ก คำนำ ความรมู้ ิเพียงแตม่ ีเฉพาะในห้องเรยี น หากแตม่ ีในทกุ กาลเวลาและสถานท่ี การศกึ ษานอกห้องเรียนจึง จำเป็นต้องมีขึ้น การศึกษาตามรูปแบบสิกขาจาริกที่สาขาวิชาพระพุทธศาสนาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ท้ัง ระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มีลักษณะของการบูรณาการการเรียนรู้พระพุทธศาสนาทั้งใน สายของเถรวาทและมหายานในหลายวิชา หลายประเด็น หลายมุมมอง ทำให้ความรู้ที่ได้รับจากตำรา ใน ห้องเรยี นมลี กั ษณะเชงิ ประจักษ์ยง่ิ ข้นึ การแสวงหาความรู้ในลักษณะของการศึกษานอกสถานที่ของสาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสรุ ินทร์ จึงเป็นหอ้ งเรียนเคลื่อนที่ มกี ารอภปิ รายในขณะเดินทาง โดยท่ี องค์ความรู้จะถูกกำหนดกรอบในคู่มือการเดินทาง ซึ่งในปีการศึกษาที่ผ่านมาก็ได้มีในลักษณะอย่างนี้ สุดท้าย การทัศนศึกษาจงึ ได้องคค์ วามรู้ใหม่เปน็ รางวลั ขอบคุณ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการประสานงานและให้ความร่วมมือ ดำเนินโครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ซึ่งประโยชน์ทางวิชาการท่ีมีต่อนิสิตที่เป็นผลผลิตของมหาวทิ ยาลัย ที่สามารถปรับโลกทัศน์ต่อพระพุทธศาสนา ให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่หลุด กรอบพระธรรมและพระวนิ ัย พระปลดั วัชระ วชริ ญาโณ, ผศ. ผูอ้ ำนวยการ หลักสตู รพุทธศาสตรบณั ฑติ สาขาพระพทุ ธศาสนา
ข สารบัญ เร่ือง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ตอนท่ี ๑ : ขอ้ มลู แหล่งสิกขาจาริก ๑ ๑.๑ พทุ ธศลิ ปะทวารวดี เมืองฟ้าแดดสงยาง ๑ อำเภอกมลาไสย์ จังหวดั กาฬสนิ ธุ์ ๗ ๑.๒ พุทธศลิ ปะทวารวดี วดั พทุ ธมงคล ตำบลคนั ธารราษฎร์ อำเภอกันทรวชิ ยั จังหวดั มหาสารคาม ๙ ๑๔ ๑.๓ พทุ ธศิลปะลา้ นช้าง วดั โพธาราม บา้ นดงบงั ๑๗ อำเภอนาดูน จงั หวัดมหาสารคาม ๑๗ ๑๘ ๑.๔ เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ ง ๑๙ ตอนที่ ๒ : การบรู ณาการายวิชา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ๒๐ ๒๑ ๒.๑ วชิ า พทุ ธศิลปะ (พระครปู รยิ ัตวิ สิ ุทธคิ ณุ ) ๒๒ ๒.๒ วชิ า ศึกษาอสิ ระทางพระพุทธศาสนา (พระปลดั วชั ระ วชิรญาโณ,ผศ.,ดร.) ๒๔ ๒.๓ วชิ า ศกึ ษาอสิ ระทางพระพุทธศาสนา (ผศ.บรรจง โสดาดี) ๒๕ ภาคผนวก ๒๕ - กำหนดการ กิจกรรมสิกขาจาริก - รายช่ือผรู้ ่วม กจิ กรรมสกิ ขาจารกิ - มจร.วทิ ยาเขตสุรินทร์ - การมสี ่วนร่วมของนสิ ิต (งานทร่ี บั ผิดชอบ) - รายนามผ้ใู หค้ วามอปุ ถมั ภ์
๑ ตอนที่ ๑ ข้อมูลแหล่งสกิ ขาจาริก ***** ๑.๑ พุทธศิลปะทวารวดี เมืองฟา้ แดดสงยาง อำเภอกมลาไสย์ จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสนิ ธุ์ ปัจจุบันเหลือแต่ซาก อิฐปนดิน มีคูเมืองสองชั้น มีลกั ษณะเปน็ ท้องน้ำ นอกจากนีย้ งั มี พระธาตุยาคู ผงั เมืองรูปไขแ่ บบทวาราวดี แต่มี ตัวเมืองสองชั้น เชื่อว่าเกิดจากการขยายตัวเมือง มีการขุดพบใบเสมาหินทรายมีลวดลายบ้าง ไม่มีบ้าง ที่ข้ึน ทะเบยี นไว้กับกรมศลิ ปากร ๑๓๐ แผน่ ๑.๑.๑ ทต่ี ้งั และภมู ิศาสตร์ พื้นที่ของเมืองตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มลำน้ำปาว ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ๑๒๐ เมตรจาก ระดับน้ำทะเลปานกลาง ผังเมืองเดิมเป็นรูปไข่แล้วขยายออกมาทางทิศใต้และทิศตะวันออกจนมีรูปร่าง คอ่ นขา้ งเหล่ยี ม กว้าง ๑,๐๐๐ เมตร ยาว ๑,๘๐๐ เมตร มคี ูน้ำคันดินล้อมรอบ ๒ ชัน้ คนั ดนิ สูงราว ๒-๓ เมตร สามารถคาดเดาได้ว่า เมื่อมีการขุดคูล้อมรอบที่ตั้งชุมชน ลำคูคงกลายเป็นที่รับน้ำฝนและน้ำซึ่งไหลจากแหล่ง รบั นำ้ โดยรอบนำมาเกบ็ ไวเ้ พ่อื ให้ใชไ้ ดต้ ลอดปี ๑.๑.๒ ประวัตแิ ละการขุดค้น ชุมชนโบราณแห่งนี้ พบว่ามีการเข้ามาอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ หรือประมาณ ๒,๒๐๐ ปมี าแลว้ ซึ่งนับอยูใ่ นชว่ งก่อนประวัติศาสตรย์ ุคเหล็กตอนปลาย และมีการอยู่อาศัยเรื่อยมาจนถึงพุทธ ศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ซ่ึงเป็นยคุ ท่ีชมุ ชนแห่งนมี้ คี วามเจรญิ รุ่งเรืองสูงสดุ พบรอ่ งรอยการอยู่อาศยั ๕ ระยะ ดงั นี้๑ ๑) สมยั กอ่ นประวัติศาสตร์-ยุคเหลก็ ตอนปลาย (พุทธศตวรรษท่ี ๓-๗) พบร่องรอยการอยู่อาศัยในหลุมขุดคน้ บริเวณโนนเมืองเก่า คอื ภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง บนพื้นครีม ซึ่งเป็นภาชนะที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในบริเวณแอ่ง สกลนครและแอ่งโคราช กำหนดอายอุ ยู่ในราว ๒,๒๐๐ – ๑,๘๐๐ ปมี าแลว้ และยังพบภาชนะท่ีตกแต่งผิวด้วย การทาน้ำโคลนสีแดงด้วย มีการปลงศพด้วยการฝังยาว โดยวางศีรษะให้หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท้งั หมด แตม่ ที ง้ั แบบนอนหงายและนอนตะแคง ไมพ่ บการอทุ ศิ สิ่งของใหศ้ พ นอกจากน้ี ยังพบร่องรอยของกิจกรรมการถลุงเหล็กด้วยเทคนิคโบราณทางทิศตะวันตกเฉยี ง ใต้ของโนนเมืองเก่า และชุมชนในชั้นนี้ยังรู้จักการผลิตเครื่องประดับสำริดประเภทกำไล แหวน ต่างหู ซึ่งจาก หลักฐานที่พบ คือ เบ้าดินที่มีคราบโลหะติดอยู่ และอุปกรณ์การหล่อในรูปของแม่พิมพ์ดินเผา ทำให้ทราบว่า เป็นการผลิตสำริดด้วยเทคนิค กระบวนการผลิตขั้นที่ ๒ (secondary metallurgical operation) ไม่มีการ ถลุงเพื่อสกัดโลหะออกจากแร่ดิบ เพียงแต่นำเอาโลหะที่ผ่านการถลุงแล้วมาหลอมแล้วหล่อให้ได้รูปทรงตาม ต้องการด้วยวิธี lost wax process คือ ใช้ขี้ผึ้งทำแบบขึ้นมาก่อนแล้วเอาดินพอกจากนั้นให้ความร้อนเพื่อให้ ๑ ผาสุก อินทราวุทและคณะ. (๒๕๔๔). รายงานการขุดค้นเมืองโบราณฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัด กาฬสินธ์ุ. สำนักพมิ พ์ สถาบันวิจยั และพฒั นา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
๒ ขี้ผึ้งละลายและไหลออก จากนั้นจึงเอาโลหะหลอมละลายในเบ้าดินเผาเทลงแทนที่ เมื่อแข็งตัวแล้วจึงทุบ แม่พิมพ์ออก กระบวนการผลิตแบบนี้พบในแหล่งโบราณคดียุคโลหะในแอ่งสกลนครและแอ่งโคราชทั่วไป เช่น บ้านเชยี ง บา้ นนาดี เป็นตน้ ๒) สมัยประวตั ศิ าสตร์ตอนต้น (พทุ ธศตวรรษที่ ๗-๑๒) ระยะนี้รู้จักการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้จากเหล็ก ผลิตเครื่องประดับสำริดตลอดจนผลิต ภาชนะดินเผารูปแบบตา่ ง ๆ โดยการข้ึนรปู ด้วยแป้นหมนุ มีการเผาทั้งแบบกลางแจ้งและเผาในเตาดินท่ีควบคุม อณุ หภูมไิ ด้ แตก่ ารเปลย่ี นแปลงท่เี ดน่ ชัดในช่วงนคี้ อื ประเพณีการปลงศพซึ่งเปลยี่ นจากการฝังยาวมาเปน็ การฝัง โดยบรรจกุ ระดุกทั้งโครงหรือโครงกระดูกบางส่วนโดยไม่ผ่านการเผาลงในภาชนะดินเผา การปลงศพแบบน้ีถือ วา่ เปน็ ประเพณที ีแ่ พร่หลายอย่ใู นบรเิ วณล่มุ นำ้ โขง ชี มลู ในชว่ งหัวเล้ยี วประวัติศาสตร์ ๓) สมยั ทวารวดี (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖) เป็นระยะที่มีการอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดเม่ือเทียบกับระยะอื่นๆ มีการประมาณกันไว้วา่ เมือง ฟ้าแดดสงยางในยุคนี้มีประชากรราว ๓,๐๐๐ คนเลยทีเดียว๒ โดยพบเครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับสำริด ประเภทแหวน กำไล ลูกกระพรวน นอกจากนั้นยังพบลูกปัดแกว้ สีเขียวอมฟา้ รวมทง้ั ลูกปดั หนิ อะเกต และหิน คาร์เนเลียน ส่วนภาชนะดินเผาส่วนใหญ่จะเปน็ หม้อมีสัน กาน้ำ (หม้อมีพวย) ตะคัน ตลอดจนได้พบแวดินเผา และเบ้ียดนิ เผาแบบตา่ ง ๆ อาจกลา่ วไดว้ า่ โบราณวตั ถุที่พบในช้ันน้ีเหมือนกับโบราณวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดี ท่พี บในแหล่งโบราณคดสี มยั ทวารวดใี นลุ่มนำ้ เจา้ พระยา-ท่าจีน ซึ่งมอี ายอุ ยใู่ นช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖ ในสมัยนี้ชุมชนเริ่มได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาเช่นเดียวกับเมือง โบราณอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน ซึ่งแพร่เข้ามาจากอินเดยี ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๙-๑๔ (สมัยคุปตะและปาละ) ดัง ปรากฏศาสนสถานที่มีลักษณะร่วมกันคือ เจดยี ์ วิหารและอโุ บสถ ซ่ึงส่วนใหญจ่ ะก่อด้วยอฐิ ขนาดใหญ่ (มีความ ยาว ๒ เท่าของความกว้าง) และไม่สอปูน แผนผังเจดีย์ที่นิยมในสมัยทวารวดีทั้งภาคกลางและอีสาน คือมี แปลนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีบันไดทางขึ้นด้านเดียวหรือ ๔ ด้าน มีการตกแต่งผนังอิฐด้วยการฉาบปูนแล้ว ประดับด้วยประติมากรรมปูนปั้นและดินเผา นอกจากนี้วัฒนธรรมการสร้างปริมากรรมรูปธรรมจักรลอยตัวยงั พบทีเ่ มืองฟา้ แดดสงยางแห่งน้ีดว้ ย อย่างไรก็ตาม ประติมากรรมที่ถือว่าโดดเด่นที่สุดที่พบในชุมชนสมัยทวารวดีในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งไม่ใช่พระพุทธรูปหรือธรรมจักรท่ีนิยมในภาคกลาง คือ ใบเสมา ทั้งแบบที่มีภาพเล่า เรอื่ งและแบบท่ีไม่มี ใบเสามาเหล่านี้อาจใช้ในการปักเขตแดนศาสนสถาน ซ่งึ พบว่ามีจำนวนมากกว่า ๑๔ แห่ง (จำนวนที่ขดุ แตง่ คร้ังแรกในปี ๒๕๑๐-๒๕๑๑) ประติมากรรมในทางพระพุทธศาสนาที่น่าสนใจอีกประเภทคือ พระพิมพ์ดินเผา ซึ่งขุดพบท่ี เมืองโบราณแห่งนี้จำนวน ๗ พิมพ์ด้วยกัน พิมพ์ที่พบมากที่สุด (๘๓ องค์) ซึ่งอาจจะเป็นพิมพ์พื้นเมือง และ แพร่หลายในเขตลุ่มน้ำชี เพราะพบที่เมืองโบราณคันธาระ อำเภอกันทรวิชัยด้วย คือ ปรางค์สมาธิบนฐาน ๒ วฒั นธรรมพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลักษณ์และภมู ปิ ัญญา จงั หวัดกาฬสนิ ธ.ุ์ หนา้ ๔๒-๔๖.
๓ ดอกบัว ส่วนพิมพ์ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์พิเศษของพระพิมพ์ลุ่มน้ำชี คือ ปางธรรมจักร ซึ่งพบเฉพาะที่เมือง โบราณฟ้าแดดสงยางและเมอื งโบราณคันธาระเทา่ นัน้ ไม่ปรากฏในบรเิ วณล่มุ นำ้ เจา้ พระยา นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการจารึกบนพระพิมพ์ดินเผาเมืองฟ้าแดดสงยางดว้ ย ซงึ่ อักษรที่ใช้ จารึกเป็นอักษรสมัยหลังปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔) ภาษามอญโบราณ ด้านบนมีเนื้อหากล่าวถึง พระเจ้า อาทิตย์ ส่วนด้านหลัง เป็นข้อความสั้นๆ กล่าวแต่เพียงสังเขปว่า \"พระพิมพ์องค์นี้ ปิณญะอุปัชฌายาจารย์ ผู้มี คณุ เลือ่ งลอื ไกล\" ซึ่งกอ็ าจแปลความไดว้ ่า พระพมิ พ์องค์น้ี ท่านปณิ ญะอุปัชฌาจารย์ เกจิผมู้ ีช่ือเสียงได้สร้างขึ้น ไวส้ ำหรบั ให้สาธชุ นได้รบั ไปบชู า๓ ๔) สมยั ลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘) ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นต้นไปดูเหมือนว่าชุมชนโบราณแห่งนี้จะเริ่มเปลี่ยน ค่านิยมเกี่ยวกับการปลงศพโดยนิยมการเผาแล้วเก็บอัฐิใส่โกศดินเผาไปฝังไว้ใต้ศาสนสถาน (บริเวณโนนฟ้า แดด) ดังท่ีพบผอบดนิ เผาเคลือบสนี ้ำตาลอมเขียวที่ภายในบรรจอุ ัฐิ ๕) สมยั อยธุ ยา (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙-๒๓) ช่วงนี้เองที่ชุมชนแห่งนี้มีการติดต่อกับชุมชนในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งภาคเหนือของไทยด้วย เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซุ่ย หยวน หมิง ที่เป็นสินค้าสำคัญในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล-ชี และลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ ปรากฏในเมืองโบราณแห่งน้ีด้วย สมัยนี้ยังพบว่ามีการอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น มีการสร้างศาสนสถานแบบ อยุธยาซ้อนทับฐานศาสนสถานแบบทวารวดีเกือบทุกแห่ง ที่เห็นร่องรอยเด่นชัดที่สุดในปัจจุบัน คือ ฐานล่าง ของพระธาตุยาคู ซึ่งเป็นศิลปะสมัยทวารวดีที่มีเจดีย์เป็นแบบศิลปะสมัยอยุธยาสร้างซ้อนทับและมีการ บูรณปฏสิ งั ขรณส์ บื ตอ่ มาจนถึงสมัยรตั นโกสินทร์ ๑.๑.๓ ธุง การจัดงานวันวิสาขปุรณมีบูชา งานประจำปีที่จัดขึ้นถวาย “ธุง” เป็นพุทธบูชาองค์พระธาตุเพื่อความ เปน็ สริ มิ งคล คำว่า “ธงุ ” ก็คอื “ตุง” ในภาษาเหนือ คน สปป.ลาว เรยี ก “ทง” หรือ “ทงุ ” ส่วนภาคกลางเรยี ก “ธง” เป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมสำคัญของคนอีสาน เชื่อกันว่าสามารถป้องกันสิ่งเลวร้ายหรือสิ่งไม่ดี ภูตผี วญิ ญาณตา่ ง ๆ ทจี่ ะมารบกวนงานบุญ และยังเปน็ การบอกกลา่ วบวงสรวงเทพยดาในพ้ืนที่ วา่ มีการทำบุญและ มพี ิธีการสำคญั ใหม้ าช่วยปกป้องคมุ้ ครอง ดร.เกสร อธิบายเสริมว่า สำหรับ “ธุง” ที่นำมาถวายบูชามีทั้ง ๔ เหลี่ยม ๖ เหลี่ยม ๘ เหลี่ยม มี ความหมายว่า ๔ เหลี่ยมหมายถึงอริยสัจสี่ ส่วน ๖ เหลี่ยมจะเป็นทิศทั้งหกที่ควรบูชา และ ๘ เหลี่ยมคือมรรค แปด ทุกอยา่ งลว้ นอิงเข้ากับพุทธศาสนา ๓ ฐานข้อมลู จารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวทิ ยาสริ ินธร (องคก์ ารมหาชน). สบื คน้ เมอื่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖.
๔ ภาพท่ี ๑ การถวายธุง เปน็ พุทธบชู าท่พี ระธาตุยาคู เมื่อวันวสิ าขปรุ ณมบี ชู า ที่เพ่ิงผา่ นมา ภาพที่ ๒ ธุง เครือ่ งประกอบพธิ ีกรรมสำคญั ของคนอสี าน ๑.๑.๔ กมลาไสย “กมลาไสย” เป็นชือ่ อำเภอหนึง่ ในกาฬสินธ์ุ ขณะเดียวกันก็เป็นบ้านเกิดของราษฎรด้วยหลายคนอาจ ยังไม่รู้ว่าอำเภอแห่งนี้ในอดีตเป็นเมืองโบราณ “ฟ้าแดดสงยาง” ยุคทวารวดี มีอายุกว่า ๑,๔๐๐ ปีล่วงมาแลว้ คนพื้นบ้านมักเรียกกันอีกชื่อว่า “บ้านเสมา” หลักฐานกำแพงเมืองและคูน้ำสองชั้น ผังเมืองที่เป็นวงรี ยัง ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ฉายภาพให้เห็นคร่าวๆ กาฬสินธุ์ไม่ได้แห้งแล้งอย่างอีสานใต้ทั่วไปแม้จะอยู่ภาค เดียวกนั แต่มคี วามอุดมสมบรู ณ์จากแมน่ ำ้ ลำปาว ซำ้ ยงั มบี งึ หนองนำ้ ธรรมชาติหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วไป ทรัพยากรธรรมชาติท่สี ำคัญคือเกลือสินเธาว์ และไม้เน้อื แข็งจำพวกไม้เต็ง รัง ตะแบก และยางนา อัน ที่จริงมีร่องรอยการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย กระทั่งเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในสมัยทวารวดี มีการพบร่องรอยโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ ตั้งแต่ใบเสมาหินสลักภาพพุทธประวัติ, พระพิมพ์จารึกอักษร, เศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ดังนั้น เมืองแห่งนี้จึงอยู่ในลิสต์ ไม่ควร พลาด!! ในการไปเยอื น ๑.๑.๕ พระธาตุยาคู “พระธาตุยาคู” นี้ แต่เดิมเรียกว่า “พระธาตุใหญ่” เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาโบราณสถานใน เมอื งฟา้ แดดสงยาง (ฟ้าแดดสงู ยาง กเ็ รยี ก) เป็นเจดยี ์ท่มี ีศิลปะสมัยทวารวดี ก่อนการขุดแต่งของกรมศิลปากร พบว่า ก่อนจะถึงองค์เจดีย์มีฐานเดิมลึกลงไปจากสถูปปัจจุบัน ๑ ชั้น ก่อด้วยอิฐมีผังคล้ายรูปกากบาท ย่อมุม
๕ ต่อจากองค์ระฆังขึ้นไปเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ มีเพียงองค์ระฆังเท่านั้นที่ยังเป็นของดั้งเดิมอยู่ กรมศิลปากร เข้ามาขุดค้นพบใบเสมาหินทรายปักอยู่รอบองค์พระธาตุ ในสภาพที่มีทั้งสมบูรณ์และแตกหัก ลวดลายบนใบ เสมาเป็นภาพเกี่ยวกับชาดกและพุทธประวัติ รวมทั้งหมด ๑๓๑ ใบ นอกจากนี้ ยังพบซากกองอิฐเจดีย์รายอยู่ ๖ องค์ ปัจจุบันใบเสมาบางส่วนนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น และที่วัดโพธิ์ชัยเสมารามในตัว อำเภอกมลาไสย การขดุ ค้นพบใบเสมาจำนวนมากในบรเิ วณน้ี จึงอนุมานได้ว่าไม่ใชเ่ พียงเก็บอัฐิของพระผู้ใหญ่ เท่านั้น แต่เป็นการสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมืองฟ้าแดดสงยางจึงนับเป็นแหล่ง เสมาหินใหญ่ทส่ี ำคญั ทสี่ ดุ ในภาคอสี าน ปราชญ์ชาวบ้านอาจารย์ ดร.เกสร แสนศักดิ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวโจดดงลิงวิทยา ท่ี ปรึกษาวัฒนธรรม จังหวัดกาฬสินธุ์ อธิบายว่าพระธาตุใหญ่ หรือพระธาตุญาคู-ญาซา (คำอีสาน) เป็น โบราณสถานของเมืองฟ้าแดดสงยาง คาดวา่ สร้างในสมยั ทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ชาวบ้านเช่ือกัน ว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน “…คำว่า ญาคู หมายถึงพระผู้ใหญ่ ญา คือยิ่งใหญ่ เพราะฉะน้ัน ญาค-ู ญาซา หมายถึงพระผ้ทู ่ีปฏิบัติดปี ฏบิ ตั ิชอบ เปน็ ผหู้ ลกั ผู้ใหญ่” ภาพท่ี ๓-๕ พระธาตุยาคู โบราณสถานสมยั ทวารวดี แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง ภาพท่ี ๖ ใบเสมาหนิ ทรายบริเวณพระธาตุยาคู อยู่ในยุคทวารวดี สลกั ภาพทศชาติชาดก
๖ ภาพท่ี ๗ เจดีย์รายบริเวณเมืองฟ้าแดดสงยาง อายุกวา่ ๑,๐๐๐ ปีแล้ว ภาพที่ ๘ พระเจ้าใหญ่ พระพุทธรูปศกั ด์ิสทิ ธ์คิ ่เู มอื งกมลาไสย ภาพที่ ๙ ภายในพิพิธภัณฑ์สริ นิ ธร อลังการงานสรา้ งมาก รวบรวมเรื่องของไดโนเสาร์ไว้อย่างสมบรู ณ์ ภาพที่ ๑๐ ระพุทธรูปขนาดมโหฬาร ภายในวดั ภูค่าว
๗ ๑.๒ พทุ ธศิลปะทวารวดี วัดพุทธมงคล ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกนั ทรวิชัย จังหวดั มหาสารคาม ๑.๒.๑ ประวตั ิความเปน็ มา วัดพุทธมงคล อยู่ที่บ้านสระ ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกันทรวิชัย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมงคล พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมอื งของอำเภอกันทรวิชัย เป็นพระพุทธรูปหินทราย ศิลปทวาราวดี สูงประมาณ ๔ เมตร เดมิ อยใู่ นสภาพชำรุด ต่อมาเมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ทำการตอ่ เติมให้สมบูรณ์ และไดข้ ้นึ ทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ สำคญั ของชาติ เมอื่ ๘ มนี าคม ๒๔๗๘ ปัจจบุ ันพระพุทธมงคลไดป้ ระดิษฐานอย่ทู ีล่ านโพธิของวดั รอบลานโพธิ มีใบเสมาหินสมัยทวาราวดีปักล้อมอยู่สองชั้นทั้งแปดทิศ ลักษณะใบเสมาเป็นแผ่นเรียบแบน และแบบแท่ง เหลยี่ ม ภาพท่ี ๑๑ ภาพแนวนอน (Panorama) วดั พทุ ธมงคล ๑.๒.๒ ทตี่ ัง้ พระพุทธรปู ยืนมงคลต้ังอยูท่ ี่ วดั พทุ ธมงคล ตำบลคันธารราษฎร์ อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคามห่างจาก ตัวเมืองประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ที่ตั้ง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอ กนั ทรวชิ ัย จงั หวัด มหาสารคาม รหสั ไปรษณีย์ ๔๔๑๔๐ อธบิ ายการเดนิ ทาง การเดนิ ทางโดยรถยนต์ : ไปตาม เสน้ ทางมหาสารคาม-อำเภอกันทรวิชัย–กาฬสินธ์ุ วัดพุทธมงคล และพระพุทธรูปยืนมงคล จะอยู่ขวามือถ้าเรา มุ่งหน้าไปกาฬสินธุ์ จะอยู่ก่อนถึงอำเภอกันทรวิชัย และเมื่อเดินทางโดยใช้เส้นทางเดิม เข้าอำเภอกันทรวิชัย พระพุทธรูปมิ่งเมือง หรือพระพุทธรูปสุวรรณมาลี และวัดสุวรรณาวาส จะอยู่ซ้ายมือ ใกล้ตลาดอำเภอกันทร วิชยั ภาพที่ ๑๒-๑๔ พระพุทธรูปยนื มงคล ๑.๒.๓ รายละเอียดพระพุทธรปู ยนื มงคล เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีสร้างขึ้นด้วยหินทรายแดง เหมือนพระพุทธรูปมิ่งเมือง พระพุทธรูปท้ัง สององค์นี้สร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน คือ เมื่ออำเภอกันทรวิชัยฝนแล้ง ผู้ชายสร้างพระพุทธรูปมิ่งเมือง ผู้หญิง
๘ สร้างพระพุทธรูปยืนมงคล เสรจ็ พร้อมกนั แล้วทำการฉลองยางมโหฬาร ปรากฏว่าตั้งแต่ได้สร้างพระพุทธรูปท้ัง ๒ องคแ์ ลว้ ฝนก็ตกตอ้ งตามฤดกู าล ทำใหเ้ กิดความอุดมสมบูรณแ์ ก่ทอ้ งท่นี ้ีเป็นอันมากพระพุทธรูปยนื มงคล๔ พระพุทธรูปมิ่งเมือง วัดพุทธมงคล บ้านสระ หมู่ ๒ ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัด มหาสารคาม และพระพุทธรูปยืนมงคล วัดสุวรรณาวาส บ้านโคกพระ ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย มหาสารคาม พระพุทธรูปมิ่งเมือง หรือ พระพุทธรูปสุวรรณมาลี และพระพุทธรูปยืนมงคล มีพุทธลักษณะเห มืนกันทุกประการ คือ เป็นพระพุทธรูปประทับยนื แสดงปางปรางสรงน้ำ พระหัตถ์ซ้ายหอ้ ยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นลูบที่พระอุทร มีความสูงตลอดองค์ประมาณ ๘ ศอก หรือประมาณ ๔ เมตร กว้าง ๒ ศอก วสั ดุท่ีใช้สรา้ งเป็นหนิ ทรายสีแดง ศิลปะทวาราวดี พระพุทธรปู ทั้ง ๒ องค์นี้ สืบประวัติอา้ งอิงไดจ้ ากหลกั ฐานคือ ใบเสมาที่ฝงั อยู่ใกลอ้ งค์พระ เขียนเป็นภาษาขอมว่า สร้างปีฮวดสง่า พุทธศักราช ๑๓๙๙ ปัจจุบนั ยังมีตวั อักษร ปรากฏทใ่ี บเสมาแต่เลอะเลอื นมากแล้ว สว่ นตำนานคำบอกเลา่ ถงึ พระพทุ ธรปู ไดค้ วามว่า \"...เดิมบริเวณที่พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่นี้เป็นเมืองเก่าชื่อ** คันธาร์ธิราช ของ ชาวขอม เจา้ เมืององค์สุดท้ายช่ือ ทา้ วลินทอง หรอื สิงห์โตดำ ท้าวสงิ โตดำมนี ิสัยโหดร้ายและ ได้แย่งราชสมบัติจากพระบิดาโดยจับขังและมิให้เสวยจนสิ้นพระชนม์ จากนั้นรับสั่งให้ปลง พระชนม์พระมารดาที่พยายามแอบนำอาหารไปให้ ภายหลังเมื่อได้ครองเมืองแล้ว ท้าวสิงโต ดำเกิดมีแต่ความร้อนรุ่มกระวนกระวาย โหรจึงทูลแนะนำให้สร้างพระพุทธรูปเพื่อล้างบาป ท้าวสิงโตดำจึงได้ทรงสร้างพระพุทธรูปยืน ๒ องค์ องค์หนึ่งอยู่กลางเมืองเพื่อระลึกถึงพระ บิดา และอีกองค์หนึ่งอยู่นอกเมืองเพื่อระลึกถึงพระมารดา เมื่อพระเจ้าสิงโตดำสิ้นพระชนม์ ชาวเมืองได้นำไปฝังที่ป่านอกเมืองและสร้างพระนอนเหนือหลุมฝังพระศพ ปัจจุบันเรียกว่า\" ดอนพระนอน \" กล่าวกันว่าผู้ใดพบเห็นพระนอนองค์นี้จะประสบโชคร้าย แต่ปัจจุบันนี้ไม่ ปรากฏวา่ มผี ใู้ ดพบเห็นพระนอนองค์นแ้ี ลว้ ...\" กล่าวกันว่า พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่กลางเมือง คือ พระพุทธรูปมิ่งเมือง วัดพุทธมงคล และอีก องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่นอกเมือง คือ พระพุทธรูปยืนมงคล วัดสุวรรณาวาส น่ันเองชาวบ้านในพื้นที่และ บริเวณใกลเ้ คยี งเช่ือว่าพระพทุ ธรูปท้ัง ๒ องคน์ มี้ ีความศักดสิ์ ิทธ์ิมาก โดยตา่ งให้ความเคารพนับถือ และมีความ ศรทั ธาวา่ สามารถดลบนั ดาลให้ฝนฟา้ ตกตอ้ งตามฤดูกาลได้๕ ๔ ส ำ น ั ก ว ั ฒ น ธ ร ร ม ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ข อ น แ ก ่ น , ว ั ด พ ุ ท ธ ม ง ค ล , [อ อ น ไ ล น ์ ] , แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า : https://cac.kku.ac.th/esanart/๑ ๙ %๒ ๐ Province/Maha%๒ ๐ Sarakham/PuthaMongKal/MS%๒ ๐ PuthaMongKal.html [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๖]. ๕ อ น ั น ต ์ ช า ต ร ี บ ุ ญ , ว ั ด พ ุ ท ธ ม ง ค ล จ ั ง ห ว ั ด ม ห า ส า ร ค า ม , [อ อ น ไ ล น ์ ] , แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า : https://th.trip.com/moments/detail/maha-sarakham-province-๑๔๔๕๖๙๐-๑๑๕๕๙๒๒๐?locale=th-TH [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๖].
๙ ๑.๓ พทุ ธศิลปะลา้ นช้าง วัดโพธาราม บ้านดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม๖ ๑.๓.๑ ประวัตคิ วามเปน็ มา เปน็ วัดเกา่ แกส่ รา้ งข้นึ ตัง้ แตส่ มัยรชั กาลที่ ๓ โดยชาวลาวที่อพยพมาจากเวยี งจันท์ บ้านดงบัง ตงั้ อยู่บน โพนสูงล้อมรอบด้วยป่าไม้หนาทบึ จงึ ชือ่ ว่า “ดงบัง” ประชากรเป็นชาวไทยลาว ตั้งบ้านครัง้ แรกท่ีบ้านเก่าน้อย โดยตัง้ พรอ้ มกบั บา้ นตาบางเขต อ.ปทุมรตั ต์ บริเวณทีต่ งั้ บ้านดงบัง สนั นิษฐานว่า เหน็ เมืองของเก่า เน่ืองจากมี คูน้ำล้อมรอบ มีแท่งศิลาแลงและขุดวัตถุโบราณ กระปุกรูปช้าง และโครงกระดูกจำนวนมาก แต่เดิมมีหอไตร และโบสถ์เก่าสร้างอยู่กลางน้ำเป็นอุทกฺกขเขปสีมา (หรือที่เรียกกันโดยภาษาพื้นถิ่นว่า “สิมน้ำ”) อยู่ทางทิศ เหนือของโบสถ์หลังปัจจุบัน ซึ่งเมื่อชำรุดแล้วจึงได้สร้างสิมบกขึ้น โดยพระครูจันดี เจ้าอาวาสองค์ที่ ๔ เป็น ผอู้ อกแบบเดิมมชี ่ือว่า “วดั โพธิ์ทอง” มาเปลยี่ นเปน็ “วดั โพธาราม” เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๕ ภาพท่ี ๑๕ ภาพแนวนอน (Panorama) วัดโพธาราม ๑.๓.๒ ที่ต้งั บา้ นดงบงั อำเภอนาดนู จังหวดั มหาสารคาม ภาพที่ ๑๖ สิม วัดโพธาราม ๑.๓.๓ รูปแบบสิม ,วัสดุและโครงสร้าง เปน็ สถาปตั ยกรรมแบบพน้ื บ้านอีสาน ฐานสมิ ยกสงู ต้งั อย่บู นฐานประทักษิณซงึ่ บกสูงอยู่โดยรอบมีเสา นางเรยี งรองรบั ชายคาปีกนกตลอด หลงั คาเปน็ เครือ่ งไมม้ ุงกระเบอ้ื งไม้ (แด่เดิม) มลี ำยอง หางหงส์เป็นหัวนาค มีโหง และช่อฟ้า อยู่กลางสันหลังคา เป็นไม้แกะสลักแบบศิลปกรรมอีสานพื้นบ้านที่สวยงามมาก ผนังก่อทึบ ตลอด เจาะช่องหน้าต่างขา้ งละ ๒ ช่อง เพื่อต้องการแสงสวา่ งโดยไมท่ ำเป็น บานปิดเปิด พระประธานใช้ พระ ไม้ ทีแ่ กะสลักอยา่ งสวยงามตามฝีมือช่างพื้นถ่นิ ซ่ึงให้เอกลกั ษณ์ทางพุทธศิลป์อย่างเต็มเป่ียม ส่วนเพิงด้านหน้า นั้นน่าจะทำขึ้นภายหลังเพื่อป้องกันฝนไม่ให้ทำลายตัวนาคที่เฝ้าบันไดท้ังคู่ ซึ่งนับเป็นงานประติมากรรมที่มี ๖ สำนกั วัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , วัดโพธาราม, [ออนไลน]์ , แหล่งท่มี า : https://cac.kku.ac.th/esanart/ ๑๙%๒๐Province/Maha%๒๐Sarakham/PuthaMongKal/MS%๒๐PuthaMongKal.html [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๖].
๑๐ คณุ คา่ สูงเชน่ เดยี วกนั มีฮูปแต้มทง้ั ภายในและภายนอกช่างเขยี นคือ อาจารยซ์ าลาย และนายสงิ ห์ เป็นชาวบ้าน ดงบังทั้งคู่ เขียนสีฝุ่นผสมกาวไม่มีรองพื้น ใช้สีของพื้นผนังสิมเป็นสีพืน้ ของฮูปแต้ม สีที่ใช้มีสีฟ้า เขียว แดง ดำ ขาว วรรณะสีส่วนรวมเปน็ สีอ่อนไม่ฉูดฉาด ภาพที่ต้องการเนน้ ให้เป็นจุดเดน่ สะดุดตา จะเขียนสีตรงข้ามตัดกัน เช่น สคี รามตัดเส้นด้วยสีน้าตาล สม้ และดำ เป็นต้น เนอ้ื หาเปน็ เร่ืองพระเวสสนั ดร พระพุทธประวัต พระป่าเล ไลยก์ รามสรู -เมขลา และเร่อื งสังข์ศลิ ป์ชยั นอกจากนยี้ ังสะท้อนใหเ้ ห็นเหตกุ ารณใ์ นอดีต อาทเิ ชน่ การแต่งกาย การไว้ผม สภาพสังคม การทำบุญ ความเป็นอยู่ประจำวัน การเลี้ยงดูบุตร การประกอบอาชีพการค้าขาย การ ล่าสัตว์ ขับร้องฟ้อนรำ เป็นต้น นับเป็นแหล่งทีใ่ หท้ ัง้ ความงามและความรู้สกึ เก่ียวกับวิถีชีวิตผู้คนอีสานในอดตี อย่างดยี ่ิง โครงสร้างและวัสดุ : เป็นอาคารก่ออิฐสอดนิ ฉาบปูนพื้นเมือง (ปะทาย) เครื่องบนหลังคาใชโ้ ครงสร้าง ไม้ท้งั หมด เดมิ ทีมุงกระเบื้องไม้ (แป้นเกล็ด) แล้วมาเปล่ยี นเปน็ ทสี่ ุดเชน่ ปจั จบุ นั สว่ นปกี นกย่นื แบนรานทำเป็น ๒ ชั้น มีเสาไม้รับตลอด มีประโยชน์ใช้ป้องกันฝนสาดฮูปแต้มได้เต็มที่ เพิ่งได้รับการบูรณะ จากกรมศิลปากร ทั้งตัวอาคารและจิตรกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว โครงสร้างและวัสดุของสิมหลังนี้จึงสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีก นานทเี ดยี ว ทั้งน้ีต้องให้ทางวดั คอยสอดสอ่ งดแู ลอยู่อยา่ งสม่ำเสมอดว้ ยอกี ทางหนึ่ง รายละเอยี ดสว่ นประดับมีดงั น้ี ๑. โหง่ ไม้แกะสลักช่างพนื้ บัาน ทำอกใหญ่ เเละยอดโคง้ มีตุ้มกลมท่ปี ลายยอด ๒. ลำยองที่หน้าบัน สลักไม้เป็นตัวนาคเลื้อยสะดุ้ง ๕ ชั้น มีเกล็ดนาค หางหงส์ ชำรุดหลุด หายไปแลว้ ๓. ทสี่ นั หลังคาปัน้ ปนู เป็นหวั พญานาค ๔. ช่อฟา้ ไมแ้ กะสลักเป็นยอด ๓ ชน้ั ๕. ทางเข้าสิมมีพญานาคปั้นปูนสองข้าง มีสัดส่วนที่งดงามแบบอีสาน ประตู เเละ หน้าต่าง นั้นช่างทำเรียบง่ายไมม่ กี ารแกะสลักแต่อยา่ งใด
๑๑ สิม วดั โพธาราม มรี ปู ลกั ษณข์ องโครงสร้างตัวอาคารเดน่ กว่าสมิ อีสานพ้ืนบ้านโดยทว่ั ไปท่พี บเห็นกันใน อีสาน ที่เห็นแปลกตาออกไป คือ สิมแห่งนี้มีฐานที่รองรับเสานางเรียงสูงกว่าสิมหลังอื่น ๆ ฐานรองรับเสานาง เรียงจะมีบัวหงาย เส้นลวดลายทอ้ งไม้และบัวคว่ำ มีลักษณะเหมือนกับเป็นฐานรองรับตัวอาคาร โดยปกติแล้ว ฐานที่รองรับฐานตัวอาคารหากว่ายกสูงขึ้นกว่าพื้นดินเพื่อกันน้ำท่วมหรือเพิ่มความงามก็จะสร้างแต่เพียงฐาน หน้ากระดานที่ไม่สูงนัก รวมแล้วสิมหลังนี้จะมีส่วนประกอบของฐานถึง ๒ ชั้น หนึ่งคือฐานของตัวอาคารสิม สองคือฐานรับเสานางเรียงบันได ๑๑ ขั้น จึงเป็นผลให้เกิดความงามทางด้านสุนทรียะทางตัวอาคารสิมเกิด ความเดน่ สง่างามกวา่ สิมหลังอ่ืน ๆ ทมี่ ีความสูงเหนือจากพื้นดินไม่มากนัก ภาพที่ ๑๗ ภายในสิม วัดโพธาราม ๑.๓.๔ ฮปู แต้ม (จติ รกรรมฝาผนงั อสี าน) ฮปู แต้ม วัดโพธาราม ปรากฎอย่บู นพืน้ ผนงั ทง้ั ภายในและภายนอก เตม็ ระนาบของพ้ืนผนังทุกด้านพื้น ผนังที่รองรับฮูปแต้มเป็นการเตรียมขึ้นแบบธรรมดา ไม่มีการล้วงพื้นเหมือนภาพเขียนที่พบเห็นกันในอีสวน โดยเฉพาะแถบอีสานกลาง สุนทรียภาพที่เกิดจากฮูปแต้มจากวัดโพธารามเห็นได้จากลายเส้น และการวาง องคป์ ระกอบศิลป์อยา่ งเรยี บงา่ ย องค์ประกอบภาพทั้งหมดจะอยู่เหนือขอบหน้าต่างด้านรีของตัวอาคาร สูงจากพื้นสิม ๑ เมตร ๗๐ เซนติเมตร มีขอบลายหน้ากระดานเปน็ ภรอบภาพ เฉพาะส่วนล่างขององค์ประกอบภาพ มีลักษณะคล้ายแผ่น ผ้าพระเวสที่น่ามาประดบั บนฝาผนังทกุ ด้าน ช่างแต้มเขียนภาพให้เกิดความวิจิตรตามกำลังความสามารถและ ความคิดของพุทธศาสนิกชนที่อยู่หา่ งไกลจากสังคมเมือง ฮูปแต้มบนผนงั ดา้ นรแี บ่งออกเปน็ ๓ หอ้ งภาพ แต่ละ ห้องคนั ดวั ยเสาไม้ เสาไม้ ๒ เสาเปรียบเหมือนสนิ เทาค่นั หอ้ งภาพท้งั ๓ ภาพท่ี ๑๘ ฮูปแต้ม บรเิ วณประตูทางเขา้ สิม วดั โพธาราม
๑๒ เรอ่ื งราวท่ปี รากฏเปน็ ฮปู แต้มคอื พทุ ธประวตั ิ ช่างแต้มคดั เฉพาะตอนทม่ี ีความสำคัญมาถ่ายทอดให้เกิด เป็นรูปธรรม โดยวางเนื้อหาสาระของภาพแต่ละตอนให้ตอ่ เน่ืองกัน เพื่อโน้มนำให้ผชู้ มเกิดอารมณ์ร่วมที่จะก้าว สู่คุณค่าของคุณธรรม ฉากที่เด่นที่สุดได้แก่ภาพตอนถวายพระเพลิง ช่างแต้มมีความรู้สึกว่า พระพุทธเจ้าน้ัน มิได้อยู่ใกล้เกินคนธรรมดาสามัญจะเอื้อมถึง สังเกตได้จากภาพลักษณะโครงสร้างของพระเมรมุ าศนั้นเป็นส่งิ ท่ี สามารถเห็นได้ในสภาพจรงิ คือมรี ูปรา่ ง ลักษณะของรปู แบบท่ีทง้ั ชาวบ้านและชาววดั ของอีสานร่วมกันสร้างให้ พระเถระผู้ใหญ่เมื่อมรณภาพมีจุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเขียนภาพ การห่มผ้าอังสะทั้งภาพของ พระพุทธเจ้าและพระสาวก ภาพพระภิกษุที่หันหน้าไปทางขวาคือหันเข้าสู่พระประธานผ้าคลุมไหล่จะอยู่ ทางดา้ นซา้ ยมือ ซึง่ เปน็ ส่ิงผิดปกตวิ ิสยั การครองผ้าของสงฆ์ หากวา่ หันหนา้ ไปทางซ้ายจะคลมุ ไหล่ขวานั้นแสดง ว่าเป็นความตั้งใจของช่างแต้มเพื่อให้องค์ประกอบภาพแต่ละตอนเกิดความเป็นเอกภาพเกิดความประสาน กลมกลืนมากกว่าปกติ ๑.๓.๕ สี ได้แก่ สีเทาคราม คราม ขาว ดินแดง เขียว ปริมณฑลสีส่วนรวมผนังด้านรีขวามือพระประธานมี บรรยากาศเป็นสีน้ำตาลเหลือง สีที่เด่นมากคือสีดินแดงผสมเหลืองอันเป็นสีที่ใช้เป็นสบงจีวรของพระพุทธเจา้ รวมถึงพระสาวกซึ่งมีอยู่แทบจะทุกฉากทุกองค์ประกอบภาพ การระบายสีช่างแต้มพยายามระบายให้เกิดมี น้ำหนกั อ่อนแกแ่ ลว้ ตัดเส้นด้วยสีทมี่ ีนำ้ หนกั เขม้ มิไดใ้ ชส้ ีดำ พระพักตร์และพระวรกายจะเป็นสีขาว แล้วตัดเส้น ด้วยสีเหลืองนวล ผนงั ด้านรีขวามอื องค์พระประธาน เปน็ ภาพเวสสนั ดร โดยเน้นดอนทานกัณฑ์ ตวั เอกของเร่ืองคือชูชก ชา่ งแต้มจะเนน้ ขนาดของชชู กใหโ้ ตเดน่ และรูปร่างที่อปั ลักษณ์กว่าตัวละครอ่ืนใด สผี ิวกายชูชกจะเป็นสเี ทา ผม ขาว บางองคป์ ระกอบภาพชูชกจะมีผมทีห่ ยิกงอ ฉากท่เี ด่นเป็นตอนทชี่ ูชกเดนิ ป่า จะเห็นเป็นโชคในอิรยิ าบถตา่ ง ๆ ท่ามกลางต้นไมป้ า่ นานาชนดิ ต้นไม้ แตล่ ะต้นออกลูกเต็มตน้ ด้วยเหตุนจี้ ึงมฝี งู นกหลากหลายเกาะตามกิ่งกา้ นของลำตน้ ดรู าวกับว่าต้นไม้แต่ละต้น คอื ภตั ตาคารใหญม่ ีอาหารสันโอชะเลือกไดต้ ามใจชอบ ฮูปแต้มท่ีสะท้อนให้เหน็ ถงึ สภาพชวี ิตของชาวบ้านอย่าง แท้จริงก็คอื ภาพการนำศพบูชาเขา้ สู่เชงิ ตะกอน ลักษณะเชิงตะกอนช่างแตม้ ได้ถอดเค้ามาจากเชิงตะกอนท่ใี ช้ กันอยู่เป็นประจำ สำหรับการเผาศพของชาวบ้านแถบอีสานที่อยู่ห่างไกลจากสังคมเมืองที่ยังอยู่ในยุคที่สังคม ชนบท ยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากกว่าปจั จบุ ัน ผู้ที่มาร่วมงานศพจะหาไม้ฟืนติดมือมาคนละดุน้ สองดุ้นเพื่อจะ ใช้เป็นเชือ้ เพลิง ผนังด้านนอกเทคนิคการระบายสีและการจัดวางองค์ประกอบจะมีลักษณะแตกต่างไปจาการเขียน ภาพภายใน เป็นช่างแตม้ คนละฝมี ือ ไดแ้ ก่ จารยซ์ าลายและชา่ งสิงห์ ผนงั ด้านรซี ้าย มคี ุณคา่ ทางศลิ ปะสูง เขยี นเป็นภาพพุทธประวัติ เวสสันดรกณั ฑว์ นประเวสน์ จุดเด่นก็ คอื การเขียนภาพสถาปตั ยกรรมปราสาท ลกั ษณะของภาพแต้มมีโครงสีเป็นแบบเอกรงค์ แต่สลบั เน้ือที่บางส่วน ด้วยสฟี ้า เขียว เหลอื งนำ้ ตาล แลว้ ตดั เส้นดว้ ยสดี ำหรือพ้ืนผนงั ปราสาทระบายดว้ ยสีขาว ลวดลายแตม้ ด้ายสีดำ ส่วนเสามสี คี ราม นำ้ ตาลอ่อน และเหลอื งน้ำตาล เมอื่ มองภาพรวมของตวั ปราสาทจะเกดิ ความรู้สึกกว่าผนังตัว
๑๓ อาคารจะมีความสวา่ งสดใส เส้นลวดลายบางส่วนใชส้ ที อง เป็นสีทองท่ีมใิ ชท่ องคำเปลว ทำใหด้ ูแปลกตาไปจาก ภาพเขยี นอสี านซึง่ ไมน่ ยิ มใช้ทองคำเปลวเลย การเขียนภาพต้นไม้ ช่างแต้มมีอิสระเสรีต่อการแสดงออก ดังนั้นใบไม้จะเห็นเป็นลักษณะของการ ดีไซน์ ใชส้ ีเขยี วพลบั ขาว ลำต้นใช้สขี าว โดยไมม่ ีการตดั เสน้ สง่ิ ทเี่ ด่นอีกอย่างหน่ึงบนผนงั ด้านนอกคือ ตามช่องหน้าตา่ งของตัวปราสาทหรือตวั อาคารตา่ งๆ จะเห็น ภาพใบหน้าของตัวละครโผล่หน้าตาสลอนแทบจะทุกช่องหน้าต่าง บรรยากาศของภาพส่วนรวมคล้ายกับงาน มัณฑนศลิ ปเ์ ปน็ ภาพประดษิ ฐ์ มีสสี นั นมุ่ นวลสวยงาม ๑.๓.๖ หอแจก (ศาลาการเปรียญ) มีความพิเศษคือเป็นรูปแบบของศิลปกรรมแบบช่างญวน เช่น การทำซุ้มโค้งของหน้าต่างและประตู การปั้นภาพประดบั อาคารนั้นสัดส่วนและการจัดวางดูเป็นอิสระ มจี นิ ตนาการตามความรู้สึกของช่างปั้น ทำให้ ดนู ่าสนใจแปลกตาดูเป็นพ้นื บา้ นสงู ภาพที่ ๑๙ ภายนอก หอแจก มพี ระประธานปูนปน้ั และ ธรรมมาสไม้แบบพ้ืนบ้าน ภาพที่ ๒๐ ภายใน หอแจก มีพระประธานปูนปนั้ และ ธรรมมาสไม้แบบพื้นบ้าน
๑๔ ๑.๔ เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง จากการศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ “สิกขาจาริกพุทธศิลปะ ล้านช้าง – ขอม – ทวาร วดี (อีสานเหนอื )” มีเนอ้ื หาสาระท่ีเก่ยี วขอ้ ง ดงั น้ี ๑) พระนครินทร์ อนาลโย (พลชิวา) และคณะ ได้ศึกษาเรื่อง “การศกึ ษาวิเคราะห์การบูชาพระธาตุ ยาคูที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า ๑. แนวคิด และคำสอนเกี่ยวกับการบูชาพระธาตุตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นการเคารพ การสักการะ การกราบไหว้ยก ย่องนับถือบุคคลที่ควรเคารพนับถือหรือสิ่งที่นบั ถือด้วยเคร่ืองสักการะ มีดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งแสดงออกมาด้วย กริ ยิ าอาการของผู้เลื่อมใส การบชู ามี ๒ อยา่ ง คอื อามสิ บูชาและปฏิบัติบูชา ๒. การบูชาพระธาตุยาคูของชาว ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการบชู าดว้ ย ความเชื่อในเรอื่ งของการทำบญุ ตามหลัก พระพุทธศาสนา คือ ศีล สมาธิและปัญญา ชาวชุมชนเป็นผู้มีธรรมประจำใจเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก มีความ เคารพนับถือกันช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน และมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมีความ สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ๓. การบูชาพระธาตุยาคูมีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จงั หวัดกาฬสนิ ธุส์ ามารถการวิเคราะห์ได้ ๕ ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นความเช่ือ เป็นเรื่องของบาป บุญ คุณ โทษ เชือ่ ในเรอ่ื งกรรม ผลของการทำกรรมไมว่ ่าจะเป็นกรรมดีกรรมชวั่ ดา้ นเศรษฐกิจ มกี ารประชาสมั พนั ธ์ ให้เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ด้านครอบครัว เกิดความสามัคคีและความอบอุ่นภายในครอบครัวด้าน สังคม มีการเกิดความเอื้ออาทรและมีการสร้างแรงจูงใจร่วมกัน ด้านพระพุทธศาสนาชาวหนองแปนได้มีการ บูชาพระธาตุยาคูเป็นการแสดงออกถึงความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัยคือ บูชาพระพุทธ บูชาพระธรรมและ บชู าพระสงฆ๗์ ๒) ทรรณรต ทับแย้ม ได้ศึกษาเรื่อง “ตำนานหลวงพ่อพระยืน : พื้นที่แห่งความทรงจำทางสังคมกับ การสร้างสรรค์ละครชุมชน” พบว่า พื้นท่ี วัดพุทธมงคล (วัดพระยืน) ในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนใน ชุมชนต่างให้ความเคารพเลื่อมใสพระพุทธรูปหลวงพ่อพระยืนมาตลอดจนถึงปัจจุบัน จนทำให้พื้นที่วัดพุทธ มงคลจนกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และพื้นที่ความทรงจำของคนใน และคนนอกชุมชนที่มาสักการะหลวงพ่อ พระยืนอย่างไม่ขาดสาย โดยมีการสัมภาษณ์ เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ คนในและนอกชุมชนกับพื้นที่วัดพุทธมงคล ในกระบวนการการสร้างสรรค์ละครชุมชนนั้นมีลำดับขั้นตอนการสร้างสรรค์ คือ การศึกษาข้อมูลชุมชน ผู้มี ส่วนรว่ ม , แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ ทำความเข้าใจเพื่อการดำเนินงานสร้างสรรค์ละครชุมชน , สร้างเร่ืองใหม่โดยยึด ประเด็นจากชุมชนเป็นแกนหลักและพัฒนาไปสู่การสร้างสรรค์ละคร , ฝึกซ้อมและพัฒนาผลร่วมกับคนใน ๗ พระนครินทร์ อนาลโย (พลชิวา), พระโสภณพัฒนบัณฑิต, พระมหามิตร ฐิตปญฺโญ และเกียรติศักดิ์ บังเพลิง. “การศึกษาวิเคราะห์การบูชาพระธาตุยาคูที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัด กาฬสนิ ธ์ุ”: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๖๒. บทคัดยอ่ .
๑๕ ชุมชน , จัดการแสดงละคร เพื่อสื่อสารสะท้อนประเด็นปัญหาชุมชน เพื่อผู้ชมในชุมชนได้รับรู้และเข้าใจ ประเดน็ ปัญหาและนำไปสู่การเปลยี่ นแปลงในชุมชน๘ ๓) ประกฤษฏิ์ แสงเทียมจันทร์ (ธมฺมวํโส) ได้ศึกษาเรื่อง “แนวทางในการพัฒนาศักยภาพวัดใหเ้ ป็น แหล่งทอ่ งเที่ยวเชิงพุทธศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญ : กรณีศึกษา วัดในเขตพนื้ ท่จี ังหวัดมหาสารคาม” พบว่า ๑. ในการศกึ ษาเกี่ยวกบั วดั ในเขตพ้นื ทจี่ ังหวัดมหาสารคาม ท่ีมศี กั ยภาพในการพฒั นาเปน็ แหล่งท่องเท่ียวเชิงพุทธ ศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญได้ ผลการศึกษาพบว่า วัดในจังหวัดมหาสารคาม ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วมากท่ีสุด ไดแ้ ก่ วัดพทุ ธวนาราม รองลงมา ได้แก่ วดั พุทธมงคล และ ศนู ย์ปฏิบัติธรรมบ้านแก่น ท้าว ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบอีกว่า มีวัดในจังหวัดมหาสารคาม อีก ๙ แห่ง ที่มีศักยภาพใน การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญ ได้แก่ วัดกลางโกสุม วัดป่าเรไร วัดพุทธ ประดิษฐ์ วดั ปา่ ธรรมอุทยาน วัดกู่สุนทราราม วดั หนองเลา วดั ชัยมงคล วัดหนองหลู งิ และวัดกลางกดุ รงั ๒. ใน การศกึ ษาเกยี่ วกบั แนวทางในการพัฒนาศักยภาพวดั ในเขตพืน้ ท่ีจงั หวดั มหาสารคามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิง พุทธศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางในการพัฒนาศักยภาพวัดที่สำคัญ ด้านสถานที่ ของวดั ไดแ้ ก่ สถานทจ่ี ะต้องมีความโดดเดน่ และเปน็ ตวั แทนของพระพทุ ธศาสนาได้ ดา้ นบคุ ลากรของวดั ได้แก่ บุคลากรจะตอ้ งฝึกอบรมพัฒนาความรู้ ความเสยี สละ และมีความรบั ผดิ ชอบต่องานที่ไดร้ บั มอบหมาย ดา้ นการ จัดกิจกรรมภายในวัด ได้แก่ การจัดกิจกรรมจะต้องมีการเปลี่ยนโปรแกรมการจัดกิจกรรมใหม่อยู่เสมอเพื่อ ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ด้านการประชาสัมพันธ์ของวัด ได้แก่ การประชาสัมพันธ์จะต้องสามารถตอบสนอง ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และด้านการสร้างการมีส่วน ร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวในวัด ได้แก่ วัดควรเปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนได้เข้ามาเห็นการบริการจัดการ ภายในวัด ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน และทำให้วัดนั้นเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ตั้งแห่งความ ศรัทธา ๓. ในการศึกษาเกี่ยวกับแผนที่เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญของวัด ใน เขตพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดมหาสารคามสามารถสร้างแผนที่เส้นทางแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงพุทธศิลป์ และเส้นทางแสวงบุญ ซึ่งประกอบด้วยวัดจำนวน ๑๒ วัด ได้แก่ วัดพุทธประดิษฐ์ วัด กลางโกสมุ วดั กลางกดุ รงั วดั ป่าธรรมอทุ ยาน วดั หนองเลา วดั ชยั มงคล ศนู ยป์ ฏิบัติธรรมบ้านแกน่ ท้าว วัดพุทธ วนาราม วัดพุทธมงคล วดั กสู่ นุ ทราราม วดั ป่าเรไร และวัดหนองหูลิง๙ ๔) อำภา บัวระภา,ผศ. ไดศ้ ึกษาเรอ่ื ง “ความสมั พนั ธข์ องฮปู แตม้ กับภูมทิ ศั นช์ มุ ชน” พบว่า การศกึ ษา ความสัมพันธ์ของฮูปแต้มกับภูมิทัศน์ชุมชนวัดโพธาราม วัดป่าเลไลย์ และวัดยางทวงวราราม จังหวัด มหาสารคาม จากเอกสารงานวิจยั และบทความที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสำรวจทาง กายภาพและการสมั ภาษณ์ ๘ ทรรณรต ทบั แย้ม. “ตำนานหลวงพอ่ พระยืน : พนื้ ที่แหง่ ความทรงจำทางสังคมกับการสรา้ งสรรค์ละครชมุ ชน”: ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและสร้างสรรค์ศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , ๒๕๖๒. บทคดั ยอ่ . ๙ ประกฤษฏ์ิ แสงเทียมจนั ทร์ (ธมฺมวโํ ส). “แนวทางในการพัฒนาศกั ยภาพวัดให้เป็นแหล่งทอ่ งเท่ียวเชิงพุทธศิลป์ และเสน้ ทางแสวงบญุ : กรณีศึกษา วดั ในเขตพน้ื ทจี่ งั หวัดมหาสารคาม”:ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา นโยบายสาธารณะ. มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๖๒. บทคัดย่อ.
๑๖ เชิงลึก จากการศึกษา พบว่า ฮูปแต้ม ทั้ง ๓ วัด เป็นอัตลักษณ์อยู่คู่กับสิมอีสาน เป็นงานศิลปกรรมที่ถ่ายทอด เร่อื งราวเกย่ี วกบั พุทธประวตั ิ หลกั ธรรมคำสอน คติความเช่ือ วถิ ีชีวิตของคนอสี านและเชอ่ื มโยงกับวิถีชีวิตและ ภูมทิ ัศน์ชมุ ชนโดยรอบ ฮูปแต้ม วัดโพธาราม และวดั ปา่ เลไลย์ หลายภาพแสดงความสมั พันธ์กับกายภาพชุมชน บ้านดงในอดีต ทั้งภาพป่าไม้ ต้นไม้ ภาพสัตว์ ป่าและนกขนาดใหญ่ ภาพบ่อน้ำและภาพแม่น้ำ เพราะชุมชนมี คลองคลองวังหิน ไหลผ่าน วังล่อง หนองปลิง หนองจิก ส่วนฮูปแต้มวัดยางทวงวรารามนำเสนอภาพพุทธ ประวัติ หลักธรรมคำสอน คติ ความเชื่อวิถีชีวิตที่เน้นการเขียนภาพป่าไม้ การล่าสัตว์ สัมพันธ์กับ สภาพแวดล้อมเดิมเพราะชุมชน ตั้งอยู่บนโคก (เนิน) มีป่าโคกล้อมรอบ ในชุมชนไม่พบแหล่งน้ำจึงไม่สะท้อน ออกมาในฮปู แตม้ ๑๐ ๑๐ อำภา บัวระภา,ผศ. “ความสัมพันธ์ของฮูปแต้มกับภูมิทัศน์ชุมชน”, วารสารสถาปัตยกรรม การออกแบบและ การก่อสรา้ ง คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ผงั เมอื งและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ปที ี่ ๓ ฉบบั ท่ี ๑ : (มกราคม - เมษายน ๒๕๖๔) : ๓๙-๕๔.
๑๗ ตอนที่ ๒ การบรู ณาการรายวิชา ***** ๒.๑ รายวิชาพุทธศิลปะ พระครปู ริยัติวสิ ทุ ธิคุณ, รศ.ดร.๑๑ ๑. ประเดน็ ศกึ ษา(ให้เลอื กตอบเพยี งประเด็นเดียว) ๑.๑ จากการสกิ ขาจารกิ สรุปพทุ ธศลิ ปะท่ีเมอื งฟ้าแดดสงยางได้อยา่ งไร ๑.๒ จากการสิกขาจาริกสรุปพทุ ธศลิ ปะท่ีวัดพทุ ธมงคล อำเภอกนั ทรวชิ ัย จังหวดั มหาสารคามไดอ้ ย่างไร ๑.๓ จากการสิกขาจาริกสรุปพุทธศลิ ปะทวี่ ดั โพธาราม อำเภอนาดูน จงั หวัดมหาสารคามไดอ้ ย่างไร ๒. วิธีการศกึ ษา ๒.๑ ใหน้ สิ ติ ร่วมกจิ กรรมสิกขาจาริกหลกั สูตรพุทธศาสตรบัณฑิต วนั ที่ ๒๒ สงิ หาคม ๒๕๖๖ ๒.๒ ใหน้ สิ ิตเสวนาแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ตลอดเสน้ ทางกจิ กรรมสกิ ขาจารกิ ๒.๓ เลือกตอบประเดน็ ศกึ ษาในข้อ ๑ พรอ้ มภาพประกอบ ๓ ภาพ แลว้ สง่ งานในระบบ elearning.mcu.ac.th ภายในวันท่ี ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ บันทกึ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ....................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........................................................... .......................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ๑๑ อาจารย์ประจำรายวชิ า
๑๘ ๒.๒ รายวิชาพระพุทธศาสนากบั เศรษฐศาสตร์ พระปลดั วชั ระ วชริ ญาโณ,ผศ.,ดร.๑๒ ๑. ประเดน็ ศึกษา(ให้เลอื กตอบเพียงประเด็นเดียว) ๑.๑ แหล่งพุทธศิลปะที่เมืองฟ้าแดดสงยางมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชน (community economy) อย่างไร ๑.๒ แหลง่ พุทธศลิ ปะที่อีสานเหนือสมั พนั ธ์กบั เศรษฐกจิ มหภาค( macro economy) อยา่ งไร ๑.๓ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับทัศนะที่ว่า แหล่งพุทธศิลปะสามารถจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและ วฒั นธรรม กระต้นุ ใหเ้ กิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอกี ทางหนึง่ ๒. วธิ ีการศึกษา ๒.๑ ใหน้ ิสติ ร่วมกิจกรรมสกิ ขาจาริกหลกั สตู รพุทธศาสตรบัณฑติ วันท่ี ๒๒ สงิ หาคม ๒๕๖๖ ๒.๒ ใหน้ สิ ติ เสวนาแสดงความคดิ เหน็ ในประเด็นตา่ งๆ ตลอดเสน้ ทางกจิ กรรมสิกขาจารกิ ๒.๓ เลือกตอบประเด็นศกึ ษาในขอ้ ๑ พรอ้ มภาพประกอบ ๓ ภาพ แล้วสง่ งานในระบบ elearning.mcu.ac.th ภายในวนั ท่ี ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ บันทกึ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ....................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........................................................... .......................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ๑๒ อาจารยป์ ระจำรายวชิ า
๑๙ ๒.๓ รายวชิ าศกึ ษาอสิ ระทางพระพุทธศาสนา ผศ.บรรจง โสดาด๑ี ๓ ๑. ประเดน็ ศึกษา(ใหเ้ ลือกตอบเพียงประเด็นเดยี ว) ๑.๑ ให้แต่ละกลุ่มทดลองสร้างและใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์ภาคสนาม 3-5 ประเด็น เก็บรวบรวมข้อมูลจาก การสกิ ขาจารกิ ทเ่ี มืองฟ้าแดดสงยางไดผ้ ลอย่างไร ๑.๒ ให้แต่ละกลุ่มทดลองสร้างและใชเ้ คร่ืองมือแบบสมั ภาษณ์ภาคสนาม 3-5 ประเด็น เก็บรวบรวมข้อมูลจาก การสิกขาจาริกทว่ี ัดพทุ ธมงคล อำเภอกนั ทรวิชยั จังหวัดมหาสารคามไดผ้ ลอยา่ งไร ๑.๓ ให้แต่ละกลุ่มทดลองสร้างและใช้เคร่ืองมือแบบสัมภาษณ์ภาคสนาม 3-5 ประเด็น เก็บรวบรวมข้อมูลจาก การสิกขาจาริกท่ีวัดโพธาราม อำเภอนาดนู จงั หวัดมหาสารคามได้ผลอยา่ งไร ๒. วิธกี ารศึกษา ๒.๑ ใหน้ ิสติ รว่ มกจิ กรรมสิกขาจารกิ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรบัณฑติ วันท่ี ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ ๒.๒ ให้นิสิตเสวนาแสดงความคดิ เหน็ ในประเดน็ ตา่ งๆ ตลอดเส้นทางกิจกรรมสิกขาจารกิ ๒.๓ เลอื กตอบประเด็นศกึ ษาในขอ้ ๑ พรอ้ มภาพประกอบ ๓ ภาพ แล้วส่งงานในระบบ elearning.mcu.ac.th ภายในวันท่ี ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ บันทกึ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ....................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................... ................................ ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........................................................... .......................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ๑๓ อาจารยป์ ระจำรายวชิ า
๒๐ ภาคผนวก
๒๑ กำหนดการ หมายเหตุ เวลา วิชา ๑๐๑ ๔๑๓ พทุ ธศิลปะ ครง้ั ท่ี ๒ ๐๖.๐๐ สกิ ขาจารกิ พุทธศลิ ปะล้านชา้ ง-ขอม-ทวารวดี อีสานเหนือ ๑๐.๐๐ เพล วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ ภาคบา่ ย ***** ๑๗.๐๐ สถานท่/ี กจิ กรรม หมายเหตุ : - ออกเดินทางจากวัดศาลาลอย ต. ในเมอื ง อ. เมอื ง จ. สรุ ินทร์ - ศกึ ษาพุทธศลิ ปะทวารวดเี มืองฟ้าแดดสงยาง อ. กมลาไสย์ จ. กาฬสินธุ์ ฉนั ภตั ตาหารเพล : วัดหนองอเี ฒา่ ต. หนองอเี ฒ่า อ. ยางตลาด - สิกขาจาริกพุทธศิลปะทวารวดี วัดพุทธมงคล ต.คันธารราษฎร์ อ.กันทรวิชยั จ.มหาสารคาม - พทุ ธศลิ ปะล้านชา้ งวดั โพธาราม บ้านดงบงั อ. นาดูน จ. มหาสารคาม ถึงวดั ศาลาลอย (พระอารามหลวง) จงั หวัดสุรนิ ทร์ โดยสวัสดภิ าพ - กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม - คา่ ใชจ้ า่ ยถว่ั เฉลย่ี ทา่ นละ ๕๐๐ บาท - ภตั ตาหารเช้าขา้ วกลอ่ ง/บนรถ/รับท่ี ปตท.ทา่ ตูม แผนทจี่ ากดาวเทียม (Google Map) ****
๒๒ รายชอ่ื ผรู้ ว่ ม กิจกรรมสิกขาจารกิ ***** คณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี ๑. ผศ.บรรจง โสดาดี นสิ ิต ชน้ั ปีท่ี ๔ หลักสตู รพทุ ธศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา ภาคการศึกษาท่ี ๑ / ๒๕๖๖ ๑. รหัสนิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๑ พระจรี วัฒน์ จิรวฒฺฑโน (สมสวย) ๒. รหสั นสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๓ พระสราวธุ ฐานวโี ร (นอ้ ยศิริ) ๓. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๔ พระเกยี รตพิ งษ์ ฐานธมโฺ ม (จนิ พละ) ๔. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๕ พระอธิการสหสั ชยั สวุ ณโฺ ณ (ทองดี) ๕. รหัสนิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๖ พระอธกิ ารบรรจง ธมฺมวโร (อตุ ราศรี) ๖. รหสั นสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๐๗ พระสมศกั ด์ิ สริ ิจนฺโท (ออมทรัพย์) ๗. รหสั นสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๐ พระใบฎีกาสำภาร ขนตฺ ิโก (ใยแดง) ๘. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๑ พระอนรุ ักษ์ รตโณ (เจนรอบ) ๙. รหสั นสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๒ พระปลัดสมหมาย สุรปญโฺ ญ (ใจงาม) ๑๐. รหสั นิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๕ พระศภุ ศักดิ์ ธมมฺ ทนิ ฺโน (มูลทอง) ๑๑. รหสั นสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๖ พระปลัดนพรจุ จกฺกวโร (ภิญโญ) ๑๒. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๑๗ พระเดน่ ชัย สลี สทุ ฺโธ (ปานดี) ๑๓. รหสั นสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๐ พระสมศกั ด์ิ สุขกาโม (สเู้ หมิ ) ๑๔. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๑ พระอธพิ งศ์ ยติกโร (แกม้ ทอง) ๑๕. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๔ พระอธิการทองมี ฐติ ญาโณ (งามเปรยี บ) ๑๖. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๖ พระสนั ตภิ าพ ตฏุ ฐจติ โต (สีสด) ๑๗. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๗ พระสมุทร์ คมฺภรี ปญโฺ ญ (ระดมบญุ ) ๑๘. รหัสนิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๘ พระครูปลดั สายันต์ ปญุ ฺญาตโม (จนั ปัญญา) ๑๙. รหัสนสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๒๙ พระประจกั ร อตุ ฺตมจติ โฺ ต (พรมโสภา) ๒๐. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๓๐ พระอธกิ ารอนงค์ กิตติธมโฺ ม (หยอยสระ) ๒๑. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๓๒ พระบญุ เลิศ สริ ิคุตฺโต (ศรพรหม) ๒๒. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๓๔ พระอธกิ ารยนต์ ยุตตฺ ธมโฺ ม (สาแกว้ ) ๒๓. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๓๕ พระสญั ชัย ปยิ ธมฺโม (ปัญญาสูง) ๒๔. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๓๗ พระกรณพัฒน์ กตทีโป (เมนิ ดี) ๒๕. รหสั นิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๐ พระวรพจน์ อปุ คตโต (ผลไม้)
๒๓ นสิ ติ (ต่อ) ๒๖. รหัสนสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๑ พระประถมชัย สจุ ติ โฺ ต (พนั ธศ์ รี) ๒๗. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๒ พระอธิการโสม ปยิ ธมฺโม (สายชนะ) ๒๘. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๓ พระอธิการโกวทิ โกวิโท (ทองนำ) ๒๙. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๔ พระจักรนิ จารธุ มโฺ ม (จันทรก์ ลดั ) ๓๐. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๕ พระสมุห์เฉลียน จติ ฺตปาโล (รตั นะวนั ) ๓๑. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๖ พระสุชาติ เตชธโร (สายทะเล) ๓๒. รหสั นสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๗ พระปยิ พล สทุ ธฺ ิปภาโส (ยิ่งดงั ) ๓๓. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๘ พระไพรวลั ย์ ปยิ สโี ล (อนิ ทนัย) ๓๔. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๔๙ พระวรญั ญู จารุธมโฺ ม (ระยบั ศร)ี ๓๕. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๕๐ พระมหาสมศักด์ิ อรโิ ย (ทองประ) ๓๖. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๕๔ พระครูใบฏีกาฐิติพันธ์ุ อิสสฺ รธมโฺ ม (เขษมเรืองรอง) ๓๗. รหัสนิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๕๕ พระสมชาย ธฺมมปาโล (ออมสนิ ) ๓๘. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๕๖ พระมหาวัชรนิ ทร์ สุเมโธ (หอมหวล) ๓๙. รหสั นสิ ติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๖๑ พระภทั าวธุ ญาณวฑุ ฺโฒ (ศรดี า) ๔๐. รหสั นิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๖๒ พระครปู ลดั สมบรู ณ์ ฐิตธมฺโม (ตาเลิศ) ๔๑. รหัสนิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๖๖ พระศิรชิ ยั ธมมฺ รโต (บรรลือทรพั ย์) ๔๒. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๖๗ พระนิรตั ิศัย ถริ จิตฺโต (ครบหมายศรี) ๔๓. รหสั นิสติ ๖๓๐๙๕๐๑๐๗๐ พระอธกิ ารวาด สทุ นฺโต (ศรีเลศิ ) ๔๔. รหสั นิสิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๗๒ พระครปู ลดั วีระ ญาณวีโร (เพง่ พิศ) ๔๕. รหัสนสิ ิต ๖๓๐๙๕๐๑๐๖๓ นายนันทพงษ์ บญุ ละออง ๔๖. รหัสนิสติ ๖๕๐๙๕๐๑๐๒๑ นายธรรมรงค์ แกว้ มี
๒๔ มจร.วิทยาเขตสุรินทร์ ***** มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสรุ นิ ทร์ เกดิ ขึ้นจากความร่วมมอื กนั ของคณะสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ โดยการประสานงานของพระศรีธีรพงศ์ (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ) และพระมหาประจกั ษ์ จกฺกธมฺโม ได้เริ่มเปิดดาเนินการศกึ ษาตั้งแตป่ ี พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยใช้สถานที่วดั ศาลาลอย ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จงั หวัดสุรนิ ทร์ ซ่งึ มีวัตถปุ ระสงคส์ ำคัญ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ๑) เพื่อกระจายโอกาสและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้คณะสงฆ์และประชาชนใน เขตจงั หวดั สรุ นิ ทรแ์ ละจงั หวัดใกล้เคยี ง ๒) เพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ความเข้าใจในพระไตรปิฎกและ วิชาการชน้ั สงู อนั จะเป็นประโยชนต์ ่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๓) เพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางด้านศาสนา ภาษา ศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พัฒนา สังคมและประเทศชาติ ๔) เพื่อให้บริการวิชาการทางพระพุทธศาสนาแก่คณะสงฆ์และประชาชนผู้สนใจทั่วไปใน การศึกษาค้นควา้ หลกั ธรรมนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดำเนินชีวติ ไดอ้ ย่างเหมาะสม ๕) เพื่อใหพ้ ระภิกษสุ ามเณรทไ่ี ดพ้ ฒั นาความร้แู ลว้ ได้อยสู่ นองงานคณะสงฆ์ในท้องถิ่น วิทยาเขตสุรินทร์ได้รับพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยมาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่ สำนักสงฆ์โคกกระเพอ บ้านโคกกระเพอ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นมา ได้ก็มีการบริการวิชาการขยายวงกว้างข้ึน เช่น เปิด หลักสูตรพุทธ ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ทั้งในวิทยาเขตสุรินทร์ และห้องเรียนวัดพระพุทธบาทเขากระโดง หลักสูตรประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.วค.) เป็นต้น และได้เปดิ ดาเนินการศึกษาระดบั ปริญญาโท สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เปน็ ต้น วิทยาเขตสุรินทร์ ดำเนินการตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย ๕ ประการ คือ ด้านผลิตบัณฑิต ด้านวิจยั ด้านบริการวิชาการแก่สังคม ด้านทำนุบำรุงศิลปและวัฒนธรรม และการบริหารจัดการ กล่าวเฉพาะด้านผลิต บัณฑิต มีผู้สำเร็จหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตแล้วกว่า ๒๖ รุ่น และหลักสูตรอื่นในระดับต่าง ๆ เช่น ป.บส. ป.วค. ป.บณั ฑิต ในหลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต ดำเนินจดั การศึกษาถึงรุ่นท่ี ๑๑ เปน็ ท่สี งั เกตวา่ หลักสูตร พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ในภาคการศึกษาที่ ๑/๒๕๖๓ มีผู้สมัครเข้าศึกษาเป็นจำนวน มากเป็นประวัติการ คือ มีจำนวนมากกว่า ๗๕ รปู /คน โดยนิสติ ร่นุ ดังกลา่ วได้รบั การอปุ ถัมภ์ค่าเทอมจากคณะ สงฆ์จังหวัดสุรินทร์ตลอดหลักสูตร ภายใต้โครงการ “พัฒนาศาสนทายาท” ในด้านการบริหารจัดการ มจร วิทยาเขตสุรินทร์ แบ่งส่วนงานเป็น ๓ ส่วนงานหลัก ได้แก่ สานักงานวิทยาเขต สำนักวิชาการวิทยาเขต และ วิทยาลัยสงสุรินทร์ โดยมีพระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ) รองอธิการบดี เป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดใน วทิ ยาเขต
๒๕ ในปัจจุบัน วิทยาวิทยาเขตสุรินทร์ เปิดดำเนินการศึกษา ๔ ระดับ ได้แก่ ๑) หลักสูตรระดับ ประกาศนียบัตร ๒ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร ป.บส. และหลักสูตร ป.สศ. ๒) หลักสูตรระดับปริญญาตรี เปิด สอน ๕ สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวชิ าการสังคมศึกษา สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ ๓) หลกั สูตรระดับปรญิ ญาโท เปดิ สอน ๔ สาขาวิชา ไดแ้ ก่ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สาขาวชิ าพุทธบรหิ ารการศึกษา สาขารฐั ประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาการ สอนสังคมศึกษา และ ๔) หลักสูตรระดับปริญญาเอก เปิดสอน ๑ สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ทุกหลักสตู รเปิดรับทงั้ พระภกิ ษุ สามเณร และบุคคลท่วั ไป การมสี ่วนร่วมของนสิ ติ ***** ภารกิจ ผ้รู ับผดิ ชอบ หมายเหตุ ๑. ประสานงาน Bus VIP ๒ ช้ัน ๑ คัน กลุม่ วัดโพธาราม-สงั ขะ ๒. ปา้ ยกจิ กรรมภาคสนาม กลมุ่ วัดโพธาราม-สงั ขะ ๓. ประสานงานสถานทีส่ ิกขาจารกิ กลมุ่ วดั โคกกุง-ท่าตูม ๔. ประสานงานวทิ ยากร/ปราชญช์ ุมชน กลมุ่ วัดจมุ พลสทุ ธาวาส-สุรนิ ทร์ ๕. จดั เตรยี มของที่ระลกึ ๒ ชดุ กล่มุ วัดป่าอตโุ ล-สนม ๖. ประสานดา้ นอาหารและเครอ่ื งดืม่ กลมุ่ วัดกระพุ่มรตั น์-เขวาสนิ รนิ ทร์ ๗. จดั ทำปา้ ยช่ือผสู้ กิ ขาจารกิ กลุ่มวดั ปราสาทขมุ ดนิ -โนนนารายณ์ ๘. จดั ทำรูปเลม่ คู่มือสิกขาจารกิ (E-book) กลมุ่ วัดพันษี-ศขี รภูมิ ๙. รวบรวมเนอื้ หาค่มู ือ : เมอื งฟา้ แดดสงยาง กลุ่มวดั ศรีหนองปลาขาว-สงั ขะ ๑๐. รวบรวมเนื้อหาคู่มอื : ทวารวดีวัดพุทธมงคล กลุ่มวัดอมรินทราวารี-ปราสาท ๑๑. รวบรวมเนอ้ื หาคู่มือ : ศลิ ปะวดั โพธาราม กล่มุ โนนดสู่ วุ รรณาราม-โนนารายณ์ ๑๒. กำกับดูแลดา้ นการเงิน/บัญชี กลุ่มวัดเทพมงคล-ศรีณรงค์ ๑๓. สรุป/ประเมนิ กลุ่มวัดบา้ นเกาะ-ศรณี รงค์ ๑๕ สงิ หาคม ๒๕๖๖ ผศ.บรรจง โสดาดี : อาจารยป์ ระจำวิชา รายนามผู้ให้ความอปุ ถมั ภ์ ***** ๑. .............................. จำนวนเงิน ............. บาท ๒. .............................. จำนวนเงนิ ............. บาท
บนั ทกึ ***** .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................... .......... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................... ....................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ ***** .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ............ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................... ......................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ............ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................... ......................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................... ..........
Search
Read the Text Version
- 1 - 32
Pages: