Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระราชวังบวรสถาน พีดีเอฟ

พระราชวังบวรสถาน พีดีเอฟ

Published by sukanya_0860236705, 2022-01-27 10:30:45

Description: พระราชวังบวรสถาน พีดีเอฟ

Search

Read the Text Version

จติ รกรรมฝาผนงั ภายในพระที่น่งั พุทไธสวรรย์ หอ้ งที่ ๔ มหาภเิ นษกรมณ์

พระท่ีนั่งอิศราวินิจฉยั พระท่ีน่ังอิศราวินิจฉัย เป็นอาคารมุขหน้าหมู่พระวิมาน สร้างข้ึน ที่บริเวณชาลาหน้ามุขท้องพระโรงสมัยรัชกาลท่ี ๑ สมัยสมเด็จพระบวร ราชเจา้ มหาศักดิพลเสพ ในรชั กาลท่ี ๓ ใชเ้ ป็นหอ้ งทอ้ งพระโรงและสถานท่ี บ�ำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ลักษณะสถาปัตยกรรมภายนอกเช่นเดียวกับ หมู่พระวิมาน คือ เป็นอาคารทรงไทย หลังคาทรงจั่ว มีหลังคาปีกนก ๑ ชั้น กรอบหน้าบันประดับเคร่ืองรวยระกา หน้าบันไม้จ�ำหลักลาย ปิดทองประดับกระจกรูปเทวดานั่งแท่น เคล้าลายกระหนกเปลว ภายในมเี สาในประธาน ๒ แถว แถวละ ๙ ต้น เป็นเสาทรงสเี่ หลย่ี ม ลบมมุ ขนาดใหญ่ ไมม่ บี วั หวั เสา ทา้ ยพระทน่ี งั่ เปน็ ทตี่ งั้ พระทน่ี ง่ั บษุ บก เกรนิ ทปี่ ระทบั วา่ ราชการของพระมหาอปุ ราช บานประตแู ละหนา้ ตา่ ง ดา้ นนอกเขยี นลายปดิ ทองรดนำ�้ ลายพนั ธพ์ุ ฤกษา ดา้ นในเขยี น สลี ายกระบวนจีน ด้านขา้ งเชอื่ มตอ่ กับหอขนาดเล็ก ๒ หอ หลงั คาเป็นทรงเกง๋ จนี หอหลงั เหนอื ไวพ้ ระอฐั ิ หอหลังใต้ ประดิษฐานพระพุทธรูป ปัจจุบันเหลือแต่หอด้านทิศใต้ และเปลี่ยนหลังคาเก๋งเปน็ หลังคาทรงจ่ัว 52  ภูมสิ ถานทตี่ ง้ั  ของพระราชวงั บวรสถานมงคล (วังหน้า) และการใชพ้ ื้นที่

หมพู่ ระวมิ าน หมพู่ ระวมิ าน คอื พระราชมณเฑยี รทป่ี ระทบั ในกรมพระราชวงั บวรสถานมงคล สรา้ งข้ึนในสมยั รัชกาลที่ ๑ ราว พ.ศ. ๒๓๓๒ ประกอบด้วยหม่พู ระทีน่ ั่งรวมท้ังสิ้น ๑๑ หลงั เปน็ อาคารกอ่ อฐิ ถอื ปนู ตวั พระวมิ านสรา้ งเป็นอาคาร ๒ ช้นั ยาว ๗ หอ้ ง เรยี งกนั ๓ หลงั ตามแนวทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก คนั่ ดว้ ยทว่ี า่ ง และสวนภายใน ๒ ข้าง คตกิ ารสรา้ งเป็นท่ปี ระทับ ๓ ฤดู มชี ่ือเป็นฤดูต่าง ๆ ประกอบกับนามของเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ หลังทิศใต้มีชื่อว่า “พระท่ีน่ังวสันตพิมาน” หมายถึงท่ีประทับในฤดูฝน หลังกลางช่ือ “พระท่ีน่ังวายุสถานอมเรศ” หมายถึงที่ประทับในฤดูหนาว และ หลงั ทิศเหนอื ช่ือ “พระท่นี ่งั พรหมเมศธาดา” (พรหมเมศรงั สรรค)์ เปน็ ที่ประทบั ใน ฤดรู อ้ น พระวิมานทั้งสาม เช่ือมต่อด้วยมุขเป็นหลังขวาง ตลอดแนวพระวิมานท้ัง สองดา้ น มชี อื่ ตามทศิ คอื พระวมิ านดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เรยี กวา่ “ทกั ษณิ าภมิ ขุ ” พระวิมานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า “บูรพาภิมุข” พระวิมานด้านทิศ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ เรยี กวา่ “ปจั ฉมิ าภมิ ขุ ” และพระวมิ านดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรยี กว่า “อุตราภมิ ุข” ท้งั บนพระวมิ านและมุขหลังขวาง ใชเ้ ปน็ ที่บรรทม พระราชวังบวรสถานมงคล  53

ตรงพระวมิ านหลงั กลาง ทำ� มขุ ตอ่ ออกไปทง้ั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ยาว ๑๐ หอ้ ง ตอนในกั้นเป็นห้องยาว ๕ ห้อง สันนิษฐานว่าใช้เป็นที่เสวย และท่ีสนมก�ำนัลเฝ้า มุขด้านหน้า เรียกว่า “ภิมุขมณเฑียร” มุขด้านหลัง เรียกว่า “ปฤษฎางคภิมุข” มขุ ดา้ นหนา้ ตอนนอกตอ่ จากภมิ ขุ มณเฑยี ร ๕ หอ้ ง เดมิ เปน็ มขุ โถงทอ้ งพระโรงทเี่ สดจ็ ออกแขกเมือง สนั นิษฐานว่าเดิมมนี ามว่า “พระท่นี ัง่ พรหมพักตร”์ ต่อมาในรัชกาล ท่ี ๓ แก้เปน็ มขุ กระสนั และสร้างท้องพระโรงใหม่ เรียกวา่ “พระท่นี ง่ั อศิ ราวนิ ิจฉัย” นามเดมิ จงึ สญู ไป สว่ นมขุ ตอนนอกดา้ นหลงั เปน็ ทอ้ งพระโรงหลงั สำ� หรบั เสดจ็ ออกให้ ผหู้ ญงิ ชาวนอกวงั เฝา้ พระวมิ านและมขุ มรี ะเบยี งและประตเู ชอ่ื มตอ่ ถงึ กนั ทง้ั หมด แผนผงั พระวมิ านวังหน้า สำ� รวจ พ.ศ. ๒๔๖๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ การประดับตกแต่งหมู่พระวิมาน มีลักษณะเฉพาะของสกุลช่างวังหน้า คือ หลังคาทรงจ่ัว ไม่มีมุขลด มุงกระเบื้องไม่เคลือบสี กรอบหน้าบันตกแต่งด้วยเครื่อง รวยระกา ชอ่ ฟา้ ปากปลา หน้าบันไม้จ�ำหลักรูปเทวดานัง่ แท่น เสาพระระเบียงยอด บวั คลมุ่ ประตแู ละหนา้ ตา่ ง ทำ� แตก่ รอบเชด็ หนา้ ไมม่ ซี มุ้ ตกแตง่ ดว้ ยไมจ้ ำ� หลกั ปดิ ทอง ท่ีหย่องและหูช้างกรอบหน้าต่างและประตู เป็นลวดลายภาพเคล้ากับลายกระหนก ยักเยือ้ งต่าง ๆ กัน บานประตู – หนา้ ตา่ งท่เี ปดิ สอู่ าคารภายใน ตกแตง่ ลายปิดทอง รดนำ�้ เขียนลายพ่มุ ราชวัตร สว่ นบานท่เี ปดิ ออกส่ภู ายนอกและสวนภายใน เขยี นลาย พนั ธพุ์ ฤกษาเคลา้ กับลายรูปสัตว์หมิ พานต์ 54  ภมู ิสถานทต่ี ้ัง ของพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หน้า) และการใชพ้ ้นื ที่





พระที่น่งั วสนั ตพมิ าน

พระตำ� หนกั แดง พระต�ำหนักแดง สร้างข้ึนในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดย พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช โปรดให้ สรา้ งขนึ้ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานเปน็ ทีป่ ระทับ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ตอ่ มาเปน็ ทปี่ ระทบั ของสมเดจ็ พระศรสี รุ เิ ยนทราบรมราชนิ ี ในรัชกาลท่ี ๒ ครั้นถงึ สมัยรัชกาลท่ี ๓ ไดย้ ้ายออกไปปลูก ที่พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี เป็นท่ีประทับร่วมกับพระบาท สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสองค์น้อย เมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์สวรรคต ได้ย้าย พระตำ� หนกั ไปถวายวดั โมลโี ลกยาราม ตอ่ มาพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ผาติกรรม ไปสร้างถวาย เปน็ กฏุ เิ จา้ อาวาสวดั เขมาภริ ตาราม เมอื งนนทบรุ ี ตอ่ มาเมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระปน่ิ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รบั บวรราชาภเิ ษกแลว้ โปรดเกลา้ ฯ ใหย้ า้ ยพระตำ� หนกั แดงสว่ นทปี่ ระทบั มาปลกู ไว้ ในพระบวรราชวัง ด้านตะวันตก ภายหลังจงึ ย้ายมาต้งั ไว้ที่ บริเวณด้านหลงั พระทน่ี ั่งศวิ โมกขพิมาน พระตำ� หนกั แดง แสดงศกั ดข์ิ องเรอื นสำ� หรบั พระบรม วงศานุวงศ์ชั้นสูง โดยสร้างเป็นเรือนเคร่ืองสับด้วยไม้สัก ทั้งหลัง ขนาดใหญ่ จ�ำนวน ๗ ห้องเสา หลังคายกช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มเี สานางเรยี ง รองรบั เชงิ ชายคา ฝาปะกน ทาสี แดง ขอบไม้ลกู ต้งั และลูกนอน ทาสเี ขยี ว หยอ่ งหนา้ ตา่ งจำ� หลกั ลายดอกพดุ ตาน กรอบเชด็ หนา้ เท้าสิงห์ นมอกเลาแกะสลัก ลวดลายอย่างงดงาม 58  ภมู สิ ถานท่ีต้ัง ของพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หน้า) และการใช้พ้นื ท่ี







พระทีน่ ่ังอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ เดิมเรียกว่า “พระที่นั่งวังจันทร์” พระบาท สมเดจ็ พระปน่ิ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหห้ ลวงชาตเิ สนี (ทดั ) สรา้ งเปน็ พระราชมณเฑยี ร ท่ีประทบั ภายในพระราชฐานชนั้ ในดา้ นทศิ เหนือของพระบวรราชวงั เมอื่ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๓๙๗ ลักษณะเป็นตึก ๒ ชั้น ผังรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทาง ทศิ ตะวนั ตก ดา้ นหนา้ มมี ขุ ทรงสเี่ หลย่ี ม หลงั คาแบน ตกแตง่ ดว้ ยเสาองิ เซาะรอ่ ง และชอ่ งประตแู บบคานโคง้ มที างเขา้ เชอื่ มตอ่ กบั อาคารชน้ั ลา่ ง สองขา้ ง มขุ มบี นั ไดทางขนึ้ สเู่ ฉลยี งหรอื พาไลจากภายนอก หลงั คาทรงจวั่ ลาด ตำ�่ หนา้ บนั ตกแตง่ ลายปนู ปน้ั เปน็ ตราประจำ� พระองคพ์ ระบาท สมเดจ็ พระปนิ่ เกล้าเจา้ อยู่หวั รูปพระปิ่นภายในช่อพันธ์ุ พฤกษา หมายถึงพระนาม “เจา้ ฟา้ จฑุ ามณ”ี 62  ภูมิสถานท่ตี ัง้  ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หน้า) และการใช้พ้นื ที่

ช้ันล่างยกพื้นเตี้ย ด้านหน้ามีเฉลียงและบันไดสองข้าง ก่ึงกลางมีทาง เขา้ เชอื่ มต่อกับมขุ ด้านหลังมปี ระตูทางเข้าออก ๓ ประตู ใชเ้ ป็นที่อยู่ ของพนกั งาน ชน้ั บนเปน็ ทปี่ ระทบั แบง่ หอ้ งตามการใชส้ อยเปน็ ๕ หอ้ ง คอื หอ้ งเสวย หอ้ งรบั แขก หอ้ งพระบรรทม หอ้ งแตง่ พระองคพ์ รอ้ มหอ้ ง สรง ห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร แต่ละห้องมีประตูเปิดสู่เฉลียง โถงทางดา้ นหนา้ และมปี ระตทู ะลถุ งึ กนั ทง้ั หมด เพอื่ การระบายอากาศ เฉลียงมีหลังคาย่นื ยาวเพอ่ื กนั แดดและฝน ด้านหลังเป็นเฉลียงทึบ กน้ั เป็นห้องส�ำหรับเก็บของ และมีบันไดเล็กเป็นทางขึ้นลงของพนักงาน ผนงั อาคารเจาะชอ่ งประตูหนา้ ต่างถ่ี ยาวจรดพ้ืนหอ้ ง ช่วงบนผนังกั้น ระหว่างห้องท�ำเป็นช่องลูกกรง เพื่อรับลมและแสงสว่าง สอดคล้อง กบั สภาพภูมปิ ระเทศและภมู อิ ากาศแบบร้อนชนื้ แสดงการผสมผสาน ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกกับสถาปัตยกรรมแบบเมืองร้อน ของไทย การตกแต่งเครื่องเรือนและเคร่ืองประดับภายในพระที่นั่ง รวมถึงลักษณะการอยู่อาศัยเป็นแบบตะวันตกท้ังส้ิน เมื่อพระบาท สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้วใน พ.ศ. ๒๔๐๘ สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ โปรดใหเ้ ปลยี่ นชอื่ เปน็ “พระทนี่ งั่   อิศเรศราชานุสรณ์” ตามพระนามครั้งทรงกรม เปน็ กรมขนุ อิศเรศรงั สรรค์ เพอ่ื เป็นอนุสรณ์แด่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่ง เสด็จประทับอยู่ที่พระที่นั่งองค์นี้ตลอด มาจนเสดจ็ สวรรคต พระราชวังบวรสถานมงคล  63

