การกาหนดอัตราค่าใชจ้ า่ ยในการผลติ คิดเขา้ งานโดยใชเ้ กณฑช์ ่ัวโมงเครือ่ งจักร อตั ราคา่ ใช้จา่ ยการผลิตคดิ เข้างาน = ค่าใชจ้ า่ ยการผลิตโดยประมาณ ชั่วโมงเครือ่ งจกั รโดยประมาณ กจิ การที่จะใช้วธิ นี ี้ ควรเปน็ กิจการที่มีการผลิตโดยใช้เครอื่ งจักรเป็นสว่ นใหญ่ เน่ืองจากค่าใชจ้ า่ ยการผลติ ท่ีเกิดขึ้นจะเปน็ คา่ ใชจ้ ่ายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั เคร่อื งจักร การกาหนดอตั ราค่าใชจ้ ่ายการผลดิ คิดเขา้ งานโดยใชเ้ กณฑ์ตน้ ทนุ วัตถดุ บิ ทางตรง อัตราค่าใชจ้ า่ ยการผลติ คดิ เข้างาน = อตั ราค่าใชจ้ า่ ยการผลิตคิดเขา้ งาน x 100 ต้นทุนวัตถุดบิ ทางตรงโดยประมาณ การคํานวณโดยวิธีนี้เป็นการคาํ นวณวา่ ต้นทุนค่าใช้จา่ ยการผลิตเป็นรอ้ ยละเท่าใดของตน้ ทุนวตั ถดุ บิ ทีใ่ ช้ไปในการผลิต
การคานวณโดยวธิ ีนเ้ี ปน็ การคานวณว่าตน้ ทุนค่าใช้จ่ายการผลิตเป็นร้อยละเท่าใดของต้นทุนวตั ถุดิบทีใ่ ช้ไปในการผลิต อตั ราคา่ ใชจ้ ่ายการผลติ คดิ เขา้ งาน = คา่ ใช้จ่ายการผลติ โดยประมาณ x100 ต้นทุนคา่ แรงทางตรงโดยประมาณ การกาํ หนดอตั ราคา่ ใช้จ่ายการผลิตนค้ี ดิ เป็นรอ้ ยละของต้นทุนคา่ แรงทางตรง ซ่งึ เปน็ วิธีที่นยิ มใชก้ ันเพราะสะดวกในการปฏบิ ตั ิ ....
ระดบั กาลังการผลติ ท่ีใช้ในการกาหนดอัตราคา่ ใช้จ่ายการผลิตคิดเขา้ งาน เน่ืองจากค่าใช้จ่ายการผลิตประกอบไปด้วยต้นทุนคงท่ีและต้นทุน ผันแปรซ่ึงจะมีการเปลี่ยนแปลงเม่ือระดับการผลิตเปล่ียนไป ดังนั้น จึงต้องกําหนดว่าจะประมาณ ค่าใช้จ่ายการผลิตระดับใดมาคํานวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน ระดับกําลังการผลิต ดังกล่าวแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ 1. ระดับกําลังการผลิตสูงสุดตามทฤษฎีหรือระดับ อุดมคติ (Maximum or Ideal Capacity) เป็นระดับกําลังการทํางาน 100% ณ ระดบั น้ีทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตลักษณะนี้ ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เน่ืองจากยังต้องมีการซ่อมแซมเครื่องจกั ร ในทางปฏบิ ตั ิจงึ ไม่ควรนาํ ระดบั น้ีมาใช้ในการควบคุมการผลติ จรงิ
ระดับกาลงั การผลิตที่ใช้ในการกาหนดอัตราคา่ ใช้จ่ายการผลิตคิดเขา้ งาน 2. ระดบั กาํ ลังการผลติ ท่ีพอปฏบิ ตั ไิ ด้(Practical Capacity) เปน็ ระดับกําลังการผลิต ท่ีโรงงานทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงได้เผ่อื เวลาไวส้ ําหรับอุปสรรคในการทาํ งานท่อี าจ เกิดขนึ้ ได้ กาํ ลังการผลติ ณ ระดับนจ้ี ะตา่ํ กว่ากาํ ลงั การผลติ ทางทฤษฎี 3. ระดบั กําลงั การผลติ ปกต(ิ Normal Capacity) เปน็ ระดบั กาํ ลังการผลติ ทค่ี าดวา่ จะ ทําในระยะยาวประมาณ 3-5 ปโี ดยไม่ คํานงึ ถึงปริมาณการผลติ ในงวดต่อไป การกาํ หนดอัตราคา่ ใช้จา่ ยการผลติ คิดเขา้ งาน ณ ระดับนีจ้ ะอยใู่ นระดับ 75% ถึง 100% ของระดับที่พอปฏบิ ัตไิ ด้
ระดบั กาลังการผลติ ท่ีใช้ในการกาหนดอตั ราคา่ ใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน 4. ระดับการผลิตท่ีคาดว่าจะทําในงวดหน้าหรือระดับที่คาดว่าจะผลิต (Expected Actual Capacity or Expected Level of Activity) คือ ระดับกจิ กรรมหรือระดับการผลิตที่กิจการ กําหนดไว้หรือคาดคะเนไว้สําหรับการผลิตในงวดบัญชีถัดไป วิธีน้ี เหมาะสม ในกรณีที่ปริมาณการผลิตมีการเปล่ียนแปลงข้ึนลงมากในแต่ละปี ระดับกําลังการผลิตท่ีกิจการท่ัวไปนิยมนํามา กําหนดคา่ ใชจ้ ่ายการผลติ คอื กาํ ลงั การผลิตปกติรองลงมา คอื ระดับกาํ ลังการผลิตที่คาดวา่ จะผลิต
การคานวณและการบนั ทกึ บญั ชีเกย่ี วกับค่าใช้จา่ ยการผลิตคิดเข้างาน ในการคํานวณค่าใช้จ่ายการผลิตเข้าเป็นต้นทุนของสินค้าสําเร็จรูป ในกรณีที่ใช้อัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน น้ัน คํานวณโดยนําปริมาณกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงในงวดใดงวดหนึ่งคูณด้วยอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน ผลลัพธท์ ่ไี ด้ก็จะเปน็ ต้นทุนคา่ ใช้จ่ายการผลติ ของสินคา้ สาํ เรจ็ รูปที่ผลติ ได้ในงวดบัญชนี น้ั วิธกี ารลงบัญชีเปน็ ดังน้ี Dr. งานระหวา่ งทา xx Cr. ค่าใชจ้ ่ายการผลิตคดิ เขา้ งาน xx
การปันส่วนคา่ ใช้จา่ ยท่เี กิดขึน้ จริงจากแผนกบรกิ ารเข้าสู่แผนกผลติ ขั้นตอนในการคานวณอตรั าค่าใชจ้ ่ายการผลติ คดิ เข้างานประจาแผนก 1. การกาํ หนดระดับปริมาณการผลิต วา่ กิจการต้องการกาํ หนดอัตราคา่ ใช้จา่ ยการผลติ ณ ระดับกาํ ลังการผลิตปกติ หรือคาดวา่ จะผลติ 2. ประมาณค่าใชจ้ ่ายการผลติ ทางตรง (Direct Overhead Costs) ท้ังของแผนกผลิตและแผนกบรกิ าร 3. กําหนดเกณฑใ์ นการปนั ส่วนคา่ ใชจ้ ่ายการผลติ ของแผนกบริการเขา้ สู่แผนกผลติ 4. เลือกวิธีที่จะปนั ส่วนค่าใชจ้ า่ ยของแผนกบริการสู่แผนกผลิต จากนัน้ จัดทําตารางการปันสว่ น 5. คํานวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างานประจําแผนกผลิต โดยพิจารณาเกณฑ์ในการคํานวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน อย่างเหมาะสมกับลกั ษณะของการผลิตในแผนกผลติ นน้ั ๆ
วิธีการปนั ส่วนคา่ ใช้จ่ายการผลิตของแผนกบรกิ ารเข้าส่แู ผนกผลติ เนอ่ื งจากแผนกบริการจะมหี ลายแผนก บางแผนกก็ทําหน้าท่ีให้บรกิ ารแก่แผนกผลิตอย่างเดยี ว บางแผนกกม็ ีการให้บริการในระหว่างแผนก บรกิ ารด้วยกนั และให้บริการแก่แผนกผลติ ด้วย ดงั นน้ั การปันสว่ นต้นทุนคา่ ใชจ้ า่ ยแผนกบรกิ ารใหแ้ ผนกผลติ จึงมีอยู่ 3 วธิ ี คือ 1. วิธีปนั ส่วนโดยตรง (Direct Allocation Method) 2. วิธีปันสว่ นเป็นขัน้ ๆ (Step Allocation Method) 3. วิธปี นั สว่ นโดยวิธพี ีชคณติ (Algebraic or Reciprocal Allocation Method)
การบญั ชีตน้ ทนุ งานส่ังทา หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6
สาระสาคญั “การบัญชีต้นทุนงานสั่งทํา เป็นการบัญชีที่เกี่ยวกับการสะสมต้นทุนของกิจการท่ีทําการผลิต สินค้าที่ มีความแตกตา่ งกนั หรอื ผลติ ตามความตอ้ งการของลูกค้า ทําใหส้ ินคา้ มีความหลากหลาย และต้นทุนของสินค้าไม่เท่ากัน เช่น กิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ กิจการผลิตสิ่งตีพิมพ์ กิจการ รบั เหมาก่อสรา้ ง”
สาระการเรยี นรู้ 1. ลกั ษณะของบญั ชีต้นทุนงานสัง่ ทํา 2. การบนั ทึกบญั ชตี ามระบบตน้ ทนุ งานสง่ั ทาํ 3. การบญั ชเี กี่ยวกบั เศษวสั ดุ 4. การบญั ชเี ก่ยี วกับของเสยี 5. การบัญชีเกีย่ วกับสินค้ามีตาํ หนิ สมรรถนะประจาหน่วย 1. จัดทําบัญชตี ามระบบต้นทุนงานสั่งทาํ ตามเงื่อนไขทกี่ าํ หนด 2. จดั ทําบัญชเี กย่ี วกบั เศษวสั ดุ ของเสีย และสนิ ค้ามตี ําหนติ ามเงอ่ื นไขทก่ี าํ หนด
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. อธบิ ายลักษณะของต้นทนุ งานส่ังทําได้ 2. บันทึกบญั ชตี ามวงจรต้นทุนงานสั่งทําได้ 3. อธิบายความหมายของเศษวสั ดุ ของเสยี และสินคา้ มีตําหนไิ ด้ 4. บันทกึ บญั ชีเกีย่ วกับเศษวสั ดุ ของเสยี และสนิ คา้ มีตําหนิได้
ลกั ษณะของบญั ชีตน้ ทนุ งานสง่ั ทา วธิ ีการบัญชีตน้ ทุนงานส่งั ทา (Job Order Costing) เป็นวิธีการบัญชีท่ีใช้ใน กิจการท่ีผลิต สินค้าในแต่ละหน่วยหรือแต่ละพวกแตกต่างกันหรืออาจผลิต ตามลักษณะเฉพาะอย่างท่ีลูกค้า ต้องการ ต้นทุนการผลิตสินค้าแต่ละหน่วย หรือแต่ละพวกน้ีก็แตกต่างกันด้วย การบันทึกต้นทุน จึงต้องแยกให้ชัดเจนว่า หนว่ ยใด ประเภทใด มีตน้ ทุนเท่าใด
ลกั ษณะสาคญั ของวธิ ีบัญชีต้นทนุ งานสง่ั ทา 1. มีการแยกงานออกตามคาํ ส่งั ผลิตของลกู ค้า 2. ต้องจัดทํางบหรือบตั รตน้ ทุนงานแยกตามงานของแตล่ ะคน เพ่ือบนั ทกึ ต้นทุนการผลติ ของงานนน้ั ๆ 3. บตั รตน้ ทุนงานแตล่ ะใบ ถือเปน็ บัญชยี อ่ ยประกอบบญั ชีคมุ ยอดงานระหว่างทํา 4. เมือ่ กจิ การผลิตงานใดเสรจ็ สิน้ ก็จะนาํ บัตรตน้ ทุนประจาํ งานน้ัน มาสรปุ ตน้ ทนุ การผลิตรวม 5. การคิดต้นทุนของงานส่งั ทํามกั จะใชว้ ธิ ีตน้ ทุนปกติ เพื่อความรวดเร็วในการคาํ นวณตน้ ทุนของสนิ ค้าสาํ เร็จรปู
ตวั อย่าง บตั รต้นทนุ งานส่งั ทา (กรณมี ีแผนกผลติ แผนกเดยี ว)
ตวั อย่าง บตั รตน้ ทุนงานสั่งทา (กรณมี แี ผนกผลติ 2 แผนก)
การบนั ทึกบญั ชีตามระบบต้นทุนงานสงั่ ทา ในการบันทกึ บญั ชีตามระบบตน้ ทนุ งานสงั่ ทําน้ัน จะบนั ทกึ ไปตามวงจรต้นทนุ ดงั ได้ กล่าวมาแลว้ คอื การจัดหา การผลติ การเกบ็ รกั ษา และการขาย ในท่ีน้จี ะกล่าว สรุปการบันทกึ บญั ชีตามวงจรต้นทุนดังตามขน้ั ตอนดงั น้ี การบนั ทึกเก่ียวกับวตั ถุดิบ การบันทึกเกยี่ วกับค่าแรง การบันทึกบัญชีเกีย่ วกับคา่ ใช้จา่ ยการผลิต การบันทกึ บัญชขี นั้ การเกบ็ รักษา
การบันทกึ เกยี่ วกับเศษวสั ดุ การเกิดเศษวสั ดุ ของเสีย และสนิ ค้ามตี ําหนิ เป็นปรากฏการณท์ ีเ่ กดิ ขึ้นบอ่ ยครง้ั ในกระบวนการผลติ ของโรงงานอตุ สาหกรรม การดําเนินกจิ การก็จาํ เปน็ ต้องมีการบันทึก บญั ชีไวเ้ พ่อื เปน็ ประโยชน์ในการควบคุมการผลติ ครง้ั ต่อไป เศษวสั ดหุ รือเศษซาก (Scrap Material) หมายถึง เศษวสั ดทุ เ่ี หลอื จากกระบวนการ ผลิตทอี่ าจจะนาํ ไปขายได้ในราคาตํ่า หรืออาจนาํ ไปใช้ในการผลิตได้อีก กจิ การ จาํ เป็นต้องมีการควบคมุ จาํ นวนเศษวัสดุเหลา่ นีไ้ วเ้ พอื่ เป็นขอ้ มลู ในการวางแผนควบคุม และปอ้ งกนั การทจุ รติ ยักยอกนาํ ไปขาย
การบนั ทกึ บัญชเี กี่ยวเศษวัสดุ การบนั ทึกบญั ชเี ก่ียวกบั เศษวสั ดุ แบ่งออกเปน็ 2 กรณี คือ 1. ไม่บันทึกบัญชเี ศษวสั ดุเปน็ สินทรัพย์ เมื่อเกดิ เศษวสั ดขุ ้ึนแตม่ ีจาํ นวนเพียงเล็กน้อย จนกวา่ จะขายได้ กจิ การจะไม่บนั ทึกบญั ชีเศษวสั ดุ เหล่านัน้ แต่จะบนั ทกึ ไว้ในบัตรเศษวสั ดไุ ว้ การบนั ทึกบญั ชจี ะเปน็ ดงั น้ี
การบันทึกบัญชีเก่ยี วเศษวสั ดุ 2. บนั ทึกบัญชีเศษวสั ดุเปน็ สินทรัพย์ กรณีที่กิจการมีเศษวัสดุเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต และเศษวัสดุดังกล่าวมีราคาสูงพอสมควร กิจการ จะบนั ทกึ บญั ชเี ป็นสนิ ทรพั ยไ์ ว้ก่อนในราคาตลาด หากราคาขายไม่เท่ากับราคาของเศษวัสดุที่บันทึกไว้ ผลต่างจะ นําไปปรับกับบญั ชที ่บี ันทกึ ไวต้ อนเกดิ เศษวสั ดุ รายการบญั ชีเกีย่ วกับเศษวัสดุ เป็นดังน้ี เมือ่ เกิดเศษวัสดุ
การบนั ทึกบญั ชเี กยี่ วเศษวัสดุ เมื่อขายเศษวสั ดุ ถ้ากจิ การขายเศษวสั ดุได้สูงหรือตา่ํ กว่าราคาทีบ่ นั ทกึ ไวข้ องเศษวสั ดุ ผลต่างจะนาํ ไปปรบั ปรุงกับบญั ชีคา่ ใชจ้ า่ ยการผลติ หรอื งานระหวา่ งทํา หรือรายไดจ้ ากเศษวสั ดุ ทก่ี จิ การได้บันทึกไวใ้ นตอนท่ีเกิดเศษวสั ดนุ นั้ ๆ
การบัญชเี ก่ียวกบั ของเสยี ของเสยี หรอื สินค้าเสีย (Spoiled Goods) หมายถึง สินค้าท่ีผลิตไม่ได้รูปแบบตาม มาตรฐานท่ีกําหนด ต้องทิ้งหรือขายได้ในราคาตํ่า ของเสียที่เกิดขึ้นในกิจการจะมีทั้ง ของเสยี ท่ีควบคุมได้ และควบคมุ ไมไ่ ด้ ของเสียที่ควบคุมได้ หมายถึง ของเสียท่ีไม่ควรเกิดข้ึนในสภาพการผลิตปกติ แต่เกิดขึ้น เน่ืองจากความไมร่ ะมัดระวงั ในการผลติ ของเสียทีเ่ กดิ ขนึ้ จากสาเหตุดังกล่าว เรียกว่า ของ เสียเกนิ ปกติ (Abnormal Spoilage) ของเสียท่ีควบคุมไม่ได้ หมายถึง ของเสียที่เกิดขึ้นในสภาพการผลิตปกติ เป็นของ เสียที่เกิดข้ึนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเป็นผลอย่างหนึ่งของกระบวนการผลิต ของ เสียประเภทนเ้ี รยี กวา่ ของเสียปกติ (Normal Spoilage)
การบญั ชีเกี่ยวกบั สินค้ามตี าหนิ สินคา้ มตี ําหนิ (Defective Goods) สินคา้ ทผ่ี ลิตไม่ไดร้ ูปแบบหรอื คณุ ภาพตามมาตรฐาน ท่ีกําหนดแต่เม่ือนําไปแก้ไข ส่วนบกพร่องก็สามารถนําออกไปขายได้ใหม่ ในสภาพของสินค้าคุณภาพดีหรือคุณภาพรองลงมา ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในการแกไ้ ขสินค้าที่มตี ําหนใิ หเ้ ป็นสินค้าดีนัน้ มวี ิธีการบันทกึ บัญชีได้ 2 ลกั ษณะ คอื สนิ คา้ ทีม่ ีตาหนินน้ั เกิดขน้ึ ในกระบวนการผลิต สินคา้ มตี าหนนิ ัน้ เกดิ ข้นึ เป็นปกตใิ นกระบวนการผลิต
สนิ คา้ ที่มตี าหนิน้ันเกดิ ขึน้ ในกระบวนการผลติ ถ้าสนิ คา้ ท่มี ตี ําหนนิ ั้นเกดิ ข้ึนในกระบวนการผลติ สาํ หรับงานใดงานหนึ่ง โดยเฉพาะหรือเป็นการผลิตสินค้าสําหรับ ลูกค้าคนใดคนหนึ่งเปน็ พิเศษ คา่ ใชจ้ ่ายทเ่ี สยี ไปในการแกไ้ ขคุณภาพของสินคา้ มตี าํ หนิเหล่านี้ ควรจะถือเป็นต้นทุน ของงานชนิ้ นั้นโดยเฉพาะ สนิ คา้ มีตาหนินน้ั เกิดขึน้ เปน็ ปกติในกระบวนการผลติ ถ้าสินค้ามีตําหนิน้ันเกิดขึ้นเป็นปกติในกระบวนการผลิต กิจการคํานวณต้นทุนการผลิตโดยใช้ระบบต้นทุนปกติ และได้คํานวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างานเผ่ือไว้แล้ว สําหรับต้นทุนเพื่อแก้ไขสินค้ามีตําหนิ ดังนั้น เมื่อเกิด ค่าใชจ้ า่ ยในการแกไ้ ขสนิ คา้ มีตาํ หนเิ หลา่ น้ีก็จะบันทึกคา่ ใช้จา่ ยนั้นไวใ้ นบัญชคี ่าใช้จา่ ยการผลติ
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 ตน้ ทนุ ฐานกิจกรรม
สาระสาคญั “ต้นทุนฐานกิจกรรม เป็นวิธีคิดจัดสรรค่าใช้จ่ายการผลิตแบบใหม่ที่ทําให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้รับต้นทุนท่ี เหมาะสมกับการผลิตจริงตามปริมาณกิจกรรมท่ีเกิดข้ึน การคํานวณต้นทุนฐานกิจกรรมใช้ตัวผลักดันต้นทุน ของฐานกิจกรรมนั้น ๆ เป็นเกณฑ์หรือฐานในการจัดสรรค่าใช้จ่ายการผลิต ซ่ึงมีความยุ่งยากและใช้เวลามาก เหมาะกับกิจการทีม่ กี ระบวนการผลติ และผลิตภณั ฑแ์ ต่ละชนิดท่ีซบั ซ้อนและมตี น้ ทุนกจิ กรรมการผลติ มาก”
สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของต้นทนุ ฐานกจิ กรรม 2. ประโยชนข์ องต้นทุนฐานกิจกรรม 3. ขนั้ ตอนการดําเนินงานของต้นทนุ ฐานกิจกรรม 4. ต้นทนุ การผลิตแบบเดิมต่างกบั ตน้ ทนุ ฐานกิจกรรม สมรรถนะประจาหนว่ ย 1. แสดงความรูเ้ ก่ียวกบั ตน้ ทนุ ฐานกจิ กรรมทเี่ หมาะสมกับผลติ ภณั ฑท์ ก่ี ําหนดให้ 2. เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตแบบเดิมกับตน้ ทุนฐานกิจกรรมตามเงอ่ื นไขท่กี าํ หนดให้
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. อธิบายความหมายของต้นทนุ ฐานกิจกรรมได้ 2. บอกประโยชนข์ องตน้ ทุนฐานกจิ กรรมได้ 3. บอกขั้นตอนการดาํ เนินงานของต้นทนุ ฐานกจิ กรรมได้ 4. อธบิ ายตน้ ทุนการผลติ แบบเดมิ ตา่ งกบั ต้นทนุ ฐานกจิ กรรมได้ 5. คาํ นวณตน้ ทนุ การผลติ แบบเดมิ กบั ตน้ ทุนฐานกิจกรรมได้
ความหมายของต้นทนุ ฐานกจิ กรรม “ตน้ ทุนฐานกิจกรรม (Activity Based Costing: ABC) เปน็ การกําหนดอัตราค่าใช้จ่ายการ ผลติ จัดสรรตามฐานกจิ กรรมต่าง ๆ ท่เี กิดขึน้ ในกระบวนการผลติ สินคา้ แตล่ ะชนิด โดยใชต้ วั ผลักดันตน้ ทนุ ของฐานกิจกรรมนน้ั ๆ เป็นเกณฑห์ รือฐานในการจดั สรรคา่ ใช้จ่ายการผลิต ”
ความหมายของต้นทนุ ฐานกิจกรรม “ระบบต้นทุนฐานกิจกรรมไม่เหมาะกับกิจการที่มีผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียว การแยก กิจกรรม อยา่ งละเอียดจะทําให้ต้นทุนท่ีคํานวณได้มีความถูกต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากท่ีสุด แต่ ความละเอียดในการแยกกิจกรรมน้ีทําใหเ้ สียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง อาจก่อใหเ้ กิดการต่อต้าน จากบุคคลภายในองค์กร ”
ประโยชนข์ องระบบตน้ ทุนฐานกิจกรรม การคํานวณต้นทุนการผลิตแต่ละผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากท่ีสุด เนื่องจากการจัดสรรค่าใช้จ่ายการผลิตใช้ตัวผลักดันต้นทุนที่มีความสัมพันธ์โดยตรง กบั กจิ กรรม ผู้บริหารควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นําไปใช้ในการ วางแผนควบคุม และตดั สนิ ใจได้อย่างถูกตอ้ ง ข้อมูลทางบญั ชีมคี วามถูกต้องและยตุ ิธรรมมากขึ้น
ข้นั ตอนการดาเนนิ งานของตน้ ทุนฐานกจิ กรรม 1. การวิเคราะห์ข้ันตอนการผลิตเพื่อระบุกิจกรรม (Activity Analysis) เป็นการระบุกิจกรรมหลักท่ีสําคัญ ๆ ของ กระบวนการทํางานออกเป็นกจิ กรรมยอ่ ยนน้ั มีตน้ ทุนทางอ้อมหรือค่าใช้จ่ายการผลิตใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ท้ังน้ีเพื่อจะ ทําให้ได้กลุม่ ตน้ ทุนของแต่ละกิจกรรม • กจิ กรรม (Activity) หมายถึง การกระทําท่ีเปลยี่ นทรพั ยากรของกจิ การใหเ้ ปน็ ผลิตภณั ฑ์ ท้งั น้ี อาจเป็นกิจกรรมที่เพม่ิ ค่า และกจิ กรรมไมเ่ พ่มิ คา่ • กิจกรรมเพิ่มคา่ หมายถึง กจิ กรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง เช่น กิจกรรมขึ้นรูปกจิ กรรม ประกอบ กจิ กรรมออกแบบ • กิจกรรมไมเ่ พิม่ ค่า หมายถึง กิจกรรมทไ่ี มเ่ พ่มิ มูลคา่ ในตัวผลิตภัณฑ์ แตเ่ พิ่มคา่ ใช้จา่ ยทใ่ี ชใ้ น การผลติ เช่น กิจกรรมจัดซอื้ วตั ถุดบิ กจิ กรรมขนยา้ ยวัตถดุ บิ
ข้นั ตอนการดาเนินงานของตน้ ทนุ ฐานกิจกรรม 2. กาหนดตัวผลกั ดันต้นทุนของแตล่ ะกิจกรรม (Cost Driver) สาเหตทุ ่ีทําใหต้ น้ ทนุ ของกจิ กรรมเปลยี่ นแปลงไป ซง่ึ เรยี กวา่ ตัวผลกั ดนั ต้นทนุ และการกําหนดตัวผลกั ดนั ต้นทนุ คอื การกาํ หนดเปน็ ฐานในการคิดเข้างานต้นทุนของแต่ละ กจิ กรรมเข้าเปน็ ตน้ ทุนของผลิตภัณฑ์ การกําหนดตวั ผลกั ดนั ต้นทุน จาํ แนกได้ 4 ลักษณะกลา่ วคือ 1. กําหนดตามปริมาณหนว่ ยผลติ หมายถงึ ตน้ ทุนผนั แปรโดยตรงกบั ปรมิ าณการผลิตหรอื ยอดขาย 2. กาํ หนดตามจาํ นวนกลมุ่ ผลติ ภัณฑ์ หมายถึง จํานวนคร้งั ทที่ าํ กจิ กรรมจะผนั แปรโดยตรงกับจํานวนกลุ่ม และ ไม่ไดม้ ีความสัมพนั ธใ์ ด ๆ กบั จาํ นวนหน่วยในแตล่ ะกลมุ่ 3. กําหนดตามความแตกตา่ งของผลิตภัณฑ์ หมายถงึ ต้นทุนท่ีผันแปรตามรปู แบบหรือความหลากหลายของ ผลิตภัณฑ์ เป็นต้นทนุ ที่อาจจะเกดิ ขน้ึ ก่อนหรือระหวา่ งการผลิต 4. กาํ หนดเพ่ือให้กิจการดาํ เนินงานตอ่ ไป หมายถงึ ต้นทุนท่เี กิดขน้ึ โดยรวมเพื่อให้บริการแกแ่ ผนกผลิต
ข้นั ตอนการดาเนนิ งานของตน้ ทุนฐานกจิ กรรม ตัวอยา่ ง คา่ ใช้จา่ ยการผลติ กจิ กรรม และตวั ผลกั ดันตน้ ทนุ ต้องมีความสัมพนั ธก์ ับการเกิดต้นทุนของกลุ่มกิจกรรม น้ัน ๆ ดงั น้ี คา่ ใชจ้ ่ายการผลิต กจิ กรรม ตัวผลกั ดันต้นทุน คา่ ขนสง่ สินคา้ การขนยา้ ย ครง้ั ของการขนยา้ ย ค่าใชจ้ า่ ยเตรยี มการผลติ การเตรยี มการผลติ จํานวนคร้งั การเตรยี มการผลติ ค่าบ ารงุ รักษา การใชเ้ ครือ่ งจักร จาํ นวนช่ัวโมงเครอ่ื งจักร ค่าตรวจสอบคณุ ภาพ การทดสอบคณุ ภาพ จาํ นวนคร้งั การทดสอบ ค่าออกแบบผลติ ภณั ฑ์ การออกแบบผลติ ภัณฑ์ จาํ นวนแบบของผลติ ภณั ฑ์
ข้นั ตอนการดาเนินงานของต้นทนุ ฐานกิจกรรม 3. คานวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตแต่ละศูนย์กิจกรรม (Activity Rate) เป็นการคํานวณหาอัตราต้นทุนของแต่ละ กิจกรรม เพื่อนาํ ไปใช้ในการจดั สรรตน้ ทุนใหแ้ ก่ผลิตภณั ฑ์ อัตราตน้ ทุนฐานกิจกรรม = ตน้ ทุนกิจกรรม จาํ นวนตัวผลกั ดนั ต้นทนุ 4. จัดสรรต้นทนุ แต่ละกิจกรรมใหแ้ ตล่ ะผลิตภณั ฑ์(Cost Allocation) เปน็ การจัดสรรตน้ ทุนทางออ้ มหรือค่าใช้จา่ ย การผลติ ให้ผลติ ภณั ฑแ์ ต่ละชนดิ ของกิจการตามจํานวนหรือปริมาณกจิ กรรมท่ีถกู ใช้ไปในการผลติ และทาํ การคาํ นวณ ตน้ ทนุ การผลิตของสินค้าแตล่ ะชนดิ คํานวณไดด้ งั นี้ ต้นทนุ จัดสรรฐานกิจกรรม = จาํ นวนตวั ผลักดนั กจิ กรรม × อัตราตน้ ทนุ ฐานกจิ กรรม
ตน้ ทนุ การผลติ แบบเดิมต่างกับตน้ ทุนฐานกจิ กรรม ตน้ ทนุ การผลติ แบบเดมิ เป็นการคาํ นวณ วัตถดุ บิ ทางตรงเกิดข้ึนจริงหรอื ใชไ้ ป คา่ แรงงานทางตรง เกิดข้นึ ในงวดบัญชี ส่วนค่าใชจ้ ่ายการผลิตจะคดิ เขา้ งานเป็นต้นทนุ ตามเกดิ ขึ้นจรงิ และคิดเข้างาน ตามเกณฑ์ ตน้ ทนุ การผลิตได้จาก วตั ถดุ บิ ทางตรง บวก ค่าแรงงานทางตรง บวก ค่าใชจ้ า่ ยการ ผลติ จัดสรร
ตน้ ทุนการผลติ แบบเดมิ ต่างกบั ต้นทนุ ฐานกจิ กรรม ตน้ ทนุ ฐานกจิ กรรม ตามทก่ี ล่าวมาแลว้ ขา้ งต้น เพยี งแตค่ ่าใช้จา่ ยการผลติ คิดเข้างาน จะใช้ตามกจิ กรรม เพราะถอื ว่าในการผลิต กิจกรรมการผลิตเป็นสาเหตุทําใหเ้ กดิ ตน้ ทุน การคิดคํานวณต้นทุนจึงคดิ ตาม กจิ กรรมทก่ี าํ หนดข้ึนลว่ งหน้า ตน้ ทุนการผลติ ไดจ้ าก วตั ถดุ บิ ทางตรง บวก ค่าแรงงานทางตรง บวก ค่าใชจ้ า่ ยการผลติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137