Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2-1_7

2-1_7

Published by yaowalak336, 2021-08-22 18:29:12

Description: 2-1_7

Search

Read the Text Version

44 ใบความรู้ที่ 6 สมรรถนะการบูรณาการและตคี วามส่ิงที่อ่านได้ (Integrate and Interpret) สมรรถนะการบูรณาการและตีความ (Integrate and interpret)คืออะไร 1. ความสามารถเข้าใจกว้างๆ โดยระบใุ จความสาคัญของเร่ืองหรือแนวคิดหลัก และจุดม่งุ หมายท่ัวไป ดว้ ย การพิจารณาความสัมพนั ธ์โดยรวมของถ้อยความ 2. ความสามารถตีความ แปลความด้วยการพจิ ารณาความสมั พันธร์ ะหว่างข้อความในเรื่อง 3. ความสามารถในการเชอื่ มโยงส่วนต่างๆของถ้อยความหลากหลายทีเ่ กีย่ วข้องหรือสมั พันธ์กับส่งิ ตา่ งๆ ตาม สภาพความเปน็ จรงิ ในชวี ิตหรือในโลกท่เี ป็นอยเู่ พ่ือให้เกดิ ความเข้าใจถ้อยความท่ีอ่าน ผู้อ่านต้องมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง ผู้อา่ นต้องมคี วามรู้พืน้ ฐานดังตอ่ ไปน้ี 1. รจู้ ักเจตนาของการสอ่ื สาร ไดแ้ ก่ การแจง้ ใหท้ ราบ การถามให้ตอบ และการบอกใหท้ า 2. รจู้ กั ความสัมพันธข์ องประโยค หรือทเ่ี รยี กว่า สมั พนั ธสาร ได้แก่ 2.1 ลักษณะความสัมพันธ์ เช่น การคล้อยตาม การต่อเน่ือง การขัดแย้ง การให้เลือก การใช้เหตุผล และการแสดงเง่อื นไข 2.2 คาท่ีแสดงความสัมพันธ์ หรือคาเชื่อมเช่นคาสันธาน (แต่ เพราะ และ...)คาเชื่อมอนุประโยคหรือ คาเชอื่ มสัมพนั ธสาร (ที่ ซงึ่ อัน) 3. รู้จกั การเชื่อมโยง เชน่ 3.1 เชอ่ื มโยงสาระจากจุดหนงึ่ เขา้ กับอีกจุดหนึ่งทีอ่ ยูต่ ดิ กันในเรอ่ื ง 3.2 เช่อื มโยงสาระในเร่ืองเขา้ กบั ความรู้ท่วั ไปในชีวติ จรงิ ทั้งสาระท่ีเด่นชดั และไมเ่ ด่นชัด 3.3 เช่ือมโยงสาระเพือ่ เปรียบเทียบความเหมือน ความคล้ายคลงึ หรือความแตกต่าง 3.4 เชื่อมโยงสาระเพอ่ื จัดกลุ่มตามเกณฑต์ ่างๆ หรอื จดั กลุ่มเปน็ องคป์ ระกอบ 4. รูจ้ กั แนวคิดหลัก เช่น 4.1 แนวของเรื่องท่ผี ้เู ขยี นได้แสดงไว้ในเรอื่ งท่ีคนุ้ เคย 4.2 แนวของเรื่องทไ่ี มต่ รงหรอื ไมใ่ กลเ้ คยี งกบั สง่ิ ที่คาดหวัง ผู้อา่ นจะผ่านเกณฑ์สมรรถนะการบรู ณาการและตคี วามหรอื ไม่ ผอู้ ่านตอ้ งสามารถอ่านตีความ วิเคราะห์ ขอ้ ความทเ่ี กี่ยวข้องกับสภาพการณ์ในชวี ติ หรอื ในความเป็นจริงได้ ผู้อา่ นจะมีความรูแ้ ละทักษะการบรู ณาการและตีความระดับใด ผู้อ่านต้องเข้าใจถ้อยความหลายถ้อยความท่ีดึงเอาสาระมาบูรณาการ หรืออ้างอิงภารกิจท่ีให้อ่านอาจ ต้องการใหอ้ ่านส่งิ ท่ีไม่คุ้นเคยและมีสาระเด่นหลายอย่างทต่ี ้องเลือกมาสรปุ หรือตีความ

45 ขน้ั ตอนการบูรณาการและตคี วาม ขน้ั ตอนการบรู ณาการและตีความ 3 ขัน้ ตอน ดังต่อไปนี้ 1. ขนั้ ตอนก่อนอา่ น 1.1 อ่านสารวจสิ่งทอ่ี า่ น เพอื่ จะไดท้ ราบรปู แบบส่ิงทอี่ ่าน และจะได้เลอื กใชว้ ธิ อี า่ นทเ่ี หมาะสม 1.1.1 ชอื่ เรื่อง 1.1.2 ถอ้ ยความ 1) ถ้อยความที่นามาใช้ทั้งหมด หรอื ตดั มาบางสว่ น 2) จานวนหัวข้อ จานวนหน้า จานวนย่อหน้า จานวนคอลัมน์ 1.1.3 ลกั ษณะถ้อยความ และประเภทถอ้ ยความ เชน่ 1) ลักษณะเปน็ ขอ้ ความประเภทรายงาน บทละคร ประกาศ ฯลฯ 2) ลักษณะไมเ่ ปน็ ขอ้ ความ ประเภท แผนผัง แผนภมู ิ ตาราง กราฟ ฯลฯ 3) ลกั ษณะผสมทม่ี ีทงั้ เป็นขอ้ ความ และไมเ่ ปน็ ขอ้ ความมาประกอบกัน 1.1.4 แหลง่ ท่ีมา เช่น จากหนังสอื จากนิตยสาร จากเว็บไซต์ ฯลฯ 1.2 อา่ นสารวจคาถาม ให้ทราบจานวนข้อคาถาม และรปู แบบคาถาม เช่น แบบเลอื กตอบตวั เลือก แบบเขยี นขอ้ ความ แบบลากเส้น หรอื ทาเครื่องหมายฯลฯ 2. ขนั้ ตอนระหวา่ งอ่าน 2.1 อ่านโจทย์อย่างละเอียดมองหาคาถามอยู่ส่วนใด เช่นต้องการส่งข่าวสารใด และ ต้องการเขียน มาเพอ่ื อะไร 2.2 เลือกหวั ข้อท่ีเหมาะกบั เนอ้ื เรอ่ื งท่ปี รากฏในสิ่งที่อ่าน พิจารณาว่า คาถามต้องการให้ ทาอะไร ได้แก่ 2.2.1 ใหอ้ ธิบายเช่น อธิบายวธิ ีทาใหเ้ ป็นขั้นตอน อธบิ ายฉาก อธบิ ายลกั ษณะของตัวละคร อธบิ ายสภาพแวดลอ้ มในเรื่อง ฯลฯ 2.2.2 ให้บอกจดุ ประสงค์ บอกประโยชน์ของแผนท่ี หรอื รูปหนง่ึ ๆ 2.2.3 ให้ระบุใจความสาคัญของเรื่องทป่ี รากฏชัดเจนในถอ้ ยความ 2.2.4 ให้มองหาถอ้ ยความที่มีสาระเดียวกนั ปรากฏมากกวา่ หนึ่งจุด 2.2.5 ให้เลือกแนวคิดหลัก หรือแนวคิดสาคัญของเร่ือง ซึ่งผู้อ่านต้องสามารถเรียงลาดับ ความคิดสาคญั ไวเ้ ป็นอันดบั แรก สว่ นแนวคดิ รองใหเ้ รยี งลาดับถดั ไป แล้วเลือกแนวคดิ ที่ครอบคลมุ ได้มากทสี่ ุด 2.3 จัดระเบยี บสาระเน้ือหาในถอ้ ยความ โดยหาคาแสดงความเชอื่ มโยงของเน้ือหา 2.3.1 คาเชือ่ มโยงเหตุการณท์ ่ีเหมือนกัน เกดิ ขึน้ ในเวลาเดยี วกนั เช่น “และ”“ตลอดจน” “นอกจากน”้ี “รวมท้ัง” ฯลฯ 2.3.2 คาเช่ือมโยงเหตุการณ์ที่ตา่ งกนั เกิดข้ึนในเวลาเดียวกันเชน่ “แต”่ “สว่ น”“ขณะท่ี” “ในขณะเดียวกนั ” ฯลฯ 2.3.3 คาเชอ่ื มโยงเหตุการณ์ที่เกิดขนึ้ กอ่ น แลว้ จึงเกิดอีกเหตกุ ารณ์หนงึ่ ตามมา เช่น “เพราะ...จงึ ....”“....เกดิ มาจาก....” ฯลฯ

46 2.4 การอา่ นบรู ณาการ (Integrate) ดงั ต่อไปน้ี 2.4.1 มองความสัมพันธ์ของถ้อยความในภาพรวม โดยแยกใจความหลักกับใจความขยาย แล้วพิจารณาใจความหลัก โดยระบุหัวใจสาคัญของเร่ืองว่า ต้องการส่งข่าวสารใด เช่น ใจความสาคัญ และ แนวคดิ หลกั 2.4.2 มองความสัมพันธ์ของถ้อยความในภาพรวม แล้วพิจารณาเจตนาของผู้แต่ง เช่น แจง้ ให้ทราบ ถามให้ตอบ และบอกใหท้ า ทง้ั เจตนาตรงทป่ี รากฏชดั แจ้ง ในถอ้ ยความ และเจตนาแฝง 2.5 การอ่านตคี วาม (Interpret) ดังต่อไปน้ี 2.5.1) มองความสัมพนั ธ์ในถ้อยความโดยเชอื่ มโยงสาระจากจุดหนึ่งไปยังอีกจดุ หน่งึ แล้วตคี วาม แปลความหมายความหมายใกลเ้ คยี ง ซง่ึ ตอ้ งอาศัยความหมายรวมทง้ั หมดเป็นหลัก 2.5.2) มองความสัมพันธ์ในถ้อยความจากจุดหน่ึงไปยังอีกจุดหนึ่งแล้วพิจารณา การเรียงลาดบั ความสมั พันธ์ 1) เรียงลาดับความสัมพันธ์ก่อนหลังโดยพิจารณาคาบอกลาดับเช่น ประการแรก ประการตอ่ มา อีกประการหนึ่ง ประการหลังหรอื ประการสดุ ทา้ ย เปน็ ตน้ 2) เรียงลาดับความสัมพันธ์โดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผล เช่น อะไรเป็นเหตุของอะไร หรือเป็นผลมาจากอะไร 3) เรยี งลาดบั ความสมั พันธเ์ ชิงปริมาณหนกั เบา และจานวนมากนอ้ ย 3. ขั้นตอนหลังอา่ น 3.1 นาคาตอบที่ได้ มาตอบตรงตามรปู แบบของขอ้ สอบ 3.1.1 แบบเลอื กตอบ 1 ตวั เลอื ก จากตัวเลอื ก 4 ตัวเลือกหรอื มากกวา่ 3.1.2 เขยี นคาตอบแบบปิด โดยคดั ลอกคาเดียวกนั จากถอ้ ยความ 3.1.3 เขียนคาตอบแบบเปิด อาจคดั ลอก หรือถอดความจากถอ้ ยความในเร่อื ง 3.2 อ่านสารวจคาตอบเพ่ือทบทวนความถูกต้อง ต้องตรวจสอบคาตอบท่ีเลือกหรือที่คัดลอกว่า ถูกตอ้ งตรงกับข้อความในเรื่องอย่างสมบรู ณ์

47 ตัวอยา่ งสถานการณ์สมรรถนะการบูรณาการและตีความ สถานการณท์ ี่ 1 : เรื่องไข่ไข่ กนิ อย่างไรใหไ้ ด้ประโยชน์ คอเลสเตอรอลท่ีมีในไข่จะอยู่เฉพาะในไข่แดงไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ในไข่แดงยังมีเลซิธิน (Lecithin) ท่ีเป็นสารที่ช่วยบารุงประสาทและสมองด้วยแต่ถึงจะดีอย่างไรก็ตามถ้าเป็นคนท่ีอยู่กลุ่มเส่ียง เช่น คนที่เป็นโรคอ้วนหรือคนท่ีเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงก็จะแนะนาว่าต้องระวังในเร่ืองของการบริโภคไข่ ด้วย โดยเฉพาะในไขแ่ ดงการไดร้ บั คอเลสเตอรอลในรา่ งกายไมค่ วรเกนิ 300 มลิ ลกิ รมั ตอ่ วัน โดยในไข่ 1 ฟองไข่ ไก่มีคอเลสเตอรอลประมาณ 200 มิลลิกรัม ไข่เป็ด 250 มิลลิกรัม ไข่นกกระทาประมาณ 50 มิลลิกรัม เพราะฉะนัน้ ถา้ กินไข่ 1 ฟอง กจ็ ะไดค้ อเลสเตอรอลไปแลว้ 200 มลิ ลกิ รมั ควรบริโภคไข่สุกเพราะไข่ไม่สุกเส่ียงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ท่ีก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และไข่ขาวที่ไม่สุกจะขัดขวางการดูดซึมไบโอติน นอกจากน้ี ไข่ไม่สุกจะย่อยยากทาให้ได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ และท่ีสาคัญผู้บริโภคควรบริโภคอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละม้ือ รับประทานผักและผลไม้สด ควบคไู่ ปกับการออกกาลังกายให้สมวัยและอย่างสม่าเสมอจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันส่วนเกินให้ เป็นปกติความเข้าใจผิดในการบริโภคไข่คือในไข่มีคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่สูงซ่ึงจริงๆ แล้ว ไข่จะมี ปรมิ าณ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดีต่อสุขภาพ)อยูส่ ูงซึง่ จะช่วยลดระดับ LDL (คอเลสเตอรอลทไี่ ม่ดีตอ่ สุขภาพ) ในเลอื ดอีกดว้ ย

48 สมรรถนะ บรู ณาการ/ตคี วาม ตัวอย่างคาถาม : ส่วนของถ้อยความ “ควรกนิ ไขว่ ันละก่ฟี อง?” มีสาระสาคัญอย่างไร 1. เด็กอายุน้อยก็ต้องกนิ ไขน่ ้อย 2. ผู้ใหญ่กับเดก็ สามารถกินไขไ่ ด้ในปรมิ าณเทา่ กัน 3. คนแต่ละคนสามรถกินไขไ่ ด้ แตป่ ริมาณไมเ่ ท่ากัน 4. ผู้ปว่ ยโรคเบาหวานสามารถรบั ประทานไข่ได้เทา่ กบั เดก็ จงปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่อไปน้ี ตอนท่ี 1 ให้ทา่ นเขยี นวิธกี ารหาคาตอบและคาตอบทถี่ ูกตอ้ งลงในชอ่ งว่าง คาถาม วิธีการหาคาตอบ คาตอบ ส่วนของถ้อยความ .............................................................. .......................................................... “ควรกนิ ไขว่ ันละก่ีฟอง?” .............................................................. .......................................................... มีสาระสาคญั อยา่ งไร .............................................................. .......................................................... .............................................................. .......................................................... ตอนที่ 2 ให้ทา่ นทาเคร่ืองหมาย x ให้ตรงกบั การปฏิบตั ิในการหาคาตอบ เขยี นเครอื่ งหมาย x ในช่อง ใช่ เขียนเคร่อื งหมาย x ในชอ่ ง ไม่ใช่ ท่ี ข้อความ ใช่ ไม่ใช่ 1 ทา่ นพิจารณาหาคาตอบจากขอ้ มลู ทม่ี อี ยู่ในถอ้ ยความ 2 ทา่ นสามารถดงึ สาระท่ีปรากฏอยใู่ นถ้อยความมาเป็นคาตอบไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ 3 ทา่ นตอบคาถามหลงั จากทีไ่ ดต้ คี วาม หรอื แปลความขอ้ มลู ในถ้อยความ 4 ท่านพิจารณาความสมั พันธร์ ะหว่างขอ้ ความในถ้อยความจนได้คาตอบทถ่ี กู ตอ้ ง 5 ทา่ นตอบคาถามโดยการแสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรเู้ ดิมมาสร้างสมมตุ ิฐาน ตั้งหลกั เกณฑ์ แล้วแสดงความคดิ คล้อยตาม โตแ้ ยง้ จากมุมมองของตน 6 ทา่ นใช้ความรู้/ ประสบการณเ์ ดิมประเมินขอ้ มลู ถอ้ ยความอย่างมวี ิจารณญาณก่อนทีจ่ ะ สรุปเปน็ คาตอบ ตอนท่ี 3 ให้ท่านนาข้อความทท่ี ่านตอบว่า ใช่ มาเรียบเรียงให้เป็นข้อความเดยี วกนั เพื่อสรุปเปน็ แนวปฏิบตั ิ “การอ่านโดยใช้สมรรถนะบูรณาการและตคี วาม” ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ตอนที่ 4 ให้ท่านตงั้ คาถามจากถอ้ ยความที่อา่ นเร่ือง เร่ืองไขไ่ ข่ กนิ อยา่ งไร ให้ได้ประโยชน์ โดยใชส้ มรรถนะ บูรณาการและตคี วามจานวน1คาถามในลักษณะเลอื กตอบ4ตวั เลอื ก ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

49 สถานการณ์ที่ 2 : คนข้เี หนียวกับทองคา คนข้เี หนยี วกบั ทองคา นทิ านโดยอีสป คนขี้เหนียวคนหน่ึงได้ขายทุกสิ่งที่เขามีและซ้ือทองคามาก้อนหน่ึงเขานามันไปฝังลงในหลุมที่อยู่ ข้างกาแพงเก่าแลว้ เดนิ ไปดูทุกวนั คนงานของเขาคนหน่ึงสังเกตเห็นว่าคนขี้เหนียวไปที่จุดนั้ นอยู่เสมอจึงตัดสินใจจับตาดูความ เคลื่อนไหวของเขาไม่นานคนงานก็พบความลับเร่ืองสมบัติที่ซ่อนไว้และเมื่อขุดลงไปก็พบก้อนทองคาและ ขโมยมันไป เม่ือคนขี้เหนียวมาดูอีกครั้งก็พบแต่หลุมว่างเปล่าเขาจึงเริ่มดึงผมของตัวเองและคร่าครวญเสียง ดังด้วยความเศร้าโศกเสียใจเพ่ือนบ้านเห็นเขาจมอยู่กับความเศร้าโศกและได้รับรู้ถึงสาเหตุ จึงกล่าวว่า “สวดมนต์เถิดอย่าเสียใจไปเลยท่านก็เอาก้อนหินใส่ไว้ในหลุมสิแล้ วคิดว่าทองคายังวางอยู่ตรงนั้นมันก็ ให้ผลเหมือนกับตอนท่ียังมีทองคาอยู่อย่างไรเสียท่านก็เหมือนกับไมม่ ีมันอยู่แล้วเพราะท่านไม่ได้นามันมา ใช้เลยสักนดิ ” จงปฏบิ ตั กิ ิจกรรมต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ปฏบิ ตั ติ ามวธิ กี ารหาคาตอบในตาราง และเขียนคาตอบท่ีไดล้ งในช่องว่าง คาถาม วิธกี ารหาคาตอบ คาตอบท่ไี ด้ ใจความสาคัญของเรอื่ งน้ีคอื อะไร ............................................... ............................................... 1. อยา่ เก็บสะสมของมีคา่ ที่สามารถถูก ............................................... ............................................... ขโมยได้ ............................................... ............................................... 2. การไวใ้ จคนอื่นถือเป็นข้อผิดพลาด ............................................... ............................................... 3. การไม่ไดใ้ ช้ของท่ีมกี ็เหมือนกบั วา่ ไม่มี ............................................... ............................................... ของสง่ิ นั้น ............................................... ............................................... 4. อยา่ เสยี ใจกับสิ่งทเี่ ปลีย่ นแปลงไม่ได้ ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ...............................................

50 ตอนท่ี 2 โปรดทาเครื่องหมาย x ใหต้ รงกบั การปฏิบตั ใิ นการหาคาตอบของท่าน ใช่ ไมใ่ ช่ เขียนเครือ่ งหมาย x ในชอ่ ง ใช่ เขียนเครอื่ งหมาย x ในช่อง ไมใ่ ช่ ท่ี ข้อความ 1 ทา่ นพจิ ารณาหาคาตอบจากข้อมลู ท่มี ีอย่ใู นถอ้ ยความ 2 ทา่ นสามารถดึงสาระท่ปี รากฏอยูใ่ นถ้อยความมาเป็นคาตอบได้อย่างสมบูรณ์ 3 ทา่ นตอบคาถามหลงั จากที่ได้ตีความ หรือ แปลความข้อมลู ในถอ้ ยความ 4 ท่านพจิ ารณาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ ความในถ้อยความจนได้คาตอบที่ถูกต้อง 5 ทา่ นตอบคาถามโดยการแสดงความคดิ เหน็ โดยใชค้ วามรเู้ ดิมมาสรา้ งสมมตุ ิฐาน ต้ังหลักเกณฑ์ แลว้ แสดงความคดิ คลอ้ ยตาม โตแ้ ยง้ จากมุมมองของตน 6 ท่านใช้ความรู/้ ประสบการณ์เดิมประเมนิ ข้อมูลถ้อยความอยา่ งมวี ิจารณญาณ ก่อนทีจ่ ะสรปุ เปน็ คาตอบ ตอนที่ 3 นาข้อความท่ีท่านตอบว่า ใช่ มาเรียบเรียงให้เป็นข้อความเดียวกัน เพ่ือสรุปเป็นแนวปฏิบัติ “การอา่ นโดยใช้สมรรถนะบรู ณาการและตีความ” ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ....................................................................................................... ....................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ตอนที่ 4 ให้ต้ังคาถามจากถอ้ ยความทอ่ี า่ น เรอ่ื งคนขี้เหนียวกับทองคา โดยใชส้ มรรถนะบรู ณาการและตีความ จานวน 1 คาถาม ในลกั ษณะเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ................................................................................................ .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................ ..................................

51 สถานการณท์ ่ี 3 : บอลลนู สมรรถนะ บูรณาการ/ตคี วาม ตัวอย่างคาถาม : ใจความสาคัญของเรอ่ื งนค้ี ืออะไร 1. สิงหาเนยี ตกอยูใ่ นอันตรายระหวา่ งเดินทางโดยบอลลนู 2. สงิ หาเนียสร้างสถติ โิ ลกขึ้นใหม่ 3. สงิ หาเนียเดนิ ทางเหนอื ทะเลและพนื้ ดิน 4. บอลลูนของสงิ หาเนียใหญ่โตมโหฬาร

52 จงปฏบิ ัติกจิ กรรมต่อไปน้ี คาตอบท่ไี ด้ ตอนท่ี 1 ปฏบิ ตั ติ ามวธิ กี ารหาคาตอบในตาราง และเขียนคาตอบที่ไดล้ งในช่องวา่ ง คาถาม วธิ ีการหาคาตอบ ใจความสาคญั ของเรอ่ื งนี้คอื อะไร ............................................... ............................................... 1. สิงหาเนียตกอยู่ในอนั ตรายระหว่าง ............................................... ............................................... เดินทางโดยบอลลูน ............................................... ............................................... 2. สงิ หาเนยี สรา้ งสถติ โิ ลกขน้ึ ใหม่ ............................................... ............................................... 3. สิงหาเนียเดนิ ทางเหนือทะเลและพนื้ ดิน ............................................... ............................................... 4. บอลลนู ของสิงหาเนยี ใหญโ่ ตมโหฬาร ............................................... ............................................... ตอนท่ี 2 ใหท้ า่ นทาเครื่องหมาย  ใหต้ รงกับการปฏบิ ตั ิในการหาคาตอบของทา่ น เขยี นเครอื่ งหมาย  ในชอ่ ง ใช่ เขียนเครื่องหมาย  ในชอ่ ง ไมใ่ ช่ ที่ ข้อความ ใช่ ไม่ใช่ 1 ท่านพิจารณาหาคาตอบจากข้อมลู ท่มี ีอยู่ในถ้อยความ 2 ท่านสามารถดึงสาระทปี่ รากฏอยู่ในถ้อยความมาเปน็ คาตอบไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ 3 ทา่ นตอบคาถามหลังจากท่ไี ด้ตีความ หรือ แปลความขอ้ มลู ในถอ้ ยความ 4 ทา่ นพจิ ารณาความสัมพันธร์ ะหว่างขอ้ ความในถ้อยความจนได้คาตอบท่ีถกู ต้อง 5 ทา่ นตอบคาถามโดยการแสดงความคิดเห็นโดยใชค้ วามรเู้ ดิมมาสรา้ งสมมุตฐิ าน ต้ังหลกั เกณฑ์ แล้วแสดงความคิดคล้อยตาม โตแ้ ย้ง จากมมุ มองของตน 6 ทา่ นใชค้ วามร้/ู ประสบการณ์เดมิ ประเมินข้อมลู ถ้อยความอยา่ งมวี จิ ารณญาณ กอ่ นท่จี ะสรุปเปน็ คาตอบ ตอนท่ี 3 ใหท้ ่านนาข้อความที่ทา่ นตอบว่า ใช่ มาเรียบเรียงใหเ้ ปน็ ข้อความเดียวกนั เพ่ือสรปุ เปน็ แนวปฏบิ ัติ “การอ่านโดยใช้สมรรถนะบูรณาการและตีความ” ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ตอนที่ 4 ให้ทา่ นต้ังคาถามจากถอ้ ยความที่อ่าน เรื่องบอลลูน โดยใช้สมรรถนะบูรณาการและตีความ ในลักษณะเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 1 ขอ้ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

53 สถานการณ์ที่ 4 : รอยตะปูทีร่ วั้ หลังบา้ น เรือ่ งมีอยู่ว่า ..... มีเดก็ นอ้ ยคนหนงึ่ ท่สี หี นา้ แสดง อารมณ์ไม่คอ่ ยจะดนี กั พอ่ ของเขาจึงใหต้ ะปูกบั เขาถงุ หนึง่ และบอกกับเขาวา่ ทกุ คร้ังท่ีเขาร้สู กึ โมโห หรือโกรธใครสักคนใหต้ อกตะปู 1ตัวเข้าไป กบั รว้ั ทีห่ ลังบ้าน วันแรกผา่ นไป เด็กน้อยคนนน้ั ตอกตะปเู ข้าไปที่รวั้ หลงั บา้ นถึง 37 ตัว และก็คอ่ ยๆ ลดจานวนลงเรอ่ื ย ๆในแต่ ละวันท่ีผ่านไป ...อย่างน้อยที่สุดก็คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบซ่ึงง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะและแล้ว หลังจากที่สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่าเขา สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆครั้งที่เจ้าสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเอง ได้ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว” วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1เป็น 2... จาก 2เป็น 3จนในท่ีสุดตะปู ทัง้ หมดก็ถูกถอนออกมา ... เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า“ฉันทาได้ ในที่สุดฉนั ก็ทาจนสาเรจ็ !!” พ่อไม่ได้ พูดอะไรแต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่ร้ัวหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า“ทาได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้ว เหลา่ นนั้ สิเห็นไหมว่ามันไม่เหมอื นเดิม ไมเ่ หมอื นกับท่มี นั เคยเปน็ .. จาไว้นะลกู เมื่อใดกต็ ามทเี่ จ้าทาอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ ส่งิ นัน้ มนั จะเกดิ เป็นรอยแผล เหมือนกบั การเอามีดท่ี แหลมคมไปแทงใครสักคน ตอ่ ให้พดู คาขอโทษสักก่ีหน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคน นน้ั ได้ ฉนั ใดกฉ็ ันน้ัน กับคนทีเ่ รารัก ..คนท่เี รารักและทีร่ กั เรานนั้ เปรยี บเสมอื นอญั มณีอันมีคา่ ที่หายาก เปน็ คนที่ทาให้เรา ยม้ิ เป็นคนท่ีคอยให้กาลังใจและยินดีเม่ือเราพบกับความสาเรจ็ คอยเป็นคนท่ีปลอบใจเรา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และ จรงิ ใจกับเราเสมอ ...แสดงให้เขาเห็นว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวงั สง่ิ ที่เราทาไปไม่ว่าจะเปน็ คาพูดหรือการ กระทาและจงจาไว้เสมอว่า คาขอ โทษไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตามแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วคือ รอยร้าวท่ี เขาคงมันไมอ่ าจลืมได้........ตลอดไป” ท่มี า : http://www.soccersuck.com/boards/topic/928662 สมรรถนะ บูรณาการ/ตคี วาม ตวั อย่างคาถาม : สาระสาคัญของถอ้ ยความนม้ี วี ่าอย่างไร 1. การขอโทษไมช่ ่วยทาให้อะไรดีขึ้น 2. การทาสงิ่ ใดใชแ้ ต่อารมณ์จะทาใหเ้ กดิ รอยแผล 3. การควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สาเร็จคือชยั ชนะ 4. การควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้เกิดความขดั แยง้ เป็นส่งิ ที่พึงกระทาและชว่ ยให้ สงั คมเกดิ สนั ตสิ ุข

54 จงปฏบิ ัตกิ ิจกรรมต่อไปน้ี ตอนท่ี 1 ปฏบิ ตั ติ ามวธิ ีการหาคาตอบในตาราง และเขียนคาตอบที่ไดล้ งในช่องวา่ ง คาถาม วธิ กี ารหาคาตอบ คาตอบท่ไี ด้ สาระสาคญั ของถ้อย .............................................................. .......................................................... ความนีม้ ีว่าอย่างไร .............................................................. .......................................................... .............................................................. .......................................................... .............................................................. .......................................................... .............................................................. .......................................................... ตอนท่ี 2 โปรดทาเคร่ืองหมาย  ให้ตรงกบั การปฏิบตั ิในการหาคาตอบของท่าน เขียนเครือ่ งหมาย  ในช่อง ใช่ เขียนเครอ่ื งหมาย  ในช่อง ไมใ่ ช่ ที่ ขอ้ ความ ใช่ ไมใ่ ช่ 1 ทา่ นพิจารณาหาคาตอบจากข้อมูลที่มีอย่ใู นถอ้ ยความ 2 ทา่ นสามารถดึงสาระท่ปี รากฏอยู่ในถ้อยความมาเปน็ คาตอบไดอ้ ย่างสมบูรณ์ 3 ท่านตอบคาถามหลงั จากทไ่ี ด้ตีความ หรอื แปลความข้อมูลในถ้อยความ 4 ทา่ นพิจารณาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ ความในถ้อยความจนไดค้ าตอบท่ีถูกต้อง 5 ท่านตอบคาถามโดยการแสดงความคดิ เห็นโดยใช้ความร้เู ดิมมาสร้างสมมตุ ฐิ าน ตงั้ หลักเกณฑ์ แล้วแสดงความคดิ คลอ้ ยตาม โตแ้ ย้ง จากมมุ มองของตน 6 ท่านใชค้ วามร้/ู ประสบการณ์เดมิ ประเมินข้อมูลถ้อยความอยา่ งมวี จิ ารณญาณ กอ่ นที่จะสรปุ เปน็ คาตอบ ตอนที่ 3 นาข้อความที่ทา่ นตอบวา่ ใช่ มาเรยี บเรยี งให้เปน็ ข้อความเดยี วกัน เพื่อสรุปเป็นแนวปฏิบตั ิ “การอ่านโดยใชส้ มรรถนะบูรณาการและตีความ” ............................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................ .............................. ................................................................................................... ........................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ตอนที่ 4 ใหต้ ้ังคาถามจากถ้อยความท่ีอ่าน เร่อื งรอยตะปทู ่ีรว้ั หลังบ้าน โดยใชส้ มรรถนะบรู ณาการและตีความ ในลกั ษณะเลอื กตอบ4ตัวเลอื ก จานวน1คาถาม ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..............................................................................................................................................................................

55 ใบกจิ กรรมท่ี 5 อา่ นอยา่ งไรใหส้ ะท้อนและประเมินส่งิ ทอี่ ่านได้ (Reflection and Evaluation) สาระสาคญั สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน เป็นการอ่านเน้นการนาความรู้ความคิด และความเข้าใจเดิมมา ตีความแปลความแล้วแสดงความคิดเห็นได้จากมุมมองของตนด้วยการเชื่อมโยงสาระความรู้จากภายนอกสิ่งที่ อ่านหรือความรู้ในโลกของความเป็นจริงที่ตนเองดารงชีวิต โดยไม่ยึดติดกับสาระท่ีอ่าน หรือไม่เอาความคิด และเจตคติของตนมาเก่ียวข้อง แล้วจึงจะพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาถึงคุณภาพและความเหมาะสมของการ เขยี น วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่อื พฒั นาความรู้ ทกั ษะ และสมรรถนะการสะทอ้ นและประเมนิ ให้กบั ผู้รบั การอบรม 2. เพ่อื ฝกึ ปฏิบตั กิ ารสรา้ งแบบฝกึ สมรรถนะการสะทอ้ นและประเมิน เนื้อหา สมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ สิ่งที่อ่าน กจิ กรรมการอบรม 1. วทิ ยากรบรรยายให้ความรู้เกยี่ วกบั สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน (ใบความรูท้ ี่ 7) 2. ผู้รบั การอบรมฝกึ ปฏิบตั กิ ารสร้างแบบฝึกสมรรถนะการสะท้อนและประเมิน 3. ผู้รบั การอบรมฝกึ ปฏิบัตกิ ารสร้างเกณฑ์การตรวจให้คะแนนแบบฝกึ สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน สื่อการอบรม 1. ใบความรทู้ ่ี 7 7.1 เร่ืองสมรรถนะการสะท้อนและประเมิน 7.2 ตัวอย่างแนวสมรรถนะการสะทอ้ นและประเมิน(Reading Literacy)

56 ใบความรทู้ ่ี 7 สมรรถนะการสะทอ้ นและประเมิน (Reflection and Evaluation) สมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ (Reading Literacy) คืออะไร สมรรถนะการสะท้อน (Reflection) คือ การนาความรู้ที่นอกเหนือจากส่ิงท่ีอ่าน หรือนาความรู้ใน โลกของความเป็นจริงท่ีตนเองดารงชีวิตอยู่ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือความเข้าใจเดิมด้วยการตีความแปล ความแลว้ เขยี นแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งทอี่ ่านทั้งความคิดคล้อยตาม หรอื ความคดิ โตแ้ ย้งจากมุมมองของตน สมรรถนะการประเมิน (Evaluation) คือ การนาความรู้ท่ีนอกเหนือจากสิ่งท่ีอ่านหรือนาความรู้ใน โลกของความเป็นจริงท่ีตนดารงชีวิตอยู่ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือความเข้าใจเดิมด้วยการตีความแปล ความ แล้วเขยี นแสดงความคดิ เหน็ ตอ่ สิ่งท่ีอา่ นทั้งดา้ นคุณภาพของเน้ือหาสาระ และความเหมาะสมของรูปแบบ อย่างตรงไปตรงมาโดยไมย่ ดึ ติดกบั สาระท่ีอ่านหรอื ไม่เอาความคิด และเจตคตขิ องตนมาเกยี่ วข้อง ผู้อา่ นตอ้ งมีความร้พู นื้ ฐานอะไรบ้าง การสะท้อนและประเมนิ (Reading Literacy) ผอู้ ่านตอ้ งมีความรพู้ น้ื ฐานดังต่อไปนี้ 1. มีความรู้เร่อื งสมรรถนะการเข้าถึงและค้นคืนสาระ 2. มคี วามรู้เร่อื งสมรรถนะการบูรณาการและตคี วาม 3. รู้จักนาความรทู้ ัว่ ไปนอกเหนอื จากสง่ิ ทอ่ี า่ น มาเชือ่ มโยงกับส่ิงทอ่ี า่ นในเรอ่ื งได้แก่ 3.1 เปรียบเทยี บจากสง่ิ ทค่ี ุน้ เคย หรือสิ่งท่ีพบเสมอในชวี ิต 3.2 ประยกุ ตค์ วามรใู้ นสถานการณท์ ีไ่ ม่คนุ้ เคย ดว้ ยการสรา้ งสมมตุ ิฐาน 3.3 ใช้วิจารณญาณสรา้ งสมมุติฐาน หรอื บอกคณุ ค่าในสิ่งท่อี ่านท่ซี บั ซ้อนและไม่คุ้นเคย 3.4 ใช้เกณฑ์หรอื มมุ มองต่างๆ กบั เรอ่ื งที่เขา้ ใจยาก นอกเหนือจากส่งิ ทีอ่ ่าน 3.5 ใชค้ วามรู้พเิ ศษเฉพาะเรื่องอย่างวินจิ วิเคราะห์ดว้ ยการตัง้ ข้อสงสัย 4. รู้จักเรยี งลาดบั ความสาคญั ความยาก เชน่ เรยี งจากความยากน้อยสุด ไปถึงมากสดุ 5. รู้จักวธิ กี ารเขียน ไดแ้ ก่ 5.1 เขียนอธบิ ายส่ิงที่เขา้ ใจด้วยการยกตัวอย่าง หรืออา้ งอิง ทั้งจากในสิ่งท่ีอ่าน และนอกเหนือจากสิ่ง ท่ีอ่าน 5.2 เขยี นแสดงความคิดเห็น สนับสนุน หรือโต้แย้ง อย่างสมเหตผุ ล ด้วยความคดิ ของตนเอง ทาอยา่ งไรผ้อู า่ นจะผา่ นเกณฑ์สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน ผู้อ่านจะต้องมีทักษะการอ่านเพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากการอ่านในการดาเนินชีวิตการศึกษาหา ความรู้และทกั ษะในวชิ าอ่ืนๆ เพื่อการเป็นประชาชนท่มี ีคุณภาพของสังคมในอนาคต ผอู้ า่ นจะมคี วามรู้และทักษะการสะทอ้ นและประเมนิ ระดับใด ผอู้ ่านตอ้ งสามารถสรา้ งสมมติฐาน หรอื ประเมินอย่างมีวจิ ารณญาณในถอ้ ยความที่ซับซอ้ นและ ไม่คุ้นเคยให้ใช้เกณฑ์หรือมุมมองตา่ งๆ และดงึ ความเขา้ ใจทย่ี ากๆนอกเหนือจากถ้อยความทีใ่ ห้อ่านมาใช้ได้

57 ผู้อา่ นต้องปฏิบตั ิอย่างไร สมรรถนะการอ่านสะท้อนและประเมนิ มี 3 ขนั้ ตอน ดงั ต่อไปนี้ 1.ข้นั ตอนก่อนอา่ น 1.1 อ่านสารวจสง่ิ ที่อา่ น เพอ่ื จะได้ทราบรูปแบบส่ิงทอ่ี า่ น และจะไดเ้ ลอื กใชว้ ธิ ีอา่ นทเ่ี หมาะสม 1.1.1 ช่ือเรือ่ ง 1.1.2 ถอ้ ยความ 1) ถอ้ ยความท่นี ามาใชท้ ั้งหมด หรือตัดมาบางส่วน 2) จานวนหวั ข้อ จานวนหนา้ จานวนยอ่ หน้า จานวนคอลมั น์ 1.1.3 ลกั ษณะถ้อยความ และประเภทถ้อยความ เชน่ 1) ลกั ษณะเปน็ ขอ้ ความประเภทรายงาน บทละคร ประกาศ ฯลฯ 2) ลกั ษณะไมเ่ ป็นขอ้ ความ ประเภท แผนผัง แผนภมู ิ ตาราง กราฟ ฯลฯ 3) ลกั ษณะผสมท่มี ที ั้งเป็นข้อความ และไมเ่ ป็นข้อความมาประกอบกัน 1.1.4 แหล่งที่มา เชน่ จากหนงั สอื จากนติ ยสาร จากเว็บไซต์ฯลฯ 1.2 อ่านสารวจคาถาม ใหท้ ราบจานวนข้อคาถามและรูปแบบคาถาม เช่น แบบเลอื กตอบตวั เลอื ก แบบเขยี นขอ้ ความ แบบลากเส้น หรอื ทาเครอ่ื งหมาย 2. ข้นั ตอนระหว่างอ่าน 2.1 ผอู้ า่ นต้องอา่ นโจทย์อยา่ งละเอยี ดว่า 2.1.1 โจทยม์ ีหลายรปู แบบ เช่น โจทย์สน้ั ๆ โจทยย์ าวๆ ทงั้ ซับซ้อนและไมซ่ ับซ้อน อย่างละเอยี ดว่าโจทย์มีคาถามกี่แห่ง 2.1.2 คาถามแต่ละแหง่ ถามอะไร ให้ทาเคร่ืองหมาย เช่น วงกลมรอบคาถาม หรือ ขดี เส้นใต้ คาถาม 2.1.3 คาถามต้องการใหต้ อบแบบใด เชน่ แบบเลือกตอบมีตวั เลอื ก แบบเลือกตอบเชงิ ซ้อน หรอื แบบเขียนคาตอบแบบอสิ ระ 2.2 ผู้อา่ นเช่ือมโยงสาระในถ้อยความทอ่ี ่านขณะน้นั กับความรู้ที่นอกเหนือจากส่ิงที่อ่าน 2.2.1 เชื่อมโยงโดยใชก้ ารเปรียบเทียบหรือนาความรูท้ วั่ ไปจากภายนอกมาใช้กบั ส่ิงท่ีอ่าน 2.2.2 ใช้การเช่ือมโยงการเปรียบเทียบและการอธิบายหรือประเมินลักษณะใดลักษณะหน่ึง ของถ้อยความเพ่ือแสดงว่าผู้อ่านเข้าใจสาระอย่างละเอียดโดยนามาเก่ียวข้อง กับส่ิงท่ีเคยคุ้นเคยหรือพบเห็น เสมอ ๆ 2.3 ประเมนิ สาระทกี่ ล่าวอ้างในถ้อยความโดยเทียบกับความรู้ในโลกของความเป็นจริง 2.3.1 ทาความเขา้ ใจและประยกุ ต์ใช้ความรู้ในสถานการณท์ ่ีไม่คนุ้ เคย โดยการใช้ความรู้ทั่วไป มาสร้างสมมติฐาน หรือประเมินถ้อยความอย่างมีวิจารณญาณกับถ้อยความท่ียาวและซับซ้อน และเนื้อหาที่ไม่ คนุ้ เคย 2.3.2 ใช้การประเมินอย่างวินิจวิเคราะห์หรือตั้งข้อสงสัยหรือสมมติฐานโดยนาความรู้พิเศษ เฉพาะเรื่องมาใช้ อาจนาเกณฑ์หรือมุมมองต่างๆและนาความเข้าใจส่วนที่ยากๆนอกเหนือจากถ้อยคว ามที่ให้ อ่านมาใช้

58 2.4 สมรรถนะการสะท้อนผูอ้ ่านต้องปฏบิ ัติต่อไปน้ี 2.4.1 นาความรจู้ ากเน้ือหาสาระทน่ี อกเหนอื จากถ้อยความหรือความรู้ในโลกของความเปน็ จรงิ ท่ตี นเองดารงชวี ิตมาเชอ่ื มโยงกบั ความรเู้ ดิมหรอื ความเข้าใจเดมิ แล้วตคี วามแปลตคี วามให้กระจ่างชัด 2.4.2 แสดงความคิดเห็นตอ่ ถ้อยความ สะท้อนเป็นความคดิ คลอ้ ยตาม ความคดิ โตแ้ ยง้ หรือ ทง้ั คลอ้ ยตามและโต้แย้งจากมุมมองของตน 2.4.3 ประเมนิ ถอ้ ยความดว้ ยการบอกคุณภาพและความเหมาะสมจากมุมมองของตน 2.5 สมรรถนะการประเมิน ผอู้ า่ นต้องปฏิบัติตอ่ ไปน้ี 2.5.1 ผอู้ ่านนาความรู้ด้านรูปแบบวิธีการเขยี นและโครงสรา้ งของถ้อยความจากความรู้เดมิ มา เชือ่ มโยงถอ้ ยความ 2.5.2 แสดงความคิดเห็นต่อถ้อยความ ด้วยการสะท้อนความคิดคล้อยตาม ความคิดโต้แย้ง หรอื ท้งั คล้อยตามและโต้แยง้ ในดา้ นรปู แบบ วธิ กี ารเขียน และโครงสร้างของถอ้ ยความ จากมมุ มองของตน 2.5.3 แสดงความคดิ เห็นต่อถ้อยความ ด้วยการประเมนิ ค่าอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่นาสาระ ท่ีอ่าน หรือไม่เอาความคิดและเจตคติของตนมาเก่ียวข้อง แล้วบอกคุณค่าทั้งด้านคุณภาพ และความเหมาะสม ของโครงสรา้ งหรือรูปแบบ 3. ขัน้ ตอนหลังอ่าน 3.1 นาคาตอบทีไ่ ด้ มาตอบตามรูปแบบของขอ้ สอบ 3.2 เขียนคาตอบแบบเปดิ เช่น การสร้างคาตอบแบบอิสระ 3.2.1 เขียนคาตอบแบบอธิบาย อาจ ยกตัวอย่าง อ้างอิงข้อความแสดงหลักฐาน บางครงั้ กจ็ ะปรากฏอยใู่ นคาถามนนั้ 3.2.2 เขียนคาตอบแสดงความคิดเห็นคล้อยตาม หรือโต้แย้ง ด้วยความคิดของตนเอง มีการแสดงความเป็นเหตุเป็นผล มีการเปรียบเทียบความแตกต่างของสาระในข้อความน้ันกับแหล่งอื่นที่นามา อ้างอิง

59 ตวั อย่างสถานการณ์สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน สถานการณ์ท่ี 1 : ระวัง!!ทานผลไมเ้ ป็นดาบสองคมทาอยา่ งไรจงึ เกดิ ประโยชน์ 100% ในปจั จุบันการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายดูเหมือนเปน็ เรอื่ งนา่ สนใจมากข้นึ กว่าเมื่ออดตี ท่ีผ่านมาจะเห็นไดว้ า่ มี คลินิกมีอาหาร ที่โฆษณากันว่าสามารถดูแลรักษาสุขภาพให้ยืนยาวได้อีกไม่รวมเร่ือง\"ถ่ังเช่า\"ท่ีเคยเป็นเร่ืองฮือฮากัน มาก่อนหน้าน้ีปัญหาคือสุขภาพดีต้องดูแลรักษาและต้องรู้ด้วยว่าทาอย่างไรสุขภาพเราถึงจะดีไม่ใช่แค่คิดเพียงว่า ผัก ผลไม้ พร้อมอาหาร 5 หมู่จะทาให้สุขภาพดีได้ เพราะอาจจะไม่ใช่ ถ้าเราไม่รู้จักวิธีและคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร เหล่าน้ันว่ากันว่า การรับประทานผลไม้ ทาให้สุขภาพร่างกายของเราได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เพราะผลไม้แต่ ละชนิด ล้วนให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกันไป และควรกินในปริมาณที่เพียงพอ ในหนึ่งวันควรรับประทานให้ได้ม้ือ ละ 1-2 ส่วน เพราะจะช่วยลดความเส่ียในการเกิดโรคที่ไมต่ ิดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิต สงู และเบาหวาน เปน็ ตน้ แต่ดังท่ีได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผลไม้นั้นมีคุณ แต่ก็อาจมีโทษถ้าไม่รู้คุณค่าท่ีแท้จริง มีผลไม้บางอย่างที่เรา ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่างเช่น มะละกอสับประรดส้มมะนาวและลูกพลับเพราะมะละกอเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์ มากส่วนผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจาพวกสับปะรดส้มมะนาวถ้ากินตอนท้องว่างอาจทาให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ แต่ถ้าอยากรับประทานจริงๆ ก็ควรกินแค่ 2-3ช้ินเล็กๆก็พอแล้วและสาหรับลูกพลับ เมื่อเรากินตอนท้องว่างกรดใน กระเพาะอาหารจะรวมตัวกับสารแขวนลอยที่อยู่ในลูกพลับทาให้เกิดอาการคลื่นไส้และระคายเคืองกระเพาะอาหาร ได้ จะเลือกทานอย่างไรให้เป็นผลดีต่อร่างกายลองดูจากกราฟิกท่ีกรมอนามัยทามาเผยแพร่แล้วกัน

60 สมรรถนะท่ี 3 การสะท้อนและประเมิน ตัวอย่างคาถาม : ทา่ นมีความคิดเห็นอย่างไรกับคาพดู ท่ีวา่ “ผลไมเ้ ปน็ ดาบสองคม”ทาไมจงึ คดิ เชน่ นัน้ ให้ใช้ เหตผุ ลประกอบคาอธิบาย 1. ให้เลือกทาเครื่องหมาย  ลอ้ มรอบข้อความขา้ งลา่ งนเี้ พยี ง 1 ข้อความ ความคิดเหน็ คล้อยตาม ความคิดเหน็ โตแ้ ยง้ ความคดิ คลอ้ ยตามและโต้แยง้ 2. ให้เขียนอธบิ ายเหตุผล จานวน 2 ข้อ ทส่ี อดคล้องกับแนวความคดิ ทเ่ี ลือกในข้อ 1 ความคิดเห็นคล้อยตาม ความคิดเห็นโต้แยง้ 1………………………………………………………………… 1. ………………………….......……………………………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………..........……………………… 2. ………………………………………………………………… 2. ……………………………………………......…………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……………. …………………………………………………………………. ………………………………………………………...........…………. ตอนที่ 1 ปฏบิ ตั ิตามวธิ ีการหาคาตอบในตารางและเขียนคาตอบท่ีไดล้ งในช่องว่าง คาถาม วธิ กี ารหาคาตอบ คาตอบ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ ……………………………………………… …………………………………………… คาพูดทีว่ ่า“ผลไมเ้ ป็นดาบ ……………………………………………… …………………………………………… สองคม”ทาไมจึงคดิ เช่นนน้ั ……………………………………………… …………………………………………… ใหใ้ ช้เหตุผล ประกอบ ……………………………………………… …………………………………………… คาอธิบาย ………………………………………………… ……………………………………………

61 ตอนที่ 2 ใหท้ า่ นทาเคร่ืองหมาย X ใหต้ รงกบั การปฏบิ ัตใิ นการหาคาตอบ เขยี นเครื่องหมาย X ในช่อง ใช่ เขียนเครื่องหมาย X ในช่อง ไมใ่ ช่ ท่ี ขอ้ ความ ใช่ ไม่ใช่ 1 ท่านมองเหน็ สาระในรายละเอียดแม้จะเปน็ ข้อความท่ไี ม่เด่นชดั หรือสะดุดตา 2 ท่านสามารถนาความรู้ความคิดและความเขา้ ใจเดิมมาตีความแปลความแล้วแสดงความ คิดเหน็ ได้ 3 ทา่ นสามารถบอกตาแหนง่ ของคาตอบในถ้อยความทอ่ี า่ น 4 ท่านไดต้ ีความ แปลความเพื่อหาคาตอบตามที่โจทย์กาหนด 5 คาตอบของทา่ นไม่ยึดตดิ กับสาระท่ีอ่านไมเ่ อาความคิดและเจตคตขิ องทา่ นมาเกยี่ วข้อง 6 ท่านแสดงความคิดเห็นจากมุมมองของท่านมาใช้ในการตอบคาถามโดยเชื่อมโยงความรู้ ภายนอกหรือโลกความเปน็ จริง 7 ทา่ นสามารถระบุสาระหน่งึ หรือมากกว่า 1 อย่าง ซ่ึงเปน็ สาระทเี่ ดน่ ชัดอย่ใู นเร่ือง 8 ทา่ นไดส้ รุปความเพื่อตอบคาถาม 9 ท่านดคู วามสมั พันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของถ้อยความ 10 ท่านสามารถเช่ือมโยงสาระความรูจ้ ากภายนอกส่ิงทีอ่ ่านหรือความร้ใู นโลกของความเป็นจริง ตอนท่ี 3 ให้ทา่ นนาขอ้ ความที่ท่านตอบวา่ ใช่ มาเรียบเรยี งให้เป็นข้อความท่ีตอ่ เนื่องกันใหส้ อดคล้องกบั สมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................ ...................................................... ............................ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................... ....................................................................... ..................................................................................................................................................................... ......... ตอนท่ี 4 ใหท้ า่ นตง้ั คาถามโดยใชส้ มรรถนะการสะท้อนและประเมนิ ในลกั ษณะคาถามแบบเปิด ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................

62 ถานการณท์ ี่ 2 : ประกาศเรอ่ื งการบรจิ าคโลหติ ประกาศเร่อื งการบริจาคโลหิต การบริจาคโลหิตเป็นสิ่งจาเป็นไม่มีผลิตภัณฑ์ใดท่ีสามารถใช้แทนเลือดมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การบริจาคโลหิตจึงไม่มีอะไรมาชดเชยได้ และจาเป็นสาหรับการช่วยชีวิต ในฝรั่งเศสแต่ละปียังมีผู้ป่วย 500,000 คน ไดร้ ับประโยชนจ์ ากการถา่ ยเลอื ด อุปกรณ์ท่ีใช้เจาะเลือดผ่านการฆ่าเชื้อและใช้เพียงคร้ังเดียว ( กระบอกฉีดยา สายยางถุงใส่เลือด ) จึง ไมม่ ีความเสย่ี งใด ๆ ในการให้เลือดของคณุ การบรจิ าคโลหติ เป็นรูปแบบของการบริจาคที่รู้จักกันดีที่สุดและใช้เวลา 45 นาทีถึง 1 ช่ัวโมง ถุงมีความจุ 450 มิลลิลิตร ถูกเกบ็ ไปพร้อมกบั ตัวอย่างอีกเล็กน้อย สาหรบั ทดสอบและตรวจสอบ - ผ้ชู ายสามารถบริจาคโลหิตได้ปลี ะ 5 ครัง้ ผหู้ ญิงปลี ะ 3 ครั้ง - ผู้บริจาคต้องมีอายุระหว่าง 18 - 61 ปี ตอน- ที่ จ3าเจปงน็ ปตฏ้องิบเวัตน้ กิ รจิ ะกยะรอรยมา่ ตงอ่นไอ้ ปยน8้ี สปั ดาห์ ระหวา่ งการบริจาคโลหติ แต่ละคร้ัง สมรรถนะที่ 3 การสะทอ้ นและประเมิน ตัวอย่างคาถาม : ท่านมีความคดิ เห็นอยา่ งไรกับคากล่าว “ปัจจบุ นั มีผู้บรจิ าคโลหติ น้อยเนอื่ งจากกลัวติด เช้ือจากการบริจาค”ทาไมจึงคดิ เช่นน้ัน ใหใ้ ชเ้ หตุผลประกอบคาอธบิ าย 1. ให้เลอื กทาเครือ่ งหมาย  ลอ้ มรอบขอ้ ความขา้ งลา่ งนีเ้ พยี ง 1 ขอ้ ความ ความคิดเหน็ คลอ้ ยตาม ความคิดเห็นโต้แยง้ ความคดิ คลอ้ ยตามและโต้แยง้

63 2. ใหเ้ ขียนอธบิ ายเหตผุ ล จานวน 2 ขอ้ ทสี่ อดคล้องกับแนวความคิดทเี่ ลอื กในข้อ 1 ความคิดเหน็ คลอ้ ยตาม ความคดิ เห็นโต้แยง้ 1………………………………………………………………… 1. ………………………….......……………………………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………..........……………………… 2. ………………………………………………………………… 2. ……………………………………………......…………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……………. …………………………………………………………………. ………………………………………………………...........…………. ตอนที่ 1 ปฏิบตั ติ ามวิธกี ารหาคาตอบในตารางและเขยี นคาตอบท่ีไดล้ งในช่องวา่ ง คาถาม วธิ ีการหาคาตอบ คาตอบ ทา่ นมคี วามคิดเหน็ อยา่ งไรกบั …………………………………………………… ……………………………………… คากล่าว “ปจั จุบันมผี บู้ ริจาคโลหิต …………………………………………………… ……………………………………… น้อยเนือ่ งจากกลัวตดิ เชื้อจาก …………………………………………………… ……………………………………… การบรจิ าค”ทาไมจงึ คิดเช่นนั้น …………………………………………………… ……………………………………… ให้ใชเ้ หตผุ ลประกอบคาอธิบาย ………….............................................. ............................................. ตอนท่ี 2 ใหท้ า่ นทาเคร่ืองหมาย X ให้ตรงกับการปฏิบตั ิในการหาคาตอบของทา่ น ใช่ ไม่ใช่ เขียนเครื่องหมาย X ในชอ่ ง ใช่ เขียนเครอื่ งหมาย X ในชอ่ ง ไมใ่ ช่ ที่ ขอ้ ความ 1 คาตอบท่พี บปรากฏชัดเจนอยู่ในถอ้ ยความ 2 ท่านนาความร้คู วามคดิ ความเข้าใจเดิมมาตีความแล้วแสดงความคิดเห็นได้ 3 ทา่ นแสดงความคิดเหน็ จากมุมมองของท่านมาใช้ในการตอบคาถามโดยเชื่อมโยงความรู้ ภายนอกหรือโลกความเปน็ จริง 4 ทา่ นสามารถดึงสาระจากถ้อยความมาเปน็ คาตอบโดยไม่ต้องตีความ แปลความ 5 ท่านได้ตีความ แปลความเพ่ือหาคาตอบตามทโ่ี จทย์กาหนด 6 ทา่ นดูความสัมพันธท์ ้ังหมดของถ้อยความ 7 คาตอบของทา่ นไมย่ ึดติดกบั สาระท่ีอา่ นไม่เอาความคิดและเจตคติของทา่ นมาเก่ยี วข้อง 8 ทา่ นสามารถระบุตาแหน่งของคาตอบที่ได้อยา่ งถูกต้อง 9 ทา่ นดคู วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่วนต่างๆของถ้อยความ 10 ท่านไดส้ รุปความเพ่ือตอบคาถาม

64 ตอนท่ี 3 ให้ท่านนาขอ้ ความท่ีท่านตอบวา่ ใช่ มาเรียบเรียงใหเ้ ป็นข้อความที่ต่อเนื่องกันให้สอดคล้องกับ สมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ตอนที่ 4 ให้ท่านต้งั คาถามจากถอ้ ยความท่ีอา่ นโดยใชส้ มรรถนะการสะทอ้ นและประเมนิ ในลักษณะคาถาม แบบเปิด จานวน 1 คาถาม ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..................................................................................................................................................... ......................... สถานการณ์ที่ 3 : ความต้องการพลงั งาน การเลือกอาหารที่เหมาะสมเพ่ือให้ได้พลังงานตามความตอ้ งการของคนเมืองนาครธานี ตารางตอ่ ไปนแี้ สดงคา่ พลงั งานในหน่วยกิโลจลู (kJ) ที่แต่ละบคุ คลควรได้รับพลังงานทผี่ ู้ใหญ่ควรได้รับในแตล่ ะวัน อายุ (ปี ) ระดบั กจิ กรรม ผชู้ าย ผ้หู ญิง ตง้ั แต่ 18 ถงึ 29 เบา ปานกลาง ความตอ้ งการพลงั งาน(kJ) ความต้องการพลงั งาน(kJ) ตงั้ แต่ 30 ถงึ 59 หนัก 10660 5360 เบา 11080 8780 ตง้ั แต่ 60 ข้ึนไป ปานกลาง 14420 9820 หนัก 10450 8570 เบา 12120 8990 ปานกลาง 14210 9790 หนัก 8780 7500 10240 7940 11910 8780 ระดับกิจกรรมของแตล่ ะอาชพี เบา ปานกลาง หนัก พนกั งานขายในหา้ ง ครู คนงานกอ่ สร้าง พนักงานขายในสานกั งาน พนักงานขายนอกสถานท่ี กรรมกร แม่บ้าน พยาบาล นกั กีฬา

65 เยน็ วนั หนึง่ นางสาวสายใจ ซอื่ ตรง ชวนครูกนกมาศ ไปรบั ประทานเยน็ ที่ภัตตาคารอิ่มโภชนาการ มีรายการอาหารใหเ้ ลอื กดงั นี้ รายการอาหาร พลงั งานทไ่ี ด้รบั โดยประมาณตอ่ หน่ึงหนว่ ยรายการ (kJ) แกง : ต้มยาเหด็ ฟาง 355 ต้มจืดเต้าหหู้ มสู ับ 585 อาหารจานหลัก : ไก่อบเนย - พรกิ หยวก 960 ยา : ไก่อบเกลอื – ขิง 795 ของหวาน : หมทู อด – กะเพรากรอบ 920 นมป่ัน : ยาหวั ปลี 750 ยาผักรวม 335 สม้ ตาปู 480 สงั ขยาฟกั ทอง 1380 กลว้ ยบวชชี 1005 กระท้อนลอยแกว้ 565 ช็อกโกแลต 1590 วานลิ า 1470 ทางรา้ นยังมรี ายการอาหารชุดพเิ ศษด้วย อาหารชุด ข ต้มจดื เตา้ หหู้ มูสบั อาหารชุด ก ไกอ่ บเกลอื – ขงิ ต้มยาเหด็ ฟาง หมูทอด – กะเพรากรอบ สม้ ตาปู สังขยาฟกั ทอง ยาหัวปลี กล้วยบวชชี สมรรถนะท่ี 3 การสะทอ้ นและประเมิน ตัวอยา่ งคาถาม : ตอนท่ี 1 ปฏิบัติตามวิธีการหาคาตอบในตารางและเขยี นคาตอบท่ีไดล้ งในช่องวา่ ง คาถาม วธิ ีการหาคาตอบ คาตอบ จากถ้อยความ ความต้องการพลงั งาน ................................................................ ……………………………......................... “พลังงานทีผ่ ใู้ หญค่ วรไดร้ ับใน แต่ละวัน” ท่านคดิ วา่ ควรเลือก ................................................................ ......................................................... รับประทานอาหารรายการใดบ้าง พรอ้ มใหเ้ หตผุ ลประกอบ ................................................................ ……………………………......................... ................................................................ ......................................................... ................................................................ ……………………………......................... ................................................................ .........................................................

66 ตอนท่ี 2 ให้ทา่ นทาเครอ่ื งหมาย X ให้ตรงกบั การปฏิบัตใิ นการหาคาตอบของท่าน เขียนเคร่อื งหมาย X ในช่อง ใช่ เขียนเคร่ืองหมาย X ในช่อง ไม่ใช่ ท่ี ข้อความ ใช่ ไมใ่ ช่ 1 ทา่ นสามารถดึงสาระจากถ้อยความมาเป็นคาตอบโดยไม่ต้องตคี วาม แปลความ 2 ท่านนาความรู้ความคดิ ความเข้าใจเดิมมาตีความแลว้ แสดงความคดิ เห็นได้ 3 ท่านสามารถระบุตาแหน่งของคาตอบที่ได้อย่างถกู ต้อง 4 คาตอบของทา่ นไมย่ ดึ ติดกับสาระท่ีอ่านไม่เอาความคิดและเจตคติของท่านมาเก่ียวข้อง 5 คาตอบทพ่ี บปรากฏชัดเจนอยู่ในถ้อยความ 6 ทา่ นดูความสัมพันธ์ระหว่างส่วนตา่ งๆของถ้อยความ 7 ท่านแสดงความคดิ เหน็ จากมุมมองของทา่ นมาใชใ้ นการตอบคาถามโดยเช่ือมโยงความรู้ ภายนอกหรอื โลกความเป็นจริง 8 ทา่ นได้ตีความ แปลความเพื่อหาคาตอบตามทโ่ี จทยก์ าหนด 9 ทา่ นไดส้ รปุ ความเพื่อตอบคาถาม 10 ท่านดูความสัมพันธท์ ัง้ หมดของถ้อยความ ตอนที่ 3 ให้ทา่ นนาขอ้ ความทที่ ่านตอบวา่ ใช่ มาเรยี บเรียงใหเ้ ปน็ ขอ้ ความที่ต่อเนอื่ งกันให้สอดคล้องกับ สมรรถนะการสะทอ้ นและประเมนิ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. .......................................................................................... .................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................. ............................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ตอนที่ 4 ให้ท่านต้ังคาถามจากถ้อยความที่อา่ นโดยใชส้ มรรถนะการสะท้อนและประเมินจานวน 1คาถาม ในลักษณะคาถามแบบเปดิ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

67 สถานการณ์ท่ี 4 : มะนาวผสมนา้ อุ่นเช็ดตัวชว่ ยลดไข้ได้ สมรรถนะที่ 3 การสะท้อนและประเมิน ตัวอย่างคาถาม : ตวั อย่างคาถาม : ท่านมคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไรกับคากลา่ ว “มะนาวผสมนา้ อุ่นเช็ดตัวช่วยลดไขไ้ ด้”ทาไมจึง คดิ เช่นนนั้ ใหใ้ ชเ้ หตผุ ลประกอบคาอธบิ าย 1. ให้เลือกทาเครอื่ งหมาย  ลอ้ มรอบข้อความขา้ งลา่ งนีเ้ พียง 1 ข้อความ ความคิดเห็นคลอ้ ยตาม ความคดิ เห็นโต้แย้ง ความคดิ คลอ้ ยตามและโต้แยง้

68 2. ให้ท่านเขยี นอธบิ ายเหตุผล จานวน 2 ข้อ ทีส่ อดคลอ้ งกบั แนวความคดิ ทเ่ี ลือกในขอ้ 1 ความคิดเห็นคลอ้ ยตาม ความคดิ เหน็ โตแ้ ย้ง 1………………………………………………………………… 1. ………………………….......……………………………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………..........……………………… 2. ………………………………………………………………… 2. ……………………………………………......…………………… …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……..………. …………………………………………………………………. ……………………………………………………...........……………. …………………………………………………………………. ………………………………………………………...........…………. ตอนท่ี 1 ปฏิบัตติ ามวิธีการหาคาตอบในตารางและเขยี นคาตอบที่ไดล้ งในช่องว่าง คาถาม วิธีการหาคาตอบ คาตอบ มะนาวผสมน้าอุ่น ……………………………………………………….. ……………………………………………….. เช็ดตัวช่วยลดไข้ได้ ……………………………………………………….. ……………………………………………….. ……………………………………………………….. ……………………………………………….. ……………………………………………………….. ……………………………………………….. ……………………………………………………….. ……………………………………………….. ……………………………………………………….. ………………………………………………..

69 ตอนท่ี 2 ให้ทา่ นทาเครือ่ งหมาย X ใหต้ รงกับการปฏบิ ตั ิในการหาคาตอบของท่าน เขียนเคร่ืองหมาย X ในช่อง ใช่ เขียนเครือ่ งหมาย X ในชอ่ ง ไมใ่ ช่ ท่ี ข้อความ ใช่ ไมใ่ ช่ 1 ท่านมองเห็นสาระในรายละเอยี ดแมจ้ ะเป็นข้อความท่ีไมเ่ ด่นชัดหรอื สะดุดตา 2 ทา่ นดูความสัมพนั ธภ์ ายในถ้อยความ 3 ท่านสามารถบอกตาแหน่งของคาตอบในถ้อยความท่ีอา่ น 4 ท่านไดต้ ีความ แปลความเพ่ือหาคาตอบตามที่โจทย์กาหนด 5 คาตอบของท่านไม่ยึดติดกบั สาระที่อา่ นไมเ่ อาความคิดและเจตคตขิ องทา่ นมา เกยี่ วข้อง 6 ทา่ นแสดงความคดิ เหน็ จากมุมมองของทา่ นมาใช้ในการตอบคาถามโดยเชื่อมโยง ความรภู้ ายนอกหรือโลกความเป็นจริง 7 ท่านสามารถระบสุ าระหนง่ึ หรือมากกว่า 1 อย่าง ซง่ึ เปน็ สาระทีเ่ ด่นชดั อยใู่ นเรื่อง 8 ท่านนาความรู้ความคดิ ความเข้าใจเดิมมาตีความแลว้ แสดงความคดิ เหน็ ได้ 9 ทา่ นไดส้ รุปความเพ่ือตอบคาถาม 10 ท่านสามารถบอกตาแหนง่ หรือบอกความสัมพนั ธข์ องสาระหลายๆชน้ิ ในถอ้ ยความ ตอนท่ี 3 ให้ทา่ นนาข้อความทท่ี า่ นตอบว่า ใช่ มาเรียบเรียงให้เป็นข้อความท่ีตอ่ เนื่องกันให้สอดคล้องกบั สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................. ............................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................... ....................................... ตอนท่ี 4 ใหต้ ง้ั คาถามจากถ้อยความเรอื่ ง มะนาวผสมนา้ อุ่นเชด็ ตัวช่วยลดไข้ได้ ทไี่ ด้อา่ น โดยใช้สมรรถนะ การสะท้อนและประเมนิ ในลกั ษณะคาถามแบบเปดิ จานวน 1 คาถาม ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

70 ใบกิจกรรมท่ี 6 การสร้างแบบฝึกแบบฝึกรวมสมรรถนะ ใหส้ ร้างแบบฝกึ รวมสมรรถนะการอา่ นทง้ั 3 สมรรถนะ ดังน้ี 1. ใหใ้ ชถ้ อ้ ยความเดียวกับแบบฝึกท่ี 1 2. สรา้ งแบบฝึกสาหรบั เวลา 30 นาที คะแนนเตม็ 15 คะแนน 3. กาหนดให้มรี ปู แบบฝกึ 4 แบบ ไดแ้ ก่ 3.1 เลือกตอบปกติ 3.2 เลอื กตอบเชงิ ซอ้ น 3.3 เขียนตอบแบบปดิ 3.4 เขยี นตอบแบบเปดิ 4. กาหนดใหค้ รอบคลุมท้ัง 3 สมรรถนะ 4.1 สมรรถนะการเขา้ ถึงและคน้ คนื สาระ 4.2 สมรรถนะการบูรณาการและตีความ 4.3 สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน

71 สอื่ ประกอบการอบรม ประจาหนว่ ยยอ่ ยท่ี 2

72 ถ้อยความที่ 1

73 ถ้อยความที่ 2

74 ถ้อยความที่ 3

75 ถ้อยความที่ 4

76 ถ้อยความที่ 5

77 ถ้อยความที่ 6

78 ถ้อยความที่ 7

79 ถ้อยความที่ 8

80 ถ้อยความที่ 9

81 ถ้อยความท่ี 10

82 หน่วยยอ่ ยท่ี 3 การรูเ้ รือ่ งการอา่ น: แนวการจัดกิจกรรมการพฒั นาการรู้เร่ืองการอ่าน (เวลา 4 ชั่วโมง)

83 หนว่ ยย่อยท่ี 3 การรเู้ ร่ืองการอา่ น: แนวการจัดกจิ กรรมการพัฒนาการร้เู รื่องการอา่ น 1. สาระสาคญั การพัฒนาการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ให้กับนักเรียนน้ัน ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมได้ หลายวิธี ผ่านกิจกรรมการอ่านทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในรายวิชาพ้ืนฐาน รายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน หรอื กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น กิจกรรมลูกเสอื ชุมนมุ ชมรมตา่ งๆ เป็นตน้ 2. วตั ถปุ ระสงค์ 2.1 เพื่อใหผ้ ู้รบั การอบรมมคี วามร้คู วามเข้าใจแนวการจดั กิจกรรมพฒั นาการรูเ้ รื่องการอ่าน 2.2 เพอื่ ให้ผู้รบั การอบรมสามารถออกแบบการจดั กิจกรรมพฒั นาการรู้เรื่องการอ่านได้ 3. เน้อื หาการอบรม 3.1 ตวั อย่างแนวการจัดกจิ กรรมพฒั นาการรู้เรือ่ งการอ่านรายสมรรถนะ ไดแ้ ก่ 3.1.1 การเขา้ ถึงและคน้ คืนสาระ 3.1.2 การบรู ณาการและตีความ 3.1.3 การสะท้อนและประเมิน 3.2 การฝกึ ปฏบิ ตั ิออกแบบจัดกจิ กรรมพัฒนาการรู้เร่ืองการอา่ น 3.3 การนาเสนอผลงานจากการฝกึ ปฏบิ ตั อิ อกแบบจดั กิจกรรมพัฒนาการรู้เร่ืองการอา่ น 4. เวลา จานวน 4 ชวั่ โมง 5. กิจกรรมการอบรม 5.1 วิทยากรบรรยายใหค้ วามรู้ 5.2 ผู้รับการอบรมลงมอื ฝกึ ปฏิบัติ 5.3 ผูร้ ับการอบรมนาเสนอผลงานทีเ่ กิดจากการฝึกปฏิบัติ 6. สอ่ื ประกอบการฝึกอบรม 6.1 Power Point หน่วยยอ่ ยที่ 3 6.2 ใบความรู้ท่ี 8 - 9 6.3 ใบกจิ กรรมที่ 7 การออกแบบกิจกรรมพัฒนาการรูเ้ ร่ืองการอ่าน 7. การประเมนิ ผลการอบรม 7.1 สงั เกตพฤตกิ รรมจากการมสี ว่ นร่วมและการตอบคาถามของผูเ้ ข้ารับการอบรมตามกิจกรรม 7.2 ตรวจสอบคาตอบของผเู้ ข้ารบั การอบรมตามกิจกรรม และการแสดงความคดิ เห็น 7.3 ตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจของผู้เขา้ ร่วมกิจกรรมจากการเขียนตอบคาถามระหว่างการอบรม

84 แนวทางพัฒนาการรู้เรอื่ งการอ่าน การพัฒนาการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ควรพัฒนาให้กับนักเรียนอย่างท่ัวถึง ด้วยการให้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติการอ่านตามกระบวนการเรียนการสอนปกติอย่างจริงจัง เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจสาระจากถ้อยความท่ีอ่าน ทั้งนี้ ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมพัฒนาการรู้เร่ืองการอ่านได้หลาย เส้นทาง ดังนี้ 1. จัดการเรียนรบู้ ูรณาการกับทุกกลุ่มสาระการเรยี นรใู้ นรายวชิ าพนื้ ฐาน เนื่องจากกลมุ่ สาระการเรียนรู้ ทุกกล่มุ ต้องจัดกจิ กรรมใหน้ ักเรยี นอ่านเรือ่ งราวเพื่อหาความรู้ตามสาระการเรียนร้ใู นหลกั สตู รอยู่แล้ว 2. จัดการเรียนร้บู รู ณาการในรายวชิ าเพิ่มเติมท่สี ถานศึกษาจดั สอน 3. บูรณาการกับการพัฒนาการอ่านคิดวิเคราะห์ และเขียน โดยให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท่ีมีลักษณะ เชน่ เดียวกนั หรอื คลา้ ยคลงึ กับข้อสอบ PISA ดา้ นการรู้เรอ่ื งการอา่ น (Reading Literacy) 4. บรู ณาการในกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น เชน่ กจิ กรรมลกู เสอื ชุมนมุ ชมรมตา่ ง ๆ เปน็ ต้น การบูรณาการการรู้ท้ัง 4 เส้นทางข้างตน้ นอกจากจะทาให้นักเรยี นมีผลสัมฤทธ์ิด้านการร้เู รื่องการอ่าน สูงข้นึ แลว้ ยังสง่ ผลใหน้ กั เรียนมีคณุ ภาพบรรลุเปา้ หมาย หรือตวั ชวี้ ัดทางการศึกษาหลายด้าน เช่น 1. มีคุณภาพตามตัวชี้วัดตามมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเพาะอย่างย่ิง ตวั ชี้วัดดา้ นการอา่ น การเขยี น และวรรณคดีวรรณกรรม 2. มีคุณภาพตามตัวชี้วัดดา้ นการอ่านคดิ วิเคราะห์ และเขยี น ทุกระดบั ชั้น 3. มคี ณุ ภาพตามตวั บ่งช้ีตามมาตรฐานการศกึ ษา โดยเฉพาะอย่างย่ิง มาตรฐานท่ี 4 เร่ืองความสามารถ ในการคิดอย่างเป็นระบบ 4. มีทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสอื่ สารสารสนเทศ และรู้เท่าทนั ส่ือ เปน็ ต้น

85 ใบความรูท้ ี่ 8 ระดบั ความสามารถของการรเู้ ร่ืองการอา่ น ระดับความสามารถของการรู้เร่ืองการอ่านจากรายงานผล PISA มี 6 ระดับ โดยมีระดับ 1 เป็นระดับ ความสามารถที่ต่าสุด และมีระดับ 6 เป็นระดับความสามารถท่ีสูงสุด โดยมีระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐานท่ีแสดง ว่านักเรียนรู้และพอใจประโยชน์จากความรู้ในชีวิตจริงและในอนาคต ซ่ึงระดับความสามารถในการรู้เร่ืองการ อ่านนจ้ี ะเป็นตวั ชี้บอกท่สี าคัญว่าคุณภาพของทนุ มนุษย์ในตลาดแรงงานในอนาคตจะมีลักษณะอย่างไร และจะชี้ นัยถงึ ความสามารถในการแขง่ ขนั ของชาตใิ นประชาคมโลก พฤติกรรมบง่ ช้ีการรูเ้ ร่อื งการอ่าน 1. สมรรถนะการเข้าถึงและคน้ คนื สาระ ความสามารถ “เข้าถึงและค้นคืนสาระ” เป็นความสามารถหาคาตอบจากข้อมูลท่ีมีอยู่ในถ้อยความ และดึงสาระที่ปรากฏน้ันออกมาเป็นคาตอบไดอ้ ย่างสมบูรณ์ โดยนักเรียนสามารถแสดงพฤติกรรมเชิงประจักษ์ เชน่ บอกจุดที่เป็นสาระสาคัญทปี่ รากฏในถ้อยความอย่างชัดเจน ระบุคาสาคัญ หรอื ประโยคสาคญั ที่ปรากฏในถ้อยความ ระบุสาระสาคัญทป่ี รากฏในถอ้ ยความแต่ละส่วน บอกความสมั พนั ธข์ องสาระหลายๆ ชิ้นในถ้อยความ อา้ งอิงความสมั พนั ธ์ระหว่างสาระทส่ี อดคล้อง สนบั สนุนกนั 2. สมรรถนะการบูรณาการและตีความ ความสามารถ “บูรณาการและตีความ” เป็นความสามารถในการตีความ แปลความข้อมูล และ พิจารณาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งข้อความ โดยนักเรียนสามารถแสดงพฤติกรรมเชิงประจกั ษ์ เช่น เชอ่ื มโยงสาระจากจุดหนึ่งกับอีกจุดหน่ึงท่ีอยตู่ ิดกันในถ้อยความ เข้าใจแนวคดิ ของเร่ืองที่ผู้เขียนแสดงไว้ ระบุแนวคิดของเน้ือหาในถ้อยความ จดั กล่มุ สาระในถอ้ ยความเปน็ แผนภาพแบบตา่ งๆ ตีความภาษาท่ีมีความหมายใกล้เคยี งกัน 3. สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน ความสามารถ “สะท้อนและประเมิน” เป็นความสามารถในการแสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้เดิม ประกอบการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ ซ่ึงนักเรียนสามารถแสดงพฤตกิ รรมเชงิ ประจักษ์ เชน่ เชื่อมโยงเรอ่ื งที่อา่ นกบั ส่ิงทคี่ นุ้ ชนิ ในชีวิตประจาวนั เปรยี บเทยี บหรือนาความรูภ้ ายนอกมาเช่ือมโยงกับสง่ิ ที่อา่ น ประเมนิ ถ้อยความอย่างมีวจิ ารณญาณ สะทอ้ นมมุ มองทเี่ ห็นสอดคล้องหรือโตแ้ ย้ง สร้างสมมตุ ิฐานโดยใชเ้ กณฑห์ รือมุมมองต่างๆ

86 ระดบั ความสามารถในการรูเ้ รอ่ื งการอา่ น สมรรถนะ “การเขา้ ถึงและคน้ คนื สาระ” (Access and Retrieve) ---------------------------------------------------------------------------------- สมรรถนะการเขา้ ถงึ และค้นคืนสาระ เปน็ การอ่านทาความเข้าใจสาระของสงิ่ ทอ่ี ่านแล้วมุ่งค้นหาสาระ ทีต่ ้องการ ด้วยการพิจารณาส่วนใดส่วนหนง่ึ หรอื พจิ ารณาโดยรวมของถ้อยความ สาระที่ต้องการจะปรากฏใน เนอื้ ความจากถ้อยความทอี่ ่านเท่านัน้ แล้วดึงสาระท่ีคน้ ไดจ้ ากเนือ้ ความมาตอบคาถามได้ถูกต้องตรงประเดน็ เพื่อเป็นการวัดสมรรถนะการอ่านรู้เร่ืองและสื่อสารได้ของนักเรียนในรายสมรรถนะการเข้าถึงและค้น คืนสาระที่สามารถยอมรับได้ผู้อ่านมีความรู้และทักษะสมรรถนะเข้าถึงและค้นคืนสาระระดับใดและเพื่อใช้ใน การพัฒนาการรู้เรื่องการอ่านของผู้เรียนจึงจาต้องมีเกณฑ์การวัดระดับการอ่านท่ีมีมาตรฐานเพ่ือใช้วัด ความสามารถในการอา่ นรู้เร่ืองและสือ่ สารได้ท้ังน้ีจงึ นาเกณฑ์การวัดตามระดบั การอ่านตามสมรรถนะการเขา้ ถึง และค้นคืนสาระของ PISA 2009 มาใช้เปน็ เกณฑใ์ นการแบ่งระดับความรู้และทักษะการอา่ นของนกั เรยี น ซึ่งมี 6 ระดับ ดงั น้ี ระดับความสามารถตามสมรรถนะการเขา้ ถึงและค้นคนื สาระ 6 มองเหน็ สาระในรายละเอียด แมจ้ ะเป็นขอ้ ความทไ่ี มเ่ ดน่ ชดั หรอื ไม่สะดุดตา บอกได้วา่ สาระอยทู่ ่ีใดในถ้อยความ และรวบรวมสาระชน้ิ เลก็ ๆ หลายๆ ช้นิ ที่ซอ่ นอยู่มารวบรวม 5 เพื่อให้ได้เน้ือหาทตี่ ้องการ แลว้ อ้างองิ ไดว้ ่า สาระส่วนไหนในถ้อยความที่ใช้ไดแ้ ละสอดคล้อง หรือ สนบั สนนุ 4 บอกตาแหน่งของสาระตา่ งๆ ในถ้อยความจากเรื่องทีย่ าก 3 บอกตาแหน่ง หรอื บอกความสมั พันธข์ องสาระหลาย ๆ ชนิ้ ในถ้อยความ 2 สามารถดึงสาระหนึง่ อย่าง หรือมากกวา่ ท่ีใช้การอา้ งองิ หรือท่กี าหนดเงื่อนไขไวห้ ลายเงื่อนไข 1A ระบสุ าระหนง่ึ อยา่ ง หรือมากกว่า 1อยา่ ง ซง่ึ เปน็ สาระที่เด่นชดั อย่ใู นเน้อื เร่ือง บอกจุดของสาระเพียงอย่างเดียว ปรากฏชัดเจนในเรื่องส้ันๆ หรือในประโยคง่ายๆไม่ซับซ้อนและ เปน็ ส่งิ ที่คุน้ เคย ทงั้ ในบริบทของข้อความ รวมทง้ั ในรูปแบบของถอ้ ยความทม่ี ลี กั ษณะเข้าใจงา่ ย เช่น 1B มีการบอกเล่าข้อความไว้ แต่วิธีการบอกอาจต่างออกไป มีรูปหรือสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยประกอบ มี ขอ้ ความท่บี ดบงั ทที่ าให้เข้าใจไขว้เขวนอ้ ยที่สดุ ครูควรฝึกนักเรียนให้สามารถตอบคาถามได้อย่างถูกวิธีควรปฏิบัติการฝึกอ่านของนักเรียนต้ังแต่ระดับ 2 3 4 5 และระดบั 6 ซง่ึ เป็นระดบั ทีส่ งู สุด

87 ตวั อยา่ งสถานการณ์ท่ีใช้วัดสมรรถนะการเขา้ ถงึ และค้นคืนสาระ (Retrieving information) สถานการณท์ ี่ 1: ปา้ ยประกาศในซเู ปอร์มารเ์ ก็ต การแจ้งเตือนการแพ้ถ่วั ลิสง คาถาม ขนมปังกรอบไสค้ รีมมะนาว จากเร่อื ง..บรษิ ทั ท่ีทาขนมปังกรอบ วันท่ีแจ้งเตอื น : 4 กมุ ภาพันธ์ ช่อื บริษัทอะไร ช่ือผ้ผู ลิต: บริษทั ไฟน์ฟ้ดู ส์ จากัด ขอ้ มูลผลิตภณั ฑ:์ ขนมปังกรอบไสค้ รีมมะนาว 125 กรัม คาตอบ (ควรบรโิ ภคกอ่ น 18 มิถนุ ายน และก่อน 1 กรกฎาคม) คาตอบ บรษิ ัท ไฟน์ฟดู้ ส์ จากัด รายละเอียด : ขนมปงั กรอบบางอยา่ งในร่นุ การผลิตเหล่านี้อาจมี ชน้ิ ส่วนของถว่ั ลสิ งผสมอยู่ แตไ่ ม่แจง้ ในรายการ สว่ นผสมคนที่แพถ้ ่ัวไม่ควรรับประทานขนมปงั กรอบนี้ การปฏิบัติของผู้บริโภค : ถ้าท่านซื้อขนมปังกรอบน้ีไป ท่าน สามารถนามาคืน ณ ท่ีที่ท่านซือ้ เพอื่ ขอรับเงินคนื ได้เตม็ จานวนหรือ โทรสอบถามขอ้ มูลเพิ่มเตมิ ไดท้ ่ี 1800 034 241 ระดับความสามารถในคาถาม คำถำมน้ีต้องกำรให้ระบุสำระเพียงอย่ำงเดียวคือชื่อบริษัทท่ีผลิตขนมปังกรอบ โดยช่อื บริษัทน้ีปรำกฏชัดเจนใน เรื่องส้ันๆ ที่ไม่ซับซ้อนและมีรูปแบบที่เป็นส่ิงที่คุ้นเคย โดยไม่มีข้อควำมใดมำบดบังทำให้เข้ำใจไขว้เขวเลย ระดับความสามารถตามสมรรถนะฯ ของข้อนี้ จึงจัดอยู่ในระดบั 1 B ซ่ึงเป็นระดับควำมสำมำรถในกำรเขำ้ ถึง และคน้ คนื สำระ ระดบั ต่ำสดุ ** ถ้ำนักเรยี นไมส่ ำมำรถตอบคำถำมในลกั ษณะนี้ได้ ถือว่ำนักเรยี นไมส่ ำมำรถใช้กำรอำ่ นในชีวิตประจำวันได้

88 สถานการณท์ ี่ 2: ทะเลสาบชาด แสดงการเปล่ียนแปลงระดับน้าของทะเลสาบชาด ในซาฮาราแอฟรกิ าเหนือ ทะเลสาบชาดสญู หาย ไร้รอ่ งรอยประมาณ 20,000 ปี ก่อนคริสตศักราช (20,000 BC) ช่วงปลายยุคน้าแขง็ และประมาณ 11,000 ปี ก่อนคริสตศักราช (11,000 BC) ทะเลสาบนี้ปรากฏขึ้นมาอีกคร้ัง ปัจจุบันระดับน้าของทะเลสาบมีระดับ เดียวกันกับเมือ่ ปี ค.ศ.1000 (AD 1000) คาถาม ปัจจบุ นั ทะเลสำบชำดลกึ เท่ำไร 1. ประมาณ 2 เมตร 2. ประมาณ 15 เมตร 3. ประมาณ 50 เมตร 4. ขอ้ มูลไมไ่ ดร้ ะบุ คำตอบ 1. ประมาณ 2 เมตร ระดับความสามารถในคาถาม จากคาถามที่ว่า “ปจั จบุ ันทะเลสาบชาดลกึ เท่าไร” ซงึ่ เมอ่ื ค้นดูในถอ้ ยความจะไมพ่ บขอ้ มลู ของ “ความลกึ ” ดังนั้น ผู้อ่าน (ผู้ตอบคาถาม) จึงต้องมองหาคาที่มีความหมายความคล้ายคลึง ซ่ึงในถ้อยความใช้คาว่า “ระดับ” จากนั้นจึงพยายามมองหาตาแหน่งท่ีเป็นคาตอบ ซึ่งไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนไว้ในถ้อยความ แต่มีประโยคที่เป็น การอ้างอิง หรือ กาหนดเง่ือนไขไว้ว่า “ปัจจุบันระดับน้าของทะเลสาบมีระดับเดียวกันกับเมื่อปี ค.ศ.1000” และเมื่อมองที่ตาแหน่ง ปี AD 1000 ก็พบว่าในปีดังกล่าว ทะเลสาบชาดมีความลึกประมาณ 2 เมตร จึงพบ คาตอบว่า “ปัจจุบนั ทะเลสาบชาดลึกประมาณ 2 เมตร” จะเห็นว่าการหาคาตอบข้อนี้ ผอู้ า่ นต้องหาตาแหน่ง หรือหาความสมั พนั ธ์ของสาระหลายๆทใ่ี นถ้อยความ ประกอบกับเน้ือหาเร่ืองน้ีเป็นเร่ืองท่ียาก ดังน้ัน คาถามข้อนี้จึงเป็นความสามารถในการเข้าถึงและค้นคืนสาระใน ระดับ 4

89 การแปลความผลการประเมินการรเู้ รอ่ื งการอา่ นสมรรถนะการเขา้ ถงึ และคน้ คืนสาระ นกั เรียนไม่สามารถทาข้อสอบ ลกั ษณะวธิ ีรู้เร่ืองการอ่าน ตามตวั อยา่ งสถานการณ์ท่ี 1ได้ การแปลความ ท่ตี ้องปฏิบตั ิ สาเหตเุ พราะ... สำมำรถดึงสำระหนึ่งอย่ำง 1. นกั เรียนอ่านตัวอกั ษร นกั เรียนมีทักษะการอา่ น หรือมำกกว่ำที่ใช้กำรอ้ำงอิงหรือ ที่ ก ำห น ด เง่ือ น ไข ไว้ ห ล ำ ย แต่ไม่เข้าใจ ไม่กระจ่าง ไม่เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์ เงอ่ื นไข ความหมายที่ลึกกวา่ จากการอ่านในการดาเนินชีวิต ระบุ สำระหน่ึ งอย่ำงห รือ มำกกว่ำ 1 อย่ำง ซึ่งเป็นสำระที่ 2. นักเรียนไม่สามารถตีความ และในการศึกษาหาความรู้ เดน่ ชดั อยใู่ นเนอ้ื เรื่อง วิเคราะห์ความ และประเมิน และทักษะในวิชาอ่ืนๆเพ่ือ สำมำรถดึงสำระหนึ่งอย่ำงหรือ มำกกว่ำที่ใช้กำรอ้ำงอิงหรอื ท่ีกำหนด ข้อความท่ีเกี่ยวข้องกับ ก า ร เป็ น ป ร ะ ช า ช น ที่ มี เงื่อนไขไวห้ ลำยเงอ่ื นไข สภาพการณ์ในชีวิตหรือใน คณุ ภาพในสังคมอนาคต บอกตำแหน่งหรือบอกควำมสัมพันธ์ ของสำระหลำยๆ ชิน้ ในถอ้ ยควำม ความเปน็ จริงไมไ่ ด้ บอกตำแหน่งของสำระต่ำงๆ ใน นกั เรยี นท่ีสามารถทาข้อสอบ การแปลความ ถ้อยควำมจำกเรือ่ งทีย่ ำก ตามตัวอย่างสถานการณท์ ี่ 1 และ 2 บ อ ก ได้ ว่ ำ ส ำ ร ะ อ ยู่ ท่ี ใ ด ใ น ถ้ อ ย ค ว ำ ม แ ล ะ ร ว บ ร ว ม ส ำ ร ะ ชิ้ น เล็ ก ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเพราะ.... หลำยๆ ช้ินท่ีซ่อนอยู่มำรวบรวม เพื่อให้ได้เนื้อหำท่ีต้องกำรแล้วอ้ำงอิง 1. นั ก เรี ย น มี ค ว าม รู้แ ล ะ นกั เรยี นมีทกั ษะการอ่าน ได้ว่ำสำระส่วนไหนในถ้อยควำมท่ี ใชไ้ ด้ และสอดคลอ้ งหรอื สนับสนุน ทักษะการอ่านถึงเกณฑ์ เพียงพอท่ีจะใช้ประโยชน์ มองเห็นสำระในรำยละเอียด แม้ การประเมิน จากการอ่านในการดาเนินชวี ิต จะเป็นข้อควำมที่ไม่เด่นชัด หรือไม่ สะดุดตำ 2. นักเรียนอ่านตามตัวอักษร และในการศึกษาหาความรู้ ได้อย่างเข้าใจและกระจ่าง และทักษะในวิชาอื่นๆเพ่ือ ความหมายท่ลี กึ กวา่ ก า ร เป็ น ป ร ะ ช า ช น ที่ มี 3. นักเรียนตีความวิเคราะห์ คุณภาพในสังคมอนาคต แ ล ะ ป ร ะ เมิ น ข้ อ ค ว า ม ที่ เกี่ยวข้องกับสภาพการณ์ ใน ชี วิ ต ห รื อ ใน ค ว า ม เป็ น จรงิ ได้

90 ระดบั ความสามารถในการรูเ้ รอื่ งการอา่ น สมรรถนะ “การบูรณาการและตีความ”(Integrate and Interpret) ----------------------------------- สมรรถนะการบูรณาการและตีความ เป็นการอ่านท่ีเน้นการนาความเข้าใจกว้างๆ โดยระบุใจความ สาคัญของเร่ืองหรือแนวคิดหลักและจุดมุ่งหมายท่ัวไป ด้วยการพิจารณาความสัมพันธ์ ตีความ แปลความ โดยรวมของถ้อยความด้วยการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อความในเร่ือง ความสามารถในการเชื่อมโยง ส่วนต่างๆ ของถ้อยความท่ีหลากหลาย ที่เก่ียวข้องหรือสัมพันธ์กับส่ิงต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงในชีวิตหรือโลก ท่เี ปน็ จรงิ เพื่อให้เกดิ ความเขา้ ใจในถอ้ ยความ เพ่ือเป็นการวัดสมรรถนะการอ่านรู้เรือ่ งและสื่อสารได้ของนักเรยี นในรายสมรรถนะการบูรณาการและ ตีความที่สามารถยอมรับได้และใช้เพ่ือการพัฒนาผู้เรียนจึงจาต้องมีระดับความสามารถตามสมรรถนะการอ่าน เพ่ือใช้วัดความสามารถในการอ่านรู้เร่ืองและสื่อสารได้ ท้ังนี้ขอนาเกณฑ์ระดับความรู้และทักษะการอ่านตาม สมรรถนะการบรู ณาการและตีความของ PISA 2009 มีรายละเอียดดังนี้ จุดมงุ่ หมายสูงสดุ ในการพัฒนานกั เรยี นให้มสี มรรถนะ “การบูรณาการและตีความ” 6 เข้าใจถ้อยความหลายถ้อยความท่ีดึงเอาสาระมาบรู ณาการกนั หรืออ้างอิงภารกิจท่ีให้อ่าน อาจต้องการใหอ้ ่าน ส่ิงท่ไี มค่ นุ้ เคยและมสี าระเดน่ หลายอย่างที่ต้องเลือกมาสรุปและตีความ 5 ต้องมีความเข้าใจท่ีถูกต้องและมีรายละเอยี ดพร้อมของถ้อยความท่ีไม่คุ้นเคย และนาวิธีอ่านอย่างหลากหลาย มาแสดงความสัมพนั ธ์กับแนวคดิ ทม่ี กั ไม่ตรงกนั หรอื ไม่ใกลเ้ คียงกับสง่ิ ทคี่ าดหวงั 4 ตีความภาษาที่มีความหมายใกล้เคียงกันในถอ้ ยความซึ่งตอ้ งอาศัยความหมายรวมถ้อยความทง้ั หมดเปน็ หลัก บูรณาการหลาย ๆ ส่วนของถ้อยความเพื่อดึงเอาแนวคดิ หลัก เพ่ือเข้าใจความสัมพันธ์ของคา หรอื วลีใช้ความรู้ 3 และทักษะหลายอย่างเพื่อเปรียบเทียบความเหมือนหรือบอกความแตกต่างหรือจัดกลุ่มตามเกณฑ์ต่างๆ บางคร้ัง สาระที่ต้องการให้หาอาจจะไม่ได้อยู่ตรงส่วนท่ีเด่นของบทความ แต่ถูกบดบังด้วยสาระอ่ืนมากมาย เป็นต้นว่า แนวคิดตรงกนั ขา้ มกับส่งิ ทีค่ าดหวงั หรือส่งิ ทีข่ อ้ ความชีน้ ัยหรือคาที่เป็นเชงิ ปฏเิ สธ อย่ำงเดยี ว เขา้ ใจแนวคดิ ใหญ่ของเน้ือหา เข้าใจความสมั พันธ์ความหมายของสว่ นท่ีกาหนดให้ในเร่ือง โดยท่ีความหมายน้ัน ๆไม่ 2 แสดงไว้อย่างเด่นชัด แต่ผู้อ่านต้องใช้การอ้างอิงบ้างในระดับท่ีไม่สูงนัก ถ้อยความจะแสดงความสัมพันธ์ด้วยการ เปรยี บเทยี บ การบอกความแตกตา่ งของลกั ษณะเพียงอย่างเดยี ว 1A เขำ้ ใจแนวของเรอ่ื งทผ่ี ูเ้ ขียนไดแ้ สดงไว้ในเรอื่ งทีค่ ุ้นเคย 1B เช่ือมโยงสาระจากจดุ หนึ่งกับอกี จดุ หนึ่งท่อี ยตู่ ิดกันในเรอื่ ง ครูควรฝึกนักเรียนให้สามารถตอบคาถามได้อย่างถูกวิธีควรปฏิบัติการฝึกอ่านของนักเรียนตั้งแต่ระดับ 2 3 4 5 และระดับ 6 ซึ่งเป็นระดบั ที่สงู สดุ

91 การหาคาตอบตามสมรรถนะ“การบรู ณาการและตีความ” การอ่านบรู ณาการ (Integrate) ปฏิบตั ิดงั ต่อไปน้ี 1. มองความสัมพนั ธข์ องถ้อยความในภาพรวม โดยแยกใจความหลักกบั ใจความขยายแลว้ พจิ ารณา ใจความหลกั โดยระบหุ วั ใจสาคัญของเรอื่ งว่า ตอ้ งการส่งขา่ วสารใด เช่น ใจความสาคัญและแนวคดิ หลัก 2. มองความสัมพันธข์ องถ้อยความในภาพรวม แลว้ พิจารณาเจตนาของผแู้ ตง่ เช่น แจ้งให้ทราบ ถาม ใหต้ อบ และบอกใหท้ า ท้ังเจตนาตรงทปี่ รากฏชดั แจ้งในถ้อยความ และเจตนาแฝง 3. เชอ่ื มโยงส่วนตา่ งๆ ของข้อมลู ท่หี ลากหลาย เพ่อื ทาใหเ้ ข้าใจเร่ืองที่อา่ น การอ่านตคี วาม (Interpret) ปฏบิ ตั ิดังต่อไปนี้ 1. มองความสัมพนั ธ์ในถ้อยความโดยเช่อื มโยงสาระจากจดุ หนง่ึ ไปยังอีกจุดหน่ึง แลว้ ตคี วาม แปล ความหมายสาระที่มีความหมายใกล้เคยี ง ซ่ึงต้องอาศยั ความหมายรวมทัง้ หมดเปน็ หลัก 2. มองความสัมพันธใ์ นถ้อยความจากจุดหนึ่งไปยงั อีกจุดหนึง่ แล้วพจิ ารณาการเรียงลาดับความสมั พันธ์ 3. ตคี วามเนอ้ื เร่ืองเพ่ือนาไปสู่ความเขา้ ใจในสิ่งท่ีอ่านได้ ตัวอยา่ งสถานการณท์ ีใ่ ช้วัดสมรรถนะการบรู ณาการและตีความ (Integrate and Interpret) การแจ้งเตอื นการแพ้ถัว่ ลิสง คาถาม ขนมปงั กรอบไส้ครมี มะนาว จดุ ประสงคข์ องสว่ นทเี่ ปน็ รายละเอยี ดในปา้ ย ประกาศคอื อะไร วนั ทีแ่ จ้งเตือน : 4 กมุ ภาพนั ธ์ 1. เพอ่ื โฆษณาขนมปงั กรอบชนดิ ตา่ งๆ ช่อื ผ้ผู ลติ : บรษิ ทั ไฟน์ฟดู้ ส์ จากัด 2. เพื่อแจง้ เร่ืองของแถมพิเศษที่มากับขนมปัง ข้อมูลผลิตภัณฑ์: ขนมปังกรอบไส้ครีมมะนาว 125 กรมั 3. เพื่อบอกสว่ นผสมของขนมปงั กรอบ (ควรบริโภคก่อน 18 มิถุนายน และควรบริโภคก่อน 4. เพอ่ื อธบิ ายวา่ มอี ะไรผดิ ปกตใิ นขนมปงั กรอบ 1 กรกฎาคม) รายละเอยี ด : ขนมปงั กรอบบางอยา่ งในรนุ่ การผลติ เหล่านอี้ าจมีชนิ้ สว่ นของถว่ั ลสิ งผสมอยู่ แต่ไมแ่ จง้ ในรายการสว่ นผสม คนทแี่ พ้ถั่ว ไม่ควรรับประทานขนมปังกรอบนี้ การปฏิบัติของผู้บริโภค : ถ้าท่านซ้ือขนมปังกรอบน้ีไป ท่านสามารถนามาคืน ณ ทีท่ ที่ า่ นซือ้ เพอ่ื ขอรับเงนิ คืนได้ เต็มจานวนหรือโทรสอบถามข้อมูลเพ่ิมเติมได้ที่ 1800 034 241 ระดับความสามารถในคาถาม จากคาถาม “จุดประสงค์ของส่วนที่เป็นรายละเอียดในป้ายประกาศคืออะไร” ซึ่งผู้อ่าน (ผู้ตอบคาถาม) ต้อง อา่ นข้อความทั้งหมดในส่วนที่เป็นรายละเอียด แล้วจึงมองหาแนวคิดหลักของข้อความซึง่ ไม่เดน่ ชัดเน่ืองจากข้อความ กล่าวถึงหลายเรื่อง ผู้อ่านจึงต้องทาความเข้าใจคา วลี ท่ีปรากฏในข้อความ เช่น “อาจมีชิ้นส่วน” “แต่ไม่ได้แจ้งใน รายการส่วนผสม” เป็นต้น จะเห็นว่าการหาคาตอบข้อน้ี ผู้อา่ นตอ้ งใชก้ ารบูรณาการ และทาความเข้าใจวลีหลายๆ สว่ นเพอื่ หาแนวคิด หรือจุดประสงคห์ ลกั ของรายละเอยี ดทง้ั หมด ซ่ึงเปน็ ความสามารถในการบรู ณาการและตีความระดบั 3

92 การแปลความผลการประเมนิ การร้เู ร่ืองการอ่านสมรรถนะการบูรณาการและตีความ นกั เรียนไม่สามารถทาขอ้ สอบตามตวั อยา่ ง การแปลความ ลกั ษณะวิธีรูเ้ ร่ืองการอ่าน สถานการณ์ไดส้ าเหตุเพราะ ท่ีต้องปฏิบตั ิ 1. ผู้อ่านไม่สามารถมองความสัมพันธ์ของถ้อยความ นักเรียนมีทักษะการ ผู้อ่านเชื่อมโยงสาระจากจุด หนึ่งเข้ากับจุดหนึ่งที่อยู่ติดกันใน ในภาพรวม โดยแยกใจความหลักกับใจความขยาย อา่ นไม่เพียงพอที่จะใช้ เรอ่ื ง ผู้อ่านเข้าใจแนวของเรื่องที่ แล้วพิจารณาใจความหลัก โดยระบุหัวใจสาคัญ ประโยชน์จากการอา่ น ผู้เขียนไดแ้ สดงไวใ้ นเรอื่ งทีค่ นุ้ เคย ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดใหญ่ของ ของเรื่องว่า ต้องการส่งข่าวสารใดเช่นใจความสาคัญ ในการดาเนินชีวิตและ เน้ื อ ห าเข้ า ใจ ค วาม สั ม พั น ธ์ ควำมหมำยของสว่ นท่กี ำหนดให้ และแนวคดิ หลกั ในการศึกษาหาความรู้ บูรณำกำรหลำยๆ ส่วนของถ้อย 2.ผู้อ่านมองไม่เหน็ ความสัมพันธ์ของถอ้ ยความ และทักษะในวิชาอ่ืนๆ ควำมเพื่อดึงเอำแนวคิดหลักเพ่ือเข้ำใจ ค ว ำ ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง ค ำ ห รื อ ว ลี ในภาพรวม แล้วพิจารณาเจตนาของผู้แต่ง เช่น เพื่อการเป็นประชาชน ใช้ควำมรู้และทักษะหลำยอย่ำงเพื่อ เปรียบเทียบควำมเหมือนหรือบอก แจ้งให้ทราบ ถามให้ตอบ และบอกให้ทา ท้ัง ที่มีคุณภาพในสังคม ควำมแตกต่ำงหรือจัดกลุ่มตำมเกณฑ์ ต่ำงๆ บำงครั้งสำระที่ต้องกำรให้หำ เจตนาตรงที่ปรากฏชัดแจ้ง ในถ้อยความ และ อนาคต อ ำ จ จ ะ ไม่ ไ ด้ อ ยู่ ต ร ง ส่ ว น ที่ เด่ น ข อ ง บทควำม แต่ถูกบดบังด้วยสำระอื่น เจตนาแฝง มำกมำย ตี ค ว ำม ภ ำ ษ ำท่ี มี ค ว ำม ห ม ำ ย 3.ผอู้ ่านไม่สามารถเชอื่ มโยงส่วนต่างๆ ของข้อมูล ใกล้เคียงกันในถ้อยควำมซึ่งต้องอำศัย ควำมหมำยรวมถอ้ ยควำมทงั้ หมดเป็นหลัก ทห่ี ลากหลาย เพอื่ ทาใหเ้ ขา้ ใจเรอ่ื งท่อี า่ น ต้องมีควำมเข้ำใจที่ถูกต้องและมี รำยละเอียดพร้อมของถ้อยควำมท่ีไม่ นกั เรยี นที่สามารถทาข้อสอบตามตัวอยา่ ง การแปลความ คุ้ น เค ย แ ล ะ น ำ วิ ธี อ่ ำ น อ ย่ ำ ง สถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง เพราะ.... หลำกหลำยมำแสดงควำมสัมพันธ์กับ แนวคิดท่ีมักไม่ตรงกันหรือไม่ใกล้เคียง 1. ผู้อ่านสามารถมองความสัมพันธ์ของถ้อยความ นักเรยี นมที ักษะการ กับส่ิงท่ีคำดหวัง เข้ำใจถ้อยควำมหลำยถ้อยควำมที่ ในภาพรวม โดยแยกใจความหลักกับใจความขยาย อ่านเพียงพอทีจ่ ะใช้ ดึงเอำสำระมำบรู ณำกำรกันหรอื อ้ำงอิง ภำรกจิ ทีใ่ ห้อ่ำน อำจตอ้ งกำรให้อ่ำนส่ิง แล้วพิจารณาใจความหลัก โดยระบุหัวใจสาคัญ ประโยชนจ์ ากการอ่าน ที่ไม่คุ้นเคยและมีสำระเด่นหลำยอย่ำง ท่ตี ้องเลือกมำสรุปตคี วำม ของเรื่องว่า ต้องการส่งข่าวสารใดเช่นใจความสาคัญ ในการดาเนนิ ชีวิตและ และแนวคดิ หลัก ในการศึกษาหาความรู้ 2.ผู้อ่านมองเห็นความสัมพันธ์ของถ้อยความใน และทกั ษะในวิชาอนื่ ๆ ภาพรวม แล้วพิจารณาเจตนาของผู้แต่ง เช่น แจ้ง เพ่อื การเป็นประชาชน ให้ทราบ ถามให้ตอบ และบอกให้ทา ท้ังเจตนา ที่มคี ณุ ภาพในสังคม ตรงทป่ี รากฏชัดแจ้ง ในถอ้ ยความ และเจตนาแฝง อนาคต 3.ผู้อ่านสามารถเช่ือมโยงส่วนต่างๆ ของข้อมูลที่ หลากหลาย เพ่ือทาให้เขา้ ใจเรือ่ งทอี่ า่ น 4.มองความสัมพันธ์ในถ้อยความโดยเชื่อมโยง สาระจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แล้วตีความ แปลความหมายความหมายใกล้เคียง ซ่ึงต้อง อาศัยความหมายรวมทงั้ หมดเปน็ หลกั 5.มองความสมั พันธ์ในถ้อยความจากจุดหน่ึงไปยังอีก จุดหนง่ึ แลว้ พิจารณาการเรยี งลาดบั ความสัมพันธ์ 6.ตีความเนื้อเร่ืองเพ่ือนาไปสู่ความเข้าใจในส่ิงที่ อ่านได้

93 การพัฒนานกั เรียนใหม้ คี วามสามารถในการรูเ้ รือ่ งการอ่าน ในสมรรถนะ “การสะท้อนและประเมนิ ” (Reflect and Evaluate) สมรรถนะการสะท้อนและประเมิน เป็นการอ่านเน้นการนาความรู้ความคิด และความเข้าใจเดิมมา ตีความแปลความแล้วแสดงความคิดเห็นได้จากมุมมองของตนด้วยการเชื่อมโยงสาระความรู้จากภายนอกส่ิงที่ อ่านหรือความรู้ในโลกของความเป็นจริงท่ีตนเองดารงชีวิตโดยไม่ยึดติดกับสาระท่ีอ่านหรือไม่เอาคว ามคิดและ เจตคติของตนมาเกีย่ วข้อง แล้วจงึ จะพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาถึงคุณภาพและความเหมาะสมของการเขยี น เพื่อเป็นการวัดสมรรถนะการรู้เรื่องการอ่านของนักเรียนในรายสมรรถนะการสะท้อนและประเมินท่ี สามารถยอมรับได้และใชเ้ พื่อการพัฒนาผเู้ รียนจึงจาต้องมีระดับการอ่านเพ่ือใช้วดั ความสามารถในการอ่าน ทง้ั น้ี ขอนาเกณฑ์การวัดตามระดับการอ่านตามสมรรถนะการสะท้อนและประเมินความของ PISA 2009 ซ่ึงมี รายละเอยี ดดังน้ี จดุ ม่งุ หมายสูงสดุ ในการพฒั นานักเรยี นให้มีสมรรถนะ “การสะท้อนและประเมิน” 6 สร้ำงสมมติฐำนหรือประเมนิ อย่ำงมีวจิ ำรณญำณในถ้อยควำมท่ีซับซ้อนและไมค่ ุ้นเคย ใหใ้ ช้เกณฑ์ หรอื มุมมองต่ำงๆ 5 ใช้กำรประเมินอย่ำงวนิ จิ วิเครำะห์ หรือต้งั ขอ้ สงสัยหรอื สมมติฐำนโดยดึงเอำควำมรพู้ เิ ศษเฉพำะเรือ่ งมำใช้ 4 ทำควำมเขำ้ ใจและประยกุ ต์ใชค้ วำมร้ใู นสถำนกำรณ์ทไี่ ม่คนุ้ เคยโดยกำรใช้ควำมรทู้ ัว่ ไปมำสร้ำงสมมติฐำน หรอื ประเมนิ ถ้อยควำมอยำ่ งมีวจิ ำรณญำณแสดงว่ำเขำ้ ใจถ้อยควำมทยี่ ำวและซบั ซอ้ น และเนื้อหำที่ไม่คุ้นเคย ใชก้ ำรเช่อื มโยงกำรเปรยี บเทยี บและกำรอธิบำยหรือให้ประเมินลักษณะใดลกั ษณะหนง่ึ ของถอ้ ยควำม 3 เพอื่ แสดงวำ่ ผ้อู ่ำนเข้ำใจสำระอยำ่ งละเอยี ดโดยนำมำเกีย่ วขอ้ งเชอ่ื มโยงกับส่งิ ท่คี ุ้นเคยหรือพบเสมอใน ชวี ติ ประจำวัน 2 ใช้กำรเปรียบเทยี บหรือนำควำมรทู้ ว่ั ไปจำกภำยนอกมำสรำ้ งกำรเช่ือมโยงกับส่งิ ท่ีไดอ้ ่ำนในเร่อื ง 1A เชอ่ื มโยงสำระในเร่ืองเข้ำกับควำมรู้งำ่ ยๆ ท่วั ไป ครูควรฝึกนักเรียนให้สามารถตอบคาถามได้อย่างถูกวิธีควรปฏิบัติการฝึกอ่านของนักเรียนต้ังแต่ระดับ 2 3 4 5 และระดบั 6 ซึง่ เปน็ ระดับที่สงู สดุ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook