ภาษาและ ผศ.ดร.สาราญ ผลดี
ความร้เู บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั วรรณคดไี ทย
ความหมายของวรรณคดี • บทประพนั ธ์อันประกอบดว้ ยศิลปะแห่งการประพันธ์ และมีเน้ือเรื่องอนั มีอานาจดล ให้เกดิ ความร้สู กึ นึกคดิ และอารมณต์ ่างๆ ไม่ใชเ่ รอื่ งทใ่ี หค้ วามร้เู พยี งอย่างเดยี ว • การแสดงความคดิ ออกมาโดยเขียนข้ึนไว้เป็นหนังสือขอ้ เขียนหรอื บททแี่ ตง่ หรอื ประพนั ธข์ ้นึ ท้ังหมด • วรรณคดี แปลตามตวั อกั ษรไดว้ ่า ทางหนงั สอื ดงั น้นั ไม่วา่ จะเป็นหนังสอื อะไร งาน เขยี นแบบใดยอ่ มจดั เป็นวรรณคดที ง้ั สิ้น • วรรณคดี เปน็ งานเขยี นทีแ่ ตง่ ข้นึ ด้วยทักษะทางภาษาของผู้ประพนั ธท์ ถ่ี า่ ยทอดหรือ ส่อื สารอารมณ์ ความรูส้ ึก หรือจนิ ตภาพของตนเองโดยใชภ้ าษาเปน็ เครื่องมอื
ประเภทของวรรณคดีไทย ชวน เพชรแกว้ แบ่งเปน็ 2 ประเภท คือ
ประเภทของวรรณคดไี ทย (ตอ่ ) แบง่ ตามวธิ ีการแต่ง แบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทของวรรณคดไี ทย (ต่อ) 1. วรรณคดที ่ีเกย่ี วกบั ขนบธรรมเนยี มประเพณี เชน่ พระราชพิธีตา่ งๆ หรืองานประพันธ์ทม่ี งุ่ หมาย นาเสนอรายละเอียดของประเพณพี ิธีกรรมตา่ งๆ ที่ เกิดขนึ้ เชน่ พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น คาฉันท์ดุษฎี สงั เวยกล่อมช้าง เป็นต้น
ประเภทของวรรณคดีไทย (ต่อ) 2. วรรณคดที เี่ กย่ี วกบั ประวัตศิ าสตร์ สว่ นใหญ่วรรณคดปี ระเภทนจี้ ะให้เป็น การกล่าวถึงวรี บรุ ุษหรือเทดิ พระเกียรติ พระมหากษัตรยิ ์ เช่น ลลิ ิตยวนพ่าย ลิลติ ตะเลงพา่ ย โคลงยอพระเกียรติ สมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี เปน็ ต้น
ประเภทของวรรณคดีไทย (ตอ่ ) 3.วรรณคดีท่ีเก่ียวกับศาสนา ส่วนใหญเ่ กี่ยวกบั พระธรรมคาสอนทาง พระพทุ ธศาสนา มงุ่ หมายใช้เป็นคาสอนใหค้ น ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในทางท่ีดีงาม เช่น มหาชาติ เวสสันดรชาดก พระปฐมโพธกิ ถา ไตรภมู ิพระ รว่ ง มหาชาตคิ าหลวง เป็นต้น
ประเภทของวรรณคดีไทย (ต่อ) 4.วรรณคดกี ารละครหรือนาฏวรรณคดี ซงึ่ มีอยูจ่ านวนมาก ใช้สาหรบั เป็นบทเพ่อื ร้องเลน่ การละคร ทงั้ ละครใน ละครนอก ละครพูด เชน่ อเิ หนา รามเกยี รติ์ ไกรทอง เปน็ ตน้
ประเภทของวรรณคดีไทย (ตอ่ ) 5.วรรณคดนี ริ าศ ที่เป็นการประพันธถ์ งึ การเดินทางไปยงั ท่ีตา่ งๆ ทีส่ าคัญมกี ารราพึงราพนั ถงึ คนรกั มลี ักษณะ เปรียบเทยี บเปรยี บเปรย แสดงออกถึงอารมณ์ และความร้สู ึกของผเู้ ดนิ ทางของผ้ปู ระพันธ์ เชน่ นิราศเรอื่ งตา่ งๆ ของสุนทรภู่ เพลงยาวต่างๆ เปน็ ต้น
ประเภทของวรรณคดีไทย (ตอ่ ) สิทธา พินิจภวู ดล แบง่ วรรณคดีออกเป็น 2 ประเภทคอื 1. วรรณคดีทัว่ ไป (General Literature) ทห่ี มายถงึ งานเขียนทวั่ ไปที่มีปรากฏเปน็ ลาย ลักษณ์อักษร เชน่ หลกั ศิลาจารกึ บทสวดในคัมภรี ต์ ่างๆ กฎมณเฑยี รบาล หรอื แมแ้ ต่ตาราศลิ ปะ วิทยาการต่างๆ ในอดตี กใ็ ห้จดั เขา้ ไว้ในประเภทวรรณคดที ั่วไปด้วย 2. วรรณคดีท่ีเปน็ วรรณศลิ ป์ (Emotive Literature) เป็นผลงานประพันธท์ ี่นับว่าแตง่ ดี มี ความงดงามในลักษณะของภาษา ใหค้ วามรู้สกึ สะเทอื นอารมณ์ เกดิ จินตนาการ คลอ้ ยตาม ซง่ึ จาเป็นจะตอ้ งใชท้ ักษะด้านการประพนั ธช์ น้ั สงู
คณุ ค่าของวรรณคดไี ทย แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภทกวา้ งๆ คอื • คณุ คา่ ทางสตปิ ัญญา • คณุ คา่ ทางอารมณ์
คณุ ค่าของวรรณคดีไทย • ให้ความรู้ในด้านภาษา เช่น หลักศิลาจารึกท่ีเป็นภาษาที่ใช้ในยุคสุโขทัย ลิลิตยวนพ่านที่เป็นภาษาสมัย อยุธยา เป็นต้น • ให้ความรู้ทางด้านประวตั ศิ าสตร์ ดังเชน่ ลิลิตยวนพ่ายในสมยั กรุงศรีอยุธยา โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระ เจ้ากรงุ ธนบรุ ี เป็นต้น • ให้เข้าใจวัฒนธรรม เช่น อิเหนา ขุนช้างขุนแผน นิราศกวางตุ้ง เป็นต้น วรรณคดีไทยเหล่านี้ มีเนื้อหาที่ให้ ความร้คู วามเขา้ ใจในวิถีแห่งวัฒนธรรมมากมาย • ให้คุณค่าด้านศีลธรรม เชน่ ไตรภูมพิ ระรว่ ง พระปฐมโพธิกถา มหาเวสสันดรชาดก เป็นตน้ • ให้คุณค่าด้านการสอนใจ วรรณคดีไทยจานวนมากต่างก็มีคติสอนใจแฝงอยู่ท้ังในเรื่องราว ตัวละคร หรือ เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้นึ อันเปน็ เจตนาของผปู้ ระพนั ธ์
วรรณกรรมสะทอ้ นชีวติ : สาวเครอื ฟา้
นวนิยายสะทอ้ นชีวติ และสงั คม : ดอกสม้ สที อง
วรรณคดไี ทย สมัยสโุ ขทยั
พัฒนาการของวรรณคดไี ทยสมัยสโุ ขทัย • มลี กั ษณะทีส่ าคัญอยา่ งนอ้ ย 2 ประการคือ เรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณใ์ นทางประวตั ิศาสตร์ วรรณคดที ีเ่ กย่ี วเนอื่ งกบั พระพุทธศาสนา • สว่ นใหญจ่ งึ มีลกั ษณะเปน็ รอ้ ยแกว้ • เนอื้ หาเรือ่ งราวพรรณนาถึงสภาพของสงั คมและบ้านเมืองตง้ั แตแ่ รกสร้างจนถึงความ เจรญิ รุ่งเรอื งในด้านต่างๆ รวมถงึ เร่ืองราวเกย่ี วกับพระพุทธศาสนา เช่น คาสอน คา เทศนา เปน็ ต้น
จารกึ สมยั สโุ ขทยั
ลกั ษณะเนอ้ื หาของวรรณคดีสมยั สโุ ขทัย • วรรณคดีประวตั ศิ าสตร์ เช่น หลกั ศิลา จารึกหลกั ท่ี 2 วัดศรชี ุมที่มีการกลา่ วถึงไว้ เก่ียวกับการร่วมรบของพ่อขุนผาเมืองเจา้ เมอื งราดและพ่อขนุ บางกลางหาวเจ้าเมอื ง บางยางเพอ่ื ขับไล่ขา้ หลวงขอมจนได้รบั ชัย ชนะ เปน็ ตน้
ลกั ษณะเน้อื หาของวรรณคดสี มัยสโุ ขทยั • วรรณคดีเกีย่ วกบั พุทธศาสนา ทอี่ ยู่ในรปู ของคาสอน คาเทศตา่ งๆ เช่น ไตรภูมิพระ ร่วง สภุ าษิตพระรว่ ง เป็นตน้
ลกั ษณะเน้อื หาของวรรณคดีสมัยสโุ ขทยั • วรรคดีสตั ยาธิษฐาน ดงั เชน่ โองการ แชง่ น้าในพระราชพิธศี รสี ัจจปานกาล เพอ่ื ใหข้ า้ ราชการ เจ้าประเทศราชมา ร่วมกันกระทาสตั ยป์ ฏญิ าณว่าจะ ซอ่ื สัตยต์ ่อพระมหากษัตรยิ ์
ลกั ษณะของวรรณคดสี มัยสุโขทัย ลกั ษณะของจุดมงุ่ หมายของการแตง่ 1. เพอ่ื บันทกึ สภาพทัง้ ทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม การปกครอง 2. เพอื่ ใช้เป็นเครื่องมอื ในการอบรมส่งั สอนความเป็นพลเมอื ง 3. เพ่อื ใชเ้ ป็นเครอ่ื งมอื ในการบนั ทึก ยอพระเกยี รติยศของผนู้ า 4. เพ่ือใชเ้ ป็นเครือ่ งมือในการควบคุมความประพฤตขิ องประชาชน
ลกั ษณะของวรรณคดีสมยั สุโขทยั (ตอ่ ) ลกั ษณะของผู้ประพนั ธ์ • นา่ จะเป็นชนช้ันสูง เช่น พระมหากษัตรยิ ์ เจา้ เมอื ง ขุนนางช้ันสงู เปน็ ต้น • มวี รรณคดจี านวนมากทีเ่ ปน็ เร่ืองเกีย่ วกบั ศาสนา • อกี กลุม่ หนง่ึ จึงนา่ จะเป็นผทู้ ี่สนใจหรือมีความร้ทู างดา้ นศาสนา เช่น พราหมณ์ พระสงฆ์ เปน็ ต้น
ลักษณะของวรรณคดสี มยั สโุ ขทยั (ตอ่ ) ลกั ษณะของรูปแบบ • มีร้อยกรองเพยี งเร่อื งเดยี ว นอกนั้นเป็นร้อยแกว้ • ร้อยแก้วสว่ นใหญป่ รากฏเป็นความเรยี งที่มีลกั ษณะเปน็ การบนั ทกึ บรรยายเร่ืองราวหรือ เหตุการณท์ ่ีเกิดข้ึนไวเ้ ป็นหลักฐาน โดยเฉพาะหลักศลิ าจารกึ ทป่ี รากฏเป็นหลักฐานมาจนถึง ปัจจบุ ัน • ร้อยกรอง คือ สภุ าษิตพระร่วง
ลักษณะของวรรณคดีสมยั สโุ ขทัย (ต่อ) ลกั ษณะของการใชภ้ าษา • เมอ่ื พอ่ ขนุ รามคาแหงคิดประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยหรือลายสือไท ขึ้นใช้แล้วกใ็ ช้อักษรน้จี ดจาร ลงบนหลกั ศลิ าจารกึ • ลักษณะของตวั อักษรมคี วามต่างจากอกั ษรของชาตอิ ื่นซึ่งไดจ้ ากอกั ษรอนิ เดยี โบราณ ทั้ง ภาษาขอม ภาษามคธ • รปู อักษรของพอ่ ขนุ รามคาแหงคล้ายตวั หนงั สอื ลงั กา บังคลาเทศ ขอม และเทวนาครี ฯลฯ • ต่อมาอกั ษรไทยของพ่อขนุ รามคาแหงนกี้ ม็ กี ารนาไปใช้อยา่ งกวา้ งขวาง และเดนิ ทางไป พรอ้ มกับพุทธศาสนาลทั ธิลงั กาวงศ์
วรรณคดีที่สาคญั ในสมัยสโุ ขทยั • ศลิ าจารึกหลักที่ 1 • สุภาษติ พระรว่ ง • ไตรภูมพิ ระร่วง
วรรณคดไี ทยสมยั อยธุ ยา
พัฒนาการของวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา แบ่งยคุ ของวรรณคดไี ทยสมยั อยุธยาเป็น 3 ชว่ ง ดงั น้ี • วรรณคดอี ยธุ ยาตอนตน้ นับตัง้ แตส่ มยั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ 1 จนถึงพระอาทติ ยวงศ์ (พ.ศ.1893-2172) • วรรณคดอี ยธุ ยาตอนกลาง นบั ตง้ั แต่สมยั สมเดจ็ พระเจ้าปราสาททอง จนถงึ สมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราช (พ.ศ.2172-2231) ท่เี รียกกนั ว่า เปน็ ยุคทองของวรรณคดีไทยสมยั อยธุ ยา • วรรณคดีอยุธยาตอนปลาย นบั ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเพทราชาจนถงึ สมัยสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวเอกทัศน์ (พ.ศ.2231- 2310) วรรณคดีมคี วามร่งุ เรืองสงู สุดในสมัยสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศ
วรรณคดไี ทยสมยั อยธุ ยาตอนตน้ (พ.ศ.1893-2172)
วรรณคดีทสี่ าคญั สมยั อยุธยาตอนต้น (พ.ศ.1893-2172) มหาชาตคิ าหลวง ลลิ ิตโองการแชง่ นา้ ลิลิตพระลอ
ลลิ ติ พระลอ
วรรณคดีไทยสมยั อยธุ ยาตอนกลาง (พ.ศ.2172-2231) • เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยอยุธยา โดยเฉพาะ อยา่ งยิ่งในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์ • เนือ้ หามคี วามหลากหลาย ทง้ั วถิ คี วามเปน็ อยู่ ประวัติศาสตร์ ความเช่ือ ศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมนียม ประเพณี • รปู แบบ แตง่ เปน็ ร้อยกรอง มที ัง้ ประเภท โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน และรา่ ย
วรรณคดีไทยสมัยอยธุ ยาตอนกลาง (พ.ศ.2172-2231) • จุดมุ่งหมายหลลากหลาย เพือ่ สดุดีวรี บุรษุ หรือพระมหากษัตรยิ ์ เพื่อใชใ้ นการสร้างความบันเทิงเรงิ ใจ ใช้เพอื่ เปน็ แบบเรียน ใชเ้ พ่ือประกอบพิธีกรรม ใช้เป็นเครอื่ งมอื ในการอบรมส่งั สอนประชาชนของตนให้อยู่ ในวิถีทดี่ ีงาม เพอ่ื ประกอบพิธกี รรมทางศาสนา • ในสมัยสมเด็จพระนารายณม์ หาราชทม่ี ีการสร้างสรรคว์ รรณคดี ออกมาจานวนมาก • ภาษาท่ใี ช้ยงั คงมีการใช้บาลสี นั สกฤตปะปนอยู่มาก
• เน้อื หาน้แี บง่ ไดเ้ ปน็ หลายประเภททั้งวรรณคดีที่ใช้ในพธิ ีกรรม เช่น ฉนั ทด์ ษุ ฎสี งั เวยกลอ่ มชา้ งทใ่ี ชใ้ นพิธีกรรมสมโภชช้างสาคัญ วรรณคดีทีส่ ดุดวี ีรบรุ ษุ เช่น โคลงยอพระเกียรตสิ มเด็จพระ นารายณ์ วรรณคดที ม่ี ีเน้อื หามาจากนิทาน เช่น สมุทรโฆษคาฉันท์ เสอื โคคาฉันท์ วรรณคดที ี่มเี นอื้ หาเปน็ การบันทกึ ประวตั ศิ าสตร์ อยา่ ง พงศาวดารฉบบั หลวงประเสริฐอกั ษรนิต์ วรรณคดที อ่ี ยู่ในรปู ของตารา นนั่ กค็ อื จนิ ดามณี ท่มี ไี วส้ าหรับ สอนการอา่ นและการเขียน
วรรณคดสี มยั อยธุ ยาตอนกลางทส่ี าคัญ • สมทุ รโฆษคาฉันท์ • จนิ ดามณี
วรรณคดีไทยสมยั อยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2231-2310) • กวีมคี วามหลายหลายท้ังชายและหญงิ ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชติ คนชั้นสงู และคนชนั้ กลาง • กวคี นสาคัญ ไดแ้ ก่ สมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั บรมโกศ เจา้ ฟา้ ธรรมาธเิ บศร์ เจ้าฟ้าอภยั หลวงศรีปรีชา พระมหานาควดั ท่า ทราย เปน็ ต้น • เนือ้ หายงั คงเนน้ เร่ืองทเี่ กีย่ วกับศาสนา นิทานชาดก การบนั ทกึ ประวัติศาสตร์ กลอนนริ าศตา่ งๆ • รูปแบบการประพนั ธโ์ ดดเด่นทง้ั ประเภท กาพย์ ฉันท์ โคลง และร่าย ท่ีโดดเดน่ เป็นพเิ ศษคอื กาพยห์ อ่ โคลงที่มคี วาม ไพเราะอยา่ งมาก
วรรณคดสี มัยอยุธยาตอนปลายที่สาคญั • พระมาลัยคาหลวง • โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์
ภาพสะท้อนทป่ี รากฏในวรรณคดไี ทยสมัยอยธุ ยา • ถูกใชเ้ ป็นเครื่องมือในการปกครองและค้าจุนอานาจของกษัตริย์ เช่น ลิลิต โองการแชง่ น้า เป็นต้น • มงุ่ สอนในเร่ืองของวิถกี ารดาเนนิ ชวี ติ ทีถ่ ูกตอ้ ง ดีงาม • ถอื เปน็ ตน้ แบบของกวีในสมยั ตอ่ มา ได้ดาเนนิ ทั้งรปู แบบของการประพันธ์และ กลวธิ ีในการเขยี น • สะทอ้ นการผสมกลมกลนื กันของศาสนา พราหมณ์ ศาสนาพทุ ธและความเชอ่ื ทม่ี ี อย่เู ดิม เชน่ ลลิ ิตโองการแช่งนา้ เปน็ ตน้ • ได้รับอิทธิพลจากตา่ งชาตเิ ข้ามาปนด้วย แต่กถ็ ูกปรับเปลย่ี นให้เหมาะสม สอดคลอ้ งกับรสนิยมของคนไทย
ภาพสะทอ้ นที่ปรากฏในวรรณคดีไทยสมยั อยุธยา • ภาพสะท้อนรูปของระบบการเมอื งการปกครองแบบมบรู ณาญาสิทธิราชยอ์ นั มพี ระมหากษัตริยเ์ ป็น ดง่ั สมมตเิ ทพหรอื เป็นเจ้าเหนอื ชวี ติ • สะทอ้ นภาพความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยธุ ยาไวม้ ากมาย • สะทอ้ นภาพความเข้มขน้ ของความเชอื่ และศาสนาของสังคมอยุธยา ท้งั ความเชื่อเรือ่ งผี ศาสนาพทุ ธ ศาสนาพราหมณท์ ่ีผสมปนกนั อยู่
พัฒนาการของวรรณคดีไทยสมยั ธนบุรี ลักษณะสาคญั คอื • เปน็ การปรับปรงุ มาจากเรื่องเดิม • เพียงแค่ 6 เรอื่ ง ทง้ั หมดเป็นร้อยกรอง • เนอื้ เร่อื งสว่ นใหญ่เปน็ การเล่าเร่ือง สดุดี พระมหากษัตรยิ ์ และการสอนใจ • มลี ักษณะเปน็ การเช่ือมตอ่ สบื สอด ลกั ษณะทางวรรณศลิ ปม์ าจากอยธุ ยา รวมถงึ เปน็ รอยเชอ่ื มต่อไปสู่วรรณคดที ่ี เกดิ ขึน้ ในสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทรด์ ้วย
วรรณคดสี มัยธนบรุ ที ีส่ าคญั 1. บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ มี 4 ตอน คือ • ตอนหนุมานเกย้ี วนางวานรนิ • ตอนทศกัณฐ์ต้งั พิธีทรายกรด และปลกุ เสกหอกกบิลพสั ตร์ • ตอนทา้ วมาลวี ราชว่าความ • ตอนพระมงกฎุ ประลองศร
นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน หรอื นริ าศกวางตงุ้ • ผแู้ ตง่ คอื พระยามหานภุ าพ • รูปแบบการแตง่ เปน็ กลอน • ยุคสมยั ปลายรชั สมยั ของสมเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบรุ ี • เน้ือหา บันทกึ ประวัติศาสตร์ความสัมพนั ธ์สยาม และจนี พรรณนาการเดนิ ทางทางทะเลจาก ประสบการณ์ • ลกั ษณะ เปน็ นิราศเรอ่ื งแรกทมี่ ฉี ากเป็นต่างประเทศ • คุณคา่ ของนิราศ มีคณุ ค่าในทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธท์ างการทตู และสะทอ้ นภาพทางสงั คม ทั้งสยามและจนี รวมถึงวฒั นธรรมประเพณี
พฒั นาการของวรรณคดีไทยสมยั รัตนโกสินทร์ • ยังคงมรี ูปแบบของการรับเอาขนบทาง วรรณศิลป์มาใชเ้ ป็นหลักในการสรา้ งสรรค์ • มกี ารปรบั ปรุงแก้ไขเพม่ิ เตมิ บ้างใน บางส่วน และเปล่ยี นแปลงอยา่ งมากในยุค ของสนุ ทรภู่ ท่ีไดม้ ีการคิดค้นกลอนแบบ พิเศษอยา่ งหน่ึงคอื สัมผัสในฉนั ทก์ ็ดกี วา่ อยุธยาในดา้ นเคร่งครดั แบบบังคบั ครุลหุ และสัมผสั • เร่มิ มีการนาเอาวรรณคดีของต่างประเทศ เข้ามาด้วยการแปล เริม่ จากเจา้ พระยา พระคลัง (หน) แปลและเรยี บเรยี งเรอ่ื ง สามกก๊ ราชาธิราช เปน็ ต้น
• วรรณคดชี ว่ งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นับจากรัชกาลที่ 1 จนถงึ ช่วงของ รัชกาลท่ี 4 • สยามเริม่ รับอิทธิพลตะวนั ตก ส่งผล ตอ่ ขนบการสรา้ งสรรคว์ รรคดีของ ไทยให้เปลยี่ นแปลงไป • สมัยรชั กาลที่ 2 คอื ยคุ ทองของ วรรณคดไี ทยสมยั กรุงรตั นโกสินทร์ • วรรณคดีในสมัยตน้ กรงุ รัตนโกสินทร์ ยงั ทาหน้าทเี่ ปน็ กระจกทสี่ ะทอ้ น ภาพความเป็นสงั คมของยคุ สมัยอกี ดว้ ย
วรรณคดที ี่สาคญั ในสมัยต้นกรงุ รตั นโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2398) 1. สามกก๊ ฉบับ เจา้ พระยาพระคลัง (หน) • เรื่องสามก๊กนีเ้ ป็นเพียงนทิ านทผ่ี ู้เฒา่ ผแู้ กเ่ ล่าใหล้ กู หลานฟัง ตอ่ มาสมยั ราชวงศถ์ งั เกดิ การแสดงทีเ่ รียกว่า “งว้ิ ” เกดิ ข้นึ • ผูแ้ ตง่ กล่าวกันวา่ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ทาหน้าทเ่ี ป็นผอู้ านวยการแปล ตามพระ ราชประสงค์ของรชั กาลที่ 1 จงึ ไดช้ ื่อวา่ ฉบบั เจ้าพระยาพระคลัง (หน) • เนื้อหา สามก๊ก เป็นเร่อื งราวเก่ยี วกับพงศาวดารของจนี ทกี่ ลา่ วยอ้ นเวลาไปถึงสมัย ของพระเจ้าเลนเต้ ภายหลงั จากเสดจ็ สวรรคตแล้ว บา้ นเมืองกแ็ ตกออกเป็นสามกก๊ ด้วยความยา่ แย่ในพระราชสานกั จากเหลา่ บรรดาขันทีท่ีมกั ใหญ่ใฝส่ ูง สามก๊กดงั กลา่ ว ประกอบดว้ ย วยุ กก๊ จก๊ ก๊ก และง่อกก๊ ซ่ึงตา่ งก็มีอาณาจกั รเป็นอสิ ระไมข่ ึน้ ตรงต่อกัน แต่ต่อมาเมื่อท้ังสามก๊กตา่ งก็เสือ่ มอานาจลงแล้วแผน่ ดนิ จนี ก็กลับมารวมกนั เป็น อาณาจกั รอกี ครง้ั • รูปแบบ ด้วยรปู แบบการที่เป็นรอ้ ยแก้ว แตง่ ดงามดว้ ยการใชภ้ าษา และเนื้อหาที่ ต่นื เตน้ เรา้ ใจ สนุกสนาน ใหแ้ งค่ ิดและมมุ มองในเรอ่ื งตา่ งๆ มากมาย
2. เสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน • ไดร้ ับการยกย่องจากวรรณคดสี โมสร ให้เป็นยอดของกลอนสภุ าพ • รชั กาลท่ี 2 พระองค์ทรงให้กวีร่วมกนั แตง่ ขนึ ้ เพื่อใช้ในการขบั เสภา • กวี ประกอบดว้ ย รัชกาลท่ี 2 รัชกาลท่ี 3 สนุ ทรภู่ และครูแจ้ง • เป็นเร่ืองราวการชิงรกั หกั สวาทของตวั ละครหลัก 3 ตวั ก็คือ ขนุ ช้าง ขนุ แผน นางพมิ พิลาไลย • ให้ความรเู้ กย่ี วกบั ขนบธรรมเนียม ศลิ ปวัฒนธรรม ประเพณี สะท้อนภาพ วถิ ีความเปน็ อยขู่ องผู้คนในสมยั อยธุ ยา
เสภาเร่อื งขุนชา้ งขุนแผน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106