Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายวิชาเลือกเมืองทองเนื้อเก้า 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(อช 331114 )

รายวิชาเลือกเมืองทองเนื้อเก้า 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(อช 331114 )

Published by กศน อําเภอบางสะพาน, 2022-08-29 09:49:45

Description: รายวิชาเลือกเมืองทองเนื้อเก้า 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(อช 331114 )

Search

Read the Text Version

ประจวบคีรีขันธ์ ทิศตะวันออก ติดกับ ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทิศตะวันตก ติดกับ สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพเมียนม่าร์ ซ่ึงในปัจจบุ นั การประกอบอาชพี การทำเหมืองแร่ได้ปิดกจิ การแล้ว แต่ คนในชุมชมไดท้ ำการอนรุ กั ษ์และฟนื้ ฟูการร่อนทองดว้ ยภูมิปัญญาท้องถน่ิ โดยไม่ใช้เคร่อื งจักรในการหาทอง และได้ เปิดเปน็ ศนู ย์ศกึ ษาการเรยี นรู้การร่อนทอง 3. ประวตั กิ ารรอ่ นทอง แร่ทองคําได้สะสมกันเป็นลานแร่ อยู่ในเขตหมู่บ้านป่าร่อนบริเวณห้วยจังหัน และสองฝั่งคลอง ทอง น่าจะมกี ารขดุ รอ่ นกันมาไมต่ ่ำกว่า 200 ปมี า แลว้ หรอื กว่าน้ันมาก ดังหลักฐานต่าง ๆ ท่ียกมาอ้างแล้ว หลุมแร่ เก่าแก่เปน็ เคร่ืองยนื ยนั ใหเ้ หน็ เป็นจำนวนมากตลอดสองฟากฝัง่ คลอง การทําแรท่ องคําต้ังแต่คร้ังบรรพบุรุษน้ันใช้ แบบเหมืองขุด เหมืองหาบขนาดเลก็ ๆ และใช้วิธีควกั ร่อนง่าย ๆ แบบชาวบ้าน การแยกแร่ แรก ๆ ใช้การสาดดิน ปนแร่ลงบนกระสอบแล้วค่อย ๆ เก็บทองที่ติดบนกระสอบ นั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือการแยกแร่ด้วยเลียงไม้ หรือที่ เรียกว่าการรอ่ นทองนนั่ เอง 3.1 วิวัฒนาการของการร่อนทอง อดีตการร่อนทองเปน็ แบบเหมอื งขุด เหมอื งหาบขนาดเล็ก ๆ และใชว้ ธิ ีควกั รอ่ นง่าย ๆ แบบชาวบ้าน การแยกแร่ แรก ๆ ใช้การสาดดินปนแร่ลงบนกระสอบแล้วค่อย ๆ เก็บทองที่ติดบนกระสอบ นั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือ การแยกแรด่ ว้ ยเลียงไม้ หรอื ท่ีเรียกว่าการร่อนทอง การรอ่ นดว้ ยเสยี งน้ันจะเรม่ิ ต้นจากการนําเอาดินปนแรม่ าขยา่ บ้ี กบั นำ้ ให้เปน็ โคลนในเล่ยี งเสยี กอ่ นแลว้ คอ่ ย ๆ เอยี งเลยี้ งหมุนให้น้ำจาก ลําคลองพัดโคลนในเล้ยี งหมุนวน ดิน โคลน ทราย และอนื่ ๆ ทเ่ี บากว่าทองจะถูกนำ้ พัดลอยออกไป สว่ น ทองและแรอ่ ่นื ๆ ท่หี นกั กวา่ จะรวมตัวกันอยู่กันเสียง แร่อ่นื ๆ จะมสี ีดาํ แร่ทองจะมสี เี หลืองแวววาว จะมอง เหน็ ได้อยา่ งชดั เจน การแยกแรด่ ้วยวธิ ดี ังกลา่ วขา้ งตน้ น้ี เชื่อ ว่าการหายหกตกหล่นย่อมจะมีมาก ทองค่าที่กู้ ได้ส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดเป็นแท่งโต ที่เป็นเกล็ดเล็ก ๆ หรือเป็นผง ละเอียดคล้ายแปง้ จะถกู เทคนื ไปปะปนกับ โคลน ดนิ ทราย กลายเปน็ ทรัพย์ในดนิ สิ้นในน้ำให้ลูกหลานนักนิยมทอง ขดุ คน้ กันต่อไปดนิ ในบ่อแร่ทองคําก็มชี ื่อเรียกแต่ละช้ันแตกต่างกันไป ดินชน้ั บนเรยี กว่า\"ดินเมอื ง” จากดินเมืองต่อ ลงไป เป็น “ดินกรงั ” ดนิ ชั้นน้ีอาจแบ่งเรียกเป็น “ดนิ หลังสะ” และ “ดินกระสะ” ลงไปอกี เรียกวา่ “ดินใช้” ดินใช้ คอื ดินที่มแี ร่ทองคําปนอยู่ ต่ำลงไปเป็นดินแขง็ เรียกว่า “ดินโกด” คือดานหรือหนิ ดานน่ันเอง การร่อนแร่ก็ คือการ น่า ดินใช้มาแยกหาเนื้อแร่ทองคํา การขุดแร่ต้องขุดให้ถึงชั้นดาน ดานลึกดื่นอย่างไร ความลึกตื้น ของบ่อก็เป็น เช่นนนั้ ด้วย

4.คณุ สมบัติและแร่ธาตุ ส่วนประกอบจากการร่อนทอง ทองคำ (องั กฤษ: gold) คอื ธาตเุ คมที ี่มหี มายเลขอะตอม 79 และสัญลกั ษณ์คือ Au (มาจากภาษาละตินว่า aurum) จัดอยู่ในกลุ่มธาตุโลหะมีสกุลชนิดหนึ่ง ทองคำเป็นธาตุโลหะทรานซิชันสีเหลืองทองมันวาวเนื้ออ่อนนุ่ม สามารถยืดและตีเป็นแผ่นได้ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีส่วนใหญ่ ทองคำใช้เป็นทุนสำรองทางการเงนิ ของ หลายประเทศ ใชป้ ระโยชนเ์ ป็นเครอื่ งประดับ งานทันตกรรม และอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้น เมื่อสัมผัสถูกอากาศสีของทองจะไม่ หมองและไม่เกิดสนิม มีความอ่อนตัว ทองคำเป็นโลหะที่มีความอ่อนตัวมากท่ีสุด ด้วยทองเพียงประมาณ 2 บาท เราสามารถยดื ออกเป็นเส้นลวดไดย้ าวถึง 8 กโิ ลเมตร หรืออาจตีเปน็ แผ่นบางไดถ้ ึง 100 ตารางฟุต ทองคำเป็นโลหะ ชนดิ หน่ึงท่ีสามารถนำไฟฟา้ ไดด้ ี สะทอ้ นความรอ้ นได้ดี ทองคำสามารถสะทอ้ นความร้อนได้ดี ไดม้ กี ารนำทองคำไป ฉาบไว้ท่ีหนา้ กากหมวกของนกั บินอวกาศ เพอื่ ปอ้ งกนั รงั สอี ินฟราเรด มนุษยร์ ้จู ักทองคำมาตั้งแตป่ ระมาณ 5,000 ปี เปน็ ความหมายแห่งความม่งั ค่งั จุดหลอมเหลว 1064 องศาเซลเซียส และจุดเดือด 2970 องศาเซลเซียส เป็นโลหะที่มีค่าที่มีความเหนียว (Ductility) และความสามารถในการขึ้นรูป (Malleability) คือจะยืดขยาย (Extend) เมื่อถูกตีหรือรีดในทุกทิศทาง โดยไม่เกิดการปริแตกได้สูงสุด ทองคำ บริสุทธิห์ นกั 1 ออนซ์สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 80 กิโลเมตร ถ้าตีเป็นแผ่นก็จะได้บางเกินกว่า 1/300,000 นิ้ว ส่วนความกว้างจะได้ถึง 9 ตารางเมตร ทองคำบริสทุ ธิไ์ มว่ ่องไวตอ่ การเกดิ ปฏิกิริยาเคมี จึงทนต่อการผุกรอ่ นและ ไมเ่ กิดสนมิ กบั อากาศ แต่ทำปฏิกริ ยิ ากับสารเคมบี างชนิด เช่น คลอรีน ฟลูออรนี นำ้ ประสานทอง คุณสมบัตเิ หล่านี้ประกอบกับลกั ษณะภายนอกทเี่ ป็นประกายจึงทำให้ทองคำเปน็ ท่ีหมายปองของมนุษย์มา เป็นเวลานับพนั ปี โดยนำมาตีมลู ค่าสำหรบั การแลกเปลย่ี นระหวา่ งประเทศและใช้เปน็ วัตถดุ บิ ท่ีสำคัญสำหรับวงการ เครื่องประดบั ทองคำได้รับความนิยมอย่างสูงสดุ ในวงการเครื่องประดบั ทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดยี วที่มี คุณสมบัติพ้ืนฐาน 4 ประการซึง่ ทำใหท้ องคำโดดเด่น และเปน็ ท่ีต้องการเหนือบรรดาโลหะมคี ่าทุกชนดิ ในโลก คือ 1.งดงามมันวาว (lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็น อมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่นๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ ทองคำได้อกี ทางหนงึ่ 2.คงทน (durable) ทองคำไมข่ ึน้ สนิม ไมห่ มอง และไมผ่ กุ ร่อน แมว้ า่ กาลเวลาจะผ่านไป 3000 ปกี ต็ าม 3.หายาก (rarity) ทองเปน็ แรท่ ีห่ ายาก กวา่ จะได้ทองคำมาหน่งึ ออนซ์ (31.167 gram) ตอ้ งถลุงก้อนแร่ท่ีมี ทองคำอยู่เปน็ จำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลกึ ลงไปหลายสบิ เมตร จงึ ทำให้มคี ่าใช้จา่ ยท่ีสูง เปน็ เหตุให้ทองคำ มรี าคาแพงตามต้นทนุ ในการผลิต 4.นำกลับไปใช้ได้ (reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพราะมีความ เหนยี วและออ่ นนิม่ สามารถนำมาทำขึ้นรปู ได้ง่าย อกี ทง้ั ยังสามารถนำกลบั มาใชใ้ หมโ่ ดยการทำใหบ้ ริสทุ ธิ์ (purified) ดว้ ยการหลอมไดอ้ กี โดยนับคร้ังไม่ถว้ น ทองบางสะพานหรือเรียกอีกอย่างว่า ทองเนื้อเก้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ เป็น “ทองธรรมชาติ” หรือบางท่ี เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเขม้ ออกแดง นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ เช่น

“ทองเน้ือแท้” “ทองคำเลยี ง” ซึ่งหมายถงึ ทองบรสิ ุทธปิ์ ราศจากธาตอุ น่ื เจอื ปน ซึง่ ตรงกับคำในภาษาล้านนาว่า “คำขา” นอกจากนี้ยังมีชอื่ เรยี กทองคุณภาพต่าง ๆ อีกหลายช่ือ เช่น “ทองปะทาสี” ซ่งึ เป็นทองคำเปลวเน้ือ บริสุทธิช์ นิดหนา “ทองดอกบวบ” เปน็ ทองที่มเี น้อื ทองสเี หลอื งออ่ นคล้ายดอกบวบ 2.แรธ่ าตสุ ว่ นประกอบจากการรอ่ นทอง การรอ่ นทองเป็นการการนำเอาแรธ่ าตทุ มี่ คี า่ โดยใช้วิธกี ารตา่ ง ๆ เชน่ การขุด การเจาะ การ่อนโดยใชเ้ ลียง ในการรอ่ นแล้วนำเอาแร่ธาตทุ ี่ตอ้ งการสกดั ออกมาจากดนิ หรือหินอีกที มีทั้งทีเ่ ปน็ แรโ่ ลหะและแรอ่ โลหะ แรโ่ ลหะ 1.แร่ทองแดง เป็นอีกแร่หนึ่งที่พบอยู่ในหินหลายชนิดหลายแห่ง แต่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ถือได้ว่ามี คณุ คา่ ทางเศรษฐกจิ บรเิ วณท่ีพบแรท่ องแดง ได้แก่ ในจงั หวดั เลย นครราชสมี า ขอนแกน่ เพชรบรู ณ์ อตุ รดิตถ์ แพร่ น่าน ลำพนู ลำปาง ตาก ลพบรุ ี ฉะเชงิ เทรา และกาญจนบุรี บรเิ วณท่ีพบวา่ มีแรท่ องคำท่นี า่ สนใจ ไดแ้ ก่ บริเวณหิน เหล็กไฟ-ภทู องแดง อำเภอเมอื ง ทบ่ี ้านผาแบน่ อำเภอเชียงคาน และอำเภอท่าล่ี จังหวดั เลย บรเิ วณภูโล้น อำเภอ สังคม จังหวัดหนองคาย บริเวณน้ำตรอน-น้ำสุ่ม อำเภอน้ำปาดและอำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ บริเวณจันทกึ อำเภอปากช่อง จงั หวัดนครราชสมี า และบริเวณชองเขาประตตู หี มา อำเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแก่น 2.แร่ทองคำ คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 79 และสัญลักษณ์คือ Au (มาจากภาษาละตินว่า aurum) จัดอยใู่ นกลมุ่ ธาตุโลหะมีสกุลชนิดหนง่ึ ทองคำเปน็ ธาตโุ ลหะทรานซิชนั สเี หลืองทองมันวาวเน้อื อ่อนนุม่ สามารถยืด และตีเป็นแผ่นได้ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีส่วนใหญ่ ทองคำใช้เป็นทุนสำรองทางการเงนิ ของหลายประเทศ ใชป้ ระโยชนเ์ ป็นเคร่อื งประดบั งานทันตกรรม และอุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 3.แร่ตะกว่ั 4.แร่เงนิ 5.แร่ไททาเนยี ม 6.แร่สงั กะสี สว่ นแร่อโลหะ 1.พลอย 2.เพชร

3.ถา่ นหนิ 4. หยก รวมไปถงึ วสั ดอุ ื่น ๆ ที่ไมจ่ ดั อยใู่ นแร่ธาตุ ไดแ้ ก่ ดิน หิน ทราย กา๊ ซธรรมชาติ นำ้ มันเชื้อเพลิง เป็นต้น การ ทำเหมืองแร่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศชาติ เพราะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าแร่ธาตุจาก ต่างประเทศ รวมถงึ สามารถสง่ ออกไปจำหน่ายเพมิ่ รายได้เขา้ ประเทศได้อีกด้วย

ใบงานท่ี 1 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอื่ ง ความรพู้ นื้ ฐาน 1.ให้ผู้เรยี นสรปุ ความคดิ รอบยอดในเร่ือง “ตำนานทองเน้ือเก้า” มาพอสงั เขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2.จงบอกแหล่งทีเ่ หมาะสมในการร่อนทอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

3.ให้ผ้เู รียนอธบิ ายประวตั กิ ารร่อนทองมาพอสังเขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4.ใหผ้ ู้เรียนยกตวั อยา่ งแร่ธาตุท่ไี ด้จากกระบวนการร่อนทอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5.ใหผ้ ู้เรยี นบอกคณุ สมบตั ิของทองคำ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

ใบความรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 การแปรรปู และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทองเนอื้ เกา้ อช 331114 รายวชิ าเมอื งทองเนอ้ื เกา้ 3 ความรเู้ กีย่ วกบั ทองโบราณ ผู้ทีจ่ ะประสบความสำเร็จในอาชพี ช่างทองโบราณนั้นตอ้ งมีความมุง่ ม่นั ความตั้งใจจริง มีแรงจงู ใจ และไม่ ลืมพนื้ ฐานในการรักษาเอกลักษณ์ของลวดลายทองโบราณไว้ และยงั ตอ้ งขวนขวายหาความรู้มหี ูตากวา้ งไกล มีไหว พริบและความคดิ พลิกแพลงเพ่อื ต่อยอดงานออกไปไดเ้ ร่อื ยๆโดยสามารถคงเอกลักษณ์ของความเปน็ ทองโบราณไว้ คุณค่าทางศิลปะของทองโบราณนั้นอยู่ที่สุนทรียภาพของลวดลาย ความอ่อนช้อย ตามแบบสมัยโบราณ คุณลักษณะของงานทองโบราณคอื เปน็ งานหัตกรรมล้วนๆไม่ใชง่ านที่ทำมาจากเครื่องจกั ร ตง้ั แต่การคิดลาย การรีด เสน้ ทอง การข้ึนรูป การทำงานออกมาในแต่ละช้ินต้องอาศยั ความแม่นยำในการสรา้ งรูปทรงตามที่ไดก้ ำหนดข้ึนมา ใหเ้ ป็นไปตามนั้นใหไ้ ด้ ทองโบราณจงึ มกั มีคณุ คา่ ทางใจต่อผู้ท่มี คี วามชนื่ ชอบ หรือต้องการมีไวใ้ นครอบครอง ซ่ึงเป็นผลมาจากการ ลงมอื ลงแรง การรกั ษาเอกลกั ษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ให้ได้ และการมคี วามคิดพลิกแพลงทำให้ช้ินงานออกมาสวยงาม รว่ มสมยั โดยไม่ท้งิ ความเปน็ ทองโบราณ ลกั ษณะของทองคำและการนำมาใชท้ ำงานทอง ในสมัยโบราณนั้นพิจารณาเนื้อทอง และตั้งราคาทองตามคุณลักษณะของเน้ือทอง มีตั้งแต่ ทองเนื้อสี่ถึง ทองเน้ือเก้า ตามประกาศของรัชกาลที่ 4 เช่น ทองเนอ้ื หกคอื ทองหนัก 1 บาท ราคา 6 บาท ทองเน้อื เกา้ คือ ทอง หนัก 1 บาท ราคา 9 บาท ทองเนื้อเก้าเป็นทองที่บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อสุกปลั่งมีสีเหลืองอมแดง เป็น ทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า ทองชมพูนุท หรือ ทองเนื้อแท้ นอกจากนี้ ในรัชกาลที่ 4 ยังทรงกำหนดอัตรา แลกเปล่ยี นไวด้ ้วย คือ - ทองทศ มีคา่ เท่ากบั 1 ใน 10 ของ ช่งั หรือเท่ากับ 8 บาท (1 ชง่ั = 80 บาท) - ทองพิศ มคี ่าเท่ากับ 1 ใน 20 ของช่ัง หรือเทา่ กับ 4 บาท - ทองพัดดงึ ส์ มคี ่าเท่ากบั 1 ใน 32 ของชัง่ หรือเท่ากับ 2.50 บาท นอกจากการกำหนดอัตราแลกเปลย่ี นทองคำตามมลู ค่าทกี่ ำหนดโดยความบริสทุ ธ์ิของเนอ้ื ทองแล้ว ยงั ได้ กำหนดคณุ สมบตั ขิ องเนือ้ ทอง โดยพิจารณาจากรูปลกั ษณ์ สี และวิธที จ่ี ะนำทองนั้นมาใช้งาน หรือแปรรปู ให้เหมาะ กบั งาน ชอ่ื ที่นิยมเรียกกันคอื 1. ทองดอกบวบ หรือทองคำที่มีสีดอกบวบ เป็นทองเนื้อหก ซึ่งเรียกกันตามความรู้สึกและสายตาที่เหน็ นยิ มนำมาทำเป็นภาชนะตา่ งๆและพระพุทธรูป 2. ทองนพคณุ เปน็ ทองคำแท้ ทองคำบรสิ ุทธ์ิ หรือทองเน้อื เก้า

3. ทองแล่ง เป็นทองคำที่นำมาแล่ง หรือทำเป็นเส้นลวดเล็กๆแล้วแตจ่ ะนำไปใช้งานลักษณะใด เช่น งาน สาน งานขัด หรอื งานทอ หรอื ใชป้ กั เคร่อื งนุ่งห่มที่ทำขึน้ พิเศษ หรอื ทำเปน็ เครือ่ ง-ประดับตา่ งๆ เช่น สรอ้ ยคอ สร้อย ข้อมือ มงกุฎ อาจใช้เป็นส่วนย่อยของเครื่องประดับชนิดต่างๆ หรือใช้คาดรัดร้อยยอดเจดีย์ที่ห่อหุ้มปลียอดด้วย ทองคำ 4. ทองแป คือ เหรียญทองในสมัยโบราณใช้แลกเปล่ียนเป็นเงินตรานำมาใช้ซือ้ ขายแลกเปล่ียนสินค้าตาม มลู คา่ ได้ 5. ทองใบ เป็นทองคำที่ตีแผ่เป็นแผน่ บางๆความหนาขึน้ อยู่กับการนำไปใช้งาน จากนั้นนำไปตัดเป็นชิ้นๆ เพอ่ื นำไปพบั หรอื ม้วน บางครง้ั กเ็ รียกว่า “ทองมว้ น” 6. ทองเค เดิมเป็นชอื่ ใช้เรียกทองคำเพื่อเป็นเกณฑว์ ัดความบริสุทธ์ิ โดยทอง 24 กะรตั หรอื 24 เค ถอื เป็น ทองคำแท้ ส่วนทอง 14 เค หมายถึง ทองที่มีจำนวนเนื้อทองคำ 14 กะรัต ที่เหลือ 10 กะรัตจะมีเน้ือโลหะอื่นเจือ ปน ปัจจบุ ันคำนี้มักหมายถึง ทองทีม่ เี นอื้ โลหะอนื่ เจือปนอยู่หรอื เรยี กอีกอยา่ งหนงึ่ วา่ “ทองนอก” 7. ทองคำเปลว เป็นทองคำท่ตี ี เป็นแผ่นบางมาก ใช้สำหรบั ปิดองค์พระพุทธรูปหรือนำไปทำงานหัตถกรรม ช้นั สงู เชน่ ตพู้ ระธรรม งานไม้แกะสลกั ลาย มกี ารลงรกั แลว้ นำทองคำเปลวไปปดิ ซง่ึ เรยี กกนั วา่ “ลงรกั ปิดทอง” 8. ทองรูปพรรณ คือ ทองคำที่นำมาเป็นเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู กำไล และ แหวน ทองรูปพรรณน้ีเองเป็นที่มาของงานทองโบราณเปน็ การทำเครื่องประดับท่ีมีลวดลายละเอียดออ่ น ขึ้นอยู่ กับว่าช่างผู้ทำแต่ละคนจะมีความคิดสร้างสรรค์แบบชิ้นงานให้มีลวดลายออกมาเช่นใด ความประณีตของ ทองรูปพรรณซึ่งจดั ว่าอย่ใู นระดบั ยอดฝีมือของประเทศไทยและถือเป็นเอกลักษณ์ของงานหัตถศลิ ป์ชน้ั สงู วธิ กี ารผลติ ทองรปู พรรณ มี 2 ส่วน คือ กระบวนการผลิตและการประกอบเขา้ ด้วยกนั เปน็ ทองรปู พรรณ

1. กระบวนการผลติ มีหลายขัน้ ตอน แต่ละขั้นตอนมคี วามสำคัญ ท่จี ะผลติ ทองให้ไดต้ ามรปู แบบ ที่ชา่ งทองออกแบบไว้ ไดแ้ ก่ การคดั เลอื กเนอ้ื ทอง เอกลกั ษณข์ องทองสโุ ขทยั จะใชท้ องรอ้ ยละ 99.99 ซ่งึ เกือบจะเปน็ ทองบริสุทธ์ิ ทง้ั นี้เพื่อให้เน้ือทองสวยงามเหลือง อรา่ ม ไม่แข็ง เหมาะที่จะแปรรูป ในกระบวนการผลติ ต่างๆ คือ การดดั ตดั บุ ขึน้ รูป ชา่ งที่ชำนาญจะแยกเนื้อทอง แตล่ ะชนิดได้ดว้ ยสายตา และยงั บอกคุณภาพของเน้ือทองได้วา่ ควรจะนำทองไปหลอมใหม่หรือไม่ เพราะเม่ือเนื้อ ทองไม่บรสิ ทุ ธ์ิ หากนำไปหลอมใหม่จะมสี ารตา่ งๆ เจอื ปน ทำให้เนอื้ ทองแขง็ ยากตอ่ การขน้ึ รูป หรือทำลวดลาย การหลอมทอง ทองคำสามารถนำมาหลอมละลายด้วยความร้อน 1063 องศาเซลเซียส เมื่อทองละลาย ก็นำไปเทลงเบ้าเป็นทอง แท่งขนาดเล็ก แล้วนำไปรีดหรือเทลงเบา้ ให้มีลักษณะเปน็ แผ่นหรือวงกลมขนาดต่างๆ ตามแต่จะนำไปทำชิ้นงาน ลักษณะใด เช่น ถักเป็นสายสร้อย บุ (เคาะขึ้นรูป) รีด ฉลุ แกะสลัก ตกแต่งเป็นลูกประดับ ได้แก่ ลูกประดับ ทรงกระบอก หกเหลยี่ ม เตา่ รา้ ง ลูกสน

การหลอ่ เป็นการนำทองมาหล่อ ด้วยการใชค้ วามร้อน โดยนำทองมาใส่เบา้ ดินเผา ใช้ความร้อนเปา่ ที่ 1063 องศา เซลเซียส จนทองละลายเป็นของเหลว จงึ นำทองไปเทลงในแม่พิมพ์แบบต่างๆ ส่วนมากจะเปน็ กำไล แหวน ข้อต่อ สายสร้อย ลูกประดับ หัวเข็มขัด กระดุม และชิ้นงานเฉพาะอย่าง เมื่อทองเย็นลงแล้ว ก็นำชิ้นงาน ไปตกแต่งตาม ต้องการอีกครั้งหนึ่ง การตี เป็นการนำทองท่ีหลอมแล้ว ไปตใี ห้เปน็ แผ่นบางลงไปอีก หรอื หากเป็นแทง่ เหล่ียมเลก็ ก็ตใี ห้มีขนาด เล็กลงไปอีก เพื่อความสะดวกในการนำไปขึ้นรปู แกะลวดลาย ฉลุ หรือรีดเป็นเส้น การตีทองจะต้องตีให้ละเอยี ด และสม่ำเสมอ การตี บางครั้งเรียกว่า “การบุ” หรือ “การเคาะ” ซึ่งเป็นการตีเพื่อขึ้นรูปตามแบบต่างๆ โดย ช่างทองเป็นผู้ออกแบบลวดลายในชิ้นงานนั้น ส่วนมากบุเป็นลายไทย เช่น ลายพันธุ์พฤกษา ลายก้านเทศ นอกจากนี้ยังบตุ ามแบบพมิ พ์อีก ด้วย เช่น บุลูกประดับ สร้อยข้อมือ กำไล การตี บุ หรือเคาะ เป็นกระบวนการที่ อย่ใู นข้นั ตอนเตรยี มการประกอบเป็นทองรูปพรรณ การชกั ลวดหรอื การรดี

เป็นการนำทองที่หลอมเป็นแท่งแล้ว มาตีให้เข้ากับขนาดของรูแป้นรีด เมื่อได้ขนาดที่ใกล้เคียงกับรูปของ แปน้ แลว้ นำทองสอดเข้ารูแปน้ รดี จากนนั้ ใช้คมี ดงึ ออกมาอีกดา้ นหนง่ึ ลวดทอี่ อกมาจะมีเนอ้ื สม่ำเสมอ และมขี นาด ต่างกัน ตามที่ช่างทองต้องการ หรืออาจใช้ทองที่หลอมแล้วและมีขนาดใกล้เคยี งกับรูของแป้น ในกรณีน้ไี มต่ ้องตี ในส่วนการรีดก็ทำคล้ายๆ กนั ส่วนมากจะมเี ครื่องรีดดว้ ยมือ ชา่ งทองสามารถปรับแต่งลกู รีดได้ข้นึ อยกู่ ับงาน ตั้งแต่ ขนาดโตสุดจนเล็กสุด ส่วนมากจะรีดออกมาเป็นเส้นลวดขนาดเล็ก แต่ไม่ว่าจะเป็นการชักลวด หรือการรีด ก็มี จุดประสงค์เดียวกนั คอื ตอ้ งการใหช้ ้นิ ทองเป็นเส้นขนาดเล็กจนนำมาสาน หรือถกั เป็นชน้ิ งานได้ การทำไข่ปลา ไดจ้ ากการนำทองท่ี ไดจ้ ากการชกั ลวดหรอื การรีดแล้ว มาตัดเปน็ ทอ่ นเล็กๆ ขนาด 13 มิลลิเมตร จากนั้น นำไปเผาไฟหรือเป่าแล่น จนทองหลอมละลายเป็นก้อนกลมเล็กๆ คล้ายไข่ปลา ไข่ปลานี้นำ ไปเป็นส่วนประดับ ตกแตง่ ช้นิ งาน การสลกั และการดนุ

คำวา่ “สลกั ” หมายถงึ การทำให้เปน็ ลวดลาย หรือเขียนให้เป็นตัวหนงั สือด้วยของมคี ม ความหมาย ในที่นี้หมายถงึ การใช้สิ่วหรือเครื่องมือสลัก ตอกด้วยค้อน ลงไปบนแผ่นโลหะ ให้เป็นร่องลึก เพื่อให้เห็นลวดลาย หรือภาพชัดเจน โดยที่ไมต่ ้องให้เนื้อของโลหะนัน้ ๆ หลดุ หรือสกึ ออกไป การดนุ หมายถึง การทำใหโ้ ลหะตา่ งๆ (แผน่ ทอง แผน่ เงนิ หรอื โลหะอื่นๆ) เป็นรอยนนู ขึน้ มา เชน่ รอย นนู ของพระพทุ ธรปู ดอกไม้ สัตว์ และองคป์ ระกอบทางศลิ ปกรรมอ่ืนๆ 2. การประกอบเป็นทองรปู พรรณ เม่ือผ่านข้นั ตอนแรกของการทำทองรูปพรรณ ซึ่งแยกออกเปน็ ส่วนๆ ต่างๆ เชน่ ลวดทอง ไขป่ ลา แผน่ ทอง ลวดลายสลกั ดุน ก็จะนำสว่ นเหล่าน้นั มาประกอบเป็นทองรูปพรรณ ตามที่ต้องการ เชน่ นำลวดทองคำขนาดต่างๆ มาถักเป็นสายสร้อยคอ เป็นแบบ 4 เสา 6 เสา ถักเสร็จติดตะขอ ล้างขัดทำความสะอาด ถ้าไม่ต้องการตกแต่ง ลวดลาย ก็พร้อมส่งให้ลูกค้าหรือสวมใส่ได้ทันที แต่ถ้าต้องการประดับตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก ช่างทองก็ จะต้องผลติ ชนิ้ สว่ นประดับรูปร่างต่างๆ เพื่อประกอบเขา้ กบั ช้นิ งานทองรปู พรรณน้นั จนแล้วเสรจ็ ตามทอ่ี อกแบบไว้ การประกอบเป็นทองรูปพรรณมีกรรมวธิ ี ดงั นี้ การถกั หรอื สานทอง เป็นการถัก หรือสานทองจากเส้นลวดที่ได้จากการชักจนทองเป็นเส้นลวด แล้วนำมาถักหรือสานเป็น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า การถักสร้อยต่างๆ เหล่านี้ นิยมถักแบบสร้อย 4 เสา เสา 8 เสา แบบสมอ เกลียว วิธีการถกั เริม่ จาก ช่างทองจะวัดขนาดความยาวของสายสร้อยตามท่ีลูกค้าต้องการ เมื่อได้ขนาดและความ ยาวแล้ว ช่างจะลงมือถักจากลวดที่ชักมาแลว้ สายสร้อยจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึน้ อยูก่ ับความต้องการของลกู ค้า ถา้ ใชล้ วดทองเส้นใหญ่ เมอ่ื ถกั เสร็จแลว้ กจ็ ะไดส้ ายสรอ้ ยเสน้ ใหญ่ด้วย

การทำอะไหล่สว่ นประดับ เป็นการประดับตกแต่งช้ินงานทองรูปพรรณให้สวยงาม ลวดลาย หรือส่วนประดับต่างๆ จะมีลักษณะ อย่างไร ขึ้นอยู่กับการออกแบบของช่างทอง และความต้องการของลูกค้า ส่วนมากจะประดับเข้ากับชิ้นงาน ทองรปู พรรณ ที่เป็นสรอ้ ยคอ สร้อยข้อมอื สรอ้ ยข้อเทา้ กำไล-ขอ้ มือ แหวน ต่างหู หัวเข็มขดั หรือชิน้ งานอืน่ เฉพาะ อย่าง โดยช่างทองต้องมีตัวอย่างให้ลูกค้าดู หรือสอบถามความต้องการของลูกค้าก่อนว่า ต้องการรูปลักษณะใด จากนั้นช่างทอง ก็จะผลิตชิ้นงานตามแบบที่กำหนดไว้นั้น อะไหล่ส่วนประดับส่วนมากจะเป็นปะวะหล่ำ ลูกสน เต่าร้าง ได้จากการนำลวดทองตีเกลยี วตัดแบ่งเป็นวงกลมเลก็ ๆ หรอื ขดให้เป็นลวดลายดอกไม้ ลายพันธ์ุพฤกษา ตัด ตอ่ เขา้ เป็นรูปทรงกลม หรือทรงกระบอกเล็กๆ ขนาดตามความเหมาะสมของชนิ้ งาน สว่ นใหญอ่ ะไหล่ประดบั ทีเ่ ป็น ทรงกระบอก จะมีลวดลายกระหนก และลายเครือเถา ทำจากเส้นลวดทองตีเกลียว นำมาขดงอจนเข้ารูป ตาม ตอ้ งการ หากมชี ่องว่างระหว่างลาย ก็จะประดบั ดว้ ยการลงยาให้เกิดสีตา่ งๆ สว่ นมากจะเปน็ สแี ดง สเี ขยี ว และสีน้ำ เงนิ นอกจากน้ี ยงั มชี ้ินงานเฉพาะอีกบางลักษณะ ไดแ้ ก่ ส่วนประดบั ทเ่ี กิดจากการแกะสลัก การดุน การบุ เพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่น ลายกระหนก ลายเครือเถา ลายพันธุ์พฤกษา ลายสัตว์ต่างๆ บางครั้งก็มีการ ลงยา ผสมผสานเขา้ ไปดว้ ย ทำให้ดูสวยงามยิ่งข้ึน ส่วนประดบั ทเ่ี กิดจากการแกะสลัก การดุน และการบุน้นั ส่วนมากเป็น จี้ทองประดับเข้ากับสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไลข้อมือ โดยในการทำอะไหล่ประดับของงานทองรูปพรรณ จะ เกี่ยวขอ้ งกับกระบวนการดัด เคาะ ข้ึนรปู การแกะสลกั และการฉลุ เพอ่ื ให้เกดิ ลวดลายบนเนอ้ื ทอง นอกจากน้ียังมี การตดิ ผลกึ เพ่อื ติดอญั มณลี งบนช้นิ งาน และการฝงั ผลึก โดยการฝงั อัญมณีลงบนชนิ้ งาน แล้วตกแตง่ ขอบให้ยึดติด กับชิ้นงาน เช่น ยึดเพชรพลอยเข้ากับเรือนของแหวน ต่างหู กำไลข้อมือ การเกาะก็เป็นการยึดติดอัญมณีเข้ากับ ชน้ิ งานอกี วิธหี น่งึ ดว้ ยการทำตะขอยึดติดเข้ากับชนิ้ งาน เช่น ตะขอยึดตดิ เพชรพลอยเข้ากับหัวแหวน ปัจจบุ นั มีการ ผลิตทองรูปพรรณเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วไป ส่วนมากใช้เป็นเครื่องประดับ มีการผลิตทั้งแบบ อุตสาหกรรมโดยการใช้เคร่อื งจักร และผลติ จากฝีมอื ของชา่ งแต่ละคน ที่มีชื่อเสียงกเ็ ปน็ ช่างทองเพชรบุรี ศรีสัชนา ลัย สุโขทัย หรอื ท่เี รียกกนั วา่ “ทองลวดลายโบราณ”กระบวนการผลิต ทำดว้ ยมือของชา่ งผู้ชำนาญงานทัง้ ส้ิน ทอง

โบราณสุโขทัยจงึ เปน็ ทีถ่ ูกใจของผู้ซื้อ ที่อยากจะได้ไวค้ รอบครอง เพราะเป็นงานหัตถกรรมทีใ่ ชศ้ ิลปะชั้นสูง ผนวก กบั ความชำนาญของชา่ งทอง จนเกดิ เปน็ ชิ้นงานทม่ี ลี ักษณะของไทยแท้ ยากทจ่ี ะหาชนชาติใดมาลอกเลียนแบบได้ ทองคำเปลวบรสิ ุทธิ์ สามารถสรา้ งสรรค์ แต่งเติม สร้างมูลค่า สรา้ งความสวยงามให้กบั สง่ิ ตา่ งๆ ไดม้ ากมาย หลายอย่าง เอาไปใช้ไดห้ ลายวงการแล้วแต่ เจ้าของผลิตภัณฑต์ ่าง ๆ จะครเี อต เผอื่ เอาไปใชใ้ นรปู แบบใด ในอุตสาหกรรมความงาม สามารถนำไปใช้ ผสมเครื่องสำอางค์ ครีม โลชั่น เซรั่ม Facial Mask โฟม สบู่ แชมพู เจล หรือแมก้ ระท่ัว ครีมรกแกะ ครมี มะหาด ครีมสมนุ ไพรต่าง ๆ ท่กี ำลงั ไดร้ บั ความนยิ มอยู่ในเวลาน้ี ผงทองคำบริสุทธิ์ เมื่อสัมผัสผิวกายโดยการนวดเบา ๆ เนื้อทองจะแตกเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึมผ่านผิวหนงั ทองคำจะปลอ่ ยประจุลบชว่ ยให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ช้ันผิว หนังโดยการปรบั สีผิวใหส้ ว่างขนึ้ ลดอาการฝังตัวของเหล่า มลภาวะทจ่ี ้องทำลายผวิ ไดเ้ ปน็ อย่างดี ผงทองคำเปลวบรสิ ุทธิ์ (Pure Gold 14K) ผลิตจากทำคำเปลวที่มีคุณภาพจากร้านแสงวิจิตรทองคำเปลว ซึง่ เปน็ ร้านทมี่ ีชอื่ เสยี งในวงการผลิตทองคำเปลว ผา่ นกระบวนการแฮนเมดทกุ ขน้ั ตอน เพ่อื รักษาคุณภาพเน้อื ทองคำให้มีความสกุ สดใส มันวาว ซ่ึงปกติทาง รา้ นจะผลิตเพอื่ สง่ นอก สง่ ตามหอ้ ง Lab หรอื โรงงานผลติ เครื่องสำอางอย่แู ล้ว



ทองเนอ้ื เกา้ คอื “นพคณุ เน้ือเกา้ ” เช่ือกันวา่ ปอ้ งกนั ภยนั ตรายและภูตผีปีศาจได้ดี ทองบางสะพาน หรือทองบางตะพาน หรือทอง นพคณุ น้ใี นหนังสอื ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 อธบิ ายไวว้ ่า ทองคำทีซ่ ้อื ขายกนั นัน้ เรียกตามเนอื้ และตามราคา เช่น ทองหนักบาทหนึ่งเปน็ เงิน 4 บาท เรียกว่า เน้ือสี่ ทองหนกั บาทหนึ่งเป็นเงิน 5 บาท เรยี กว่า เนอื้ หา้ ทองหนักบาท หนึ่งเปน็ เงนิ 6 บาท เรยี กวา่ เนอื้ หก ทองหนักบาทหน่งึ เป็นเงิน ๗ บาทเรยี กว่า เน้ือเจ็ด ทองหนกั บาทหน่งึ เป็นเงิน 8 บาทเรียกวา่ เน้อื แปด ทองหนักบาทหนง่ึ เป็นเงิน 8 บาท 2 สลึง เรียกว่า ทองเนอื้ แปดสองขา ทองหนกั บาทหนึ่ง เป็นเงนิ 9 บาท เรียกว่า นพคุณเก้านำ้ ที่มาของ “ทอง” บางสะพาน แหล่งแรท่ องคำที่มีชือ่ เสยี ง และรู้จักกนั ดีใน ประเทศไทย มีด้วยกัน 3 แหล่ง ได้แก่ อำเภอ กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอ บางสะพาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพานเดิมช่ือ เมืองกำเนิดนพคุณ ตัวเมืองตั้งอยู่ที่ท่า มะนาว ฝั่งขวาของลำน้ำแม่รำพึง ต่อมาตั้งที่ท่ากะหลอ ปัจจุบันเรียกว่า บ้านหลักเมือง อยู่ริมฝั่งขวาลำน้ำบาง สะพาน ซึ่งยังมีหลักฐานเสาหินหลักเมืองปรากฏอยู่ในอดีต บางสะพานเป็นเมืองที่มีการขุดและร่อนทองเป็นครั้ง แรก สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในปี พ.ศ. 2289 เจ้าเมืองกุยได้ส่งทองร่อนหนัก 3 ตำลึง นำถวายพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ พระองค์จึงเกณฑ์ไพร่จำนวน 2,000 คน ไปร่อนทองที่บางสะพานเป็นเวลาปีเศษ ได้ทองคำหนัก 90 ช่ัง เศษ เป็นนำ้ หนกั 54 กิโลกรัม หรอื 3,600 บาท และได้นำทองทั้งหมดไป หมุ้ ยอดมณฑป รอยพระพทุ ธบาทสระบุรี แต่ยอดมณฑปนี้ถูกโจรจีนเผาหลอมทองเอาไปทั้งหมด เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ.2310) คุณสมบัติ ของทองบางสะพาน “ทองบางสะพาน” หรือ “ทองบางตะพาน” มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีจนมผี ู้กล่าวกันว่า “เป็น ทองคำเนอื้ ดที ่ีสุดของเมืองไทยและในโลก” ทองท่พี บเปน็ ทองธรรมชาติ เห็นเป็น Nuggest (ทองท่ขี ุดไดโ้ ดยไม่ต้อง ถลุง) อย่างชัดเจน เหลืองอร่าม สุกปลั่งและเนื้ออ่อน ทองร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นทองเนื้อเก้า เรียกว่า “นพคุณเน้ือ เก้า” เชื่อกันว่าป้องกันภยันตรายและภูตผีปีศาจได้ดี ทองบางสะพาน หรือทองบางตะพาน หรือทองนพคุณนี้ใน หนงั สอื ประชุมประกาศรัชกาลท่ี 4 อธบิ ายไว้วา่ ทองคำทซี่ อื้ ขายกนั น้นั เรียกตามเนื้อและตามราคา เช่น ทองหนัก บาทหนึ่งเปน็ เงิน 4 บาท เรยี กว่า เนอื้ ส่ี ทองหนกั บาทหน่ึงเปน็ เงิน 5 บาท เรียกว่า เน้อื หา้ ทองหนักบาทหน่ึงเป็น เงนิ 6 บาท เรยี กวา่ เนื้อหก ทองหนักบาทหนึง่ เป็นเงิน 7 บาทเรยี กวา่ เนื้อเจด็ ทองหนกั บาทหนึง่ เป็นเงิน 8 บาท เรียกวา่ เน้ือแปด ทองหนกั บาทหน่ึงเป็นเงนิ 8 บาท 2 สลงึ เรียกวา่ ทองเน้ือแปดสองขา ทองหนักบาทหนง่ึ เป็นเงนิ 9 บาท เรียกว่า นพคุณเก้าน้ำ คุณสมบัติเด่นเฉพาะของทองบางตะพาน ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น นิราศนรินทร์ “บางสะพานสพาดพื้น ทองปาง แก่แฮ รอยชะแลงชระลุราง ร่อนกลุ้ม ระลึกโฉม แมแ่ บบบาง บัวมาศ กูเอย ควรแผ่แผ่นทองหุ้ม ห่อไว้หวังสงวน” ขุนชา้ งขุนแผน \"เอาไมส้ รรพยามาทำฝกั ผสมผงลง รกั ให้ผิวผอ่ ง กาบหุ้มต้นปลายลายจำลอง ทำดว้ ยทองบาทชาตบิ างตะพาน” https://pantip.com/topic/33062883

การใชท้ องคำของไทย ฝกั ด้ามมีดท่หี ุม้ ด้วยทองคำ ศริ าภรณ์ (เครอ่ื งประดบั ศรี ษะสตร)ี ถกั อยา่ งประณตี ด้วยทองคำ

พระธำมรงค์นพรัตน์ประดับรตั นชาติ พานพระศรีทองคำจำหลกั ลงยา

ตลับภู่ทองคำจำหลกั ลงยา ในสมัยสุโขทัยมีหลกั ฐานการใช้ทองคำเปน็ เคร่อื งราชบรรณาการ และการสรา้ งพระพทุ ธรปู ด้วยทองคำ รวมทั้งภาชนะอ่ืนๆ เช่น ตลับและผอบเล็กๆ สำหรับใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือทำเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก และ เคร่อื งประดับ เช่น แหวน ตา่ งหู กำไล ฯลฯ แหลง่ ทองคำในสมัยน้ัน สว่ นหนึง่ ได้มาจากเมืองบางสะพาน ซ่งึ ปัจจบุ นั เป็นอำเภอหนงึ่ ในจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ และอีกส่วนหนงึ่ นำเข้ามาจากประเทศจนี ในสมัยที่กรุงศรีอยธุ ยาเปน็ ราชธานี ได้ปรากฏหลกั ฐานจากบันทึกการเดินทางของชาวตา่ งประเทศ เพื่อ เจริญสัมพนั ธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา คือ ชาวโปรตเุ กส ซึ่งเขา้ มา ตดิ ต่อคา้ ขายใน พ.ศ. 2054 ในรัชสมัยสมเด็จพระ รามาธิบดีที่ 2 ได้กลา่ วไว้วา่ สินค้าออกของประเทศสยาม ไดแ้ ก่ ครัง่ กำยาน ไม้ฝาง ตะกวั่ เงิน ดีบุก ทองคำ และ งาชา้ ง โดยชาวสยามนำภาชนะ ท่ีทำด้วยทองแดง ทองคำ และเครอ่ื งประดบั ท่ีทำจากเพชร และทับทมิ ไปขายด้วย ตลาดคู่คา้ ท่สี ำคัญคอื จีน มะละกา กัมพูชา เบงกอล ในบันทึกยังกล่าวตอ่ ไปอกี ว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามส่งผู้แทน พระองคไ์ ปพบอัลฟองโซ เดออลั บูร์เกอรก์ ี ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ทีเ่ มืองมะละกา และไดพ้ ระราชทานขนั ทองคำ สำหรับดมื่ เหล้า และดาบทองคำ เพ่ือขอความสนับสนุนช่วยเจรจาใหร้ ัฐบาลโปรตุเกสคืนเมืองมะละกาให้แก่กรุงศรี อยธุ ยา จะเหน็ ไดอ้ ย่างชัดเจนวา่ พระมหากษัตรยิ ์แหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยาทรงมอบเคร่อื งบรรณาการ ของขวญั ของกำนลั โดยนยิ มใช้ทองคำที่ประดิษฐ์ เปน็ งานศลิ ปะช้นั สงู ในการแลกเปลย่ี นพระราชศภุ อกั ษรสาสน์ หรือพระสุพรรณบัฏ กับกษัตริย์ต่างประเทศ เมอซิเออร์ เดอลาลูแบร์ อัครราชทูตชาวฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช กล่าวไว้ว่า ชาวสยามถลุงแร่ทองคำได้มาก เพื่อนำมาประดับพระพุทธรูปซ่ึงสร้างขึ้นเปน็ จำนวน มาก นอกจากนี้ ยังนำไปประดบั เป็นส่วนประกอบของโบสถ์ วิหาร วัดวาอารามตา่ งๆ เช่น ประดับช่อฟ้า ใบระกา เพดาน หน้าบัน ดว้ ยการลงรกั ปดิ ทองลงลวดลายต่างๆ และกลา่ วอกี วา่ ชาวสยามเปน็ ช่างกะไหล่ทองท่มี ีฝีมือ และ รจู้ ักนำทองคำมาตีแผ่เปน็ แผน่ บาง เมื่อพระเจ้ากรุงสยามมีพระราชสาสน์ ไปยังกษัตริย์พระองคอ์ ่ืน พระองคโ์ ปรดให้ จารึกข้อความศุภอักษรลงในพระสุพรรณบัฏ ซึ่งบางเหมือนกระดาษ นอกจากนี้ ยังโปรดให้ทำจานทองคำขึ้นเป็น พิเศษสำหรับใส่ผลไม้ เมื่อครั้งพระราชทานเลี้ยงแก่เมอซิเออร์ เดอ โชมองต์ แสดงให้เห็นว่า ทองคำของ พระมหากษตั รยิ ใ์ นสมัยอยุธยาคงจะมอี ยมู่ าก โดยมที ่มี าดงั น้ี

1. ได้จากการเก็บสว่ ย ในสมัยอยุธยา มีระบบการเก็บส่วยซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากประชาชนในท้องถิน่ โดยในบางกรณี ส่วยที่เรียก เกบ็ น้นั ต้องจ่ายเปน็ ทองคำ เช่น สว่ ยทเ่ี รยี กเกบ็ จากเมืองบางสะพาน ในสว่ นของราษฎรที่รอ่ นทองได้ กต็ อ้ งส่งส่วย ภาษเี ป็นทองคำเชน่ กนั 2. ได้จากการเกณฑก์ รณีพิเศษ เป็นการรวบรวมทรัพย์สินเงินทองเพื่อทำกิจกรรมสำคัญ เช่น การร่วมกันสร้างศาสนสถาน การหล่อ พระพุทธรปู การสรา้ งเจดยี ์ การเรีย่ ไรบรจิ าคจากข้าราชบริพาร ขนุ นางชนั้ ผู้ใหญ่ และราษฏรทั่วไป ตามกำลังฐานะ และแรงศรทั ธา 3. ไดจ้ ากการค้าขายแลกเปล่ยี น จากบันทึกของนักเดินทางชาวยุโรป ระบุว่า กรุงศรีอยุธยาเป็นตลาดค้าขายทองคำ ซึ่งพ่อค้านำเข้ามาจาก ต่างประเทศ คือ ชวา สุมาตรา มลายู อาหรบั เปอรเ์ ซยี และจีน กรุงศรอี ยธุ ยาอาจนำทองคำที่ขุดหาไดอ้ อกขายเพ่ือ แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น การค้าขาย ในสมัยอยุธยาจึงมีบทบาทมากต่อการแสวงหาทองคำมาใช้ประโยชน์ เพ่อื ตอบสนองค่านิยมของสงั คม 4. ได้จากเคร่อื งราชบรรณาการ ธรรมเนียมประเพณีของหัวเมืองขึ้นและประเทศราช ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ เป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ให้แก่กรุงศรีอยุธยาทุกๆ 3 ปี เพื่อแสดงว่า ยอมสวามิภักดิ์หรือยอมอยู่ใต้อำนาจ ทำให้มีทองคำนำเข้าสู่ ท้องพระคลงั และนำไปแปรรปู เป็นเครอื่ งราชปู โภคตา่ งๆ 5. ได้จากการนำ หรอื การรบิ จากเอกชนเข้าเปน็ ของหลวง มหี ลายกรณี เช่น ถา้ ผหู้ นึ่งผู้ใดกระทำความผิดรา้ ยแรงต้องโทษประหารชีวิต ยงั จะต้องรบิ ทรัพย์สินทุกอยา่ งเข้า หลวง ที่เรียกว่า พัทธยา หรือเรียกคืนเครื่องยศต่างๆ ที่ทำจากทองคำ เมื่อขุนนางผูม้ บี รรดาศักดิ์ผู้นั้นสิน้ ชีวิตแล้ว รวมทั้งการยึดทรัพยส์ นิ มคี า่ จากศัตรูคสู่ งคราม ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่แสดงถึงการใช้ทองคำเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมากลายเป็นธรรมเนียมประเพณีของไทยในระยะหลัง ตัวอย่างเช่น ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้ โปรดให้หล่อพระพทุ ธรูปนามว่า “ศรีสรรเพชญ์” ประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง วัดพระศรีสรรเพชญ์ ขนาดสูง จากพระบาทถึงยอดพระรัศมี 8 วา พระพกั ตร์ยาว 4 ศอก และกวา้ ง 3 ศอก พระอรุ ะกว้าง 11 ศอก ทองสำริดท่ีใช้ หล่อหนกั 53,000 ชัง่ ทองคำหุม้ หนกั 286 ชงั่ หรอื 171.6 กิโลกรมั ขา้ งหน้าเปน็ ทองเนือ้ เจ็ด ข้างหลังเป็นทองเนื้อ หก ในส่วนของสามัญชน ก็มีตลาดค้าขายทอง มีช่างทำทองรูปพรรณอยู่ทั่วไป หากมีการค้าขายทองและมี ช่างทองอยูก่ นั อย่างหนาแน่นเปน็ ย่าน ก็มีชื่อเรียกขานเป็นท่ีรูจ้ ัก เช่น ย่านป่าทอง ขายทองคำเปลว ย่านวัดกระชี ชา่ ง ทำพระพุทธรปู ทองคำ การทำทองรูปพรรณในสมยั อยุธยา ชา่ งทองมวี ธิ กี ารทำคล้ายกับช่างทองโบราณสุโขทัย แต่อาจแตกตา่ งกันไปบ้าง วธิ กี ารเหล่านนี้ ิยมทำกนั จนชา่ งทองสมยั อยุธยามชี ื่อเสยี งมาก

ใบงานท่ี 2 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง การแปรรปู และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทองเนอ้ื เกา้ 1. ทองเนอ้ื เก้าสามารถมาแปรรูปได้โดยวิธใี ดบา้ ง จงอธิบาย …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ให้ผูเ้ รยี นบอกการแปรรปู ทองท่ีผ้เู รยี นสนใจมาคนละ 1 ประเภท พรอ้ มวาดภาพประกอบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. ทองนพคณุ มีลกั ษณะอย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. กระบวนการผลิตทองมกี ีข่ ้นั ตอน อะไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. เพราะเหตุใดเราจึงต้องแปรรูปทองเนื้อเก้า …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ใบความรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 การเกบ็ รกั ษาและการจดั การทอง อช 331114 รายวชิ าเมอื งทองเนอื้ เกา้ 3 คณุ สมบัตขิ องทองบางสะพาน “ทองบางสะพาน” หรอื “ทองบางตะพาน” มีช่อื เสยี งและรู้จักกันดีจนมีผู้ กล่าวกันว่า “เป็นทองคำเนื้อดีที่สุดของเมืองไทยและในโลก” ทองที่พบเป็นทองธรรมชาติ เห็นเป็น Nuggest (ทองที่ขุดได้โดยไม่ตอ้ งถลงุ ) อย่างชัดเจน เหลืองอรา่ ม สุกปลั่งและเน้ืออ่อน ทองร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นทองเนือ้ เกา้ เรียกว่า “นพคุณเนื้อเก้า” เชื่อกันว่าป้องกันภยันตรายและภตู ผีปีศาจได้ดี ทองบางสะพาน หรือทองบางตะพาน หรอื ทองนพคณุ น้ีในหนังสอื ประชมุ ประกาศรัชกาลท่ี 4 อธิบายไวว้ า่ ทองคำทซี่ อ้ื ขายกนั นนั้ เรียกตามเนื้อและตาม ราคา เช่น ทองหนกั บาทหนึง่ เปน็ เงนิ 4 บาท เรียกว่า เนอื้ ส่ี ทองหนกั บาทหนึง่ เป็นเงนิ 5 บาท เรียกว่า เน้อื ห้า ทอง หนักบาทหนึ่งเป็นเงิน 6 บาท เรียกว่า เนื้อหก ทองหนักบาทหนึ่งเป็นเงิน 7 บาทเรียกว่า เนื้อเจ็ด ทองหนักบาท หน่งึ เปน็ เงิน 8 บาทเรยี กว่า เนื้อแปด ทองหนกั บาทหนง่ึ เปน็ เงิน 8 บาท 2 สลงึ เรยี กว่า ทองเน้ือแปดสองขา ทอง หนกั บาทหนง่ึ เป็นเงนิ 9 บาท เรยี กวา่ นพคณุ เก้านำ้ 3. การเกบ็ รกั ษาทอง เครื่องประดบั ทอง เป็นนิยม บ่งบอกถึงความมคี ่า มีราคา ไม่ว่าจะเป็น แหวน สร้อยคอ สร้อยข้อมือ จ้ี แต่เมื่อใส่ไปนานๆ อาจเกิดความหมอง จากคราบเหงอื่ ไคล ไขมัน เคร่ืองสำอาง ครมี บำรงุ แป้งฝนุ่ และอีกสารพัด ทอ่ี าจทำลายความงามของเครอื่ งประดับทอง เราต้องหม่ันดแู ลรกั ษากันเพอ่ื ใหท้ องยงั คงสวยงามเหมอื นใหม่ ให้สม กับมลู คา่ และราคาทอง เป็นเคร่อื งประดบั ทีท่ นทานทสี่ ุด แต่ถา้ กระแทกหรอื ถูกขูดแรงๆ กเ็ ปน็ รอยได้

ถ้าเปน็ ทองลงยาให้หลกี เลย่ี งการกระแทกอย่างแรง และสวมใสข่ ณะเล่นกีฬา เน่อื งจากส่วนลง ยาเปน็ ส่วนผสมของแก้ว จึงมีโอกาสแตกหักได้มาก ระวังคลอรีน เพราะคลอรีนสามารถทำปฏิกริ ิยากบั ทองได้ หากนำทองไปโดนคลอรนี บอ่ ยๆ จะ ทำใหโ้ ครงสร้างของทองอ่อนแอและอาจแตกหกั ไดง้ ่าย เพราะฉะน้ันใหห้ ลีกเลี่ยงการใส่ทองลงสระน้ำ หรือ ให้ห่าง สารทำความสะอาดท่ีมีส่วนผสมของคลอรีนอยกู่ ็จะช่วยใหท้ องแข็งแรงทนทาน ควรเก็บรักษาทองโดยห่อดว้ ยผ้าทน่ี ุ่ม ใสซ่ อง หรือ กล่องแยกกนั การกระทบขดู ขดี วธิ ที ำความสะอาดเครอื่ งประดบั ทองคำ มหี ลายวธิ ดี ว้ ยกนั เชด็ และทำความสะอาดด้วยผ้าชามวั ส์หรือผ้าท่นี ุ่ม หลงั จากลา้ งน้ำ การการเก็บรกั ษาให้หลีกเลี่ยงจากฝุ่น ความชื้น เหง่ือไคลและเครื่องสำอางค์ หากเคร่อื งประดับทองไม่สกปรกหรือหมองมากนกั ใหน้ ำทองมาลา้ งในน้ำอนุ่ ท่ีผสมกับนำ้ ยาล้างจานเพียง เล็กน้อยก็พอ แต่ถ้าหากทองสกปรกมีคราบแป้ง ไขมัน เหงื่อไคลมาก ให้ใช้โซดาชะล้างสิ่งสกปรก แต่ควรนำ เครื่องประดับทองไปจมุ่ แช่ในน้ำทำความสะอาดก่อนสัก 15 นาที จะช่วยใหค้ ราบหลุดออกง่าย และไม่ตอ้ งขดั มาก แต่ถ้าอยากจะขัดเครื่องประดับทองด้วยแปรงสีฟัน ก็ขอให้เลือกแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มมาใช้จะดีกว่า สงั เกตจากฉลากดา้ นหน้าผลิตภัณฑ์ หรือถ้ามีแปรงสำหรับแปรงคิว้ ที่ไมไ่ ด้ใช้ กส็ ามารถนำมาขดั เคร่ืองประดับทอง ได้เหมือนกัน โดยให้ขัดอย่างเบามือท่ีสุดลักษณะเปน็ วงกลม ขัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าทองจะกลับมาสะอาดสดใสอีก ครั้ง การใช้ยาสีฟัน ก็ช่วยให้เครื่องประดับทองกลับมาสะอาดเปล่งประกายได้เหมือนเดิม โดยบีบยาสีฟัน เลก็ นอ้ ย นำมาขัดถูเบาๆ แลว้ ลา้ งออกดว้ ยน้ำอุ่น ทำความสะอาดด้วยน้ำต้มเดือด หากเครือ่ งประดบั ทองบงั เอญิ ไปเป้ือนข้ีผ้ึงหรอื น้ำมนั อะไรสกั อย่าง ให้ทำ ความสะอาดโดยนำเคร่ืองประดับไปจุม่ ในน้ำต้มเดอื ดเพ่ือให้คราบสกปรกหลดุ ออกไป เมื่อหลุดออกไปแล้วค่อยใช้ น้ำผสมสบู่หรือนำ้ ผสมแอมโมเนยี ทำความสะอาดอีกรอบ 4. การจดั การทอง 4.1 การเกบ็ สะสมเป็นของทร่ี ะลกึ ปราชญช์ าวบ้านเล่าเร่ือง “ทองบางสะพาน” ทองนพคณุ ท่นี อกจากมีมลู ค่าราคาสงู แลว้ ยังมีความ เชื่อความศรัทธาที่ผคู้ รอบครองทองคำน้ีเชือ่ เป็นการสว่ นบคุ คล แม้มเี งนิ แต่ไม่มบี ารมีกใ็ ช่วา่ จะได้ครอบครอง คุณสมบตั เิ ฉพาะตวั ของทองบางสะพานเป็นทองนพคุณ ทม่ี ีเนอ้ื ดี เหลืองอรา่ ม สุกปลง่ั ย่ิงใช้ย่ิงสุก เป็นทองที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการถลุงแร่เหมือนแหล่งอื่นๆ ในประเทศ อีกประการหนึ่ง คือ หากผู้ใดมีไว้ใน ครอบครองเชอ่ื วา่ จะชว่ ยเสรมิ บารมี ปกป้องคมุ้ ครอง ทำใหแ้ คลว้ คลาดจากภัยอนั ตรายท้งั ปวง โดยหลายคนมีความ เชอ่ื ในเรื่องของพทุ ธคุณในตวั เอง ดจุ ดังพระเคร่ือง เชอื่ วา่ หากเก็บไวบ้ นหงิ้ พระก็จะช่วยปกปอ้ งทรัพย์สินและคนใน ครอบครวั ใหอ้ ยเู่ ย็นเปน็ สขุ ถา้ เปน็ เครอ่ื งประดบั ติดตวั กจ็ ะทำให้บุคคลท่ีเป็นเจา้ ของมีความเชื่อมัน่ ในตวั เองสูง รู้สึก อุน่ ใจปลอดภยั ยามเดินทาง นอกจากนีย้ งั เปน็ ทน่ี ยิ มมอบให้กบั บคุ คลอนั เปน็ ที่รกั

ทองบางสะพานที่พบ มีลักษณะทั้งเป็น ผง เม็ด เกล็ด และก้อน ขึ้นอยู่กับประติมากรรมของ ธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่มีเงินแล้วจะหาซื้อได้จากท้องตลาด แต่ต้องหาซื้อจากแหล่งร่อนทองในพื้นที่เท่านั้น เหตุผลท่ี บุคคลทั่วไปไม่สามารถซื้อขายทองก้อนใหญ่ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นในเรื่องของบุญบารมีของผู้ที่จะได้ครอบครอง จังหวะและราคา เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยไม่ได้อา้ งอิงจากราคาทองตามท้องตลาด ขึ้นอยู่กับ ความพอใจของทงั้ ผู้ซือ้ และผูข้ าย ซึ่งทองบางสะพานทเี่ ปน็ ลกั ษณะทองกอ้ นในปจั จบุ นั น้ีลว้ นตกไปอยใู่ นครอบครอง ของคหบดีผู้มชี ่ือเสยี งต่างๆ ทั่วประเทศ แตเ่ จา้ ของเหล่าน้มี กั ไมเ่ ปิดเผยตัวตน แต่เป็นท่ีรู้กนั ในผู้ท่ีเปน็ นักสะสมทอง บางสะพานว่าไปอยู่กบั ผใู้ ดและเปน็ มรดกตกทอดกนั มาจากร่นุ สู่รนุ่ “นอกจากการมองทองบางสะพานในมุมของความเป็นวตั ถุที่มีค่า มีราคา อยากให้มองยอ้ นกลับ ไปถงึ วถิ กี ารดำรงชวี ิตของชาวรอ่ นทอง วฒั นธรรมในการรอ่ นทองท่เี ปน็ อตั ลกั ษณ์และเอกลักษณ์อนั ทรงคุณค่าของ ชาว ตำบลร่อนทอง ใหเ้ ป็นสมบัตขิ องชาตสิ บื ไป ซ่ึงเชอ่ื วา่ สงิ่ ต่างๆ เหล่าน้ี มคี ่ายิง่ เหนอื สงิ่ อื่นใด” ที่สุดแห่งทองคำบ้านทองนพคุณ เครื่องประดับแห่งความมงคล สมบัติแห่งความมั่งคั่ง ควรค่าแก่การ ครอบครอง สะสม หรือเปน็ ของขวญั ที่มีคณุ ค่ายิ่ง 2.2 การจำหนา่ ย ทองคำได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มี คุณสมบัตพิ นื้ ฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่น และเป็นทต่ี ้องการเหนือบรรดาโลหะมีคา่ ทกุ ชนิดในโลก คอื 1. งดงามมันวาว (lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเปน็ อมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่นๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ ทองคำได้อกี ทางหนง่ึ 2. คงทน (durable) ทองคำไม่ขน้ึ สนิม ไม่หมอง และไมผ่ กุ รอ่ น แมว้ า่ กาลเวลาจะผา่ นไป 3000 ปีก็ตาม 3. หายาก (rarity) ทองเป็นแรท่ ่หี ายาก กว่าจะได้ทองคำมาหน่ึงออนซ์ (31.167 gram) ต้องถลุงก้อนแร่ท่ี มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นเหตุให้ ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต 4. นำกลับไปใช้ได้ (reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพราะมีความ เหนียวและออ่ นน่ิมสามารถนำมาทำขึน้ รูปได้งา่ ย อกี ท้งั ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหมโ่ ดยการทำให้บริสุทธ์ิ (purified) ด้วยการหลอมได้อกี โดยนับครัง้ ไมถ่ ้วน ราคารบั ซ้อื ทองบางสะพานในขณะน้ี ทองผงราคาหุนละ 600 บาท ทองเกล็ดหนุ ละ 800 บาท สว่ นทองชิน้ เล็กๆหุนละ 1,000บาท แต่หากเป็นทองก้อนทีม่ ลี ักษณะสวยงามไดร้ ปู ราคารับซือ้ จะพุง่ สูงตามความสวยงามของ ก้อนทอง อย่างที่เมื่อวันที่ 15ธันวาคม2559ที่ผ่านมาที่ชาวบ้านสามารถร่อนทองได้ทองก้อนหนักถึง2บาท นั้นก็ สามารถขายไดส้ งู ถึงราคา1แสนบาทเลยทีเดยี ว ซง่ึ จากการสงั เกตความคักคกั ของการซ้ือขายทองบางสะพานพบว่า ชาวบ้านต่างนำทองมาขายได้เงนิ รายละ 3-5พันบาทเลยทีเดยี ว

2.3 การนำไปแปรรปู วธิ ีการผลติ ทองรูปพรรณมี 2 ส่วน คือ กระบวนการผลติ และการประกอบเขา้ ด้วยกันเปน็ ทองรปู พรรณ 1. กระบวนการผลติ มีหลายขน้ั ตอน แต่ละข้ันตอนมคี วามสำคัญ ที่จะผลติ ทองให้ได้ตามรปู แบบ ทช่ี ่างทองออกแบบไว้ ไดแ้ ก่ 2. การประกอบเป็นทองรปู พรรณ เมอื่ ผา่ นขัน้ ตอนแรกของการทำทองรูปพรรณ ซง่ึ แยกออกเป็นสว่ นๆ ตา่ งๆ เช่น ลวดทอง ไข่ปลา แผ่นทอง ลวดลายสลักดนุ ก็จะนำสว่ นเหล่าน้นั มาประกอบเป็นทองรูปพรรณ ตามท่ตี ้องการ เช่น นำลวดทองคำขนาดต่างๆ มาถักเป็นสายสร้อยคอ เป็นแบบ 4 เสา 6 เสา ถักเสร็จติดตะขอ ล้างขัดทำความสะอาด ถ้าไม่ต้องการตกแต่ง ลวดลาย ก็พร้อมส่งให้ลูกค้าหรือสวมใส่ได้ทันที แต่ถ้าต้องการประดับตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก ช่างทองก็ จะต้องผลิตชิน้ ส่วนประดับรูปร่างต่างๆ เพ่ือประกอบเข้ากับชิน้ งานทองรูปพรรณนนั้ จนแล้วเสรจ็ ตามท่ีออกแบบ ไว้ การประกอบเป็นทองรปู พรรณมกี รรมวิธี ดงั นี้ การถักหรือสานทอง เป็นการถัก หรือสานทองจากเส้นลวดที่ได้จากการชักจนทองเป็นเส้นลวด แล้วนำมาถักหรือสานเป็น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า การถักสร้อยต่างๆ เหล่านี้ นิยมถักแบบสร้อย 4 เสา 6 เสา 8 เสา แบบสมอ เกลียว วิธีการถกั เริม่ จาก ช่างทองจะวัดขนาดความยาวของสายสร้อยตามท่ีลูกค้าต้องการ เมื่อได้ขนาดและความ ยาวแล้ว ช่างจะลงมือถักจากลวดท่ีชักมาแล้ว สายสร้อยจะมีขนาดเล็กหรือใหญข่ ึ้นอยูก่ บั ความต้องการของลกู คา้ ถ้าใช้ลวดทองเส้นใหญ่ เม่ือถักเสร็จแลว้ กจ็ ะไดส้ ายสร้อยเสน้ ใหญ่ด้วย การทำอะไหล่สว่ นประดบั เป็นการประดับตกแต่งชิ้นงานทองรูปพรรณให้สวยงาม ลวดลาย หรือส่วนประดับต่างๆ จะมีลักษณะ อย่างไร ขึ้นอยู่กับการออกแบบของช่างทอง และความต้องการของลูกค้า ส่วนมากจะประดับเข้ากับชิ้นงาน ทองรูปพรรณ ท่ีเปน็ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สรอ้ ยข้อเท้า กำไล-ขอ้ มือ แหวน ตา่ งหู หัวเขม็ ขดั หรอื ช้ินงานอ่ืนเฉพาะ อย่าง โดยช่างทองต้องมีตัวอย่างให้ลูกค้าดู หรือสอบถามความต้องการของลูกค้าก่อนว่า ต้องการรูปลักษณะใด จากนั้นช่างทอง ก็จะผลิตชิ้นงานตามแบบที่กำหนดไว้นั้น อะไหล่ส่วนประดับส่วนมากจะเป็นปะวะหล่ำ ลูกสน เต่ารา้ ง ไดจ้ ากการนำลวดทองตีเกลียวตัดแบ่งเป็นวงกลมเล็กๆ หรือขดใหเ้ ป็นลวดลายดอกไม้ ลายพันธุพ์ ฤกษา ตัด ต่อเข้าเป็นรูปทรงกลม หรอื ทรงกระบอกเลก็ ๆ ขนาดตามความเหมาะสมของชิ้นงาน สว่ นใหญ่อะไหล่ประดบั ท่เี ป็น ทรงกระบอก จะมีลวดลายกระหนก และลายเครือเถา ทำจากเส้นลวดทองตีเกลียว นำมาขดงอจนเข้ารูป ตาม ต้องการ หากมีชอ่ งว่างระหวา่ งลาย ก็จะประดบั ด้วยการลงยาให้เกิดสีต่างๆ ส่วนมากจะเป็นสีแดง สีเขียว และสีน้ำ เงนิ นอกจากนี้ ยังมีชิ้นงานเฉพาะอีกบางลักษณะ ได้แก่ ส่วนประดับที่เกิดจากการแกะสลัก การดุน การบุ เพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่น ลายกระหนก ลายเครือเถา ลายพันธุ์พฤกษา ลายสัตว์ต่างๆ บางครั้งก็มีการ ลงยาผสมผสานเข้าไปด้วย ทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ส่วนประดับที่เกิดจากการแกะสลัก การดุน และการบุนั้น ส่วนมากเป็นจี้ทองประดับเข้ากับสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไลข้อมือ โดยในการทำอะไหล่ประดับของงาน

ทองรูปพรรณ จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการดัด เคาะ ขึ้นรูป การแกะสลัก และการฉลุ เพื่อให้เกิดลวดลายบนเน้อื ทอง นอกจากน้ียังมกี ารติดผลึก เพอ่ื ตดิ อัญมณีลงบนชนิ้ งาน และการฝงั ผลกึ โดยการฝังอญั มณีลงบนช้ินงาน แล้ว ตกแตง่ ขอบให้ยึดติดกับชนิ้ งาน เช่น ยึดเพชรพลอยเขา้ กบั เรอื นของแหวน ต่างหู กำไลข้อมอื การเกาะก็เปน็ การยึด ติดอัญมณีเข้ากับช้ินงานอีกวิธีหนึ่ง ด้วยการทำตะขอยึดติดเข้ากับชิ้นงาน เช่น ตะขอยึดติดเพชรพลอยเข้ากับหัว แหวน ปัจจบุ นั มกี ารผลิตทองรปู พรรณเพื่อตอบสนองความตอ้ งการของลูกค้าทว่ั ไป สว่ นมากใช้เป็นเครือ่ งประดับ มี การผลิตทั้งแบบอุตสาหกรรมโดยการใช้เครื่องจักร และผลิตจากฝีมือของช่างแต่ละคน ที่มีชื่อเสียงก็เปน็ ช่างทอง เพชรบุรี ศรีสัชนาลัย สุโขทัย หรือที่เรียกกันว่า “ทองลวดลายโบราณ” กระบวนการผลิต ทำด้วยมือของช่างผู้ ชำนาญงานท้ังสิน้ ทองโบราณสโุ ขทยั จึงเปน็ ท่ถี ูกใจของผู้ซ้ือ ที่อยากจะได้ไวค้ รอบครอง เพราะเป็นงานหัตถกรรมท่ี ใช้ศลิ ปะช้ันสูง ผนวกกับความชำนาญของชา่ งทอง จนเกิดเปน็ ช้ินงานทีม่ ลี ักษณะของไทยแท้ ยากทจ่ี ะหาชนชาติใด มาลอกเลียนแบบได้ ในวันพเิ ศษบางวัน เชน่ วนั ขนึ้ ปีใหม่ วันสงกรานต์ และวนั คลา้ ยวันเกิด เมือ่ พอ่ แม่พาเดก็ ๆ ไปกราบผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มักจะมี ของขวัญให้แก่เดก็ ๆ ซึ่งอาจเป็นของเล่น ของใช้ เงิน หรือเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ แหวน หรือ กำไลทองคำ หากผู้ใหญ่ให้เครื่องประดับที่เป็นทองคำ ก็เท่ากับเป็นการมอบของมีค่าให้ เพราะทองคำเป็นสิ่งที่มี ราคา สามารถนำไปแลกเปลยี่ นเป็นเงินทน่ี ำไปจับจ่ายใช้สอยได้ โดยทวั่ ไป ทองคำมักมีราคาเพ่มิ ข้นึ เมื่อเวลาผ่านไป ผใู้ หญ่จงึ นยิ มมอบทองคำให้เปน็ ของขวัญแก่ผู้ที่เป็นที่รกั หรอื ผู้ท่ีชอบพอ เพราะนอกจากจะใช้เป็นเครื่องประดับได้ แล้ว ยงั เป็นส่ิงทมี่ คี ่า และมรี าคาเพมิ่ ขนึ้ ตามกาลเวลาดว้ ย แทนที่ใชแ้ ล้วจะลดคา่ ลงเหมือนของใช้อืน่ ๆ หนังสอื สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน ฯ เลม่ 29 ทองคำเป็นแร่ธาตุทีม่ ีลักษณะเป็นโลหะทีม่ ีเนือ้ ออ่ น สีเหลืองสุกปลั่ง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คนขุดพบ ตามภเู ขา หรือแหลง่ แร่ ที่มธี ารน้ำไหลผ่าน แร่ทองคำทพี่ บมักปนมากบั แรธ่ าตอุ ่ืนๆ เราจงึ ต้องนำมาถลุง คือ แยกแร่ ทองคำออกจากแร่ธาตอุ ื่นๆ เมอื่ ได้เน้ือทองคำแล้ว เราจึงนำเนอื้ ทองคำท่ไี ด้ไปแปรรปู ในลักษณะตา่ งๆกัน เช่น นำ ไปตีเป็นแผ่นบางๆ ใช้ปิดองค์พระพุทธรูปเรียกว่า \"ทองคำเปลว\" หรือนำไปทำเครื่องประดับต่างๆ เรียกว่า \"ทองรปู พรรณ\" การทำทองรปู พรรณตอ้ งอาศัยอปุ กรณ์และเคร่อื งมอื จำนวนมาก รวมทง้ั ชา่ งทองทม่ี ฝี มี ือ ทองคำมีคณุ สมบัติเฉพาะตวั คอื มเี นือ้ สีเหลืองสกุ ปลง่ั เป็นประกาย ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง และไมม่ คี ราบไคล จึงดูสะอาดตา สวยงาม และนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้หลายอย่าง ทองคำเป็นแร่ที่หายาก มีปริมาณน้อย จึงเป็นของมี

ราคา เราควรดูแลรักษาไว้ให้ดี ในสมัยก่อนผู้คนนิยมซื้อและใส่เครื่องประดับทองคำกันมาก ผู้ใดมีเครื่องประดบั ทองคำมากๆ แสดงวา่ มฐี านะร่ำรวย ในปจั จบุ นั ทองคำยังเปน็ ของมีค่าทผี่ ู้คนนิยมซ้ือหาไว้ใช้ แตเ่ น่ืองจากมีพวก มจิ ฉาชีพมาก เดก็ ๆ จึงไมค่ วรใส่เคร่ืองประดบั ทองคำไปในสถานท่ีตา่ งๆ ตามลำพัง เพราะไมป่ ลอดภัย อาจสูญหาย หรอื ถกู พวกมิจฉาชพี ทำรา้ ย เพือ่ แย่งชิงเคร่อื งประดับเหล่าน้ันไป ในชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะชุมชนเมอื ง เรามักพบเหน็ ร้านขายทองคำแท่ง และทองรูปพรรณอยู่ทั่วไป และ มกั เห็นคนเดนิ เขา้ ออกร้านทองอยู่เสมอ แสดงให้เหน็ ว่า ทองคำเปน็ ของมรี าคา และเป็นทีน่ ยิ มของคนท่วั ไป แรท่ องคำ จากหนังสือสารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน ฯ เล่ม 29 การคัดเลือกเน้ือทอง เอกลักษณข์ องทองสุโขทัยจะใชท้ องร้อยละ 99.99 ซึง่ เกือบจะเปน็ ทองบรสิ ทุ ธิ์ ท้ังนี้เพ่ือให้เนอ้ื ทองสวยงาม เหลืองอร่าม ไม่แข็ง เหมาะที่จะแปรรูป ในกระบวนการผลิตต่างๆ คือ การดัด ตัด บุ ขึ้นรูป ช่างท่ีชำนาญจะแยก เนื้อทองแตล่ ะชนิดได้ด้วยสายตา และยงั บอกคณุ ภาพของเน้ือทองไดว้ ่า ควรจะนำทองไปหลอมใหม่หรอื ไม่ เพราะ เมื่อเนื้อทองไม่บริสุทธิ์ หากนำไปหลอมใหม่จะมีสารต่างๆ เจือปน ทำให้เนื้อทองแข็ง ยากต่อการขึ้นรูป หรือทำ ลวดลาย การหลอมทอง ทองคำสามารถนำมาหลอมละลายด้วยความร้อน 1063 องศาเซลเซียส เมื่อทองละลาย ก็นำไปเทลงเบา้ เปน็ ทองแทง่ ขนาดเล็ก แล้วนำไปรดี หรือเทลงเบ้า ให้มลี กั ษณะเปน็ แผ่นหรือวงกลมขนาดต่างๆ ตามแต่จะนำไปทำ ชิ้นงานลกั ษณะใด เชน่ ถักเป็นสายสร้อย บุ (เคาะขึน้ รูป) รดี ฉลุ แกะสลัก ตกแตง่ เปน็ ลูกประดับ ไดแ้ ก่ ลกู ประดับ ทรงกระบอก หกเหลย่ี ม เต่าร้าง ลูกสน

การหล่อ เป็นการนำทองมาหล่อ ด้วยการใชค้ วามร้อน โดยนำทองมาใส่เบา้ ดินเผา ใช้ความร้อนเปา่ ที่ 1063 องศา เซลเซยี ส จนทองละลายเป็นของเหลว จึงนำทองไปเทลงในแมพ่ ิมพ์แบบต่างๆ สว่ นมากจะเป็นกำไล แหวน ข้อต่อ สายสร้อย ลูกประดับ หัวเข็มขัด กระดุม และชิ้นงานเฉพาะอย่าง เมื่อทองเย็นลงแล้ว ก็นำชิ้นงาน ไปตกแต่งตาม ต้องการอีกครง้ั หน่ึง การตี เป็นการนำทองทีห่ ลอมแล้ว ไปตีให้เปน็ แผน่ บางลงไปอกี หรือหากเปน็ แท่งเหลีย่ มเล็ก กต็ ีให้มีขนาด เล็กลงไปอีก เพื่อความสะดวกในการนำไปขึ้นรปู แกะลวดลาย ฉลุ หรือรีดเป็นเส้น การตีทองจะต้องตีให้ละเอยี ด และสมำ่ เสมอ การตี บางคร้ังเรยี กวา่ “การบุ” หรือ “การเคาะ” ซง่ึ เปน็ การตเี พอื่ ขน้ึ รูปตามแบบตา่ งๆ โดยช่างทอง เป็นผู้ออกแบบลวดลายในชิ้นงานนั้น ส่วนมากบุเป็นลายไทย เช่น ลายพันธุ์พฤกษา ลายก้านเทศ นอกจากนี้ยังบุ ตามแบบพิมพ์อีก ด้วย เช่น บุลูกประดับ สร้อยข้อมือ กำไล การตี บุ หรือเคาะ เป็นกระบวนการที่อยู่ในขั้นตอน เตรียมการประกอบเปน็ ทองรูปพรรณ การชักลวดหรอื การรีด เป็นการนำทองที่หลอมเป็นแท่งแล้ว มาตีให้เข้ากับขนาดของรูแป้นรีด เมื่อได้ขนาดที่ใกล้เคียงกับรูของ แปน้ แล้ว นำทองสอดเขา้ รแู ป้นรีด จากนนั้ ใช้คมี ดึงออกมาอกี ด้านหนึง่ ลวดทีอ่ อกมาจะมเี นือ้ สมำ่ เสมอ และมีขนาด ตา่ งกัน ตามท่ชี ่างทองต้องการ หรอื อาจใชท้ องที่หลอมแล้วและมีขนาดใกล้เคยี งกับรูของแปน้ ในกรณีนไ้ี มต่ อ้ งตี ใน ส่วนการรดี ก็ทำคล้ายๆ กัน ส่วนมากจะมเี ครื่องรีดดว้ ยมือ ช่างทองสามารถปรับแตง่ ลูกรีดได้ขึ้นอยู่กับงาน ตั้งแต่ ขนาดโตสุดจนเล็กสุด ส่วนมากจะรีดออกมาเป็นเส้นลวดขนาดเล็ก แต่ไม่ว่าจะเป็นการชักลวด หรือการรีด ก็มี จุดประสงค์เดียวกนั คอื ตอ้ งการใหช้ ้นิ ทองเปน็ เส้นขนาดเลก็ จนนำมาสาน หรอื ถกั เปน็ ชน้ิ งานได้ การทำไข่ปลา ได้จากการนำทองที่ ไดจ้ ากการชักลวดหรอื การรีดแลว้ มาตดั เป็นทอ่ นเลก็ ๆ ขนาด 13 มลิ ลเิ มตร จากน้ัน นำไปเผาไฟหรือเป่าแล่น จนทองหลอมละลายเป็นก้อนกลมเล็กๆ คล้ายไข่ปลา ไข่ปลานี้นำ ไปเป็นส่วนประดับ ตกแตง่ ชิ้นงาน การสลักและการดุน คำวา่ “สลัก” หมายถงึ การทำให้เป็นลวดลาย หรอื เขยี นใหเ้ ป็นตัวหนังสอื ด้วยของมีคม ความหมายในที่นี้ หมายถึง การใช้สิว่ หรือเคร่ืองมือสลัก ตอกดว้ ยค้อน ลงไปบนแผ่นโลหะ ให้เปน็ ร่องลกึ เพอื่ ให้เห็นลวดลายหรือภาพ ชดั เจน โดยทไ่ี ม่ต้องใหเ้ น้อื ของโลหะนนั้ ๆ หลุดหรอื สึกออกไป การดุน หมายถึง การทำให้โลหะต่างๆ (แผน่ ทอง แผน่ เงนิ หรือโลหะอ่ืนๆ) เปน็ รอยนนู ขน้ึ มา เช่น รอยนูน ของพระพทุ ธรูป ดอกไม้ สตั ว์ และองคป์ ระกอบทางศิลปกรรมอนื่ ๆ

ทองคำเปน็ แรธ่ าตุชนดิ หน่งึ ท่จี ัดอย่ใู นจำพวกโลหะที่มีเนื้อออ่ น สีเหลอื งสุกปลง่ั คณุ สมบตั ิท่ัวไปของทองคำ คือ มสี เี หลอื งมนั วาว ไมเ่ ป็นสนมิ ไม่หมอง ไม่มคี ราบไคล สูตรทางเคมีคือ Au เป็นแร่ธาตทุ ่ีเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ มปี รมิ าณน้อย ลักษณะที่พบโดยทั่วไปเป็นเกล็ด หรือเป็นเม็ดกลมเล็กๆ หรือเป็นก้อนใหญ่ มักเกิดผสมกับแร่เงิน (Ag) ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) และเทลลูเรียม (Te) ดังนั้น จึงต้องนำมาถลุงเพื่อแยกเอาเนื้อทองคำแท้ออก ในอดีต ประเทศไทยเคยมีการทำเหมืองทองคำมาแลว้ หลายแห่ง เช่น ในภาคเหนือมีทีจ่ ังหวัดเชียงราย และลำพูน ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือมีที่จังหวัดเลย ในภาคตะวันออกมีที่จังหวัดปราจีนบรุ ี ในภาคตะวันตกมที ี่จงั หวัดกาญจนบุรี และประจวบครี ีขนั ธ์ และในภาคใต้มีท่ีจงั หวัดนราธิวาส ปัจจุบันมีเหมืองทองคำขนาดใหญ่อยู่ทีจ่ ังหวัดพิจิตร และ เพชรบรู ณ์ ทองคำที่ผสมกับแร่ธาตุต่างๆ จะมีลักษณะของเนื้อทองแตกต่างกันด้วย ทำให้มีคุณภาพ และราคาท่ี แตกตา่ งกนั ความบรสิ ทุ ธ์ขิ องเน้อื ทองคำคิดเป็น กะรัต (carat) โดยกำหนดให้ทองคำ ๒๔ กะรตั เป็นทองคำบรสิ ุทธ์ิ เมื่อได้เนอื้ ทองคำมาแล้ว จำเป็นต้องนำมาแปรรูป เพือ่ การนำไปใช้ประโยชน์ รูปลกั ษณข์ องทองคำ ที่เป็น ที่รูจ้ กั กนั โดยทั่วไปคือ ทองคำเปลว ทองรปู พรรณ และทองแทง่ เนื้อทองคำ หนังสอื สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน ฯ เลม่ 29 ทองคำเปลว เป็นทองคำที่ได้รับการตีออกเป็นแผ่นบางๆ ใช้ปิดองค์ พระพุทธรูป ทำให้พระพุทธรูปดู สวยงาม สกุ ปลัง่ เปน็ มันวาว นอกจากน้นั ยังใชใ้ นงานหตั ถกรรมตา่ งๆ โดยเฉพาะในงานไม้แกะสลกั โดยใชก้ รรมวิธี ที่เรียกว่า \"ลงรักปิดทอง\" คือ มีการทารักซึ่งทำจากน้ำยางของพืช มีคุณสมบัติเป็นน้ำเหนียวๆ แล้วใช้แผ่น ทองคำเปลวปิดลงไปบนวัตถุ ตามลวดลายท่ตี ้องการ

ทองคำเปลว หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เลม่ 29 ทองรูปพรรณ เป็นทองคำที่นำมาจากกรรมวิธีการหลอม หล่อ และรีดให้เป็นชิ้นงานตามต้องการ ต้อง อาศัยการออกแบบ และฝีมือช่างที่มีความประณีตและชำนาญ จึงออกมาเป็นเครื่องประดับที่มีความสวยงาม ใน ประเทศไทยนิยม ทำจากเน้อื ทองคำบรสิ ทุ ธิท์ เ่ี รียกกันวา่ ทอง 24 กะรตั ทองรูปพรรณ หนงั สือสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เล่ม 29 การผลิตทองรูปพรรณต้องอาศัยทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ และกรรมวิธี รวมทั้งฝีมือของช่างทองในการ ออกแบบ และแกะลวดลายต่างๆ โดยเริ่มจากการคัดเลือกเน้ือทองซึ่งมีคุณภาพต่างๆ กัน นำทองคำไปหลอมด้วย ความร้อนที่อุณหภูมิ 1063 องศาเซลเซียส ให้หลอมละลาย แล้วเทลงในเบ้าหรือแบบพิมพ์ต่างๆ ตามที่ต้องการ รวมทั้งมีการทำลวดลาย หรือการรีดทองคำให้เป็นเส้นขนาดเล็ก เพื่อนำไปสาน หรือถักให้เป็นชิ้นงานต่างๆ นอกจากน้นั ยงั มกี ารทำไขป่ ลา คือ การนำทองที่รีดแล้วมาตดั เปน็ ทอ่ นเล็กๆ แลว้ นำไปเผาไฟ และเป่าแลน่ ใหห้ ลอม ละลายเปน็ กอ้ นกลมเลก็ ๆ เพอื่ นำไปใช้เปน็ ส่วนประดับของทองรปู พรรณ

การผลิตทองรปู พรรณ หนงั สือสารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน ฯ เลม่ 29

ใบงานท่ี 3 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง การเกบ็ รกั ษาและการจดั การทอง 1. ใหผ้ ้เู รียนยกตัวอย่างวธิ ีการทำความสะอาดทองมา 3 วิธี …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ให้ผูเ้ รยี นบอกข้อควรระวังในการรักษาทองท่ีถูกตอ้ ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. เหตุใดคนจึงนิยมสะสมทองบางสะพาน …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ทองบางสะพานมลี กั ษณะอยา่ งไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. ให้ผเู้ รยี นบอกวิธีการจดั การทองตามลักษณะของทองเน้อื เก้า …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ใบความรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 การเผยแพรภ่ ูมปิ ญั ญาการรอ่ นทอง อช 331114 รายวชิ าเมอื งทองเนอื้ เก้า 3 ความหมายของภมู ปิ ัญญา ภูมิปญั ญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ที่นำมาไปสู่การปฏิบัตเิ พือ่ แก้ไขปัญหา ของมนุษย์ หรือ ภูมิปัญญา คือ พื้นความรู้ของปวงชนในสังคมนั้น ๆ และปวงชนในสังคมยอมรับรู้ เชื่อถือ เข้าใจ รว่ มกัน เรยี กวา่ ภมู ปิ ัญญา ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสม ประสบการณท์ ่ีผา่ นกระบวนการเรยี นรู้ เลอื กสรร ปรงุ แต่ง พัฒนา และถา่ ยทอดสืบต่อกันมา เพอ่ื ใชแ้ ก้ปัญญาและ พัฒนาวิถชี ีวติ ของคนไทยให้สมดลุ กับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยคุ สมัย ภูมิปัญญาไทยนี้มีลักษณะเป็นองค์ รวม มคี ุณคา่ ทางวฒั นธรรมเกดิ ขน้ึ ในวิถีชวี ิตไทย ซึ่งภูมปิ ัญญาท้องถนิ่ อาจเป็นท่ีมาขององคค์ วามรูท้ ่ีงอกงามข้ึนใหม่ ทจ่ี ะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปญั หา การจัดการและการปรับตัวในการดำเนินวิถีชีวติ ของคนไทย ลกั ษณะองค์รวม ของภูมิปญั ญามคี วามเด่นชดั ในหลายด้านเช่น ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม และหัตถกรรม ด้านการแพทย์ แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและ วรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ เอก ลักษณะและภมู ิปญั ญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรอื ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ (Folk Wisdom) ได้มีผู้ความหมายดังน้ี กระทรวงศกึ ษาธิการ (2539 : 2)หมายถงึ ความรู้ท่เี กิดจากประสบการณ์ในชวี ิตของคนเราผ่านกระบวนการศกึ ษา สงั เกตคดิ วิเคราะห์จน เกิดปญั ญา และตกผลึกมาเป็นองค์ความรู้ทป่ี ระกอบกันขึน้ มาจากความรูเ้ ฉพาะหลาย ๆ เรื่อง ความรู้ดังกล่าวไม่ได้ แยกย่อยออกมาเป็นศาสตร์ เฉพาะสาขาวชิ าต่าง ๆ อาจกลา่ วไว้ว่า ภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ จดั เปน็ พ้นื ฐานขององค์ความรู้ สมัยใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการ แลการปรับตัวในการดำเนินชีวิตของคนเรา ภูมิปัญญา ท้องถ่ินเป็นความรู้ท่ีมีอยทู่ ัว่ ไปในสังคม ชุมชนและในการตวั ของผ้รู เู้ อง หากมกี ารสบื คน้ หาเพอ่ื ศึกษา และนำมาใช้ก็ จะเป็นที่รจู้ กั กนั เกิดการยอมรบั ถ่ายทอด และพฒั นาไปสคู่ นรุ่นใหม่ตามยคุ ตามสมยั ได้ ศกั ด์ิชยั เกยี รตนิ าคนิ ทร์ (2542 : 2) ไดใ้ ห้ความหมายของภูมิปญั ญาท้องถิ่น คอื องค์ความรู้ความสามารถ ของชุมชนที่สั่งสมสืบทอดกันมานาน เป็นความจริงแท้ของชุมชนเป็นศักยภาพที่จะใช้แก้ปัญหา จัดการปรับตน เรยี นรู้ และถ่ายทอดสู่คนรนุ่ ใหม่ เพอ่ื ใหด้ ำรงชวี ิตอยูไ่ ด้อย่างผาสุก เป็นแก่นของชุมชนทจ่ี รรโลง ความเป็นชาติให้ อยรู่ อดจากทกุ ข์ภัยพิบตั ิทง้ั ปวง จารุวรรณ ธรรมวตั ิ (2543 : 1) ได้ให้ความหมาย ของภูมิปญั ญาท้องถ่นิ คอื แบบแผน การดำเนินชีวิตที่มี คณุ คา่ แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคล และสังคมซง่ึ ได้สง่ั สมและปฏิบัติต่อกันมา ภูมิปัญญาจะเป็นทรัพยากร บคุ คล หรือทรัพยากรความร้กู ็ได้

จากการศึกษาความหมายและแนวคิดของภูมิปัญญาของชาวบ้านที่กล่าวมาแล้วข้างต้นพอสรุปไดว้ ่า ภูมิ ปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถในการดำเนนิ ชีวิตอยู่ในพื้นท่ีน้ัน ๆ โดยใช้สติปัญญาสัง่ สมความรูอ้ ย่าง แพร่หลาย ผสมผสานความกลมกลืนระหว่างศาสนา สภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมการประกอบอาชีพ และ กระบวนการเหล่านี้มาจนหลายชั่วคนซึ่งจะเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น เกิดจากการเรียนรู้และสั่งสม ประสบการณ์เป็นระยะเวลายาวนาน โดยอาศัยภูมิปัญญาที่มีอยู่มาใช้ในการตั้งถิ่นฐาน การประกอบอาชีพการ ปรบั ตัวและแกป้ ญั หาในการดำเนนิ ชีวิต จนเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของธรรมชาตแิ ละสงั คม ความสำคัญของภมู ิปัญญาไทย 1. สร้างความภาคภูมิใจและเกียรติภูมิแก่คนไทย คนไทยในอดีตมีความสามารถเป็นที่ปรากฏใน ประวตั ศิ าสตร์มากมาย และถอื ได้วา่ เปน็ ท่ียอมรับของต่างประเทศเช่น คนไทยมอี กั ษรเปน็ ของตนเองมาต้ังแต่สมัย สุโขทัย และพัฒนาสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันทีม่ ีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน วรรณกรรมไทยมคี วามไพเราะ เป็นที่ ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงภูมิปญั ญาไทยด้านอาหารทีม่ รี สชาตอิ ร่อยเป็นทีถ่ ูกใจของทัง้ ชาว ไทยและชาวต่างชาติ และสามารถป้องกนั โรคได้ดว้ ย เช่น ตะไคร้ ขิง ข่าเป็นตน้ ภูมิปัญญาไทยทีม่ ชี ื่อเสยี งยังมีอีก มากมายไมส่ ามารถยกมากล่าวได้หมด นี่เปน็ เพยี งตัวอย่างหนึง่ เท่านัน้ 2. ช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ภูมิปัญญาสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น มาตั้งแต่สมัยสโุ ขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงปกครองประชาชนด้วยความเมตตา แบบพ่อปกครองลูก ผู้ใด ประสบความเดือดร้อนสามารถตีระฆังเพือ่ ขอความช่วยเหลือ พระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงใช้ภูมิปญั ญาของ พระองค์เองในการทรงกระทำยุทธหัตถจี นชนะขา้ ศึก ทำให้สามารถประกาศอิสรภาพชนะขา้ ศึกศตั รไู ด้ 3. สร้างความสมดุลระหว่างคนในสังคมและธรรมชาติได้อย่างย่ังยืน ภูมิปัญญาไทยมีความเด่นชัดในเร่อื ง ของการยอมรับนับถือ และให้ความสำคัญแก่คน สังคมและธรรมชาติ เช่น ในการรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ทรพั ยากรธรรมชาติต่าง ๆ ได้ประยุกตใ์ หม้ ีประเพณีการบวชป่า เพ่ือให้คนเคารพสิง่ ศักด์ิสิทธิ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ซ่ึงเปน็ การอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาตใิ ห้อยคู่ ู่กบั ท้องถิ่น 4. ช่วยเปลี่ยนแปลงปรับวิถีชีวิตของคนไทยให้เหมาะสมได้ตามยุคสมัย แม้ว่าความรู้สมัยใหม่ จะหลั่งไหลเข้ามามากมาย แต่ภูมิปัญญาไทย ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น การรู้จักนำ เครอื่ งยนตม์ าติดตัง้ กับเรือ ใส่ใบพัด เปน็ หางเสือ ทำให้เรอื สามารถแล่นได้เร็วขนึ้ เรียกวา่ เรอื หางยาว การรู้จักทำ การเกษตรแบบผสมผสาน สามารถฟ้ืนฟธู รรมชาตใิ หอ้ ุดมสมบูรณ์เพ่ือทดแทนสภาพเดมิ ที่ถูกทำลายไป 5. สามารถปรับประยุกต์หลักธรรมคำสอนทางศาสนาใชก้ ับวิถีชีวิตไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ในสงั คมไทยประกอบ ไปด้วยบุคคลที่นับถือศาสนาหลากหลาย เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่คนไทยนับถือศาสนา พุทธ โดยได้นำหลักธรรมคำสอนของศาสนา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวนั ได้อย่างเหมาะสมทำให้คนไทย เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอดทน ให้อภัยแก่ผู้สำนึกผิด ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทั้งหมดนี้สืบ เนื่องมาจากหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่คนไทยนับถอื เป็นการใช้ภมู ปิ ัญญาในการประยุกตน์ ำเอาหลักธรรมคำ สอนของศาสนามาใชใ้ นการดำเนินชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างภูมิปัญญา ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดลอ้ ม การถา่ ยทอด ความรดู้ ้ังเดิมเพื่อการอนุรกั ษ์ เช่น การเคารพแมน่ ำ้ การอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สง่ิ แวดล้อม เป็นตน้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประชน ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ปา่ ชายเลนที่ทอดยาวไปตามชายฝงั่ อา่ วบางขนุ ไทร ปา่ ชายเลนกว่า 6,000 ไร่ บริเวณภาคกลางหรอื กน้ อ่าวไทย ผนื ปา่ และชายฝ่งั ทะเลแหง่ นี้คอื “แหล่งผลิตหอยแครงท่ีใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” และอาจกล่าวได้ว่า เป็นแหล่งเพาะพันธุ์หอยแครงตามธรรมชาติแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ ชาวบ้านในตำบลบางขนุ ไทรจะเก็บหอยด้วย มือและกระดานถีบ ซึ่งคือตัวแทนเครื่องมือหากินของชาวบ้านที่สะท้อนถงึ ความเคารพและเป็นมิตรกับธรรมชาติ เก็บเกี่ยวผลผลติ ดว้ ยมือเปล่าไมใ่ ชเ้ คร่อื งจักรใด ๆ และรบกวนธรรมชาตใิ หน้ ้อยท่สี ุด การเกบ็ หอยด้วยมอื เปล่าและ กระดานถีบ เปน็ ภมู ิปัญญาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งย่ังยนื ส่งผลทำให้ทรพั ยากรธรรมชาตเิ หล่าน้ีอยู่คู่ กบั ทอ้ งถ่ินและสงั คมไทย ช่วยใหช้ าวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากทรพั ยากร ธรรมชาติไดอ้ ยา่ งยัง่ ยืน ภูมิปัญญาแบ่งออกเป็น 9 ด้าน 1. ด้านเกษตรกรรม ได้แก่ ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทกั ษะ และเทคนคิ ดา้ นการเกษตรกบั เทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพ้ืนฐานคุณคา่ ด้ังเดมิ ซ่ึงสามารถพง่ึ พาตนเองไดใ้ นสภาวการณ์ตา่ ง เชน่ การทำเกษตร แบบผสมผสาน การทำนา

2. ด้านอุตสาหกรรม การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลิตเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย และประหยัด อันเปน็ กระบานการใหช้ มุ ชนทอ้ งถนิ่ พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ เชน่ การทำเครอ่ื งเรือนจากไม้ การ ทอผา้ ทอเสอ่ื 3. ด้านการแพทย์ ได้แก่ ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชนโดยเนน้ ใหช้ ุมชน สามารถพึ่งพาตันเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ เช่น ยาจากสมนุ ไพรทอี ย่หู ลากหลาย อาทิ การใช้ใบกระเพรา แกข้ บั ลม ทอ้ งอืด ทอ้ งเฟอ้ การนวดแผนโบราณและการประคบทใ่ี ช้สมุนไพรประกอบการนวด การดแู ลและรักษา สขุ ภาพแบบพ้ืนบา้ น 4. ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ พัฒนา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยังยืน เช่น การบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำ การทำแนวปะการังเทียม การอนุรักษ์ป่าชายเลน การท่องเท่ยี วเชิงอนรุ กั ษ์ เช่น การรอ่ นทองจากแหลง่ ธรรมชาตดิ ว้ ยภมู ิปญั ญาชาวบา้ น

5. ดา้ นกองทนุ และธรุ กจิ ชมุ ชน ไดแ้ ก่ ความสามารถในการสะสมและบริหารกองทุนและสวสั ดิการชมุ ชน สร้าง ความมั่นคงให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในกลุ่ม เช่น การจัดการกองทุนของชุมชนในรูปของสหกรณ์ออม ทรัพย์ รวมถึงความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม โดยการจดั ตั้งกองทุนสวัสดกิ ารรักษาพยาบาลของชุมชน และการจัดระบบสวสั ดกิ ารชุมชน 6. ด้านศิลปกรรม ไดแ้ ก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะสาขาต่างๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม นาฏศิลป์ ดนตรี ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ การละเล่นพื้นบ้าน และนันทนาการ ซึ่งแต่ละภาคจะมีการสร้างสรรค์ศิลปะ พื้นบ้านที่แตกต่างกัน เช่น การแข่งตีกลองของภาคเหนือ การร้องอีแซวของภาคกลาง หมอลำของภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื การรำมโนราหข์ องภาคใต้ 7. ด้านภาษาและวรรณกรรม ในแต่ละภาคจะภาษาถน่ิ แตกตา่ งกัน เชน่ ดอกไม้บานไมร่ ้โู รย ภาษาถนิ่ เหนือเรียกว่า ดอกตะล่อม ภาษาอีสานเรยี กว่า ดอกสามปีบเ่ หนี่ยว ภาษาถ่ินใต้เรยี กวา่ ดอกกนุ หยี ซง่ึ การอนรุ กั ษ์ภูมิปัญญาด้าน ภาษาและวรรณกรรมทำได้หลายวิธี เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษถิ่น การปริวรรตหนังสือโบราณ การฟื้นฟู การเรยี นการสอนภาษาถนิ่ ของท้องถิ่นตา่ งๆ รวมถึงการอนรุ ักษ์วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ เช่น ขนุ ช้างขนุ แผน ไกรทอง

8. ด้านปรัชญา ศาสนา ประเพณี ได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์และการปรับใช้หลักธรรมคำสอนทาง ศาสนา ปรัชญาความเชื่อ และประเพณีที่มีคุณค่าให้เหมาะสมบริบททางเศรษฐกิจ สังคม เช่น การถ่ายทอด วรรณกรรมคำสอน การบวชป่าเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาตไิ ม่ให้ถกู ทำลาย หรือการทำบุญประทาย ข้าวของชาวอีสาน ซึ่งหลังจากหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแลว้ ชาวนาจะแบง่ ขา้ วเปลือกมาถวายทำบุญแก่วดั ซึ่งถือเปน็ มงคลสูงสดุ 9. ด้านโภชนาการ เนื่องจากประเทศไทยมคี วามอุดมสมบูรณ์ ใยแต่ละท้องถ่ินจึงนำเอาวัตถุดิบที่มีสรรพคุณทาง ยามาประกอบอาหาร เช่น ภาคเหนือมีแกงฮังเล ไส้อั่ว น้ำพริกอ่อง ขนมจีนน้ำเงี้ยว ภาคกลางมีข้าวคลุกกะปิ ขนมจีนน้ำพริก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีส้มตำปลาร้า เนื้อแดดเดียว ลาบ ซุบหน่อไม้ และภาคใต้มีแกงเหลือง แกงไตปลา

อาชีพร่อนทองท่ีบางสะพานอาชีพของคนมคี วามฝนั เรอื่ งราวของคนขดุ ทองและชว่ งยุคตน่ื ทองมใี หร้ ับทราบรับรู้อยเู่ สมอ ๆ หลายแหง่ ในโลกน้ี เชน่ ในประเทศ สหรฐั อเมริกา เช่นในชว่ งยุคปี ค.ศ. 1850 ในรฐั แคลิฟอรเ์ นยี มผี ู้คน้ พบทองคำและมผี ู้คนมากมายแห่กนั เดินทางไป ที่นน่ั เพ่ือจะขุดทอง หลายคนก็ยึดเปน็ อาชีพไปในชว่ งน้ันแต่หลายคนกต็ อ้ งพบกับความผิดหวัง เร่ืองราวตืน่ ทองและ การขดุ ทอง ยงั พบอกี ท้ังในแอฟรกิ า แคนาดาและออสเตรเลีย หลายคนที่ได้ฟงั อาจจะคิดว่าเปน็ เรื่องไกลตัวเพราะ เปน็ เรื่องราวที่อย่หู า่ งไกลตา่ งทวีปกบั บ้านเรา แตใ่ ครจะเชื่อว่าในประเทศไทยเราก็มอี าชพี หาทองที่จะเรียกให้ถูกคง ต้องเรยี กว่าอาชพี รอ่ นทองเพ่ือขายทองที่รอ่ นได้ใหก้ บั นายหน้าดว้ ย อาชีพร่อนทองที่บางสะพานเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมานานแล้ว จากแหล่งที่ยังคงหลงเหลือเศษแร่ทองคำท่ี อำเภอบางสะพาน จังหวดั ประจวบครี ขี ันธ์ รอ่ งรอยของทองคำเหลา่ นมี้ าจากไหน คนทไ่ี ม่ทราบอาจจะคิดว่าอาชีพ ร่อนทองที่อำเภอบางสะพานนี้เป็นอาชีพของคนฝันเฟื่อง เป็นการตามล่าหาความฝันจากคำร่ำลือที่ดูเหมือน เรื่องราวแฟนตาซี แต่ในความเป็นจริงแล้วแร่ทองคำที่ถกู ค้นพบ ณ ที่แห่งนี้มที ี่มาท่ีไป ในลำคลองที่มีชื่อว่าคลอง ทอง เป็นสถานที่ที่ทั้งชาวบ้านในแถบนั้นใช้ตามหาความฝันร่วมกัน ในคลองทองคือแหล่งที่แร่ทองคำไหลมาและ สะสมอยู่ แร่ทองคำท่ีเป็นในรูปของเศษทองเหล่านีไ้ หลมาจากแหล่งท่ีเคยเปน็ เหมืองแร่ทองคำในสมยั โบราณ แต่ใน ปจั จบุ ันการร่อนทองคำในอำเภอบางสะพานก็ยังเป็นอาชีพทชี่ าวบา้ นทำกนั อยู่ รูปแบบการร่อนทองคำของชาวบ้าน จะไม่ใช่การทำเป็นประจำทุกวันแต่จะทำก็ต่อเมื่อว่างจากงานประจำของพวกเขาแล้ว ทองคำที่ได้พบจากการแร่ ทองนี้เป็นเศษทองคำบริสุทธิ์ถึง 99% ชาวบ้านจะร่อนหาแร่ทองคำด้วยอุปกรณ์ที่ทำจากการเครื่องสานด้วยภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ทองคำที่ได้เป็นในรูปแบบเศษทองเล็กละเอียดซึ่งจะมีคนรับซื้อทองมารับซื้อถึงที่ ด้วยการชั่งโดย ตาชั่ง ปริมาณของทองทรี่ ับซื้อหนว่ ยเป็นกรมั เมือ่ ชั่งตวงแลว้ ก็ตรี าคาใหแ้ ละจ่ายกนั ถงึ ที่ ราคาทองคำท่ีร่อนพบน้ัน เคยมนี ำ้ หนกั มากถึง 2-5 บาททเี ดยี ว แต่ไมใ่ ชจ่ ะพบเจอทองก้อนใหญไ่ ด้บ่อย ๆ นอกจากชาวบ้านท่ีมอี าชพี ร่อนทองคำท่ีคลองทอง อำเภอบางสะพานนี้ยงั มีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพ่ือ ลองร่อนทองดู กลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวทีใ่ ห้กลิ่นไอความฝันและเป็นแฟนตาซีด้วย แต่ใช่ว่าจะเป็นเพียงการร่อน เล่น ๆ เพราะถา้ คุณได้ไปสมั ผัสและลองร่อนทองที่นี่และคน้ พบทองคำจริง คุณก็เป็นเจ้าของทองคำนั้นด้วย ได้นำ ทองไปขายใหก้ ับนกั ทซี่ ือ้ ทองกนั อีก เพียงแตว่ ่าคุณอาจจะตอ้ งพกดวงมาด้วยนั่นเอง การเผยแพร่ภูมิปัญญาการร่อนทอง วธิ กี ารและเทคนคิ การรอ่ นทอง อำเภอบางสะพาน จงั หวัดประจวบครี ีขนั ธ์ เปน็ ทีท่ ่นี กั ทอ่ งเที่ยวเดนิ ทางไปเพอ่ื เยี่ยมชมการร่อนทองแบบ สมัยโบราณ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การหาทองคำ ในรูปแบบนี้เรียกว่า การร่อนทอง หากจะเปรียบเทียบ แล้วก็คงจะเหมือนการขุดเหมืองเลก็ ๆอยู่หน้าบ้านตัวเองนั่นเอง การทำลักษณะนี้ไมผ่ ิดกฎหมาย ไม่ต้องไปวิ่งเต้น เพอ่ื แจง้ ต่อภาครัฐตา่ งๆ เป็นการหาทองทีม่ กี ารถ่ายทอดมานับรอ้ ยๆปี ของชาวบา้ นบางสะพาน

มีเทคนิคการหาเงินแบบไม่เหมือนใคร ชาวบ้านยังเชื่ออีกว่า การหาทองในลักษณะนี้ ยังได้ทองคำท่ี บรสิ ุทธิ์ กว่าการขุดเหมอื งหาทองคำเสียอกี ยกตัวอย่างบางครอบครัว ท่ีมีการสร้างเหมอื งขน้ึ ในพนื้ ท่ีหา่ งออกไป 10 กโิ ล ได้แนะนำ สอนวิธีการหาทองหรอื มีเทคนคิ ตา่ งๆเพ่ือ แนะนำใหแ้ กช่ าวบ้านทีก่ ำลงั จะเริ่มหัด การรอ่ นทอง และ ยงั ได้บอกอกี วา่ การรอ่ นทอง ไม่ได้แตกต่างอะไรกบั การทำเหมอื งเลย และในช่วงต้นปีของเดอื นมกราคมปี 60 ของ เราน้ี มีโรงแรมบางแห่งเปดิ ทำการให้แกน่ กั ทอ่ งเท่ียวได้ทำกิจกรรม ร่อนทอง ร่วมกันกับขาวบ้าน เพ่ือเป็นการอณุ ลักษณ์การประกอบอาชีพสมยั โบราณ กิจกรรมการรอ่ นทองของ อำเภอบางสะพานจะจัดขึ้นกันเป็นหมู่คณะ และ อปุ กรณ์ที่ใช้สำหรับรอ่ นทอง ทีช่ าวบ้านเรียกกันวา่ “เลยี ง” ไวใ้ ห้นกั ทอ่ งเท่ยี วทตี่ อ้ งการจะเข้ารว่ มกิจกรรมอีกด้วย อกี ท้ังยังมีอาหารท้องถนิ่ ของชาวบางสะพาน จัดท่ี พักใหเ้ ป็นรปู แบบโฮมสเตย์ ไว้ใกล้ๆกับสถานท่รี ่อนทอง หากนกั ท่องเทยี่ วตอ้ งการท่ีจะพักผ่อน หรือต้องการความ เป็นส่วนตัวสูง ก็สามารถเดินทางออกจาก หมู่บ้านเพียง 10 นาที ก็จะมีที่พักเป็นโรงแรมไว้รอนักท่องเที่ยวอยู่ มากมาย หากนกั ท่องเท่ยี วสนใจ สามารถติดตอ่ สถานที่ร่อนทอง ต่างๆไดท้ ่ี อำเภอบางสะพาน

2. ข้นั ตอนการร่อนทอง อปุ กรณใ์ นการรอ่ นทอง 1. จอบ, เสียบ หรอื พั่ว อปุ กรณไ์ วข้ ุดดินขดุ ทรายท่ีแมน่ ำ้ 2. ภาชนะเกบ็ ดินทรายท่ขี ุด เชน่ ถงั หรอื บุงก๋ี 3. ตะกร้าตาหา้ งๆ เอาไวก้ รองเอากรวดกอ้ นหนิ ออก 4. อปุ กรณ์ร่อนทรายในน้ำ เชน่ กะทะกน้ ลกึ หรอื Placerทอง (อุปกรณร์ ่อนเฉพาะหาซือ้ ไดใ้ นเนท็ ) 5. สารปรอท 10 cc 6. ผ้าไนลอ่ นไว้กรอง ขน้ั ตอนการรอ่ นทอง 1.ขดุ ดินทรายท่ีคิดวา่ มสี ะกดิ ทอง เอามาใสใ่ นภาชนะเก็บดินทราย 2.นำดินทรายในภาชนะมาแช่นำ้ เอากรวดหนิ ออกกอ่ น จะไดด้ นิ ทรายที่ละเอียด 3.นำดินทรายละเอียดทไ่ี ด้มาร่อนทีแ่ มน่ ำ้ ดว้ ยอปุ กรณ์ร่อนทราย เอาทรายออกทลี่ ะนดิ ขน้ั ตอนน้เี ราจะเริ่ม มองเหน็ สะกดิ ทอง 4.พยายามเอาทรายออกให้ได้มากทีส่ ดุ ข้นั ตอนนจ้ี ะใชเ้ วลานานและจะทำขน้ั 1 ถงึ 4 เวียนไปเรื่อยๆ จะได้ ดินทรายท่สี ะกิดทองให้มากท่สี ุด 5.ขั้นตอนสำคัญท่ีสุด “การจับทอง” คือ การใส่น้ำและสารปรอทเข้าไปในดินทรายที่มีสะกิดทอง แล้ว ตะแคงให้ปรอทกล้งิ ไปท่ัวๆเพือ่ ให้เศษทองเข้าไปในปรอท เมื่อท่ัวแล้วก็ตักสารปรอทน้นั ลงในผ้าไนลอ่ นขาว แล้วก็ บดิ หรือบีบใหเ้ ปน็ ก้อนเศษทองและสารปรอท 6.นำกอ้ นเศษทองและสารปรอทไปเผา กจ็ ะได้ ทองคำ 80% ออกมา

ใบงานที่ 4 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง การเผยแพรภ่ มู ปิ ญั ญาการรอ่ นทอง 1. ให้ผเู้ รียนบอกความหมายของคำว่า “ภมู ิปัญญา” …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ภูมิปญั ญามกี ่ดี ้าน อะไรบ้าง อธบิ าย …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. บอกความสำคญั ของภมู ิปญั ญาไทย …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ผเู้ รียนมแี นวคดิ ในการเผยแพรภ่ ูมปิ ัญญาร่อนทองอย่างไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. ใหผ้ ู้เรยี นทำชิ้นงานเก่ียวกับการเผยแพรภ่ มู ปิ ัญญาร่อนทอง เช่น แผน่ พบั คลปิ วีดโี อ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ใบความรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 5 การรอ่ นทองเพอื่ การประกอบอาชีพและทอ่ งเทยี่ ว อช 331114 รายวชิ าเมอื งทองเนอื้ เก้า 3 ความหมายของการทอ่ งเทยี่ ว ผู้ใหญส่ มยั กอ่ นย้อนหลงั ไปเพียง 50-60 ปี มกั จะส่งั สอนลูกหลานว่า “อย่าเท่ียวเตรใ่ ห้มากนักจะเสียผู้เสีย คน” ทั้งนี้ เพราะภาพลักษณ์ของคำว่า “ท่องเที่ยว” ในสมัยที่การคมนาคมถนนหนทางยังไม่สะดวก จะเป็นการ เทีย่ วเสเพลบอ่ นเบีย้ ในละแวกบ้าน ผู้ใหญ่กอ็ อกเดนิ ทางรอนแรมไปกบั กองเกวยี นในหน้าแลง้ เพอื่ ไปไหว้พระพุทธ บาท ไปทำบุญยงั วัดวาอารามท่ีอยู่ห่างไกลจากถ่นิ ที่อยู่ของตน หรือลอ่ งเรอื ไปทอดผ้าปา่ ทอดกฐิน ยังวัดริมน้ำใน จังหวัดไกลๆ เพียงแต่เขาไม่พูดกันว่าไปเที่ยวพระบาทหรือไปเที่ยววัด เพราะฟังดูขัดกับความรู้สึกของ พุทธศาสนิกชนที่ถอื วา่ วัดเป็นสถานทศ่ี ักดส์ิ ิทธ์ิไมค่ วรนบั เป็นที่เท่ยี ว ดงั น้นั การท่องเท่ยี วจึงเป็นการเดนิ ทางท่ีเกิดข้ึน ตามเงือ่ นไข 3 ประการ คอื 1. เป็นการเดนิ ทางจากทีอ่ ย่อู าศยั ปกตไิ ปยังท่ีอน่ื เป็นการชั่วคราว 2. เป็นการเดินทางดว้ ยความสมัครใจ 3. เปน็ การเดนิ ทางด้วยวัตถปุ ระสงค์ใดก็ตาม ทมี่ ิใชเ่ พื่อประกอบอาชีพหรอื หารายได้ เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ท่องเที่ยว” ในปัจจุบันเรามองเห็นภาพชาวต่างประเทศสะพายกล้องถ่ายรูปเดินกันเป็น กลมุ่ ใหญ่บา้ งเล็กบา้ งอยูต่ ามวัด วัง โบราณสถาน หรอื นงุ่ น้อยหม่ น้อยอาบแดดอยู่ตามชายหาด และอีกจำนวนไม่ นอ้ ยทีไ่ ปเท่ียวชมปา่ เขาลำเนาไพร เรามกั จะมองเหน็ วา่ ชาวต่างประเทศเหลา่ นไี้ ด้ใช้จ่ายเงนิ เปน็ คา่ ที่พกั คา่ อาหาร คา่ เดนิ ทางไปชมสถานทตี่ ่างๆ ค่าซอื้ ของฝากของท่รี ะลึก โดยทเ่ี ราไม่คิดว่าน่ันเป็นเงนิ ตราตา่ งประเทศเขา้ มาใช้จ่าย ในบ้านเมืองของเรา ในขณะเดียวกันเรามักจะไม่คิดถึงคนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ภายในประเทศทั้งๆ ท่ี นักท่องเที่ยวคนไทยเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากทุกปี เพราะการเดินทางท่องเที่ยวนั้นเป็นการผ่อนคลายความ เคร่งเครียดพร้อมๆ กับการได้รับความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ได้เห็นภูมิประเทศที่แปลกตาและได้สร้าง ความสัมพันธ์กับคนต่างถิ่นด้วย เมื่อการคมนาคมสะดวก การเดินทางท่องเที่ยวกลายเป็นความนิยม ธุรกิจ ต่างๆ ก็เกิดขึน้ เพ่ือรองรบั การเดินทางการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวขอ้ งโดยตรง เช่น ธุรกิจการขนส่ง ธุรกิจที่พักและอาหาร ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจการค้า ของที่ระลึก ธุรกิจเหล่านี้ขายบริการให้กับตัวนักท่องเที่ยว เอง และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางอ้อม เช่น การก่อสร้างอาคาร ที่พัก ร้านอาหาร การผลิตสินค้า เกษตรกรรม เพื่อขายให้แก่ธุรกิจที่พักและอาหาร การผลิตสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อส่งร้านค้าของที่ ระลึก เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้จะกอ่ ให้เกิดงานอาชีพใหม่ๆ และการกระจายเงินตราซึง่ ถือเป็นการเสริมสรา้ งความ เจรญิ ทางเศรษฐกิจและสังคมให้กบั ประเทศนั่นเอง (การท่องเทีย่ วแหง่ ประเทศไทย, 2529:3)

ความหมายของการทอ่ งเทยี่ ว (Tourism) ในปี พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) องค์การสหประชาชาติได้จัดประชุมว่าด้วยการเดินทางและท่องเที่ยว ระหว่างประเทศขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “การท่องเที่ยว” ไว้ว่า “การเดินทางเพื่อความบันเทิงรื่นเริงใจ เยี่ยมญาติ หรือการไปร่วมประชุมแต่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพเป็น หลกั ฐานหรอื ไม่พำนักอยู่เปน็ การถาวร” องคก์ ารทอ่ งเทยี่ วโลก (World Tourism Organization : W.T.O) ไดใ้ ห้ความหมายของการท่องเท่ียวดังน้ี “Tourism comprises the activities of the person traveling to and staying in places outside their usual environment for not more than one consecutive year for leisure, business and other purpose.” จากความหมายนสี้ รปุ ไดว้ ่า การทอ่ งเท่ยี ว หมายถงึ การเดนิ ทางของบคุ คลจากที่อย่อู าศยั ปกติไปยัง ที่อื่นเป็นการชั่วคราว (ไม่มากกว่า 1 ปี ติดต่อกัน) เดินทางด้วยความสมัครใจเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ติดต่อธุระ และวัตถปุ ระสงค์ใดๆก็ได้ แต่ไม่ใช่เพือ่ การประกอบอาชีพ หรอื หารายได้ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว (2546) การท่องเที่ยว หมายถึง การเดินทางเพื่อผ่อนคลายความเครียด แสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ โดยมีเงื่อนไขวา่ การเดินทางนน้ั เป็นการเดนิ ทางเพยี งช่วั คราว ผู้เดินทางจะต้อง ไมถ่ ูกบงั คบั ให้เดนิ ทาง ไพฑูรย์ พงศะบุตร และวิลาสวงศ์ พงศะบุตร (2542) ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยว (Tourism) หมายถึง การเดินทางไปเยือนสถานที่ต่างถิ่นซึ่งไม่ใช่เป็นทีพ่ ำนักอาศัยประจำของบคุ คลนั้น และเป็นการไปเยือน ช่วั คราวโดยไมใ่ ช่เพ่อื เปน็ การประกอบอาชพี หารายได้ จากคำนิยามและความหมายของการท่องเท่ียว (Tourism) ผู้เขียนหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ข้างตน้ สรุปได้ดังนี้ “การท่องเที่ยว” (Tourism) หมายถึง การเดินทางของมนุษย์จากสถานที่ใดสถานที่หนึ่งไปยังอีก สถานท่หี นึง่ หรือการเดินทางจากถิน่ พำนกั ท่ีอาศัยไปยังสถานท่อี ื่นเป็นการช่วั คราวด้วยความสมัครใจไป และเป็น การเดินทางด้วยเหตุผลของการท่องเที่ยวมิใช่เพื่อการประกอบอาชีพ หรือหารายได้ เช่น การเดินทางเพื่อการ พักผ่อน การเดินทางเพ่ือไปชมการแข่งขันกีฬา (อาทิ การแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ โอลิมปิก เป็นต้น) การเดินทางเพอื่ การศึกษา การเดินทางเพื่อประชุมสัมมนา การเดินทางเพื่อเยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง หรือเพื่อนการเดินทางเพ่ือ แลกเปลยี่ นวัฒนธรรม เปน็ ต้น ตวั อย่างเหตกุ ารณท์ ไ่ี ด้ชอื่ วา่ เปน็ การทอ่ งเทยี่ ว 1. การเดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อสุขภาพ เช่น การไปเที่ยวทะเลในวนั หยุดการเดินทางไปอาบน้ำแร่ ตามธรรมชาติเพือ่ สุขภาพ หรอื รักษาโรคผวิ หนังบางชนิด 2. การเดินทางไปประชุมหรือประกอบภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การไปเล่นกีฬา การไปสัมมนา การไป จาริกแสวงบญุ ทางศาสนา เป็นตน้ 3. การเดินทางเพื่อทำธรุ กจิ บางอยา่ ง เชน่ การสำรวจตลาด การตรวจส่งิ ของทส่ี ่งั การติดตอ่ ธรุ กิจ เปน็ ต้น

ตวั อยา่ งเหตกุ ารณท์ ไี่ มจ่ ดั วา่ เปน็ การทอ่ งเทย่ี ว 1. การเดินทางไปประกอบอาชพี อยา่ งหนึ่งอยา่ งใดในประเทศนนั้ ๆ 2. การเขา้ มาตงั้ ถ่ินฐานถาวรในประเทศน้นั ๆ 3. การเดนิ ทางไปทำงานตา่ งประเทศ ไม่ว่าผ้ทู ่ีไปอยปู่ ระจำหรือไปเชา้ เยน็ กลับ (กรณีอยู่ชายแดน) 4. การเดนิ ทางไปเพื่อการศึกษา ไปเป็นนกั เรยี น นกั ศกึ ษาและอยู่หอพกั 5. การเดนิ ทางโดยมิต้องลงจากยวดยานพาหนะ (พรสวรรค์ มโนพฒั นะ, 2553) ประเภทการทอ่ งเทย่ี ว การท่องเท่ียวแหง่ ประเทศไทยแบง่ ตามความสำคัญ และ สภาพแวดล้อม ได้ 12 ประเภทดงั น้ี 1. แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : (Eco-tourism)หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะทางธรรมชาติที่เป็น เอกลักษณเ์ ฉพาะท้องถน่ิ โดยอาจมเี รอื่ งราวทางวฒั ธรรมท่ีเกย่ี วเน่ืองกบั ระบบนเิ วศท่ีเก่ียวขอ้ งโดย การจัดการการ ท่องเที่ยวในแหล่งนั้น จะต้องมีกระบวนการเรยี นรู้ร่วมกนั ของผูท้ ี่เกี่ยวข้องมกี ิจกรรมที่ส่งเสริม ให้เกิดการเรียนรู้ เกี่ยวกับระบบนิเวศนั้น มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถ่ิน เพื่อมุ่งเน้นให้เกดิ จติ สำนึกตอ่ การรักษาระบบนิเวศอย่างยงั่ ยนื 2. แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะวิทยาการ (Arts and Sciences Educational Attraction Standard) : หมายถึง แหล่งท่องเท่ยี วหรือกิจกรรมทส่ี ามารถตอบสนองความสนใจพเิ ศษของนกั ทอ่ งเท่ยี ว ซ่ึงมรี ปู แบบของ การท่องเทยี่ วทช่ี ดั เจนเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เกิดขึ้น แหล่งทอ่ งเทีย่ วประเภทน้สี ามารถเพิ่มเติมได้อีก มากมายตามความนิยมของคนในแต่ละยุคสมัย เมื่อมีการระบุชัดว่ากิจกรรมนั้นๆ สามารถให้ความรู้และดึงดูด นักท่องเที่ยวได้ ปัจจุบันมีปรากฏอยู่หลายๆ แห่ง ตัวอย่าง เช่น พิพิธภัณฑ์เฉพาะทาง แหล่งท่องเที่ยวเพ่ือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ อตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี และ MICE (Meeting & Incentives & Conventions & Exhibitions) เปน็ ตน้ 3. แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ :แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ (Historical Attraction) หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มคี วามสำคัญและคุณคา่ ทางประวัตศิ าสตร์ โบราณคดี และศาสนา รวมถึงสถานทีห่ รือ อาคารสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่หรือเคยมีเหตุการณ์ สำคัญเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่นโบราณสถาน อุทยาน ประวัติศาสตร์ ชุมชนโบราณ กำแพงเมือง คูเมือง พิพิธภัณฑ์ วัด ศาสนสถาน และสิ่งกอ่ สร้างที่มีคณุ ค่าทางศิลปะ และสถาปัตยกรรม 4. แหล่งทอ่ งเทีย่ วทางธรรมชาติ : แหล่งทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาติ (Natural Attraction) หมายถึง สถานที่ที่ เปิดใช้เพอ่ื การทอ่ งเทีย่ ว โดยมที รพั ยากรธรรม ชาติ เป็นสิง่ ดึงดูดใจใหน้ กั ท่องเท่ียวมาเยือน ซงึ่ ทรพั ยากรธรรมชาติ เหล่านี้อาจจะเป็นความงดงามตามสภาพธรรมชาติ ความ แปลกตาของสภาพธรรมชาติ สัณฐานที่สำคัญทาง ธรณวี ทิ ยาและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์หรือเป็นสญั ลักษณ์ ของท้องถิ่น นั้นๆ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มี ลักษณะพเิ ศษ (Special Environmental Features) หรือสภาพแวดลอ้ มทีม่ ีคณุ คา่ ทาง วชิ าการก็ได้

5. แหล่งทอ่ งเทยี่ วเพื่อนันทนาการ : แหล่งท่องเทีย่ วเพือ่ นนั ทนาการ (Recreational Attraction) หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อการพักผ่อนและเสริมสร้างสุขภาพ ให้ความสนุกสนาน รื่นรม บันเทิง และ การศึกษาหาความรู้ แม้ไม่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนาศิลปวัฒนธรรม แต่มีลักษณะเป็น แหลง่ ท่องเที่ยวรว่ มสมัย ตวั อย่างเช่น ยา่ นบนั เทิงหรอื สถานบนั เทิง สวนสตั ว์ สวนสนุกและสวนสาธารณะลักษณะ พเิ ศษ สวนสาธารณะ และสนามกฬี า 6. แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม (Cultural Attraction) : หมายถึงแหล่งท่องเท่ียวที่มคี ุณค่าทาง ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีที่บรรพบรุ ุษได้สร้างสมและถ่ายทอดเป็นมรดกสบื ทอดกันมา แหลง่ ท่องเที่ยวประเภท นี้ประกอบดว้ ย งานประเพณี วิถีชีวติ ความเป็นอยู่ของผู้คน การแสดงศิลปวฒั นธรรม สินค้าพืน้ เมอื ง การแต่งกาย ภาษา ชนเผ่า เป็นต้น ตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยในประเภทนี้ได้แก่ ตลาดน้ำดำเนิน สะดวก งานแสดงของชา้ งจังหวดั สรุ ินทร์ งานร่มบอ่ สรา้ ง ประเพณีลอยกระทง ประเพณีสงกรานต์ เป็นตน้ 7. แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อนธรรมชาติ : ในการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานสำหรับแหล่งท่อง เที่ยว น้ำพุร้อนธรรมชาติ มีจุดประสงค์เพือ่ เป็นกรอบแนวทางในการจัดการแหล่งทอ่ งเท่ียวประเภทน้ำพุร้อน ธรรมชาติ อยา่ งชัดเจน โดยเนน้ ในด้านการกำหนดมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับการบรกิ ารต่างๆ เนื่องจากการทอ่ งเท่ยี วประเภท นี้จะต้องคำนึงถงึ ด้านความปลอดภัยของนักท่อง เทย่ี วเป็นสำคญั และต้องไมส่ ่งผลกระทบตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อม เนื่องจากน้ำพุร้อน จดั เป็นแหลง่ ทอ่ งเที่ยวประเภทธรรมชาติประเภทหน่งึ ซึ่งหากไม่มีการกำหนด มาตรฐานที่ชัดเจน การดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติได้ นอกจากนี้ การจดั ทำเกณฑ์มาตรฐานแหล่งทอ่ งเทีย่ วเชิงสุขภาพนำ้ พรุ อ้ นธรรมชาติ ยังมีเปา้ หมายเพ่อื ให้หน่วยงาน ที่รบั ผดิ ชอบดูแลแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วไดน้ ำไปใช้ เป็น เคร่ืองมอื ในการตรวจสอบมาตรฐานแหลง่ ท่องเทย่ี วของตน และยัง สามารถใช้เป็นข้อมูล ที่สำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจ ของนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการเพิ่มมาตรฐานแหล่ง ทอ่ งเทย่ี ว เชิงสขุ ภาพ นำ้ พรุ ้อนธรรมชาตขิ องประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรบั ทง้ั ในและต่างประเทศเพ่ิมมากขน้ึ 8. แหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาด (Beach Attraction) : หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีชายหาดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลนิ และนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติและอาจเสริมกิจกรรมเพื่อการศึกษาหาความรู้เข้าไปด้วย ซึ่ง กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นบริเวณชายหาด ได้แก่ การเล่นน้ำ การอาบแดด กีฬาทางน้ำ การนั่งพักผ่อน รับประทานอาหาร เป็นตน้ 9. แหล่งทอ่ งเทยี่ วประเภทน้ำตก : สถานท่ที ่เี ปดิ ใช้เพื่อการท่องเท่ียว โดยมนี า้ ตกเปน็ ทรัพยากรธรรมชาติท่ี ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติและอาจเสริมกิจกรรมเพ่ือการศกึ ษาหาความรเู้ ข้าไปด้วย ซึง่ กิจกรรมการท่องเท่ียวที่เกิดขึ้นในแหลง่ นำ้ ตก ได้แก่ การว่ายน้า การนั่งพกั ผ่อน รับประทานอาหาร การเดินสํารวจน้ำตก การล่องแก่งการดูนก และการตกปลา เป็นตน้ 10. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภทถ้ำ : แหล่งท่องเที่ยวประเภทถำ้ หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพอ่ื การท่องเที่ยว โดยมีถ้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือความ

เพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชดิ กบั ธรรมชาติและอาจเสริมกิจกรรมเพ่ือการศกึ ษาหาความรู้เขา้ ไป ดว้ ย ซึ่งกิจกรรมการท่องเท่ียวที่เกิดข้ึนในแหลง่ ท่องเที่ยวประเภทถ้ำ ไดแ้ ก่ การเข้าชมบรรยากาศและหินงอกหิน ย้อยภายในถ้ำ การศึกษาด้านโบราณคดีของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยในถ้ำ การนมัสการพระพุทธรูป การให้ อาหารสัตว์ การปกิ นิกและรบั ประทานอาหาร เป็นต้น 11. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภท เกาะ : การประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวประเภท เกาะ สามารถแบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบ ซึ่งมีจำนวนตัวชี้วัดทั้งหมด 47 ตัวชี้วัด โดยแต่ละตัวชี้วัดมีค่าคะแนนสูงสุด เท่ากับ 5 คะแนน จึงมีค่าคะแนนรวมทั้งสิ้น 235 คะแนน โดยการให้คะแนนจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ คุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความ เสี่ยงต่อการถูกทำลายมากที่สุด เนื่องจากเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญสำหรับให้ นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมแหล่ง ท่องเที่ยว ส่วนองค์ประกอบด้านการบริหารจัดการมีความสำคัญของคะแนน รองลงมา และองคป์ ระกอบดา้ นศกั ยภาพในการพัฒนาดา้ นการท่องเท่ยี วมีความสำคญั ของ คะแนน นอ้ ยที่สุด 12. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภท แก่ง : แหล่งท่องเที่ยวประเภทแก่ง หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้ เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีแก่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจให้นักท่อง เที่ยวมาเยือน และมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ความเพลดิ เพลนิ และนันทนาการในรปู แบบท่ีใกลช้ ิดกบั ธรรมชาติ โดยมีกิจกรรมการท่องเทยี่ วหลัก ได้แก่ การล่อง แกง่ การพายเรือ การพักแรม และการเดินป่า ซง่ึ อาจเสรมิ กิจกรรมเพ่ือการศึกษาธรรมชาติเข้าไปดว้ ย ได้แก่การดู นก การสำรวจธรรมชาติ การศกึ ษาพนั ธุ์พืชต่างๆ เปน็ ต้น ท่มี า : การทอ่ งเท่ยี วแห่งประเทศ https://tourismatbuu.wordpress.com https://sites.google.com/site/archcommunitydevelopment/tourism ความหมายของอาชพี อาชีพ หมายถึง การทำงานซึ่งมีผลตอบแทนออกมาในรูปของรายได้เพื่อบุคคลนำไปดำรงชีพทั้งของตนและ ครอบครัว งานที่ทำนัน้ ต้องเป็นงานท่ีสุจริต ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สงั คมโดยส่วนรวม โดยไม่ทำให้ตนเอง และผู้อื่นเดือดรอ้ น ความสำคัญของอาชีพ ความสำคญั ของการประกอบอาชพี 1. ทำให้มรี ายไดป้ ระจำเลย้ี งตนเองและครอบครวั โดยซ้อื หรอื จดั หาสง่ิ จำเปน็ สำหรบั การดำรงชวี ิต 2.ทำให้มโี อกาสใช้ความรู้ความสามารถทีม่ ีอยทู่ ำงานให้เปน็ ประโยชน์ตอ่ สงั คมและประเทศชาติ 3.ทำให้มีโอกาสสร้างชื่อเสยี งให้แกต่ นเองและวงศ์ตระกูล เป็นทยี่ อมรบั ของบุคคลในสังคม 4ทำใหม้ ีหลักฐานม่นั คง เปน็ ที่เคารพนบั ถอื ของบุคคลอืน่ ๆ 5.ทำให้รจู้ กั ใช้เวลาว่าให้เป็นประโยชน์ จะไดไ้ มป่ ระพฤติตนไรส้ าระ

6.ทำใหบ้ คุ คลเกดิ ความภาคภูมใิ จในตนเอง ท่ีสามารถพึ่งตนเองได้ และยงั ทำประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรว่ มด้วย ลกั ษณะของงานอาชพี งานทีป่ ระชาชนทั่วไปนยิ มทำเปน็ อาชีพนั้น จะตอ้ งใชค้ วามรคู้ วามสามารถ ความอตุ สาหะอดทน ความรักใน งานอาชพี ความซอ่ื สตั ย์สุจรติ และความภาคภมู ใิ จ ฯลฯ ลกั ษณะของงานอาชีพ มดี ังนี้ 2.1 งานเกษตรกรรม เป็นงานท่เี ก่ยี วข้องกบั ธรรมชาติ บคุ คลที่เลือกประกอบงานอาชพี เกษตรกรรมต้องชอบและรักการปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ มีความเอาใจใส่ ไม่รังเกียจความสกปรกตอ้ งอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ งานที่เก่ียวข้อง คือ การปลูก พืชสวน พืชไร่ การปศุสัตว์ และการประมง เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก เล้ยี งสตั ว์และการทำประมงนำ้ จดื และนำ้ เคม็ เพอื่ ประโยชน์ต่อการบรโิ ภค และเป็นงานอาชีพได้ สมกับคำกลา่ วท่ีว่า เมอื งไทยเป็นอขู่ ้าวอูน่ ำ้ ของดนิ แดนแหลมทอง 2.2 งานธุรกิจ เป็นงานทเ่ี กย่ี วกับธุรกิจและการคา้ อาชพี ธุรกิจ คอื การทำงานดา้ นการคา้ ขาย การทำบญั ชี การจดั การธุรกิจ การเกบ็ เอกสาร การตดิ ต่อสอ่ื สารและเทคโนโลยสี ารสนเทศ 2.3.งานอุตสาหกรรม เป็นงานเกยี่ วกับความถนดั ดา้ นชา่ ง และเคร่อื งมือเคร่ืองจักรอุตสาหกรรม เพอ่ื ผลิตสนิ ค้าชนิดตา่ ง ๆ รายได้ท่ี ได้รับ คือ คา่ แรงงานทเ่ี หมาะสมกับระดบั ความรูค้ วามสามารถ และประสบการณ์ 2.4 งานคหกรรม เป็นงานทเี่ กย่ี วกบั การจดั การบ้านเรอื น การตกแต่งบา้ น การประกอบอาหาร การเยบ็ ปักถกั ร้อย เพอ่ื ชวี ติ และ ความเปน็ อยู่ทีด่ ีและประสทิ ธิภาพในการประกอบอาชพี ตอ่ ไป 2.5 งานศิลปกรรม เป็นงานอาชีพที่มุ่งหวงั เพอ่ื เป็นชา่ งฝีมอื ทม่ี ีความละเอียดออ่ น ความคดิ สร้างสรรค์ท้งั ด้านศิลปกรรมไทย และ ศลิ ปกรรมรว่ มสมยั สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพการจดั ทำศิลปะประยุกต์ การตกแต่ง การออกแบบในด้าน ต่าง ๆ เช่น หตั ถกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เปน็ ต้น เพอ่ื ประโยชน์ในการอนุรักษศ์ ิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไวใ้ หอ้ นุชนรุน่ หลังไดเ้ รียนรู้ต่อไป

การจดั ทำโครงงานอาชพี โครงงานอาชีพเป็นการจัดการเรียนรู้งานอาชีพที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ตั้งแต่ การวเิ คราะห์ การวางแผน การปฏิบตั ิงาน การจัดการกบั ผลผลติ การจำหนา่ ย การบรกิ าร รวมทง้ั รายได้จากการ จำหน่ายผลผลิตหรอื บริการ โดยเนน้ การผลิต การบรกิ าร การบรหิ ารจดั การ การตลาด และการใชเ้ ทคโนโลยีในการ ปฏบิ ัติงาน ลกั ษณะของงานอาชีพตามโครงงานที่ปฏิบัติต้องเป็นงานอาชีพสุจริตท่ีมีอยู่ในท้องถิ่น หรืองานอาชีพที่ เป็นความต้องการของผู้เรียน เป็นงานอาชีพที่มีลักษณะเป็นงานผลิตและหรืองานบริการ การปฏิบัติงานอาชีพ ผูเ้ รียน ตอ้ งเปน็ ผปู้ ฏิบัตเิ องท้ังหมด ตัง้ เริ่มตน้ จนสิ้นสุดการปฏบิ ัติงาน โดยมคี รู อาจารยท์ ำหน้าท่ีเปน็ ทปี่ รึกษาและ การปฏบิ ตั ิโครงงานอาชีพให้ปฏิบัติรวมกันเป็นกลมุ่ 3 - 5 คน โดยใช้ บา้ น สถานประกอบการ สถานประกอบอาชพี รวมทั้งสถานศึกษา เป็นสถานที่ปฏิบัติงานและในการจัดทำโครงงานอาชีพของผู้เรียน ควรมีผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพที่มอี ยู่ในทอ้ งถ่นิ ร่วมวางแผนและให้คำปรึกษาในการปฏิบัตงิ านอาชีพของผู้เรียน ด้วย ความเป็นมาในการสอนโครงการหรือโครงงานในสถานศึกษา นักการศึกษาปฐมวัยส่วนมากกล่าวถึงการใช้ โครงการกับเด็กบางคนแนะนําว่าการสอนแบบโครงการเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีที่สามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จัก ตัดสินใจ เหน็ ผลการกระทาํ ที่ชัดเจนเปน็ รูปธรรม และเดก็ จะมีประสบการณจ์ ากการปฏสิ ัมพนั ธ์กับบุคคล วัตถุ สิ่งของและสิ่งแวดล้อมการสอนแบบโครงการมีมานานแล้วมิใช่เป็นเรื่องใหม่ในการศึกษา แต่กลับมาได้รับความ สนใจอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ทั้งนี้เนือ่ งมาจากผลการวิจัยที่ทําให้เข้าใจยิง่ ข้นึ ว่า เด็กเรยี นรูอ้ ย่างไร และความจาํ เปน็ ที่จะต้องพัฒนาทกั ษะการคิดแก่ปัญหาของเด็กเพอ่ื ให้ทนั กับความเปล่ียนแปลง ท่ที า้ ทายของสังคม เทคโนโลยี รวมท้งั แนวโนม้ ของหลักสูตรแบบบรู ณาการ และรายงานความประทับใจของนักการ ศึกษา รวมทั้งบรรดาครู อาจารย์ที่ได้ไปเห็นเด็กในโรงเรียนก่อนประถมศึกษาของเมืองเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี (Katz)

โครงงาน หมายถึง การกำหนดรายละเอียดของงานทีต่ อ้ งทำไวล้ ่วงหน้า อยา่ งเป็นข้นั ตอน มีการคาดการณ์ เหตกุ ารณไ์ วพ้ ร้อมเสร็จ โดยมวี นั เริ่มงานและวันส้ินสุดโครงงานไว้ อยา่ งชัดเจนและสามารถลงมือดำเนินการไดท้ ันที ท่ีผา่ นขน้ั ตอนระบบแลว้ ประโยชนข์ องโครงงาน 1. สามารถทำให้ผูอ้ ่านสามารถทราบรายละเอยี ดในการทำงานอยา่ งเป็นระบบ และเขา้ ใจไดง้ า่ ย 2. ทำให้เหน็ ความพรอ้ มต่าง ๆ ในการปฏบิ ัตงิ าน 3. ทำให้เกดิ ข้อผิดพลาดในการทำงานใหน้ ้อยลงและสามารถตรวจสอบข้อผดิ พลาดไดง้ า่ ย 4. ชว่ ยใหก้ ารนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผลของครแู ละผ้ทู เี่ ก่ียวขอ้ งทำได้งา่ ย ประเภทของโครงงาน โครงงานแบง่ ออกเปน็ 4 ประเภท คอื 1. โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทน้ี เป็นโครงงานท่เี กดิ ขึน้ จากการศกึ ษาหลกั การต่าง ๆ ทางวิชาการแล้วนำมาทดลองค้นคว้าเพ่ือ ยืนยนั ทฤษฎีหรือหลกั การหรอื ตอ้ งการทราบแนวทางเพม่ิ คณุ คา่ และการใช้ประโยชน์ให้มากยิง่ ขึ้น เชน่ - การศกึ ษาสตู รอาหารไก่ตอน - การทดลองปลูกพืชในนำ้ ยาหรือการปลกู พชื โดยไมใ่ ช้ดนิ - การควบคุมการเจริญเตบิ โตของไมป้ ระดบั ประเภทเถา - การใชฮ้ อร์โมนกบั กิง่ กุหลาบ - การศึกษาขนมอบชนดิ ต่าง ๆ โครงงานประเภททดลอง (Experimental Research Project) - เป็นโครงงานทตี่ อ้ งทำการทดลองเพอ่ื ศึกษาตวั แปรใดตัวแปรหนึง่ (เรียกว่า “ตัวแปรต้น” ) วา่ จะมผี ลต่อ ตวั แปรอกี ตัวแปรหนึง่ (เรียกว่า “ตวั แปรตาม” ) อย่างไร - ในความเปน็ จริง จะมตี วั แปรหลายๆ ตวั ท่มี ผี ลตอ่ ตัวแปรทศี่ ึกษา แตใ่ นการทดลองผ้ทู ำการทดลองจะตอ้ ง เลือกตัวแปรที่สำคัญที่สุดเพียงตัวเดียวมาศึกษา ดังนั้นจึงต้องทำการควบคุมตัวแปรอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลแทรก ซ้อนต่อตัวแปรตาม ป้องกันไม่ให้ผลการศึกษามีความคลาดเคลื่อน ตัวแปรที่เราต้องควบคุมเรียกว่า “ตวั แปรควบคมุ ” - สรปุ วา่ โครงงานแบบทดลองจะตอ้ งมกี ารระบุตัวแปร 3 ประเภท ออกมาเสยี กอ่ น ดังน้ี ตัวแปรตน้ คือ สาเหตุหรือเหตขุ องการทดลอง ตวั แปรตาม คือ ผลทเ่ี กดิ ข้ึน หรอื ผลทเี่ กดิ จากการเปลยี่ นแปลง ตัวแปรควบคมุ คือ สงิ่ ที่ตอ้ งควบคุมใหเ้ หมือนๆกนั ตัวอยา่ ง ในความเปน็ จรงิ (ตามธรรมชาต)ิ อธบิ ายการเจริญเติบโตของตน้ ไม้วา่ “ต้นไม้เจรญิ เติบโตไดด้ ีจะต้องรดน้ำ พรวนดนิ ใส่ปุ๋ย และ ตง้ั ไว้ในทมี่ แี สงแดด”