หอ้ งพระบรรทม



เกง๋ นุกิจราชบรหิ าร เก๋งนุกิจราชบริหาร สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนเป็นส่วนหน่ึงของพระท่ีน่ังบวร ปรวิ ตั ิ พระท่นี งั่ เก๋งจีน ซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระป่ินเกลา้ เจ้าอยู่หัว โปรดใหพ้ ระวสิ ตู ร วาลี (มล)ิ สรา้ งขน้ึ ทบี่ รเิ วณดา้ นหนา้ พระทน่ี งั่ อศิ เรศราชานสุ รณ์ มกี ำ� แพงกนั้ ระหวา่ งกนั ด�ำรใิ หเ้ ปน็ กลุม่ พระที่น่ังจีนบริเวณหนึ่ง และพระท่ีนั่งแบบตะวนั ตกบริเวณหนงึ่ แต่ สร้างยงั ไม่แลว้ เสร็จ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียกอ่ น พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหส้ รา้ งตอ่ มาจนแลว้ เสรจ็ ลกั ษณะเปน็ อาคารเกง๋ จนี ชนั้ เดยี วขนาดเลก็ หลังคาทรงจวั่ มงุ กระเบอ้ื งแบบจีน มหี ลังคาลาดคลมุ ด้านหน้า ผนังอาคารด้านขวา เจาะช่องประตู ๑ ช่อง และชอ่ งหนา้ ตา่ ง ๑ บาน ผนังดา้ นซา้ ยตอนบนเจาะเปน็ ชอ่ ง ลูกกรงเพื่อระบายอากาศตลอดความยาวของผนัง บริเวณจ่ัว สันหลังคา และหน้าบัน เขียนสีลาย กระบวนจนี สนั หลงั คาเขยี นรปู หงสช์ มดอกพดุ ตาน ประตูด้านหน้าเป็นบานพับไม้ ๔ บาน แกะสลัก เขียนสีรูปเครื่องตั้งและแจกันปักเครื่องมงคลจีน ภายในเขียนจิตรกรรมฝาผนังทั้งสามด้าน เร่ือง พงศาวดารหอ้ งสิน ฝีมือช่างจนี

พระทนี่ ่งั มงั คลาภิเษก พระทนี่ ัง่ มังคลาภเิ ษก สร้างข้นึ ในสมัยรัชกาลท่ี ๔ เดมิ ต้งั อยบู่ นกำ� แพงแกว้ ด้านหน้าพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย มุมด้านทิศเหนือ เป็นคู่กันกับพระท่ีนั่งเอกอลงกฎ ซง่ึ ตงั้ อยมู่ มุ ดา้ นทศิ ใต้ ลกั ษณะเปน็ พระทนี่ งั่ โถง ยกพน้ื สงู หลงั คาทรงจวั่ ลดมขุ ๑ ชนั้ มงุ กระเบ้อื งเคลือบสี กรอบหน้าบนั ตกแต่งเครือ่ งล�ำยอง มีระเบยี งโดยรอบ ผนังใน ประธานเขยี นสี ลายเฟอ่ื งอบุ ะ และ ลายดอกไมร้ ว่ ง เคลา้ ดว้ ยลายสตั ว์ มงคลของจนี อาทิ ผเี สอื้ คา้ งคาว และแมลง ดา้ นหนา้ มเี กยสำ� หรบั ทรงพระราชยาน พระท่ีนั่งทรง โถงดังกล่าวน้ี เรียกโดยสามัญ ว่า “พระท่ีน่ังเย็น” ใช้ส�ำหรับ ประทับตากอากาศ พระราชวงั บวรสถานมงคล  67



หอแก้วศาลพระภมู ิ หอแกว้ ศาลพระภมู ิ สรา้ งขน้ึ เปน็ ทสี่ ถติ ของพระภมู ปิ ระจำ� พระราชวงั บวรสถานมงคลในรชั กาลท่ี ๑ ตงั้ อยบู่ นเขามอ กอ่ จำ� ลอง ขน้ึ ทางดา้ นเหนอื ของหมพู่ ระวมิ าน ตามหลกั การสรา้ งศาลพระภมู ิ ซ่ึงนิยมต้ังอยู่ทางทิศเหนือของเรือนที่อยู่อาศัย ลักษณะเป็นหอ กอ่ อิฐถือปูน ทรงโรง ขนาดเลก็ หลังคาตกแต่งดว้ ยชอ่ ฟ้า ใบระกา หางหงส์ มมี ขุ ลด ๑ ชน้ั หนั หนา้ เขา้ สหู่ มพู่ ระวมิ านดา้ นทศิ ตะวนั ตก ดา้ นหนา้ มรี ะเบยี งและลกู กรงลอ้ มรอบ มเี สามขุ รองรบั เครอ่ื งบน ๑ คู่ หน้าบนั ปัน้ ปูนประดบั ลายก้านต่อดอก ผนังดา้ นหนา้ และดา้ นขา้ ง เจาะชอ่ งประตหู น้าต่างรูปวงโค้ง ด้านละ ๑ ช่อง ภายในหอแกว้ ประดิษฐาน “เจว็ด” แผ่นไมร้ ูปคลา้ ยใบเสมา เขียนสีรูปเทวดาถอื พระขรรค์ เปน็ รูปแทนองค์พระภมู ิ ฐานเขามอประดับตกแตง่ ดว้ ย พันธ์ุไมต้ ่าง ๆ เดิมในสมยั รชั กาลที่ ๑ มกี ำ� แพงแกว้ ลอ้ มรอบ ต่อมา รื้อไปในรัชกาลท่ี ๒ พระราชวังบวรสถานมงคล  69

วดั บวรสถานสทุ ธาวาส วัดบวรสถานสุทธาวาส เรยี กกันเป็นสามญั วา่  “วัดพระแก้ววังหน้า” เพราะ เป็นวัดต้ังอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล เหมือนวัดพระแก้วซ่ึงต้ังอยู่ในพระบรม มหาราชวัง สรา้ งข้นึ ในเขตพระราชฐานชนั้ นอก ด้านทิศเหนอื เดมิ พน้ื ทบี่ รเิ วณนเ้ี คย เปน็ พระราชอทุ ยาน ในรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาสุรสงิ หนาทโปรดให้ สร้างเป็นวัดหลวงชี ประทานนักนางแม้น มารดานักองอีและนักองเภา พระสนม เป็นที่จ�ำศีลภาวนา อยู่กับชีบริวาร ถึงรัชกาลที่ ๒ ไม่มีหลวงชีควรแก่การอุปการะ ต่อไป สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ จึงโปรดให้ร้ือกุฏิหลวงชี ท�ำเป็น สวนเล้ียงกระต่าย ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ มี พระราชศรทั ธาอทุ ศิ ทสี่ วนกระตา่ ยสรา้ งพระอาราม เป็นวัดในวังหน้า เช่นเดียวกับวัดในพระราชวัง จันทรเกษม พระนครศรอี ยุธยา แต่ยังไมท่ นั แลว้ เสรจ็ กเ็ สด็จทวิ งคต พระบาทสมเดจ็ พระปนิ่ เกล้า เจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยหู่ ัวทรงสรา้ งต่อมา จนแลว้ เสรจ็ ในรชั กาลท่ี ๔ 70  ภูมสิ ถานท่ีตง้ั  ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) และการใชพ้ ้ืนที่

ภายหลังเม่ือมีการยกเลิกต�ำแหน่งพระมหาอุปราชแล้วในรัชกาลท่ี ๕ วัดบวรสถาน สุทธาวาสถูกทิ้งร้างไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้รื้อ อาคารสถานตา่ ง ๆ คงเหลือแต่พระอโุ บสถหลงั เดยี ว จนถงึ พ.ศ. ๒๔๔๓ โปรดให้ ซอ่ มแปลงพระอโุ บสถเปน็ พระเมรพุ มิ าน เพอื่ ใชเ้ ปน็ ทต่ี ง้ั พระบรมศพสมเดจ็ พระบรม โอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวชริ ณุ หศิ และพระศพเจา้ นายทรงเกยี รตยิ ศสงู หลายพระองค์ สง่ิ กอ่ สรา้ งภายในวดั บวรสถานสทุ ธาวาสสรา้ งขน้ึ โดยประณตี บรรจง พระอโุ บสถ มีลักษณะเปน็ อาคารทรงไทย กอ่ อิฐถอื ปูน หลังคาจตรุ มุขซ้อน ๒ ชัน้ กรอบหน้าบนั ประดบั เครอ่ื งลำ� ยอง ไวค้ อสอง ตกแตง่ ลายปนู ปน้ั เขยี นสเี ปน็ ลายเฟอ่ื งอบุ ะ บานประตู - หนา้ ต่างดา้ นนอก แกะสลักปดิ ทองประดับกระจกลายแก้วชิงดวง ซ้มุ ประตูหน้าตา่ ง ปนู ปน้ั ปดิ ทองประดับกระเบื้องลายเครือเถา ฐานยกพ้ืนสูง ๓ ชั้น มบี นั ไดทางข้ึนทัง้ ๔ ด้าน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางห้ามสมุทร ฝาผนังเขียนภาพจิตรกรรม เร่ืองต�ำนานพระพุทธสิหิงค์ และพระอดีต พทุ ธเจ้า ๒๘ พระองค์ บานประตหู น้าต่าง เขยี นภาพเทวปาง หรอื ภาพเทพเจา้ ในศาสนา ฮนิ ดู เปน็ เทพผ้พู ทิ กั ษ์ศาสนสถาน พระราชวังบวรสถานมงคล  71

จติ รกรรมฝาผนงั ภายในพระอุโบสถวดั บวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแกว้ วงั หนา้ )





ภาพถา่ ยทางอากาศพน้ื ทพี่ ระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) ในปัจจุบนั ความเปลยี่ นแปลงในพนื้ ท ี่ พระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) พ.ศ. ๒๔๓๐ - ปจั จุบนั * ภายหลังการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๒๘ หลงั จากนนั้ ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาต�ำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ข้ึนแทน * เมธนิ ี จิระวัฒนา นักโบราณคดีชำ� นาญการ กองโบราณคดี พระราชวังบวรสถานมงคล  75

ต�ำแหนง่ สมเดจ็ พระบวรราชเจ้า กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) สง่ ผลให้ เกิดการเปล่ียนแปลงในพ้ืนท่ีพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ในช่วงระยะเวลา ตา่ งๆ ตามลำ� ดับ ดงั น้ี รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๓๐ โปรดให้ใชพ้ ื้นท่ี พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้แก่ • เขตพระราชฐานชน้ั นอก สรา้ งเป็นโรงทหารรกั ษาพระองค์ (ราบท่ี ๑๑) (ปจั จุบนั คือ พืน้ ทม่ี หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ • เขตพระราชฐานชั้นกลาง ประกอบด้วย พระทน่ี ่งั อศิ ราวนิ จิ ฉยั พระที่นง่ั พทุ ไธสวรรย์ และพระทน่ี งั่ ศวิ โมกขพมิ าน ใชจ้ ดั เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑสถานทยี่ า้ ยมา จากมิวเซยี มหลวงในพระบรมมหาราชวัง • เขตพระราชฐานช้ันใน เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน โปรดให้มีเจา้ พนักงานรักษาหนา้ ท่เี ชน่ เดิม ท้องพระโรงในพระท่นี งั่ อนันตสมาคม ในหมพู่ ระอภเิ นาวนิเวศนเ์ ป็นทรี่ ับรองพระราชอาคันตกุ ะ และเปน็ สถานทีจ่ ดั แสดงเครือ่ งมงคลบรรณาการตา่ ง ๆ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว 76  ความเปลีย่ นแปลงในพ้นื ที่ พระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) พ.ศ. ๒๔๓๐ - ปจั จุบัน

หอคองคอเดยี (ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวงั ) ซ่งึ ในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงใช้เป็นท่จี ัดแสดงของมิวเซียมหลวง พ.ศ. ๒๔๔๐ โปรดให้รื้อป้อมและ ก�ำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เขตพระราชฐานชั้นนอกด้านตะวันออกและ ด้านเหนือเพ่ือปรับปรุงเป็นสนามหลวง คงเหลอื เพยี งพระอโุ บสถวดั บวรสถานสทุ ธาวาส (วัดพระแกว้ วังหน้า) สร้างอาคาร ๓ หลงั เพ่อื ใช้ ตรามิวเซียมหลวง ซ่ึงเป็นพิพิธภัณฑสถาน เป็นท่ีว่าการกระทรวงธรรมการ ซ่ึงมีการใช้ ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เปน็ ทางการ นบั แต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ หลังจากนน้ั โปรดฯ ใหป้ ระชาชนเข้าชมได้ตาม วันเวลา ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ กระทรวงธรรมการได้ย้าย ทก่ี ำ� หนด ไปอยู่ท่ีบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ริมคลอง โอ่งอ่าง ส่วนอาคาร ๓ หลังท่ีว่างลงใช้เป็น ที่ว่าการศาลข้าหลวงพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และศาลฎีกา พระราชวังบวรสถานมงคล  77

พระทน่ี งั่ ศิวโมกขพมิ าน เปน็ สถานท่ีจดั แสดงโบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุจากพระบรมมหาราชวัง ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว โปรดใหป้ ระชาชนเขา้ ชม พน้ื ท่ีสนามหลวงเม่อื แรกปรบั พื้นท่ี

แผนท่ีกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๔๐ ในกรอบทวี่ งเปน็ พน้ื ทสี่ นามหลวง ที่สร้างขึน้ ใหม่ โดยปรบั พน้ื ท่สี ว่ นหน่ึงของพระราชวัง บวรสถานมงคล (วังหนา้ ) และพ้ืนทีว่ ังของพระโอรส ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว หลังจากน้ัน ได้มกี ารร้ือพระที่นั่งคชกรรมประเวศ ย้ายโรงราชรถมาจดั สรา้ ง ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) แต่ไม่ปรากฏวา่ เปน็ ท่ีใด รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ โปรด ให้เจ้านายฝ่ายในที่ประทับในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวงั พรอ้ มทง้ั อญั เชญิ พระอฐั ขิ องสมเดจ็ พระบวรราชเจา้ ทกุ พระองค์ ไปประดษิ ฐาน ณ พระบรมมหาราชวงั พระราชวังบวรสถานมงคล  79

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั   ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมู่พระที่นั่งอื่น ๆ ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จัดต้ังเป็น พพิ ิธภัณฑสถานส�ำหรบั พระนคร และเสด็จพระราชดำ� เนินทรงประกอบพิธีเปิดอยา่ ง เปน็ ทางการ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั และสมเดจ็ พระนางเจา้ รำ� ไพพรรณี พระบรมราชนิ ี เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ในพิธีเปดิ พพิ ธิ ภณั ฑสถานสำ� หรบั พระนคร เมอ่ื วันท่ี ๑๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระทน่ี ั่งศิวโมกขพมิ าน 80  ความเปลี่ยนแปลงในพน้ื ที ่พระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) พ.ศ. ๒๔๓๐ - ปัจจุบนั

พระทนี่ ั่งอิศราวินจิ ฉยั พระท่นี ั่งพุทไธสวรรย์ หลังจากนัน้ จงึ มีการสร้างโรงราชรถหลงั ใหมข่ ้ึน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ในบริเวณ ทตี่ ง้ั โรงราชรถในปจั จบุ นั เพอื่ เกบ็ รกั ษาและจดั แสดงราชรถ พระยานมาศ โบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ พระราชวังบวรสถานมงคล  81

โรงราชรถ ซึ่งจดั สรา้ งขน้ึ ใหมใ่ น พ.ศ. ๒๔๗๒ รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ล พระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทร  ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ นายปรดี ี พนมยงค์ สถาปนามหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรแ์ ละการเมอื ง โดยใช้พน้ื ท่ีบรเิ วณโรงทหารราบท่ี ๑๑ เป็นพนื้ ทจ่ี ดั สร้าง บรเิ วณรอบวดั บวรสถานสทุ ธาวาส ใชเ้ ปน็ ทตี่ งั้ ของโรงเรยี นนาฏดรุ ยิ างคศลิ ป์ (ปจั จบุ ัน คือ ทต่ี ้งั ของสถาบันบัณฑิตพฒั นศลิ ป)์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๔ มกี ารซอ่ มแซมปรบั ปรงุ อาคารกระทรวงยตุ ธิ รรม และใชเ้ ปน็ ทีว่ ่าการกระทรวงคมนาคม รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช  ใน พ.ศ. ๒๔๘๗ กระทรวงคมนาคมย้ายไปส�ำนักงานใหม่ที่อาคารถนนราชดำ� เนนิ นอก ดงั น้นั อาคาร ๓ หลงั ท่ีสร้างไว้แต่เดิมจงึ ว่างลง และใชเ้ ปน็ โรงเรยี นสวนกุหลาบไทย หอศิลป และ โรงเรียนศิลปศึกษา ภายหลัง เม่ืออาคารทั้งหมดทรุดโทรมลง จึงร้ือออกแล้วสร้าง 82  ความเปลี่ยนแปลงในพื้นท ่ีพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหนา้ ) พ.ศ. ๒๔๓๐ - ปจั จบุ ัน

เป็นอาคารโรงละครแห่งชาติ และมพี ิธเี ปดิ อยา่ งเปน็ ทางการโดยจอมพล หลวงพิบลู สงคราม (แปลก ขตี ตะสงั คะ) นายกรฐั มนตรี เม่อื พ.ศ. ๒๕๐๘ หลังจากน้ัน จึงมีการรื้อพระที่นั่งบวรปริวัติ พระที่นั่งเอกอลงกฎ ย้าย พระต�ำหนักแดงไปสร้างในท่ีใหม่ในต�ำแหน่งเช่นปัจจุบัน และใช้ท่ีต้ังเดิมของ พระตำ� หนกั แดงเปน็ สถานทจ่ี ดั สรา้ งอาคารประพาสพพิ ธิ ภณั ฑ์ ยา้ ยศาลาสำ� ราญมขุ มาตย์ จากพระราชวงั ดสุ ิตมาจัดสร้างในพระราชวังบวรสถานมงคล พ.ศ. ๒๕๐๖ เรมิ่ กอ่ สรา้ ง อาคารจัดแสดงดา้ นทศิ เหนอื คอื อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ และ อาคารจัดแสดงด้านทิศใต้ คือ อาคารมหาสรุ สงิ หนาท ในบรเิ วณ พระราชวังบวรสถานมงคล และ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชด�ำเนินทรงเปิดอาคาร ดังกลา่ วใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ปจั จบุ นั พน้ื ทพี่ ระราชวงั บวรสถานมงคล (วังหน้า) มกี าร ใช้พื้นที่เป็นส่วนราชการของ กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการกฤษฎกี า เปน็ ต้น อาคารประพาสพพิ ิธภณั ฑ์ อาคารมหาสรุ สงิ หนาท พระราชวังบวรสถานมงคล  83

การศกึ ษาทางโบราณคดี  บรเิ วณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ )* ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ กรมศลิ ปากรไดจ้ ดั ทำ� โครงการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) เพอ่ื เฉลมิ พระเกยี รตใิ นวาระอนั เปน็ มงคลยงิ่ ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวทรงเจรญิ พระชนมายุ ๘๔ พรรษา และสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ด้วยตระหนักถึงความ ส�ำคญั แหง่ พระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หน้า) ซึง่ ในอดีตเป็นพืน้ ทอี่ นั ประกอบดว้ ย พระราชมณเฑียร และพระทีน่ ง่ั ต่าง ๆ อันเปน็ ท่ปี ระกอบราชกจิ ของสมเดจ็ พระบวร ราชเจ้านับแต่สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ถึง ภาพสามมิติมุมสูงแสดงรอ่ งรอยสงิ่ กอ่ สรา้ งทพี่ บจากการขุดคน้ ทางโบราณคดีพืน้ ทด่ี ้านทศิ ใต้ พระท่ีนั่งอศิ ราวินจิ ฉัย * เมธนิ ี จิระวฒั นา นักโบราณคดีชำ� นาญการ กองโบราณคดี 84  การศึกษาทางโบราณคด ีบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หน้า)

พืน้ ที่ด้านทศิ ใตพ้ ระทน่ี งั่ อศิ ราวนิ จิ ฉยั ก่อนการขดุ คน้ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ซ่ึงทุกพระองค์ได้ทรงสนับสนุนความม่ันคงของชาติ และได้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแผ่นดินสืบมา ถึงปจั จุบัน ในการดำ� เนนิ งานของโครงการฯ มวี ตั ถปุ ระสงคด์ ำ� เนนิ การศกึ ษาและรวบรวม ข้อมูลเกีย่ วกบั พระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หน้า) อันประกอบด้วย การส�ำรวจและ รวบรวมเอกสารทเ่ี ก่ยี วข้องทัง้ เอกสารชน้ั ปฐมภูมิ เอกสารขั้นทตุ ิยภูมิ แผนท่ี แผนผัง ภาพถา่ ยในอดตี ฯลฯ การสำ� รวจดว้ ยเทคโนโลยีทางดา้ นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อาทิ ภาพสันนิษฐานตำ� แหน่งโบราณสถานตามขอ้ มลู สารสนเทศภมู ิศาสตร์ พระราชวงั บวรสถานมงคล  85

บรเิ วณทศิ ใตพ้ ระท่นี ั่งอศิ ราวินจิ ฉยั เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ แสดงทตี่ ง้ั ของชาลาพระที่นั่งอศิ ราวนิ ิจฉัยที่มหี ลังคา ขนาดเลก็ ๓ ชว่ ง และอาคารขนาดเล็ก หลังคาเป็นสถาปตั ยกรรมจนี ซง่ึ อาจหมายถึงหอพระทกี่ ล่าวถงึ ในตำ� นานวงั หน้า การสำ� รวจทางสารสนเทศภมู ศิ าสตร์เพือ่ ศึกษาการใชพ้ ้ืนที่ในอดีต (GIS) การสำ� รวจ โครงสรา้ งโบราณคดใี ตด้ นิ ดว้ ยเทคนคิ เรดารห์ ยง่ั ความลกึ (GPR) การถา่ ยภาพสามมติ ิ ร่องรอยของโบราณสถาน ฯลฯ โดยข้อมูลท่ีได้รับเหล่านี้ใช้เป็นข้อมูลเพื่อการ ประเมินศักยภาพพนื้ ทดี่ ำ� เนินการขุดคน้ ทางโบราณคดี ซงึ่ จากการด�ำเนนิ งานขุดค้น ทางโบราณคดีในพื้นที่พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พบว่า หลักฐานทาง โบราณคดีท่ีพบบางส่วนสอดคล้องกับข้อมูลในภาคเอกสาร และพบหลักฐานใหม่ ทปี่ รากฏกลา่ วถงึ ในเอกสารทางประวตั ศิ าสตร์ นบั เปน็ หลกั ฐานสำ� คญั ในการวเิ คราะห์ แปลความทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) อันเป็นการสนับสนุนการศึกษาทางวิชาการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ของไทย รวมทงั้ ยงั เปน็ ขอ้ มลู สำ� คญั เพอื่ ใชใ้ นการอนรุ กั ษโ์ บราณสถานในพนื้ ทพ่ี ระราชวงั บวรสถานมงคล (วังหน้า) การดำ� เนนิ งานขดุ คน้ ทางโบราณคดใี นบรเิ วณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) เรม่ิ ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๕๕ สบื เนอ่ื งจนถงึ ปจั จบุ นั แบง่ พนื้ ทกี่ ารดำ� เนนิ งานขดุ คน้ ดงั นี้ 86  การศกึ ษาทางโบราณคด ีบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

การดำ� เนนิ งานทางโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๕๕ ดำ� เนินการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณพ้ืนที่ทิศใต้ของพระท่ีนง่ั อิศราวินจิ ฉยั พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นการขุดค้นโดยมุ่งตรวจสอบพัฒนาการของ การใช้พ้ืนท่ีบริเวณพระราชมณเฑียรสมัยเมื่อแรกสร้าง ได้พบหลักฐานส�ำคัญ ได้แก่ แนวอาคารโบราณสถานกอ่ สรา้ งดว้ ยอฐิ สอปนู มกี ารแบง่ เปน็ หอ้ ง โดยกอ่ รางระบายนำ�้ อยู่ในแต่ละห้อง แนวอาคารโบราณสถานอิฐท่ีมีลักษณะเป็นอาคารโถงมีเสากลม เรียงเป็นระยะ แนวถนนอิฐ แนวอาคารสถาปัตยกรรมจีนซึ่งมีการตกแต่งด้วยสีฝุ่น สันนิษฐานว่า อาจเป็นหอพระท่ีกล่าวถึงในต�ำนานวังหน้า อันเป็นบทพระนิพนธ์ใน สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ รวมทงั้ พบทอ่ ประปาทำ� ดว้ ย เหล็กซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของระบบสาธารณูปโภคของพิพิธภัณฑสถานส�ำหรับพระนคร เมอื่ พ.ศ. ๒๔๗๐ บรเิ วณพนื้ ทข่ี ดุ คน้ ทีพ่ บทอ่ นำ้� โลหะ ซงึ่ ตรง กบั ต�ำแหนง่ ระบบสาธารณูปโภคในแผนผัง ของพพิ ธิ ภัณฑสถานส�ำหรับพระนคร เม่อื พ.ศ. ๒๔๗๐ แผนผังระบบสาธารณปู โภคของ พพิ ิธภณั ฑสถานส�ำหรับพระนคร เม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๐ พระราชวงั บวรสถานมงคล  87

ภาชนะดนิ เผาเนอื้ ดนิ ทรงหมอ้ ตาล จากเตาเผาพนื้ ถน่ิ ชน้ิ ส่วนจานพิมพ์ลาย ผลติ จากแหล่งเตาเผาในยโุ รป นอกจากน้ี ยังพบโบราณวัตถุประเภท ภาชนะดินเผา จากแหล่งเตาเผาของไทย เครื่องถ้วยจีนท่ีก�ำหนดอายุราว พทุ ธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ เครอ่ื งถว้ ยญป่ี นุ่ เครอื่ งถว้ ยยโุ รปประเภท พมิ พล์ าย (Transfer printing) เครอ่ื งประกอบสถาปตั ยกรรมประเภท กระเบอื้ งมงุ ดนิ เผา กระเบอ้ื งปรดุ นิ เผา กระเบอื้ งปรดุ นิ เผาเคลอื บ ชน้ิ สว่ นปา้ ยหนิ ออ่ น สลักอักษรภาษาไทย ชิ้นส่วนปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรมจีน เหรียญกษาปณ์ ท่ีผลติ ในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว - รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรจุภัณฑ์ท�ำด้วยแก้ว ขวดน้�ำหอมที่ผลิตจากฝร่ังเศส เครอ่ื งยทุ โธปกรณท์ างการทหาร เชน่ ลกู กระสนุ ปนื ใหญ่ ลกู กระสนุ ปนื พก กระตกิ นำ�้ แบบพกพา เกือกม้า ฯลฯ ช้นิ สว่ นฝาโถลายคราม ศิลปะจนี (ปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕) ชน้ิ สว่ นชามลายคราม ศลิ ปะจนี (ตน้ - กลาง พุทธศตวรรษท่ี ๒๕) ชน้ิ สว่ นจานเชิง ลายคราม ศลิ ปะจีน (ครงึ่ หลงั พทุ ธศตวรรษที่ ๒๕) ด้านในและด้านนอกของ ชน้ิ ส่วนจานลายคราม ผลิตจาก แหลง่ เตาเผาในญี่ปนุ่ 88  การศึกษาทางโบราณคด ีบรเิ วณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ )

กระเบอ้ื งเกลด็ เต่า กระเบอื้ งเชิงชายตกแตง่ หลงั คา ช้ินสว่ นกระเบอื้ งปรุ เคลือบสเี ขยี วมะกอก ชน้ิ ส่วนป้ายหนิ อ่อน สลกั ขอ้ ความ “..ลสมุทฯ” ซ่งึ มีแหลง่ ผลิตในจีน ชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ ชิ้นส่วนปูนปัน้ ตกแต่งอาคารรปู สงิ โต ชน้ิ สว่ นปนู ป้นั เขียนสฝี นุ่ ซ่ึงเป็นส่วนตกแต่ง อาคารสถาปตั ยกรรมจีน พระราชวงั บวรสถานมงคล  89

เหรียญกษาปณ์ เหรียญกษาปณ์ ผลติ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลิตในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เกือกม้าทำ� ด้วยเหลก็ กระติกน้�ำโลหะ กระสุนปนื ลกู ปนื ใหญ่ 90  การศกึ ษาทางโบราณคด ีบริเวณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หน้า)

พน้ื ที่ขดุ ค้นปีงบประมาณ ๒๕๕๖ สภาพของฐานอาคารโบราณสถานทีพ่ บจาก การขุดค้น การดำ� เนินงานทางโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๕๖ ด�ำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงราชรถ ต่อเนื่อง พระทนี่ ง่ั พทุ ไธสวรรยแ์ ละสนามหญา้ ดา้ นขา้ งพระทนี่ งั่ มงั คลาภเิ ษก เปน็ การขดุ คน้ โดย มุ่งตรวจสอบการใช้พื้นที่พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ในอดีตบริเวณสนาม ด้านหน้าโรงราชรถต่อเน่ืองพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซ่ึงบริเวณน้ีในต�ำนานวังหน้าและ แผนผงั พระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ ) ทค่ี ดั ลอกเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๑ ระบวุ า่ ใชเ้ ปน็ โรงทหารนบั แตร่ ชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปน่ิ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จนถงึ สมยั กรมพระราชวงั บวรวไิ ชยชาญ รวมทงั้ การตรวจสอบสว่ นฐานรากของพระทนี่ ง่ั มงั คลาภเิ ษกซง่ึ ตำ� นาน วงั หนา้ ระบวุ า่ เปน็ พระทน่ี งั่ ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหส้ รา้ งขน้ึ เพอื่ เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระปน่ิ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั คกู่ บั พระทนี่ งั่ เอกอลงกฎ โดยพระที่น่ังท้ังสองสร้างอยู่บริเวณมุมก�ำแพงด้านเหนือ และใต้ บริเวณหน้า พระราชวังบวรสถานมงคล  91

โครงสรา้ งเสาไม้ที่แทรกอยูใ่ นส่วนผนงั แผนผงั ต�ำแหน่งสันนษิ ฐานทางสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ พนื้ ทีข่ ุดคน้ โครงสร้างอฐิ ของโบราณสถาน กบั ต�ำแหน่งอาคารโรงทหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระปน่ิ เกล้าเจ้าอย่หู ัว แผนผังต�ำแหน่งสนั นิษฐานทางสารสนเทศภูมศิ าสตร์ อาคารโรงทหารและโรงสูบ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๑ ในรชั สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ ัว แผนผังต�ำแหน่งสันนษิ ฐานทางสารสนเทศ ภมู ศิ าสตร์ อาคารโรงทหารและสง่ิ กอ่ สร้าง ตอ่ เติม (โรงสบู ) เม่อื พ.ศ. ๒๔๓๙ ภายหลัง การยกเลกิ ต�ำแหน่งสมเดจ็ พระบวรราชเจ้า กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล (วังหน้า) 92  การศึกษาทางโบราณคด ีบรเิ วณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หนา้ )

๒ ๑ ๓๔ ๑)  ท่อประปาโลหะท่เี ป็นส่วนหนงึ่ ของระบบสาธารณูปโภคพพิ ธิ ภณั ฑสถานสำ� หรับพระนคร พ.ศ. ๒๔๗๐ ๒) ก้อนยางมะตอยคลกุ หนิ ซึ่งเป็นสว่ นของเสน้ ทางสำ� หรับน�ำราชรถประกอบพระราชพิธอี อกพระเมรุ ทท่ี อ้ งสนามหลวง ๓) สว่ นฐานอาคารคอนกรตี เสรมิ เหล็กทต่ี ั้งเปน็ ระยะ ตรงกบั ตำ� แหนง่ ท่ตี ัง้ ของสงั คตี ศาลา ซ่ึงปรากฏ ในเอกสารเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๐๕ ๔) แผนผงั แสดงท่ีตัง้ อาคารสังคีตศาลา ซ่ึงปรากฏในเอกสารของพิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร พ.ศ. ๒๕๐๕ พระท่ีน่ังอิศราวนิ ิจฉยั หรอื ทางทศิ ตะวนั ออกของพระที่น่งั พุทไธสวรรย์ โดยพระที่น่งั ทั้ง ๒ องค์ มีเกยส�ำหรบั ทรงพระราชยาน - การด�ำเนินงานทางโบราณคดีบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงราชรถต่อเนื่อง  พระทน่ี ั่งพุทไธสวรรย์ พบหลักฐานส�ำคัญทางโบราณคดี ได้แก่ แนวฐานรากโบราณสถานอาคาร โรงทหารสรา้ งด้วยอิฐสอปูนท่มี กี ารสรา้ งซอ้ นทับ และปรับเปล่ยี นรูปทรงในช่วงเวลา ต่าง ๆ นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมัยกรมพระราชวัง พระราชวงั บวรสถานมงคล  93

บวรวิไชยชาญ โครงสร้างบางส่วนของอาคารที่มีความหนาพบการฝังไม้ในแนวต้ัง และแนวนอนแทรกอยู่ในช้ันอิฐ แนวถนนก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยมีการก่อราง ระบายน�้ำขนานกับขอบถนน แนวถนนปูด้วยหิน ขนานกับแนวถนนอิฐซ่ึงอยู่ใน แนวตะวนั ออก - ตะวนั ตกขนานกบั ด้านข้างพระท่ีนัง่ พทุ ไธสวรรย์ ท้ังยังพบท่อประปาท�ำด้วยเหล็กซึ่งเป็นแนวต่อเนื่องกับระบบสาธารณูปโภค ของพิพิธภัณฑสถานส�ำหรับพระนคร เม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๐ เช่นท่ีพบจากการขุดค้น เม่ือ พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมทั้งพบสิ่งก่อสร้างเป็นส่วนฐานเสาอาคารสร้างด้วยคอนกรีต เสริมเหล็กเรยี งเปน็ ระยะ สอดคลอ้ งกับต�ำแหน่งของอาคารสังคตี ศาลา ทปี่ รากฏใน แผนทพ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๕ และยงั พบแนวเสาคอนกรตี ทรงหกเหลยี่ มตง้ั เปน็ ระยะเทา่ กนั สนั นษิ ฐานวา่ อาจเปน็ เสาโครงสรา้ งอาคารชว่ั คราว เพอ่ื การซอ่ มราชรถและเครอ่ื งประกอบในพระราชพธิ อี อกพระเมรสุ มเดจ็ พระนางเจา้ ร�ำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ (โดยเม่ือมีการขุดค้น ทางโบราณคดี ปงี บประมาณ ๒๕๕๗ - พ.ศ. ๒๕๕๘ ไดพ้ บแนวเสาดงั กลา่ ว และสว่ นคาน คอนกรตี เพม่ิ เตมิ เตม็ พน้ื ทส่ี นามดา้ นขา้ งพระทน่ี ง่ั พทุ ไธสวรรยส์ อดคลอ้ งกบั หลกั ฐาน ภาพถา่ ยอาคารซอ่ มโรงราชรถเพื่อการพระราชพิธีดังกลา่ ว) โบราณวตั ถทุ พ่ี บ ไดแ้ ก่ ช้นิ สว่ นพระพมิ พด์ ินเผา ชิ้นสว่ นภาชนะดินเผาทผ่ี ลติ จากแหล่งเตาของไทย ประเภทหม้อตาล นำ้� ตน้ ช้ินส่วนเครอ่ื งถว้ ยจนี อายุราวปลาย พุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๕ ช้นิ สว่ นเคร่อื งถว้ ยยุโรปทม่ี ีแหลง่ ผลติ ในองั กฤษ สว่ นประกอบทางสถาปตั ยกรรมประเภทกระเบอ้ื งเกลด็ เตา่ กระเบอื้ ง กาบกล้วย กระเบือ้ งดนิ ขอ กระเบ้อื งเชิงชาย กระเบื้องปรุ กระเบอ้ื งปูพน้ื ชิน้ ส่วน ปนู ป้นั ประดับสถาปัตยกรรมไทย และจีน ช้ินส่วนประติมากรรมบคุ คลทำ� ด้วยดินเผา บรรจุภัณฑ์ประเภทแก้ว ขวดน�้ำหอมที่มีแหล่งผลิตในฝร่ังเศส ขวดน้�ำด่ืมที่น�ำเข้า มาจากสิงคโปร์ เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจา้ อยหู่ วั (พ.ศ. ๒๔๑๑ - พ.ศ. ๒๔๕๓) รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (พ.ศ. ๒๔๖๘ - พ.ศ. ๒๔๗๘) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล พระอฏั ฐมรามาธิบดินทร (พ.ศ. ๒๔๗๘ - พ.ศ. ๒๔๘๙) ชิน้ ส่วนหนา้ กากเหลก็ หมวกเหล็ก เกอื กมา้ ปแ้ี ก้วและกระเบอ้ื งใช้ในการพนนั เป็นต้น 94  การศกึ ษาทางโบราณคด ีบริเวณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หน้า)

สว่ นคอของน�ำ้ ตน้ จากแหลง่ เตาเผาพ้นื ถนิ่ ช้ินส่วนภาชนะดินเผา เคลือบพมิ พ์ลายคราม ศลิ ปะจนี (คร่ึงแรก พุทธศตวรรษท่ี ๒๕) ดา้ นขา้ งและดา้ นบนของไหดนิ เผา จากแหล่งเตาเผาพื้นถ่ิน ชนิ้ สว่ นกานำ้� ชาดนิ เผาเคลอื บสเี ขียว ศลิ ปะจนี (คร่ึงหลงั พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๕) ช้นิ สว่ นภาชนะดินเผาเคลือบพมิ พล์ าย ผลิตจาก แหล่งเตาเผาในยุโรป พระราชวังบวรสถานมงคล  95

กระเบอื้ งเกลด็ เต่า กระเบื้องเชงิ ชายตกแตง่ ลายเทพนม ชน้ิ ส่วนกระเบอ้ื งปรุ กระเบอ้ื งปพู ้ืน ชิ้นส่วนปนู ปั้นประกอบสถาปตั ยกรรม เคลือบสีเขยี วมะกอก ตกแตง่ ลายปูนปั้นประจ�ำยามก้ามปู ชนิ้ ส่วนปนู ป้ันเขียนสีตกแต่งเป็นลายสญั ลักษณ์ ลายเสน้ สัญลักษณค์ ำ� ว่า ลก อนั เปน็ มงคลของจีน ค�ำอนั เปน็ มงคลของจีนว่า ลก หมายถงึ บุญบารมี ความเจริญกา้ วหนา้ ในงาน และการมีทายาททด่ี ีสืบสกลุ 96  การศึกษาทางโบราณคด ีบรเิ วณพระราชวังบวรสถานมงคล (วงั หนา้ )

ช้นิ สว่ นประตมิ ากรรมดนิ เผารูปบคุ คลในเคร่อื งแบบทหาร พระราชวงั บวรสถานมงคล  97

ขวดน�้ำดมื่ ท่ีมแี หล่งที่มาจากสงิ คโปร์ ขวดน้ำ� หอม Roger&Galette ชนิ้ ส่วนพระพิมพ์ดนิ เผา 98  การศกึ ษาทางโบราณคด ีบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

ช้นิ ส่วนระฆงั เหล็ก เกอื กมา้ ทำ� ด้วยเหลก็ ดา้ นบนและด้านขา้ งของหมวกเหลก็ ชนิ้ สว่ นหน้ากากเหลก็ ปด้ี นิ เผาเคลอื บพมิ พล์ าย เบี้ยดนิ เผา ปี้แก้ว สีนำ้� เงิน ท่ีเปน็ สว่ นของ พระราชวังบวรสถานมงคล  99 ภาชนะดินเผาท่ผี ลิตจากยุโรป

ลกั ษณะพ้นื ท่ขี ุดคน้ ดา้ นขา้ งพระที่น่ังมงั คลาภิเษก แนวฐานรากอาคารโบราณสถาน ซ่ึงบางส่วนมีการสรา้ ง คานคอนกรีตซอ้ นทับในสมยั หลัง - การดำ� เนนิ งานทส่ี นามหญา้ ด้านขา้ งพระที่นง่ั มงั คลาภิเษก พบหลักฐานส�ำคัญทางโบราณคดี ได้แก่ แนวฐานรากโบราณสถาน อิฐสอปูนซึ่งเป็นส่วนต่อเนื่องกับอาคารโรงทหารท่ีพบในบริเวณสนามหญ้า หน้าโรงราชรถ ต่อเนื่องพระท่ีน่ังพุทไธสวรรย์ ส่ิงก่อสร้างรูปโค้งกลมคล้าย สระน้�ำก่อด้วยอิฐสอปูน แนวถนนอิฐ รวมทั้งยังพบท่อประปาหล่อด้วยเหล็ก ซ่ึ ง ใ ช ้ เ ป ็ น ส า ธ า ร ณู ป โ ภ ค ข อ ง พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ส ถ า น แ ห ่ ง ช า ติ ส� ำ ห รั บ พ ร ะ น ค ร เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๐ และคานคอนกรีต ขนาดหนา ๒๐ เซนติเมตร ซึง่ เปน็ สงิ่ กอ่ สรา้ ง ในสมยั หลงั ท่ีไม่ทราบวัตถปุ ระสงค์การสรา้ งทแี่ น่ชัด โบราณวัตถุที่พบ ได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่ผลิตจากแหล่งเตาเผาใน ไทย ชิน้ สว่ นเคร่ืองถว้ ยจนี เคลอื บสีเขยี ว สีน้ำ� ตาล และชนิดเขยี นลายคราม อายรุ าว พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ - ๒๕ ช้ินส่วนเคร่อื งถว้ ยเคลอื บใส ประเภท Kokura ware ที่ผลติ จากโรงงานผลิตเคร่ืองกระเบ้ืองเคลือบในจังหวัดฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๐ เปน็ ตน้ มา ชนิ้ สว่ นเครอื่ งถว้ ยยโุ รปทม่ี แี หลง่ ผลติ ในองั กฤษ สว่ นประกอบ 100  การศึกษาทางโบราณคด ีบรเิ วณพระราชวงั บวรสถานมงคล (วงั หน้า)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook