การพฒั นาทกั ษะปฏบิ ตั พิ ้นื ฐานการเล่นกีฬาฟุตซอล โดยใชร้ ปู แบบ ของแฮรโ์ รว์ สำหรับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 Developing basic futsal practice skills by using patterns Harrow's for 5th grade students วิทยานิพนธ์ ของ วรวิทย์ มะโรงมืด เสนอตอ่ มหาวิทยาลัยราชภฏั ร้อยเอด็ เพ่ือเปน็ ส่วนหน่งึ ของการศกึ ษา ตามหลกั สตู รครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าหลักสูตรและการเรยี นการสอน เมษายน พ.ศ.2565 ลิขสทิ ธเิ์ ป็นของมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ้ ยเอ็ด
คณะกรรมการควบคุมและคณะกรรมการสอบ ได้พิจารณาวทิ ยานิพนธ์ของ วรวทิ ย์ มะโรงมดื แลว้ เหน็ สมควรรบั เป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาตาม หลกั สูตรครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าหลกั สตู รและการเรยี นสอน ของมหาวทิ ยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมร ทวบี ุญ) ทป่ี รกึ ษาวิทยานพิ นธห์ ลกั (อาจารย์ ดร.พรชยั ผาดไธสง) กรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ (ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.คันธทรพั ย์ ชมพพู าทย์) กรรมการสอบวิทยานพิ นธ์ (ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมาน เอกพมิ พ์) ประธานสอบวทิ ยานิพนธ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ร้อยเอด็ อนมุ ัติให้รบั วทิ ยานพิ นธฉ์ บับนี้ เป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษา ตามหลักสตู รครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาหลักสูตรและการเรยี นการสอน ของมหาวิทยาลัยราชภฏั ร้อยเอด็ ....................................................................... อธิการบดี (ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ดุสติ อบุ ลเลศิ )
ก ช่ือเรือ่ ง การพัฒนาทกั ษะปฏบิ ัติพื้นฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล โดยใชร้ ูปแบบ ของแฮรโ์ รว์ สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ผูว้ จิ ัย วรวทิ ย์ มะโรงมดื ทีป่ รึกษาวิทยานพิ นธ์ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมร ทวีบุญ ทป่ี รกึ ษาวิทยานพิ นธ์หลัก ปรญิ ญา ครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชา หลักสูตรและการเรยี นการสอน สถานศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภฏั ร้อยเอ็ด ปีที่พมิ พ์ 2565 บทคัดยอ่ การวิจัยคร้งั นมี้ ีวตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1) เพ่ือพัฒนาทักษะปฏิบตั ิพ้ืนฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล สำหรับ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70/70 2) เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนและ หลังเรียน เรื่องการจดั การเรยี นรทู้ กั ษะปฏิบัติพ้ืนฐานการเล่นกฬี าฟุตซอล โดยใช้รูปแบบของแฮรโ์ รว์ ของ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มประชากร ทใ่ี ช้ในการวิจยั ในครั้งนี้ ได้เเก่ นักเรียนทก่ี ำลังศกึ ษาอย่ใู น ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ในกล่มุ เครือข่ายดอกล้ำ อำเภอปทมุ รตั ต์ จังหวัดรอ้ ยเอ็ด สำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 มจี ำนวน 6 ห้อง นักเรียนทั้งหมด 58 คน กลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ช้ในการวจิ ัยในคร้งั น้ี ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียน บ้านหนองคโู คกเพ็ก อำเภอปทมุ รตั ต์ จังหวดั รอ้ ยเอด็ ทงั้ หมด 7 คน ซึง่ ไดม้ าโดยวิธกี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive sampling) เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัยประกอบดว้ ย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบด้านทกั ษะ พ้ืนฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล แบบประเมินทักษะพื้นฐานการเล่นกีฬาฟตุ ซอล สถิตทิ ใ่ี ช้วเิ คราะห์ขอ้ มลู ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลย่ี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. ประสทิ ธิภาพของการพฒั นาทกั ษะพ้ืนฐานการเลน่ กฬี าฟตุ ซอลซอล ประสทิ ธิภาพของการจัดการเรยี นรู้ (E1 / E2) มคี า่ เท่ากับ 70.94/72.73 ซ่งึ เปน็ ไปตามเกณฑท์ ก่ี ำหนดไว้ 2. คา่ เฉล่ียจำนวนนักเรยี นทีส่ อบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 การทดสอบหลังเรยี น ทกั ษะปฏิบัติ ทกั ษะพ้นื ฐานการเลน่ กฬี าฟตุ ซอล ด้านการเลย้ี งลูกฟุตซอล ด้านการรับ – ส่งลูกฟตุ บอล และด้านการยิงประตู นักเรียนผา่ นเกณฑ์ 7 คน จากจำนวนนักเรียนทัง้ หมด 7 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 ของจำนวนนักเรยี นทั้งหมด จำนวนนกั เรียนที่ สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลการประเมินผ่านเกณฑ์ทุกคน 3. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทกั ษะปฏบิ ตั ิ ทกั ษะ พน้ื ฐานการเลน่ กฬี าฟตุ ซอล ด้านการเล้ียงลกู ฟตุ ซอล ดา้ นการรบั – สง่ ลกู ฟตุ บอล และดา้ นการยงิ ประตู หลงั จากการเรียนร้ทู ักษะปฏิบัติพืน้ ฐานการเลน่ กฬี าฟุตซอล โดยใชร้ ปู แบบของแฮรโ์ รว์แล้ว นกั เรยี นสามารถ เรยี นรทู้ กั ษะปฏบิ ตั ิพ้ืนฐานการเล่นกีฬาฟตุ ซอลได้ดขี ้ึน
ข TITLE Developing basic futsal practice skills by using patterns Harrow's for 5th grade students AUTHOR Worawit Marongmeud ADVISORS Asst. Prof. Dr.Smorn Thaweeboon Major Advisor DEGREE M.Ed. MAJOR Curriculum and Instruction UNIVERSITY Roi Et Rajabhat University YEAR 2022 ABSTRACT This research aims to 1) to develop basic futsal practice skills for grade 5 students, passing the criteria 70/70, 2) to compare the academic achievement before and after studying on the management of learning basic skills in playing futsal using the Harrow pattern. of students in grade 5. The population groups used in this research were students who were studying in grade 5, semester 2 of the academic year 2021 in the Dok Lam network group. Pathum Rat District Roi Et Province Office of Roi Et Elementary Education Area 2, there are 6 rooms, total 58 students. The sample group used in this research were Prathomsuksa 5 students in the academic year 2021 at Ban Nong Khu Khok Pek School. Pathum Rat District Roi Et Province, a total of 7 people, who were obtained by purposive sampling. The tools used in the research consisted of teaching Plan, the test of basic skills in the sport of futsal, and assessment form for basic skills in playing futsal. The statistics used to analyze the data were percentage, mean and standard deviation. The results showed that 1. The efficiency of developing basic skills in playing futsal. The efficiency of learning management (E1/E2) was 70.94/72.73 which met the established criteria. 2. The average number of students who passed the test was 70%, post-test practical basic skills in futsal as dribbling, futsal, receiving - passing football and shooting goals 7 students out of a total of 7 students, representing 100% of the total number of students. The number of students who passed the criteria 70 percent. The assessment results passed all the criteria. 3. Academic achievement, practical skills Basic skills of playing futsal as dribbling, futsal, receiving - passing football and shooting goals after learning basic futsal skills using the Harrow pattern. Students can learn basic futsal practice skills better.
ค ประกาศคณุ ปู การ วิทยานิพนธฉ์ บับน้ีสำเรจ็ ลงได้ด้วยความกรณุ าและความช่วยเหลือเปน็ อย่างดียิ่งจาก ผู้ช่วยศาสตราจารยด์ ร.สมร ทวีบญุ ประธานกรรมการทป่ี รึกษาวิทยานิพนธ์ คณะกรรมการสอบประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สมาน เอกพิมพ์ ประธานกรรมการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คันธทรพั ย์ ชมพพู าทย์ กรรมการ และอาจารย์ดร.พรชยั ผาดไธสง กรรมการ ทไ่ี ด้กรณุ าให้คำแนะนำ เสนอแนะตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่และให้กำลงั ใจต้ังแตต่ ้นจนเสรจ็ ส้นิ สมบูรณ์ ผู้วิจยั ขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครแู ละขอบใจนักเรยี นช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 5 โรงเรยี นบ้านหนองคูโคกเพ็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาร้อยเอด็ เขต 2 ที่ใหค้ วาม ร่วมมอื ในการทดลองใช้เครอ่ื งมอื วจิ ยั และขอขอบพระคณุ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ทีเ่ อ้ือเฟอ้ื สถานทแ่ี ละให้ความรว่ มมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ในการทำวิทยานพิ นธ์คร้ังนี้ คณุ คา่ และประโยชน์อันจะพงึ มีจากวิทยานพิ นธ์ฉบับน้ีขอมอบเปน็ เคร่ืองบูชาพระคุณ บดิ า-มารดาทเ่ี ปน็ ทีเ่ คารพย่ิง ครู-อาจารยท์ ่ีได้อบรมสั่งสอนประสิทธ์ิประสาทความรู้ท้ังปวง และขอบคุณเพ่ือนบัณฑติ ศกึ ษาสาขาหลกสั ูตรและการเรยี นการสอนทุกท่านและสมาชิกใน ครอบครวั ทกุ คนทใี่ ห้กำลงั ใจตลอดมา วรวิทย์ มะโรงมดื
ง สารบญั บทท่ี หน้า บทคดั ย่อภาษาไทย........................................................................................................... ก บทคัดย่อภาษาองั กฤษ ..................................................................................................... ข ประกาศคุณปู การ............................................................................................................. ค สารบัญตาราง ................................................................................................................... ฉ บทท่ี 1 บทนำ......................................................................................................................... 1 ความเปน็ มาและความสำคัญของการวจิ ยั ....................................................................... 1 จดุ มุ่งหมายของการวจิ ยั ................................................................................................... 3 สมมติฐานของการวจิ ัย ..................................................................................................... 3 ความสำคัญของการวจิ ยั ................................................................................................... 4 ขอบเขตของการวิจยั ........................................................................................................ 4 นิยามศพั ท์เฉพาะ.............................................................................................................. 4 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กย่ี วข้อง................................................................................... 6 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560)...... 6 ทักษะพน้ื ฐานการเล่นกฬี าฟุตซอล ................................................................................ 19 รปู แบบการเรยี นการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ิของแฮรโ์ รว์ (Harrow’s Instructional Model 22 for Psychomotor Domain) แผนการจัดการเรียนรู้ ...................................................................................................... 25 งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง .......................................................................................................... 40 งานวิจยั ในประเทศ ..................................................................................................... 40 งานวิจยั ต่างประเทศ ................................................................................................... 42 บทที่ 3 วิธดี ำเนินการวิจัย.......................................................................................................... 43 กลุม่ ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง....................................................................................... 43 เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ........................................................................... 43 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ...................................................................................................... 46 วธิ กี ารดำเนินการวิจัย....................................................................................................... 47 การวเิ คราะห์ข้อมลู ........................................................................................................... 48 สถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล......................................................................................... 48 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู .................................................................................................. 52 สัญลักษณท์ ี่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ............................................................................... 52
จ ลำดับขัน้ ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล............................................................ 52 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล...................................................................................................... 52 บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ......................................................................... 56 จดุ ม่งุ หมายของการวิจัย ................................................................................................... 56 สมมติฐานของการวจิ ยั ..................................................................................................... 56 วธิ ดี ำเนินงาน .................................................................................................................... 56 สรุปผลการวิจยั ................................................................................................................. 57 อภปิ รายผล....................................................................................................................... 59 ขอ้ เสนอแนะ ..................................................................................................................... 61 บรรณานุกรม............................................................................................................................... 62 ภาคผนวก.................................................................................................................................... 64 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้............................................................ 64 ภาคผนวก ข ตวั อย่างชดุ ฝึกทกั ษะ ......................................................................................... 74 ภาคผนวก ค ตางรางการหาคณุ ภาพเคร่ืองมอื วจิ ัย ............................................................... 76 ภาคผนวก ง หนังสอื ขอความอนุเคราะห์ผู้เช่ยี วชาญ............................................................. 83 ประวตั ิยอ่ ของผวู้ ิจยั ................................................................................................................... 87
ฉ สารบญั ตาราง ตาราง หนา้ ตาราง 1 สาระที่ 1 การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของมนษุ ย์ ......................................... 10 ตาราง 2 สาระที่ 2 ชวี ิตและครอบครัว .............................................................................. 10 ตาราง 3 สาระท่ี 3 การเคลื่อนไหวการออกกำลงั กายการเล่นเกมกีฬาไทยและกฬี าสากล 11 ตาราง 4 สาระท่ี 3 การเคลื่อนไหวการออกกำลงั กายการเล่นเกมกีฬาไทยและกีฬาสากล 12 ตาราง 5 สาระท่ี 4 การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการปอ้ งกนั .......................... 13 ตาราง 6 สาระท่ี 5 ความปลอดภยั ในชวี ติ ......................................................................... 14 ตาราง 7 โครงสรา้ งรายวิชา ................................................................................................ 15 ตาราง 8 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งจุดมุ่งหมายของการเรยี นรู้ และพฤติกรรมของผเู้ รียน ...... 33 ตาราง 9 ความสัมพนั ธ์ระหว่างวิธีวดั และเคร่ืองมอื ที่ใชว้ ัด ................................................ 37 ตาราง 10 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งระดับคะแนนและลกั ษณะพฤตกิ รรมของผเู้ รยี น ............. 37 ตาราง 11 วัน เวลา ทใี่ ชจ้ ดั การเรียนรูใ้ ช้เเผนการจดั การเรยี นรทู้ ักษะพ้ืนฐาน .................... 47 การเล่นกฬี าฟุตบอลโดยใช้รูปแบบของแฮรโ์ รว์ ชั้นประถมศกึ ษาปี ที่ 5 ตารางที่ 12 ประสทิ ธภิ าพของการพฒั นาทักษะพ้ืนฐานการเลน่ กีฬาฟุตซอลซอล ................ 53 โดยใชร้ ูปแบบของแฮรโ์ รว์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 E_1/E_2กำหนดเกณฑ์ 70/70 ตารางที่ 13 ค่าเฉล่ีย ร้อยละผลการประเมนิ ทกั ษะปฏิบตั ิทักษะพน้ื ฐานการเล่นกีฬาฟตุ ซอล 53 ดา้ นการเลีย้ งลกู ฟตุ ซอล ดา้ นการรับ – สง่ ลูกฟตุ บอล และด้านการยงิ ประตู ตารางที่ 14 ค่าเฉล่ยี ร้อยละผลการประเมนิ ทกั ษะปฏิบตั ทิ กั ษะพืน้ ฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล 54 ด้านการเลยี้ งลกู ฟุตซอล ดา้ นการรับ – สง่ ลกู ฟตุ บอล และดา้ นการยงิ ประตู ตารางท่ี 15 ค่าสถติ ิของผลสัมฤทธิ์กอ่ นและหลงั เรยี น โดยใชร้ ูปแบบของแฮร์โรว์ .............. 55 ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
1 บทที่ 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคญั ของการวิจัย ฟุตซอลเปน็ กีฬาสากลทีไ่ ด้รบั ความนยิ มในหมขู่ องประชาชนคนไทยทัว่ ไปเป็นอย่างมากและเป็นกีฬา ท่ไี ดร้ ับความนยิ มทวั่ โลก เนื่องจากฟตุ ซอลเปน็ กีฬาที่สนกุ สนาน ตื่นเต้นเร้าใจในทุก ๆ นาทขี องการแข่งขันและ สามารถจดั การแขง่ ขนั ได้ ตลอดทั้งปีแข่งขนั ไดก้ ับทุกสภาพอากาศ ในปจั จบุ ันฟตุ ซอลไดม้ ีการพฒั นาไปมากไม่ ว่าจะเปน็ ในด้านระบบการเล่น ทกั ษะตา่ ง ๆ ทีไ่ ด้นำมาผสมผสานกันเป็นกีฬาประเภททีมที่ดูแล้วสนุกสนาน เพลดิ เพลิน โดยมกี ติกาเปน็ ตวั ควบคมุ การแข่งขัน ซ่งึ ฟุตซอลเปน็ กีฬาทีม่ ีลักษณะการเล่นเหมือนฟตุ บอล แต่ เป็นการเล่นในร่มที่สนามแขง่ ขันมีขนาดเลก็ การเล่นฟุตซอลจะแบ่งออกเป็น 2 ทีม โดยแต่ละทีมมีผูเ้ ลน่ ทง้ั หมด 5 คน รวมผรู้ ักษาประตู ทีมละ 1 คน ดงั นั้นกฬี าฟุตซอล จึงเปน็ กีฬาทเี่ หมาะอยา่ งย่ิง สำหรับนกั เรียน ในระดบั ประถมศึกษา (ประพันธ์ เปรมศรี และไมตรี กลุ บตุ ร. 2548: คำนำ) กฬี าฟตุ ซอล (Fusal) เป็นกฬี าใน ร่มประเภทหน่ึงท่ีไดร้ ับความนยิ มจากบคุ คลทุกเพศทกุ วัย เนอ่ื งจากกฬี าฟุตซอลเป็นกฬี าประเภททีมอยางหนึ่ง ท่ปี ระยกุ ตก์ ารเลน่ มาจากกฬี าฟตุ บอล สว่ นใหญ่ พน้ื ฐานการเล่นกฬี ากีฬาฟุตซอลกบั ฟุตบอลจะคล้ายคลึงกัน เปน็ เกมกฬี าทต่ี ืน่ เตน้ สนุกสนานใน ทุก ๆนาทีของการแข่งขนั และเปน็ กีฬาชนิดหนง่ึ มคี วามเหมาะสมในการ ชว่ ยสง่ เสรมิ พฒั นาการ ทางดา้ นร่างกายของเด็กวยั เรยี น ซ่งึ รา่ งกายเรม่ิ จะสงู และหนาขน้ึ การพฒั นาการของ กล้ามเนอ้ื มดั ใหญ่จะเหน็ ไดช้ ดั เจนกว่ากล้ามเน้ือมัดเล็ก ๆ และมกี ล้ามเนอ้ื เพมิ่ เป็นสองเท่าของเม่ืออายุ 6 ปี เพ่อื ใหร้ ่างกายพร้อมที่จะเขา้ รว่ มเล่นกฬี าและฝกึ หนักได้นอกจากน้ันเด็กวยั นม้ี ีการเรยี นรู้เปน็ ไป อย่างรวดเร็ว ในเรือ่ งของเกมและกีฬา (จิรกรณ์ ศริ ิประเสริฐ, 2543) ในปจั จุบนั กฬี าฟตุ ซอลได้รบั ความสนใจและนิยมเล่น กันอย่างแพรห่ ลายไปทั่วโลกและจดั ให้มีการแข่งขันชิงแชมป์ โลกอย่างไม่ เป็นทางการเมอ่ื ปคี .ศ.1982, ค.ศ. 1985 และค.ศ.1988 และต่อมาในปีค.ศ.1989 สหพันธฟ์ ุตบอล นานาชาติไดเ้ ข้ามาดแู ลและจัดการแข่งขนั กีฬา ฟุตซอลชงิ แชมป์ โลกอย่างเป็นทางการขึน้ ครง้ั แรก ท่ี ประเทศเนเธอร์แลนด์หลงั จากนัน้ ได้มกี ารจัดการแข่งขัน ข้ึนมาอกี ในปคี .ศ.1992, ค.ศ.1996, ค.ศ. 2000, ค.ศ.2004 จนถงึ ปัจจบุ นั สมาคมฟุตบอลแหง่ ประเทศไทยใน พระบรมราชปู ถมั ภ์และการกฬี าแห่งประเทศไทย ไดม้ กี ารจัดแข่งขันกีฬาฟตุ ซอลชงิ แชมป์ แห่งประเทศไทยข้ึน เป็นคร้งั แรกเมอื่ ปพี .ศ. 2540 ซึ่งเปน็ การจุด ประกายใหเ้ ยาวชนหนั มาใหค้ วามสนใจกับกฬี าฟุตซอลกันมากขึ้น แตก่ ารจัดการแข่งขันส่วนใหญ่ จะอยู่ในสว่ นกลางมากกว่าตา่ งจังหวดั ภายหลังจากนั้นสมาคมฟุตบอลแห่ง ประเทศไทยได้จดั แผนงานการพฒั นากฬี าฟตุ ซอลสู่ภูมิภาคตา่ งๆมากขึ้น แต่ยังประสบปญั หาหลายประการ โดยเฉพาะ อยา่ งย่งิ เรือ่ งผู้เล่นกฬี ากีฬาฟุตซอลมักมาจากผ้เู ล่นทางกีฬาฟุตบอล 11 คน นักกีฬาไมไ่ ด้รับการฝึก 2 ทกั ษะเฉพาะของกฬี าฟตุ ซอลโดยตรง เนอื่ งจากองคค์ วามรู้การฝึกทักษะปฏิบตั ิพื้นฐานของการเล่นกีฬาฟุต ซอลท่ถี กู ตอ้ งยังไม่แพร่หลายเทา่ ทคี่ วรเพราะตำราเอกสารและส่ือตา่ งๆเกยี่ วกับกีฬาฟุตซอลยงั มนี ้อย การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และการออกกำลังกายในกิจกรรมตา่ งๆ การเคลอ่ื นไหวการเล่นเกม และกีฬาตามท่ีหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560) กำหนดให้มี
2 การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา เป็นการศึกษาด้านสขุ ภาพที่มีเป้าหมายเพื่อการดำรง สุขภาพการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ และการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของบคุ คล ครอบครัว และชมุ ชนให้ยงั่ ยืนสุขศึกษา มงุ่ เน้นใหผ้ เู้ รยี นพัฒนาทักษะดา้ นความรู้ เจตคติ คณุ ธรรม คา่ นิยม และการปฏิบัตเิ ก่ียวกับสุขภาพควบคู่ไป ด้วยกัน พลศึกษาม่งุ เน้นให้ผเู้ รียนใช้กจิ กรรมการเคลอ่ื นไหว การออกกำลังกายการเลน่ เกม กีฬาไทย และกีฬา สากล ผเู้ รียนได้เรียนรู้เร่ืองทักษะการเคลื่อนไหวในรปู แบบต่างๆการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬา ทั้ง ประเภทบคุ คล และประเภททีมอยา่ งหลากหลายทั้งไทย และสากล การปฏิบตั ติ ามกฎ กติกา ระเบยี บ ความมี น้ำใจนักกีฬา และกีฬาเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพ่ือสุขภาพ และกฬี า (หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551(ฉบับ ปรับปรงุ 2560) : 1) การเรยี นรูใ้ นกลุ่มสาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษาน้ัน มุ่งเนน้ การพัฒนานักเรียนด้านปัญญา การตัดสนิ ใจ และการแก้ปญั หา โดยการให้นักเรยี นเรียนรเู้ กย่ี วกับตนเอง รักการออกกำลงั กาย และเล่นกีฬา รวมทัง้ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มทด่ี ี เพือ่ ให้สามารถปฏบิ ตั ติ นไดถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมทั้งในด้านการป้องกัน การส่งเสริม และการดำรงไว้ซึง่ สขุ ภาพที่ดอี ยา่ งถาวรท้งั ของตนเอง ครอบครวั และชมุ ชน ดังนัน้ ในการจัดการ เรียนการสอนสขุ ศึกษาและพลศึกษาจะเป็นการมุ่งเน้นการเรยี นร้ใู นเรอื่ งของสุขภาพหรือสุขภาวะซ่ึงหมายถึง ภาวะของมนษุ ย์ทส่ี มบูรณท์ งั้ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญาหรอื จิตวิญญาณ สุขภาพหรอื สุขภาวะ จงึ เป็นเรอ่ื งสำคญั เพราะเก่ียวโยงกบั ทุกมิติของชวี ติ การสร้างเสริมสขุ ภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ บุคคล ครอบครวั และชุมชนให้ย่ังยืน (กระทรวง ศึกษาธกิ าร. 2551 : 164) รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ( Harrow’s Instructional Model for Psychomotor Domain) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติว่า การเรียนรู้ทางดา้ นทักษะ ปฏิบัติโดยเร่ิม จากระดับท่ีซับซ้อนน้อยไปถงึ ระดบั ที่มีความซับซอ้ นมาก ดังนั้น การกระท ำจึงเร่ิมจากการ เคลือ่ นไหว กล้ามเนอ้ื ใหญ่ไปจนถงึ การเคลื่อนไหวกล้ามเนอ้ื ย่อย ลำดบั ขั้นดังกล่าวไดแ้ ก่ การเลยี นแบบ การลง มือ กระทำตามคำสง่ั การกระทำอยา่ งถูกตอ้ งสมบูรณ์ การแสดงออกและการกระทำอย่างเปน็ ธรรมชาติ 1) วตั ถปุ ระสงคข์ องรปู แบบ รูปแบบนมี้ งุ่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความสามารถทางดา้ น ทักษะปฏิบัติ ตา่ งๆ กล่าวคอื ผู้เรียนสามารถปฏบิ ัตหิ รอื กระทำอยา่ งถกู ต้องสมบรู ณ์ และชำนาญ 2) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ขน้ั ที่ 1 ขั้นการเลยี นแบบ เป็นขน้ั ที่ใหผ้ ้เู รยี นสังเกตการกระทำที่ต้องการใหผ้ ู้เรียนทำได้ ซึ่ง ผู้เรียนยอมจะรบั รู้หรือสังเกตเหน็ รายละเอียดต่างๆ ได้ไม่ครบถว้ นแตอ่ ย่างน้อย ผเู้ รียน จะสามารถบอกได้ว่า ขนั้ ตอนหลกั ของการกระทำนนั้ ๆ มีอะไรบา้ ง ขั้นท่ี 2 ขัน้ การลงมือกระทำตามคำส่ัง เม่ือผู้เรียนได้เหน็ และสามารถบอก ขั้นตอนของการ กระทำทีต่ ้องการเรยี นรู้แลว้ ใหผ้ ู้เรยี นลงมือทำโดยไมม่ ีแบบอย่างให้เห็น ผูเ้ รียนอาจ ลงมือทำตามคำส่ังของ ผสู้ อน หรอื ทำตามคำสงั่ ที่ผู้สอนเขยี นไว้ในค่มู อื กไ็ ด้ การลงมือปฏิบตั ิตามคำสง่ั น้แี มผ้ เู้ รยี นจะยงั ไม่สามารถทำ ได้อยางสมบูรณ์ แต่อย่างนอ้ ยผูเ้ รียนก็ไดป้ ระสบการณใ์ นการลงมือทำ และค้นพบปัญหาตา่ งๆ ซงึ่ ช่วยให้เกิด การเรียนรู้ และการปรบั การกระทำใหถ้ กู ต้องสมบูรณข์ ้นึ
3 ขั้นท่ี 3 ขนั้ การกระทำอยา่ งถูกตอ้ งสมบูรณ์ ข้นั นี้เป็นข้ันที่ผู้เรยี นจะต้องฝึกฝนจนสามารถทำ ส่ิงน้ันๆ ได้อย่างถูกตอ้ งสมบูรณ์ โดยไม่จำเปน็ ตอ้ งมแี บบอย่างหรอื มีคำส่ังนำ ทางการกระทำ การกระทำท่ี ถูกตอ้ งแมน่ ตรง พอดี สมบรู ณแ์ บบเป็นส่ิงทผ่ี ู้เรียนจะตอ้ งสามารถทำไดใ้ นข้ันน้ี ข้ันท่ี 4 ขนั้ การแสดงออก ข้ันนเ้ี ป็นขน้ั ทผี่ เู้ รียนมีโอกาสได้ฝกึ ฝนมากขึน้ จนกระท่ัง สามารถ กระทำสิง่ นัน้ ได้ถกู ต้องสมบูรณแ์ บบอย่างคลอ่ งแคล่ว รวดเรว็ ราบร่ืน และด้วยความมั่นใจ ข้ันท่ี 5 ข้ันการกระทำอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ ขน้ั นีเ้ ปน็ ขั้นทผี่ ู้เรียนสามารถกระทำสิ่ง นัน้ ๆ อยา่ ง สบายๆ เป็นไปอย่างอัตโนมัติ โดยไมร่ ู้สกึ วา่ ตอ้ งใช้ความพยายามเป็นพิเศษ ซง่ึ ตอ้ งอาศัย การปฏิบตั ิบอ่ ยๆ ใน สถานการณต์ ่างๆ ท่หี ลากหลายผลท่ผี ูเ้ รยี นจะได้รบั จากการเรยี นตามรูปแบบ ผเู้ รียนจะเกดิ การพัฒนาทางด้าน ทักษะปฏบิ ัติ จนสามารถกระทำได้ถกู ต้องสมบูรณ์ เน่อื งจากนกั เรยี นขาดทกั ษะปฏิบัติพ้นื ฐานในการเลน่ กีฬาฟตุ ซอล ซ่งึ จากก่อนหนา้ น้ีไม่มคี รูผู้สอนใน รายวิชาสุขศกึ ษาและพลศึกษาที่ตรงเอกจึงทำใหผ้ ู้เรยี นขาดทกั ษะปฏบิ ตั ิพ้ืนฐานในการเล่นกีฬาฟุตซอลและ ส่งผลใหก้ ารแขง่ ขนั กีฬากลุ่มเครือข่ายไมเ่ คยได้รับรางวัลจากการแข่งขันโดยเฉพาะกฬี าฟตุ ซอล ทำให้ผู้วิจัยมี ความสนใจในการพัฒนาทักษะปฏิบัตพิ ื้นฐานในการเลน่ กีฬาฟตุ ซอล ซ่ึงมผี ลคะแนนค่าเฉลี่ยในปีการศึกษา 2561, 2562 และ 2563 มีค่าเฉล่ียร้อยละ 63.45, 62.76 และ 65.31 ตามลำดับ คิดเป็นค่าเฉล่ียรวม 3 ปี ยอ้ นหลังท่ีร้อยละ 63.84 ซงึ่ ต่ำกว่าเกณฑ์ทีโ่ รงเรียนบา้ นหนองคโู คกเพ็กได้กำหนดไว้ท่ีร้อยละ 70.00 ดงั นั้นผวู้ ิจัยจึงมคี วามสนใจท่ีจะพัฒนาทักษะปฏิบตั ิพนื้ ฐานการเลน่ กฬี าฟุตซอล โดยใชร้ ปู แบบของแฮรโ์ รว์ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 เพอื่ ใหผ้ ู้เรียนมีทกั ษะปฏบิ ตั พิ ืน้ ฐานการเล่นกีฬา ฟุตซอลผ่านเกณฑ์ตามทีโ่ รงเรียนบ้านหนองคูโคกเพ็กได้กำหนดไว้และเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชาพลศึกษา โรงเรียนบา้ นหนองคูโคกเพ็ก อยา่ งมีประสิทธิภาพ จดุ มงุ่ หมายของการวจิ ยั ในการวิจัยคร้งั นี้ ผู้วจิ ัยไดก้ ำหนดความมงุ่ หมายของการวจิ ัยไว้ดังน้ี 1. เพื่อพัฒนาทกั ษะปฏิบัติพ้ืนฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล สำหรบั นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ผ่าน เกณฑร์ อ้ ยละ 70/70 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนก่อนและหลังเรียน เรอ่ื งการจดั การเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ พืน้ ฐานการเลน่ กฬี าฟุตซอล โดยใชร้ ปู แบบของแฮรโ์ รว์ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 สมมติฐานของการวิจยั ในการวจิ ยั ครั้งนี้ ผู้วิจัยไดต้ ั้งสมมติฐานไวด้ ังนี้ 1. การพฒั นาทกั ษะปฏบิ ตั ิพนื้ ฐานการเล่นกฬี าฟุตซอลก่อนเรยี นและหลงั เรยี น โดยใชร้ ูปแบบของ แฮร์โรว์ สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรยี นบ้านหนองคโู คกเพ็ก ท่ีมปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2. ผลสมั ฤทธ์ิการจดั การเรยี นรู้ด้านทักษะปฏิบตั พิ ื้นฐานการเล่นกีฬาฟตุ ซอลก่อนเรยี นและหลังเรียน โดยใชร้ ูปแบบของแฮรโ์ รว์ หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนสำหรับนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
4 ความสำคญั ของการวิจัย 1. ได้แนวทางการพัฒนาทักษะปฏิบัติพื้นฐานการเล่นกีฬาฟุตซอล โดยใช้รูปแบบของแฮร์โรว์ สำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 2. เปน็ แนวทางสำหรบั ครผู ้สู อนพลศึกษา สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ เพ่ือส่งเสรมิ ทกั ษะ ปฏบิ ตั ิพื้นฐานการเล่นกีฬาฟุตซอลและผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 3. เพอ่ื ส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รยี นบรรลุจุดมงุ่ หมายของการจดั การศึกษากล่มุ สาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศึกษา ขอบเขตของการวจิ ยั 1.กลุ่มประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 1.1 กล่มุ ประชากร กล่มุ ประชากร ทีใ่ ช้ในการวิจัยในครั้งน้ี ได้เเก่ นกั เรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดบั ช้นั ประถมศึกษา ปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 ในกลุ่มเครอื ข่ายดอกล้ำ อำเภอปทุมรตั ต์ จงั หวดั ร้อยเอ็ด สำนักงาน เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาร้อยเอด็ เขต 2 มีจำนวน 6 ห้อง นกั เรยี นทัง้ หมด 58 คน 1.2 กลุม่ ตวั อย่าง กลุ่มตัวอยา่ ง ท่ีใชใ้ นการวจิ ัยในครั้งน้ี ได้แก่ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นบ้านหนองคูโคกเพ็ก อำเภอปทมุ รัตต์ จงั หวดั ร้อยเอด็ ทงั้ หมด 7 คน ซง่ึ ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive sampling) 2.ตัวแปรทีศ่ ึกษา ตัวแปรตน้ (Independent Variable) คอื การพฒั นาทักษะปฏบิ ตั ิพ้ืนฐานการเล่นกีฬาฟุต ซอล โดยใชร้ ปู แบบของแฮรโ์ รว์ ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คอื 1 ทักษะปฏิบตั ิพื้นฐานการเล่นกฬี าฟตุ บอล 2 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาพลศึกษา 3.ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้น ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สาระที่ 3 การเคล่อื นไหว การออกกำลังกาย การเลน่ เกม กีฬาไทย และกีฬาสากล มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มที ักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา จำนวน 12 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 3.1 ระยะเวลาในการวจิ ยั ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 32 ช่ัวโมง นิยามศัพท์เฉพาะ ทกั ษะปฏิบัตพิ ืน้ ฐานการเลน่ กฬี าฟุตซอล หมายถงึ ทกั ษะการจัดรูปแบบการเคล่ือนไหวร่างกาย แบบผสมผสานและการปฏิบตั ิกจิ กรรมทางกายทง้ั แบบอยู่กบั ทเ่ี คลื่อนท่ี การรับแรง การใชแ้ รง ความเรว็ ความ
5 คลอ่ งแคลว่ ความอ่อนตัว ความสมดุลและความสัมพันธ์ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อของร่างกายโดยใช้ อุปกรณป์ ระกอบในการเลน่ กฬี าฟตุ ซอล 1.ทักษะการเลย้ี งลกู ฟตุ ซอล คือ การพาลกู ฟุตซอลเคลื่อนท่ไี ปด้านหนา้ โดยใช้เท้าสัมผัสส่วนใด ส่วนหนึ่งของลกู ฟตุ ซอลให้สามารถเคลอื่ นไปบนพนื้ สนาม 2.ทกั ษะปฏบิ ัตพิ ื้นฐานการสง่ ลกู ฟตุ ซอล คอื การใชส้ ว่ นของเท้าไปกระทบกับลกู ฟุตซอล โดยมแี รง การส่งท่มี าจากสะโพกเพ่ือใหล้ กู ฟตุ ซอลมกี ารเคลอ่ื นทไ่ี ปยงั เปา้ หมายทีก่ ำหนด 3.ทกั ษะปฏบิ ัติพื้นฐานการรบั ลกู ฟุตซอล คอื การใชส้ ่วนของเทา้ หรือส่วนใดสว่ นหนงึ่ ของรา่ งกาย สมั ผสั ลกู ฟุตซอลเพ่ือทจี่ ะใหล้ ูกหยุดหรอื สามารถควบคมุ เพ่ือทจ่ี ะใหเ้ ล่นได้ต่อเนอื่ ง ยกเว้นการใชม้ ือและแขน (ผรู้ กั ษาประตใู ช้มือและแขนได)้ 4.ทักษะปฏบิ ตั ิพื้นฐานการยิงประตู คอื การทำใหล้ ูกฟตุ ซอลเข้าสู่ประตฝู ง่ั ตรงขา้ มหรอื ค่แู ข่งขัน ดว้ ยอวยั ยวะต่างๆของร่างกาย ยกเวน้ มือและแขน ทกั ษะปฏิบัติของแฮรโ์ รว์ หมายถึง การจัดการเรียนรทู้ ่ีมุ่งเน้น การพฒั นาทักษะปฏิบัติจากทักษะ ย่อย ๆ เชื่อมโยงต่อกนั เปน็ ทักษะใหญ่เพ่ือให้ผเู้ รยี นปฏบิ ัติทกั ษะได้เป็นอย่างดี ตามรูปแบบการจดั การเรียนรู้ ทกั ษะปฏบิ ัตขิ องแฮรโ์ รว์ 5 ขน้ั ตอน ดังนี้ ขัน้ ที่ 1 ขั้นการเลียนแบบเป็นขัน้ ทใี่ หผ้ ู้เรียนสังเกตและการปฏิบตั ทิ ักษะต่างๆ ขน้ั ที่ 2 ขัน้ การลงมอื ปฏบิ ัตทิ กั ษะตา่ งๆตามคำส่งั โดยไม่มแี บบอย่าง ข้ันที่ 3 ข้นั การปฏิบัตอิ ย่างถกู ต้องสมบรู ณ์ โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องมีแบบอย่างหรือมคี ำส่ัง ขั้นที่ 4 ข้นั การลงมือปฏบิ ัติ ผเู้ รยี นสามารถปฏิบตั ไิ ด้ถกู ตอ้ งและคล่องแคล่ว ขนั้ ที่ 5 ข้นั การปฏบิ ัตอิ ย่างเป็นธรรมชาติ ข้ันน้เี ปน็ ข้ันที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติ ได้ อย่างสบายโดย ไม่รสู้ กึ ว่าจะต้องใชค้ วามพยายามมากเป็นพิเศษ ประสทิ ธภิ าพของการจัดการเรียนรู้ หมายถงึ เกณฑ์ด้านการพัฒนาทักษะปฏิบตั ิพื้นฐานการเล่น กีฬาฟุตซอล โดยใช้รูปแบบของแฮร์โรว์ ตามเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ 70/70 ( E1/E2) E1 หมายถึง ประสทิ ธภิ าพการพัฒนาทักษะปฏบิ ตั ิพื้นฐานการเล่นกีฬาฟตุ ซอล โดยใชร้ ปู แบบของแฮรโ์ รว์ ร้อยละ70 ซ่งึ เป็นคะแนนเฉลยี่ คิดเป็นร้อยละทีไ่ ด้จากการจดั การเรียนรู้แบบ ของ แฮร์โรว์ E2 หมายถงึ ประสทิ ธภิ าพการพัฒนาทักษะปฏิบตั ิพื้นฐานการเล่นกีฬาฟุตซอล โดยใช้รูปแบบของแฮรโ์ รว์ รอ้ ยละ70 ซ่ึงเปน็ คะแนนเฉลย่ี คดิ เปน็ ร้อยละที่ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบหลงั เรียน
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วข้อง ในการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะปฏบิ ัติพื้นฐานการเล่นกีฬาฟุตซอล โดยใช้รปู แบบของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ค้นคว้าเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังตอ่ ไปนี้ 1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สุขศึกษาและพลศกึ ษา 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 ตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลางขัน้ พื้นฐาน 2. ทักษะพนื้ ฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล 3. รปู แบบการจดั การเรียนการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ขิ องแฮรโ์ รว์ 4. แผนจัดการเรยี นรู้ 5. งานวิจยั ที่เกย่ี วข้อง 5.1 งานวิจยั ในประเทศ 5.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ 1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560) 1.1 วิสยั ทัศน์ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน มงุ่ พัฒนาผเู้ รียนทุกคน ซง่ึ เป็นกำลังของชาติ ให้เป็น มนุษยท์ ม่ี คี วามสมดุลทั้งดา้ นร่างกาย ความรู้ คณุ ธรรม มีจติ สำนึกในความเป็นพลเมอื งไทยและ เป็นพลโลก ยดึ มนั่ ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข มีความรู้และทกั ษะ พนื้ ฐาน รวมทง้ั เจตคติ ทจ่ี ำเปน็ ตอ่ การศกึ ษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชวี ติ โดยมงุ่ เน้น ผเู้ รียนเปน็ สำคัญบนพ้นื ฐานความเชอื่ วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเอง ได้เตม็ ตามศกั ยภาพ 1.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา ทำไมต้องเรียนสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา สุขภาพ หรอื สขุ ภาวะ หมายถึง ภาวะของมนุษย์ท่ีสมบรู ณท์ ัง้ ทางกาย ทางจิต ทางสงั คม และทางปญั ญาหรอื จิตวญิ ญาณ สขุ ภาพหรอื สขุ ภาวะจึงเปน็ เร่ืองสำคัญ เพราะเกีย่ วโยงกบั ทุกมิตขิ องชวี ติ ซึ่ง ทกุ คนควรจะได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มคี วามรู้ ความเขา้ ใจท่ีถูกตอ้ ง มเี จตคติ คณุ ธรรมและค่านยิ มที่ เหมาะสม รวมทั้งมีทักษะปฏิบตั ดิ ้านสุขภาพจนเปน็ กจิ นิสัย อันจะส่งผลใหส้ งั คมโดยรวมมีคุณภาพ
7 เรียนรูอ้ ะไรในสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา สุขศึกษาและพลศึกษาเป็นการศึกษาด้านสขุ ภาพทม่ี ีเป้าหมาย เพ่อื การดำรงสขุ ภาพ การ สรา้ งเสริมสุขภาพและการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของบคุ คล ครอบครัว และชมุ ชนใหย้ ง่ั ยนื สขุ ศกึ ษา มุ่งเนน้ ใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาพฤตกิ รรมด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรม ค่านิยม และการ ปฏิบัตเิ กี่ยวกบั สขุ ภาพควบคู่ไปด้วยกนั พลศึกษา ม่งุ เน้นให้ผเู้ รียนใช้กิจกรรมการเคล่ือนไหว การออกกำลงั กาย การเล่นเกมและกฬี า เปน็ เคร่อื งมอื ในการพฒั นาโดยรวมทง้ั ด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม สตปิ ัญญา รวมทง้ั สมรรถภาพเพ่อื สุขภาพและกีฬา สาระที่เปน็ กรอบเนื้อหาหรือขอบขา่ ยองค์ความรขู้ องกลุ่มสาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา ประกอบดว้ ย การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์ผ้เู รียนจะได้เรยี นรเู้ รอ่ื งธรรมชาติของการ เจริญเตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย์ ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อการเจรญิ เติบโต ความสมั พันธ์เช่อื มโยงในการทำงาน ของระบบตา่ งๆของรา่ งกาย รวมถงึ วธิ ปี ฏบิ ตั ิตนเพือ่ ให้เจริญเติบโตและมีพฒั นาการที่สมวัย ชวี ติ และครอบครวั ผูเ้ รียนจะไดเ้ รยี นรู้เรอื่ งคุณค่าของตนเองและครอบครัว การปรบั ตวั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณค์ วามรูส้ กึ ทางเพศ การสร้างและรักษาสมั พันธภาพกับผูอ้ ่นื สุข ปฏิบัตทิ างเพศ และทักษะในการดำเนนิ ชวี ิต การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทยและกฬี าสากลผู้เรียนได้เรียนรู้ เร่ืองการเคล่อื นไหวในรปู แบบตา่ ง ๆ การเขา้ รว่ มกจิ กรรมทางกายและกีฬา ท้งั ประเภทบคุ คล และประเภท ทมี อยา่ งหลากหลายท้งั ไทยและสากล การปฏบิ ัติตามกฎ กตกิ า ระเบยี บ ขอ้ ตกลงในการเข้าร่วมกิจกรรมทาง กายและกฬี า และความมีน้ำใจนักกฬี า การสร้างเสริมสขุ ภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรคผู้เรียนจะไดเ้ รยี นรู้เกี่ยวกบั หลกั และ วธิ กี ารเลอื กบริโภคอาหาร ผลิตภณั ฑ์และบริการสุขภาพ การสร้างเสริมสมรรถภาพเพ่ือสุขภาพ และการ ปอ้ งกันโรคทัง้ โรคติดตอ่ และโรคไมต่ ดิ ตอ่ ความปลอดภัยในชวี ติ ผูเ้ รียนจะได้เรยี นรู้เร่ืองการปอ้ งกันตนเองจากพฤติกรรมเสย่ี งตา่ งๆ ทั้งความเสยี่ งตอ่ สขุ ภาพ อุบัตเิ หตุ ความรุนแรง อันตรายจากการใชย้ าและสารเสพตดิ รวมถึงแนวทางในการ สรา้ งเสรมิ ความปลอดภัยในชวี ติ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี ๑ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์ มาตรฐาน พ ๑.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องการเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของมนษุ ย์ สาระที่ ๒ ชวี ิตและครอบครัว มาตรฐาน พ ๒.๑ เขา้ ใจและเหน็ คุณค่าตนเอง ครอบครวั เพศศึกษา และมที ักษะในการ ดำเนนิ ชวี ติ
8 สาระท่ี ๓ การเคลื่อนไหว การออกกำลงั กาย การเล่นเกม กฬี าไทย และกีฬาสากล มาตรฐาน พ ๓.๑ เข้าใจ มีทักษะในการเคลอ่ื นไหว กิจกรรมทางกาย การเลน่ เกม และกฬี า มาตรฐาน พ ๓.๒ รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเลน่ กีฬา ปฏิบตั ิเปน็ ประจำ อยา่ งสม่ำเสมอ มีวนิ ัย เคารพสิทธิ กฎ กตกิ า มีนำ้ ใจนกั กฬี า มจี ิตวญิ ญาณในการแขง่ ขัน และช่นื ชมใน สนุ ทรยี ภาพของการกีฬา สาระที่ ๔ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการปอ้ งกนั โรค มาตรฐาน พ ๔.๑ เหน็ คุณคา่ และมที ักษะในการสร้างเสรมิ สุขภาพ การดำรงสขุ ภาพ การ ป้องกนั โรคและการสร้างเสรมิ สมรรถภาพเพ่อื สขุ ภาพ สาระที่ ๕ ความปลอดภยั ในชวี ิต มาตรฐาน พ ๕.๑ ปอ้ งกันและหลกี เล่ียงปจั จยั เสย่ี ง พฤตกิ รรมเสยี่ งตอ่ สุขภาพ อุบัตเิ หตุ การ ใชย้ าสารเสพตดิ และความรนุ แรง คุณภาพผู้เรยี น จบช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ ๑. มคี วามรู้ และเขา้ ใจในเร่ืองการเจริญเติบโตและพฒั นาการของมนุษย์ ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ การเจริญเตบิ โตและพฒั นาการ วธิ ีการสร้างสมั พันธภาพในครอบครัวและกลมุ่ เพ่ือน ๒. มสี ุขนิสัยท่ีดีในเรื่องการกิน การพกั ผ่อนนอนหลับ การรักษาความสะอาดอวัยวะทกุ สว่ น ของรา่ งกาย การเล่นและการออกกำลังกาย ๓. ปอ้ งกันตนเองจากพฤตกิ รรมทอ่ี าจนำไปสกู่ ารใชส้ ารเสพตดิ การล่วงละเมิดทางเพศและ ร้จู กั ปฏิเสธในเรอ่ื งที่ไมเ่ หมาะสม ๔. ควบคุมการเคลอื่ นไหวของตนเองได้ตามพัฒนาการในแต่ละชว่ งอายุ มที กั ษะการ เคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานและมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมทางกาย กิจกรรมสรา้ งเสริมสมรรถภาพทางกายเพ่ือสุขภาพ และเกม ไดอ้ ย่างสนุกสนาน และปลอดภัย ๕. มที กั ษะในการเลือกบริโภคอาหาร ของเลน่ ของใช้ ที่มีผลดตี อ่ สขุ ภาพ หลกี เล่ียงและ ป้องกันตนเองจากอบุ ัตเิ หตุได้ ๖. ปฏิบตั ติ นไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสมเม่ือมปี ัญหาทางอารมณ์ และปัญหาสุขภาพ ๗. ปฏิบตั ติ นตามกฎ ระเบียบขอ้ ตกลง คำแนะนำ และขั้นตอนตา่ งๆ และใหค้ วามร่วมมอื กบั ผู้อน่ื ดว้ ยความเต็มใจจนงานประสบความสำเร็จ ๘. ปฏบิ ัตติ ามสทิ ธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อนื่ ในการเล่นเป็นกลุ่ม จบช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ ๑. เขา้ ใจความสัมพนั ธเ์ ช่อื มโยงในการทำงานของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกาย และร้จู ักดูแล อวัยวะท่สี ำคัญของระบบน้นั ๆ
9 ๒. เข้าใจธรรมชาติการเปล่ียนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณแ์ ละสังคม แรงขบั ทางเพศ ของชายหญงิ เม่อื ยา่ งเข้าสวู่ ยั แรกรุ่นและวัยร่นุ สามารถปรับตัวและจดั การไดอ้ ย่างเหมาะสม ๓. เข้าใจและเหน็ คุณคา่ ของการมชี ีวติ และครอบครวั ทอี่ บอนุ่ และเปน็ สขุ ๔. ภมู ิใจและเหน็ คุณคา่ ในเพศของตน ปฏบิ ัติสุขอนามัยทางเพศได้ถกู ต้องเหมาะสม ๕. ปอ้ งกันและหลีกเล่ยี งปจั จยั เสี่ยง พฤตกิ รรมเส่ยี งต่อสขุ ภาพและการเกดิ โรค อบุ ัติเหตุ ความรนุ แรง สารเสพติดและการล่วงละเมิดทางเพศ ๖. มที กั ษะการเคลือ่ นไหวพืน้ ฐานและการควบคุมตนเองในการเคล่ือนไหวแบบผสมผสาน ๗. รหู้ ลกั การเคลอ่ื นไหวและสามารถเลอื กเข้ารว่ มกจิ กรรมทางกาย เกม การละเล่นพ้ืนเมอื ง กีฬาไทย กีฬาสากลไดอ้ ยา่ งปลอดภัยและสนุกสนาน มีน้ำใจนกั กีฬา โดยปฏบิ ัตติ ามกฎ กติกา สิทธิ และ หน้าที่ของตนเอง จนงานสำเร็จลุลว่ ง ๘. วางแผนและปฏบิ ัติกจิ กรรมทางกาย กจิ กรรมสรา้ งเสริมสมรรถภาพทางกายเพ่อื สุขภาพ ได้ตามความเหมาะสมและความตอ้ งการเปน็ ประจำ ๙. จดั การกับอารมณ์ ความเครียด และปญั หาสุขภาพไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ๑๐. มีทักษะในการแสวงหาความรู้ ข้อมลู ขา่ วสารเพ่ือใช้สร้างเสริมสขุ ภาพ 1.3. สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ หลักสูตรสถานศึกษากลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา สาระท่ีเป็นแกน่ ความรู้ของ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ประกอบดว้ ย 5 สาระ คือ สาระท่ี 1 การเจริญเตบิ โตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชวี ติ และครอบครวั สาระที่ 3 การเคลื่อนไหวการออกกำลังกายการเล่นเกมกฬี าไทยและกฬี าสากล สาระที่ 4 การเสรมิ สรา้ งสุขภาพสมรรถภาพและการปอ้ งกันโรค สาระที่ 5 ความปลอดภยั ในชีวติ
10 1.4. ตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลางข้นั พน้ื ฐาน ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน (170 – 180 : 2551) ตาราง 1 สาระที่ 1 การเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของมนุษย์ มาตรฐาน พ 1.1 เขา้ ใจธรรมชาติของการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนษุ ย์ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง 1. อธบิ ายความสำคญั ของระบบยอ่ ยอาหารและ 1. ความสำคญั ของระบบย่อยอาหารและระบบ ระบบขบั ถ่ายท่ีมีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต ขบั ถา่ ยท่ีมผี ลต่อสขุ ภาพ การเจริญเตบิ โตและ และพัฒนาการ พัฒนาการ 2. อธบิ ายวิธีดูแลระบบยอ่ ยอาหารและระบบ 2. วิธดี ูแลรกั ษาระบบย่อยอาหารและระบบ ขบั ถา่ ยให้ทำงานตามปกติ ขับถ่ายใหท้ ำงานตามปกติ ตาราง 2 สาระท่ี 2 ชีวติ และครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเหน็ คุณค่าตนเอง ครอบครวั เพศศกึ ษา และมที ักษะในการ ดำเนนิ ชวี ติ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 1. อธิบายการเปลย่ี นแปลงทางเพศและปฏิบัติ 1. การเปล่ยี นแปลงทางเพศ การดูแลตนเอง ตนไดเ้ หมาะสม 2. การวางตวั ทเ่ี หมาะสมกับเพศตามวฒั นธรรม ไทย 2. อธบิ ายความสำคญั ของการมคี รอบครวั ที่ 3. ลักษณะของครอบครวั ท่ีอบอุน่ ตามวัฒนธรรม อบอุ่นตามวฒั นธรรมไทย ไทย(ครอบครัวขยายการนบั ถอื ญาต)ิ 3.ระบุพฤตกิ รรมที่พึงประสงคแ์ ละไมพ่ งึ ประสงค์ 4. พฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงค์และไมพ่ งึ ประสงค์ใน ในการแกป้ ัญหาความขดั แยง้ ในครอบครวั และ การแก้ไขปญั หาความขดั แย้งในครอบครวั กลุ่มเพื่อน
11 ตาราง 3 สาระท่ี 3 การเคลื่อนไหวการออกกำลังกายการเล่นเกมกฬี าไทยและกฬี าสากล มาตรฐาน พ 3.1 เขา้ ใจ มีทกั ษะในการเคล่อื นไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง 1. จดั รปู แบบการเคลือ่ นไหวแบบผสมผสานและ 1. การจดั รูปแบบการเคลอ่ื นไหวร่างกายแบบ ควบคมุ ตนเองเมอ่ื ใช้ทกั ษะเคล่อื นไหวตามแบบ ผสมผสานและการปฏบิ ัติกจิ กรรมทางกายทัง้ แบบ ทกี่ ำหนด อยกู่ บั ท่เี คลื่อนที่ และใช้อปุ กรณป์ ระกอบตาม แบบท่ีกำหนด เช่นการฝึกกายบริหาร ยดื หยุ่นขน้ั พื้นฐาน เปน็ ต้น 2. เล่นเกมนำไปสู่กีฬาที่เลือกและกิจกรรมการ 2. เกมนำไปสู่กฬี าและกิจกรรมแบบผลดั ทีม่ กี ารตี เคล่ือนไหวแบบผลดั เขีย่ รับ-สง่ สิ่งของ ขว้างและว่ิง 3. ควบคมุ การเคลอื่ นไหวในเร่ืองการรับแรง การ 3. การเคลอ่ื นไหวในเร่อื งการรบั แรง การใช้แรง ใช้แรง และความสมดลุ และความสมดุล 4 . แสดงทกั ษะกลไกในการปฏิบตั ิกจิ กรรมทาง 4. ทกั ษะกลไกทส่ี ่งผลตอ่ การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทาง กายและเลน่ กฬี า กายและเล่นกฬี า 5. เลน่ กีฬาไทยและสากล ประเภทบุลคลและ 5. การเล่นกฬี าไทย เช่น ตะกรอ้ วง ว่งิ ชักธงและ ประเภททมี อย่างละ 1 ทีม กฬี าสากล เช่น กรฑี า ประเภทลู่ แบดมินตัน เป ตอง ฟตุ ซอล เทเบลิ เทนนสิ ว่ายน้ำ 6.อธิบายหลกั การและเข้ารว่ มกิจกรรม 6. หลักการและกจิ กรรมนนั ทนาการ นนั ทนาการ อย่างน้อย 1 กิจกรรม
12 ตาราง 4 สาระที่ 3 การเคลอ่ื นไหวการออกกำลังกายการเล่นเกมกฬี าไทยและกฬี าสากล มาตรฐาน พ 3.2 รกั การออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบตั เิ ป็นประจำ ช่นื ชมใน สนุ ทรียภาพของการกฬี า ตัวชี้วดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 1. ออกกำลงการอย่างมรี ูปแบบเลน่ เกมทีใ่ ช้ 1. หลกั การและรูปแบบการออกกำลังกาย ทักษะการคิดและตัดสินใจ 2. การออกกำลังกายและการเล่นเกม เช่น เกม เบด็ เตล็ด เกมเลียนแบบ เกมนำ และการละเล่น พื้นเมอื ง 2. เล่นกีฬาท่ีตนเองชอบอย่างสมำ่ เสมอโดยสร้าง 3. การเล่นกีฬาไทยและสากลประเภทบลุ คลและ ทางเลือกในวิธกี ารปฏิบัตขิ องตนเองอย่าง ทมี ท่เี หมาะสมกับวัยอยา่ งสมำ่ เสมอ หลากหลาย และมนี ้ำใจนักกฬี า 4. การสร้างทางเลือกในวิธีปฏบิ ัตใิ นการเลน่ กีฬา อยา่ งหลากหลายและมีน้ำใจนักกีฬา 3. ปฏิบตั ติ ามกฎ กติกาการเล่นเกมกฬี าไทยและ 5. กฎ กติกาในการเลน่ เกมกฬี าไทยและกฬี า กีฬาสากลตามชนิดกีฬาที่เลน่ สากลตามชนิดกฬี าท่ีเลน่ 6. วิธีการรุกและวธิ ีการป้องกันในการเล่นกีฬาไทย และกฬี าสากล 4. ปฏบิ ตั ติ นตามสทิ ธิของตนเองไม่ละเมิดสิทธิ 7. สิทธิของตนเองและผู้อ่นื ในการเล่นเกมและ ผอู้ นื่ และยอมรบั ในความแตกต่างระหว่างบคุ คล กฬี า ในการเล่นเกมและกฬี าไทย กีฬาสากล 8. ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลในการเล่นเกม และกฬี า
13 ตาราง 5 สาระที่ 4 การสร้างเสรมิ สุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกัน มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคณุ ค่าและมที กั ษะในการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ การดำรงสขุ ภาพ การ ป้องกันโรคและการสรา้ งเสริม ๆ สมรรถภาพเพอื่ สุขภาพ ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 1. แสดงพฤตกิ รรมที่เห็นความสำคัญของการ 1. ความสำคญั ของการปฏิบัตติ นตามสขุ บญั ญตั ิ ปฏิบัตติ นตามสุขบญั ญตั ิแหง่ ชาติ แห่งชาติ 2. คน้ หาขอ้ มูลขา่ วสารเพ่ือใช้สรา้ งเสรมิ สุขภาพ 2. แหล่งและวธิ ีคน้ หาข้อมลู ข่าวสารทางสุขภาพ 3. การใช้ขอ้ มลู ขา่ วสารในการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ 3. วิเคราะหส์ อื่ โฆษณาในการตดั สินใจเลอื กซื้อ 4. การตัดสินใจเลือกซื้ออาหารและผลติ ภณั ฑ์ อาหารและผลติ ภณั ฑส์ ขุ ภาพอย่างมีเหตุผล สุขภาพ(อาหาร เครื่องสำอาง ผลติ ภณั ฑ์ดแู ล สุขภาพในชอ่ งปาก ฯลฯ) 4. ปฏิบตั ติ นในการปอ้ งกันโรคทพ่ี บบอ่ ยใน 5. การปฏบิ ตั ติ นในการป้องกันโรคที่พบบอ่ ยใน ชวี ติ ประจำวนั ชีวติ ประจำวัน เช่น ไขห้ วดั ,ไข้เลอื ดออก,โรค ผวิ หนัง,ฟันผุและโรคปริทนั ต์ ฯลฯ 5. ทดสอบและปรับปรงุ สมรรถภาพทางกายตาม 6. การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 7. การปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการ ทดสอบสมรรถภาพทางกาย
ตาราง 6 สาระที่ 5 ความปลอดภยั ในชวี ติ 14 มาตรฐาน พ 5.1 ป้องกนั และหลกี เล่ยี งปจั จยั เสย่ี ง พฤติกรรมเสย่ี งต่อสขุ ภาพ อบุ ัติเหตุ การ ใชย้ าสารเสพติด และความรุนแรง ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง 1. วิเคราะห์ปจั จัยท่มี อี ทิ ธพิ ลต่อการใชส้ ารเสพ 1. ปัจจยั ทมี่ ีอิทธพิ ลต่อการใชส้ ารเสพติด ตดิ (สรุ า บหุ ร่ี ยาบา้ สารระเหย ฯลฯ) - ครอบครวั สังคม เพอื่ น - คา่ นยิ ม ความเช่ือ - ปญั หาสขุ ภาพ - สื่อ ฯลฯ 2. วิเคราะห์ผลกระทบของการใชย้ าและสารเสพ 2. ผลกระทบของการใชย้ าและสารเสพตดิ ที่มีผล ตดิ ที่มีผลต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และ ต่อรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญา สติปัญญา 3. ปฏิบตั ติ นเพื่อความปลอดภยั จากการใช้ยา 3. การปฏิบตั ติ นเพ่ือความปลอดภยั จากการใช้ยา และหลกี เล่ียงสารเสพติด 4. การหลีกเล่ียงสารเสพติด 4.วเิ คราะห์อทิ ธพิ ลของส่ือทีม่ ีตอ่ พฤติกรรม 5. อทิ ธพิ ลของสื่อท่มี ีต่อพฤตกิ รรมสุขภาพ สุขภาพ (อินเตอร์เนต็ เกม ฯลฯ) 5. ปฏบิ ตั ิตนเพ่อื ปอ้ งกันอนั ตรายจากการเล่น 6. การปฏบิ ตั เิ พอื่ ปอ้ งกนั อันตรายจากการเลน่ กฬี า กฬี า
15 ตาราง 7 โครงสร้างรายวชิ า กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา รายวชิ า สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ช่ือหน่วย มาตรฐาน การ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก ท่ี การเรยี นรู้ เรยี นรู้/ตวั ช้วี ดั (ช่ัวโมง) คะแนน ระบบย่อยอาหาร และ ระบบ ขับถา่ ย มีความสำคญั ตอ่ การดำรงชวี ติ การ 1 ระบบใน ร่างกาย พ 1.1 ป.5/1, เจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการ 4 4 4 4 ป.5/2 ของร่างกาย จึงควรดูแลอย่าง 4 4 4 4 ถูกตอ้ งเพื่อให้การเจริญเตบิ โต และพฒั นาการเปน็ ไปตามวัย การเจรญิ เตบิ โตทาง รา่ งกายทำให้เกิดการ 2 เพศศกึ ษา พ 2.1 ป.5/1 เปล่ยี นแปลงทางเพศ จึงต้อง ดแู ลตนเอง และวางตวั ที่ เหมาะสมกบั เพศตาม วัฒนธรรมไทย ครอบครัวตามวฒั นธรรม ไทยเปน็ ครอบครวั ท่ีอบอุ่น 3 ครอบครวั พ 2.1 ป.5/2, การมพี ฤตกิ รรม ทพี่ ึงประสงค์ และเพื่อน ป.5/3 จะชว่ ยแก้ปญั หาความขดั แยง้ ในครอบครัวและกลุ่มเพือ่ น การปฏิบตั ติ นตามหลกั สขุ บญั ญตั แิ ห่งชาตจิ ะส่งผลให้ 4 สุขบัญญตั ิ พ 4.1 ป.5/1 ผ้ปู ฏบิ ัตมิ สี ขุ ภาพรา่ งกายท่ี แหง่ ชาติ แขง็ แรง สมบูรณ์
16 ตาราง 7 โครงสรา้ งรายวชิ า (ตอ่ ) กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา รายวิชา สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก ท่ี การเรียนรู้ การเรยี นร/ู้ (ช่ัวโมง) คะแนน ตัวช้วี ดั ขอ้ มูลสขุ ภาพมีประโยชนต์ อ่ การ 5 ขา่ วสาร พ 4.1 ป.5/2 ดูแลและสร้างเสริมสุขภาพ จงึ ต้อง 4 4 สขุ ภาพ สืบค้น จากแหล่งข้อมูลทเ่ี ช่ือถือได้ การตัดสนิ ใจเลือกซ้ืออาหารและ อาหารและ ผลิตภัณฑ์สขุ ภาพ ควรมหี ลักในการ 4 4 6 ผลติ ภัณฑ์ พ 4.1 ป.5/3 พิจารณาเลือกซ้อื ที่ถูกต้องและมี สขุ ภาพ เหตุผลใน การตัดสินใจ จึงจะส่งผล ดตี ่อร่างกาย อาการเจ็บป่วยที่เกดิ จากโรค ส่งผลตอ่ ชวี ิตประจำวนั ดังนัน้ เราจงึ 7 โรคควรรู้ พ 4.1 ป.5/4, ควรรู้วิธีปอ้ งกนั ตนเองจากโรคทพี่ บ 4 5 ป.5/5 บ่อยในชีวิตประจำวัน จะชว่ ยลด ความรนุ แรงของโรคและการแพร่ ระบาดของโรคได้ สารเสพตดิ เปน็ สารอันตรายท่มี ี หลายประเภท และสง่ ผลกระทบตอ่ พ 5.1 ป.5/1, ผู้เสพท้งั ทางด้านร่างกาย จิตใจ 45 8 สารเสพติด ป.5/2,ป.5/3 อารมณ์สังคม และสติปัญญา ดังนน้ั จึงตอ้ งรู้วิธีการปฏิบัติ ตนเพื่อ ป้องกนั ตนเอง และหลีกเล่ยี งการ ใช้สารเสพติด
17 ตาราง 7 โครงสรา้ งรายวิชา (ต่อ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา รายวิชา สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ชื่อหนว่ ย มาตรฐาน การ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก ท่ี การเรยี นรู้ เรยี นรู้/ตวั ช้วี ดั (ชั่วโมง) คะแนน ข้อควรรู้ พ 5.1 ป.5/2, การใช้ยารักษาโรคอาจทำให้ 9 เก่ียวกับยา ป.5/3 เกิด อนั ตรายต่อผู้ใชไ้ ดด้ งั นั้นจงึ 4 4 ตอ้ งใช้ยาอยา่ ง ถูกวิธเี พ่ือความ ปลอดภัย 10 สอ่ื กับตัวเรา พ 5.1 ป.5/4, ส่อื ตา่ งๆ มอี ทิ ธิพลต่อพฤติกรรม ป.5/5 การดูแลสุขภาพของเรา ดังน้นั เรา 4 4 จึงควร เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม สอบกลางภาค - 10 11 เคลอื่ นไหว พ 3.1 ป.5/1, การเคล่ือนไหวร่างกายและ 6 4 รา่ งกายและ ป.5/3 ยดื หยนุ่ ข้นั พน้ื ฐาน เป็นการฝกึ ยดื หยุ่นขน้ั ทกั ษะและควบคมุ การเคล่อื นไหว พนื้ ฐาน ในการรับแรง การใชแ้ รง และ ความสมดลุ 12 กายบริหาร พ 3.1 ป.5/1, การเคลือ่ นไหวร่างกายให้เขา้ 4 4 ป.5/4 กับ จังหวะจะทำใหผ้ ้ฝู กึ เกิดความ แข็งแรง และเกดิ ความเพลิดเพลิน การเล่นเกมและกจิ กรรม ทางกาย ชว่ ยส่งเสริมทักษะการ เกมและ พ 3.1 ป.5/2, เคลอ่ื นไหว ทกั ษะ การคดิ และยัง 13 กจิ กรรม ป.5/4 ทำให้เกดิ ความสนกุ สนาน ดังน้ัน 8 4 ทางกาย พ 3.2 ป.5/1, การปฏบิ ตั ิกิจกรรมดงั กล่าวจะตอ้ ง ป.5/3, ป.5/4 ปฏิบัตติ ามกฎ กตกิ าของการเล่น เพอ่ื ความปลอดภัย
18 ตาราง 7 โครงสร้างรายวชิ า (ตอ่ ) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศึกษา รายวชิ า สขุ ศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน การ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก ท่ี การเรียนรู้ เรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด (ชว่ั โมง) คะแนน พ 3.1 ป.5/4, กีฬา เปน็ กิจกรรมท่ีต้องใช้ ป.5/5 ทกั ษะ การเคลือ่ นไหวรา่ งกาย 14 กฬี า พ 3.2 ป.5/2, และมีกฎ กตกิ าใน การเล่น ผู้เล่น 8 6 ป.5/3, ป.5/4 จึงต้องฝึกใหเ้ กดิ ทกั ษะและ ปฏบิ ัติ พ 5.1 ป.5/5 ตามกฎ กตกิ าการเล่นตามชนิด กฬี า ใหถ้ กู ตอ้ งและมีน้ำใจนกั กีฬา 15 กิจกรรม กจิ กรรมนันทนาการเปน็ นนั ทนาการ กิจกรรมที่ ทำในเวลาว่างและทำ 8 5 พ 3.1 ป.5/6 ใหเ้ กดิ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เปน็ การใช้เวลาว่าง ให้เปน็ ประโยชน์ สมรรถภาพทางกายที่ดยี อ่ มมี สมรรถภาพ ผล ต่อการทำงานท่ีดีการทดสอบ 16 ทางกาย พ 4.1 ป.5/5 สมรรถภาพ ทางกายจะทำให้เรา 6 5 สามารถปรับปรงุ สมรรถภาพทาง กาย เพ่ือประสิทธิภาพใน การ ทำงานท่ีดขี นึ้ ดว้ ย สอบปลายภาค - 20 รวมตลอดปีการศกึ ษา 80 100
19 2. ทักษะพนื้ ฐานการเล่นกฬี าฟตุ ซอล 2.1 ทกั ษะพนื้ ฐานการเลยี้ งลกู ฟุตซอล หมายถงึ การนำพาหรือการทผ่ี เู้ ล่นเคลอ่ื นท่ไี ปพรอ้ มกับ ลูกซอล โดยใชส้ ่วนหนึง่ สว่ นใดของเท้าสัมผสั ส่วนหนึง่ ส่วนใดของลกู ซอลใหเ้ คลอ่ื นทไี่ ปบนพืน้ ของสนาม จะช้า หรือเรว็ ขน้ึ อย่กู บั จุดมุง่ หมายและตำแหนง่ ของคตู่ อ่ สู้ในสถานการณต์ ่างๆ ความสำคญั ของการเลยี้ งลกู ซอล การเล้ียงลูกซอลเปน็ เทคนคิ วิธีการเล่น การสัมผสั บงั คับลกู ซอลขณะเดยี วกันก็ตอ้ งใชท้ กั ษะการ เคล่อื นไหวเคลอื่ นทีข่ องรา่ งกายมาผสมผสานเป็นลีลาของผู้เล่นทแี่ สดงออกเหมือนเป็นศิลปะโดยมีจุดม่งุ หมาย ของการเล้ยี ง คอื 1. การเล้ยี งเพื่อการครอบครองลูกซอล 2. การเลี้ยงเพื่อหลบหรือหลอกล่อคู่ตอ่ สู้ 3. การเลี้ยงเพ่ือไปสพู่ ้นื ที่วา่ ง การจะใช้วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กบั เหตแุ ละผลทีจ่ ะทำให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์เฉพาะอยา่ ง ถา้ ผู้เลน่ มี ความชำนาญในการเล้ยี งลกู ซอล รูแ้ ละเขา้ ใจในเหตุและผลของการเลย้ี งลูกซอลแต่ละอยา่ งแล้วกจ็ ะใชว้ ธิ ีการ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งทำให้ไดเ้ ปรียบในการเล่น และท่สี ำคัญผูเ้ ลน่ ควรที่จะฝกึ ใหท้ ำไดด้ ีทัง้ สองเทา้ ปัจจัยพืน้ ฐานในการเลย้ี งลกู ซอล - ตอ้ งมเี ทคนิคในการสัมผสั ลูกซอลที่ดี - มีทกั ษะเกย่ี วกับการเคล่ือนที่ท่ถี กู ต้อง - มีการประสานสัมพันธร์ ะหวา่ งระบบประสาทกบั ระบบกลา้ มเน้ือท่ดี ี - มีความว่องไว รวดเรว็ ในการเคลอ่ื นที่ - มคี วามร้แู ละเข้าใจในยุทธวิธีการเล่นเฉพาะบุคคล ชนดิ ของการเลี้ยงลกู ซอล - การเลย้ี งหรอื การพาลูกซอลด้วยฝา่ เท้า - การเลี้ยงลูกซอลดว้ ยหลงั เทา้ - การเลีย้ งหรอื พาลกู ซอลดว้ ยข้างเท้าด้านนอก - การเลย้ี งหรือพาลกู ซอลด้วยข้างเท้าดา้ นใน 2.2 ทกั ษะพนื้ ฐานการสง่ ลกู ฟุตซอล หมายถึง การใช้สว่ นหนึ่งส่วนใดของเท้าไปกระทบกับลูก ซอล โดยมกี ารสง่ แรงจากสะโพกเพื่อให้ลูกซอลเคลื่อนทีไ่ ปเป้าหมายในทิศทางที่ต้องการ ดว้ ยการสมั ผสั ถกู ที่ สว่ นตา่ งๆ ของลูกซอล ความสำคัญของการส่งลกู ซอล การสง่ เป็นเทคนคิ การจัดการกับลูกซอล เพ่ือให้ไปสูเ่ ปา้ หมายทตี่ อ้ งการอย่างรวดเรว็ กฬี าฟุตซอลเปน็ กีฬาท่ใี ช้เท้าเพ่ือการเล่น ดงั น้นั จึงควรฝกึ การใช้เทา้ สง่ ลกู ซอลใหไ้ ด้ในทกุ ส่วนของท้งั สองเทา้
20 ชนดิ ของการส่งลกู ซอลดว้ ยเท้า - การส่งดว้ ยฝา่ เทา้ - การสง่ ด้วยหัวรองเท้า - การส่งดว้ ยหลงั เท้า - การสง่ ดว้ ยข้างเท้าดา้ นใน - การสง่ ด้วยขา้ งเทา้ ด้านนอก - การส่งด้วยสน้ เท้า ปจั จัยทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการสง่ ลกู ซอล - เทา้ หลกั ในการยืน - เทา้ ที่ใช้สง่ ลกู ซอล (ลักษณะทจ่ี ะกระทบลกู ซอล) - การเหวี่ยงและการส่งแรง จดุ สำคัญในการสง่ ลกู ซอล - ความแนน่ อน แมน่ ยำ - การให้น้ำหนกั หรือใช้แรงกระทบส่งผ่านลกู ซอล - การสมั ผัสหรอื กระแทกลูกซอล (จดุ กระทบข้ึนอยกู่ บั เปา้ หมาย) - การทรงตัว การเหว่ยี งขาเพื่อสง่ แรง - การมองเหน็ เปา้ หมายและเน้นมองท่ีลูกซอลขณะทส่ี ่ง - ใชไ้ ดท้ ั้งสองเท้า 2.3 ทักษะพน้ื ฐานการรับลูกฟุตซอล หมายถงึ การท่ีผ้เู ล่นใช้สว่ นหนึ่งส่วนใดของร่างกายสมั ผสั ลูกซอลเพื่อทีจ่ ะให้ลกู ซอลหยุดหรอื ควบคุมเพื่อทจ่ี ะเลน่ ต่อเน่ือง ยกเว้นการใชม้ อื และแขนสำหรับผู้เลน่ (ผรู้ ักษาประตใู ช้มอื และแขนได้) ความสำคญั ของการรบั ลกู ฟตุ ซอล การรับลกู ซอล เป็นวิธีการหน่งึ ซึ่งถ้าผู้เล่นปฏบิ ตั ไิ ด้อย่างดจี ะสง่ ผลต่อการเล่นใหไ้ ดเ้ ปรยี บเหนือคู่ ตอ่ สู้ จากการส่งตอ่ ให้เพือ่ นรว่ มทีมยิงประตูหรือเลีย้ งลูกซอลในลักษณะต่างๆ ดว้ ยตัวเอง การรบั ลกู ซอลจะไม่ ใชแ้ รงเข้าปะทะลกู ซอล - ก่อนจะรบั ต้องมองเหน็ ตำแหน่งรอบๆ ตัว - สว่ นที่จะใช้รบั ลกู ซอลต้องเปน็ แนวเดียวกับลกู ซอล - ไม่ใชแ้ รงปะทะผา่ นส่วนทจ่ี ะรบั ลกู ซอล (ปฏิบัตติ รงขา้ มกับการสง่ ) - ลกู ซอลต้องอยดู่ า้ นหนา้ ภายใต้การครอบครองทจี่ ะเล่นต่อได้ - ก่อนจะรบั ลูกซอลควรเคลอ่ื นไหวเคลอ่ื นท่ีหลอกลอ่ หรือเพอ่ื ตรวจสอบตำแหน่งของคู่ต่อสู้ กอ่ นทุกคร้ัง
21 ชนดิ ของการรับลูกซอล 1. การรับลกู ซอลท่ีกล้ิงเรยี ดมากบั พื้นด้วย - ฝา่ เท้า - ขา้ งเท้าดา้ นใน - ขา้ งเท้าดา้ นนอก - หลังเทา้ 2. การรบั ลกู ซอลทล่ี อยมาในอากาศ (Volley) ดว้ ย - หลังเท้า - หนา้ อก - หน้าขา - ขา้ งเทา้ ดา้ นใน - ขา้ งเทา้ ด้านนอก - ศรี ษะ 3. การรบั ลกู ซอลที่กระดอนจากพื้นด้วย (Half-Volley) - ฝา่ เท้า - ขา้ งเทา้ ดา้ นใน - ข้างเทา้ ด้านนอก - หนา้ แข้ง - หนา้ ทอ้ ง 2.4 ทกั ษะพนื้ ฐานการยิงประตู หมายถงึ การสง่ ลกู ซอลเข้าสปู่ ระตคู ูแ่ ขง่ ขันหรือฝา่ ยตรงขา้ ม ด้วยส่วนตา่ งๆ ของร่างกายตามขอ้ กำหนดของกฎกตกิ าการเล่น ความสำคัญของการยิงประตู ผลของการยงิ ประตนู ำไปสู่ชยั ชนะของทีม การยงิ ประตสู ามารถกระทำได้ทง้ั ลูกซอลท่ีมาเรียดกบั พื้นหรอื ลูกซอลทว่ี างนิ่งกับพื้น ลูกซอลทีล่ อยมาระดับลำตัวหรือกระดอนจากพื้น และลูกซอลทีล่ อยสงู กวา่ ลำตวั การจะใชส้ ว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของร่างกายเพือ่ การทำประตูขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ จงั หวะและโอกาสท่เี ป็นปจั จัยสนบั สนุน ผ้ฝู ึกสอนต้องจัดการฝึกใหผ้ ูเ้ ล่นปฏบิ ัติ จนเกิดเปน็ ปฏิกริ ิยาท่ฉี บั พลันมคี วามแม่นยำและเตม็ ไปดว้ ยพลังในการยิงประตู ชนิดของการยิงประตู ใช้ส่วนต่างๆ ของรา่ งกายเชน่ เดยี วกบั การส่งและรบั ลูกซอล โดยข้นึ อยู่กับสถานการณ์ จงั หวะ และโอกาสวา่ จะใช้สว่ นใดในการยงิ ประตูจึงจะดที ส่ี ดุ ในขณะนั้น สว่ นสำคัญของการยิงประตู - ความแม่นยำ - ความเรว็ และความแรง
22 - ตามองเหน็ เป้าหมายและมองเนน้ ทีล่ กู ซอลขณะที่ยงิ ประตู - ยิงประตูได้ทุกจงั หวะและโอกาสทมี่ ี - ความเปน็ อตั โนมตั หิ รอื สัญชาตญาณในสถานการณ์ 3. รูปแบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏิบัติของแฮรโ์ รว์ (Harrow’s Instructional Model for Psychomotor Domain) ไดน้ ำเสนอแนวคดิ เกี่ยวกับการพฒั นาทกั ษะปฏิบัติว่า การเรียนรู้ทางดา้ น ทักษะปฏิบัตโิ ดยเร่ิม จากระดับทซี่ ับซ้อนนอ้ ยไปถึงระดบั ท่มี ีความซบั ซ้อนมาก ดังนนั้ การกระทำจึงเร่มิ จาก การเคลอื่ นไหว กลา้ มเนื้อใหญ่ไปจนถงึ การเคลอ่ื นไหวกลา้ มเน้ือย่อย ลำดับข้ันดงั กล่าวไดแ้ ก่ การเลยี นแบบ การลงมือ กระทำตามคำสงั่ การกระทำอยา่ งถกู ต้องสมบรู ณ์ การแสดงออกและการกระทำอยา่ งเป็นธรรมชาติ 1) วัตถุประสงคข์ องรูปแบบ รปู แบบนม้ี ุ่งชว่ ยให้ผ้เู รียนเกดิ ความสามารถทางด้าน ทักษะปฏิบัติ ต่างๆ กล่าวคือผเู้ รียนสามารถปฏิบตั ิหรือกระทำอยา่ งถูกต้องสมบรู ณ์ และชำนาญ 2) กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ ข้ันท่ี 1 ขน้ั การเลยี นแบบ เปน็ ขั้นที่ใหผ้ ู้เรยี นสังเกตการกระทำท่ตี ้องการให้ผู้เรียนทำได้ ซึ่ง ผ้เู รียนยอมจะรบั รู้หรือสังเกตเหน็ รายละเอียดตา่ งๆ ได้ไมค่ รบถ้วนแต่อย่างน้อย ผเู้ รียน จะสามารถบอกได้ว่า ขนั้ ตอนหลักของการกระทำน้นั ๆ มีอะไรบ้าง ขนั้ ท่ี 2 ขั้นการลงมอื กระทำตามคำสั่ง เมอื่ ผเู้ รยี นได้เห็นและสามารถบอก ขั้นตอนของการ กระทำที่ต้องการเรียนรแู้ ล้ว ใหผ้ ู้เรยี นลงมือทำโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็น ผูเ้ รียนอาจ ลงมอื ทำตามคำส่ังของ ผสู้ อน หรอื ทำตามคำสั่งท่ผี ้สู อนเขียนไว้ในคู่มือกไ็ ด้ การลงมือปฏิบตั ิตามคำสง่ั น้ีแม้ผเู้ รยี นจะยังไม่สามารถทำ ไดอ้ ยางสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยผูเ้ รียนก็ได้ประสบการณ์ในการลงมอื ทำ และคน้ พบปัญหาต่างๆ ซึง่ ช่วยให้เกิด การเรียนรู้ และการปรับการกระทำให้ถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ขึ้น ขน้ั ที่ 3 ขน้ั การกระทำอย่างถูกต้องสมบรู ณ์ ขน้ั น้ีเป็นข้นั ที่ผู้เรยี นจะตอ้ งฝึกฝนจนสามารถทำ สิ่งนนั้ ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องสมบูรณ์ โดยไม่จำเปน็ ตอ้ งมีแบบอย่างหรือมคี ำสั่งนำ ทางการกระทำ การกระทำที่ ถกู ต้องแมน่ ตรง พอดี สมบูรณ์แบบเป็นสิง่ ท่ผี ู้เรียนจะตอ้ งสามารถทำไดใ้ นขัน้ นี้ ข้ันที่ 4 ขั้นการแสดงออก ขั้นนีเ้ ป็นขนั้ ที่ผเู้ รยี นมีโอกาสได้ฝึกฝนมากข้ึน จนกระท่ัง สามารถ กระทำสง่ิ นั้นได้ถูกตอ้ งสมบูรณแ์ บบอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว ราบรื่น และดว้ ยความม่ันใจ ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั การกระทำอยา่ งเป็นธรรมชาติ ขน้ั น้เี ปน็ ขน้ั ทผี่ ้เู รียนสามารถกระทำส่งิ นั้นๆ อยา่ ง สบายๆ เปน็ ไปอย่างอัตโนมตั ิ โดยไมร่ ู้สกึ วา่ ต้องใชค้ วามพยายามเปน็ พเิ ศษ ซง่ึ ตอ้ งอาศัย การปฏิบตั บิ อ่ ยๆ ใน สถานการณ์ตา่ งๆ ที่หลากหลายผลท่ผี ูเ้ รยี นจะไดร้ บั จากการเรียนตามรปู แบบ ผ้เู รียนจะเกดิ การพัฒนาทางด้าน ทกั ษะปฏิบตั ิ จนสามารถกระทำไดถ้ กู ต้องสมบรู ณ์
23 1.การสอนทักษะปฏบิ ตั ิ ปรียาพร วงศอ์ นตุ รโรจน์ (2542) กลา่ วว่า การสอนทักษะปฏิบตั เิ ป็นการเน้นการสอนที่มี การ ฝึกฝนและปฏบิ ัติจริงอาจเป็นการปฏิบัติในหอ้ งปฏบิ ัติการ โรงฝกึ งานก็ได้ การสอนทางด้านอาชพี เปน็ การสอน ท่เี ริ่มจากการเรียนของจริงมลี กั ษณะดงั น้ี 1) การสอนทกั ษะปฏบิ ตั ิมคี วามสำคญั ต่อการสอนวิชาชีพเพราะเป็นการนำความรู้ ประยุกต์ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ ทำใหก้ ารเรียนรู้สมบรู ณย์ ่ิงขึน้ 2)องคป์ ระกอบของการสอนทักษะปฏิบัติ ได้แก่ สถานท่ีฝกึ ปฏิบตั ิ อุปกรณ์ เครื่องมือ วัสดุ และเอกสารประกอบการฝกึ ปฏบิ ัติ 3) เทคนคิ ของการสอนควรเน้นหนักในเรื่องสมรรถภาพการปฏบิ ัติงานของผู้เรยี น มากกว่า ทางด้านเนื้อหาวิชาเรียน ยุทธวิธีดังกล่าวจะใช้งานเป็นพืน้ ฐานของการตดั สนิ ว่าจะสอน อะไรตามลำดับ ก่อนหลังจะสอนลกึ ขนาดไหน 4) ข้นั ตอนของการสอนทกั ษะปฏิบตั ทิ างวิชาชพี มีหลักดงั นี้ คอื 4.1) หลักการท่ี 1 เขา้ ใจงานท่ีสอน หมายถึง ความเขา้ ใจในระบบการเรยี น การสอนและกระบวนการพัฒนารายวิชาที่สอน โดยมี 3 ข้นั ตอนคอื (1) ข้ันเตรียม (Preparation phase) เป็นการเตรียมขอ้ มลู และการ ปฏิบัตทิ ี่จำเป็นต่อการทำงานตามรายวิชาทส่ี อน ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจวัตถปุ ระสงคข์ องรายวชิ าดขี ้ึนเป็นการ เตรียมการสอนทีงานมากกว่า เน้ือหา คือ มลี ักษณะงานท่ีสอน วเิ คราะหง์ านที่สอน กำหนดวตั ถุประสงค์ รายวิชา การทดสอบตามเกณฑใ์ หไ้ ด้ผเู้ รยี นทพ่ี ึงประสงค์ มที ักษะท่ีจำเป็น กอ่ นเรยี นอย่างเหมาะสมและ เพียงพอ (2) ขั้นพฒั นา (Development phase) เปน็ การพัฒนาการสอนให้ เกิดตามวัตถปุ ระสงคม์ ีขัน้ ตอนย่อยดังนี้ (2.1)การร่างหนว่ ยการสอน (2.2)การจัดลำดับหนว่ ยการสอน (2.3)การเลือกเน้อื หาวิชาทีส่ อน (2.4)การเลือกกระบวนการ (2.5) จัดลำดบั และจัดทำแผนการสอนที่สมบูรณ์ (2.6) ทำการสอน (3) ขนั้ ปรับปรงุ (Improvement phase) เป็นความจำเป็นท่ีต้องมีการปรับปรุงให้ การสอนทนั สมัยอยูเ่ สมอ กระบวนการสอนท่ีง่ายคอื การตรวจว่าการสอนทำให้ไดผ้ ลตามวัตถปุ ระสงค์ที่เกดิ ข้ึน นั้นทำให้ผเู้ รียนมสี มรรถภาพเพียงใด มีข้ันตอนดังนี้ (3.1) เปรยี บเทียบผลผลิตกับวตั ถุประสงค์ของรายวิชา (3.2) การเปรียบเทยี บวัตถุประสงค์ของรายวิชากับงานท่เี รยี น
24 (3.3) การปรับปรุงแกไข้และทำการสอน 4.2) หลกั การที่สอง สามารถสอน หมายถึง ความเข้าใจสถานภาพและ บทบาทหน้าทีข่ องการเปน็ ครวู ชิ าชพี ความสามารถในการคุมชั้นเรียน ประสานงาน การใชเ้ ทคนคิ วิธีสอนรวมถึงออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูท้ เ่ี หมาะสมและไดผ้ ล 4.3) หลักการทสี่ ามสอนให้เกิดสมรรถภาพ เป็นการเนน้ ให้เกดิ ความรคู้ วามสามารถของ ผูเ้ รียนใหป้ ฏบิ ัติงานได้จริงเปน็ ทน่ี า่ พอใจ 2. หลักการเลือกวิธสี อน ผู้สอนต้องรู้จักเลือกวธิ สี อนใหเ้ หมาะสมอาจใชว้ ธิ สี อนแบบผสมผสานกนได้ ควรคำนงึ ถงึ 1) วิธีสอนเหมาะสมกับเน้ือหาหรือไม่ เช่น การฝกึ ปฏิบัติจะใชท้ งั้ บรรยายและฝกึ ปฏิบัติควบคกู่ ัน ไปได้ 2) วธิ ีสอนควรเหมาะสมกับความถนดั ของผ้สู อน 3) วธิ ีสอนเหมาะกับช่ัวโมงในหลักสตู ร 4) วิธีสอนเหมาะกับจำนวนผ้เู รยี น 5) วิธีสอนเหมาะกับผูเ้ รยี น 3.วิธีการจดั การเรียนการสอน การจัดการเรยี นการสอนแบ่งออกเป็น 3 ข้ันตอน คือข้นั เตรยี ม ข้นั ดำเนนิ กิจกรรมและขั้น ประเมินผล 1) ขัน้ เตรยี มการสอน การเตรียมการสอนเป็นการวางแผนกอ่ นการเขา้ สอน พิจารณาดังนี้ 1.1) การเตรียมการสอนตอ้ งเขา้ ใจจุดมงุ่ หมายรายวิชา เพือ่ ผู้สอนจะได้ ทราบว่ากำลังสอนอะไร เปน็ การกำหนดเนื้อหาวชิ า การจดั กจิ กรรม ใหต้ ่อเน่ืองกัน 1.2) ควรพิจารณาพ้นื ฐานของผเู้ รียนวา่ มีพนื้ ฐานความรเู้ ดิมเปน็ อย่างไร อาจใช้วธิ ีการสอบถามหรือ ทดสอบกอ่ นสอน เพือ่ เตรียมเน้อื หาใหเ้ หมาะสมกับผู้เรียน 1.3) การกำหนดเน้ือหา เตรยี มเนอื้ หาให้ตรงจุดมุ่งหมาย มคี วามสมบรู ณ์ ถูกตอ้ งและเนื้อหาตอ้ งให้เหมาะสมกับลกั ษณะของงานและความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี 1.4) การกำหนดเวลาใหเ้ หมาะสมกับเน้ือหาและกิจการสอนซ่ึงการปฏบิ ัติ จะใชเ้ วลาในการฝึกอย่างไรใชร้ ะยะเวลาสั่นหรือยาวจะตอ่ เนื่องกันอย่างไร 1.5) การกำหนดวัสดุฝึกและอปุ กรณก์ ารสอน เลอื กให้เหมาะสมกับ เนื้อหาและการฝกึ ในวิชานนั้ 2) ขนั้ ดำเนนิ การ เปน็ การดำเนนิ การระหวา่ งสอน เปน็ กระบวนการทต่ี อ่ เนอ่ื งกนั ชั่วโมงแรกเปน็ ชวั่ โมงทส่ี ำคญั แนะนำตนเอง แนะนำรายวชิ า แจ้งจดุ ประสงค์ กำหนดเนื้อหา อธิบาย วชิ าที่เรยี น วธิ ีเรยี นการจัดกิจกรรม การวดั ผลโดยเปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นมสี ่วนร่วม การสอนช่ัวโมงตอ่ ไป ทบทวน และซกั ถามระหว่างเรยี นเน้นใหผ้ ูเ้ รยี นมีสว่ นร่วม มีการสรุปบทเรยี นและทดสอบหลังเรยี น
25 3) ข้นั ประเมนิ ผลเปน็ ขนั้ ตอนสดุ ท้ายว่าผูเ้ รยี นเป็นไปตามจุดประสงคห์ รอื ไม่ โดย กำหนด การผ่านเกณฑห์ รือมาตรฐานการวดั สรปุ การสอน หมายถึง วิธกี ารท่คี รูนำมาใช้ในการเรียนการสอน ซง่ึ วัตถปุ ระสงค์เพือ่ ให้ผู้เรียนได้ มีการเรยี นรู้ การสอนแบ่งออกได้หลากหลาย ดังนน้ั จงึ เปน็ หน้าท่ีของครผู ู้สอนจะต้องเลอื กวธิ ีการท่ีเหมาะสม มาใชก้ บั การจดั การเรยี นรขู้ องผู้เรียน ให้สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์การสอนและพ้ืนฐานของผู้เรยี นและจำนวน ผู้เรยี น 4. แผนการจดั การเรยี นรู้ ความหมายของแผนการจดั การเรยี นรู้ อาภรณ์ ใจเทยี่ ง (2546: 213) ไดก้ ลาวไวว้ า่ แผนการจัดการเรยี นรู้ หรือแผนการเรียนรู้ เปน็ คำใหม่ ท่นี ำมาใช้ในหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2544 เหตุทใ่ี ชค้ ำ “แผนการจดั การเรยี นร้”ู แทนคำ “แผนการสอน” เพราะตอ้ งการใหผ้ สู้ อนมุ่งจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคญั เพ่ือให้ สอดคลอ้ งกับเปา้ หมายของการจัดการศึกษาท่ีบง่ ไวใ้ นมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศักราช 2544 ทกี่ ล่าวไวว้ ่า “การจดั การศกึ ษาต้องยดึ หลกั วา่ ผเู้ รยี นทุกคนมีความสามารถเรยี นร้แู ละ พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผูเ้ รียนสำคญั ที่สุด” สุวิทย์ มูลคำ (2549: 58) ได้กล่าวไวว้ ่าแผนการจดั การเรียนรู้ คอื แผนการเตรียมการสอนหรอื กำหนดกิจกรรมการเรยี นรู้ไวล้ ่วงหน้าอยา่ งเป็นระบบและจัดทำไว้เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร โดยมีการรวบรวม ขอ้ มูลต่าง ๆ มากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อใหผ้ เู้ รียนบรรลุจดุ มงุ่ หมายท่ีกำหนดไว้ พรชัย ผาดไธสง (2560: 288) ได้ใหค้ วามหมายของแผนการจัดการเรยี นรูว้ ่า หมายถงึ กระบวนการ นำหลกั สูตรสถานศกึ ษาไปสกู่ ารจดั การเรียนรใู้ นช้ันเรียน โดยผสู้ อนดำเนินการอยา่ งเป็นลายลักษณ์อกั ษร มี การวเิ คราะหห์ ลกั สูตรสถานศกึ ษา การวเิ คราะห์หนว่ ยการเรยี นรู้และการจัดทำกำหนดการจดั การเรียนรู้เพื่อ พัฒนาไปสู่การจัดทำแผนการจดั การเรียนรู้ จากความหมายขา้ งตน้ สรุปไดว้ ่า แผนการจัดการเรยี นรู้ หมายถึง แผนการจดั การเรียนการจดั การ เรียนการสอนท่ีครผู สู้ อนไดจ้ ดั ทำขึน้ ไวล้ ่วงหนา้ ซ่ึงไดว้ เิ คราะหจ์ ากหนว่ ยการเรียนรู้เพ่ือใหผ้ เู้ รียนบรรลุตาม จดุ ม่งุ หมายที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ ความสำคัญของแผนการจัดการเรยี นรู้ เอกรินทร์ ส่มี หาศาล (2545: 409) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสำคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้ ไว้ว่า การวางแผนจดั การเรยี นร้จู ะช่วยใหผ้ ู้สอนทราบวา่ ในแต่ละสปั ดาหห์ รอื แต่ละชัว่ โมงผสู้ อนควรจะสอน รายวชิ าใด ขอบข่ายสาระการเรยี นรคู้ รอบคลุมเร่อื งราวอะไรบา้ ง รวมท้งั การสำรวจสภาพปญั หาต่าง ๆ ท่จี ะ ชว่ ยให้ผ้สู อนเกดิ ความมั่นใจในการจดั การเรยี นรู้และสามารถทำการประเมนิ ผลผเู้ รียนทำให้ผเู้ รยี นสามารถ พัฒนาตนเองในดา้ นตา่ ง ๆ ไดต้ ามเป้าหมาย พรชัย ผาดไธสง (2560: 277) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสำคญั ของแผนการจัดการเรยี นรู้ ไว้ดังนี้ 1. ชว่ ยให้ผ้สู อนเห็นความตอ่ เนือ่ งของการจดั การเรยี นรตู้ ามหลักสูตร
26 2. สามารถออกแบบการจดั การเรยี นรูไ้ ด้สอดคล้องกับความถนดั ความสนใจและความตอ้ งการ ของผู้เรียน 3. ช่วยใหผ้ ้สู อนสามารถเลือกรปู แบบและเทคนิคการจัดการเรยี นรู้ไดส้ อดคล้องกบั เนื้อหา 4. ชว่ ยให้การจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์และแหล่งการเรียนรใู้ หพ้ รอ้ มก่อนดำเนินการจดั การเรียนรู้ จรงิ 5. ผสู้ อนมคี วามมนั่ ใจและเชอื่ มั่นในการจดั การเรียนรู้ 6. ช่วยให้ผู้สอนสามารถปรบั ปรุง แกไ้ ขข้อบกพร่องจากการจัดการเรียนรู้ทพี่ บ 7. ผ้อู ่ืนสามารถสอนแทนได้ในกรณที ม่ี ีเหตจุ ำเป็นทีผ่ ู้จัดทำแผนการจดั การเรยี นรู้ไม่สามารถ ดำเนนิ การได้ 8. เปน็ หลกั ฐานสำหรบั การพจิ ารณาผลงานและคุณภาพในการปฏบิ ัติการสอน 9. เป็นเครอ่ื งบ่งช้คี วามเป็นวิชาชีพของครูผสู้ อน องค์ประกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้ เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ (2552) องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เปน็ สงิ่ ท่คี วร ตระหนักถึงเป็นอยา่ งยิง่ เนือ่ งจากการเขียนแผนการจัดการเรียนรจู้ ำเป็นต้องเขียนตามลำดับองคป์ ระกอบและ หากขาดองค์ประกอบใดก็มอิ าจทำใหแ้ ผนการจดั การเรยี นร้นู ้ันสมบรู ณ์ เมอ่ื พจิ ารณาแลว้ การศึกษาวิเคราะห์ องคป์ ระกอบของแผนโดยท่ัวไปจะมี 7 องค์ประกอบดงั นี้ 1. สาระสำคญั เป็นการเขยี นในลักษณะเปน็ ความคดิ รวบยอด หรือ Concept 2. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เขียนในลักษณะจุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม ซ่ึงเมือ่ ผู้เรียนไดล้ งมือปฏบิ ตั ิ ทกุ พฤติกรรมในแตล่ ะแผนการเรยี นรขู้ องหน่วยการเรยี นรู้ แลว้ บรรลผุ ลตามวัตถปุ ระสงค์ ตวั ช้ีวัด และมาตรฐานผลการเรียนร้ทู กี่ ำหนดไว้ในแต่ละหน่วย 3. สาระการเรียนรู้ เป็นการเขียนเนื้อหาสาระในลกั ษณะเปน็ ประเด็นสำคญั ส้นั ๆ สอดคล้องกบั เนือ้ หาสาระทก่ี ำหนดไว้ในแผนการจัดการเรยี นรู้ 4. กิจกรรมการเรียนรู้ ระบวุ ธิ สี อน กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เทคนิคการสอนที่ หลากหลาย เมื่อจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ครบถว้ นบรรลวุ ัตถปุ ระสงคใ์ นการเรียนรู้ เม่ือเรียนครบทุก แผนการจดั การเรียนรู้ ผู้เรียนจะไดร้ ับความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ ครบถว้ นตามเป้าหมายการเรียนรู้ของตวั ชวี้ ดั และมาตรฐานการเรียนรทู้ ่กี ำหนดไว้ โดยออกแบบการ จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ผี่ ู้เรียนตอ้ งปฏบิ ัติในแตล่ ะรายช่ัวโมงอย่างชดั เจน 5. สอ่ื แหลง่ การเรียนร้ใู นแต่ละแผนการจัดการเรยี นรู้ จะกำหนดสือ่ การเรียนรู้ทใี่ ช้ ประกอบการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน มีใบความรู้ ใบงาน แบบฝกึ ทกั ษะการเรยี นรู้เอกสาร เพมิ่ เตมิ สำหรับผสู้ อนตามความเหมาะสมและบอกแหล่งเรียนรทู้ สี่ ำคญั ท่จี ะช่วยใหก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เปน็ ไปตามเปา้ หมายทก่ี ำหนด
27 6. การวดั และประเมินผล ทกุ แผนการจัดการเรียนรู้ จะระบุรายละเอยี ดเกยี่ วกับเรื่อง การวดั และประเมินผล ทุกแผนการการจดั การเรียนรู้จะระบุรายละเอยี ดเก่ียวกบั เร่ืองการวดั และประเมินผลคอื หลกั ฐานการเรยี นรู้ ร่องรอยการเรยี นรู้ วิธีการวดั และประเมินผล เคร่ืองมอื ในการวัดและประเมินผล 7. บันทกึ ผลการจัดการเรยี นรู้ เป็นการบันทกึ ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ใู นแต่ละแผนการ จัดการเรียนรู้เพ่ือนำไปปรบั ปรุงและพฒั นาวธิ ีการจัดการเรียนรใู้ หบ้ รรลุเปา้ หมาย พรชัย ผาดไธสง (2560: 296 – 297) กล่าววา่ แผนการจดั การเรียนรจู้ ะมอี งคป์ ระกอบท่สี อดคลอ้ ง กับหลกั สตู รในแตล่ ะระดบั เช่น ระดบั การศึกษาปฐมวยั ระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ระดับอาชวี ศึกษาและ ระดับอุดมศกึ ษา โดยผู้สอนสามารถดำเนินการปรบั เปล่ียนได้ตามบริบทของหลกั สูตร ในขน้ั นีจ้ ะนำเสนอ แผนการจดั การเรียนรู้ทสี่ อดคล้องกบั หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560 ซง่ึ ควรมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. ส่วนหวั ของแผนฯ 2. สาระการเรยี นรู้ (เน้อื หา) 3. สาระสำคัญ 4. ตัวชี้วดั 5. มาตรฐานการเรยี นรู้ 6. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 7. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน 8. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 9. กระบวนการจดั การเรียนรู้ 10. ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ 11. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล 11.1 การวดั ผล 11.1.1 วธิ ีการวัด 11.1.2 เครอ่ื งมอื ที่ใชว้ ดั 11.1.3 เกณฑ์การใหค้ ะแนน 11.2 การประเมนิ ผล 11.2.1 เกณฑก์ ารตัดสิน 11.2.2 เกณฑ์การกำหนดระดับคุณภาพ 12. ข้อเสนอแนะและความคดิ เหน็ เพมิ่ เติมของผ้ตู รวจ 13. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 13.1 ผลการเรียนรู้ 13.2 ปญั หาและอปุ สรรค 13.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา
28 14. กิจกรรมเสนอแนะ 15. คะแนนที่ไดจ้ ากการวัดผล 16. ภาคผนวก กระบวนการพฒั นาแผนการจัดการเรียนรู้ หลกั สูตรในแต่ละระดับได้กำหนดองคป์ ระกอบท่สี ำคัญเอาไว้ เพื่อให้ผูท้ ี่มีหนา้ ท่ีในการนำหลักสูตรไป พฒั นาตอ่ จนกลายเป็นแผนการจดั การเรียนรู้ ทีส่ ามารถนำไปใช้ปฏิบัตกิ ารจัดการเรียนรู้ในชัน้ เรยี นได้ แผนการ จดั การเรียนรจู้ งึ เป็นเอกสารทางวชิ าการท่สี ำคัญ ท่ผี ้รู ับผดิ ชอบในการจัดการเรยี นรู้ใหแ้ ก่ผเู้ รยี นต้องจัดทำและ ถือได้ว่าเปน็ ภารกจิ บังคับ ในการดำเนินการดงั กลา่ วผ้สู อนจะต้องจัดทำไวล้ ่วงหน้าก่อนท่จี ะมีการเรยี นการสอน ในห้องเรียน กระบวนการพัฒนาแผนการจดั การเรยี นรู้ มกี ารดำเนินการหลายขน้ั ตอน ผู้จัดทำต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจอยา่ งชดั เจนตัง้ แตก่ ระบวนการแรก จนสนิ้ สดุ จึงนำเสนอกระบวนการในการพัฒนาแผนการจัดการ เรยี นรทู้ ่สี อดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 และฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560 ตามลำดับ ดังนี้ (พรชัย ผาดไธสง. 2560: 265-278) ขน้ั ที่ 1 การเรียนรหู้ ลกั สูตรสถานศกึ ษา ขนั้ ที่ 2 การศึกษา วิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้ ขัน้ ที่ 3 การจัดทำกำหนดการจดั การเรยี นรู้ ขั้นที่ 4 การเลือกรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ขน้ั ที่ 5 การเขียนรายละเอยี ดของแผนการจดั การเรียนรู้ ขน้ั ท่ี 6 การประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นท่ี 7 การปรบั ปรุงแก้ไขและพัฒนา ขั้นที่ 1 การเรยี นรหู้ ลักสูตรสถานศกึ ษา ในขน้ั ที่ 1 การเรยี นร้หู ลักสูตรสถานศึกษา เปน็ ขนั้ ตอนท่ผี ้ทู รี่ ับผดิ ชอบแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์รายละเอียดของหลักสูตรสถานศึกษากลมุ่ สาระการเรยี นรู้ที่รับผดิ ชอบและชั้นที่ รบั ผดิ ชอบทุกองคป์ ระกอบให้เขา้ ใจและชดั เจน โดยทวั่ ไปจะพบว่าในหลักสูตรสถานศึกษาจะระบุองค์ประกอบ ท่สี ำคัญตา่ ง ๆ ไว้ดงั นี้ 1.1 วสิ ยั ทัศน์ 1.2 พันธกิจ 1.3 เป้าหมาย 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 1.5 โครงสร้าง (เวลาเรียน) 1.6 มาตรฐานการเรียนรู้ 1.7 ตวั ชี้วดั ช้นั ปี/ ตวั ช้วี ดั ช่วงช้ัน 1.8 สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง / สาระการเรยี นรทู้ ้องถ่ิน 1.9 คำอธบิ ายรายวชิ า
29 1.10 หน่วยการเรียนรู้ 1.11 สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ 1.12 กระบวนการจัดการเรียนรู้ 1.13 ระเบียบการวัดและประเมนิ ผลของโรงเรียน และเอกสารหลกั ฐานทางการศึกษา องค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษาท้งั 13 องคป์ ระกอบ ลว้ นแลว้ แต่มีความสำคัญต่อผูส้ อนที่ จะนำไปพัฒนาตอ่ ให้เป็นแผนการจดั การเรยี นรไู้ ด้ ถา้ วิเคราะหใ์ ห้ละเอียดจะพบว่าองค์ประกอบท้งั หมดจะมี ลักษณะท่ีสมั พันธ์กนั ซ่งึ สามารถจัดออกเป็น 3 กลมุ่ ดังน้ี 1. กลมุ่ ทีเ่ ป็นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ทผ่ี ้เู รยี นตอ้ งบรรลุหลงั จากทีก่ ารจดั การเรียนรู้ ส้ินสดุ ลง เช่น วิสยั ทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมาตรฐานการ เรยี นรู้ 2. กลมุ่ ท่เี ปน็ ขอบเขตของเน้ือหาหรอื สาระการเรยี นรทู้ ีผ่ ู้สอนต้องนำไปดำเนินการจัดการ เรยี นรู้ตลอดทัง้ ปีการศกึ ษา เช่น ตวั ช้ีวัดช้ันป/ี ตวั ชี้วดั ชว่ งชนั้ สาระการเรียนรแู้ กนกลางสาระการเรียนรู้ ท้องถน่ิ คำอธิบายรายวิชา และหนว่ ยการเรียนรู้ 3. กลุ่มทีเ่ ป็นกระบวนการจัดการเรยี นร้แู ละสิง่ สนับสนุนการจัดการเรยี นรู้ เช่น สือ่ และแหลง่ การเรยี นรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ระเบยี บการวดั และประเมินผลของโรงเรยี น และเอกสารหลกั ฐานทาง การศึกษา จากการทผี่ สู้ อนไปศกึ ษาหลกั สูตรสถานศึกษา สิง่ ท่ีผสู้ อนต้องทำความรจู้ กั และมีความชกั เจนท่สี ุดก็ คอื กลุม่ ท่ี 2 เพราะว่า ผสู้ อนตอ้ งนำเนอื้ หาทงั้ หมดไปจดั การเรียนรใู้ หแ้ กผ่ ู้เรยี นในระยะเวลา 1 ปี และเนือ้ หา นั้นอยู่ทไ่ี หนบา้ ง ผสู้ อนตอ้ งกลับไปตรวจสอบจากองคป์ ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษาในกลุม่ ท่ี 2 อีกครง้ั ซึ่ง จะพบวา่ เน้ือหาทัง้ หมดจะปรากฏอยใู่ นตวั ช้วี ดั ชนั้ ป/ี ตัวช้วี ดั ช่วงชั้น สาระการเรยี นรู้แกนกลาง / สาระการ เรยี นรทู้ ้องถิ่น คำอธิบายรายวิชา และหน่วยการเรียนรู้น่นั เอง อยา่ งไรกต็ าม เน้ือหาทป่ี รากฏอยูใ่ นองค์ประกอบของหลกั สูตรสถานศึกษาท่ีกล่าวมานั้น ถ้า พิจารณาดแู ลว้ จะมีความเหมอื นกนั แตจ่ ะมีความละเอยี ดต่างกัน เช่น การจัดลำดับ หรือการจดั หมวดหมู่ของ เนอ้ื หา ดังน้ันเพื่อไม่ให้เสยี เวลากับการทจี่ ะไปจัดเรียงลำดับของเน้ือหาใหมว่ ่า เน้ือหาใดจะสอนก่อน สอนหลงั ผู้สอนควรพิจารณาหรอื วิเคราะห์ส่วนทเี่ ปน็ หนว่ ยการเรยี นร้ไู ดเ้ ลย ซ่ึงจะเปน็ กระบวนการในข้นั ท่ี 2 ข้นั ที่ 2 การศึกษา วเิ คราะหห์ น่วยการเรยี นรู้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ทรี่ บั ผดิ ชอบและช้นั ที่ รบั ผดิ ชอบ กอ่ นอื่นต้องมาทำความเข้าใจใหช้ ดั เจนกอ่ นว่า หนว่ ยการเรียนรู้ คอื อะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ตามปกติแล้วหนว่ ยการเรยี นรใู้ นหลักสตู รสถานศึกษา จะเป็นการรวบรวมเน้ือหาทั้งหมดท่จี ะนำไปสอนผู้เรียน ทัง้ ปี มาจดั เปน็ กลุ่ม เน้อื หาใดมีลักษณะคล้าย ๆ กันจะถูกจัดใหอ้ ยูใ่ นกลุ่มเดยี วกัน แล้วตั้งชื่อเปน็ หน่วยการ เรียนรู้ตามความเหมาะสม แตม่ ีขอ้ ทีต่ อ้ งนำมาพจิ ารณาคือ หน่วยการเรียนรู้ทส่ี ถานศกึ ษาแต่ละแหง่ จัดทำน้ัน มคี วามแตกตา่ งกันบางโรงเรียนจดทำได้ละเอยี ดและพร้อมท่จี ะนำไปใชด้ ำเนินการตอ่ ได้เลย บางโรงเรยี น ผู้สอนตอ้ งนำมาทบทวนและเพ่มิ เตมิ ในบางส่วนดว้ ย โดยภาพรวมแล้ว หน่วยการเรยี นรู้ เปน็ ผลมาจากการที่
30 ผู้สอนไปนำเนื้อหามาจากตัวช้วี ัดท้งั หมด แล้วมีเขยี นเปน็ คำอธบิ ายรายวิชา และพัฒนาตอ่ จนกลายมาเป็น หน่วยการเรียนรู้ ผู้สอนจะร้ไู ด้ทันทีว่า เน้ือหาท่ีนำมาไว้ในแตล่ ะหนว่ ยการเรยี นรู้ มาจากตัวชว้ี ดั ข้อใด อยู่ใน มาตรฐานการเรียนรู้ขอ้ ใด เพ่ือให้ผ้สู อนมคี วามเข้าใจมากยง่ิ ขึน้ ข้นั ท่ี 3 การจดั ทำกำหนดการจัดการเรยี นรู้ การจดั ทำกำหนดการจดั การเรยี นรู้ เป็นข้นั ตอนท่ผี ้สู อนนำเนื้อหา (สาระการเรียนร้)ู ทั้งหมดท่ี ปรากฏอย่ใู นหน่วยการเรียนรู้ มาพิจารณาจัดลงตามเวลา วัน เดอื น ปี ทีต่ ารางสอนของสถานศกึ ษาได้กำหนด ไว้ทัง้ ปซี ึ่งมีข้ันตอน ดงั นี้ 1. พิจารณาหน่วยการเรยี นรู้ทจ่ี ะสอนใน 1 ปี ตามทีห่ ลกั สูตรสถานศึกษากำหนดแต่ละหน่วย มีกเ่ี นื้อหา ใช้เวลาจดั การเรยี นร้กู ี่ชวั่ โมง 2. แบง่ เน้อื หาท้ังหมดทีป่ รากฏอยู่ในหน่วยการเรยี นรู้ ให้เหมาะสมกบั จำนวนเวลาทจ่ี ะสอนใน แตค่ รง้ั ซึ่งสว่ นมากสถานศึกษาจะใหส้ อนคร้ังละ 1 ช่วั โมง เช่น สมมติว่าในหน่วยที่ 1 มีเนือ้ หาทจ่ี ะตอ้ งสอน ทงั้ หมด 9 เน้ือหา และกำหนดให้ใช้เวลาจัดการเรียนร้เู พียง 3 ชัว่ โมง ดังนน้ั ในการสอนตามหน่วยการเรียนรู้น้ี ครผู ้สู อนต้องนำเอาเนื้อหาทั้ง 9 เน้อื หามาจดั แบ่งใหไ้ ด้ 3 ชัว่ โมง เพอื่ ไปดำเนนิ การจัดการเรียนรจู้ รงิ หนว่ ย การเรยี นรูท้ ่ีเหลือท้ังปใี ห้ดำเนนิ การทำอย่างนี้จนครบผู้สอนจะไดเ้ อกสารอีก 1 เลม่ คอื เอกสารกำหนดการ จดั การเรียนรู้ ดังตวั อยา่ ง ขน้ั ท่ี 4 การเลอื กรปู แบบแผนการจดั การเรียนรู้ การเลือกรปู แบบแผนการจดั การเรยี นรู้ เปน็ ข้ันตอนที่ผู้สอนเลอื กรปู แบบในการเขียนแผนการ จัดการเรียนรู้ ซึ่งมอี ยู่หลายรูปแบบทัง้ นีข้ ้นึ อยู่กับความถนดั ความสนใจของผู้สอน ในข้ันนี้จะขอนำเสนอ องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้ ภายใต้หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พ.ศ. 25551 และฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 มดี ังน้ี (พรชยั ผาดไธสง. 2560: 296 – 297) 1. สว่ นหวั ของแผนฯ 2. สาระการเรยี นรู้ (เนื้อหา) 3. สาระสำคัญ 4. ตัวชี้วดั 5. มาตรฐานการเรยี นรู้ 6. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 7. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น 8. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 9. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (ข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้ /วิธีสอน) 10. ส่ือ/แหล่งเรยี นรู้ 11. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล 11.1 การวัดผล 11.1.1 วิธกี ารวัด
31 11.1.2 เครอ่ื งมือที่ใช้วัด 11.1.3 เกณฑ์การตรวจใหค้ ะแนน (ตามวธิ กี ารวดั ) 11.2 การประเมินผล 11.2.1 เกณฑก์ ารตัดสนิ ผลการเรียน 11.2.2 เกณฑก์ ารกำหนดระดับคุณภาพ (ถา้ ม)ี 12. ขอ้ เสนอแนะและความคิดเห็นเพ่มิ เตมิ ของผูต้ รวจ 13. บันทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้ 13.1 ผลการเรยี นรู้ 13.2 ปญั หาและอุปสรรค 13.3 แนวทางการแกไ้ ขปัญหา 14. กิจกรรมเสนอแนะ 15. การบันทกึ ผลการจดั การเรียนรู้ (คะแนน) 16. ภาคผนวก ขัน้ ท่ี 5 การเขียนรายละเอยี ดของแผนการจัดการเรยี นรู้ องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรียนร้แู ตล่ ะองคป์ ระกอบ มวี ธิ ีการเขยี นรายละเอยี ด ดังนี้ (พร ชัย ผาดไธสง. 2560: 298 – 305) 1. ส่วนหัวของแผนการจัดการเรียนรู้ (Heading) ส่วนหวั ของแผนการจดั การเรียนรู้ เปน็ ส่วนแรกของแผนการจัดการเรียนรู้ และเป็นส่วนที่ บอกรายละเอียดเบื้องตน้ เก่ียวกบั แผนการจดั การเรียนรู้ ควรระบุส่งิ ตอ่ ไปน้ี 1.1 ระบลุ ำดับทข่ี องแผนจดั การเรียนรู้ 1.2 ระบกุ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้ 1.3 ระบรุ ะดับชน้ั ท่ีจดั การเรยี นรู้ 1.4 ระบหุ วั ขอ้ เรื่อง 1.5 ระบุเวลาทใ่ี ชใ้ นการจดั การเรยี นรู้ 1.6 ระบุวัน วนั ที่ เดอื น ปี และชว่ งเวลาในการจัดการเรียนรู้ 2. สาระการเรียนรู้ (Content) สาระการเรียนรหู้ รือเนอ้ื หา ในหัวข้อนผ้ี ู้สอนเคยดำเนนิ การจดั ทำไว้แลว้ ในกำหนดการจดั การ เรียนรู้ การเขยี นสาระการเรียนรู้ เขียนได้หลายวธิ ี เช่น 1. เขยี นเนอ้ื หาหลกั หรือเน้ือหาใหญ่อยา่ งเดียว (ซึง่ ไมเ่ หมาะ เพราะผู้สอนไม่รวู้ า่ จะมี เน้อื หายอ่ ยอะไรบา้ ง ทำใหเ้ กิดการยากในการกำหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้) 2. เขียนเนอื้ หาหลัก หรอื เนื้อหาใหญ่แลว้ ขยายเปน็ เน้ือหาย่อย ตามท่จี ัดทำไวแ้ ล้วใน กำหนดการจดั การเรียนรู้ หรืออาจเพม่ิ เติมเนื้อหายอ่ ยไดอ้ ีก หากผู้สอนคิดว่ายงั ไม่เพียงพอ (ทำให้ง่ายในการ กำหนดจุดประสงคก์ ารเรียนร้)ู
32 3. สาระสำคัญ (Concept) สาระสำคญั เปน็ ข้อความสรุปเน้อื หาทุกเนือ้ หา ทจ่ี ะสอนในครั้งน้นั ๆ โดยเขียนใหส้ ้ัน กะทดั รัด และมีความหมายชดั เจน 1. หลกั การเขยี นสาระสำคัญ 1.1 เขียนในลักษณะของการสรุปให้ครอบคลุมเน้ือหา กระชบั ครบถว้ น 1.2 เขียนเป็นความเรียงหรือเขียนเป็นข้อๆ 1.3 การเรยี นรู้ระดบั ชน้ั ต้นๆ ควรมีสาระสำคัญเดยี ว 2. วธิ เี ขียนเป็นสาระสำคญั 2.1 พจิ ารณาจากความหมายของเร่อื งน้ัน เช่น ตวั อย่าง : สอนเรอ่ื ง การบวก สาระสำคัญ : การบวก คอื การนับเลขแต่ละจำนวนตอ่ เนอ่ื งกันไปจนหมด 2.2 พิจารณาจากความสำคญั ของเรอ่ื งนั้น ตัวอย่าง : สอนเรือ่ ง ใบ สาระสำคัญ : ใบเป็นส่วนประกอบท่สี ำคญั ในการดำรงชีวิตของพชื ทำหนา้ ทสี่ รา้ ง อาหาร และหายใจ 2.3 พจิ ารณาจากองค์ประกอบ หรอื กระบวนการหรือ ขัน้ ตอนในการปฏบิ ตั ิ ตวั อยา่ ง : สอนเร่ือง ดอกของพชื สาระสำคัญ : ดอกมีส่วนประกอบที่สำคญั ๔ ส่วน คือ กลบี เลยี้ งกลีบดอก เกสรตวั ผู้ เกสรตัวเมยี 4. ตวั ชีว้ ัด ตวั ช้วี ัดในแผนการจดั การเรยี นรู้ เป็นเพียงการยืนยนั วา่ เน้ือหาทใ่ี ช้สอนในคร้ังนี้ไปสอดคลอ้ ง หรือสมั พันธ์กบั ตัวช้วี ดั ข้อใดบ้าง ซึง่ ผูส้ อนได้ดำเนินการจดั ทำไวแ้ ลว้ ใน การวเิ คราะหห์ น่วยการเรียนรู้ และ กำหนดการจดั การเรยี นรู้ ในหัวขอ้ นี้ให้เขียนเปน็ รายละเอียดของตวั ช้ีวัดได้เลย 5. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนร้ใู นแผนการจดั การเรยี นรู้ เป็นเพยี งการยืนยนั วา่ เนื้อหาที่ใช้สอนในครงั้ นี้ ไปสอดคล้อง หรอื สัมพันธ์กบั มาตรฐานการเรยี นรู้ขอ้ ใดบ้าง ซึง่ ผู้สอนไดด้ ำเนินการจัดทำไว้แลว้ ใน การ วิเคราะหห์ นว่ ยการเรยี นรู้ และ กำหนดการจดั การเรยี นรู้ ในหวั ขอ้ น้ใี หเ้ ขยี นเปน็ รายละเอยี ดของมาตรฐาน 6. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective) จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เปน็ ผลการเรียนรทู้ ่ีผู้สอนคาดหวงั ใหเ้ กดิ ขึน้ กับผูเ้ รียน หลงั จากผา่ น กระบวนการจัดการเรยี นรแู้ ลว้ ผสู้ อนต้องการให้ผู้เรียน “รู้อะไร” “รู้อยา่ งไร” “ทำอะไรได้บา้ ง” และ “มี ลักษณะของการเปน็ คนดอี ยา่ งไร” การเขยี นจุดประสงค์การเรียนรู้ ต้องระบพุ ฤตกิ รรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน หลงั จาก การเรียนเสรจ็ ส้นิ ลง ซ่ึงเป็นพฤตกิ รรมดังกลา่ ว ตอ้ งสามารถวัดได้ สังเกตได้ พฤตกิ รรมดังกลา่ วเป็นพฤตกิ รรม
33 การเรียนร้ขู องผู้เรยี น จุดประสงค์การเรียนรู้ทีม่ กี ารระบุพฤตกิ รรมการเรียนรู้ของผู้เรียนจงึ เรยี กว่า “จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม” ในการจดั การเรียนร้แู ตล่ ะคร้ังควรเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ ใหค้ รอบคลุมผลการเรียนรูท้ ้ัง ๓ ดา้ น ทงั้ นบี้ างคร้ังอาจไม่ครบก็ได้ การกำหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ในการสอนทกุ ครั้งตอ้ งมีดา้ นความรมู้ า ก่อนเสมอ ส่วนดา้ นอน่ื ใหข้ ึ้นอย่กู บั ดลุ พนิ จิ ของผู้สอน ดังนี้ 1. ด้านความรู้ความคดิ (Knowledge : K) ผลการเรียนรู้ด้านความรคู้ วามคดิ เป็นความสามารถที่เกิดขึ้นกบั ผเู้ รยี นในด้าน ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินคา่ ในเนอ้ื หาที่ผู้สอนจดั ให้ได้เรียนรู้ 2. ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (Psychomotor/Process : P) ผลการเรียนรู้ด้านทักษะ/กระบวนการ เป็นความสามารถทเี่ กิดขึ้นกบั ผูเ้ รยี นในดา้ น การ ปฏิบตั งิ าน ความคล่องแคลว่ ชำนาญในการปฏบิ ัติ การสร้างชิ้นงาน กระบวนในการทำงาน กระบวนการคดิ วางแผน การทดลอง ฯลฯ 3. ดา้ นคุณลักษณะหรอื เจตคติ (Affective : A) ผลการเรยี นรู้ด้านคณุ ลักษณะหรือเจตคติ เปน็ ความสามารถที่เกิดขึ้นกับผเู้ รยี นในดา้ น ความเป็นคนดี มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและค่านิยมทพ่ี งึ ประสงค์ ความรับผดิ ชอบ ความมีระเบยี บวนิ ัย ความ เสยี สละ ฯลฯ ผลการเรยี นรทู้ ่ีผูเ้ รยี นควรได้รบั เม่ือผู้สอนจดั การเรียนรู้ให้น้ัน ทำอย่างไรผู้สอนจึงจะ สามารถสรุปไดว้ ่า ผูเ้ รียนไดร้ ับผลการเรียนรูท้ ง้ั 3 ดา้ น ดงั น้ันผสู้ อนจะต้องระบพุ ฤติกรรมของผู้เรยี น ให้ ชัดเจนวา่ ผเู้ รียนเกิดการเรียนรูใ้ นแต่ละดา้ นได้อยา่ งไร เชน่ ถา้ ผู้เรียนมคี วามรู้ในเนอ้ื หาท่ีเรยี น ผู้เรยี นควรจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมาบา้ ง เพอื่ ให้ ผสู้ อนทราบวา่ มีความรใู้ นเร่ืองนั้นจริง ๆ เช่น ผู้เรียนตอ้ งสามารถ บอก อธบิ าย เล่า ตอบคำถาม บรรยาย สรุป วเิ คราะห์ เน้ือหาทเ่ี รียนได้ ดงั นั้น พฤตกิ รรมทีบ่ ง่ บอกได้ว่าผ้เู รียนมีความรู้ คือ บอก อธิบาย เลา่ ตอบ คำถาม บรรยาย สรปุ วเิ คราะห์ได้ เรยี กว่า “พฤติกรรมการเรยี นร้”ู สรุปไดว้ ่า การกำหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ต้องเขยี นตัวชีว้ ดั การเรียนรู้ให้ชดั เจนและ ตอ้ งมคี วามสอดกับเน้ือหาท่ใี ช้จัดการเรียนการสอนในแตล่ ะดา้ น ดงั ตาราง 8 ตาราง 8 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างจดุ มุ่งหมายของการเรียนรู้ และพฤตกิ รรมของผู้เรียน ผลการเรียนรู้ พฤตกิ รรมการแสดงออกของผู้เรยี น ด้านความรู้ (พุทธพิ ิสยั (k)) บอก เล่า อธิบาย อภปิ ราย ตอบคำถาม จำแนก รวบรวม แยกแยะ จัดหมู่ จัดกลุม่ สรปุ แสดงวธิ ที ำ เช่อื มโยง แสดงความคิด พดู เขียน กล่าว... ตัดสนิ ใจ เสนอแนะ กำหนด แลกเปลีย่ น ฯลฯ
34 ด้านคณุ ลกั ษณะหรือเจตคติ ให้…..(สิง่ ของ) เกบ็ ....(ให้เปน็ ระเบยี บ) จดั ...... ยมิ้ .... (จิตพสิ ัย (A)) หัวเราะ แบง่ ปนั ... เลยี้ ง..... เคารพ กราบ ไหว้ ช่วยเหลอื แนะนำ ฯลฯ จากตารางท่ี 8 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งจดุ มุ่งหมายของการเรียนรู้ และพฤตกิ รรมของผ้เู รียน ทำให้ ทราบวา่ คำหรอื ข้อความที่แสดงถึงพฤตกิ รรมการแสดงออกของผู้เรียนในช่องขวามือ จะสอดคลอ้ งกับ จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรใู้ นแต่ละดา้ นทางด้านซ้ายมือ หลกั การเขยี นจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. เขยี นให้สมั พันธก์ ับสาระการเรยี นรู้ (เนอ้ื หาย่อย ทุกเน้ือหา) 2. ระบุพฤติกรรมทีส่ ามารถวดั ได้ 3. การเขียนพฤตกิ รรมอาจเขียนระบุพฤติกรรมใหญๆ่ หรอื พฤตกิ รรมทม่ี องเปน็ ภาพรวม กวา้ งๆ 4. เขยี นดว้ ยภาษาท่ีรดั กุม สอ่ื ความได้ชดั เจน 5. มจี ำนวนข้อไม่มากหรือน้อยเกินไป 6. สอดคล้องกบั ความสามารถของผู้เรยี น แตไ่ ม่ตำ่ กวา่ มาตรฐานระดบั กลาง องคป์ ระกอบของจุดประสงค์การเรยี นรู้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ท่ีดคี วรมีองค์ประกอบ ดังน้ี 1. เง่อื นไข ซ่ึงเป็นการวางเง่ือนไขของการจดั การเรียนรู้ในครั้งน้ัน 2. พฤตกิ รรมของผู้เรยี น ซ่งึ เปน็ พฤตกิ รรมที่สามารถวดั ได้ 3. เนอื้ หาหรือสาระการเรยี นรทู้ ด่ี ำเนินการจัดการเรียนรู้ในครงั้ น้ัน ๆ 4. เกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล 7. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น หวั ข้อนี้ผูส้ อนจะพจิ ารณาวา่ ในการสอนแต่ละคร้งั จะให้ผเู้ รยี นเกดิ ความสามารถหรือ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในด้านใดบา้ งจึงจะเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั เน้ือหาที่สอน ซึ่งหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ 5 ดา้ น คอื ด้านการสอ่ื สาร ด้านการคิด ดา้ นการแกป้ ญั หา ดา้ น การใช้ทกั ษะชีวติ และดา้ นเทคโนโลยี ซ่งึ ผู้สอนได้ดำเนนิ การจดั ทำไวแ้ ลว้ ใน การวเิ คราะห์หนว่ ยการเรียนรู้ และ กำหนดการจัดการเรียนรู้ 8. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ หัวขอ้ น้ผี ้สู อนจะพจิ ารณาวา่ ในการสอนแต่ละครั้ง ผูส้ อนต้องการใหผ้ เู้ รยี นเกิดคณุ ลักษณะ อันพึงประสงค์ ในด้านใดบา้ งจึงจะเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับเนอ้ื หาท่สี อน ซงึ่ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ 8 ประการ คอื 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 2. ซ่อื สัตยส์ จุ ริต 3. มวี นิ ัย
35 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. อยูอ่ ย่างพอเพยี ง 6. มุง่ มนั่ ในการทำงาน 7. รกั ความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศกึ ษาอาจมีการกำหนดแตกต่างหรือเพม่ิ เติม จากท่ีกำหนดไว้หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 ได้ ซง่ึ ผู้สอนไดด้ ำเนินการจัดทำไวแ้ ลว้ ใน การวิเคราะห์หนว่ ยการเรียนรู้ และ กำหนดการจัดการเรียนรู้ 9. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรู้ /วธิ สี อน) กระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นขนั้ ตอนที่ผสู้ อนดำเนินจัดกิจกรรมใหก้ บั ผ้เู รยี น ตามเนอ้ื หาท่ี กำหนดไว้ ภายในเวลาที่ตามตารางสอน โดยทีผ่ สู้ อนตง้ั ความหวงั ไวว้ า่ เมอ่ื จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนแลว้ ผ้เู รยี นจะเปน็ ไปตาม “จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้” ท่ผี ู้สอนตัง้ ไวท้ ุกข้อ น่ันแสดงว่า ผู้สอนต้องนำเอาจดุ ประสงค์ การเรยี นรู้ มาจดั ทำเป็นข้นั ตอนการเรยี นการสอน ผู้สอนต้องคิดอยู่เสมอว่า จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ต้งั แต่ ขอ้ แรกจนถงึ ขอ้ สุดท้าย แตล่ ะขอ้ จะจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนอย่างไรผู้เรียนจงึ จะเกิดพฤติกรรมตาม จดุ ประสงค์การเรยี นรทู้ กี่ ำหนด ในบางครัง้ ผู้สอนต้องนำเอาทฤษฎีการเรียนรู้ และรูปแบบการสอนแบบต่าง ๆ กระบวนการ สอน มาออกแบบใชใ้ นการจัดการเรียนรู้ โดยกำหนดสถานการณ์หรอื สภาพการณ์ต่างๆ ทผี่ ูส้ อนต้องการให้ ผู้เรียนปฏิบตั ิ แลว้ ทำใหเ้ กิดประสบการณ์การเรียนรตู้ ามทก่ี ำหนดไวใ้ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูข้ ้อนั้น ๆ ถา้ ผสู้ อนไปเลอื กเอาวธิ กี ารสอน รปู แบบการสอน หรือกระบวนการสอนท่มี ผี ้คู ดิ ค้น และมี ขน้ั ตอนทช่ี ัดเจนอยแู่ ลว้ ผู้สอนจะต้องนำเสนอขั้นตอนตามวิธสี อนนั้น ๆ ทกุ ขนั้ ตอน เน่ืองจากผ้สู อนไม่ไดค้ ิด ขึ้นมาเอง แตไ่ ปนำเอาวิธกี ารสอนมาใช้ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ผู้สอนต้องตระหนักอยู่เสมอวา่ หากผู้เรียนยังไม่มคี วาม พรอ้ ม หรอื ไมม่ คี วามสนใจทีจ่ ะเรียนหรอื ทำกิจกรรม ผู้สอนจะตอ้ งหากจิ กรรมเพ่อื เตรียมผู้เรียนให้มีความ พรอ้ มก่อนทกุ ครัง้ แลว้ ดำเนินการจัดกิจกรรมตอ่ ไป 10. สื่อ/แหล่งเรยี นรู้ สอ่ื การเรียนรู้ เปน็ วัสดุ อุปกรณ์ หรือเทคนิควธิ กี ารที่ผู้สอนนำมาใช้ประกอบการจดั การ เรยี นรู้ แล้วช่วยให้เกิดการเรียนรไู้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ แหลง่ เรียนรู้ เปน็ สถานท่ี สถานประกอบการ ที่ผสู้ อนนำมาใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ แลว้ ชว่ ยให้เกิดการเรียนรไู้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ การเขียนส่ือ/แหลง่ เรยี นรู้ 1. เขยี นช่อื สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ทุกอยา่ ง ทีผ่ สู้ อนนำมาใชป้ ระกอบการจัดการเรยี นรู้ แตล่ ะ คร้ัง 2. รายละเอียดตา่ ง ๆ ของสือ่ /แหล่งเรยี นรู้ ใหน้ ำไปไวใ้ นส่วนที่เปน็ ภาคผนวก
36 11. กระบวนการวัดและประเมินผล การวดั และประเมินผล เปน็ การตรวจสอบวา่ ผู้เรยี นแสดงพฤตกิ รรม หรอื เกดิ การเรยี นรู้ตามที่ กำหนดไวใ้ นจุดประสงค์การเรียนรหู้ รอื ไม่ มีรายละเอยี ด ดังนี้ 1. การวัดผล (Measurement) เป็นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู จาการเรยี นของนักเรยี น ซึ่งเป็น พฤตกิ รรมที่ได้ระบุไวใ้ นจุดประสงค์การเรียนรู้ แตล่ ะข้อ ซงึ่ จะไดข้ ้อมลู ทง้ั ท่ีเป็นเชิงปริมาณและข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ 1.1 วิธวี ดั ข้อมูลจาการทผี่ ้สู อนตอ้ งการเกบ็ จากผู้เรยี น จะใชว้ ธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู การเรียนของ ผู้เรียนหลาย ๆ วธิ ี ทง้ั นขี้ ้นึ อยูก่ ับลักษณะของพฤติกรรมในจุดประการเรยี นรู้ เชน่ 1.1.1. การสังเกต 1.1.2 การสัมภาษณ์ 1.1.3 การซักถาม 1.1.4 การสอบถาม 1.1.5 การสำรวจ 1.1.6 การตรวจช้นิ งาน หรอื ตรวจการบา้ น 1.1.7 การทำแบบฝึกหดั หรือกจิ กรรมตามใบงาน 1.1.8 การประเมินจากแฟม้ สะสมงาน 1.1.9 การประเมินจากโครงงาน 1.10 การทดสอบ ฯลฯ เน่ืองจากจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนไดก้ ำหนดพฤตกิ รรมให้ นกั เรยี นไดแ้ สดงออกมาให้ผูส้ อนเห็น เพื่อใหแ้ น่ใจว่าผู้เรียนเกิดการเรยี นรตู้ ามที่คาดหวงั ไว้ แลว้ พฤตกิ รรมการ เรยี นรู้ท่ีกำหนดไวจ้ ะวดั ดว้ ยวิธใี ดจงึ จะเหมาะสม . พฤตกิ รรมการเรียนรู้ของนักเรยี นทก่ี ำหนดไวใ้ นจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ สมรรถนะสำคัญ ของผู้เรียน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ตอ้ งไดร้ ับการวดั ให้ครบทกุ ข้อทมี่ กี ารจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน การเขียนวิธวี ัด ใหด้ ำเนนิ การ ดังน้ี 1. เขยี นวิธวี ดั ให้สอดคลอ้ งกบั พฤตกิ รรมในจดุ ประสงค์การเรียนรู้แต่ละขอ้ 2. กำหนดระดับการใหค้ ะแนนของการวดั พฤติกรรม แตล่ ะวิธใี หเ้ หมาะสม 1.2 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้วดั เคร่อื งมือท่ีใชว้ ัด เปน็ สงิ่ ทผ่ี ู้สอนใช้เก็บรวบรวมข้อมูลการเรยี นของผเู้ รยี น เพ่อื ตอ้ งการ ทราบวา่ ผเู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรมการเรียนรไู้ ดต้ ามท่รี บุ ุไว้ในจดุ ประสงค์การเรียนรแู้ ต่ละข้อมากนอ้ ยเพยี งใด โดย ผู้สอนจะตอ้ งสรา้ ง ออกแบบเคร่ืองมือท่ใี ชว้ ัดเอง สว่ นมากเคร่ืองมือท่ีใช้วัดจะสอดคล้องกับวิธวี ดั ทผ่ี ้สู อนระบไุ ว้ ดงั ตารางที่ 9
37 ตาราง 9 ความสัมพนั ธ์ระหว่างวิธีวดั และเครอ่ื งมอื ท่ใี ชว้ ัด เครือ่ งมอื ทใี่ ชว้ ดั วธิ วี ัด แบบสังเกต การสงั เกต แบบสมั ภาษณ์ การสัมภาษณ์ แบบซกั ถาม การซกั ถาม แบบสอบถาม การสอบถาม แบบสำรวจ การสำรวจ ชน้ิ งาน หรอื การบา้ น การตรวจช้นิ งาน หรือตรวจการบา้ น แบบฝกึ หัด หรือใบงาน การทำแบบฝึกหัด หรือกจิ กรรมตามใบงาน แฟ้มสะสมงาน การประเมนิ จากแฟ้มสะสมงาน การประเมนิ จากโครงงาน โครงงาน การทดสอบ แบบทดสอบ 1.3 เกณฑ์การตรวจให้คะแนน เปน็ การใหร้ ะดบั คะแนนของพฤตกิ รรมทมี่ กี ารวดั โดยผู้สอนจะกำหนดเกณฑ์หรือคะแนน พฤตกิ รรมไวล้ ว่ งหน้า เพ่ือเปรยี บพฤติกรรมทผี่ ้เู รียนแสดงออก ว่าควรจะได้รบั กค่ี ะแนน เชน่ 1.3.1 ครูผสู้ อนกำหนดการให้คะแนนการทำแบบฝกึ หดั หรือแบบทดสอบไว้วา่ “ตอบ ถกู ต้องไดเ้ ท่ากบั คะแนนเตม็ ตอบผิด ได้ 0 หรืออาจลดลงตามสัดสว่ น” 1.3.2 ครูผู้สอนกำหนดระดบั คะแนนการสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ของนักเรยี น ไว้ 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 1 แตล่ ะระดบั ผ้สู อนจะต้องอธบิ ายลักษณะของพฤตกิ รรมการเรียนรูใ้ ห้ชัดเจนว่าเปน็ อย่างไร จึงจะมคี วามเหมาะสมกบั คะแนนน้ัน ๆ เชน่ ตาราง 10 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระดับคะแนนและลักษณะพฤติกรรมของผู้เรยี น ระดับคะแนน ลกั ษณะพฤติกรรมการเรียนรู้ หมายเหตุ 5 ศึกษารว่ มกนั ในกลมุ่ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ร่วมแสดง ความคดิ เหน็ และนำเสนอแนวความคดิ ใหม่ ๆ 4 ศึกษารว่ มกันในกลมุ่ แลกเปลย่ี นเรียนรู้ และแสดง ความคดิ เป็นบางครง้ั 3 ศกึ ษาด้วยตนเองคนเดียว แลกเปลี่ยนความคิด และ แสดงความคดิ เปน็ เปน็ บางครง้ั 2 ศกึ ษาด้วยตนเองคนเดยี ว และรว่ มแสดงความคิด เป็นเป็น บางครั้ง 1 ศกึ ษาดว้ ยตนเองคนเดียว
38 1.4 การประเมนิ ผล การประเมินผล หมายถึง กระบวนการทีก่ ระทำตอ่ จากการวดั ผล แล้ววินิจฉยั ตัดสิน ลง สรุปคุณค่าทไี่ ดจ้ ากการวดั ผลอย่างมกี ฎเกณฑ์ และมคี ุณธรรม เพื่อพจิ ารณาตัดสนิ ใจว่าสิ่งนัน้ ดหี รอื เลว เก่ง หรอื อ่อน ไดห้ รือตก เป็นตน้ จากความหมายของการประเมนิ ผล สรปุ ได้วา่ ในการจดั การเรียนการสอนแต่ละครั้ง ผสู้ อนจะต้องกำหนดเกณฑ์การตดั สินผลการเรยี นท่ีได้จากการวัดทุกวธิ รี วมกนั ซง่ึ ผูส้ อนสามารถกำหนดไดเ้ อง วา่ ผู้ทีผ่ า่ นในการเรยี นครั้งนี้ ต้องไดค้ ะแนนร้อยละเท่าไรขน้ึ ไปของคะแนนเต็ม เช่น - คะแนนจากการวัดผลท้ังหมด มคี ะแนนเตม็ 80 คะแนน ผสู้ อนกำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ ที่ รอ้ ยละ 60 ของคะแนนเต็ม น่นั แสดงว่า การเรียนครั้งนนี้ ักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนรวมทั้งสิ้นอยา่ งน้อย 48 คะแนนขนึ้ ไปจงึ จะผ่านเกณฑ์ ในบางครั้งผ้สู อนมีการนำเอาผทู้ ี่ผ่านเกณฑ์การประเมินผล ไปแบง่ เปน็ ระดับคุณภาพ หมายความว่า ผู้สอนต้องการทราบว่า ผ้เู รียนท่ผี ่านเกณฑ์จะมคี ณุ ภาพอย่ใู นระดบั ใด ผสู้ อนจึงนำเอาคะแนน ต้งั แต่ 48 ถงึ 80 มาแบ่งเปน็ ชว่ งของคุณภาพไดต้ ามความตอ้ งการท่จี ะแบง่ เช่น - แบง่ เปน็ 3 ชว่ ง คือ พอใช้ ดี ดมี าก ผูส้ อนกจ็ ะนำเอาคะแนนจาก 48 ถงึ 80 มา แบง่ เปน็ 3 ช่วง ๆ ละเท่ากัน - แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ พอใช้ ปานกลาง ดี ดีมาก ผูส้ อนก็จะนำเอาคะแนนจาก 48 ถงึ 80 มาแบง่ เป็น 4 ช่วง ๆ ละเท่ากนั ดังน้ัน ระดับคณุ ภาพ กับ เกณฑ์การให้คะแนนการวดั ไม่ใชส่ ่ิงเดยี วกนั 12. ข้อเสนอแนะและความคดิ เหน็ เพิม่ เตมิ ของผตู้ รวจ แผนการจัดการเรยี นรู้ ถือว่าเปน็ หลกั สูตรระดบั ชน้ั เรียน ดังน้ันจำเปน็ ต้องมผี ู้เชยี่ วชาญตรวจสอบ ความถูกต้อง สมบูรณก์ อ่ นทจ่ี กี ารนำไปใชจ้ ดั การเรียนรู้ ในสถานศึกษาถือว่าผู้บรหิ าร หรอื หวั หนา้ กล่มุ สาระ การเรยี นรู้ หรือบุคลากรท่ีสถานศกึ ษาแต่งต้งั เปน็ ผู้เช่ยี วได้ ดงั น้ันแผนการจัดการเรียนรู้ จึงต้องมกี าร ตรวจสอบก่อน โดยผเู้ ช่ียวชาญจะตรวจสอบ เสนอแนะ ผู้สอนจะแกไ้ ข ปรับปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะนั้น แล้วจงึ นำไปสอนในช่ัวโมง 13. บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้ บนั ทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้ เป็นการเขยี นบรรยายถึงผลท่ีเกิดจากการจัดการเรียนรตู้ ามแผน ฯ ทกี่ ำหนดไว้ เพอื่ เปน็ หลักฐาน ร่องรอยของการจัดการเรียนรูใ้ นแตล่ ะครัง้ อีกทั้งยังทำให้ผู้ตรวจแผนฯ หรือ บุคคลอื่น ๆ ได้รบั ทราบผลการจดั การเรยี นรู้ ประกอบด้วย 1. ผลการเรียนรู้ การเขียนบรรยายผลการเรยี นรู้ จะตอ้ งนำสิง่ ทผี่ ู้สอนคาดหวังไวก้ ับผเู้ รยี นก่อนสอน ซึง่ ไดแ้ ก่ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ มาเขยี นบรรยายใหช้ ัดเจนทงั้ ใน เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ 2. ปญั หาและอปุ สรรค
39 การระบถุ ึงปัญหา และอุปสรรคท่เี กดิ ขึน้ จากการจดั การเรียนการสอน ทส่ี ่งผลให้ผเู้ รยี นไม่ บรรลผุ ลตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ทก่ี ำหนดไว้ 3. แนวทางการแก้ไขปญั หา จากปัญหาและอุปสรรคท่ีเกดิ ขน้ึ จากการจดั การเรยี นการสอน ทส่ี ง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นไม่บรรลุผล ตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ท่ีกำหนดไว้นัน้ ผู้สอนจะ ดำเนินการแกไ้ ขอย่างไร เม่ือไร 14. กิจกรรมเสนอแนะ ในหวั ข้อนี้ใหผ้ ู้สอนเขียนบรรยายถึง หลังจากท่ีผู้สอนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ตามแผนการจัดการเรยี นรไู้ ปแลว้ มีอะไรบ้างทคี่ วรแก้ไข ปรบั ปรงุ เพมิ่ เตมิ อีก เพื่อให้การใช้แผนฯ ในครงั้ ตอ่ ไปเกดิ ผลดีขนึ้ กับผูเ้ รียน 15. คะแนนทไ่ี ด้จากการวดั ผล หัวขอ้ นใ้ี หผ้ ู้สอนจะนำเอาคะแนนท่ไี ด้จากการวัดผลทกุ วิธี ทกุ จุดประสงค์การเรยี นรู้ สมรรถนะ สำคัญของผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ มานำเสนอให้ครบถว้ น ชดั เจน 16. ภาคผนวก ภาคผนวก เป็นสงิ่ ทีผ่ ู้เขียนแผนการจัดการเรียนรหู้ รอื ผู้สอน นำส่ิงตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้เปน็ สื่อ ประกอบการจัดการเรียนรู้ มานำเสนอรายละเอียดใหช้ ดั เจน เชน่ ภาพ บทความ นทิ าน เพลง เกม บัตรคำ ประโยค ตัวอย่างเคร่อื งมือวดั และประเมนิ ผล ผลงานนักเรยี น ฯลฯ ขนั้ ท่ี 6 การตรวจสอบแผนการจดั การเรียนรู้ ในการตรวจสอบแผนการจดั การเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ผู้จดั ทำแผนการจดั การเรียนรู้ ได้ นำสง่ ใหผ้ ูท้ ีม่ ีความรู้ ความสามารถ หรอื ผู้เชย่ี วชาญ ไดท้ ำการตรวจสอยรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนฯ กอ่ นที่ จะมกี ารนำไปใช้จริงในช้ันเรียน ผู้เชย่ี วชาญจะเสนอแนะ และให้ความคดิ เห็น แล้วให้ผู้ทจี่ ดั ทำแผนการจดั การ เรียนรู้ มาดำเนินการแกไ้ ข ปรับปรงุ ให้สมบรู ณก์ อ่ นที่จะนำไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ ขั้นที่ 7 การปรับปรงุ แก้ไขและพัฒนา เปน็ ขัน้ ตอนท่ีผู้สอนนำข้อเสนอแนะจากผู้เช่ียวชาญ มาพิจารณาแกไ้ ขปรบั ปรงุ แผนการจดั การ เรยี นรู้ กอ่ นทีจ่ ะนำไปใชจ้ ัดการเรียนรใู้ นชั้นเรยี น จากทีก่ ลา่ วมาทง้ั หมดผ้เู ขียนเห็นว่า การเรียนรู้ที่จะให้เป็นบรรลจุ ุดหมายของหลักสตู ร กระบวนการพฒั นาแผนการจดั การเรียนรู้ ถอื ได้วา่ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญที่จะทำใหก้ ารนำหลกั สตู ร ไปใช้จดั การเรียนรู้มปี ระสิทธิภาพ ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามทก่ี ำหนดไวใ้ นจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ผู้สอนจงึ ควร มคี วามรู้ ความเขา้ ใจและมีทกั ษะในการพัฒนาแผนการจดั การเรยี นรู้ เพื่อให้สอดคล้องกบั การเปลี่ยนแปลงของ วธิ กี ารเรยี นรขู้ องผู้เรยี นต่อไป
40 5. งานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 5.1 งานวจิ ยั ในประเทศ วิชาญ เทดิ พาณชิ ย์ (2559) การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพฒั นาการจัดการเรยี นรู้โดยใชช้ ุด กจิ กรรมทีเ่ นน้ ทกั ษะปฏิบัตเิ ร่อื งทักษะพื้นฐานการเลน่ ฟุตซอล สำหรับนักกฬี าฟุตซอล วิทยาลยั เทคโนโลยี พายัพและบริหารธุรกจิ โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ีเน้นทักษะปฏิบัติแบบสอบถามความพงึ พอใจของ นกั ศึกษาสถิตทิ ี่ใช้ในการวจิ ัย สถิติพน้ื ฐาน ได้แก่ รอ้ ยละคา่ เฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน คน และนกั เรียนมี ความพงึ พอใจต่อการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีเน้นทกั ษะปฏิบัตดิ ้วยชดุ กิจกรรมการเรยี น โดยประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ งทีใ่ ช้ในการวจิ ยั คอื นักกีฬาฟตุ ซอบวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกจิ จงั หวัดเชยี งใหม่ จำนวน 12 คน เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครั้งน้ีเป็นแบบฝกึ เกย่ี วกับทักษะการส่งลูกฟุตซอลดว้ ยขา้ งเทา้ ดา้ นใน ของนักกฬี าฟตุ ซอล จำนวน 12 คน แบบฝกึ จำนวน 4 แบบฝึก แบบทดสอบและแบบฝกึ นี้วเิ คราะหโ์ ดยใชส้ ถติ ิ ร้อยละ (Pecentage) ผลการวจิ ัยพบว่า 1. นกั กฬี าฟตุ ซอลวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ายพั และบรหิ ารธุรกจิ จังหวดั เชียงใหม่ จำนวน 12 คน มีพัฒนาการในการส่งลกู ฟตุ ซอลด้วยข้างเท้าด้านในไดอ้ ย่างถกู ต้องแม่นยำ 2.ครูผู้ ฝึกสอนสามารถพัฒนาทักษะการส่งลูกฟตุ ซอลด้วยขา้ งเทา้ ด้านในของนกั กีฬาฟตุ ซอลวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพายัพ และบริหารธุรกจิ จงั หวดั เชียงใหม่นำไปใช้ ในการเรยี นการสอน สามารถส่งลูกฟุตซอลดว้ ยข้างเท้าดา้ นในตาม แบบฝกึ ท่ีกำหนดให้และนำไปใชแ้ ขง่ ขนั ในระดับต่างๆ เกยี รตศิ กั ด์ิ แสนอ้วน (2558) การวจิ ยั คร้ังนมี้ ีจดุ มงุ่ หมายเพื่อสรา้ งแบบฝึกทักษะความแม่นยำในการ ยิงประตูฟุตซอลของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3/4 และเพ่ือเปรยี บเทียบทกั ษะการเลน่ ลกู สองมือล่างของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3/4 ก่อนการฝึกและหลังการฝึก กลมุ่ ตัวอย่างที่ใชใ้ นการวิจัยครัง้ นี้ เป็นนกั เรยี น ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3/4 โรงเรียนทงุ่ ขนานวทิ ยา ปกี ารศกึ ษา 2558 จำนวน 20 คน ใช้แบบแผนการ ทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest วิเคราะหข์ อ้ มูลใช้วิธกี ารทางสถติ ิ t-test for Dependent Group ผลการศึกษาพบวา่ 1. ผลค่าเฉล่ยี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ของการทดสอบทักษะความแมน่ ยำใน การยิงประตกู ่อนการฝึกและหลังไดร้ บั การใช้แบบฝึกทกั ษะความแมน่ ยำในการยิงประตู พบว่า ก่อนการฝกึ มี คา่ เฉล่ีย 10.61 และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 3.04 หลังการฝึก มคี า่ เฉล่ยี 15.02 และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 4.49 สรปุ ได้ว่านักเรียนมที กั ษะความแม่นยำในการยิงประตูฟุตซอลที่ดีขนึ้ อยา่ งไรก็ตามยงั มปี ัจจยั อีกหลาย ด้านทอ่ี าจ เปน็ ผลใหแ้ บบฝกึ ทักษะความแมน่ ยำในการยิงประตฟู ตุ ซอลมคี วามสมบรู ณ์ เพ่ิมมากขน้ึ เช่น ความถี่ ระยะเวลาในการฝึก ความหนักในการฝึกและระยะเวลาพัก ทั้งนยี้ ังสามารถนำการฝึกน้ไี ปพัฒนา โปรแกรมการฝึกทักษะกฬี าฟุตซอลต่อไป 2. แบบฝกึ ทกั ษะความแมน่ ยำในการยิงประตฟู ุตซอลมีประสทิ ธิภาพ เทา่ กบั 83.33/85.88 จากผลการศึกษาคน้ คว้าแสดงให้เห็นวา่ แบบฝึกทักษะความแม่นยำในการยงิ ประตทู ี่ ผวู้ จิ ัยสรา้ งข้นึ นน้ั สามารถส่งเสริมใหน้ ักเรยี นมีการพัฒนาที่ดีขึน้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตัง้ ไว้นบั ว่าแบบฝึก ทักษะความแม่นยำในการยิงประตทู ผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขึ้นมปี ระสิทธภิ าพ ซงึ่ เหมาะสำหรบั นำไปใชใ้ นการฝึกนักเรยี น ระดบั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 อุมารนิ หิรญั อร และ สงั เวียน ปินะกาลัง (2558 : 228) การวจิ ยั คร้งั นม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาและ เปรยี บเทยี บผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวทีม่ ีตอ่ ความสามารถในการเล้ียง
41 ลกู ฟตุ ซอลชั้นมัธยมศึกษาตอนตน้ กลุ่มตัวอยา่ งเป็นนักกีฬาฟตุ ซอลของโรงเรียนชยั ภูมภิ ักดชี ุมพลระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น จำนวน 30 คนโดยวธิ ีการเลอื กแบบเฉพาะเจาะจง และทำการแบ่งเป็นกลมุ่ ตัวอยา่ ง ออกเปน็ 2 กล่มุ กล่มุ ละ 15 คน ด้วยวธิ ีการจบั คู่ (Matching) โดยใชผ้ ลจากการทดสอบวัดความสามารถใน การเลย้ี งลกู ฟตุ ซอลก่อนการฝึกมาทำการแบ่งกลมุ่ เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัย 1) โปรแกรมการฝึกซ้อมตามปกติ 2) โปรแกรมการฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ ว่องไว 3) แบบทดสอบทักษะการเล้ียงลูกฟุตบอลของวาร์เนอร์ การ วเิ คราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลยี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า “ท”ี (t - test) ผลการวจิ ยั พบว่า 1. หลงั การฝึก 4 สัปดาห์ กลุม่ ควบคมุ มีความสามารถในการเล้ียงลูกฟตุ ซอลไมแ่ ตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดบั .05 2. หลงั การฝึก 8 สัปดาห์ กล่มุ ควบคมุ มคี วามสามารถในการเลยี้ งลกู ฟุตซอลดกี วา่ ก่อนการฝึก และหลงั การฝึก 4 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 3. หลงั การฝกึ 4 สปั ดาห์ และ หลงั การฝึก 8 สปั ดาห์ กล่มุ ทดลองมีความสามารถในการเล้ียง ลูกฟตุ ซอลดีกว่ากอ่ นการฝึก อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .05 สมุ ติ รา อนุ่ เปีย และ ขนบพร วัฒนสุขชัย การวิจยั คร้ังนี้มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือศกึ ษาผลการจัดกิจกรรม ศลิ ปะตามแนวคิดของแฮรโ์ รวท์ มี่ ตี อ่ ความสามารถในการปั้นของเด็กอายุ 9-11 ปี เปน็ การจัดกจิ กรรมศิลปะ โดยใช้แนวคดิ การสอนทกั ษะปฏิบตั ิของแฮรโ์ รว์ 6 ขั้น ได้แก่ ข้นั สะท้อนการเคล่ือนไหว ขนั้ พืน้ ฐานการ เคลอ่ื นไหว ข้ันการรับรู้ ข้นั การปฏิบัติกจิ กรรม ขนั้ ทกั ษะการเคลื่อนไหว และข้ันปฏิบตั งิ านอยา่ งเป็นธรรมชาติ สมมติฐานของการวิจยั คอื เด็กที่ทำกจิ กรรมศิลปะตามแนวคิดของแฮร์โรวจ์ ะมคี วามสามารถในการ ป้นั สูงกวา่ ก่อนทำกจิ กรรมศลิ ปะอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 กลมุ่ ตวั อย่างทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั เป็นเด็กอายุ 9-11 ปี จำนวน 20 คน ใช้วธิ ีเลือกแบบเจาะจงจากโรงเรยี นราชินบี น เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั ประกอบด้วย 1) แบบประเมนิ ความสามารถในการปน้ั 2) แบบประเมินการจดั กจิ กรรมศิลปะ ซ่ึงพฒั นามาจากแนวคิดของ แฮรโ์ รว์ 3) แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 4) แบบสอบถามความคดิ เหน็ ของผู้เรียนท่ีมตี ่อการจดั กจิ กรรมศลิ ปะตาม แนวคดิ ของแฮร์โรว์ วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยการหาคา่ เฉล่ยี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ระดบั ความสามารถในการปัน้ ของเดก็ 9-11 ปี หลงั ทำกจิ กรรมศิลปะตามแนวคดิ ของ แฮรโ์ รว์สูงกวา่ ก่อนทำกจิ กรรมศลิ ปะอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 2) เม่อื ทำกิจกรรมศลิ ปะตามแนวคดิ ของแฮรโ์ รว์แลว้ พบวา่ เด็กมที ักษะสูงสุดในขน้ั พื้นฐานการเคลอ่ื นไหว ( ̅x= 5.00) 3) พฤตกิ รรมท่ปี รากฏ ระหว่างการปฏิบัตกิ ิจกรรมศลิ ปะมากทส่ี ุด คอื พฤติกรรมทแี่ สดงออกใหเ้ หน็ เก่ียวกับอารมณ์ ได้แก่ การแสดง ให้เหน็ ถงึ ความสนใจ กระตือรอื รน้ ( ̅x= 4.97) และ 4) เด็กมคี วามพึงพอใจตอ่ การจัดกิจกรรมศิลปะตาม แนวคิดของแฮร์โรวอ์ ยใู่ นระดบั มากท่ีสุด ( x̅= 4.74) โดยต้องการป้ันคน สัตว์ และสิง่ ของท่ีประกอบเป็น เรื่องราว เกย่ี วข้องกบั เหตุการณห์ รือสถานทส่ี ำคญั ตา่ งๆ และการจัดกิจกรรมป้ันทำใหเ้ ด็กเกดิ ความสนใจใน การวาดภาพเพมิ่ มากข้ึนดว้ ย นอกจากนย้ี ังมีข้อสังเกตท่ีพบเพิม่ เติม คอื เดก็ มีการวาดภาพเปรยี บเทียบกบั การ ปนั้ มกี ารป้ันในลกั ษณะของการแก้ปญั หา มกี ารป้ันโครงสร้างและตกแตง่ ฐานของชิ้นงานเพ่ือใหส้ ามารถตัง้ ผลงานไดอ้ ยา่ งมน่ั คงแข็งแรง มกี ารตกแตง่ รายละเอียดทแ่ี สดงให้เห็นถึงความรู้สกึ บนใบหน้าคน มีการแสดงให้ เหน็ เกย่ี วกับลกั ษณะของอารมณ์ ท่าทางการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ และแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสามารถในการป้ัน ด้านตา่ งๆไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
Search