Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศิลปศึกษา ทช11003

ศิลปศึกษา ทช11003

Description: ศิลปศึกษา ทช11003

Search

Read the Text Version

93ลักษณะเปนการแสดงท่ีทันยุคทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาความสามารถในการแสดงออกของศิลปนที่สามารถโนมนาวจิตใจผูฟ ง ไดอ ยา งดี การทําหนาที่เปนสื่อมวลชนของเพลงพ้ืนบานน้ันจะมี 2 ลักษณะ ไดแก การกระจายขาวสารและการวิพากษว ิจารณสงั คม ในสวนของการกระจายขา วสารนน้ั เพลงพื้นบานจะทาํ หนา ท่ีในการกระจายขา วสารตาง ๆ เชนเพลงรอยพรรษา ของกาญจนบุรี ทําหนา ทบ่ี อกใหร ูวาถงึ เทศกาลออกพรรษา เพลงบอกของภาคใตและเพลงตรุษของสุรินทร ทําหนาที่บอกใหรูวาถึงเทศกาลปใหมแลว นอกจากน้ีเพลงพื้นบานยังเปนเครื่องมือในการกระจายขา วสารของผูปกครอง หรือผูบริหารประเทศ เชน หมอลํา กลอนลําปลูกผักสวนครัว ในสมยั จอมพล ป. พิบลู สงคราม หมอลาํ กลอนลาํ ตอ ตานคอมมวิ นิสต สรรเสริญสหรัฐอเมริกาในสมยั จอมพลสฤษฏิ์ ธนะรัชตตัวอยางเพลงอีแซวเผยแพรนโยบายและสรางคานิยมในสมยั จอมพล ป. พบิ ลู -สงครามจะพดู ถึงเรื่องวฒั นธรรมที่ผูนาํ ขอรอง แกบรรดาพ่นี อ งทีอ่ ยูในแนวภายในเราเกดิ เปนไทยรว มธงมาอยใู นวงศลี ธรรม จะตอ งมีหลกั ประจําเปนบทเรียนใสใ จประเทศจะอับจนก็เพราะพลเมือง ประเทศจะรุง เรอื งก็เพราะพวกเราทง้ั หลายเราตองชวยกันบํารงุ ใหช าติของเราเจรญิ ฉนั จึงขอชวนเชิญแกบรรดาหญงิ ชายมาชว ยกนั สง เสริมใหพูนเพ่ิมเผา พนั ธุ วฒั นธรรมเท่ียงธรรมใ หเ หมาะสมชาติไทย------------------------------------------ ------------------------------------------จะพูดถึงการแตงกายหญิงชายพ่นี อ ง ที่ทา นผูนําขอรองแกพ วกเราท้งั หลายทา นใหเ อาไวผ มยาวตามประเพณีนยิ ม สับหยงทรงผมเสียใหงามผึง่ ผายจะเที่ยวเอาไวผ มทัดจะไดตดั ผมตงั้ จงเปล่ยี นแบบกนั เสยี บางใหถกู นโยบาย-------------------------------------- ------------------------------------ นอกจากตัวอยางดงั กลาวแลว ยังมเี พลงอกี จาํ นวนมากทีม่ ีเนื้อหาในการเผยแพรข า วสารเกย่ี วกับนโยบายของรัฐบาลและผูปกครอง เชน เพลงอีแซวและเพลงฉอ ยตอไปน้ี เนอื่ งดวยผวู าราชการจงั หวัดสุพรรณบรุ ี ทานไดมอบหนา ท่ีตามทม่ี ีจดหมายทานผูวา สพุ รรณใหร จู กั ทานท่ัวถิ่น ทานชอื่ วา จรินทร กาญจโนมยัใหขวญั จิต ศรปี ระจันตมารอ งเพลงชแี้ จง เพือ่ จะใหแ จม แจงประชาชนเขา ใจใหฉันมาขอบพระคณุ กนั ไปตามหวั ขอ คอื ก.ส.ช. ทผ่ี ลงานเหลอื ใชพดู ถึงก.ส.ช.กร็ ชู ัดกันทกุ ชัน้ เปนบทบาทของรฐั บาลทต่ี ั้งนโยบาย

94 จ.จานใชด ชี าวศรปี ระจนั ต นีก่ ใ็ กลถ งึ วันแลว เวลาน่เี ลอื กต้ัง ส.ข. อกี แลวหนอพ่นี อง ดิฉนั จงึ ไดร องบอกมาวันท่ีสามสบิ กนั ยายนเชญิ ชวนปวงชน- ใหไ ปเลือกกรรมการหนอวาสขุ าฯทกุ บา น---------------------------------------- --------------------------------------นอกจากเพลงพืน้ บา นจะทําหนาทีก่ ระจายขาวสารแลว ยังเปนสอ่ื ในการวิพากษว ิจารณสงั คมในดานตา ง ๆ ไดแ ก เหตกุ ารณและเร่ืองราวของชาติ เชน สถาบนั การเมอื ง การปกครอง เศรษฐกิจ ปญหาสังคม เปนตนเพลงพืน้ บานบางชนดิ เชน เพลงอีแซว เพลงฉอ ย เปน ตน ในปจจุบันมกี ารวพิ ากษวิจารณสังคมอยางเห็นไดชัด ซึ่งอาจเกิดจากความเจริญกาวหนาของสังคม และระบบการเมืองการปกครองท่ีใหเสรภี าพแกประชาชนและสือ่ มวลชนในการแสดงความคิดเห็นของตนไดอ ยางเปดเผย ทง้ั ในกลมุ ของตนในทส่ี าธารณะ หรอื โดยผานสือ่ มวลชน ศิลปน พ้ืนบานจึงสามารถแสดงออกทางความคิดไดโดยอิสระในฐานะท่ีเปนประชาชนของประเทศ นอกจากนี้เพลงพื้นบานยังเปนสมบัติของสวนรวม ที่สังคมรับผิดชอบรวมกัน ผูแตงหรือผูรองจึงทําหนาที่แสดงความคิดเห็นในฐานะที่เปนตัวแทนของกลุมชนดว ย ขอยกตัวอยางเพลงพน้ื บา นท่ีมีเนอ้ื หาวพิ ากษว จิ ารณสงั คม ดังนี้ลําตดั เรื่องประชาธปิ ไตย ของขวญั จิต ศรีประจันตการแสดงพื้นบานหวั ขอ ขานเงอื่ นไข กบั ประชาธปิ ไตยของเมอื งไทยวนั นี้ความรสู ึกนกึ ไวว า ไมไดของจริง ยงั รอแรร งุ ร่ิงยงั ไมนิง้ เตม็ ท่ีฉันเกดิ มาชานานอายุฉนั ส่ีรอบ เรือ่ งระบบระบอบและผดิ ชอบชั่วดีรูสึกยังหนอมแนมมอมแมมหมกเม็ด แบบวา หาประชาธปิ ไตยจนไหลเ คล็ดยงั ไม - สําเร็จสักที----------------------------------- ------------------------------------สามัคคีสังฆสั สะคําพระทา นวา ตัดโลภโมโทสาแลว ทานวาเยน็ ดีไมแ กงแยงแขง ขันไมดื้อดานมักได ประชาธปิ ไตยกเ็ กดิ ไดทันทีแตคนเราไมง ้นั ความตอ งการมากเกนิ ยงิ่ บานเรือนเจรญิ ใจตน้ื เขนิ ขึน้ ทกุ ทีมีสติปญ ญาเรยี นจนตาํ ราทวมหวั แตค วามเห็นแกตวั ความเมามัวมากมีเจริญทางวตั ถุแตม าผทุ ่ใี จ ประชาธปิ ไตยคงรอไปอีกรอ ยป------------------------------ -----------------------------------นักการเมืองปจ จบุ ันก็ผวนผนั แปรพรรค พอเราจะรูจ ักก็ยายพรรคเสียน่ีบางคนทาํ งานดีและไมม ปี ญ หา ไมเ ลียแขงเลยี ขาไมกาวหนาสกั ที

95คนดมี อี ุดมการณม ักทํางานไมได แตพวกกะลอ นหลงั ลายไดยงิ่ ใหญทุกท.ี .. จากทกี่ ลา วมาทัง้ หมดนจี้ ะเห็นไดวา เพลงพื้นบานมคี ณุ คาตอสงั คมสว นรวมและประเทศชาติที่ปรากฏใหเ ห็นอยา งชัดเจน นอกจากมคี ณุ คาใหความบนั เทงิ ทมี่ ีอยูเปน หลักแลว ยังมีคุณคาใหการศึกษาแกคนในสังคมทัง้ โดยทางตรงและโดยทางออม รวมทง้ั มคี ณุ คา ในการเปน ทางระบายความเก็บกดและการจรรโลงวฒั นธรรมของชาติ ตลอดจนมีคุณคาในฐานะเปนสอื่ มวลชนทท่ี าํ หนาที่กระจายขา วสารและวิพากษวิจารณสังคม เพลงพื้นบานจึงมิใชจะมีคุณคาเฉพาะการสรางความสนุกสนานเพลิดเพลินใจเทานนั้ แตยังสรา งภูมิปญญาใหแ กค นไทยดว ย ในปจจุบันเพลงพื้นบานมีบทบาทตอสังคมนอยลงทุกทีเพราะมีส่ิงอ่ืนขึ้นมาทดแทนและทําหนาท่ีไดดีกวา เชน มีสิ่งบันเทิงแบบใหมมากมายใหความบันเทิงมากกวาเพลงกลอมเด็กหรือเพลงประกอบการเลน มีการศึกษาในระบบโรงเรียนเขา มาทาํ หนา ทใ่ี หการศึกษาและควบคุมสังคมแทน และมีระบบเทคโนโลยีทางการสื่อสารและคมนาคมทําหนาที่เปนส่ือมวลชนไดมีประสิทธิภาพ ย่ิงกวา เพลงพื้นบานจงึ นบั วันจะยตุ ิบทบาทลงทกุ ที เวน เสยี แตเพลงพ้ืนบานบางชนิดท่ีพัฒนารูปแบบและเน้อื หาใหเ หมาะสมกับสงั คมปจ จบุ นั เชน เพลงอีแซว ในรูปแบบของเพลงลูกทุง ซึ่งนักรองหลายคนนํามารอง เชน เอกชยั ศรวี ิชยั และเสรี รุงสวาง เปนตน ทําใหเพลงพื้นบานกลับมาเปนที่นิยมและมีคุณคา ตอ สงั คมไดอีกตอไป 2. การอนรุ กั ษเพลงพืน้ บา น การอนุรักษเพลงพื้นบานใหคงอยูอยางมีชีวิตและมีบทบาทเหมือนเดิมคงเปนสิ่งที่เปนไปไมได แตส่ิงท่ีอาจทําไดในขณะน้ีก็คือการอนุรักษ เพื่อชวยใหวัฒนธรรมของชาวบานซึ่งถูกละเลยมานานปรากฏอยูในประวัติศาสตรของสังคมไทยเชนเดียววัฒนธรรมที่เราถือเปนแบบฉบับ การอนรุ ักษม ี 2 วิธีการ ไดแ ก การอนรุ กั ษตามสภาพด้งั เดมิ ทเ่ี คยปรากฏ และการอนุรักษโดยการประยุกต 2.1 การอนุรักษตามสภาพด้ังเดมิ ท่เี คยปรากฏ หมายถึงการสืบทอดรูปแบบเนื้อหา วิธีการรองเลน เหมอื นเดิมทุกประการ เพอื่ ประโยชนใ นการศกึ ษา 2.2. การอนรุ กั ษโดยการประยุกต หมายถงึ การเปล่ียนแปลงรูปแบบและเนือ้ หาใหสอดคลองกับสงั คมปจจบุ ันเพ่อื ใหคงอยแู ละมบี ทบาทในสังคมตอ ไป 2.3. การถา ยทอดและการเผยแพรเปน สงิ่ สาํ คัญที่ควรกระทําอยา งจรงิ จัง และตอเน่ืองเพ่ือไมใหขาดชว งการสืบทอด ปกตศิ ิลปน พ้ืนบานสวนใหญม กั จะเต็มใจทจ่ี ะถา ยทอดเพลงพื้นบานใหแกลูกศิษยและผสู นใจทั่วไป แตปญหาท่ีพบคือไมมีผูสืบทอดหรือมีก็นอยมาก ดังน้ันการแกปญหาจึงนาจะอยูที่การเผยแพรเพ่ือชักจูงใจใหคนรุนใหมเห็นความสําคัญ รูสึกเปนเจาของ เกิดความหวงแหนและอยากฝก หัดตอ ไป

96 การจงู ใจใหค นรุนใหมห นั มาฝกหดั เพลงพื้นบานไมใชเร่ืองงาย แตวิธีการท่ีนาจะทําได ไดแกเชญิ ศลิ ปน อาชีพมาสาธติ หรอื แสดง เชญิ ศิลปน ผูเชี่ยวชาญมาฝกอบรมหรอื ฝกหัดกลุมนักเรียนนักศึกษาใหแสดงในโอกาสตาง ๆ ซงึ่ วิธนี ้จี ะไดทัง้ การถายทอดและการเผยแพรไ ปพรอ ม ๆ กัน อยางไรกต็ ามการถายทอดเพลงพื้นบา นจะอาศยั เฉพาะศิลปน พ้นื บา นคงไมไ ด เพราะมขี อ จาํ กดัเกย่ี วกับปจจยั ตาง ๆ เชน เวลา สถานท่ี และงบประมาณ แนวทางการแกไขกค็ วรสรา งผูถ า ยทอดโดยเฉพาะครอู าจารย ซง่ึ มีบทบาทหนา ท่ีในการปลกู ฝงวฒั นธรรมของชาติ และมกี าํ ลงั ความสามารถในการถายทอดใหแกเยาวชนไดจ าํ นวนมาก แตก ารถายทอดทฤษฎีอยางเดียวคงไมเพยี งพอ ครอู าจารยค วรสรา งศรัทธาโดย “ทําใหดู ใหรดู วยตา เหน็ คา ดว ยใจ” เพราะเม่ือเด็กเห็นคุณคาจะสนใจศกึ ษาและใฝห าฝกหดั ตอ ไป 2.4. การสงเสรมิ และการสนบั สนนุ เพลงพื้นบา น เปนงานหนักที่ตองอาศัยบุคคลที่เสียสละและทุมเท รวมทง้ั การประสานความรวมมือของทุกฝาย ที่ผานมาปรากฏวามีการสงเสริมสนับสนุนเพลงพื้นบานคอนขางมากท้ังจากหนวยงานของรัฐและเอกชน ไดแก สํานักงานวัฒนธรรมแหงชาติ ศูนยวัฒนธรรมประจําจังหวัด สถาบันการศึกษาตาง ๆ ศูนยสังคีตศิลป ธนาคารกรุงเทพฯ สํานักงานการไฟฟา ฝา ยผลิตแหงประเทศไทย เปน ตน 2.5. การสง เสรมิ เพลงพ้ืนบานใหเปนสวนหน่ึงของกิจกรรมในชีวิตประจําวัน โดยแทรกเพลงพ้นื บานในกิจกรรมรน่ื เรงิ ตา ง ๆ ไดแ ก กิจกรรมของชีวิตสว นตัว เชน งานฉลองคลายวันเกิด งานมงคลสมรส งานทําบุญขึ้นบานใหม ฯลฯ กิจกรรมในงานเทศกาลตาง ๆ เชน ปใหม ลอยกระทงหรือสงกรานต กิจกรรมในสถาบันการศึกษา เชน พิธีบายศรีสูขวัญ งานกีฬานองใหม งานฉลองบัณฑิตและกจิ กรรมในสถานที่ทํางาน เชน งานเล้ยี งสงั สรรค งานประชุมสัมมนา เปน ตน 2.6. การสงเสริมใหนําเพลงพื้นบานไปเปนสื่อในการโฆษณาประชาสัมพันธ ท้ังในระบบราชการและในวงการธุรกิจ เทาท่ีผานมาปรากฏวามีหนวยงานของรัฐและเอกชนหลายแหงนําเพลงพื้นบานไปเปน สือ่ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ เชน จังหวัดสุพรรณบุรีเชิญ ขวัญจิต ศรีประจันต ไปรองเพลงพ้ืนบานประชาสมั พันธผลงานของจงั หวัด บริษัทท่ีรับทําโฆษณานํ้าปลายี่หอทิพรส ใชเพลงแหลสรางบรรยากาศความเปนไทย อุดม แตพานิช รองเพลงแหลในโฆษณาโครงการ หารสองรณรงคใหประชาชนประหยดั พลังงาน บญุ โทน คนหนุม รองเพลงแหลโ ฆษณานาํ้ มันเคร่ือง ท็อปกัน 2T การใชเพลงกลอ มเด็กภาคอีสานในโฆษณาโครงการสํานึกรักบานเกดิ ของ TAC เปน ตน การใชเพลงพื้นบานเปนสื่อในการโฆษณาประชาสัมพันธดังกลาวนับวานาสนใจและควรสงเสริมใหกวางขวางย่ิงขน้ึ เพราะทาํ ใหเ พลงพนื้ บานเปน ท่คี ุนหขู องผูฟง และยังคงมีคณุ คา ตอ สังคมไทยไดตลอดไป

97กจิ กรรมที่ 1.1.1ใหผ ูเรยี นอธิบายลกั ษณะของดนตรีพื้นบานเปนขอ ๆ ตามทเ่ี รยี นมา1.2 ใหผูเรียนศึกษาดนตรีพื้นบานในทองถิ่นของผูเรียน แลวจดบันทึกไว จากนั้นนํามาอภิปรายในชั้นเรียน1.3 ใหผเู รียนลองหัดเลน ดนตรพี นื้ บา นจากผรู ใู นทองถิน่ แลว นํามาเลนใหช มในชน้ั เรียน1.4 ผเู รยี นมีแนวความคดิ ในการอนุรักษเ พลงพ้ืนบานในทอ งถิน่ ของผเู รยี นอยา งไรบา ง ใหผเู รยี น บนั ทกึ เปนรายงานและนาํ แสดงแลกเปล่ยี นความคิดเห็นกันในชัน้ เรยี น

98 บทท่ี 3 นาฏศิลปพืน้ บา นสาระสําคัญ 1. นาฏศิลปพ ้ืนบา นและภมู ิปญ ญาทอ งถิน่ 2. คุณคา และการอนุรักษน าฏศิลปพ นื้ บาน วฒั นธรรมประเพณแี ละภมู ิปญ ญาทอ งถ่ินผลการเรียนรูท คี่ าดหวงั 1. บอกประวตั คิ วามเปนมาของนาฏศิลปพ้นื บา นแตล ะภาคได 2. บอกความสมั พนั ธร ะหวา งนาฏศิลปพน้ื บานกับวัฒนธรรมประเพณี 3. บอกความสัมพนั ธระหวางนาฏศลิ ปพื้นบานกับภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ ได 4. นํานาฏศลิ ปพ ืน้ บาน ภมู ปิ ญ ญาทองถิ่นมาประยุกตใ ชไ ดอยา งเหมาะสมขอบขา ยเน้ือหา 1. นาฏศิลปพื้นบานและภูมปิ ญญาทอ งถิ่น 2. นาฏศลิ ปพ ื้นบา นภาคเหนอื 3. นาฏศิลปพ ้ืนบา นภาคกลาง 4. นาฏศิลปพ นื้ บา นภาคอีสาน 5. นาฏศิลปพ น้ื บา นภาคใต

99เรือ่ งท่ี 1 นาฏศิลปพ ื้นบา นและภูมปิ ญ ญาทองถนิ่ นาฏศิลปพืน้ บาน เปน การแสดงทเี่ กดิ ข้ึนตามทองถิ่นตา ง ๆ มกั เลนเพือ่ ความสนุกสนาน บันเทิงผอนคลายความเหน็ดเหน่ือย หรือเปนการแสดงท่ีเก่ียวกับการประกอบอาชีพของประชาชนตามภาคนัน้ ๆ นาฏศลิ ปพ ื้นบานเปนการแสดงท่ีสะทอนความเปนเอกลักษณของภูมิภาคตาง ๆ ของประเทศไทย ตามลักษณะพื้นที่ วัฒนธรรมทองถ่ิน ประเพณีท่ีมีอยูคูกับสังคมชนบท ซ่ึงสอดแทรกความสนกุ สนาน ความบันเทงิ ควบคไู ปกับการใชชีวติ ประจําวัน นาฏศิลปพ้นื บานภาคเหนือ การฟอนคือการแสดงนาฏศิลปภาคเหนือที่แสดงการรายรํา เอกลักษณที่ดนตรีประกอบมีแตทาํ นองจะไมม ีคาํ รอ ง การฟอ นราํ ของภาคเหนือ มี 2 แบบ คือ แบบอยางดังเดิม กับแบบอยางที่ปรับปรุงขึน้ ใหม การฟอ นรําแบบดั้งเดิม ไดแ ก ฟอ งเมือง ฟอ นมา น และฟอนเงยี้ ว 1. ฟอนเมอื ง หมายถงึ การฟอ นราํ แบบพืน้ เมอื ง เปนการฟอ นรําที่มแี บบแผน ถายทอดสบื ตอกนั มาประกอบดวยการฟอนราํ การฟอ นมแี ตดนตรกี บั ฟอน ไมม กี ารขับรอง เชน ฟอ นเล็บ ฟอ น ดาบ ฟอนเจงิ ฟอนผมี ด ฟอ นแงน เปน ตน การแสดงฟอ นดาบ2. ฟอ นมาน หมายถงึ การฟอนราํ แบบมอญ หรอื แบบพมา เปน การสบื ทอดรูปแบบทา รํา และ ดนตรี เมือ่ ครั้งท่พี มา เขา มามีอํานาจเหนอื ชนพน้ื เมือง เชน ฟอนพมา ฟอนผีเม็ง ฟอนจา ดหรอื แสดงจา ดหรือลเิ กไทยใหญ การแสดงฟอ นมา นมงคล

100 3. ฟอนเงี้ยว เปนการแสดงของชาวไต หรือไทยใหญ รูปแบบของการแสดงจะเปนการฟอนรํา ประกอบกบั กลองยาว ฉาบ และฆอง เชน ฟอ นไต ฟอนเง้ยี ว ฟอนกงิ กะหลา ฟอ นโต ฟอนกงิ กะหลา การฟอนราํ แบบปรบั ปรุงใหม เปนการปรับปรุงการแสดงที่มีอยูเดิมใหมีระเบียบแบบแผนใหถกู ตอ งตามนาฏยศาสตร ใชทวงทาลลี าท่งี ดงามย่ิงข้นึ อาทิเชน ฟอ นเล็บ ฟอนเทียน ฟองลองนาน ฟอนเงีย้ วแบบปรับปรุงใหม ฟอนมา นมุยเชียงตา ระบาํ ซอ ระบาํ เก็บใบชา ฟอนสาวไหม เปน ตนฟอ นเลบ็ ประวตั คิ วามเปน มา ฟอนเล็บ เปนการฟอนรําที่สวยงามอีกอยางหน่ึงของชาวไทยภาคเหนือ เรียกช่ือตามลักษณะของการฟอ น ผูแสดงจะสวมเลบ็ ทที่ ําดว ยโลหะทกุ นวิ้ ยกเวนน้ิวหัวแมมือ แบบฉบับของการฟอน เปนแบบแผนในคุม เจา หลวงในอดีตจงึ เปนศลิ ปะท่ีไมไดชมกันบอยนัก การฟอนรําชนิดน้ีไดแพรหลายในกรุงเทพมหานคร เม่อื ครั้งสมโภชนพระเศวตคชเดชดลิ ก ชา งเผือก ในสมัยรชั กาลท่ี 7 เม่อื พ.ศ. 2470ครูนาฏศิลปข องกรมศลิ ปากร ไดฝก หัดถา ยทอดเอาไว และไดน าํ มาสืบทอดตอ กันมา

101 ภาพการฟอนเล็บ นาฏศลิ ปของภาคเหนือ เครอ่ื งดนตรี เคร่ืองดนตรีทใ่ี ชประกอบการฟอ นเลบ็ ไดแก ปแน กลองแอว ฉาบ โหมง เครือ่ งแตงกาย เคร่อื งแตง กาย สวมเสื้อคอกลมหรือคอปดแขนยาว ผาหนาติดกระดุม หมสไบทับตัวนุงผาซิ่นพ้นื เมอื งลายขวางตอตนี จกหรอื เชงิ ซิ่นเกลามวยสงู ประดับดว ยดอกไมแ ละอบุ ะสวมสรอยคอและตา งหู ทาราํ ทารํา มีช่ือเรียกดังน้ี ทากังหันรอน ทาเรียงหมอน ทาเลียบถํ้า ทาสอดสรอยมาลา ทาพรหมส่ีหนา ทา ยงู ฟอนหาง โอกาสของการแสดง ใชแสดงในโอกาสมงคล งานรื่นเรงิ การตอนรับแขกบานแขกเมอื งนาฏศิลปพ้นื บานภาคกลาง เปน ศลิ ปะการรา ยรําและการละเลนของชนชาวพ้นื บา นภาคกลาง ซ่ึงสวนใหญมีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมคี วามสอดคลอ งกับวิถชี ีวติ และเพื่อความบันเทิงสนกุ สนานเปนการผักผอ นหยอ นใจจากการทาํ งาน หรอื เม่ือเสร็จจากเทศกาลฤดเู ก็บเกย่ี ว เชน การเลนเพลงเกี่ยวขาว เตนกํารําเคียว ราํ เถิดเทงิ รําเหยอย เปน ตน มีการแตงกายตามวัฒนธรรมของทองถ่ินและใชเคร่ืองดนตรีพื้นบานเชน กลองยาว กลองโทน ฉ่งิ ฉาบ กรบั และโหมง

102รําเหยอย ประวัตคิ วามเปนมา รําเหยอย คอื การรําพน้ื เมืองที่เกา แกชนิดหนึ่ง มีตน กาํ เนดิ ท่จี ังหวัดกาญจนบุรี แถบอําเภอเมอื งอําเภอพนมทวน ซึ่งยงั มกี ารอนรุ กั ษรปู แบบการละเลนนเี้ อาไว การแสดงราํ เหยอ ย การราํ การรองเพลงเหยอ ย จะเริม่ ดวยการตีกลองยาวโหมโรงเรียกคนกอน วงกลองยาวก็เปนกลองยาวแบบพนื้ เมอื ง ประกอบดวย กลองยาว ฉง่ิ ฉาบ กรับ โหมง มปี ท่เี ปนเครอื่ งดาํ เนินทํานอง ผูเลนรําเหยอยก็จะแบงออกเปนฝายชาย กับฝายหญิง โดยจะมีพอเพลง แมเพลง และลูกคู เม่ือมีผูเลนพอสมควรกลองยาวจะเปลย่ี นเปน จังหวะชาใหพอเพลงกับแมเพลงไดรองเพลง โตตอบกัน คนรองหรอื คนรําก็จะมผี าคลอ งคอของตนเอง ขณะท่มี ีการรองเพลง กจ็ ะมีการเคล่ือนที่ไปยังฝา ยตรงขาม นําผาไปคลอ งคอ เพอ่ื ใหอ อกมาราํ ดวยกันสลับกันระหวางฝายชายและฝายหญิง คํารองก็จะเปนบทเกี้ยวพาราสี จนกระทัง่ ไดเวลาสมควรจึงรองบทลาจาก ทารํา ไมมีแบบแผนท่ีตายตัว ข้ึนอยูกับผูรําแตละคู การเคล่ือนไหวเทาจะใชวิธีสืบเทาไปขางหนา กรมศิลปากรไดสืบทอดการแสดงรําเหยอยดวยการปรับปรุงคํารอง และทารําใหเหมาะสมสาํ หรบั เปนการแสดงบนเวที หรือกลางแจงในเวลาจาํ กัด จงึ เปนการแสดงพ้ืนเมอื งทส่ี วยงามชุดหน่ึงการแตง กาย ฝายชาย สวมเสอื้ คอกลม นุงโจงกระเบน มีผา คาดเอว ฝา ยหญิง สวมเส้อื แขนกระบอก นุงโจงกระเบน มีผา คลอ งคอ คํารองของเพลงเหยอ ยจะใชฉ นั ทลกั ษณแบบงาย เหมือนกบั เพลงพื้นบา นทั่วไป ท่ีมักจะลงดวยสระเดยี วกัน หรอื เรยี กวา กลอนหวั เตยี ง คํารอ งเพลงเหยอ ยจะจบลงดวยคําวาเหยอย จึงเรียกกันวาเพลงเหยอยราํ พาดผาก็เรียก เพราะผูรํามีการนําผาไปคลองใหกับอีกฝายหนึ่ง ฉันทลักษณของเพลงเหยอยมีเพียงสองวรรค คือ วรรคหนา กับวรรคหลัง มสี ัมผัสเพียงแหงเดียว เม่ือรองจบ 2 วรรค ลูกคูหญิงชายก็จะรองซาํ้ ดังตัวอยาง คาํ รอ งเพลงเหยอย ฉบับกรมศลิ ปากร ดงั น้ี

103ชาย มาเถดิ หนาแมมา มาเลน พาดผา กนั เอย พ่ีตัง้ วงไวท า อยา น่งิ รอชาเลยเอย พีต่ ัง้ วงไวค อย อยา ใหวงกรอ ยเลยเอย เขา มาพาดผา เถดิ เอยหญงิ ใหพยี่ ื่นแขนขวา พาดที่องคน อ งเอยชาย พาดเอยพาดลง ไปรํากบั เขาหนอ ยเอยหญิง มาเถิดพวกเรา รบี รําออกมาเถดิ เอยชาย สวยเอยแมค ณุ อยา ชา สวยดังหงสทองเอยหญิง ราํ รายกรายวง สวยดงั กนิ นรนางเอยชาย ราํ เอยราํ รอน นาเอ็นดูจริงเอยหญงิ ราํ เอยรําคู พ่ีรักเจา สาวจริงเอยชาย เจาเคยี วใบขา ว อยา มาเปน หว งเลยเอยหญิง เจาเคียวใบพวง รักแลวไมท้งิ ไปเลยชาย รักนอ งจรงิ รักแลวกท็ ิง้ ไปเอยหญงิ รกั นองไมจ รงิ รกั จะตกเสยี แลว เอยชาย พแ่ี บกรักมาเตม็ อก เชื่อไมไ ดเลยเอยหญิง ผชู ายหลายใจ ชา งไมเมตตาเสยี เลยเอยชาย พ่แี บกรกั มาเตม็ รา จะใหน อ งรกั อยางไรเอยหญิง เมยี มีอยูเตม็ ตกั เมียพ่มี ีเมอ่ื ไรเอยชาย สวยเอยคนดี จะทิง้ ทอดทานใหใครเอยหญงิ เมียมีอยูทบี่ า น จะฉกี ใหด ใู จเอยชาย ถาฉกี ไดเ หมอื นปู รีบไปสูข อนอ งเอยหญงิ รักจริงแลว หนอ สนิ สอดเทา ไรนอ งเอยชาย ขอกไ็ ด ใหพร่ี บี ไปขอเอยหญงิ หมากลกู พลจู บี เห็นสดุ แรงนองเอยชาย ขา วยากหมากแพง รีบไปใหถ ึงเถดิ เอยหญิง หมากลูกพลูครง่ึ เห็นจะดีกวา เอยชาย รกั กนั หนาพากันหนี ไมเ ช่อื คําชายเลยเอยหญงิ แมส อนเอาไว หนตี ามกันไปเถดิ เอยชาย แมสอนเอาไว ใหก ลับพาราแลว เอยหญงิ พอ สอนไวว า

104ชาย พอ สอนไววา ใหก ลบั พาราพ่ีเอยหญงิ กาํ เกวยี นกาํ กง จะตองจบวงแลวเอยชาย กรรมเอยวิบาก วันนีต้ อ งจากแลว เอยหญิง เวลาก็จวน นอ งจะรีบดว นไปกอนเอยชาย เรารวมอวยพร กอ นจะลาจรไปกอนเอยพรอมกนั ใหห มดทกุ ขโ ศกโรคภยั สวัสดมี ีชัยทุกคนเอยนาฏศิลปพ ้นื บานภาคอสี าน เปน การแสดงศลิ ปะการรําและการเลน พนื้ บา นภาคอีสานหรือภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของไทยแบงเปน 2 กลุมวฒั นธรรมใหญ ๆ คอื 1. กลุมอีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวเรียกการละเลนวา “หมอลํา, เซิ้ง และฟอน” เชน ลําเตย ลําลอ ง ลํากลอนเกี้ยว เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งตังตวาย ฟอนภูไท เปนตน ดนตรีพ้ืนบานที่ใชประกอบไดแกพิณ แคน โปงลาง กลองยาว ซอ โหวด ฉ่งิ ฉาบ ฆอ ง และกรับ ฟอนภูไท ของชาว จงั หวดั สกลนคร 2. กลุมอีสานใต ไดรับอิทธิพลไทยเขมร มีการละเลนท่ีเรียกวา เรือมหรือเร็อม เชนเรอื มอนั เร หรือ รําสาก หรอื กระโดสาก สว นละเลนเพลงโตต อบกนั เชน กันตรึม เจรียง อาไย เปนตน วงดนตรี ดนตรีที่ใชป ระกอบไดแก วงมโหรีพื้นบา น ประกอบดวย ซอดวง กลองกันตรึม ปออ ปสไล ฉ่ิงและกรับ

105 เรอื มอันเรหรอื รําสาก การแตงกายประกอบการแสดงนาฏศิลปพ้ืนบานอีสานเปนไปตามวัฒนธรรมของพื้นบานลักษณะทารําและทวงทาํ นองดนตรีสวนใหญคอ นขา งกระซับ รวดเรว็ และสนุกสนานเซ้งิ กระตบิ ขา ว ประวัติความเปน มา เซิ้งกระตบิ ขาว เปนการละเลนพื้นเมอื งของชาวภูไท ท่ีตั้งถิ่นฐานอยูแถวจังหวัดสกลนคร และจงั หวัดใกลเ คียง นิยมเลน ในโอกาสรื่นเรงิ ในวนั นักขัตฤกษ การแสดงจะเรมิ่ ดว ยฝายชายนาํ เคร่อื งดนตรีไดแ ก แคน กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ กรบั โหมง มาบรรเลงเปนวงใชท ํานองและจังหวะที่สนุกสนานแบบเซ้ิงอีสาน สวนฝายหญิงกจ็ ะสะพายกระติบขา ว (ภาชนะสาํ หรับบรรจุขาว เหนียวนึ่ง) ออกมารายรําดวยทวงทาตา งๆ ซึ่งมีความหมายวา การนาํ อาหารไปใหส ามีและญาติพี่นองท่ีออกไปทํานา การฟอนรําเซิ้งกระตบิ ไมมคี ํารองประกอบ

106 เคร่ืองแตงกาย ผูหญิงสวมเส้ือแขนกระบอกนุงผาซิ่นตีนจกหมสไบทับเสื้อเกลามวยประดับดอกไมต า งหูสรอยคอกาํ ไลขอมือขอ เทาสะพายกระติบขาว ผูชายที่เปนนักดนตรีสวมเสื้อแขนสั้นสีดําหรือกรมทา นงุ ผาโจงกระเบนสแี ดง หรอื โสรง มผี าคาดเอว โอกาสของการแสดง อาทิ งานบุญประเพณี งานตอนรบั แขกบา นแขกเมือง งานวัฒนธรรม หรอืงานเผยแพรวัฒนธรรมไทยในตางประเทศ เปน ตนนาฏศลิ ปพ ื้นบานภาคใต เปนศิลปะการแสดงและการละเลนของชาวพื้นบานภาคใตอาจแบงตามกลุมวัฒนธรรมได 2กลุมคือวัฒนธรรมไทยพุทธ ไดแก การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก และวัฒนธรรมไทยมุสลิมไดแ ก ชาํ เปง ลเิ กซลู ู ซลิ ะ รองเง็ง การแสดงรองเง็ง การแสดงนาฏศิลปพ้ืนบานภาคใตแบงออกเปนหลายแบบคือ แบบด้ังเดิมและแบบที่ไดรับอิทธิพลจากตา งประเทศ 1. แบบดง้ั เดิมไดรบั แบบแผนมาจากสมัยอยุธยา หรือครั้งท่ีกรุงศรีอยุธยาเสียแกขาศึก บรรดาศิลปนนักแสดงทั้งหลายก็หนีภัยสงครามลงมาอยูภาคใต ไดนํารูปแบบของการแสดงละครที่เรียกวาชาตรี เผยแพรส ภู าคใตและการแสดงด้งั เดมิ ของทองถ่ิน เชน การสวดมาลยั เพลงนา เพลงเรอื เปน ตน 2. แบบท่ีไดรับอิทธิพลจากตางประเทศ ภาคใตเปนพ้ืนท่ีติดตอกับประกาศมาเลเซีย ดังนั้นประชาชนทีอ่ าศยั อยูแ ถบชายแดน กจ็ ะรบั เอาวฒั นธรรมการแสดงของมาเลเซียมาเปนการแสดงทองถิ่นเชน ลเิ กฮูลู สลาเปะ อาแวลูตง คาระ กรอื โตะ ซัมเปง เปน ตน

107 การแสดงซัมเปงมโนราห ประวัติความเปนมา โนรา หรือ มโนราห เปนการแสดงท่ียิ่งใหญ และเปนวิถีชีวิตของชาวใตเกือบทุกจังหวัด และนบั วาเปน การแสดงที่คูกับหนังตะลงุ มาชา นาน ความเปน มาของโนราน้ัน มีตาํ นานกลา วไวห ลายกระแสมีตาํ นานหนงึ่ กลาววา ตวั ครโู นราคนหนึ่งซงึ่ ถือวา เปนคนแรกนนั้ มาจากอยธุ ยา ชอื่ ขุนศรัทธา ซงึ่ สมเดจ็พระเจา บรมวงศเธอกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ทรงสนั นิษฐานวา คงเปนครูละครที่มีช่ือเสียงของกรุงศรีอยธุ ยา ชวงปลาย ๆ มีคดีจนตองถูกลอยแพไปติดอยเู กาะสีชงั ชาวเรือชวยพามายังนครศรธี รรมราชไดใชความสามารถสง่ั สอนการแสดงละครตามแบบแผนของ กรงุ ศรีอยุธยา การแสดงโนราหรอื มโนราหใ นภาคใต

108และตามคําบอกเลา ของขนุ อุปถัมภน รากร (พุม เทวา) ก็กลาวในนางนวลทองสําลี พระธดิ าของทา นพระยาสายฟา ฟาด ตอ งโทษดว ยการเสวยเกสรดอกบัวแลวเกดิ ตั้งครรภ จงึ ถกู ลอยแพกบั นางสนมไปติดอยูท่เี กาะสชี ัง และประสตู ิโอรส ซ่ึงเจาชายนอย ไดรับการส่ังสอนการรายรํา 12 ทา จากพระมารดาซ่ึงเคยฝนวา มนี างฟามาสอนใหจดจาํ ไว 12 ทา นางก็พยายามจําอยา งขึน้ ใจ แลวยงั ไดส ่ังสอนใหน างสนมกํานัลอีกดวย เจาชายนอยไดเขาไปรําถวายใหพระยาสายฟาฟาดทอดพระเนตร มีการซักถามถึงบิดามารดาก็รวู าเปน หลานขวัญ จงึ สงคนไปรับกลบั เขาเมอื ง นางศรี คงคา ไมยอมกลับตองมัดเอาตัวข้ึนเรือเม่ือเรอื เขามาสูปากนํา้ ก็มีจระเขขวางเรือพวกลูกเรือชวยกันแทงจระเข จึงบังเกิดทารําของโนราขึ้นอีกกระบวนทาหนง่ึ แสดงถึงการราํ แทงจระเข การเก่ียวเน่ืองระหวางโนรากับละครชาตรีของภาคกลางก็อาจจะซบั ซอนเปนอนั มากคําวา ชาตรี ตรงกับคําวา ฉัตริยะของอินเดียใต แปลวา กษัตริย หรือนักรบผูกลาหาญ และเนอื่ งจากการแสดงตา ง ๆ มักมีตัวเอกเปน กษตั ริย จึงเรียกวา ฉัตรยิ ะ ซง่ึ ตอ มากไ็ ดเพ้ยี นมาเปน ชาตรี หรือละครชาตรี เพราะเห็นวา เปนการแสดงอยางละคร มีผูรูกลาววาท้ังโนราและชาตรีนาจะเขามาพรอม ๆกนั ท้งั ภาคใต และภาคกลาง เหตทุ ่โี นราและชาตรีมคี วามแตกตางกันออกไปบางก็คงเปนไปตามสภาพของวถิ ชี ีวติ วฒั นธรรมประเพณีของแตล ะภาค ความนยิ มทแ่ี ตกตา งกัน แตอยา งไรก็ตาม ส่ิงทย่ี งั คงเปนเอกลกั ษณของการแสดงโนรา และชาตรี คือเครื่องดนตรีท่ีใชโทน (ทน) ฆอง และป เปนเครื่องยืนพ้ืนในภาคกลางมกี ารใชระนาดเขามาบรรเลงเมือ่ ครั้งสมยั รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวน้ีเอง ในสมยั เดมิ นัน้ คาํ วา โนรา ยงั ไมไ ดมีการเรียกจะใชคําวา ชาตรี แมใ นสมยั รตั นโกสนิ ทรก ็ยังใชคําวาชาตรีอยู ดังคําประพันธของกรมหมนื่ ศรีสเุ รนทรว า“ชาตรตี ลบุ ตลุบทง้ิ กลองโทนราํ สะบัดวัดสะเอวโอน ออนแปลคนกรบั รบั ขยับโยน เสยี งเยิน่รอ งเรอ่ื งรถเสนแห หอขยุม ยาโรย”ตอเมอ่ื ไดนําเอาเร่ืองพระสุธนมาแสดงกับชาตรี จึงเรียกติดปากวา มโนราหชาตรี ตามชื่อของนางเอกเรือ่ งสธุ น ตัวบทละครกเ็ กิดขน้ึ ในภาคใต หาไดนําเอามาจากอยุธยาไม ในที่สุดการแสดงโนราจึงกลายจากเรือ่ งพระสุธน ในสมัยตอมาก็มกี ารนําเอาวรรณคดีพน้ื บา นเรอ่ื งอนื่ มาแสดง แตก ย็ ังเรียกการแสดงนี้วา มโนราห เม่ือนานเขา เกดิ การกรอนของภาษา ซึ่งเปนลกั ษณะทางภาษาของภาคใตท่จี ะพูดถอยคําหวนๆ จงึ เรียกการแสดงน้ีวา “โนรา”

109 การแสดงโนรานัน้ มีทาราํ สําคญั 12 ทา แตละคณะก็แตกตางกนั ออกไปบาง โดยมีการสอนทา รําโนรา คอื โดยใชบทประพนั ธที่แสดงวธิ กี ารรายราํ ดว ยลีลาตาง ๆ การเชื่อมทา การขยับหรอื เขยิบเทา การกลอมตัวต้ังวง และการเคลื่อนไหวที่คอ นขางรวดเร็ว ในบทราํ ทา ครูสอนมีคํากลอนกลาวถึงการแตงตัวและลีลาตาง ๆ ดงั นี้ “ครูเอยครสู อน เสดอื้ งกรตอ งาครูสอนใหผผู า สอนขา ใหทรงกาํ ไลสอนครอบเทรดิ นอ ย แลว จบั สรอยพวงมาลยัสอนทรงกําไล สอนใสซายขวาเสด้ืองเยอ้ื งขา งซาย ตีคาไดหาพาราเสดอื้ งเย้อื งขางขวา ตคี า ไดหา ตาํ ลึงทองตีนถีบพนัก สวนมือชักเอาแสงทองหาไหนมิไดเ สมอื นนอ ง ทาํ นองพระเทวดา” นอกจากบทรําทาครูสอนแลว ยังมีการประดิษฐทารําเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมาย จนถึงการประดิษฐทารําสวนตัว และทารําเฉพาะ ไดแก การรําไหวครู รําโรงครู รําแกบท รําบทครูสอน รําปฐมบท รําแทงจระเข รําเพลงโค รําเพลงทับเพลงโทน รําคลอ งหงส เปน ตน การแตง กายของโนรา แตเดิมสวมเทรดิ (เครอ่ื งสวมหัวคลา ยชฏา) นงุ สนับเพลา คาดเจียรบาดมีหอ ยหนา ประดบั หางอยางมโนราห มีสายคลอ งวาลประดับทบั ทรง กรองคอ และสวมเลบ็ ยาว เครอ่ื งดนตรี คอื กลอง ทบั คู ฆองคู โหมง ฉ่งิ และป โดยการเร่มิ บรรเลงโหมโรง จากนัน้ เชิญครูรองหนา มาน หรอื กลาวหนา มา น เรื่องทแี่ สดงเรยี กเปน ภาษาถนิ่ วา “กําพรัดหนามาน” จากนั้นจึงเร่ิมทําการแสดง โนราแตละคณะจะประกอบดว ยผูแสดงประมาณ 15 – 20 คน แตเดิมผูแสดงสวนใหญจะเปนผชู ายแตก ็มผี ูหญงิ ผสมอยูดว ย

110โอกาสของการแสดงโนรา กแ็ สดงในงานทัว่ ไปกิจกรรมการเรียนรู 1 ความผลการเรียนรทู ีค่ าดหวงั 1. บอกประวัติความเปน มาของนาฏศิลปพื้นบา นแตละภาคได 2. แสดงนาฏศิลปพ ้นื บา นไดอยางถูกตอ งและเหมาะสม 3. รคู ณุ คาและอนุรักษนาฏศิลปพ ื้นฐานและภูมปิ ญญาทองถิน่คําชีแ้ จง 1. จงอธบิ ายความรูเกี่ยวกบั นาฏศิลปพ นื้ บา นของไทยมาพอสังเขป 2. ใหผ เู รียนศึกษาการแสดงนาฏศิลปพ้ืนบานของทองถิ่นตนเอง โดยศึกษาประวัติ เปน มา รปู แบบการแสดง วิธีการแสดงและฝก หัดการแสดงอยา งนอ ย 1 ชดุกจิ กรรมการเรยี นรู 2ผลการเรียนรูท ค่ี าดหวัง - บอกความสัมพนั ธร ะหวา งนาฏศลิ ปพ น้ื บา นกับวฒั นธรรมประเพณีและภมู ิปญญาทองถ่นิ ไดคาํ ชี้แจง ใหผเู รียนศึกษานาฏศิลปพ ้ืนบานในทอ งถน่ิ หรอื ท่ีตนเองสนใจอยางลกึ ซึง้ - อทิ ธิพลใดมผี ลตอ การเกดิ นาฏศลิ ปพื้นบาน - แนวทางอนุรกั ษนาฏศลิ ปพ ้นื บา น

111 บทท่ี 4การผลิตเครอื่ งดนตรีปจ จัยหลกั ของการประกอบอาชีพ ส่ิงสําคัญของการเริ่มตนประกอบอาชีพอิสระ ตองพิจารณาวาจะประกอบอาชีพอิสระอะไรโอกาสและความสําเร็จมมี ากนอ ยเพยี งไร และตอ งเตรียมตัวอยางไรจึงจะทําใหประสบผลสําเร็จ ดังน้ันจึงตอ งคํานึงถึงปจจยั หลักของการประกอบอาชพี ไดแ ก 1. ทนุ คือ ส่งิ ที่จําเปนปจ จยั พน้ื ฐานของการประกอบอาชีพ โดยตองวางแผนและแนวทางการดําเนินธุรกิจไวลวงหนา เพื่อท่ีจะทราบวาตองใชเงินทุนประมาณเทาไร บางอาชีพใชเงิน ทุนนอยปญหายอมมีนอย แตถาเปนอาชีพท่ีตองใชเงินทุนมากจะตองพิจารณาวามีทุนเพียงพอหรือไมซ่ึงอาจเปนปญ หาใหญ ถาไมพอจะหาแหลงเงินทุนจากที่ใด อาจจะไดจากเงินเก็บออม หรือจากการกูยืมจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินอ่ืน ๆ อยางไรก็ตามในระยะแรกไมควรลงทุนจนหมดเงินเก็บออมหรือลงทนุ มากเกนิ ไป 2. ความรู หากไมม คี วามรูเพียงพอ ตองศึกษาหาความรูเพิ่มเติม อาจจะฝกอบรมจากสถาบันที่ใหความรดู านอาชพี หรอื ทาํ งานเปน ลูกจา งคนอ่นื ๆ หรือทดลองปฏบิ ัตดิ วยตนเองเพ่ือใหม คี วามรู ความชํานาญ และมีประสบการณในการประกอบอาชพี น้ัน ๆ 3. การจดั การ เปนเร่ืองของเทคนคิ และวิธกี าร จงึ ตอ งรจู ักการวางแผนการทาํ งานในเร่อื งของตัวบุคคลทีจ่ ะรว มคิด รว มทําและรวมทนุ ตลอดจนเครือ่ งมือ เครอ่ื งใชและกระบวนการทํางาน 4. การตลาด เปน ปจจัยที่สําคัญมากที่สุดปจจัยหน่ึง เพราะหากสินคาและบริการท่ีผลิตข้ึนไมเปนท่นี ิยมและไมสามารถสรา งความพอใจใหแกผ บู ริโภคได ก็ถือวากระบวนการท้ังระบบไมประสบผลสาํ เร็จ ดังนัน้ การวางแผนการตลาดซ่งึ ปจ จบุ นั มีการแขงขนั สูง จึงควรไดร บั ความสนใจในการพัฒนารวมท้ังตองรแู ละเขา ใจในเทคนิคการผลติ การบรรจแุ ละการหีบหอ ตลอดจนการประชาสัมพนั ธ เพ่ือใหสินคาและบรกิ ารของเราเปน ทนี่ ิยมของลูกคา กลมุ เปา หมายตอไป ขอแนะนาํ ในการเลือกอาชพี กอ นตดั สินใจเลือกประกอบอาชีพใด ๆ กต็ าม ควรพจิ ารณาอยา งรอบคอบ ซ่งึ มขี อแนะนํา ดงั นี้ 1. ควรเลอื กอาชีพทีช่ อบหรอื คดิ วา ถนัด ควรสํารวจตัวเองวาสนใจอาชีพอะไร ชอบหรือถนัดดานไหน มีความสามารถอะไรบาง ที่สําคัญคือตองการหรืออยากจะประกอบอาชีพอะไร จึงจะ

112เหมาะสมกับตัวเองและครอบครัว กลาวคือพิจารณาลักษณะงานอาชีพ และพิจารณาตัวเอง พรอมท้ังบคุ คลในครอบครัวประกอบกนั ไปดว ย 2. พัฒนาความสามารถของตัวเอง คอื ควรศึกษารายละเอียดของอาชีพที่จะเลือกไปประกอบถาความรูความเขาใจยังมีนอย มีไมเพียงพอก็ตองทําการศึกษา ฝกอบรม ฝกปฏิบัติเพิ่มเติมจากบุคคลหรือหนวยงานตา ง ๆ ใหม พี ้ืนฐานความรคู วามเขา ใจในการเริม่ ประกอบอาชพี ทถ่ี กู ตอง เพื่อจะไดเ รียนรูจากประสบการณจริงของผูมีประสบการณมากอน จะไดเพิ่มโอกาสความสําเร็จสมหวังในการไปประกอบอาชีพนน้ั ๆ 3. พิจารณาองคประกอบอ่นื ที่เกี่ยวของ เชน ทําเลที่ต้ังของอาชีพที่จะทําไมวาจะเปน การผลิต การจาํ หนาย หรอื การใหบ รกิ ารก็ตาม สภาพ แวดลอมผรู ว มงาน พ้ืนฐานในการเร่มิ ทําธุรกจิ เงนิ ทุนโดยเฉพาะเงนิ ทุนตอ งพิจารณาวามีเพยี งพอหรอื ไมถ าไมพ อจะหาแหลง เงนิ ทนุ จาก ทใ่ี ดอาชพี การผลติ ขลยุขลยุ จาํ แนกเปนประเภทตาง ๆ ไดดงั น้ี ขลุยหลบิ หรือขลยุ หลีกหรอื ขลุย กรวด เปน ขลุย ขนาดเลก็ เสยี งสงู กวา ขลุย เพยี งออเปนคูส่ี ใชใ นวงมโหรเี ครอ่ื งคู เครือ่ งใหญ และวงเครื่องสายเครื่องคโู ดยเปน เคร่ืองนําในวงเชน เดียวกบั ระนาดหรือซอดว งนอกจากน้ยี งั ใชในวงเครื่องสายปชวาเพราะขลุยหลิบมีเสียงตรงกับเสียงชวาโดยบรรเลงเปนพวกหลังเชน เดยี วกบั ซออู ขลยุ เพียงออ เปนขลุยที่มีระดับเสียงอยูในชวงปานกลาง คนท่ัวไปนิยมเปาเลน ใชใน วงมโหรหี รอื เครื่องสายทว่ั ๆ ไป โดยเปนเครื่องตามหรืออาจใชในวงเคร่ืองสายปชวาก็ไดแตเปายากกวาขลุย หลบิ เนือ่ งจากเสยี งไมต รงกบั เสียงชวาเชนเดยี วกับนาํ ขลุยหลิบมาเปา ในทางเพียงออตองทดเสียงขึ้นไปใหเ ปน คู 4 นอกจากน้ยี ังใชใ นวงปพ าทยไ มนวมแทนปอ กี ดว ย โดยบรรเลงเปนพวกหนา ขลยุ อู เปนขลุยขนาดใหญ เสียงต่ํากวาขลุยเพียงออสามเสียง ใชในวงปพาทยดึกดําบรรพ ซ่ึงตอ งการเครื่องดนตรีทีม่ เี สียงตาํ่ เปนพืน้ นอกจากน้ใี นอดีตยงั ใชในวงมโหรีเครื่องใหญ ปจจุบันไมไดใชเนอื่ งจากหาคนเปา ท่มี คี วามชาํ นาญไดย าก

113ลักษณะขลยุ ท่ีดี ขลุยโดยทัว่ ไป ทาํ จากไมไผ ซึ่งเปน ไมไผเฉพาะพันธุเทานน้ั ปจ จบุ นั นไ้ี มไผท ีท่ ําขลุยสวนใหญมาจากสระบุรี และนครราชสมี า นอกจากไมไผแ ลวขลยุ อาจทําจากงาชาง ไมชิงชัน หรือไมเน้ือแข็งอ่ืนๆ และปจ จุบนั มีผูนาํ พลาสตกิ มาทาํ ขลยุ กนั บางเหมอื นกัน ในเรื่องคุณภาพนั้น ขลุยที่ทําจากไมไผจะดีกวาขลุยท่ีทําจากวัตถุอื่น เนื่องจากไมไผเปนรูกระบอกโดยธรรมชาติมีผิวทั้งดานนอกดานในทําใหลมเดินสะดวก เม่ือถูกนํ้าสามารถขยายตัวไดสัมพันธก บั ดากทาํ ใหไ มแตกงา ย นอกจากนีผ้ ิวนอกของไมไ ผส ามารถตกแตง ลายใหสวยงามได เชน ทําเปนลายผาปูม ลายดอก ลายหิน ลายเกร็ดเตา เปนตน อีกประการหน่ึงที่สําคัญคือ ไมไผมีขอโดยธรรมชาติ ซงึ่ โดยทวั่ ๆ ไป จะเหน็ วา สวนปลายของขลุยดานทไี่ มใชเปาน้ันมีขอติดอยูดวยแตเจาะเปนรูสําหรับปรบั เสยี งของน้วิ สดุ ทายใหไ ดร ะดบั สวนของขอทเี่ หลอื จะทําหนา ทีอ่ มุ ลมและเสียง ใหเ สยี งขลุยมคี วามกังวานไพเราะมากข้นึ ซึ่งถาเปน ขลุย ทที่ าํ จากวัสดุอ่ืนโดยการกลึง ผูทําอาจไมคํานึงถึงขอนี้อาจทาํ ใหข ลุยดอยคณุ ภาพไปได ดงั ที่กลาวมาแลววาขลยุ ทดี่ ีควรทํามาจากไมไ ผ นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาส่ิงอื่น ๆ ประกอบไปดวย 1. เสยี ง ขลยุ ทใี่ ชไดดเี สียงตองไมเ พย้ี นต้ังแตเสียงต่ําสุดไปจนถึงเสียงสูงสุด คือทุกเสียงตองหางกันหน่ึงเสียงตามระบบของเสียงไทย เสียงคูแปดจะตองเทากันหรือเสียงเลียนเสียงจะตองเทากันหรอื นิว้ ควงจะตองตรงกนั เสยี งแทเสียงตอ งโปรงใสมีแกวเสยี งไมแหบพราหรือแตก ถานําไปเลนกับเครื่องดนตรีท่ีมีเสียงตายตัว เชน ระนาดหรือฆองวงจะตองเลือกขลุยท่ีมีระดับเสียงเขากับเครื่องดนตรเี หลา นน้ั 2. ลม ขลยุ ทด่ี ตี อ งกนิ ลมนอยไมห นกั แรง เวลาเปา ซง่ึ สามารถระบายลมไดงาย 3. ลกั ษณะของไมท ่นี ํามาทํา จะตอ งเปนไมท่ีแกจัดหรือแหงสนิท โดยสังเกตจากเสี้ยนของไมควรเปน เสยี้ นละเอยี ดทมี่ สี นี ํา้ ตาลแกคอ นขา งดํา ตาไมเลก็ ๆ เน้อื ไมหนาหรือบางจนเกินไป คือตองเหมาะสมกบั ประเภทของขลยุ วาเปน ขลยุ อะไร ในกรณที เ่ี ปน ไมไผถาไมไมแกจัดหรือไมแหงสนิท เม่ือนาํ มาทาํ เปน ขลุยแลวตอ ไปอาจแตกราวไดงาย เสยี งจะเปลยี่ นไป และมอดจะกนิ ไดง า ย 4. ดาก ควรทําจากไมสักทอง เพราะไมมีขุยหรือขนแมวขวางทางลม การใสดากตองไมชิดหรือหางขอบไมไผจนเกินไปเพราะถาชิดจะทําใหเสียงทึบ ต้ือ ถาใสหางจะทําใหเสียงโวงกินลมมาก 5. รตู า งๆบนเลาขลุย จะตองเจาะอยางประณีตตอ งเหมาะกับขนาดของไมไผไ มกวางเกินไปขลยุ ในสมัยกอ นรูตาง ๆ ท่ีนิ้วปดจะตองกวานดา นในใหเวา คือผิวดานในรูจะกวางกวาผิวดานนอก แตปจจุบนั ไมไ ดก วา นภายในรูเหมอื นแตก อนแลว ซึ่งอาจจะเน่ืองมาจากคนทําขลุย ตองผลิตขลุยคราวละมาก ๆ ทาํ ใหละเลยในสว นน้ีไป

114 6. ควรเลือกขลุยทมี่ ีขนาดพอเหมาะกบั นิ้วของผเู ปา กลาวคือ ถา ผเู ปามีนิ้วมือเล็กหรอื บอบบางก็ควรเลอื กใชขลยุ เลาเลก็ ถา ผเู ปา มมี ืออวบอวน กค็ วรเลอื กใชขลยุ ขนาดใหญพ อเหมาะ 7. ลกั ษณะประกอบอืน่ ๆ เชน สผี วิ ของไมส วยงาม ไมมีตําหนิ ขดี ขว น เทลายไดสวยละเอียด แตส่งิ เหลานกี้ ไ็ มไ ดมีผลกระทบกบั เสยี งขลุย แตอ ยา งใด เพยี งพิจารณาเพอ่ื เลือกใหไ ดขลุยที่ถูกใจเทา นั้นข้ันตอนการทําขลยุ 1. เลือกไมไ ผร วกทม่ี ีลาํ ตรง ไมคดงอ มาตัดเปนปลอ ง ๆ โดยเหลือนิดหน่ึง คัดเลือกขนาดตามชนดิ ของขลุย 2. นาํ ไมไผรวกทต่ี ดั แลวไปตากแดด จนไมเปล่ียนจากสีเขยี วมาเปนสีเหลือง ซึ่งแสดงวาไมไผรวกแหง สนทิ พรอมทจี่ ะนํามาทาํ ขลุย ตากแดดประมาณ 7-10 วนั 3. นาํ กาบมะพรา วชุบน้ําแตะอิฐมอญที่ปนละเอียด ขัดไมรวกใหข้ึนมันเปนเงาวาว อาจจะใชทรายขดั ผิวไมไผรวก กอนจะขัดดว ยอิฐมอญก็ได 4. ใชน ้ํามันหมู หรอื นาํ้ มันพืช ทาผวิ ไมไผรวกใหทัว่ เพื่อใหต ะกวั่ ท่ีรอ นตดั ผิวไมรวก เวลาเทตอจากนนั้ เอาไมสอดจับขลุยพาดปากกะทะ ซึ่งในกะทะมีตะก่ัวหลอมละลายบนเตาไฟ ใชตะหลิวตักตะกว่ั ทห่ี ลอมเหลวราดบนไมไ ผร วก จะเกิดลวดลายงาม เรยี กวา เทลาย 5. เมื่อไดลวดลายตามตองการแลว นําขลยุ ไปวัดสัดสวน 6. เจาะรูตามสัดสวน โดยเอาสวา นเจาะนาํ รู แลว เอาเหล็กแหลมเผาไฟจนแดง ตามรูท่ีใชสวานเจาะนาํ ไวแลว และเจาะทะลุปลอ งขอ ไมไ ผร วกดว ย 7. เอามีดตอกแกะดากปากขลุย ไมดาก คือ ไมสัก เพราะวาเปนไมที่เนื้อไมแข็ง งายตอ การแกะ 8. ทําดากปากขลุย อุดปากขลุย โดยใหม รี ูสําหรบั ลมผานเวลาเปา 9. เลือ่ ยใหด ากเสมอกบั ปลายขลยุ 10. ใชม ดี หรือเหล็กปลายแหลม เจาะปากนกแกว ทาํ ไมไผร วกเปน รูปส่ีเหล่ียมใตดากปากขลุยประมาณ หนึง่ น้วิ เศษ เราเรียกรนู วี้ า รูปากนกแกว 11. ใชข้ีผึ้งที่หั่นเปนชิ้นเล็ก ๆ กรอกเขาไปทางดานปลอง ท่ีตรงขามกับดากปากขลุยพอประมาณ กะพอวาเมอ่ื ข้ีผงึ้ ละลาย จะสามารถอุดรรู ัว่ ของลมเปาทดี่ ากปากขลุยได 12. ใชเ หล็กเจาะเผาไฟ แทงเขาทางปลอ งไปจนถงึ ดากปากขลุย ความรอนของเหล็ก จะทําใหข้ีผึง้ ทก่ี รอกเขา ไปกอนหนาน้ัน หลอมละลายเขาตามรอยรั่วตาง ๆ 13. เม่อื ข้ีผงึ้ เยน็ ลงและแข็งตัว ใชเ หลก็ แหยข ีผ้ ง้ึ ทอี่ ดุ รูสาํ หรบั ใหล มผาน ตรงดาก

115ประสบการณท าํ ขลยุ ของชมุ ชนวัดบางไสไ ก ขลยุ บานลาว ( ชุมชนวัดบางไสไก ) ตั้งบานเรือนอยูระหวางริมคลองบางไสไกและ วัดหิรัญรูจี แขวงหริ ญั รูจี กรงุ เทพมหานคร กลาวกันวาชาวลาวท่ีชมุ ชนบางไสไ กน ้นั บรรพบรุ ษุ เดมิ เปน คนเวียงจนั ทร เมือ่ ถกู กวาดตอ นมาเปน เชลยศกึ ของไทย พวกเขาไดน ําความรใู นการทําขลุยและแคน ซ่ึงเปนเครอื่ งดนตรีพืน้ บานมาดว ย เนอ่ื งจากบรเิ วณที่ตั้งรกรากนน้ั อยแู ถววดั บางไสไ ก จงึ เรียกกันจนติดปากวา\"หมบู า นลาว\" คณุ จรินทร กล่ินบุปผา ประธานชุมชน ผูซึ่งเปนชาวลาวรุนท่ี 3 ไดสืบทอดวิชาการทําขลุยตอจากคุณปูกลาววา \"ไมรวกท่ีใชทําขลุยตองส่ังตัดจากหมูบานทายพิกุล อําเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อไดไมมาแลวจะนาํ มาตดั เปน ทอ นตามความยาวของปลองไม และนําไปตากแดด 15 - 20 วันเพ่ือใหเ น้อื ไมแหงสนิท แลวจึงคัดขนาด เลือกประเภท ขัดเงา แลวจึงเจาะรูขลุยโดยใชแคนเทียบเสียงสว นขนั้ ตอนทําลวดลายน้นั ใชตะกั่วหลอมใหเ หลว แลวใชชอนตักราดลงบนขลุยเปนลวดลายตาง ๆ เชนลายพิกุล ลายตอก เปนตน จากน้ันจึงแกะปากนกแกวเพื่อตั้งเสียง ทําการดากขลุยโดยการเหลาไมสักหรอื ไมเ นอ้ื แขง็ อดุ เขาไปในรู เวนชอ งสําหรบั ใหล มเปาผาน ตองทําใหระหวางปากขลุยกับปากนกแกวโคงเปน ทอ งชาง เพอ่ื ใหไ ดเสียงท่ไี พเราะ กงั วาน แลว จึงทดสอบดวู า ไดเ สยี งทม่ี าตรฐานหรือไม\"

116 ปจจุบันมีครอบครัวที่ประกอบอาชีพทําขลุยประมาณ 20 หลังคาเรือน ดวยคุณภาพและความมชี อื่ เสยี งมาตงั้ แตใ นอดีตของ \"ขลุยบานลาว\" ลูกคาสวนใหญจึงนิยมมาส่ังทําขลุยถึงในหมูบานนอกเหนือจากการสง ขายตามรา นจาํ หนายเครือ่ งดนตรไี ทยทม่ี ชี ือ่ เสียงอาชีพการผลติ แคนแคน เปนเคร่ืองดนตรีที่มีความเกาแกมากท่ีสุด เปนเคร่ืองดนตรีท่ีมีความนิยมเปากันมากโดยเฉพาะชาวจงั หวดั ขอนแกน ถอื เอาแคนเปนเอกลกั ษณชาวขอนแกน รวมทั้งเปนเครื่องดนตรีประจําภาคอสี านตลอดไป และในปจ จุบันนช้ี าวบานไดม ีการประดิษฐทาํ แคนเปน อาชีพอยา งมากมาย เชน อําเภอนาหวา จังหวัดนครพนม จะทาํ แคนเปน อาชพี ทัง้ หมบู า น รวมทง้ั จงั หวัดอื่น ๆ อีกมากมาย และแคนยังเปน เครือ่ งดนตรีท่ีนํามาเปาประกอบการแสดงตาง ๆ เชน แคนวง วงโปงลาง วงดนตรีพื้นเมืองรวมท้ังมกี ารเปา ประกอบพิธีกรรมของชาวอสี าน เชา ราํ ผีฟา ราํ ภูไท เปนตน รวมท้งั เปา ประกอบหมอลํากลอน ลําเพลนิ ลําพน้ื รวมทัง้ หมอลําซิง่ ยังขาดแคนไมไ ด

117ประเภทของแคน แคนเปน เครื่องดนตรปี ระเภทใชป ากเปา ดูดลมเขา -ออก ทาํ มาจากไมกูแคนหรือไมซาง ตระกูลไมไ ผ มีมากในเทือกเขาภพู วน แถบจังหวดั รอยเอด็ จงั หวัดนครพนม ฝง ประเทศลาวและภาคเหนือของไทย ลักษณะนามการเรยี กช่อื แคนวา “เตา” แคนแบง ตามรปู รางและลักษณะการบรรเลงสามารถแบงออกไดท้งั หมด 4 ชนดิ คอื 1. แคนหก 2. แคนเจด็ 3. แคนแปด 4. แคนเกาสว นประกอบของแคน 1. ไมกแู คน 2. ไมเตาแคน 3. หลาบโลหะ (ลิน้ แคน) 4. ข้ีสทู 5. เครอื ยา นางประสบการณข องชา งฝมือพนื้ บาน \"การทาํ แคน\" นายลา ไพรสน เกิดเมื่อ ป พ.ศ. 2467 อายุ 82 ป อยูบานเลขท่ี 45 หมูที่ 9 บานทุงเศรษฐีตําบลนครชุม อําเภอเมืองกําแพงเพชร จงั หวัดกําแพงเพชร ไปเทยี่ วท่จี งั หวัดรอยเอ็ด เห็นเขาทําแคน ก็ซื้อมาขาย ปรากฏวา ขายดี จงึ คดิ ทําเองโดยไปหัดทาํ จากแหลง ผลิตที่จังหวัดรอ ยเอ็ด แลวมาทําเอง นายลาไพรสน ไดย ึดอาชีพเปนชางทําแคน ซ่ึงเปนหัตกรรมเครื่องไม หรือผลิตภัณฑเคร่ืองดนตรีพื้นบานเปนผลิตภณั ฑท ีม่ ีคุณคาเปน ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ซง่ึ เปน กรรมวธิ ีในการผลิต ยงั ใชวิธกี ารพืน้ บา น ทาํ ดว ยความปราณตี สวยงาม เสียงเพราะ มีใหเลอื กหลายแบบ ผลิตข้นึ เองจนเปนอาชพี หลกั จนถงึ ปจ จบุ ัน บุคคลท่สี ามารถใชสตปิ ญญาของคนสัง่ สมความรู ประสบการณ เพ่ือการดาํ รงชพี และถายทอดจากคนรุนหนง่ึ ไปสคู นอีกรนุ หน่ึง ดว ยวธิ ีการตา ง ๆ ท้งั ทางตรงและทางออ ม โดยรักษาคุณคาดั่งเดิมไว

118อยางมเี อกลกั ษณ และมีศกั ดศิ์ รี ทุกคนจะมหี ลกั การแบบเดียวกนั คอื การสืบทอดเช่ือมโยงอดีตมาใชในปจจุบัน แตจะมีวิธีการแตกตางกัน ไมมีรูปแบบหรือสูตรสําเร็จใด ๆ แตละทองถ่ินมีการเช่ือมโยงหลากหลายแตกตางกันไป ตามสภาพของหมูบาน กอใหเกิดภูมิปญญาทองถิ่น เรียกวา “ปราชญชาวบา น” หากมีการสบื ทอด และอนุรักษ สง เสริมอยางเปนระบบ ก็สามารถเพ่ิมคุณคาทางสังคม และเพ่มิ มูลคาทางเศรษฐกิจเพอื่ เปน การเพิ่มรายไดใ หแ กประชาชนไดอกี ทางหน่ึง แคน เปนผลติ ภัณฑเ ครอื่ งดนตรพี น้ื บา น วสั ดทุ ใี่ ชในการผลิตเปนวัสดุธรรมชาติ หาไดจากปาใกลบาน จากการปลูกในทองถนิ่ และจากการซ้ือหาในทองถ่ินที่ใกลเคียง เชน ไมรวก ไมซาง ซึ่งเปนพชื ตระกลู ไมไผ ขี้สทุ หรือชนั โรง หลาบโลหะ ไมเ นื้อแขง็ (สาํ หรบั ทําปลองแกนกลาง) ขื่อกลาง (ทําดว ยไมไผสีสกุ ), หนิ ฟลอไรท (สําหรบั ทาํ รอบล้นิ )การถายทอดการเรียนรู1. สอนบตุ รหลานในครอบครวั2. เปน วทิ ยากรภายนอก สอนดา นการทาํ แคน และการเปาแคนใหกบั นกั เรยี นในโรงเรียน และผูที่สนใจในตําบลนครชุม และตําบลใกลเคียงในเขตอําเภอเมืองกําแพงเพชร จังหวัดกําแพงเพชรราคาในการจาํ หนายแคนลูกทุง (แคนเลก็ ) อันละ 1,200 บาทแคนลาว (แคนใหญ) อันละ 1,500 บาทการผลติ จะทาํ ไดอ าทิตยละ 1 อัน รายไดเฉลี่ยตอป ประมาณ 30,000 – 40,000 บาทตอปสถานทีส่ อบถามขอมลู มีจําหนายที่บานลุงลา ไพรสน เลขที่ 45 หมูที่ 9 บานทุงเศรษฐี ตําบลนครชุม อําเภอเมืองกาํ แพงเพชร จังหวดั กําแพงเพชร ตดิ ตอ ไดท ท่ี าํ การกลุมทาํ แคน 78 บา นทาเรอื หมู 1 ตาํ บลทาเรือ อําเภอนาหวา (เจา หนาท่ี นายสุกรชัยบิน โทร.0-4259-7532, 0-6218-2817 )

119อาชีพการผลิตกลองแขก กลองแขก เปนเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเคร่อื งตี ท่ีมรี ปู รา งยาวเปน รปู ทรงกระบอก ขนึ้ หนงั สองขางดว ยหนงั ลูกววั หรือหนงั แพะ หนา ใหญ กวางประมาณ 20 เซนติเมตร เรยี กวา หนา ลุย หรือ \"หนามดั \"สวนหนา เล็กกวางประมาณ 15 เซนติเมตร เรยี กวา หนา ตานหรอื \"หนาตาด\" ตวั กลองหรือหุนกลองสามารถทําข้นึ ไดจากไมห ลายชนดิ แตโ ดยมากจะนยิ มใชไ มเน้อื แขง็ มาทําเปนหนุ กลอง เชน ไมชิงชนั ไมมะรดิ ไมพยงุ กระพเี้ ขาควาย ขนนุ สะเดา มะคา มะพรา ว ตาล กามปู เปนตน ขอบกลองทาํ มาจากหวายผาซกี โยงเรยี งเปนขอบกลองแลวมว นดว ยหนังจะไดข อบกลองพรอมกับหนากลอง และถูกขึงใหต ึงดว ยหนงั เสนเลก็ เรียกวา หนงั เรยี ดเพ่อื ใชใ นการเรงเสียงใหหนา กลองแตล ะหนาไดเ สยี งที่เหมาะสมตามความพอใจ กลองแขกสํารบั หนง่ึ มี 2 ลูก ลกู เสียงสงู เรียก ตวั ผู ลูกเสยี งตา่ํ เรยี ก ตวั เมีย ตดี ว ยฝา มอื ทง้ัสองขา งใหส อดสลบั กันทั้งสองลกูลักษณะเสยี ง กลองแขกตัวผู มีเสียงท่ีสูงกวากลองแขกตัวเมียโดย เสียง \"ติง\" ในหนามัด และเสียง โจะ ในหนา ตาด กลองแขกตัวเมีย มีเสียงที่ต่ํากวากลองแขกตัวผู โดย เสียง ทั่ม ในหนามัด และเสียง จะ ในหนาตาดวิธกี ารบรรเลง การบรรเลงน้นั จะใชม ือตีไปท้งั สองหนา ตามแตจ งั หวะหรือหนาทับที่กําหนดไว ในหนาเล็กหรือหนาตาด จะใชนว้ิ ช้หี รอื นวิ้ นางในการตี เพ่อื ใหเกดิ เสียงท่เี ล็กแหลม ในหนามัดหรือหนาใหญ จะใชฝา

120มอื ตีลงไปเพอ่ื ใหเ กดิ เสียงที่หนกั และแนน ซึ่งมีวธิ กี ารบรรเลงท่ลี ะเอียดออนลงไปอีกตามแตกลวิธีท่ีครูอาจารยแ ตละทา นจะชี้แนะแนวทางการปฏิบตั ิบุคคลทป่ี ระสบความสาํ เรจ็ ในการทํากลองแขกครูเสนห ภักตรผ อง เครอ่ื งดนตรีไทยเปน มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ อันแสดงออกถึงภูมิปญญาต้ังแตอดีตของบรรพบรุ ุษไทยทสี่ ืบทอดมาจนถงึ ปจ จุบัน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตรตั้งแตสมัยสุโขทัย ไดมีการกลาวถงึ การบรรเลงดนตรี และเคร่อื งดนตรีไวในศลิ าจารกึ ใหเ ราทราบไดถ ึงความเจรญิ รงุ เรอื งในอดีตกาลวาการรองรําทําเพลงหรือความเปนคนเจาบทเจากลอน มีสํานวนโวหารท่ีคนไทยซึมซับอยูในสายเลือด เปนความละเมียดละไม เสนหแหงวิถีชีวิตแบบไทย ที่เปนเอกลักษณซึ่งชาวไทยสามารถกลา วอา งไดอยางภาคภูมิใจ ครูเสนห ภักตรผอง เปนชางทํากลองแขกที่มีฝมือ ดวยกรรมวิธีแบบโบราณที่เปนเอกลักษณซึ่งตางจากชางคนอ่ืน ๆ กลาวคือ เปนข้ันตอนการทํามือทุกอยาง โดยไมใชเคร่ืองทุนแรงสมยั ใหม อกี ทง้ั รปู ลักษณข องกลอง กส็ วยงามพิถพี ถิ นั ในรปู ทรงสดั สวนและมีเสียงเหมาะสมพอดีทุกเสียง เพราะวัสดุที่นํามาใชลวนเลือกสรรมาจากธรรมชาติ เชนขอบกลองทําจากไมไผขด ตางกับปจ จบุ ันทใ่ี ชพ ลาสติก หรอื ไมกลงึ ทาํ ใหมีผลตอคณุ ภาพของเสียง สดั สวนและองคป ระกอบของกลองแขก มดี งั ตอไปนี้ 1. หุนกลอง ทาํ ดว ยไมเ น้ือแขง็ เชน พะยูง ชงิ ชนั ประดู และอ่นื ๆ นาํ มากลงึ และควา นมรี ปู รา งยาวเปนทรงกระบอกความยาว 24 นว้ิ ปากกลองหนาใหญก วา ง 8.5 นว้ิ เรียกวา หนารุย หนาเลก็ กวาง 7.5 นิ้วเรียกวา หนาตาน ความปอ งของกระพุง 10.5 น้วิ โดยนบั จากปากหนา ลุยลงมา 8 นว้ิอนั เปนเอกลักษณของครู เสนห ภกั ตรผอ ง คอื ไมปอ งมาก เมือ่ ข้นึ หนา กลองแลวจะดสู มสวน 2. ขอบกลอง ทาํ ดวยไมไผขด พันทับดวยหวาย แตปจจุบันเปลี่ยนมาใชเสนพลาสติกแข็งแทน โดยจักเปน เสน เล็ก ๆ พันหมุ ขอบไมไผที่ขดไว ขอบหนาใหญกวาง 9 น้ิว หนาเล็ก 8 น้ิว พันหุมขอบดวยหนงั ววั ทั้ง 4 หนา เม่อื หมุ หนงั แลวเรียกวาหนากลองโดยเนนใหขอบกระชับกับปากของหุนกลองไมแ บะอา อันเปน กรรมวิธีที่เปนภูมิปญญาของครู เสนห เพราะขอบกลองที่กอดกระชับกับหุนกลอง จะชวยใหเสยี งกลองดังกังวานขนึ้ 3. หนังเรียด ทําจากหนังควายที่มีความหนาประมาณ 2 – 3 มิลลิเมตร นํามาตัดเปนเสน ความกวาง 4 หุน ความยาว 12 เมตร โดยกรรมวิธีโบราณ คือใชมีดตัดดวยมือ ตางจากการใชเครื่องชกั เรียดทีช่ า งสวนใหญใ ชใ นปจ จุบัน และเอกลกั ษณข องครเู สนหค อื หนงั เรยี ดท่ีเสนไมโตมากทําใหสาวเรงเสียงไดงายและรักษาหนากลองไมใหขาดเร็ว โดยเฉพาะหนาตานท่ีใชหนังบางจะมีอายกุ ารใชงานยาวนานขนึ้

121 4. หชู อ ง คือสว นของการผูกปมหนงั ชวงตน และปลายโดยการนาํ หนังเรียดท่ีเหลือมาขดแลวผูกเขากับหวงเหล็กอันนับเปนเอกลักษณของกลองแขกครูเสนห เพ่ือความสวยงามในการเก็บหนงั ในขณะทกี่ ลองแขกของชา งอืน่ มักใชก รรมวธิ ีผูกหนังเปนปมแทนการใชหวง การขดวงหนังเขาในหูชอ งขึ้นอยกู ันหนงั ทเ่ี หลอื จากการสาวกลองแลว แตไ มควรใหยาวจนเกินไป ประมาณไมเกิน 2 ฟุตเม่ือมวนเก็บเปนวงกลมจะดูสวยงาม กรรมวิธใี นการทํากลองแขก มี 5 ขั้นตอนคือ 1. การทาํ ขอบกลองดว ยไมไผ 2. การมวนหนากลอง 3. การตดั หนงั เรียด 4. การขนึ้ กลอง 5. การสาวกลอง ข้ันตอนทีส่ าํ คญั ไดแก การทําขอบและการมว นหนา กลอง เอกลกั ษณข องกลองแขกมีดงั น้ี 1. รูปทรงสวยงามไดสัดสวนพอเหมาะ 2. เสยี งดงั กังวานทุกเสยี งถกู ตอ งตามความนยิ ม 3. ทนทานไมข าดงายมีอายุการใชง านยาวนานตอ งการทราบขอ มูลเพมิ่ ไดท ่ี อาจารยภูมิใจ รืน่ เริงโทร.086-3385304 e-mail : [email protected]ตัวอยางราคากลองแขกกวาง 30 เซนตเิ มตร ยาว 30 เซนตเิ มตร สงู 65 เซนตเิ มตรราคาขายปลกี 1,600 บาทสถานที่จําหนา ยกลมุ อาชีพทาํ กลอง46 หมู 6 บานปากนํ้า ตาํ บลเอกราช อาํ เภอปา โมก จังหวัดอา งทอง รหสั ไปรษณีย 14130ติดตอ : คุณเฉลมิ เผา พยัฆโทร : 035 661914, 035 661309, 08 1734 1406, 08 1899 5077, 08 1587 4841

122ชางทาํ เครือ่ งดนตรีไทย กรงุ เทพมหานคร มีแหลง ซ้ือขายเครื่องดนตรีไทย อยมู ากมาย มีทั้งรานขายปลีก และรา นขายสงเชน ศกึ ษาภณั ฑพ าณิชย ถนนราชดาํ เนนิ และ ถนนลาดพรา ว รานสยามวาทิต ถนนอรุณอัมรินทร รานดุริยบรรณ ถนนสโุ ขทัย หางพัฒนศิลปการดนตรีและละคร ถนนสามเสนบางกระบือ รานภมรรุงโรจนสาขาเซ็นทรัลปนเกลา รานจิหรรษา ดิโอลดสยามพลาซา รานสมชัยการดนตรี ซอยวัดยางสุทธารามถนนพรานนก ใกลสามแยกไฟฉาย นอกจากนน้ั จะมีอยทู ีย่ า นเวิง้ นาครเขษม ยา นหลังกระทรวงกลาโหมถนนอัษฎางค ริมคลองหลอด ยา นสวนจตุจกั ร เปน ตนท่ีอยูของชา งทําเครอื่ งดนตรใี นเขตกรงุ เทพมหานคร นายสมชัย ขาํ พาลี 795/3 ซอยวัดยางสุทธาราม ใกลสามแยกไฟฉาย ถนนพรานนก แขวงบานชา งหลอ เขตบางกอกนอ ย กรงุ เทพมหานคร 10700 โทร 4112528 ทาํ การผลิต เครื่องดนตรีไทยทุกชนิดขายสง และปลกี มีโรงงานอุตสาหกรรมเครอ่ื งดนตรที ่จี งั หวดั กาญจนบุรี และ เปด กจิ การราน \"สมชัยการดนตรี\" ดว ย 1. นายจํารัส (ชางนพ) สุริแสง 30 ซอยชัยวัฒนะ ถนนวุฒากาศ แขวงบางคอ เขตบางขุนเทยี น กรงุ เทพมหานคร โทร 4771359 ทาํ การผลติ ซอดวง รูปสวย คณุ ภาพดี มสี ลักชอื่ \"ชางนพ\" ฝงไวดวย 2. นายวินิจ (ชา งเลก็ ) พุกสวัสด์ิ 478/1 หมู 10 ซอยเพชรเกษม 67 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160 โทรศัพท 4215699 01 - 8277718 ทําการผลิต ขิมตอลายไมจะเข ซอดวง ซออู และ ขลยุ ปรบั เสียงจังหวัดนนทบรุ ี 1. นางองุน บัวเอี่ยม 81/1 ซอยม่ิงขวัญ 5 ถนนติวานนท 2 ตลาดขวัญ อําเภอเมือง จังหวัดนนทบรุ ี โทรศพั ท 5261352 ทําการผลิต องั กะลงุ 2. นายพัฒน บวั ท่ัง 49/2 หมู 5 รานดุริยศัพท ถนนประชาราษฎร ตําบลตลาดขวัญ อําเภอเมอื ง จงั หวดั นนทบรุ ี 11000 ทําการผลติ องั กะลงุ ขิม ฆองจงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา 1. นายสมบญุ เกิดจนั ทร 34 หมู 7 ต.พระขาว อาํ เภอบางบาล จังหวดั พระนครศรีอยุธยา ทาํ การผลิต และ ตกแตง เครื่องปพ าทยม อญ ลงรกั ปด ทอง ปดกระจก และ ขบั รอ ง 2. นายประหยัด (ลุงตอ) อรรถกฤษณ 48/12 หมู 2 ตําบลทาวาสุกรี อําเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา โทรศัพท 035 - 243552 ทําการผลิต หนังเพอื่ ขายสงตอ ข้นึ หนา กลองจงั หวดั สุพรรณบุรี 1. นายชวน บญุ ศรี 87 หมู 1 ต.ตะครา อําเภอบางปลามา จงั หวดั สุพรรณบุรี โทรศัพท 035 -587843 ทาํ การผลติ องั กะลงุ และ ทาํ ผนื ระนาด

123จงั หวดั เพชรบรุ ี 1. นายลภ ปญ ญาสาร 50 หมู 1 ตาํ บลหวยโรง อําเภอเขายอย จังหวดั เพชรบรุ ี ทาํ การผลิต กลองยาว กลองทดั กลองแขก กลองตุก โทน รํามะนา เปง มาง ตะโพนจังหวัดนครปฐม 1. นายสวาท ม่ันศรจี ันทร 26/37 ตําบลบางแขม อําเภอเมือง จงั หวัด นครปฐม 73110 โทรศัพท034 - 272881 ทําการผลิต ผนื ระนาดเอก ระนาดทุม 2. นายเชาว ชาวนาเปา 23/1 ม 6 ตําบลทาตลาด อําเภอสามพราน จังหวัด นครปฐม 73110โทรศัพท 034 - 321231 ทาํ การผลิต ซอสามสาย ซอดว ง ซออู ผลติ จากไมและงาจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา 1. นายประหยดั จาบกุล 121 หมู 13 ตําบลดงนอย อาํ เภอราชสาสน จ. ฉะเชิงเทรา ทําการผลิตผนื ระนาดเอก ผืนระนาดทมุ 2. นายทอง อยูสิทธิ 1 หมู 4 ตําบลหัวลําโพง อําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท038- 853326 ทาํ การผลติ ผืนระนาดเอก ผืนระนาดทุมจังหวดั นครนายก 1. นายพิบลู ย (เกง) นิลวิไลพนั ธ 42/1 หมู 8 ตาํ บลศรนี าวา อําเภอเมอื ง จงั หวดั นครนายก 26000โทรศพั ท 037 - 313261 ทาํ การผลิต หลอลูกฆอ ง ไทย มอญ จําหนา ยรา นฆอ งจังหวัดพษิ ณโุ ลก 1. นายพลอย อ่าํ คมุ 215 หมู 6 ตําบลหัวรอ อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั พิษณโุ ลก 65000 โทรศพั ท 055-213166 ทําการผลติ ซอดวง ซออูจงั หวัด รอ ยเอด็ 1. นายเคน สมจินดา 39 หมู 5 ตําบลศรีแกว อําเภอเมือง จังหวัดรอยเอ็ด 45000 โทรศัพท 01-4180241 ทําการผลิต แคน มชี ือ่ เสียงมาก (พอ เคน ทาํ แคน) เคยไปสาธติ ท่ีอเมริกาจังหวัด กาฬสินธุ 1. นายเปล้อื ง ฉายรศั มี (ศิลปนแหงชาติ) 229/4 ถนนเกษตรสมบูรณ ตําบลกาฬสินธุ อําเภอเมือง จหวัดกาฬสินธุ 46000 โทรศัพท 043 - 820366 ทําการผลิต พิณ โปงลาง พิณเบส หมากกะโลงโปงลางเหล็ก โปงลางไมไผ และ ทาํ การสอนท่วี ทิ ยาลัยนาฎศิลปกาฬสนิ ธุจังหวัดสงขลา 1. นายอรุณ บันเทิงศิลป 24/1 หมู 1 ตําบลคลองอูตุเภา อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลาทําการผลิต โหมง ฟาก และ รางโหมง 2. นายธรรม ทองชุมนุม 695 หมู 2 ถนนรัตภูมิ ตําบลควนเนียง อําเมืองควนเนียงจังหวดั สงขลา ทําการผลิต กลองยาว และ กลอง

124จงั หวดั เชยี งใหม 1. นายบุญรัตน ทิพยรัตน 108 หมู 10 ซอยชมจันทร ถนนเชียงใหม ฮอด ตําบลปาแดดอ.เภอเมือง จังหวัดเชียงใหม 50100 โทรศัพท 053-281917 ทําการผลิต เคร่ืองสายไทยทุกชนิด เคร่ืองดนตรีพื้นเมืองเหนือทุกขนิด บัณเฑาะว กระจับป (สัดสวนแบบโบราณ) พิณเปยะ พิณนํ้าเตา ทําซอสามสายกะลาดัด ขึ้นหนา ซอดว ยหนงั แพะ และรับซอ ม 2. นายวเิ ทพ กันทิมา 106 หมู 20 บานน้าํ โทง ตาํ บลสบแมขา อาํ เภอหางดง จังหวัดเชยี งใหม50200 หรือ วทิ ยาลัยนาฎศิลปเชียงใหม ถนนสุริยวงศ ตําบลหายยา อําเภอเมือง โทรศัพท 053-271596ทําการผลติ เครอ่ื งสายไทยทกุ ชนดิ และเครอื่ งดนตรีพ้นื เมอื งจังหวดั ลําพูน 1. พอหลวงป สิทธิมา 49 หมู 10 หมูบานนํ้าเพอะพะ ตําบลสายหวยกราน-หนองปลาสวายอาํ เภอบานโฮง จงั หวัดลําพูน 51130 โทรศพั ท 053-591330 ผลิต กลองหลวง กลองสบสัดชัย กลองปูเจรบั ทําหนา กลอง ฉาบ ฉ่งิ ฆอ งจงั หวดั ลําปาง 1. นายมานพ ปอนสืบ 833/1 หมู 5 บานแมทะ ตําบลทุงฝาย อําเภอเมือง จังหวัดลําปางโทรศัพท 054-358483 ผลติ ขมิ สายกิจกรรมทา ยบท ผลการเรยี นรูท ่คี าดหวัง อธิบายและบอกแนวทางการประกอบอาชีพการผลติ เคร่อื งดนตรีพืน้ บานได คาํ ชี้แจง ใหผเู รียนอธบิ ายคาํ ถามตอ ไปน้ี 1. อธิบายขน้ั ตอนแนวทางการประกอบอาชพี การผลิตขลุย 2. อธบิ ายขนั้ ตอนแนวทางการประกอบอาชีพการผลติ แคน 3. อธิบายขนั้ ตอนแนวทางการประกอบอาชพี การผลติ กลองแขก

125บรรณานกุ รมจีรพนั ธ สมประสงค. ศิลปะกบั ชีวิต. กรุงเทพฯ, เทเวศรสเตชนั้ เนอร, 2515.ชลิต ดาบแกว . การเขยี นทัศนียภาพ. กรุงเทพฯ, โอเดียนสโตร, 2541.ชน้ิ ศลิ ปะบรรเลง และวเิ ชยี ร กลุ ตัณฑ. ศลิ ปะการดนตรีและละคร. พระนคร, กรมสามัญศกึ ษา, 2515.ทวีศักดิ์ จรงิ กิจและคณะ. พัฒนาทักษะชวี ติ 2. กรุงเทพฯ, วฒั นาพานิช สาํ ราญราษฏร, 2544.ธนติ อยูโพธ.์ิ ศลิ ปะละครรํา. กรุงเทพฯ, ชุมนุมสหกรณ และการเกษตรแหงประเทศไทย, 2531.ประติมากรรมเพือ่ ประโยชนใ ชสอย. สารานุกรมไทยสาํ หรับปวงชน. เลมที่ 14, กรงุ เทพมหานคร.ภูมปิ ญญาทองถนิ่ ไทย กรมทรัพยสนิ ทางปญญา. นนทบุรี.ยศนันท แยม เมือง และคณะ. ทศั นศลิ ป. พิมพค รัง้ ที่ 1, กรงุ เทพมหานคร. ไทยวฒั นาพานชิ , 2546.วชิ าการ, กรม. ทฤษฏีและปฏบิ ตั กิ ารวิจารณศ ลิ ปะ. กรงุ เทพฯ, องคการคาของครุ ุสภา, 2532.สชุ าติ เถาทอง และคณะ. ศิลปะทัศนศลิ ป. กรงุ เทพฯ, อกั ษรเจรญิ ทัศน, 2546อภศิ ักด์ิ บญุ เลิศ. วาดเขยี น. กรงุ เทพฯ, โอเดยี นสโตร, 2541.อาภรณ อินฟาแสง. ประวตั ิศาสตรศลิ ป. กรงุ เทพฯ, เทเวศรสเตชัน่ เนอรร,่ี 2512อาภรณ อินฟา แสง. ทฤษฎสี .ี กรงุ เทพฯ, เสริมสนิ , 2510.

126 คณะผจู ดั ทาํท่ปี รึกษา1. นายประเสรฐิ บญุ เรือง เลขาธิการ กศน. รองเลขาธิการ กศน.2. ดร.ชยั ยศ อมิ่ สุวรรณ รองเลขาธิการ กศน. ทป่ี รกึ ษาดา นการพัฒนาหลักสตู ร กศน.3. นายวัชรินทร จาํ ป ผูอํานวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น4. ดร.ทองอยู แกว ไทรฮะ ขาราชการบํานาญ กศน. เฉลมิ พระเกรี ยติ จ.บรุ รี มั ย5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ สถาบนั กศน. ภาคใต สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออกผเู ขียนและเรียบเรยี ง สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน1. นายจาํ นง วนั วชิ ยั คณะเลขานกุ าร2. นางสรญั ณอร พัฒนไพศาล กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน3. นายชยั ยนั ต มณสี ะอาด กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน4. นายสฤษดิช์ ัย ศิริพร กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน5. นางชอทพิ ย ศิรพิ ร กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน6. นายสรุ พงษ มน่ั มะโน7. นายศุภโชค ศรรี ตั นศลิ ปผูบรรณาธกิ าร และพฒั นาปรบั ปรงุ1. นายววิ ฒั นไ ชย จันทนส คุ นธ2. นายสุรพงษ มั่นมะโน3. นางจุฑากมล อนิ ทระสันตคณะทํางาน1. นายสุรพงษ มัน่ มะโน2. นายศภุ โชค ศรรี ตั นศลิ ป3. นางสาววรรณพร ปทมานนท4. นางสาวศรญิ ญา กุลประดษิ ฐ5. นางสาวเพชรินทร เหลอื งจติ วัฒนา กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนผูพมิ พต นฉบบันางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี นผูอ อกแบบปกนายศุภโชค ศรีรตั นศิลป

127 ผูพัฒนาและปรบั ปรุงครัง้ ท่ี 2คณะทป่ี รึกษา บญุ เรอื ง เลขาธกิ าร กศน. อม่ิ สวุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน.นายประเสริฐ จาํ ป รองเลขาธกิ าร กศน.นายชัยยศ จนั ทรโอกุล ผูเชี่ยวชาญเฉพาะดา นพัฒนาสอื่ การเรียนการสอนนายวชั รนิ ทร ผาตนิ ินนาท ผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานการเผยแพรทางการศกึ ษานางวทั นี ธรรมวธิ กี ลุ หวั หนา หนวยศกึ ษานเิ ทศกนางชลุ พี ร งามเขตต ผอู าํ นวยการศกึ ษานอกโรงเรียนนางอัญชลีนางศุทธินีผพู ัฒนาและปรบั ปรงุ คร้ังที่ 2นายสรุ พงษ ม่ันมะโน กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี นนายศภุ โชค ศรรี ตั นศิลป กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี นนายกติ ติพงศ จนั ทวงศ กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี นนางสาวผณนิ ทร แซอง้ึนางสาวเพชรนิ ทร เหลืองจิตวัฒนา

128 คณะผปู รบั ปรุงขอ มลู เกย่ี วกับสถาบันพระมหากษตั รยิ ป  พ.ศ. 2560ทีป่ รกึ ษา จําจด เลขาธกิ าร กศน. หอมดี ผตู รวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ1. นายสรุ พงษ ปฏิบัติหนา ทร่ี องเลขาธิการ กศน.2. นายประเสริฐ สุขสเุ ดช ผูอาํ นวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั3. นางตรีนชุผูป รบั ปรงุ ขอมลูนายศภุ โชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยัคณะทาํ งาน1. นายสรุ พงษ มน่ั มะโน กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย2. นายศภุ โชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย3. นางสาวเบ็ญจวรรณ อาํ ไพศรี กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั4. นางเยาวรตั น ปนมณีวงศ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั5. นางสาวสลุ าง เพ็ชรสวา ง6. นางสาวทพิ วรรณ วงคเ รอื น7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวัฒน8. นางสาวชมพนู ท สังขพ ชิ ัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook