Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการอบรม

เอกสารประกอบการอบรม

Published by worakan.rasri, 2023-07-26 03:44:50

Description: เอกสารประกอบการอบรม

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า ก คานา เอกสารประกอบการอบรมหลกั สตู รจิตอาสา สานกั งาน สกร.จังหวัดหนองคาย เล่มนี้ จัดทาข้ึน เพ่ือใช้ประกอบการอบรมโครงการอบรมพัฒนาและยกระดับศักยภาพอาสาสมัคร กศน. ประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2566 จานวน 8 ชั่วโมง (จานวน 1 วัน) เน้ือหาประกอบไปด้วย ส่วนที่ 1 การสร้าง จิตสานึกการเป็นพลเมือง ส่วนที่ 2 การสร้างจิตสานึกการเป็นจิตอาสา ส่วนที่ 3 งาน กศน. กับการ เสริมสร้างการเรียนรู้และกลยุทธ์สู่ความสาเร็จในการทางาน และส่วนท่ี 4 การดาเนินงานของ อาสาสมัคร กศน. เพ่ือพัฒนาและยกระดับอาสาสมัคร กศน. ในระดับพ้ืนท่ี มีความรู้ ความเข้าใจ เกิด ทักษะและสมรรถนะท่ีจาเป็นต่อการปฏิบัติงานด้านการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อธั ยาศยั ให้กับประชาชนในชุมชนได้รบั โอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา เกิดการศึกษา เกิดการศึกษาตลอด ชวี ิตทส่ี อดคล้องกบั ความต้องการของตนเอง สานักงาน สกร.จังหวัดหนองคาย หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับ การอบรม ตลอดจนผ้ทู ีม่ คี วามสนใจ สาหรับนาไปใช้ประโยชนต์ ่อไป คณะผ้จู ัดทา 24 พฤษภาคม 2566

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ ข สารบญั เร่อื ง ก ข หนา้ 1 คานา ............................................................................................................................ 32 สารบัญ ......................................................................................................................... 37 รายละเอยี ด 40 โครงการอบรมพฒั นาและยกระดบั ศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2566 46 กิจกรรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. 63 65 ความภาคภมู ใิ จในความเป็นไทย ................................................................................. 68 ความเปน็ พลเมืองดี ..................................................................................................... 70 จติ อาสา ...................................................................................................................... 78 การสร้างพลงั กศน.จติ อาสา ...................................................................................... กศน.กบั การจดั การศึกษา …………………………………………………….……………….……..……. นโยบายและจุดเน้นกระทรวงศึกษาธิการ ………………………………………..……………..….. นโยบายและจดุ เนน้ ของสานกั งาน กศน. …………………………………………………………….. กลยทุ ธก์ ารทางานของอาสาสมคั ร กศน. …………………………………………………………….. การดาเนนิ งานขออาสาสมัคร กศน. ............................................................................ คณะผูจ้ ัดทา ...................................................................................................................

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 1 1. ความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย ประวัตศิ าสตร์ชาติไทยและบุญคุณของพระมหากษัตริยไ์ ทย

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 2 เนอื้ หา เรือ่ ง ประวัตศิ าสตร์ชาติไทยและบุญคุณของพระมหากษัตรยิ ์ไทยในสมยั กรุงรตั นโกสินทร์ ร.1 - ร.3 ราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรที่สี่ในยุคประวัติศาสตร์ของไทย เร่ิมต้ังแต่การย้ายเมือง หลวงจากฝั่งกรงุ ธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ซ่ึงต้ังอยู่ทางตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระ พทุ ธยอดฟาู จุฬาโลก ปฐมกษตั รยิ แ์ หง่ ราชวงศจ์ กั รี เสดจ็ ขึ้นครองราชยส์ มบตั ิ เม่อื วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 รชั กาลท่ี 1 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. 2325 – 2352) รชั กาลที่ 1 ทรงฟ้นื ฟูระบบสงั คมและการเมืองของราชอาณาจกั รอยุธยา ทรงออกประมวลกฎหมายใหม่ ทรงฟ้ืนฟูพิธีในราชสานัก และทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ การปกครองแบ่งเป็นหกกรม โดยในจานวนนี้ส่ีกรมมีหน้าที ปกครองดินแดนโดยเฉพาะ กรมกลาโหมปกครองทางใต้ กรมมหาดไทยปกครองทางเหนือและตะวันออก กรมพระคลงั ปกครองดินแดนทีอ่ ย่ทู างใตข้ องพระนคร และกรมเมืองปกครองพ้ืนที่รอบกรุงเทพมหานคร ส่วนอีก สองกรมนนั้ คอื กรมนาและกรมวัง กองทพั อยู่ภายใตก้ ารควบคุมของอปุ ราชซึ่งเป็นพระอนุชาในพระมหากษัตริย์ พม่าซ่ึงเหน็ ความวุ่นวาย ได้รุกรานสยามอีกใน พ.ศ. 2328 ฝุายสยามแบ่งกาลังออกเป็นหลายเส้นทางซ่ึงกองทัพ ทางตะวนั ตกไดบ้ ดขยี้ทพั พม่าใกลจ้ งั หวัดกาญจนบุรี น่ีเป็นการรุกรานสยามใหญ่ครั้งสุดท้ายของพม่า พ.ศ. 2345 พม่าถูกขับออกจากล้านนา พ.ศ. 2335 สยามยึดครองหลวงพระบาง และนาดินแดนลาวส่วนใหญ่มาอยู่ใต้การ ปกครองโดยอ้อมของสยาม กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสยามอย่างเต็มท่ี และกระท่ังสวรรคตใน พ.ศ. 2352 พระองค์ทรงสถาปนาความเป็นเจ้าของสยามเหนือดนิ แดนทใี่ หญ่กวา่ ประเทศไทยปจั จุบนั อยู่มาก รัชกาลท่ี ๒ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย (พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) ทรงเปน็ พระราชโอรส ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมรินทราบ รมราชินีพระราชสมภพ วันท่ี ๒๔ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๓๑๑ ณ ตาบลอมั พวา เมืองสมทุ รสาคร ขณะพระบดิ า เป็นหลวง ยกกระบตั รเมอื งราชบรุ ี - ดารงตาแหนง่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในปี ๒๓๔๙ - เสวยราชสมบัติ เปน็ รชั กาลท่ี ๒ เมือ่ วันท่ี ๗ กันยายน ๒๓๕๒ การรบกับพม่า เมื่อครองราชย์ได้ ๒ เดือน พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าส่งทัพบกและทัพเรือ มาตีหัวเมือง ทางใตข้ องไทย แตถ่ กู ทัพไทยตแี ตกพา่ ยกลบั ไป การป้องกันประเทศ ทรงโปรด ฯ ให้สร้างปูอมปราการ เพื่อปูองกันพระนครหลายแห่ง เช่น ปูอมผีเส้ือ สมทุ ร, ปอู มราหู, ปอู มศตั รพู ินาศ, ปูอมนารายณ์ปราบศกึ , ปูอมประโคนชยั , ปูอมกายสิทธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยัง สรา้ งเมืองปราการ ได้แก่ เมืองนครเขอื่ นขันธ์ (ปัจจบุ ันคือ อาเภอพระประแดง จังหวดั สมทุ รปราการ) การค้าขาย ส่วนใหญ่ค้าสาเภากับจีน, โปรตุเกส และ อังกฤษ มีรายได้จากภาษีปากเรือ และ ภาษี สินคา้ เข้า ด้านการปกครอง ทรงผ่อนผันให้พลเรือนชาย รับราชการ ๑ เดือน แล้วกลับไปพักประกอบอาชีพ ส่วนตัว ๓ เดือน, พระราชทานเงินหลวง จ้างกรรมกรจีนให้ขุดคลองต่าง ๆ แทนการเกณฑ์แรงงานประชาชน และทรงออกกฎหมาย หา้ มสูบฝิ่น หา้ มตไี ก่ กดั ปลา ด้านพระศาสนา โปรด ฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม, จัดหลักสูตรการศึกษา เป็นเปรียญ ๑ ประโยค ถงึ ๙ ประโยค และทรงกาหนดพธิ ี วิสาขบูชา

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 3 ด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านศิลปะหลายด้าน เช่น ทรงแกะสลักบานประตูไม้พระ วิหารวัดสุทัศน์ ฯ ดว้ ยพระองค์เอง ทรงพระราชนพิ นธ์บทละครไว้มากมาย เชน่ อเิ หนา, รามเกียรต์ิ, เสภาขุนช้าง ขนุ แผน, สงั ข์ทอง, ไกรทอง, ไชยเชษฐ์, มณีพิชัย เป็นต้น ทรงป้ันหนุ่ พระพทุ ธรูป และหัวโขน นับเป็นยุคทองแห่ง วรรณคดี และศลิ ปกรรมของกรงุ รัตนโกสินทร์ - ทรงแกไ้ ขธงชาตสิ ยามที่เป็นพน้ื สแี ดง ให้มีชา้ งเผอื กอยใู่ นวงจักรในพนื้ ธงสีแดงซงึ่ ใชเ้ ป็นธงชาติมาจนถึง รชั กาลท่ี ๖ - ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๕ ปี เสด็จสวรรคต เม่ือวันท่ี ๑๑ กรกฎาคม ๒๓๖๗ พระชนมพรรษา ๕๖ พรรษา * องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ UNESCO ประกาศยกย่องพระองค์ ทรงเป็น “ บุคคลสาคัญของโลก ด้านวัฒนธรรม” ทางราชการของไทยได้ประกาศให้วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระองค์ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ของทกุ ปี เปน็ “ วนั ศลิ ปินแหง่ ชาติ ” รัชกาลท่ี ๓ พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจ้าอยูห่ ัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๙๔) ทรงเป็นพระราชโอรสใน รัชกาลที่ ๒ และเจา้ จอมมารดาเรยี ม พระราชสมภพ วันท่ี ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๓๓๐ พระชนมายุ ๒๖ พรรษา ได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระปรีชา สามารถหลายแขนง ทงั้ ดา้ นทางศาสนา, อักษรศาสตร์, นิตศิ าสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการพาณิชย์ จนเป็นที่ ไว้วางพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ ๒ อย่างยิ่ง ทรงได้รับผิดชอบ กรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมตารวจ และทาหน้าท่ี พพิ ากษาคดีความ แทนพระองค์ ร.๒ อยเู่ สมอ ทรงรอบรู้งานของแผน่ ดินอย่างดี เมื่อ ร.๒ สวรรคต โดยมิได้ทรงมอบหมายราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสพระองค์ใดเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ มีมติถวายราชสมบัติ แก่ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลท่ี ๓ พระชนมายุ ๓๗ พรรษา พระองคม์ ไิ ดท้ รงสถาปนา ผู้ใดเป็นพระบรมราชนิ ี คงมเี พียงเจ้าจอมมารดา และพระสนมเท่าน้ัน ด้านการปกครอง มีการปกครองเป็นส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โปรดฯ ให้นากลองใบใหญ่ มีนามว่า “ วินิจฉัยเภรี ” ต้ังไว้หน้าวังให้ราษฎรผู้ใดท่ีมีความเดือดร้อน ก็ให้ตีกลองน้ัน ตารวจเวรจะนาความขึ้นกราบ บงั คมทูล ให้มีการชาระความ พระองค์ก็จะทรงสอบถามอยู่เสมอ, ให้มีการปราบฝ่ิน และ อ้ังยี่อย่างจริงจัง, ทรง ออกกฎหมาย หา้ มเลย้ี งกดั ปลาและชนไก่ อันเปน็ การพนัน ดา้ นเศรษฐกิจ - ทรงจัดระบบเกบ็ ภาษหี ลายอย่าง จนมีเงนิ เขา้ ทอ้ งพระคลังจานวนมาก - ทรงสนพระทัย และ เชี่ยวชาญด้านการค้าขายกับต่างประเทศ ต้ังแต่ดารงพระยศ เป็น กรมหม่ืน เจษฎาบดินทร์ จน ร.๒ ทรงเรียกพระองคว์ า่ “ เจา้ สัว ” - โปรด ฯ ให้ต่อเรอื กาป้ัน เพื่อใช้ในการค้าขายจานวนมาก - ทรงอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายในประเทศได้อย่างเสรี ยกเว้น ข้าว อาวุธปืน และ ฝ่ิน ในรัช สมัยของ ร.๓ มรี ายไดข้ องแผ่นดนิ สูงมาก และด้วยเงินคา้ สาเภา เหลอื จากใช้จ่ายของแผ่นดิน มีถึง ๔ หมื่นชั่ง ใน ท้องพระคลังหลวง ในตอนปลายรัชกาล ทรงแบ่งเงินไปสร้างวัดท่ีค้างอยู่ และทานุบารุงวัดที่ชารุดเสียหายเป็น จานวนหน่ึงหมื่นช่ัง ส่วนที่เหลือ ๓ หมื่นชั่ง ทรงโปรด ให้เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายสาหรับแผ่นดินต่อไป และโปรดให้ ใสถ่ ุงแดงเอาไว้ เงนิ ถงุ แดง จานวนนเ้ี องท่ีเก็บต่อมาจนถึง ร.๕ ทที่ รงนาไปใชไ้ ถถ่ อน แผ่นดนิ บางสว่ นที่ถูกฝร่ังเศส ยึดไว้ ในกรณีพพิ าท ไทย – ฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๑๒ กด็ ้วยเงนิ ถุงแดง ของพระองค์

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 4 ด้านการป้องกันประเทศ - สงครามกับพมา่ ส้นิ สุดลง เพราะพมา่ รบกับอังกฤษ - พ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์ แห่งเมืองเวียงจันทร์ เดิมเป็นเมืองขึ้นของไทย แต่ครั้งกรุงธนบุรี ถือโอกาส ช่วงเปล่ียนแผ่นดิน ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมา แต่เจ้าเมืองถึงแก่กรรมคุณหญิงโม ภริยาปลัดเมืองรวบรวม ราษฎรชายหญิง ต่อสู้รักษาเมืองไว้ได้ ร.๓ โปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักด์ิพลเสพย์ ยกทัพไปปราบยึด เมืองเวยี งจนั ทร์ ไดใ้ นปี พ.ศ. ๒๓๗๐ * วีระกรมของคุณหญงิ โม ร.๓ โปรดเกลา้ ฯ แต่งต้งั เป็น “ท้าวสรุ นารี” - พ.ศ. ๒๓๗๖ ญวณยกทัพมารุกรานเขมร ซึ่งเป็นเมืองข้ึนของไทย ร.๓ โปรด ฯ ให้เจ้าพระยาบดินทร เดชา ยกทัพไปตีญวณ โดยตั้งมั่นอยู่ที่เมืองพระตะบอง ทาสงครามยืดเย้ือถึง ๑๕ ปี ญวณขอผูกไมตรีกับไทย เช่นเดิม ร.๓ ทรงตระหนักว่าต่อไปศัตรูของไทย จะไม่ใช่พม่า แต่เป็นชาติตะวันตก ซึ่งมีประสิทธิภาพทางทหาร มากกว่าชาตติ ะวันออก จึงทรงให้ศึกษาวิชาการทหารอย่างยุโรป การต่อเรือกาป่ันรบ ทรงสร้างเรือกลไฟข้ึนเป็น คร้งั แรกในสยาม - สร้างปูอมปราการ และเมอื งหนา้ ด่าน - สร้างปูอม เช่น ปูอมปีกกา, ปูอมตรีเพชร, ปูอมวิเชียรโชฏกที่แม่น้าท่าจีน, ปูอมคงกระพันท่ีแม่น้า บางประกง ปอู มเสือซ่อนเลบ็ ทตี่ าบลบางจะเกรง็ - เมอื งหนา้ ดา่ น ปอู มปราการเมืองกาญจนบุรี รับศึกพม่าตะวันตกปูอมท่ีเมืองสงขลา - ต่อเรอื สนิ ค้า มาคดั แปลงเปน็ เรอื รบ ด้านการศาสนา - โปรด ฯ ให้ปฏสิ ังขรณ์ ทั้งพระราชวัง และวดั ต่าง ๆ มากกว่ารัชกาลใด ๆ ถึง ๕๓ วัด สร้างวัดใหม่ ๑๙ วัด เชน่ วัดเฉลมิ พระเกียรติ นนทบุร,ี วัดเทพธิดาราม, วัดราชนัดดาราม และโลหะปราสาท ท่ีเหลืออยู่แห่งเดียว ในโลก - ส่งเสริมการศึกษาพระปริยตั ิธรรม และ สงั คยนาพระไตรปิฏกเปน็ การใหญ่ ด้านการตา่ งประเทศ - สมั พนั ธ์ไมตรกี ับ องั กฤษ พ.ศ.๒๓๖๙ - สมั พนั ธไ์ มตรกี บั อเมรกิ า พ.ศ.๒๓๗๕ - สมั พันธไ์ มตรกี ับ จีน เป็นอันดี ด้านการทูต และการค้า ส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรี ทาการค้ากัน ด้วยดีตลอดรชั สมยั ดา้ นการแพทย์ และอนื่ ๆ - ใน พ.ศ.๒๓๗๘ มิชชันนารีอเมริกัน ที่คนไทยรู้จักดีคือ “ หมอปรัดเลย์ “ได้นาวิชาแพทย์ตะวันตกมา เผยแพร่เปน็ คร้ังแรกในสยาม มกี ารผา่ ตดั เปน็ ครงั้ แรกในสยามมกี ารปลูกฝีปอู งกันไข้ทรพิษเปน็ ครัง้ แรก - ต้งั โรงพิมพ์และตีพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝ่ิน ซ่ึงเปน็ ประกาศดว้ ยการตพี มิ พเ์ ปน็ คร้ังแรก - มีการผลิต นิตยสาร “ บางกอกรดี อร์เดอร์” - พมิ พส์ รุ ยิ คติ เปน็ ภาษาไทย ครัง้ แรก * โปรดเกล้า ฯ ให้จารึกตารายา ตาราโหรศาสตร์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ท่าฤาษีดัดตนให้ประชาชน ได้ศึกษาหาความรู้ ตามผนังอาคารของวัดต่าง ๆ เช่น วัดราชโอรสาราม, วัดสุทัศน์เทพวราราม และ วัดพระเชตุ พนวมิ ลมังคลาราม (วดั โพธ์)ิ ซึ่งได้ช่อื วา่ เปน็ “ มหาวทิ ยาลยั แห่งแรกของไทย ”

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 5 * ทรงโปรด การบาเพญ็ พระราชกุศล สดับพระธรรมเทศนา บริจาคทานเปน็ นิตย์โปรด ฯ ให้สร้างเก๋งโรง ทาน สาหรับผู้ยากจนทั่วไป แม้สาเภาท่ีไปค้าท่ีเมืองจีน ก็พระราชทานข้าวสารใส่เรือไปลาละ ๕๐ ถังบ้าง ๑ เกวียนบ้าง เพ่ือพระราชทานใหค้ นจนี ที่ยากจน โดยตลอด * ร.๓ เสวยราชย์ได้ ๒๗ ปี ก็เร่ิมประชวร คร้ันพระอาการมากขึ้น ได้โปรด ฯ ให้สร้างแท่นใหม่ เพอ่ื ประทับเสดจ็ สวรรคต ด้วยทรงเกรงวา่ ผ้ทู จ่ี ะมาเป็นพระเจา้ แผน่ ดินองคใ์ หมจ่ ะรังเกยี จ * พระองคเ์ สด็จสวรรคต ในวันท่ี ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ครองราชย์ ๒๗ ปี พระชนมายุ ๖๔ พรรษา * นา่ สังเกต ร.๓ ไม่ทรงต้ังผ้ใู ดเปน็ พระอัครมเหสี พระเกยี รติคุณ - พระราชดารสั อนั เปน็ อมตะวาจา “การศกึ สงครามข้างญวนข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้าง พวกฝร่งั ” ใหร้ ะวงั ให้ดอี ยา่ ให้เสยี ทแี กเ่ ขาได้ การสงิ่ ใดของเขาทีค่ ดิ ควรจะเรียนเอาไว้ ก็ใหเ้ อาอย่างเขา แต่อย่าให้ นบั ถือเลอื่ มใสไปทเี ดียว “ซง่ึ ดุจจะทรงรู้กาลลว่ งหน้า” - ถุงแดง มีพระราชดารัสว่า “เก็บเอาไว้ให้ลูกหลานใช้ไถ่แผ่นดิน” (ทรงบาเพ็ญพระองค์อย่างสมถะ ใช้ จ่ายอย่างมัธยสั ถ์ เงนิ ถุงแดง ตกทอดมาจนถงึ ร.๕ ทรงใชใ้ นเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒) ลาดับ พระนาม พระราชสมภพ เรม่ิ บรม สน้ิ สวรรคต รวมปี ครองราชย์ ราชาภิเษก รัชกาล ครองราชย์ 1 พระบาทสมเด็จพระ 20 มีนาคม 6 เมษายน 13 7 กันยายน พ.ศ. 27 ปี พุทธยอดฟูาจุฬาโลก พ.ศ. 2279 พ.ศ. 2325 มถิ ุนายน 2352 (พระชนมายุ มหาราช (รชั กาลท่ี 1) พ.ศ. 2325 72 พรรษา) 2 พระบาทสมเดจ็ พระ 24 กมุ ภาพนั ธ์ 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 7 กรกฎาคม [พ.ศ. 15 ปี พุทธเลิศหลา้ นภาลยั พ.ศ. 2310 2367 (พระชนมายุ (รัชกาลที่ 2) 57 พรรษา) 3 พระบาทสมเดจ็ พระน่งั 31 มีนาคม 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 2 เมษายน พ.ศ. 27 ปี เกลา้ เจ้าอย่หู วั (พระ พ.ศ. 2330 2394 (พระชนมายุ มหาเจษฎาราชเจ้า) 63 พรรษา) (รัชกาลท่ี 3)

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 6 เนือ้ หา เรอ่ื ง ประวตั ิศาสตร์ชาติไทยและบุญคณุ ของพระมหากษัตรยิ ไ์ ทยในสมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ ร.4 - ร.6 รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั (พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑) - ทรงเปน็ พระราชโอรส ใน ร.๒ และสมเดจ็ พระศรีสรุ เิ ยนทรามาตย์พระบรมราชนิ ี - พระราชสมภพ ๑๘ ตุลาคม ๒๓๔๗ พระนามเดิม เจา้ ฟาู มงกฎุ - พระชนมายุ ๒๐ พรรษา ทรงผนวช หลังผนวช ๒ สัปดาห์ ร.๒ สวรรคต และทรงผนวชตลอด รัชกาล ของ ร.๓ เปน็ เวลา ๒๗ ปี - ทรงศกึ ษาภาษาลาติน และอังกฤษอยา่ งแตกฉาน ทาให้ทรงศึกษาวิชาของตะวันตกได้หลายแขนง เช่น ภมู ิศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และดาราศาสตร์ ได้เสด็จธดุ งคต์ ามหวั เมอื งตา่ ง ๆ เหน็ สภาพบา้ นเมอื ง และความเป็นอยู่ ของราษฎรได้อย่างแทจ้ รงิ - ทรงพบ ศิลาจารกึ สุโขทัย หลกั ที่ ๑ ของพ่อขนุ รามคาแหงมหาราช ท่ีเมอื งสุโขทยั เกา่ - ทรงลาผนวชขึ้นครองราชย์เป็น รัชกาลท่ี ๔ เมื่อ ๓ เมษายน ๒๓๙๓ ทรงพระนาม พระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว - ทรงสถาปนาเจ้าฟูาจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนุชาผู้ทรงรอบรู้ด้านการต่างประเทศ การทหาร และการเดินเรือ ขึ้นเป็น “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินอีก พระองค์หน่ึง ด้านการปกครอง - ทรงมีพระราชประสงค์ ให้พระมหากษตั รยิ ์มีพระราชอานาจโดยจากัด เช่นเดียวกบั ประเทศองั กฤษ - โปรดฯ ใหผ้ เู้ ขา้ เฝาู ตอ้ งสวมเส้ือ และชาวตา่ งชาตใิ หย้ นื เฝูาในห้องพระโรง - ใหบ้ า้ นเรอื นราษฎรสองขา้ งทางเสด็จไมต่ อ้ งปดิ ประตูหนา้ ต่าง - ทรงอนญุ าตใหป้ ระชาชนเข้าเฝูาอยา่ งใกล้ชดิ และถวายฏีการอ้ งทกุ ข์กับพระองค์ได้ - มกี ารตพี มิ พล์ ายลกั ษณ์อักษร ประกาศในหนงั สอื ราชกจิ จานเุ ษกษา ดา้ นต่างประเทศ - เปน็ ชว่ งเวลาแห่งการล่าอาณานิคมของมหาอานาจตะวนั ตก โดยเฉพาะ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส - ทรงเปิดประเทศทาสนธิสัญญาทางไมตรีกับชาติตะวันตก ถึง ๑๓ ประเทศ แม้จะมีข้อเสียเปรียบบ้าง แตก่ ็ทาใหไ้ ทยรอดพน้ จากภยั คุกคาม - ทรงแต่งตั้งชาวตา่ งชาติเป็นกงสลุ ไทยประจาต่างประเทศ - ทรงส่งทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรี กับ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ อเมริกา ไทยเป็นชาติเดียวในภูมิภาค อษุ าคเณย์ท่ีดารงเอกราชไวไ้ ด้ ด้านศาสนาและการศกึ ษา - ทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนา และการศกึ ษาพระปรยิ ัตธิ รรมอยา่ งจริงจงั - ทรงจัดให้มีการบาเพ็ญกุศลบูชาพระรัตนตรัย ในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วนั มาฆบูชา และเทศกาลตา่ ง ๆ - ทรงปฏิสังขรณว์ ดั ทที่ รุดโทรม ทั้งในกรงุ และหวั เมอื งกวา่ ๔๐ วัด

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 7 - ทรงสร้างวันขึ้นใหม่ ๕ วัด คือ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดมกุฎกษัตริยาราม และวดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม ซงึ่ เป็นวัดประจารชั กาล ทรงสร้าง พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี พระสมุทร เจดีย์ ท่ีสมุทรปราการ - โปรดฯ ให้สร้าง “พระสยามเทวาธิราช”เป็นเทวรูปทรงเคร่ืองแบบกษัตริย์ เป็นเทพผู้ปกปูอง ราชอาณาจกั รสยาม - ทรงริเร่ิมจัดการศึกษาสมัยใหม่ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ทรงจ้างมิสชันนารีมาเป็นครูสอน ภาษาอังกฤษ ในพระบรมมหาราชวัง ให้มิสชันนารีอเมริกาต้ังโรงเรียนท้ังในพระนครและหัวเมืองและส่ง ขา้ ราชการไปศึกษาและ ดงู านตา่ งประเทศเป็นครง้ั แรก ด้านเศรษฐกิจ - ทรงยกเลิกการเก็บภาษีซ้าซ้อนท่ีเป็นภาระแก่ประชาชน เช่น อากรค่าน้า และภาษีเกวียน ลดภาษี อากรตลาด โรงร้าน และเรือนแพ - ใหส้ ง่ ข้าวเปน็ สินคา้ ออกเปน็ ครั้งแรก - ทรงปรับปรุงระบบการเงิน โดย ทรงต้ังโรงกษาปณ์สิทธิการ ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ผลิตเหรียญ กษาปณ์ขนึ้ แทนเงนิ พดดว้ ง และเบีย้ หอย - ทรงต้งั โรงสไี ฟสาหรบั สขี ้าว โรงเลื่อยจักร ตงั้ ที่ทาการศุลกากร - ทรงให้สร้างถนนขึ้นอีกหลายสาย เช่น ถนนเจริญกรุง ถนนบารุงเมือง และถนนเฟ่ืองนคร ด้าน การทหาร - ทรงให้ฝึกหดั ทหารอย่างยโุ รป มีอาวุธทนั สมยั ไว้ประจาการ - ทรงจ้างครชู าวอังกฤษ และชาวฝร่ังเศส มาฝึกทหาร - เริ่มการจัดระเบียบแบบแผนทหารบกอย่างยุโรป เป็นกองร้อย หมวด หมู่ มีนายร้อย นายสิบควบคุม อยา่ งฝร่ัง - มกี องทหารรักษาพระองค์ และกองทหารหน้า - ส่งั ซอ้ื ปืนใหญแ่ บบใหม่ ๆ มาประจาหน่วยทหาร และประจาปอู ม - โปรดฯ ใหข้ ุดคลองผดุงกรงุ เกษม เป็นคูพระนครชนั้ นอก และสร้างปูอมเปน็ ระยะตามฝั่งคลอง ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ - ทรงสนพระทยั วิทยาการสมยั ใหม่ของโลกตะวันตกอยา่ งยิ่ง ทั้งดา้ นภาษาต่างประเทศ ภูมิศาสตร์แผนท่ี คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่ทรงค้นคว้ามาก คือ ดาราศาสตร์ชั้นสูง ทรงกาหนดเวลามาตรฐานสากล สาหรับ ประเทศไทย * ทรงคานวณ วัน เวลา สถานที่เกิดสุริยุปราคาล่วงหน้าถึง ๒ ปี อย่างแม่นยา ว่าจะเกิดสุริยุปราคา เต็มดวง ในวันท่ี ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ ณ บริเวณคลองวาฬ ตาบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงได้เชิญคณะ ทูตานุทูต นักดาราศาสตร์ต่างประเทศ และผู้สาเร็จราชการสิงคโปร์ ไปร่วมพิสูจน์ผลปรากฏทรงคานวณอย่าง แม่นยา จนเปน็ ทเ่ี ล่ืองลอื ในวงการดาราศาสตรท์ วั่ โลก ถึงพระนาม“ คงิ มงกุฏ ” - หลังเสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคาแล้ว ก็ทรงประชวรด้วยไข้จับส่ัน เสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม 2411 พระชนมายุ 65 พรรษา ทรงครองราชย์ 18 ปี * คณะรัฐมนตรี มีมติ เมื่อ 14 เมษายน ๒๕๒๕ ถวายพระเกียรติคุณ ทรงเป็น “ พระบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย ” และกาหนดวนั ท่ี 18 สิงหาคมของทุกปีเปน็ “ วันวทิ ยาศาสตร์แห่งชาติ ” * UNESCO (องคก์ ารศึกษาวทิ ยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแหง่ สหประชาชาต)ิ ประกาศยกยอ่ ง ร.4

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 8 ทรงเป็นบุคคลสาคญั ของโลก สาขาการศกึ ษา วฒั นธรรม สงั คมศาสตร์ มนุษย์วิทยา การพฒั นาสังคมและสือ่ สาร รชั กาลท่ี 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว (พ.ศ. 2411 – 2553) ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิริน ทราบรมราชนิ ี พระราชสมภพวันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2396 พระนามเดิม สมเด็จเจ้าฟูาจุฬาลงกรณ์ เม่ือยังทรง พระเยาว์ ทรงศึกษาด้านอักษรศาสตร์ ภาษามคธวิชาการยิงปืนไฟ ภาษาอังกฤษจากครูชาวต่างชาติอย่าง แตกฉาน ส่วนวิชาการรัฐศาสตร์ราชประเพณี และโบราณคดี สมเด็จพระชนกนาถเป็นผู้พระราชทานการสอน เมือ่ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เจ้าฟูาจุฬาลงกรณ์ ได้ เสด็จข้ึนครองราชย์สมบัติ ขณะพระชนมพรรษา 15 พรรษา เป็นรัชกาลท่ี 5 ทรงประกอบพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 เนื่องจากยังไม่ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ สมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รบั หนา้ ทีเปน็ ผู้สาเร็จราชการแผ่นดิน จนกระทั่งทรงบรรลุ พระราชนิติภาวะ แลว้ ทรงผนวชเปน็ พระภิกษุเปน็ เวลา ๒ สปั ดาห์ จึงได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อีกคร้ัง ในวันท่ี 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 จากน้ันก็ทรงมีพระราช อานาจเดด็ ขาดในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองอย่างอเนกอนันต์ ทรงเปี่ยมไปไปด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ นาพาประเทศชา ติให้รอดพ้น วิกฤตการณ์ใหญห่ ลวง ธารงเอกราชไวไ้ ด้ ด้านการปกครองและการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ในปี พ.ศ. 2417 ทรงโปรด ฯ ให้ต้ังสภาท่ีปรึกษา 2 สภา คือ สภาท่ีปรึกษาแผ่นดิน และสภาท่ีปรึกษา ในพระองค์ เพ่ือถวายความคดิ เห็นในการบรหิ ารประเทศใน พ.ศ. 2431 ทรงแบ่งการบริหารราชการแผ่นดิน โดย ต้ังกรมใหม่อีก 6 กรม รวมกับของเดิม 6 กรม รวมเป็น 12 กรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยก ฐานะเป็นกระทรวง และปรับปรุงใหม่เหลือเพียง 10 กระทรวง ในปลายรัชกาล ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงนครบาล, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ, กระทรวงวัง, กระทรวงเกษตราธิการ, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงโยธาธิการ และ กระทรวงธรรมการ ส่วนภูมิภาคให้จัดต้ัง เป็นมณฑลเทศาภิบาล ในปี พ.ศ. 2437 ให้แบ่งมณฑลออกเป็นเมือง อาเภอ และหมู่บ้าน อยู่ในความดูแล ของกระทรวงมหาดไทย และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสุขาภิบาลหัวเมือง ให้เจ้าหน้าท่ีฝุายปกครองรับพระราชทาน เงินเดอื นประจา และมกี ารแตง่ ตง้ั เจ้าเมอื ง ดา้ นกฎหมาย โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนกฎหมาย ปี พ.ศ. 2440 โดยมีพระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิ ซึ่งทรงสาเรจ็ วชิ ากฎหมาย มาจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้อานวยการใน พ.ศ. 2451 ทรงให้ชาระกฎหมายเก่า ให้ มีกฎหมายอาญาฉบับแรกข้ึนใช้และให้ยกเลิกการลงโทษแบบจารีตนครบาลเสียส้ิน ทรงให้ต้ังศาลยุติธรรมขึ้น ตามหัวเมือง เช่น ศาลมณฑลปราจีนบุรี ศาลมณฑลกรุงเก่า ศาลเมืองสระบุรี และอ่ืน ๆ ท่ัวพระราชอาณาจักร ในวนั ที่ 1 มถิ นุ ายน พ.ศ.2451 โปรดใหต้ ราพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ขึน้ แบง่ ศาลออกเปน็ 1. ศาลฎกี าเปน็ ศาลสูงสุด ในพระราชอานาจของพระมหากษตั ริย์ 2. ศาลฎกี าเปน็ ศาลยตุ ิธรรมกรุงเทพฯ สงั กัดกระทรวงยุติธรรม

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 9 3. ศาลหัวเมือง สังกดั กระทรวงยุตธิ รรม ดา้ นเศรษฐกิจและการคลัง ทรงจัดระเบียบเศรษฐกิจและการเงนิ 1. ต้ังหอรัษฎากรพิพัฒน์ ปี ๒๔๑๖ เพ่ือเก็บรายได้ของแผ่นดินแห่งเดียวกันและในปี 2417 โปรดให้ ยกเป็น กระทรวงการคลงั 2. วางหลักเกณฑ์ การเก็บภาษี แบบใหมต่ ามสากล 3. ตัง้ ธนาคารขึ้นครัง้ แรก คอื สยามกมั มาจล คอื ธนาคารไทยพาณชิ ยใ์ นปัจจบุ นั 4. ทาธนบัตรข้ึนใช้ในปี 2417 และประกาศเลกิ ใช้เงินพดด้วง ในปี 2451 การเลิกทาส นบั เป็นพระราชกรณียกิจท่สี าคญั ยงิ่ ทพี่ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ ในการเลิกทาส ต้ังแต่แรกข้ึนครองราชย์ ทรงเห็นว่ามีทาสเป็นจานวน กว่าหนึ่งในสามของพลเมืองท่ัวประเทศ มีทาสในเรือนเบี้ย สืบต่อกันไม่มีวันสิ้นสุด ลูกท่ีพ่อแม่เป็นทาส ก็ตกเป็นทาสอีก ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างปุาเถ่ือน ไม่รู้จักทามาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง เช่น เอาลูก เม่ือไปขายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทรงกาหนดเป็นข้ันตอน เพ่อื ใหร้ ะบบทาสค่อย ๆ หายไปจากสังคมไทย ด้วยการตรา พระราชบัญญัติ พิกัดเกษียณอายุลูกทาส ในปี พ.ศ. 2411 อันเป็นปีท่ีทรงขึ้นครองราชย์ และกาหนดให้มีการลดค่าตัวลงตามลาดับ นอกจากน้ีพระองค์ ยังได้บริจาค ทรัพย์ส่วนพระองค์ ช่วยไถ่ถอนทาส และพระราชทาน ทรัพย์ให้เป็นทุนได้ทามาหากินต่อไปด้วยทาสได้ค่อยๆ ลดจานวนลงตามลาดับจนหมดส้ินทั้งราชอาณาจักร และในปี พ.ศ. 2448 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญตั ิทาสรัตนโกสินทรศ์ ก 124” ใหเ้ ลิกทาสท่วั ประเทศ ทรงใช้เวลาถึง 37 ปี เป็นการเลิกทาสที่ปราศจากความวุ่นวายเสียเลือดเนื้อเหมือนหลายประเทศที่เกิด สงครามกลางเมืองด้วยพระเกียรติคุณของพระองค์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้า ฯ ถวาย ปริญญาทางกฎหมาย ( Doctor of law ) กิตติมศักดิ์ แก่พระองค์เมื่อวันท่ี 25 มิถุนายน พ.ศ. 2450 เป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกในทวีปเอเชีย ท่ีได้รับการถวายพระเกียรติเช่นนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอัน ยิ่งใหญ่ แก่ชาวไทยและประเทศชาตสิ ุดคณานบั ดา้ นการพฒั นาประเทศ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรด ฯ ให้ดาเนินกิจการอันก่อเกิด ประโยชน์แก่ประชาชน และประเทศชาติอย่างมากมาย หลายอยา่ งเกดิ ขึน้ เป็นครัง้ แรก ท่สี าคัญไดแ้ ก่ การไฟฟ้า จากการท่ีพระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ ทรงเห็นประโยชน์อย่างมากของการใช้ไฟฟูา จึงทรง ริเริ่มให้มีการใช้ไฟฟูา ในปี พ.ศ. 2427 และได้ตั้งโรงไฟฟูาที่วัดเลียบหรือวัดราชบูรณะ ในปี พ.ศ. 2433 กิจการ ไฟฟูาได้ก้าวหน้ามาเป็นลาดับ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ได้มีการผลิตไฟฟูาใช้ในการเดินรถราง และก่อตั้งเป็นบริษัท ไฟฟูาสยามขึ้นใน พ.ศ. 2444 นับเป็นการบกุ เบิกไฟฟูาของชาติไทยเปน็ ครง้ั แรก รถรางไฟฟ้า สมัยก่อนการเดินรถราง ใช้ม้าลาก คนไม่นิยมเพราะวิ่งช้า และค่าโดยสารแพงจึงหยุดไป จนมีในสมัย ที่มีการสร้างโรงไฟฟูาแล้ว จึงเร่ิมมีรถรางไฟฟูา ในปี พ.ศ. 2437 มีผู้คนนิยมใช้มาก จึงมีใช้เรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2505 จึงหยุดกิจการ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 10 การรถไฟ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมรถไฟ ในปี พ.ศ. 2433 ได้ก่อสร้างรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เสร็จ เป็นบางส่วน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทรงเปิดการเดิน รถไฟ ระหว่างสถานี กรุงเทพ ถึง อยุธยาระยะทาง 71 กิโลเมตร เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.2439 นับเป็น ปฐมฤกษ์แหง่ การรถไฟไทย การไปรษณีย์ และโทรเลข การติดต่อส่ือสารของไทยสมัยโบราณ ใช้คนเดิน ใช้ม้า เรือหรือแพ เป็นพาหนะพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงโปรดให้เริ่มการโทรเลขขึ้นก่อน ให้กระทรวงกลาโหม ดาเนินการวางสายโทรเลขสาย แรกของไทย ในปี พ.ศ. 2418 จากกรุงเทพฯ ถึงสมุทรปราการ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ต่อมาได้วางสายโทรเลข อีกสายหนึ่งจากกรุงเทพฯถึงบางประอิน สาหรับการไปรษณีย์ ทรงโปรด ฯ ให้ตั้งการไปรษณีย์ เป็นครั้งแรก มีท่ี ทาการเรียกว่า “ ไปรษณีย์คาร ” ต้ังอยู่ริมแม่น้าเจ้าพระยา เปิดทาการเป็นทางการ ปี พ.ศ. 2426 ระยะแรก รับฝากจดหมาย หรอื หนงั สอื เพียงในกรงุ เทพ และธนบุรี เท่าน้ัน ต่อมาจึงขยายกิจการไปทั่วประเทศ จนถึงในปี พ.ศ. 2441 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ กรมโทรเลข รวมกับกรมไปรษณีย์ เรียกช่ือว่า “ กรมไปรษณยี ์โทรเลข ” การโทรศัพท์ ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้ กระทรวงกลาโหม นาโทรศัพท์ อันเป็นการสือ่ สารทางสายมาทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2424 จากกรุงเทพฯ ถึงสมุทรปราการ เพ่ือแจ้งข่าวเรือเข้าออกท่ีปากน้า ต่อมากรมโทรเลขได้รับช่วง ต่อ ในการวางสายโทรศัพท์ เปดิ บรกิ ารใหก้ บั ประชาชน จนทกุ วันนี้ ด้านการศกึ ษา 1. ในปี พ.ศ. 2411 โปรดเกลา้ ฯ ให้ตัง้ โรงเรียนหลวง ขน้ึ ในพระบรมมหาราชวงั 2. ในปี พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้ต้ัง โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ อีกหน่ึงแห่งในพระบรมมหาราชวัง เชน่ กนั และในปี พ.ศ. 2422 ได้ยา้ ยไปเรียนท่พี ระราชวังนนั ทอุทยานสวนอนันต์ ธนบรุ ี 3. ในปี พ.ศ. 2424 โปรดเกลา้ ฯ ให้ตัง้ โรงเรยี นกรมมหาดเลก็ และยา้ ยไปเรยี นที่พระตาหนักสวนกุหลาบ ใน พ.ศ. 2425 เรยี กว่า โรงเรียนพระตาหนักสวนกุหลาบต่อมาโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงท่ัวไปขึ้นตามวัดต่างๆ ท้ังในกรุงและหัวเมืองเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2427 โรงเรียนหลวงสาหรับราษฎรแห่งแรกก็คือ โรงเรียนวัด มหรรณ พาราม ในปี พ.ศ. 2439 โปรดเกล้าฯ ให้ต้ังโรงเรียนแบบอังกฤษข้ึนที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ชื่อว่าโรงเรียนราช วิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจา และเป็นโรงเรยี นฝึกหัดครใู นปี พ.ศ. 2451 ดา้ นการพยาบาล และสาธารณสขุ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาล ข้ึนท่ีริมคลองบางกอกน้อย ธนบุรี โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ 200 ช่ัง เป็นทุน สร้างเสร็จเรียกว่า “โรงพยาบาลวังหลัง” เนื่องด้วยต้ังอยู่ในเขตพระราชวังบวร สถานพิมุขหรือวังหลัง เริ่มดาเนินการรักษาประชาชนท่ัวไป ได้ ในวันท่ี 26 เมษายน พ.ศ. 2431 ต่อมาพระองค์ ได้พระราชทานนามโรงพยาบาลแห่งน้ีใหม่ว่า “โรงพยาบาลศิริราช” เพ่ือเป็นการระลึกถึง สมเด็จพระเจ้าลูกยา เธอ เจ้าฟูาศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสท่ีสิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ขณะมีพระชนมายุเพียง 1 ปี 7 เดือน ระหวา่ งยงั คงกอ่ สร้างโรงพยาบาลอยู่ จึงไดพ้ ระราชทานเครื่องพระเมรุ พร้อมเครื่องใช้ต่างๆ ในงานพระศพ และ พระราชทรัพย์สว่ นพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟูาศิริราชกกุธภัณฑ์ จานวน 56,000 บาท ให้กับโรงพยาบาล อีกด้วย

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 11 นอกจากน้ี มีการสร้างโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพศิรินทร์ โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาล เสียจริต โรงพยาบาล สามเสน และบูรพาพยาบาล เปน็ ต้น ด้านการศาสนา 1. การชาระและพิมพ์พระไตรปิฎก ในปี พ.ศ. 2431 โปรดให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับทองนิ่มด้วยคัมภีร์ ใบลาน และพมิ พพ์ ระไตรปฎิ ก ดว้ ยอักษรไทย 2. การตราพระราชบญั ญตั ิการปกครองสงฆ์ ตราขึ้นในปี พ.ศ. 2445 กาหนดให้พระสังฆราชเป็นประมุข ของสงฆ์ มีพระราชาคณะใหญ่และรอง ท้ัง 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง คณะยุติกา สังฆมณฑล ท่ัวไป แบ่งเป็น เจ้าคณะมณฑลเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวงและอธิการหมวด มีการพระราชทานสมณฐานันดร ศักดิ์ และพระราชทินนามแก่พระสงฆ์ดว้ ย 3. การสร้างวดั และบรู ณะวัด โปรดให้สรา้ งวดั สาคญั ขึน้ เช่น วดั เบญจมบพิตร วดั ราชบพิธสถิตมหาสีมา ราม วดั เทพศิรนิ ทราวาส วัดราชาวาส โปรดใหร้ อื้ สรา้ งใหมห่ มด วดั นเิ วศน์ธรรมประวัติ ท่ีบางปะอิน วัดอัษฎางค นิมิต และวัดจุฑาทิศธรรมสดาราม ที่เกาะสีชัง โปรดให้บูรณะวัด ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดมหาธาตุ ยวุ ราชรังสฤษฏ์ิ วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดพระพุทธบาท สระบุรี วัดสุวรรณาราม ที่อยุธยาพระปฐมเจดีย์ ต่อจาก รชั กาลที่ 4 ดา้ นสถาปัตยกรรม ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ ง - พระทน่ี ั่งจักรมี หาปราสาท - พระท่นี ่ังอนันตสมาคม - พระราชวังดุสิต - พระราชวังบางปะอิน - พระรามราชนิเวศน์ เพชรบรุ ี - พระท่ีน่งั วิมานเมฆ - ศาลาวา่ การกระทรวงกลาโหม ด้านวรรณคดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเป็นกวีเอกผูห้ นึ่ง ทีมีผลงานไม่แพย้ ุคใดๆ เช่น 1. พระราชพิธีสบิ สองเดือน 2. ไกลบ้าน 3. พระราชวิจารณ์ 4. ลลิ ติ นิทราชาครติ 5. บทละครเรือ่ ง เงาะปุา 6. กวนี ิพนธเ์ บด็ เตล็ด

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 12 รัชกาลท่ี ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หวั (พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘) - ทรงเป็นพระราชโอรสใน ร.5 และสมเดจ็ พระศรพี ัชรนิ ทราบรมราชินีนาถ - พระราชสมภพ 1 มกราคม 2423 พระนามเดิม “สมเดจ็ เจ้าฟาู มหาวชริ าวุธ” - 12 พรรษา เสดจ็ ไปศกึ ษา ณ ประเทศองั กฤษ - ร.5 สถาปนา เป็น สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าชสยามมกฎุ ราชกุมาร ใน 17 มกราคม ๒๔๓๗ - ไปศกึ ษาตอ่ ที่ โรงเรียนนายร้อยแซนต์เฮิร์ส ประเทศอังกฤษ - ทรงศกึ ษาวิชาประวัติศาสตร์ กฎหมาย ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทรงได้รับ การยกย่องจากพระอาจารย์ว่ามพี ระปรชี าญาณเฉยี บแหลมมาก อังกฤษถวายเครื่องราชยฯ์ ราชวกิ ตอเรยี ช้นั ที่ 1 - เสดจ็ ข้นึ ครองราชย์ เมื่อวนั ท่ี 23 ตุลาคม 2453 พระชนม์ 30 พรรษา - ทรงมีพระราชกรณียกิจสาคญั มากมาย ล้วนแลว้ แต่เป็นประโยชนต์ อ่ แผ่นดนิ จนถึงปจั จบุ นั *ท่สี าคัญ - ทรงตั้งโรงเรยี นพาณิชยกรรม - โรงเรยี นเพาะชา่ ง - ทรงตราพระราชบัญญตั ิ ประถมศกึ ษา 2464 เด็กอายุ 7 – 14 ปี ต้องเรยี นหนังสอื อย่ใู นโรงเรียน - ทรงต้ัง “ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ” พ.ศ. 2458 มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย - ทรงตงั้ โรงเรยี นมหาเล็กหลวง ปัจจบุ ันคอื วชิราวุธวทิ ยาลัย * กิจการเสือปุาและลูกเสือ ( ให้มีวามรักชาติบ้านเมือง นับถือศาสนา จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มี ความสามัคคี ) “ เสียชีพอยา่ เสียสัตย์ ” * กองลูกเสือหญิง พระราชทานนามว่า “ เนตรนารี ” โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ปัจจุบัน โรงเรียนวัฒนา วทิ ยาลัย * พระศาสนา พระราชนิพนธ์เกี่ยวกับธรรมะไว้จานวนมาก ปาฐกถา เทศนา บทสวดมนต์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน พระพทุ ธเจ้าตรสั รู้อะไร เทศนาเสอื ปาุ ดว้ ยพระองคเ์ อง - ทรงบรู ณปฏิสงั ขรณ์ วัดตา่ ง ๆ เชน่ วัดพระแกว้ วดั โพธิ์ วดั บวรนิเวศ วัดมหาธาตุ วัดพระพทุ ธบาท จงั หวัดสระบุรี วดั พระปฐมเจดยี ์ จังหวดั นครปฐม การคมนาคม - ทรงรวมกิจการรถไฟเข้าเปน็ กรมเดียว เรียกว่า “ กรมรถไฟหลวง ” - เปิดเดินรถไฟสาย กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เจาะอโุ มค์รถไฟลอดถา้ ขนุ ตาล - เปิดเดินรถไฟสายใต้ กับ มาเลเซีย ปีนัง และสิงคโปร์ - สร้างสะพานพระราม ๖ ขา้ มแมน่ า้ เจา้ พระยา เชือ่ มทางรถไฟจากหัวลาโพงสูภ่ าคใต้ - เริม่ ขนสง่ ไปรษณยี ภณั ฑ์ทางอากาศเป็นคร้งั แรกในสยาม เส้นทางกรุงเทพฯ - จันทบุรี - ทรงใหก้ ระทรวงทหารเรือ ต้งั สถานีวิทยุโทรเลขทศี่ าลาแดง กรุงเทพฯ และท่ีจงั หวัดสงขลา

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 13 การแพทยแ์ ละสาธารณสุข - โปรดฯ ใหส้ รา้ งโรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ในทด่ี นิ สว่ นพระองค์ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในพระบรม ชนกนาถ ใน พ.ศ.2454 - ปีต่อมา โปรดฯ ให้สร้าง วชิรพยาบาล และพระราชทานท่ีดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้าง “สถานเสาวภา” เป็นเกียรตยิ ศแห่งพระบรมราชชนนี ดา้ นป้องกนั ประเทศ - โปรดฯ ใหแ้ ยกกรมทหารเรอื ออกจากกระทรวงกลาโหม ตัง้ เปน็ กระทรวงทหารเรือ - ทรงตัง้ สภาปอู งกนั ราชอาณาจกั ร ทาหน้าทีป่ ระสานระหวา่ ง ทหารบก และทหารเรือ - สั่งซื้อ เรือรบหลวงพระร่วง เป็นเรือพิฆาตลาแรกของทัพเรือสยาม ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และประชาชนบรจิ าคสมทบ โปรดฯ ใหใ้ ช้อ่าวสตั หีบเปน็ ฐานทัพเรือ - ทรงจดั ตั้งหน่วยบินข้นึ เปน็ คร้ังแรก เมอื่ พ.ศ.2456 ตอ่ มาเปน็ กองบินทหารบก พัฒนาเป็นกรมอากาศ ยานทหารบก และเป็นกองทัพอากาศในเวลาต่อมา ส่งเสรมิ ระบอบประชาธปิ ไตย - หลงั ครองราชย์ได้ 8 ปี ทรงนาระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาทดลองใช้โดยจาลองเมือง ชื่อ “ดุสิตธานี ” ในบริเวณพระราชวังดุสิต เน้ือที่ 3 ไร่ มีพรรคการเมืองหนังสือพิมพ์รายวันวิพากษ์วิจารณ์ท้ัง ภาษาไทย อังกฤษ และจนี ถงึ 149 ฉบับ ด้านศลิ ปวฒั นธรรมและสถาปตั ยกรรม - ทรงโปรดงานศิลปะ โดยเฉพาะการละคร ทรงพระราชนพิ นธบ์ ทละครไวม้ ากมาย ล้วนส่งเสริมความรัก ความสามคั คี อนรุ ักษ์ศลิ ปวฒั นธรรม ศลี ธรรม รกั เกยี รติ รักหนา้ ที่ จงรกั ภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ - สถาปตั ยกรรม โปรดฯ ให้สรา้ งพระราชวงั สนามจันทร์ พระราชนิเวศมฤคทายวัน หอประชุม โรงเรียน วชิราวธุ อาคารคณะอักษรศาสตรจ์ ฬุ า ฯ พระตาหนกั จิตรลดารโหฐาน การตา่ งประเทศ - พ.ศ.2457 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนต้นสยามเป็นกลาง แต่ต่อมา ร.๖ ทรงเล็งเห็นประโยชน์ของ ชาติ และความเที่ยงธรรมของโลก จึงทรงโปรดให้สยามประกาศสงครามร่วมกับฝุายพันธมิตรในวันที่ 21 กรกฎาคม 2460 และส่งกองทหารอาสาสมัครไปรว่ มรบในสมรภมู ิยุโรปด้วย เมื่อฝุายพันธมิตรมีชัย สยามก็เป็นผู้ ชนะด้วย จงึ มโี อกาสเจรจากบั ประเทศมหาอานาจ ได้ขอแกไ้ ขในสนธิสญั ญาทไ่ี ม่เป็นธรรม พ้นจากการเสียเปรียบ ทางการศาล การค้า การเกบ็ ภาษี มีการ แลกเปลย่ี นผู้ช่วยทูตทหารเป็นครง้ั แรก สิง่ สาคัญทีท่ รงรเิ ร่ิม 1. พ.ศ. 2455 ทรงโปรดฯ ใหใ้ ช้ พ.ศ. แทน จ.ศ. และ ร.ศ. 2. พ.ศ. 2456 ทรงโปรดฯ ให้เลกิ เวลา เป็น ทุ่ม โมง ยาม ใหเ้ รียกเป็น นาฬิกา 3. พ.ศ. 2463 โปรดฯ ให้เร่มิ นบั วนั หน่งึ ๆ ตง้ั แต่ 24.00 น 4. พ.ศ. 2464 โปรดฯ ให้ใชค้ านาหนา้ เด็กและสตรวี ่า ด.ช. ด.ญ. นาย นาง น.ส. 5. พ.ศ. 2465 โปรดฯ ใหค้ นไทยใช้นามสกุล 6. เดิมธงชาติสยาม เปน็ พื้นแดงมีช้างเผอื ก (บางคร้ังชักเอาช้างกลับหวั ) ระหวา่ งสงครามโลกคร้ังท่ี 1 จึง ทรงเปลย่ี นเปน็ ธงไตรรงคท์ ใ่ี ช้จนถงึ ปัจจบุ นั 7. ทรงเปิดหอสมุดพระนคร ปจั จุบันเป็นหอสมดุ แห่งชาติ 8. ทรงฟื้นฟู นาฎศิลป์ คีตศิลป์ และ ดุริยางคศิลป์ เช่น โขน ละคร โปรดฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น ปัจจุบนั คือ กรมศลิ ปากร

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 14 พระเกียรติคุณ - ทรงเป็นพระมหากษตั ริย์ท่ีเปยี่ มดว้ ยทศพธิ ราชธรรม ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเป็นคุณประโยชน์ ต่อชาตมิ ากมาย - พสกนกิ รถวายพระสมญั ญานามว่า “ สมเดจ็ พระมหาธีรราชเจ้า ” - พ.ศ. 2495 UNESCO ประกาศยกยอ่ งพระองค์ เปน็ ปราชญ์ทางการศึกษา เปน็ บคุ คลสาคัญของโลก * ร.6 ทรงมีพระราชธิดาพระองค์เดียว (สมเด็จเจ้าฟูาเพชรรัตน์ราชสุดาฯ) ประสูติในสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เสด็จสวรรคตด้วยพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทรในวันท่ี 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 พระชนมายุ 45 พรรษา ครองราชย์ 15 ปี ลาดับ พระนาม พระราชสมภพ เรมิ่ บรม สน้ิ สวรรคต รวมปี ครองราชย์ ราชาภเิ ษก รชั กาล ครองราชย์ 1 พระบาทสมเดจ็ 18 ตลุ าคม 2 เมษายน พระจอมเกล้า พ.ศ. 2347 พ.ศ. 2394 6 เมษายน 1 ตุลาคม พ.ศ. 17 ปี เจา้ อยู่หัว พ.ศ. 2394 (รชั กาลที่ 4) 1 ตลุ าคม 2411 (พระชนมายุ พ.ศ. 2411 2 พระบาทสมเดจ็ 20 กันยายน 63 พรรษา) พระจลุ จอมเกล้า พ.ศ. 2396 3 ตุลาคม เจา้ อยหู่ ัว (พระปิย พ.ศ. 2453 11 23 ตุลาคม พ.ศ. 42 ปี มหาราช) (รัชกาล พฤศจิกายน 2453 (พระชนมายุ 15 ปี ท่ี 5) พ.ศ. 2411 (ครัง้ ที่ 1) 16 57 พรรษา) 3 พระบาทสมเดจ็ 1 มกราคม พฤศจิกายน พระมงกุฎเกล้า พ.ศ. 2423 พ.ศ. 2416 26 พฤศจกิ ายน เจา้ อยหู่ ัว (พระ (ครัง้ ท่ี 2) พ.ศ. 2468 มหาธีรราชเจา้ ) (รชั กาลที่ 6) 11 (พระชนมายุ 45 พฤศจิกายน พรรษา) พ.ศ. 2454

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 15 เนอื้ หา รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพ เม่ือวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 สมเด็จ พระบรมราชชนนีทรงเรียกพระองค์ว่า “เอียดน้อย” และเนื่องจากพระพลานามัยไม่ค่อยสมบูรณ์ สมเด็จพระ บรมราชชนนี จึงมอบพระองค์ให้อยูใ่ นพระอภิบาลของเจา้ จอมมารดาเย้ือน ในรัชกาลท่ี 5 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรก เมื่อพระชนมายุ 5 พรรษา โดยทรงศึกษาวิชาภาษาไทยกับพระยา อิศรพนั ธุ์โสภณ (หนู อศิ รางกูร ณ อยุธยา) ตอ่ มาสมเด็จพระบรมชนก นาถได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนนายร้อยพิเศษ จากนั้นทรงเข้าพิธีโสกันต์ในวนั ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2448 ณ พระ ท่ี นั่ ง ดุ สิ ต ม ห า ป ร า ส า ท พ ร้ อ ม กั บ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยา เธอ เจ้าฟูาประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสโุ ขทยั ธรรมราชา มุสิกนาม พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อ ทีป่ ระเทศอังกฤษ ขณะมีพระชน มายุ เพียง 13 พรรษา ทรงศึกษาวิชา สามัญในวิทยาลัยอีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมช้ันหน่ึงของอังกฤษ เม่ือสาเร็จ การศึกษาจากวิทยาลัยอีตันแล้วทรงสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารท่ี เมืองวูลิช (Royal Military Academy Council) โดยทรงเลือกศึกษาวิชาทหาร แผนกปืนใหญ่ม้า แต่ขณะน้ันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2553 พระองค์ จงึ เสดจ็ กลบั ประเทศไทยเพอื่ เข้าร่วมพธิ ีพระบรมศพ แลว้ จงึ เสด็จกลบั ไปศกึ ษาตอ่ จนจบการศึกษา

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 16 ต่อมาพระองค์ทรงเข้าประจาการ ณ กรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษ ท่ีเมืองอัลเดอร์ชอต (Aldershot) และได้รับอนญุ าตใหท้ รงเครื่องแบบนายทหารอังกฤษ ในสังกัด “ L” Battery Royal Horse Artillery พระองค์ ทรงไดร้ ับสัญญาบตั ร เป็นนายทหารยศรอ้ ยตรีกิตตมิ ศักด์แิ หง่ กองทัพองั กฤษ และในการที่พระองค์ สาเร็จการศึกษาจากสถานทีน่ ี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ดารงตาแหน่งพระยศ นายร้อยตรีนอกกองสังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาได้เล่ือนข้ึนเป็นนายร้อยโท และนายทหาร นอกสังกดั กรมทหารนอกกอง สังกดั กรมทหารปืนใหญร่ ักษาพระองค์ ในปี พ.ศ. 2557 ได้เกิดสงครามโลกข้ึนในยุโรป แต่เน่ืองจาก พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงมีพระราชดาริว่าสมเด็จพระเจ้าน้อง ยาเธอยังทรงศกึ ษาวิชาการทหารได้เพียงครง่ึ ๆ กลางๆ หากจะกลับเมืองไทยก็ยัง ทาคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ไม่เต็มท่ีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากร ทรงจัดหาครู เพ่ือสอนวิชาเพ่ิมเติมให้สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ โดยเน้นวิชาที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง คือ วิชา กฎหมายระหว่างประเทศ พงศาวดารศึก และยุทธศาสตร์การศึก แต่ต่อมา สงครามได้ทวีความรุนแรงข้ึนมาก ทาให้การหาครูมา ถวายพระอักษรเป็นเร่ือง ลาบาก เนื่องด้วยนายทหารท่ีมีความสามารถต้องออกรบในสงครา ม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั จงึ โปรดเกล้าฯ ให้สมเดจ็ พระเจ้าน้องยา เธอเสดจ็ กลบั ประเทศ ไทย ในปพี .ศ. 2558 คร้ันเมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรง เข้ารับราชการตาแหน่ง นายทหารคนสนิทพิเศษจอมทัพสมเด็จพระอนุชาธิราช เจา้ ฟาู กรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถ ผ้ทู รงเป็นพระเชษฐาในพระองค์ซึ่งดารงตาแหนง่ เป็นเสนาธิการทหารบก จากนั้นพระองค์ทรงเล่ือนเป็นผู้บังคับบัญชาการกองพันน้อยท่ี 2 ในตาแหน่งนายทหาร เสนาธิการ และต่อมา เล่ือนเป็นนายพันตรีแล้วเป็นพันโทบังคับการโรงเรียนนายร้อย ชั้นประถม ในระยะแรกท่ีทรงเข้ารับราชการ พระองค์ประทับอยู่ ณ วังพญาไทร่วมกับ สมเด็จพระบรมราชชนนี และนอกจากวังพญาไทแล้ว สมเด็จเจ้าฟูาฯ กรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถ ยังประทานบ้านท่าเตียนให้เป็นท่ีประทับอีกแห่งหน่ึงด้วย สมเด็จพระเจ้าน้อง ยาเธอทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในตาแหน่ง รัตนศาสดาราม แล้วเสด็จ ประทับจาพรรษา ณ วัด บวรนิเวศวิหาร เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงลาผนวชและเสด็จเข้ารับราชการอีกครั้งเป็นที่ เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสขอ หม่อมเจ้าหญิงราไพพรรณี ให้และ ประกอบพระราชพิธีมงคลสมรส ณ พระทีน่ ่ังวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอินพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561 หลังจากท่ีทรงอภิเษกสมรส และรับราชการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงประสบ ปัญหาเก่ียวกับพระพลานามัย จึงจาเป็นต้องลาราชการไปพักรักษาตัวในท่ี ๆ มีอากาศเย็นตามความเห็นของ คณะแพทย์ พระองค์เสด็จไปพักรักษาตัวที่ยุโรปในปีพ.ศ.2463 คร้ันทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว ก็ทรง เขา้ ศึกษาในโรงเรียนนายทหารฝุายเสนาธกิ าร ฝร่ังเศส ณ กรุงปารีส จนสาเร็จการศึกษา และเสด็จกลับประเทศ ไทยในปี พ.ศ. 2464 หลังจากนั้นอีก 4 ปี พระองค์ก็ทรงเข้ารับราชการอีกคร้ัง โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในตาแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก และเลื่อนพระยศข้ึน เป็นนายพันเอก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ 2 และเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ท่ี 2 ในคราว เดียวกัน และต่อมา พระองคก์ ็ไดร้ บั การสถาปนาขนึ้ เป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัย ธรรมราชา เม่อื พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟูากรมพระ ยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช ได้ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี เพ่ือปรึกษาหารือเร่ือง

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 17 การสบื ราชสมบตั ิ ซึ่งจากการพเิ คราะหพ์ ระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่ีทรงแสดง ไว้ในพระราชหัตถเลขานิติกรรมจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัย ในสมเด็จพระอนุชาธริ าชมาก ทว่าสมเด็จเจ้าฟูาฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ไม่เต็มพระทัยจะรับราชสมบัติ โดยทรงอ้างว่ายังมี เจ้านาย ที่อาวุโสมากกว่าพระองค์ แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ไว้วางใจในพระองค์ และต้องการ ปฏิบัตติ ามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั จึงพร้อมใจกันเชิญสมเด็จเจ้าฟูาฯ กรม หลวงสโุ ขทัยธรรมราชา ขน้ึ ครองราชย์เป็นพระมหากษตั รยิ ์พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระปรมาภิไธย วา่ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เมื่อพระองค์เสด็จข้ึนครองราชย์แล้ว พระองค์จัดตั้ง “คณะอภิรัฐมนตรี” ข้ึน เพ่ือทาหน้าที่ถวาย คาปรึกษาเก่ียวกับราชการแผ่นดิน และราชการในพระองค์ ด้วยทรงพระราชดาริว่า “ไม่ทรงสันทัดในการ แผ่นดินมากนกั ” คณะอภิรฐั มนตรนี ป้ี ระกอบไปด้วยพระบรมวงศานุวงศช์ น้ั ผใู้ หญ่ 5 พระองค์ คอื 1. สมเดจ็ เจ้าฟาู ฯ กรมพระยาภาณพุ ันธุวงษ์วรเดช 2. สมเด็จเจ้าฟาู ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 3. สมเดจ็ เจา้ ฟูาฯ กรมพระยานริศรานุวดั ตวิ งศ์ 4. สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ 5. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระจนั ทรบรุ ีนฤนาท หลังจากน้ันได้มีเหตุการณ์ท่ีทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองขึ้น จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์เป็นระบอบ ประชาธิปไตย ทาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซ่ึงพระองค์ก็มิได้ ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย แต่ได้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทาให้พระองค์ ต้องประกาศสละราชสมบัติ เพราะการเปล่ียนแปลงการปกครองน้ัน ไม่เป็นไปตามท่ีพระองค์ได้วางแผนให้เป็น คือ ต้องการมอบประชาธิปไตยให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ตา่ งประเทศเพ่อื ผา่ ตัดพระเนตรแลว้ กม็ ไิ ด้เสด็จกลับประเทศไทย ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระท่ัง คณะรัฐบาลจดั ตง้ั กรรมการขึ้นมาคณะหน่ึงเดินทางไปเฝูากราบบังคมทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับประเทศไทย แต่ การกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับนั้นกลับไม่เป็นผล ทาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระ ราชหฤทัยประกาศสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 และหลังจากที่ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินี และพระประยูร ญาติที่สนิทบางพระองค์ ก็ได้เสด็จประทับท่ีรัฐเวอร์จิเนียวอเตอร์ (Virginia Water) อันเป็นชนบทใกล้กรุง ลอนดอนเปน็ การถาวร ดา้ นการปกครอง - ทรงมีพระราชประสงคจ์ ะเปลยี่ นวิธกี ารปกครองของสยาม ให้ราษฎรมสี ่วนมากข้ึน - ออกพระราชบัญญตั เิ ทศบาล ให้ราษฎรเลอื กผู้แทนเข้าเปน็ คณะกรรมการปกครองท้องถน่ิ ของตน - ทรงต้งั ท่ีปรึกษาราชการชั้นสูง เรียกว่า “ อภิรัฐมนตรีสภา ” ให้มีบทบาทสาคัญทางการเมืองและการ ปกครอง เพอ่ื ช่วยมิให้พระมหากษัตรยิ ใ์ ช้พระราชอานาจในทางที่ผิด * คณะราษฎรย์ ดึ อานาจการปกครอง เมื่อ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 จงึ ยกเลิก อภิรฐั มนตรีสภา - ทรงออกพระราชบัญญตั คิ วบคุมการค้าขาย พ.ศ. 2471 เพอ่ื ค้มุ ครองสวสั ดิภาพของประชาชน

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 18 ด้านสาธารณูปโภค การเงิน การไฟฟาู การประปา รถราง รถไฟ ฯลฯ ดา้ นการศึกษา - ทรงออกพระราชบัญญัติ ประถมศึกษาทั่วประเทศ พ.ศ. 2469 ยกเลิกการเก็บเงินระดับประถมศึกษา โดยให้กระทรวงพระคลงั มหาสมบัติจา่ ยแทน * โปรดเกล้า ฯ ตรา พรก. เสื้อครุยบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 4 กรกฎาคม 2473 และ เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตครั้งแรก 25 ตุลาคม 2473 และคร้ังที่ 2 ใน 14 มีนาคม 2474 ทรง เปน็ พระมหากษัตรยิ ์ภายใตร้ ฐั ธรรมนญู - พระราชทานรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม ฉบับแรก 10 ธันวาคม 2475 - รฐั บาลดาเนนิ การปกครองโดยไมเ่ ป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแทจ้ ริง - ตุลาคม 2476 เกิด “ กบฏบวรเดช ” พระองค์เจ้าบวรเดช และ พระยาศรีสิทธิสงคราม รวมกาลัง ทหารหวั เมือง * ร.๗ เสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ ใน 12 มีนาคม 2477 ทรงมีพระราชหัตถเลขาทรงสละราช สมบตั ิ ถงึ รัฐบาลไทย ใน 12 มนี าคม 2477 * หลังทรงสละราชสมบัติแล้ว ร.๗ และพระราชินี ไดป้ ระทบั อยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ได้เสด็จสวรรคต เมอ่ื วนั ท่ี 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 พระชนมายุ 48 พรรษา ครองราชย์ 9 ปี * ถวายพระเพลิงพระบรมศพ วันท่ี 3 มิถุนายน พ.ศ. 2484 อย่างเงียบๆ ไม่มีพระราชพิธีใดๆ ทั้งสิ้น ณ สุสานโกลเตอรก์ รีน สะพานปฐมบรมราชานสุ รณ์

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 19 เนือ้ หา รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวอานันทมหิดล - ทรงเป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระมหิตะลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวง สงขลานครนิ ทร)์ และ สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี พระราชสมภพ วันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2468 - เม่ือ ร.7 ทรงสละราชสมบัติ เมือ่ วนั ท่ี 2 มีนาคม พ.ศ.2477 สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี มีมติ เหน็ ชอบให้อันเชญิ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า อานนั ทมหิดล ขึ้นครองราชย์ขณะพระชนมายุ ๙ พรรษา - เน่ืองจากยังทรงพระเยาว์และประทับอยู่ต่างประเทศ มีมติเห็นชอบให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหม่ืน อนุวัฒน์ จาตุรนต์, พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ป้ัน สุขุม) เป็นคณะ ผสู้ าเร็จราชการแทนพระองค์ - ทรงมีพระอาจารย์ถวายอักษรไทย และศกึ ษาภาษาตา่ งๆ ถึง 6 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ ลาติน ฝรั่งเศส เยอรมัน และสเปน พระมหากรุณาธคิ ณุ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้วย พระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรทั่วหน้า โปรดที่จะเสด็จฯ ไปทรงเย่ียมราษฎร พร้อมด้วย สมเด็จ พระอนุชา ทรงเอาพระทัยใส่ประชาชน ทรงมีพระราชดารัสซักถามทุกข์สุขความเป็นอยู่ และการทามา หากิน ด้วยสีพระพักตร์เป่ียมด้วยพระเมตตา ทรงเป็นกันเอง และทรงเรียกประชาชนที่มาเฝูาว่า ลุง ปูา น้า อา ทาให้ประชาชนทม่ี ีโอกาสได้เฝาู อยา่ งใกลช้ ิด พากันปล้มื ปิติเปน็ ล้นพน้ รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันท่ี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระปกเกลา้ เจา้ อย่หู ัวรัชกาลท่ี 7 ทโ่ี รงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นเมืองเคมบริดจ์รัฐแมสซาชูเซตส์สหรัฐเป็นพระราช โอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟูามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (ภายหลังคือสมเด็จพระมหิตลา ธิเบศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ตะละภัฏ (ภายหลังดารงพระยศเป็นสมเด็จพระศรี นครินทราบรมราชชนนี) และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จ พระศรสี วรนิ ทริ าบรมราชเทวี พระพันวสั สาอัยยิกาเจ้า พระนามของพระองค์มีความหมายว่า ภูมิพล - ภูมิหมายความว่า \"แผ่นดิน\" และพลหมายความว่า \"พลัง\" รวมกันแล้วหมายถึง \"พลังแห่ง แผน่ ดิน\" อดุลยเดช - อดุลยหมายความว่า \"ไม่อาจเทียบได้\" และเดชหมายความว่า \"อานาจ\" รวมกันแล้ว หมายถงึ \"อานาจท่ีไม่อาจเทียบได\"้ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต อย่าง กระทันหัน ณพระท่ีน่ังบรมพิมานภายในพระบรมมหาราชวังในวันเดียวกัน รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไปแต่เนื่องจากยังมีพร ะราช กิจด้านการศึกษา จึงเสด็จพระราชดาเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปล่ียนสาขาจาก วิศวกรรมศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 20 กรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณ ราชประเพณีขึ้น ณ พระทีน่ ่ังไพศาลทักษิณเฉลิม พระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรม ราชโองการว่า \"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพ่อื ประโยชน์สขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม\" โครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริ โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริเป็นโครงการท่ีจัดต้ังขึ้นจากพระดาริของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ภายในประเทศทั้งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ไขปัญหา ระยะยาวทรงเริ่มดาเนินการมาต้ังแต่ พ.ศ. 2493 ตลอดรัชสมัยมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริท้ังหมด 4,447 โครงการ โดยมีหน่วยงานราชการพิเศษท่ีประสานงานโครงการ คือ สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือ ประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ โดยแต่ละโครงการจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป โครงการเพื่อการส่งเสริมและวิจัย เช่นมูลนิธิ ชัยพัฒนา, มูลนิธิโครงการหลวง, โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาโครงการเก่ียวกับน้า เช่นโครงการแก้มลิง, โครงการฝนหลวง, กังหันชัยพัฒนาโครงการเก่ียวกับการเกษตร เช่นโครงการแกล้งดินโครงการอ่ืนๆ เช่น โครงการสารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดา ริมีบทบาทสาคัญในการพัฒนา ประเทศ โดยเฉพาะแถบชนบทนอกจากน้ีโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริยังได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาสาขาสนั ติภาพและความเข้าใจระหวา่ งประเทศ เมอื่ ปี พ.ศ. 2531 อีกดว้ ย เศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดารัสแก่ ชาวไทยนับต้ังแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมาและถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนว ทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ให้สามารถดารงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ใน กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้ีได้รับการเชิดชูจากองค์การ สหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญา ท่ีมีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิก ยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบย่ังยืนโดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงแต่ในขณะเดียวกัน บางส่ือ ตั้งคาถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติรวมทั้งความ น่าเชอื่ ถือของรายงานศกึ ษาและท่าทีขององค์การ “...การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับข้ัน ต้องสร้างพ้ืนฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นอันพอควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจ ข้ันที่สูงข้ึนโดยลาดับต่อไปหากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจข้ึนให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดย ไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วยก็ จะเกิดความไม่สมดุล ในเร่ืองต่างๆ ขน้ึ ซ่ึงอาจกลายเปน็ ความย่งุ ยากล้มเหลวได้ในท่สี ุด...” พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วนั พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลางท่ีช้ีแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติของประชาชน ในทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสายกลางมีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 21 เปลยี่ นแปลงซึง่ จะตอ้ งอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมดั ระวงั ในการวางแผนและดาเนินการทุกข้ันตอน ท้ังน้ี เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดาเนินชีวิตอย่างสมดุลและย่ังยืนเพ่ือให้สามารถอยู่ ได้แม้ในโลกโลกาภิวัฒน์ท่ีมี การแข่งขันสูงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นท่ีมาของนิยาม \"3 ห่วง 2 เง่ือนไข\" ทีค่ ณะอนุกรรมการขับเคลอื่ นเศรษฐกิจพอเพียงสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นามาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางส่ือต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ซง่ึ ประกอบดว้ ยความ \"พอประมาณ มเี หตุผล มีภมู คิ ้มุ กนั \" บนเงอื่ นไข \"ความรู้\" และ “คณุ ธรรม” เกษตรทฤษฎใี หม่ เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเก่ียวกับการ จัดพ้ืนท่ีดนิ เพอื่ การอยูอ่ าศยั และมีชีวติ อยา่ งย่ังยืน โดยมีแบ่งพื้นท่ีเป็นส่วนๆ ได้แก่ พื้นที่น้าพื้นที่ดินเพื่อเป็นท่ีนา ปลูกข้าวพื้นที่ดินสาหรับปลูกพืชไร่นานาพันธ์ุ และที่สาหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ในอัตราส่วน 3:3:3:1 เป็น หลกั การ ในการบรหิ ารการจัดการที่ดินและน้า เพ่อื การเกษตรในทดี่ ินขนาดเลก็ ให้เกิดประสิทธภิ าพสูงสุด ดังนี้ 1. มีการบริหารและจัดแบ่งท่ีดินแปลงเล็ก ออกเป็นสัดส่วนท่ีชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซงึ่ ไม่เคยมใี ครคดิ มาก่อน 2. มีการคานวณโดยหลักวิชาการเกยี่ วกับปริมาณนา้ ท่กี กั เก็บใหพ้ อเพียงต่อการเพาะปลกู ได้ตลอดปี 3. มกี ารวางแผนท่ีสมบูรณ์แบบ สาหรบั เกษตรกรรายยอ่ ย 3 ขั้นตอน เพ่ือให้พอเพียงสาหรับเล้ียงตนเอง และเพอื่ เปน็ รายได้ หลกั การทรงงาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 1. จะทาอะไรต้องศึกษาขอ้ มูลใหเ้ ป็นระบบ ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมูลเบื้องต้น ทั้งเอกสารแผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าท่ี นักวชิ าการและราษฎรในพน้ื ท่ใี หไ้ ดร้ ายละเอียดที่ถูกตอ้ งเพ่อื นาขอ้ มูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างถูกต้อง รวดเร็วและตรงตามเปาู หมาย 2. ระเบิดจากภายใน จะทาการใดๆ ต้องเริ่มจากคนที่เก่ียวข้องเสียก่อนต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจ และอยากทาไม่ใช่การสั่งให้ทา คนไม่เข้าใจก็อาจจะไม่ทาก็เป็นได้ในการทางานนั้นอาจจะต้องคุยหรือประชุมกับ ลูกนอ้ ง เพอ่ื นร่วมงานหรือคนในทีมเสยี กอ่ น เพือ่ ให้ทราบถึงเปูาหมายและวธิ กี ารตอ่ ไป 3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก ควรมองปัญหาภาพรวมก่อนเสมอ แต่เมื่อจะลงมือแก้ปัญหาน้ันควรมองในสิ่งท่ีคนมักจะมองข้าม แลว้ เริม่ แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ เสียก่อนเมือ่ สาเร็จแลว้ จงึ คอ่ ยๆ ขยับขยายแก้ไปเร่ือยๆ ทีละจุดเราสามารถเอามา ประยุกต์ ใช้กับการทางานได้โดยมองไปท่ีเปูาหมายใหญ่ของงานแต่ละช้ิน แล้วเริ่มลงมือทาจากจุดเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ทา ค่อยๆ แก้ไปทีละจุดงานแต่ละช้ินก็จะลุลวงไปได้ตามเปูาหมายท่ีวางไว้ “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก ก็ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน มันไม่ได้แก้อาการจริงแต่ต้องแก้ปัญหาท่ีทาให้เราปวดหัวให้ได้เสียก่อนเพ่ือจะให้ อย่ใู นสภาพทดี่ ีได้…” 4. ทาตามลาดับข้นั เร่ิมต้นจากการลงมือทาในส่ิงท่ีจาเป็นก่อนเม่ือสาเร็จแล้วก็เริ่มลงมือสิ่งที่จาเป็นลาดับต่อไปด้วย ความรอบคอบและระมดั ระวัง ถ้าทาตามหลักนไี้ ด้งานทุกส่ิงก็จะสาเร็จไดโ้ ดยงา่ ย ในหลวงรัชกาลท่ี 9 ทรงเริ่มต้น จากส่ิงที่จาเป็นที่สุดของประชาชนเสียก่อน ได้แก่สุขภาพสาธารณสุข จากน้ันจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้น

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 22 พืน้ ฐานและสิ่งจาเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหลง่ นา้ เพ่อื การเกษตรการอุปโภคบริโภคเน้นการปรับใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีราษฎรสามารถนาไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด “การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทา ตามลาดับขั้นต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบ้ืองต้นก่อน ใช้วิธีการ และอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เม่ือได้พ้ืนฐานที่ม่ันคงพร้อมพอสมควรสามารถปฏิบัติได้แล้วจึง ค่อยสร้างเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจข้ันท่ีสูงขึ้นโดยลาดับต่อไป ”พระบรมราโชวาทของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เมอื่ วนั ที่ 18 กรกฎาคม 2517 5. ภูมสิ งั คม ภูมศิ าสตร์ สังคมศาสตร์ การพัฒนาใดๆ ต้องคานึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไรและสังคมวิทยาเก่ียวกับ ลักษณะนิสัยใจคอคนตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน “การพัฒนาจะต้อง เป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคบั ให้คนอ่ืนคดิ อยา่ งอื่นไมไ่ ด้เราต้องแนะนา เข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจ หลกั การของการพัฒนานก้ี ็จะเกดิ ประโยชนอ์ ย่างย่ิง” 6. ทางานแบบองค์รวม ใช้วิธีคิดเพื่อการทางาน โดยวิธีคิดอย่างองค์รวม คือการมองส่ิงต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทุกสง่ิ ทกุ อยา่ งมมี ติ เิ ชือ่ มต่อกันมองสง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ และแนวทางแกไ้ ขอย่างเชอ่ื มโยง 7. ไมต่ ดิ ตารา เม่ือเราจะทาการใดนั้น ควรทางานอย่างยืดหยุ่นกับสภาพและสถานการณ์นั้นๆ ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับ แค่ในตาราวิชาการ เพราะบางที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด บางคร้ังเรายึดติดทฤษฎีมากจนเกินไปจนทาอะไร ไม่ไดเ้ ลยสิ่งท่ีเราทาบางครัง้ ต้องโอบอ้อมต่อสภาพธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม สังคมและจิตวิทยาดว้ ย 8. รู้จกั ประหยัด เรียบงา่ ย ไดป้ ระโยชนส์ งู สุด ในการพฒั นาและช่วยเหลือราษฎร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ราษฎรสามารถทาได้เองหาได้ในท้องถ่ินและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคน้ันมาแก้ไข ปรับปรุง โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากมากนักดังพระราชดารัสตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกปุาโดยไม่ต้องปลูก โดยปล่อยให้ข้นึ เองตามธรรมชาตจิ ะไดป้ ระหยดั งบประมาณ…” 9. ทาใหง้ ่าย ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดาริไปได้โดยง่ายไม่ ยุ่งยากซับซ้อนและที่สาคัญอย่างย่ิงคือสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และระบบนิเวศโดยรวม “ทาใหง้ า่ ย” 10. การมสี ่วนร่วม ทรงเป็นนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้สาธารณชนประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วม แสดงความคิดเห็น “สาคัญท่ีสุดจะต้องหัดทาใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็นแม้กระท่ังความ วิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือการระดมสติปัญญาละประสบการณ์อันหลากหลาย มาอานวยการปฏิบตั ิบริหารงานให้ประสบผลสาเร็จทีส่ มบรู ณ์นนั่ เอง” 11. ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม ในหลวงรัชกาลท่ี 9 ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสาคัญดังพระราชดารัสตอนหน่ึงว่า “…ใคร ต่อใครบอกว่าขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบ่ือ อาจราคาญด้วยซ้าว่าใครต่อใครมาก็บอกว่า ขอให้คิดถงึ ประโยชนส์ ว่ นรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆอยู่เร่ือยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนท่ีให้เป็นเพื่อ สว่ นรวมนน้ั มไิ ดใ้ หส้ ่วนรวมแต่อยา่ งเดียวเปน็ การให้เพ่ือตัวเองสามารถที่จะมสี ่วนรวมทีจ่ ะอาศยั ได้…”

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 23 12. บรกิ ารท่ีจดุ เดียว ทรงมีพระราชดารมิ ากวา่ 20 ปีแล้วให้บริหารศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นาหลายแห่งทั่วประเทศโดยใช้หลักการ “การบริการรวมทจ่ี ดุ เดียว : One Stop Service” โดยทรงเน้นเร่ืองรู้รักสามัคคีและการร่วมมือ ร่วมแรงร่วม ใจกันด้วยการปรับลดชอ่ งว่างระหว่างหน่วยงานทีเ่ กีย่ วขอ้ ง 13. ใช้ธรรมชาติชว่ ยธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ 9 ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการใหป้ ระชาชนใกล้ชิด กับ ทรัพยากรธรรมชาติทรงมองปัญหาธรรมชาตอิ ย่างละเอยี ดโดยหากเราตอ้ งการแกไ้ ขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติ เขา้ ช่วยเหลือเราด้วย 14. ใชอ้ ธรรมปราบอธรรม ทรงนาความจริงในเรื่องธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการแนวทางปฏิบัติในการ แก้ไขปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบท่ีปกติเช่น การบาบัดน้าเน่าเสียโดยให้ผักตบชวาซึ่งมีตาม ธรรมชาติ ใหด้ ูดซึมสิง่ สกปรกปนเปอื้ นในนา้ 15. ปลูกป่าในใจคน การจะทาการใดสาเร็จต้องปลูกจิตสานึกของคนเสียก่อน ต้องให้เห็นคุณค่าเห็นประโยชน์กับสิ่งที่ จะทา…. “เจ้าหน้าที่ปุาไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อนแล้วคนเหล่าน้ันก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบน แผน่ ดนิ และจะรักษาตน้ ไมด้ ้วยตนเอง” 16. ขาดทุนคือกาไร หลกั การในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั รชั กาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนกิ รไทย “การให”้ และ “การ เสยี สละ” เป็นการกระทาอันมีผลเป็นกาไรคอื ความอยดู่ ีมสี ุขของราษฎร 17. การพ่งึ พาตนเอง การพฒั นาตามแนวพระราชดาริเพอ่ื การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้มี ความแข็งแรงพอท่ีจะดารงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตาม สภาพแวดล้อมและสามารถพ่งึ ตนเองได้ในท่ีสดุ 18. พออยพู่ อกิน ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะ ทีก่ ้าวหนา้ ต่อไป 19. เศรษฐกิจพอเพียง เปน็ ปรชั ญาทใ่ี นหลวงรชั กาลท่ี 9 พระราชทานพระราชดารสั ช้แี นะแนวทางการดาเนินชีวิต ให้ดาเนินไป บน “ทางสายกลาง”เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดารงอยู่ได้อย่างม่ันคงและย่ังยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และ การเปลีย่ นแปลงตา่ งๆ ซึง่ ปรชั ญานีส้ ามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ไดท้ ัง้ ระดบั บุคคล องคก์ ร และชมุ ชน 20. ความซ่ือสัตยส์ ุจรติ จริงใจต่อกนั ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มี ความรู้มากแตไ่ ม่มีความสจุ ริต ไม่มคี วามบรสิ ทุ ธ์ิใจ 21. ทางานอย่างมีความสขุ ทางานต้องมีความสุขด้วย ถ้าเราทาอย่างไม่มีความสุขเราจะแพ้แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะชนะ สนุกกับ การทางานเพยี งเท่านัน้ ถือวา่ เราชนะแลว้ หรอื จะทางานโดยคานึงถึงความสุขท่ีเกิดจากการได้ทาประโยชน์ให้กับ ผอู้ ่นื กส็ ามารถทาได้ “…ทางานกบั ฉนั ฉนั ไม่มอี ะไรจะให้ นอกจากการมคี วามสขุ รว่ มกนั ในการทาประโยชน์ให้กับ ผู้อ่ืน…”

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 24 22. ความเพยี ร การเร่ิมต้นทางานหรือทาส่ิงใดนั้นอาจจะไม่ได้มีความพร้อมต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่น ดังเชน่ พระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก”กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้าต่อไปเพราะถ้าไม่เพียร วา่ ยกจ็ ะตกเปน็ อาหารปูปลาและไม่ได้พบกบั เทวดาทีช่ ่วยเหลือมิให้จมนา้ 23. รู้ รกั สามคั คี  รู้ คือ รปู้ ญั หาและรู้วิธแี ก้ปญั หานน้ั  รัก คือ เมื่อเรารู้ถึงปัญหาและวธิ แี ก้แล้ว เราต้องมคี วามรกั ที่จะลงมือทา ลงมือแกไ้ ขปญั หานน้ั  สามัคคี คือ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่สามารถลงมือทาคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ รว่ มใจกนั *ทรัพยส์ นิ ส่วนพระมหากษัตริย์ ดบู ทความหลักท่ี : สานักงานทรพั ย์สินส่วนพระมหากษตั ริย์ สานักงานทรพั ย์สินส่วนพระมหากษัตรยิ ์อ้างว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยอยู่ในบังคับแห่ง พระราชบญั ญตั ิจดั ระเบยี บทรพั ย์สนิ ฝาุ ยพระมหากษัตริย์พ.ศ. 2479 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการแก้ไข สอง ครงั้ ในปี พ.ศ. 2484 และ พ.ศ. 2491 ซึ่งแยกทรพั ย์สนิ สว่ นพระองค์ ทรัพย์สนิ ส่วนพระมหากษัตริย์และทรัพย์สิน ส่วนสาธารณสมบัติ ของแผน่ ดนิ ออกจากกันขอ้ อ้างที่สาคัญอยา่ งหนงึ่ คอื ตามพระราชบญั ญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน ฝุายพระมหากษัตริย์ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2491 กาหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยเป็นประธาน คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยมีผลต้ังแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 มีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นประธานคณะกรรมการทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์คนแรกและอภิศักด์ิ ตันติวรวงศ์เป็นประธานคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สา นักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คนสุดท้ายตามกฎหมายพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝุาย พระมหากษตั ริย์ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2491 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นอยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลัง เพ่ือการน้ัน จึงมีการจัดตั้งสานักงานข้ึนเรียกสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทรัพย์สินส่วนใหญ่ ได้แก่ ที่ดินและหุ้นทั้งนี้บริษัทซีบีริชาร์ดเอลลิสบริษัทโบรกเกอร์ ด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของโลกได้เคยประมาณ การตัวเลขพื้นที่ท่ีอยู่ในการดูแลของสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ที่ 32,500 ไร่ โดยในบางพื้นที่มี มลู คา่ สงู กว่า 380 ลา้ นบาทตอ่ ไร่ทาให้พระองค์ทรงได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บให้เป็นกษัตริย์ที่ร่ารวย ที่สดุ ในโลกแต่สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ชี้แจงถึงบทความดังกล่าวว่า \"มีความคลาดเคล่ือนจาก ข้อเท็จจริง เนื่องจากในความเป็นจริงทรัพย์สินที่นับมาประเมินน้ันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินมิใช่ทรัพย์สินส่วน พระองค์\" ทรัพย์สนิ ส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงทุนส่วนพระองค์เองโดยมีการแยกทรัพย์สิน ส่วนพระองค์ออกจากสานกั งานพระคลงั ขา้ งที่และต้งั สานักงานจัดการทรพั ยส์ ินสว่ นพระองค์ข้ึน โดยมี “ผู้จัดการ ทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ซึ่งตามพระราชบัญญัติ ดังกลา่ วข้างตน้ ไดก้ าหนดว่าการดแู ลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์น้ียังหมายรวมถึง เงินทูลเกล้าถวายฯตามพระราชอัธยาศัยต่างๆ ซึ่งทรัพย์สินส่วนพระองค์น้ันต้อง เสียภาษีอากรตามปกติไม่ได้รับการยกเว้นเรื่องภาษีมูลนิธิอานันทมหิดลกล่าวว่า พระองค์ได้พระราชทาน

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 25 ทรพั ยส์ ินสว่ นพระองคจ์ านวนมากแก่โครงการพระราชดาริมูลนธิ ใิ นพระบรมราชปู ถมั ภ์ การกุศล และการพัฒนา ทรัพยากรมนษุ ย์ ลาดบั พระนาม พระราช เร่มิ บรม สน้ิ สวรรคต รวมปี สมภพ ครองราชย์ ราชาภเิ ษก รชั กาล ครองราชย์ 2 มนี าคม 1 พระบาทสมเดจ็ 20 กันยายน พ.ศ. 2477 - 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 12 ปี พระปรเมนทรมหา พ.ศ. 2468 (พระชนมายุ 20 อานนั ทมหดิ ล 9 มถิ นุ ายน พรรษา) 68 ปี (พระอัฐมรามา พ.ศ. 2489 ธบิ ดินทร) 5 ปจั จบุ นั (พระชนมายุ (รชั กาลที่ 8) พฤษภาคม 87 พรรษา 2 พระบาท สมเดจ็ 5 ธันวาคม พระปรมินทรมหา พ.ศ. 2470 พ.ศ. 2493 ภูมพิ ลอดุลยเดช (สมเด็จพระภัทร มหาราช) (รัชกาลที่ 9)

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 26 เนอ้ื หา รัชกาลท่ี 10 สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวมหาวชิราลงกรณบดนิ ทรเทพยวรางกรู สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวใน พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชและสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถเสด็จพระราช สมภพ ณ พระท่ีนั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17 : 45 น. มีพระเชษฐภคินี คือทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีและพระขนิษฐภคินีสองพระองค์ คือสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟูาจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัคร ราชกุมารี ขณะพระชนมายไุ ด้หนงึ่ พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชทรงพระกรุณาโปรด เกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานพระนาม ซ่ึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงเป็นผู้ต้ัง พระนามถวาย ตามดวงพระชะตา ว่า สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ เจ้าฟาู วชริ าลงกรณ บรมจกั รยาดศิ รสันตตวิ งศ เทเวศรธารงสบุ ริบาล อภิคุณปู การมหิตลาดุลเดช ภูมพิ ลนเรศวรางกรู กติ ติสริ ิสมบรู ณสวางควฒั น์ บรมขตั ตยิ ราชกุมาร พระนาม \"วชิราลงกรณ\" นั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงตั้งถวาย มาจาก \"วชิรญาณะ\" พระนามฉายาท้ังในพระองค์เองและในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวช ผนวกกับ \"อลงกรณ์\" จากพระนามเดิมในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้า เจา้ อย่หู วั มีความหมายวา่ \"ทรงเครอ่ื งเพชรนิลจนิ ดา\" หรืออาจแปลว่า \"อสนุ บี าต\" การศกึ ษา ต้ังแต่ พ.ศ. 2499 จนถึง พ.ศ. 2505 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรง สาเร็จการศึกษาข้ันต้นในระดับอนุบาล รุ่นท่ี 2 จากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯไปทรงศึกษาต่อในระดับ ประถมศึกษาท่ีโรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์และศึกษาระดับมัธยมศึกษาท่ีโรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์ เซทประเทศอังกฤษต้ังแต่ พ.ศ. 2509 จนถึง พ.ศ. 2513 หลังจากนั้นทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ประเทศออสเตรเลียเสร็จแล้ว ทรงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ประเทศออสเตรเลียเม่ือ พ.ศ. 2519 เมื่อนิวัติประเทศไทยทรงรับราชการทหาร แล้วทรงศึกษาต่อท่ีโรงเรียนเสนาธิการทหารบกรุ่นท่ี 46 เม่ือ พ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นท่ี 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเม่ือ พ.ศ. 2525 ทรงสาเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม อันดับ 2) และ พ.ศ. 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยปูองกันราชอาณาจักรแห่ง สหราชอาณาจักรเม่ือมี พระชนมายคุ รบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ มีการจัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟูาวชิราลงกรณ ขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมารเม่ือวันท่ี 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า \"สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟูามหา วชริ าลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู สิรกิ ิตยสมบรู ณสวางควัฒน์วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรี นเรศยพุ ราชวิสทุ ธิสยามมกฎุ ราชกุมาร\"นับเปน็ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทย การทหาร

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 27 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรเม่ือครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสดจ็ พระราชดาเนินไปเย่ยี มทตี่ งั้ กองทหารหน่วยตา่ งๆ อยูเ่ สมอจากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานานทรง มีความรู้เชี่ยวชาญอย่างมากและได้พระราชทานความรู้เหล่าน้ันให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพทรงปฏิบัติพระองค์เป็น แบบอย่างแก่นายทหารเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างท่ัวถึงรวมทั้ง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความ เทิดทูนและความจงรกั ภกั ดีแกเ่ หลา่ ทหารเปน็ อยา่ งยง่ิ เหนอื อืน่ ใด เมือ พ.ศ. 2519 ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการก่อ ความสงบ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทรงร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารหาญแนวหน้า ณ บ้าน หมากแข้ง ดา้ นการบิน - 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ทรงปฏิบัตหิ นา้ ท่ีครกู ารบนิ เคร่ืองบินขับไล่แบบ เอฟ--5 อี/เอฟ - พ.ศ. 2552 ทรงปฏบิ ตั ิหนา้ ทน่ี ักบินที่ 1 เคร่อื งบินโบอิ้ง 737 – 400 ในเทย่ี วบินสายใยรักแห่งรอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สาหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, (เท่ียวบินท่ี ทีจี 8870 (กรุงเทพมหานคร ถึง จังหวัดเชียงใหม่) และเท่ียวบินท่ี ทีจี 8871 (จังหวัดเชียงใหม่ ถึง กรงุ เทพมหานคร) ด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั มหาวชริ าลงกรณบดนิ ทรเทพยวรางกรู เม่ือคร้งั ยงั เปน็ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชข้ึนเพ่ือให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บปุวยในถ่ิน ทุรกันดารพระองค์ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชพระองค์มีพระราช ปณธิ านใหเ้ อาใจใส่รกั ษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภยั จากความเจบ็ ไขโ้ ดยทัว่ หนา้ เสมอกนั ดา้ นการศกึ ษา พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ต้ังอยู่ในชนบท ห่างไกลคมนาคมไม่สะดวกกระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย)ได้สนองพระราชประสงค์ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรยี นในระดับมธั ยมศกึ ษาจานวน 6 โรงเรยี น เปน็ โรงเรยี นในพระราชปู ถมั ภ์ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั มหาวชริ าลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรเมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมีพระราชดาริให้ดาเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2552 ด้วยพระราชปณิธานท่ีมุ่งสร้างความรู้สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่มีฐานะ ยากจน ยากลาบาก แต่ประพฤติดีมีความสามารถในการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคงต่อเนื่อง ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนสาเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามความสามารถของแต่ละคนเป็นการ ลงทุนเพ่ือพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2553 มีพระราชดาริให้จัดต้ัง มูลนธิ ทิ นุ การศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกมุ าร (ม.ท.ศ.) ขึ้น โดยทรงเป็นองค์ ประธานกรรมการและทรงให้นาโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมาอยู่ ภายใต้การดาเนนิ งานของมลู นิธิฯเพ่ือให้เกิดความต่อเน่อื งและยงั่ ยืนสบื ตอ่ ไปปจั จบุ นั มนี กั เรียนทุนพระราชทานฯ ในโครงการท้ังสน้ิ จานวน 8 รุ่น

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 28 การสร้างความตระหนกั ในการรว่ มกันปกป้องและเชดิ ชสู ถาบันพระมหากษตั ริย์และสถาบนั สาคญั ของชาติ และพิธปี ฏิญาณตนปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ใบความร้ทู ่ี 2 สถาบนั กษัตรยิ ก์ ับความมัน่ คงของประเทศชาติ ความเป็นชาติไทยของเราน้ัน เกิดขึ้นได้เพราะความเกื้อหนุนกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย กับสถาบันพระพทุ ธศาสนา พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ดารงอยู่ในฐานะ “สมมุติเทพ” แม้เราจะเรียกขาน พระมหากษัตรยิ ์ “ตามอทิ ธิพลของศาสนาพราหมณ์ วา่ ทรงเป็น พระนารายณ์ บ้างเป็น พระอิศวร บ้าง หรือเป็น พระราม บา้ ง แต่องค์พระมหากษัตริย์ไทย กลับทรงศรัทธาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนาอย่างม่ันคง ไม่คลอนแคลน ทั้งยังทรงอาศยั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ครองแผ่นดินพร้องทั้งทรงปกปูองคุ้มครอง พิทักษ์ รักษาพระพุทธศาสนาพระองค์เองตลอดมา เนื่องเพราะพระพุทธศาสนาได้รับความอุปถัมภ์บารุงจากพระมหากษัตริย์นี่เอง พระพุทธศาสนาจึงมี กาลังและสามารถดารงอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ก่อให้เกิดความร่วมเย็นเป็นสุขแก่ชาวไทย และให้ความเป็นปึกแผ่น มั่นคงแก่แผน่ ดินไทยสืบมาเหตุนี้ชาวไทยหรือแม้ชาวต่างชาติที่มาเยือนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะไปทิศทางใด ก็จะได้ เห็นสีแห่งผ้ากาสาวพักตร์ เหลืองอร่ามงามตาเย็นตาอยู่ท่ัวไปอันแสดงถึงว่าบ้านเมืองไทยเราประดับประดาไป ดว้ ยวัดวาอารามพทุ ธเจดยี ์ ตน้ พระโพธิ์ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ ซึ่งภายนอกพุทธสถานทั้งหลายเหล่าน้ัน งามระย้าด้วยช่อฟูาใบระกา อันวิจิตรพิสดารด้วยศิลปหัตถกรรมภายในเพียบพร้อมไปด้วย วิจิตรศิลป์ ลวดลาย แกะสลัก และจินตนาการฝาผนัง อันประมาณค่ามิได้ งามสง่าดารดาษอยู่ทั่วทุกท้องถ่ินไทย ซึ่งสิ่งอันเป็นมรดก ท้ังหลายเหล่านี้พระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทยทุ่มเทสร้างสรรค์จรรโลงไว้ เป็นสถาบันแห่ง “ศีลธรรมและ หลกั ใจ” ของชาวไทย สืบมาจนถึงบดั นี้ เร่ือง “ศีลธรรม” และ “หลักใจ” น้ัน เป็นเรื่องสาคัญย่ิงของมนุษย์ เพราะถ้าหากจิตใจของมนุษย์ใน สังคมไร้ศีลธรรมเป็นหลักเครื่องยึดเหนี่ยวแล้ว มนุษย์ก็จะไร้ทิศทาง ไม่สามารถจะดาเนินไปสู่วิถีที่ดีงามได้ ชีวิต ก็จะไร้ระเบียบวินัย ไร้ความรู้ รัก สามัคคีไร้ไมตรี สมานฉันท์ ไร้ความเอื้ออาทรต่อกัน เป็นชีวิตที่ไร้คุณภาพไร้ คุณภาพ ไรค้ ณุ ค่า และหาสงบสุขไม่ได้เลย เมื่อกลุ่มคนในสังคมไม่มีความสงบสุข บ้านเมืองก็ไม่มีความร่วมเย็นเป็นสุข การปกครองก็มีปัญหา ก็ยากท่ีคนในชาติจะสร้างสรรค์ ศิลปกรรมและจิตรประติมากรรม ตลอดถึงวรรณศิลป์ต่างๆ ขึ้นมาได้ แม้ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามต่าง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติก็ยากที่จะเกิดข้ึนได้ สิ่งทั้งหลายล้วน บ่งบอกหรือมีความเกย่ี วขอ้ งสัมพนั ธก์ ัน ความงามของศลิ ปวฒั นธรรมต่างๆ ในชาตบิ า้ นเมืองไทยนั้น คือภาพที่ฉายให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง และความม่ันคงของพระพุทธศาสนาด้วยคาว่า พระพุทธศาสนา ในท่ีน้ีไม่ได้หมายถึง พระภิกษุสงฆ์เท่าน้ัน หากแต่หมายถงึ พระรตั นตรยั และพุทธบรษิ ัทดว้ ย กล่าวอีกนัยหน่ึง พระพุทธศาสนาน้ัน ได้แก่ ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนธรรม ศาสนกิจ และ ศาสนพธิ ี ดว้ ย ซ่ึงเราทั้งหลายตา่ งยอมรบั กันว่าสถาบนั พระพุทธศาสนานั้น มคี ณุ ูปการเกื้อกูลต่อ สถาบันชาติ ต่อ สถาบนั พระมหากษัตริย์ และสังคมไทยอย่างมากมาย ไม่สามารถจะแยกจากกันได้ในองคาพยพของประเทศไทย มีสิ่งที่เก้ือกูลให้เกิดประโยชน์ และความอุดมร่มเย็นเป็นสุขอยู่หลายอย่าง ซึ่งส่ิงหนึ่งซ่ึงก่อให้เกิด ความอุดม ร่มเย็นเป็นสขุ แกช่ าวไทยนั้น เรมิ่ ตน้ มาจากความอุดมร่มเย็น ภายในพระราชหฤทยั ของพระมหากษัตริย์ พระองค์

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 29 ผู้ทรงเป็นพระประมุขของชาติไทยโดยแท้คงจากัดได้ดีในรัชกาลนี้ สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ได้พระราชทานสัตย์ปฏิญาณต่อพสกนิกรไทย ในวนั ขึ้นครองราชย์ เม่ือวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช 2493 ว่า \"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพือ่ ประโยชนส์ ุขแห่งมหาชนชาวสยาม\" น่ีคือพระปฐมบทบรมราชโองการ อันเป็นพระบรมราโชบายท่ีสาคัญย่ิงต่อการปกครองประเทศชาติ และประชาชนของพระองค์ ซ่ึงแปลว่า แม้พระองค์ทรงก้าวขึ้นสู่อานาจสูงสุดในแผ่นดินก็จริง แต่พระองค์ก็มิได้ ทรงใช้พระราชอานาจท่ีได้มาน้ันเป็นธรรม แต่พระองค์ทรงใช้ธรรมเป็นอานาจสมกับที่พระองค์ได้พระราชทาน สจั ปฏิญาณว่า \"เราจะครองแผ่นดนิ โดยธรรม\" และมใิ ช่เพื่อประโยชน์สขุ สว่ นพระองค์แต่ประการใด แต่เพ่ือ \"เพื่อ ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม\" นน่ั เอง ซึ่งพสกนิกรไทยทั้งหลายในขณะนั้น ฟังแล้วต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณหาท่ีสุดมิได้ นั่นเป็น เพียงความซาบซ้ึงในปฐมบรมราชโองการเท่าน้ัน แต่ยังมิได้เห็นพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติว่าจะ เป็นไปได้ หรือจะเป็นผลสัมฤทธิ์ดังสัตย์ปฏิญาณ หรือพระราชปณิธาน ท่ีพระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยท่ีจะให้ บังเกิดต่อพสกนกิ รของพระองค์หรือไม่ กาลานกุ าลได้ผา่ นมา ตลอดระยะเวลาอนั ยาวนานกวา่ 70 ปที ่ีทรงครองราชย์ด้วยพระหฤทัยท่ีเข้มแข็ง อดทน และทรงมุ่งมนั่ ในการปฏบิ ัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัย เสด็จฯ พระราชทานความช่วยเหลือพสกนิกรอย่างที่เรียกว่า \"พระบาทติดดิน\" ท่ัวทุกภูมิภาคแม้ในถ่ินทุรกันดาร เพื่อ ประโยชน์แก่ประเทศชาตแิ ละประชาชนชาวไทย หลายพันโครงการ ได้ปรากฏผลเป็นท่ีประจักษ์แก่ชาวไทยและ ชาวโลก สมดงั ท่ีไดพ้ ระราชทานสตั ย์ปฏิญาณทกุ ประการ ถ้าจะกล่าวตามความจริง พระองค์ทรงดารงฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือพระเจ้าแผ่นดิน คือทรง เป็นองค์พระประมุขของชาติ แต่พระองค์กลับทรงปฏิบัติพระองค์เหมือนเป็นผู้รับใช้ประชาชนมากกว่า ให้ ประชาชนมารับใช้พระองค์ พระองค์ทรงเป็นนักบริการมากกว่านักบริหาร พระองค์ทรงเป็นองค์พระที่ศักดิ์สิทธ์ิและสูงส่งแต่กลับ นอ้ มพระองคล์ งสู่ดนิ จะมพี ระมหากษัตรยิ ใ์ นชาติใดบ้างคกุ เข่าให้ประชาชนเช่นพระมหากษตั ริย์ไทยพระองค์นี้ คาว่า \"คุกเข่าให้\" ในที่นี้ หมายถึง ทรงคุกเข่า เวลารับสั่ง ถามทุกข์ สุข แล้วพระราชทาน หรือให้ คาแนะนาให้กาลังใจ ให้กาลังความคิดแก่ประชาชนของพระองค์ที่ใดขาดน้า พระองค์ก็พระราชทานน้าให้ที่ใด ขาดน้าใจ พระองค์ก็พระราชทานน้าใจมาหากพิจารณาตามพระปฐมบรมราชโองการแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า พระมหากษัตริย์ไทยของเราน้ัน ทรงเป็นท้ังหลักใจและเป็นทั้งหลักชัยของประชาชนชาวไทยโดยแท้ประการ สาคัญก็คือ ข้อความที่พระองค์ ทรงยืนยันไว้ชัดเจนว่า \"จะทรงเป็นผู้นาในด้านศีลธรรม\" คือทรงใช้ความดีเป็น เครื่องนาทาง และในฐานะท่ีทรงเป็นพุทธมามกะพระองค์ได้ทรงศึกษาปฏิบัติ ความดี ท่ีมีอยู่พร้อมในหลักธรรม ทางพระพทุ ธศาสนาอย่างเคร่งครัด พระมหากษัตรยิ ์ไทยของเราทกุ พระองคท์ รงมีหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ คอื 1. ทรงสมบูรณ์ด้วย ทาน ได้แก่ การที่พระราชทานเปน็ กาหนดเฉพาะบุคคลคือ การให้ 2. ทรงสมบรู ณ์ดว้ ย ศลี ได้แก่ การทรี่ ักษามารยาท กายวาจาดงี าม คือ การสังวรกายใจให้สจุ ริต 3. ทรงสมบรู ณ์ดว้ ย บริจาค ได้แก่ การที่ทรงบริจาคเปน็ สาธารณะประโยชน์คือการเสียสละ 4. ทรงสมบรู ณด์ ้วย อาชวะ ไดแ้ ก่ พระอธั ยาศยั ซื่อตรง ดารงในสจุ รติ ธรรม คอื ความซื่อตรง 5. ทรงสมบูรณ์ด้วย มัททวะ ไดแ้ ก่ พระอัธยาศยั อันละมุนละไมคอื ความอ่อนโยน 6. ทรงสมบูรณ์ด้วย ตบะ ไดแ้ ก่ การทที่ รงขจดั เผาผลาญความชวั่ คอื การทาหน้าท่โี ดยครบถว้ น

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 30 ไม่บกพรอ่ งบิดพล้วิ 7. ทรงสมบูรณด์ ้วย อกั โกธะ ได้แก่ การทไ่ี มท่ รงกรว้ิ โกรธโดยใชว้ สิ ัยคอื การไม่โกรธ 8. ทรงสมบรู ณด์ ้วย อวิหงิ สา ได้แก่ การไมเ่ บียดเบียนผูอ้ ่ืนไม่ว่าจะเปน็ มนุษย์หรือสัตว์ 9. ทรงสมบูรณ์ด้วย ขันติ ได้แก่ การอดทนต่อความยากลาบากท้งั ปวงในการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี อดทน ตอ่ ลาภยศ สรรเสรญิ และ การวพิ ากษ์วจิ ารณ์ทั้งปวง 10. ทรงสมบรู ณด์ ้วย อวโิ รธนัง ได้แก่ การที่ไม่ผดิ จากสง่ิ ที่ตรงและไม่ยนิ ร้าย คือการคิดและทาการทง้ั ปวง โดยพระมหากษัตริย์ไทยของเราทุกพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงนาหลัก มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางมาเป็นแนวทาง และพระบรมราโชบายในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทรงพระ พินิจวิถีทางและสถานการณ์ต่างๆ อย่างรอบคอบและรอบด้าน ด้วยพระวิจารณญาณและพระวิสัยทัศน์ท่ี กว้างไกลทั้งในด้านโลกทศั น์ และในด้านธรรมทัศน์ ไม่ทรงเพ่งพัฒนาสุดโต่งแต่ในทางวัตถุ หรือทางกาย และ ไม่ ทรงพฒั นาพระบรมราโชบายอย่างสุดโต่ง แตใ่ นทางจติ ใจ พระองค์ทรงตระหนักในการพัฒนา 2 ทาง ดังจะเห็นได้จาก แนวพระราชดาริเร่ือง \"เศรษฐกิจพอเพียง\" ซ่ึงเป็นทางสายกลาง ทางที่ไม่สุดโต่ง จึง ไม่เส่ียงต่อปัญหา เพราะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เน้นการพัฒนาทั้งกายและทางจิตใจ ให้ราษฎรพออยู่พอกิน พอใช้ และร้จู ักพอใจมีสุขใจตามอตั ภาพ อันเป็นความพอเพียงพอเหมาะพอดี กับทกุ กจิ กรรมและถกู สภาวการณ์ นอกจากน้ัน พระองค์ยังทรงเช่ียวชาญและทรงพระปรีชาสามารถในพระราชนีติพิธีปกครองแผ่นดิน ในพระราชประเพณที รงมีพระมหากรณุ าอนั ประเสรฐิ ทกุ ครั้งที่เกิดปัญหาขัดแย้งหรือเกิดวิกฤตการณ์ และหรือมี ปัญหาความรุนแรงขึ้นในชาติ ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากเรื่องเศรษฐกิจสังคมหรือการเมือง ท้ังในประเทศและ ต่างประเทศ หรือจากเหตุสถานการณ์โลกซ่ึงเป็นเร่ืองใหญ่และละเอียดอ่อน อันจะมีผลสะท้อนกระทบความ ม่ันคง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชนชาติสยาม สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า จะทรงคอย ตดิ ตามสถานการณด์ ้วยความห่วงใย พรอ้ มกับทรงหาแนวทางปูองกันแก้ไขให้เรื่องหนักผ่อนเป็นเบา และให้เรื่อง ร้ายกลายเป็นดีได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทรงบาเพ็ญสรรพพระราชกรณียกิจต่างๆ แบ่งเบาภาระของรัฐบาล นาชาติ บ้านเมืองให้พ้นผ่านความคับขัน ความยากไร้ และภัยอันตรายทั้งปวง ทรงพระราชทานโครงการหลวงและ โครงการในพระราชดาริมากมายหลายพันโครงการ เพ่ือสืบสานประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่พสกนิกรไทยท้ังผอง ดุจ ทรงปิดทองหลังองค์พระปฏิมา ด้วยพระมหากรุณาโดยแท้ โดยมิได้ทรงมองเห็นแต่ประโยชน์ และความสุขส่วน พระองค์เลยแม้แต่น้อยและมิได้ทรงท้อถอย ทรงยอมลาบากตรากตราบาเพ็ญพระกรณียกิจ และพระราชกุศล ตา่ งๆ สรา้ งสรรคส์ ่งเสริมพฒั นาประเทศชาตบิ ้านเมอื งให้เจรญิ รุง่ เรอื ง ให้ชาวไทยไดร้ ับความสขุ สวัสดีตลอดมา จงึ เป็นท่ยี อมรบั ว่า สมเด็จบรมบพติ รพระราชสมภารเจ้าทรงเป็นศูนยร์ วมใจแหง่ เหลา่ พสกนกิ รไทย ให้มคี วามรู้รกั สามัคคี ทรงเตือนสตสิ มั ปชญั ญะให้ทุกคนเปน็ คนดีของชาติ ซ่ึงในการทที่ รงพระวิรยิ ะเสด็จพระราช ดาเนนิ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกจิ มากมาย พระราชกรณีทั่วทกุ ถิ่นก็ดี รวมถึงในการท่ีทรงเป็น “พระมหากษัตริย์จอมทัพไทย” ท่ีทรงทาสงครามกับความยากจน กับความ ไม่รู้ กับโรคภัย กับการก่อการร้าย กับอบายมุขและบรรดาอกุศลธรรม ทรงนาชาติไทยให้ผ่าน วิกฤตการณ์ภัย พบิ ัติ ความคับขันรุนแรงตา่ งๆ สูค่ วามสวสั ดตี ลอดมาก็ดี พระองค์ทรงดาริเสมอว่า ความสงบสุขร่มเย็นของ บ้านเมือง ความม่ังคั่งอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ุธัญญาหาร และประชาชนมี ศลี ธรรมดีงาม คือส่งิ ทท่ี าใหผ้ ู้นาสุขใจ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 31 เพราะฉะน้ัน พระองค์จึงทรงยึดธรรมเป็นหลัก คือ “ทาเป็นธรรม” หรือ “ทาเป็นธรรมะ” หมายถึง ทาหน้าที่ใหเ้ ปน็ ธรรมะ ใหม้ คี วามถกู ต้องนน่ั เอง. อย่างไรก็ตาม เพียงความอุดมสมบูรณ์ทางกายอย่างเดียว ย่อมไม่อาจทาให้เกิดสุขได้ หากจิตใจของ ประชาชนยังหิวโหย เพราะความหิวโหยของใจนน่ั เอง คอื มะเรง็ รา้ ยในการปกครอง นักปกครองที่ดีจึงต้องปกครองตนให้ได้ก่อน และนักบริหารท่ียอดเย่ียม คือผู้บริหารใจตนให้ได้ก่อน แล้วจึงปกครองและบริหารคนอื่น ซ่ึงคุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่พร้อมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช สมกบั ท่ีทางคณะสงฆไ์ ทยในพระพุทธศาสนา ไดถ้ วายคาเฉลิมพระเกียรติต่อทา้ ยพระนามาภไิ ธยทกุ ครั้งว่า “ผทู้ รงพระคณุ อันประเสรฐิ ” สาหรับอุปกรณ์สาคัญในการปกครองและการบริหารที่ดีก็คือหลัก “ศีลธรรม” ที่ควรมีก่อนกฎหมาย ของประชาชน เพราะถ้าใจประชาชนยังหิวโหย การปกครองย่อมมีปัญหา แม้จะมีกฎหมายดีอย่างไร ก็ยังคงมีปัญหา ตามมา และปญั หานน้ั อาจทา ใหบ้ ้านเมืองเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้เหมือนอย่างท่ีได้เกิดขึ้นมาแล้วใน แผน่ ดนิ ของเราและในบ้านพีเ่ มืองนอ้ งรอบขา้ งบ้านเรา ตลอดถึงทวั่ โลกด้วย

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 32 2. ความเป็นพลเมืองดี

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 33 ความหมายของ พลเมืองดี พลเมืองของแต่ละประเทศย่อมมสี ิทธิและหน้าท่ีตามกฎหมาย ของประเทศน้นั บุคคลต่างสัญชาติที่เข้า ไปอยู่อาศัยซ่ึงเรียกว่า คนต่างด้าว ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองและมีหน้าที่แตกต่าง ออกไป เช่น อาจมีหน้าที่ เสียภาษี หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มข้ึน ตามท่ีกฎหมายของแต่ละประเทศบัญญัติไว้ พลเมืองดี หมายถึง ผู้ท่ีปฏิบัติ หนา้ ทพ่ี ลเมอื งได้ครบถ้วน ทงั้ กิจทีต่ ้องทา และกจิ ทค่ี วรทา หน้าท่ี หมายถึง กิจที่ต้องทา หรือควรทา เป็นส่ิงที่กาหนดให้ทาหรือห้ามมิให้กระทา ถ้าทาก็จะ ก่อให้เกิดผลดี เกิด ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว หรือสังคมส่วนรวม แล้วแต่ กรณี ถ้าไม่ทาหรือไม่ละเว้นการ กระทาตามท่ีกาหนดจะได้รับ ผลเสียโดยตรง คือ ได้รับโทษ หรือถูกบังคับ เช่น ปรับ จา คุก หรือประหารชีวิต เป็นต้น โดยท่วั ไปสิง่ ทร่ี ะบกุ จิ ทต่ี ้องทา ได้แก่ กฎหมาย เป็นต้น กจิ ทีค่ วรทา คือ สงิ่ ท่ีคนส่วนใหญ่เห็นวา่ เป็นหนา้ ทท่ี ่ีจะต้อง ทา หรือละเว้นการกระทา ถ้าไม่ทาหรือละ เว้นการกระทา จะ ได้รับผลเสียโดยทางอ้อม เช่น ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือไม่คบค้าสมาคมด้วย ผู้กระทากิจที่ควรทาจะได้รับการยก ย่องสรรเสริญจากคนในสังคม โดยทั่วไปสิ่งท่ีควรทา ได้แก่ วัฒนธรรม ประเพณี เป็นต้น คาศัพท์ ลกั ษณะ ความแตกตา่ งระหว่าง ประชาชน ประชาชน ราษฎร กับ พลเมือง ราษฎร คาศพั ท์ ลกั ษณะ พลเมือง 1.โดยทัว่ ไปมกั หมายถงึ คนธรรมดา หมคู่ นท่ีมใิ ชข่ า้ ราชการ หรอื ทหาร ตารวจ มคี วามหมายคลา้ ยกับ คาว่า ประชาชน แต่มีความเป็น ทางการน้อยกว่าคาวา่ ประชาชน 2. ขาดการมีสว่ นรว่ ม อาจจะเป็นคนที่ไม่มสี ทิ ธิ หน้าทภ่ี ายในรัฐกไ็ ด้ 1.โดยทัว่ ไปมกั หมายถงึ คนธรรมดา หมคู่ นที่มใิ ชข่ า้ ราชการ หรอื ทหาร ตารวจ มีความหมายคลา้ ยกบั คาวา่ ประชาชน แต่มีความเป็น ทางการน้อยกว่าคาว่า ประชาชน 2. ขาดการมสี ว่ นร่วม อาจจะเป็นคนท่ไี ม่มีสิทธิ หนา้ ท่ีภายในรัฐก็ได้ 1.บง่ บอกถงึ คุณภาพในทางที่ “มีศักดิ ์ ศรแี ห่งความเป็นคน มีอสิ ระ มี ความรู้ มี เหตุผล มีส่วนรว่ มในกจิ การของส่วนรวม หรอื กระบวนการ ทางนโยบาย” จงึ เป็น กาลังของบา้ นเมือง 2. มคี วามสานกึ ในสิทธิและหน้าที่มาเกีย่ วข้อง ความสาคัญของการเป็นพลเมืองดี 1. ความสาคัญในด้านการเมือง : ประชาธิปไตยจะประสบ ความสาเร็จได้ประชาชนจะต้องเป็น พลเมือง 2. ความสาคัญในด้านเศรษฐกิจ : เกิดความเป็นธรรมใน การผลิต การบริโภค การกระจาย การแลกเปลย่ี นสนิ ค้า หรอื บริการ นามาซ่ึงความกนิ ดอี ยดู่ ขี องคนในสงั คม 3. ความสาคัญในดา้ นสงั คม : สังคมมคี วามเป็นระเบยี บ เรียบร้อย เกดิ ความรักและความสามัคคีในหมู่ คณะ สมาชิกในสงั คมอยรู่ ว่ มกันอยา่ งมคี วามสุข

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 34 ลกั ษณะสาคัญของพลเมืองดี - พลเมืองตามวิถปี ระชาธิปไตย - พลเมอื งดีของสงั คม - คณุ ธรรมของการเป็นพลเมืองดี - จริยธรรมของการเป็นพลเมืองดี - คุณลกั ษณะอันพึงประสงคต์ าม หลักสตู รการศึกษา กับความเป็น พลเมือง - เพลง หน้าที่เดก็ กับการเป็นพลเมือง พลเมอื งดตี ามวิถีชีวติ ประชาธปิ ไตย 1. เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม เชน่ ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของสังคม ตามยึดม่ันใน หลกั นิตธิ รรม 2. เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เช่น ยึดหลักความเสมอ ภาคและเท่าเทียมกันตามหลัก ประชาธปิ ไตย ซึง่ มไิ ดใ้ หผ้ ้หู น่ึงผใู้ ดมี สทิ ธิเหนือผ้อู ่นื 3. มเี หตุผลและรับฟังความคิดของผู้อ่ืน ได้แก่ การแสดงความคิด อย่างมีเหตุผล การรับฟังข้อคิดเห็น ของผู้อื่น การยอมรับเม่ือผู้อื่นมี เหตุผลท่ีดีกว่า การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ การเคารพ ระเบียบ ของสังคม 4. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ชุมชน สังคม ประเทศชาติและ สังคมโลก คือ การมีระเบียบวินัย รับผิดชอบต่อหน้าท่ี มีความเสยี สละ มีจติ สาธารณะ เห็นแก่ประโยชนข์ องส่วนรวมและรักษาสาธารณ สมบัติ 5. เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองการปกครอง เช่น การกล้าเสนอความ คิดเห็นต่อส่วนรวม กล้าเสนอ ตนเองในการทาหน้าท่ีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาการทางานอย่างเต็มความสามารถ เต็ม เวลา และมสี ่วนร่วมในการตรวจสอบอานาจรฐั 6. มีส่วนร่วมในการปูองกัน แก้ไขปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม เช่น การส่งเสริม ให้คนดีปกครองบา้ นเมอื ง และควบคมุ คนไมด่ ีไม่ใหม้ ีอานาจ การประหยัดอดออม การซ่ือสัตย์ สุจริต การใช้เวลา ว่างให้เป็นประโยชนต์ ่อตนเองและสังคม การสร้าง งานและสรา้ งสรรคส์ ิ่งประดิษฐใ์ หม่ ๆ พลเมอื งดีของสังคม 1. การคานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ได้แก่ การลดความเห็นแก่ตัว และ เสียสละแรงกายและใจเพื่อทา ประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ช่วยกันดูแลรักษาทรัพย์สินท่ีเป็นสาธารณ สมบัติ เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ห้องสมุดประจาหมู่บ้าน เป็นต้น ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น ปุาไม้ แม่น้าลาธาร เป็น ตน้ รวมทั้ง ช่วยกนั ตักเตอื นหรือหา้ มปรามบุคคลไมใ่ หท้ าลายสาธารณะสมบัติ หรอื สง่ิ แวดล้อม 2. วินัย ได้แก่ การฝึกกาย วาจา และใจ ให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนทด่ี ีงาม เพอื่ ให้การปฏิบัติงานและการอยู่ร่วมกัน ของกลมุ่ ในสังคมนัน้ เป็นไปด้วยความ เรียบร้อย 3. ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ได้แก่ การเอาใจใส่ ต้ังใจ และมุ่งม่ัน ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตน อย่างเตม็ ความสามารถ ทั้งน้ี เพอ่ื ให้ งานบรรลผุ ลตามเปู าหมายตรงตามระยะเวลาท่ีกาหนด 4. ความอดทน ได้แก่ การมีจิตใจหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หุนหันพลัน แล่น สามารถคาบคุมอารมณ์ และพฤตกิ รรมใหเ้ ป็นปกติ เมือ่ ตอ้ ง เผชิญกับปญั หาหรอื ส่งิ ทไ่ี มพ่ ึงพอใจ 5. การประหยดั และอดออม ไดแ้ ก่ การรู้จักใช้จา่ ยตามความจาเป็น อยา่ งคุ้มค่า และเกดิ ประโยชน์ สูงสดุ ไมฟ่ ูุงเฟูอฟุมเฟือย รูจ้ กั เก็บออม เอาไว้ใช้เมื่อยามจาเป็น ใช้ชวี ติ ให้เหมาะสมกับฐานะความเป็นอยู่ของตน

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 35 6. การมีน้าใจเป็นนักกีฬา ได้แก่ การมีจิตใจเปิดเผย รู้จักรู้แพ้รู้ชนะ และให้อภัยกันและกัน ทางานใน ลักษณะชว่ ยเหลอื เก้ือกูลกันไม่ แขง่ ขันหรือแกง่ แยง่ ชิงดีกนั 7. ความซื่อสัตย์สุจริต ได้แก่ มีความจริงใจ ไม่มีอคติ ปฏิบัติตน ปฏิบัติงานตรงไปตรงมาตามระเบียบ ปฏิบัติ ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือกล โกง ไม่ทาแบบ “คดในข้อ งอในกระดูก” นอกจากน้ี การทางานต้อง อยู่บน พน้ื ฐานของความไวว้ างใจและมีไมตรจี ติ ต่อกัน ไมห่ วาดระแวง แครงใจกันหรอื ไมเ่ ชอื่ ถอื ผูอ้ ่นื นอกจากตนเอง 8. การอนุรักษ์ความเป็นไทย ได้แก่ มีจิตสานึกในความเป็นไทย เช่น พูด เขียน และใช้ ภาษาไทยให้ ถูกต้อง อนุรักษ์วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทยและนา ความเป็นไทยมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ รวมทั้งคิดค้น ปรับปรุง ดัดแปลง ความเป็นไทยให้เข้ากับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่จริงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดจน ถ่ายทอดความเปน็ ไทยสืบตอ่ ไปยังคน รนุ่ หลังไดอ้ ย่างถกู ต้องเหมาะสม คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดี คณุ ธรรม คือ หลักในการประพฤตปิ ฏิบตั ิทส่ี ร้างประโยชน์ให้แกผ่ ู้อ่นื 1. ความเอ้ือเฟื้อ เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนรวม 2. การมรี ะเบียบวนิ ยั และรบั ผดิ ชอบต่อหน้าท่ี 3. รบั ฟงั ความคิดเป็นขอบกนั และกนั และเคารพในมติของเสยี งสว่ นมาก 4. ความซ่ือสตั ย์สจุ ริต 5. ความสามคั คี 6. ความละอายและเกรงกลวั ในการกระทาชวั่ 7. ความกล้าหาญและเช่อื ม่ันในตนเอง 8. การส่งเสรมิ ใหค้ นดีปกครองบ้านเมอื งและควบคมุ คนไม่ดีไม่ใหม้ ีอานาจ จรยิ ธรรมของการเปน็ พลเมืองดี จรยิ ธรรม คอื หลกั ในการประพฤติปฏบิ ตั ิท่ีไม่ทาใหผ้ อู้ ื่นเดอื ดรอ้ น เสียหาย 1. ความจงรกั ภักดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ หมายถึง การ ตระหนกั ในความสาคัญของความ เป็นชาติไทย การยดึ มน่ั ในหลัก ศลี ธรรมของศาสนา และการจงรักภักดีตอ่ พระมหากษัตริย์ 2. ความมีระเบียบวินยั หมายถงึ การยึดมัน่ ในการอยรู่ ว่ มกันโดยยดึ ระเบียบวินัย เพอื่ ความเป็น ระเบียบเรียบรอ้ ยในสังคม 3. ความกลา้ ทางจรยิ ธรรม หมายถงึ ความกล้าหาญในทางทถ่ี กู ทค่ี วร 4. ความรับผดิ ชอบ หมายถงึ การยอมเสยี ผลประโยชนส์ ่วนตนเพื่อผู้อื่น หรอื สงั คมโดยรวมได้รบั ประโยชน์จากการกระทาของตน 5. การเสยี สละ หมายถึง การยอมเสยี ผลประโยชนส์ ่วนตนเพอ่ื ผู้อืน่ หรือสังคมโดยรวมได้รับประโยชน์ จากการกระทาของตน 6. การตรงตอ่ เวลา หมายถงึ การทางานตรงตามเวลาที่ไดร้ ับ มอบหมาย คุณลักษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสูตร การศึกษา กบั ความเป็นพลเมือง 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซือ่ สตั ย์สจุ ริต 3. มวี ินัย 4. ใฝุ เรยี นรู้

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 36 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 6. มุ่งมั่นในการทางาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 8. มจี ิตสาธารณะ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 37 3. จติ อาสาพัฒนา การบาเพ็ญประโยชนต์ ่อส่วนรวม

เอกสารประกอบการอบรม หลักสตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 38 ความเปน็ มาของจติ อาสาพระราชทานตามแนวพระราชดาริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หน่วยราชการในพระองค์ 904 รว่ มกนั จัดโครงการจติ อาสาพระราชทานตามแนวพระราชดาริเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความ สานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ีทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งน้ี เพื่อให้ประชาชนมีความ สมัครสมานสามัคคี มีความสุขและประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วย ราชการในพระองค์ 904 เป็นผู้กากับดูแลการปฏิบัติงานร่วมกับ หน่วยงาน ภายนอกท้ังภาครัฐและเอกชน และ ให้จัดต้ังศูนย์อานวยการใหญ่โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดาริ มีหน้าท่ีควบคุม อานวยการ และประสานการ ปฏิบัติเพื่อให้การจัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดาริ เป็นไปอย่างต่อเน่ือง ถูกต้องตามพระราโชบาย และสมพระเกยี รติ ในระยะเร่ิมแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชปณิธานในการบาเพ็ญประโยชน์พ้ืนท่ีชุมชน โดยรอบพระราชวงั ดสุ ิตเปน็ การทาความ ดีดว้ ยหวั ใจถวายเป็น พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอ ดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรโดยหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์หน่วย ทหารรักษาพระองค์ ขา้ ราชบริพารในพระองค์ฯร่วมกับประชาชนจิตอาสา “เราทาความ ดี ด้วยหัวใจ” ร่วมกันดูแลและพัฒนารักษา พื้นท่ีจากชุมชนเล็กๆ รอบพระราชวังดุสิตขยาย สู่พื้นท่ีโดยรวมของประเทศในการพัฒนาอย่างม่ันคงและยั่งยืน สืบไป ความหมายของ จิตอาสา “เราทาความ ดี ด้วยหัวใจ” หมายถึง ประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งในและต่างประเทศที่สมัครใจช่วยเหลือผู้อื่นยอมเสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ และสติปัญญาใน การทางานท่ีเป็นสาธารณประโยชน์ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จิตอาสาตาม พระราโชบาย แบ่งเปน็ 3 ประเภท ดังนี้ 1. จิตอาสาพัฒนา : ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานท่ีมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละ ชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึนไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบาเพ็ญ สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการอานวยความสะดวกและความปลอดภัยในการดารงชีวิตประจา วันการประกอบ อาชีพ รวมทัง้ การ สาธารณสุข ฯลฯ แบ่งตามภารกจิ งานเปน็ 8 กลุ่มงาน ดังน้ี 1.1 จิตอาสาพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ประชามีสุข หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรม สาธารณประโยชน์ อาทิ การขุดลอกคูคลอง การดูแลรักษา ความสะอาดเรียบร้อยของศาสนสถานหรือสถานท่ี สาธารณะ การจัดเก็บผักตบชวา การปลูกต้นไม้ รวมท้ังการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ของ ชมุ ชนใหเ้ ขม้ แข็ง ประชาชนมคี วามสขุ อย่างยงั่ ยนื 1.2 จิตอาสางานประดิษฐ์และเผยแพร่งานศิลปาชีพ หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่นาความรู้ทางด้าน ศิลปหัตถกรรมพ้ืนบ้าน/ภูมิ ปัญญาท้องถ่ิน มาเผย แพร่ และถ่ายทอดเพื่อให้ประชาชนนาความรู้ท่ีได้รับไป พฒั นาใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ ไป 1.3 จิตอาสาฝาุ ยกจิ กรรมการแสดงและนิทรรศการ หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่ปฏิบัติงานสนับสนุน ในการจัดงานหรือกิจกรรมการแสดงและมีนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและ เผยแพร่กิจกรรมจิตอาสาฯ เช่น กิจกรรมการแสดงดนตรีบริเวณพระลานพระราชวังดุสิต การจัดงานอุ่นไอ รัก คลายความหนาว งานเถลงิ ศกสุขสันต์มหาสงกรานต์ตานานไทย เปน็ ตน้

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 39 1.4 จิตอาสาฝุายแพทย์และสาธารณสุข หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาท่ีปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วย อานวยความสะดวกแก่แพทย์ พยาบาล รวมถงึ ชว่ ยอานวย ความสะดวกด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจน สง่ เสริมให้ประชาชนมีความรคู้ วามเขา้ ใจในการดแู ลสุขภาพ 1.5 จิตอาสาฝุายทะเบียนและข้อมูล หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาท่ีให้คาแนะนาและอานวยความ สะดวกประชาชนทมี่ าลงทะเบยี นจิตอาสาฯ 1.6 จิตอาสาฝุายส่งกาลังบารุงและสนับสนุน หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาท่ีสนับสนุน อานวยความ สะดวก ดูแลความเรียบร้อย จัดหาหรือบริการอาหาร น้าดื่ม ให้กับประชาชนท่ีเข้าร่วมกิจกรรม/จิตอาสาท่ีเข้า ร่วมปฏบิ ตั ิงาน 1.7 จิตอาสาฝุายประชาสัมพันธ์ หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่ช่วยงานประชาสัมพันธ์และให้บริการ ขอ้ มูลการจัดกิจกรรมจติ อาสาฯรวมถงึ ช่วยดแู ลตอ้ นรับ ประชาชนทีม่ าเข้าร่วมกิจกรรม 1.8 จิตอาสาฝุายรักษาความปลอดภัยและจราจร หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่สนับสนุนและช่วย อานวยความสะดวกในการสัญจรของประชาชนการแนะนา เส้นทางการแจ้งอุบัติเหตุการจราจรให้เจ้าพนักงาน ทราบ 2. จิตอาสาภัยพิบัติ : ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือเฝูา ตรวจ เตือน และ เตรียมการรองรับภัยพิบัติท้ังท่ีเกิดจากธรรมชาติ และเกิดจากสาเหตุอ่ืนๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นท่ี โดยรวมและการเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยพิบัติ ดังกล่าว เช่น อุทกภัย วาตภัย อคั คภี ยั เปน็ ต้น 3. จิตอาสาเฉพาะกิจ : ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์ให้ปฏิบัติในงานพระราชพิธี หรือการรับเสด็จ ในโอกาสต่างๆ เป็นการใช้กาลังพลจิตอาสาร่วมปฏิบัติกับ ส่วนราชการที่เก่ียวข้องในการ ช่วยเหลอื หรอื อานวยความสะดวกแกป่ ระชาชนทีม่ ารว่ มงานรวมท้ังการเตรยี มการ

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 40 4. การสร้างพลงั กศน.จิตอาสา กจิ กรรม การปฐมพยาบาลเบ้อื งต้นและการช่วยชวี ติ ขั้นพน้ื ฐาน (CPR)

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 41 ก่อนการเข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ปุวย ผู้ช่วยเหลือต้องคานึงถึงความปลอดภัยของตนเองและบุคคล ที่อยู่ ณ จุดเกิดเหตุ โดยการประเมินสถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุว่ามีความปลอดภัยสาหรับตนเอง และทีม ท่ีจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือไม่ หากสารวจความปลอดภัยของสถานท่ีหรือจุดเกิดเหตุแล้ว พบว่า สถานการณไ์ ม่ปลอดภัย เช่น มีไฟไหม้ ไฟฟูากาลังช็อต ตกึ กาลังจะถลม่ แผน่ ดินไหว เป็นต้น ห้ามเข้าไปช่วยเหลือ ใหร้ ีบร้องขอความช่วยเหลือทนั ที ตามหลักการที่ถูกต้องในการช่วยชีวิต ผู้ช่วยเหลือควรปฏิบัติการช่วยชีวิตอย่างเร็วท่ีสุดไม่ควร เคล่ือนย้ายผู้ปุวยจนกว่าจะแน่ใจว่าสามารถเคล่ือนย้ายได้อย่างปลอดภัย ยกเว้น ในกรณีที่ผู้ปุวยหรือผู้บาดเจ็บ อยู่ในสถานท่ีหรือสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมต่อการปฐมพยาบาล และมีความเส่ียงต่อการเกิดอันตรายต่อ ท้ังผู้ปุวยและผู้ช่วยเหลือ หากพบสถานการณ์เช่นน้ีให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานท่ีมีขีดความสามารถ สูงกว่าเข้ามาให้ความช่วยเหลือทันทีหรือถ้ามีผู้ช่วยเหลือเพียงพอในการเคลื่อนย้ายผู้ปุวยอย่างปลอดภัย ให้ รีบ เคลื่อนย้ายผ้ปู ุวยออกจากจดุ เกดิ เหตุ (เช่นผูป้ ุวยประสบอุบตั ิเหตนุ อนหมดสติอยู่กลางถนนเวลากลางคืน เป็นต้น) ไปทาการช่วยฟ้ืนคืนชีพยังสถานทป่ี ลอดภัย คอื การตรวจประเมนิ อาการของผู้ปุวย เพื่อวางแผนให้การปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น ต้องดาเนินการอย่าง รวดเร็ว (ไม่ควรใช้เวลานานเกนิ 1 นาที) มุ่งการประเมินภาวะคุกคามต่อชีวิตได้แก่ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียน เลอื ด กรณที ีผ่ ชู้ ่วยเหลือต้องทาการช่วยฟื้นคืนชพี (CPR) ผปู้ ุวยตอ้ งมภี าวะดงั น้ี คอื หมดสติ หยดุ หายใจหรือหายใจเฮือก หัวใจหยดุ เต้น กรณที ่ผี ้ชู ่วยเหลือประเมนิ สภาพทวั่ ไปของผูป้ ุวย พบภาวะที่ต้องให้การปฐมพยาบาลแต่ไม่ต้องช่วยฟื้น คืนชีพ ได้แก่  ผปู้ ุวยกระพรบิ ตา พูด หรอื ไอ หน้าอกหนา้ ท้องกระเพอ่ื มขน้ึ ลง ขยบั ตวั แสดงวา่ ผปู้ ุวยรู้สกึ ตัวและหายใจ (ใหก้ ารปฐมพยาบาลตามอาการที่พบ) 4.1 ขั้นตอนการชว่ ยฟน้ื คืนชีพ (CPR) 1. ประเมนิ ความปลอดภัย ณ จดุ เกดิ เหตุ เมือ่ พจิ ารณาว่าปลอดภยั แล้วจงึ เขา้ ไปหาผปู้ วุ ย

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศกั ยภาพอาสาสมคั ร กศน. หนา้ 42 2. การประเมนิ ผ้ปู ว่ ย โดยการปลกุ เรียกผู้ปุวย ถ้ารู้จักช่ือให้เรียกชื่อ แต่ถ้าไม่รู้จักช่ือให้เรียก “คุณๆ” ด้วยเสียงดัง พร้อมกับใช้มือตบที่บ่าทั้ง 2 ข้าง 3 คร้ัง 2 รอบ ขณะที่ตาจ้องมองไปที่ใบหน้าของผู้ปุวยว่าผู้ปุวย มีการกระพรบิ ตาหรือไม่ หากผู้ปุวยไมม่ ีอาการตอบสนอง ให้ตะโกนขอความชว่ ยเหลอื ตามข้อ 3 3. ขอความช่วยเหลอื เรียกขอความช่วยเหลอื โทรศัพท์แจ้ง 1669 และขอเคร่ืองเออีดี 4. ประเมนิ การหายใจ โดยการตรวจสอบการหายใจ ใหม้ องไปที่หนา้ อก หนา้ ทอ้ งว่ามีการขยบั ขึน้ ลงหรอื ไม่ ใชเ้ วลาไม

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 43 5. การกดหน้าอก วิธีการกดหน้าอก ให้ใช้ส้นมือข้างหน่ึงวางลงบนก่ึงกลางหน้าอก (ก่ึงกลางระหว่าง หัวนมทง้ั สองข้าง) แล้วใช้มืออีกข้างหน่ึงวางทับด้านบน ใช้น้ิวมือท้ังสองข้างล็อกกันไว้แขนทั้งสองข้างเหยียดตรง ไหลข่ องผู้ชว่ ยเหลอื ต้งั ฉากกับหนา้ อกของผปู้ ุวย ให้ใช้น้าหนักจากไหล่กดลงมา แขนเหยียดตรง กดลงในแนวแรง ตั้งฉากกับพื้นใช้ข้อสะโพกเป็นจุดหมุน เวลาในการกดและปล่อยมือข้ึนต้องเท่ากัน แรงและเร็วเป็นจังหวะให้ได้ คุณภาพสูง ดงั น้ี - กดลกึ ลงไป 5 - 6 เซนตเิ มตร หรือ 2 - 2.4 นิ้ว - อัตราเร็วในการกดหน้าอก 100 - 120 ครัง้ ตอ่ นาที - ขดั จังหวะ หรอื หยุดกดหนา้ อกใหน้ ้อยกวา่ 10 วนิ าที - ถอนมือขึ้นมาเพื่อให้หนา้ อกขยายคืนสู่ตาแหนง่ เดมิ ทุกครัง้ - ไมเ่ ปุาลมช่วยหายใจโดยเปุาลมเข้ามากเกนิ ไป - กดหนา้ อก 30 คร้งั สลับกบั การเปุาปาก 2 ครั้ง นบั เปน็ หน่งึ รอบ ประเมนิ ซา้ ทกุ 5 รอบ หมายเหตุ : ในกรณที ่ีไมม่ ีอปุ กรณช์ ่วยหายใจ หรือผชู้ ่วยเหลอื ไมท่ าการเปา่ ปาก ใหก้ ดหนา้ อกอย่างเดยี วตอ่ เน่ือง 200 ครง้ั หรอื ประมาณ 2 นาที แล้วประเมนิ ซา้ 6. การชว่ ยหายใจ (การเปา่ ปาก) ผู้ชว่ ยเหลือมีความเส่ียงต่อการติดโรคจากการช่วยหายใจ หรือการ เปุาปาก เช่น โรคโควิด-19 ไวรัสตับอักเสบเอ ผู้ช่วยเหลือจึงสามารถเลือกการช่วยฟ้ืนคืนโดยการกดหน้าอก อยา่ งเดียว ในกรณที ที่ ่านมน่ั ใจว่าสามารถช่วยการหายใจได้ครบถ้วนตามหลักการช่วยฟ้ืนคืนชีพ การช่วยหายใจ มีวิธีการ ดงั นี้ - หลังจากกดหน้าอกครบ 30 คร้งั แลว้ ให้เปิดทางเดนิ หายใจ โดยใชว้ ิธกี ารกดหนา้ ผากเชยคาง โดยใช้ นวิ้ โปูงกบั นว้ิ ชข้ี องมือขา้ งทก่ี ดหน้าผาก บบี จมกู ผ้ปู วุ ยใหส้ นทิ ส่วนมอื ขา้ งทีเ่ ชยคางขนึ้ มาช่วยเปิดปาก แล้วก้มลง ไปประกบปากผู้ปวุ ย (ปากต่อปาก) เปาุ ลมเขา้ ใชเ้ วลาครง้ั ละประมาณ 1 วนิ าทีขณะเปาุ ลมเข้าให้ชาเลืองมองไปท่ี

เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หน้า 44 หน้าอกของผปู้ ุวย ต้องมองเหน็ หน้าอกขยับข้นึ ชดั เจนแล้วเงยหนา้ ข้ึนเพ่ือปล่อยใหผ้ ู้ปวุ ยหายใจออกทางปาก แล้ว เปุาปากซา้ เป็นครัง้ ที่ 2 - ถ้าเปาุ ลมไมเ่ ข้าใหร้ บี เปิดทางเดนิ หายใจใหม่ทนั ทโี ดยการกดหนา้ ผากเชยคางให้มากขึน้ แล้วเปาุ ปากคร้ังที่ 2 (อยา่ ชว่ ยหายใจมากกวา่ 2 ครั้ง) หลงั จากนน้ั ใหร้ ีบกดหนา้ อกต่อทันที - ไมเ่ ปาุ ลมชว่ ยหายใจโดยเปุาลมเขา้ มากเกนิ ไป 7. ช่วยฟ้ืนคืนชีพต่อเน่ือง หลังจากช่วยหายใจแล้ว ให้รีบกลับมากดหน้าอกต่อทันทีอย่างต่อเน่ือง หยุดกดหนา้ อกให้น้อยท่สี ดุ ไม่เกิน 10 วินาทีโดยให้กดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการเปุาปาก 2 ครั้ง หรือ 30 : 2 ไปจนครบ 5 รอบแล้วประเมนิ ซ้า ใหท้ าการชว่ ยฟืน้ คนื ชีพไปจนกว่า - ผู้ปุวยจะกลับมามีสัญญาณชีพอีกคร้ัง (ตากระพริบ ไอ หน้าอกหน้าท้องกระเพ่ือมตามจังหวะ การหายใจ หรือมีการเคลอ่ื นไหวของแขน ขา) - ทีมแพทย์ฉกุ เฉนิ เข้ามาให้การช่วยเหลือ - เหนือ่ ยมากจนทาต่อไปไม่ไหว - แพทยว์ ินิจฉยั วา่ ผปู้ ุวยเสยี ชวี ติ แลว้ ให้ยตุ ิการชว่ ยฟ้นื คืนชีพ (CPR) การช่วยฟ้ืนคืนชีพ หากเป็นไปได้ควรมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน เพื่อสลับกันกดหน้าอก และ เปุาปาก จะช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการชว่ ยชวี ิตให้ไดผ้ ลดกี ว่าการมีผชู้ ว่ ยเหลือคนเดยี ว 4.2 การช่วยฟื้นคืนชีพเดก็ ผู้ช่วยเหลือดาเนินการตามข้ันตอนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ปรับวิธีการกดหน้าอกโดยให้ผู้ช่วยเหลือวางมือ ลงตรงก่ึงกลางหน้าอก (กึ่งกลางระหว่างหัวนม) กดลึกลงไปประมาณ ⅓ ของความหนาของหน้าอก (หรือ ประมาณ 5 เซนติเมตร หรือ 2 น้ิว) ในการกดหน้าอกจะใช้มือเพียงมือเดียวหรือสองมือก็ได้สาหรับเด็กวัยรุ่น ใหใ้ ชค้ วามลกึ ในการกดเทา่ กบั ผูใ้ หญ่ (5 - 7 เซนติเมตร)

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมัคร กศน. หนา้ 45 4.3 การชว่ ยฟืน้ คืนชพี ทารก ให้กดหน้าอกลึกลงไปประมาณ ⅓ ของความหนาของหน้าอก (หรือ 4 เซนติเมตร หรือ 1.5 น้ิว) โดย การใช้2 นิ้วมือ หรือ 2 น้ิวโปูง อัตราเร็วของการกดหน้าอกคือ 100 - 120 ครั้งต่อนาทีสลับกับการเปุาปาก 2 ครง้ั หรือ 30 : 2 จนครบ 5 รอบแล้วประเมนิ ซา้ (ใชเ้ วลาในการประเมนิ ไมเ่ กนิ 10 วินาท)ี ในกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้ปรับเปลี่ยนอัตราการกดหน้าอกจาก 30 คร้ัง เปุาปาก 2 ครั้ง มาเป็น กดหน้าอก 15 ครั้ง เปุาปาก 2 คร้ัง แลว้ ประเมนิ ซ้าเมื่อครบทกุ ๆ 10 รอบ การกดหนา้ อกโดยใช้ 2 น้ิวมอื การกดหน้าอกโดยใช้ 2 นวิ้ โปูง การเปุาปาก

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สูตรอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 46 5. กศน.กับการจัดการศึกษา

เอกสารประกอบการอบรม หลกั สตู รอบรมพฒั นาศักยภาพอาสาสมคั ร กศน. หน้า 47


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook