Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 008-บทที่1-บทที่5 (1)

008-บทที่1-บทที่5 (1)

Published by Comx Chutsana, 2021-06-10 14:08:17

Description: 008-บทที่1-บทที่5 (1)

Search

Read the Text Version

บทที่ 1 บทนำ ควำมเปน็ มำของปัญหำ วิทยาศาสตร์มีความสาคัญกับชีวิตประจาวันเราเป็นอย่างย่ิง เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กบั การดาเนนิ ชวี ติ ของทกุ คน ตลอดจนเทคโนโลยี เครอ่ื งมือ เครอื่ งใช้ และผลผลิตต่าง ๆ ท่ีมนุษย์ได้ใช้ เพอ่ื อานวยความสะดวกในชีวติ และการทางาน สง่ิ ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ เปน็ ผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสม กับความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนากระบวนการคิด เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายและสามารถที่จะตรวจสอบได้ เน่ืองจากความรู้ วิทยาศาสตรเ์ ปน็ เร่อื งราวธรรมชาตขิ องโลก ซึง่ มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุก คนจึงต้องเรยี นรู้เพื่อนาไปใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์โดยได้รับ การกระตุ้นให้เกิดความท้าทาย ความต่ืนเต้นและการเผชิญสถานการณ์หรือปัญหา มีการระดม ความคิด การปฏิบัติจริง เข้าใจและเห็นความเช่ือมโยงขอวิทยาศาสตร์กับวิชาอ่ืน ทาให้สามารถ อธบิ าย ทานาย คาดการณส์ ิง่ ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งมเี หตุผล สามารถคิดสรา้ งสรรค์ คิดวเิ คราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสาคญั ในการค้นควา้ หาความรู้ มีความสามารถในการแกป้ ัญหาสามารถตดั สนิ ใจโดยใช้ข้อมูลท่ี หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซ่ึงเป็น สงั คมแห่งการเรยี นรู้ (knowledge-based society)(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร,2551) การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ควรเน้นให้นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติทาง วิทยาศาสตรอ์ ย่างถูกตอ้ ง นกั เรียนจะสามารถเช่ือมโยงความรู้ ประสบการณ์เดิมเข้ากับสิ่งที่ได้เรียนรู้ ใหมไ่ ด้และกอ่ ใหเ้ กิดการเรยี นรูอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และสามารถนาไปพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้ (สิริญญา บาลธนะจักร,2554) และในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จึงต้องมีการพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ โดยจะต้องเน้นการสอนให้ผู้เรียนเกิดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะถ้า หลังจากการเรียนรู้ ผู้เรียนมีแนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แตกต่างไปจากของนักวิทยาศาสตร์หรือ ผู้เรียนเกิดมโนมติท่ีคลาดเคลื่อน (Alternative Conception) จะมีผลต่อการเรียนรู้เร่ืองใหม่ ทาให้ การแปลความหมายของสารสนเทศใหมค่ ลาดเคล่อื น หรอื ทาไดย้ าก ทาใหก้ ารเช่ือมโยงประสบการณ์ ใหมช่ า้ ลง เพราะต้องเสยี เวลาไปรอ้ื ฟ้ืนความรู้เดิมที่มีมาก่อน หรือต้องแก้ไขความเช่ือบางอย่างซ่ึงเป็น สิ่งที่ยากในการที่จะไปลบล้างหรือแก้ไข ซ่ึงเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ไม่ประสงค์ให้เกิดกับตัว ผเู้ รยี น (มณกี านต์ หนิ สอ, 2549) และการจดั การเรยี นรู้ไม่ใช่การเติมสมองท่ีว่างเปล่าของนักเรียนให้ เต็ม แต่เป็นการพัฒนาหรือเปล่ียนแปลงความคิดที่มีอยู่แล้วใหม่และนักเรียนเป็นผู้สร้างความหมาย จากประสบการณด์ ้วยตนเอง (Bell ,1993 อ้างถึงใน วรรณทพิ า รอดแรงค้า , 2540) ปัจจุบัน การเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นั้นยังไม่ประสบผลสาเร็จ เท่าที่ควร อาจเน่ืองมาจากครูผู้สอนยังใช้รูปแบบวิธีการสอนแบบเดิม ๆ ไม่ยอมพัฒนาเปล่ียนแปลง ไปตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลงไป โดยจากรายงานผลการทดสอบระดับชาติขั้น พ้ืนฐาน (O-NET) ประจาปีการศึกษา 2561 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในภาพรวมของประเทศ

พบว่า ผเู้ รียนมีคะแนนเฉลี่ยในสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 36.10 คะแนน ซง่ึ ตา่ กวา่ เกณฑ์ และเม่ือ วิเคราะห์แยกเป็นสาระย่อย ๆ ภายในสาระวิทยาศาสตร์แล้ว ยังพบอีกว่า ในสาระท่ี 7 ดาราศาสตร์ และอวกาศ มีคะแนนเฉล่ีย 37.26 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนเฉล่ียโดยรวมของสาระวิทยาศาสตร์ แตก่ ็ยังนอ้ ยกวา่ เกณฑ์ ซึ่งเม่ือวเิ คราะห์เนื้อหาในสว่ นของดาราศาสตร์และอวกาศแล้ว พบว่า ปัญหา ที่สาคัญที่ส่งผลให้ผลการทดสอบ ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คือ ผู้เรียนไม่สามารถจาแนกข้อมูลใน เรื่องต่าง ๆ ของระบบสุริยะได้ ว่าเนื้อหาในส่วนใดมีความสาคัญ ผู้เรียนไม่สามารถหาความสัมพันธ์ ระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจนั ทร์ได้ ผู้เรยี นไม่สามารถจัดการเนื้อหา หรือสรุปใจความสาคัญ ของเน้ือหา แล้วนาเสนอเป็นชิ้นงาน ในเร่ืองระบบสุริยะ ซึ่งเนื้อหามีจานวนมาก อาจเกิดการสับสน ในการจดจา เช่น ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลกหมุนรอบตัวเอง การเกิดสุริยุปราคา การเกิด จันทรุปราคา เป็นต้น การจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องจึงมีความ จาเป็นอย่างมาก การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (Student Team Achievement Divisions) เป็นการสอนซึ่งสลาวิน (Slavin, 1995: 5-6) ได้พัฒนารูปแบบการสอนโดยการจัดการ เรียนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเพื่อนทางานร่วมกัน โดยมีนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนร่วมใน กล่มุ แตล่ ะกลุ่มทางานร่วมกัน ทาให้ผู้เรียนได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คนเก่งได้ช่วยเหลือคน ท่ีอ่อนกว่า คนท่ีอ่อนก็จะได้พัฒนาความสามารถของตนเอง นับว่าเป็นแนวทางหน่ึงท่ีจะช่วยในการ ปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน จาก การวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD นักเรียนกลุ่มที่อ่อนจะกล้าถามเรื่องที่ไม่ เข้าใจจากสมาชิกในกลุ่มท่ีเก่งกว่ามากข้ึน ในการทดสอบย่อยนักเรียนจะมีความพยายามเพื่อให้ได้ คะแนนท่ีผ่านเกณฑ์ที่กาหนด เพื่อที่จะได้รับการยกย่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ดีขึ้น มีมโนมติท่ี เพิ่มข้ึนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีมโนมติที่คลาดเคล่ือนและมโนมติที่ผิดลดลง (ปัญญา สัมพะ วงศ์ , 2555; อัจฉรีรัตน์ ศิริ, 2558) ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยของ อรัญญา แวงดีสอน, ทัศนา ประสานตรี และมนตรี อนันตรักษ์(2557) ทาการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในการเรียนเรื่อง การคานวณเก่ียวกับปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมี ระหว่างการสอนโดยใช้กลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ TGT และแบบ STAD และความพึง พอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ TGT และ STAD พบว่า ท้ัง 2 เทคนิคสามารถพัฒนา ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของผู้เรียนไดไ้ ม่แตกตา่ งกัน และผู้เรียนมคี วามพงึ พอใจต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ไม่แตกต่างกัน เนื่องจากกลุ่มร่วมมือเทคนิคการเรียนรู้แบบ TGT จะใช้เกมการแข่งขันวิชาการ ส่วนกลุ่มร่วมมือเทคนิคการเรียนรู้แบบ STAD ใช้การทดสอบความรู้ ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ นักเรียนมีความปรารถนาท่ีจะทาให้กลุ่มประสบผลสาเร็จเหมือนกัน จึงทาให้ผลการเรียนรู้ของ นักเรียนไม่แตกต่างกัน และงานวิจัยของ Khamsingnok (2007) ซ่ึงเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เร่ือง การคานวณเกี่ยวกับปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมีกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ระหว่างการสอนโดยใช้เทคนิคTGT และเทคนิค STAD พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคิด เป็นร้อยละ 70.65 และ 71.40 ตามลาดับ นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้เทคนิค TGT และเทคนิค STAD มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกัน 0 05 และนักเรียนท้ัง 2 กลุ่ม มีความพึงพอใจต่อการ

เรียนโดยรวม และเป็นรายด้าน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านคุณค่าต่อการ เรียนอยู่ในระดบั มาก และมคี วามพึงพอใจด้านเน้อื หาอยูใ่ นระดบั ปานกลาง แต่การสอนแบบกลุ่มร่วมมือก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความแตกต่างของนักเรียนทั้งหมดได้ ซึ่งเทคนิคการสอนแบบอินโฟกราฟิกเป็นเทคนิคการสอนที่ “แปลงจากข้อมูลให้เป็นภาพ” เพื่อให้ เข้าใจง่ายและสื่อสารกับผู้คนด้วยส่ิงที่จับต้องได้ อินโฟกราฟิก (Infographic) หรือ อินฟอร์เมช่ัน กราฟิก (Information Graphic) เป็นการนาเสนอข้อมูลหรือความรู้ที่มีความซับซ้อนด้วยภาพ ให้ สามารถอธิบายได้อย่างรวดเร็วชัดเจน และยังช่วยให้ผู้อ่านเกิดความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการต่อ ยอดจากส่งิ ทไี่ ดร้ บั สอดคลอ้ งกบั Jun Sakurada (2008: 30) ที่กล่าวว่า pictogram ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่ง ใน Infographic จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่พบเห็น ดังน้ันการวิเคราะห์ข้อมูล และ การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นหัวใจสาคัญในการออกแบบอินโฟกราฟิกช่วยการสื่อสารมี ประสิทธิภาพ และสามารถจุดประกายให้ผู้อ่านอินโฟกราฟิกเกิดความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบัน Infographic เปน็ สอื่ ใหม่ที่กาลังได้รับความนิยมในวงการโฆษณา และถูกนาไปใช้ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ป้าย แผนท่ี สถิติศาสตร์ ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ การรณรงค์เชิญชวน เป็นต้น ดังน้ันการใช้ Infographic มาประยุกต์เป็นสอื่ นาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิด ความคิดสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากวิจัยของ รัตนาพร ทองเพชร(2558) ได้ทาวิจัยการพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายในรูปแบบ 2.5D เรื่องอินโฟกราฟิก ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายในรูปแบบ 2.5D เรอ่ื ง อนิ โฟกราฟกิ มคี ่าเฉล่ียสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 จากแนวคิด ทฤษฎี รวมถึงผลงานวิจัยท่ีได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะพัฒนา มโนมติวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียน เนื่องจากนักเรียนมีความเข้าใจผิดและเข้าใจ คลาดเคล่ือนมาก โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมผสานกับการเรียนรู้เทคนิค Infographic ซึ่งการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนคิ STAD จะช่วยให้นกั เรียนได้ชว่ ยเหลือกันในกลุ่ม นักเรียนเก่งช่วยเหลือนักเรียนอ่อน และนักเรียนอ่อนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น ตลอดจนส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนไดม้ ีโอกาสพัฒนามโนมติ และเทคนิคการสอนแบบ Infographic เป็นการ นาเสนอขอ้ มูลหรือความรู้ท่มี ีความซับซอ้ นด้วยภาพ ให้สามารถอธิบายได้อย่างรวดเร็วชัดเจน และยัง ช่วยให้ผู้อ่านเกิดความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการต่อยอดจากส่ิงที่ได้รับ ซ่ึงหากนาการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ Infographic จะก่อให้เกิดประโยชน์ ทางการเรียนทาให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งข้ึน และเพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ ความรู้ดว้ ยตนเองและพัฒนาผลสมั ฤทธใ์ิ หด้ ยี ิ่งขึ้นสืบไป จดุ มุง่ หมำยของกำรศึกษำ 1. เพอ่ื พัฒนามโนมตวิ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ระบบสรุ ยิ ะ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โดย การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนคิ STAD ร่วมกับการสรา้ งส่ือ Infographic 2. เพื่อหาแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการสร้างมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุรยิ ะ ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โดยการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสรา้ งสอ่ื Infographic

ขอบเขตของงำนวจิ ัย 1. ขอบเขตดำ้ นเนอื้ หำ 1.1 ปฏิสมั พนั ธ์ในระบบสุริยะ 1.1.1 พฒั นาการของระบบสรุ ยิ ะ 1.1.2 องคป์ ระกอบของระบบสุรยิ ะ 1.2 ดาวเคราะห์ในระบบสุรยิ ะ 1.2.1 ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ 1.2.2 ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง ฝนดาวตก และอุกกาบาต 1.3 ปรากฏการณ์ท่เี กิดข้นึ จากโลกหมนุ รอบตวั เอง และโลกหมุนรอบดวงอาทติ ย์ 1.3.1 กลางวัน กลางคนื 1.3.2 ฤดูกาล 1.4 ปรากฏการณ์ท่ีเกิดขน้ึ ในระบบโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ 1.4.1 สรุ ิยุปราคา 1.4.2 จนั ทรุปราคา 1.4.3 ข้างข้ึน ขา้ งแรม 1.4.4 นา้ เป็น น้าตาย 2. ขอบเขตดำ้ นแหลง่ ขอ้ มลู ประชากรที่ใช้ศึกษาในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 โรงเรยี นเฉลิมขวัญสตรี อาเภอเมือง จังหวัดพษิ ณุโลก จานวน 570 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อาเภอเมือง จงั หวดั พิษณโุ ลก ที่กาลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562 จานวนนักเรียน 46 คน 3. ขอบเขตดำ้ นตวั แปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic ตวั แปรตาม คอื มโนมติวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ 4. ขอบเขตระยะเวลำ ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ผวู้ ิจยั ได้เกบ็ รวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โดยใช้ระยะเวลา 4 สปั ดาห์ สปั ดาห์ละ 3 ชว่ั โมง รวมทงั้ ส้ิน 12 ช่วั โมง นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ 1. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง เทคนิคหนึ่งในการเรียนแบบ ร่วมมือ มีช่ือเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions (STAD) เป็นกิจกรรมการจัดการ เรียนการสอนที่กาหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-5 คน ซึง่ มีขนั้ ตอนทงั้ หมด 5 ข้นั ตอน คอื

ข้ันที่ 1 การเสนอบทเรียนต่อท้ังช้ัน ประกอบด้วยการแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ แจ้งคะแนนฐานของแตล่ ะบคุ คล บอกเกณฑ์คะแนน ทบทวนความรแู้ ละสอนเนือ้ หาใหม่ของบท โดยใช้ สือ่ การเรียนการสอนประกอบคาอธบิ าย เพื่อให้ผเู้ รยี นเข้าใจเนอ้ื หาบทเรยี นมากขน้ึ ขั้นท่ี 2 การเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 4-5 คน ซ่ึงสมาชิก กลุ่มจะมีความแตกต่างกันให้ด้านของความสามารถและสติปัญญา เพ่ือให้ผู้เรียนช่วยเหลือกันและช่วย สอนเสริมเพ่ือให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจ จากน้ันให้แต่ละกลุ่มย่อยศึกษาหัวข้อที่เรียนจากใบงานหรือ แบบฝกึ หดั ที่ครูกาหนด และสมาชิกทกุ คนในกลุ่มต้องรว่ มมือชว่ ยเหลือซงึ่ กนั และกัน ข้ันที่ 3 เมอื่ หลงั จากเรียนไปสกั พกั จะมกี ารทดสอบยอ่ ย โดยผู้เรียนน้ันต้องทาการ ทดสอบโดยจะต้องใช้ความรู้ของตนที่ได้จากการเรียนมา โดยข้ันน้ีจะไม่มีการช่วยเหลือกันจากสมาชิก ในกลุ่ม ขั้นที่ 4 การคิดคะแนนเพ่อื ดพู ฒั นาการของตนเองละกลมุ่ ขั้นท่ี 5 การยกย่องกลุ่มที่ประสบผลสาเร็จ เม่อื คะแนนถงึ เกณฑ์ทีค่ รตู ัง้ ไว้ 2. กำรสร้ำงส่ือ Infographic หมายถึง วิธีการนาเสนอข้อมูล โดยการนาข้อมูลท่ีมีความ ซับซ้อน หรือเข้าใจได้ยาก มาสรุปและแปลงข้อมูลน้ันให้เป็นรูปภาพ เพื่อให้ข้อมูลเกิดความกระชับ สามารถเข้าใจได้ง่าย และข้อมูลมีความน่าสนใจมากข้ึน อินโฟกราฟิกมักให้ความสาคัญกับเรื่องราว, ขอ้ มูลทเี่ ปน็ จริง หรอื ส่งิ ทตี่ อ้ งการนาเสนอ โดยมีการใช้สัญลักษณ์ กราฟ รูปภาพ แผนภูมิต่างๆ เข้ามา ประกอบ โดยองค์ประกอบหลักของอินโฟกราฟิกประกอบด้วย การออกแบบภาพ (Visual Design), เนื้อหา (Content) และองคค์ วามรู้ (Knowledge) 3. มโนมติวทิ ยำศำสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเขา้ ใจของบคุ คลแตล่ ะบคุ คลที่เข้าใจเก่ียวกับ เรื่อง หลักการ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่อง วิทยาศาสตร์ โดยอาศัยหลักการ เหตุผล ข้อเท็จจริงมา รองรบั ความเข้าใจในเรื่องวทิ ยาศาสตร์ 4. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกำรสร้ำงสื่อ Infographic หมายถึง การจดั การเรยี นการสอนทใ่ี หน้ ักเรยี นทมี่ ีความสามารถต่างกันมาทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม โดย ใชส้ ่ือ Infographic เข้ามาร่วมในกจิ กรรมการเรยี นการสอนด้วย สมมติฐำนของกำรวจิ ัย 1. มโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า กอ่ นเรยี น 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic สามารถส่งเสรมิ มโนมติทางวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ระบบสรุ ยิ ะ ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ได้ ควำมสำคญั ของกำรวจิ ัย ได้แนวทางสาหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในการพัฒนามโนมติทาง วทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง ระบบสุริยะ ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ให้มีประสทิ ธิภาพต่อไป

บทที่ 2 เอกสำรและงำนวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง ในการวิจัย การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ โดยการจดั การเรียนรแู้ บบรว่ มมือเทคนคิ STAD ร่วมกบั การสรา้ งสอ่ื Infographic สาหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นาเสนอตามหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 1. หลักสตู รกำรศกึ ษำขน้ั พนื้ ฐำน พุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ 1.1 ความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์ 1.2 ธรรมชาติและลกั ษณะของวิทยาศาสตร์ 1.3 มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้ีวดั กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 1.4 คุณภาพนักเรยี นเม่อื จบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 1.5 คาอธิบายรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 5 2. กำรจดั กำรเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือเทคนคิ STAD 2.1 ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนิค STAD 2.2 รูปแบบของการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนคิ STAD 2.3 ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือเทคนคิ STAD 3. เทคนคิ Infographic 3.1 ความหมายของอนิ โฟกราฟกิ 3.2 ส่วนประกอบหลักของอินโฟกราฟิก 3.3 วิธีการสรา้ งอินโฟกราฟกิ 3.4 รูปแบบดไี ซน์พื้นฐานของอินโฟกราฟกิ 3.5 ลักษณะของอนิ โฟกราฟิกทีด่ ี 3.6 ลักษณะการนาอนิ โฟกราฟกิ ไปใช้ 3.7 ความสาคัญของอินโฟกราฟกิ 3.8 ตวั อยา่ งอินโฟกราฟิก 4. มโนมติ 4.1 ความหมายของมโนมติ 4.2 มโนมตทิ างวิทยาศาสตร์ 4.3 ประเภทของมโนมติ 4.4 องค์ประกอบของมโนมติ 4.5 การสร้างมโนมติ 4.6 ความสาคัญของมโนมติ 4.7 การสอนเพอ่ื ใหเ้ กดิ มโนมติ 5. งำนวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง 6. กรอบแนวคิดวิจยั

1. หลักสูตรกำรศกึ ษำขั้นพนื้ ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์ 1.1 ควำมสำคัญของวิทยำศำสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญย่ิงในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับ ทุกคนทั้งในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เคร่ืองมือเครื่องใช้และผลผลิตต่างๆ ท่ีมนุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางาน เหล่าน้ีล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตรอ์ ่ืนๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ท้ังความคิดเป็น เหตุเปน็ ผล คดิ สรา้ งสรรค์ คดิ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ มีทักษะสาคญั ในการคน้ คว้าหาความรู้ มีความสามารถในการ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังน้ันทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพ่ือที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและ เทคโนโลยที ี่มนษุ ยส์ รา้ งสรรคข์ ึน้ สามารถนาความร้ไู ปใชอ้ ย่างมเี หตผุ ล สรา้ งสรรค์ และมคี ณุ ธรรม 1.2 ธรรมชำติและลกั ษณะของวิทยำศำสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรม์ งุ่ หวงั ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีเน้นการเช่ือมโยงความรู้ กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา ความรู้ และแก้ปัญหาทีห่ ลากหลาย ใหผ้ ู้เรยี นมีส่วนร่วมในการเรียนรทู้ ุกขนั้ ตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลง มอื ปฏบิ ัติจรงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ชนั้ โดยไดก้ าหนดสาระสาคญั ไวด้ งั นี้ สิง่ มชี วี ิตกบั กระบวนการดารงชวี ิต สง่ิ มีชีวติ หน่วยพนื้ ฐานของสงิ่ มีชีวติ โครงสร้างและหน้าที่ของ ระบบต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตและกระบวนการดารงชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การถ่ายทอดทาง พันธุกรรม การทางานของระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการและความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตและ เทคโนโลยชี ีวภาพ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ส่ิงมีชีวิตท่ีหลากหลายรอบตัว ความสัมพันธ์ระห่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ ความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้และจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถ่ิน ประเทศและโลก ปัจจัยที่ผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตใน สภาพแวดล้อมตา่ งๆ สารและสมบัติของสาร สมบตั ขิ องวัสดุและสาร แรงยึดเหนย่ี วระหว่างอนุภาค การเปลี่ยนสถานะ การเกดิ สารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมขี องสาร สมการเคมแี ละการแยกสาร แรงและการเคลื่อนที่ ธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์ การออกแรง กระทาตอ่ วตั ถุ การเคลื่อนท่ีของวัตถุ แรงเสียดทาน โมเมนต์การเคลื่อนท่ีแบบตา่ งๆในชวี ติ ประจาวัน พลงั งาน พลังงานกบั การดารงชีวติ การเปล่ียนรูปพลงั งาน สมบตั ิและปรากฏการณ์ของแสง เสียง และวงจรไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กัมมันตภาพรังสีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและ พลังงานการอนุรักษพ์ ลงั งาน ผลของการใชพ้ ลังงานต่อชวี ติ และสิง่ แวดลอ้ ม กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โครงสร้างและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากรทางธรณี สมบัติ ทางกายภาพของดนิ หนิ นา้ อากาศ สมบัติของผิวโลกและบรรยากาศ กระบวนการเปล่ียนแปลงของเปลือก โลก ปรากฏการณท์ างธรณี ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อการเปล่ียนแปลงของบรรยากาศ ดาราศาสตร์และอวกาศ วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี เอกภพ ปฏิสัมพันธ์และผลต่อ สงิ่ มชี ีวิตบนโลก ความสมั พนั ธข์ องดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทรแ์ ละโลก ความสาคญั ของเทคโนโลยีอวกาศ

ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา และจติ วทิ ยาศาสตร์ 1.3 มำตรฐำนกำรเรยี นร้แู ละตัวชีว้ ัดกลุม่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ สาระที่ 1 สิง่ มีชีวิตกบั กระบวนการดารงชวี ิต มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของ ระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารส่ิงที่เรียนรู้และนา ความร้ไู ปใช้ในการดารงชวี ติ ของตนเองและดแู ลส่งิ มีชวี ิต มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ววิ ัฒนาการของส่งิ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และ สิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสาร ส่ิงที่เรียนรู้ และนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ สาระท่ี 2 ชวี ติ กบั สงิ่ แวดล้อม มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สือ่ สารสิ่งทีเ่ รียนรแู้ ละนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในระดับ ท้องถ่ิน ประเทศ และโลก นาความรู้ไปใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถ่ินอย่าง ย่ังยืน สาระท่ี 3 สารและสมบตั ิของสาร มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรง ยึดเหนีย่ วระหวา่ งอนภุ าค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์สื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ นาความรู้ ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสาร การเกิด สารละลาย การเกดิ ปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรแู้ ละจติ วิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งทีเ่ รียนรู้และนา ความรไู้ ปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 แรงและการเคลอ่ื นที่ มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วงและแรงนิวเคลียร์ มี กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารสิง่ ที่เรยี นรแู้ ละนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์อย่างถกู ตอ้ งและมคี ณุ ธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจลักษณะการเคล่ือนท่ีแบบต่างๆ ของวัตถุในธรรมชาติ มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรูแ้ ละจิตวทิ ยาศาสตร์ สอื่ สารสงิ่ ท่เี รยี นรูแ้ ละนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ สาระที่ 5 พลงั งาน มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปล่ียนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งท่ีเรยี นร้แู ละนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงโลก มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจกระบวนการต่างๆ ที่เกิดข้ึนบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธ์ของ กระบวนการตา่ งๆ ทม่ี ผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรแู้ ละจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิง่ ทเี่ รยี นรู้และนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

สาระท่ี 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพ การปฏิสัมพันธ์ภายใน ระบบสุริยะและผลตอ่ สิ่งมชี วี ิตบนโลก มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ การสื่อสารส่ิงที่ เรยี นรู้และนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 7.2 เข้าใจความสาคัญของเทคโนโลยีอวกาศท่ีนามาใช้ในการสารวจอวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ ส่อื สารสง่ิ ทีเ่ รยี นรแู้ ละนาความรู้ไปใช้ประโยชนอ์ ย่างมีคุณธรรมต่อชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม สาระที่ 8 ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ ภายใต้ขอ้ มูลและเคร่อื งมอื ท่มี อี ยใู่ นช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคม และ สงิ่ แวดลอ้ มมีความเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์กัน 1.4 คณุ ภำพนักเรียนเมือ่ จบช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 3 1. เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบที่สาคัญของเซลล์ส่ิงมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการ ทางานของระบบตา่ งๆ การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม เทคโนโลยชี ีวภาพ ความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต พฤติกรรมและการตอบสนองต่อสิ่งเรา้ ของสิ่งมีชีวติ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มชี ีวิตในส่งิ แวดล้อม 2. เข้าใจองคป์ ระกอบและสมบัตขิ องสารละลาย สารบริสทุ ธ์ิ การเปล่ียนแปลงของสาร ในรูปแบบของการเปล่ยี นสถานะ การเกดิ สารละลายและการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี 3. เข้าใจแรงเสียดทานโมเมนต์ของแรง การเคล่ือนที่แบบต่างๆ ในชีวิตประจาวัน กฎ การอนรุ ักษพ์ ลังงาน การถา่ ยโอนพลังงาน สมดุลความร้อน การสะท้อน การหักเหและความเขม้ ของแสง 4. เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณทางไฟฟ้า หลักการต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน พลงั งานไฟฟ้า และหลกั การเบ้ืองต้นของวงจรอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 5. เข้าใจกระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก แหล่งทรัพยากรธรณี ปัจจัยที่มีผลต่อการ เปล่ียนแปลงของบรรยากาศ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ และผลที่มีต่อส่ิงต่างๆ บนโลก ความสาคัญของ เทคโนโลยอี วกาศ 6. เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี การพัฒนาและผลของการ พฒั นาเทคโนโลยีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 7. ตั้งคาถามที่มีการกาหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง วางแผน และลงมือสารวจตรวจสอบ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ความสอดคล้องของขอ้ มลู และสร้างองค์ความรู้ 8. สื่อสารความคิดความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 9. ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต การศึกษาหาความรเู้ พม่ิ เตมิ ทาโครงงาน หรือสรา้ งชิน้ งานตามความสนใจ 10. แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ในการสืบเสาะหา ความรู้ โดยใชเ้ คร่ืองมอื และวิธีการที่ใหไ้ ดผ้ ลถูกต้องเช่ือถอื ได้ 11. ตระหนกั ในคุณคา่ ของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยที ีใ่ ช้ในชวี ิตประจาวนั และ การประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ยกย่องและเคารพสิทธใิ นผลงานของผู้คดิ คน้

12. แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า มีส่วนร่วมในการพิทักษ์ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดล้อมในทอ้ งถ่นิ 13. ทางานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นของตนเองและยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อืน่ 1.5 คำอธบิ ำยรำยวิชำวทิ ยำศำสตร์ 5 ศึกษา วิเคราะห์ ทดลอง อธิบาย คานวณ สารวจ ตรวจสอบ และระบุเก่ียวกับ ระยะทาง การกระจดั เวลา ความเร็ว ความเร่ง ผลของแรงลัพธ์ แรงกริ ยิ า แรงปฏิกริ ิยาระหว่างวัตถุ แรงพยุงของ ของเหลว แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานจลน์ โมเมนต์ของแรงที่กระทาต่อวัตถุมีผลทาให้วัตถุวัตถุ เคลอื่ นที่เปน็ เส้นตรง แนวโค้งและแนววงกลม พลังงานท่ีสะสมในวัตถุในรูปของพลังงานศักย์ พลังงาน จลน์ พลงั งานศกั ยโ์ น้มถว่ ง รวมถึงกฎการอนุรักษ์พลังงานกล พลังงานไฟฟ้าและความสัมพันธ์ระหว่าง ความตา่ งศกั ย์ ความตา้ นทาน และกระแสไฟฟา้ การตอ่ วงจรไฟฟ้าในบ้าน วงจรอเิ ล็กทรอนิกส์เบื้องต้น โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทดลอง การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การ สืบค้นข้อมูลและอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มี ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมทีเ่ หมาะสม 2. กำรจัดกำรเรยี นร้แู บบรว่ มมอื เทคนิค STAD 2.1 ควำมหมำยของกำรจัดกำรเรียนร้แู บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนคิ STAD ได้มีผู้ใหค้ วามหมายไว้ดงั น้ี สุรวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545, หน้า 134) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหน่ึงคล้ายกับเทคนิค TGT ท่ีแบ่งผู้เรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทางานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกาหนดให้สมาชิก ของกล่มุ ได้เรียนร้ใู นเน้ือหาสาระที่ผสู้ อนจัดเตรียมไว้ แล้วทาการทดลองความรู้ คะแนนท่ีได้จากการทดสอบ ของสมาชิกแต่ละคนจะนามาบวกเปน็ คะแนนของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คา ชมเชย เป็นตน้ ดงั นนั้ สมาชิกกลุม่ จะต้องมีเปา้ หมายรว่ มกันเพือ่ ความสาเรจ็ ของกลมุ่ ภูมิพรรณ ทวชี าติ (2549,หน้า 35) กลา่ วถึงวธิ ีการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ว่าเป็น วธิ ีการทีเ่ นน้ ความสาคัญของการเรยี นเป็นกลุม่ การชว่ ยเหลอื กันภายในกลุ่มเป็นการฝึกทักษะทางสงั คมให้กับ ผู้เรียน และทาให้มองเห็นคุณค่าของการร่วมมือกันในการแสดงออกทางการเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งรูปแบบการ เรียนทม่ี นักเรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง แคทรียา ใจมลู (2550, หน้า 14) ไดก้ ลา่ วว่า การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื เทคนคิ STAD หมายถงึ การเรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่มคละกันในระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับ ปานกลาง 2 คน และระดับอ่อน 1 คน จุดประสงค์หลัก คือ ช่วยให้นักเรียนท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า มี ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสูงขึน้ และมงุ่ เน้นใหผ้ ้เู รยี นทางานรว่ มกันเปน็ กล่มุ จากความหมายของการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือเทคนิค STAD สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD เป็นการเรียนการสอนที่จัดโดยการแบ่งกลุ่มผู้เรียนท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน

ระหว่างนักเรียนที่เก่ง ปานกลาง และอ่อน ให้อยู่ร่วมกัน โดยแต่ละกลุ่มต้องมีหน้าท่ีได้รับมอบหมายร่วมกัน ชว่ ยเหลอื และรบั ผิดชอบร่วมกนั เพ่ือประโยชน์และความสาเรจ็ ของกลุ่ม 2.2 รูปแบบของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนคิ STAD นักการศึกษาได้กล่าวถึงรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ ดงั ต่อไปนี้ วฒั นาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 37-38) กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD วา่ เปน็ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการแข่งขนั มขี ัน้ ตอนดงั นี้ 1. ครนู าเสนอเน้อื หาใหม่ หรอื อาจนาเสนอด้วยสอื่ ที่น่าสนใจใช้การสอนโดยตรงหรือตั้ง ประเดน็ ให้ผเู้ รยี นอภิปราย 2. จัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ให้สมาชิกมีความสามารคคละกันมีท้ัง ความสามารถสงู ปานกลาง และต่า 3. แตล่ ะกลุ่มร่วมกนั ศึกษา ทบทวนเนอ้ื หาทีค่ รนู าเสนอจนเข้าใจ 4. ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มทาแบบทดสอบ เพอื่ วดั ความร้คู วามเขา้ ใจในเนือ้ หาทีเ่ รยี น 5. ตรวจคาตอบของผู้เรียน นาคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนน กลมุ่ 6. กลุ่มท่ีได้คะแนนสูงสุด (ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจานวนสมาชิกไม่เท่ากันให้ใช้คะแนน เฉล่ยี แทนการรวม) จะได้รับคาชมเชย โดยอาจตดิ ประกาศไวท้ ่ีบอรด์ หรือปา้ ยนเิ ทศของหอ้ งเรียน ยงยุทธ กันไชยศักด์ิ (2545, หน้า 16-17) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD วา่ ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน คอื 1. การนาเสนอบทเรียน (Class Presentation) เป็นการสอนโดยตรงจากครูท่ีมีการ บรรยายอภิปราย 2. การจัดกลมุ่ (Teams) ในแต่ละกลุ่มจะประกอบดว้ ยสมาชกิ ที่มีความสามารถคละกัน คอื เกง่ ปานกลาง และอ่อน สมาชกิ ภายในกลุ่มมีการอภิปรายปัญหาร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อให้ สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจมากท่ีสุด ทาให้เกิดความผูกพัน มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม มีการ ยอมรบั ซงึ่ กันและกนั 3. การทดสอบ (Quizzes) หลังจากครูนาเสนอบทเรียน จะมีการทดสอบนักเรียนเป็น รายบคุ คล โดยไม่เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนได้ปรึกษากนั ในขณะทาการทดสอบ ซ่ึงเป็นสาเหตุให้นักเรียนจะต้องมี ความรับผดิ ชอบต่อตนเอง 4. คะแนนพัฒนาเป็นรายบุคคล (Individual Improvement Scores) แนวคิดหลัก ของการให้คะแนนแบบน้ีก็เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อแสดงออกถึงความสามารถ ของตนเองให้ดีกว่าครั้งก่อน นักเรียนแต่ละคนสามารถทาคะแนนสูงสุดให้กลุ่มของตนเองได้ เพราะคะแนน พัฒนานี้ได้จากการเปรียบเทียบคะแนนท่ีนักเรียนทาแบบทดสอบได้กับคะแนนพื้นฐานของตนเอง ซึ่งคิดมา จากคะแนนเฉล่ียจากการทดสอบท่ีผา่ นมา 5. การตระหนักถึงความสาเร็จของกลุ่ม (Teams Recognition) กลุ่มจะได้รับรางวัลก็ ต่อเม่ือกลุ่มนั้นได้รับความสาเร็จเหนือกลุ่มอื่น ซ่ึงตัดสินกันด้วยคะแนนพัฒนาสมาชิกทุกคนในกลุ่มมาเป็น คะแนนของกลุม่

จากรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สรุปได้ว่า กิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีข้ันตอนการจัดกิจกรรม 5 ข้ันตอน คือ ขั้นการนาเสนอข้อมูล ขั้นการ ทางานร่วมกนั ขน้ั การทดสอบ ขัน้ การพฒั นาการของนักเรยี นแต่ละคน และข้นั การตดั สนิ ผลงานของกลุ่ม 2.3 ขน้ั ตอนกำรจัดกำรเรียนร้แู บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD สุลดั ดา ลอยฟา้ (2536,หน้า 8 ; อ้างองิ Slavin,1995,หน้า 71-73) การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นรูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ที่ Robert Slavin และคณะได้พัฒนาข้ึนเป็น รปู แบบทง่ี า่ ยท่ีสดุ และใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลาย เหมาะสาหรับครผู ู้สอนที่เลือกใชร้ ปู แบบการสอนแบบร่วมมอื สลาวิน (Slavin. 1989, หน้า 87) กล่าวถึงรูปแบบการสอนแบบกลุ่มสัมฤทธ์ิไว้ว่า เป็นการจัด สมาชิกกลุ่มละ 4-5 คน แบบคละความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยครูจะทาการเสนอบทเรียน ใหน้ ักเรียนท้งั ช้ันกอ่ น แล้วให้แต่ละกลุ่มทางานตามท่ีกาหนดไว้ในแผนการสอนเมื่อสมาชิกในกลุ่มช่วยกันทา แบบฝกึ หัดและทบทวนบทเรยี นทเ่ี รียนจบแลว้ ครจู ะให้นักเรียนทุกคนทาแบบทดสอบประมาณ 15-20 นาที คะแนนที่ได้จากการทดสอบจะถูกแปลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มสัมฤทธิ์ ( Achievement Division) ซง่ึ การสอนแบบรว่ มมือกนั เรยี นรูโ้ ดยใช้กิจกรรมการเรยี นแบบแบ่งกล่มุ สัมฤทธ์ิมีข้ันตอนดังน้ี ขั้นที่ 1 การนาเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น(Classroom Presentation) ประกอบด้วยการ แจง้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ แจ้งคะแนนฐานของแต่ละบุคคล บอกเกณฑ์ได้ละรางวัล ทบทวนความรู้และสอน เนื้อหาใหม่ของบท เรยี นตอ่ นักเรยี นทง้ั หอ้ งโดยครูผูส้ อน ซึง่ ครูผู้สอนต้องใช้กิจกรรมการสอนท่ีเหมาะสมตาม ลักษณะของเน้อื หาบทเรยี น โดยใชส้ ่อื การเรียนการสอนประกอบคาอธบิ ายของครู เพ่ือให้ผ้เู รียนเข้าใจเนื้อหา บทเรยี น ขั้นที่ 2 การเรยี นกลุ่มย่อย (Team Study) ซึ่งแตล่ ะกลมุ่ ประกอบดว้ ยสมาชิก 4 คน ซ่ึง สมาชิกกลุ่มจะมีความแตกต่างกันเร่ืองระดับสติปัญญา ซึ่งหน้าที่สาคัญของกลุ่มก็คือการเตรียมสมาชิกของ กลมุ่ ใหส้ ามารถทาแบบทดสอบได้ดี กิจกรรมของกลุ่มจะอยู่ในรูปการอภิปรายหรือการแก้ปัญหาร่วมกัน การ แกค้ วามเขา้ ใจผดิ ของเพือ่ นในกลมุ่ กลมุ่ จะต้องทาใหด้ ีทสี่ ุดเพือ่ ชว่ ยสมาชิกแต่ละคนของกลุ่มจะต้องช่วยสอน เสริมเพ่ือให้เพ่ือนในกลุ่มเข้าใจเน้ือหาสิ่งที่เรียนมาทั้งหมด ซึ่งการทางานของกลุ่มเน้นความสัมพันธ์ของ สมาชิกในกล่มุ การนบั ถือตนเอง และการยอมรับเพ่ือนที่เรียนอ่อน ซึ่งส่ิงที่นักเรียนควรคานึงถึง คือ นักเรียน ช่วยเหลือเพ่ือนให้รู้เน้ือหาอย่างถ่องแท้ นักเรียนไม่สามารถศึกษาเนื้อหาจบคนเดียวโดยที่เพื่อนในกลุ่มไม่ เข้าใจ ถ้าหากไม่เข้าใจควรปรึกษาเพ่ือนในกลุ่มก่อนปรึกษาครู และในการปรึกษาในกลุ่มไม่ควรส่งเสียงดัง รบกวนกลมุ่ อืน่ และให้แตล่ ะกล่มุ ย่อยศกึ ษาหวั ข้อที่เรียนจากใบงานหรือแบบฝกึ หดั ที่ครกู าหนดประมาณ 2-3 ข้อโดยสมาชิกในกลุ่มช่วยกันปฏิบัติตามใบงานและแบ่งหน้าท่ีการทากิจกรรมดังน้ี คะแนนของแต่ละกลุ่มที่ เรยี กว่าคะแนนกลมุ่ ผลสมั ฤทธิ์ ซ่ึงในการทดสอบนกั เรยี นทุกคนจะทาข้อสอบตามความสามารถของตนโดยไม่ มกี ารชว่ ยเหลอื ซ่งึ กันและกัน ข้ันท่ี 3 การทดสอบย่อย (Test) หลังจากเรียนไปแล้ว นักเรียนต้องได้รับการทดสอบ โดยครูทาการทดสอบวัดความเข้าใจประมาณ 15 – 20 นาที และคะแนนที่ได้จากการทดสอบจะถูกแปลง เป็นคะแนนของแต่ละกลุ่มท่ีเรียกว่า คะแนนกลุ่มสัมฤทธิ์ ซ่ึงในการทดสอบนักเรียนทุกคนจะทาข้อสอบตาม ความสามารถของตนโดยไม่มีการช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั ข้ันท่ี 4 การคิดคะแนนในการพัฒนาตนเองและของกลุ่ม (Individual Improvement Scores) ซึ่งเป็นคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการ เปรยี บเทยี บคะแนนที่สอบได้กับคะแนนฐาน (Base Score) โดยคะแนน ทไ่ี ด้จะเปน็ คะแนนความกา้ วหนา้ ของผู้เรียน ซงึ่ นักเรียนจะทาไดห้ รอื ไม่ ขึ้นอยูก่ ับความขยันที่เพ่ิมขึ้นจากคร้ัง ก่อนหรอื ไม่ นักเรยี นทุกคนมีโอกาสได้คะแนนสงู สุดเพื่อชว่ ยกลมุ่ หรอื อาจไม่ไดเ้ ลยถา้ หากได้คะแนนน้อยกว่า

คะแนนฐานเกิน 10 คะแนน ในการทดสอบแต่ละครั้งนักเรียนแต่ละคนจะได้คะแนนพัฒนา จากนั้นก็จะนา คะแนนของแตล่ ะคนในกลุม่ มารวมกันแล้วคดิ เป็นคะแนนเฉล่ียของกลุม่ ถ้ากลุ่มใดไดค้ ะแนนเฉลี่ยสูงถงึ เกณฑ์ ท่กี าหนดไวค้ รจู ะใหร้ างวัล การทีก่ ลุม่ ประสบความสาเร็จไดน้ ั้นตอ้ งขึน้ อยูก่ ับคะแนนของสมาชิกทุกคน จากข้ันตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งกาหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทางานรว่ มกันเป็นกลุม่ ๆ ละ 4-5 คน ซ่ึงประกอบดว้ ย นกั เรยี นท่เี รียนเก่ง 1 คน นักเรียนท่ีเรียนปานกลาง 2- 3 คน และนกั เรียนทเี่ รยี นออ่ น 1 คน ซงึ่ มีขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้ ดังน้ี 1. ขั้นนาเสนอเน้ือหา ทบทวนพ้ืนฐานความรเู้ ดมิ จากนั้นสอนเน้อื หาใหม่ 2. ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม โดยนักเรียนในกลุ่ม 4-5 คน ร่วมกันศึกษากลุ่มย่อยนักเรียนเก่งจะ อธบิ ายให้นกั เรยี นออ่ นฟงั และชว่ ยเหลือซ่งึ กันและกันในการทากิจกรรม 3. ขัน้ ทดสอบยอ่ ย นกั เรียนแตล่ ะคนจะทาแบบทดสอบโดยไม่มีการช่วยเหลอื กัน 4. คิดคะแนนความก้าวหน้าแต่ละคน และของกลุ่มย่อย ครูตรวจผลการสอบของนักเรียน โดย คะแนนที่นักเรียนทาได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนนรายบุคคล แล้วนาคะแนนรายบุคคลไปแปลงเป็น คะแนนกลุ่ม 5. ชมเชย ยกย่อง บุคคลหรือกลมุ่ ท่ีมคี ะแนนยอดเยี่ยม นักเรียนคนใดทาคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อน จะได้รับคาชมเชยเปน็ รายบุคคล และกลมุ่ ใดทาคะแนนไดด้ ีกว่าคร้งั ก่อนจะไดร้ บั คาชมเชยท้งั กลมุ่ 3. เทคนคิ Infographic 3.1 ควำมหมำยของอินโฟกรำฟิก หนังสือ basic infographic ให้ความหมายว่า อินโฟกราฟิก คือ “การแปลงข้อมูลให้เป็นภาพ” เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและสื่อสารกับผู้คนด้วยส่ิงที่จับต้องได้ ซึ่งในการอ่านบทความที่มีความยาวหลายๆหน้า การอา่ นกราฟหรอื ขอ้ มลู จานวนมหาศาลคงตอ้ งใชเ้ วลานาน หากมีการใช้ภาพเขา้ มาชว่ ยจะทาให้ปะติดปะต่อ เนอื้ หาไดช้ ัดเจนขนึ้ และอนิ โฟกราฟกิ ไม่ใช่การสรุปข้อมูลท้ังหมดมานาเสนอในภาพหนึ่งภาพ แต่จะมีท้ังการ นาเสนอข้อมูลโดยรวมและการนาเสนอข้อมูลรายละเอียดเชิงลึก ข้ึนอยู่กับว่าเราจะนาเสนออะไร จึงค่อยๆ เลอื กขอ้ มลู ต้งั ตน้ และคน้ หาวธิ นี าเสนอ ถา้ ใหส้ รปุ อนิ โฟกราฟกิ ก็คือ การทา “แผนท่ี ข้อมลู ” ( หนงั สือ Basic infographic ใชพ้ ลังของภาพ สร้างการส่ือสารที่ง่ายและสนุก หน้า 1-5 อ้างอิงใน รัตนพร ทองเพชร, 2558 หนา้ 4 ) Anonymos ให้ความหมายวา่ อินโฟกราฟิกเป็นการภาพกราฟิกท่ีแสดงถึงสารสนเทศ ข้อมูลหรือ ความรู้ ที่มีความซับซ้อนมานาเสนอให้สามารถเข้าใจข้อมูลสารสนเทศนั้นได้ง่าย รวดเร็ว และสามารถ ปรบั ปรงุ ความรคู้ วามเขา้ ใจโดยใชก้ ราฟิกมาชว่ ยให้เกิดความน่าสนใจขึ้นเว็บไซต์ visually ได้แสดงถงึ ความหมายของอินโฟกราฟกิ ไว้ว่า เปน็ วธิ กี ารนาเสนอข้อมลู ทีม่ คี วามซับซ้อน ให้ดนู า่ สนใจ ง่ายต่อการทาความเข้าใจ โดยมีการใช้กราฟิกเข้ามาช่วยให้ดูน่าอ่านและมีการบอกถึงเรื่องราว ของข้อมลู การรวบรวม การจดั เรยี ง และแสดงข้อมลู ในรูปแบบของแผนภาพ จงรกั เทศนา ไดใ้ ห้ความหมายว่า อินโฟกราฟิก เป็นการนาเสนอข้อมูลท่ีเข้าใจยากมาสรุปให้เป็น สารสนเทศ ในลักษณะของข้อมูล และกราฟิกที่อาจจะเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิไดอะแกรม แผนท่ี ฯลฯ มาออกแบบเปน็ ภาพนิ่ง หรือเคล่ือนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็วและชัดเจน สามารถ ส่ือให้ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้อย่างชัดเจน (จงรัก เทศนา, 2558, อ้างอิงใน รัตนพร ทอง เพชร, 2558 หน้า 5)

จากการให้ความหมายของอินโฟกราฟิกดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า อินโฟกร าฟิก (Infographic) เป็นวิธีการนาเสนอข้อมูล โดยการนาข้อมูลท่ีมีความซับซ้อน หรือเข้าใจได้ยาก มาสรุปและ แปลงข้อมูลนั้นใหเ้ ปน็ รปู ภาพ เพ่ือใหข้ ้อมูลเกิดความกระชับ สามารถเขา้ ใจได้ง่าย และข้อมูลมีความน่าสนใจ มากข้ึน อินโฟกราฟิกมักให้ความสาคัญกับเรื่องราว,ข้อมูลท่ีเป็นจริง หรือส่ิงท่ีต้องการนาเสนอ โดยมีการใช้ สญั ลักษณ์ กราฟ รูปภาพ แผนภมู ิต่างๆ เข้ามาประกอบ โดยองค์ประกอบหลักของอินโฟกราฟกิ ประกอบด้วย การออกแบบภาพ (Visual Design), เนอ้ื หา (Content) และองคค์ วามรู้ (Knowledge) ภำพ 1 องคป์ ระกอบหลกั ของอินโฟกรำฟกิ 3.2 สว่ นประกอบหลักของอินโฟกรำฟกิ หนังสอื basic infographic ได้แสดงถงึ ส่งิ สาคัญทีค่ วรมใี นอินโฟกราฟิกไว้ดังนี้ 1. ชื่อเร่ือง : จะใส่ไว้ในส่วนของ Header เพื่อให้เตะตาคนอ่าน ต้องเลือกช่ือเรื่อง ท่ี สรุปเนอ้ื หาโดยรวมไดท้ ้ังหมด เพราะส่วนมากเม่อื มกี ารแชรใ์ นโซเชยี ลมเี ดยี กจ็ ะเขียนแนะนาเฉพาะช่ือเรื่อง 2. แหลง่ ทม่ี าข้อมูล : ต้องระบุดว้ ยว่าข้อมูลท่ีนามาใช้ทาอินโฟกราฟกิ น้ันเอามาจากไหน สว่ นมากจะเขยี นสรปุ ไวด้ ้านลา่ งสุด 3. เครดิตผู้เผยแพร่/ผู้จัดทา : ต้องใส่โลโก้ หรือ URL ไว้เพื่อที่ผู้อ่านได้รู้ว่าใครเป็น ผู้จัดทาและเผยแพร่ ส่วนมากจะเขียนไว้ที่ Footer ยิ่งถ้าเป็นอินโฟกราฟิกเพ่ือการประชาสัมพันธ์ก็ยิ่งต้อง เขยี นเครดิตไว้ใหช้ ดั เจน 4. อื่นๆ : ควรใสป่ ระโยคอธิบายเน้ือหาครา่ วๆ เพ่ือให้รับกับชื่อเร่ือง ควรใส่ช่ือหัวข้อแต่ ละเรอื่ งด้วย จะไดด้ งู ่าย ชว่ ยเสริมกับการใช้ภาพข้อมลู ที่เขา้ ใจยากควรจะเขยี นอธบิ ายไว้ดว้ ย 3.3 วิธกี ำรสรำ้ งอนิ โฟกรำฟิก 1. ทาความเข้าใจจดุ ประสงคใ์ นการทาอินโฟกราฟิก : ตอ้ งทาความเข้าใจถึงจุดประสงค์ ทีต่ ้องการทาอินโฟกราฟิกวา่ ทาไมเราตอ้ งทาอนิ โฟกราฟกิ , ต้องรวู้ ่าอินโฟกราฟกิ ทีท่ าขึ้นจะถูกนาไปใช้ท่ีไหน เช่น ใช้บนสิ่งพิมพ์ หรือใช้บนเว็บไซต์ เป็นต้น และต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมาย หรือผู้อ่านว่าเป็นแบบไหน เพื่อ นาไปสรู่ ายละเอยี ดของขอ้ มลู วา่ ควรเป็นข้อมลู ทมี่ ีรายละเอยี ดอย่างไร 2. กาหนดหัวเรื่องบ่งบอกถงึ เรื่องราว หรือขอ้ มลู ที่สนใจ : การกาหนดหวั เร่อื งช่วยให้เรา รูว้ ่า เราจะตอ้ งหาขอ้ มูลแบบไหน 3. ศึกษาข้อมูล และวิเคราะห์ถึงข้อมูลท่ีเชื่อถือได้ : ขั้นตอนน้ีจะต้องระวังถึงความ น่าเช่ือถือของข้อมูล และควรศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล เพ่ือเป็นการตรวจสอบความน่าเช่ือถือของ ขอ้ มลู จากนน้ั จึงรวบรวมข้อมูลทง้ั หมดที่ไดท้ าการศกึ ษา 4. กาหนดเน้ือหา และแนวคิด : นาข้อมูลที่ได้ทาการเก็บรวบรวมมาวางเป็นโครงเรื่อง เรยี บเรียงขอ้ มลู และกาหนดแนวคดิ ทจ่ี ะสร้างอินโฟกราฟิกจากข้อมูลทมี่ ี

5. ออกแบบอนิ โฟกราฟกิ ให้ดึงดูดสายตา : ทาการออกแบบโดยการลองวาดภาพครา่ วๆ จากขอ้ มูลทมี่ ี และรูปแบบการดีไซน์ท่ีเลอื กไว้ จากนนั้ จึงใชโ้ ปรแกรมทากราฟกิ ในการออกแบบอินโฟกราฟิก 6. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และตรวจสอบการออกแบบอินโฟกราฟิก :ควรมี การตรวจสอบขอ้ มลู ที่นามาทาอนิ โฟกราฟิกอีกครั้งวา่ ถูกตอ้ งหรือไม่ นอกจากนค้ี วรตรวจสอบถึงการออกแบบ ด้วย 3.4 รูปแบบดไี ซน์พื้นฐำนของอนิ โฟกรำฟกิ See Mei Chow ได้แสดงถึงรูปแบบของอินโฟกราฟิกที่สามารถนาไปใช้สร้างงานอินโฟกราฟิกไว้ ดงั นี้ 1. Useful Bait: เหมาะกับการแสดงให้เห็นถึงวิธีการบางอย่างท่ีอ่านแล้วเข้าใจง่าย และสามารถนาไปใชไ้ ดท้ นั ที ภำพ 2 ตวั อยำ่ งอนิ โฟกรำฟิกแบบ Useful Bait

2. Versus / Comparison (เปรียบเทียบ): เหมาะกับการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความ แตกต่างของส่งิ ใดส่งิ หนง่ึ โดยการนาเสนอคู่กัน เป็นการทาใหเ้ ห็นภาพชดั เจนว่าแตกตา่ งกันอยา่ งไรบา้ ง ภำพ 3 ตัวอยำ่ งอนิ โฟกรำฟิกแบบ Versus/Comparison 3. Heavy data (Number porn): เหมาะกับการนาเสนอข้อมูลที่มีตัวเลขที่น่าสนใจ มากๆ มักถกู นาไปใชใ้ นการอธบิ ายถึงกลยุทธท์ างการตลาด หรอื ข้อมูลของธรุ กจิ ต่างๆที่นา่ สนใจ ภำพ 4 ตัวอย่ำงอนิ โฟกรำฟิกแบบ Heavy data (Number porn)

4. Roadmap: เหมาะกบั การเลา่ กระบวนการ หรอื ขัน้ ตอนการทางานบางอยา่ ง (สามารถใชแ้ ทนแบบTimelineได้) ภำพ 5 ตัวอย่ำงอินโฟกรำฟิกแบบ Roadmap 5. Timeline : เหมาะกับการใช้เล่าประวัติความเป็นมาของส่ิงใดสิ่งหน่ึงให้สามารถ เขา้ ใจได้ง่ายข้ึน เช่น ประวตั ิคน, ประวตั ิองค์กร เปน็ ต้น ภำพ 6 ตัวอย่ำงอนิ โฟกรำฟกิ แบบ Timeline

6. Visualized article (บทความภาพ) : เหมาะกบั การแปลงบทความ งานเขยี น ใหม้ า เล่าผ่านอนิ โฟกราฟิก โดยจะตอ้ งมกี ารนาเสนอทเ่ี หมาะสมกับข้อมูลแตล่ ะชนิด เชน่ หากมตี ัวเลขควรนาเสนอ ผ่านกราฟแบบตา่ งๆ หรือหากเปน็ ตัวอกั ษรสามารถสอ่ื สารดว้ ยภาพประกอบ หรือสัญลักษณ์ ภำพ 7 ตัวอยำ่ งอนิ โฟกรำฟกิ แบบ Visualized article 3.5 ลักษณะของอนิ โฟกรำฟกิ ทีด่ ี จากการอธิบายความหมายและเหตผุ ลที่วา่ ทาไมต้องใชอ้ ินโฟกราฟกิ ขา้ งต้น จงึ สรุปไดเ้ ป็นลักษณะ ของอนิ โฟกราฟกิ ท่ดี ีมดี ังต่อไปน้ี 1. ให้ความหมายไดช้ ดั เจน 2. เขา้ ใจได้งา่ ย 3. ขอ้ มลู ที่นาเสนอนั้นต้องมีความถูกตอ้ ง เป็นความจรงิ และตรวจสอบได้ 4. สามารถสอื่ สารไดอ้ ย่างรวดเร็ว 5. มีความสวยงาม ดึงดูดใหเ้ กิดความรู้สึกอยากอ่าน 3.6 ลักษณะกำรนำอินโฟกรำฟิกไปใช้ 1. อธบิ ายข้ันตอน วิธกี าร กระบวนการตา่ งๆเพือ่ ใหข้ ้อมลู ดาเนินการอยา่ งถกู ตอ้ ง 2. อธิบายประวัติความเปน็ มา หรอื เร่อื งราวทีเ่ คยเกดิ ข้ึน 3. อธิบายถงึ ส่งิ ที่ต้องตระหนัก 4. การใหค้ วามรเู้ กยี่ วกับเรือ่ งราวที่น่าสนใจ 5. การอธิบายเชงิ วิชาการ การสารวจ การวิจัยต่างๆ: ใช้อินโฟกราฟิกในการบ่งบอกถึง ขอ้ มลู ต่างๆที่ได้ทาการสารวจ โดยอาจจะมกี ราฟตา่ งๆเข้ามาชว่ ยแสดงข้อมูล 6. อธิบายถึงข้อมูลท่ีมีการเปรียบเทียบความแตกต่าง เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างของ ขอ้ มลู อยา่ งชดั เจน 7. อธิบายสว่ นประกอบ หรือโครงสร้างตา่ งๆ

8. ในทางธุรกิจ มีการนาอินโฟกราฟิกมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด โดยการ ประชาสมั พันธ์ และใหค้ วามรูเ้ ก่ยี วกับสิง่ ทเ่ี กี่ยวข้องกบั สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ เพ่ือบ่งบอกถึง ความสาคัญของ ส่งิ นน้ั ๆ และต่อยอดไปส่กู ารสร้างภาพลักษณ์ท่ีดที างธุรกิจ 3.7 ควำมสำคัญของอนิ โฟกรำฟกิ (หนงั สอื Basic infographic ใช้พลังของภาพ สร้างการส่ือสารท่ีง่ายและสนุก , อ้างอิงใน รัตนพร ทองเพชร, 2558 หน้า 6 – 7 ) 1. อินโฟกราฟิกช่วยให้ง่ายต่อการจดจาข้อมูลท่ีมีจานวนมาก เพราะอินโฟกราฟิกมี ส่วนประกอบของภาพท่ีช่วยอธิบายข้อมูลต่างๆ Anonymos [4] ได้แสดงถึงข้อมูลการสารวจที่พบว่า 90% ของขอ้ มลู สามารถรับรู้ มองเห็นผ่านทางสายตา และจะถูกจดจาโดยสมอง และสมองของมนุษย์ส่วนใหญ่น้ัน สามารถจดจาภาพได้ดีกวา่ ตวั อกั ษร ดงั นั้นจงึ เปน็ เหตุผลใหอ้ ินโฟกราฟกิ ช่วยตอ่ การจดจาขอ้ มูลจานวนมาก 2. อินโฟกราฟิกช่วยให้มนุษย์เข้าใจข้อมูลจานวนมากได้ภายในเวลาท่ีรวดเร็วขึ้น เนอ่ื งมาจากการท่อี ินโฟกราฟิกเป็นการย่นยอ่ หรือสรุปข้อมูลที่มีจานวนมหาศาลให้เป็นภาพSearch Engine Journal [1] ได้แสดงถึงข้อมูลจากการสารวจพบว่า มนุษย์เข้าใจรูปภาพได้รวดเร็วกว่าข้อความถึง 60,000 เทา่ ดังน้ันหากมกี ารนาข้อมูลมาทาเป็นอินโฟกราฟิกจะทาให้สามารถเขา้ ใจขอ้ มลู ไดง้ า่ ยและรวดเรว็ ขึ้น 3. อินโฟกราฟกิ ทาใหเ้ กิดการเขา้ ถงึ ข้อมูลได้มากข้ึน เพราะแผนภาพสวยๆทีอ่ ย่ใู นอินโฟ กราฟิกจะช่วยดึงดูดให้ข้อมูลนั้นมีความน่าสนใจ และอยากจะเข้าไปอ่านข้อมูลน้ันเพ่ิมมากขึ้น ซ่ึงข้อมูลมี เพยี งตัวอักษรเพียงอยา่ งเดยี ว จะทาให้เราไมอ่ ยากอ่านข้อมูลน้ัน แต่เมื่อใดที่มีการนาภาพมาประกอบ จะทา ให้มนุษย์อยากเรียนรู้และสนใจท่ีจะอ่านข้อมูลน้ัน LUCYMARSDEN [9] ได้แสดงข้อมูลการสารวจพบว่า มนุษย์เลือกอา่ น Infographic มากกว่าบทความถึง 30 เท่า 4. อนิ โฟกราฟิกช่วยในการแสดงออกถึงความเชยี่ วชาญในข้อมูล และระดับความเข้าใจ ในข้อมลู น้ันๆ เพราะก่อนท่จี ะมาเป็นอนิ โฟกราฟกิ ข้อมูลเหล่านั้น จะต้องถูกอ่าน และสรุปโดยผู้ที่สร้างอินโฟ กราฟิกขึ้น 5. ในปัจจุบนั มนษุ ย์มกี ารรับรู้ และบริโภคข้อมูลต่างๆผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น เกิดการแชร์และใช้ข้อมูลร่วมกันจานวนมาก ดังนั้นอินโฟกราฟิกจึงสาคัญ เพราะสามารถแชร์ถึงกันได้ เป็น เครือ่ งมอื ในการเผยแพรข่ อ้ มลู สามารถแชร์ขอ้ มลู ถึงกนั ได้ท่วั โลกภายในเวลาอนั รวดเร็ว 6. อินโฟกราฟิกที่น่าสนใจจะช่วยในการขับเคล่ือนอัตราการเข้าชมเว็บไซต์เกิดการ เชอ่ื มโยงไปยงั คณุ ภาพของเวบ็ ไซต์ และชว่ ยเพ่ิมการมองเห็นเว็บไซต์บน Search engine 7. ในทางธุรกิจ การนาเสนอข้อมูลสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ การนาเสนอด้วยอินโฟ กราฟิกช่วยเพ่ิมความน่าสนใจ และชักชวนได้ง่ายกว่าการนาเสนอด้วยคาพูดเพียงอย่างเดียว Alfred Maskeroni [10] แสดงข้อมูลจากผลการศึกษาทางด้านธุรกิจที่ Wharton school พบว่า50% ของผู้ชมถูก ชกั ชวนดว้ ยวาจา และ 67% ของผชู้ มถูกชักชวนด้วยการนาเสนอ และมีภาพประกอบ นอกจากน้กี ารมองเห็น ภาพสามารถทาให้มนษุ ย์เข้าใจ และเช่อื ในสิ่งทีก่ าลังเห็น

3.8 ตัวอยำ่ งอนิ โฟกรำฟกิ 1. การอธิบายข้นั ตอน วธิ ีการ และกระบวนการตา่ งๆ ภำพ 8 ตวั อย่ำงอินโฟกรำฟิกท่แี สดงถึงกำรอธบิ ำยขน้ั ตอน วธิ กี ำร และกระบวนกำรตำ่ งๆ 2. อธบิ ายประวตั คิ วามเปน็ มา หรือเร่ืองราวทเ่ี กดิ ขึ้น ภำพ 9 ตวั อย่ำงอินโฟกรำฟิกที่แสดงถึงประวัตคิ วำมเปน็ มำ หรอื เรอ่ื งรำวที่เกิดขึ้น

3. การประชาสมั พนั ธท์ างธรุ กิจ ภำพ 10 ตัวอยำ่ งอินโฟกรำฟิกท่ีแสดงถึงกำรใหข้ ้อมูลทำงธรุ กิจท่ีน่ำสนใจ 4. อธิบายถงึ สง่ิ ทีต่ อ้ งตระหนกั ภำพ 11 ตัวอยำ่ งอนิ โฟกรำฟกิ ทแี่ สดงถึงกำรอธิบำยถึงส่ิงทต่ี ้องตระหนกั

5. การใหค้ วามรเู้ ก่ียวกับเร่ืองราวท่ีน่าสนใจ ภำพที่ 12 ตวั อยำ่ งอินโฟกรำฟกิ ทแ่ี สดงถงึ กำรใหค้ วำมรู้เกย่ี วกับเร่อื งรำวท่นี ำ่ สนใจ 6. การอธบิ ายเชิงวชิ าการ การสารวจ การวิจัยต่างๆ ภำพ 13 ตวั อย่ำงอินโฟกรำฟิกทีแ่ สดงถึงกำรอธิบำยเชิงวิชำกำรกำรสำรวจ กำรวิจัยตำ่ งๆ

7. อธบิ ายถึงขอ้ มูลทมี่ ีการเปรยี บเทยี บความแตกตา่ ง ภำพ 14 ตัวอย่ำงอนิ โฟกรำฟกิ ที่อธิบำยถึงขอ้ มูลท่ีมีกำรเปรียบเทียบควำมแตกตำ่ ง 8. อธบิ ายส่วนประกอบ หรือโครงสร้างต่างๆ ภำพ 15 ตัวอยำ่ งอนิ โฟกรำฟกิ ท่ีอธิบำยสว่ นประกอบ หรือโครงสร้ำงต่ำงๆ

4. มโนมติ 4.1 ควำมหมำยของมโนมติ นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ (2537, น. 55) ได้ให้ความหมายของมโนมติว่า ความเข้าใจ ทั้งหมดของ บุคคลหนึ่งที่มีต่อส่ิงของ หรือสถานการณ์หน่ึง โดจะเกิดเป็นรูปของนามธรรมจาก ความคิดรวบยอดท่ีได้มา จากการรับรู้และสมั ผัส ภพ เลาหไพบูลย์ (2542, น. 4) ได้ให้ความหมายของมโนมติว่า ความรู้ความเข้าใจ เก่ียวกับวัตถุ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่แต่ละคนมีต่อวัตถุหรือตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยเม่ือบุคคลหน่ึงบุคคลจะรับรู้ จะนาการรบั ร้นู ีม้ าสมั พนั ธ์กบั ประสบการณ์เดิมของเขา ทาให้เกิดมโนมติท่ี เข้าใจเกี่ยวกับวัตถุหรือเหตุการณ์ น้นั มากข้ึน สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2546, น. 2) ไดใ้ หค้ วามหมาย ของมโนมตวิ า่ การเขา้ ใจต่อวตั ถหุ รือปรากฏการณ์ทีไ่ ดจ้ ากการสงั เกต รบั ร้แู ละเชอื่ มโยงกับ ประสบการณข์ องบุคคลน้นั พชิ า ชัยจันดี (2552, น. 4-5) ได้ให้ความหมายของมโนมตวิ ่าคอื ความคิด ความเขา้ ใจ ของบุคคลๆ หน่งึ ตอ่ สงิ่ ๆ หนึ่ง โดยทจี่ ะตอ้ งระลกึ ได้วา่ มีลักษณะอยา่ งไร สามารถแยกแยะส่ิงนั้นออก จากส่ิงอ่ืนๆ ได้อย่าง ชดั เจน เปน็ ลักษณะท่ีเฉพาะเจาะจงกับของสงิ่ นั้น Rothenberg (1985, p. 500) ได้ให้ความหมายของมโนมติว่าเป็นแนวคิดท่ีประกอบ ไปด้วย แนวคิดย่อยตา่ งๆ ท่ีมาจากการสังเกตโดยจะมคี วามพเิ ศษคือสามารถเชื่อมโยงและ มีความสัมพันธ์กันอย่างมี เหตุผล Fieldman (1987, p. 490) ได้ให้ความหมายของมโนมติว่า ข้อสรุปท่ีเกิดจากากรจัดส่ิงของ เหตุการณ์ หรือคนท่ีมีลักษณะคล้ายกันเข้าด้วยกัน โดยที่มโนมติทาให้เกิดความเข้าใจในส่ิงต่างๆ มาก ยิ่งขึ้น มโนมติสามารถจาแนกสิ่งใหม่ทพี่ บเจอได้ จากการศึกษาความหมายของมโนมติ มโนมตินั้นมีหลายชื่อเรียกทั้ง มโนทัศน์ มโนภาพ มโนมติ แนวความคิดและความคิดรวบยอด โดยมีความหมายคือการที่คนๆ หน่ึงเข้าใจต่อส่ิงๆ หน่ึงหรือเหตุการณ์ หนึ่ง ตามแนวความคดิ ของแต่ละคน โดยท่เี ป็นผลมาจากการสังเกต รับรู้ เกิด เป็นประสบการณ์และสะท้อน ออกมาเปน็ ความเขา้ ใจ เปน็ ขอ้ สรุปของบุคคลนัน้ 4.2 มโนมตทิ ำงวิทยำศำสตร์ ผดุงยศ ดวงมาลา (2523, น. 3) ได้ให้ความหมายของมโนมตทิ างวิทยาศาสตร์ว่า เปน็ มโนมติท่ีเกิด จากการเหตผุ ล การเอาขอ้ เท็จจริงเข้ามาเชอ่ื มโยง หาความสัมพันธ์จนเกิดเปน็ มโนมติ ใหม่ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบเรื่อง ทางวทิ ยาศาสตร์ ทบวงมหาวิทยาลัย (2525, น.29) ได้ให้ความหมายของมโนมติทางวิทยาศาสตร์ว่า มโนมติทาง วิทยาศาสตร์มีได้ทั้ง 2 รูปแบบคือรูปธรรมและนามธรรม โดยทั้ง 2 อย่างสามารถเชื่อมโยงกัน ได้ โดยการ นาเอามโนมติ ย่อยหลายๆ มโนมติ มาเชื่อมโยงกันอย่างมี ความสัมพันธ์และเหตุผล โดยยิ่งเป็นมโนมติทาง วิทยาศาสตร์จะย่ิงต้องมีความน่าเช่ือถือ มีความแม่นยาท้ังทางคุณภาพ และทางปริมาณ โดยต้องอาศัยการ ทดลอง การใช้อุปกรณ์ในการได้มาซึ่งข้อมูลท่ีดีและแม่นยา โดยที่ มโนมติทางวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวช่วยทา ให้ผู้ เรียนเขา้ ใจบทเรยี นและมีความรูใ้ นระดับสูง สภุ าสินี สุภธีระ (2534, น. 25) ได้ให้ความหมายของมโนมติทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็น ความเข้าใจ ของบุคคลท่ีมีต่อเร่ืองในทางวิทยาศาสตร์ โดยความเข้าใจน้ันจะอาศัยผลจากการทดลอง เหตุผล จาก ข้อเท็จจริง และสถานการณ์ต่างๆ ที่มีเหตุผลและมีความสัมพันธ์ จนสามารถใช้มาเป็น คาอธิบาย ปรากฏการณ์ตา่ งๆ ได้

วรรณทิพา รอดแรงค้า (2540, น.33) ได้ให้ความหมายของมโนมติทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็น ความคิด ความเข้าใจในเร่ืองหรือหลักการใดหลักของหนึ่งในเร่ืองวิทยาศาสตร์แต่ละบุคคล ซ่ึงมี ความ แตกตา่ งกนไปตามประสบการณท์ ี่พบเจอ ไพโรจน์ เติมเตชาตพิ งศ์ (2550, น.23) ได้ให้ความหมายของมโนมติทาวิทยาศาสตร์ว่า เป็นความ เข้าใจในเรื่องวทิ ยาศาสตร์ทีต่ รงกนและตรงกับความเขา้ ใจของ นกั วิทยาศาสตร์ พิชา ชัยจันดี (2552, น. 4) ได้ให้ความหมายของมโนมติทาวิทยาศาสตร์ว่าความเข้าใจ เกี่ยวกับ เรื่องวิทยาศาสตร์ของบุคคลหน่ึง โดยสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน และได้ ข้อสรุปลง ความเหน็ เกีย่ วกับวิทยาศาสตร์ Klopfer (1971, p. 125) ได้ให้ความหมายของมโนมติทาวิทยาศาสตร์ว่าเป็นส่ิงที่เป็น นามธรรม ท่เี ป็นผลมาจากการศึกษาหาความสมั พนั ธ์ของสิง่ ใดส่ิงหน่ึง หรือปรากฏการณ์หนึ่ง โดยมี ความคิดเห็นวามโน มตินน้ั มีประโยชนใ์ นการศกึ ษาโลกธรรมชาติ จากการศึกษาความหมายของมโนมติทางวิทยาศาสตร์ มโนมติทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจของแต่ละบุคคลที่เข้าใจเก่ียวกับเรื่อง หลักการ ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวกับเร่ือง วิทยาศาสตร์ โดย อาศยั หลักการ เหตผุ ล ข้อเทจ็ จรงิ มารองรับความเขา้ ใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์ 4.3 ประเภทของมโนมติ บญุ เสรมิ ฤทธาภริ มย์ (2523, น .6-17) ไดแ้ บง่ ประเภทของมโนมตอิ อกเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี 1. มโนมติท่ีมีลักษณะร่วมกัน เป็นประเภทของมโนมติที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่ มี ลักษณะร่วมกันหลายอยา่ งให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่าย 2. มโนมติที่เป็นเชิงสัมพันธ์ เป็นมโนมติที่อาศัยความสัมพันธ์เพ่ือร่วมกัน พิจารณาถึง ลักษณะ และคุณค่าในการแยกแยะประเภท ในการแยกคณุ คา่ ทผี่ ดิ หรือถูก 3. มโนมติที่เป็นเชิงวิเคราะห์ เป็นมโนมติท่ีสามารถสังเกตเห็นได้จากส่วนของ วัตถุ สง่ิ ของ เร่อื งราวต่างๆ แต่มโนมตปิ ระเภทน้จี ะมีความยากและซบั ซ้อนมากกว่ามโนมตทิ งั้ 2 ประเภทแรก ไพรฑูรย์ สขุ ศรงี าม (2533, น. 58-69) ได้ทาการแบง่ ประเภทของมโนมติออกเปน็ 2 ประเภท 1. มโนมติปฐมภูมิ (Primary Conception) เป็นมโนมติที่ได้มาจากหลังได้รับ ประสบการณ์แบบรูปธรรม เกิดขึ้นในนักเรียนอายุประมาณ 11-12 ปี อาจทาได้โดยการนาเอา ตัวอย่างของ สิ่งของที่มคี ุณลักษณะทคี่ ลา้ ยคลงึ กัน 2. มโนมติทุติยภูมิ (Secondary Conception) เป็นมโนมติท่ีได้มาจากหลังได้รับ ประสบการณ์แบบนามธรรม เกิดข้ึนในนักเรียนอายุประมาณตั้งแต่ 11-12 ปี ขึ้นไป โดยทามาจาก การอ่าน บทความ อา่ นหนงั สอื วิไลวรรณ ตรีศรีชะนะมา (2537, น. 49) กล่าววามโนมติในแต่ละวิชาอาจมีการแบ่งท่ี ไม่ เหมือนกนั แต่จะสรุปแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท 1. ประเภทคอื ประเภททแี่ บง่ ตามธรรมชาติ ได้แก่ ความเป็นนามธรรม จานวน สมาชิก ใน กล่มุ การสรุปเกีย่ วกบั ความแคบกวา้ ง 2. ประเภทที่แบ่งตามโครงสร้าง ได้แก่ ลักษณะเดิมท่ีปรากฏ การแสดงความสัมพันธ์ เก่ยี วกบั ขนาดที่ตัง้ และทศิ ทาง 3. ประเภทที่แบ่งตามหน้าท่ี ได้แก่ การตอบสนองต่อส่ิงเร้า หรือเหตุการณ์ หรือ พฤติกรรมทีเ่ กิดจากเหตุการณน์ ้ัน ๆ

ปรีชา วงศ์ชูศริ ิ (2547, น. 241-334) แบ่งประเภทของมโนมติทางวทิ ยาศาสตร์ไว้ 3 ประเภท คอื 1. มโนมติเกี่ยวกบการแบ่งประเภท คือมโนมติท่ีใช้เพื่ออธิบาย ชี้แจงถึงลักษณะ คุณสมบัติของวัตถุหรือเหตุการณ์น้ันๆ เช่น องค์ประกอบของคล่ืน ประกอบด้วย แอมพลิจูด สัน คล่ืน ท้อง คลน่ื ความยาวคล่นื ความถ่ี คาบ เปน็ ตน้ 2. มโนมติทางทฤษฎี คอื มโนมตทิ ใ่ี ชเ้ พ่อื อธิบาย ชี้แจง บง่ บอกลกั ษณะของ บางสง่ิ หรอื เหตุการณ์บางเหตุการณ์ท่ีอาจสังเกตเห็นได้โดยตรง แต่ต้องมีการทาข้อพิสูจน์ หลักฐาน มาเพ่ือสนับสนุน และเสริมให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างมีเหตุผล เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการ เคลือ่ นท่ี เพราะเกดิ จากการเหนี่ยวนา ระหว่างสนามแมเ่ หลก็ และ สนามไฟฟา้ ทาใหเ้ คลื่อนทไ่ี ปได้ 3. มโนมติเกี่ยวกบความสัมพันธ์ คือมโนมติท่ีใช้เพ่ืออธิบาย หรือทานาย บ่งบอก ความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลกันของสิ่งบางสิ่ง หรือเหตุการณ์บางเหตุการณ์ เช่น หากเราเพิ่ม ความถี่มาก ขึ้นจะทาให้เสียงท่ีออกมามีเสียงที่แหลมมากขึ้น แม่เหล็กชนิดหน่ึงจะเปล่ียนไปอีกชนิด หน่ึงได้ก่อเม่ือถึงจุด อณุ หภมู ิคูรี ของเหลวเมือ่ ได้รับความรอ้ นจะเกิดการขยายตัวและมปี รมิ าตร เพ่มิ ข้นึ เปน็ ต้น Romey (1968, p. 440) ได้แบ่งประเภทของมโนมติวทิ ยาศาสตร์ออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. มโนมติที่เกยี่ วกับการจาแนก (Classification Concepts) เกย่ี วกบั การจาแนก การ แยกแยะ การจดั ประเภท 2. มโนมติเก่ียวกับความสัมพันธ์ (Correlation Concepts) เป็นเร่ืองเกี่ยวกับการหา ความสัมพันธข์ องขอ้ เทจ็ จรงิ เชน่ แรงทเี่ ป็นอานาจทมี่ กี ารดดู หรอื การผลักกนั 3. มโนมติท่ีเกี่ยวกับทฤษฎี (Theoretical Concepts) เป็นมโนมติท่ีนักวิทยาศาสตร์ ได้ทาการกาหนดขึ้นมา เพื่อใช้ในการอธบิ ายเรอ่ื งราว เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ในเรอื่ งวทิ ยาศาสตร์ Gagne (1970, p. 56 อ้างถึงใน สุวัฒก์นิยมค้า, 2531, น.116-118) ได้แบ่งประเภทของ มโนมติ ออกเป็น 2 ประเภท คอื 1. มโนมติที่เป็นช่ือเรียก (Concrete Concept) หรือมโนมติรูปธรรม หมายถึง ประเภทของวตั ถุ ประเภทของเหตกุ ารณ์ และประเภทของคุณลักษณะของวัตถุ 2. มโนมติที่เป็นคาจากัดความ (Defined Concept) หรือมโนมติเชิงนิยาม หมายถึง การให้คานิยามหรือคาจากัดความของกลุ่ม ของวัตถุ เหตุการณ์ คุณลักษณะของวัตถุ เช่น พืชใบเลี้ยง เดี่ยว จะมีมโนมติเชงิ นิยามว่า เปน็ พชื ที่เวลางอกจะมใี บเลย้ี งออกมาเพียงใบเดยี วในแตล่ ะใบจะมเี สน้ ใบขนาน จากการศึกษาประเภทของมโนมติ แบ่งได้หลายประเภทขึ้นกับเกณฑ์ในการแบ่งของ แต่ละคน โดยมโนมตสิ ามารถแบ่งได้เปน็ 2 ประเภทคือมโนมติที่เป็นรปู ธรรม คือมโนมติท่ีผ้เู รยี น สามารถรับรู้ตอ่ บางสิ่ง บางเหตกุ ารณไ์ ดโ้ ดยตรง ผ่านการสังเกต การดม การได้ยิน การรับรู้รส เป็นการสั่งสมประสบการณ์ทางด้าน รูปธรรม และพัฒนาให้เกิดเป็นความมโนมติทางนามธรรมท่ีซับซ้อนยิงข้ึนภายหลัง ซ่ึงมีความสัมพันธ์กันใน การเพ่ิมระดับความเข้าใจมโนมติของผู้เรียน เช่น และมโนมติที่เป็นนามธรรม คือมโนมติที่ผู้เรียนได้รับรู้โดย การไม่สามารถรับรู้โดยตรง โดยต้องหาหลักฐาน หาเหตุผลมาสนับสนุน เพ่ือที่จะทานายหรือพยากรณ์ถึง เหตกุ ารณท์ จ่ี ะเกิดขนึ้ 4.4 องค์ประกอบของมโนมติ ภพ เลาหไพบลู ย์ (2542, น. 4) ได้ระบวุ า มโนมตปิ ระกอบไปดว้ ย 5 องคป์ ระกอบคอื 1. ชื่อ (Name) การตั้งช่ือจะสามารถช่วยทาให้ผู้เรียนได้ทราบเร่ืองท่ีกาลังเรียน และ สามารถระลึกถงึ เนื้อหาท่ตี ามมาได้

2. นิยาม (Definition) เป็นข้อความหรือนิยามที่บอกถึงความหมาย ความสาคัญ ลกั ษณะท่จี าเป็น 3. คณุ ลักษณะ (Attribute) เปน็ ลักษณะทบี่ อกถงึ ลักษณะที่ทั้งเหมือนกันและ แตกต่าง กัน เป็นการบอกลกั ษณะทั่วไป โดยลักษณะทั่วไปจะมกี ารเปล่ยี นแปลงไปตามคุณภาพและ ปรมิ าณ 4. คุณค่า (Values) เนอื่ งจากการให้คานยิ ามของสิง่ ตา่ งๆ หรือการระบุลักษณะ ของส่ิง ตา่ งๆ จะพบได้วาคุณลักษณะมีคณุ ค่าหลายระดับ เชน่ สี ขนาด รูปร่าง 5. ตัวอย่าง (Example) การสอนท่ีจะทาให้เกิดมโนมตินั้นต้องใช้ตัวอย่างใน การยก ประกอบ เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจและเกิดมโนมติทช่ี ัดเจนมากย่ิงข้ึน Bruner (1956, อา้ งถึงในกุลชาติ ชลเทพ. 2551, น. 31-32) ได้ระบุว่าลักษณะของมโนมติควรจะ ประกอบไปด้วย 1. ช่ือ (Name) เป็นคาที่ใช้เรียกแทนสิ่งของบางอย่าง ลักษณะหนึ่ง หมวดหมู่ของ ประสบการณ์เพื่อเป็นเกณฑ์บ่งบอกในการจาแนกตัวอยา่ ง เช่น แม่เหล็ก สารอินทรีย์ ผลไม้ ผัก 2. ตวั อย่าง (Example) เป็นการยกตัวอย่างของมโนมติท่ีเก่ียวกับกับสิ่งท่ีผู้เรียน ต้องรู้ โดยมีทั้งในเชิงมโนมติที่เป็นเชิงบวก และมโนมติท่ีเป็นเชิงลบ โดยที่มโนมติท่ีเป็นเชิงบวกคือ มโนมติที่ สอดคลอ้ งกบั มโนมตทิ ่ีเราจดั ให้ สว่ นมโนมติที่เปน็ ลบจะขดั แยง้ กับมโนมติทีเ่ ราจัดไว้ 3. คุณลักษณะ (Attribute) เป็นคุณลักษณะที่ใช้เพ่ือบ่งบอกหรือเป็นเกณฑ์ในการ จัด สิง่ ของหรอื หมวดหมขู่ องสง่ิ นน้ั เช่น สี น้าหนัก สว่ นสูง ขนาด 4. คณุ ลักษณะ (Attribute Value) เมอื่ มกี ารแยกระดับลักษณะโดยใช้กฎเกณฑใ์ น การ แบ่งระดับพ้ืนฐานแล้ว อาจจัดขึ้นในระดับสูงขึ้นอีกคือ มโนมติเกี่ยวกับความเตี้ย ความสูง ความเย็น ความ รอ้ น 5. กฎเกณฑ์ (Rule) คือข้อสรุปลักษณะ หรือนิยามี่ใช้ในการแบ่งมโนมติ เช่น การใช้ ความร้อนหรือใชค้ วามเยน็ จากการศึกษาองค์ประกอบของมโนมติ ประกอบไปด้วย ช่ือ ตัวอย่าง คุณลักษณะ คานิยาม คณุ ค่า และตวั อย่าง 4.5 กำรสรำ้ งมโนมติ ชยั พร วิชชาวธุ (2519,อา้ งถึงในพงศธร ทพิ รกั ษ์. 2554, น. 4-7) ไดก้ ล่าวถงึ ข้ันตอน การสร้างมโน มตไิ ว้ดังนี้ 1. ผู้เรยี นเร่มิ ฝกึ ฝนจากประสบการณ์ จากการเหน็ ได้ยิน 2. เมื่อสังเกตเก็บรายละเอียดจากประสบการณ์แล้ว ผู้เรียนจะเร่ิมข้ันสังเกตใน รายละเอียดที่ปลีกย่อยมากยิ่งขึ้น เช่น รูปส่ิงของที่เป้นอยางไร สีอะไร พ้ืนผิวอะไร มีอะไรที่เหมือน หรือ แตกต่างกัน 3. ผเู้ รียนใชก้ ารสงั เกตจากขอ้ 2 ในการตง้ั สมมติฐานเกี่ยวกบั ว่าอะไรคอื มโนมติ 4. ผเู้ รยี นทดสอบสมมตฐิ าน ว่ามคี วามถูกหรอื ผดิ หากผลที่ปรากฏออกมาถูกก็ คงไว้ซ่ึง สมมตฐิ าน และหากผลออกมาว่าผิดก็ต้องตั้งสมตฐิ านใหม่ มงั กร ทองสขุ ด.ี (2521, น. 92) ได้กล่าวว่าการจะก่อให้เกิดมโนมตินั้นเป็นวิธีการ ที่ต้องอาศัยการ พจิ ารณา การวเิ คราะห์ เนือ่ งมาจากการเก็บรวบรวมข้อมลู ต่างๆ ผสมกบั การหา เหตผุ ลเพอ่ื นามาเป็นข้อสรุป แล้วทาการจัดคณุ ลกั ษณะและคุณค่าและเรียบเรยี งใหม่ ซึ่งวธิ ีการ ดังกลา่ วจะตอ้ งประกอบไปด้วย 1. การแยกแยะประเภทอยา่ งพนิ จิ พเิ คราะห์ ( Discrimination)

2. การจัดประเภท (Categorizing) 3. การประเมินผล (Evaluation) ทบวงมหาวิทยาลัย (2525, น. 31-32) โดยคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ มีความเห็นว่าการจะสร้างมโนมติให้เกิดขึ้นได้จะต้องมีการเร่ิมต้นจากการสัมผัสเพื่อ รับรู้ถึงปรากฏการณ์ ต่างๆ เปน็ อย่างแรก ต่อดว้ ยรบั รลู้ ักษณะของสง่ิ ตา่ งๆ จนเริ่มมีการหา ความสัมพันธ์ เม่ือนักเรียนมีการสะสม มโนมติย่อยๆ ไปเร่ือยๆ จนรวบรวมก่อให้เกิดมโนมติได้ แต่ การสร้างมโนมตินั้นจะต้องคานึงถึงปัจจัยหลาย อย่าง คือ 1. ความพรอ้ มของนกั เรยี น ซึ่งจะต้องคานงึ ถึงความพรอ้ มทัง้ ทางกาย จิตใจและ ปญั ญา 2. ประสบการณ์เดิมของนักเรียน ประสบการณ์และมโนมติที่นักเรียนมีอยู่เดิมจะเป็น พนื้ ฐานในการทีจ่ ะทาใหเ้ กิดมโนมติในระดับตอ่ ไป สุรพันธ์ ตันศรีวงษ์ (2538, อ้างถึงในพงศธร ทิพรักษ์. 2554, น. 4-7) ได้กาหนดถึง การสร้างมโน มติแบง่ ออกเปน็ ดังน้ี 1. พิจารณากาหนดจากส่ิงท่ีเป็นรูปธรรม คือการสามารถสังเกตเห็นได้จาก ภายนอก เช่น รปู รา่ ง โครงสรา้ ง 2. พิจารณากาหนดจากส่ิงท่ีเปน็ นามธรรม คอื การทางาน การนยิ าม การกระทา 3. หาความสมั พันธท์ ีเ่ ก่ียวขอ้ งกับสง่ิ แวดลอ้ มตา่ งๆ 4. องคป์ ระกอบพิเศษอน่ื ๆ พิชา ชัยจันดี (2552, น.4-5) ได้กล่าวว่า นักเรียนจะเกิดมโนมติได้นั้นเริ่มมาจากการ สังเกตในส่ิง ต่างๆ สังเกตเหตุการณ์ต่างๆ เพ่ือให้เกิดการรับรู้ และมีการจัดระบบความคิด และนามา แยกเป็นสมบัติ เฉพาะอยา่ ง เพ่อื หาความสัมพนั ธจ์ นเกิดเปน็ มโนมติ จากการศกึ ษาการสร้างมโนมติ กระบวนการสรา้ งมโนมติ เป็นกระบวนการท่ีให้ ผู้เรียนเริ่มสร้างเพื่อให้เกิดมโนมติในระดับท่ีชัดเจนมากยิ่งข้ึน โดยจะเริ่มจากการให้ ผู้เรียนเห็นหรือ สัมผัสถึงประสบการณ์ท่ีมองเห็นได้ โดยการสังเกต ดมกลิ่น รับรู้รส การจดจา และต่อมาก็ พัฒนา มาถึงข้ันเป็นนามธรรมคือการหาเหตุผลท่ีจะมาตั้งสมมติฐาน เพื่อหาความสัมพันธ์ หาเหตุผล มา รองรบั และทดสอบสมมติฐานเพื่อรวบยอดว่ามโนมตทิ ่เี กิดขน้ึ ใหม่ถกู ต้องหรอื ไม่ 4.6 ควำมสำคญั ของมโนมติ มโนมติในการให้ผู้เรียนสามารถเกิดความเข้าใจ แนวความคิดท่ีเก่ียวกับความเข้าใจในเรื่อง น้ันๆ โดยจะทาใหผ้ ู้เรยี นสามารถเข้าใจและบรรลุถงึ วัตถปุ ระสงค์ของการเรียนได้อยา่ งแทจ้ ริง โดย ความสาคัญของ มโนมติแล้วแต่คนใหค้ วามหมายดงั นี้ บุญเสริม ฤทธาภิรมย์ (2523,อ้างถึงในพงศธร ทิพรักษ์. 2554, น. 14-17) ได้กาหนด ว่า ความสาคัญของมโนมตมิ ดี งั นี้ 1. ชว่ ยลด และจัดการระเบยี บของส่งิ ต่างๆ เข้าร่วมในกลุ่มเดียวกน โดยใช้เกณฑ์ ต่างๆ ในการแบง่ หมวดหมู่ เชน่ คลน่ื กล คลืน่ ทอ่ี าศยั ตวั กลางและไมอ่ าศัยตวั กลางในการเคลื่อนที่ 2. มโนมติจะช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดท่ีถูกต้องและชัดเจนมากย่ิงข้ึน ทา ให้ผู้เรยี นสามารถพฒั นาต่อยอดไปยงั ความคิดรวบยอดต่างๆ ต่อไปได้ 3. มโนมติสามารถใช้เป็นตัวกาหนดความยากง่ายในการเรียน เพราะผู้เรียนแต่ละ ระดับมีความสามารถหรือความเข้าใจของมโนมติท่ีแตกต่างกัน หรืออาจจะช่วยในการแบ่งแยกว่าส่ิง ท่ีเรียน มาหรือคุณลักษณะบางอย่างท่ีไม่จาเป็นในการเรียนรู้ ก็สามารถตัดออกได้ ทาให้ไม่มีการ เรียนรู้ซ้าซ้อน ไม่ เสยี เวลาในการเรียน

4. มโนมติทาให้ผู้เรียนสามารถให้หลักการของเหตุผล เป็นการฝึกความคิด การ ไต่ ตรองเพ่อื จะพจิ ารณาวา่ สิ่งใดสมั พนั ธ์กนั หรือไม่ และความเข้าใจรวบยอดน้ันคืออะไร จน สามารถมาต่อยอด เป็นพัฒนาการทางด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เพราะเม่ือสามารถพิจารณาแยก แนะประเภทหรือลักษณะ ต่างๆ ก็จะทาให้คดิ หาทางการแก้ไขท่ีงา่ ยข้ึน สุรพันธ์ ตนั ศรีวงษ์ (2538,อา้ งถึงในพงศธร ทพิ รกั ษ.์ 2554, น. 14-17) 1. มโนมติจะเป็นแนวทางในการทาให้การเรียนการสอนท่ีมีประสิทธิภาพมากขนึ้ 2. มโนมติจะทาให้ผู้สอนสามารถประเมินว่าผลการเรียนของนักเรียนเป็นตามที่ ตอ้ งการหรอื ไม่ 3. มโนมติทาให้ผู้สอนทราบว่าส่วนใดหรือเนื้อหาบทใดท่ีสามารถทาให้ผู้เรียน เกิดมโน มติไดด้ ี จากการศกึ ษาความสาคัญของมโนมติ มโนมติมีความสาคญั ในการท่จี ะทาใหผ้ เู้ รียน สามารถเข้าใจ เนื้อหา สาระการเรียนรู้ หรือเหตุการณ์ใดๆ ได้ง่ายและดีข้ึน โดยที่การที่ผู้เรียนมีมโนมติท่ีดีจะทาให้ผู้เรียน กลายเป็นคนที่ใช้ทักษะทางด้านการสังเกต การสารวจ การแบ่งแยก การใช้ ความสัมพันธ์ การใช้เหตุผล เพอ่ื ใหส้ ามารถเขา้ ในเหตกุ ารณน์ ้นั ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องตามหลักการและ ทฤษฎี 4.7 กำรสอนเพอื่ ใหเ้ กดิ มโนมติ บญุ เสริม ฤทธาภริ มย์ (2523, น. 6-17)ไดเ้ สนอถึงการสอนเพอ่ื ให้นักเรยี นเกดิ มโนมติ ดงั นี้ 1. จัดหาประสบการณ์ โดยประสบการณ์จะทาให้เด็กเกิดมโนมติ และผลท่ีดีท่ีสุด คือ ประสบการณ์ตรง มีการสมั ผัส ได้เรยี นรดู้ ้วยตนเอง 2. การยกตวั อย่างประกอบท่ีชัดเจน จะทาใหเ้ กดิ มโนมติที่เปน็ นามธรรม 3. เปดิ โอกาสให้นกั เรยี นไดท้ ดลองปฏิบตั ิในสงิ่ ทเ่ี รยี นมา หรือในสถานการณ์ 4. ลดความซบั ซอ้ นของเรอื่ ง จะไปเนน้ ท่จี ุดท่สี าคญั 5. มกี ารสารวจความพร้อมทงั้ ทางรา่ งกาย จติ ใจและปญั ญาของนักเรยี น พื้นฐานความรู้ เดิม ความถนัดในแต่ละดา้ น 6. มีการจัดลาดบั ของเนอ้ื หาให้สอดคล้องกบั ความคดิ ของเดก็ เพอ่ื การเขา้ ใจและการเกดิ มโนมตทิ ่ีชัดเจนมากข้ึน 7. การใช้ภาษาทชี่ ัดเจนและเขา้ ใจงา่ ย ไม่วา่ จะเป็นการนิยามและการบอก ความหมาย 8. ขน้ั ตอนของการสรปุ ความคิด ควรให้เปน็ ไปตามลาดบั ขั้น มานิดา เพชรรตั น์ (2531, น.105-107) ไดเ้ สนอถึงการสอนเพือ่ ใหน้ ักเรียนเกิด มโนมติดงั นี้ 1. การเน้นลกั ษณะสาคัญ หรอื ลกั ษณะเฉพาะของมโนมติ 2. การใชถ้ ้อยคาที่ถูกต้องและเหมาะสม 3. การชี้ใหเ้ ห็นถึงธรรมชาติของมโนมติทจ่ี ะเรยี น 4. การพิจารณาจัดลาดับของการเสนอตวั อย่าง 5. การส่งเสรมิ และแนะนาให้ผ้เู รียนรจู้ ักเรียนดว้ ยการค้นควา้ 6. การจัดให้มีการใชป้ ระโยชน์จากการเรยี นมโนมตินั้น 7. การสนับสนุน หรอื เร่งเรา้ ใหม้ ีการประเมนิ ตนเอง จักรพงษ์ แพทย์หลักฟ้า (2537, น.19-20) ได้เสนอถึงการสอนเพ่ือให้นักเรียนเกิดมโน มติโดย อาศยั การเรยี นรมู้ าจากของบรูเนอร์ เพราะเปน็ การสอนทผี่ ูเ้ รยี นมีบทบาทมากทสี่ ุดดงั น้ี

1. ขั้นอธิบายการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจโดยครูจะต้องอธิบายว่าจะนาเสนอ ข้อมูล 2 ข้อมูล ให้นกั เรียนสงั เกต เปรยี บเทยี บ และตั้งสมมตุ ฐิ านเพื่อนค้นหามโนมตทิ ี่ครูจะสอน 2. ขน้ั การนาเสนอตัวอยา่ งซึง่ มที ้งั ข้อมลู ตวั อย่างชุดทใ่ี ช่และไม่ใช่ มโนมติท่ีจะ สอนขั้นนี้ ผู้เรียนจะต้องตงั้ สมมตุ ฐิ านเกีย่ วกบั สิ่งที่ใชเ่ อาไวใ้ นใจ 3. ขั้นการวเิ คราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนมติ ข้ันนี้ผู้เรียนต้องตั้งคาถามที่เพื่อ ทดสอบ สมมุตฐิ านท่ตี นตัง้ ไว้ถูกต้องหรือไม่ 4. ขั้นการสรุป ข้ันน้ีจะต่อเน่ืองกับขั้นการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนมติ คือ จาแนกตัวอย่าง ก็รวบรวมข้อมูลสมมุติฐานของข้อมูลตัวอย่างที่ใช่มโนมติ ท่ีเป็นจุดหมายการ พิจารณา ร่วมกันแล้วสรปุ วา่ เป็นมโนมติของสงิ่ ใด 5. ขั้นการทบทวนถึงความสมั พนั ธข์ องขอ้ มลู ทง้ั หลาย และรวบรวมเปน็ มโนมติ ข้ึนมา จากการศึกษาการสอนเพ่ือให้เกิดมโนมติ การสอนท่ีจะทาให้เกิดมโนมติได้นั้นจะต้อง มีขึ้นตอนที่ เริ่มมาจากการดูความพร้อมของผู้เรียนทั้งทางกาย จิตใจและปัญญา และขั้นตอนมาเป็น การเตรียมเนื้อหา และข้ันตอนการสอน โดยจะต้องคานึงถึง ความซับซ้อน และมี การจัดกิจกรรมและประสบการณ์เพ่ือให้ ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ มกี ารสอนเพ่ือจัดระบบความคิด จน เกิดเป็นมโนมตขิ ึน้ มา 5. งำนวจิ ยั ที่เก่ยี วขอ้ ง กนกภรณ์ ทองระย้า (2557) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เร่ืองการเรียนรู้โปรแกรม Microsoft Excel โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD กลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์โพธ์ิทอง อาเภอเมืองสมุทรปราการ จงั หวดั สมุทรปราการ สังกดั สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 28 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวัดในการวิจัยครั้งน้ีมี 2 ชนิด ประกอบดว้ ย เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการทดลอง คอื แผนการจดั การเรียนรดู้ ้วยเทคนคิ การจัดการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือแบบ STAD จานวน 4 แผน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 ชนิด คือ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจานวน 30 ข้อ และแบบ ฝึกทักษะระหว่างเรียนจานวน 7 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การทดสอบ t- test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์โดยรวมทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เรือ่ งการเรียนรโู้ ปรแกรม Microsoft Excel ดว้ ยเทคนคิ การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 เปน็ ไปตามสมมตฐิ านท่ีตั้งไว้ รัชนี พันสีเลา เก้ือจิตต์ ฉิมทิม และเจียมศักด์ิ ตรีศิริรัตน์ (2556) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค STAD ที่เน้น กระบวนการแก้ปัญหา เร่ืองสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิจัยคร้ังน้ีมี วัตถุประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค STAD ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพ่ือ พัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ของนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีจานวนนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อย ละ 70 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ข้ึนไป 3) เพื่อศึกษากระบวนการแก้ปัญหา ของ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค STAD เรื่อง สมการเชิง เส้นตัวแปรเดยี ว กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/1 โรงเรียนเสือโก้ก วทิ ยาสรรค์ สังกัดองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดมหาสารคาม ภาคเรยี นที่ 2ปีการศึกษา 2556 จานวน 22 คน รปู แบบการวจิ ยั เป็นวิจยั เชงิ ปฏิบัตกิ าร (Action Research) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) เครื่องมือท่ีใช้ในการปฏิบัติ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบร่วมมือกัน เรียนร้เู ทคนิค STAD ท่ีเนน้ กระบวนการแกป้ ัญหา เรือ่ ง สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1จานวน 15 แผน 2) เครื่องมือท่ีใช้สะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการ เรียนรู้ แบบบันทึกผลหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ และ แบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการ 3) เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมนิ ประสิทธภิ าพรูปแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน และแบบทดสอบวดั กระบวนการแก้ปัญหาการวเิ คราะหข์ อ้ มูลใชค้ า่ เฉลี่ย ค่าร้อยละ และ สรุปเปน็ ความเรยี ง รัตนพร ทองเพชร (2559) ไดศ้ ึกษาเรอ่ื ง การพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน บนเครือข่ายในรปู แบบ 2.5D เรอื่ ง อินโฟกราฟิก กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ัยคร้งั น้ีคือ นกั ศึกษาระดับช้ันปี ที่ 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายในรูปแบบ 2.5D เร่ือง อินโฟกราฟิก แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจจากการ เรยี นดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายในรูปแบบ 2.5D เร่ืองอินโฟกราฟิก มีประสิทธิภาพเท่ากับ 1.43 ตามสูตรการหาประสิทธิภาพของเมกุยเกนส์ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียน คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนบนเครอื ข่ายในรปู แบบ 2.5D เรอ่ื งอนิ โฟกราฟิก มีค่าเฉลี่ยสูงกล่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายในรูปแบบ 2.5D เรื่องอินโฟกราฟิกอยู่ในระดับพึงพอใจในระดับดี มาก ปานวาด อวยพร ศยามน อินสะอาด และสุพจน์ อิงอาจ (2560) ได้ศึกษาเร่ือง ผล การใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิกซอว์ II กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคม ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ท่ีสง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัย ครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพ่ือพัฒนา อินโฟ กราฟิกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ จกิ ซอว์ II กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และ วัฒนธรรม ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 (2) เพ่ือเปรียบเทียบ ความคิด สร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยอินโฟกราฟิกกับการเรียนแบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคจิกซอว์ II กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษา น้อมเกล้า ท่ีศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 โครงการ English Program ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธี จับสลาก จานวน 1 ห้อง จานวนนักเรียน 30 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. อินโฟกราฟิกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิกซอว์ II กลุ่ม

สาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาข้ึน มีคุณภาพอยู่ในระดับดี ( ̅ = 4.48, SD = 0.50) 2. การเปรียบเทียบ ด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีเรียนด้วย อินโฟกราฟิกร่วมกับการเรียน แบบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ จิกซอว์ II พบวา่ ความคดิ สร้างสรรค์โดยรวมของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05 ปาณิสรา ศิลาพล และกอบสุข คงมนัส (2559) ได้ศึกษาเร่ือง ผลการใช้อินโฟ กราฟกิ ร่วมกับกระบวนการเรยี นแบบสืบเสาะที่มีตอ่ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 6 จุดมุ่งหมายของการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์ก่อนและหลังการใช้อินโฟกราฟิก (Infographics) ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะที่มี ตอ่ ความสามารถด้านการคิดวเิ คราะห์ เรอ่ื ง การเปลี่ยนแปลงของโลก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์จากการใช้อินโฟกราฟิก (Infographics) ร่วมกบั กระบวนการเรยี นแบบสืบเสาะ เร่ือง การเปล่ียนแปลงของโลก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 กับกระบวนการเรียนแบบปกติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนจากการใช้อินโฟกราฟิก (Infographics) รว่ มกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ ท่มี ตี อ่ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เรื่อง การเปล่ียนแปลงของโลก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้เป็น นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนอนุบาลคลองลาน จังหวัดกาแพงเพชร ที่กาลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2558 จานวน 60 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับฉลากเลือก กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนโดยใช้อินโฟ กราฟิกร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ̅ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test dependent และ t–test independent) ผลการศกึ ษา พบว่า 1)ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนด้วยอินโฟกราฟิก (Infographics) ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ ที่มีต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถด้านการ คิดวิเคราะห์จากการใช้อินโฟกราฟิก(Infographics) ร่วมกับกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 สูงกว่ากระบวนการเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนจากการใช้อินโฟกราฟิก(Infographics) ร่วมกับกระบวนการเรียน แบบสืบเสาะทม่ี ีต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 6 พบว่า โดย ภาพรวมมีความพึงพอใจอยใู่ นระดับมาก ( ̅ = 4.10, S.D. = 0.46) อิศรา รุ่งอภิญญา (2558) ได้ศึกษาเร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชนิดของประโยคของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 2 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ แบบฝึก การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองชนิดของ ประโยคของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึก และ2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2558 โรงเรยี นเบญจมราชทู ิศ ราชบุรี จานวน 26 คน ใชเ้ วลา 10 คาบ

คาบละ 55 นาที การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉล่ีย ( ̅) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (dependent samples t - test) และการวิเคราะห์เน้ือหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนเรื่องชนิดของประโยค ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีมีต่อ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยมี คา่ เฉล่ีย ( ̅) เทา่ กบั 4.29 และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) เทา่ กบั 0.73 ฮุสนา สาและ, ณฐั นิ ี โมพนั ธุ์, ธิดารัตน์ วิชัยดิษฐ์ (2560) ได้ทาการศึกษาเรื่อง ผล ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับการแสดงทางวิทยาศาสตร์ ที่มีต่อ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น และความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบ้านลูโบะบูโละ อาเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์ เรอื่ งแรงในชีวิตประจาวัน ก่อนและหลังเรียน ท่ีไดร้ ับการเรียนดว้ ยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับการแสดงทางวิทยาศาสตร์ 2) ศึกษาระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์เร่ืองแรงในชีวิตประจาวัน 3) ศึกษาความคงทน ของความรหู้ ลังเรียน 2 สปั ดาห์ กล่มุ ตวั อย่าง คือ นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนบ้านลูโบะบู โละ อาเภอรอื เสาะ จงั หวดั นราธิวาส ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 รวม 32 คน โดยการเลือกกลุ่ม ตวั อยา่ งแบบเจาะจง ใชเ้ วลาในการเรยี นรู้ 23 ช่วั โมง เครือ่ งมือทใ่ี ช้มี 3 ชดุ ไดแ้ ก่ 1) แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับการแสดงทาง วิทยาศาสตร์เรื่องแรงในชีวิตประจาวัน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง แรงในชวี ติ ประจาวัน และ 3) แบบทดสอบวัดความคงทนของความรู้ในการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค STAD ร่วมกับการแสดงทางวทิ ยาศาสตร์เร่ืองแรงในชีวิตประจาวัน คานวณหาค่าความเชื่อม่ัน ของแบบทดสอบ โดยใช้สตู รของคูเดอร์-รชิ าร์ดสัน (KR-20) ไดค้ า่ เทา่ กับ 0.78 ดาเนินการทดลองกลุ่ม เดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าคะแนนเฉล่ีย และค่าเบ่ียงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคา่ เฉลย่ี ร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 20.10 และ ค่าเฉลยี่ รอ้ ยละหลังเรยี นมคี ่าเท่ากับ 70.00 2) ระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ ระดับดีขึ้นไปจานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.12 ซึ่งเกินจานวนคร่ึงหนึ่งของนักเรียนทั้งหมด และ 3) ความคงทนในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีเรียนด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้ เทคนคิ STAD ร่วมกับการแสดงทางวทิ ยาศาสตรเ์ ม่ือเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ไมแ่ ตกต่างกัน Vanichvasin (2015) ไดเ้ ขียนบทความนาเสนอเร่ืองศักยภาพของอินโฟกราฟิกใน การเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ผู้เขียนบทความไดก้ ลา่ วว่าอนิ โฟกราฟกิ สามารถประยุกต์ใช้เป็นเคร่ืองมือใน การจัดการเรียนการสอน เพ่ือเพ่ิมคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ และยังสามารถช่วยในการสื่อสาร เพ่ือสร้างความน่าสนใจ ความเข้าใจ และการจดจาซ่ึงถือเป็นพ้ืนฐานสาคัญของการสื่อสารท่ีมี ประสิทธภิ าพ และนาไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ Saitong (2014) ได้วิจัยเรื่อง การออกแบบอินโฟกราฟิกแอนิเมชัน เพ่ือการเรียน การสอน พบวา่ อินโฟกราฟกิ สามารถนาเสนอและเชอื่ มโยงความรู้ของเน้อื หาได้ โดยอาศัยรูปแบบการ

เรียนการสอน ระบบและกระบวนการออกแบบอินโฟกราฟิกเป็นแนวทางในการพัฒนาส่ือการเรียนรู้ ซ่ึงอินโฟกราฟิกช่วยกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองแก่ผู้เรียนส่งเสริมให้ ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และเป็นสื่อท่ีมีบทบาทสาคัญในการจัด กระบวนการเรยี นรู้ Suwanchol (2014) ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการ สอน เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมให้นักเรียนสร้าง ชิ้นงานท่ีเป็นอินโฟกราฟิกผ่านทางเว็บไซต์ท่ีชื่อว่า Piktochart ซึ่งเป็นโปรแกรมที่นักเรียนได้ทางาน ผ่านคอมพิวเตอร์ ทั้งหารูป ฝึกการค้นหาสืบค้นข้อมูล คิดวิเคราะห์แยกแยะ ด้วยตัวเองแบบเต็มท่ีทา ใหเ้ ดก็ ได้เปิดโลกกว้างแล้วร้จู ักคดิ วเิ คราะหเ์ ป็นหลกั Tesana (2015) ได้นาอินโฟกราฟิกมาใช้ร่วมกับกระบวนการเรียนการสอนใน รายวิชาคอมพิวเตอร์ พบว่า ผู้เรียนได้สืบค้นข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้ตามหัวข้อท่ีครูกาหนด แล้วนา ขอ้ มูลที่ได้มาสรุปเป็นอินโฟกราฟิก จากการจัดกิจกรรมดังกล่าว ช่วยให้ผู้เรียนนาอินโฟกราฟิกมาเป็น ส่ือให้ผู้ท่ีได้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จาเป็นต้องมีผู้นาเสนอ ทาให้การส่ือสารมี ประสทิ ธิภาพมากข้นึ 6. กรอบแนวคดิ วจิ ยั การจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมอื พัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เทคนคิ STAD รว่ มกับ เรอ่ื ง ระบบสรุ ยิ ะ การสร้างสอ่ื Infographic

บทที่ 3 วิธดี ำเนินงำนวิจัย วจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาการจัดการเรยี นรู้เพอ่ื พฒั นามโนมตวิ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ โดย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสร้างสื่อ Infographic สาหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีรายละเอียดเกี่ยวกับการ ดาเนนิ การวจิ ัย ดงั ตอ่ ไปนี้ แบบแผนกำรวจิ ัย การวิจยั คร้ังน้เี ป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) โดยแบบแผนการศึกษา ค้นคว้าที่ใช้ในวิจยั ครัง้ นี้ ผ้วู จิ ัยไดใ้ ชแ้ บบแผนการศึกษา คน้ ควา้ แบบ One-Group Pretest-Posttest Design ดงั แสดงในตาราง ทดสอบก่อนเรยี น ทดลอง ทดสอบหลงั เรยี น สัญลกั ษณ์ท่ีใช้ในแบบแผนกำรศึกษำคน้ ควำ้ หมายถงึ การสอบก่อนไดร้ บั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (Pre-test) หมายถงึ การสอนโดยใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือเทคนคิ STAD ร่วมกับ เทคนคิ Infographic หมายถึง การสอบหลงั ได้รับการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (Post-test) ประชำกรและกลุม่ ตวั อยำ่ ง ประชากรทใี่ ช้ศึกษาในการวิจยั ครัง้ น้ี คอื นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 โรงเรียนเฉลมิ ขวญั สตรี อาเภอเมือง จังหวัดพษิ ณโุ ลก จานวน 504 คน กลุม่ ตัวอย่าง คอื นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/5 โรงเรียนเฉลมิ ขวญั สตรี อาเภอเมอื ง จงั หวัดพษิ ณโุ ลก ทก่ี าลงั ศึกษาอย่ใู นภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวนนกั เรียน 46 คน ซงึ่ ไดม้ า จากการสุม่ แบบกลมุ่ (cluster random sampling) โดยใชห้ อ้ งเรียนเปน็ หน่วยการสมุ่ ตัวแปรท่ใี ช้ในกำรวิจยั ตวั แปรต้น คือ การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือเทคนิค STAD รว่ มกบั เทคนิค Infographic ตวั แปรตาม คอื มโนมตทิ างวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุรยิ ะ

เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในกำรวิจัย 1. เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ครัง้ นี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนคิ STAD ร่วมกบั เทคนิค Infographic เร่ือง ระบบสรุ ิยะ ประกอบด้วย 4 แผนการจดั การเรียนรู้ เปน็ เวลา 12 ชว่ั โมง ได้แก่ 1.1.1 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 จานวน 3 ช่วั โมง เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลกหมุนรอบตนเอง 1.1.2 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 จานวน 3 ชวั่ โมง เรือ่ ง ปรากฏการณ์ทีเ่ กิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ 1.1.3 แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3 จานวน 3 ชัว่ โมง เรอ่ื ง ปรากฏการณท์ ี่เกดิ ขึน้ ระหวา่ งโลก ดวงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์ 1.1.4 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 4 จานวน 3 ชว่ั โมง เรอื่ ง ดาวเคราะห์ในระบบสุรยิ ะ 1.2 แบบทดสอบวัดมโนมตทิ างวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง ระบบสุริยะ ซ่งึ เปน็ แบบปรนัย ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 20 ขอ้ จานวน 1 ฉบับ 2. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมอื 2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic เรอ่ื ง ระบบสรุ ยิ ะ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 มีลาดับขน้ั ตอน ดงั นี้ 2.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 วเิ คราะห์โครงสรา้ ง เน้ือหา มาตรฐานการเรยี นรู้ และตวั ชวี้ ัด 2.1.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับช้นั มธั ยมศึกษาตอนต้น เพ่ือใชใ้ นการกาหนดตวั ชี้วัด 2.1.3 ศกึ ษาทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง 2.1.4 สรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic เรื่อง ระบบสุริยะ ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 แบ่งออกเปน็ 5 ข้ัน ดงั น้ี 1. ขั้นนาเสนอเน้ือหา โดยการทบทวนพืน้ ฐานความรู้เดิม 2. ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม โดยนักเรียนในกลุ่ม 4-5 คน ร่วมกัน ศึกษากลุ่มย่อยนักเรียนเก่งจะอธิบายให้นักเรียนอ่อนฟังและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการทากิจกรรม กิจกรรมของกลุ่มจะอยู่ในรูปการอภิปราย การแลกเปล่ียน ความเห็นซึ่งกันและกัน โดยใช้เทคนิค Infographic เข้ามาเป็นส่ือ และเป็นหัวข้อใน การอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น และให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างชิ้นงาน infographic เป็นของกล่มุ ตวั เอง 1 ชน้ิ พรอ้ มนาเสนอ 3. ขนั้ ทดสอบย่อย นักเรียนแต่ละคนจะทาแบบทดสอบด้วยตนเอง ไมม่ กี ารชว่ ยเหลอื กนั

4. คิดคะแนนความก้าวหน้าแต่ละคน และของกลุ่มย่อย ครูตรวจ ผลการสอบของนกั เรยี น โดยคะแนนท่ีนักเรยี นทาได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนน รายบคุ คล แลว้ นาคะแนนรายบคุ คลไปแปลงเปน็ คะแนนกลุ่ม 5. ชมเชย ยกย่อง บคุ คลหรือกลุ่มท่มี ีคะแนนยอดเยี่ยม นักเรียนคน ใดทาคะแนนได้ดีกว่าคร้ังก่อน จะได้รับคาชมเชยเป็นรายบุคคล และกลุ่มใดทา คะแนนไดด้ กี ว่าคร้ังก่อนจะได้รับคาชมเชยท้ังกลมุ่ 2.1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างข้ึนเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ เป็นผู้ให้ ข้อมูลในการสร้างและประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื เทคนคิ STAD รว่ มกบั เทคนคิ Infographic เรือ่ ง ระบบสุริยะ ของ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ประกอบด้วยผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร และการสอน ด้านวิทยาศาสตร์ศึกษาและด้านวัดและประเมินผล เพื่อทาการประเมินความ สอดคล้องเน้ือหา โดยคานวณหาคา่ ดชั นีความสอดคล้อง (IOC) และประเมินความเหมาะสม ของกิจกรรมการเรยี นรู้ 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ ตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญ แล้วใหอ้ าจารยท์ ป่ี รกึ ษาตรวจสอบความเรยี บร้อย เพื่อจัดทาเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับ สมบูรณ์ 2.1.7 นาแผนการจัดการเรียนรู้ เรอ่ื ง ระบบสุรยิ ะ ท่ใี ช้การจัดการเรียนรู้โดย ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic ไปใช้ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/5 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน นักเรยี น 46 คน 2.2 การสรา้ งแบบทดสอบวดั มโนมติทางวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ผ้วู ิจัยไดด้ าเนนิ การสรา้ งตามข้ันตอน ดงั นี้ 2.2.1. ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับแบบทดสอบวัดมโนมติทาง วทิ ยาศาสตร์ 2.2.2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ จาก เอกสารและตาราทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับเทคนิควิธกี ารสร้างข้อสอบ 2.2.3. วิเคราะห์เนื้อหาหน่วยการเรียนรู้ เรือ่ ง ระบบสุริยะ เพ่ือเป็นข้อมูลใน การสรา้ งแบบทดสอบวดั มโนมตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 2.2.4. สรา้ งแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ โดย สร้างแบบทดสอบ เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมทุกจุดประสงค์ที่ กาหนดไว้ในตารางวเิ คราะหเ์ นือ้ หา และจดุ ประสงคท์ ้งั หมด 1 ฉบบั จานวน 30 ขอ้ 2.2.5. นาแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ก่อน เรียนและหลังเรียน ท่ีสร้างข้ึนให้อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบความตรง

เชิงเนื้อหา และโครงสร้าง ภาษาท่ีใช้และความเหมาะสมของตัวเลือก แล้วนาไป ปรบั ปรุงแก้ไขตามคาแนะนา 2.2.6. นาแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ก่อน เรยี นและหลงั เรยี นทีแ่ กไ้ ขแล้วเสนอผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของ ภาษา และพจิ ารณาความเท่ยี งตรงเชิงเน้ือหา ( Content validity ) โดยใช้เกณฑก์ าหนดคะแนนความคดิ เห็นดังนี้ +1 หมายถงึ แนใ่ จว่าเน้ือหาข้อคาถามสอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้ 0 หมายถงึ ไม่แน่ใจวา่ เนื้อหาขอ้ คาถามสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ -1 หมายถงึ แน่ใจวา่ เน้ือหาข้อคาถามไม่สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ จากนนั้ บนั ทึกผลการ พจิ ารณา ของผ้เู ชย่ี วชาญแลว้ หาคา่ ดัชนีความ สอดคล้อง ( index of objective congruence : IOC ) 2.2.7. นาแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ก่อน เรยี นและหลงั เรียนไปปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญ แล้วนาไปทดลอง ใชก้ ับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก ท่ีไม่ใช่ กล่มุ ตวั อย่าง 2.2.8. นาคาตอบของนักเรียนมาตรวจให้คะแนน โดยให้คะแนนข้อท่ีตอบ ถูกข้อละ 1 คะแนน ข้อท่ีตอบผิดหรือไม่ได้ตอบให้ 0 คะแนน นาไปวิเคราะห์หาค่า ความยาก (P) ระหว่าง 0.2 - 0.8 และค่าอานาจจาแนก (r) ต้ังแต่ 0.2 ข้ึนไปแล้ว เลือกข้อสอบท่ีตรงตามเกณฑ์มากที่สุด 25 ข้อ ที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.35 - 0.75 และคา่ อานาจจาแนก (r) ระหว่าง 0.4 - 0.8 2.2.9. นาแบบทดสอบมาหาความเชื่อม่ันโดยใช้ศูนย์การหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบของ Kuder Richardson Formula 20 (KR-20) 2.2.10. นาแบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ก่อน เรียนและหลังเรียนไปใช้จริงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนเฉลิมขวัญ สตรี จังหวดั พิษณโุ ลก ทเ่ี ปน็ กล่มุ ตัวอยา่ ง

กำรเกบ็ รวมรวมข้อมูล ในการดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผูว้ ิจัยดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลดว้ ยตนเองในภาค เรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562 ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ.2562 รายละเอียดดังนี้ 1. สอนปฐมนิเทศนกั เรียนกลุม่ ตัวอย่างพร้อมช้แี จงวัตถปุ ระสงค์ของการจัดการเรยี นการ สอน 2. ทาการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ กอ่ นเรียน แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที ก่อนการ จดั กิจกรรมการเรียนรู้ 3. ดาเนินการทดลองโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนคิ STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic เร่ือง ระบบสุริยะ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เวลาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ รวมเวลา 12 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3.1 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 ปรากฏการณ์ทเี่ กดิ จากโลกหมนุ รอบตนเอง จานวน 3 ชั่วโมง 3.2 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 2 ปรากฏการณท์ ี่เกดิ จากโลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ จานวน 3 ช่วั โมง 3.3 แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 3 ปรากฏการณท์ ่ีเกิดขน้ึ ระหว่างโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทติ ย์ จานวน 3 ชัว่ โมง 3.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ดาวเคราะหใ์ นระบบสรุ ิยะ จานวน 3 ช่ัวโมง 4. ทาการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ หลังเรียน แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที หลังการ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 5. นาผลการทดสอบมาวิเคราะห์ขอ้ มลู กำรวิเครำะหข์ ้อมลู การวิเคราะห์ข้อมูลจากกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic เร่ือง ระบบสุริยะ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี ดงั นี้ 1. เพอ่ื เปรยี บเทียบมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 3 ก่อนและหลังเรียนโดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค Infographic โดยใช้ t-test Dependent Sample 2. เพื่อหาแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการสร้างมโนมติวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุรยิ ะ ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสรา้ งส่อื Infographic

สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นกำรวิเครำะห์ข้อมูล การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ โดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสร้างส่ือ Infographic สาหรับนักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ผู้วจิ ัยใช้สถิตใิ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี 1. สถติ พิ ้นื ฐำน 1.1 ค่าเฉลีย่ (Mean) ใช้สูตร (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545, หนา้ 102) ดงั นี้ ∑ ̅ เม่ือ ̅ แทน คา่ เฉลย่ี ∑ แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดในกลุม่ แทน จานวนคนในกล่มุ 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D) มสี ตู รในการคานวณดังนี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545 หน้า 106) √∑ ∑ เมอ่ื แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน แทน จานวนผู้เรียนทเี่ ป็นกลุ่มตวั อยา่ ง แทน คะแนน 2. สถติ ิท่ใี ชใ้ นกำรหำคณุ ภำพของเครือ่ งมือ 2.1 การหาค่าความตรงเชิงเน้ือหาของผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนา มโนมติวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสร้างสื่อ Infographic ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยวิธีการหาค่าดัชนี ความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาถามกับลักษณะพฤติกรรมโดยใช้สูตร (เทียมจันทร์ พานิชย์ผลิน ไชย, 2549 หน้า 181) ดังนี้ ∑ เมอื่ แทน ดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งจุดประสงค์กบั เนอ้ื หา ∑ แทน ผลรวมของคะแนนของผ้เู ชย่ี วชาญท้งั หมด แทน จานวนผู้เช่ียวชาญทั้งหมด * เกณฑ์การผ่านของข้อคาถาม ต้องได้คา่ IOC มากกว่าหรือเทา่ กบั 0.5 (IOC ≥ 0.5)

2.2 หาค่าความยากงา่ ย (P) ของแบบทดสอบมโนมติวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบ สุรยิ ะ โดยใช้สตู ร (สุรีพร อนศุ าสนนันท์, 2554, หนา้ 160) ดงั น้ี เมอื่ แทน คา่ ความยาก แทน จานวนผตู้ อบถูก แทน จานวนคนในกลมุ่ สงู และกลุ่มตา่ * เกณฑใ์ นการพิจารณาค่าความยากง่ายท่ีพอเหมาะ คือ 0.2-0.8 2.3 การหาคา่ อานาจจาแนกของแบบทดสอบวัดมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบ สุริยะ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 รายข้อ โดยประยุกต์ใช้วิธี Brennan มีสูตร (เทียมจันทร์ พา นิชย์ผลนิ ไชย, 2549, หนา้ 210) ดังน้ี เมื่อ แทน คา่ อานาจจาแนกของขอ้ สอบ แทน จานวนผูท้ ี่ผ่านเกณฑ์และตอบขอ้ สอบข้อนนั้ ถูก แทน จานวนท่ีไมผ่ า่ นเกณฑ์และตอบคาและตอบข้อสอบ ข้อนนั้ ถกู แทน จานวนผผู้ า่ นเกณฑ์ท้งั หมด แทน จานวนทีผ่ ู้ทไ่ี มผ่ ่านเกณฑท์ ง้ั หมด ซึง่ มรี ายละเอียดในการประยุกตใ์ ชส้ ตู รของเบรนนอนดังน้ี แทน จานวนผู้ตอบข้อสอบข้อน้ันถกู ในกลมุ่ สงู นามาประยุกตเ์ ป็น แทนจานวนผ้ทู ี่ผา่ นเกณฑ์และตอบข้อสอบข้อนนั้ ถูก แทน จานวนผทู้ ี่ตอบขอ้ สอบข้อนั้นถกู ในกลุ่มต่า นามาประยุกตเ์ ป็น แทน จานวนผทู้ ่ไี ม่ผา่ นเกณฑแ์ ละตอบขอ้ สอบข้อนน้ั ถกู แทน จานวนผทู้ ี่อยใู่ นกล่มุ ต่า นามาประยุกตเ์ ปน็ แทน จานวนผู้ทผ่ี ่านเกณฑ์ทง้ั หมด แทน จานวนผู้ท่อี ยใู่ นกลมุ่ ตา่ นามาประยุกต์เป็น แทนจานวนผู้ทไี่ มผ่ า่ นเกณฑท์ ั้งหมด * เกณฑใ์ นการพิจารณาค่าอานาจจาแนกรายข้อ ต้องมคี ่าตั้งแต่ 0.2 ข้นึ ไป (r ≥ 0.2)

2.4 การหาความเชื่อมั่น (Reliabillty) ของแบบมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบ สุริยะ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยวิธีการหาค่าแบบ KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder&Richardson) มีสตู ร ดังน้ี (Kbel and Frisbie, 1986:77-78) [ ∑] เมอ่ื แทน คา่ ความเชือ่ ม่นั ของแบบทดสอบ แทน จานวนขอ้ สอบ แทน สดั สว่ นจานวนคนตอบแต่ละข้อถกู แทน สัดสว่ นจานวนคนตอบแตล่ ะข้อผดิ (1-p) แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมท้ังฉบับ 3. สถิตทิ ีใ่ ช้ทดสอบสมมติฐำน 3.1 การทดสอบค่าที (t- test Dependent samples) ใช้สตู ร (บุญชม ศรีสะอาด , 2545,หนา้ 112) ดงั นี้ ∑ √∑ ∑ เม่อื แทน คา่ สถิตทิ จ่ี ะใชเ้ ปรยี บเทยี บกบั คา่ วกิ ฤตเพื่อทราบความมนี ยั สาคัญ แทน ค่าผลต่างระหว่างคูค่ ะแนน ∑ แทน จานวนกล่มุ ตัวอย่างหรือจานวนคูค่ ะแนน ∑ แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการสอบกอ่ น-หลงั เรยี น แทน ผลรวมกาลังสองของผลต่างระหว่างคะแนนการสอบก่อน – หลัง เรียน

บทท่ี 4 ผลกำรวิจยั ในการวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมาย 1. เพื่อพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic 2. เพอื่ หาแนวทางพฒั นารูปแบบการจัดการเรยี นรใู้ นการสรา้ งมโนมตวิ ิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุรยิ ะ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โดยการจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ การสรา้ งส่อื Infographic โดยผู้วจิ ยั ได้เรยี บเรียงการนาเสนอผลการวิจยั ดงั น้ี 1. สญั ลักษณท์ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู 2. การเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 3. ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สญั ลักษณ์ท่ีใชใ้ นกำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองและการแปรผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพ่ือให้เกิดความ เข้าใจตรงกนั ผ้วู ิจยั จึงไดก้ าหนดสญั ลักษณ์ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดงั ต่อไปนี้ แทน จานวนนกั เรียนในกลมุ่ ตวั อยา่ ง แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ̅ แทน คะแนนเฉล่ีย แทน คา่ สถิตทิ ดสอบท่ีมีการแจกแจงแบบที ̅ แทน ค่าเฉล่ียของผลต่างของคะแนนก่อนและหลัง แทน สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนก่อนและหลัง เรยี น กำรเสนอผลกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล ผู้วิจยั ไดเ้ สนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ตามลาดับ ดังน้ี 1. ผลการเปรียบเทียบมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 3 กอ่ นและหลงั การใช้การจัดการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือเทคนคิ STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic 2. ผลการจัดการเรียนรู้ในการสร้างมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ของนักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โดยการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนคิ STAD ร่วมกบั การสร้างสอ่ื Infographic

ผลกำรวเิ ครำะหข์ ้อมลู การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแปรผลการวิเคราะห์ข้อมูลในคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ลาดับ ขัน้ ตอนการนาเสนอข้อมูล ดงั น้ี 1. ผลการเปรียบเทียบมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 กอ่ นและหลงั การใช้การจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื เทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างส่ือ Infographic ตำรำงที่ 1 ค่ำร้อยละของคะแนนมโนมติทำงวิทยำศำสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียน ชนั้ มธั ยมศึกษำปที ี่ 3 กอ่ นและหลังกำรใช้กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกำร สร้ำงสื่อ Infographic (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) เลขท่ี กอ่ นเรยี น หลงั เรียน คะแนน คะแนนร้อยละ คะแนน คะแนนร้อยละ 1 17 56.7 27 90 2 18 60 28 93.3 3 18 60 27 90 4 13 43.3 22 73.3 5 20 66.7 28 93.3 6 19 63.3 29 96.7 7 16 53.3 26 86.7 8 20 66.7 29 96.7 9 21 70 29 96.7 10 16 53. 3 26 86.7 11 7 23.3 19 63.3 12 17 56.7 28 93.3 13 21 70 30 100 14 19 63.3 28 93.3 15 22 73.3 30 100 16 15 50 22 73.3 17 16 53.3 24 80 18 14 46.7 23 76.7 19 13 43.3 22 73.3 20 15 50 24 80 21 18 60 25 83.3 22 13 43.3 23 76.7 23 23 76.7 30 100

ตำรำงท่ี 1 (ต่อ) กอ่ นเรียน หลงั เรยี น เลขท่ี คะแนน คะแนนรอ้ ยละ คะแนน คะแนนรอ้ ยละ 14 46.7 24 80 24 17 56.7 24 80 25 11 36.7 22 73.3 26 15 50 24 80 27 19 63.3 28 93.3 28 19 63.3 29 96.7 29 16 53.3 25 83.3 30 20 66.7 29 96.7 31 18 60 27 90 32 15 50 25 83.3 33 15 50 24 80 34 18 60 26 86.7 35 16 53.3 24 80 36 19 63.3 27 90 37 18 60 28 93.3 38 16 53.3 25 83.3 39 13 43.3 20 66.7 40 16 53.3 24 80 41 22 73.3 30 100 42 15 50 22 73.3 43 20 66.7 29 96.7 44 19 63.3 28 93.3 45 17 56.7 28 93.3 46 16.93 56.4 25.89 86.3 ⃑ 3.10 - 2.88 - จากตารางท่ี 1 พบว่า โดยรวมนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบ สุริยะ กอ่ นเรียนเท่ากับ 16.93 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 56.4 และคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic เท่ากบั 25.89 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 86.3

การศึกษาผลการเปรียบเทียบมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของนักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 กอ่ นและหลังการใชก้ ารจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื เทคนคิ STAD ร่วมกับการสร้างส่ือ Infographic เปรยี บเทียบผลต่าง โดยใช้วธิ ที างสถิติการทดสอบค่าที (t- test Dependent samples) ได้ดงั ตารางที่ 2 ตำรำงที่ 2 แสดงผลกำรเปรียบเทียบมโนมติทำงวิทยำศำสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 3 ก่อนและหลังกำรใช้กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD รว่ มกับกำรสร้ำงสือ่ Infographic กำรทดสอบ ⃑ ⃑⃑ Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 16.93 3.101 8.957 1.192 50.972 .000 หลังเรยี น 25.89 2.877 จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนเฉล่ียมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ก่อนเรียน เท่ากับมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 16.93 คะแนน คะแนนเฉล่ียหลังเรียนเท่ากับ 25.89 คะแนน และจากการ เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบทางสถติ ิ พบว่า คะแนนเฉลย่ี มโนมติทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ หลังเรียนของ นกั เรยี นมีคา่ สงู กวา่ คะแนนเฉล่ยี กอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05

2. ผลการจัดการเรียนรู้ในการสร้างมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างสื่อ Infographic โดยใช้การสะทอ้ นผลจากบันทึกหลงั การจดั การเรียนรู้ ตำรำงที่ 3 ผลกำรจัดกำรเรียนรู้ในกำรสร้ำงมโนมติวิทยำศำสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของ นกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 3 โดยกำรจดั กำรเรียนร้แู บบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกำรสร้ำงส่ือ Infographic โดยใช้กำรสะท้อนผลจำกบันทึกหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ปรำกฏกำรณ์ทเี่ กิดจำกโลกหมนุ รอบตนเอง ด้ำนควำมรู้ จากการจัดการเรียนการสอน ในเรื่องของ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากโลกหมุนรอบ ตัวเอง ก่อนเรียนนักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องนี้ แตกต่างกันเป็นอย่างมาก มีทั้ง ดำ้ นกระบวนกำร นักเรียนที่มีความเข้าใจเป็นอย่างดี เข้าใจบ้างเล็กน้อย ไปจนถึงไม่เข้าใจเลย ซึ่ง จากการจัดกิจกรรมการเรยี นรแู้ บบกล่มุ และการใหน้ ักเรียนสร้างองค์ความรู้หรือ ปญั หำและอุปสรรค ความเข้าใจใหม่โดยใช้ Infographic เข้ามาช่วยในการสรุปแนวคิด และหลักการ ข้อเสนอแนะ / พบวา่ นักเรียนมีความเข้าใจในเหตุผลและหลักการ ในเรื่องของ ปรากฏการณ์ที่ แนวทำงแกไ้ ข เกิดจากโลกหมนุ รอบตัวเองเพม่ิ ข้นึ ในตอนแรก ก่อนเรียน ก็ต้องมีการทาข้อตกลงกันระหว่างครูผู้สอนและนักเรียน ในเร่ืองของการให้คะแนน จุดประสงค์ของการเรียนรู้ในแต่ละคร้ัง และพูดถึง รูปแบบของการจัดการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นใน การจัดการเรียนรู้คร้ังน้ี โดยจะใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาช่วยในการจัดการเรียนรู้เพื่อ ให้ เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือภายในกลุ่ม เกิดการเรียนรู้โดยการพ่ึงพาอาศัยกัน มี การปรึกษาหาแนวทาง หลักการร่วมกัน และภายหลังจัดการเรียนรู้ จะมีการ สรปุ แนวคดิ ที่ได้จากการปรึกษากันภายในกลุ่ม และสร้างออกมาเป็นช้ินงาน ท่ีมี ความเขา้ ใจง่าย ชัดเจนและทันสมยั ในรปู แบบของ Infographic ในส่วนของปัญหาในการจัดการเรียนรู้ ก็จะเป็นในส่วนของปัญหาการบริหาร จดั การเวลา ในคาบเรยี น เนอื่ งจากการเรียนรู้แบบร่วมมือน้ัน ต้องใช้เวลาในการ ที่จะให้ผู้เรียนได้ศึกษาและอภิปรายร่วมกัน ปัจจัยในเร่ืองของเวลาจึงเป็นส่วน สาคัญ และอีกหน่ึงปัญหาที่สาคัญการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้น การทางาน ร่วมกันของสมาชิกภายในกลุ่มเป็นส่ิงสาคัญ ถ้าหากเกิดปัญหาการละเลยต่อ หนา้ ท่ี ทีไ่ ด้รับมอบหมาย การจดั กิจกรรมกจ็ ะไม่มีประสทิ ธิภาพเท่าท่ีควร การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้น จะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างดี ถ้าผู้เรียนให้ ความร่วมมือในการจัดการเรียนรู้ และ รับผิดชอบต่อหน้าท่ีท่ีได้รับมอบหมาย ภายในกลุ่ม อาจจะใช้คะแนนเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมการทางานของสมาชิก ภายในกลมุ่ ได้ ถา้ หากขาดการให้ความร่วมมือ

จากตารางท่ี 3 พบว่า ในคาบแรกนักเรียนต้องรับทราบและเข้าใจในแนวทางการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการสร้างส่ือ Infographic ทาความ เข้าใจในข้อตกลงในการให้คะแนน และเร่ิมแบ่งกลุ่มนักเรียนตามลาดับ ความสามารถเก่ง ปานกลาง และอ่อน จากผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียน เม่ือเร่ิมเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ในเรื่อง ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลกหมุนรอบตัวเอง นักเรียนก็ทากิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะการเรียนรู้ รว่ มกัน มีการแลกเปลยี่ นแนวคิด และอภิปรายความเข้าใจของแต่คนร่วมกัน จนได้มาเป็นข้อสรุปองค์ ความรู้ในเร่ือง ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลกหมุนรอบตัวเอง โดยสรุปผ่านรูปแบบของการสร้างส่ือ Infographic ในสว่ นของปัญหาทเี่ กิดในครง้ั แรกกค็ ือ ความเข้าใจในรูปแบบการจัดกิจกรรมท่ีไม่ตรงกัน ของนกั เรยี น และเรื่องของเวลาในการจดั การเรียนรู้

ตำรำงท่ี 4 ผลกำรจัดกำรเรียนรู้ในกำรสร้ำงมโนมติวิทยำศำสตร์ เร่ือง ระบบสุริยะ ของ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษำปที ี่ 3 โดยกำรจดั กำรเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกำรสร้ำงสื่อ Infographic โดยใช้กำรสะท้อนผลจำกบันทึกหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 2 เรอื่ ง ปรำกฏกำรณ์ทีเ่ กิดจำกโลกโคจรรอบดวงอำทติ ย์ ด้ำนควำมรู้ ในคาบเรียนน้ี จัดการเรียนรู้ในเร่ืองของ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากโลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ จากความรู้เดิมที่นักเรียนมีมาต้ังแต่สมัยประถมศึกษา โลกโคจรรอบ ด้ำนกระบวนกำร ดวงอาทิตย์ จะเกิดฤดูกาล แต่ในระดับมัธยมศึกษาน้ันจะมีรายละเอียดของ เนอื้ หาทเ่ี พม่ิ มากยง่ิ ข้ึน ภายหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ ปญั หำและอปุ สรรค การสรา้ งสือ่ Infographic นักเรียนมีความเข้าใจในเรอ่ื งนเี้ พมิ่ มากยิ่งขนึ้ ข้อเสนอแนะ / แนวทำงแกไ้ ข การจัดการเรียนรู้ในคาบเรียนน้ี จะให้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อให้ผู้เรียนได้ เกิดการแลกเปล่ียนองค์ความรู้ หลักการท่ีเข้าใจในแต่ละคน และนามา แลกเปล่ยี นร่วมกันภายในแต่ละกลุ่ม และหลังจากน้ันจะมีการนาองค์ความรู้ท่ีได้ มาสร้างในรูปแบบของ Infographic เพ่ือให้เข้าใจง่าย เน้ือหาถูกต้อง และมี รูปแบบการนาเสนอทน่ี า่ สนใจ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในคาบเรียนน้ีจะเป็น ในส่วนของ เวลาในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากว่าในคาบเรียนนี้ เน้ือหาค่อนข้างที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างองค์ ความรู้ และความเขา้ ใจท่เี ป็นแนวทางเดียวกันภายในกลุ่ม ถ้าหาเกิดปัญหาเร่ือง เวลาในการจัดการเรียนรู้ ในคร้ังต่อไป จะต้องกาหนด แนวทาง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบริหารจัดการในเร่ืองของเวลา ให้เหมาะสม ไม่ ยดื ยาวจนเกนิ ไป และแนวคิดหรือความเข้าใจต้องผ่านการยอมรับหรือสนับสนุน จากสมาชิกส่วนใหญ่ภายในกลมุ่ จากนนั้ คอ่ ย นาไปสรา้ งเปน็ สื่อ infographic จากตารางที่ 4 พบว่า ในการจัดการเรียนการสอนในคาบน้ี ผู้เรียนมีความเข้าใจในหลักการ และแนวทางในการจัดการเรียนการสอนดีข้ึนกว่าครั้งก่อน นักเรียนแต่ละคนให้ความร่วมมือกับเพื่อน สมาชิกภายในกลุ่มเป็นอย่างดี และร่วมกันหาหลักการของเร่ือง ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ มาแลกเปลี่ยนซ่ึงกันและกัน ทาให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม และร่วมกันสรุป แนวคดิ และหลักการของเนอ้ื หาเร่อื งน้ีในรปู แบบส่ือ Infographic ซง่ึ ทาให้นักเรียนภายในกลุ่มเกิดองค์ ความร้ทู ่มี รี ปู แบบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ กระชับ ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนปัญหาในการจัดการเรียนรู้ใน คร้งั น้ีก็เป็น ในเรอื่ งของเวลาไมเ่ พียงพอ

ตำรำงที่ 5 ผลกำรจัดกำรเรียนรู้ในกำรสร้ำงมโนมติวิทยำศำสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ของ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษำปที ่ี 3 โดยกำรจดั กำรเรียนรแู้ บบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับกำรสร้ำงสื่อ Infographic โดยใช้กำรสะท้อนผลจำกบันทึกหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3 เร่อื ง ปรำกฏกำรณ์ทีเ่ กดิ ขนึ้ ระหว่ำงโลก ดวงจนั ทร์ ดวงอำทติ ย์ ดำ้ นควำมรู้ การจัดการเรียนรู้ในเร่ือง ปรากฎการณ์ที่เกิดจากระบบโลก ดวงจันทร์ ดวง อาทิตย์ เป็นส่วนท่ีมีเน้ือหาและรายละเอียดเยอะกว่าเรื่องที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ด้ำนกระบวนกำร ในเร่ืองของ จันทรุปราคา สุริยุปราคา น้าขึ้น น้าลง น้าเกิด และน้าตาย ซ่ึง นักเรยี นตอ้ งเข้าใจในหลักการและสรุปเป็นแนวคิดของกลุ่ม ผ่านการจัดกิจกรรม ปัญหำและอปุ สรรค การเรียนรู้แบบร่วมมือ และการสร้างองค์ความรู้โดยการใช้ Infographic ทาให้ นกั เรยี นมคี วามร้คู วามเขา้ ใจในเนอื้ หาเพิ่มมากยิ่งขึน้ ข้อเสนอแนะ / แนวทำงแกไ้ ข การจดั การเรียนรู้ในวันนี้จะเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้ ผู้เรียนแสวงหาความรู้ผ่านการทากิจกรรม และมีการแลกเปล่ียนความรู้กับ สมาชิกภายในกลุ่ม และภายหลังจากการอภิปรายร่วมกันแล้ว จะสรุปและสร้าง องค์ความรู้ในรูปแบบของส่ือ Infographic เพ่ือง่ายต่อความเข้าใจ มีเน้ือหา ครบถ้วนสมบูรณ์ สาหรับปัญหาในคาบนี้ นกั เรียนเร่ิมไมใ่ หค้ วามรว่ มมือกับสมาชิกภายในกลุ่ม เมื่อ เพ่ือนสมาชิกมอบหมายหน้าที่ให้ และไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ทาให้การทางาน รว่ มกันภายในกล่มุ ของนักเรียนเกิดความไม่ต่อเนื่อง ทาให้งานที่ได้รับมอบหมาย ไม่เสรจ็ ทนั เวลา สว่ นในเร่อื งของเวลาหลังจากคาบเรยี นท่ีแล้วมีการกาหนดเวลา ชัดเจนขนึ้ ทาให้ปัญหาในส่วนน้ีหมดไป สาหรับข้อเสนอในส่วนของการไม่ให้ความร่วมมือของสมาชิกภายในกลุ่ม ผู้สอน อธิบายข้อตกลงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้ นักเรียนฟังอีกครั้ง เพื่อให้นักเรียนรับรู้ว่า เมื่อมีการจัดกิจกรรมในลักษณะเช่นน้ี การประเมินผลคะแนนที่ได้รับภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะเป็นคะแนน เฉล่ียของสมาชิกทุกๆคน เพราะฉะน้ันแล้วการให้ความร่วมมือเป็นส่ิงสาคัญต่อ ทงั้ สมาชกิ ภายในกลุม่ และตวั ของนักเรยี นเอง จากตารางที่ 5 พบว่า หลังจากการท่ีนักเรียนในชั้นเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในเรื่อง ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เมื่อเร่ิมจัดการเรียนรู้ นักเรยี นแต่ละกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนความรู้กันภายในกลุ่ม และมีความเข้าใจในเน้ือหาเรื่องดังกล่าวใน ระดับที่พอใช้ แต่ภายหลังจากการอภิปรายร่วมกันถึงลักษณะปรากฏการณ์ นักเรียนในกลุ่มทุกคนก็มี ความเข้าใจในเน้ือหาท่ีถูกต้อง ครบถ้วน โดยในระหว่างท่ีมีการทากิจกรรม ครูผู้สอนจะคอยกากับดูแล และครูผู้สอนจะต้องสามารถตอบปัญหาในส่วนที่นักเรียนแต่ละกลุ่มมีข้อสงสัย หรือต้องการท่ีจะ ตรวจสอบคาตอบว่า ถูกต้องหรือไม่ และภายหลังจากการได้รับข้อมูล นักเรียนภายในกลุ่มก็จะนามา สรุป และนาเสนอในรูปของสื่อ Infographic ส่วนปัญหาในคาบเรียนน้ีก็ยังเป็นในเรื่องของข้อจากัด ทางเวลา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook