๑๔ ถาม พระส งฆค์ วรจ ะร บั รคู้ วามเปน็ ไปข องบ า้ นเมอื ง(ก ารเมอื ง) และข า่ วสารท างโลกห รอื ไม่พระม สี ทิ ธวิ พิ ากษว์ จิ ารณส์ อนน กั การ เมืองท่ีประพฤตินอกลู่นอกทางได้ไหมเจ้าคะ ถ้านักการเมืองไม่ พอใจคำส งั่ ส อนมีส ิทธิตักเตือนพ ระได้หรือไมเ่จ้าคะ ตอบ อาตมาเขา้ ใจว า่ ส ถาบนั ส งฆม์ หี นา้ ท อี่ ยา่ งห นงึ่ เปน็ อ งคก์ ร ประสานผูค้ นทุกช นชน้ั ใ นส ังคมแ ละไดท้ ำห นา้ ที่น้มี าโดยตลอด ในสังคมไทย ถ้าถูกต้องตามหลักอุดมคติ เม่ือใครเข้ามาในวัด แล้วย่อมไม่มีคนรวยคนจน คนช้ันนั้นช้ันน้ี ถ้ามีก็นับว่าไม่ถูก แล้ว ทันทีท่ีเราเดินเข้ามาในเขตวัด ต้องถือว่าเราได้ตายจาก ส ่งิ เหล่าน้ันชวั่ คราวต อนน เี้ ราเปน็ เพยี งลกู ศ ษิ ยพ์ ระและพระจ ะ ต้องเป็นผู้ที่เป็นกลาง ยินดีต้อนรับทุกคนไม่ว่าเป็นใคร มาจาก ไหนต ้องใ ห้การต อ้ นรับแ ละค วามเมตตาเสมอก นั ท ุกๆคนน่ีเปน็ อุดมการณ์หรืออุดมคติ ถึงจะมีผิดพลาดบ้างโดยท่ัวไป อาตมา ว่าคณะสงฆ์ไทยได้ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ด จู ากประวตั ศิ าสตร์ไทยกไ็ ด้ ไมค่ อ่ ยจะมคี วามขดั แ ยง้ อนั ร นุ แรง ระหว่างชนช้ันต่างๆ ในสังคม ระบอบคอมมิวนิสต์ไม่สามารถ ครอบงำได้แสดงว า่ ใช้ได้และได้ผลใ นร ะดบั ห นึ่ง นอกจากน้ัน พระท่านต้องเป็นกลางในเรื่องการเมือง คนอ ยพู่ รรคน นั้ เขา้ ม าได้ พ รรคน กี้ เ็ ขา้ ม าได้ เอยี งซ า้ ยห รอื ซ า้ ยจ ดั เขา้ ม าได้ ข วาห รอื ข วาจ ดั ก เ็ ขา้ ม าได้ ท กุ ค นเขา้ ว ดั ได้ ค วามค ดิ เหน็ ความเชอ่ื ใ นเรอ่ื งร าวใ นส งั คมไมค่ วรเปน็ อ ปุ สรรคข อใ หเ้ ขา้ ไปห า : 39
40 : ชยสาโร ภกิ ขุ พระดว้ ยค วามเคารพแ ละค วามสำรวมกายว าจาใ จสนใจศ กึ ษา คำส ง่ั ส อนข องพ ระพทุ ธเจา้ อ ยา่ งน ถ้ี อื วา่ ใชไ้ ด้ถ า้ ห ากพ ระพ ดู เรอ่ื ง การเมืองโดยเฉพาะ มันก็มีปัญหาได้ใช่ไหม ว่าผู้ท่ีไม่เห็นด้วยก็ จะไมอ่ ยากเขา้ ว ดั ห รอื ถ า้ พ ระพ ดู เรอื่ งท างโลกโดยไมม่ คี วามร พู้ อ ผทู้ ม่ี คี วามร ใู้ นเรอ่ื งน น้ั ๆก จ็ ะเสยี ศ รทั ธาไมใ่ ชว่ า่ พ ระป ฏบิ ตั ธิ รรม แลว้ จ ะร ทู้ กุ ส ง่ิ ท กุ อ ยา่ งเรอื่ งธ รุ กจิ เรอื่ งก ารง านอ าตมาย อมรบั ว า่ สโู้ ยมไมไ่ ด้ เพราะโยมเรยี นร เู้ รอ่ื งน ม้ี าโดยเฉพาะอ าตมาก ็ S nake Snake Fish Fish รู้อยู่บ้างนิดหน่อยแต่ไม่ถนัดไม่เคยเรียนมา ก็ต้องถอ่ มต นไม่กลา้ พูดม าก ถา้ พระเราเข้าข้างพรรคการเมอื งพ รรคใ ดพ รรคห น่งึ ค นท ี่ อยูพ่ รรคอ ่ืนก็จะไมพ่ อใจสมมตวิ ่าสถาบันสงฆส์ นบั สนนุ พรรคๆ หน่งึ ห รือสีๆห นง่ึ แ ลว้ พรรคน้นั แ พ้ อีกพรรคห น่งึ ไดเ้ ปน็ รัฐบาล พรรคน้ีจะทำอย่างไรกับพระ ถ้าพระสอนชาวบ้านให้ไปเลือกต้ัง อีกฝ่ายหน่ึง เมื่อเขาชนะเขาก็ต้องหาทางจัดการกับพระท่ีถือว่า เปน็ ศ ัตรทู างการเมอื งสถาบันส งฆก์ จ็ ะม ีปัญหาแ นน่ อน ในวัดเองก ต็ อ้ งม ีปัญหาเพราะเป็นไปไดย้ ากท ี่พระท กุ รปู จะมีความคิดเห็นเหมือนกัน เจ้าอาวาสอาจจะใช้อำนาจบังคับ ให้พระในวัดเข้ากับพรรคที่ท่านพอใจ สมมติว่าเจ้าอาวาสชอบ พรรคหนงึ่ รองเจ้าอาวาสช อบอ กี พ รรคห นึ่งพระส งฆ์ก็เสียค วาม สามคั คเี สยี แ ลว้ ว นุ่ วายไปห มดห นา้ ทข่ี องพ ระค อื ต อ้ งพ ดู เรอ่ื งศ ลี เรอ่ื งธรรมห ากจ ะวิเคราะหอ์ ะไรกใ็ หว้ เิ คราะห์ในแงข่ องศ ลี ธ รรม ถา้ มีนโยบ ายอ ะไรที่ม ีผลกร ะท บตอ่ ศีลธ รรมพ ระเราก พ็ ูดได้แ ต่ พดู เฉพาะในเรอ่ื งท เ่ี กยี่ วก บั ห ลกั ธ รรมโดยเฉพาะพ ระใหห้ ลกั เปน็
กลางๆใ ห้โยมเป็นผ ู้ประยกุ ตห์ ลักน น้ั ก บั เหตกุ ารณ์ ในโลกตะวันตกมีธรรมเนียมหนึ่งท่ีอาตมาสังเกตแล้ว ชอบคอื เวลาค นจ บดอกเตอรเ์ขียนจ ดหมายถ งึ หนังสือพิมพ์หรอื เขยี นบ ทความบ างอ ยา่ งห ากเขาแ สดงค วามค ดิ เหน็ ใ นเรอื่ งท เี่ ขา ไม่ถนัดหรือเรื่องท่ีเขาไม่ได้ศกึ ษามาโดยตรงเช่นสมมติว่าเขา เปน็ ด อกเตอรท์ างเศรษฐศาสตร์แ ลว้ อ อกค วามเหน็ เรอื่ งรฐั ศาสตร์ เวลาเซ็นช่ือเขาจะใส่คำว่าดอกเตอร์อยู่ในวงเล็บ เป็นการ แสดงให้รู้ว่าเขาออกความคิดเห็นในเร่ืองที่ตัวเองไม่ได้เรียนมา โดยเฉพาะค อื ไม่ใช่วา่ เมื่อเป็นดอกเตอรแ์ ลว้ ความร จู้ ะต้องเป็น ระดบั ด อกเตอร์ใ นท กุ เรอื่ งไมใ่ ช่ว า่ เมอื่ เราเปน็ ค รบู าอ าจารย์ห รอื เป็นพระอริยเจ้า ความรู้ของเราในทุกเร่ืองจะต้องเป็นความรู้ใน ระดับอริยะ ตอนศึกษาพระพุทธศาสนาแรกๆ อาตมาชอบมากท่ี พระพุทธองค์ตรัสเตือนสาวกไม่ให้เชื่ออะไรง่าย แม้แต่เป็น พระพุทธวัจนะ อาตมาว่าคำสอนของพระพุทธศาสนามีคำตอบ ต่อรากเหง้าปัญหามนุษย์ สังคมไทยจะดีข้ึนถ้าจริงใจต่อ พระพุทธศาสนามากกว่าน้ี แต่เราต้องชัดเจนในหน้าท่ีของ สงฆ์ หน้าที่ของคฤหัสถ์ และความสัมพันธ์ท่ีถูกต้องจึงจะดี ท่ีสุด บทบาทข องส งฆใ์ นส งั คมต อ้ งเปน็ กล างไมเ่ ขา้ ใครอ อกใคร ต้องเปน็ ที่พง่ึ ของค นท ุกค นไม่ว่าคนๆน ั้นจะม คี วามค ดิ เห็นม ที ฐิ ิ มานะอ ยา่ งไรจ ะย ากด มี จี นม ตี ำแหนง่ ห รอื ไมม่ ตี ำแหนง่ พ ระต อ้ ง เป็นท่ีพ่ึงข องคนทกุ คนพทุ ธศ าสนาข องเราจึงจะย ัง่ ยนื : 41
๑๕ ถาม ตอนท่ีท่านอาจารย์บวชใหม่ๆหลวงพ่อชาสอนท่านด้วย ภาษาอะไรเจ้าคะ ต อบ สว่ นม ากทา่ นท ำให้เราดู ถ้าใชภ้ าษากใ็ ช้ภาษาอ สี านบ้าง ภาษาไทยบ้าง ตอนเริ่มต้นท่านใช้ภาษาลาวมากกว่า อาตมาก็ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ดีเพราะทำให้เราขยันเรียนภาษา ถ้าหลวงพ่อชาพูดภาษาอังกฤษได้ดี อาตมาอาจจะไม่ได้เทศน์ ภาษาไทยคลอ่ งเหมอื นท ุกวันน ก้ี ็ได้แ ต่ทจี่ ริงแลว้ เน้อื หาในก าร ส่ือสารน ัน้ มีสองประเดน็ หนึง่ คือต วั เนอื้ หาท ่จี ะสอ่ื แ ละสองคือ ความรู้สึกระหวา่ งผสู้ อ่ื กับผรู้ ับแม้ผสู้ อ่ื จะมวี ชิ าความร้มู ากและ พูดเก่ง แต่ผู้ฟังไม่เคารพไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ส่ิงที่ฟังถึงจะดีมี ประโยชนม์ กั จ ะเขา้ หขู วาอ อกห ซู า้ ยห รอื บ างค นอ าจจ ะเขา้ หซู า้ ย ออกห ขู วาแ ลว้ แตใ่ ครถ นดั ส รปุ ว ่าเก็บขอ้ มลู ไมอ่ ยู่เขา้ แ ลว้ ออก เลย เพราะผู้รับไม่ประทับใจในตัวผู้สอน ฉะนั้น ไม่ว่าพ่อแม่จะ อบรมล กู ค รจู ะอ บรมเดก็ น กั เรยี นอ าจารยจ์ ะอ บรมศ ษิ ย์ ก ารท จ่ี ะ ให้เกดิ ผลม ันสำคญั ท ง้ั ส องป ระเด็นการสื่อสารเหมอื นป ฏิกิริยา ทางเคมี ท กุ ฝ า่ ยต อ้ งพ รอ้ มม นั ไมไ่ ดข้ น้ึ อ ยกู่ บั ส ง่ิ ท ท่ี า่ นส อนอ ยา่ ง เดยี วห ากข นึ้ อ ยกู่ บั ก ารส รา้ งค วามส มั พนั ธท์ เี่ ออื้ ต อ่ ก ารส อนใหไ้ ด้ ผลด้วยค ือความร้สู ึกศ รทั ธาเชอ่ื ม น่ั น ้นั เอง หลวงพ่อชาท่านสอนส่ิงใดแม้จะเรื่องเล็กเรื่องน้อยเรา จะไม่มีวนั ลืมท่านส อนส ง่ิ ใดเรามคี วามเชอ่ื ม นั่ ว า่ ส ่ิงนัน้ ออกม า : 43
44 : ชยสาโร ภกิ ขุ จากจิตใจอันบริสุทธิ์ของท่าน ไม่ได้ออกจากความทรงจำ ไม่ใช่ สิ่งท่ีท่านเรียนมา แต่มันเกิดจากความบริสุทธิ์ภายในจิตใจของ ท่าน ทำให้เกิดผลดีกับลูกศิษย์ลูกหา ที่จริงแล้วสิ่งท่ีหลวงพ่อ สอนโดยท วั่ ไปแ ลว้ ก ไ็ มม่ อี ะไรแ ตกต า่ งจ ากค รบู าอ าจารยอ์ งคอ์ นื่ ก็มีอยู่บางส่วนที่ท่านมีสำนวนของท่านเอง มีข้อคิดบางอย่างท่ี รู้สึกว่าลึกซ้ึง แต่ส่วนมากส่ิงที่ท่านสอนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่ เราไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เม่ือท่านพูด มันไม่เหมือนคนอ่ืนพูด พดู ส ่งิ เดยี วกนั แต่มันไม่เหมือนก ันม นั ถึงใ จจ ริงๆ ๑๖ ถาม เหตุใดคนในสมัยพุทธกาลจึงสามารถบรรลุธรรมได้ง่าย เช่น นางงามเมืองที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง ซ่ึงมีความโลภถึง ขนาดฆ่าค นได้แ ตเ่ มอ่ื ไดฟ้ ังธรรมเพียงค รั้งเดยี วก็สามารถบรรลุ พระโสดาบัน ตอบ ถ้าเราพิจารณาในแง่ที่ว่าวัฏสงสารยาวนานมากนับ ล้านๆๆๆชาติ ผทู้ ี่สั่งสมบ ารมีมาห ลายๆชาติเขาก ็คงห วงั ว่าจ ะ ได้เกิดเป็นมนุษย์ในมัชฌิมประเทศ ในเวลาที่องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ถ้าได้ก็เรียกว่าถูกรางวัลที่ ๑ ฉะน้ัน พวกที่เกิดในสมัยพุทธกาลแล้วบรรลุธรรมง่ายน้ัน จริงๆ แล้วไมใ่ ช่ว่าง า่ ยม ันยากอยู่เพียงแต่เราไมเ่ ห็นความย ากเพราะ ว่าความยากมันอยู่ในชาติก่อนๆ ท่ีได้ส่ังสมความดีไว้ หลวง
พอ่ ชาท ่านเทียบกับล ูกโป่งท า่ นวา่ เอาเขม็ เลม่ นิดเดียวจ ม้ิ ทำไม มนั ท ำใหล้ กู โปง่ แตกง ่ายเพราะลกู โปง่ ม ันพ ร้อมเมือ่ ฟ ังค ำส อน ของพ ระพทุ ธเจา้ ก เ็ หมอื นก บั ล กู โปง่ ถ กู เขม็ จ ม้ิ อ วชิ ชาร ะเบดิ ห าย ไปเลยค ำสอนไมก่ ่คี ำกเ็ หมือนเข็ม อย่างไรก ็ตามอ ยา่ ล มื ว ่าผทู้ ่ีอยใู่ นม ัชฌมิ ป ระเทศในส มยั นน้ั ทไ่ีม่ศรัทธากม็ จี ำนวนมากไมใ่ ช่เพยี งแค่ไมช่ อบถงึ ขั้นด า่ ว า่ ใส่ร้ายก็ยังมี ที่เราอ า่ นพ ระสูตรเก่ยี วกับผ ทู้ ีบ่ รรลุงา่ ยๆก เ็ หมอื น เราดูเฉพาะHighlightตวั อยา่ งเดด็ ๆเหมอื นกีฬายาวๆแต่เขา Highlight ให้ดูฉากเด็ดๆ มันดูต่ืนเต้นดี แต่เขาก็ตัดบางส่วนท่ี ไมน่ า่ ด อู อกเราม กั ไดอ้ า่ นป ระวตั ผิ ทู้ บ่ี รรลธุ รรมไมไ่ ดอ้ า่ นป ระวตั ิ ของผทู้ ี่ไม่บ รรลุ ถ ้าเราเจอหนงั สือช ่ือพระอาจารย์ ก.ชีวิตทไี่ม่ดี ขึ้นแ ละขอ้ ว ัตรปฏบิ ัตทิ ไี่ มไ่ ดผ้ ลคงไม่มีใครคดิ อ ยากอ่าน เร่ืองน้ีสอนว่าอะไรเร่ืองนี้สอนว่าเราเองระลึกชาติไม่ได้ เราไม่รู้หรอกว่าบารมีของเราถึงขั้นไหนแล้ว เราอาจจะทำมา หลายภพหลายชาติแล้ว เราอาจจะเป็นลูกโป่งกำลังรอเข็มจิ้ม ก็ได้ ข ณะน ้ียังเหลอื อ ยอู่ กี ไม่ม ากเปรียบเทยี บกับก ารข ดุ อุโมงค์ ขุดเขา้ ไปๆมนั ม ืดม ากต อ้ งท ะลเุ ลยจ งึ จะสว่างข ุดอ โุ มงค์เข้าไป ยงิ่ ลึกก ็ย ิง่ มืดระยะทางถงึ ทีท่ ะลุห น่งึ พ ันเมตรแมจ้ ะขุดถึง๙๙๐ เมตรแ ลว้ ม นั ก ย็ งั ม ดื อ ยู่ห ลายค นอ าจจ ะท อ้ ว า่ บ ญุ ว าสนาเราน อ้ ย เลกิ ป ฏบิ ตั ิธรรมอ ยแู่ บบธรรมดาจะด กี ว่าท ง้ั ๆที่จริงๆแลว้ เหลอื อีกเพยี ง๑ ๐เมตรก ็จะท ะลุแ ล้ว : 45
46 : ชยสาโร ภกิ ขุ ๑๗ ถ าม เราจ ะฝ กึ ต วั เองอ ยา่ งไรท จี่ ะไมใ่ หเ้ พง่ โทษค นอ นื่ ในเมอื่ ใน ความเป็นจรงิ ท กุ คนก็มขี อ้ บกพรอ่ งทงั้ นัน้ ถา้ เราเป็นห วั หน้าง าน เราไมไ่ ปช โี้ ทษห รอื ข อ้ บ กพรอ่ งข องผ ใู้ ตบ้ งั คบั บ ญั ชาก จ็ ะท ำใหม้ ี ผลเสยี ก ับง าน ตอบ เรื่องนี้เป็นเร่ืองของภาษา เร่ืองช้ีโทษเพ่งโทษ มันคนละ เร่ืองก ารเพง่ โทษที่เป็นก ิเลสหรือเปน็ สงิ่ ท เ่ีราตอ้ งพ ยายามช ำระ นั้นเป็นเร่ืองของโทสะ เป็นเร่ืองความเศร้าหมองในจิตใจของ เรา การที่เราคอยจะจับผิดในเร่ืองเล็กเร่ืองน้อยทำให้จิตใจเรา ไมส่ งบการเพ่งโทษในลกั ษณะนเ้ีกิดจ ากความอ ยากห รืออ ยาก ให้เขาเป็นอย่างหน่ึง เขาก็ไม่เป็นอย่างท่ีเราอยากให้เขาเป็น สถานการณเ์ป็นอ ยา่ งหนงึ่ ซง่ึ ไม่เป็นอย่างท่เีราอ ยากให้เปน็ เราม มี าตรฐานห รอื ม อี ดุ มการณส์ งู เราจ งึ ไมพ่ อใจก บั ผ คู้ น หรือส่ิงท่ีไม่ตรงตามความคิดหรือความคาดหวังของเรา น่ีก็เป็น เรอื่ งอ ารมณเ์ ศรา้ ห มองอ ยใู่ นจ ติ ใจในก ารท ำงานพ ระองคท์ รง สอนใหเ้ ราเปน็ ผ ทู้ ส่ี รา้ งค วามร สู้ กึ ท ดี่ ตี อ่ ห นา้ ทข่ี องต นใหเ้ ปน็ ผู้รักงาน เป็นผู้ที่มีความสุขกับตัวงานโดยไม่ต ้องหวังส ุขจาก ผลข องง านห รอื ไมไ่ ดม้ องว า่ ง านเปน็ แ คเ่ งอ่ื นไขท เ่ี ราจ ะไดร้ างวลั ในสิ่งท่ีเราต้องการ จะเป็นเงินเป็นทอง จะเป็นชื่อเสียง หรือจะ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ในการทำงานด้วยความรักด้วยความสนใจ เราต้องมีความพากเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำตาม
อารมณ์และไมห่ วั่นไหวต อ่ อ ปุ สรรคท ี่เกิดข ึน้ ร ะหวา่ งก ารท ำงาน ทำด ว้ ยจติ ใจท ี่จดจ่ออ ยกู่ บั ง าน มีคุณธรรมอีกข้อหนึ่งท่ีเราขาดไม่ได้ คือความคิดท่ี จะพัฒนางานของเราอยู่ตลอดเวลา คอยทบทวนดูว่าวิธีการ ที่กำลงั ใช้อยู่ได้ผลมากนอ้ ยแค่ไหนมตี รงไหนบา้ งที่เราสามารถ ปรับปรุงแก้ไข น่ีก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานให้ดีและเป็นส่ิง ท่ีควรจ ะมีซึ่งกเ็ ป็นการคอยด ขู ้อบ กพร่องด ว้ ยเช่นก นั แตไ่มไ่ ดด้ ู ด้วยความรู้สึกว่าไม่น่าเลย ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ทำไมเขาถึง เปน็ อยา่ งนั้น จิตใจที่เพ่งพิจารณาจะดูว่าที่เป็นอย่างน้ีเพราะมีเหตุมี ปัจจัยอะไรบ้าง มีข้อบกพร่องอะไร เพราะความเข้าใจของคน ทำงานไม่เพียงพอ เขามีความเข้าใจผิดบ้างหรือเปล่า มีปัญหา ในก ารส อ่ื สารห รอื เปลา่ ม ปี ญั หาในค วามส มั พนั ธร์ ะหวา่ งผ ใู้ หญผ่ ู้ นอ้ ยหร อื เปลา่ ม ปี ญั หาเรอื่ งค วามท จุ รติ ห รอื เปลา่ อ นั น เี้ ราค อยด ู ดว้ ยจ ติ ใจท เ่ี ปน็ กล างไมใ่ ชด่ ว้ ยจ ติ ใจท โ่ี กรธไมพ่ อใจว า่ ไมน่ า่ จะเป็นอย่างนัน้ ไม่ควรจ ะเป็นอย่างน ้ี ห ากเราม กี ารฝ ืนความจ ริง อยใู่ นใ จค วามไม่พอใจก ับสง่ิ ทเ่ี ป็นอยู่ จ ติ ใจไมเ่ ปน็ กล างจติ ใจ จะข าดความส ุขุมร อบคอบเหตผุ ลก ็จะถกู อคตคิ รอบงำ การท่ีเราจะดูความบกพร่อง ดูความผิดพลาดทั้งของ ตวั เองแ ละค นอ น่ื เพอื่ ค ดิ ท จ่ี ะป รบั ปรงุ แ กไ้ ขเราส ามารถท ำไดโ้ ดย ไมต่ ้องไปเพ่งโทษใ นล ักษณะท ่ีโกรธหรือไม่พ อใจถ้าเราต อ้ งการ ให้คนท่ีอยู่ใต้การบังคับบัญชาของเราเปล่ียนไปในทางท่ีดี เราต อ้ งฉ ลาดเหมอื นก นั ถ า้ เราม แี ตว่ า่ เขาบ างทกี ไ็ มเ่ กดิ ผ ลด เี ทา่ : 47
48 : ชยสาโร ภิกขุ ท่ีควร เขาจะไม่ยอมรับเม่ือเขาผิดพลาด แต่ถ้าเรารู้สึกหวังดีต่อ เขา หวังดีต่องาน ท่ีเราตักเตือนเพราะหวังดีต่องาน ไม่ใช่จะไป กดข่ีจะไปข่มเหงเขา เขาจะไม่กลัวและเขาจะยอมรับในความ ผิดพลาดของเขาได้ง่ายข้ึน แต่ถ้าเขารู้สึกว่าเจ้านายโกรธไม่ พอใจและจะดุว่า บางทีเขาก็จะปิดบังอำพรางความผิดพลาด ของตัวเอง หรือว่าไปโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น ปัญหาก็จะแก้ไขได้ ยากข ึน้ เราจ ะเหน็ ไดว้ า่ ค ณุ ธรรมกบั ก เิ ลสม นั จ ะม อี ะไรค ลา้ ยๆก นั กิเลสคือความโกรธ หรือกิเลสฝ่ายโทสะคือการเพ่งโทษบุคคล เพ่งโทษสิ่งแวดล้อม ส่วนปัญญาเป็นการพิจารณาโทษใน วฏั สงสารเพ่งโทษข องก ิเลสค อื จ ับผดิ ของก ิเลสมันก็เปน็ การดู การเพง่ ข อ้ บ กพรอ่ งเหมอื นก นั แ ตถ่ า้ เปน็ ฝ า่ ยโทสะจ ะไมไ่ ดท้ ำให้ สงิ่ ใดด ขี นึ้ ในข ณะท ถี่ า้ เปน็ ฝ า่ ยป ญั ญาจ ะเปน็ ส งิ่ ท จี่ ะน ำไปส กู่ าร แก้ป ัญหา อกี ขอ้ ห นง่ึ ท ี่คลา้ ยก นั คือความโลภก บั ศรทั ธาคนท ข่ี โี้ ลภ อยากไดน้ น่ั อ ยากไดน้ ่ี จ ะม จี ติ ใจท ม่ี องแ ตส่ ง่ิ ท ดี่ ี ม องแ ตแ่ งม่ มุ ท ด่ี ี ของส งิ่ ท ตี่ วั เองก ำลงั ต อ้ งการส ว่ นศ รทั ธาก เ็ ปน็ การม องแ งม่ มุ ท ด่ี ี และส งิ่ ท ดี่ ขี องก ารป ฏบิ ตั ิ โดยไมไ่ ดไ้ ปส นใจใ นค วามย ากล ำบาก จติ ใจม ุง่ ม น่ั อยากได้เหมอื นก ันเปน็ พ ลังจติ ท่ีคล้ายก บั ค วามโลภ ถ้าผู้มีโทสะจริตปฏิบัติธรรมก็สามารถเปล่ียนกระแสของโทสะ ซงึ่ เปน็ พ ลงั อ ยใู่ นใ จไปใ นแ นวทางท ด่ี ไี ด้ ค นข โ้ี กรธค นม โี ทสะจ รติ มกั จ ะก ลายเปน็ ค นป ญั ญาจ รติ ไดง้ า่ ยในข ณะเดยี วกนั ค นท โ่ี ลภะ จรติ ร าคะจ ริตคนทีร่ ักสวยร กั งามถ ้าปฏิบตั ธิ รรมพ ลังน น้ั ที่เดมิ
เป็นของอ กุศลก็จะเปลยี่ นเปน็ ศ รัทธานำไปส ู่สมาธไิด้งา่ ยเพราะ จติ ใจจ ดจอ่ อ ยู่ทล่ี มหายใจห รืออ ารมณก์ รรมฐานเหน็ แ ต่ว ่ามันดี มันงามจึงไม่สนใจอย่างอ่ืน น่ันก็เป็นจิตท่ีจะสงบได้เร็ว เพราะ ฉะนั้นกิเลสนี่ถ้าเราฉลาดก ็สามารถพลกิ ใ ห้เปน็ ค ุณธรรมได้ ๑๘ ถาม เม่ือมีการเผยแพร่หนังสือต่างศาสนาเล่มหน่ึงชาวพุทธ หลายค นร สู้ กึ ว า่ เปน็ การก ระทำท ไ่ี มถ่ กู ต อ้ งท เ่ี อาเงนิ ม าสน บั ส นนุ สื่อเพื่อเอาคนไปเข้าศาสนา ชาวพุทธควรทำอย่างไรที่จะทำให้ ศาสนาแ ขง็ แ รง ตอบ ข้อคิดข้อแรกคือ เราบ่นแต่ว่าศาสนาอื่นใช้เงินมหาศาล พดู เหมอื นก บั ช าวพ ทุ ธย ากจนไมม่ เี งนิ ท จี่ รงิ ศ าสนาพ ทุ ธเราม เี งนิ ไมน่ ้อยแ ตไ่ ม่ค อ่ ยจ ะยอมใ ช้เทา่ นนั้ เองจ ะเกบ็ ไวใ้ นธนาคารก ิน ดอกเบยี้ ฉ ะนนั้ อ ยทู่ วี่ า่ เราใชท้ นุ ข องเราใหเ้ กดิ ป ระโยชนม์ ากกวา่ น้ีไม่ได้หรือ ก็ควรจะรวมพลังของชาวพุทธ ให้มีการเผยแผ่ทาง ทีวี หรือทางสื่อมวลชนอ่ืนๆ ในทางท่ีน่าดูน่าสนใจมากกว่านี้ สิ่งที่ปรากฏคือป้ายสีเหลืองท่ีติดไว้ทั่วประเทศไทย ใครเป็นผู้นำ ไปติดไว้ในที่สูงๆ น้ัน ก็คงเป็นชาวพุทธนั่นเอง ชาวพุทธเป็น ผูร้ บั จ้างเพราะฉะนน้ั ถา้ ชาวพทุ ธเราย งั รกั เงนิ ค่าจ า้ งล กั ษณะน้ี มากกวา่ ร กั ศ าสนาข องต วั เองก ค็ งจะช ว่ ยไมไ่ ด้ เราต อ้ งป ลกู ฝ งั ใ ห้ คนมีความรู้สึกกตัญญูกตเวทีต่อศาสนาของตัวเองให้มากกว่าน้ี ไมค่ ิดเอาแต่เงินแ ตท่ อง : 49
50 : ชยสาโร ภกิ ขุ มนั อยู่ทก่ี ารทำตวั ข องเรานแ่ี หละเราศ ึกษาเราป ฏิบัติเรา ได้หลักท่ีถูกต้อง แล้วเราก็เผยแผ่ในวงแคบๆ ของเราเท่าท่ีเรา ทำได้แ ต่ในระดบั ชาติ เราก็ค วรจะมีการล ็อบบบี้ ้างเช่นถา้ เทยี บ กับท่ีอเมริกาจ ะเหน็ ว า่ ช าวคริสตน์ ลี่ อ็ บบม้ี ากท่สี ุดเราอ าจจ ะไม่ ต้องการทำแบบเขา แต่ต้องยอมรับว่าก่อนเลือกตั้งมันเป็นช่วง ท่ีนักการเมืองพรรคการเมืองยินดีรับฟังประชาชน เพราะว่าเขา ตอ้ งการเสยี งข องป ระชาชนท จี่ รงิ ก เ็ ปน็ ช ว่ งท ช่ี าวพ ทุ ธซ ง่ึ เปน็ พ ลงั เงยี บใ นป ระเทศไทยควรจ ะใ ช้พลงั บ อกว่าเราจ ะเลอื กค ณุ นะแต่ ขอให้ทำส่ิงที่เป็นประโยชน์ต่อชาวพุทธอย่างไรบ้าง คือเราต้อง เรียกร อ้ งเขาบ า้ งเรือ่ งแ บบน้ียงั ไมค่ ่อยเห็นม ี ยกตัวอย่าง อาตมาเพิ่งไปเยี่ยมชาวพุทธฝ่ายเถรวาทที่ มาเลเซยี ซ งึ่ ม จี ำนวนน อ้ ยม ากส ว่ นม ากเปน็ ช าวม าเลเซยี เชอื้ ส าย จีน ท่ีเปล่ียนจากมหายานมาเป็นเถรวาท เปล่ียนเพราะศรัทธา เปล่ียนเพราะได้ศึกษาแล้วว่าใช่ ฉะนั้นพวกน้ีจะเข้มแข็งมาก นา่ นับถือท ีอ่ าตมาไปเยีย่ มม ีชมุ ชนช ือ่ นาล นั ท าเขาไปเช่าทเ่ี ปน็ ศาลาป ฏบิ ัติธรรมซ ึ่งเขาจ ะมีกจิ กรรมทุก๒ -๓ ว ันม อี บรมส มาธิ ฟงั เทศน์ม สี นทนาธ รรมบ นถ นนร อบๆศ นู ย์เขาจ ะเชา่ ห อ้ งแ ถวอ ยู่ ในบ รเิ วณน นั้ จ ะม บี า้ นช ายล ว้ นบ า้ งห ญงิ ล ว้ นบ า้ งพ วกน กั ศกึ ษา พวกท ท่ี ำงานแ ลว้ ก จ็ ะร ว่ มก นั ท ำวตั รเชา้ ท ำวตั รเยน็ แ ละไปท ำก จิ ข้างนอกด้วย วันไหนมีกิจกรรมที่ศูนย์ก็มาร่วมกัน ที่นั่นจะเป็น ศูนย์กลาง พวกเขามีศรัทธาสูงและเข้มแข็งมาก มีความจงรัก ภักดีค วามสนใจและความม ุ่งมน่ั ใ นค วามเป็นพ ทุ ธสงู ม าก เมื่อเราเห็นพฤติกรรมเห็นศรัทธาความเข้มแข็งของคน
นับถือศาสนาไหน เราไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นเพราะศาสนา เพราะเหตผุ ลทางส งั คมด ้วยเช่นท ่ีม าเลเซียน้ีอ าจจ ะเปน็ เพราะ เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนกลุ่มน้อยท่ีคนกลุ่มใหญ่ไม่สนับสนุน ที่ กัวลาลัมเปอร์ก่อนจะติดป้ายองค์กรพุทธท่ีหน้าศูนย์ได้ ต้องเอา เรื่องเข้าอ ำเภอผ่านก ารพจิ าณาของท างการใ ช้เวลาเปน็ เดอื นน ่ี แคจ่ ะต ดิ ป า้ ยห นา้ ศ นู ยเ์ ทา่ นน้ั เองเพราะช าวพ ทุ ธท น่ี น่ั อ ยลู่ ำบาก ยิ่งลำบากก็ยิ่งเห็นคุณค่าของศาสนา ของเราน่ีอยู่ในเมืองไทย ทุกอย่างมันง่าย ย่ิงง่ายก็ย่ิงประมาท แต่ถ้าถูกบีบเม่ือไหร่ อาจ เร่มิ เห็นคณุ ค่ามากข ้ึน ๑๙ ถาม ในบ ทส วดแ ผเ่ มตตาข อ้ ความท ว่ี า่ ข อส ตั วท์ ง้ั ห ลายท ง้ั ป วง จงอย่าได้พรากจากสมบัติอันตนได้แล้ว สมบัติในท่ีนี้หมายถึง อะไรใ นเมอื่ ทกุ ส งิ่ ล ว้ นแ ต่ไม่เท่ียง ตอบ คำถามดี เป็นการตั้งความหวัง เหมือนกับเราจะเอาแต่ ฝ่ายเหตุผลอย่างเดียวนั้นคงไม่ต้องแผ่อะไรเลย ขอให้สรรพ สัตว์ทั้งหลายมีความสุข ทุกวันนกอยู่ได้ด้วยการกินไส้เดือน ถ้า นกมีความสุขไส้เดือนก็เป็นทุกข์ ถ้าไส้เดือนเป็นสุขนกก็อดตาย ดงั น น้ั จ ะใหม้ นั ส ขุ ท กุ ๆฝ า่ ยค งไมไ่ ด้ ส ตั วม์ นั ต อ้ งก นิ ซ ง่ึ ก นั แ ละก นั จึงจะเอาตัวรอด แต่มันเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีภายในจิตใจ ของเรา คำนี้ที่ว่า ขอสัตว์ท้ังหลายท้ังปวงจงอย่าได้พรากจาก : 51
52 : ชยสาโร ภิกขุ สมบัติอันตนได้แล้ว อันน้ันก็เป็นการเจริญมุทิตาจิต คือ สัพเพ สตั ต าสุขิตาโหนตุ อะเวราโหนตุอัพยาป ชั ฌาโหนต ุอะน ฆี า โหนต ุ ส ขุ ี อ ตั ต านงั ป ะร หิ ะร นั ต ุ น น่ั ค อื เมตตาส พั เพส ตั ต าส พั พะ ทุกขา ปะมุญจันตุน่ันคือกรุณา ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้ พรากจ ากส มบัติอันตนไดแ้ ลว้ เปน็ มุทิตาสตั ว์ท ้งั หลายท งั้ ปวงมี กรรมเปน็ ของของต นอนั น ้ันก เ็ ปน็ อ ุเบกขา บทแผ่เมตตาที่จริงมันเป็นพรหมวิหารทั้ง ๔ ข้อ อันน้ัน เป็นความมุ่งหมายที่จะแก้ความอิจฉาพยาบาท คือ ถ้าอิจฉาก็ จะอ ยากใ หเ้ ขาพ รากจ ากส มบตั ทิ เ่ี ขาไดแ้ ลว้ ม คี วามไมพ่ อใจเรา แกด้ ว้ ยค วามค ดิ ต รงข า้ มข ออ ยา่ ใหเ้ ขาต อ้ งพ ลดั พรากจ ากส มบตั ิ ไมว่ า่ จ ะเปน็ ว ตั ถุ ห รอื จ ะเปน็ อ ะไรก แ็ ลว้ แ ต่ ร ปู ธ รรมน ามธรรมอ นั ไหนท มี่ นั ดอี นั ไหนท เี่ ขาพ อใจข อใหเ้ ขาม คี วามส ขุ ก บั ส งิ่ น นั้ น านๆ นน่ั ก็เป็นการเจรญิ มุทติ าจ ติ แต่จะม องใ นหลักข องไตรลักษณ์ก็ ใช่ท กุ ส่งิ ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ๒๐ ถาม การท ำบุญค อื อ ะไรท ำท ำไมและควรทำอยา่ งไรจงึ จะได้ บญุ และเม่อื ไหร่(What,W hy,H ow,W hen?) ตอบ คำว่า บุญ ท่านแปลในคัมภีร์ว่า เครื่องชำระสันดาน เพราะฉ ะนน้ั เราท ำอะไรก ต็ ามพูดอ ะไรกต็ ามค ดิ อะไรก ็ตาม ทม่ี ลี กั ษณะช ำระส นั ดานก เ็ รยี กว า่ บ ญุ ท งั้ น น้ั พ ระพทุ ธอ งคเ์ คย
ตรัสเตือนพระท ี่ม ่งุ ม ั่นในก ารปฏิบตั ิ ปฏบิ ตั ิเอาจรงิ เอาจ งั เอาแต่ พระนิพพานอย่างเดียว พระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายอย่าไป ดูถูกบุญนะ บุญเป็นชื่อของความสุข” บุญเป็นส่วนประกอบ ของช ีวิตท ี่ด งี ามบญุ เกดิ ดว้ ยก ารใ ห้ทานบ ุญเกิดดว้ ยก ารร ักษา ศีล บุญเกิดด้วยการภาวนา ในสังคมไทยส่วนมากเราใช้คำว่า ทำบญุ โดยห มายถ งึ ก ารใหท้ านโดยเฉพาะก ารถ วายป จั จยั ๔ แ ก่ พระสงฆ์ นั่นเป็นแค่ส่วนหน่ึงของการทำบุญ ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราระมัดระวังกายวาจา ควบคุมให้อยู่ในขอบเขตของศีล ๕ เรียกว ่าเป็นการท ำบญุ ศ ีล๕ ข อ้ ค อื บ ญุ ๕ ประการการง ดเว้น จากก ารกร ะท ำห รอื ก ารพ ดู ท ไี่ มด่ ไี มง่ ามค อื ก ารท ำบญุ ก ารภ าวนา คอื ก ารท ำบญุ เพราะเปน็ การช ำระส นั ดานโดยตรงเปน็ การฝ กึ ใน การละก เิ ลสฝ ึกใ นก ารบำเพ็ญส ่งิ ด งี ามทางดา้ นจ ติ ใจน่เี รียกวา่ เป็นบุญส งู สดุ พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ผู้ถวายภัตตาหารแก่องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์สาวก ๕๐๐ องค์ ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ทำจิตใจของตนสงบแน่วแน่เพียง ๑ วินาที การทำจิตใจของเราให้สงบแน่วแน่นี่เป็นบุญขนาดไหน ลองค ดิ ด ู ฉ ะนนั้ ถ า้ เราเขา้ ใจบ ญุ ในค วามห มายท กี่ วา้ งข วางอ ยา่ ง นี้คำถามว่าเมื่อไรก็ตอบได้อยู่ในตัวว่าตลอดเวลาต ้องทำให้ ชีวติ ข องเราเปน็ บญุ ทุกลมห ายใจส่วนค ำถามว า่ ท ำไมเพราะ ว่าถ้าเราไม่ทำบุญ เราก็ทำบาป พุทธศาสนาถือว่าทำบุญดีกว่า ทำบาปทง้ั ด ้วยก ายด ว้ ยว าจาด้วยใ จ ส่วนการทำบุญในความหมายสามัญ เร่ืองการเอาของ : 53
54 : ชยสาโร ภิกขุ ไปทำบุญท่ีวัด หรือว่าเอาภัตตาหารไปถวาย หรือการใส่บาตร มีหลักว่าควรจะภาวนาให้จิตใจเบิกบานก่อนท่ีจะถวาย ขณะที่ ถวาย และหลังจากถวายแล้ว มันจึงจะได้บุญเต็มที่ บางคนจะ ไปท ำบญุ ท วี่ ดั ต นื่ แ ตเ่ ชา้ ร บี ท ำก บั ขา้ วแ ขง่ ก บั เวลาค อยด นู าฬกิ า อยู่เร่ือย แล้วก็เครียดตั้งแต่เช้า จิตใจไม่เบิกบานเพราะบริหาร เวลาไมค่ อ่ ยเปน็ ต อ้ งร บี ๆท ำอ นั น ก้ี ย็ งั ไมเ่ สรจ็ อ นั น นั้ ก ย็ งั ไมเ่ สรจ็ อาบนำ้ ก ย็ งั ไม่ไดอ้ าบใ ครเดนิ เขา้ มาก ็ไลเ่ ขาออกจากครัวเด๋ียว จะไมท่ ันเรยี กวา่ ทำบญุ ดว้ ยจ ติ ใจเศร้าห มองต ง้ั แตเ่ ชา้ เลย นั่งรถไปวัดอารมณ์ยังค้างอยู่อาจจะมีปากเสียงกับสามี ก็ได้ ไปถึงวัดแล้วเป็นยังไง วางอาหารของฉันไว้ตรงนี้ มีความ ร สู้ ึกข องๆฉนั ท่ีค่อนข า้ งจะรุนแรงถา้ เปน็ วัดท่ีทำแบบถ วายร วม โยมก ็จะค อยมองว่าพระท่านจ ะตักของฉ นั ม ากน ้อยแคไ่ หนเห็น พระตักของเพ่ือน โอ้โห ตักเยอะเลย พอถึงของฉัน ตักนิดเดียว แหมอ ุตส่าห์ตน่ื ต ัง้ แตต่ ี๓ เขา้ ครัวสงสารต ัวเองพ ระต ักนิดเดยี ว ไม่เห็นของเขาจะอร่อยกว่าของเราเลย การคิดอย่างน้ีเรียกว่า เปน็ การบน่ั ทอนตวั บญุ เราจะเห็นว่าแม้แต่การใส่บาตรหรือการถวายอาหาร ต้องมีการภาวนาอยู่ คือต้องรักษาจิตใจให้อยู่ในภาวะที่ปกติสุข เปน็ บ ุญเป็นกศุ ลไม่ใช่วา่ บุญมันเกดิ โดยอัตโนมตั ิ มนั ต ้องม สี ่วน จากตัวเราด้วย โดยเฉพาะต้องฉลาดในการรักษาจิตใจไว้ให้อยู่ ในภาวะท ่ีดที ี่งาม ถ้าเราต้ังใจทำบุญอย่างถูกต้อง จะมีความสุขง่ายมาก และจะไม่คิดเหมือนปุถุชนทั่วไป ในคัมภีร์ท่านเปรียบเทียบ
ความคิดระหว่างมนุษย์แบบเทพบุตรเทพธิดากับความคิดของ มนษุ ย์เหมอื นเปรตแ ตท่ ่านก ็หมายถงึ ม นษุ ยน์ ่นั เองท ่านบอกว ่า ถ้ามนุษย์แบบเปรตได้ของดี ไม่อยากแบ่งให้ใคร โดยนึกว่า ให้ เขาแลว้ จะไม่มีอะไรเหลอื ส ่วนเทพเขาคิดวา่ แบง่ ดแี ล้วเพราะ ไมแ่ บง่ แล้วไมร่ ู้จะหาอะไรให้คนทก่ี ำลงั เป็นทกุ ข์ ใชอ้ ะไรค นเดยี วก นิ อ ะไรค นเดยี วไมม่ คี วามส ขุ ถ า้ ไดอ้ ะไร ดีๆม าจ ะค ดิ ถึงค นท ีเ่ รารักคนทเ่ี ราเคารพท นั ที ว ่าอยากจ ะแบ่ง ใหท้ ่านบ ้างเราคิดว า่ ...แหม...ถ า้ เราใช้คนเดยี วเราส ุขคนเดียว มันไมค่ มุ้ ค่าอ ยากจ ะเพ่ิมความส ุขถา้ แ บ่งใ หเ้ขาบ ้างกไ็ ด้ความ สุข๒ คนเพม่ิ ความสขุ ๒ เทา่ ตวั ค ดิ ท างเศรษฐศาสตรแ์ นวพทุ ธ เรยี กว า่ ไดก้ ำไรเพมิ่ ค วามส ขุ ท ไ่ี ดจ้ ากว ตั ถปุ รมิ าณเดมิ ข นาดเดมิ แต่ความสุขท่ีเป็นกำไรเพิ่มมากข้ึน เพราะแบ่งปันกัน ไม่ได้กิน คนเดียว ไม่ได้ใช้คนเดียว น่ีก็คือความคิดของคนท่ีชอบทำบุญ เพราะฉะน้นั ไมต่ อ้ งถ ามวา่ ท ำไมเพราะวา่ ไมท่ ำไมไ่ ด้ ๒๑ ถาม ธรรมะก ับธ รุ กิจส ามารถเดนิ ไปคูก่ นั ไดห้ รือไม่ครับ ตอบ คฤหัสถ์จะทำธุรกิจและจะปฏิบัติธรรมคู่กันไปได้หรือไม่ ก แ็ ลว้ แ ตว่ า่ ท ำธ รุ กจิ ป ระเภทใดถา้ เปน็ ธ รุ กจิ ค า้ อ าวธุ ธรุ กจิ ส ง่ เสรมิ กิเลสของชาวบ้าน ก็จะมีส่วนท่ีไม่ดีอยู่ตลอดเวลา โดยพื้นฐาน แล้ว การทำธุรกิจไม่ควรขาดธรรมะระดับศีล ต้องเป็นผู้ซ่ือสัตย์ : 55
56 : ชยสาโร ภิกขุ สจุ ริตเช่นควรเสียภ าษี เราก ็เสียภ าษีใหเ้ต็มอ ัตราไมโ่ กงร ฐั บาล นั่นเป็นศีลธรรมของนักธุรกิจ จะรักษาได้ต้องใช้สติและปัญญา มากพ อสมควรกา้ วแรกคอื ค วามตอ้ งการประสบความส ำเรจ็ ใ น การท ำธุรกิจโดยไม่ผดิ ศ ีลจะเปน็ ไปได้ไหมถอื เปน็ การท ้าทาย แลว้ เราต อ้ งเปน็ ผ มู้ เี มตตาต อ่ ล กู น อ้ งท กุ ค นพ ระพทุ ธอ งค์ ตรสั ในเรอ่ื งน ว้ี า่ เจา้ น ายค วรจ ดั ง านใหเ้ หมาะส มก บั ล กู น อ้ งไมใ่ ห้ เขาทำงานหนักเกินไป ให้พอดีกับกำลัง พอดีกับความสามารถ แลว้ ก ็ใ ห้เงินเดือนใ ห้พอดี ไมก่ ดเงินเดือนใ ห้ต่ำท สี่ ุดเพ่ือเราห รอื ผู้ถือหุ้นจะได้กำไรมากที่สุด ธรรมะคือความถูกต้อง ทำอย่างไร เราจ ึงจะบ ริหารงานให้ถ ูกต้องท ีส่ ุด หลักการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อลูกน้อง หรือ เจ้านายคือพรหมวิหาร๔ ท้ังเมตตาท้ังกรุณาท้ังมุทิตาท้ัง อุเบกขา อุเบกขาก็คือความเป็นกลาง ไม่ทำอะไรด้วยความ ลำเอียงการจ ดั สรรความสมั พนั ธต์ า่ งๆใ นบ รษิ ัทใ หย้ ุตธิ รรมให้ มีความเป็นม ิตรต ่อก ันการฝ ึกต นแ ละล กู น ้องใ หพ้ ยายามส อ่ื สาร กันด้วยสัมมาวาจา น่าจะถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของการปฏิบัติ ธรรมของนักธรุ กจิ การปฏิบัติธรรมก็คือชีวิตน่ันเอง บางคนถือว่าถ้าเรา ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ ม ากก จ็ ะเสยี เปรยี บเขาแ ขง่ ขนั ก บั เขาไมไ่ ด้ อ าตมา เองก็ยอมรับว่ามีประสบการณ์น้อยกว่าญาติโยมในเร่ืองนี้ แต่ อาตมาเชอื่ วา่ ผู้ท่ีทำงานอยา่ งสะอาดและซ่ือสัตย์ ถ ึงจะต้องเสยี เปรียบในบางเร่ือง ก็จะได้เปรียบในบางเรื่องเช่นกัน เพราะจะ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากบริษัทที่รับเหมาหรืออะไรก็
แล้วแต่ บริษัทมีช่ือเสียงว ่าสะอาดค งไม่ขาดลูกค้าเพราะความ ไวว้ างใจเปรยี บเหมอื นน ำ้ มันห ล่อล น่ื ใ นก ารค ้าขาย นกั ธ รุ กจิ ท ที่ ำงานแ บบป ฏบิ ตั ธิ รรมค อื ไมต่ อ้ งเอาร วยม าก เอาแ บบรวยพ อเพียงได้ไหมไม่ตอ้ งค ิดจ ะ“ร วยไมร่ เู้ ร่อื ง”ข อใ ห้ เป็น “รวยรู้เร่ือง” ได้ไหม รวยรู้เร่ืองก็คือหลักของการแสวงหา โภคทรัพย์อย่างไม่หลงใหล ไม่เอาเงินเอาทองเป็นพระเจ้าหรือ เป็นสิ่งสูงสุดในชีวิต จนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือสิ่งดีงาม ทุกวันน้ีอ้างกันว่า สามีภรรยาไม่มีเวลาให้ลูกหลาน ไม่มีเวลา ปฏบิ ัตธิ รรมไมม่ เี วลาเขา้ ว ัดเขา้ ว าถ้าเปน็ อ ยา่ งนี้เมือ่ ถ งึ เวลาจะ จากโลกน ไี้ ปอ รยิ ท รพั ยไ์ มม่ นี เี่ จง๊ เลยน ะอ ะไรจ ะเปน็ ก ำไรช วี ติ ใ น เวลานั้นใ นเมื่อเงินก็มีแ ต่ตวั เลขในบ ญั ชีธนาคารเท่าน้นั อาตมา วา่ อ ริยท รัพยจ์ ะม คี ่าม ากกว่า ทำธรุ กจิ ก ็ทำให้พอดี ท ำในท างท่สี อดคลอ้ งก ับหลักธรรม ถ้าย ังท ำไมค่ ่อยได้อยา่ งน อ้ ยท ี่สดุ อ ยา่ ไปท ำธ รุ กิจท เ่ี ป็นอ ปุ สรรค ต่อหลักธรรม ถ้าทำได้ก็ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ เป็น สัมมาอาชีพ เป็นหมอเป็นพยาบาลช่วยดับความทุกข์ของเพื่อน มนษุ ย์ เรยี กว า่ ด มี ากแ ลว้ เปน็ ค รเู ปน็ อ าจารยผ์ สู้ อนล กู ส อนห ลาน ใหเ้ ปน็ ค นด คี นฉ ลาดก ด็ มี ากๆแ ลว้ ก ารท ำธ รุ กจิ ไมเ่ ปน็ บ ญุ ง า่ ยๆ ต้องฝืนความเคยชินเก่า กลับจากท่ีทำงานแล้ว รู้สึกภูมิใจกับ ความเพยี รว ันน้ีก็ใช้ได้ : 57
๒๒ ถ าม เราจะให้คำอธิบายอย่างไรแก่ผู้ที่มีความเชื่อว่าการเอา เวลาไปทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ดีก วา่ ก ารน่ังสมาธทิ ่ไีด้บ ุญอยู่คนเดียว ต อบ เราควรถือว่าเป็นคนละวาระ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเลือก ระหวา่ งก ารฝกึ จติ การพฒั นาตัวเองแ ละก ารช่วยค นอ่นื ช วี ิตท่ี สมบรู ณต์ อ้ งม กี ารส รา้ งท ง้ั ป ระโยชนต์ นป ระโยชนท์ า่ น พร อ้ มๆก นั การท จ่ี ะแ บง่ แ ยกเปน็ ส องพ วกอ ยา่ งช ดั เจนว า่ พ วกห นงึ่ เอาแตน่ งั่ สมาธเิ อาต วั ร อดอ กี พ วกห นง่ึ เสยี ส ละเพอื่ ส ว่ นร วมเปน็ การส รา้ ง ภาพท ไ่ี มน่ า่ จ ะต รงต อ่ ค วามจ รงิ ค อื เทา่ ท เ่ี หน็ แ ลว้ ช าวพ ทุ ธท สี่ นใจ การภ าวนาม กั จ ะม คี วามห วงั ด ี แ ละค วามร บั ผ ดิ ช อบต อ่ ส ว่ นร วม คอ่ นขา้ งส งู อ าจจ ะสงู ก วา่ คนท ว่ั ไปดว้ ยซ ำ้ ไม่ต้องเลือกห รอกใหร้ ู้จักกาลเทศะด กี วา่ วา่ งๆฝึกจ ิตใน ทส่ี งบถ งึ เวลาท ำห นา้ ทต่ี อ่ ส ว่ นร วมด ว้ ยค วามร อบคอบค วามเปน็ กลางค วามอดทนข องผ ทู้ ีม่ ีธรรมะเปน็ ที่พึ่งภายใน ขอสังเกตด้วยว่าส่วนมาก ผู้ท่ีคิดจะช่วยคนอ่ืนทั้งๆ ที่ จิตใจตนเองยังไม่มีหลักน ั้นขอ้ แ รกมกั ช ว่ ยค นอ่นื ไดไ้ม่นานหรือ ไม่สม่ำเสมอ เพราะว่าจิตใจไม่ค่อยทนต่อการกระทบกระเทือน เช่น ผู้ท่ีลงไปปักษ์ใต้หลังเหตุการณ์สึนามิ จิตใจไม่เข้มแข็ง ทำอะไรไดไ้ ม่นานจิตเครียดหดหู่ : 59
60 : ชยสาโร ภิกขุ การท จ่ี ะท ำงานช ว่ ยส งั คมอ ยา่ งต อ่ เนอ่ื งส ง่ิ ท สี่ ำคญั อ ยา่ ง หน่งึ ค ือจ ะต ้องมจี ิตใจท ี่เขม้ แ ข็งความเขม้ แข็งฝ กึ ได้ไหมก ไ็ ดส้ ิ ดว้ ยวธิ ขี องพระพทุ ธเจ้าข อ้ ทสี่ องเจตนาดมี กั จะไมพ่ อค ือห ลาย คนท คี่ ดิ จ ะช ว่ ยค นอ นื่ ห รอื ช ว่ ยส ว่ นรวมท ำงานไปส กั ระยะห นงึ่ เจอ ปัญหาเนื่องจากว า่ ไมร่ จู้ ักตวั เองบ างคนห ลงอำนาจช อบบังคบั คนอ น่ื หรือแขง่ ขนั ก บั คนอน่ื ต้องการเดน่ ก วา่ เขาเปน็ ตน้ เช่ือม ่ัน ในความค ิดของต นห รือท ฤษฎีท เ่ี รียนม าอาจจ ะท ำให้เหตกุ ารณ์ เลวล งกไ็ ด้ ท ้ังๆท่เี จตนาดี สมยั ก อ่ นตอนอ ยอู่ บุ ลฯเคยเหน็ บ อ่ ยเหมอื นก นั นกั ว ชิ าการ น ำโครงการอ ะไรต อ่ อ ะไรม าย ดั เยยี ดใหช้ าวบ า้ นโดยทไ่ี มร่ เู้ ทา่ ท นั ชีวิตข องช าวบ ้านเลยและไม่ประสบค วามส ำเรจ็ ใ นทสี่ ดุ การฝ กึ จ ติ ใหม้ สี ตริ ตู้ วั ก ารฝ กึ ใหบ้ รหิ ารอ ารมณต์ วั เองเปน็ ชว่ ยใ หเ้ ราเขม้ แ ขง็ อ ดทนใ นก ารช ว่ ยค นอ นื่ เมอื่ เราฝ กึ จ ติ ใ หช้ ำระ กเิ ลสได้บา้ งสิง่ ท่ดี ีงามก ็มีโอกาสจ ะผ ดุ ข ้ึนม าเม่ือจ ิตใจสงบม าก ข้ึนค วามเมตตากรณุ ายอ่ มจ ะเบิกบานโดยอ ัตโนมัติแ รงจ ูงใจที่ จะช ว่ ยค นอ นื่ โดยไมห่ วงั ผ ลป ระโยชนห์ รอื ส งิ่ ต อบแ ทนใดๆจ ะเกดิ ข้ึนใ นจ ติ ใจของน ักปฏิบัตเิ ป็นธรรมดา ถ้าไม่ฉลาดในวิถีของจิตใจตัวเองจะป้องกันกิเลสไม่ได้ ในมูลนิธิต่างๆ ในกลุ่มพวก NGO ปัญหาเพราะทิฐิมานะของ ผู้ต้ังใจจะเสียสละเพื่อส่วนรวมก็เยอะ ถ้าเขาแบ่งเวลาเพ่ือฝึก จิตใจสกั ห น่อยหน่ึงผลง านอ าจจะน่าประทับใจกว่าน ้ีก็ได้ ทง้ั หมดน อ้ี ยากจ ะส รปุ ว า่ ผ ทู้ จ่ี ะช ว่ ยค นอ น่ื ไดด้ ตี อ้ งร จู้ กั ช่วยตัวเอง และการช่วยคนอ่ืนย่อมกลับมามีผลดีต่อการ
ปฏิบัติ ฉะนั้น ก็อยากจะให้เห็นการช่วยเหลือตัวเองและ การช ว่ ยเหลอื ค นอ่นื ว า่ เป็นอนั ห นึ่งอนั เดยี วกันไมต่ ้องเลือก อย่างใดอยา่ งห น่ึง ๒๓ ถาม หากมีผู้สร้างเวรสร้างกรรมกับเรา เราเดือดร้อนแต่เรา ทำใจได้ไม่ต ้องการจองเวรแ ละใ หอ้ โหสิกรรมก ราบเรียนถามวา่ ผสู้ รา้ งเวรย งั จ ะต อ้ งช ดใชก้ รรมท เี่ ขาท ำไปในร ะดบั ห นง่ึ ห รอื ไม่จ ะ มอี ยั การท คี่ อยด แู ลค วามย ตุ ธิ รรมในเรอ่ื งน ห้ี รอื ไม่ ท งั้ ท เี่ ราซ ง่ึ เปน็ ฝา่ ยโจทก์ไม่เอาความแลว้ ต อบ มคี นม าสร า้ งเวรส รา้ งก รรมก บั เราแ ตเ่ ราใหอ้ ภยั เขาเราจ ะ ไมเ่ ปน็ นายเวรน างเวรข องเขาต อ่ ไปแ ต่เขายงั จ ะตอ้ งชดใช้กรรม ไหม... ก็ใช่สิ การทำกรรมมีผลทันที ความคิดอาฆาตพยาบาท จองเวรน่ีทำให้จิตใจของเขาเศร้าหมอง ให้หยาบคาย นั่นแหละ คือผ ลกรรมท ี่ปรากฏก ับเขาทนั ที เรอ่ื งน จี้ ะช ดั ข น้ึ ในเมอื่ เราส ำนกึ ว า่ เปา้ ห มายข องช วี ติ เราค อื อะไรชาวพุทธเราควรจะถือความเปน็ อิสระจากทุกข์ท้งั ปวงเป็น เป้าหมายสูงสุดใช่ไหม ผู้ท่ีทำสิ่งใดทางกาย วาจา หรือใจ ด้วย อำนาจข องกเิ ลสก ำลงั เบียดเบยี นตวั เองอ ยา่ งย่ิงเพราะถอยห ่าง ออกไปจากค วามส ขุ ท ่แี ทจ้ ริงนั้นค ือว ิบาก ส่วนการรับโทษทางโลก เช่น ถูกไล่ออกจากงาน ติดคุก เสื่อมจากลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ น้ัน ต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย : 61
62 : ชยสาโร ภิกขุ ทางสงั คมมากกว่าเช่นความซอ่ื สตั ย์ และผลประโยชน์ของผ ู้มี อำนาจเปน็ ตน้ ผ ทู้ สี่ รา้ งก รรมส รา้ งเวรน นั้ ถ า้ ม องท างโลกเขาอ าจ จะประสบความสำเร็จ อาจจะร่ำจะรวยมีตำแหน่งสูง ถึงพร้อม ด้วยกามคุณทั้ง ๕ อันนี้ นั่นก็ไม่ขัดข้องไม่เป็นไร มันเป็นไปได้ แต่ผลกรรมของเขาก็คือโอกาสท่ีเขาจะเจริญในธรรม โอกาสท่ี จะปลอ่ ยวางกเิ ลสโอกาสที่จะกา้ วหนา้ ไปสู่มรรคผลนพิ พานน้ัน ไมม่ ีซ งึ่ ส ำหรบั ผ ทู้ ต่ี ง้ั ใจป ฏบิ ตั ิใฝร่ ใู้ ฝด่ ตี อ้ งการช วี ติ ด งี ามต อ้ งการ จติ ใจท สี่ ะอาดส วา่ งส งบผ ลก รรมจ ากก ารส รา้ งเวรน นั้ น า่ ก ลวั ม าก ผทู้ ไ่ี มส่ นใจเรอ่ื งก ารพ ฒั นาช วี ติ อ าจจ ะเหน็ ว า่ การแ ลกก รรมด ว้ ย กามเงินอ ำนาจค้มุ คา่ เป็นส ิทธขิ องเขาเหมือนกัน อุปสรรคต่อก ารพน้ ท กุ ขม์ มี ากอยแู่ ลว้ ก ารทำบาปแ ตล่ ะ ครงั้ ค อื ทำใหบ้ นั ไดท ี่เราต้องป ีนข น้ึ สงู ขน้ึ ไปอกี ข ้ันหน่ึง ๒๔ ถาม อยากทราบวา่ การกนิ เนอ้ื สตั วน์ น้ั เปน็ การทำบาปทางออ้ ม หรอื ไมค่ ะการง ดเวน้ จ ากก ารทานเนอ้ื สตั วจ์ ะไดบ้ ญุ ห รอื ไมเ่ จา้ คะ ตอบ เรื่องนี้ถ้าเถียงตามหลักเหตุผลก็พูดได้ทั้งวันทั้งคืนนะ อาตมาจึงขอฝากข้อคิดเห็นให้เอาไปพิจารณาว่า พระวินัยของ สงฆล์ ะเอยี ดออ่ นมากท ีเดยี วใ นพ ระป าฏิโมกข์มี๒ ๒๗ข ้อนอก พระป าฏโิ มกขย์ งั ม อี กี ห ลายพ นั ข อ้ ท กุ ส ง่ิ ท กุ อ ยา่ งท เ่ี ปน็ บ าปกรรม ทางกายทางวาจา พระพุทธองค์ท่านบัญญัติสิกขาบทเพื่อห้าม
หมดและพระพุทธองคเ์ คยต รสั ไว้ว ่าต ราบใ ดท ี่พระธ รรมว นิ ัยไม่ สมบูรณ์จะยังไม่ปรินิพพาน ที่พระพุทธองค์ทรงยอมปรินิพพาน เพราะคำสั่งสอนทั้งในด้านธรรมซึ่งเก่ียวกับโลกภายใน และ ดา้ นว ินัยคอื ด า้ นโลกภ ายนอกส มบูรณ์บรบิ ูรณแ์ ลว้ เพราะฉ ะนัน้ ถ้าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาป พระพุทธองค์ต้องห้ามแน่นอน แต่ ปรากฏว่าในพระวินัยมีแต่ห้ามพระฉันเนื้อสัตว์ในกรณีท่ีทราบ วา่ ผ ู้ถวายฆ ่าส ัตวเ์ พื่อท า่ นโดยเฉพาะเท่านน้ั เมื่อพระพุทธองค์ทรงสร้างสถาบันสงฆ์เพื่อผู้ที่มุ่งม่ันต่อ การบรรลุมรรคผลนิพพาน ท่านต้องการป้องกันไม่ให้พระสงฆ์ ทำบาปกรรมแม้แต่เล็กน้อย อาตมาจึงสรุปว่า ถ้าการฉันเนื้อ สตั วเ์ ปน็ บาปแม้โดยท างอ้อมพ ระพุทธอ งคค์ งห ้ามไมใ่ ห้พระฉ ัน แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนในพระไตรปิฎก ว่าพระองค์ไม่ห้าม และ พระองค์เองทรงเคยรับเนื้อสัตว์ในหลายกรณี อันนี้มีหลักฐาน ชัดเจนอาตมาเองใช้หลักวา่ ในเร่อื งที่การถกเถยี งทางเหตผุ ลไม่ สามารถเขา้ ถ งึ ความช ัดเจนได้เชื่อพระพทุ ธเจา้ ก่อนดกี วา่ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจในสมัย ปจั จบุ นั ต า่ งก บั ในส มยั พ ทุ ธกาลม ากท กุ ว นั น กี้ ารเลยี้ งส ตั วท์ รมาน สัตว์มากกว่าสมัยก่อน ถึงแม้ว่าเราทานเนื้อสัตว์ไม่บาป ไม่ว่า โดยตรงห รอื อ อ้ มเราย งั ค วรถ ามต วั เองว า่ เราอ ยากร บั ผ ลข องก าร ทรมานสตั ว์มากน ้อยแ คไ่ หน พระพทุ ธองค์ตรัสไว้วา่ การทรมานสัตว์เป็นบาปก ารฆ่า สัตว์เป็นบาป ฆ่าเองเป็นบาป ส่ังให้คนอ่ืนฆ่าเป็นบาป ความ ยนิ ดีในการฆ า่ ของคนอ น่ื ก ็เปน็ บ าปในร ะดับหนึ่งก ารชี้ป ลาท ีย่ งั : 63
64 : ชยสาโร ภกิ ขุ มีชีวิตอยู่ในร้านอาหารเป็นบาปอย่างชัดเจน การซื้อเนื้อสัตว์ใน รา้ นไมบ่ าปแ ตก่ ารพ จิ ารณาว า่ อ ะไรค วรอ ะไรไมค่ วรไมไ่ ดจ้ บอ ยู่ ทีก่ ฎแ ห่งกรรมเราต้องไปค ดิ อ ีกทวี ่าบางส่งิ ถ งึ แม้วา่ จ ะไมเ่ปน็ บาปกรรมโดยตรงอาจจ ะไมเ่ หมาะสมก็ได้ สมัยนี้การเล้ียงสัตว์ส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบของ อุตสาหกรรมที่มองข้ามความเป็นส่ิงมีชีวิตของสัตว์ มองสัตว์ว่า สกั แ ตว่ า่ เงอ่ื นไขใหเ้ กดิ ก ำไรก ารเลยี้ งส ตั วท์ ผ่ี ดิ ธ รรมชาตขิ องส ตั ว์ แตเ่ พมิ่ ก ำไรผ เู้ ลย้ี งจ งึ ม ที ว่ั ไปท ำใหส้ ตั วเ์ ปน็ โรคต า่ งๆท ง้ั ท างก าย และใจท รมานต ง้ั แตว่ นั เกดิ จ นถงึ ว นั ต ายอ าตมาย งั ร สู้ กึ เสยี ใจว า่ ชาวพ ทุ ธในเมอื งไทยเฉยเมยต อ่ ค วามท กุ ขข์ องส ตั วเ์ ลยี้ งด เู หมอื น กับว่าเราได้ปล่อยให้มุมมองต่อสัตว์จากศาสนาอื่นครอบงำโดย ไมค่ อ่ ยร สู้ กึ ต วั ในภ าคท ฤษฎี เมตตาในพ ทุ ธธ รรมก วา้ งก วา่ ค วาม รักในค ำส อนอ ่นื แต่ในภ าคป ฏิบตั ิ เราม กั จ ะมองไมเ่ห็นเลย คำถามอีกข้อหนึ่งท่ียังรอคำตอบท่ีทุกฝ่ายยอมรับได้คือ วา่ การท านเนอื้ ส ตั วจ์ ำเปน็ ต อ่ ส ขุ ภาพม ากน อ้ ยแ คไ่ หนถ า้ จ ำเปน็ ความน า่ ต ำหนนิ า่ จ ะล ดน อ้ ยล งแ ตถ่ า้ ไมจ่ ำเปน็ น า่ จ ะเพมิ่ ม ากข น้ึ เรอ่ื งน คี้ วามเหน็ ม มี ากแ ละเราต อ้ งร ะวงั ไมใ่ หเ้ ชอ่ื ม นั่ ใ นค วามค ดิ ของตนเองมากเกนิ ไปอ าตมาขอไมอ่ อกความเหน็ มากน อกจาก ชวนศึกษาว่า การแบ่งอาหารออกเป็นหมวดหมู่ ซ่ึงให้ความ สำคญั กับอาหารโปรตนี มากกลายเปน็ ทฤษฎีต้ังแต่เม่ือไรแ ละ รบั อ ทิ ธพิ ลจากก ลุม่ ธ ุรกจิ อะไรบ า้ งไวใ้ จไดไ้หมขอฝากเปน็ การ บา้ นก แ็ ลว้ กัน
ทา้ ยนอ้ี าตมาข อเสรมิ วา่ เหตุผลท ดี่ ีท ส่ี ดุ ข อ้ คดิ ท ี่น่าสนใจ ที่สุดในเร่ืองนี้กค็ อื ท กุ ว ันน ้ีเราป ลูกพ ืชใ หส้ ัตวก์ ินมากท ีเดียวจะ ได้เน้ือสตั ว์ ๑ ก ิโลกรัมต้องปลูกพ ืชสิบห รือยีส่ ิบกโิ ลกรัมในโลก ปัจจุบันท่ีมีคนอดอาหารและขาดอาหารเป็นร้อยๆ ล้านคน เรา กำลงั จ ดั การเกษตรใ นท างท ฟ่ี มุ่ เฟอื ยม ากถ า้ เราก นิ เนอื้ ส ตั วน์ อ้ ย ลงปลูกพ ชื ให้คนก นิ ม ากขึ้นจะไม่ดกี วา่ ห รือ ๒๕ ถาม ท ำอ ยา่ งไรจ งึ จ ะส รา้ งน สิ ยั ในก ารค ดิ ใหเ้ ปน็ ค ดิ เปน็ บ วกให้ มากๆเพราะส บั สนอย่เู สม อๆจนกลายเป็นนิสยั ตอบ หลวงพ่อชาท่านเคยบอกว่า คนเราอยากจะได้แต่บวก กับคูณ เรื่องลบเรื่องหารไม่เอา ถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านบอกว่าไม่มี ทางจบคณิตศาสตร์ มองชีวิตเป็นคณิตศาสตร์ก็มีบวก มีคูณ มลี บมีหารมนั จึงจะครบว ชิ าของม นั เม่ือเราม องเรือ่ งในแ งบ่ วก กเ็ป็นทางหน่ึงเป็นการมองในแ ง่ดี แ ต่บางอ ยา่ งถ้าเราม องใ นแง่ ไมด่ ี ก จ็ ะเปน็ ป ระโยชนเ์ หมอื นก นั เชน่ ใหร้ จู้ กั ม องส ง่ิ ท เี่ ราห ลงใหล สิ่งท่ีเราชอบมากๆ ในทางลบบ้าง ย่ิงถ้าหลงใหลมากๆ ก็ไม่ใช่ แค่ลบแ ต่ให้หารไปบ้างถ้ามนั ล งท ่ตี ัวศ ูนยก์ ็ย่ิงด ีอ ะไรค ูณศนู ย์ กเ็ป็นศนู ยไ์ ป สมัยก่อนฝร่ังขาดตัวศูนย์ ที่หนึ่ง แล้วสอง สาม จนถึง ตวั เอก็ ซ์ เอก็ ซค์ อื ส บิ เอก็ ซว์ นั เอก็ ซท์ ู เอก็ ซท์ รี ไมม่ ตี วั ศ นู ย์ อ าตมา : 65
66 : ชยสาโร ภกิ ขุ สงสัยว่าอารยธรรมตะวันตกขาดตัวศูนย์เพราะไม่รู้จักภาวนา หรือเปลา่ ทางอินเดียม ีพวกโยคที ี่นัง่ ส มาธิตงั้ แตโ่ บราณแ ละก็มตี วั ศูนย์มาต้ังแต่ดึกดำบรรพ์ แล้วก็เผยแพร่ตัวศูนย์ไปถึงอาหรับ ภายหลังนักวิทยาศาสตร์ฝร่ังในยุคมืดก็เอาวิทยาศาสตร์และ วิทยาการต่างๆมาจากพวกอาหรับพ วกอาหรับเอามาจากไหน ก็เอามาจากอินเดีย ฝรั่งจึงได้ตัวศูนย์ วิทยาศาสตร์ของฝรั่งจึง เจริญ ต่อมามีการสร้างคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ใช้หลักอะไร ใช้ศูนย์กับหน่ึง เห็นไหมว่าถ้าไม่มีเลขศูนย์ก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีชาวอินเดียนั่งสมาธิ เทคโนโลยีต่างๆ ในโลกปัจจุบัน เครอื่ งบ นิ โทรศพั ท์ค อมพวิ เตอร์ก จ็ ะไมม่ เีลยท มี่ นี กี่ เ็ พราะเราน งั่ สมาธิน ี่คอื ท ฤษฎีข องอาตมา เชญิ เอาท ฤษฎนี ไี้ ปต อบค นท ช่ี อบด ถู กู ว า่ น ง่ั ห ลบั ตาท ำไม อ้าว...ค ณุ มีร ถชอบใ ช้รถยนต์ใช้โทรศพั ท์ใช้เคร่อื งบ ินไหมทมี่ ี ก็เพราะพวกที่น่ังสมาธินั่นแหละ คนจึงมีตัวศูนย์เอาไปใช้ มอง ทางบวกก ็ดีแต่มองใหเ้ ปน็ ศนู ย์ดีท่สี ดุ มปี ระโยชนท์ ้งั ทางโลก ทางธ รรมถ า้ มีสติน่มี ันจ ะอย่กู ลางเพราะส ตเิ ราด ีจะโน้มไปท าง ไหนมันก็ยอม เหมือนกับเนยที่ออกจากตู้เย็นนานแล้ว เราจะ ทาข นมปังก ็ได้จะทาอะไรก ็ได้ทาได้หมดเพราะม ันอ่อนมันมี ธรรมชาตทิ ี่จะโน้มไปในท างท เ่ี ราก ำหนด
๒๖ ถาม เมื่อพระอ าจารยท์ ี่มีปัญญาส งู ๆเกดิ เปลยี่ นไปมีลกั ษณะ แปลกๆ เราควรทำความเข้าใจเร่ืองนี้อย่างไร หลวงพ่อชามี ปฏิกิริยาต ่อเร่ืองพระท ีเ่ สยี หายอ ย่างไรบา้ ง ต อบ ท่ีจริงถ้าปัญญาสูงจริงก็ไม่มีการแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ถ้าเป็นปัญญาของพระอริยเจ้าก็จะเสื่อมในลักษณะที่เกิดความ เสยี ห ายไมไ่ ด้ ถ า้ เกดิ เสอื่ มแ สดงว า่ ไมใ่ ชข่ องจ รงิ ป ญั ญาในร ะดบั พูดระดับอธิบายมันก็อย่างหนึ่ง แต่อาจจะไม่ใช่ปัญญาของผู้รู้ เหน็ ต ามค วามเปน็ จ รงิ อ าตมาเปรยี บเทยี บอ ยา่ งน ้ี ส มมตวิ า่ ค นๆ หน่ึงเป็นนกั ผจญภยั เดินทางไปในประเทศหรอื ในส่งิ แวดลอ้ มที่ แปลกป ระหลาดไดป้ ระสบการณห์ ลายอ ยา่ งไดเ้ หน็ ส งิ่ แ วดล อ้ ม แปลกๆ ซ่ึงในบ้านของตนเองไม่มี เมื่อเขากลับไปถึงบ้าน เขา พยายามอ ธบิ ายใหค้ นอ ่ืนฟ ังว่าเป็นอยา่ งไรแต่พ ูดไมค่ อ่ ยเป็นก ็ เลยใชว้ ิธีว าดร ปู คิดว า่ ด ีก ว่าพดู แต่วาดรปู ก ไ็ มค่ อ่ ยเกง่ คนด ูร ปู แล้วก พ็ อจะเข้าใจแตย่ ังไมซ่ ึ้ง ทนี ค้ี นๆน ม้ี เี พอ่ื นเปน็ จ ติ รกรเขาก เ็ ลา่ ใ หจ้ ติ รกรฟ งั ว า่ เปน็ อย่างน้ันอย่างน้ี จิตรกรถามว่าแล้วมีสีอะไรบ้าง เป็นลักษณะ อาการอย่างไรบ้าง เขาก็พูดตามประสาของเขา จิตรกรก็วาด รปู ตามจินตนาการของต นด ้วยฝมี ือด้วยพ รสวรรค์ของเขาดว้ ย ความสามารถท่ีเคยเรียนมา ปรากฏว่าสามารถวาดรูปท่ีน่าท่ึง เป็นที่ซาบซ้ึงของคนท่ัวไปมากกว่าคนที่เคยไปเอง เพราะคนท่ี : 67
68 : ชยสาโร ภกิ ขุ เคยไปท ง้ั พ ดู ไมเ่ กง่ ว าดร ปู ไมเ่ กง่ แ ตจ่ ติ รกรไมเ่ คยเหน็ เองแ ตพ่ ดู เกง่ เขยี นเกง่ ว าดร ปู เกง่ เขาไดข้ อ้ มลู จ ากค นท เ่ี คยไปแ ลว้ ส ามารถ สร้างประโยชน์กับคนท่ียังไม่เคยไป ทำให้คนอ่ืนๆ เกิดอยากไป บ้าง หรือเกิดความเข้าใจในระดับใดระดับหน่ึงว่าประเทศน้ัน เปน็ อย่างไร ถ้าเรานึกเปรยี บเทยี บกับนักป ฏิบตั ิ ผ ทู้ ป่ี ฏบิ ัตธิ รรมข นั้ สูง บางท่านอาจจะอธิบายไม่เก่งมาก แต่อาจจะมีลูกศิษย์หรือมี เพ่ือนที่มีพรสวรรค์ในการใช้ภาษามีพรสวรรค์ในการวาดรูป กไ็ ด้ช อ่ื เสยี งว่าม ปี ัญญาส งู ท้งั ๆท่ีจริงแลว้ ไมเ่คยไปสกั ที ไดแ้ ต่ บรรยายตอ่ เท่าน้นั เองป ญั ญานไ่ี มใ่ ช่ของจ ริงเสื่อมได้ คนนอ้ี าจ จะท ำความเสยี หายต ่างๆได้ ปัญญาท่ีเกิดจากการได้ยินได้ฟังได้จากการคิดปรุงแต่ง จากก ารค าดคะเนบ ้างจ ากการใช้ความฉลาดส ามญั ม นั ก ท็ ำให้ เกิดป ระโยชนไ์ดเ้ หมือนก นั แตข่ ้อบกพรอ่ งข องม ันก ค็ อื มันไมไ่ ด้ หา้ มความโลภไมไ่ ด้หา้ มค วามโกรธไม่ไดห้ า้ มค วามห ลงเพยี ง แตส่ ามารถอ ธบิ ายไดว้ า่ การไมโ่ ลภเปน็ อ ยา่ งไรค วามไมโ่ กรธเปน็ อยา่ งไรค วามไมห่ ลงเปน็ อ ยา่ งไรเราจ งึ ไมค่ วรจ ะฝ ากศ รทั ธาข อง เราไปอ ยทู่ ตี่ วั บ คุ คลม ากเกนิ ไปแ ตใ่ หเ้ ราเอาไวท้ ตี่ วั ป ญั ญาห รอื ท ่ี ตวั ธ รรมะถ อื วา่ ผ สู้ อนธ รรมะท า่ นก เ็ ปน็ แ คภ่ าชนะข องธ รรมะ ภาชนะน นั้ ถ า้ เปน็ ด นิ เหนยี วแ ตย่ งั ไมไ่ ดเ้ ผาม นั ก ย็ งั ไมแ่ ขง็ แ รงม นั ยงั เสอ่ื มได้ ตอ้ งเผาเสียก อ่ นม ันจ ึงจะเปน็ ภาชนะท่ีใ ช้ไดด้ ี ถา้ เราพิจารณาเปน็ ท กุ เรอ่ื งท่ีเกิดข้นึ เรากไ็ ด้กำไรถา้ เรา เห็นผู้ท่ีปฏิบัติดีที่เราเช่ือว่าเป็นผู้มีปัญญาแล้วเสื่อม ทำให้เกิด
ความเสียห ายแก่พระศาสนาเราต้องเตือนสตติ ัวเองวา่ ผ ู้ปฏบิ ตั ิ ขนาดน้ีกย็ ังเส่ือมได้ ยงั หลงได้นับป ระสาอะไรก ับตัวเราซ่ึงย งั ไม่ ถงึ ขน้ั น ั้นเราตอ้ งท ำความเพยี รของเราใหถ้ งึ ข้ันทีจ่ ะพ น้ อนั ตราย ถงึ ขัน้ ทจี่ ะเส่ือมไมไ่ ด้ ขา่ วอ อ้ื ฉ าวเชน่ เรอื่ งพ ระก บั ผ หู้ ญงิ ห รอื พ ระก บั เงนิ ก บั ท อง อะไรท ำนองน ้ี เปน็ ส ิ่งท คี่ นช อบอ า่ นช อบฟ ังมันต น่ื เต้นด ีเอาพ ระ เปน็ พ ระเอกล ะครน ำ้ เนา่ ค นช อบแ ตถ่ งึ จ ะเปน็ เรอื่ งท ก่ี ระเทอื นใจ กต็ ามใ นแง่ผลกระทบตอ่ ตวั พระศาสนาที่จริงแล้วมันก็ไม่มาก เพราะม นั เป็นเร่อื งค วามชั่วเฉพาะบ ุคคล แต่ถ้ามีพระสอนส่ิงท่ีผิดจากพระธรรมวินัย หลอกลวง หรือทำให้คนเกิดมิจฉาทิฐิ นี่เป็นความเสียหายมากกว่า ถึงแม้ จะเป็นเร่ืองท่ีไม่น่าตื่นเต้นเท่าเร่ืองพระกับสีกา แต่มีผลกระทบ ตอ่ พระศ าสนาม ากกวา่ หลายๆเทา่ เพราะถา้ เกิดความเขา้ ใจผิด ในหลกั ก ารส ำคัญข องพ ระพทุ ธศาสนาและมกี ารปฏบิ ัติผดิ ผล เสียหายจะเกิดท้ังต่อชาวพุทธในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลัง ซ่งึ ถอื วา่ เป็นความเสยี ห ายอย่างยิง่ การศกึ ษาแ ละการปฏบิ ตั ิให้ ได้หลักท่ีถูกต้อง แล้วรักษาหลักนั้นไว้ ปกป้องพระพุทธศาสนา ของเราไว้ น บั เป็นบ ญุ แ ละเป็นหน้าทข่ี องช าวพ ุทธทุกค น เร่ืองความเสียหายและความชั่วเฉพาะบุคคลน้ีก็มีมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล และต่อไปก็ยังต้องมีแน่นอน เพราะมัน เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน พระส่วนมากก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ จึง มีโอกาสท่ีจะแพ้กิเลส ย่ิงในกรณีท่ีพระไม่ใช้พระวินัยเป็นรั้วกัน ความช่ัว กันอันตราย ก็น่าเป็นห่วง ถ้าไม่เอ้ือเฟ้ือต่อพระวินัย : 69
70 : ชยสาโร ภิกขุ ไม่เคารพต่อพุทธบัญญัติ เรียกว่ากำลังเสี่ยงกับอันตรายมาก พระวินัยจึงเป็นส่ิงท่ีป้องกันภัยต่างๆ และการละเมิดวินัยของ พระภิกษุเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่ผู้ที่เก่ียวข้อง ไม่ว่าในเชิง อาจารย์เพื่อนหรอื ศิษย์ ๒๗ ถ าม ขอได้โปรดช้ีแนะแนวทางปลูกฝังและพัฒนาการเป็นผู้มี อารมณข์ นั แ มแ้ ต่ในผ ใู้ หญห่ ากว่ายังไม่สายเกินไปศษิ ยเ์ หน็ ว า่ อารมณข์ นั เมอื่ ถ กู ก าลเทศะแ ละอ ยใู่ นระดบั พ อป ระมาณสามารถ ชว่ ยผ ่อนค ลายค วามตึงเครยี ดแ ละมคี วามส รา้ งสรรค์ ต อบ หลวงพอ่ ชาท่านเคยบอกว่าขบขันพอประมาณคือสมณะ ไม่ทราบจะปลูกฝังได้หรือเปล่า ตอนท่ีอาตมาเรียนหนังสือเคย ทำเปน็ โครงงานวจิ ยั เหมือนก ันวเิ คราะห์ส ง่ิ ต่างๆที่ทำใหค้ นเรา หัวเราะ ว่ามีหลักการอะไรบ้าง ได้ข้อสังเกตข้อหน่ึงว่า การเอา สองส ่งิ ทีไ่ม่นา่ จะเข้ากันม าใหเ้ข้ากนั จนได้ ม กั ทำให้หัวเราะเช่น มีผู้ชายตัวใหญ่ดูน่าเกรงขาม แต่พูดด้วยเสียงสูงเหมือนผู้หญิง หรือความคาดหวังในเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ถูกพลิกให้เป็นอีกแบบ หนึง่ หรือต รงกนั ขา้ มห รอื เอาเรอ่ื งสงู เร่ืองตำ่ ม าป นก นั ให้ลองท บทวนจ ากโจก๊ ทต่ี ัวเองชอบและร ูส้ กึ ว ่าต ลกล อง วิเคราะห์ด้วยว่าอะไรคือกลไก อะไรคือสิ่งท่ีทำให้เราหัวเราะได้ อาตมาว่าหลักสำคัญที่สุดก็คือ ความขัดแย้ง สิ่งที่เข้ากันโดยท่ี ไมน่ ่าจ ะเขา้ ก นั ได้
ส่ิงที่ตลกขบขันที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี บางทีการ พดู ตลกเกิดจากโทสะห รอื เปน็ อาการของค วามก า้ วรา้ วบ างคน อาจจะกระตุ้นความยึดม่ันถือม่ันบางอย่าง เช่น ความรังเกียจ ผิวเปน็ ต้นห รอื พ ูดเร่อื งล ามกการพูดตลกด ้วยเอาก เิ ลสคนเป็น ที่ต้งั มันงา่ ยต้องมีผฟู้ งั ห ัวเราะอยู่เสมอแต่น ักปฏิบัติ เราค วรจ ะ ถือว่าเป็นการส่งเสริมอารมณ์ขันในลักษณะที่เป็นมิจฉาวาจา ไม่เหมาะสมน ่าเกลยี ดผดิ ศ ีล ถ้าจะพูดตลกให้เพื่อนได้ผ่อนคลาย เราต้องรู้จักเลือกส่ิง ที่ไม่ส่งเสริมกิเลสในจิตของผู้ฟัง ซึ่งโยงไปถึงการทำหน้าท่ีเป็น กัลยาณมิตรต่อคนรอบข้าง ถ้าเราพูดสิ่งที่เพ่ิมความดูถูกคนอื่น เพราะเชือ้ ชาติ เพศศาสนาร ูปร ่างส ติปญั ญาเป็นต้นเพียงเพอื่ ใหเ้ พอื่ นได้หัวเราะเรียกวา่ ไม่ค้มุ คา่ โจ๊กที่ดีท่ีสร้างสรรค์คือโจ๊กท่ีช่วยให้เราได้เห็นกิเลส ของตน และหัวเราะตัวเอง ถ้ามีใครตักเตือนเรื่องกิเลสหรือ จุดอ่อนของเราโดยตรงเราอาจจะรับไม่ได้ แต่บางทีถ้าครูบา อาจารย์หรือกัลยาณมิตรกล่าวเชิงขบขัน เราอาจจะรับได้ เช่น จากประสบการณ์ของพระฝร่ังหลายรูป หลวงพ่อชาสามารถ พดู ให้พวกเราหัวเราะตวั เองได้ คอื ไม่กลุ้มใจกบั กิเลสของตวั เอง มากเกินไป แต่เห็นโทษของมันชัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นพระที่ไป ไหนชอบจับผิด หลวงพ่อสอนท่านว่าเหมือนมีข้ีในย่าม ไปไหน บ่นว่าเหมน็ โดยไมน่ กึ ว่ากล่ินเกดิ จากยา่ มค อื ใจท ่านไม่ใชจ่ าก สถานท ่ีต ลกอยา่ งนผี้ ฟู้ งั ห วั เราะดว้ ยม กี ำลังใ จดว้ ยถอื เป็นเรือ่ ง ขบขันท่ีเปน็ กุศล : 71
72 : ชยสาโร ภกิ ขุ ๒๘ ถาม ขอเรียนถามว่า ในปัจจุบันน้ีมีการเปิดสำนักอบรม วิปัสสนากรรมฐานหลายแห่ง มีการบรรยายธรรมโดยพระและ ฝา่ ยฆ ราวาสศ ษิ ยจ์ ะท ราบไดอ้ ยา่ งไรว า่ แ หง่ ใดใหค้ วามรตู้ รงต าม ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ท รงส อนโปรดช แ้ี นะด ว้ ยเจา้ คะ่ แ ละจ ะม ใี ครต รวจ สอบส ำนกั ตา่ งๆเหลา่ นว้ี า่ ถกู ต ้องหรอื ไม่ ตอบ ปัญหาเร่ืองการตรวจสอบก็น่าจะอยู่ท่ีการต้ังและการ รักษาความเป็นกลางขององค์กรตรวจสอบ ตอนนี้ยังไม่เห็นมี ใคร อยา่ งไรก ต็ ามข อใหค้ ำแ นะนำง า่ ยๆเรม่ิ ต น้ ข อแ นะนำใหด้ ู ทา่ ทตี อ่ ศ ลี เรอ่ื งน ส้ี ำคญั ม ากข อ้ แ รกส ำนกั ท ไี่ ปน นั้ ย ำ้ ในเรอื่ งข อง ศลี ไหมศ ลี ๕ ศ ลี ๘ เรอ่ื งน จี้ ะเปน็ เครอ่ื งร บั ป ระกนั ค วามป ลอดภยั ของผู้เก่ียวข้องทุกคน ข้อที่สอง เร่ืองเงิน ถ้ามีการเรี่ยไรมากให้ ระมัดระวัง อย่างเช่นพอโยมไปครั้งหน่ึง กลับบ้านก็มีโทรศัพท์ ตามม าเชญิ ก ลบั ม าอ กี เชญิ บ รจิ าคก ารส อนว า่ ย ง่ิ บ รจิ าคม ากย ง่ิ ไดบ้ ุญม ากแ ละก ารท ่ีผ้นู ำส ำนกั พ ยายามจะโฆษณาตวั เองก ็ให้ ระมดั ระวงั ถ า้ ท า่ นพ ดู ในท างท ใ่ี หส้ นใจต วั ท า่ นม ากแ ละอ ยากให้ สรา้ งค วามส มั พนั ธก์ ับต ัวทา่ นม ากต อ้ งร ะมดั ระวังเช่นอาจารย์ เจ้าสำนักเห็นคนมีฐานะดีเข้ามา ชอบบอกว่าสงสัยโยมเคยเป็น ลูกของหลวงพ่อในชาติก่อน ถ้าอ้างเร่ืองชาติก่อน เรื่องความ สัมพนั ธ์ใ กล้ชดิ ใ นชาตกิ อ่ นแบบนต้ี ้องระมัดระวังฟังหูไวห้ ู
การวางตัวของอาจารย์ต่อลูกศิษย์ก็สำคัญ ในกรณีของ สงฆ์ โยมคงทราบว่า พระไม่ควรพูดกับโยมผู้หญิงสองต่อสอง พระท่ีนา่ ไวใ้ จจ ะไมช่ วนไปพบไปค ุยสว่ นตัวเพราะไมถ่ ูกตอ้ งให้ ระมัดระวัง ให้ดูเรื่องอำนาจ เรื่องฐานะ เรื่องการโปรโมทตัวเอง เรื่องเงินเรื่องทอง เร่ืองศีลท่ัวไป และความเป็นอยู่ เป็นต้น เรา ยังไม่ต้องไปดูคำสอน เราสามารถดูในระดับนี้ได้ก่อน ส่วนเร่ือง แนวทางของสำนักท่ีควรระมัดระวังมาก คือที่บอกว่าสำนักน้ี เท่านั้นท่ีสอนถูก สำนักอ่ืนผิดหมด แบบนี้ให้ระวังที่สุดเลย อัน นี้เป็นสัญญาณเตือนภัย สำนักไหนท่ีสอนให้มีเรามีเขา เช่นว่า เป็นกลุ่มคนดีท่ีกำลังถูกรังแก พวกเขารังเกียจเรา พวกเขาจะ เบยี ดเบยี นเราเราจึงตอ้ งช ่วยเหลือซ ่ึงกนั และก ันเราเป็นฝา่ ยถูก ต้องส้กู ับฝ า่ ยผ ดิ อ ยา่ งน ้รี ะวัง สุดท้าย ถ้าจะให้ถูกต้องจริงๆ ต้องตรงตามหลัก อริยมรรค ๘ ผู้ท่ีอยากจะตรวจสอบเองต้องศึกษาเร่ือง อริยมรรค๘ศ ีลสมาธิ ปญั ญาดวู า่ ครบไหมอ รยิ มรรค๘ ทา่ น สอนค รบทุกองค์ไหมน ่กี ็เป็นหลกั ต ายตัว ๒๙ ถ าม กราบเรยี นถามท ่านอาจารย์ ม จิ ฉาสมาธิ ตา่ งจากส ัมมา สมาธิอ ย่างไร ตอบ สมั มาส มาธใิ นท างพ ทุ ธศ าสนาเปน็ ส ว่ นห นง่ึ ข องอ รยิ มรรค มีองค์ ๘ มีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันอย่างใกล้ชิดกับศีลและ : 73
74 : ชยสาโร ภกิ ขุ ปัญญา สัมมาสมาธิจะเกิดในจิตใจของผู้ทรงศีลแล้วย่อมนำไป สู่ปัญญา สมาธิท่ีเกิดในจิตใจของผู้ไม่ทรงศีลมักจะไม่ใช่สัมมา สมาธิ แ ละเปน็ ส มาธทิ ไ่ี มน่ ำไปส ปู่ ญั ญาเราไมต่ อ้ งแ ยกศ ลี ส มาธิ ปัญญา มันต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าเป็นสมาธิในไตรสิกขา เรียกว่า สมั มาสมาธิ ส มาธนิ อกไตรสิกขาเราไม่เรยี กวา่ สมั มาส มาธิ ที่วัดป่านานาชาติ ชาวต่างชาติมาเย่ียมเยอะ บางคน บอกว่าไม่ได้สนใจพระพุทธศาสนา สนใจแต่สมาธิ สนใจ Meditation เขาคิดอยากได้วิธีระงับความเครียดอย่างเดียว เหมอื นป ฐมพยาบาลอ าตมาม กั อ ธบิ ายใหเ้ ขาฟ งั ว า่ อ ยา่ งน นั้ ก ไ็ ด้ แตถ่ ้าไม่สนใจพ ุทธศ าสนาไมม่ หี ลกั สัมมาท ฐิ ิไมเ่จริญต ามห ลกั ศีลสมาธิปัญญาให้ครบถ้วน มันจะไม่เกิดผลดีเท่าท่ีควร จะพัก จากทุกข์ไดช้ ั่วคราวแตจ่ ะไมม่ ีทางพน้ ท ุกขโ์ ดยสนิ้ เชงิ เครอ่ื งวัดห รือว า่ เครื่องต ัดสนิ ข ้อแ รกค ือค วามส ัมพันธก์ บั ศลี แ ละป ญั ญาส ำหรบั อ าการห รอื ภ าวะข องส มั มาส มาธิจ ดุ เดน่ ท ่ี ตา่ งจ ากม จิ ฉาส มาธอิ ยา่ งช ดั เจนท ส่ี ดุ ค อื ต วั ส ตนิ น่ั เองถ า้ ห ากวา่ มสี ติ กเ็ ปน็ สมั มาส มาธิได้ ถา้ ข าดสตกิ เ็ ป็นม ิจฉาสมาธทิ ันที เราด จู ากภ ายนอกน ดี่ ยู ากบ างค นน ง่ั ต วั ต รงน ง่ั เปน็ ช วั่ โมง ทำใหค้ นอ่นื เกดิ กเิ ลสเกดิ ค วามอจิ ฉาบ างคนน ง่ั ดกุ ดิกๆป วดข า ปวดหลงั ฟ้งุ ซ่านพอมองไปที่คนน้ี ดูเขาแลว้ นั่งคดิ ว่าเขาคงจะ บรรลุเสยี แ ล้วกไ็ มแ่ น่นอนห รอกเพราะว่าถา้ เข้าภวงั คก์ เ็หมือน กับนอนห ลับเรียกว่าหลบั ในแบบนี้นง่ั นิง่ ได้นานเหมือนก นั ข ้าง นอกด ดู ี เคยมีสามเณรน้อยที่วัดป่าท่ีอุบลจะเข้าภวังค์น่ิงเหมือน
ก้อนหินเลย ไม่รู้ตัว นิ่งชั่วโมง ๒ ช่ัวโมง มีอยู่วันหน่ึงน่ังนิ่งจน ดึก พระเณรจะกลับกุฏิกัน สามเณรก็ยังนั่งขัดสมาธิตัวแข็งอยู่ เจ้าอาวาสจึงให้พระยกสามเณรน้อยข้ึนเหมือนยกพระพุทธรูป พาไปไว้ที่กุฏิ สามเณรลืมตาข้ึนมาก็อยู่กุฏิแล้ว ไม่รู้ว่ามาได้ ยังไงอ ยา่ งนี้เรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิไม่ใชส่ มั มาส มาธิ เพราะฉะนัน้ ตวั สำคญั ค ือส ติ รตู้ วั ส ติสัมปชญั ญะต้อง รู้ตวั ส่ิงท ี่จะนำส มาธไิปส ปู่ ัญญาคืออ ะไรกค็ ือส ตนิ ่ันเอง ๓๐ ถ าม ดิฉันมีหน้าที่ดูแลคนป่วยหนัก ขอกราบเรียนถามว่าคน ท่ีเจ็บหนักสภาพจิตในช่วงท่ีกำลังจะสิ้นลมมีความสำคัญต่อ ภพชาติใหม่มากเพียงใด จะมีอิทธิพลเหนือกว่าการกระทำที่ เขาสะสมมาตลอดชีวิตหรือไม่ ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วย อธบิ ายใ ห้ดว้ ยเจา้ ค่ะ ตอบ ก็มีความสำคัญมาก เพราะสภาพจิตใจในวาระสุดท้าย เป็นตัวนำไปสู่ภพชาติใหม่ ในช่วงนั้นมักจะมีภาพนิมิตเป็น สญั ญาจ ากอ ดตี เกดิ ข นึ้ ใ นจ ติ ใจถ า้ ใ ครเคยเกบ็ ก ดอ ะไรท ไ่ี มด่ อี ยู่ ในใจไมเ่ คยป ลอ่ ยว างน มิ ติ จ ะร นุ แรงม ากจ นย ากท จี่ ะค วบคมุ ส ติ ได้เป็นทุกขก์ ่อนแ ละหลังต าย ผทู้ ไ่ี มเ่ คยฝ กึ ภ าวนาไมเ่ คยไดด้ ภู ายในใจข องต นเองช อบ เก็บก ดอะไรไวใ้ นใ จเยอะๆสิง่ ทต่ี นท ำแลว้ ร บั ไมไ่ ด้หรอื ไมอ่ ยาก : 75
76 : ชยสาโร ภกิ ขุ รับ เริ่มต้นอาจจะเป็นการปิดบัง ไม่ให้คนอื่นทราบ นานๆ เข้า กลายเป็นว่าหลอกตัวเองอีกคน แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต อะไรท่ี มันซ่อนอ ยู่ข้างใ นมนั กจ็ ะด ิน้ อ อกมามผี ลต่ออ นาคต บางคนคิดผิด ยึดม่ันถือมั่นว่าเป็นคนไม่ดี เพราะความ ผิดพลาดธรรมดาๆ ในอดีต ปรุงแต่งเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ จนกลายเป็นเครื่องเศร้าหมองในใจในวาระสุดท้าย เป็นการ เบียดเบยี นตนโดยแท้ อยา่ งไรก ต็ ามจ ติ ส ดุ ทา้ ยเปน็ แ คป่ จั จยั ห นงึ่ ในก ารก ำหนด ชาติหนา้ ของเรา การกระทำในชีวิตท่ีผ่านมาย่อมมีผลเหมือนกันเพียงแต่ ว่าภาวะจติ ใ นวาระสุดทา้ ยจ ะออกผ ลกอ่ นผ ูท้ ่ีมคี ณุ ธรรมม งุ่ มนั่ ในทานในศีลในภาวนาตลอดชีวิตก็ไม่ต้องอยู่นาน ผลบุญท่ีเคย ทำไวก้ จ็ ะน ำไปสภู่ พภ มู ิทดี่ ีทน่ี า่ อ ยตู่ ่อไปใ นที่สุด การปฏิบัติภาวนาของเรามีส่วนสำคัญในการชำระจิต ใต้สำนึก สิ่งที่เราเคยเก็บกดไว้เราก็ใช้การภาวนาค่อยๆ ชำระ ค่อยๆ ปล่อยวางความยึดม่ันถือมั่นในอัตตาตัวตนและความ ยึดมั่นถือม่ันในสัญญาเก่าให้น้อยลง การปฏิบัติช่วยให้เราได้ เตรียมจิตให้พร้อมท่ีจะเผชิญหน้ากับความตาย ตามรอยครูบา อาจารยท์ ั้งหลายเป็นงานทท่ี กุ คนต อ้ งท ำเอง สำหรับผู้ท่ีมีหน้าท่ีดูแลคนไข้ผู้ท่ีอยู่ในวาระสุดท้ายของ ชีวิต ส่ิงสำคัญคือ การพยายามน้อมจิตของผู้ใกล้ตายน้ันให้คิด แต่ในเรื่องดีเท่าที่จะทำได้ ให้ระลึกอยู่ในคุณงามความดีท่ีเคย ทำไว้ และถ ้าเขาย ังมีอะไรอ ยใู่ นใ จย ังโกรธค นน้นั ย ังเกลยี ดค นน ้ี
ก็พยายามชกั ชวนให้ให้อภัยควรจะเป็นเวลาทำเรอื่ งตา่ งๆที่ยัง ค้างอยูใ่ นใจใ ห้หมดไปเราเน้นใ นเรอ่ื งก ารอ โหสกิ รรมในกรณที ี่ ผทู้ จี่ ะจ ากไปเปน็ ญ าตผิ ใู้ หญ่ ถ า้ เราร วู้ า่ ท า่ นย งั ไมพ่ อใจก บั ล กู ค น นนั้ ห ลานค นน ญี้ าตคิ นน นั้ เพอื่ นค นน ี้ ถ า้ เปน็ ไปไดก้ ค็ วรช กั ชวนให้ ทา่ นไดป้ ลอ่ ยว างแ ละใ หอ้ ภยั เพราะถ า้ เราย งั ม อี ะไรค า้ งค าใ จอ ยู่ มนั จะเปน็ เหตุ ซ ึ่งย่อมม ีผล ถ้าเราช่วยให้คนไข้ได้ปล่อยวางก่อนตายได้ ปล่อยวาง ความโกรธ ความโมโห ความเคียดแค้น และความรู้สึกท่ีเป็น อกศุ ลทั้งหลายนัน่ ถ ือว่าเปน็ การตอบแทนบ ุญคุณที่ย ิ่งใหญ่ : 77
คำถามเรอื่ งการปฏบิ ัติ ๓๑ ถ าม มาปฏิบัติธรรมหลายคร้ัง แต่ยังไม่ค่อยก้าวหน้า จึงขอ ความเมตตาท่านอาจารย์ช่วยบอกเคล็ดลับการน่ังสมาธิและ ก ารเจรญิ สตใิ หอ้ ยูก่ บั ต ัวด ้วยเจ้าคะ่ ตอบ เคลด็ ลับไมม่ ี ม แี ตเ่ คลด็ เปดิ เผยว า่ ตอ้ งท ำมากขนึ้ เราท ำ นอ้ ยไปไมใ่ ชเ่ รอื่ งเขา้ ใจย ากอ ะไรเลยถ า้ จ ติ ย งั ไมส่ งบส ตยิ งั ไมด่ ี กท็ ำใหม้ ากเจรญิ ใ หม้ ากอ ยา่ เพง่ิ เขา้ ใจว า่ ค วามต ดิ ขดั ห รอื ค วาม ไมก่ า้ วหนา้ ข นึ้ อ ยกู่ บั เทคนคิ ในก ารป ฏบิ ตั ธิ รรมเสมอไปม กั จ ะอ ยู่ ทว่ี ิถีช ีวิตม ากกว่าถ ้าวถิ ีชวี ิตของเรายุ่งเหยงิ ไมเ่ รียบงา่ ยชวนให้ ฟุ้งซ่าน ชวนให้วิตกกังวลจนเกินไป การปฏิบัติก็เป็นไปได้ยาก ถึงจ ะอยใู่ กล้พ ระอรหันต์ ถึงจะรูเ้ ทคนคิ รู้ทกุ ส่งิ ท ุกอยา่ งก ต็ าม ความไม่ก า้ วหน้าในร ะยะยาวเตือนใ ห้เราม าด วู ่าทกุ วันน ี้ เราอ ยู่อย่างไรเราทำอ ะไรอ ยูท่ ีไ่ ม่สอดคล้องก ับห ลักธรรมดเู รอ่ื ง ความร บั ผ ดิ ช อบต า่ งๆก ารท ำงานเรอ่ื งค วามเปน็ อ ยใู่ นค รอบครวั ให้ดูตรงนี้ มีอะไรบ้างไหมที่เราจะตัดให้น้อยลง ทำให้เรียบง่าย มากขึ้น บางทีถ้าฐานะทางเศรษฐกิจม่ันคงพอสมควร เราจะใช้ เวลาทำงานน้อยลงได้ไหม หาเวลาปฏิบัติธรรมมากข้ึนได้ไหม แตล่ ะค นม คี วามเปน็ อ ยไู่ มเ่ หมอื นก นั แ ตข่ อใหเ้ ราใหค้ วามส ำคญั กบั การป ฏิบัติมากข ้นึ : 79
80 : ชยสาโร ภิกขุ การป ฏบิ ตั ไิม่ใช่ง านอ ดเิ รก ม ันเป็นงานห ลักข องชีวิต ขอแ นะนำว า่ ในแ ตล่ ะว นั ใหต้ ดั ช ว่ งใหส้ นั้ ล งค อื ก ารเจรญิ ส ติ ใหม้ ี ภาคเชา้ ภาคบา่ ยภ าคเยน็ ภ าคกลางค ืนเพ่ือเปน็ การตงั้ ต้นใ หม่ เป็นระยะๆ บันทึกประสบการณ์ในการปฏิบัติ การแพ้ การชนะ ทบทวนดูว่าเราม ักจะบกพร่องหรอื ผ ดิ พ ลาดใ นเรอื่ งไหนบ้าง ไม่ต้องเปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ถ้าปิดแล้วเปิด อีกที มันก็จะบอกว่าใครโทรมา ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าอาจจะ มีคนสำคัญติดต่อมา ให้เรามีบางเวลาที่ปิดโทรศัพท์ไม่ให้ใคร ตดิ ตอ่ ได้ เชน่ เวลาท ำวตั รเยน็ น งั่ ส มาธใิ หป้ ดิ เครอ่ื งเลยใ หท้ กุ ค น ทราบว่าช่วงนี้ไม่สะดวกรับโทรศัพท์ ในช่วงท่ีเปิดโทรศัพท์ เม่ือ เสยี งโทรศพั ทด์ งั ข น้ึ ก ไ็ มต่ อ้ งร บี ร บั ท นั ที ใหห้ ายใจเขา้ ห ายใจออก ลกึ ๆ ซ กั ๓ ค รัง้ เปน็ ว ิธีตัง้ ส ตกิ ่อนพ ดู ต ัง้ สตวิ ่าเราจ ะพดู แ ตเ่ ร่ือง ท่ีเป็นจริงเป็นประโยชน์ พูดด้วยความหวังดี พูดอย่างอ่อนโยน ตง้ั สตใิ หด้ กี อ่ นรบั โทรศพั ท์ เปน็ การลดความเครยี ดและลดโอกาส ท จี่ ะพ ูดเพอ้ เจ้อ ยุคดิจิตอลเป็นยุคที่เอื้อต่อการพูดเพ้อเจ้อในวงกว้างข้ึน คุยกับคนในต่างประเทศได้ง่าย พูดเพ้อเจ้อได้ในราคาถูก ส่ิงที่ ชวนให้เราหลงชวนให้เราเสียเวลามีมาก เราต้องหากุศโลบาย ที่เหมาะกับตัวเองเพื่อรับมือกับสภาวะสังคมปัจจุบัน ถ้าอยู่ใน สังคมมีงานมีการ เราต้องพยายามมีสติต่อเนื่องตลอดเวลา น่ัง รถไปทำงานถ้าไม่ได้เป็นผู้ขับ ก็ให้สติอยู่กับตัวอยู่กับลมหายใจ หรือเปิดธรรมะฟังในรถ ไปงานศพก็ไม่ต้องเอาแต่พูดกับคนนั้น คุยกับคนน้ี ให้ถามตัวเองว่าไปงานศพเพื่ออะไร ไปเพื่อแสดง
ความเคารพแ ละค วามส ำนกึ ใ นบ ญุ ค ณุ ผ ทู้ ลี่ ว่ งล บั ไปห รอื ไปเพอ่ื พบปะกับเพื่อนฝูง อาตมาว่าถ้าไปเพียงเพื่อสังคมก็เป็นการไม่ เคารพตอ่ ผ ทู้ ล่ี ว่ งล บั เทา่ ท ค่ี วรไปแ บบง มงายไปแ บบไมม่ จี ดุ ห มาย จุดประสงค์ที่ชัดเจนและถูกต้อง ให้มาดูว่าในชีวิตประจำวันมี เร่ืองไหนท ่ีจะท ำใหช้ วี ติ ฟ ุ้งซา่ นว ุ่นวายเราท ำใหม้ ันล ดน ้อยล งได้ ไหมแ ตใ่ นส่วนที่เป็นหนา้ ทที่ ่จี ำเปน็ ตอ้ งก ระทำเราต ้องค ดิ ว ่าท ำ อยา่ งไรเราจึงจะมีส ตใิ นการทำหนา้ ทนี่ นั้ ใ ห้มากท ีส่ ดุ ไมเ่ผลอ ๓๒ ถาม เดินจ งกรมอ ย่างไรท ี่ไ ด้ร ู้ตัวท ั่วพ ร้อม ต อบ การรู้ตัวทั่วพร้อมที่เรียกว่าสัมปชัญญะนั้น ไม่ได้อยู่ท่ี วธิ กี ารห รอื เทคนคิ ในก ารเดนิ เราอ ยใู่ นย คุ ส มยั ท ศี่ รทั ธาในเทคนคิ ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดีเพราะเทคนิค เทคนิคอะไรก็ตาม จะเดินจงกรมบริกรรม เดินช้าเดินเร็ว ก็ไม่ทำให้พ้นจากกิเลส ไมไ่ ดเ้ ลยี่ งป ญั หาน กั ภ าวนาห ลายค นม กั ห วงั ว า่ จ ะม เี ทคนคิ ว เิ ศษ ถา้ เจอเทคนคิ ท ดี่ หี รอื เหมาะป ญั หาในก ารภ าวนาท ง้ั ห ลายจ ะห าย ไปง่ายๆม ันจะราบเรียบสบายไปเลยบ างเทคนคิ อาจจะเหมาะ กับเรามากกว่าอย่างอื่น แต่สุดท้ายเรายังจำเป็นจะต้องพบกับ กเิ ลสท ่ีอยู่ในจิตใจต ัวเองมันเป็นเรอ่ื งธรรมดา นักปฏิบัติถึงจุดหนึ่งมักรู้สึกว่าไม่ค่อยก้าวหน้า ชักสงสัย ชักท้อแท้ พอได้ยินกิตติศัพท์สำนักน้ันอาจารย์องค์นี้ก็ต่ืนเต้น ไปฟัง ฟังแล้วมีกำลังใจ รู้สึกลึกซ้ึงมากกว่าท่ีกำลังทำอยู่ ก็ลอง : 81
82 : ชยสาโร ภิกขุ วิธีใหม่ดู ทำแรกๆ นี่รู้สึกดีข้ึน ดีมากเลย คิดว่าได้แล้ว สำนักน้ี ใชแ่ ลว้ อาจารยอ์ งคน์ ี้ใช่แลว้ แตท่ ำไปสกั ร ะยะหนงึ่ ๓ เดือน๖ เดอื น๑ป ี ป ัญหาเก่าๆก็เริม่ ปรากฏเหมอื นเดิม ถา้ ไมม่ ปี ญั ญาก จ็ ะไปห าอ าจารยใ์ หม่ ไปห าส ำนกั ใหมอ่ กี ไปอย่างนี้เรื่อยๆ โดยคิดว่าจะมีอาจารย์องค์ใดองค์หน่ึงที่ท่านมี ปัญญา ที่สามารถให้คำช้ีแนะท่ีจะขจัดปัญหาให้หมดไป จะได้ เทคนิคเหมือนกุญแจไขประตูออกจากวัฏสงสารได้เลย มีความ หวงั ม ากแตค่ ำส อนท ่ีถูกต ้องแ ม้จะมหี ลายสำนวนแ ตก่ ็ต้องเขา้ หลักเดยี วกนั มนั อยู่ทต่ี ัวเราตวั เราต อ้ งฉลาดในวิถีจติ ข องต นฉลาด ในความเจริญ ฉลาดในความเส่ือม ฉลาดในส่ิงที่ทำให้มี กำลงั ใจฉ ลาดในส ง่ิ ท บี่ น่ั ทอนก ำลงั ใจเราต อ้ งส ง่ เสรมิ ส ง่ิ ท ม่ี ี อปุ การค ณุ ต อ่ ก ารป ฏบิ ตั ิ แ ลว้ เราจ ะต อ้ งฉ ลาดในก ารป อ้ งกนั ส่ิงท่ีบ่อนทำลายกำลังใจในการปฏิบัติ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ ตอ้ งใจร้อน ในการเดนิ เราเรียนร ู้จากประสบการณ์ ล องดวู า่ ว นั ไหนท ่ี เราร สู้ กึ ว า่ ด ี ม นั เปน็ อ ยา่ งไรเราท ำอ ยา่ งไรบ า้ งเราว างจ ติ อ ยา่ งไร วันไหนท่ีรู้สึกไม่ค่อยได้เรื่อง เป็นเพราะอะไร ดูท่ีศีลเราด้วย ดูที่ ส่ิงแวดล้อม การท่ีเราคอยพิจารณาอย่างน้ีจะทำให้เกิดปัญญา อย่างน้อยเราจะเกิดความเชื่อมั่นในอานิสงส์ของศีล เราจะเห็น ชัดว่าส่ิงท่ีจะทำให้สติสัมปชัญญะเราน้อยลง หรือว่าทำให้อ่อน ลงค ือการไม่รักษาศีลห รือก ารผิดศ ีลหรอื ผ ดิ ข ้อว ตั รป ฏบิ ัติจะ ทำให้จิตใจเราสงบยาก ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ระงับได้ยาก จิตใจ
กวัดแกว่งอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นผลจากการผิดศีล เมื่อเราเห็น อย่างนี้แล้วเราก็จะเกิดปัญญา เห็นความสำคัญของการสำรวม กายว าจาใ หม้ ากข น้ึ เรยี กว า่ ไดก้ ำไร ถา้ พ ดู ถ งึ เทคนคิ ม นั ก ม็ อี ยบู่ า้ งถ า้ เดนิ ค นเดยี วก ห็ าจ งั หวะ การเดนิ ทเ่ี หมาะกบั ต วั เองด จู งั หวะทพ่ี อดกี บั ตวั เองบ างค นช อบ เดนิ เรว็ ถ า้ เดนิ เรว็ ต อ้ งท างยาวหนอ่ ยบางค นชอบเดนิ ช า้ ๆไมใ่ ช่ วา่ ชา้ จ ะด กี วา่ เรว็ หรอื เรว็ จะดกี วา่ ช า้ แตอ่ าจจะถกู จรติ ม ากกวา่ กันก็ได้ ถ้าเราเดินจงกรมกลับไปกลับมา ต้องหาความยาวของ ทางท พ่ี อดี ถ า้ ท างย าวเกนิ ไปเราจ ะเผลอง า่ ยถ า้ ท างส น้ั เกนิ ไปเรา จะร ำคาญกบั การกลบั ไปกลบั ม าใหห้ าค วามพ อดใี หก้ บั ต วั เอง พยายามพ จิ ารณาใหเ้ กดิ ค วามพ อใจค วามย นิ ดใี นก ารเดนิ จงกรมถ า้ ม เี คลด็ ม นั ก อ็ ยตู่ รงน ี้ ฉ นั ทะค อื เคลด็ ล บั ถ า้ เราส ามารถ คิดสามารถพิจารณาให้เกิดความพอใจในการภาวนา กำลังใจ จะว ิ่งม าเองถ า้ ส ามารถรักษาก ำลังใ จนนั้ ไว้ ก ารภ าวนาจะเจรญิ ถ้าเราม ีฉนั ทะแล้วเรื่องก ารดำรงสติ เรอื่ งการต ื่นรอู้ ย่างต อ่ เน่ือง จะง ่ายขึน้ มาก ๓๓ ถาม ผ มเรมิ่ ป ฏบิ ตั ไิ ดไ้ มน่ านย งั ไมช่ ำนาญแ ตย่ งั ไมเ่ คยม คี วาม รู้สึกผ่อนคลาย ยังไม่เคยได้รับความสงบหรือความสบายจาก การน่ังสมาธิ ขอพระอาจารย์เมตตาแนะนำด้วย ว่าผมควรทำ อย่างไร : 83
84 : ชยสาโร ภิกขุ ต อบ หลวงพ่อชาท่านเคยสอนลูกศิษย์ว่า ความสบายและ ความไม่สบายมนั มี๔ อยา่ งความไม่สบายท ่ีน ำไปสู่ค วามไม่ สบาย ความไม่สบายท่ีนำไปสู่ความสบาย ความสบายที่นำ ไปส คู่ วามไมส่ บายแ ละค วามสบายทนี่ ำไปสู่ความส บาย ความไม่สบายที่นำไปสู่ความไม่สบายเป็นอย่างไรบ้าง ก็โกรธคนนั้นโมโหคนนี้ ด่าคนนั้นว่าคนนี้ ขณะที่ด่าที่ว่าเขาก็ ไม่สบายอยู่แล้ว และยังมีผลมีวิบากท่ีทำให้ต้องไม่สบายอีกใน อนาคตเชน่ ตัวเองต อ่ ว่าต ัวเองว า่ ท ำไมจ งึ ไปโกรธเขาไมน่ ่าเลย มันนา่ เกลียดทกุ ข์เพราะอายท กุ ขเ์ พราะไมพ่ อใจกบั ตัวเองแ ลว้ ยังมีผลสะท้อนจากคนที่เราไปดุไปว่า เขาโกรธ เขาน้อยใจ เขา แคน้ ใจเปน็ ตน้ ท ำใหม้ ปี ญั หาย ดื เยอ้ื ต อ่ ไปเรยี กว า่ ค วามไมส่ บาย ทนี่ ำไปสคู่ วามไมส่ บาย ทีนี้ความไม่สบายที่นำไปสู่ความสบายเป็นอย่างไร เอา เร่ืองทางโลกก่อน ไปทำฟัน ทุกวันน้ีมันสบายกว่าแต่ก่อน สมัย กอ่ นไปท ำฟนั น นี่ า่ ก ลวั ด ว้ ยท รมานด ว้ ยแ ตเ่ ราต อ้ งย อมท ำเพราะ รู้ว่าถ้าเราอดทนถอนฟันท่ีผุแล้ว เราจะสบายขึ้น เราจึงยอมรับ ความไม่สบายในก ารถอนฟ ันเพื่อค วามสบายต อ่ ไป ในการปฏิบัติธรรม เราก็จำเป็นต้องฝืนความเคยชิน ฝืนกิเลส พูดได้เลยว่าคนธรรมดาถ้าไม่เครียดเลย แสดงว่ายัง ไม่ค่อยได้ปฏิบัติเท่าไร จะไม่เครียดได้อย่างไร ถ้าเรากำลังทวน กระแสท ี่ไหลเชยี่ วต งั้ ห ลายภ พห ลายช าติแล้ว ถ้าเราเคยข้ีเกียจข้ีคร้านแล้วพยายามขยัน มันก็ต้อง เครียดใช่ไหม ตัวข้ีเกียจมันไม่ชอบ มันอ้างว่าเราเครียดเพราะ
ตื่นเช้า...โอย... มันเช้าเกินไป ตอนจะนอนมันก็เครียดว่าจะตื่น ไมท่ นั จ ะต อ้ งใ หต้ รงต ามเวลาท กุ เชา้ ม ดื ก เ็ ครยี ดบ างค นย งั ค ดิ ว า่ ไปบ า้ งไมไ่ ปบ า้ งจ ะไดไ้ มเ่ ครยี ดถ า้ เราก ลวั ค วามเครยี ดท เ่ี กดิ จ าก การฝ ืนก ิเลสก ารปฏิบตั ิของเราคงจะไมค่ ่อยไดผ้ ลถา้ เราต้องทำ อะไรใ หม่ๆท ่ีเราไมเ่ คยทำม าก่อนก ็เป็นเร่อื งธ รรมดาในสิง่ ท่ีเรา ยงั ไมช่ นิ ก ำลงั ส รา้ งค วามเคยชนิ ใหม่ข ณะก ำลงั เปลย่ี นพ ฤตกิ รรม เปล่ยี นแนวค วามคิดเปล่ียนทศั นะอ ะไรกแ็ ลว้ แต่ช ว่ งที่เปลี่ยนนี้ จะเครียดน ิดๆก็ไม่เป็นไรอย่ารังเกียจความเครียดอย่าใจร้อน เดินไปท ีละก ้าวทีล ะกา้ วคอยด ูไปแลว้ มันก ็จ ะด ขี ้นึ สว่ นค วามส บายท เ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ค วามไมส่ บายขอย กต วั อยา่ ง การหลงใหลในความสุขทางเนื้อหนัง ถึงจะสุขสบายแต่ก็ไม่ได้ เรื่อง ถึงเวลาตาย ก็ตายเปล่าๆ ไม่เคยได้อะไรท่ีเป็นแก่นสาร ไม่เคยให้อะไรกับชีวิต ให้อะไรกับใครก็ด้วยความหวังหรือ ความต ้องการส งิ่ ต อบแทนไมเ่ คยใหอ้ ะไรก บั สงั คมหาแต่ค วาม สนกุ สนานพ อถ งึ เวลาสุดท้ายข องช วี ติ ถา้ ก ล้าค ิดจ ะมแี ต่ความ เสียดายเปน็ ความสบายทนี่ ำไปสคู่ วามไมส่ บายใ นท ี่สุดหากว่า ไมเ่ กดิ ค วามเดอื ดร อ้ นก อ่ นต ายห ลงั ต ายแ ลว้ น เ่ี ดอื ดร อ้ นแ น่ ต อน แข็งแรงถึงจะยังไม่เดือดร้อนแล้ว คนอ่ืนก็เดือดร้อน คนท่ีชอบ พดู วา่ ฉ ันไมเ่ คยเบียดเบยี นใ ครฉ ันไปห าความส ุขก็เปน็ เรือ่ งข อง ฉนั ไมเ่ คยท ำใหใ้ ครเดอื ดร อ้ นค นร อบข า้ งฟ งั แ ลว้ ก ค็ อ่ ยๆส า่ ยห วั อยา่ งน้ี ไมเ่ห็นด้วยแต่ไม่กล้าบ อก ข้อท่ีส่ี ความสบายที่เป็นไปเพื่อความสบายเป็นอย่างไร ก็คือความสบายที่เกิดจากการทำคุณงามความดี การทำบุญ : 85
86 : ชยสาโร ภกิ ขุ การเจริญสมาธิให้จิตใจสบาย เป็นอิสระจากกิเลสมากขึ้น นี่เป็นความสบายท่ีเป็นไปเพื่อความสบายที่ยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะน้ัน เรื่องความส บายค วามไม่สบายก ็มีตา่ งๆไมว่ ่าจะใช้เทคนิคอ ะไร ในการภาวนาก็แล้วแต่ กุศโลบายเทคนิคต่างๆ ที่เราใช้ในการ ทำความเพยี รท างจ ติ ม นั จ ะเหมอื นย าร กั ษาโรคค อื จ ะใชไ้ ดอ้ ยสู่ กั ชว่ งร ะยะห นง่ึ แ ลว้ ม นั จ ะเรม่ิ ไมค่ อ่ ยไดผ้ ลเหมอื นแ ตก่ อ่ นเหมอื น กบั ก เิ ลสม นั ด อื้ ยาเพราะฉ ะนน้ั ต อ้ งค อยป รบั ค อยเปลย่ี นอ ยเู่ รอ่ื ยๆ จึงจะท นั กเิ ลสก ิเลสม ันคลอ่ งแคลว่ เหลอื เกินมันเคยชนิ เพราะ ฉะนนั้ เราจึงตอ้ งฝึกใ ห้สตขิ องเราค ล่องแคล่วย ิ่งกวา่ ก ิเลส สรปุ ว า่ ถ า้ เบอ้ื งต น้ เครยี ดย งั ไมต่ อ้ งเปน็ ห ว่ งใหด้ ๆู ไปก อ่ น พอเริ่มชินกับวิธีการแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยเครียดก็ได้ หรือให้ เราถ อื วา่ ม นั เปน็ ย าเหมอื นย าป ฏชิ วี นะห รอื ย าท เ่ี ราใชเ้ ฉพาะก รณี ที่เรากำลังเผลอ กำลังฟุ้งซ่านมากๆ เมื่อจิตเร่ิมเย็นลง เราก็ไม่ ตอ้ งใ ช้วธิ กี ารนัน้ ก็ได้ สามารถใ ช้วิธีอยา่ งอ ่นื ที่สบายกว่าได้ ๓๔ ถ าม ปฏิบัติอย่างไรจึงจ ะเกิดป ัญญา ต อบ ปญั ญาเกดิ ข น้ึ แ ลว้ ไมม่ ปี ญั ญาในเบอื้ งต น้ ก ไ็ มถ่ ามป ญั หา ขอ้ น ้ี ย อมรบั พ ระพทุ ธพ ระธ รรมพ ระส งฆ์ เปน็ ท พ่ี ง่ึ เชอื่ ในก ฎแ หง่ กรรมก ็ม ีปญั ญาบ า้ งอ ยูแ่ ล้วสิ่งท ้าทายกค็ อื ปฏบิ ัตอิ ยา่ งไรเราจ ึง จะเกดิ ปัญญาย ่ิง
พระพทุ ธองคเ์คยต รัสไว้ว่า“ไมม่ สี มาธกิ ไ็มม่ ปี ญั ญา”แต่ ในบ ทเดยี วกันพ ระองคต์ รสั ว า่ “ไมม่ ปี ัญญาก ไ็มม่ สี มาธ”ิถ า้ ไมม่ ี ปญั ญาจ ติ ก ไ็ มส่ งบห ากส งบกส็ งบไมน่ านป ญั ญาม หี ลายระดบั หลายป ระการป ญั ญาในเบอ้ื งต น้ อ าจเกดิ จ ากก ารค อยป ระเมนิ ผ ล ของก ารภ าวนาเชน่ เราส งั เกตว า่ ว นั ไหนท เ่ี ราพ ดู ค ยุ เรอ่ื งท างโลก มากเกินไป หรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เป็นต้น การนั่งสมาธิ จะฝืด วันไหนที่ศีลเราไม่บริสุทธิ์ เราก็ไม่อยากน่ัง ถึงน่ังก็จะไม่ ค่อยได้อะไรเม่ือเหน็ เม่อื เขา้ ใจอย่างน้ีแล้วท ำให้เราระมัดระวงั การกระทำทางกายทางวาจา ปัญญาเกิดขึ้นเพราะเห็นความ สัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับภาวะจิต แม้จิตใจยังไม่สงบก็ เกิดปัญญาได้ คือเข้าใจว่าจิตเรารับผลจากการกระทำในชีวิต ประจำว ันอย่างไรบ า้ ง ถ้าเรามุ่งมั่นพัฒนาจิต เราจะมองข้ามความสำคัญของ ศีลไม่ได้ นี่ก็คือปัญญา แม้การต้ังใจทำสมาธิทุกวัน จะประสบ ความสำเร็จเพราะมีปัญญา ปัญญาที่เห็นว่าเป็นการใช้เวลาใน ชีวิตประจำวันท่ีคุ้มค่า กิจหน้าท่ีและธุระของเราจะมากหรือไม่ มากเราก็อา้ งว า่ ไม่มีเวลาทำส มาธิได้อยู่เสมอแต่ถ า้ เราเห็นเป็น ประโยช นจ์ รงิ ๆเราก ห็ าเวลาได้ ค วามค ดิ ท จ่ี ะเสยี ส ละบ างส ง่ิ บ าง อยา่ งเพอ่ื ม ีเวลาฝ กึ จ ติ ใจเรยี กว่าปัญญาเหมอื นกนั พอเราท ำส มาธอิ ยา่ งส มำ่ เสมอแ ลว้ เราจ ะไดเ้ ปรยี บเทยี บ ระหวา่ งจ ติ ใจท มี่ สี ตอิ ยใู่ นป จั จบุ นั ไมค่ ดิ ฟ งุ้ ซา่ นว นุ่ วายต า่ งๆแ ละ จติ ใจท คี่ ดิ มากเกดิ ป ญั ญาว า่ จ ติ ใจท ไี่ มว่ นุ่ วายด กี วา่ น คี่ อื ป ญั ญา : 87
88 : ชยสาโร ภกิ ขุ และเป็นปัญญาท่ีเกิดจากประสบการณ์ตรงของเรา ไม่ใช่แค่ ทฤษฎี การท่ีจะน้อมนำจิตใจเราไปสู่ความสงบ ให้จิตดิ่งลงไป ในอารมณ์เดียวนน้ั มนั ตอ้ งฉลาดเพราะวา่ อุปสรรคมีมากม าร ก็มาก จิตใจมักเผลอไปคิดเร่ืองอดีตเรื่องอนาคตอยู่เร่ือย ต้องมี อุบาย ต้องมีวิธีท่ีจะให้จิตใจปล่อยวางความเพลิดเพลินในเร่ือง อดีตเรอ่ื งอนาคตความผ ูกพันก บั ส ่ิงน ัน้ ส งิ่ น ้ี ค นนั้นค นน ี้ ก ารที่ จะไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน และจะไม่ให้จิตใจง่วง แต่มีความรู้ความ ต่ืนความเบิกบานในปัจจุบันอันน้ีจะบังคับจะบงการไม่ได้ ต้อง ใช้ความเพียรประกอบด้วยปัญญา การที่ว่าทำอย่างน้ี กำหนด ลมหายใจเป็นแค่สมถะม ันไมใ่ ช่อยา่ งนน้ั พระพุทธอ งค์ไมเ่ คย แยกเรอ่ื งสมถะว ปิ สั สนาข นาดน ้นั ในพ ระไตรปฎิ กท แ่ี ยกเรอื่ งส มถะเรอ่ื งว ปิ สั สนาน ี้ ต ลอดท ง้ั ๔๕เลม่ ม เี พยี ง๒ -๓ ห นา้ เทา่ นนั้ ท พี่ ระพทุ ธอ งคต์ รสั อ ยา่ งน นั้ ค อื การท ำจ ติ ใจใ หส้ งบน ี้ ต อ้ งเปน็ ค วามเพยี รท ป่ี ระกอบด ว้ ยป ญั ญา ในข ณะเดยี วกนั จะเจรญิ ปญั ญาร ะดบั ละก เิ ลสกต็ อ้ งอ าศยั ค วาม ต้ังใจม่ันของสมาธิ อานิสงส์ของสมาธิคือ ญาณทัสสนะ รู้เห็น ตามความเป็นจริง จิตใจท่ียังไม่พ้นจากนิวรณ์ ไม่มีสมรรถภาพ ไม่สามารถท ี่จะพ จิ ารณาอะไรต ามความเปน็ จ ริงได้ ในการประพฤติปฏิบัติ เป้าแรกคือการฝึกจิตเราให้อยู่ เหนืออำนาจของนิวรณ์ ปัญญาระดับความคิดพิจารณา เช่น ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาย วาจา ใจ และธรรมชาติของ ความสุขและความทุกข์ เป็นต้น พร้อมกับการเลือกกุศโลบายท่ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108