Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore eBooks_การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 4 สี

eBooks_การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 4 สี

Published by cyberbookandprint co.,Ltd., 2022-11-10 07:21:43

Description: eBooks_การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 4 สี

Search

Read the Text Version

หนังสอื เรียนสาระทกั ษะการด�าเนินชวี ติ หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กราายรวชิ ปา ฐมพยาบาล Fเบir้อืstงAตiน้d รหสั ทช02017 ระดบั :: ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษาตอนต้น มธั ยมศึกษาตอนปลาย Safety ifFirst 140.- บริษทั ไซเบอรบ์ คุ ส์ แอนด์ ปริน้ ท์ จา� กดั CYBERBOOK & PRINT CO., LTD.


สงวนลิขสิทธติ์ ามกฎหมาย หามลอกเลียนแบบ


หนงั สอื เรียนสาระทักษะการด�าเนินชีวติ หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 กราายวริชาปฐมพยาบาล เบื้องตน้ First Aid รหัส ทช02017 ระดับ :: ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย Safety fiFirst บริษัท ไซเบอร์บคุ ส์ แอนด์ ปริน้ ท์ จ�ากัด A CYBERBOOK & PRINT CO., LTD.


หนงั สอื เรยี นสาระทักษะการดา� เนินชวี ติ (วชิ าเลือก) หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พื้ นฐาน พุ ทธศกั ราช 2551 รายวชิ าการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทช02017 ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนต้น มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ผ้เู รียบเรียง : ประยนต์ ทรพั ย์เจรญิ จดั ท�าโดย บรษิ ทั ไซเบอรบ์ ุคส์ แอนด์ ปร้ินท์ จา� กัด 77/24 หมู่ 12 ตา� บลไรข่ ิง อ�าเภอสามพราน จังหวดั นครปฐม 73210 [email protected].ocomm พิมพ์ที่ บริษัท เอกพิมพไ์ ท จ�ากดั 94 หมู่ 10 ซอยบรมราชชนนี 117 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทววี ฒั นา กทม. 10170 aw00k--w22e88wp88i.m88a--kt88eh11pa25iim_20g,[email protected],0m-2888-8486 จ�านวนพิมพ์ : 1,000 เลม่ พมิ พ์ครง้ั ท่ี : 2/2565 ISBN : 978-616-7641-33-1 ราคา : 140.- บาท


ค�ำ น�ำ หนังสือเรียนวิชาเลือก รายวิชาการปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น ตามหลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดท�าขึ้นส�าหรับผู้เรียนการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้และตัวช้ีวัดที่หลักสูตรก�าหนด พัฒนาให้ผู้เรียน มีสมรรถนะตามท่ีต้องการทั้งทางด้าน การส่ือสาร การคิด กระบวนการคิดแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต การใช้เทคโนโลยี ตลอดจน พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในสังคมไทยและ สังคมโลกอยา่ งมีความสขุ ในการจัดท�าหนังสือเรียน รายวิชาการปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น ชุดน้ี คณะผู้เขียนมุ่งเน้น ผู้เรียนเป็นส�าคัญโดยค�านึงถึงศักยภาพของผู้เรียน เน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมบนพ้ืนฐาน ของการบูรณาการแนวคิดทางการเรียนรู้อย่างหลากหลาย มุ่งพัฒนาการคิดและพัฒนาการเรียนรู้ ทีส่ อดคล้องพัฒนาการของผ้เู รยี น โดยเฉพาะการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง หวังเปน็ อย่างยิ่งวา่ หนงั สอื เรยี น รายวชิ าการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ ชดุ นีจ้ ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี น ไดร้ บั การพฒั นาความรู้ ตามทกี่ า� หนดไวใ้ นหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ฝา่ ยวชิ าการ บริษทั ไซเบอร์บคุ ส์ แอนด์ ปรน้ิ ท์ จา� กดั ก


ส�รบญั ค�ำน�ำ ก สำรบัญ ข โครงสร้ำงรำยวิชำ ค รำยละเอียดค�ำอธิบำยรำยวิชำ ง ค�ำแนะน�ำกำรใช้หนังสือเรียน จ แบบทดสอบก่อนเรียน ฉ กำรปฐมพยำบำลเบ้ืองต้น 1 บทที่ 1 ความหมาย และความส�าคัญของการปฐมพยาบาล 2 8 กิจกรรมท้ายบทที่ 1 9 บทที่ 2 การช่วยฟื้นคืนชีพ 30 31 กิจกรรมท้ายบทท่ี 2 41 บทท่ี 3 การห้ามเลือด 42 49 กิจกรรมท้ายบทที่ 3 51 บทที่ 4 การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหัก 67 68 กิจกรรมท้ายบทที่ 4 72 บทที่ 5 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 73 80 กิจกรรมท้ายบทที่ 5 81 บทท่ี 6 การช่วยเหลือผู้จมน้�า 85 98 กิจกรรมท้ายบทท่ี 6 102 บทที่ 7 การล�าเลียงผู้ป่วยและการเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บ กิจกรรมท้ายบทท่ี 7 แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยกิจกรรมท้ำยบทเรียน บรรณำนุกรม ใบอนุญำตให้ใช้หนังสือเรียน กศน.ในสถำนศึกษำ ข


โครงสร้างรายวชิ า การปฐมพยาบาลเบ้อื งตน้ ทช02017 จา� นวน 3 หน่วยกิต ระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสา� คัญ รู้ เข้าใจ ความหมาย และความส�าคัญของการปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ การปฐมพยาบาลผู้จมน้�า การห้ามเลือด การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บกระดูกหักการปฐมพยาบาล ผถู้ กู ไฟไหม้ นา�้ รอ้ นลวก ไฟฟา้ ซอ็ ต สตั ว์ทีม่ ีพิษกดั ต่อย ถกู สารพษิ ควันพิษ การล�าเลียงผปู้ ว่ ยและ การเคล่อื นย้ายผปู้ ว่ ย เพ่ือให้มคี วามรู้ ความเข้าใจ การปฐมพยาบาล และสามารถน�าไปใชใ้ นชวี ิต ประจ�าวันได้อยา่ งถูกต้อง ตวั ชวี้ ัด 1. ผู้เรยี นสามารถบอกความส�าคัญของการปฐมพยาบาลได้ 2. ผู้เรียนสามารถบอกวธิ กี ารชว่ ยฟ้ืนคืนชพี ได้ 3. ผู้เรียนสามารถบอกวธิ ีการปฐมพยาบาล ผูบ้ าดเจบ็ ได้ 4. ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการเคลื่อนย้ายผปู้ ว่ ยได้ ขอบขา่ ยเนอื้ หา การปฐมพยาบาลเบื้องต้น บทท่ี 1 ความหมาย และความสา� คัญของการปฐมพยาบาล บทท่ี 2 การชว่ ยฟื้นคนื ชีพ บทท่ี 3 การห้ามเลอื ด บทท่ี 4 การปฐมพยาบาลผปู้ ว่ ยกระดกู หัก บทที่ 5 การปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น บทที่ 6 การช่วยเหลือผจู้ มน�า้ บทท่ี 7 การลา� เลยี งผปู้ ว่ ยและการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ค


รายละเอยี ดคา� อธบิ ายรายวิชา ทช02017 การปฐมพยาบาลเบอื้ งต้น จา� นวน 3 หน่วยกิต ระดบั ประถมศึกษา มธั ยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศกึ ษาตอนปลาย มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดับ รู้ เข้าใจ ความหมายและความส�าคัญของการปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ การปฐมพยาบาลผจู้ มน้�า การหา้ มเลือด การปฐมพยาบาลผบู้ าดเจ็บกระดูกหกั การปฐมพยาบาลผู้ ถูกไฟไหม้ น�้ารอ้ นลวก ไฟฟ้าซ็อต สตั ว์ที่มีพิษกดั ตอ่ ย ถูกสารพิษ ควนั พษิ การล�าเลียงผู้ป่วยและ การเคล่อื นยา้ ยผปู้ ว่ ย เพื่อใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจ การปฐมพยาบาล และสามารถน�าไปใช้ในชีวิต ประจา� วันไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ท่ี หวั เร่อื ง ตัวช้ีวัด เน้อื หา จ�านวน (ชวั่ โมง) 1 การ 1. ผเู้ รยี นสามารถบอก 1. ความหมาย และความสา� คัญของ 120 ปฐมพยาบาล ความส�าคัญของการ การปฐมพยาบาล เบื้องต้น ปฐมพยาบาลได้ 2. การช่วยฟืน้ คืนชีพ 2. ผู้เรียนสามารถบอกวธิ ี - การปฐมพยาบาลผู้จมน�า้ การชว่ ยฟนื้ คนื ชีพได้ 3. การปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน้ 3. ผู้เรยี นสามารถบอกวิธี - การหา้ มเลือด - การปฐมพยาบาลผบู้ าดเจบ็ การปฐมพยาบาล กระดูกหกั ผบู้ าดเจบ็ ได้ - การปฐมพยาบาลผู้ถูกไฟไหม้ 4. ผู้เรยี นสามารถบอกวธิ ี นา้� รอ้ นลวก ไฟฟา้ ซอ็ ต สตั วท์ ม่ี พี ษิ การเคลอ่ื นยา้ ยผูป้ ่วย กัดตอ่ ย ถกู สารพิษ ควันพษิ ได้ 4. การพนั ผา้ 5. การลา� เลียงผ้ปู ว่ ยและ การเคล่อื นยา้ ยผู้ปว่ ย ง


คา� แนะน�าในการใช้หนังสือเรยี น หนังสือเรียนสาระทักษะการด�าเนินชีวิต รายวิชาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทช02017 ระดับประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นหนงั สอื เรียน วิชาเลอื กใน สาระทักษะการดา� เนนิ ชีวติ จัดทา� ข้นึ ส�าหรับผเู้ รียนที่เป็นนกั ศกึ ษานอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระทักษะการด�าเนินชีวิต รายวิชาการปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น ผู้เรียนควรปฏิบัติ ดังน้ี 1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระส�าคัญ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง และขอบข่ายเน้ือหาของรายวชิ านนั้ ๆ โดยละเอยี ด 2. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาของแต่ละบทอย่างละเอียด ท�ากิจกรรม แล้วตรวจสอบกับ กบั แนวคา� ตอบ กจิ กรรม ถา้ ผเู้ รยี นตอบผดิ ควรกลบั ไปศกึ ษาและทา� ความเขา้ ใจในเนอื้ หานนั้ ใหมใ่ ห้ เข้าใจ ก่อนที่จะศึกษาเรือ่ งต่อ ๆ ไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมท้ายบท เพ่ือเป็นการสรุปความรู้ความเข้าใจของเนื้อหาในเร่ืองน้ัน ๆ อีกคร้ังและการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละเนื้อหา แต่ละเร่ือง ผู้เรียนสามารถน�าไปตรวจสอบกับครู และเพือ่ น ๆ ท่ีร่วมเรียนในรายวิชาและระดับเดยี วกนั ได้ 4. หนังสือเรียนเลม่ นม้ี ี 7 บท บทที่ 1 ความหมาย และความส�าคัญของการปฐมพยาบาล บทท่ี 2 การชว่ ยฟน้ื คืนชีพ บทที่ 3 การหา้ มเลอื ด บทท่ี 4 การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดกู หกั บทท่ี 5 การปฐมพยาบาลเบอ้ื งต้น บทที่ 6 การช่วยเหลอื ผู้จมน้�า บทที่ 7 การลา� เลียงผปู้ ว่ ยและการเคลอื่ นย้ายผบู้ าดเจ็บ จ


แบบทดสอบก่อนเรยี น จงเขียนเครือ่ งหมาย X ลงหน้าค�าตอบท่ีถกู ต้อง 1. ผปู้ ฐมพยาบาลควรใหก้ ารช่วยเหลอื ผปู้ ่วยเป็นลา� ดับแรก ก. หมดความรู้สกึ ข. หยดุ หายใจ ค. เจ็บปวดรุนแรง ง. เสยี เลือดจา� นวนมาก 2. หากพบผู้ป่วยมีบาดแผลเลอื ดออกมากสงิ่ แรกทค่ี วรปฏบิ ัตคิ อื ขอ้ ใด ก. รีบห้ามเลอื ด ข. ใชท้ ิงเจอร์ไอโอดีนกดบาดแผล ค. ล้างแผลดว้ ยแอลกอฮอลแ์ ล้วใสย่ าแดง ง. ใส่ยาแดงแล้วปิดบาดแผลด้วยผ้าพันแผล 3. เมื่อพบผปู้ ว่ ยเปน็ ลม หมดสติ จะมวี ิธีการปฐมพยาบาลอย่างไร ก. สงั เกตอาการโดยการรอใหฟ้ น้ื ข. ใชใ้ หผ้ อู้ ืน่ ไปตามแพทย์มาดูอาการ ค. สังเกตอาการตามร่างกายของผปู้ ่วย ง. ใชผ้ า้ ชบุ นา�้ เยน็ เชด็ ใบหน้าและล�าคอ 4. ถา้ ผเู้รยี นถกู กระจกบาด แผลกวา้ งลกึ เลอื ดออกมาก ตอ้ งปฐมพยาบาลตามขอ้ ใดจงึ เหมาะสมทส่ี ดุ ก. ใช้ผา้ สะอาดกดห้ามเลอื ด ประมาณ 15-20 นาทเี อาผ้าออก ข. ใช้ผา้ สะอาดกดหา้ มเลอื ดรีบสง่ สถานพยาบาลทันที ค. ใชผ้ า้ สะอาดกดห้ามเลอื ดแล้วใชน้ ้�าทา� ความสะอาดแผล ง. ใช้ผา้ สะอาดกดทป่ี ากแผลเพอ่ื ห้ามเลือดแลว้ ใช้น้�าเกลอื กดท�าความสะอาด 5. ผ้ปู ว่ ยหกล้มแผลมีอาการบวมแดง คล�้า ต้องปฐมพยาบาลตามข้อใด ก. 24 ช่วั โมงแรก ใช้เจลแชแ่ ขง็ ประคบ ข. 24 ชัว่ โมงแรกใช้กระเปา๋ น้�ารอ้ นประคบ ค. 24ชัว่ โมงหลังใชน้ �า้ แข็งประคบ ง. 24 ชว่ั โมงหลังใช้น้�าแข็งกับกระเปา๋ น้�าร้อนประคบสลับกนั ฉ


6. การเคลอ่ื นย้ายผ้ปู ่วยดว้ ยวธิ ีอุ้มทาบและกอดหลัง ใชก้ ับผู้บาดเจ็บแบบใด ก. เป็นลม ข. เป็นลมชัก ค. เทา้ แพลงหรือข้อเทา้ เคลด็ ง. กระดกู ต้นคอเคลือ่ น หมดสติ 7. การเคล่อื นย้ายผ้ปู ว่ ยโดยผูช้ ่วยเหลือคนเดยี วเหมาะสมกบั สถานการณ์อยา่ งไร ก. เคลื่อนย้ายผ้ปู ่วยไปพบแพทย์ ข. เคลอ่ื นยา้ ยไปสง่ ที่รถโดยสาร ค. เคลอ่ื นย้ายผปู้ ่วยไปยังสถานที่ใกล้ๆ ง. เคลอ่ื นย้ายผูป้ ว่ ยไปยงั สถานพยาบาล 8. การกอดคอข่หี ลัง เปน็ วธิ ีการเคลอ่ื นย้ายแบบใด ก. แบบผ้ชู ่วยเหลอื สองคน ข. แบบผชู้ ว่ ยเหลอื คนเดียว ค. แบบผู้ช่วยเหลอื สามคน ง. แบบผ้ชู ่วยโดยใช้เปลหาม 9. การเคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ว่ ยโดยใหส้ ญั ญาณยนื ขน้ึ พรอ้ มๆกนั แลว้ ทา� การเคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ว่ ยเปน็ วธิ ี เคลอ่ื นยา้ ยแบบใด ก. แบบผู้ชว่ ยเหลือหน่ึงคน ข. แบบผชู้ ว่ ยเหลอื สองคน ค. แบบผชู้ ว่ ยเหลอื สามคน ง. แบบผชู้ ่วยโดยใชเ้ ปลหาม 10.วัสดุในขอ้ ใดใช้ทา� เปลหามผูป้ ว่ ยไม่ได้ ก. ผ้าห่ม ข. ผ้าขาวม้า ค. บานประตู ง. ผา้ สามเหลี่ยม ช


การปฐมพยาบาลเบอ้ื งต้น สาระส�าคัญ ศึกษาความหมาย ความส�าคัญของการปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ, การปฐมพยาบาลผู้ป่วย และการเคล่อื นยา้ ยผู้ปว่ ย ตัวชี้วดั 1. ผ้เู รยี นสามารถบอกความสา� คญั ของการปฐมพยาบาลได้ 2. ผู้เรยี นสามารถบอกวธิ กี ารชว่ ยฟ้ืนคืนชีพได้ 3. ผเู้ รยี นสามารถบอกวธิ ีการปฐมพยาบาลผบู้ าดเจ็บได้ 4. ผเู้ รยี นสามารถบอกวิธกี ารเคล่อื นย้ายผู้ปว่ ยได้ ขอบข่ายเนอ้ื หา บทท่ี 1 ความหมาย และความสา� คัญของการปฐมพยาบาล บทที่ 2 การชว่ ยฟื้นคืนชพี บทที่ 3 การห้ามเลอื ด บทที่ 4 การปฐมพยาบาลผ้ปู ว่ ยกระดกู หัก บทที่ 5 การปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ บทที่ 6 การช่วยเหลอื ผจู้ มนา�้ บทท่ี 7 การล�าเลียงผู้ป่วยและการเคลอ่ื นท่ีย้ายผู้ป่วย 1


บทท่ี 1 ความหมาย และความสา� คัญของการปฐมพยาบาล 1. ความหมายของการปฐมพยาบาล การปฐมพยาบาล หมายถงึ การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผปู้ ว่ ย หรอื ผบู้ าดเจบ็ ณ สถานทเ่ี กดิ เหตุ โดยใชอ้ ปุ กรณเ์ ท่าทจี่ ะหาไดใ้ นขณะ นน้ั กอ่ นทผี่ บู้ าดเจบ็ จะไดร้ บั การดแู ลรกั ษาจากบคุ ลากรทางการแพทย์ หรือสง่ ต่อไปยงั โรงพยาบาล 2


อุปกรณ์หรือวสั ดเุ บือ้ งต้นท่ีอาจนา� มาใช้ ในการปฐมพยาบาลเม่ือเกิดอุบัติเหตุ 2. วัตถุประสงคท์ ี่สา� คัญของการปฐมพยาบาล การปฐมพยาบาลมวี ตั ถุประสงคท์ ่สี า� คญั คอื 1. เพื่อช่วยชวี ิต 2. เพือ่ เป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจ็บปว่ ย 3. เพือ่ ท�าให้บรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และช่วยให้กลับสู่สภาพเดมิ โดยเร็ว 4. เพ่อื ป้องกนั ความพกิ ารทจี่ ะเกิดข้นึ ตามมาภายหลัง 3. ขอบเขตและหนา้ ทขี่ องผูป้ ฐมพยาบาล ผปู้ ฐมพยาบาลมหี นา้ ทช่ี ว่ ยเหลอื ผบู้ าดเจบ็ หรอื ผปู้ ว่ ยฉกุ เฉนิ เทา่ นนั้ จะหมดหนา้ ทเ่ี มอื่ ผู้บาดเจ็บปลอดภัยหรือได้รับการรักษาจากแพทย์หรือสถานพยาบาลแล้ว ขอบเขตหน้าที่ของ ผู้ปฐมพยาบาลมี 2 ประการใหญ่ ๆ คือ 1. วเิ คราะหส์ าเหตแุ ละความรนุ แรงของอบุ ตั เิ หตทุ เ่ี กดิ ขน้ึ เพอื่ เปน็ แนวทางในการชว่ ย เหลอื ได้ถูกต้อง มีขัน้ ตอนดังน้ี 3


1.1 ซกั ประวัตขิ องอุบัติเหตุ จากผ้ทู อี่ ยใู่ นเหตุการณห์ รอื ผู้บาดเจบ็ ท่ีรสู้ กึ ตวั ดี 1.2 ซักถามอาการผิดปกติหลังได้รับอุบัติเหตุ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดมากทบ่ี ริเวณใด ฯลฯ 1.3 ตรวจรา่ งกายผบู้ าดเจบ็ ทกุ ครงั้ กอ่ นใหก้ ารปฐมพยาบาล โดยตรวจตง้ั แตศ่ รี ษะ จรดปลายเท้า เพือ่ คน้ หาส่ิงผดิ ปกติท่เี กดิ ขึ้น เช่น อาการบวม บาดแผล กระดูกหัก เปน็ ต้น 2. ช่วยเหลือผูบ้ าดเจบ็ โดยช่วยเปน็ ลา� ดบั ขน้ั ดังนี้ 2.1 ถา้ ผบู้ าดเจบ็ อยใู่ นบรเิ วณทม่ี อี นั ตรายตอ้ งเคลอื่ นยา้ ยออกมากอ่ น เชน่ ตกึ พงั ถล่มลงมา ไฟไหม้ในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น 2.2 ช่วยชวี ติ โดยจะตรวจดูลกั ษณะการหายใจว่ามกี ารอดุ ตนั ของทางเดนิ หายใจ หรือไม่ หวั ใจหยดุ เต้นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้รบี ชว่ ยก้ชู วี ิตซงึ่ จะกล่าวในตอนต่อไป 2.3 ชว่ ยมใิ หเ้ กดิ อนั ตรายมากขน้ึ ถา้ มกี ระดกู หกั ตอ้ งเขา้ เฝอื กกอ่ น เพอ่ื มใิ หม้ กี าร ฉกี ขาดของเน้ือเย่ือมากขึน้ ถ้ามบี าดแผลตอ้ งคลมุ ดว้ ยผา้ สะอาด เพ่อื มิให้ฝุ่นละอองเขา้ ไปท�าใหต้ ิด เชื้อ ในรายท่ีสงสัยว่ามีการหักของกระดูกสันหลัง ต้องให้อยู่น่ิงที่สุด และถ้าจะต้องเคลื่อนย้ายจะ ต้องให้แนวกระดูกสันหลังตรง โดยนอนราบบนพ้ืนไม้แข็ง มีหมอนหรือผ้าประคองศีรษะมิให้ เคลื่อนไหว ให้ค�าปลอบโยนผู้บาดเจ็บ ให้ก�าลังใจ อยู่กับผู้บาดเจ็บตลอดเวลา พลิกตัว หรือ จับตอ้ งดว้ ยความอ่อนโยนและระมดั ระวัง ไม่ละทิง้ ผู้บาดเจบ็ อาจต้องหาผู้อืน่ มาอย่ดู ว้ ยถ้าจา� เปน็ 4


4. หลกั ทว่ั ไปในการปฐมพยาบาล 1. เม่ือพบผู้ปว่ ยหรอื ผบู้ าดเจบ็ ตอ้ งรีบชว่ ยเหลือทันที ยกเวน้ ในกรณที ่ีมีอปุ สรรคตอ่ การช่วยเหลือ เช่น มีแก็สพิษ มีวัสดุกีดขวาง เป็นต้น ให้ย้ายผู้ป่วยออกมาในท่ีปลอดภัยเสียก่อน จึงดา� เนินการชว่ ยเหลอื 2. ชว่ ยเหลือผู้บาดเจ็บในกรณีที่จะมีอนั ตรายต่อชวี ิตโดยรีบดว่ นกอ่ น 3. อยา่ ใหม้ ีคนมงุ ท้ังนเี้ พ่อื ให้มอี ากาศปลอดโปรง่ มีแสงสวา่ งเพยี งพอ และมบี รเิ วณ กว้างขวางเพยี งพอ อีกทัง้ สะดวกในการใหก้ ารปฐมพยาบาลดว้ ย 4. จัดให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่าท่ีเหมาะสมในการปฐมพยาบาล และไม่เพิ่มอันตรายแก่ ผบู้ าดเจบ็ ดว้ ย ควรจดั ใหอ้ ยใู่ นทา่ นอนหงายและทางเดนิ หายใจโลง่ พรอ้ มทง้ั สงั เกตอาการตา่ ง ๆ ของ ผบู้ าดเจบ็ และวางแผนการใหก้ ารชว่ ยเหลอื อยา่ งมสี ติ ไมต่ นื่ เตน้ ตกใจ สงั เกตสง่ิ แวดลอ้ มวา่ มสี งิ่ ของ อันตรายอยู่ใกล้เคียงหรอื ไม่ ลกั ษณะของผูบ้ าดเจ็บนัน้ บง่ บอกว่าเปน็ การฆ่าตวั ตาย (suicide) หรือ ถูกท�ารา้ ย (homocide) หรือ เปน็ อุบตั เิ หตทุ ี่แท้จริง 5. บันทึกรายละเอียดเก่ียวกับเหตุการณ์ อาการ ลักษณะของผู้บาดเจ็บเก่ียวกับ การปฐมพยาบาลทไ่ี ดท้ า� ลงไป พรอ้ มทง้ั นา� ตดิ ตวั ไปกบั ผบู้ าดเจบ็ เสมอเพอ่ื ประโยชนใ์ นการรกั ษาตอ่ ไป 6. อย่าท�าการรักษาด้วยตนเอง ให้เพียงการปฐมพยาบาลท่ีจ�าเป็นอย่างถูกต้อง แล้วนา� ผู้บาดเจบ็ สง่ โรงพยาบาลทนั ที 5


5. การเรยี งลา� ดับความส�าคัญเพื่อใหก้ ารปฐมพยาบาล ผู้ปฐมพยาบาลจะต้องล�าดับความส�าคัญในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามความรุนแรง ซ่งึ อาจแบง่ ไดห้ ลายแบบ ไดด้ งั นี้ แบบที่ 1 ลา� ดบั ท่ี 1 จ ะ ต ้ อ ง ใ ห ้ ก า ร ปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บกรณีที่ทางเดิน ลมหายใจอดุ ตนั (obstructed airway) โดยมี อาการหายใจลา� บาก หรือ หยุดหายใจ และ มกั จะมกี ารหยดุ เตน้ ของหวั ใจตามมา ขนั้ ตอ่ ไ ป คื อ ก า ร เ สี ย เ ลื อ ด อ ย ่ า ง รุ น แร ง ศีรษะได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง แผลทะลุ ท่ีช่องอกและท้อง ได้รับสารพิษ หัวใจวาย และชอ็ คขัน้ รนุ แรง ลา� ดบั ท่ี 2 ใหก้ ารปฐมพยาบาล แผลไหมท้ กุ ชนดิ กระดกู หกั และการบาดเจบ็ ของกระดกู สนั หลัง ลา� ดบั ที่ 3 ใหก้ ารปฐมพยาบาล การบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เชน่ กระดูกนว้ิ หักมีเลือดซึม อย่างไรก็ตามการเรียงความ ส�าคัญกต็ อ้ งข้ึนกบั สถานการณ์ ณ ขณะน้นั ดว้ ย 6


แบบที่ 2 การคัดแยกข้ันพื้นฐาน ลาำ ดบั ความสำาคญั ในการให้ความช่วยเหลือ ผบู้ าดเจ็บทั้งหมด แบ่งเปน็ 2 กลุม่ ผ้บู าดเจบ็ เดินได้ ผู้บาดเจ็บเดนิ ไมไ่ ด้ อนั ดับ 1 อันดับ 2 อันดบั 3 ผู้บาดเจ็บท่มี ีปัญหา บาดเจบ็ ที่ปัญหา ผ้เู สียชวี ติ - หมดสติ นอกเหนอื จากอนั ดับ 1 - มปี ญั หาการหายใจ - ช็อค - เสยี เลือดจนไมส่ ามารถ ห้ามเลอื ดได้ - มีบาดแผลไฟไหมร้ นุ แรง แสดงลาำ ดบั ความสาำ คัญในการให้ความชว่ ยเหลือ 7


กจิ กรรมท้ายบทที่ 1 จงตอบ/อธบิ าย ค�าถามตอ่ ไปน้ี 1. การปฐมพยาบาล คือ อะไร? มวี ัตถุประสงค์ อยา่ งไร? ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 2. จงอธบิ ายหลักการปฐมพยาบาลมาให้ถูกต้อง? ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 3. ถ้าผู้เรียนพบกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุหลายคน จะมีวิธีการเรียงล�าดับความส�าคัญในการ ปฐมพยาบาลใครกอ่ นหลงั อยา่ งไร? ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 8


บทที่ 2 การชว่ ยฟ้ืนคืนชีพ การช่วยฟืน้ คืนชพี (Cardio pulmonary resuscitation : CPR) การช่วยฟื้นคืนชีพ หมายถึง การช่วยเหลือผู้ท่ีหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ใหม้ กี ารหายใจและการไหลเวยี นกลบั คนื สสู่ ภาพเดมิ ปอ้ งกนั เนอื้ เยอ่ื ไดร้ บั อนั ตรายจาก การขาดออกซิเจนอย่างถาวรซึ่งสามารถท�าได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก 9


ข้อบง่ ชใ้ี นการปฏิบตั ิการชว่ ยฟนื้ คืนชพี 1. ผู้ทมี่ ีภาวะหยดุ หายใจ โดยที่หัวใจยังคงเตน้ อยปู่ ระมาณ 2 - 3 นาที ใหผ้ ายปอดทันที จ ะ ช ่ ว ย ป ้ อ ง กั น ภ า ว ะ หั ว ใ จ ห ยุ ด เ ต ้ น ไ ด ้ แ ล ะ ช ่ ว ย ป ้ อ ง กั น ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ เ น้ื อ เ ย่ื อ ส ม อ ง ขาดออกซิเจนอย่างถาวร 2. ผู้ท่ีมีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟ้ืนคนื ชีพทันทจี ะชว่ ยปอ้ งกนั การเกิด biological death คือ เนือ้ เยื่อโดยเฉพาะเนื้อเย่ือ สมองขาดออกซิเจน ระยะเวลาของการเกิด เนื้อเย่ือสมองขาดออกซิเจน (biological death) หลังจาก หยุดหายใจ (clinical death) ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4 - 6 นาที หลังเกดิ clinical death ดังน้ันการปฏบิ ตั ิการช่วยฟื้นคนื ชพี จึงควรท�าภายใน 4 นาที ลา� ดับขน้ั ในการปฏบิ ตั ิการช่วยฟืน้ คืนชพี การปฏบิ ตั กิ ารชว่ ยฟนื้ คนื ชพี ข้นั พื้นฐานประกอบดว้ ย 3 ข้นั ตอน สา� คัญ คือ A B C ซ่ึงต้องท�าตามล�าดบั คือ 1. A - Airway : การเปดิ ทางเดนิ หายใจใหโ้ ลง่ 2. B - Breathing : การชว่ ยใหห้ ายใจ 3. C - Circulation : การนวดหัวใจเพ่อื ชว่ ยให้เกิดเลอื ดไหลเวียนอกี คร้งั ABC ของปฏิบัตกิ ารกชู้ วี ิต 1. A : Airway หมายถึง การเปดิ ทางเดนิ หายใจใหโ้ ลง่ ซงึ่ เปน็ การปฏบิ ตั กิ ารขน้ั แรก ท่ีต้องท�าอย่างรวดเร็วเพราะเน่ืองจาก โคนล้ินและกล่องเสียงมีการตกลงไปอุดทาง เดนิ หายใจสว่ นบนในผปู้ ว่ ยทหี่ มดสตดิ งั นนั้ จงึ ต้องมีการเปิดทางเดินหายใจให้โล่งโดยการ ดดั คางขน้ึ รว่ มกบั การกดหนา้ ผากใหห้ นา้ แหงน 10


เรียกว่า “head tilt chin lift” ในกรณีท่ีมีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก หรือในรายที่สงสัย ควรใชว้ ิธี “jaw thrust maneuver” โดยการดึงขากรรไกรทง้ั 2 ขา้ งข้ึนไปข้างบนผ้ชู ว่ ยเหลอื อยู่ เหนือศีรษะผ้ปู ่วย 2. B : Breathing คือ การชว่ ย หายใจ เนอ่ื งจากการหายใจหยุดร่างกายจะมี ออกซิเจนคงอยู่ในปอดและกระแสเลือด แต่ ไม่มีส�ารองไว้ใช้ดังน้ันเม่ือหยุดหายใจ จึงต้อง ชว่ ยหายใจ เป็นวธิ ีท่ีจะช่วยใหอ้ อกซเิ จนเข้าสู่ ปอดผู้ป่วยได้ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้น มีออกซิเจนประมาณ 16 - 17 % ซง่ึ เพยี งพอ ส�าหรับใช้ในร่างกาย สามารถท�าได้หลายวิธี คือ ดว้ ยการเปา่ ปาก (mouth to mouth) เปา่ จมูก (mouth to nose) และวิธีการกดหลงั ยกแขน ของโฮลเกอร์ - นลิ สัน (back pressure arm lift or Holger - Nielson method) ท�าได้ดังน้ี 2.1 กรณเี ปา่ ปาก บีบจมูกของผปู้ ่วย ผู้ช่วยเหลือหายใจเขา้ ปอดลกึ ๆ ซกั 2 - 3 ครั้ง หายใจ เขา้ เตม็ ทแ่ี ลว้ ประกบปากใหแ้ นบสนทิ กบั ปากของผปู้ ว่ ยแลว้ เปา่ ลมหายใจเขา้ ไป ในปอดใหเ้ ตม็ ที่ 2.2 กรณีเป่าจมูก ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็กต้องปิดปากของ ผปู้ ว่ ยกอ่ นและเปา่ ลมหายใจเขา้ ทางจมกู แทนขณะทเี่ ปา่ ใหเ้ หลอื บมองยอดอกของผรู้ บั บรกิ ารดว้ ยวา่ มกี ารยกตัวขน้ึ หรือไมก่ ารเป่าลมหายใจของผชู้ ่วยเหลือผา่ นทางปากหรอื จมกู จะตอ้ งท�าอย่างชา้ ๆ ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้ผายปอด 2 คร้ัง ๆ ละ 1 - 1.5 วินาที (แตล่ ะครง้ั ได้ ออกซิเจน 16 %) อัตราเร็วในการเป่า คือ 12 - 15 ครง้ั / นาทใี กลเ้ คยี งกบั การหายใจปกติ 3. C : Circulation คือ การนวด หวั ใจภายนอกทา� ในรายทปี่ ระเมนิ ภาวะหวั ใจ หยุดเต้น โดยการจับชีพท่ี carotid artery แลว้ ไมพ่ บวา่ มกี ารเตน้ ของชพี จรกจ็ ะชว่ ยใหม้ ี การไหลเวียนของเลือดโดยการกดนวดหัวใจ 11


ภายนอก (cardiac massage) โดยมีหลักการคือ กดให้กระดูกหน้าอก (sternum) ลงไปชิดกับ กระดกู สนั หลงั ซง่ึ จะทา� ใหห้ วั ใจทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งกระดกู ทง้ั สองอนั ถกู กดไปดว้ ยทา� ใหม้ กี ารบบี เลอื ดออก จากหวั ใจไปเล้ยี งรา่ งกายเสมอื นการบบี ตวั ของหวั ใจ วธิ ีนวดหัวใจ(หรอื การป๊ัมหวั ใจ) 1. จดั ใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนหงายราบ บนพนื้ แขง็ ถา้ พนื้ อ่อนนมุ่ ใหส้ อดไมก้ ระดานแขง็ ใต้ลา� ตวั 2. วัดต�าแหน่งที่เหมาะส�าหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วช้ีและน้ิวกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงลา่ งของผปู้ ว่ ยขน้ึ ไป จนถงึ ปลายกระดกู หนา้ อก วดั เหนอื ปลายกระดกู หนา้ อก ขึ้นมา 2 นิ้วมือ แลว้ ใชส้ นั มือขา้ งท่ไี มถ่ นัดวางบนต�าแหน่งดังกล่าวและใช้สนั มอื ข้างที่ถนดั วางทบั ลงไปและเกย่ี วน้วิ มอื ให้น้วิ มอื ท่วี างทับแนบชดิ ในร่องน้ิวมอื ของมือขา้ งลา่ ง (Interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก 3. ผชู้ ว่ ยเหลอื ยดื ไหลแ่ ละแขนเหยยี ดตรงจากนนั้ ปลอ่ ยนา�้ หนกั ตวั ผา่ นจากไหลไ่ ปสลู่ า� แขน ท้ังสองและลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวต้ังฉากกับล�าตัวของผู้เจ็บป่วย ในผู้ใหญ่และ เด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 น้ิว ให้กดลงไปในแนวดงิ่ และอยา่ กระแทก 12


4. ผ่อนมือท่ีกดข้ึนให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัวและหัวใจได้รับเลือดท่ีอุดม ไปด้วยออกซิเจน ขณะท่ีผ่อนมือไม่จ�าเป็นต้องยกมือข้ึนสูงมือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อยา่ ยกมอื ออกจากหนา้ อกจะทา� ใหม้ เี ลอื ดไปเลย้ี งสว่ นตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย และมเี ลอื ดไหลกลบั เขา้ สหู่ วั ใจ ทา� ใหม้ ีการไหลเวยี นของเลือดในร่างกาย 5. การกดนวดหวั ใจจะนวดเปน็ จงั หวะสมา่� เสมอในอตั ราเรว็ 100 ครง้ั /นาที ถา้ นอ้ ยกวา่ นี้ จะไม่ได้ผล การนวดหัวใจสา� หรบั ผ้ปู ว่ ยเดก็ และทารก ขนั้ ตอนการนวดหัวใจสา� หรับผู้ป่วยเดก็ มีดังนี้ 1. ให้ผู้ช่วยเหลือจัดท่าให้เด็กนอนหงาย ส�าหรับทารกระวังอย่าดันศีรษะไปข้างหลัง มากเกนิ ไป หากสงั เกตเห็นว่าทารกมีอาการบาดเจ็บที่ศรี ษะใหข้ ยับผูป้ ่วยไปท้งั ตวั ในคราวเดยี ว 13


2. การปม๊ั หวั ใจใหท้ ารก ทา� ไดโ้ ดยวางนวิ้ ชหี้ รอื นวิ้ กลางลงบนกระดกู หนา้ อก โดยสามารถ วางมืออีกข้างทับเพื่อช่วยออกแรงได้ ในการปั๊มหัวใจให้กดลงไป 1 นิ้วคร่ึง ซ่ึงจะอยู่ท่ีระหว่าง 1 ใน 3 ของความลึกหน้าอก พึงระวังไว้ว่าห้ามป๊มั ทีส่ ว่ นปลายสดุ ของกระดกู หน้าอกโดยเดด็ ขาด 3. การปม๊ั หวั ใจใหเ้ ดก็ เลก็ ทา� ไดด้ ว้ ยการวางมอื ลงทก่ี ลางหนา้ อกผปู้ ว่ ยระหวา่ งหวั นม โดย วางมืออีกขา้ งซ้อนทบั ได้ ในการปม๊ั หัวใจให้กดลงเป็นระยะประมาณ 2 น้วิ โดยพึงระวังวา่ หา้ มกด ท่ีบริเวณกระดกู ซโ่ี ครง เนอ่ื งจากเป็นส่วนท่ีหกั งา่ ย 4. ใหป้ มั๊ หวั ใจ 30 คร้ังในอัตราความเร็ว 100 คร้งั ต่อนาที โดยปลอ่ ยใหห้ น้าอกยกข้นึ ก่อน ค่อยปั๊มใหม่ในแต่ละคร้ัง หลังจากน้ันให้สังเกตว่าผู้ป่วยเร่ิมกลับมาหายใจแล้วหรือไม่ และจึงปั๊ม หัวใจไปเรอ่ื ย ๆ จนกว่าหน่วยฉกุ เฉินจะเดินทางมาถงึ การป๊มั หวั ใจร่วมกบั ใชเ้ ครื่องกระตุน้ หัวใจ ในกรณที ม่ี เี ครอื่ งกระตนุ้ หวั ใจไฟฟา้ ชนดิ อตั โนมตั ิ (AED) ในบรเิ วณเกดิ เหตุ ผชู้ ว่ ยเหลอื สามารถนา� มาใช้ร่วมกบั การป๊ัมหวั ใจ โดยปฏบิ ตั ิดังนี้ 1. ให้ผู้ชว่ ยเหลอื เปิดเคร่อื ง แล้วจึงถอดเสื้อผ้ปู ว่ ยออก จากนัน้ ตดิ แผน่ นา� ไฟฟา้ ที่บริเวณ ใตก้ ระดกู ไหปลารา้ ดา้ นขวาและชายโครงดา้ นซา้ ย ทงั้ นต้ี า� แหนง่ ทต่ี ดิ แผน่ นา� ไฟฟา้ สามารถดไู ดจ้ าก เครอื่ งมอื 14


2. ปฏิบัติตามค�าแนะน�าของเคร่ือง ถ้าเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้าจึงให้ผู้ช่วยเหลือกดปุ่มช็อก และควรปัม๊ หวั ใจหลังท�าการช็อกทนั ที หากเคร่ืองไมส่ ่งั ช็อกใหป้ ม๊ั หัวใจต่อไปเรือ่ ย ๆ 3. ให้ผู้ช่วยเหลือปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่อง ท�า CPR และปฏิบัติตามค�าแนะน�าของเคร่ือง AED จนกวา่ ทีมก้ชู ีพจะมาถงึ อนั ตรายจากการท�า CPR ผดิ วธิ ี 1. การวางมือผิดต�าแหน่ง อาจส่งผลท�าให้ซ่ีโครงหักได้ ซึ่งถ้าซ่ีโครงหักอาจจะไปทิ่มแทง โดนอวยั วะทส่ี า� คญั เชน่ ปอด ตบั มา้ ม แลว้ ทา� ใหเ้ กดิ การตกเลอื ด และอาจเปน็ อนั ตรายถงึ แกช่ วี ติ ได้ 2. การกดหนา้ อกด้วยอตั ราความเรว็ ที่มากเกนิ ไป เบาเกนิ ไป หรอื ถอนแรงหลังกดออกไป ไม่หมด อาจท�าใหม้ ีเลอื ดไปเลยี้ งอวยั วะต่าง ๆ ไดน้ ้อย และท�าใหข้ าดออกซิเจนได้ 3. การกดหนา้ อกแรงและเรว็ เกนิ ไป อาจทา� ใหก้ ระดกู หนา้ อกขนึ้ ลงอยา่ งรวดเรว็ และอาจ ทา� ให้กระดูกหกั หรอื หัวใจช้า� ได้ 4. การกดหน้าอกลงไปลึกเกินไป อาจส่งผลให้หัวใจช�้าได้ 5. การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มท่ี หรือการเป่าลมมากเกินไป ท�าให้ลมเข้าในกระเพาะ อาหาร เกิดอาการท้องอืด อาเจียน ท�าให้ลมไม่เข้าปอด หรือเข้าปอดไม่สะดวก และท�าให้ปอด ขยายตัวไดอ้ ยา่ งไมเ่ ตม็ ท่ี 15


การชว่ ยฟน้ื คนื ชพี ผปู้ ว่ ยในสภาพตา่ ง ๆ 1. การช่วยฟน้ื คืนชีพผู้ป่วยหมดสติ เม่ือพบผู้ป่วยหมดสติหรือไม่เคล่ือนไหว ต้องส�ารวจตามขั้นตอนการส�ารวจพ้ืนฐาน ก่อนที่ จะเขา้ สู่ข้นั ตอนการก้ชู วี ิต ดงั น้ี 1) ตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ โดยการเขย่าตัวแรง ๆ พอท่ีจะปลุกคนหลับ ใหต้ ื่น ซงึ่ อาจพูดว่า “คณุ คณุ .ตน่ื ตื่น.เป็นอะไรหรอื เปลา่ ” 2) เรยี กขอความช่วยเหลอื จากผู้อื่น ซง่ึ อาจพดู ว่า “ช่วยด้วย มคี นหมดสต”ิ 3) จดั ทา่ ผ้ปู ว่ ยใหน้ อนหงายราบบนพืน้ ท่ีแขง็ เพอ่ื ความสะดวกในการกดหนา้ อกหรอื นวดหวั ใจและทา� ใหแ้ รงบบี เลอื ดออกจากหวั ใจไดม้ าก ในการทา� ซCี PR นน้ั จะตอ้ งใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนหงาย หลังตรงศรี ษะจะต้องไมส่ ูงกวา่ ระดบั หวั ใจ จงึ จะท�าซี CPR ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ในการส�ารวจ และจดั ท่านอนนคี้ วรใช้เวลาไมเ่ กิน 10 วินาที การชว่ ยชีวิตดว้ ยการกดหนา้ อกเพียงอย่างเดียว (Hands only CPR) การชว่ ยชีวิตด้วยการกดหน้าอกเพยี งอยา่ งเดียว (Hands only CPR) เปน็ การช่วยชวี ิตผ้ทู ี่ หมดสติด้วยการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว เพื่อช่วยบีบเลือดท่ีหัวใจออกไปเล้ียงส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย ท�าใหฟ้ ้นื ชวี ิตกลับมาไดอ้ ย่างปกติ โดยการกดหนา้ อกต้องกดตามจังหวะท่เี หมาะสม ใหไ้ ด้ จงั หวะการกดอยา่ งนอ้ ย 100 ครงั้ ตอ่ นาที จงึ มกี ารนา� เพลงมาใหส้ อนประกอบจงั หวะการกดหนา้ อก 16


ซง่ึ การกดหนา้ ออกเพอ่ื ชว่ ยชวี ติ ตามจงั หวะเพลงนน้ั ใหว้ างสน้ มอื ขา้ งหนง่ึ ทห่ี นา้ อกตรงกลางระหวา่ ง หัวนมทงั้ สองข้าง จากนน้ั วางสน้ มืออกี ขา้ งประสานกนั เหยยี ดแขนตรง กดหนา้ อกให้ลกึ อย่างนอ้ ย 2 นิ้วหรอื 5 เซนตเิ มตร ปลอ่ ยหน้าอกให้เดง้ กลบั มาสุด กดแล้วปลอ่ ย กดแล้วปลอ่ ย ตามจังหวะ เพลงจนกวา่ ความช่วยเหลอื จากรถพยาบาลหรือรถฉกุ เฉนิ จะมาถึง 2. การชว่ ยฟน้ื คืนชีพผจู้ มน�้า ในการชว่ ยเหลอื คนตกน้า� นน้ั ควรเรม่ิ วธิ ีง่าย ๆ กอ่ น ถา้ ชว่ ยดว้ ยวิธีง่าย ๆ ไม่ได้ จงึ ต้อง ใช้วิธีที่ยากข้ึนตามลา� ดบั ดังน้ี 1) ใชว้ ิธยี ่ืนสง่ิ ของใหเ้ ขาจบั แลว้ ดงึ เข้าเข้ามา เชน่ ย่นื ทอ่ นไม้ ยน่ื ทอ่ นเหลก็ ถ้าใกล้ ๆ หรือไมม่ ีอะไรจะย่ืน อาจย่นื มอื ยนื่ ขาใหเ้ ขาจับได้ แต่ระวังเขาดึงเราตกน้�าไปดว้ ย 2) ใช้วิธีโยนสิ่งของที่ลอยน�้าพอจะให้เขาเกาะแล้วพยุงตัวในน�้าได้ เช่น ห่วงชูชีพ ยางในรถยนต์ ลกู มะพรา้ วอยา่ งน้อยสองลกู ถงั ใหญ่ใส่น�้าปิดฝา 3) ใชว้ ธิ ลี ยุ นา�้ ลงไปชว่ ยในกรณที น่ี า�้ ตน้ื แตถ่ า้ เขาอยใู่ นเขตนา�้ ลกึ ทเ่ี ราเองหยง่ั พน้ื ไมถ่ งึ อาจนา� ท่อนไม้ ท่อนเหลก็ ไปย่นื ให้เขาจับ 4) ใช้วิธนี า� เรือไปช่วยคนตกน�า้ อาจใช้เรอื พาย หรือเรอื ติดเครื่องยนตไ์ ปช่วย แลว้ แต่ สถานการณแ์ ละความพร้อมในการช่วยเหลอื 5) ใช้วิธีว่ายน�้าออกไปช่วยลากคนตกน�้าเข้ามา ซ่ึงผู้ช่วยเหลือจะต้องมีทักษะในการ ว่ายน�้า ถ้าเคยฝึกการช่วยชีวิตคนตกน้�า (Life Saving) มาแล้วจะท�าให้การช่วยเหลือ มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ในการไปช่วยด้วยวิธีนี้ต้องระวังถูกเขากอดรัดเราจมน้�าไปด้วย เพราะมี เหตุเกดิ ขน้ึ มากมายที่ผูช้ ่วยเหลือถกู คนทตี่ กน�้ารัดจมน�า้ ตายด้วยกนั ทั้งคู่ ในการว่ายนา้� ออกไปชว่ ย ลากผ้จู มน�า้ เขา้ มา สามารถท�าได้ 3 วธิ ี ดงั นี้ - ใชว้ ิธกี อดไขวห้ น้าอก โดยเข้าทางด้านหลงั ผจู้ มน�้า ใช้ มอื ขา้ งหนง่ึ พาดบา่ กอดไขว้ทแยงหนา้ อก ไปจบั ขา้ งล�าตัวในซอก รักแร้ของผู้จมน�้า มืออีกข้างหน่ึงของผู้ช่วยเหลือใช้ว่ายน�้าเข้าหา ฝงั่ เทา้ ทง้ั สองดันน�้า เพ่อื ใหต้ ัวลอยนา�้ และเคลื่อนทไ่ี ป ในขณะ พยุงตวั ผู้จมนา�้ เขา้ หาฝั่ง ตอ้ งให้ไปหน้าโดยเฉพาะ ปากและจมกู ของผู้จมนา้� อยู่พ้นผิวนา้� 17


- ใช้วธิ ีจบั คาง โดยเขา้ ทางด้านหลงั ผู้จมนา้� ใชม้ ือทั้งสอง ข้างจบั ขากรรไกรท้ังสองข้างของผู้ทีจ่ มนา�้ โดยผชู้ ่วยเหลอื ใช้เทา้ ทั้งสองข้างดันน้า� เพอ่ื ให้ตวั ลอยและเคลื่อนท่ไี ป และพยายามให้ ใบหน้าผู้จมน�้าลอยเหนือผิวน้�า วิธีน้ีจะต้องแน่ในว่าผู้จมน�้า ไม่มีกระดกู ทค่ี อหกั - ใชว้ ธิ จี บั ผม โดยเขา้ ทางดา้ นหลงั ของผจู้ มนา้� ใชม้ อื ขา้ ง หนง่ึ จบั ผมผู้ทจี่ มน�า้ ไวใ้ ห้แน่น แล้วใชม้ ือวา่ ยน้�าเข้าหาฝั่ง เทา้ ท้งั สองดนั นา�้ เพอื่ ใหต้ วั ลอยนา้� และเคลอื่ นทไ่ี ป โดยทใ่ี บหนา้ ผจู้ มนา้� ลอยเหนอื ผวิ นา้� วธิ นี เี้ หมาะกบั ผจู้ มนา้� ทดี่ นิ้ มาก และพยายามกอด รดั ตวั ผ้ชู ว่ ยเหลือ เม่อื ผจู้ มน�้าข้นึ มาบนฝง่ั แลว้ ใหร้ บี ช่วยเหลือดงั นี้ 1) รีบตรวจสอบการหายใจและการเตน้ ของหวั ใจ ถ้าไม่หายใจ หรอื หัวใจไมเ่ ต้น ใหช้ ว่ ย หายใจและช่วยกระตุ้นหัวใจด้วยการผายปอดแบบเป่าปาก และนวดหัวใจสลับกันไป 18


2) อย่าเสียเวลากับการพยายามเอาน้�าออกจากปอด หรือกระเพาะอาหารในระหว่าง การช่วยหายใจและช่วยการเต้นของหัวใจ ควรเน้นที่การผายปอดและการนวดหัวใจจะดีกว่า 3) กรณีท่ีผู้จมน้�านั้นจมน�้าเพราะกระโดดน้�าแล้วปะทะของแข็ง หรือเล่นกระดานโต้คล่ืน การช่วยเหลือต้องระวังเร่ืองกระดูกหัก เมื่อน�าผู้จมน้�ามาถึงน้�าต่ืนพอที่จะยืนได้สะดวกแล้ว ให้ใช้ ไม้กระดานแข็งสอดใต้น้�าเขา้ รองรับตัวผจู้ มน�า้ ใชผ้ ้ารัดตวั ผจู้ มน�้าตดิ กับไมไ้ ว้ 4) ให้ความอบอุ่นร่างกายผู้จมนา้� โดยใชผ้ า้ หม่ ไว้ 5) รีบนา� สง่ โรงพยาบาล 3. การช่วยฟื้นคนื ชพี ผู้ทีม่ กี ารอดุ ก้นั ทางเดนิ หายใจ การอุดก้ันทางเดินหายใจอาจเกิดจากการมีวัสดุแปลกปลอมเข้าไปขัดขวางทางเดิน หายใจ ซึ่งไดแ้ ก่ วัสดุต่าง ๆ ทเี่ ขา้ ปากได้ และไปขัดขวางท่หี ลอดลม จงึ ทา� ใหอ้ ากาศไม่ สามารถผา่ น หลอดลมไปสปู่ อดและออกจากปอดผา่ นหลอดลมออกมาได้ ซง่ึ อาจทา� ใหเ้ สยี ชวี ติ ได้ สา� หรบั อาการ นนั้ ผู้ปว่ ยจะสา� ลกั อย่างรนุ แรงไป หายใจล�าบาก หายใจเสยี งดงั ถา้ มกี ารอุดตันมากจนทา� ใหห้ ายใจ แทบไมอ่ อก ตวั จะเขียว ปลายมือ ปลายเทา้ เขียว และหัวใจอาจหยุดเตน้ 19


วธิ กี ารชว่ ยเหลือท�าได้ ดงั น้ี 1) ผู้ช่วยเหลือประเมินสถานการณด์ วู า่ ผปู้ ่วยสามารถส�าลกั หรือไอเอาสง่ิ แปลกปลอมให้ หลุดออกมาด้วยตนเองได้หรือไม่ ถา้ ไดใ้ หพ้ กั ผอ่ นไมต่ อ้ งพาไปพบแพทย์ 2) ถ้าประเมนิ แล้ววา่ วสั ดุแปลกปลอมนั้นอย่ลู กึ ให้ชว่ ยเหลือ ดงั นี้ 2.1) ให้ผู้ปว่ ยยนื ด้านหนา้ ก้มศีรษะให้ต�า่ กวา่ ทรวงอก ผ้ชู ว่ ยเหลอื ยืนด้านหลงั และหัน หนา้ ไปทางเดยี วกนั กบั ผปู้ ว่ ย แลว้ สอดแขนทงั้ สองใตร้ กั แรแ้ ละโอบตวั ผปู้ ว่ ยไว้ ใหก้ า� มอื ขา้ งหนง่ึ เปน็ ปั้นวางบริเวณก่ึงกลางระหว่างลิ้นปี่และสะดือผู้ป่วย แล้วเอามืออีกข้างหนึ่งก�ารอบก�าปั้น แล้วจึง ออกแรงกระแทกขน้ึ ไปทางดา้ นบนแรง ๆ 5 ครงั้ โดยไมใ่ หถ้ กู ลนิ้ ปห่ี รอื ชายโครงทา� เชน่ นจ้ี นกวา่ วสั ดุ แปลกปลอมจะหลดุ ออกมา หากไม่มีผู้ช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วย ก�ามือประสานท่ีท้อง ต�าแหน่งเหนือสะดือ ใต้ลิ้นปี่ ออกแรงกระทุ้งขน้ึ ด้านบน หรอิ อาจหาส่งิ ใกลต้ วั เพอ่ื ช่วยกระทงุ้ เช่น พนักเกา้ อ้ีทไ่ี มม่ ีล้อ 2.2) ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้ผู้ช่วยเหลือตรวจสอบความรู้สึกตัวก่อน ถ้าไม่หายใจต้องช่วย ให้หายใจโดยการผายปอดด้วยวิธีเป่าปากก่อน ถ้าทรวงอกไม่ขยายแสดงว่ามีส่ิงอุดตันแน่นอน 20


ใหค้ กุ เขา่ ครอ่ มบรเิ วณตน้ ขาของผปู้ ว่ ยใชส้ นั มอื ทงั้ สองขา้ งวางทบั กนั ใหส้ น้ มอื ตรงกบั กะบงั ลมโดยดนั ข้ึนไปทางศีรษะผู้ป่วยด้วยส้น 5 ครั้ง ถ้าพบว่าวัสดุแปลกปลอมออกมาแล้วให้ใช้น้ิวมือล้วงวัสดุ แปลกปลอมออกจากปาก 2.3) ถ้าวัสดุแปลกปลอมอุดตันในเด็กเล็ก ให้ผู้ช่วยเหลือจับตัวเด็กวางบนตักโดยจัด ศรี ษะหอ้ ยตา�่ ลงแลว้ ใชส้ น้ มอื ตบหลงั บรเิ วณสะบกั 5 ครงั้ ถา้ เปน็ เดก็ ทารกใหจ้ บั ตวั วางบนทอ้ งแขน ข้างหนึง่ แล้วใช้ส้นมอื อกี ขา้ งหนง่ึ ตบกลงั บรเิ วณสะบัก 5 ครง้ั จะท�าใหเ้ ด็กหรอื ทารกไอหรือส�าลกั จนวัสดุแปลกปลอมหลุดออกมา 3) ตรวจสอบการหายใจและคลา� ชพี จรดว้ ยขณะใหก้ ารชว่ ยเหลอื ถา้ ไมห่ ายใจใหช้ ว่ ยหายใจ โดยการผายปอดดว้ ยวธิ เี ปา่ ปาก หรอื ถา้ คลา� ชพี จรไมพ่ บใหน้ วดหวั ใจ จากนนั้ ใหร้ บี นา� สง่ โรงพยาบาล 4) การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ที่สมองขาดเลือดไปเล้ียงสมอง การขาดเลือดไปเล้ียงสมอง เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ หรืออุดตัน อาการท่ีแสดงออกคือ แขนขาอ่อนแรง หรือมี อาการชาคร่งึ ซกี พูดไม่ชดั พูดไมไ่ ด้ หรอื ไม่เขา้ ใจคา� พูด ปวดศีรษะหรอื เสยี การทรงตวั และล้มลง อยา่ งกะทนั หนั มองไมเ่ หน็ หรอื มองภาพไมช่ ดั ไมร่ สู้ กึ ตวั ในรายทห่ี ลอดเลอื ดสมองตบี อาจมอี าการ เตอื นน�า เชน่ เวียนศรี ษะ ตาพร่ามัว พดู ไมช่ ดั สับสน แขนขาซกี ใดซีกหน่งึ ชาหรอื ออ่ นแรงหรือ ในบางกรณขี ยับแขนขาไมไ่ ด้เลย 21


สา� หรับการช่วยเหลือนนั้ ตอ้ งเปิดทางเดนิ หายใจใหโ้ ล่ง ถ้าหยดุ หายใจให้ผายปอดด้วยวิธี เป่าปากแล้วรีบน�าส่งแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้เคร่ืองช่วยหายใจ การจัดท่านอนในขณะ นา� สง่ แพทยน์ น้ั ควรจดั ทา่ นอนใหศ้ รี ษะสงู 15O - 30O เพอ่ื ลดการคง่ั ของเลอื ดในสมองและความดนั ในกะโหลกศีรษะ สรุปสาระส�าคญั การชว่ ยฟืน้ คืนชีพ 1. การช่วยฟื้นคนื ชพี ผ้หู มดสตดิ ว้ ยการทา� CPR เป็นการกู้ชีวิตเพ่ือช่วยฟื้นการท�างานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ ทหี่ ยดุ กะทนั หนั ใหก้ ลับมาท�างานตามปกตไิ ม่เกดิ ความพิการของสมอง 2. การช่วยฟ้ืนคนื ชีพผ้จู มนา้� สามารถท�าไดห้ ลายวิธตี ง้ั แต่การยน่ื ส่ิงของให้จับและดึงเขา้ หาฝัง่ การว่ายนา�้ ลงไปช่วย ซึ่งเมื่อความช่วยเหลือได้แล้วต้องตรวจสอบการเต้นของหัวใจและกระตุ้นหัวใจโดยการ ผายปอดด้วยวธิ ีเปา่ ปากและนวดหวั ใจสลบั กนั ไป 3. การชว่ ยฟนื้ คนื ชพี ผู้ที่มกี ารอุดกั้นทางเดินหายใจ ต้องรีบท�าให้สิ่งแปลกปลอมที่อุดก้ันทางเดินหายใจออกมาถ้าหากผู้ป่วยหมดสติ ตอ้ งรีบผายปอดด้วยวธิ เี ปา่ ปาก 4. การชว่ ยฟื้นคืนชีพผทู้ ี่สมองขาดเลอื ดไปเล้ียง ผู้ป่วยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรงเรียกว่าอัมพฤกษ์ หรือขยับแขนขาไม่ได้เลยเรียกว่า อัมพาต การช่วยเหลือต้องเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ถ้าหยุดหายใจต้องรีบผายปอดด้วยวิธี เปา่ ปากและนา� ส่งแพทย์ 5. การชว่ ยฟืน้ คนื ชีพผู้ทถี่ กู ไฟฟ้าดดู หากพบต้องรีบยกสะพานไฟหรือปิดสวิทช์เพื่อตัดกระแสไฟฟ้า ใช้วัสดุแห้งคล้องตัว ผปู้ ว่ ยแลว้ ดงึ ออกมา สงั เกตผปู้ ว่ ยวา่ มอี าการชอ็ กหรอื ไม่ และใหก้ ารชว่ ยเหลอื โดยการผายปอดและ นวดหัวใจ 22


การชว่ ยกระตนุ้ การทา� งานของหวั ใจ ในบางกรณีหรือในผู้บาดเจ็บบางราย หัวใจจะหยุดเต้นหรือหยุดท�างานอย่างกะทันหัน ร่วมกับการหยุดหายใจ ในกรณีเช่นนี้การช่วยการท�างานของหัวใจจากภายนอก บางคร้ังเรียกว่า การนวดหัวใจภายนอกช่องอก จะสามารถชว่ ยรกั ษาชวี ิตของผู้บาดเจ็บไวไ้ ด้ การกระต้นุ การทา� งานของหวั ใจร่วมกบั การช่วยหายใจ ทา� ได้ 2 ลักษณะ คอื 1. การปฏบิ ัติการชว่ ยเหลอื โดยผชู้ ว่ ยเหลอื 1 คน 2. การปฏบิ ตั ิการชว่ ยเหลือโดยผชู้ ว่ ยเหลือ 2 คน การปฏิบตั ิการชว่ ยเหลือโดยผชู้ ่วยเหลอื 1 คน มีขั้นตอนการปฏบิ ัติ ดังนี้ ข้ันที่ 1 : ตรวจชพี จร การตรวจชีพจร ผู้ช่วยเหลือเมื่อช่วยหายใจโดยการเป่าลมเข้าปอดตามรายละเอียด ดงั กลา่ วขา้ งตน้ แลว้ ตอ้ งตรวจชพี จรของผบู้ าดเจบ็ เพราะชพี จรเปน็ สญั ญาณชพี ทบ่ี อกถงึ การทา� งาน ของหัวใจ ตามปกตชิ พี จรจะเตน้ 72 - 80 ครง้ั ตอ่ นาทใี นผูใ้ หญ่ การตรวจชีพจรทา� ได้โดยการจับ ทหี่ ลอดเลอื ดแดงใหญซ่ งึ่ ตามปกตแิ ลว้ จะจบั ไดห้ ลายตา� แหนง่ เชน่ ทข่ี อ้ มอื ขอ้ ศอกดา้ นใน ขมบั ขา 23


หนีบ และที่หลอดเลือดแดงที่คอซึ่งเป็นต�าแหน่งท่ี จบั ชพี จรไดช้ ดั เจนทส่ี ดุ การจบั ชพี จรทห่ี ลอดเลอื ดแดง ใหญท่ ่คี อ หรอื เรยี กวา่ หลอดเลอื ดคาโรตดิ (Carotid Artery) ท�าได้โดยวางนิ้วช้ีและนิ้วกลางลงท่ีลูก กระเดือกของผู้บาดเจ็บ แล้วเล่ือนลงมาในช่องที่อยู่ ระหวา่ งลกู กระเดอื กกบั กลา้ มเนอ้ื ของคอมอื อกี ขา้ งหนงึ่ ทอ่ี ยดู่ า้ นบนดนั หนา้ ผากใหแ้ หงนอยตู่ ลอดเวลา จบั ชพี จร ทหี่ ลอดเลอื ดแดงใหญท่ ลี่ า� คอ การจบั ชพี จรจะตอ้ งพจิ ารณา 2 ลกั ษณะ คอื 1. จ�านวนครั้งหรืออัตราของการเต้นของ ชพี จรตอ่ นาที 2. ความสม่า� เสมอหรอื จงั หวะของการเตน้ ของชพี จร เรม่ิ ต้นการกระตุ้นหวั ใจ เริม่ ด้วยการคกุ เขา่ ลงขา้ ง ๆ ลา� ตวั ผปู้ ่วยบริเวณหน้าอกใช้น้วิ มือ สัมผัสชายโครง และเลื่อนน้ิวมากดตรงกลาง จนกระท่ังนิ้วนางสัมผัสปลายกระดูกหน้าอกได้ 24


ใชป้ ลายนว้ิ ชแ้ี ละนว้ิ กลางวางบนกระดกู หนา้ อกตอ่ จากนวิ้ นาง ใชส้ นั มอื อกี ขา้ งหนง่ึ วางตรงกง่ึ กลาง กระดกู หนา้ อก ตา� แหน่งทีอ่ ยู่ถัดจากน้ิวช้ขี ้ึนไปขา้ งบนและยกอกี มอื หน่ึงวางซ้อนลงบนมือทอี่ ยชู่ ิด กระดกู หน้าอก โน้มตัวให้ต้ังฉากกับมือทั้งสองท่ีกดหน้าอก เพ่ือให้สามารถถ่ายทอดน�้าหนักตัวลงบน แขนและมอื ไดส้ ะดวก (นบั จา� นวนคร้ังทีก่ ดทกุ ครงั้ 1 และ 2 และ 3 และ 4 และ 5...) ขั้นที่ 2 : กระตุ้นการท�างานของหัวใจ (ระยะเวลาในการปฏิบัติ 1 รอบ ประมาณ 55 - 65 วนิ าที) การกดตอ้ งกดลงดว้ ยนา�้ หนกั ทท่ี า� ใหก้ ระดกู หนา้ อกยบุ ลงประมาณ 3 - 5 ซม. ดว้ ยอตั รา ประมาณ 80 คร้ัง/นาที อย่ากดโดยใช้มือกระแทกลงแรง ๆ และอย่าใช้นิ้วมือกดซี่โครง เป่าลม เข้าปอดใหถ้ กู ตอ้ ง 2 คร้ัง สลบั กับการกดหนา้ อก 15 คร้ัง ระยะเวลาท่ีใช้ในการกดนาน 50 % (1/2 วนิ าท)ี เพื่อใหห้ วั ใจบีบตวั ไล่เลอื ดออกจาก หวั ใจส่วนอีก 50 % (1/2 วนิ าที) เป็นเวลาทยี่ กมอื ขึ้นเพ่อื ปลอ่ ยให้หัวใจขยายตวั รบั เลอื ดเขา้ ไปใน หัวใจและต้องให้ออกซเิ จนผ่านปอดอยา่ งเพยี งพอ ข้นั ท่ี 3 : ตรวจชีพจรและการหายใจซ�า้ การตรวจชีพจรและการหายใจภายหลังปฏบิ ัตกิ ารชว่ ยเหลอื แลว้ ภายหลงั การปฏบิ ตั ิการ ช่วยเหลือครบ 4 รอบแล้ว (ช่วยหายใจโดยการเป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง สลับกับการกดหน้าอก 15 ครง้ั คดิ เปน็ 1 รอบ) ตรวจชพี จรและการหายใจ ถา้ จบั ชพี จรไมไ่ ดใ้ หช้ ว่ ยเหลอื โดยการชว่ ยเปา่ ลม เข้าปอดและกดหน้าอกต่อไปแต่ถ้าจับชีพจรได้แต่ยังไม่หายใจให้ช่วยโดยการเป่าลมเข้าปอดต่อไป อย่างเดียว จนกวา่ ผู้บาดเจ็บจะหายใจได้เอง 25


การปฏิบัตกิ ารช่วยเหลอื โดยผู้บาดเจบ็ 2 คน การปฏิบัติการช่วยเหลือโดยผู้บาดเจ็บ 2 คนนั้น ผู้ช่วยเหลือจะจัดแบ่งหน้าท่ีกันโดย คนที่ 1 เปน็ ผชู้ ว่ ยหายใจ โดยการเปา่ ลมเขา้ ปอดผบู้ าดเจบ็ สว่ นผชู้ ว่ ยเหลอื คนที่ 2 เปน็ ผชู้ ว่ ยกระตนุ้ การทา� งานของหวั ใจ โดยการกดหน้าอก หลงั การปฏบิ ตั ิ คอื ตอ้ งใหอ้ อกซเิ จนผา่ นเขา้ ไปในปอดกอ่ นทกุ ครง้ั กอ่ นเรม่ิ ลงมอื กดหนา้ อก เพื่อให้เลือดออกจากหัวใจไปปอด และอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย ในการปฏิบัติให้ผู้ช่วยเหลือ คนที่ 1 เปา่ ลมเขา้ ปอด 1 ครง้ั และผชู้ ว่ ยเหลอื คนท่ี 2 กดหนา้ อก 5 ครงั้ ตอ่ เนอื่ งกนั ไปโดยไมต่ อ้ งหยดุ การกดหนา้ อก การกดหน้าอก ต้องกดให้ตรงจังหวะอย่าสม�่าเสมอด้วยอัตราการกดปล่อย 50 : 50 (1/2 วินาที : 1/2 วินาท)ี 26


การกดหน้าอกนาน ๆ จะท�าให้ผู้ช่วยเหลือรู้สึกเหน่ือย และท�าให้การกดหน้าอกไม่ได้ผล อย่างเต็มท่ี ต้องเปลี่ยนกันท�าและไม่ท�าให้เสียจังหวะ และเสียความต่อเน่ืองของการปฏิบัติการ ช่วยเหลอื ดว้ ย เพ่อื ใหก้ ารชว่ ยเหลือน้ันได้ผลอย่างเต็มที่ ผู้ป่วยทางเดินลมหายใจอดุ ตนั - ผบู้ าดเจบ็ รู้สึกตวั ดี ถา้ ผบู้ าดเจบ็ รสู้ กึ ตวั ดี และสามารถตรวจไดแ้ นช่ ดั วา่ ทางเดนิ ลมหายใจอดุ ตนั โดยการสงั เกต จากอาการของผบู้ าดเจบ็ ทเ่ี อามอื กมุ คอ และพูดไมม่ ีเสียงออกมา จะตอ้ งรีบใหก้ ารชว่ ยเหลือทนั ที แต่ถ้าผู้บาดเจ็บพูดมีเสียงออกมาได้หรือไอออกมาได้ ก็ไม่จ�าเป็นต้องช่วยเหลือ เพราะผู้บาดเจ็บ จะไอเอาสิง่ ทอ่ี ดุ ตันนัน้ หลุดออกมาไดเ้ อง 27


การช่วยเหลอื ใหส้ งิ่ ทอี่ ุดตันทางเดนิ ลมหายใจหลุดออกมา ท�าได้โดย 1. ใชม้ อื ตบหลงั แรง ๆ 4 ครง้ั โดยใชส้ นั มอื ตบบรเิ วณระหวา่ งกระดกู สะบกั ทงั้ สองตรงสนั หลงั แรง ๆ 4 คร้ังติดต่อกัน โดยให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่าคว�่าหน้า โดยใช้มืออีกข้างหน่ึงประคองหน้าอก ผู้บาดเจ็บไว้ขณะที่ตบหลงั 2. กดหน้าท้องหรือกดหน้าอก 4 คร้ัง เพราะการตบหลัง กดหน้าท้อง หรือกดหน้าอก รว่ มกนั หรอื สลบั กนั จะทา� ใหม้ คี วามดนั ไปดนั สง่ิ ทอ่ี ดุ ตนั ทางเดนิ หายใจหลดุ ออกมาได้ วธิ กี ารกดหนา้ 28


ท้องท�าได้โดยยืนด้านหลังผู้บาดเจ็บสองมือโอบรอบบั้นเอวผู้บาดเจ็บ มือท่ีอยู่ชิดตัวผู้บาดเจ็บ กา� หมดั แนน่ ใหน้ ว้ิ หวั แมม่ อื อยตู่ รงบรเิ วณยอดอกระหวา่ งชายโครงทง้ั สอง อกี มอื หนง่ึ กมุ รอบกา� หมดั ให้แน่น แล้วกดหน้าท้องลงไปอย่างแรงโดยมีทิศทางขึ้นทางด้านบน ส่วนการกดหน้าอกท�าโดย ยืนหลังผู้บาดเจ็บ โอบกอดรอบหน้าอกผูบ้ าดเจบ็ บรเิ วณใตร้ กั แร้ มอื ท่อี ยู่ชดิ ผ้บู าดเจ็บกา� หมดั แนน่ ใหน้ ว้ิ หวั แมม่ อื อยบู่ นกระดกู หนา้ อก ใชม้ อื อกี ขา้ งหนง่ึ กดแรง ๆ ปนกา� หมดั โดยใหม้ ที ศิ ทางขนึ้ ขา้ งบน การกดหน้าอกจะใหผ้ ลดกี วา่ การกดหนา้ ท้องในคนอว้ นและหญิงมคี รรภ์ สรปุ การปฐมพยาบาลโดยการช่วยฟื้นคืนชีพข้ันพื้นฐาน เป็นสิ่งท่ีมีความส�าคัญและจ�าเป็น อยา่ งยงิ่ ในการทจ่ี ะชว่ ยใหผ้ บู้ าดเจบ็ ทห่ี ยดุ หายใจหรอื หวั ใจหยดุ เตน้ รอดชวี ติ ได้ และในทางกลบั กนั ถา้ ผทู้ หี่ ยดุ หายใจหรอื หวั ใจหยดุ เตน้ ไมไ่ ดร้ บั ความชว่ ยเหลอื อยา่ งทนั ทว่ งทกี อ็ าจจะเสยี ชวี ติ ได้ การชว่ ย ชีวิตโดยวิธีการ CPR รายละเอียดข้างต้นจะท�าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทั้งผู้ช่วยเหลือ หรือผู้ให้การปฐมพยาบาล ต้องได้รับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติอย่างถูกวิธีไม่ใช่ใครคนใดคนหน่ึง ก็สามารถท�าได้ 29


กจิ กรรมท้ายบทท่ี 2 จงตอบ/อธิบาย ค�าถามต่อไปนี้ 1. การปฏิบัตกิ ารชว่ ยฟ้ืนคืนชีพข้ันพ้นื ฐาน มกี ข่ี ั้นตอน อะไรบ้าง? ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 2. จงบอกวิธกี ารช่วยฟ้นื คืนชพี ผูป้ ว่ ยหมดสติ ทา� อยา่ งไร? ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 30


บทที่ 3 การห้ามเลอื ด การห้ามเลือด (Control hemorrhage) การหา้ มเลอื ด (Control hemorrhage) หมายถึง การทา� ใหเ้ ลอื ดทีไ่ หลหยุดทนั ทีทันใด การหา้ มเลอื ดโดยทว่ั ๆ ไป จะกระทา� ไดใ้ นรายทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ ซง่ึ มกี ารตกเลอื ดภายนอกเปน็ สว่ นใหญ่ และอาจท�าได้หลายวิธี แล้วแต่ต�าแหน่งหรือการตกเลือดน้ันมีมากหรือน้อยเพียงใด ในการ ห้ามเลือดแตล่ ะครัง้ อาจใชว้ ธิ กี ารหลายอยา่ งเขา้ ดว้ ยกัน เพื่อใหก้ ารหา้ มเลอื ดประสบผลสา� เรจ็ ความสา� คญั ของการหา้ มเลอื ด โดยปกติคนเราจะมีเลือดในร่างกายทั้งหมดจ�านวนประมาณ 5 ลติ ร หรอื ประมาณ 1 /13 ของนา้� หนกั ตวั จา� นวนเลอื ดอาจเพม่ิ มากขน้ึ ได้ เม่ืออยู่บนทสี่ งู ขณะออกก�าลังกาย เม่อื รู้สกึ ต่ืนเต้นหรือเมอ่ื ตั้งครรภ์ และ จ�านวนเลือดจะลดน้อยลงได้เม่ือร่างกายเสียน้�าไปมาก ในคนปกติถ้าเสีย เลอื ดเพียงเลก็ นอ้ ยประมาณ 200 - 300 ซี.ซี รา่ งกายสามารถจะสรา้ งข้นึ มาทดแทนได้ แต่ถ้าเสียถึง 1.2 - 1.5 ลิตร ร่างกายจ�าเป็นต้องได้รับเลือด 31


เข้ามาแทนที่ และจะมีอาการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ชัดเจน คือ ซีดลง มือเย็น ชีพจรเบา เป็นลม หนา้ มดื และชอ็ คไดถ้ า้ ไมไ่ ดแ้ กไ้ ข และถา้ รา่ งกายมกี ารเสยี เลอื ดตอ่ ไปอกี ถงึ 1.5 - 2.5 ลติ ร กอ็ าจตาย ได้ ฉะน้ันเมื่อเกิดอุบัติเหตุมีเลือดไหล สิ่งส�าคัญสิ่งแรก คือ การท�าให้เลือดหยุดไหลด้วยวิธี ต่าง ๆ เรียกวา่ การห้ามเลือด อาการโดยทัว่ ๆ ไปของผูท้ เ่ี สียเลือดมาก ที่สังเกตเหน็ ไดม้ ดี ังต่อไปนค้ี อื 1. มีอาการซดี อาการซีดนี้สงั เกตได้จากผิวหนังบรเิ วณริมฝีปาก กระพงุ้ แก้มในปาก เล็บ ทเ่ี ห็นไดช้ ดั เจนท่ีเปลือกตาด้านใน โดยการเลิกเปลือกตาล่างดจู ะเห็นมีสีซีด 2. เหงือ่ ออก มอื เทา้ เย็น ซดี กระหายน้า� มาก บางรายอาจมอี าการหนาวส่ัน 3. มอี าการหนา้ มืด ตามัว หูอือ้ ออ่ นเพลยี เปน็ ลม 4. ถ้าปอดเป็นแผลหรือกระเพาะอาหารมีแผล ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยไอหรืออาเจียนออกมา เปน็ เลอื ด 5. มีการหายใจเรว็ ถี่ และหอบตื้น ๆ 6. หวั ใจเตน้ เรว็ ชพี จรเรว็ แตแ่ ผว่ เบา ถา้ ตกเลอื ดมาก ๆ ชพี จรจะเบาลงมาก และระยะการ เตน้ ของชพี จรไม่สม่า� เสมอ ในทีส่ ุดจะคล�าหาชพี จรไมพ่ บ 7. ม่านตาขยาย 8. มีอาการหมดสติ และถา้ เลือดไหลไมห่ ยดุ ในที่สุดก็อาจเสียชีวิตได้ 32


ชนดิ ของบาดแผล บาดแผลแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ ใหญ่ ๆ คอื 1. บาดแผลปดิ เป็นบาดแผลที่ไม่มีรอยแยกของ ผวิ หนงั ปรากฏใหเ้ หน็ เกดิ จากแรงกระแทก ของของแข็งทีไ่ มม่ ีคม แตอ่ าจมกี ารฉีกขาด ของเนอ้ื เยอื่ และเสน้ เลอื ดฝอยใตผ้ วิ หนงั ซง่ึ มองจากภายนอกจะเหน็ เปน็ ลกั ษณะฟกชา�้ โดยอาจมอี าการปวดรว่ มดว้ ยแผลประเภท นี้ที่พบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจ�าวันก็คือ ฟกช้�าจากการมีส่ิงของตกหล่นใส่บริเวณ รา่ งกาย เชน่ ศรี ษะ คนทว่ั ไปเรยี ก “หวั โน” 2. บาดแผลเปิด เป็นบาดแผลทีท่ �าให้เกิดรอยแยกของผิวหนัง แบ่งออกเปน็ 2.1 แผลถลอก เปน็ แผลตน้ื มี ผวิ หนงั ถลอกและมเี ลอื ดออกเลก็ นอ้ ย ไมม่ ี อันตรายรุนแรง พบบ่อยในชีวิตประจ�าวัน เช่นการหกลม้ การถกู ขดี ข่วน 2.2 แผลฉีกขาด เป็นแผลที่ เกิดจากวัตถุท่ีไม่มีคม แต่มีแรงพอท่ีจะ ทา� ให้ ผวิ หนงั และเนอื้ เยอ่ื ใตผ้ วิ หนงั ฉกี ขาด ได้ ขอบแผลมกั จะขาดกระรงุ่ กระรง่ิ หรอื มี การชอกช้า� ของแผลมาก ผบู้ าดเจ็บจะเจ็บ ปวดมากเพราะถกู บรเิ วณปลายประสาท เชน่ บาดแผลจากการถกู รถชน บาดแผลจากเครอื่ งจกั รกล หรือถูกแรงระเบดิ 2.3 แผลตัด เป็นแผลท่ีเกิดจากอาวุธหรือเครื่องมือที่มีคมเรียบตัด เช่น มีด ขวาน ปากแผลจะแคบ เรียบ ยาว และชิดกนั ถ้าบาดแผลลึกจะมเี ลือดออกมาก แผลชนดิ นีม้ ักจะหายได้ เรว็ ประมาณ 3 - 7 วนั เนอ่ื งจากขอบแผลอยูช่ ิดกัน 33


2.4 แผลถกู แทง เปน็ แผลทเ่ี กดิ จากวตั ถทุ มี่ ปี ลายแหลมแทงเขา้ ไป เชน่ มดี ปลายแหลม ตะปู ปากแผลมักจะเล็กแต่ลึก ถ้าลึกมากมี โอกาสจะ ถูกอวัยวะท่ีส�าคัญมักจะมีเลือด ออกมาท�าใหต้ กเลอื กภายในได้ 2.5 บาดแผลไฟไหม้ นา้� รอ้ นลวก เป็นแผลทเี่ กดิ จากความร้อนแหง้ เช่น ไฟไหม้ ความรอ้ นเปียก เช่น น้า� ร้อนลวก การถูกกรด - ด่าง สารเคมีที่มีผลท�าให้เน้ือเยื่อมีการ บาดเจบ็ เปน็ อนั ตรายตงั้ แตเ่ ลก็ นอ้ ยจนถงึ แกช่ วี ติ กลไกการหา้ มเลอื ดของร่างกาย ตามธรรมชาตขิ องร่างกายมนษุ ยม์ ีวธิ ีการท�าให้เลอื ดหยดุ ได้โดย 1. เลือดมีคุณสมบัติพิเศษ ซ่ึงเม่ือมาอยู่ นอกเสน้ เลอื ดแล้วอาจแขง็ ตัวได้ (Clot) และการ แข็งตัวของเลือดน้ีเองจะอุดช่องทางตรงท่ี เลอื ดออกได้ 2. ความดันเลือดจะต�่าลงเองเมื่อร่างกาย มกี ารตกเลอื ด ซึ่งจะทา� ใหก้ ระแสเลอื ดไหลชา้ ลง ด้วยท�าให้เลือดมีโอกาสแข็งตัวได้เองเพื่อปิด ชอ่ งทางทเ่ี ลอื ดออกได้ง่ายข้นึ 3. เส้นเลือดส่วนน้ันจะตีบตัวเล็กลงได้ เลอื ดก็จะออกนอ้ ยลง แม้ว่าเลือดจะหยุดเองได้ แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ เลือดก็ไม่อาจหยุดออกเองได้ จ�าเป็นจะต้องได้รับการห้ามเลือดต้ังแต่ต้น เพ่ือป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากจนเป็น อนั ตรายต่อชีวติ 34


มีวิธีการต่าง ๆ ในการห้ามเลือด เม่ือเลือดไหลออกมาภายนอกและไม่หยุดไปเองโดย กลไกของร่างกายดังกล่าวแล้ว จ�าเป็นต้องมีการห้ามเลือดซึ่งก่อนสัมผัสกับบาดแผลและเลือด ผปู้ ฐมพยาบาลตอ้ งระวงั การตดิ เชอื้ จากผบู้ าดเจบ็ /ผปู้ ว่ ย ดว้ ยการสวมถงุ มอื ยาง หรอื หาวสั ดใุ กลต้ วั เชน่ ถงุ พลาสติกสวมก่อนปฏบิ ัติ การหา้ มเลือดมีหลายวิธี ดังน้ี คอื 1. การหา้ มเลอื ดโดยวิธีกดแผล (Direct pressure and Elevation) 1) ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วมือกดลงบนแผลหรือตรงที่มีเลือดออก ในกรณีที่เกิดบาดแผล ท่ีบริเวณแขนหรือขาให้ยกส่วนนั้น ๆ ให้สูงไว้เพ่ือให้เลือดไหลมาสู่บริเวณน้ันน้อยและช้าลงวิธีน้ี จะได้ผลดีก็ตอ่ เม่อื เป็นบาดแผลเล็กๆ 2) ถา้ บาดแผลกวา้ ง ใหใ้ ชผ้ า้ สะอาดพบั วางบนบาดแผลแลว้ จงึ กด การกดอยา่ กดแรง เกินไป เพราะอาจจะทา� ใหก้ ารไหลเวียนของเลอื ดไม่เปน็ ไปตามปกติ แล้วสงั เกตดูว่าเลอื ดหยดุ หรอื ไม่ ถา้ เลอื ดยงั ไมห่ ยดุ และซมึ ผา้ มาก อยา่ ปดิ แผลเพอ่ื เอาผา้ ทง้ิ ใหใ้ ชผ้ า้ ใหมป่ ดิ และกดทบั ลงไปเพราะ ถา้ เอาผา้ ซับทิง้ บอ่ ย ๆ จะเปน็ การรบกวนการแขง็ ตวั ของเลอื ด ถา้ การหา้ มเลือดดว้ ยการกดแผลได้ ผลควรใช้ผ้าสะอาดพันทับแล้วผูกไว้ ข้อควรระวัง คือ อย่าผูกแน่นเกินไป ในรายที่มีกระดูกหัก รว่ มด้วยต้องทา� ใหส้ ่วนน้นั อยู่น่งิ มากทส่ี ดุ 3) ถา้ มกี ารตกเลอื ดจากบาดแผลทตี่ า�่ กวา่ ขอ้ พบั ขอ้ ศอกหรอื ขอ้ เขา่ ใหใ้ ชผ้ า้ หรอื สา� ลี ม้วนวางท่ีข้อพับของข้อศอกหรือขอ้ เข่า พับข้อศอกหรือขอ่ เขา้ น้ันไวแ้ ล้วใชผ้ ้าพันรอบ ๆ ข้อพับไว้ 35


ให้แนน่ ทั้ง ๆ ทขี่ อ้ พบั นัน้ ยงั พับอยู่ วิธนี ีเ้ รียกวา่ วิธใี ช้ “Pad and bandage” ก. สวมถงุ มือปอ้ งกันติดเชอื้ ข. ใชผ้ ้ากอ๊ ซ สะอาดวางบนแผลแลว้ กด ค. เลือดไม่หยดุ ใชผ้ า้ ชนิ้ ใหมก่ ดทบั เพม่ิ อกี ง. พนั ผา้ แลว้ ผูกไว้ ยกอวัยวะใหส้ งู ข้ึน 2. การหา้ มเลอื ดโดยวธิ กี ดเสน้ เลอื ดแดงเหนอื แผล (Indirect pressure) หรอื วธิ กี ดจดุ (Pressure point) ถ้าการตกเลือดรนุ แรงจนกระทั่งใชว้ ธิ ีกดแผลไมไ่ ด้ผล ผู้ปฐมพยาบาลอาจตอ้ งใช้ วิธีกดเส้นเลือดเหนือแผล วิธีนี้กระท�าโดยใช้ส้นมือหรือนิ้วมือกดลงไปบนเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยง บริเวณเหนือบาดแผลที่มีเลือดออก และต้องกดลงไปยันกับกระดูกท่ีรองรับ จากนั้นให้สังเกตการ ไหลของเลือดถา้ กดได้ผลเลือดจะไหลออกจากแผลช้าลง 36


ต�าแหน่งทใี่ ชก้ ดหา้ มเลือด 1) บริเวณคอ บริเวณนี้มีเส้นเลือดแดงใหญ่ คือ เส้นเลือดแดงคอมมอนคาโรติค (Common carotid artery) คล�าดูด้านข้างคอจะเห็นว่าเต้นอยู่ทั้งสองข้าง เส้นเลือดแดงใหญ่น้ี ยงั มแี ขนงแยกออกไปอกี เสน้ คอื บรเิ วณใตค้ างเรยี ก เสน้ - เลอื ดแดงเฟเชยี ล (Facial artery) ทข่ี มบั เรยี กเสน้ เลือดแดง เทมปอราล (Temporal artery) และตอนต้นคอเรียกเสน้ เลือดแดงออกซิพิทลั (Occipital artery) การกดเส้นเลือดแดงเทมปอราลและออกซิพิทัลไม่ค่อยได้ผลเพราะเชื่อมกับ เสน้ เลอื ดอืน่ อีกหลายเส้น - บาดแผลบรเิ วณหนงั ศรี ษะ กดเสน้ เลอื ดแดงเทมปอราล(Temporal artery) คอื ด้านขา้ งศีรษะ หนา้ หู - บาดแผลบรเิ วณใบหนา้ กดเสน้ เลอื ดแดงเฟเชยี ล (Facial artery) คอื ตรงกลาง ระหว่างคางกบั หูในแนวขากรรไกร - บาดแผลบริเวณศีรษะและคอ กดเส้นเลือดแดงคาโรติค (Carotid artery) คือ ด้านข้างคอใตข้ ากรรไกร 2) บริเวณแขน มเี สน้ เลือดแดงใหญ่ 2 เส้นท่ไี หลผา่ นบรเิ วณแขน คือ เส้นเลอื ดแดง - ใหญ่ สับเคลเวี่ยน (Subclavian artery) และเส้นเลือดแดงใหญ่เบรเคียล (Brachial artery) 37


- บาดแผลบริเวณหน้าอกและแขน กดเส้นเลือดแดงสับเคลเว่ียน (Subclavian artery) คอื ระหว่างกระดกู ไหปลารา้ กับกระดกู ซีโ่ ครงที่หนงึ่ - บาดแผลของแขน กดเสน้ เลอื ดแดงเบรเคยี ล (Brachial artery) คอื ตรงกลางแขน ทอ่ นบนดา้ นใน - บาดแผลทฝ่ี ่ามอื กดเส้นเลือดแดงเรเดียล - อลุ นา่ ร์ (Radial Ulnar artery) 3) บรเิ วณขา มเี สน้ เลอื ดแดงใหญฟ่ มี อรลั (Femoral artery) ไหลไปเลย้ี งขาทง้ั 2 ขา้ ง - บาดแผลของขา กดเส้นเลือดแดงฟมี อรลั (Femoral artery) โดยการวางฝา่ มือ ขา้ งหนง่ึ ตรงแนวกลางของขาหนบี อาจใชม้ อื อกี ขา้ งชว่ ยเพมิ่ นา้� หนกั ใหม้ แี รงกดมากขน้ึ โดยจบั ไวท้ ่ี ขอ้ มือข้างท่ีวางไวบ้ นขา กดเส้นเลือดนใ้ี ห้ติดกบั กระดูกสะโพก 3. การห้ามเลือดโดยวิธีใช้สายรัด (Tourniquet) รัดบริเวณเหนือแผลการห้ามเลือด วธิ นี จ้ี ะนา� มาใชเ้ ปน็ วธิ สี ดุ ทา้ ย เมอ่ื หา้ มเลอื ดโดยวธิ อี นื่ ไมไ่ ดผ้ ล เปน็ การใชส้ ายรดั เพอ่ื ไมใ่ หเ้ ลอื ดไหล ไปสู่บริเวณบาดแผลที่มเี ลือดออกนน้ั ใชไ้ ด้ดกี รณีหา้ มเลือดที่แขนและขาท่มี ีเลอื ดไหลไมห่ ยุด สายรัดหรือ ทูนเิ กต์ (Tourniquet) คอื สง่ิ หนงึ่ ส่ิงใดทใี่ ชร้ ดั รอบแขนหรือขาให้แน่นเพื่อ การห้ามเลือด ซึ่งวัตถุน้ันอาจเป็นผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมผม เน็คไท สายยาง เข็มขัด เชือก ป่านปอ เถาวลั ย์ อย่างหน่งึ อยา่ งใดกไ็ ด้ วธิ ใี ช้ การใชท้ นู เิ กตน์ นั้ ตอ้ งระมดั ระวงั และตอ้ งมคี วามชา� นาญใชท้ นู เิ กตร์ ดั เหนอื บาดแผล น้นั แล้วผกู ให้แน่นอย่างธรรมดา หรอื ใชว้ ธิ ีขันชะเนาะโดยการที่ทูนิเกตท์ รี่ ัดเหนือบาดแผลพันเป็น 38


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook