Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนเสริมทักษะ รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

หนังสือเรียนเสริมทักษะ รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Published by nisarattraiyawong, 2023-08-17 11:05:09

Description: หนังสือเรียนเสริมทักษะ รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Keywords: หนังสือเรียน

Search

Read the Text Version

ก คำนำ หนังสอื เรยี นเสริมทักษะ รายวิชา โครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้ หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ตามหลักสูตร โดยเน้นให้ผู้เรียน“คิดเป็น” ตามหลักปรัชญาการศึกษานอกโรงเรียน และพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พุทธศักราช 2566 ในการ จัดและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ ประสบการณ์ คุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีศักยภาพในการประกอบ อาชีพและสามารถดำรงชวี ติ อยู่ในสงั คมได้อยา่ งมีความสขุ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอยางตลาด สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงตระห นั ก ถึงความ สำคั ญ ขอ งก ารจัด การศึก ษ าเพื่ อให้ ผู้ เรียน น ำความ รู้แ ละป ระสบ ก ารณ์ ไป ใช้ได้จ ริง ตามความต้องการอย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำหนังสือเรียนเสริมทักษะ รายวิชาโครงงาน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ขึ้น โดยได้ประมวลเรียบเรียงความรู้จากสื่อต่าง ๆ มาไว้ในหนังสือเล่มน้ี ซึ่งผู้เรียน สามารถศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สะดวก และเข้าใจงา่ ย คณะผูจ้ ัดทำหวงั เป็นอยา่ งยิ่งวา่ หนังสือเรียนเสริมทักษะ รายวชิ าโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เล่มน้ี จะเป็นส่ือที่อำนวยประโยชน์ต่อการอ่าน การศึกษา และการเรียนรู้ ดว้ ยตนเองได้เปน็ อยา่ งดี และทำใหผ้ เู้ รยี น มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดขี ้ึน ศนู ย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอยางตลาด 14 กรกฎาคม 2566

สารบัญ ข คำนำ หน้า สารบัญ ก คำแนะนำการใชห้ นงั สือเรียนเสริมทกั ษะ รายวิชา โครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ ข โครงสร้างรายวชิ าโครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ 1 แบบทดสอบก่อนเรียน 2 บทท่ี 1 ความหมายและความสำคัญ แนวคิด และหลักการของโครงงาน 3 5 เรอ่ื งที่ 1 ความหมายของโครงงาน 6 เร่อื งที่ 2 แนวคดิ ของโครงงาน 8 เรื่องท่ี 3 หลักการของโครงงาน 12 บทที่ 2 ประเภทของโครงงาน 14 เรอ่ื ง ประเภทของโครงงาน 15 บทท่ี 3 ทักษะกระบวนการทจ่ี ำเปน็ ในการจดั ทำโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ 17 เรื่องท่ี 1 การหาข้อมูล 18 เรื่องที่ 2 การเลือกใชข้ อ้ มูล 21 เรื่องที่ 3 การจดั ทำขอ้ มูล 24 เรอ่ื งท่ี 4 การนำเสนอขอ้ มลู 26 เรือ่ งที่ 5 การพฒั นาต่อยอดความรู้ 27 บทที่ 4 การดำเนนิ การจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ 29 เรื่องท่ี 1 กระบวนการจัดทำโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ 30 เรื่องท่ี 2 การจัดทำโครงงานเพื่อพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ 31 บทที่ 5 การสะท้อนความคดิ เหน็ ตอ่ โครงงานเพอ่ื พฒั นาทักษะการเรยี นรู้ 35 เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงาน 36 เรอ่ื งที่ 2 รปู แบบและกระบวนการสะท้อนความคิด 37 แบบทดสอบหลังเรยี น 39 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น – หลังเรียน 41 บรรณานกุ รม 42 คณะผ้จู ัดทำ 47

1 คำแนะนำการใช้หนังสอื เรียน หนงั สือเรียนเสริมทักษะ รายวชิ า โครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังน้ี ส่วนที่ 1 คำช้ีแจงกอ่ นเรียนรูร้ ายวิชา สว่ นท่ี 2 เน้ือหาสาระและกจิ กรรมทา้ ยบท ส่วนท่ี 1 คำช้ีแจงกอ่ นเรียนรูร้ ายวชิ า ผู้เรียนต้องศึกษารายละเอียดในคำนำและคำแนะนำการใช้หนังสือเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจและ เพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ของรายวิชา ซึ่งการเรียนรู้เน้ือหาและการปฏิบัติกิจกรรมท้ายบท ควรปฏิบตั ิดงั นี้ 1. ศึกษารายละเอยี ดเนื้อหาและวางแผนการเรยี น 2. ศึกษาเนื้อหาจากหนังสือเรียน หากมีข้อสงสัยเรื่องใดสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากสื่อ ต่างๆ หรือหารอื ครผู ู้สอน เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเตมิ 3. ทำกจิ กรรมทา้ ยบทเรยี นตามทก่ี ำหนด ส่วนท่ี 2 เนอ้ื หาสาระและกจิ กรรมทา้ ยบท ผู้เรียนต้องวางแผนการเรียนให้สอดคล้องกับระยะเวลาของรายวิชา และต้องศึกษาเนื้อหาสาระ ตามที่กำหนดในรายวิชาให้ละเอียดครบถ้วน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและการเรียนรู้ของรายวิชา ซ่งึ ในรายวชิ าน้ีแบ่งเนอ้ื หาออกเป็น 5 บท ดังนี้ บทท่ี 1 ความหมายและความสำคญั แนวคิด และหลกั การของโครงงาน บทท่ี 2 ประเภทของโครงงาน บทที่ 3 ทกั ษะในการทำโครงงานเพือ่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ บทท่ี 4 การดำเนินการจัดทำโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรียนรู้ บทที่ 5 การสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงานเพอ่ื พฒั นาทักษะการเรยี นรู้ ส่วนกิจกรรมท้ายบทเรียน เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาเน้ือหาแต่ละบทแล้ว ต้องทำกิจกรรมท้ายบทเรียน ตามที่กำหนดใหค้ รบถ้วน

2 โครงสรา้ งรายวิชา โครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ สาระทกั ษะการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จำนวน 3 หน่วยกจิ (120 ช่วั โมง) สาระสำคญั การเรยี นรู้โครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ เนื้อหาทีผ่ ู้เรียนจะไดเ้ รียนรู้ ได้แก่ ความหมาย แนวคิด และหลักการของโครงงาน ประเภทของโครงงาน ทักษะท่ีจำเป็นในการทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ (การหาข้อมูล การเลือกใช้ข้อมูล การจัดทำข้อมูล การนำเสนอข้อมูล และการพัฒนาต่อยอดความรู้) การเตรียมการและกระบวนการจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ การสะท้อนความคิดเห็น ต่อโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ท้ังน้ีเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และนำความรูท้ ไี่ ด้รับไปประยุกตใ์ ชใ้ นการแกป้ ัญหา ผลการเรยี นรูท้ คี่ าดหวัง 1. รแู้ ละเขา้ ใจความหมาย แนวคิด และหลกั การของโครงงาน 2. รู้และเขา้ ใจประเภทของโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ 3. ร้แู ละเข้าใจทกั ษะท่ีจำเป็นในการทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ 4. รแู้ ละเขา้ ใจการเตรยี มการและกระบวนการจัดทำโครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ 5. รูแ้ ละเข้าใจสามารถสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงานเพื่อพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา 1. ความหมาย แนวคดิ และหลกั การของโครงงาน 2. ประเภทของโครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ 3. ทักษะที่จำเปน็ ในการทำโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรียนรู้ 4. การเตรียมการและกระบวนการในการจดั ทำโครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ 5. การสะท้อนความคิดเหน็ ตอ่ โครงงานโครงงานเพ่อื พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้

3 แบบทดสอบก่อนเรียน จงกากบาท (X) ขอ้ ท่ีถกู ทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว 1. ข้อใดกล่าวถูกตอ้ งเก่ยี วกบั การทำโครงงาน ก. โครงงานทำเพือ่ ศกึ ษาเรียนรู้เท่านนั้ ไม่สามารถนำไปใช้ไดจ้ รงิ ในชีวิตประจำวัน ข. ผู้ทำโครงงานไมม่ สี ทิ ธิ์เลอื กหวั ขอ้ ในการโครงงานของตนเอง ครเู ป็นผู้เลอื กหัวข้อให้ ค. ผู้ทำโครงงานสามารถเลือกดำเนินการได้ตามความสนใจของตนเอง ครูเป็นทีป่ รกึ ษา ง. โครงงานเป็นสิง่ ที่ชว่ ยสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผู้เรยี นกบั ครทู ี่ปรกึ ษาโครงงานเทา่ นั้น 2. ข้อใดกล่าวถึงความสำคญั ของการทำโครงงานไดถ้ กู ต้อง ก. ทำให้ได้ใช้เวลาวา่ งใหเ้ กิดประโยชน์ ข. ทำให้ไดเ้ รียนรูจ้ ากประสบการณต์ รง ค. ทำใหไ้ ดพ้ ัฒนาความคิดริเรมิ่ สร้างสรรค์ ง. ถกู ทุกขอ้ 3. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยชนข์ องการทำโครงงานทผ่ี เู้ รยี นจะได้รับ ก. ทำให้ไดพ้ ัฒนาความคดิ ริเร่ิมสร้างสรรค์ ข. ทำใหม้ คี วามสขุ และสนกุ กบั การทำงาน ค. สามารถนำไปพัฒนาตนเองและสร้างรายได้จำนวนมาก ง. สามารถนำไปพฒั นาตนเองและใชไ้ ดจ้ รงิ ในชวี ติ ประจำวัน 4. ส่งิ สำคัญที่สุดในการทำโครงงานคอื อะไร ก. ต้องมีงบประมาณ ข. ต้องมีความสวยงาม ค. ต้องมีความปลอดภยั ง. ตอ้ งใช้งานงานได้จรงิ 5. ข้อใดคอื จุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน ก. เพอ่ื ให้ผู้เรยี นมีความสามัคคี ข. เพ่อื ให้ผ้เู รียนมีความเปน็ ไทย ค. เพอื่ ให้ผเู้ รียนได้ประโยชนจ์ ากการทำโครงงาน ง. เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รยี นไดแ้ สดงออกซ่ึงความคิดรเิ รม่ิ สร้างสรรค์

4 6. หลักการสำคัญในการจดั การเรียนรโู้ ครงงานคอื ข้อใด ก. เน้นการทดลอง ข. เน้นการบรรยาย ค. เน้นการบอกของครู ง. เน้นการศกึ ษาด้วยตนเอง 7. จุดเนน้ ของการจดั การเรยี นรโู้ ครงงานคอื ขอ้ ใด ก. ยดึ เหตุผล ข. ยึดกระบวนการคิด ค. ยดึ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ ง. ยดึ ทกั ษะกระบวนการ 8. ทักษะในข้อใดไม่จำเป็นตอ่ การจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน ก. ทักษะการปฏบิ ตั ิ ข. ทกั ษะการทำงานร่วมกนั ค. ทกั ษะการแสวงหาความรู้ ง. ทักษะกระบวนมงุ่ เน้นปฏบิ ตั ิงานเชิงยุทธศาสตร์ 9. การจดั การเรียนรู้โครงงานทมี่ ีประสทิ ธิภาพข้ึนอย่กู บั ส่ิงใด ก. การวางแผน ข. การนำเสนอผลงาน ค. การคิดอย่างสรา้ งสรรค์ ง. การกำหนดวัตถุประสงคอ์ ย่างชัดเจน 10. การได้มาของหวั เรอื่ งในการทำโครงงานควรจะได้มาจากทีใ่ ดเปน็ อันดบั แรก ก. การไปศกึ ษานอกสถานที่ ข. การสงั เกตสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตวั ค. การไปศกึ ษาแนวคิดโครงงานของคนอ่ืน ง. การสอบถามอาจารยท์ ป่ี รกึ ษาในการทำโครงงาน

5 บทท่ี 1 ความหมาย แนวคดิ และหลกั การของโครงงาน สาระสำคญั การเรียนรู้รายวิชาโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เร่ิมแรกผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เก่ียวกับ ความหมายและความสำคัญ แนวคิด และหลักการของโครงงาน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในหัวข้อต่อไป อย่างเป็นระบบและข้ันตอนให้สามารถจัดทำโครงงานและสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะ การเรียนรไู้ ด้ ซึง่ เป็นการประเมนิ ผลตามสภาพจริงในการเรยี นร้แู บบองคร์ วม ผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวัง ผูเ้ รียนมคี วามรู้ ความเข้าใจความหมายและความสำคญั แนวคดิ และหลกั การของโครงงาน ขอบข่ายเนอื้ หา เรื่องที่ 1 ความหมายและความสำคัญของโครงงาน เร่ืองท่ี 2 แนวคดิ ของโครงงาน เรอ่ื งที่ 3 หลกั การของโครงงาน

6 เรือ่ งที่ 1 ความหมายและความสำคัญของโครงงาน 1.1 ความหมายของโครงงาน โครงงาน หมายถึง การศึกษา ค้นคว้าหาคำตอบ เก่ียวกับการสำรวจ การทดลอง หรือการ ประดิษฐ์คิดค้น ในเร่ืองท่ีสนใจ หรือเรื่องท่ีมีข้อสงสัยเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย โดยใช้ทักษะ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการวางแผนการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบอย่างเป็นระบบ โดยมีครู เปน็ ผใู้ ห้คำปรกึ ษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้บรรลจุ ุดมุ่งหมายในการดำเนินงาน 1.2 ความสำคญั ของโครงงาน ความสำคัญของโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ มีดงั น้ี 1. ชว่ ยใหเ้ กดิ ความคิดริเร่ิมในการพัฒนางาน 2. ชว่ ยให้มคี วามรู้ประสบการณจ์ ากการปฏบิ ัตจิ ริง ตามวิถชี วี ติ ทำให้เกดิ ความเข้าใจอย่าง ลกึ ซง้ึ ในการทำโครงงาน ช้นิ งาน หรอื นวตั กรรม 3. ช่วยพัฒนาชมุ ชน ทอ้ งถิ่นให้เข้มแข็ง จากการนำผลงานที่ประสบความสำเร็จไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชพี ในชมุ ชนท้องถ่นิ นอกจากนโ้ี ครงงานยงั มีความสำคญั ดังน้ี 1) ช่วยพัฒนาสมองซีกขวาและซีกซ้าย โดยสมองซีกซ้ายจะเน้นการจดจ่อ วิเคราะห์ แยกแยะ ส่วนสมองซกี ขวา เนน้ การสงั เคราะห์ สนุ ทรยี ภาพ ความคดิ สรา้ งสรรค์ การพฒั นาพหปุ ญั ญา เป็นการ พัฒนาสมองทั้งสองซีก คือ สมองซีกซ้ายได้รับการพัฒนาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา เป็นต้น สมอง ซีกขวาได้รับการพัฒนาการวิเคราะห์ จดจำเก่ียวกับความคิด การสังเคราะห์ ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ สุนทรียภาพ ซ่ึงเก่ียวกับวิชาด้านภาษา ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ เป็นต้น การทำโครงงานเป็นการพัฒนา พหปุ ัญญา ซงึ่ เปน็ การพฒั นาสมองท้ังซกี ซ้ายและซีกขวา 2) พฒั นาผูเ้ รียนเชิงรุก เน้นการเรียนรู้ตามความสนใจ ตามความถนัด ตามศักยภาพ ทำให้ ผ้เู รยี นเรียนรู้อย่างกระตอื รือรน้ และไดฝ้ ึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) พฒั นาสมรรถนะทางการคดิ ใหเ้ ปน็ ผู้มวี ิถีการเรยี นรูเ้ ป็นนักวจิ ัย เป็นผ้เู รียนรตู้ ลอดชีวิต 4) พฒั นาหลักฐานที่แสดงความเข้าใจอยา่ งคงทน การทำโครงงานเป็นการสร้างให้ได้งานและ ช้ินงานหรือผลผลิต อันเป็นหลักฐานที่แสดงความเข้าใจอย่างคงทน เป็นความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงที่สามารถ นำความรูไ้ ปประยุกต์ใช้ได้ สรุปแล้วเปน็ การเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามหมาย (meaningful learning) 5) สรา้ งความสำนกึ และความรบั ผดิ ชอบในการศึกษาหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง

7 6) เปน็ การเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนได้พฒั นาและแสดงความสามารถตามศกั ยภาพของตนเอง 7) เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้ศึกษาคน้ ควา้ และได้เรยี นรู้ในเรอื่ งทตี่ นเองสนใจได้อย่างลกึ ซึ้ง มากกว่าหลักสตู รปกติ 8) สร้างเจตคตทิ ดี่ ตี อ่ วิชาเรียนทำให้ผเู้ รียนอยากเรียนร้มู ากข้นึ 9) สร้างความสัมพันธท์ ี่ดีระหว่างครูกับผู้เรียนและชมุ ชน 10) เปน็ การเปิดโอกาสใหภ้ ูมิปญั ญาท้องถิ่นไดเ้ ข้ามามีสว่ นชว่ ยในการจัดการเรยี นการสอน

8 กิจกรรม คำชแี้ จง ให้ผเู้ รียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. “โครงงานเพอ่ื พฒั นาทักษะการเรยี นรู้” หมายถงึ อะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. “การทำโครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนร”ู้ ใช้กระบวนการใด มีก่ขี ้นั ตอน อะไรบ้าง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. จงบอกความสำคัญของ “โครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู”้ มา 5 ข้อ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

9 เรอ่ื งท่ี 2 แนวคิดของโครงงาน การเรียนรู้รูปแบบโครงงาน ตามแนวคิดของบลูม (Bloom) ท่ีส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ การแสวงหาความรู้ มี 6 ขัน้ ดังน้ี 1. ข้ันความรู้ความจำ (Knowledge) คอื ความสามารถในการจำความรตู้ ่าง ๆ ทไี่ ดเ้ รียนมา 2. ขั้นความเข้าใจ (Comprehension) คือ ความสามารถในการแปลความ ขยายความในสิ่งท่ีได้ เรียนรู้มา 3. ข้ันการนำไปใช้ (Application) คอื ความสามารถในการใชส้ ิ่งที่เรยี นร้มู าก่อให้เกิดสิ่งใหม่ 4. ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) คือ ความสามารถในการแยกความรู้ออกเป็นส่วน ทำความ เข้าใจในแต่ละส่วนวา่ สัมพันธห์ รอื แตกต่างกนั อย่างไร 5. ขน้ั การสงั เคราะห์ (Synthesis) คือ ความสามารถในการรวบรวมความรตู้ ่าง ๆ หรือ ประสบการณ์ต่าง ๆ ใหเ้ กิดเปน็ ส่งิ แปลกใหม่ 6. ขนั้ การประเมินค่า (Evaluation) คอื ความสามารถในการตัดสนิ คุณคา่ อย่างมเี หตผุ ล นอกจากน้ียังนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาค้นคว้า เพื่อหาคำตอบ ในสิ่งใดสิง่ หนึ่ง มี 5 ข้นั ตอน ดังนี้ 1. ขนั้ ระบปุ ัญหา หรือกำหนดปญั หา โดยเรม่ิ จากการสงั เกตส่ิงต่าง ๆ รอบตวั แล้วระบปุ ญั หาหรือ กำหนดปัญหาท่ีต้องการศึกษาเรียนรู้ โดยปัญหาที่ดีจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีหรือข้อมูลที่มีอยู่จริง มีความ ชดั เจน ขอบเขตการศกึ ษาไม่กวา้ งจนเกนิ ไป 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน เมื่อได้ปัญหาท่ีต้องการศึกษาแล้ว ข้ันตอนต่อไปคือ การคาดคะเนคำตอบ ทีอ่ าจเป็นไปไดห้ รอื การตัง้ สมมติฐาน โดยสมมตฐิ านทดี่ ตี อ้ งสมั พันธ์กับปญั หา เข้าใจงา่ ย 3. ขั้นการตรวจสอบสมมติฐาน เป็นข้ันตอนท่ีช่วยตรวจสอบ ยืนยันว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ถูกต้อง หรือไม่ มีหลายวิธี เช่น การสังเกตอย่างต่อเนื่อง การรวบรวมข้อเท็จจริง การทำการทดลอง ซ่ึงในการทดลอง จะประกอบดว้ ยตัวแปรทสี่ ำคัญ ได้แก่ ตัวแปรอิสระ หรอื ตวั แปรต้น (Independent variable) คอื สิ่งท่ีจัดให้ แตกต่างกันในการทดลอง หรือในการท่ีต้องการศึกษา ตัวแปรตาม (Dependent variable) คือ ผลท่ีเกิดข้ึน จากการศึกษา และตัวแปรควบคุม (Controlled variable) คือ ส่ิงที่ต้องควบคุมให้เหมือนกันท้ังหมด ไม่อยา่ งนัน้ อาจกระทบตอ่ ผลการทดลองได้

10 4. ขั้นวิเคราะห์ผลและการบันทึกข้อมูล เป็นขั้นตอนบันทึกผลที่เกิดขึ้น จากการสังเกตความ เปล่ียนแปลง หรืออาจเก็บตัวอย่างมาวัดค่าท่ีต้องการเม่ือครบกำหนดระยะเวลาศึกษา จากนั้นจึงวิเคราะห์ ขอ้ มูลเพ่ือหาขอ้ สรุปและคำตอบ 5. ข้นั สรุปผล เป็นขน้ั ตอนการสรุปผลการทดลองว่าตรงกบั สมมตฐิ านท่ตี งั้ ไวห้ รือไม่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ควรนำมาใช้ในการทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ มี 14 ทักษะ ดงั น้ี 1. การสังเกต (observation) หมายถงึ ความสามารถในการใชป้ ระสาทสมั ผัสอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ หรือ หลายอย่าง ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพ่ือหาข้อมูล หรือ รายละเอียดของสิง่ ตา่ งๆ โดยไมใ่ ส่ความเห็นของผสู้ ังเกตลงไป 2. การวัด (measurement) หมายถึง ความสามารถในการเลอื กและการใชเ้ ครอ่ื งมือทำการวัดหา ปริมาณของสง่ิ ตา่ งๆ ออกมาเป็นตัวเลขทแ่ี น่นอนไดอ้ ย่างเหมาะสมและถูกตอ้ ง โดยมีหน่วยกำกับเสมอ 3. การจำแนกประเภท (classification) หมายถึง การแบ่งพวก หรือเรียงลำดบั วตั ถุหรือส่งิ ทอี่ ยใู่ น ปรากฏการณ์ โดยใชเ้ กณฑค์ วามเหมือน ความแตกต่าง หรอื ความสัมพันธอ์ ย่างใดอย่างหน่งึ 4. การหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปชกับสเปช และสเปชกับเวลา (space/space relationships and space/time relationships) สเปซของวัตถุ หมายถึง ท่ีว่างท่ีวัตถุนั้นครองที่ ซ่ึงจะมีรูปร่างลักษณะ เช่นเดยี วกับวัตถุนัน้ โดยทั่วไปแล้วสเปชของวัตถุจะมี 3 มิติ คือ ความกวา้ ง ความยาว และความสูง (หรือหนา) ความสมั พันธร์ ะหว่างสเปซกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปล่ียนตำแหนง่ ที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือ ความสมั พันธร์ ะหว่างสเปซของวัตถทุ ี่เปล่ียนไปกับเวลา 5. การคำนวณ (using numbers) หมายถึง การนับจำนวนของวัตถแุ ละการนำตวั เลข แสดงจำนวน ทนี่ ับได้ มาคดิ คำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรอื หาค่าเฉลี่ย 6. การจดั กระทำ และการสอื่ ความหมายขอ้ มูล (organizing data and communication) หมายถึง การนำผลการสังเกต การวดั การทดลองจากแหล่งต่างๆ มาจดั กระทำเสียใหม่ โดยอาศยั วิธีการต่าง ๆ เช่น การหาความถี่ การเรยี นลำดับ การจัดแยกประเภท การคำนวณหาค่าใหม่ เป็นต้น เพื่อให้บุคคลอ่ืนเข้าใจ ความหมายของข้อมูลดีย่ิงข้ึน โดยอาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ หรือเขยี นบรรยาย 7. การลงความเหน็ จากขอ้ มลู (inferring) หมายถึง การเพ่มิ ความคิดเหน็ ใหก้ ับขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการ สังเกตอย่างมีเหตผุ ล โดยอาศัยความรู้หรอื ประสบการณ์เดิมมาชว่ ย

11 8. การพยากรณ์ (prediction) หมายถงึ การสรุปคำตอบลว่ งหนา้ กอ่ นการทดลอง โดยอาศัยขอ้ มลู ท่ี ได้จากการสังเกตหรอื ขอ้ มูลจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักการ กฎ หรอื ทฤษฎีในเรื่องนั้นมาช่วยในการ สรุป การพยากรณ์มีสองทางคือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลท่ีมีอยู่ ( interpolating ) และการ พยากรณภ์ ายนอกขอบเขตข้อมลู ทมี่ อี ยู่ ( extrapolating ) 9. การตัง้ สมมตฐิ าน (formulating hypotheses) หมายถึง การคิดหาคำตอบล่วงหนา้ กอ่ นจะ กระทำการทดลองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน คำตอบที่คิดล่ วงหน้า ซึ่งยงั ไม่ทราบหรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน สมมติฐานหรือคำตอบท่ีคดิ ไว้ลว่ งหน้ามักกล่าวไว้ เป็นข้อความท่ีบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ) กับตัวแปรตาม สมมติฐานที่ต้ังไว้ อาจถูก หรือผิดกไ็ ด้ซงึ่ จะทราบภายหลงั การทดลองเพอื่ หาคำตอบสนบั สนุน หรือคดั คา้ นสมมติฐานทต่ี ัง้ ไว้ 10. การกำหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัตกิ าร คอื (defining operationally) หมายถงึ การกำหนดความหมาย และขอบเขตของตัวแปรท่ีอยูใ่ นสมตฐิ านท่ตี อ้ งการทดสอบใหเ้ ข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดได้ 11. การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables) หมายถึง การบ่งชี้ตัว แปรตน้ ตัวแปรตาม และตวั แปรท่ีตอ้ งควบคุมในสมมติฐานหน่ึง ๆ การควบคุมตัวแปรเป็นการควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ นอกเหนอื จากตัวแปรตน้ ถา้ หากไม่ควบคมุ ให้เหมือน ๆ กนั จะทำใหผ้ ลการทดลองคลาดเคล่ือน 12. การทดลอง (experimenting) หมายถงึ การลงลงมอื ปฏบิ ตั กิ ารทดลองจริง โดยมี 3 ประเภท คอื การทดลองแบบแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบและลองผิดลองถูก การทดลองเป็นกระบวนการ ปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือการเพอื่ ทดสอบสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ประกอบด้วย 3 ขนั้ ตอน คอื การออกแบบการ ทดลอง การปฏิบัติการทดลอง การบันทกึ ผลการทดลอง 13. การตคี วามหมายขอ้ มูลและการลงข้อสรปุ (interpreting data conclusion) การตีความหมาย ข้อมูล คือ การแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ การลงข้อสรุป หมายถึง การสรปุ ความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูลทงั้ หมด 14. การสรา้ งแบบจำลอง (Modeling Construction) หมายถงึ การนำเสนอขอ้ มูล แนวคดิ ความคดิ รวบยอด เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในรูปของแบบจำลองต่างๆ เช่น กราฟ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว วัสดุ สิ่งของ สิ่งประดษิ ฐ์ หุ่น เปน็ ตน้

12 กิจกรรม คำชีแ้ จง ใหผ้ ้เู รยี นตอบคำถามตอ่ ไปน้ี 1. แนวคดิ ที่สำคัญในการทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. กระบวนการใดทนี่ ำมาใช้ในการทำโครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ มกี ขี่ ้นั ตอน อะไรบา้ ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

13 เร่อื งท่ี 3 หลักการของโครงงาน หลักการสำคัญของการทำโครงงาน ไดแ้ ก่ 1. เนน้ การแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง โดยเร่ิมจากการวางแผน และดำเนินการศึกษาด้วยตนเอง ครูเปน็ ผู้คอยให้คำปรึกษา 2. เน้นกระบวนการในการแสวงหาความรู้ เริ่มตงั้ แต่การกำหนดปญั หา หรอื เลือกหัวขอ้ ทีส่ นใจ ศึกษา วางแผนการศกึ ษาค้นคว้า ดำเนินการปฏบิ ตั ิงาน รวบรวมเรยี บเรยี งขอ้ มูล และสรุปผลการศึกษาคน้ ควา้ 3. เนน้ ให้นักเรยี นคิดเปน็ ทำเป็น และแกป้ ัญหาเปน็ 4. มุง่ ฝกึ ใหผ้ ้เู รียนเรียนรู้และมที ักษะการคิด รู้จกั วธิ กี ารในการศกึ ษาค้นคว้า และแกป้ ัญหาด้วย ตนเอง ลกั ษณะสำคัญของโครงงาน มดี ังนี้ 1. เป็นเร่ืองที่ผเู้ รียนสนใจ สงสัยตอ้ งการหาคำตอบ 2. ผ้เู รียนเปน็ ผู้ริเรม่ิ และเลือกอาชีพท่จี ะศกึ ษาด้วยตนเอง ตามความสนใจ และระดบั ความรู้ ความสามารถ 3. เปน็ การเรยี นรู้ท่ีมกี ระบวนการ มรี ะบบ ครบกระบวนการ 4. เป็นการบรู ณาการการเรียนรู้ 5. มคี วามสอดคลอ้ งกับชีวิตจริง และชมุ ชน 6. มกี ารศึกษาอยา่ งลุ่มลึก ดว้ ยวิธกี ารและแหล่งข้อมูลทหี่ ลากหลาย 7. เป็นการแสวงหาความรู้และสรุปความรดู้ ว้ ยตนเอง 8. มีการนำเสนอโครงงานดว้ ยวธิ ีการที่เหมาะสมในด้านกระบวนการและผลงาน ที่คน้ พบ 9. ข้อค้นพบ สิ่งทค่ี น้ พบ สามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้ โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้มงุ่ ใหผ้ ู้เรียนมีความรพู้ น้ื ฐานดา้ นการแก้ปญั หาต่างๆ ทผ่ี เู้ รยี น พบและให้มที กั ษะเพียงพอทจ่ี ะเลือก และตัดสินใจในการลงมือทำโครงงาน มที ัศนคติดีต่อการทำโครงงาน การ ทำงานรว่ มกับผอู้ นื่

14 กิจกรรม คำชี้แจง ให้ผูเ้ รียนตอบคำถามต่อไปน้ี หลักการของการทำโครงงาน มอี ะไรบ้าง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

15 บทที่ 2 ประเภทของโครงงาน สาระสำคัญ การเรียนรู้รายวิชาโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หลังจากผู้เรียนทราบความหมาย และ ความสำคัญ แนวคิด และหลักการของโครงงานแล้ว ผู้เรียนจะต้องรู้และเข้าใจประเภทของโครงงาน ซ่ึงมี 4 ประเภท ได้แก่ โครงงานประเภทสำรวจ รวบรวมข้อมูล โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทพัฒนา หรอื ทฤษฎี ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวัง ผเู้ รียนมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถแยกแยะประเภทของโครงงานออกเป็น โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภทประดิษฐ์ โครงงานประเภททดลอง และโครงงานประเภททฤษฎี เพื่อนำไปสู่การจัดทำ โครงงานเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรียนร้ตู ่อไป ขอบขา่ ยเนอ้ื หา เร่ือง ประเภทของโครงงาน ได้แก่ โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภทประดิษฐ์ โครงงาน ประเภททดลอง และโครงงานประเภททฤษฎี

16 เรื่อง ประเภทของโครงงาน โครงงาน แบ่งออกไดเ้ ปน็ 4 ประเภท ดงั นี้ 1. โครงงานประเภทสำรวจ รวบรวมข้อมลู เป็นโครงงานท่ีมีจดุ ประสงคเ์ พื่อสำรวจและรวบรวมข้อมลู แล้วนำมาจำแนกหมวดหมู่ ไม่มีการ กำหนดตัวแปรในการเก็บรวบรวมข้อมูล อาจเป็นการสำรวจในภาคสนาม หรือในธรรมชาติ หรือนำมาศึกษา ในห้องปฏิบัติการ เพ่ือนำไปใช้ศึกษาทดลองต่อ ตัวอย่างของโครงงานประเภทน้ี เช่น การสำรวจพันธุ์ไม้ ในชุมชน การสำรวจพฤติกรรมของสัตว์ประเภทต่าง ๆ ท่ีสนใจ การสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษในชุมชน หรือการศึกษาสภาพอากาศในชุมชน เป็นตน้ 2. โครงงานประเภททดลอง เป็นโครงงานท่ีเน้นการทดลอง เพ่ือศึกษาผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง โดยควบคุมตัวแปร อื่นๆ ไม่ให้มีผลต่อการทดลอง โครงงานประเภทน้ีผู้เรียนจะได้ศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติจริงในการทดสอบ สมมติฐานของผู้เรยี น ดำเนินการศึกษา ทดลอง รวบรวมขอ้ มูล สรปุ ผล วิเคราะห์ผล โดยใชท้ ักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตรอ์ ย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างของโครงงานประเภทน้ี เชน่ การทำยากันยงุ จากพืชในทอ้ งถ่ิน การบังคับ ผลแตงโมเป็นรปู ส่ีเหลี่ยม เป็นต้น 3. โครงงานประเภทสงิ่ ประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่มีจุดประสงค์เพื่อประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ในการใช้สอยหรือ อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยอาจคิดขึ้นมาใหม่ ปรับปรุง หรือสร้างแบบจำลอง โดยประยุกต์ใช้ หลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการกำหนดตัวแปรท่ีจะศึกษา และทดสอบประสิทธิภาพ ของชิ้นงาน ตัวอย่างโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เช่น กรงดักแมลง เคร่ืองตีไข่ เครื่องให้อาหารปลา เครอ่ื งแยกไขแ่ ดง เป็นตน้ 4. โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานท่ีมีจุดประสงค์เพื่อเสนอทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ โดยอาจอยู่ในรูป ของสูตร สมการ หรือคำอธิบาย โดยผู้เสนอตั้งกติกาหรือข้อตกลงขึ้นมาเอง แล้วเสนอทฤษฎีหลักการ แนวความคิด หรือจินตนาการของตนเอง หรืออาจใช้กติกาหรือข้อตกลงมาอธิบายสิ่งต่างๆ หรือปรากฏการณ์ ต่างๆ ในแนวใหม่ ซึ่งทฤษฎี หลักการ แนวความคิด หรือจินตนาการที่เสนอน้ี อาจจะใหม่ยังไม่มีใคร คิดมาก่อน หรืออาจขัดแยง้ กับทฤษฎเี ดมิ หรอื เป็นการขยายทฤษฎหี รือความคิดเดมิ ก็ได้ การทำโครงงานประเภทน้ี จุดสำคญั อยทู่ ผี่ ทู้ ำตอ้ งมีความรู้พืน้ ฐานในเรือ่ งน้นั เป็นอย่างดี จงึ จะ สามารถเสนอโครงงานประเภทน้ีได้อย่างมเี หตุผลน่าเชอ่ื ถือ โดยท่ัวๆ ไป โครงงานประเภทนี้ มักเป็นโครงงาน ทางคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ตัวอย่างของโครงงานประเภทน้ี เช่น การอธิบายอวกาศแนวใหม่ ทฤษฎีของจำนวนเฉพาะ

17 กิจกรรม คำชี้แจง ใหผ้ ้เู รียนตอบคำถามต่อไปน้ี โครงงานมกี ป่ี ระเภท อะไรบ้าง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

18 บทท่ี 3 ทกั ษะกระบวนการในการจัดทำโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู้ สาระสำคญั การเรียนรู้รายวิชาโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ก่อนที่ผู้เรียนจะจัดทำโครงงานเพื่อพัฒนา ทักษะการเรียนรู้นั้น ควรมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะกระบวนการในการจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนา ทกั ษะการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การหาข้อมูล การเลือกใชข้ ้อมูล การจัดทำข้อมูล การนำเสนอข้อมูล และการพัฒนาต่อ ยอดความรู้ เพ่ือให้สามารถดำเนินการจัดทำโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ได้สำเร็จ บรรลุเป้าหมายและ วัตถปุ ระสงคท์ ่กี ำหนดไว้ ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวัง ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับทักษะกระบวนการในการจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ ได้แก่ การหาข้อมูล การเลือกใช้ข้อมูล การจัดทำข้อมูล การนำเสนอข้อมูล และการพัฒนาต่อยอด ความรู้ เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้สำเร็จ บรรลุเป้าหมายและ วัตถปุ ระสงค์ ขอบข่ายเนอ้ื หา เร่อื งท่ี 1 การหาข้อมูล เรอ่ื งที่ 2 การเลอื กใช้ข้อมูล เรอ่ื งที่ 3 การจดั ทำข้อมูล เรื่องท่ี 4 การนำเสนอขอ้ มลู เรื่องท่ี 5 การพัฒนาตอ่ ยอดความรู้

19 เรอื่ งที่ 1 การหาขอ้ มลู ข้อมูล (Data) หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเก่ียวกับบุคคล ส่ิงของ หรือเหตุการณ์ ในรูปแบบของตัวเลข ภาพ ตัวอักษรและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น คะแนนสอบ ราคาสินค้า จำนวนผู้เรียนใน สถานศึกษา การประมวลผล (processing) หมายถึง การกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเปน็ แฟม้ ข้อมลู การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่มข้อมลู การจดั ทำรายงาน เป็นต้น สารสนเทศ (information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์ตา่ ง ๆ หรืออาจกล่าวได้วา่ สารสนเทศ คือ ข้อมูลทผ่ี า่ นการเลือกสรรให้ เหมาะสมกบั การใช้งาน ทนั ต่อเวลา และอยใู่ นรูปแบบที่ใช้ไดส้ ะดวก ซง่ึ สารสนเทศที่ดตี อ้ งมาจากขอ้ มลู ท่ีดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ จะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะ มกี ารกำหนดให้ผู้ใดบา้ งเป็นผู้มีสิทธใิ ช้ขอ้ มูลได้ ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นความลับจะต้องมีระบบข้ันตอนการควบคมุ กำหนด สทิ ธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่า จะกระทำไดโ้ ดยใครบ้าง นอกจากน้ีข้อมลู ท่ีเก็บไวแ้ ล้วตอ้ งไม่เกิด การสญู หายหรอื ถูกทำลายโดยไม่ต้งั ใจ ภาพแสดงการประมวลผลขอ้ มูลให้เปน็ สารสนเทศ

20 แหล่งข้อมูล หมายถึง สถานที่หรือแหล่งท่ีเกิดข้อมูล แหล่งข้อมูลจะแตกต่างกันไปตามข้อมูล ท่ีต้องการ เช่น บ้านเป็นแหล่งข้อมูลที่เก่ียวกับผู้เรียน โดยบันทึกข้อมูลไว้ในทะเบียนบ้าน ห้องสมุด เปน็ แหล่งข้อมลู เกย่ี วกับความรตู้ า่ งๆ ขอ้ มูลบางอย่างอาจจะนำมาจากแหล่งข้อมูลหลายแหลง่ ได้ เช่น ราคาของ เล่นชนิดเดยี วกนั อาจจะหาขอ้ มูลจากแหล่งขอ้ มูล ชนิดและลกั ษณะของข้อมลู การแบง่ ประเภทของขอ้ มูลขน้ึ อยกู่ ับ 1. ความต้องการของผู้ใช้ 2. ลักษณะของขอ้ มูลทนี่ ำไปใช้ 3. เกณฑ์ท่นี ำมาพิจารณา ชนดิ และลักษณะของขอ้ มูล มี 4 รูปแบบ ดงั น้ี 1. การแบ่งข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล เป็นการแบ่งข้อมูลโดยพิจารณาจากการรับข้อมูล ของประสาทสัมผัสของร่างกาย ไดแ้ ก่ 1.1 ข้อมลู ภาพท่ีได้จากการมองเห็นดว้ ยตาเปล่า 1.2 ข้อมลู เสยี งที่ไดร้ ับจากการฟังด้วยหู 1.3 ขอ้ มูลกลมุ่ ทไี่ ด้รับจากการสูดดมดว้ ยจมูก 1.4 ข้อมูลรสชาตทิ ไ่ี ด้จากการรบั รสชาตดิ ้วยล้ิน 1.5 ข้อมูลสมั ผัสที่ได้รับจากความรู้สกึ ด้วยผิวหนงั 2. การแบ่งข้อมูลตามแหลง่ ขอ้ มลู ทไ่ี ด้รับ โดยพิจารณาจากลกั ษณะของทีม่ าหรือการไดร้ บั ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ข้อมูลป ฐมภู มิ (Primary Data) คือ ข้อมูลท่ี ได้จาก การ เก็บ รวบ รวมห รือ บัน ทึ ก จากแหล่งข้อมูล โดยตรงดว้ ยวิธีต่างๆ เชน่ จากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทึกตัวอย่าง ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data1) คือ การนำข้อมูลท่ีผู้อื่นได้เก็บรวบรวมหรือบันทึกไว้ มาใช้งาน ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมและบันทึกด้วยตนเอง จัดเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต มักผ่านการ ประมวลผลแล้ว

21 3. การแบง่ ขอ้ มูลตามการจัดเกบ็ ในสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์ มลี กั ษณะคล้ายการแบง่ ข้อมลู ตามลกั ษณะของข้อมูล แต่มกี ารแยกลกั ษณะข้อมูลตามชนดิ และนามสกลุ ของขอ้ มลู น้นั ๆ ได้แก่ ข้อมลู ตวั อกั ษร เช่น ตัวหนงั สือ ตวั เลข และสญั ลกั ษณ์ ข้อมลู ประเภทนม้ี ักมนี ามสกุลตอ่ ทา้ ย ชอ่ื ไฟลเ์ ป็น .bct และ .doc ข้อมลู ภาพ เช่น ภาพกราฟิกต่าง ๆ และภาพถ่ายจากลอ้ งดจิ ทิ ลั ข้อมลู ประเภทนม้ี ักมีนามสกลุ ตอ่ ท้ายชือ่ ไฟล์ เปน็ .bmp .gif และ .jpg ข้อมลู เสยี ง เชน่ เสยี งพดู เสียงดนตรี และเสียงเพลง ขอ้ มลู ประเภทน้ีมักมีนามสกุลต่อท้ายช่อื ไฟลเ์ ปน็ .wav .mp3 และ .au ข้อมลู ภาพเคล่ือนไหว เช่น ภาพเคล่ือนไหว ภาพมวิ สิกวดี ีโอ ภาพยนตร์ คลิปวดี โี อ ข้อมลู ประเภทนมี้ กั มีนามสกลุ ตอ่ ท้ายช่ือไฟลเ์ ปน็ .avi 4. การแบง่ ขอ้ มูลตามระบบคอมพิวเตอร์ มลี ักษณะคล้ายและใกล้เคียงกบั การแบง่ ขอ้ มูลตามการจัดเก็บในส่ืออิเล็กทรอนิกส์ แตม่ ุง่ เน้นพิจารณา การแบง่ ประเภทตามการนำข้อมลู ไปใชง้ านในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ - ข้อมูลเชงิ จำนวน มลี กั ษณะเป็นตวั เลขที่สามารถนำมาคำนวณด้วยคอมพวิ เตอรไ์ ด้ - ขอ้ มูลอกั ขระ มลี ักษณะเปน็ ตัวอักษร ตวั หนังสือ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำเสนอข้อมูลและ เรียงลำดบั ได้แต่ไมส่ ามารถนำมาคำนวณได้ - ขอ้ มูลกราฟิก เป็นข้อมลู ท่เี กดิ จากจุดพกิ ดั ทางคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดรูปภาพหรือแผนที่ - ข้อมูลภาพลักษณ์ เป็นข้อมูลแสดงความเข้มและสีของรูปภาพที่เกิดจากการสแกนของสแกนเนอร์ เป็นหลัก ซึ่งสามารถนำเสนอข้อมูล ย่อหรือขยาย และตัดต่อได้ แต่ไม่สามารถนำมาคำนวณหรือดำเนินการ อย่างอน่ื ได้

22 การหาขอ้ มลู มขี น้ั ตอนดงั นี้ 1. กำหนดหวั ขอ้ เพื่อคน้ หาข้อมูล 2. ค้นหาข้อมูล จากแหล่งขอ้ มูลต่างๆ 3. เลอื กแหล่งขอ้ มลู ที่สามารถค้นหาขอ้ มูลได้ 4. เตรยี มอปุ กรณ์ ท่ีใช้ในการคน้ หาขอ้ มลู 5. คน้ หาและรวบรวมข้อมลู จากผรู้ ู้ เอกสารที่มีความเชื่อถือได้ จากน้นั รวบรวม และจด บนั ทกึ ขอ้ มลู 6. พิจารณาและสรุป เป็นการนำขอ้ มูลทีค่ ้นหาได้ มาพจิ ารณาและสรุปส่งิ ทตี่ ้องการค้นหา ตามหวั ข้อกำหนด จากนั้นจึงจะนำเสนอขอ้ มลู ได้

23 เรื่องท่ี 2 การเลือกใชข้ ้อมลู การเลือกใช้ข้อมูล คือ การตัดสินใจอย่างมีหลักมีเกณฑ์และมีเหตุผล โดยนำปัจจัยต่างๆ มาพิจารณาก่อนท่ีจะตัดสินใจ เพ่ือให้ได้ทางเลือกที่ดีท่ีสุด โดยอาศัยความรู้ประสบการณ์ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มาประกอบ เพ่อื ไมใ่ หเ้ กดิ ความผิดพลาด หรือมโี อกาสผดิ พลาดมีนอ้ ยท่ีสดุ การเลือกใช้ขอ้ มูลควรพจิ ารณาถงึ ประโยชน์ ดงั น้ี 1. ระบบฐานข้อมลู 1.1 เพื่อลดความซำ้ ซอ้ นของข้อมลู การเก็บข้อมลู เดยี วกันไว้หลายๆ ที่ อาจทำให้เกดิ ความ ซ้ำซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมกันไว้ในฐานข้อมูล จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อน เพราะระบบจัดการฐานข้อมลู จะสามารถตรวจสอบความซำ้ ซ้อนของข้อมลู ได้ 1.2 หลีกเลย่ี งความขดั แย้งของข้อมูล การเกบ็ ข้อมูลไว้หลายท่ี หากมกี ารแกไ้ ขข้อมลู ไมค่ รบ ทกุ ท่ี จะทำให้เกดิ ความขดั แยง้ ของขอ้ มูล (Inconsistency) เม่อื ตอ้ งการนำขอ้ มูลมาใช้ 1.3 สามารถใชข้ อ้ มูลร่วมกนั ได้ ฐานขอ้ มลู จะเปน็ การจัดเก็บข้อมลู รวมไวด้ ว้ ยกนั หาก ผใู้ ช้งานต้องการใช้งานขอ้ มูล จะสามารถทำไดง้ า่ ยขน้ึ 1.4 สามารถรกั ษาความถูกต้องเชอื่ ถือได้ของขอ้ มูล บางครง้ั พบวา่ การจดั เกบ็ ขอ้ มลู ใน ฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดข้ึนจากการท่ีผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาด คือป้อนจากตัวเลขหน่ึง ไปเป็นอีกตัวเลขหนงึ่ โดยเฉพาะกรณีมผี ู้ใช้หลายคนตอ้ งใชข้ ้อมูลจากฐานข้อมลู ร่วมกัน หากมีผู้ใช้คนใดคนหน่ึง แก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็จะทำให้ผู้อ่ืนได้รับผลกระทบตามไปด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล จะสามารถ ใส่กฎเกณฑเ์ พอ่ื ควบคมุ ความผดิ พลาดท่ีเกดิ ขนึ้ 1.5 สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูล การเก็บข้อมูลร่วมกัน ในฐานข้อมูลจะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้ รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ใหเ้ ป็นไปในลกั ษณะเดยี วกนั ได้ เชน่ การกำหนดรูปแบบการเขยี นวนั ที่ ในลักษณะ วนั /เดอื น/ปี หรือ ป/ี เดือน/ วัน ท้ังนี้จะมีผู้คอยบริหารฐานข้อมูลท่ีเรียกว่า ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผกู้ ำหนดมาตรฐานตา่ ง ๆ 1.6 สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมลู ได้ คอื เปน็ การปอ้ งกนั ไม่ให้ผู้ใช้ท่ไี มม่ ีสทิ ธิ มาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของ ผ้ใู ช้แตล่ ะคนไดค้ วามเหมาะสม

24 1.7 เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการข้อมูลที่ทำหน้าที่ เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังน้ัน การแก้ไข ข้อมูลบางครั้ง จึงอาจกระทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปล่ียนแปลงเท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้ เรียกใชข้ อ้ มูลดังกลา่ ว ก็จะเปน็ อสิ ระจากการเปล่ียนแปลง ข้นั ตอนการคน้ หาขอ้ มูล ขั้นตอนการค้นหาข้อมูล คือ แนวทางหรือแผน ซึ่งช่วยให้การค้นหาข้อมูล ดำเนินไป อยา่ งมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบรอ้ ย เกิดประโยชน์ มขี ้ันตอนดงั นี้ 1) กำหนดหัวข้อของขอ้ มลู ท่ีต้องการ เมื่อทราบเรือ่ งท่ีตอ้ งการคน้ หาแล้ว ตอ้ งกำหนดหัวข้อของขอ้ มูลทต่ี ้องการ เพ่อื กำหนด ขอบเขตหรอื เปา้ หมาย หวั ข้อของข้อมูลทตี่ ้องการ 2) เลอื กแหลง่ ข้อมูล เปน็ การกำหนดแหล่งทใี่ ช้คน้ หาขอ้ มูล ให้เลอื กแหล่งขอ้ มูลที่เช่อื ถือได้ เพราะเป็นแหลง่ ที่ใหข้ ้อมลู ทถ่ี กู ต้องเปน็ จรงิ 3) เตรียมอุปกรณ์บันทึกขอ้ มูล เป็นการเตรยี มอุปกรณบ์ นั ทึกข้อมูล เช่น ปากกา สมดุ ดนิ สอ ยางลบ เครื่องบนั ทกึ เสยี ง กลอ้ งดิจิตอล 4) รวบรวมข้อมูล เป็นการอ่าน สงั เกต สัมภาษณ์ สอบถาม ทดลอง จากแหลง่ ขอ้ มูลทคี่ ัดเลือกไว้ แลว้ บันทกึ ข้อมูลทไ่ี ด้ตามหัวข้อท่ีรวบรวม 5) พจิ ารณาข้อมูลและสรุปผล นำขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากแหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ มาพิจารณาเปรียบเทยี บกันและสรปุ ผล คณุ สมบตั ขิ องข้อมลู ทีด่ ี ขอ้ มลู ท่ีดีจะตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ สมบัติที่สำคญั ๆ ดังนี้ 1) ความถูกต้องแม่นยำ (accuracy) คือ ข้อมลู ควรมีความถกู ต้องแมน่ ยำสูง หรอื ถา้ มคี วาม คลาดเคลื่อน (errors) ปนอยู่บ้าง ก็ควรท่ีจะสามารถควบคุมขนาดของความคลาดเคล่ือนที่ปนมาให้มีความ คลาดเคลอื่ นนอ้ ยท่ีสุด 2) ความทนั เวลา (timeliness) คือ ข้อมูลควรเป็นขอ้ มลู ทท่ี ันสมยั (up to date) และทนั ต่อ ความต้องการของผู้ใช้ ถา้ ผลติ ข้อมลู ออกมาช้า ก็ไม่มีคุณค่า ถงึ แม้จะเปน็ ข้อมูลท่ีถูกตอ้ งแมน่ ยำ

25 3) ความสมบรู ณค์ รบถ้วน (conciseness) คือ ข้อมลู ท่ไี ดร้ ับควรจัดขอ้ มลู ให้อยู่ในรูปแบบที่ กะทัดรัด ไมเ่ ยน่ิ เย้อ สะดวกตอ่ การใช้และค้นหา ผใู้ ชม้ คี วามเข้าใจได้ทันที 4) ความกะทดั รัด (conciseness) คอื ข้อมลู ควรจัดให้อยู่ในรูปแบบทีก่ ะทดั รัดไม่เยน่ิ เย้อ สะดวกต่อการใชแ้ ละค้นหา ผู้ใช้เข้าใจได้ทันที 5) ความตรงกบั ความต้องการของผูใ้ ช้ (relevance) ข้อมลู ทจ่ี ัดทำขึน้ มาควรเป็นข้อมูลทีผ่ ูใ้ ช้ ข้อมูลต้องการใช้ และจำเป็นต้องรู้/ทราบ หรือเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผน กำหนดนโยบายหรือตัดสิน ปัญหาในเร่ืองน้ัน ๆ ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่จัดทำข้ึนมาอย่างมากมาย แต่ไม่มีใครต้องการใช้หรือไม่ตรงกับความ ตอ้ งการของผ้ใู ชข้ ้อมลู 6) ความตอ่ เนอื่ ง (continuity) คือ การเก็บรวบรวมข้อมลู ควรจะตอ้ งดำเนินการอยา่ ง สมำ่ เสมอและต่อเนอ่ื ง เพ่อื จะไดน้ ำไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นการวิเคราะห์วิจยั หรือหาแนวโน้มในอนาคต

26 เร่ืองท่ี 3 การจดั ทำขอ้ มูล การจัดทำข้อมูล คือ การจดั กระทำข้อมลู ให้เป็นสารสนเทศต่อการนำไปใช้ประโยชน์ หรอื การ ใชง้ าน ซึง่ การจัดทำข้อมูลจะตอ้ งอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาชว่ ยในการดำเนนิ การ มกี ระบวนการ 3 ข้ันตอน ดงั น้ี 1) การรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มลู (1) การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีจำนวนมาก และต้องเก็บให้ได้ อยา่ งทนั เวลา เช่น ข้อมลู การลงทะเบียนเรยี นของนักศึกษา ข้อมลู ประวัตบิ ุคลากร เปน็ ต้น (2) การตรวจสอบข้อมูล คือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลมาแล้ว และเข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบข้อมูล เพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบ ข้อมลู มหี ลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนขอ้ มูลสองคนปอ้ นข้อมูลชุดเดียวกัน เขา้ เครือ่ งคอมพวิ เตอร์แล้วเปรียบเทยี บ กัน หรือตงั้ กฎเกณฑใ์ หค้ อมพิวเตอรต์ รวจสอบ 2) การประมวลผลขอ้ มลู ข้นั ตอนการประมวลผลขอ้ มลู มีดงั น้ี (1) การจัดแบ่งกลมุ่ ข้อมูล คือ ข้อมูลท่ีจัดเกบ็ จะต้องมกี ารแบง่ แยกกลุ่ม เพ่อื เตรยี มไวส้ ำหรับ การใช้งาน การแบ่งแยกกลุ่มมีวธิ ีการท่ีชัดเจน เช่น แฟ้มลงทะเบียน เพอื่ ความสะดวกในการคน้ หา (2) การจัดเรียงข้อมูล คือ เมื่อจัดแบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลำดับ ตัวเลขหรือตัวอักษร หรือเพ่ือให้เรียกใช้งานได้ง่าย ประหยัดเวลา เช่น การจัดเรียงชื่อคนในสมุดรายนามผู้ใช้ โทรศัพท์ตามลำดับตวั อกั ษร (3) การสรุปผล คือ บางคร้ังข้อมูลท่ีจัดเก็บมีจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการสรุปผลหรือสรุป รายงาน เพ่ือนำไปใช้ประโยชน์ ขอ้ มูลท่ีสรปุ ได้อาจสื่อความหมายได้ดีกว่า เช่น สถิติจำนวนนักศึกษาแยกตาม ระดับชนั้ (4) การคำนวณ คือ ข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมได้บางส่วนอาจเป็นข้อมูลตัวเลขท่ีสามารถนำไป คำนวณเพ่ือหาผลลัพธบ์ างอย่างได้ ดังนนั้ การสร้างสารสนเทศจากข้อมูลจงึ อาศยั การคำนวณข้อมลู ท่ีเก็บไวด้ ว้ ย เชน่ การคำนวณเกรดเฉลยี่ ของนักศกึ ษาแต่ละคน

27 3) การดแู ลรกั ษาข้อมลู ข้นั ตอนการดแู ลรักษาขอ้ มลู มดี ังนี้ (1) การรกั ษาขอ้ มูล คือ การนำข้อมูลมาบันทึกเกบ็ ไวใ้ นสอ่ื บันทกึ ต่างๆ เชน่ แผน่ บันทกึ ข้อมูล รวมถงึ การดูแล และทำสำเนาข้อมูล เพอื่ ใหใ้ ชง้ านตอ่ ไปในอนาคตได้ (2) การทำสำเนาข้อมูล คือ การทำสำเนาเพ่ือจะนำข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรือนำไปแจกจ่าย ในภายหลงั จงึ ควรถงึ ความจแุ ละความทนทานของสอื่ บนั ทึกข้อมลู (3) การส่อื สารและเผยแพรข่ ้อมูล คือ ขอ้ มลู ต้องกระจายหรอื ส่งต่อไปยงั ผู้ใช้งานทหี่ ่างไกลได้ ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทท่ีสำคัญย่ิงที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ ทำให้ รวดเรว็ และทนั เวลา (4) การปรับปรุงข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ท่ีจะเรียกใช้งานได้ต่อไป ดังน้ัน ขอ้ มูลจงึ ตอ้ งมีการปรับปรงุ ใหท้ ันสมยั อยู่ตลอดเวลา และจดั เกบ็ อยา่ งเป็นระบบเพ่ือการค้นหาได้อยา่ งรวดเร็ว

28 เร่ืองท่ี 4 การนำเสนอข้อมูล การนำเสนอข้อมลู (Presentation of Data) การนำเสนอข้อมูล คือ การนำเอาขอ้ เท็จจริงของข้อมูล รายละเอียดต่างๆ ท่ีเก็บรวบรวมมาจัดให้เป็น ระเบยี บ เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมลู เขา้ ใจลกั ษณะและสำคญั ของข้อมลู นั้น สามารถแยกแยะ หรือเปรียบเทยี บข้อเทจ็ จริง ของข้อมูล รายละเอียดเหล่านั้น ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล หรือ วัตถุประสงค์สำคัญของการนำเสนอข้อมูล คือ การนำข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมได้มานำเสนอ หรือเผยแพร่ ให้ผู้สนใจ ทราบและสามารถนำขอ้ มลู ไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆ ได้ การนำเสนอข้อมูลเป็นการเตรียมข้อมูล เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และแปลความหมาย สรุปผล และการนำข้อมูลสารสนเทศใช้ในการตัดสินใจในการทำงาน และสามารถเลือกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล จากรปู แบบ ลกั ษณะสำคัญของข้อมลู นนั้ ๆ ไดถ้ ูกตอ้ ง การนำเสนอขอ้ มูล มี 2 รูปแบบ ดังน้ี 1. การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน (formal presentation) คือ การนำเสนอข้อมูล อย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งการนำเสนอข้อมลู รปู แบบน้ีจะตอ้ งปฏิบัติตามาตรฐานท่กี ำหนดไว้ เช่น การนำเสนอข้อมูล ที่นิยมคอื การนำเสนอขอ้ มูลในรูปตาราง การนำเสนอขอ้ มูลในรปู กราฟหรอื แผนภมู ิ 2. การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน (Informal presentation) คือ การนำเสนอข้อมูล ท่ไี ม่มีกฎเกณฑ์ หรือแบบแผนที่แน่นอน เป็นการอธบิ ายลักษณะของขอ้ มูลตามเนื้อหาข้อมลู ที่นิยมใช้มี 2 วิธี คือ การนำเสนอข้อมลู ในรปู บทความหรอื ขอ้ ความเรยี ง และการนำเสนอข้อมลู ในรูปบทความกงึ่ ตาราง

29 เรอื่ งท่ี 5 การพัฒนาต่อยอดความรู้ การต่อยอดความรู้ คือ การถ่ายทอดการปฏิบัติให้เป็นทฤษฎี ทำให้การสืบสาน พัฒนาความรู้เป็นไป อยา่ งกว้างขวาง รวดเรว็ การต่อยอดความรูป้ ระเภทความรมู้ ี 2 ลกั ษณะ ได้แก่ 1. ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) คือ ความรู้ท่ีใช้กันมากในชีวิตประจำวัน และมักเป็นการใช้ โดยไม่รูต้ ัว 2. ความรปู้ ระจักษ์ (explicit knowledge) คือ การจำแนกความรอู้ อกเป็นเชิงคุณภาพกับเชิงปริมาณ การต่อยอดความรู้ จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลจากผู้รู้ เพื่อให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ อย่างมคี ณุ ภาพ หลังจากการเรียนรู้ ดงั น้ี 1) ทราบประเด็น หัวข้อ สาระสำคัญ หรอื ทักษะที่จะเรียนรู้เช่อื มโยงต่อไปจากปจั จบุ นั 2) สามารถกำหนดเปา้ หมายในการเรียนรู้ของตนเองได้ในอนาคต 3) สามารถวางแผนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับระดับความสามารถ เพื่ อให้ประสบผลสำเร็จ ในการเรยี นรู้ 4) สามารถเตรยี มความพรอ้ มเนือ้ หาสาระไว้ลว่ งหนา้ 5) สามารถเตรียมการฝกึ ทกั ษะพืน้ ฐานท่จี ำเป็นต่อการพัฒนาทกั ษะใหม่ทีจ่ ะเรยี นรู้ 6) สามารถพัฒนาวนิ ยั ในตนเองจากการวางแผนในการเรียนรไู้ ว้ล่วงหนา้ 7) สามารถใชเ้ วลาในการเรียนรูใ้ นส่ิงที่สำคญั ทำให้เกดิ ประสิทธภิ าพในการเรียนรู้มากข้นึ

30 กิจกรรม คำชแ้ี จง ให้ผ้เู รยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. ทักษะการทำโครงงาน มกี ีป่ ระเภท อะไรบ้าง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. จงอธิบายความสำคญั ของทักษะการทำโครงงานแตล่ ะประเภทมาพอสงั เขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

31 บทท่ี 4 การดำเนนิ การจดั ทำโครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ สาระสำคญั การเรียนรู้รายวิชาโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เม่ือผู้เรียนได้เรียนรู้เร่ืองทักษะกระบวนการ ในการจัดทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ได้แก่ การหาข้อมูล การเลือกใช้ข้อมูลการจัดทำข้อมูล การนำเสนอข้อมูล และการต่อยอดความรู้จบแล้ว ขั้นต่อมาที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ก็คือ การดำเนินการจัดทำ โครงงานเพ่ือพัฒ นาทักษะการเรียนรู้ เพื่อให้ รู้และเข้าใจขั้นตอนการจัดทำโครงงานและสามารถ ลงมือปฏบิ ตั ิการจัดทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง ผูเ้ รยี นมคี วามรู้และความเขา้ ใจข้ันตอนการจัดทำโครงงานและสามารถลงมือปฏิบัติในการจัดทำ โครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ได้ ขอบขา่ ยเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 กระบวนการในการจัดทำโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ เร่ืองท่ี 2 ขั้นตอนการจดั ทำโครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะการเรียนรู้

32 เรอ่ื งท่ี 1 กระบวนการจัดทำโครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ 1. การพจิ ารณาเลอื กโครงงาน หัวข้อโครงงาน คือ ส่ิงที่แสดงลักษณะของภาระงาน ช้ินงาน หรอื กิจกรรมอิสระท่ีผู้ทำโครงงาน ต้องทำ การคัดเลือกหัวข้อโครงงานให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ทำโครงงานจะต้องพิจารณาแรงจูงใจของตนเอง เพื่อให้สามารถตอบคำถามสำคัญ 2 ประการ คอื ต้องการศกึ ษาการแก้ปัญหาส่งิ ใด และเหตุใดจึงต้องการศึกษา ส่งิ นั้น โดยหัวข้อโครงงานจะต้องเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจง ชัดเจน โดยมุ่งเน้นทำโครงงานที่อยู่ใกล้ตัว ซ่ึงอาจ เกิดจากปัญหาของผู้ทำโครงงาน หรือผู้ทำโครงงานมีความคนุ้ เคยกับสิ่งน้ัน ดังน้นั ผทู้ ำโครงงานจึงควรสำรวจ ตัวเองและพจิ ารณาสิ่งตา่ ง ๆ ดังนี้ 1) ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของตนเอง โดยพิจารณาจากคะแนนวัดผลความรู้ หรือผลงานทเี่ คยปฏิบตั ิ 2) ความถนัดและความสนใจของผู้ทำโครงงาน เป็นการพิจารณาความชอบของผู้ทำโครงงาน ซึ่งถ้าเป็นโครงงานที่ผู้ท่ีไม่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มาก่อน ผู้ทำก็จะต้องค้นคว้าหาความรู้ เกี่ยวกับโครงงานนน้ั มากเปน็ พิเศษ 3) ประโยชน์ที่ได้รับ โครงงานท่ีทำควรเป็นโครงงานที่มีประโยชน์ท้ังต่อผู้ทำโครงงาน สังคม และประเทศชาติ โดยโครงงานน้ันควรจะสามารถนำไปพัฒนาและใช้ได้จริงในชวี ติ ประจำวนั 4) ความคดิ สรา้ งสรรค์ โครงงานทท่ี ำควรมคี วามแปลกใหม่ ทนั สมัย ใชไ้ ดจ้ รงิ และไม่มผี ูอ้ นื่ ทำไว้ หรอื เป็นการพฒั นาโครงงานของผอู้ ื่นให้มปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ข้นึ 5) ระยะเวลาในการทำโครงงาน เป็นปัจจัยที่ผทู้ ำโครงงานจะต้องวางแผนก่อนการทำโครงงาน จริง เพ่อื กำหนดขอบเขตและเป้าหมายในการทำโครงงาน 6) ค่าใช้จ่ายในการทำโครงงาน โครงงานบางประเภทจำเป็นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก ผ้ทู ำโครงงานจึงควรประเมินค่าใช้จา่ ยและเลอื กทำโครงงานที่ตนเองมีทรัพยากรอยแู่ ลว้ เพ่ือลดคา่ ใช้จ่ายในการ ทำโครงงาน 7) ความปลอดภัย โครงงานนั้นต้องไม่มีอันตรายทง้ั ตอ่ ผู้ทำโครงงาน สงั คม และประเทศชาติ 8) ค่านิยมของสังคม เป็นปัจจัยภายนอกที่เก่ียวกับผู้ทำโครงงาน โดยโครงงานท่ีทำจะต้อง ไมข่ ดั ต่อค่านิยม วัฒนธรรมและความเชอื่ ของสังคม 9) ความเป็นไปได้ ผู้ทำโครงงานควรนำปัจจัยข้างต้นมาพิจารณาว่า โครงงานดังกล่าวสามารถ ทำไดจ้ ริงตามปจั จยั ต่าง ๆ ที่มอี ย่หู รือไม่แล้วจึงตัดสินใจเลือกทำโครงงานในหัวข้อนั้น

33 เรอ่ื งที่ 2 ขน้ั ตอนการทำโครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้ โครงงานเปน็ กิจกรรมที่ต้องกระทำอยา่ งต่อเนอื่ ง ต้ังแต่เร่ิมต้นจนกระทั่งเสร็จสิน้ โครงงาน ซึ่งผเู้ รยี น ต้องเปน็ ผู้ดำเนินการเองท้งั สนิ้ โดยมีครูทำหนา้ ท่ีเปน็ ทปี่ รึกษา ให้คำแนะนำ เสนอแนะการดำเนินงานโครงงาน มขี นั้ ตอนทีส่ ำคญั ประกอบดว้ ย ขน้ั ตอนที่ 1 การคิดและเลอื กหัวขอ้ การคิดและเลือกหัวข้อ เป็นขั้นตอนการคิดหาหัวข้อเรื่องท่ีจะทำโครงงาน โดยอาจ ใช้คำถามนำเพื่อให้เกิดความคิด จะศึกษาอะไร ทำไมต้องศึกษา โดยส่ิงที่จะนำมากำหนดเป็นหัวข้อเร่ือง โครงงาน จะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความอยากรู้อยากเหน็ ส่งิ ที่อยู่ใกล้ตัว จากการอ่านหนงั สือ เอกสาร บทความ การรับฟังความคิดเห็น การบรรยาย การสนทนา หรือจากการที่ได้ไปดูงาน ทัศนะศึกษา ชมนิทรรศการ หรือสังเกตจากปรากฏการณ์ ต่าง ๆ รอบ ตัว ซ่ึงหัวเรื่องของโครงงาน ต้องเป็น เรือ่ งที่เฉพาะเจาะจง และชดั เจน ต้องใชเ้ วลาในการศึกษาพอสมควร จงึ จะได้มาซ่ึงคำตอบ ขนั้ ตอนท่ี 2 การศกึ ษาเอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ ง การศึกษาเอกสารท่ีเก่ียวข้อง เป็นขั้นตอนการศึกษาแนวคิด หลักการท่ีเก่ียวข้องก่อน การลงมือดำเนินการจัดทำโครงงาน รวมถึงการขอคำปรึกษา หรือข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เก่ียวข้องทุกระดับ การสำรวจวัสดุ อุปกรณ์ โดยการดำเนินงานข้ันตอนน้ีจะทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในรายละเอียดต่างๆ ของเนื้อหาท่ีเกี่ยวข้องมากข้ึน และทำให้เห็นถึงขอบข่าย ขั้นตอน และกระบวนการ ทจี่ ะดำเนินการ จะทำอะไร ทำไมตอ้ งทำ ตอ้ งการใหเ้ กิดผลอะไร ทำอย่างไร ใชท้ รัพยากรอะไร ทำกับใคร เสนอผลอยา่ งไร

34 ข้ันตอนท่ี 3 การเขยี นเคา้ โครงของโครงงาน การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้างแผนท่ีความคิดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน โดยนำเอาภาพของงานและภาพความสำเร็จของโครงงาน ท่ีวางแผนไว้มาจัดทำเป็นรายละเอียดเพ่ือแสดง แนวคิด แผน และข้ันตอนการทำโครงงาน ซึ่งการดำเนินงานอาจใช้การระดมความคิด ถ้าเป็นการทำงาน ลักษณะกลุ่ม เพื่อให้ผู้ร่วมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้มองเห็นขั้นตอนและกระบวนการทำงานต้ังแต่เร่ิมต้น จนเสร็จสิน้ รวมท้ังได้ทราบถึงบทบาทหน้าท่ี ความรับผิดชอบ และระยะเวลาในการดำเนินงาน และเกดิ ความ ชัดเจน จงึ นำมาเขยี นเปน็ เคา้ โครงของโครงงาน โดยท่วั ไปเค้าโครงของโครงงาน จะประกอบด้วยหวั ข้อตา่ ง ๆ มรี ายละเอียดดงั ตาราง ต่อไปน้ี ตารางแสดงหัวข้อ/ รายการ รายละเอียดท่ตี ้องระบุในการเขียนเค้าโครงของโครงงาน หัวข้อ / รายการ รายละเอียดทีต่ อ้ งระบุ 1. ชือ่ โครงงาน ทำอะไร กบั ใคร เพ่อื อะไร 2. ชอ่ื ผู้ทำโครงงาน ผ้รู ับผิดชอบโครงงาน อาจเปน็ รายบุคคล หรอื รายกลุ่มก็ได้ ครู-อาจารย์ ผู้ทรงคุณวฒุ ทิ มี่ ีในทอ้ งถ่นิ 3. ชือ่ ทป่ี รกึ ษาโครงงาน ผทู้ ำหน้าทเี่ ป็นทป่ี รึกษา ควบคุมการทำโครงงานของผู้เรียน 4. ระยะเวลาดำเนนิ งาน ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ ตัง้ แต่เร่ิมตน้ จนเสรจ็ สิ้น 5. หลกั การและเหตุผล สภาพปัจจบุ ันทเี่ ปน็ ความตอ้ งการ และความคาดหวังที่จะเกดิ ผล 6. จุดหมาย/วัตถุประสงค์ สิ่งท่ีต้องการให้เกิดข้ึนเมื่อส้ินสุดโครงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและ เชงิ คณุ ภาพ 7. สมมติฐานของการศึกษา ข้อตกลง/ข้อกำหนด/เงื่อนไข เพ่ือเป็นแนวทางในการพิสูจน์ให้ (ในกรณที เี่ ป็นโครงการทดลอง) เป็นไปตามทกี่ ำหนด 8. ขัน้ ตอนการดำเนินงาน กิจกรรมหรือข้ันตอนการดำเนินงาน เคร่ืองมือ วัสดุอุปกรณ์ 9. การปฏบิ ตั โิ ครงงาน สถานท่ี วนั เวลา และกิจกรรมดำเนนิ การต่าง ๆ ตามท่ีระบไุ ว้ ในขอ้ 8 ตัง้ แต่เรม่ิ ตน้ จนแลว้ เสรจ็ 10. ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ท้ังที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ 11. เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม ช่ือเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ท่ีนำมาใช้ในแผนการ ดำเนนิ งาน

35 ข้นั ตอนท่ี 4 การปฏบิ ตั ิโครงงาน การปฏิบัติโครงงาน เป็นการดำเนินงานหลังจากท่ีโครงงานได้รับความเห็นจากครู ท่ีปรึกษา และได้รับการอนุมัติจากสถานศึกษาแล้ว ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติงานตามแผนงาน ท่ีกำหนดไว้ ในเค้าโครงของโครงงาน และระหว่างการปฏิบัติงานผู้เรียนต้องปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความ ประหยัดและความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในระหว่างการปฏิบัติโครงงาน และ ต้องมีการจดบนั ทึกขอ้ มูลตา่ ง ๆ ไว้อย่างละเอียด กลา่ วคือ ทำอะไร ได้ผลอยา่ งไร มีปัญหา อปุ สรรค และ แนวทางการแก้ไขอย่างไร โดยการบันทึกข้อมูลจำเป็นจะต้องจัดทำอย่างเป็นระบบ ระเบียบ เพื่อจะได้ใช้เป็น ข้อมูลสำหรับการปรับปรุงการดำเนินงานในโอกาสต่อไป ซึ่งการปฏิบัติกิจกรรมตามท่ีระบุไว้ในข้ันตอน การดำเนินงานโครงงาน ถือเป็นการเรียนรู้เนื้อหา การฝึกทักษะต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในจุดประสงค์การเรียนรู้ และการปฏิบัติโครงงานควรใช้เวลาดำเนินการในสถานศกึ ษามากกว่าที่จะทำทบี่ ้าน ขน้ั ตอนท่ี 5 การเขยี นรายงาน การเขียนรายงาน เป็นการสรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงงาน เพ่ือให้ผู้อื่นได้ทราบ แนวคิด วิธีดำเนินงาน ผลที่ได้รับ ตลอดจนข้อสรุป ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เก่ียวกับโครงงาน การเขียนรายงาน ควรใชภ้ าษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมประเดน็ สำคัญ ๆ ของโครงงานท่ีปฏบิ ัติ โดยอาจเขียน ในรูปของสรุปรายงานผล ซ่ึงอาจประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ บทคัดย่อ บทนำ เอกสารที่เกีย่ วข้อง วิธีการ ดำเนินงาน ผลการศกึ ษา สรุปและอภปิ รายผล ข้อเสนอแนะ และตารางทเี่ ก่ยี วขอ้ ง ขนั้ ตอนท่ี 6 การแสดงผลงาน การแสดงผลงานเป็นการดำเนินงานขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงาน และเป็นการ นำเสนอผลการดำเนินงานของโครงงานทั้งหมดให้ผู้อื่นได้ทราบ โดยผลผลิตที่ได้จากการดำเนินโครงงาน ประเภทต่าง ๆ มีลักษณะเป็นเอกสาร รายงาน ชิ้นงาน แบบจำลอง ฯลฯ ตามประเภทของโครงงานท่ีปฏิบัติ ซ่ึงการนำเสนอผลการดำเนินงานสามารถจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ หรือทำเป็นส่ือสิ่งพิมพ์ ส่ือมลั ตมิ เี ดีย และอาจนำเสนอในรูปแบบของการแสดงผลงานดว้ ยวาจา รายงาน การบรรยาย ฯลฯ ข้ันตอนการทำโครงงานสามารถปรับให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติ มคี รูทป่ี รึกษา เปน็ ผู้คอยให้ คำแนะนำ ชว่ ยเหลืออย่างใกล้ชดิ และการดำเนินงานโครงงานควรเนน้ เรอ่ื งของความคิดริเริ่ม สรา้ งสรรค์ ความ รบั ผิดชอบการตัดสนิ ใจ และการปฏบิ ัติ

36 ขนั้ ตอนการทำโครงงานสะเตม็ ศกึ ษา

37 กจิ กรรม คำช้ีแจง ใหผ้ ูเ้ รียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ 1. หลกั การพิจารณาคัดเลอื กหวั ข้อโครงงาน มีอะไรบา้ ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. กระบวนการและขนั้ ตอนในการจัดทำโครงงาน มอี ะไรบา้ ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

38 บทท่ี 5 การสะทอ้ นความคดิ เห็นตอ่ โครงงาน สาระสำคัญ การเรียนรู้รายวิชาโครงงานเพ่ือพฒั นาทักษะการเรียนรู้ เม่ือผเู้ รียนได้เรยี นรู้เร่อื งการดำเนินงานจัดทำ โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้จบแล้ว ข้ันสุดท้ายที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ก็คือการสะท้อนความคิดเห็น ต่อโครงงาน เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงานทท่ี ำได้ และเปน็ การประเมินผลตามสภาพ จริงในการเรียนรู้ ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวัง ผเู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ ความหมาย ความสำคัญของการสะทอ้ นความคดิ เห็นตอ่ โครงงาน และ สามารถสะทอ้ นความคดิ เหน็ ตอ่ โครงงานท่ีจัดทำข้ึน ขอบขา่ ยเนอื้ หา เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสำคญั ของการสะท้อนความคดิ เห็นตอ่ โครงงาน เร่อื งที่ 2 รูปแบบและกระบวนการสะทอ้ นความคิด

39 เรอื่ งท่ี 1 ความหมาย ความสำคัญของการสะท้อนความคดิ เหน็ ตอ่ โครงงาน การสะท้อนคิด (Reflective Thinking) หมายถึง การคิดไตรต่ รองอย่างถ่ถี ้วนในประเดน็ ท่ีกำลงั คิด และมีการเรยี นรู้เก่ียวกับเรื่องน้ันจากการสะทอ้ นทั้งความคิดและความรู้สึก หรือการนำสิ่งท่ไี ด้จากการสะท้อน คิดมาเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นความรู้ ทำให้มีการมองประสบการณ์เดิมหรือ ประสบการณ์ที่คล้ายกัน ในมมุ มองท่ีแตกต่างไปจากในอดีตที่ผ่านมาและนำไปสู่การเปล่ยี นแปลง การรับรู้และมปี ระสบการณ์การเรยี นรู้ อย่างมีความหมาย โดยความรู้หรือมุมมองใหม่ท่ีได้มีความรู้เดิมเป็นพ้ืนฐาน และเกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ เพราะการสะท้อนคิดทำให้เกิดความตระหนัก และมีความเข้าใจในประสบการณ์การสะทอ้ นคิดสามารถเกิดข้ึน ได้โดยการอ่านและการได้หยุดคิด ทบทวนในส่ิงท่ีอ่านเพ่ือทำความเข้าใจในส่ิงที่อ่านมาแล้วนั้น ดังน้ันการฝึก การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ และสะท้อนคิดอย่างมีเป้าหมายจะทา ให้ได้ผลลัพธ์ในเชิงสร้างสรรค์ผู้สะท้อน ความคดิ สามารถสะทอ้ นความคดิ ไปใชไ้ ด้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพมากกว่าการสะทอ้ นความคิดจากส่ิงท่รี ู้แล้ว การสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงาน เป็นการประเมินผลตามสภาพจริง ช่วยส่งเสริมการคิด อย่างมี เหตุมีผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ พินิจพิเคราะห์ ตรึกตรอง ใคร่ครวญอย่างละเอียด และ ช่วยให้มีการประยุกต์ใช้ความรู้แก้ปัญหาในสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน ท้ังภายในห้องเรียน และภายนอกห้องเรียน กอ่ นจะสื่อสารกับผู้อ่นื ช่วยให้เกิดการพฒั นาการเรยี นรู้ของตนเอง ความสำคัญของการสะทอ้ นความคดิ เหน็ ตอ่ โครงงาน มดี งั น้ี 1) สรา้ งความทา้ ทายที่สร้างสรรค์ในการนำเสนอความคดิ ของตนเอง 2) เปดิ โอกาสใหจ้ ับประเดน็ หรอื หวนคดิ ถงึ สิ่งทคี่ ดิ ในรูปแบบทถี่ าวรหรือปรบั เสรมิ ความคิดใหม่ 3) เป็นการพัฒนาความมีระเบยี บและทักษะในการสร้างและจัดลำดับความคิด 4) เปดิ โอกาสในการสังเกตและวเิ คราะห์ความคิดของตนเอง 5) เปิดโอกาสในการส่ือสารความคิดของตนเองกับผู้อ่ืนถึงส่ิงท่ีตนเองเข้าใจ และพัฒนาทักษะ การวิเคราะหแ์ ละสังเคราะหข์ องตนเอง 6) เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้เก่ากับองค์ความรู้ใหม่ และเป็นการเติมเต็มระหว่างทฤษฎี กับการปฏบิ ัติ 7) ช่วยสง่ เสริมให้เป็นนกั คดิ ท่ีดขี ึ้นในการต้ังคำถามและให้เหตผุ ล ซึ่ง การสะท้อนความคิด ผู้สะท้อนความคิดจะต้องหยุดคิดทบทวนสิ่งที่ตนเองทำหรือปฏิบัติ และตอ้ งเชอ่ื มโยงประสบการณห์ รอื เร่อื งราวที่ผา่ นมาของตนเองกบั บคุ คลอื่น

40 เรอ่ื งที่ 2 รูปแบบและกระบวนการสะท้อนความคิด รูปแบบและกระบวนการสะท้อนความคดิ กระบวนการสะท้อนคดิ และกระบวนการเรยี นร้จู ากประสบการณ์ (Experiential Learning) มคี วาม สมั พันธ์กัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้เพราะกระบวนการสะทอ้ นคดิ เป็น ประสบการณ์ท่ีแสดงออกมา ในกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการสะท้อนคิดเป็นวงจรข้ันตอนที่มีรูปแบบพื้นฐานร่วมกัน คือการอธิบาย เกี่ยวกับประสบการณ์หรือเหตุการณ์และความรู้สึกที่ มีต่อประสบการณ์การวิเคราะห์ความสำคัญ ของสถานการณ์และความรู้ใหมท่ ่ไี ด้รับการพัฒนาและเกดิ มมุ มองใหม่ซง่ึ เป็นกลยทุ ธท์ ี่จะนำไปใช้กบั ส่งิ ท่ีจะเกิด ในอนาคตได้ รปู แบบและกระบวนการที่เกย่ี วกับการสะท้อนคดิ และการเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์ มดี งั น้ี รูปแบบและกระบวนการสะท้อนคดิ มี 4 ข้นั ตอน ดังน้ี ข้ันตอนที่ 1 ประสบการณ์จรงิ (Concrete Experience) การลงมอื ทำ การเผชญิ ประสบการณ์ใหมห่ รือพบกับประสบการณ์เดิมอกี คร้งั ข้ันตอนที่ 2 การสงั เกตการณ์การสะทอ้ นคิด (Reflective Observation) คอื การคิด การทบทวนประสบการณ์ใหม่โดยเฉพาะส่ิงทีม่ ีความขัดแย้งระหว่างประสบการณแ์ ละความเขา้ ใจเดิม ขนั้ ตอนท่ี 3 แนวคดิ เชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization) เกิดแนวความคดิ ใหม่ หรอื การปรับเปลีย่ นแนวคดิ เดมิ ที่มอี ยู่ การคิดหรือการเรียนรจู้ ากประสบการณ์ ขนั้ ตอนที่ 4 การทดลองนำไปใช้ (Active Experimentation) การวางแผน และการ นำความรู้ใหม่ที่ได้จากการเรียนรจู้ ากประสบการณ์เดมิ ไปใช้หรอื ลองทำใหม่

41 กิจกรรม คำช้แี จง ให้ผเู้ รยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. จงบอกความสำคญั ของการสะทอ้ นความคิดเห็นต่อโครงงาน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

42 แบบทดสอบหลงั เรยี น จงกากบาท (X) ข้อท่ีถกู ทส่ี ดุ เพียงข้อเดียว 1. โครงงานวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็นกปี่ ระเภท ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 2. การศึกษาวธิ ีการเพาะถั่วงอกจดั เป็นโครงงานประเภทใด ก. โครงงานประเภททฤษฎี ข. โครงงานประเภทสำรวจ ค. โครงงานประเภททดลอง ง. โครงงานประเภทสง่ิ ประดิษฐ์ 3. เคร่ืองปลอกเปลอื กมะพรา้ วจดั เป็นโครงงานประเภทใด ก. โครงงานประเภททฤษฎี ข. โครงงานประเภทสำรวจ ค. โครงงานประเภททดลอง ง. โครงงานประเภทส่ิงประดษิ ฐ์ 4. โครงงานประเภทใดทีม่ ีการกำหนดตวั แปรที่คอ่ นข้างเดน่ ชดั ก. ส่ิงประดิษฐ์ ทฤษฎี ข. สิ่งประดิษฐ์ ทดลอง ค. ทดลอง สำรวจรวบรวมขอ้ มลู ง. สำรวจรวบรวมขอ้ มลู ส่งิ ประดิษฐ์ 5. ทกั ษะใดไมใ่ ช่ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก. การสงั เกต ข. การทดลอง ค. การวางแผน ง. การตั้งสมมติฐาน

43 6. การจัดทำโครงงานทด่ี ี ผู้เรียนต้องทำอย่างไร ก. เปน็ โครงงานท่ีมีครทู ีป่ รกึ ษาเกง่ ๆ ข. เปน็ โครงงานทไ่ี ปดูมาจากโครงงานอนื่ ค. เปน็ โครงงานท่ีสง่ เขา้ ประกวด ไดร้ บั รางวัล ง. เป็นโครงงานทเ่ี ราคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง นำเสนอเองอย่างมรี ปู แบบข้นั ตอน 7. ส่งิ ที่ควรทำเปน็ อันอับแรกในการทำโครงงาน คืออะไร ก. คิดหัวเรือ่ งทีจ่ ะทำ ข. เตรียมสถานที่ที่จะทำโครงงาน ค. ศกึ ษาหาสถานที่ที่จะประกวด ง. สอบถามเรอ่ื งที่จะทำจากครูทป่ี รึกษา 8. ในการจดั นิทรรศการในการแสดงโครงงานน้ันควรคำนึงถึงสิง่ ใดมากทสี่ ดุ ก. ดงึ ดดู ความสนใจผเู้ ข้าชม ข. ใช้ตารางและรูปภาพประกอบโดยจัดวางให้เหมาะสม ค. สง่ิ ประดิษฐ์ควรอยู่ในสภาพท่ีทำงานไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ ง. ความปลอดภยั และความเหมาะสมของเน้ือหาท่ีจดั แสดง 9. ขั้นตอนใดเป็นข้นั ตอนสุดท้ายในการทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ ก. การแสดงผลงาน ข. การเขยี นรายงาน ค. ศึกษาเอกสารท่เี กี่ยวขอ้ ง ง. ข้ันตอนการคดิ หวั ข้องของโครงงาน 10. ข้อใดเป็นการประเมนิ ผลของโครงงานเพ่อื พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ ก. การเขยี นรายงาน ข. การอภิปรายปากเปล่า ค. การจัดแสดงโครงงาน ง. ถูกทกุ ขอ้

44 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น 1. ค 2. ง 3. ค 4. ง 5. ง 6. ง 7. ค 8. ง 9. ก 10. ข เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 1. ง 2. ค 3. ง 4. ข 5. ค 6. ง 7. ก 8. ง 9. ข 10. ง

45 บรรณานุกรม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยภาคเหนอื , สํานักงาน. ค่มู ือการจัดทําโครงงาน. บรษิ ทั ยงสวสั ดอ์ิ นิ เตอรก์ รุฟ จาํ กดั , อบุ ลราชธาน.ี 2552. จํานง หนนู ิล. คูม่ ือเรยี นการพฒั นาและการเขียนโครงงาน. บริษัทสำนกั พมิ พ์บรรณกิจ 1991 จาํ กดั . กรุงเทพมหานคร. พิมพค์ ร้ังที่ 1. 2546. ดร. สนุ ทร โคตรบรรเทา. (2551) หนังสือหลกั การและทฤษฎกี ารบริหารการศึกษา. กรงุ เทพ:ปัญญาชน ดสิ ทริบวิ เตอร.์ รศ. ดร. สนุ ทรโคตรบรรเทา. (2554) . หลกั การและทฤษฏกี ารบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : ปญั ญาชน. สมชาย เทพแสง. (2555). การบริหารและการจัดการการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั กลุ่มเปา้ หมายพเิ ศษ. (2554). หนังสอื สาระทักษะการ เรยี นรรู้ ายวิชาเลือก โครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรียนรู้รหัส ทร02006.กรุงเทพฯ: ศูนย์การศกึ ษา นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั กลุม่ เป้าหมายพเิ ศษ สํานักงานสง่ เสริม การศกึ ษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศยั . สำนักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั , แนวทางการจัดการเรยี นรู้หลักสูตร การศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ กษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. นนทบุรี : บริษัทไทยพบั บลคิ เอด็ ดูเคชัน่ จํากดั , 2553. Benzene. แผนกวชิ าการระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน.บทความการศกึ ษา. 24 มถิ นุ ายน 2564.

46 บรรณานุกรม (ตอ่ ) gotoknow. org/blog/ehealthpath/412404 www. 202. 143. 159. 117/learnsquare/courses/1/Unit17_50. Htm https://sites.google.com/site/wipadadaw2534/kar-khnha-khxmul-xyang-pen-khan-txn http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/know/estat1_5.html https://sites.google.com/site/newteamacc2559/kar-cadkar-khxmul http://www.digitalschool.club/digitalschool/m3/ma3_2/lesson3/content1/more/page1.php

47 ภาคผนวก