๕๑เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ส่วนประกอบของรายงานการศกึ ษาค้นควา้ รายงานการศึกษาค้นคว้าถือเป็นรายงานขนาดเล็ก คือ รายงานท่ีมีเนื้อหาและส่วนประกอบของ รายงานไม่มากนกั ซึง่ ถอื เปน็ องค์ประกอบพน้ื ฐานและจาเป็นของรายงานลักษณะอื่น ๆ โดยทั่วไปสามารถแบ่ง ได้ ๓ ส่วนประกอบสาคญั ได้แก่ ๑. ส่วนประกอบตอนหนา้ ของรายงาน เปน็ องคป์ ระกอบตง้ั แต่หนา้ ปกของรายงานไปจนถึงก่อน ถงึ เนอ้ื หาของรายงาน ซึง่ มอี งคป์ ระกอบของส่วนหนา้ รายงาน ดังน้ี ๑.๑ ปกนอก ปกนอก ถือเป็นหน้าปกหลักซ่ึงจะอยู่หน้าแรกสุดของรายงาน จะต้องประกอบ ไปด้วยชอ่ื รายงาน ชอ่ื ผู้จัดทา ช่ือครู ชือ่ รายวชิ า ภาคเรียน ปีการศกึ ษา และชอื่ สถาบนั โดยขนาดตัวอักษรและ กระดาษสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม โดยปกติปกนอกจะใช้กระดาษที่มีความแข็งแรงและหนากว่า กระดาษทใ่ี ชท้ าเนอ้ื หาปกติ มีองค์ประกอบในปกนอก ดงั นี้ หวั ข้อรายงาน………………... ผูจ้ ดั ทา ชื่อ-สกุล…………….. เลขท่ี….. ชัน้ …….. ชอ่ื -สกุล…………….. เลขที่….. ชัน้ …….. ช่อื -สกุล…………….. เลขท่ี….. ชน้ั …….. เสนอ คุณครู………………………. รายงานเล่มนเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ า……… ภาคเรยี นท…่ี ….. ปกี ารศึกษา………….. โรงเรยี น……………………
๕๒เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๑.๒ ใบรองปก เป็นกระดาษเปล่าไมเ่ ขยี นอะไรเลย ให้ใช้ขนาดและลักษณะเดียวกับกระดาษ เขียนรายงาน ๑.๓ ปกใน มขี อ้ ความเหมอื นปกนอก แตใ่ ชก้ ระดาษลกั ษณะเดียวกบั กระดาษเขียนรายงาน ๑.๔ คานา เป็นส่วนที่ใช้สาหรับกล่าวถึงเนื้อหาโดยสรุปของรายงาน เพ่ือให้ผู้อ่านเข้าใจ ภาพรวมของเน้ือหา เช่น บอกจุดมุ่งหมาย ความสาคัญ บอกขอบเขต บอกประโยชน์ที่จะได้รับ รวมไปถึง กลา่ วขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือจนกระท่ังรายงานเสร็จสมบูรณ์ เป็นลักษณะคล้ายข้อตกลงเบ้ืองต้นระหว่าง ผ้ทู ารายงานกับผู้อา่ นรายงานน้ันถกู ตอ้ ง และไดผ้ ลดยี ง่ิ ข้นึ การเขียนคานาโดยปกติมี ๒ ย่อหน้าสาคัญ ได้แก่ย่อหน้าที่กล่าวถึงภาพรวมของเนื้อหา ในรายงาน และย่อหนา้ ท่ีกลา่ วโดยสรุปในการทารายงาน ซึ่งลักษณะการเขียนสามารถมีได้มากกว่า ๒ ย่อหน้า ข้นึ อยูก่ บั ลักษณะของเนื้อหา โดยทั่วไปคานามอี งคป์ ระกอบในการเขยี นขนั้ พื้นฐาน ดังน้ี คานา รายงานเล่มน้ีจัดทาข้ึนเพ่ือเป็นส่วนหนึ่งของวิชา………… โดยเป็น การศึกษาความรู้เร่ือง…………. มีวัตถุประสงค์เพื่อ…………………………………………. ซึ่งผู้จัดทา/คณะผู้จัดทาได้เก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาข้อมูลผ่านแหล่งความรู้ ต่าง ๆ เช่น …………………………………………. เป็นต้น ซ่ึงรายงานเล่มนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับประเดน็ ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ………………….. ผู้จัดทา/คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทารายงานเล่มนี้ จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ท่ีสนใจศึกษาเร่ือง………………………………………… ไดเ้ ปน็ อย่างดี ผจู้ ดั ทา/คณะผ้จู ดั ทา หมายเหตุ การใช้คาว่า ผู้จัดทา ใช้สาหรับเป็นสรรพนามผู้จัดทารายงานเพียงคนเดียว และ คณะผ้จู ดั ทา ใช้สาหรับเป็นสรรพนามผูจ้ ัดทารายงานต้งั แต่ ๒ คนขึน้ ไป
๕๓เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๑.๕ สารบัญ เป็นส่วนที่กล่าวถึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาว่ามีอะไรบ้าง การเขียนต้อง เรียงตามลาดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงสุดท้าย บางคร้ังอาจจะมีการบอกประเด็นย่อยของเนื้อหาได้ด้วย เพื่อสะดวก แก่ผู้อ่านจะได้ค้นคว้าเรื่องท่ีอ่านได้รวดเร็ว โดยการเขียนสารบัญนอกจากจะมีการเขียนสารบัญเน้ือหาแล้ว ในรายงานโดยทั่วไปอาจจะปรากฏการเขียนสารบญั ตาราง หรอื สารบญั ภาพได้อกี ด้วย การเขียนสารบัญองค์ประกอบที่สาคัญที่จาเป็นจะต้องมีได้แก่ คานา สารบัญ (จะมี หมายเลขหน้าหรือไม่มีก็ได้ โดยทั่วไปหากมีหมายเลขหน้าจะระบุเป็นตัวอักษร ไม่ระบุเป็นตัวเลข เช่น คานาหน้า ก สารบัญหน้า ข) บรรณานุกรม (ต้องระบุหมายเลขหน้า) ภาคผนวก อภิธานศัพท์ (ให้ระบุเฉพาะ หัวข้อ โดยไมต่ ้องระบุหมายเลขหนา้ ) สารบัญ เรอ่ื ง หนา้ คานา ๑ สารบญั ๔ ………......... (เนื้อหา) ๕ ๗ ๑. หวั ขอ้ ย่อย ๘ ๒. หัวขอ้ ย่อย ๑๕ ……………… (เนอื้ หา) ๒๐ ๑. หัวข้อย่อย ๒. หวั ข้อยอ่ ย บรรณานุกรม ภาคผนวก ๒. ส่วนเน้ือหา เป็นการรายงานเนื้อหาท่ีได้รับจากการศึกษาค้นคว้า ผู้เขียนจะต้องจัดเรียงลาดับ หวั ขอ้ ใหช้ ัดเจนและเหมาะสม โดยส่วนใหญจ่ ะแบง่ เนื้อหาเป็นบทหรือหวั ขอ้ ใหญ่ เพ่อื ความสะดวกในการเข้าใจ ทงั้ นี้ยังควรคานงึ ถึงการเขียนคาให้ถูกต้อง การฉีกคา สิ่งสาคัญของเนื้อหาคือหมายเลขหน้า ซึ่งจาเป็นจะต้องมี หมายเลขหนา้ เพอื่ ใช้สาหรับการค้นหาและการทาสารบัญ
๕๔เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ปัจจุบนั การจัดทารายงานนยิ มใชก้ ารพมิ พม์ ากกว่าการเขยี น ดงั นนั้ จงึ จาเป็นจะต้องคานึงถึงรูปแบบ การพิมพ์เพ่ือใหเ้ ปน็ มาตรฐานและถูกตอ้ ง ส่ิงที่ควรคานงึ ไดแ้ ก่ ๒.๑ ลักษณะและขนาดตัวอักษร เน่ืองจากการพิมพ์มีลักษณะแตกต่างจากการเขียน ดังนั้น ลักษณะและขนาดตัวอักษรในการพิมพ์จึงมีความสาคัญ เพ่ือเป็นการบอกความสาคัญของหัวข้อและจาแนก ให้อ่านได้งา่ ย สะดวกแกก่ ารทาความเข้าใจ และเปน็ ระเบียบ โดยท่ัวไปมหี ลกั การใช้ขนาดตวั อกั ษร ดงั นี้ - หวั ขอ้ ใหญ/่ หวั ขอ้ สาคญั ควรใช้อกั ษรตวั หนา ขนาดอักษร ๒๐ พอยท์ - หวั ขอ้ รอง ควรใชอ้ กั ษรตัวหนา ขนาดอักษร ๑๘ พอยท์ - หัวขอ้ ธรรมดา ควรใช้อกั ษรตวั หนา ขนาดอกั ษร ๑๖ พอยท์ - เน้อื หา ควรใชอ้ ักษร ขนาดอกั ษร ๑๖ พอยท์ ๒.๒ การอ้างอิงในเน้ือหา การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นสิ่งที่นักเรียนควรศึกษาหาความรู้ เน่ืองจากเป็นมารยาทในการเขียน รปู แบบหนึง่ โดยเฉพาะการจัดทารายงาจากการศึกษาค้นคว้า ซง่ึ เป็นการอ้างอิงถงึ ที่มาของเนื้อหาที่นักเรียนไป สืบค้นหรือคัดลอกมา ท้ังท่ีเป็นบุคคล หนังสือ หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ล้วนแต่มีความเป็นเป็นจะต้องทาการ เขียนอ้างอิงในเน้ือหา โดยปกติการเขียนอ้างอิงในเน้ือหามีหลายชนิด แต่ชนิดท่ีง่ายและเหมาะสมสาหรับ นักเรยี นมีหลักการใช้ ดงั นี้ ๒.๒.๑ การอ้างอิงในเน้ือหาแบบตอนต้นเน้ือหา ให้นักเรียนระบุผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ และเลขหน้า ไว้ก่อนถึงเน้ือหาท่ีนักเรียนกาลังจะคัดลอกหรือนาข้อความมาใช้ในรายงาน โดยทั่วไปนิยมใช้ สาหรับการอา้ งองิ เนอื้ หาท่ีเปน็ ร้อยแกว้ เขยี นในลักษณะ ดงั น้ี ผแู้ ตง่ (ปีพิมพ,์ เลขหนา้ ) ได้กล่าวถึง… - กรณีมีการระบุชอ่ื ผู้แตง่ ในเน้ือหาแล้ว ไม่ต้องระบุ ไวใ้ นวงเลบ็ ท้ายข้อความที่อา้ งอีก - กรณที ไ่ี มป่ รากฏเลขหน้าให้ลงแคช่ ่อื ผู้แตง่ กับปีพมิ พโ์ ดยลงปพี ิมพ์ไว้ในวงเล็บ - กรณีท่ีเป็นชื่อหน่วยงาน สามารถระบชุ อื่ หนว่ ยงานไวแ้ ทนช่ือบคุ คลได้ - กรณีที่เป็นส่ือออนไลน์ ไม่สามารถระบุเลขหน้าได้ ให้ระบุในตาแหน่งเลขหน้าว่า “ออนไลน์” ตวั อย่าง นายจิตดี มชี ัย (๒๕๖๔, ออนไลน์) - กรณีท่ีไม่สามารถระบุเลขหน้าได้ ให้ระบุเฉพาะปีเท่านั้น ตัวอย่าง นายจิตดี มีชัย (๒๕๖๔) - หากข้อความท่ีคัดลอกมามีความยาวไม่เกิน ๓ บรรทัด ให้พิมพ์ต่อเน่ืองกับเน้ือหา โดยไม่ตอ้ งยอ่ หนา้ ใหม่และให้ใสเ่ ครอ่ื งหมายอัญประกาศ (“……”)
๕๕เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๒.๒.๒ การอ้างอิงในเนื้อหาแบบตอนท้ายเน้ือหา ลักษณะดังกล่าวน้ีใช้เฉพาะสาหรับ การระบุอ้างอิงข้อมูลจากการคัดลอกหรือนาบทประพันธ์มาใช้ ซ่ึงโดยท่ัวไปจะต้องระบุข้อมูลไว้ในวงเล็บ ได้แก่ ช่ือเรื่องหรือช่ือบทประพันธ์ท่ีนามาใช้ และช่ือผู้แต่ง โดยเขียนไว้ในมุมขวาล่างบทประพันธ์หรือเนื้อหา นน้ั ๆ ในลกั ษณะ ดังน้ี (ช่ือหนังสอื หรือช่ือเรอ่ื ง : ชื่อผู้แตง่ ) ตวั อยา่ ง บุษเอยบุษบกแกว้ สแี ววแสงวบั ฉายฉาน ห้ายอดเหน็ เยีย่ มเทยี มวมิ าน แก้วประพาฬกาบเพชรสลบั กัน (รามเกยี รติ์ : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ๓. ส่วนท้ายของรายงาน เป็นองค์ประกอบตั้งแต่หน้าสุดท้ายของเน้ือหาไปถึงหน้าสุดท้าย ของรายงาน โดยทั่วไปองค์ประกอบส่วนท้ายไม่บังคับข้ึนอยู่กับลักษณะของเนื้อหา ยกเว้นบรรณานุกรม ท่ีจาเปน็ จะต้องมใี นรายงานทุกเลม่ เทา่ นนั้ องคป์ ระกอบในส่วนทา้ ยของรายงานจากการศึกษาคน้ คว้ามีดังนี้ ๓.๑ บรรณานุกรม เป็นองค์ประกอบท่ีแสดงข้อมูลรายช่ือของเอกสารทั้งหมดท่ีใช้ประกอบ ในการศึกษาหรือในการอ้างอิงสาหรับการจัดทารายงานฉบับดังกล่าว การเขียนบรรณานุกรมถือเป็น องค์ประกอบสาคญั จึงมกี ารกาหนดเป็นลกั ษณะท่แี นน่ อนชดั เจน ดังน้ี - การเขียนบรรณานุกรมให้เรียงลาดับบรรณานุกรมตามตัวอักษรตามลักษณะการเรียง ตัวอักษรตามกาหนดของราชบณั ฑิตยสภา เรม่ิ จากภาษาไทย และต่อด้วยภาษาอังกฤษ - ไม่ต้องลงคานาหน้านามตาแหน่งทางวิชาการ ฐานันดรศักดิ์ สมณศักด์ิ คาเรียกทาง วชิ าชพี หรือยศตาแหน่งใด ๆ - ถา้ หากหนังสือหรือแหล่งข้อมูลที่ศึกษาไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ลงว่า ม.ป.ป. (ไม่ปรากฏ ปีทีพ่ มิ พ)์ - ถ้าหากหนังสือหรือแหล่งข้อมูลท่ีศึกษาไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์ ให้ลงว่า ม.ป.ท. (ไมป่ รากฏสถานท่พี มิ พ์) - ถ้าหากหนังสือหรือแหล่งข้อมูลที่ศึกษาไม่ปรากฏสานักพิมพ์ ให้ลงว่า ม.ป.พ. (ไม่ปรากฏสานักพมิ พ์) - ถ้าหากหนังสือหรือแหล่งข้อมูลท่ีศึกษาใช้นามแฝงแทนช่ือจริงของผู้เขียน ให้วงเล็บ คาวา่ นามแฝง ระหวา่ งชื่อนามแฝงและปที ่ีเขียน - การเขยี นบรรณานุกรม หากขอ้ มูลของบรรณานุกรมมีความยาวเกินกว่าจะเขียนพอได้ ในหนึ่งบรรทัด เม่ือข้ึนบรรทัดใหม่ให้วรรคเน้ือหาที่ข้ึนบรรทัดใหม่เข้าไปประมาณ ๑๐ ตัวอักษร (มักจะ ใกล้เคยี งกบั นามสกลุ ของผู้เขียน) แลว้ จงึ เขียนขอ้ มูลให้จบ
๕๖เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ การเขียนบรรณานุกรมจากหนงั สอื หรือตารา ๑. กรณีปกติ ชอ่ื ผู้แตง่ ./(ปีทพ่ี มิ พ์)./ช่อื เรอื่ ง./คร้งั ทีพ่ ิมพ์./สถานที่พมิ พ์:/สานกั พิมพ์. ตวั อยา่ ง ผกาวดี อุตตโมทย.์ (๒๕๕๒). ครูไหวใจร้าย. พิมพค์ รง้ั ที่ ๑๐. กรงุ เทพฯ: ผเี ส้อื . ๒. กรณีหนังสอื ท่พี ิมพ์ครงั้ ที่ ๑ ไมต่ อ้ งระบุ “พิมพค์ รง้ั ที่” ชอื่ ผแู้ ต่ง./(ปที ี่พิมพ์)./ช่อื เรอ่ื ง./สถานทีพ่ ิมพ:์ /สานกั พิมพ.์ ตัวอย่าง ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๕๐). พจนานกุ รมศัพท์วรรณกรรมไทย. กรงุ เทพฯ: ยูเนียนอลุ ตร้าไวโอเล็ต. ๓. กรณมี ชี อื่ ผูเ้ ขยี น ๒ คน ชื่อผูแ้ ต่งคนที่ ๑,/ชื่อผู้แตง่ คนที่ ๒./(ปีท่ีพมิ พ์)./ชือ่ เรอื่ ง./ครั้งทีพ่ มิ พ.์ /สถานท่ีพิมพ:์ /สานกั พิมพ.์ ตัวอย่าง กระทรวงศึกษาธิการ, กองวิจยั ทางการศึกษา. (๒๕๔๕). การวิจยั เพ่ือการพฒั นาการเรยี นรู้ตาม หลกั สูตรขั้นพน้ื ฐาน. กรุงเทพฯ: กองวิจยั ทางการศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. ๔. กรณีมผี เู้ ขยี นมากกว่า ๒ คนขึ้นไป ให้ระบุคนท่ี ๑ และระบวุ ่า “และคณะ” ชอ่ื ผแู้ ตง่ คนท่ี ๑/และคณะ./(ปที ี่พิมพ)์ ./ชื่อเร่อื ง./คร้ังที่พมิ พ์./สถานทพ่ี ิมพ์:/สานักพิมพ.์ ตวั อย่าง กมั มันต์ พนั ธมุ จินดา และคณะ. (๒๕๓๗). ประสาทกายวภิ าคศาสตรพ์ ื้นฐาน. พมิ พ์คร้ังที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: สัมประสทิ ธิ์การพมิ พ.์ ๕. กรณีผ้เู ขียนมีฐานันดรศักดิ์ สมณศักด์ิ บรรดาศักด์ิ คาเรยี กทางวิชาชพี หรือยศตาแหน่ง ชอ่ื ผแู้ ต่ง,/ระบฐุ านนั ดรศักดหิ์ รอื ขอ้ มลู ./(ปที พ่ี ิมพ์)./ชื่อเรอ่ื ง./คร้งั ท่ีพมิ พ์./สถานที่พิมพ:์ /สานกั พิมพ.์ ตวั อย่าง วิจิตรวาทการ, หลวง. (๒๕๑๔). ประวตั ิศาสตรส์ ากล เล่ม ๓. กรงุ เทพฯ: เสรมิ วิทยาบรรณาคาร.
๕๗เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การเขยี นบรรณานุกรมจากสอ่ื ในอนิ เทอร์เน็ต ผ้แู ตง่ . (ปที เ่ี ขยี น). ชื่อหัวข้อในเวบ็ ไซต์ (ออนไลน)์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก: http: //www…………… (วันท่สี ืบค้นข้อมลู : วัน เดอื น ปี). ตัวอย่าง วัชรพล วิบลู ยศริน. (๒๕๕๙). การวเิ คราะหแ์ ละประเมินคุณคา่ วรรณคดีและวรรณกรรม (ออนไลน์). เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://www.slideshare.net (วันทส่ี บื คน้ ข้อมูล: ๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔). การเขยี นบรรณานุกรมจากวิทยานิพนธ์ ช่ือผ้เู ขยี นวทิ ยานิพนธ์./(ปีพิมพ์)./ชื่อวิทยานิพนธ์./(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตหรือวิทยานิพนธ์ ปริญญา ดษุ ฎีบณั ฑติ ,/ชอ่ื มหาวทิ ยาลัย/สถาบนั การศกึ ษา). ตวั อยา่ ง ธเนศ เวศร์ภาดา. (๒๕๔๓). ตาราประพันธศาสตร์ไทย : แนวคิดและความสัมพันธ์กับ ขนบวรรณศิลป์ไทย. วิทยานพิ นธ์อักษรศาสตรดุษฎีบณั ฑติ สาขาวรรณคดไี ทย จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. การเขียนบรรณานุกรมจากหนังสือพิมพ์ ชื่อผู้แตง่ ./(ปที พี่ มิ พ,์ /เดือน/วนั ท)ี่ ./ชอ่ื บทความ./ชือ่ หนงั สือพิมพ์,/หนา้ /เลขหน้าบทความ. ตัวอยา่ ง ศริ ิรัตน์ สาโพธ์สิ งิ ห.์ (๒๕๔๓, เมษายน ๑๕). สขุ ภาพหนา้ ร้อนปัญหาทป่ี อ้ งกนั ได้. เดลนิ ิวส์, หนา้ ๕. การเขียนบรรณานกุ รมจากวารสาร ชอื่ ผู้เขียนบทความ./(ปีพิมพ)์ ./ชื่อบทความ./ช่ือวารสาร,/ปีท่ี (ฉบับที่),/เลขหนา้ ท่ปี รากฏ. ตัวอย่าง ประภัสสร์ ชูวเิ ชียร. (๒๕๕๔). “ทวารวดี” ริมฝงั่ ทะเลโบราณ ท่รี าบลุ่มนา้ เจา้ พระยาตอนล่าง เคยเปน็ ทะเลมาก่อน. ศลิ ปวัฒนธรรม. ฉบบั ธันวาคม ๒๕๕๔, หน้า ๙.
๕๘เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๓.๒ ภาคผนวก เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมที่ทาให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาเพิ่มเติม หรือข้อมูล ประกอบอื่น ๆ ท่ีเป็นประโยชน์หรือเป็นหลักฐานในการอ้างอิงการศึกษาได้ ซ่ึงจะมีหรือไม่มีก็ได้ข้ึนอยู่กับ ลกั ษณะของรายงาน ๓.๓ อภิธานศัพท์ ส่วนท่ีผู้เขียนรายงานรวบรวมคาศัพท์ต่าง ๆ ที่ปรากฏใน รายงาน มาจัดเรียงตามลาดับอักษรของคาศัพท์ แล้วอธิบายความหมายของคาศัพท์เอาไว้ เพื่อเป็นการอธิบาย และทาความเข้าใจกับผู้อ่านเพ่ิมเติม ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา โดยทั่วไปการใช้อภิธานศัพท์ จะใชส้ าหรบั รายงานเชิงวิชาการท่มี ีการใช้ศัพทเ์ ฉพาะ จงึ มกี ารอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ขั้นตอนการทารายงานจากการศกึ ษาคน้ ควา้ ๑. กาหนดเรื่องและขอบเขตของเนื้อหา เป็นการกาหนดลักษณะของเนื้อหาในรายงานอย่างคล่าว ๆ เพือ่ เป็นกรอบแนวคิดในการทารายงาน ๒. กาหนดจุดมุ่งหมาย เปน็ จุดม่งุ หมายสาคัญในการทารายงาน ๓. เขียนโครงเรื่อง เป็นการกาหนดกรอบแนวทางในการเขียนรายงาน กาหนดหัวข้อหลักและ หัวข้อรอง ๔. สารวจแหล่งขอ้ มูล ๕. รวบรวมข้อมลู เกบ็ ข้อมูลตามประเด็นที่กาหนด โดยท่ัวไปมี ๒ ลักษณะ คือการเก็บรวบรวมข้อมูล จากตาราหรือเอกสารต่าง ๆ และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นท่ีสารวจ โดยทั่วไปนิยมใช้สาหรับ รายงานเชิงสารวจ ๖. วเิ คราะหข์ อ้ มูล เปน็ การรวบรวมข้อมูลที่ได้มาและทาการวิเคราะห์เพอื่ จัดประเภทขอ้ มลู ๗. เรียบเรียงเน้อื หา ๘. อา่ นทบทวน อ่านเพอ่ื ตรวจสอบความถกู ต้องของเน้ือหา ๙. เขยี นส่วนประกอบอ่ืน ๆ ของรายงาน เชน่ หน้าปก คานา สารบัญ บรรณานกุ รม เป็นตน้ ๑๐. ตรวจสอบความถูกต้อง เป็นข้ันตอนสุดท้ายในการจัดทารายงาน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทงั้ หมดของเล่มรายงาน
๕๙เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การเขยี นจดหมายกิจธุระ จดหมายกิจธุระ เป็นเคร่ืองมือสื่อสารระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารในเร่ืองกิจธุระ การเขียนจึงต้องมี รูปแบบที่เฉพาะต่างจากจดหมายส่วนตัว การใช้ถ้อยคา สานวนภาษา จะต้องเป็นภาษาแบบแผน กะทัดรัด ชัดเจน ตรงตามจุดประสงค์ นักเรียนจึงควรเรียนรู้เรื่องการเขียนจดหมายกิจธุระ เพื่อให้สามารถเขียนสื่อสาร กับผอู้ น่ื ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ หลกั การเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ ๑. พิมพ์หรอื เขียนให้ถกู ตอ้ งตามรปู แบบของจดหมายแตล่ ะประเภท ๒. ใช้ถ้อยคาสานวนภาษาท่ีชัดเจน กระชบั รดั กมุ ใช้คาสุภาพและไมใ่ ช้ภาษาพูดในการเขยี น ๓. พมิ พ์หรือเขยี นดว้ ยรายมอื ที่อ่านงา่ ย เรียบรอ้ ย สะอาดตา ๔. สะกดคาใหถ้ ูกต้องตามหลักภาษา ถกู ต้องตามระดับภาษา กาลเทศะ และบุคคล ๕. ใช้คานา (คาขึ้นต้น) สรระนาม คาลงท้ายที่เหมาะสมกับฐานนะของบุคคลและเหมาะสมกับ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งผเู้ ขียนกับผู้รบั ประเภทของจดหมายกิจธรุ ะ ๑. จดหมายสว่ นตวั จดหมายส่วนตัว เป็นจดหมายที่เขียนเพ่ือส่ือสารโดยท่ัวๆ ไป ระหว่างเพ่ือน ญาติ คนรู้จัก การเขียน จดหมายส่วนตวั นไ้ี มม่ ีกฎเกณฑท์ ต่ี ายตวั รูปแบบยืดหยุ่นไดต้ ามความเหมาะสม ข้ึนอยู่กบั ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ส่งและผู้รับ ภาษาท่ีใช้สามารถใช้ภาษาต้ังแต่ระดับสนทนา จนถึงระดับก่ึงทางการ แต่ไม่ควรใช้ระดับกันเอง จุดมุ่งหมายของการเขียนจดหมายส่วนตัว เช่น เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ แสดงความยินดี หรอื เสียใจ ให้ขอ้ คิด แนะนา สง่ั สอน ลาครู-อาจารย์ ขอบคุณ นัดหมาย เป็นตน้
๖๐เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๒. จดหมายธุรกจิ จดหมายธุรกิจ เป็นจดหมายติดต่อระหว่างบริษัทและห้างร้านต่าง ๆ ท้ังที่เป็นนิติบุคคลหรือเอกชน เพื่อดาเนินการทางธุรกิจด้านต่าง ๆ ท้ังที่เป็นเรื่องส่วนตัวหรือธุรกิจระหว่างองค์กร การเขียนจดหมาย ประเภทนี้ต้องใช้ภาษาทางการ มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่แน่นอน มีลักษณะจดหมายก่ึงราชการหรือ จดหมายราชการ จุดหมายของการเขียนจดหมายธุรกิจ เช่น โฆษณาขายสินค้าหรือบริการ สอบถาม และตอบแบบสอบถาม สั่งซ้ือสนิ ค้า สมคั รงาน แจ้งหน้ี ติดต่อธรุ กจิ เปน็ ตน้ ๓. จดหมายกิจธุระ จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมายท่ีเขียนถึงกันเพื่อแจ้งรายละเอียดถึงกิจอันพึงกระทาร่วมกัน เน้ือหา ของจดหมายประเภทนี้จะเก่ียวกับการนัดหมาย ขอความอนุเคราะห์ เชิญชวน จดหมายขอบคุณ ใช้ภาษา เป็นทางการ มี ๒ รปู แบบ คือ ๓.๑ จดหมายกิจธุระเต็มรูปแบบ ใช้ในการเขียนที่เป็นทางการ เหมือนหนังสือราชการ ภายนอก แตม่ กี ารดัดแปลงให้เหมาะสมกบั หน่วยงานของตน และใชภ้ าษาทเี่ ป็นทางการ ๓.๒ จดหมายกิจธุระไม่เต็มรูปแบบ ใช้ในการเขียนจดหมายกิจธุระส่วนตัว ใช้รูปแบบ เหมอื นจดหมายส่วนตวั สิง่ ท่ีตา่ งจากจดหมายส่วนตวั คอื วตั ถปุ ระสงค์และใช้ภาษาก่งึ ทางการหรอื ทางการ องคป์ ระกอบของจดหมายกจิ ธรุ ะ ๑. ส่วนหัวของจดหมายกิจธุระ หมายถึงข้อความท่ีอยู่ส่วนบนก่อนถึงเนื้อหาของจดหมายกิจธุระ เป็นสว่ นทร่ี ะบุรายละเอียดเบื้องต้นของจดหมาย ได้แก่ ลาดับท่ีของจดหมาย ท่ีอยู่ของผู้เขียน วันเดือนปี เร่ือง คาขน้ึ ตน้ และสิง่ ท่แี นบมาดว้ ย ซ่ึงแต่ละประเดน็ มรี ายละเอียด ดงั นี้ ๑.๑ ลาดับท่ีของจดหมาย คือ ตาแหน่งท่ีใช้บอกเลขของการออกจดหมายและปีที่ออก จดหมาย จะใช้คาว่า “ท่ี” ตามด้วยเลขบอกลาดับที่ของจดหมาย เคร่ืองหมายทับ “/” ตามด้วยปีที่ออก จดหมาย ในกรณีทีเ่ ปน็ จดหมายไมเ่ ป็นทางการ อาจจะไม่จาเปน็ จะต้องใส่ลาดับท่ขี องจดหมายกไ็ ด้ ตวั อย่าง ที่ ๖ / ๒๕๖๔
๖๑เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๑.๒ ท่ีอยู่ของผู้เขียน คือ ส่วนที่เป็นช่ือองค์กรหรือหน่วยงานท่ีเป็นต้นสังกัดของผู้ ออกจดหมาย ใหร้ ะบทุ ่ีตั้งอย่างชัดเจน บอกชอื่ หนว่ ยงาน บ้านเลขที่ หมู่บา้ น ตาบล/แขวง อาเภอ/เขต จังหวัด หมายเลขไปรษณีย์ โดยใช้คาเต็มไม่ใช้คาย่อเป็นอันขาด เช่น ต. ให้เขียนเป็น ตาบล อ. ให้เขียนเป็น อาเภอ เปน็ ตน้ โดยปกตไิ ม่ควรเขยี นเกนิ ๓ บรรทดั และจะต้องอยู่มุมบนดา้ นขวาของจดหมายเสมอ ตัวอยา่ ง โรงเรียนมหาวชริ าวุธ จงั หวดั สงขลา เลขที่ ๑๙ ซอย ราชดาเนิน ตาบล บ่อยาง อาเภอ เมอื งสงขลา จังหวัด สงขลา ๙๐๐๐๐ ๑.๓ วัน เดือน ปี คือ ส่วนที่ระบุวันเดือนปีที่ออกจดหมาย ให้เขียนบริเวณกึ่งกลาง ของหนา้ กระดาษจดหมายไปทางขวา เขยี นเฉพาะ วนั ท่ี ชอ่ื เดือนแบบเตม็ และเลขปีแบบเต็มเท่านนั้ ตัวอยา่ ง ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๖๔ ๑.๔ เรื่อง เป็นการระบุสรุปว่าเน้ือหาในจดหมายมีวัตถุประสงค์เพ่ือเรื่องใด โดยทั่วไปนิยม เขียนกระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย เช่น ขอขอบคุณ ขอความอนุเคราะห์ ขอเชิญ ขอให้เปลี่ยนหมายเลข ทะเบียนบ้านเป็นปัจจุบัน เปน็ ต้น โดยเขยี นไวท้ ่ดี ้านซ้ายของกระดาษ ตัวอย่าง เรอ่ื ง ขอเชญิ เป็นวทิ ยากร ๑.๕ คาข้ึนต้น โดยปกติในการเขียนจดหมายกิจธุระจะใช้คาว่า “เรียน” ขึ้นต้นจดหมาย จากน้ันจะเขียนชื่อ-สกุล หรืออาจะตามด้วยตาแหน่งของผู้รับจดหมาย หรือในบางกรณีอาจจะเขียนเฉพาะ ช่อื ตาแหน่งของผู้รบั จดหมายก็ได้ โดยเขียนไว้ทดี่ า้ นซ้ายของกระดาษดา้ นล่างของเร่ือง ตวั อย่าง เรยี น นายรักไทย อนรุ ักษ์นิยม ประธานชมรมรักษ์ภาษาไทย ๑.๖ สิ่งท่ีแนบมาด้วย เป็นสิ่งท่ีผู้ส่งจดหมายจัดส่งเอกสารเพ่ิมเติมมาพร้อมกับจดหมายน้ัน ซึ่งเนื้อหาที่แนบมาจะอยู่หลังจากจดหมาย ขึ้นต้นการเขียนโดย “สิ่งท่ีแนบมาด้วย” โดยปกติมักเป็นเอกสาร เพิ่มเติม เช่น เอกสารกิจกรรม หลักฐาน กาหนดการกิจกรรม สูจิบัตร เป็นต้น ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ขึ้นอยู่ กับลกั ษณะของจดหมาย โดยเขียนไว้ทด่ี ้านซ้ายของกระดาษด้านล่างของคาข้นึ ตน้ ตวั อยา่ ง สิ่งทแี่ นบมาดว้ ย กาหนดการกิจกรรมค่ายนักเขียน
๖๒เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๒. ส่วนเนื้อหาหรือส่วนข้อความของจดหมาย เป็นข้อความที่เป็นเน้ือหาของจดหมาย ซ่ึงถือว่าเป็น ส่วนที่มีความสาคัญท่ีสุด เพราะเป็นใจความสาคัญของการเขียนจดหมาย อย่างน้อยจะต้องประกอบด้วย ๒ ย่อหน้าเป็นอย่างต่า ซ่ึงมีมากกว่า ๒ ย่อหน้าได้ในกรณีท่ีข้อความของจดหมายมีรายละเอียดหรือประเด็น มากกวา่ ๑ ประเดน็ ข้นึ ไป ไดแ้ ก่ ย่อหน้าท่ี ๑ บอกสาเหตุขอการเขียนจดหมาย กรณีเป็นจดหมายติดต่อฉบับแรกให้ข้ึนต้นด้วย คาวา่ “ดว้ ย” “เนื่องดว้ ย” “เนอ่ื งจาก” หรือขึน้ ตน้ ด้วยชือ่ ของผเู้ ขียน กรณีเป็นจดหมายท่มี ีมาถึงหรือจดหมาย ติดตามเรื่องต้องเท้าความที่เคยติดต่อกันไว้ โดยใช้คาว่า “ตามที่” ขึ้นต้นเรื่อง และใช้คาว่า “น้ัน” ลงท้าย และในย่อหน้าท่ี ๑ จาเป็นจะต้องระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น สาเหตุ ที่มา วันเวลา ชื่อกิจกรรม ผู้รบั ผดิ ชอบ เปน็ ตน้ ยอ่ หนา้ ท่ี ๒ บอกวัตถุประสงค์ของการเขียนจดหมาย จะต้องขึ้นต้นด้วยคาว่า “จึงเรียนมาเพ่ือ...” และลงทา้ ยวา่ “ขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสงู มา ณ โอกาสน้ี” ๓. ส่วนความลงท้าย หมายถึงข้อความที่อยู่ส่วนท้ายของเนื้อหาในจดหมายกิจธุระ ได้แก่ คาลงท้าย ลายมือชื่อ ช่ือเต็มของผู้เขียนจดหมาย ตาแหน่งของผู้เขียนจดหมาย และช่องทางติดต่อ ซ่ึงแต่ละประเด็นมี รายละเอยี ด ดังน้ี ๓.๑ คาลงท้าย โดยท่ัวไปใช้คาว่า “ขอแสดงความนับถือ” โดยเขียนให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ทีอ่ อกจดหมาย คือ ตาแหน่งกลางหน้ากระดาษมาจากขวา ตวั อยา่ ง ขอแสดงความนับถือ ๓.๒ ลายมือช่ือ (ลายเซ็น) ต้องเป็นลายมือชื่อจริงของผู้ลงช่ือ ไม่ใช้ตรายางพิมพ์ ต้องลง ลายมือช่ือเป็นชื่อจริงจะมีช่ือสกุลหรือไม่มีก็ได้ โดยเขียนบรรทัดต่อมาและให้อยู่ก่ึงกลางของคาว่า “ขอแสดง ความนับถือ” ๓.๓ ชอ่ื เต็มของผู้เขียนจดหมาย ต้องเขียนคานาหน้า ชื่อเต็ม และสกุลของผู้เขียนจดหมาย ห้ามใช้ตวั ยอ่ เช่น ด.ช. ใชว้ า่ เดก็ ชาย น.ส. ใช้วา่ นางสาว เปน็ ตน้ และเขียนไวใ้ นวงเลบ็ ตวั อย่าง (นายรักไทย อนุรกั ษน์ ยิ ม) ๓.๔ ตาแหน่งของผู้เขียนจดหมาย จะต้องพิมพ์กากับต่อท้ายเสมอ หากเป็นจดหมายท่ีออก ในนามของชมรมหรือชุมนมุ ในสถานศึกษา ตอ้ งมกี ารลงลายมือช่ือของอาจารย์ท่ีปรึกษาชมรมหรือชุมนุมกากับ ทา้ ยจดหมายด้วยทกุ คร้งั ตอ้ งระบชุ ื่อตาแหน่งแบบเตม็ ของผ้เู ขยี นจดหมายทุกครั้ง ตวั อย่าง ประธานชมรมอนุรักษ์ภาษาไทย
๖๓เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๓.๕ ช่องทางติดต่อ ต้องเขียนไว้ส่วนล่างของกระดาษ บริเวณด้านซ้ายให้ระบุชื่อบุคคล หน่วยงาน ชมรม หรือกลุ่มที่เป็นต้นสังกัดของการเขียนจดหมาย พร้อมระบุช่องทางติดต่อ โดยปกตินิยมใช้ หมายเลขโทรศพั ท์ หรือไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ ตัวอย่าง ชมรมนกั ธรุ กิจนอ้ ย โทร. ๐๙-๘๐๔๓-๐๔๙๙ ไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ [email protected] ลกั ษณะของการเขียนจดหมายกิจธุระทดี่ ี ๑. ความชัดเจน ต้องพมิ พ์ ไม่เขียนดว้ ยลายมอื ใชก้ ระดาษขนาด A4 ไมม่ ีเสน้ และไมม่ ตี ราใด ๆ ๒. ความสมบูรณ์ ระบคุ วามประสงคแ์ ละรายละเอียด เช่น วัน เวลา สถานท่ี เป็นต้น ไว้อย่างครบถ้วน และละเอียดชดั เจน ๓. ความกะทัดรัด ใชภ้ าษาท่กี ระชบั รดั กมุ ไดใ้ จความชัดเจน และใชภ้ าษาระดบั ทางการ ๔. ความถกู ต้อง ก่อนส่งจดหมายต้อทบทวนเนอ้ื หาสาระของจดหมายว่าถูกต้อง เช่น ช่ือและตาแหน่ง ของผู้รับจดหมาย วัน เวลา สถานที่นัดหมาย เป็นต้น เพราะถ้าผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน อาจจะก่อให้เกิด ความเสียหายข้นึ ได้ ๕. ความสุภาพ ใช้ภาษาที่สุภาพ รวมถึงกระดาษท่ีใช้ต้องสะอาด เรียบร้อย การพิมพ์จดหมายและ จา่ หนา้ ซองจดหมายถกู ต้องตามรูปแบบ ๖. จดหมายราชการ หรือหนังสือราชการ คือ เอกสารท่ีเป็นหลักฐานทางราชการที่ใช้ติดต่อกัน ระหว่างส่วนราชการด้วยกัน หรือส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานภายนอกท่ีมิใช่หน่วยงานราชการ อาจจะเป็น ตัวบุคคลก็ได้ หัวกระดาษทีใ่ ชจ้ ะมีตราครฑุ และมีความเคร่งครดั ในความถูกต้องตามระเบียบราชการมากย่ิงขึ้น กว่าการเขียนจดหมายกจิ ธุระปกติ
๖๔เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ตวั อยา่ งจดหมายกจิ ธุระขอความอนุเคราะห์ ท่ี ๑๑/๒๕๔๙ ชมรมอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ โรงเรียนนครสวรรค์ ๑๗๓ ถนนมาตุลี อาเภอเมือง จังหวดั นครสวรรค์ ๖๐๐๐๐ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ เรื่อง ขอพันธ์ุกลา้ ไมย้ ืนตน้ เรียน หวั หน้าศูนยเ์ พาะพันธกุ์ ล้าไม้ จังหวดั นครสวรรค์ สิง่ ที่สง่ มาด้วย โครงการปลูกปา่ เฉลิมพระเกยี รตพิ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัว เน่ืองด้วยชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โรงเรียนนครสวรรค์ จะจัดกิจกรรมปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ขึ้นในวันท่ี ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ บริเวณสวนป่าแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการน้ีจานวน ๒๐๐ คน โครงการน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนเห็นความสาคัญของป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และรู้จักใชเ้ วลาวา่ งบาเพญ็ ประโยชนใ์ หแ้ ก่สังคม ดังรายละเอยี ดของโครงการที่แนบมาพร้อมน้ี การปลูกป่าครั้งน้ีต้องใช้พันธ์ุกล้าไม้เป็นจานวนมาก ซึ่งส่วนหน่ึงทางชมรมได้เพาะขึ้นเอง แต่ก็ยัง ไม่เพยี งพอ ฉะนั้นทางชมรมจงึ ขอความอนุเคราะหพ์ นั ธ์กุ ล้าไม้ยืนต้นจากศูนย์เพาะกล้วยไม้เพ่ือนาไปใช้ปลูกป่า ในคร้ังนี้ และถ้าท่านอนุเคราะห์ ทางชมรมจะส่งผู้แทนมารับตามวันและเวลาที่ทางศูนย์ฯ สะดวก ซึ่งจะได้ ตดิ ตอ่ กับท่านทางโทรศพั ท์ในภายหลงั จึงเรยี นมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ และขอขอบคณุ อยา่ งสงู มา ณ โอกาสนี้ ขอแสดงความนับถือ อนรุ ักษ์ ตน้ ไม้งาม (นายอนุรกั ษ์ ตน้ ไมง้ าม) ประธานชมรมอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ชมรมอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โทร. ๐-๕๖๒๒-๒๗๑๑
๖๕เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ตวั อยา่ งจดหมายกจิ ธุระขอเชิญวิทยากร ท่ี ๗/๒๕๔๙ ชมรมภาษาไทย โรงเรียนนครสวรรค์ เลขท่ี ๑๗๓ ถนนมาตุลี อาเภอเมือง จงั หวัดนครสวรรค์ ๖๐๐๐๐ ๑ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ เรอื่ ง ขอเชิญเปน็ กรรมการตัดสินการอา่ นทานองเสนาะ เรยี น อาจารยส์ ุวนยี ์ พระแกว้ สงิ่ ท่สี ง่ มาดว้ ย กาหนดการจัดงาน “วนั สนุ ทรภู่” ประจาปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ด้วยในโอกาส “วันสุนทรภู่” ประจาปี พ.ศ. ๒๕๔๙ น้ี ทางชมรมภาษาไทย โรงเรียนนครสวรรค์ จะจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ ภาษาไทยใหแ้ ก่นกั เรียน ไดแ้ ก่ การอ่านทานองเสนาะ การแต่งคาประพันธ์ และการตอบ ปัญหาวิชาการ ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องประชุมของโรงเรียน ดังรายละเอียดที่แนบมานี้ ชมรมภาษาไทยพิจารณาเห็นว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความเช่ียวชาญในการอ่าน ทานองเสนาะ จึงเรียนมาเพ่ือขอเชิญท่านเป็นกรรมการตัดสินการอ่านทานองเสนาะร่วมกับอาจารย์ของหมว ดวิชา ภาษาไทยของโรงเรียนตามกาหนดการท่ีแนบ ชมรมภาษาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า คงจะได้รับความอนุเคราะห์ จากทา่ น จึงขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอแสดงความนบั ถอื สมชาย รกั การอา่ น (สมชาย รักการอ่าน) ชมรมภาษาไทย โรงเรียนนครสวรรค์ ชมรมภาษาไทย โรงเรยี นนครสวรรค์ โทร. ๐-๕๖๒๒-๒๗๑๑
๖๖เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ตวั อยา่ งจดหมายกจิ ธรุ ะขอบพระคณุ ท่ี ๑๒/๒๕๔๙ ชมรมอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ โรงเรียนนครสวรรค์ ๑๗๓ ถนนมาตุลี อาเภอเมอื ง จงั หวดั นครสวรรค์ ๖๐๐๐๐ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๙ เรือ่ ง ขอขอบคุณ เรยี น หัวหนา้ ศูนยเ์ พาะพนั ธ์กล้าไม้ จงั หวัดนครสวรรค์ ตามท่ีชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โรงเรียนนครสวรรค์ ได้จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์สิริสมบัติครบ ๖๐ ปี ขึ้นเม่ือวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ บริเวณสวนป่าแม่วงก์ อาเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางศูนย์เพาะกล้ากล้วยไม้ จังหวัดนครสวรรค์ ได้อนุเคราะห์พันธุ์กล้วยไม้ยืนต้นให้แก่ทางชมรมฯ เป็นจานวนทั้งสิ้น ๑,๐๐๐ ต้น ทางชมรมฯ ได้นาพันธุ์ กล้าไม้ทั้งหมดไปปลูกยังสถานที่ดังกล่าวสมดังประสงค์ของท่านแล้ว ซ่ึงทางชมรมฯ หวังเป็นอย่างย่ิงว่าต้นไม้ เหลา่ นี้คงจะช่วยสร้างความชมุ่ ช้ืน และความอดุ มสมบรู ณ์แก่ธรรมชาติอยา่ งแน่นอน ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งท่ีได้กรุณามอบพันธุ์กล้าไม้ให้แก่ทางชมรมฯ และหวังว่าคงจะได้รบั ความอนเุ คราะหจ์ ากท่านอีกในโอกาสต่อไป ขอแสดงความนับถือ อนรุ ักษ์ ตน้ ไมง้ าม (นายอนรุ ักษ์ ตน้ ไม้งาม) ชมรมอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ชมรมอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ โทร. ๐-๕๖๒๒-๒๗๑๑
๖๗เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การเขยี นวิเคราะห์ วิจารณจ์ ากเรือ่ งท่ีอ่าน การเขียนวิเคราะห์วิจารณ์จากเรื่องที่อาน เป็นกระบวนการเขียนท่ีผู้เขียนนาเสนอเนื้อหาผ่าน การพิจารณา แยกแยะข้อมลู แล้ววิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย แล้วนาไปประเมินค่า การเขียนแสดง ความคิดเห็น เป็นการเขียนท่ีประกอบด้วยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริง กับการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ความคิดเห็นควรจะมีเหตุผลและเป็นไปในทางสร้างสรรค์ และการเขียนโต้แย้ง เป็นการเขียนแสดง ความคิดเห็นลักษณะหน่ึง โดยมุ่งที่จะโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ตลอดจนโต้แย้งความคิดเห็น ของผู้ อื่ น ด้ ว ย ค ว ามคิ ด เ ห็ น ใ น ทาง ส ร้ างส ร ร ค์แล ะมีเ ห ตุ ผ ล ท่ีน่ าเ ช่ื อ ถือมาส นั บ ส นุ น คว าม คิด เ ห็ น ของต น เพ่ือคัดค้านความคิดของอีกฝ่ายหน่ึง ดังน้ันการฝึกเขียนโต้แย้งจึงเป็นการฝึกทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล คิดรอบคอบ ละเอียดถถี่ ้วน ซง่ึ นักเรยี นควรเรยี นรแู้ ละฝกึ ปฏบิ ตั ิเป็นอย่างยิง่ เพอื่ ใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั การเขียนอธบิ าย การเขียนอธิบาย คือ การเขียนให้ผู้อ่านได้รับความรู้และความเข้าใจเร่ืองราวอย่างชัดเจนและ ถูกต้องการเขียนอธิบายจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและเขียนอธิบายขยายความข้อมูลนั้นเพ่ือให้ผู้อ่าน เข้าใจอยา่ งแจ่มแจ้งชัดเจน ขอ้ ควรระมดั ระวงั ในการเขยี นอธบิ าย การเขียนอธิบายเป็นการเขียนท่ีค่อนข้างจะละเอียดและประณีตพิถีพิถันเรื่องหนึ่ง ซึ่งนอกจากการให้ ข้อมูลท่ีเป็นข้อเท็จจริง โดยการอธิบายเพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังต้องระมัดระวัง ในเร่ืองอ่ืน ๆ ที่อาจจะเขียนแล้วทาให้เข้าใจผิดได้ อาทิ การเว้นวรรคตอน หากเว้นวรรคตอนผิด ความหมาย ก็จะผิดไป ซึ่งอาจจะทาให้ผู้อ่านเข้าใจผิด และการจัดรูปแบบในการเขียนให้เข้าใจง่ายก็มีอิทธิพลต่อ การเขียนอธบิ ายเชน่ เดียวกนั การเขียนชี้แจง การเขียนชี้แจง คือ เป็นการเน้น ขยายความ และให้รายละเอียด การเขียนช้ีแจงมักมีสาเหตุ หรือประเด็นเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดข้ึน เช่น การเขียนชี้แจงเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด การเขียนช้ีแจง เพือ่ ไมใ่ ห้เกิดความเสียหาย เชน่ คาชแ้ี จงในการสอบ
๖๘เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การเขยี นโตแ้ ยง้ การเขียนโต้แย้ง เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่ง โดยมุ่งที่จะโต้แย้งข้อเท็จจริง หรอื เหตกุ ารณท์ ี่เกดิ ขึ้นตลอดจนโต้แย้งความคดิ เห็นของผ้อู น่ื ดว้ ยความคดิ เห็นในทางสรา้ งสรรค์ เพ่ือส่ือให้ผู้อื่น ได้ทราบวา่ ผ้เู ขียนมคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไร การเขียนโต้แย้งมักปรากฏในรูปของบทความตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร เป็นต้น ซึ่งการเขียนโต้แย้งหรือการเขียนแสดงความคิดเห็นเชิงโต้แย้งมีหลักการโดยทั่วไป เช่นเดียวกับการเขียนแสดงความคิดเห็น คือจะต้องประกอบด้วยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริง และการแสดง ความคิดเห็น แต่เน่ืองจากการเขียนโต้แย้งเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย เป็นการแสดงทรรศนะ ท่ีแตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ซ่ึงเป็นส่ิงปกติธรรมดาท่ีจะสามารถพบเห็นได้ในทุกวงการ และเกิดข้ึนได้ ตลอดเวลาในชีวิตประจาวนั และทุกระดับในสงั คม ข้อควรระมัดระวงั ในการเขียนโต้แย้ง ๑. ควรเขียนโตแ้ ย้งด้วยเหตผุ ล ไมใ่ ช้อารมณ์ ๒. การเขยี นโตแ้ ยง้ ควรเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ ไมใ่ ช่ทาลาย หรอื เป็นเรือ่ งเพอ้ ฝันท่ีเป็นไปไมไ่ ด้ ๓. การเขียนไม่ควรเขียนให้เกิดความแตกแยกหรือขัดแย้งรุนแรง จนลุกลามบานปลาย หรือกระทบกระเทอื น หลกั การพจิ ารณาการเขยี นวเิ คราะหว์ ิจารณจ์ ากเร่ืองท่ีอา่ น ๑. รปู แบบการนาเสนอ ส่ือแต่ละประเภทมลี ักษณะการนาเสนอเน้ือหาแตกตา่ งกัน เช่น สารคดี เป็นงานเขียนที่มุ่งให้ความรู้ ข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นแก่ผู้อ่าน โดยเน้น การนาเสนอความร้เู ป็นหลกั และมคี วามคดิ เหน็ เป็นส่วนประกอบ บันเทิงคดี เป็นงานเขียนท่ีมุ่งให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นสาคัญ แต่ความเพลิดเพลิน จะสอดแทรกความรหู้ รอื ข้อคดิ ตา่ ง ๆ ดว้ ย ตัวอย่างงานเขียนประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนยิ าย เร่อื งส้ัน บทละคร นทิ าน เป็นต้น บทความ เป็นงานเขียนที่มุ่งแสดงความคิดเห็น โดยมีความรู้ข้อเท็จจริงเป็นส่วนประกอบ แตก่ ารนาเสนอขอ้ เท็จจรงิ น้นั ต้องมหี ลกั ฐานอ้างองิ ทนี่ ่าเช่ือถือ บทเพลง เป็นงานเขียนท่ีมงุ่ ให้เกดิ ความเพลดิ เพลินหรือปลุกใจ ประกอบด้วยเนื้อรอ้ ง ทานอง จังหวะ ทาให้เกดิ ความไพเราะ ในการวิเคราะห์ วิจารณ์รูปแบบการนาเสนอควรพิจารณาว่า เน้ือหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อนั้น มีความสอดคลอ้ งและเหมาะสมกับรูปแบบการนาเสนอหรือไม่ การบรรยายมีความละเอียด และการพรรณนา มคี วามชัดเจน สะเทอื นอารมณเ์ พยี งใด
๖๙เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๒. เนื้อหา การวิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหา ควรพิจารณาว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ เพียงใด เนื้อหามีรายละเอียดครบถ้วนชัดเจนหรือไม่ รวมท้ังต้องมีความสมเหตุสมผลเหมาะสมกับยุคสมัย ไม่ขัดต่อวัฒนธรรมและความมั่นคงของชาติ จนนาไปสู่ความขัดแย้งหรือพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ กล่าวคือ การนาเสนอเน้ือหาทีด่ ีตอ้ งส่งเสรมิ จริยธรรมท่ีสามารถนาไปใช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวันได้ ๓. การใชภ้ าษา ควรพิจารณาในประเด็นตอ่ ไปน้ี ๑. การใช้คาต้องเขียนสะกดคาให้ถูกต้องมีความหมายเหมาะสมกับเนื้อเร่ือง ถ้าเป็น บทร้อยกรองควรพิจารณาเรื่องการใช้สัมผัสนอกสัมผัสในว่ามีความถูกต้องตามลักษณะคาประพันธ์หรือไม่ นอกจากน้ีควรพิจารณาด้านความงามทางวรรณศิลป์ว่าในบทร้อยกรองน้ันใช้คาที่ทาให้เห็นภาพเพียงใด มกี ารใช้ภาพพจน์หรือการเลน่ คาเหมาะสมหรอื ไม่ ๒. การเรียบเรียงประโยคหรือข้อความเข้าใจง่าย สื่อความหมายชัดเจน เรียงลาดับเน้ือหา ไมส่ บั สน ๓. การใช้คาศัพท์ทางวิชาการต้องนาเสนอให้ถกู ต้อง ๔. การใช้สานวนโวหาร ต้องสอดคล้องกับรูปแบบการนาเสนอและเน้ือหา เช่น พรรณนา โวหาร เหมาะสาหรับการเขียนนวนิยายหรือบทความท่องเที่ยวท่ีมุ่งเน้นให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์ เกดิ ความประทบั ใจ บรรยายโวหารเหมาะสาหรับงานเขยี นสารคดี ๔. การเสนอแนวคิด แนวคิด คอื ความคดิ ของผู้เขยี นทีต่ ้องการเสนอมายังผู้อ่าน การเสนอแนวคิด ต้องสอดคลอ้ งกับเนอื้ หา มปี ระโยชนต์ ่อผอู้ ่านและเปน็ แนวทางปฏบิ ัติที่เกีย่ วข้องกับการดาเนินชีวิต แนวคิดนั้น มักจะไม่กล่าวโดยตรง ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ด้วยตนเอง ซ่ึงงานเขียนแต่ละประเภทจะนาเสนอแนวคิด แตกต่างกัน เช่น บทความมักจะแฝงแนวคิดไว้ในความคิดเห็นของผู้เขียน ส่วนนวนิยาย เร่ืองสั้น หรือนิทาน จะแฝงแนวคิดไว้กับพฤติกรรมของตวั ละคร และแนวคดิ ในบทเพลงจะแฝงอยู่ ในเน้ือร้อง ดังนนั้ ในการวเิ คราะห์ วิจารณ์แนวคิด ควรพิจารณาว่าแนวคิดนั้นมีประโยชน์และเหมาะสม กับสังคม เพยี งใด นาไปใช้ให้เกดิ ประโยชนไ์ ดจ้ ริงหรือไม่
๗๐เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ขั้นตอนการเขยี นวเิ คราะหว์ จิ ารณ์จากเรือ่ งทีอ่ ่าน ๑. อา่ นหรอื ศึกษาเรอื่ งท่ีจะวิเคราะห์วจิ ารณอ์ ย่างละเอียด ถ่ีถ้วน ใหเ้ ข้าใจอย่างถอ่ งแท้ ๒. วเิ คราะหแ์ ยกแยะเน้อื หาออกเปน็ ส่วน ๆ วา่ มีลกั ษณะอยา่ งไร มคี วามสัมพนั ธก์ ันหรอื ไม่ อย่างไร ๓. วิเคราะห์วิจารณ์เน้ือหาของเรื่องที่อ่านแล้วประเมินค่าว่ามีข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย และมีคณุ คา่ อย่างไร โดยอาศัยหลกั การเขยี นวิเคราะหว์ ิจารณ์จากเรือ่ งที่อ่านเข้ามาประกอบการพิจารณา ๔. วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยเขียนอธิบายให้ละเอียดชัดเจน เขา้ ใจงา่ ย และเนอื้ หาเปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและผอู้ ื่น ๕. เรียบเรยี งความคดิ ท่ีวเิ คราะหว์ จิ ารณ์โดยใชค้ าทกี่ ระชับ ชดั เจน และถูกตอ้ ง ตัวอย่างการเขยี นวเิ คราะหว์ ิจารณจ์ ากเรอื่ งที่อา่ น ความสุขของกะทิ ความสขุ ของกะทเิ ป็นวรรณกรรมสร้างสรรคย์ อดเยี่ยมแห่งอาเซียนประเภทนวนิยาย ประจาปี ๒๕๕๙ แต่งโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ เร่ืองนี้เป็นนวนิยายขนาดส้ัน เล่าเร่ืองราวของเด็กหญิงกะทิ วัย ๙ ขวบ ที่ต้อง สูญเสียแมไ่ ปก่อนวยั อันสมควร ผูแ้ ต่งนาเสนอเรอื่ งราวเป็นฉากใหญ่ ๆ ๓ ฉาก คือ บ้านริมคลอง บ้านชายทะเล และบ้านกลางเมือง ในแต่ละฉากน้ันแบ่งเร่ืองราวเป็นตอน ๆ โดยแต่ละตอน เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ของกะทิในส่ิงใกลต้ วั เชน่ กระทะกบั ตะหลวิ ปลู ม ลิ้นชัก เปน็ ต้น การดาเนินเร่ืองของงานเขียนมีความเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน แต่ในความเรียบง่ายน้ันก็ทาให้ผู้อ่าน เกิดความเพลิดเพลิน เข้าใจความเป็นอยู่และความเป็นไปของตัวละครได้ดี ผู้แต่งค่อย ๆ เผยปมปัญหา ท่ีละน้อย โดยเฉพาะในตอนท้ายของเรื่องที่กะทิต้องตัดสินใจว่าจะส่งจดหมายให้พ่อหรือไม่ ไม่เพียงแต่ ตวั ละครในเรอ่ื งเท่านั้นท่ีช่วยเป็นกาลังใจให้กะทิ ผู้แต่งยังทาให้ผู้อ่านมีความรู้สึกคล้อยตามไปกับตัวละครด้วย ตอนจบของเรื่องแสดงให้เห็นการดาเนินชีวิตของเด็กหญิงกะทิที่กลับสู่ความเรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความสุข ของเด็ก ซึง่ สอดคล้องกับชื่อเรอื่ ง ฉากของเรอ่ื งนี้มีการบรรยายได้ดี ทาให้ผูอ้ า่ นมองเห็นภาพและเกิดจินตนาการตามได้ เช่น “มองจากทะเล บ้านหลังน้อยสีขาวตั้งอยู่บนเนินสูง มีรั้วเตี้ยก้ันพอเป็นพิธีเหนือเขื่อนหินที่ทาหน้าที่ เปน็ ปราการปอ้ งกันนา้ ทะเลกดั เซาะ ผนงั ฉาบปูนสขี าวจัดแบบนี้เหมือนบา้ นแถบรมิ ทะเลท่ีกรีซ กะทิไม่เคยเห็น แต่ได้ยินลุงตองพูด บนระเบียงมีม้าน่ังยาวท่ีแขวนไว้เหมือนชิงช้า เบาะสีเหลืองมะนาว ช่วยเพิ่มความสบาย และความสดใส ไม่เคยมีบรรยากาศห่อเห่ียวหดหู่ในบ้านหลังนี้ ไมเ่ ชอ่ื กต็ อ้ งเช่อื ”
๗๑เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ การใช้ภาษาเรยี บงา่ ย เขา้ ใจไดท้ ันที เหมาะสมกบั บุคลกิ ฐานะ และวัยของตวั ละคร เชน่ “แมพ่ รมจบู กะทิซา้ แลว้ ซา้ อีก ผมนุ่มยาวของแม่หอมชนื่ ใจ เสียงของแมท่ ีก่ ะทจิ าไดด้ งั อยู่ท่ีรมิ หู ‘กะทลิ ูกแม่ กอดแมแ่ น่น ๆ ซจี ๊ะ ลกู รัก’” จากตวั อย่างสะทอ้ นใหเ้ ห็นถงึ ความรักของแม่ที่มีต่อลูก โดยแม่ใชภ้ าษาทนี่ ่มุ นวล ออ่ นโยน เรื่องน้ีสะท้อนให้เห็นแนวคิดท่ีดีในการดาเนินชีวิต คือ ให้รู้จักมองโลกในแง่ดี มีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่ง ข้ึนอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูและการให้ความรักของผู้ใหญ่ด้วย เห็นได้จากกะทิท่ีถึงแม้จะเติบโต มาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ แต่กะทิก็ไม่เคยขาดความรักจากคนรอบข้าง ตากับยายและคนรอบข้างต่างสอน ให้กะทริ ูจ้ ักการเผชญิ หนา้ กับความจริง เพอื่ ใหเ้ ข้าใจและจัดการกับความทุกข์ได้อย่างถูกตอ้ ง จากการดาเนินเร่ืองที่กระชับ เนื้อหาเข้าใจง่าย การใช้ภาษาท่ีเรียบง่ายสอดคล้องกับตัวละคร และ แนวคิดท่ีทาให้ผู้อ่านเกิดความสุขทางใจทาให้เรื่อง “ความสุขของกะทิ” เป็นวรรณกรรมท่ีมีคุณค่า ถึงแม้เนื้อเร่ืองบางตอนอาจทาให้ผู้อ่านมีความคิดเห็นขัดแย้งกับการกระทาของกะทิ เช่น การที่ตัดสินใจไม่ส่ง จดหมายไปให้พ่อ ผู้อา่ นบางทา่ นอาจแสดงความคดิ เหน็ ว่าการส่งจดหมายไปใหพ้ ่ออาจทาให้พ่อได้รับรู้เร่ืองราว ของแมก่ บั กะทิ และไดแ้ สดงบทบาทของพอ่ มากข้นึ ซึง่ อาจทาให้กะทมิ ีความสขุ มากกวา่ นี้ก็ได้ ความสุขของกะทิ เป็นนวนิยายขนาดสน้ั ไดร้ ับ รางวลั วรรณกรรมสรา้ งสรรค์ ยอดเยี่ยมแห่งอาเซยี น (ซีไรต)์ ของประเทศไทย ประจาปี พ.ศ.๒๕๔๙ และไดถ้ ูกสร้างเป็น ภาพยนตร์ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ในช่อื เดียวกนั
ความรู้พื้นฐาน ในการฟัง ดู และพูด...............................๔๔ การพูดรายงาน จากการศึกษาค้นคว้า............................๗๗ การพูดวิเคราะห์วิจารณ์ จากเรื่องที่ฟังและดู................................๗๙
๗๓เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ความรพู้ ื้นฐานในการฟงั ดู และพดู การฟังและการดู หมายถึงการที่มนุษย์รับรู้เร่ืองราวต่าง ๆ จากแหล่งของเสียงหรือภาพ หรือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นการฟังจากผู้พูดโดยตรงหรือฟังและดูผ่านอุปกรณ์ หรือส่ิงต่าง ๆ แล้วเกิดการรับรู้แล้ว นาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ โดยตอ้ งศกึ ษาจนเกิดความถูกตอ้ งและได้ประสทิ ธิภาพ ระดับของการฟงั การฟังสามารถจาแนกได้หลายระดับ โดยระดับของการฟังท่ีมักใช้ในชีวิตประจาวัน สามารถสรุปได้ เปน็ ๓ ระดบั ดังต่อไปนี้ ๑. ระดับการได้ยิน การได้ยินเป็นกระบวนการขั้นแรกของการฟัง เป็นการรับรู้โดยใช้อวัยวะ ในการรับรู้หรือการได้ยิน คือหูและอวัยวะภายในหู เม่ือหูรับคลื่นเสียงแล้วก็จะส่งไปยังสมอง สมองจะรับรู้ว่า เรือ่ งท่ีได้ยินนนั้ คอื อะไรโดยไม่มีการแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง ๒. ระดับการฟังตามปกติ เป็นระดับการได้ยินท่ีสูงขึ้นต่อจากการได้ยิน ผู้ฟังต้องใช้สมรรถภาพ ทางสมองเชื่อมโยงเสียงที่ได้ยินกับประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับความหมายของเสียง เพื่อให้เกิด การแปลความและตีความเสียงน้ัน จนเข้าใจสารท่ีฟังและแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสารน้ันอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ๓. ระดับการฟังอย่างมีวิจารณญาณ เป็นระดับการฟังที่สูงขึ้นอีกต้องอาศัยสมรรถภาพทางด้าน การคดิ วิเคราะห์ การประเมนิ คา่ การวนิ ิจฉยั และการนาไปใช้ในชีวิตจริงได้ การฟังระดับนี้ต้องอาศัยการฝึกฝน และพฒั นาอย่างตอ่ เนอื่ ง หากสามารถพฒั นาจนเกดิ ทกั ษะแลว้ ผู้ฟงั จะไดป้ ระโยชนส์ งู สุดจากการฟงั สารนน้ั ๆ การฟงั และดเู พ่ือวิเคราะหเ์ ร่อื งจากสาร การวิเคราะห์เร่ืองจากสือ่ เปน็ ทกั ษะตอ่ จากการฟังและดู แลว้ สรุปและจบั ใจความสาคัญ แล้ววิเคราะห์ ว่าสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริง ส่ิงใดเป็นข้อคิดเห็น สิ่งใดเป็นเหตุ หรือสิ่งใดเป็นผล เพ่ือจะใช้ข้อมูลในการประเมินค่า และการตัดสินใจ ทักษะดังกล่าวนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับการอ่านหรือการเขียนท้ังส้ิน เน่ืองจากเป็น การจับใจความหรือวเิ คราะห์วิจารณใ์ นลกั ษณะเชน่ เดียวกนั
๗๔เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ หลักการการฟงั และดโู ดยทวั่ ไป ๑. มีสมาธิในการฟังและดู การมีสมาธิเป็นพื้นฐานของพฤติกรรมการฟังและดูท่ีดี การมีสมาธิ จะเริ่มมาจากความต้ังใจฟังและดู มีใจจดจ่อต่อเรื่องที่รับชม ไม่วอกแวกต่อส่ิงรบกวนต่าง ๆ การมีสมาธิ ในการฟังยงั จะทาใหผ้ ูฟ้ งั มกี ิริยาท่าทางทสี่ ารวมอีกดว้ ย ๒. พยายามจับประเด็นสาคัญ วิธีการฟังดูท่ีดีนอกจากต้องใช้สมาธิในการฟังแล้ว ผู้ฟังควรพยายาม จับประเด็นสาคัญของเร่อื งทกุ คร้งั ที่ฟงั และดู ๓. พิจารณาไตร่ตรองเร่ืองที่ฟังและดู เป็นการฟังและดูแล้วนาเร่ืองที่ได้รับมาวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น หาสาระความรู้จากเรื่องที่ฟังและดู โดยอาจจะใช้การสรุปจดเพ่ือบันทึก ความจาดว้ ย แลว้ นาขอ้ มลู ทีไ่ ด้มาพจิ ารณาประเมินค่าว่าน่าเชื่อถือ มีประโยชน์ หรือเหมาะแก่การนาไปปฏิบัติ ตามหรือไม่ มารยาทในการฟงั และดู ๑. เม่ือฟังและดูอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสารวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และตงั้ ใจฟัง ๒. การฟงั และดใู นที่ประชมุ ควรเขา้ ไปน่ังกอ่ นผพู้ ดู เร่ิมพูด โดยนั่งที่ด้านหน้าให้เต็มก่อนและควรต้ังใจ ฟังจนจบเรอ่ื ง ๓. ใหเ้ กยี รติผู้พูดดว้ ยการปรบมือ เม่อื มกี ารแนะนาตัวผพู้ ดู หรอื ขอบคุณผู้พูด ๔. หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเม่ือมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาส ที่ผู้พดู เปดิ โอกาสให้ถาม ถามด้วยถอ้ ยคาสุภาพ และไม่ถามนอกเรือ่ ง ๕. ระหว่างการพูดหรือการแสดงดาเนินอยู่ควรรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยการฟังและดูอย่างสงบ สุขุม ไม่ทาเสียงรบกวนผู้อ่ืน ไม่เคาะโต๊ะ ไม่ส่งเสียงโห่ฮา เป่าปาก สั่นขา กระทืบเท้า ไม่ลุกไปมาบ่อย ๆ หากจาเป็นต้องลุกจากเก้าอ้ีควรแสดงความเคารพผู้พูดหรือประธานเสียก่อน หากเดินเข้าไปในที่ประชุมขณะ ท่ผี ้พู ดู พดู อยคู่ วรแสดงความเคารพผ้พู ูดก่อนเขา้ ไปน่ัง ๖. มีปฏกิ ิริยาตอบสนองผูพ้ ูดอย่างเหมาะสม ไม่แสดงสีหน้าหรือกิริยาก้าวร้าว เบ่ือหน่าย หรือลุกออก จากท่นี ่งั โดยไม่จาเปน็ ขณะฟังและดู ๗. ฟงั และดดู ว้ ยความอดทน แม้มคี วามคดิ เห็นขัดแย้งกบั ผพู้ ูดก็ควรมีใจกว้างรบั ฟังอยา่ งสงบ ๘. ไม่แอบฟังหรอื ดกู ารสนทนาของผอู้ ่นื หรือการประทาอย่างใดอยา่ งหน่ึง โดยท่ีเจา้ ตัวไม่รับรู้ ๙. ไมน่ าอาหารเขา้ ไปรบั ประทานในระหวา่ งการฟงั และดู ก่อนได้รับอนุญาต
๗๕เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การพูด หมายถึงการติดต่อส่ือสารระหว่างมนุษย์โดยใช้เสียงน้าเสียง หรือสีหน้า แววตา และกิริยา ท่าทางต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดจากผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อให้เข้าใจซึ่งกันและกัน การพูดไม่ได้ เป็นเพียงเคร่ืองมือท่ีใช้ในการสื่อสาร แต่เป็นศิลปะที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพในชีวิตประจาวัน ตลอดจนอาชีพ หน้าทก่ี ารงาน ให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากยิ่งข้ึนด้วย ประเภทของการพูด ประเภทของการพูดแบ่งตามลกั ษณะการพดู ได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ คือการพูดในชีวิตประจาวัน เช่น การสนทนา การพูดโทรศัพท์ การแนะนาตัว การซักถาม การตอบคาถาม เป็นต้น ผู้พูดต้องฝึกฝนให้เป็นผู้ท่ีพูดได้ถูกต้อง และเหมาะสม กับกาลเทศะและบคุ คล ๒. การพดู อยา่ งเป็นทางการ หมายถึงการพูดอย่างเป็นพิธีการในท่ีประชุม หรือการพูดต่อหน้าชุมชน ในโอกาสต่าง ๆ และเพ่ือจุดหมายต่าง ๆ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและมีศิลปะในการพูด การพูด อย่างเป็นทางการ เช่น การปาฐกถา การอภิปราย บรรยาย การกลา่ วสนุ ทรพจน์ เป็นต้น ลกั ษณะของการพดู ๑. พูดแบบฉบั พลันหรอื พดู แบบกะทนั หัน คือ การพูดที่ผู้พูดไม่มีโอกาส หรือไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า ประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และปฏิภาณไหวพริบ จะช่วยให้ผู้พูด พูดได้ดีในชีวิตประจาวันเราอาจต้อง พดู แบบน้ีเสมอ ๆ เชน่ ในการโต้ตอบสนทนา การให้สัมภาษณ์ เปน็ ตน้ ๒. พูดแบบอ่านจากร่างหรือต้นฉบับ วิธีนี้นิยมใช้แบบเป็นทางการ เช่น การกล่าวรายงาน แถลงการณ์ กล่าวเปิด กล่าวปิดงาน กล่าวตอบในพิธีการต่าง ๆ การกล่าวถวายรายงานเฉพาะพระพักตร์ เป็นต้น เน่ืองจากการพูดลักษณะน้ีจะต้องถูกต้องและเป็นข้อมูลสาคัญจึงต้องมีการร่างและอ่านตามเพ่ือ ป้องกันความผิดพลาดในการพดู ๓. การพูดแบบท่องจา บางคร้ังเราจาเป็นต้องจาข้อความบางอย่างไปใช้อ้างหรือใช้พูด เช่น โคลง กลอน บทกวีต่าง ๆ คาคม ภาษิต ตัวเลข สถิติ เป็นต้น เราสามารถนาส่ิงเหล่าน้ีไปประกอบการพูดได้ ตามความเหมาะสม ๔. พูดจากความเข้าใจโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า การพูดจากความเข้าใจ คือการพูดจากความรู้ ความสามารถ ความรู้สึกของผู้พูด และจะพูดได้ดีย่ิงขึ้นถ้าได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ผู้ที่คิดว่ายังมีความรู้ ความสามารถนอ้ ยก็จะสามารถพูดได้ดีถ้าได้มีโอกาสเตรยี มตวั และฝกึ ฝน
๗๖เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ มารยาทในการพดู การพูดจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมีหลักเกณฑ์ รู้จักกาลเวลา และที่สาคัญต้องคานึงถึง มารยาทท่ีดี ในการพดู ด้วยมารยาท โดยมารยาทในการพูดแบง่ เปน็ ๒ ประเภท คอื ๑. มารยาทในการพดู ระหว่างบคุ คล ๒. มารยาทในการพูดในท่สี าธารณะ มารยาทในการพูดระหวา่ งบุคคล มดี งั นี้ ๑. เร่อื งทพ่ี ดู ควรเป็นเรื่องทที่ ง้ั ๒ ฝา่ ย มคี วามสนใจและพอใจรว่ มกนั ๒. ไม่พูดเร่อื งของตนเองมากจนเกินไป ควรฟงั ในขณะท่ีอีกฝา่ ยหน่งึ พูด ไม่สอดแทรกเม่ือเขาพูดยงั ไมจ่ บ ๓. พดู ตรงประเด็น อาจออกนอกเรอื่ งบา้ งพอผ่อนคลายอารมณ์ ๔. เคารพความคดิ เห็นของผู้อ่นื ไม่บังคับใหผ้ ู้อ่นื เช่อื หรอื คดิ เหมือนตน ฯลฯ มารยาทในการพดู ในทสี่ าธารณะ การพูดในทสี่ าธารณะต้องรักษามารยาทใหม้ ากกวา่ การพูดระหว่างบุคคล เพราะการพดู ในท่สี าธารณะนน้ั ยอ่ มมผี ู้ฟังซ่ึงมาจากทีต่ ่าง ๆ กัน มีวัยวุฒิ คณุ วฒุ ิ และพืน้ ฐานความรู้ ความสนใจและรสนิยมตา่ งกันไป มารยาท ในการพูดระหวา่ ง บุคคลอาจนามาใชไ้ ดแ้ ละควรปฏบิ ัติเพ่มิ เตมิ ดังนี้ ๑. แตง่ กายให้สุภาพเรยี บรอ้ ยเหมาะแก่โอกาสและสถานที่ ๒. มาถงึ สถานที่พดู ใหต้ รงเวลาหรอื กอ่ นเวลาเล็กน้อย ๓. ก่อนพดู ควรแสดงความเคารพตอ่ ผู้ฟังตามธรรมเนยี มนิยม ๔. ไม่แสดงกิรยิ าอาการอนั ไมส่ มควรตอ่ หน้าทปี่ ระชุม ๕. ใช้คาพดู ท่ใี หเ้ กยี รติแก่ผู้ฟงั เสมอ ๖. ไมพ่ ูดพาดพิงถงึ เรอ่ื งสว่ นตวั ของบคุ คลอนื่ ในที่ประชมุ ๗. ไม่พดู หยาบโลนหรอื ตลกคะนอง ๘. พดู ใหด้ ังพอได้ยินทวั่ กนั และไม่พูดเกนิ เวลาท่กี าหนด ๙. อ่อนนอ้ มถ่อมตนและสามารถควบคมุ อารมณแ์ ละสติได้ ๑๐. รับผดิ ชอบตอ่ คาพดู ในทุกกรณี จึงควรคิดก่อนพดู ในดีเสยี ก่อน
๗๗เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ การพดู รายงานจากการศกึ ษาคน้ ควา้ การศึกษาค้นคว้าเป็นคุณลักษณะสาคัญของนักเรียนที่ดีและมีคุณภาพ นักเรียนจึงควรให้ความสาคัญ โดยเฉพาะเม่ือศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ แล้วควรสามารถพูดรายงานให้ได้ด้วย เพราะเป็น การต่อยอดความรู้ให้เกิดประโยชนส์ งู สุดทง้ั ต่อตนเองและผูอ้ น่ื การพูดรายงานเรอื่ งทีศ่ ึกษาคน้ ควา้ จากแหล่งเรียนรตู้ า่ ง ๆ มีลักษณะเปน็ การพูดให้ความรู้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งนักเรียนต้องคานึงถึงการนาเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องตามท่ีได้ศึกษาค้นคว้ามา ส่วนข้อคิดเห็นเพิ่มเติม จากการศกึ ษานั้น ควรแยกไวต้ อนทา้ ย ไม่นามาปนกนั เพราะจะทาใหผ้ ฟู้ ังเกิดความสบั สนและอาจเขา้ ใจผดิ ได้ ข้อควรปฏิบัตใิ นการพูดรายงานทีด่ ี ๑. ศึกษาค้นคว้าเร่ืองท่ีจะนามาพูดอย่างละเอียด แล้วเลือกหัวข้อสาคัญมาพูดนาเสนอ โดยกาหนด เนื้อหาการพดู ให้เหมาะสมกับเวลา ส่วนใหญ่จะครอบคลมุ ประเด็นต่าง ๆ ดงั น้ี ๑.๑ ความเปน็ มาหรือความสาคญั ของการศึกษาคน้ ควา้ ๑.๒ วตั ถุประสงคใ์ นการศึกษาค้นคว้า ๑.๓ วิธดี าเนินการศึกษาค้นคว้า ๑.๔ เนือ้ หาสาระจากการศกึ ษาคน้ ควา้ ๑.๕ ขอ้ สรุปจากการศกึ ษาค้นควา้ และประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับ ๒. พูดรายงานอย่างเป็นลาดับต่อเนื่อง มีบุคลิกภาพที่ดีและมีความมั่นใจในการนาเสนอ เรียงลาดับ เนื้อหาใหเ้ ปน็ ระบบ ใชภ้ าษาเป็นทางการ ควรเลือกสรรถ้อยคาที่ผู้ฟังเข้าใจง่าย ผู้พูดรายงานที่ดีควรเตรียมส่ือ ประกอบการพูดทุกคร้ัง เพราะสื่อจะช่วยทาให้ผู้ฟังติดตามและทาความเข้าใจเนื้อหาสาระได้ง่ายข้ึน ส่วนใหญ่ มักใช้ส่ือในรูปแบบของแผนผัง แผนภาพ ตาราง รูปภาพ แบบจาลองของจริง สาหรับในปัจจุบันการใช้ส่ือ ประกอบการพูดรายงานนิยมใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนาเสนอผ่านรูปแบบโปรแกรมนาเสนอในคอมพิวเตอร์ ท่ีผูพ้ ดู สามารถออกแบบใหม้ ีสีสันและเทคนิคพเิ ศษที่ดึงดดู ความสนใจของผูฟ้ ังไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ๓. การพูดรายงานเร่ืองที่ศึกษาค้นคว้า ผู้พูดต้องมีความน่าเชื่อถือ รักษามารยาททางวิชาการ อย่างเคร่งครัด ควรมีการอ้างอิงที่มาและให้เกียรติในการระบุช่ือเจ้าของข้อมูลเสมอ สาหรับเน้ือหาที่นาเสนอ ควรเป็นข้อเท็จจริงท่ีได้จากการศึกษา ไม่ควรบิดเบือนข้อมูลแล้วมานาเสนอเพ่ือให้ได้ผลตามที่ตนเองต้องการ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้พูดรายงานที่ดีต้องมีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบต่อข้อมูล และต้องนาเสนอข้อมูล ตามความเป็นจริงจากการศกึ ษาเปน็ สาคัญ
๗๘เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๔. เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม เพื่อเป็นการย้าความเข้าใจในความรู้ท่ีผู้ฟังได้รับได้ชัดเจนยิ่งข้ึน และเปน็ การตรวจสอบได้ว่าผ้ฟู งั ไดร้ ับความรจู้ ากการพดู รายงานตามวตั ถปุ ระสงค์ท่ีตั้งไว้หรอื ไม่ ข้นั ตอนการพดู รายงาน ๑. กล่าวทักทายผ้ฟู งั โดยคานงึ ถึงสถานภาพของบุคคล แนะนาตนเอง และคณะผรู้ ่วมงาน ๒. กล่าวช่อื เรอ่ื งของรายงาน ๓. กลา่ วถึงที่มา ความสาคญั ของหวั ข้อเร่อื งรายงาน วิธีการศกึ ษาค้นคว้า ๔. กลา่ วชือ่ บคุ คลหรือสอ่ื ทใี่ ห้ความรแู้ ละขอ้ มลู สาหรับค้นคว้า ๕. กลา่ วถึงเนอื้ หาตามลาดบั ขั้นตอนโดยพดู ให้กระชบั ชดั เจน เข้าใจง่าย ใช้เวลาน้อย แต่ได้ความมาก เสนอความคิดท่ีเปน็ ประโยชน์ อาจใช้ส่อื หรอื อุปกรณ์ประกอบเพ่ือความเข้าใจยงิ่ ข้นึ ๖. สรปุ ผลการศึกษาคน้ คว้า ๗. เปิดโอกาสให้ผฟู้ ังได้แสดงความคิดเหน็ และใหข้ ้อเสนอแนะในการศึกษาคน้ คว้าต่อไป การพูดรายงานเป็นการพูดให้ความรู้รูปแบบหน่ึงท่ีผู้พูด มุ่งนาเสนอข้อเท็จจริงท่ีได้จากการศึกษา ผ่านการจัดเรียงลาดับ ข้อมูล เริ่มจากความสาคัญ วัตถุประสงค์ วิธีการดาเนินการ ไปสู่ข้อสรุป และประโยชน์ท่ีได้รับจากการศึกษา การพูดนาเสนอ ประกอบส่ือจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเน้ือหาสาระ ได้ชัดเจนยิ่งข้ึน นอกจากน้ี ผู้พูดรายงานท่ีดีต้องมีความรับผิดชอบนาเสนอข้อมูล ตามความเป็นจริง และรู้จักให้เกียรติโดยการอ้างอิงแหล่งท่ีมา ของขอ้ มลู เสมอ
๗๙เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ การพดู วิเคราะห์วจิ ารณ์จากเร่ืองทีฟ่ งั และดู การพูดเป็นการส่งสารท่ีมุ่งถ่ายความรู้ ความคิด และประสบการณ์ผ่านถ้อยคา น้าเสียง รวมถึงกิริยา ท่าทางต่าง ๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้ฟังได้เข้าใจและสามารถตอบสนองตามวัตถุประสงค์ของผู้พูดได้ ซึ่งถ้าผู้พูด เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความคิด และประสบการณ์มากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลดีให้ผู้พดเลือกใช้ข้อมูลในการพูดได้ อย่างหลากหลาย ดังน้ัน ผู้พูดที่ดีจึงควรส่ังสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์จากสิ่งที่ได้ฟังและดูอยู่เสมอ และหากนามาวิเคราะห์และวิจารณ์ข้อมูลเหล่านั้นได้ จะยิ่งทาให้ผู้พูดได้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์และส่งผลดี ใหผ้ ู้ฟงั ได้รับประโยชนจ์ ากขอ้ มูลเหลา่ นนั้ ด้วยเช่นกนั การพดู วเิ คราะห์ คอื การพูดท่มี ่งุ การแยกแยะ แจกแจงข้อมูล ออกเปน็ ส่วนย่อยที่มคี วามสมั พนั ธ์กัน ขั้นตอนในการพูดวเิ คราะหน์ ้นั ผู้พดู ต้องการแยกแยะข้อมูลเพ่ือแสดงให้เห็นวา่ แต่ละส่วนมีลักษณะ อยา่ งไร และมคี วามสัมพนั ธ์เกยี่ วเนอื่ งกันอย่างไร ซ่งึ จะช่วยใหผ้ ฟู้ ังเกิดความเข้าใจ ส่งิ ทผ่ี ูพ้ ดู นาเสนอไดอ้ ย่างละเอียดชัดเจน การพดู วิจารณ์ คือ การพดู ท่ีมุ่งนาเสนอความคดิ เห็นเชิงติชม ต่อเร่อื งทฟี่ ังและดตู ามมุมมองของผู้พูด ซ่งึ การวจิ ารณ์นั้นจะตอ้ งปฏบิ ตั ิตาม หลักการวิจารณท์ ด่ี ี เช่น ศึกษาเรือ่ งนน้ั มาเป็นอยา่ งดี ใช้เหตผุ ลในการ วิเคราะหแ์ ละแสดงความคดิ เหน็ ไม่นาความรู้สึกสว่ นตัวมาเก่ียวขอ้ ง และวจิ ารณเ์ ฉพาะผลงาน ไม่กลา่ วพาดพงิ เรือ่ งส่วนตัวของบุคคลใด
๘๐เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ขอ้ ควรปฏบิ ัตใิ นการพดู วิเคราะห์และวิจารณ์ท่ีดี ๑. วัตถุประสงค์ต้องเด่นชัด ผู้พูดท่ีดีควรคานึงถึงวัตถุประสงค์เป็นลาดับแรก เพราะการทราบ วัตถปุ ระสงคท์ ี่ชัดเจน กเ็ หมอื นกบั มเี ขม็ ทิศให้ผู้พูดใช้ดาเนินการพูดไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะการพูด วเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์ถ้าผู้พดู พดู ไม่ชดั เจนตั้งแตข่ ้ันต้นก็จะทาให้เกดิ ปัญหาการพดู ในข้ันต่อ ๆ ไปได้ ๒. หาข้อมูลให้เพียงพอ ผู้พูดที่ดีและประสบความสาเร็จจะต้องศึกษาข้อมูลที่จะพูดมาเป็นอย่างดี เพ่ือให้สามารถพูดได้ชัดเจน และส่ิงท่ีพูดถูกต้อง ผู้ฟังยอมรับ โดยเฉพาะการพูดวิจารณ์ หากผู้พูดมีข้อมูล เพียงพอก็จะสามารถวิจารณ์ไดล้ ะเอยี ดและน่าสนใจ ๓. เตรยี มบทพูด ผูพ้ ูดทดี่ ีควรคานึงถึงการเรียบเรยี งบทพดู เพราะแสดงถึงการเตรียมตัวที่ดี ทั้งในส่วน ของเน้ือหาและการใชภ้ าษา ยง่ิ ผูพ้ ดู มีโอกาสขดั เกลาเรอ่ื งราวมากเท่าใด ยิ่งทาให้บทพูดน้ันได้รับการกลั่นกรอง และสามารถนาไปใช้พูดได้อย่างมีคุณภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ สิ่งสาคัญท่ีควรคานึงเสมอ คือ การพูด นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเด่นชัด ใช้ภาษาท่ีเข้าใจได้ง่ายและเหมาะสมกับ กลุ่มผ้ฟู ัง ๔. ฝึกซ้อมให้พร้อม ผู้พูดที่ดีควรคานึงถึงเวลาในการฝึกซ้อม เพราะความเชี่ยวชาญในการพูดล้วน เกิดข้ึนจากการฝึกซ้อมท้ังส้ิน การฝึกซ้อมเป็นการสร้างเสริมความมั่นใจของผู้พูดเก่ียวกับเน้ือหาและการใช้ ภาษา นอกจากนน้ั ยงั เป็นการตรวจสอบบุคลกิ ภาพของตนใหพ้ รอ้ มก่อนการพูดจริง ๕. มีความมัน่ ใจ ผูพ้ ดู ท่ดี ีเมอื่ ถงึ เวลาพูดต้องมีความม่ันใจ ทาหน้าท่ีของตนให้ดีท่ีสุด รักษาเวลา แสดง ท่วงทา่ การพดู ใหด้ ูสง่างาม นา่ เช่อื ถือ ใช้สื่อประกอบการพูดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะพูด การแต่งกาย เหมาะสม ประสานสายตาและมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรกับผู้ฟัง ใช้ภาษาให้เกิดประโยชน์ ให้เกียรติผู้ฟังเสมอ และ ตอ้ งดาเนนิ การพดู ไปตามลาดับขั้น ต้ังแต่การทักทายทเี่ หมาะสม มีขั้นนาท่ีน่าสนใจ นาเสนอเนื้อเร่ืองเป็นลาดับ ไม่วกวน และข้นั สรปุ ต้องยา้ ความคิดใหช้ ดั เจนประกอบกบั สรา้ งความประทับใจให้ผ้ฟู งั เปน็ การทิ้งทา้ ยดว้ ย ๖. ประเมนิ ผลเพ่ือพัฒนา ผู้พูดท่ีดีจะต้องไม่ละเลยการประเมินผล ทั้งการประเมินผลด้วยตนเองหรือ ให้ผู้อืน่ ประเมิน การประเมนิ ผลการพูดส่วนใหญ่มงุ่ เนน้ ที่การเตรียมตัวของผู้พูด การใช้ภาษา การให้ข้อมูลต่าง ๆ บุคลิกภาพและท่าทางการแสดงออก ที่สาคัญคือ มีเน้ือหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เม่ือประเมินผลแล้ว พบวา่ เนือ้ หาท่พี ูดไปนนั้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กาหนด ผู้ฟังเกิดการตอบสนองตามวัตถุประสงค์ แสดงว่า การพดู ในครง้ั น้นั ประสบความสาเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ การพูดวิเคราะห์และวิจารณ์จากเรื่องที่ฟังและดู เป็นการพูดรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะสาคัญในการ แยกแยะข้อมูลและการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ซ่ึงการพูดท่ีดีต้องมีวัตถุประสงค์เด่นชัด หาข้อมูลให้ เพยี งพอ เตรียมบทพูด ฝึกซอ้ มใหพ้ ร้อม มีความม่นั ใจ และประเมินผลเพอ่ื พัฒนา
การสร้างคำสมาส คำสนธิ.....................๔๔ คำราชาศัพท์............................................๙๐
๘๒เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ การสรา้ งคาสมาส คาสนธิ สมาส เป็นวิธกี ารสร้างคาในภาษาบาลีและสนั สกฤตเช่นเดียวกับคาประสมของไทย เป็นการสร้างคา ข้นึ เพื่อเพิ่มคาใหม่ประเภทหนึ่ง เพ่ือให้เพียงพอแก่ความต้องการสื่อสาร โดยนาคาตั้งแต่ ๒ คา มารวมเป็น คาเดียวกันให้มคี วามหมายเก่ียวเน่ืองกัน เชน่ มัธยมศึกษา ศีลธรรม ส่วนวิธีการนาคาตั้งแต่ ๒ คา มาเช่ือมกัน ใช้การกลมกลืนเสียงให้เป็นคาเดียวกัน โดยมีการเปล่ียนแปลงพยัญชนะ สระ ให้ออกเสียงกลมกลืนกันสนิท เรียกว่า “สนธิ” ดังนั้นสนธิเป็นการนาคาหลายคามาเชื่อมต่อกัน โดยให้เสียงกลมกลืนกัน เช่น คาว่า สุ ข กับ อภบิ าล เปน็ สขุ าภิบาล นร กบั อนิ ทร์ เปน็ นรินทร์ เป็นตน้ ความรพู้ นื้ ฐานเรือ่ งการคาภาษาบาลี สันสกฤต ก่อนทนี่ กั เรยี นจะเรียนรูเ้ ร่ืองการสร้างคาสมาส คาสนธิ นกั เรยี นควรมีความร้พู ื้นฐานเรอ่ื งคาภาษาบาลี สันสกฤตในภาษาไทย เพอื่ ทาความเข้าใจลักษณะและข้อสังเกตคาภาษาบาลี สันสกฤตในภาษาไทย เนื่องจาก การสร้างคาสมาส คาสนธิ นกั เรียนจาเปน็ จะต้องใช้ความรู้ดังกล่าวมาเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นจึงควรทบทวน ความรู้เร่ืองคาภาษาบาลี สนั สกฤตแม่นยากอ่ น ซงึ่ ลักษณะของภาษาบาลี สนั สกฤตในภาษาไทย มีดงั น้ี ภาษาบาลี เราใช้อักษรย่อว่า “ป.” เพราะมีอีกชื่อว่า “ปาลิ” และภาษาสันสกฤตเป็นภาษาเก่าแก่ ภาษาหน่ึงในตระกูลวิภัตติปัจจัย โดยทั้งสองภาษามีความคล้ายคลึงกันส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าพิจารณากันลึก ๆ จะเห็นว่า “ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเป็นคนละภาษากัน” หมายความว่า “ภาษาบาลี” มักใช้พูดคุย จดบันทึกท่ีเก่ียวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น การบันทึกอรรถคาถาในพระไตรปิฎก ส่วนภาษาสันสกฤต จะเป็นภาษาท่ีค่อนข้างมีไวยากรณ์ที่ยากกว่าปกติ จึงเป็นภาษาสาหรับวรรณะกษัตริย์ที่ใช้สนทนากันหรือ เรียนพระเวทย์กันเท่านั้น (ท่ีมาจากทางพราหมณ์เช่ือว่าเป็นภาษาท่ีเทพเจ้าใช้ส่ือสารกับมนุษย์เพื่อถ่ายทอด ความรู้แจง้ และปญั ญาญาณแก่เหลา่ ฤๅษ)ี
๘๓เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ตารางพยัญชนะภาษาบาลี ก่อนท่ีจะทาความเข้าใจเรื่องลักษณะของภาษาบาลี สันสกฤต นักเรียนควรที่ทาความเข้าใจ ตารางพยัญชนะภาษาบาลีเสียก่อน ซ่ึงตารางน้ีมักจะเรียกว่า ตารางพยัญชนะวรรคในภาษาบาลี มีท้ังหมด ๕ วรรคสาคัญ แตล่ ะวรรคจะมฐี านกรณ์ในการออกเสยี งทแี่ ตกตา่ งกัน ดังนี้ วรรค แถว ๕ ๑๒๓๔ ง วรรค ก กขคฆ ญ วรรค จ จ ฉ ชฌ ณ วรรค ฏ ฏ ฐฑฒ น วรรค ต ตถทธ ม วรรค ป ปผพภ เศษวรรค ย (ยาย) ร (เรา) ล , ฬ (เล่า) ว (วา่ ) ส (เสอื ) ห (หาย) (องั ) อะไรสะกด อะไรตาม… หลกั การใชต้ ารางพยญั ชนะวรรค นกั เรยี นจาเป็นจะต้องทาความเข้าใจกับคาว่า “ตัวสะกด-ตัวตาม” ตัวสะกดหมายถงึ ตัวอกั ษรทีเ่ ปน็ ตัวสะกด ตวั ตามหมายถงึ ตวั อักษรทอี่ ยหู่ ลังตวั สะกด ซง่ึ อาจจะเป็นพยัญชนะ ตน้ ของคาหลงั ตัวสะกดท่ีเปน็ รูปพยัญชนะประสม หรือตวั การนั ต์ ดงั นี้ ๑. กฎข้อท่ี ๑ แถวท่ี ๑ สะกด แถวท่ี ๑ และ ๒ ตาม เช่น ทุกข์ รกุ ข์ มจั ฉา อิจฉา สัจจา วตั ถุ บุปผา ๒. กฎข้อที่ ๒ แถวท่ี ๓ สะกด แถวท่ี ๓ และ ๔ ตาม เช่น พยคั ฆ์ มัชฌมิ วฑุ ฒิ (วฒุ ิ) พทุ ธ คัพภ์ ๓. กฎข้อท่ี ๓ แถวท่ี ๕ สะกด แถวที่ ๑-๕ ตามได้ เชน่ กงั ขา กัญชา คัมภีร์ ปัญญา ๔. กฎขอที่ ๔ เศษวรรคตอ้ งตามด้วยเศษวรรคกนั เอง เชน่ ตวั ย ตามดว้ ย ย – ล ตามด้วย ล และ ส ตามด้วย ส เช่น อัยยกา ปสั สาวะ อสิ สรยิ ะ (อสิ รยิ ะ) รสั สะ อสั สุ หัสสะ พัสสะ บลั ลงั ก์ จลุ ล ** การสะกด-ตาม ตอ้ งอยูใ่ นวรรคเดยี วกนั เท่านัน้
๘๔เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ตารางเปรียบเทยี บภาษาบาลี-สนั สกฤต นอกจากตารางพยัญชนะวรรคที่นักเรียนจะสามารถใช้พิจารณาหลักการแยกภาษาบาลี สันสกฤต ในภาษาไทยได้แล้ว ยังมีหลักการข้ออื่น ๆ ท่ีจะทาให้นักเรียนสามารถพิจารณาภาษาบาลี สันสกฤต ในภาษาไทยเพิม่ เตมิ ดงั น้ี ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต ๑. สระภาษาบาลมี ี ๘ ตวั ได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู เอ ๑. สระในภาษาสนั สกฤตมี ๑๔ ตัว ท่สี ระบาลไี ม่มี โอ เชน่ เวช กัณหา อิสิ ฯลฯ คอื ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ สงั เกตจากคาท่ีผสมด้วย สระพวกนี้ เช่น ไวทย กฤษณะ ฤๅษี เสาวภาคย์ ๒. พยญั ชนะในภาษาบาลมี ี ๓๓ ตัว ๓. พยญั ชนะในภาษาสนั สกฤตมี ๓๕ ตัว (พยญั ชนะวรรค) (เพิม่ ศ ษ) ** ยกเว้น ศอก เศกิ ศกึ เศร้า = คาไทย ๓. บาลีนิยมใช้ ฬ เชน่ จุฬา ครุฬ กฬี า อาสาฬหบูชา ๓. สันสกฤตนิยมใช้ ฑ ฒ เช่น กรฑี า ครุฑ จุฑา วริ ุฬห์ อาษาฒ วริ ฒู ๔. หา้ มใส่ รร ในบาลีเดด็ ขาด แต่จะซ้าพยญั ชนะ ๔. ใช้ รร (ร เรผะ) เชน่ พรรค วรรค มรรค กรรม สะกด-ตามแทน เช่น มคฺค วคฺค กมมฺ ธมมฺ ฯลฯ ธรรม (ยกเว้น บา บรร บัน = เขมร) ๕. นิยมอ่าน เขียนเรียงพยางค์ (ไมค่ วบกล้า) เชน่ อุตุ ๕. นยิ มอา่ น เขยี นควบกล้า เชน่ ประชา ปรชั ญา สามี ปฐม ปัญญา ปชา สวามี สถาน ประถม จักร (กระ) หรอื ควบกลา้ บางตัวในภาษาสันสกฤตแตไ่ ทยนาเครื่องหมาย ์ กากบั ไว้ เชน่ ภาพยนตร์ เนตร จันทร์ ๖. มกั มี ส ปรากฏอยู่ ๖. มักมี ส + วรรค ต (ต ถ ท ธ น) เชน่ สถาน สถุล สถาน สถิติ สตรี สาธยาย ฯลฯ ๗. การใช้ตวั ณ ในภาษาเดมิ เชน่ กัณหา ตัณหา ๗. มักใชต้ วั ณ ตามหลงั ฤ ร ษ ห ย ว เชน่ ญาณ จณั ฑาล มาณพ ฯลฯ ตฤณมัย นารายณ์ กระษาปณ์ กฤษณา ลกั ษณ์ พราหมณ์ ๘. มักมคี าว่า “ร”ิ ปรากฏอยู่ เชน่ จริยา ภรยิ า ๘. สังเกต ร เช่น อาจารย์ ภรรยา อารยะ อิสรยิ ะ อัจฉริยะ อศั จรรย์ ไอศวรรย์ จรรยา ๙. ภาษาบาลีใช้ “คห” หา้ ม เคราะห์ (ส) ในภาษา ๑๐. ภาษาสนั สกฤตใช้ เคราะห์ (ครห) เช่น บาลี เพราควบกล้า เช่น คหบดี สงเคราะห์ อนุเคราะห์ พเิ คราะห์ วเิ คราะห์ ๑๐. ตอ้ งมีตวั สะกด และตัวตามเสมอ เชน่ กิจจา ๑๐. มตี ัวสะกดแล้วไม่มีตวั ตามกม็ ี หรอื ตัวสะกด กังขา พทุ ธ รกุ ข์ ฯลฯ ตัวตามไม่แน่นอน เชน่ มสั ยา วสั ดุ ฯลฯ
๘๕เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ คาสมาส คือ คาท่ีเกิดจากการนาคาในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทาให้เกิด คาใหมท่ ม่ี คี วามหมายใหม่ โดยยังมีเคา้ ของความหมายเดิมอยู่ หลกั สังเกตคาสมาสในภาษาไทย ๑. เกิดจากคามลู ตั้งแต่สองคาข้นึ ไป ๒. เป็นคาท่ีมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่าน้ัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อกั ษรศาสตร์ อรรถคดี เป็นต้น ๓. พยางค์สุดท้ายของคาหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก ยกเว้นคาบางคา เช่น กจิ จะลักษณะ เปน็ ตน้ ๔. แปลความจากหลังมาหน้า เช่น ราชบุตร แปลว่า บุตรของพระราชา เทวบัญชา แปลว่า คาส่ัง ของเทวดา, ราชการ แปลว่า งานของพระเจา้ แผ่นดิน เป็นต้น ๕. ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคาหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกากับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ เชน่ เทพบตุ ร เปน็ ตน้ แต่บางคาก็ไมอ่ อกเสยี ง เช่น สมัยนยิ ม สมทุ รปราการ เป็นต้น ๖. คาบาลีสันสกฤตที่มีคาว่า พระ ซ่ึงกลายเสียงมาจากบาลีสันสกฤต ก็ถือว่าเป็นคาสมาส เช่น พระกร พระจันทร์ เป็นต้น ๗. ส่วนใหญ่จะลงท้ายว่า ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป์ วิทยา เช่น ศึกษาศาสตร์ ทุกขภาพ จิตวิทยา จติ รกรรม เปน็ ต้น ๘. อา่ นออกเสียงระหวา่ งคา เช่น ประวตั ิศาสตร์ อา่ นว่า ประ – หวัด – ติ – ศาสตร์ นจิ ศลี อา่ นว่า นจิ – จะ – สนี ไทยธรรม อ่านวา่ ไทย – ยะ – ทา อุทกศาสตร์ อา่ นวา่ อุ – ทก – กะ – สาด อรรถรส อ่านว่า อัด – ถะ – รด จลุ สาร อ่านว่า จนุ – ละ – สาน ๙. คาที่มีคาเหล่าน้ีอยู่ด้วย มักจะเป็นคาสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วทิ ยา ศาสตร์ ๑๐. คาสมาสบางคาไมอ่ อกเสียงสระตรงพยางคข์ องคาหน้า เชน่ ปรากฏ อ่านวา่ ปรา – กด – กาน สุภาพบุรุษ อ่านว่า สุ – พาบ – บุ – หรดุ สพุ รรณบรุ ี อา่ นวา่ สุ – พรรณ – บุ – รี
๘๖เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ตัวอย่างคาสมาสในภาษาไทย ธุรกิจ กิจกรรม กรรมกร ขณั ฑสมี า คหกรรม เอกภพ กาฬทวปี สุนทรพจน์ จีรกาล บุปผชาติ ประถมศกึ ษา ราชทัณฑ์ มหาราช ฉันทลกั ษณ์ พุทธธรรม วรรณคดี อิทธิพล มาฆบชู า มัจจรุ าช วทิ ยฐานะ วรรณกรรม สัมมาอาชพี หตั ถศกึ ษา ยทุ ธวิธี วาตภยั อตุ สาหกรรม สังฆราช รตั ตกิ าล วสันตฤดู สุขภาพ อธิการบดี ดาราศาสตร์ พุพภกิ ขภยั สคุ นธรส วสิ าขบูชา บุตรทาน สมณพราหมณ์ สงั ฆเภท อนิ ทรธนู ฤทธิเดช แพทยศาสตร์ ปัญญาชน วตั ถุธรรม มหานิกาย มนษุ ยสมั พันธ์ วิทยาธร วัฏสงสาร สารัตถศกึ ษา พสั ดภุ ณั ฑ์ เวชกรรม เวทมนตร์ มรรคนายก อัคคภี ัย อดุ มคติ เอกชน ทวบิ าท ไตรทวาร ศิลปกรรม ภมู ศิ าสตร์ รฐั ศาสตร์ กาฬพกั ตร์ ราชโอรส ราชอุบาย บุตรทารก ทาสกรรมกร พระหัตถ์ พระชงฆ์ พระพุทธ พระปฤษฏางค์ วทิ ยาศาสตร์ กายภาพ กายกรรม อุทกภยั วรพงศ์ เกษตรกรรม ครศุ าสตร์ ชีววทิ ยา มหกรรม วาตภยั มหาภยั อบุ ัตเิ หตุ กรรมกร สนั ติภาพ มหานคร จตปุ จั จยั สภุ าพบุรษุ สพุ รรณบุรี สามัญสานึก
๘๗เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ คาสนธิ คือการสมาสโดยการเชอื่ มคาเข้าระหว่างพยางค์หลังของคาหน้ากับพยางค์หน้าของคาหลัง เป็นการยอ่ อกั ขระให้นอ้ ยลงเวลาอ่านจะเกดิ เสยี งกลมกลืนเป็นคาเดยี วกนั หลักสังเกตคาสนธใิ นภาษาไทย การสนธิเปน็ การสรา้ งคาในภาษาบาลี สนั สกฤตรูปแบบหนึง่ ซ่งึ เป็นการกลมกลืนเสียงของหน่วยเสียง ในภาษา โดยสามารถแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นฤคหิตสนธิ โดยแต่ละ ประเภทมรี ายละเอียดต่าง ๆ ดงั นี้ ๑. สระสนธิ คือการนาคาท่ีลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับคาท่ีขึ้นค้นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้ว จะมีการเปล่ยี นแปลงรูปสระตามกฏเกณฑ์ ดงั น้ี - ตัดสระพยางค์ท้ายคาหนา้ แลว้ ใช้สระพยางค์หนา้ คาหลัง เช่น ราช + อานุภาพ = ราชานภุ าพ สาธารณ + อุปโภค = สาธารณปู โภค นิล + อบุ ล = นลิ ุบล - ตัดสระพยางค์ท้ายคาหน้า และใช้สระพยางค์ต้นของคาหลัง โดยเปล่ียนสระพยางค์ต้น ของคาหลัง อะ เปน็ อา เช่น พงศ + อวตาร = พงศาวดาร อิ เปน็ เอ เช่น ปรม + อินทร์ = ปรเมนทร์ อุ เปน็ อู เช่น ราช + อปุ โภค = ราชปู โภค อุ อู เปน็ โอ เช่น ราช + อุบาย = ราโชบาย
๘๘เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ - เปลี่ยนสระพยางค์ท้ายของคาหน้าเป็นพยัญชนะ คือ อิ อี เปน็ ย เชน่ อคั คี + โอภาส = อัคย + โอภาส = อคั โยภาส อุ อู เปน็ ว เชน่ ธนู + อาคม = ธนว + อาคม = ธนวาคม = ธันวาคม ๒. พยัญชนะสนธิ คือการเชื่อมคาด้วยพยัญชนะเป็นการเชื่อมเสียง พยัญชนะในพยางค์ท้ายของ คาแรกกับเสียงพยญั ชนะหรอื สระในพยางค์แรกของคาหลงั มกี ฎเกณฑ์ ดงั นี้ - คาหนา้ ท่ลี งท้ายด้วย ส สนธิกบั คาหลังทเ่ี ปน็ พยญั ชนะ ใหเ้ ปล่ียน ส เปน็ โ เชน่ รหัส + ฐาน = รโหฐาน มนัส + ธรรม = มโนธรรม มนัส + คติ = มโนคติ - คาทขี่ นึ้ ต้นด้วย ทุส หรือ นสิ ใหเ้ ปล่ียน ส เป็น ร เช่น ทสุ + ชน = ทุรชน หรอื ทรชน นสิ + โทษ = นิรโทษ ทุส + พษิ = ทุรพษิ นิส + คณุ = นิรคุณ ๓. นฤคหิตสนธิ การเช่ือมคาด้วยนฤคหิต เป็นการเชื่อมเมื่อพยางค์หลังของคาแรกเป็นนฤคหิตกับ เสยี งสระในพยางคแ์ รกของคาหลัง มกี ฏเกณฑ์ ดังนี้ - นฤคหติ สนธกิ ับสระ เปลี่ยนนฤคหิตเป็น ม เช่น ส + อาคม = สม + อาคม = สมาคม ส + อาทาน = สม + อาทาน = สมาทาน
๘๙เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ - นฤคหติ สนธกิ ับพยญั ชนะวรรค เปลี่ยนนฤคหติ เป็นพยัญชนะแถวที่ ๕ ของวรรคนัน้ ๆ เชน่ ส + ฐาน = สณ + ฐาน = สณฐาน = สัณฐาน ส + เกต = สง + เกต = สงเกต = สงั เกต - นฤคหติ สนธกิ บั เศษวรรค เปล่ยี นนฤคหติ เป็น ง เช่น ส + โยค = สง + โยค = สงโยค = สงั โยค ส + หรณ์ = สง + หรณ์ = สงหรณ์ = สังหรณ์ ตวั อย่างคาสนธิในภาษาไทย นครนิ ทร์ ราโชวาท ราชานสุ รณ์ คมนาคม ผลานสิ งส์ ศิษยานุศษิ ย์ ราชินยานสุ รณ์ สมาคม จลุ นิ ทรยี ์ ธนคาร มหทิ ธิ นภาลยั ธนาณัติ สินธวานนท์ หิมาลยั ราชานสุ รณ์ จุฬาลงกรณ์ มโนภาพ รโหฐาน สงสาร นโยบาย อินทรธบิ ดี มหัศจรรย์ มหรรณพ เทพารกั ษ์ ทนั ตานามยั วโรดม สินธวาณตั ิ ศลิ ปาชีพ ปรเมนทร์ ทุตานทุ ตู นเรศวร กุศโลบาย ราโชบาย ชลาลยั สุโขทัย สังคม สมาทาน สรุ ิโยทัย ขปี นาวธุ บดนิ ทร์ พนาลัย อนามัย สังหรณ์ สโมสร กาญจนามัย พลานามัย นิรภัย คณาจารย์ มนี าคม มกราคม กุมภาพนั ธ์ ยโสธร อมรินทร์ หสั ดินทร์ อปุ รากร
๙๐เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ คาราชาศัพท์ คาราชาศัพท์ แปลความหมายได้วา่ “ถ้อยคาท่ีใช้สาหรับพระราชา” ซ่ึงต่อมาหมายรวมถึงคาที่ใช้กับ พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการ และสุภาพชนด้วย จากศิลาจารึกหลักท่ี ๑ ของพ่อขุนรามคาแหงมหาราช ปรากฏการใช้คาราชาศัพท์ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าคนไทยมีคาราชาศัพท์ใช้ต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัย และปรากฏ หลักฐานวา่ มีการใชค้ าราชาศพั ทม์ ากขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ใน สมั ยสม เด็จพ ร ะบร ม ไตร โ ลก น าถไ ด้ มี กฎ ม ณเฑี ย ร บาลที่ ระ บุถึงก าร ใช้ คา ราชาศัพ ท์ อ ย่าง เป็น ลายลักษณ์อักษรขึ้น คาราชาศัพท์จึงเป็นถ้อยคาท่ีเกิดข้ึนหลังจากท่ีบ้านเมืองเปลี่ยนระบอบการปกครอง จากระบอบพอ่ กบั ลกู มาเป็นแบบเทวราชา ที่มีความเช่ือว่ากษัตริย์ คือ สมมติเทพ ทาให้มีการสร้างคาขึ้นใหม่ เพ่อื แสดงความแตกตา่ งระหวา่ งกษตั ริยซ์ ึง่ เป็นผ้ปู กครองประเทศกับประชาชนทวั่ ไป ดงั น้นั คาราชาศัพท์ จึงเป็นระเบียบของภาษาท่ีต้องใช้ให้เหมาะสมกับระดับชั้นของบุคคลและการใช้ ถอ้ ยคาสาหรบั พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดี รวมถึงบุคคลชั้นผู้ใหญ่ ทพ่ี ึงยกยอ่ งนับถอื ตามความเหมาะสมด้วย คาราชาศพั ท์สาหรบั พระมหากษัตรยิ ์ พระบรมวงศานวุ งศ์ ๑. นามราชาศัพท์ คาท่ีบัญญัติข้ึนใช้โดยเฉพาะหรือบางคาอาจนามาจากคานามสามัญ โดยใช้คา อน่ื ประกอบข้างหนา้ หรอื ข้างหลังเพ่ือให้พเิ ศษกว่าคาธรรมดา ๑.๑ คานามท่ีเป็นสิ่งสาคัญอันควรยกย่อง ใช้คาว่า “พระบรมอรรคราช” “พระบรม มหาราช” “พระบรมราช” “พระบรม” “พระอัครราช” “พระอัคร” “พระมหา” นาหน้า เช่น พระบรม อรรคราชบรรพบรษ พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาชนก พระบรมราชโองการ พระบรมราชวงศ์ พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชานุเคราะห์ พระบรมราโชวาท พระบรมราชินี พระบรมเดชานุภาพ พระบรมราชานสุ รณ์ พระบรมฉายาลกั ษณ์ พระบรมโอรสาธริ าช พระอคั รราชเทวี พระอคั รมเหสี เป็นต้น ๑.๒ คานามที่เป็นสิ่งสาคัญรองลงมา หรือท่ีประสงค์จะมิให้ปนกับเจ้านายอื่น ๆ หรือ ไม่ประสงค์จะให้รู้สึกว่าสาคัญดังข้อต้น ให้ใช้คาว่า “พระราช” ประกอบข้างหน้า เช่น พระราชวัง พระราชนิเวศน์ พระราชอานาจ พระราชวงศ์ พระราชประสงค์ พระราชดาริ พระราชดารัส พระราชทาน พระราชปรารภ พระราชทรัพย์ พระราชอุทิศ เป็นตน้
๙๑เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๑.๓ คานามท่เี ป็นส่ิงสามญั ทวั่ ไป ไม่ไดแ้ ยกใช้ตามลาดับช้นั ใหใ้ ช้คาวา่ “พระ” นาหน้า เช่น พระหัตถ์ หมายถึง มือ พระกร หมายถึง แขน พระเสโท หมายถึง เหงอ่ื พระเขนย หมายถึง หมอน ซึ่งบางคาจะใช้คาว่า “หลวง” หรือ “ตน้ ” ประกอบทที่ ้ายคาหลกั เชน่ เคร่อื งต้น หมายถงึ อาหาร หรอื เครือ่ งแต่งตัวในพระราชพิธี ชา้ งต้น หมายถึง ชา้ งพระท่นี ง่ั เรอื หลวง หมายถงึ เรอื ทขี่ นึ้ ระวางเป็นของหลวง ๒. คากริยาราชาศัพท์ คาท่บี ัญญัตขิ ้นึ ใช้โดยเฉพาะหรอื บางคาอาจนามาจากคากริยาสามัญ โดยใช้ คาอ่นื ประกอบข้างหนา้ หรอื ข้างหลงั เพื่อใหพ้ ิเศษกว่าคาธรรมดาทว่ั ไป ดังนี้ ๒.๑ กริยาท่ีเป็นราชาศัพท์ในตัวเอง ซึ่งส่วนมากเป็นคาท่ียืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต หรอื ภาษาเขมร เช่น กรว้ิ (โกรธ) ตรสั (พูด) โปรด (ขอบ รัก เอ็นดู) เสดจ็ (เดินทาง) เสวย (กนิ ) เป็นตน้ ๒.๒ การประสมกริยาข้ึนเป็นคาราชาศัพท์ เช่น เสด็จพระราชสมภพ (เกิด) ทรงพระ ประชวร (ปว่ ย) ๒.๓ การใช้ “เสด็จ” นาหน้าคาท่ีเป็นกริยาสามัญหรือกริยาราชาศัพท์ โดยใช้ “เสด็จ” นาหน้าเพอ่ื ทาใหเ้ ป็นกริยาราชาศพั ท์ เช่น เสด็จประพาส เสดจ็ กลับ เสด็จไป เสด็จมา เป็นต้น โดยความหมาย สาคัญจะอย่ทู ่กี ริยาคาหลัง ๒.๔ การใช้ “ทรง” นาหน้าคากริยาสามัญให้เป็นกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงฟัง ทรงยินดี ทรงชุบเลี้ยง เป็นต้น แต่จะใช้ “ทรง” นาหน้าคากริยาท่ีเป็นราชาศัพท์อยู่แล้วให้เป็น ทรงประชวร ทรงเสวย ไม่ได้เปน็ อันขาด นอกจากนี้ “ทรง” ยังใช้นาหน้านามราชาศัพท์เพื่อให้เป็นกริยาวลีราชาศัพท์ เช่น ทรงพระกรุณา ทรงพระประชวร แต่จะใช้ “ทรง” นาหน้ากริยาท่ีมีนามราชาศัพท์ต่อท้ายไม่ได้ เช่น ทรงมี พระมหากรุณา อย่างนี้ไม่ถูกต้องให้ใชว้ า่ ทรงพระมหากรณุ าหรือมีพระมหากรณุ า เปน็ ตน้
๙๒เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๓. คาสรรพนามราชาศัพท์ เป็นคาราชาศัพท์ท่ีใช้แทนชื่อ ซึ่งจาแนกใช้ตามชั้นหรือฐานะ ของบุคคลท่ีมีฐานันดรศักด์ิต่างกันตามประเพณีนิยม ซึ่งบัญญัติไว้ เช่น ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อมฉัน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นต้น คาราชาศัพท์สาหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ควรศึกษา มดี งั น้ี ๓.๑ หมวดเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเคร่ืองราชูปโภค เคร่ืองราชกกุธภัณฑ์ คือ เคร่ืองประกอบพระบรมราชอสิ รยิ ยศของพระมหากษัตรยิ ์ ส่วนเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องประกอบ พระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ มี ๕ ส่ิง ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฏ (เครื่องสวมศีรษะ) พระแสง ขรรค์ชัยศรี (ดาบ) ธารพระกรชัยพฤกษ์ (ไม้เท้า) พัดวาลวิชนีและพระแส้จามรี (พัดและแส้) ฉลองพระบาท เชิงงอน (รองเท้า) เครื่องราชูปโภค คือ เคร่ืองใช้ตามปกติของ พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องประกอบ พระราชอิสรยิ ยศทีใ่ ชต้ ัง้ แต่งในงานพระราชพธิ ี เช่น พระสุพรรณราช (กระโถนใหญ่) เปน็ ต้น ๓.๒ หมวดขัตตยิ ตระกูล เช่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ หมายถึง ลกู สาวท่ีเป็นสมเดจ็ เจา้ ฟา้ ของพระมหากษัตริย์ สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ หมายถึง ลูกชายทเี่ ป็นสมเดจ็ เจา้ ฟ้าของพระมหากษตั รยิ ์ สมเดจ็ พระเจา้ หลานเธอ หมายถึง หลานสาวทีเ่ ป็นสมเดจ็ เจา้ ฟ้าของพระมหากษัตริย์ พระสณุ ิสา หมายถงึ ลูกสะใภ้ของพระมหากษตั ริย์ถึงช้นั พระองคเ์ จ้า ๓.๓ หมวดอวยั วะ เชน่ พระโอษฐ์ หมายถึง ปาก พระขนง หมายถงึ ควิ้ พระทนต์ หมายถึง ฟนั พระนลาฏ หมายถงึ หน้าผาก พระชวิ หา หมายถึง ลิ้น ๓.๔ หมวดคากริยา เช่น ประทบั หมายถงึ นงั่ ทรงยืน หมายถึง ยนื ทรงถาม หรือ ตรัสถาม หมายถึง ถาม ทอดพระเนตร หมายถึง ดู ทรงชา้ ง หมายถงึ ขีช่ า้ ง ๓.๕ หมวดเคร่อื งอุปโภค เชน่ ฉลองพระบาท หมายถึง รองเท้า พระมาลา หมายถงึ หมวก พระธามรงค์ หมายถงึ แหวน ทองพระกร หมายถงึ กาไลขอ้ มือ พระราชบรรจถรณ์ หมายถงึ ทีน่ อน
๙๓เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ คาศัพทเ์ ฉพาะสาหรับพระภกิ ษุสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์ เป็นบุคคลซง่ึ ไดร้ บั การนับถือจากบคุ คลทว่ั ไป การใช้ถ้อยคาสาหรับพระภิกษุจึงกาหนด ใชเ้ ฉพาะเพอ่ื เปน็ การแสดงถึงความเคารพนับถือและยกยอ่ งพระสงฆ์ การพูดกบั พระสงฆ์จะต้องมีสัมมาคารวะ สารวม ไม่ใช้ถ้อยคาที่ไม่สุภาพ ผู้พูดจาเป็นต้องเข้าใจสมณศักด์ิของพระสงฆ์ด้วยจึงจะสามารถพูดได้ถูกต้อง ตวั อยา่ งคาศพั ท์ เช่น ฉนั หมายถึง กิน จาวดั หมายถงึ นอน อาพาธ หมายถงึ ป่วย ถวาย หมายถึง ให้ ประเคน หมายถึง ยกของให้ นมัสการ หมายถงึ ไหว้ ทาวตั ร หมายถงึ สวดมนต์ นิมนต์ หมายถงึ เชิญ คาสภุ าพสาหรบั บคุ คลทั่วไป คาศัพท์สาหรบั บุคคลท่ัวไปหรือสุภาพชนเรียกว่า คาสุภาพ เป็นคาท่ีใช้ส่ือสารเพ่ือให้เกิดความสุภาพ ถูกต้องตามกาลเทศะและบุคคล ไม่ใช้คาหยาบ คาผวน และคาคะนอง คาสุภาพจึงช่วยให้การสื่อสารราบร่ืน และเกิดความเข้าใจไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม คาสุภาพสาหรบั บคุ คลทั่วไปทคี่ วรศึกษา เช่น รบั ประทาน หมายถงึ กิน ทราบ หมายถึง รู้ คลอดบุตร หมายถงึ คลอดลูก ต้องการ หมายถงึ อยาก จาคกุ หมายถึง ติดคกุ ผงึ่ แดด หมายถึง ตากแดด วณพิ ก หมายถึง ขอทาน ขนมสอดไส้ หมายถงึ ขนมใส่ไส้ กล้วยเปลือกบาง หรือ กลว้ ยกระ หมายถึง กลว้ ยไข่ ถัว่ เพาะ หมายถงึ ถว่ั งอก ไม้ตพี ริก หมายถึง สาก เยอ่ื เคย หมายถงึ กะปิ ปลาหาง หมายถงึ ปลาช่อน
ความรู้พื้นฐานวรรณคดี.......................๙๕ รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก..................๑๐๒ กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง...........................๑๐๙ กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า...........๑๑๓ โคลงสุภาษิต..........................................๑๑๘
๙๕เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ความรู้พ้ืนฐานวรรณคดี วรรณกรรม คือ งานเขียนทุกประเภทที่ถ่ายทอดออกมาโดยใช้ศิลปะในการใช้ภาษา เช่น นวนิยาย เร่ืองสั้น บทกลอน บทความ วรรณคดี คือ งานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี โดยใช้กาลเวลาเป็น เคร่ืองพิสูจน์ว่าเป็นผลงานอมตะและถ่ายทอดอย่างมีศิลปะ ไม่ทาลายศีลธรรมประเพณีอันดีงามของไทย มีความดเี ดน่ ด้านเนอื้ หาและวรรณศลิ ป์ เช่น อิเหนา พระอภัยมณี สามกก๊ วรรณกรรมทถี่ ่ายทอดกันปากตอ่ ปาก เช่น เพลงพนื้ บ้าน นิทานพืน้ บา้ น เปน็ ต้น เรียกว่า วรรณกรรมมขุ ปาฐะ วรรณกรรมที่จดบนั ทึกหรอื จารึกเป็นลายลกั ษณอ์ ักษรในใบลาน ต้นฉบับสมุดไทย หรอื ตีพิมพเ์ ผยแพร่ เรียกวา่ วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทมี่ ีเน้ือเร่ือง สถานที่ เหตุการณ์ท่เี กี่ยวขอ้ งกับบคุ คล และวัฒนธรรมของแตล่ ะท้องถิ่น อาจถ่ายทอดกันด้วยภาษาถน่ิ เรียกวา่ วรรณกรรมท้องถนิ่ วรรณกรรมที่เปน็ ผลงานของพระมหากษัตรยิ ์หรือข้าราชสานกั เรียกวา่ วรรณกรรมราชสานกั ซงึ่ หลายเร่อื งได้รับยกย่องใหเ้ ปน็ วรรณคดี เช่น อิเหนา ลลิ ิตตะเลงพ่าย พระราชพิธสี ิบสองเดือน เป็นต้น วรรณคดีท่บี รรพบรุ ุษไดส้ รา้ งสรรคไ์ ว้และสืบทอดมายงั อนชุ น เรียกว่า วรรณคดีมรดก เช่น ไตรภมู พิ ระร่วง ลิลิตพระลอ รามเกียรต์ิ ขุนชา้ ง-ขุนแผน พระอภัยมณี เป็นต้น
๙๖เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ คุณคา่ ของวรรณคดีและวรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรมเป็นบันทึกทางสังคมและสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคน้ัน ๆ ผ่านตัวละครที่สร้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ว่าจะเป็นพระราชา สามัญชน หญิง ชาย คนดี คนชั่ว ผู้อ่าน จึงสามารถเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตได้จากลักษณะนิสัยของตัวละครเหล่านั้น ได้ข้อคิดในการดา เนินชีวิต เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว รู้จักการให้อภัยและเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดังนั้น วรรณคดีและวรรณกรรม จึงใหท้ ั้งความเพลดิ เพลินบนั เทิงใจ และช่วยกลอ่ มเกลาจติ ใจมนุษย์ให้มีความดงี ามอีกด้วย การพิจารณาคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม เป็นการพิจารณาเพ่ือให้เห็นความสาคัญและ เกิดความซาบซึ้งในวรรณคดีและวรรณกรรมซึ่งสามารถพิจารณาได้หลายด้าน เช่น คุณค่าด้านเน้ือหาที่ทาให้ ผู้อ่านได้รับความรู้ และเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ คุณค่าด้านแนวคิดท่ีสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้อ่านนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต คุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ทาให้ผู้อ่านได้รับรสของภาษา และคุณค่า ดา้ นสังคมทที่ าใหผ้ ูอ้ า่ นเขา้ ใจชวี ิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณขี องผูค้ นในสังคมยคุ นน้ั การพิจารณาคุณค่า แต่ละด้านมรี ายละเอียด ดงั น้ี ๑. คุณค่าด้านเนื้อหา เนื้อหา หมายถึง ใจความของเรื่อง รายละเอียดท่ีปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ ของวรรณคดแี ละวรรณกรรม เน้ือหาจึงประกอบด้วย ฉาก ตัวละคร เหตุการณ์ต่าง ๆ บทสนทนาของตัวละคร การพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบเหล่าน้ีว่ามีครบถ้วนหรือไม่ สมจริงอย่างไร มีเหตผุ ลเพยี งใด มีคุณค่าต่อผอู้ า่ นอยา่ งไร ในด้านเน้ือหานอกจากเนือ้ เร่ืองสนุกสนานแล้วยังต้องมีความไพเราะ ของคาประพันธ์ด้วย เนื้อหาที่ดีจะต้องอ่านแล้วประทับใจในแง่มุมใดแง่มุมหน่ึงที่ทาให้วรรณคดีเรื่องน้ัน เป็นอมตะ คือ ได้รับความนิยมและมีผู้ช่ืนชอบมาตลอดจนถึงปัจจุบัน เช่น วรรณคดีเร่ืองพระอภัยมณี ท่ียังมีผู้สนใจนามาดัดแปลงเป็นการ์ตูน สร้างเป็นละครโทรทัศน์และนาไปสอดแทรกในนวนิยาย วรรณคดี บางเรอ่ื งทาใหผ้ ้อู ่านร้สู ึกอ่มิ อารมณ์อ่มิ ใจ เพราะมีเนือ้ หานา่ ประทบั ใจ เชน่ กาพย์หอ่ โคลงประพาสธารทองแดง มเี น้ือหาเลา่ เรื่องการเดินทางไปพระพทุ ธบาทในจงั หวัดสระบรุ ี และชมธรรมชาติอันงดงามระหว่างทาง ชมสัตว์ บกสตั ว์น้า ชมนกชมไม้ คณุ คา่ ดา้ นเน้ือหาจึงใหค้ วามรู้เรื่องธรรมชาติอันเป็นลกั ษณะเดน่ ของวรรณคดีเร่ืองนี้ การพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา จะมุ่งไปพิจารณาองค์ประกอบของเน้ือหาว่ามีคุณค่าหรือเป็น ประโยชน์อยา่ งไร เช่น ชายข้าวเปลือกหญิงขา้ วสารโบราณวา่ นา้ พึง่ เรือเสอื พ่งึ ปา่ อัชฌาสัย เราก็จิตคิดดเู ล่าเขาก็ใจ รักกนั ไว้ดีกว่าชงั ระวงั การ (อิศรญาณภาษิต : หมอ่ มเจา้ อศิ รญาณ) อิศรญาณภาษิตชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ควรพึ่งพาซึ่งกันและกันเพราะไม่อาจอยู่คนเดียวในโลกได้ การเห็น อกเหน็ ใจ รจู้ ักเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นส่ิงดที ่ีควรมใี หก้ นั
๙๗เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ การอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทาให้เกิดความเพลิดเพลิน บันเทิงใจ วรรณคดีและวรรณกรรมบางเร่ือง เช่น พระอภัยมณี มีตัวละครท้ังฤๅษี ผีเส้ือสมุทร ชีเปลือย ม้านิลมังกร นางเงือก มีฉากท้ังในน้าและบนบก มีเนื้อเร่ืองสนุกสนาน ต่ืนเต้นโลดโผน และมีข้อคิดเตือนใจอีกด้วย หรือรามเกียรติ์มีตัวละครท้ังมนุษย์ ยักษ์ ลิง เทวดา มีการเหาะเหิน และอภินิหารต่าง ๆ ส่ิงเหล่านี้จะทาให้ ผอู้ ่านวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพลดิ เพลินใจ นอกจากน้ี เน้ือหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่ดีจะต้องก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง แก่ผู้อ่านหรือผู้ฟัง หากกวีถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นถ้อยคาจนสามารถทาให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟังรู้สึก สะเทือนใจ ซาบซึ้ง และจดจาถ้อยคาเหล่าน้ันได้ แสดงว่ากวีมีความสามารถถ่ายทอดอารมณ์ สะเทือนใจได้ อย่างมศี ลิ ปะ ย่งิ ถา้ สามารถเรา้ อารมณด์ ้วยถอ้ ยคาให้เกิดความสะเทือนใจให้แก่มวลชนได้มากและยาวนานก็ได้ ช่ือว่าเปน็ ผลงานอมตะ อารมณ์สะเทือนใจนี้อาจจะเป็นความโศกเศร้า ความขบขัน ความรัก ความสนุกสนาน เบกิ บานใจ เป็นต้น ๒. คุณค่าด้านแนวคิดหรือข้อคิด ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แนวคิด หมายถึง ความคิดทมี่ แี นวทางปฏบิ ตั ิ แนวคิดทางวรรณคดีและวรรณกรรมจึงหมายถึง สารหรือความคิดสาคัญ ท่ีผู้เขียน ตอ้ งการส่ือมาให้ผ้อู า่ นเพ่อื เปน็ แนวทางปฏบิ ัติ อาจจะสื่อผ่านพฤติกรรมตัวละคร เน้ือหา หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยให้ผู้อ่านพิจารณาเร่ืองทั้งหมด แล้วสรุปออกมาเป็นแนวคิดสาคัญ เช่น กลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้า มีแนวคิดสาคัญของเร่ือง คือ ความไม่แน่นอนของชีวิต มนุษย์ไม่อาจหลีกหนีความตายไปได้ ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเป็นใคร ดงั บทกลอนต่อไปนี้ ซากเอย๋ ซากศพ อาจเปน็ ซากนักรบผู้กลา้ หาญ เชน่ ชาวบา้ นบางระจนั ขนั ราบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยธุ ยา ไม่เช่นนน้ั ทา่ นกวีเชน่ ศรปี ราชญ์ นอนอนาถเลห่ ์ใบไ้ รภ้ าษา หรือผกู้ บู้ ้านเมืองเรืองปญั ญา อาจจะมานอนจมถมดนิ เอย (กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าช้า : พระยาอปุ กติ ศลิ ปสาร) นอกจากน้ี ในวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีมีเร่ืองขนาดยาวอาจมีสารท่ีแสดงแนวคิดหลักและแนวคิด รองได้ แนวคิดหลัก หมายถึง การพิจารณาสาระสาคัญที่ผู้เขียนสื่อมาถึงผู้อ่าน หรือความคิดสาคัญของเน้ือ เรื่องโดยรวม ส่วนแนวคิดรอง หมายถึง การพิจารณาแนวคิดสาคัญเฉพาะตอนใดตอนหน่ึงของเร่ือง ซึ่ง วรรณคดแี ละวรรณกรรมแต่ละเร่ืองอาจใช้แนวคิดรองประกอบกับแนวคดิ หลกั ได้
๙๘เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๓. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ วรรณศิลป์ หมายถึง ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ ให้เกิดอารมณ์ สะเทือนใจ โดยมากมักเน้นพิจารณาเร่ืองการแสดงออกโดยใช้ถ้อยคาท่ีมีสานวนโวหารไพเราะ มีลักษณะเด่น ในเชิงการประพันธ์ สามารถถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของกวีได้จับใจผู้อ่านและผู้ฟัง ให้เกิดความรู้สึก คล้อยตามไปกับกวีดว้ ย การพจิ ารณาคณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์สามารถพิจารณาได้หลากหลาย ดงั นี้ ๓.๑ ภาพพจน์ หมายถึง การใช้ถ้อยคาที่ทาให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดภาพข้ึนในใจ ซ่ึงกวีสามารถ เขยี นเพือ่ ใหเ้ กิดภาพพจน์ดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ กัน เชน่ ๑) อุปมา เป็นการใชถ้ ้อยคาเปรียบเทียบว่าสิง่ หน่งึ เหมอื นกับอีกสง่ิ หนึ่ง มักมีคาใหส้ งั เกตคือ ด่ัง ราว เหมอื น เสมือน ดุจ ประหนงึ่ เพี้ยง เช่น จนผมโกร๋นโลน้ เกลีย้ งถงึ เพียงหู ดเู งาในน้าแล้วรอ้ งไห้ ฮดึ ฮัดขัดแคน้ แน่นใจ ตาแดงดงั่ แสงไฟฟ้า (รามเกียรติ์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช) ๒) อปุ ลักษณ์ เป็นการเปรียบเทยี บส่งิ หนงึ่ เปน็ อีกส่งิ หนึ่ง มักมีคาวา่ คือ เปน็ และ เท่า ลกู คือดวงใจของแม่ อามาตย์เปน็ บรรทัด ถอ่ งแท้ บางคร้ังการใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์ไม่ปรากฏคาเปรียบเทียบแต่พอจะทราบได้ว่า เป็นการ เปรียบเทยี บแบบอุปลักษณ์ เชน่ แมแ่ กว้ กัณหาของแมเ่ อย๋ (เปรียบกณั หาเป็น แกว้ ) เจ้าดวงมณฑาทองท้งั คขู่ องแมเ่ อย๋ (เปรียบกัณหาชาลีเป็น ดวงมณฑาทอง) ๓) บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต หมายถึง การสมมุติให้ส่ิงมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ และ สงิ่ ไม่มีชวี ติ เช่น แสงแดด สายลม สงิ่ ของ ทากิริยาหรือมีความรู้สกึ นกึ คดิ อยา่ งมนุษย์ เชน่ อิฐหนิ ปูนร่าไห้ พระจนั ทร์ยิ้ม ทะเลไมเ่ คยหลบั ใหล คลนื่ ลมเหจ่ ูบหิน ทะเลสะอนื้ พระอาทิตยห์ ัวเราะ หรือให้สัตว์ต่าง ๆ เจรจาโต้ตอบกัน โดยในชีวิตจริงสัตว์เหล่านั้นพูดไม่ได้ แต่มาใช้คาพูด เหมือนมนษุ ย์ เช่น นิทานอสี ปมีกระตา่ ยกับเตา่ พูดคุยกนั
๙๙เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เลม่ ๑ ๔) สัทพจน์ หมายถึง คาเลียนเสียงธรรมชาติ ฝน ฟ้า ลม เสียงสัตว์ร้อง เสียงใบไม้เสียดสีกัน เสยี งระฆังดงั แล้วนาถอ้ ยคาเหลา่ นั้นมาใชท้ าให้เกดิ ภาพพจนไ์ ด้งา่ ยขึ้น เช่น วงั เอ๋ยวังเวง หงา่ งเหง่ง! ย่าคา่ ระฆงั ขาน ฝงู วัวควายผา้ ยลาทิวากาล คอ่ ยค่อยผา่ นท้องทุ่งมงุ่ ถ่นิ ตน ชาวนาเหน่ือยอ่อนต่างจรกลบั ตะวันลับอับแสงทกุ แห่งหน ทิง้ ท่งุ ให้มดื มวั ทัว่ มณฑล และทิ้งตนตูเปลีย่ วอยเู่ ดียวเอย (กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ชา้ : พระยาอุปกิตศลิ ปสาร) ดหู นสู ูร่ ูงู หนูสุดสูห้ นูส้งู ู หนูงูสดู้ อู ยู่ รูปงทู ู่หนมู ทู ู พรพู รู ดูงขู ฝู่ ดู ฝู้ สดุ สู้ หนสู ่รู ูงงู ู งอู ยู่ งูสหู้ นหู นูสู้ รูปถ้มู ูทู หนูรงู้ งู ูรู้ (กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง : เจา้ ฟา้ ธรรมธเิ บศร) ๕) การใช้ค่าถามเชิงวาทศิลป์หรือปฏิปุจฉา คือ การใช้ถ้อยคาเป็นคาถามที่ไม่ต้องการ คาตอบ แตต่ อ้ งการเนน้ ใหค้ ดิ หรอื ยอมรับความจริง เช่น อันของสงู แมป้ องต้องจิต ถ้าไม่คดิ ปีนป่ายจะได้ฤๅ (ท้าวแสนปม : พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั ) กระนห้ี รือช่ือเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทนั ตาเหน็ (นิราศภเู ขาทอง : สนุ ทรภ)ู่
๑๐๐เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย ๔ เล่ม ๑ ๓.๓ การเล่นค่า หมายถึง การนาถ้อยคามาเล่นพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษ เกิดภาพ เกิดเสียงไพเราะ เป็นวิธีการที่นิยมใช้ในวรรณคดี เพ่ือให้เกิดศิลปะในการใช้ถ้อยคา มีทั้งเล่นคาพ้องรูป คาพอ้ งเสยี ง คาหลากความหมาย การซา้ คา เป็นต้น การซา่้ คา่ คือ การใช้คาเดียวกนั ซา้ ๆ เพื่อเน้นความหมาย เช่น สมเด็จอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง พระพักตร์เธอฟูมฟองนองไปด้วยน้าพระเนตรเธอโศกา จงึ ตรัสวา่ โอ้โอ๋เวลาปานฉะนเ้ี อ่ยจะมิดกึ ดืน่ จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งไปเสียแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย พระพายราเพย พัดมาร่ีเร่ือยอยู่เฉ่ือยฉิว อกแม่น้ีให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้ สุดท่ีแม่จะติดตาม เจ้าไปในยามน้ี ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ ก็กล้ิงกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุก รวงรัง แตแ่ ม่เทยี่ วเซซงั เสาะแสวงทกุ แห่งห้องหิมเวศ ทั่วประเทศทุกราวป่า สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล สดุ โสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสาเนียง สุดสุรเสียงท่ีแม่จะร่าเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลง เหยยี บดิน กส็ ดุ ส้ินสดุ ปญั ญาสดุ หาสดุ คน้ เหน็ สดุ คิด จะได้พานพบประสบรอยพระลกู นอ้ ยแต่สักนดิ ไมม่ เี ลย (ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี : เจ้าพระยาพระคลัง (หน)) ๓.๔ การเล่นเสียง หมายถึง การนาเสียงสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสสระ และเสียงวรรณยุกต์ มาใช้ เพอื่ ให้เกิดความไพเราะ และแสดงความสามารถของกวี ๑) เล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ คือ การใช้เสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกันหลาย ๆ พยางค์ ในวรรคหรอื บทเดียวกัน เชน่ แจว้ แจ้วจกั จ่นั จา้ จบั ใจ หริ่งหรง่ิ เรือ่ ยเรไร รา่ ร้อง แซงแซวส่งเสยี งใส ทราบโสต แหนงนง่ิ นึกนชุ น้อง นม่ิ เนอื้ นวลนาง (นริ าศสุพรรณ : สุนทรภ)ู่ แถวโน้นก็แกว้ เกดพิกลุ แกมกับกาหลง (ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก กณั ฑม์ ทั รี : เจา้ พระยาพระคลัง (หน))
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130