงต้องร่วมมือกัน (The pilot and the rainmakers must cooperate) ช่องท่ี 3. “กบ” - เลอื กนาย หรือขอฝน และเรยี กฝน กบร้องแทนอุตนุ ยิ ม - ถ้าไมม่ ีความชนื้ กบเดอื ดร้อนและกบเตือนให้มคี วามพยายาม มิฉะนน้ั กบตาย ไมม่ ฝี นเกษตรกร ตาย - ทา่ นต้องจบู กบหลายตัว กอ่ นทจ่ี ะพบเจ้าชายเพยี งหน่งึ องค์ (You have kiss to a lot of frogs before you meet a prince) หมายความว่า ตอ้ งมีความพยายามทาซ้าหลาย ๆ คร้งั เพ่อื ให้เกดิ ฝนไดส้ ักครงั้ ช่องที่ 4. “บอ้ งไฟ” ท้องฟา้ ) - แทนเครื่องบิน (ทาหน้าทเี่ สมือนเครื่องบนิ ที่เป็นพาหะนาเทคโนโลยีฝนหลวงขนึ้ ไปประยุกต์ใน - เป็นประเพณีเรยี กฝน ไม่ใชข้ องเล่น แตเ่ ป็นของจริง ทาฝนด้วยการยิงบ้องไฟ บ้องไฟขน้ึ สูง
ปลอ่ ยควนั เปน็ แกนให้ความช้นื เขา้ มาเกาะรอบแกนควัน ทาใหเ้ กดิ เมฆเกิดฝน บ้องไฟจึงเป็นพธิ กี ารอย่างหนึ่งเปน็ วิทยาศาสตร์ แหลง่ อ้างอิงข้อมลู จาก “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” สบื ค้นผา่ นเวปไซต์ http://www.royalrain.go.th/royalrain/m/royalraintechnology
การทาฝนจากเมฆอนุ่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงสรุปขั้นตอนกรรมวิธีการทาฝนจากเมฆอนุ่ จากการท่ีทรงติดตามผลการทดลอง ควบคู่กบั ปฏบิ ัติการ และทรงวเิ คราะห์วจิ ยั จากรายงานผลการ ปฏิบัตกิ ารประจาวนั และรายงานของคณะปฏิบัตกิ าร ท่ที รงบญั ชาการดว้ ยพระองค์ ประกอบกับทีท่ รงสงั เกต สภาพกาลอากาศ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในท้องฟา้ ท้ังในช่วงท่ี มีปฏิบัตกิ ารทดลอง และไม่ปฏบิ ัติการอย่าง ใกลช้ ิด รวมท้งั สนพระทัยศึกษาจากเอกสารวิชาการ จึงทรงสามารถพัฒนากรรมวิธี การทาฝนจากเมฆอนุ่ อย่างก้าวหน้ามาตามลาดับจนทรงมน่ั พระทัย จึงทรงสรุป ขัน้ ตอนกรรมวธิ ีในปี 2516 แลว้ พระราชทานใหใ้ ช้ เปน็ หลักในการปฏบิ ตั ิการสืบเนือ่ งมาจนถึง พ.ศ. 2542 ซ่ึงมี 3 ขั้นตอน คือ ข้ันตอนท่ี 1 ก่อกวน เป็นการดัดแปรสภาพอากาศขณะน้นั เพ่ือเร่งหรือเสริมการเกิดและก่อรวมตวั ของเมฆด้วยการกอ่ กวนสมดุล (Equilibrium) หรือเสถียรภาพ (Stability) ของมวลอากาศเป็นแห่ง ๆ โดยการ โปรยสารเคมีประเภทดดู ความช้ืนแล้วทาใหอ้ ุณหภมู ิสงู ขึ้น (Exothermic chemicals) ในทอ้ งฟ้าทร่ี ะดบั ใกล้เคยี งกบั ระดบั กลั่นตวั เน่อื งจากการไหลพาความรอ้ นในแนวตง้ั (Convective condensation level) ซง่ึ เป็นระดบั ฐานเมฆของแตล่ ะวัน และโปรยสารเคมปี ระเภททีเ่ มื่อดูดซบั ความชื้นแล้วทาให้อุณหภมู ลิ ดต่าลง (Endothermic chemicals) ทีร่ ะดบั สูงกวา่ ระดบั ฐานเมฆ 2,000-3,000 ฟตุ ทง้ั นเี้ พือ่ ช่วยให้เกดิ เมฆเร็วขน้ึ และปรมิ าณมากกวา่ ทีเ่ กดิ ตามธรรมชาติ โดยเร่มิ ก่อกวนในช่วงเวลาเชา้ ทางด้านเหนอื ลมของพ้นื ท่เี ป้าหมาย หวงั ผลที่วางแผนกาหนดไวใ้ นแต่ละวัน ขนั้ ตอนที่ 2 เลย้ี งให้อว้ น เป็นการดดั แปรสภาพอากาศและเมฆขณะน้ัน เพื่อเร่งหรือเสรมิ การเจรญิ ก่อ ตวั ของเมฆให้ขนาดใหญ่และหนาแนน่ ยิ่งขึ้นด้วย การกระตุ้นหรอื เร่งการเจรญิ เติบโตของกอ้ นเมฆท่ีกอ่ ตวั แล้ว ให้มขี นาดใหญข่ ้ึนท้ังฐานเมฆและยอดเมฆขนาดหยดนา้ ใหญ่ขนึ้ และปริมาณน้าในก้อนเมฆมากขึ้น จนหนาแนน่ เร็วกว่าทจี่ ะปล่อยให้เจรญิ เองตามธรรมชาติ ด้วยการโปรยสารเคมีประเภทท่เี มื่อดูดซบั ความชนื้ แลว้ ทาให้ อุณหภมู ลิ ดต่าลงทร่ี ะดับฐานเมฆหรือทบั ยอดเมฆ หรอื ระหวา่ งฐานและยอดเมฆโดยบินโปรยสารเคมเี ข้าสู่ก้อน เมฆโดยตรง หรือโปรยรอบ ๆ และระหวา่ งชอ่ งวา่ งของก้อนเมฆทางด้านเหนือลมให้กระแสลมพัดพาสารเคมี เข้าส่กู ้อนเมฆ หรือโปรยสารเคมีสูตรร้อนสลบั สูตรเย็นในอัตราส่วน 1:4 ทับยอดเมฆทั่วบรเิ วณท่เี กิดสภาพเมฆ ทม่ี ีความหนา 2,000-3,000 ฟตุ ปกคลุมพ้ืนท่เี ปน็ บรเิ วณกว้าง หรอื ทีบ่ ริเวณพ้นื ทีใ่ ตล้ มของบริเวณที่เร่ิมตน้ กอ่ กวน ทง้ั นีส้ ุดแล้วแต่สภาพของเครื่องบิน ภูมิอากาศ และอากาศขณะนัน้ จะอานวยให้ ขัน้ ตอนท่ี 3 โจมตี เปน็ การดัดแปรสภาพอากาศในก้อนเมฆที่รวมตัวหนาแนน่ แล้วโดยตรง หรือ บริเวณใตฐ้ านเมฆ หรือบรเิ วณทีต่ ้องการชกั นาเมฆฝนท่ีตกอยแู่ ลว้ เคล่อื นเข้าส่เู ป็นการบังคบั หรือเหนยี่ วนาให้ เมฆที่แก่ตวั จัดแลว้ ตกเปน็ ฝนลงส่พู ื้นท่ีเปา้ หมายหวงั ผลทว่ี างแผนกาหนดไว้ โดยบินโปรยสารเคมีประเภทที่ทา ใหอ้ ุณหภมู ิลดต่าลงเขา้ ไปในเมฆโดยตรงที่ฐานเมฆ หรือยอดเมฆ หรอื ทีร่ ะดับระหว่างฐานเมฆและยอดเมฆชิด ขอบเมฆทางดา้ นเหนือลม หรือใชเ้ คร่ืองบนิ 2 เคร่ือง โปรยพร้อมกนั แบบแซนวิตช์(Sandwich) แหลง่ อา้ งอิงข้อมูล จาก “กรมฝนหลวงและการบนิ เกษตร” สืบคน้ ผ่านเวปไซต์ http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/warmcloudrainmaking
สารฝนหลวง สารฝนหลวงในการปฏบิ ัตกิ ารทาฝนในประเทศไทย สารฝนหลวงท่ีใชท้ าฝนหลวงในปจั จบุ ัน มที งั้ ส้นิ 7 ชนดิ บางชนิดมคี ณุ สมบัตดิ ดู ซับความชน้ื ได้ดี (hygroscopic substances) บางชนิดมคี ุณมบตั ิเป็นแกนกลนั่ ตัว(CCN)ของความชน้ื ในบรรยากาศ บางชนิด สามารถคายความร้อนออกมาเพ่อื กระตนุ้ หรือ เสริมการก่อตวั และ เจริญเตบิ โตของเมฆ บางชนิดสามารถดูด ดงึ ความร้อนทาให้อณุ หภูมิของอากาศหรือเมฆเยน็ ตวั ลง เรง่ การกลนั่ ตวั ของไอน้าและเสริมความหนาแนน่ ของ เมฆจนเกดิ เป็นฝน การเลือกใช้สารฝนหลวงแตล่ ะชนดิ จงึ พิจารณาคุณสมบัตทิ ่ีกล่าวขา้ งต้นกับสภาวะของเมฆ หรือบรรยากาศในแตล่ ะวันเปน็ สาคญั สารฝนหลวงทใ่ี ชแ้ บ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ สารฝนหลวงสตู รรอ้ น สารฝนหลวงในการปฏบิ ตั กิ ารทาฝนในประเทศไทย สารฝนหลวงสตู รร้อนมีคณุ สมบตั ิเมอื่ ดดู ซับความช้ืนในอากาศ หรอื ทาปฏิกริ ิยากับนา้ ะทาใหอุณหภูมิ สูงขึ้น ใชใ้ นสภาพผงละเอียด สารฝนหลวงสตู รรอ้ นท่ี ใช้ในปัจจบุ นั มี 2 ชนิด คือ 1. สูตร6 แคลเซยี มคลอไรด์(Calcium Chloride) 2. สูตร8 แคลเซยี มอ๊อกไซด์(Calcium Oxide) สารฝนหลวงสูตรเย็น สารฝนหลวงสูตรเย็นมคี ณุ สมบัตเิ มื่อดดู ซบั ความชืน้ ในอากาศ หรือทาปฏิกิรยิ ากับน้า ทาใหอ้ ุณหภมู ิ ลดลงหรอื เย็นลง สารฝนหลวงสตู รเย็นที่ ใช้ในปัจจุบนั มี 3 ชนิด คอื 1. สูตร4 ยเู รยี (Urea) 2. สตู ร19 แอมโมเนยี มไนเตรท (Ammonium Nitrate) 3. สูตร 3 นา้ แข็งแห้ง (Dry Ice) สารฝนหลวงสตู รสร้างแกนกล่นั ตัวของอากาศ สารฝนหลวงสูตรสร้างแกนกลัน่ ตวั ของอากาศ มคี ุณสมบตั เิ ป็นแกนดดู ซบั ความชน้ื ใหเ้ ขา้ มาเกาะและ กลั่นตัว กลายเปน็ เม็ดนา้ จานวนมาก สารฝนหลวงสูตรแกนกลั่นตัวที่ ใชใ้ นปัจจบุ ันมี 2 ชนดิ คอื 1. สตู ร1 เกลอื แปง้ (Sodium Chloride) 2. สารฝนหลวง สูตรฝนหลวง ท1 แหลง่ อ้างองิ ข้อมูล จาก “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” สบื คน้ ผ่านเวปไซต์ http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/seedingmaterials
Search
Read the Text Version
- 1 - 12
Pages: