43ความสําคญั ของวฒั นธรรมและประเพณี วฒั นธรรมเปน เรื่องทสี่ าํ คญั ยิ่งในความเปนชาติ ชาติใดท่ีไรเสียซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอันเปน ของตนเองแลว ชาตินั้นจะคงความเปนชาติอยูไมได ชาติท่ีไรวัฒนธรรมและประเพณี แมจะเปนผูชนะในการสงคราม แตในทีส่ ดุ ก็จะเปนผูถูกพิชิตในดานวัฒนธรรมและประเพณี ซ่ึงนับวาเปนการถูกพิชติ อยา งราบคาบและสนิ้ เชิง ทั้งน้เี พราะผทู ถี่ ูกพิชติ ในทางวัฒนธรรมและประเพณีน้ันจะไมรูตัวเลยวาตนไดถกู พิชติ เชน พวกตาดทีพ่ ชิ ิตจนี ได และต้งั ราชวงศห งวนขน้ึ ปกครองจนี แตในที่สุดถูกชาวจีนซึ่งมีวัฒนธรรมและประเพณสี ูงกวากลืนจนเปน ชาวจีนไปหมดส้ิน ดังนั้นจึงพอสรุปไดวา วัฒนธรรมและประเพณมี ีความสําคัญดังน้ี 1. วัฒนธรรมและประเพณีเปนส่ิงที่ช้ีแสดงใหเห็นความแตกตางของบุคคล กลุมคน หรือชมุ ชน 2. เปน สงิ่ ทท่ี ําใหเหน็ วา ตนมีความแตกตา งจากสตั ว 3. ชว ยใหเ ราเขา ใจสิง่ ตาง ๆ ทเี่ รามองเห็น การแปลความหมายของส่ิงท่ีเรามองเห็นนั้นข้ึนอยูกับวัฒนธรรมและประเพณีของกลุมชน ซ่ึงเกิดจากการเรียนรูและถายทอดวัฒนธรรม เชน คนไทยมองเห็นดวงจนั ทรวามกี ระตายอยใู นดวงจันทร ชาวออสเตรเลียเหน็ เปนตาแมวใหญก ําลงั มองหาเหย่อื 4. วัฒนธรรมและประเพณเี ปน ตัวกาํ หนดปจจยั 4 เชน เครอ่ื งนงุ หม อาหาร ที่อยอู าศยั การรกั ษาโรค ท่ีแตกตางกนั ไปตามแตล ะวัฒนธรรม เชนพืน้ ฐานการแตงกายของประชาชนแตละชาติ อาหารการกิน ลักษณะบานเรอื น ความเชือ่ ในยารกั ษาโรคหรอื ความเชอ่ื ในส่ิงลลี้ บั ของแตล ะ ชนชาติ เปน ตน 5. วัฒนธรรมและประเพณีเปนตัวกําหนดการแสดงความรูสึกทางอารมณ และการควบคุมอารมณ เชน ผูชายไทยจะไมปลอ ยใหนา้ํ ตาไหลตอ หนาสาธารณะชนเมอื่ เสยี ใจ 6. เปน ตวั กําหนดการกระทําบางอยา งในชุมชนวาเหมาะสมหรือไม ซ่ึงการกระทําบางอยางในสังคมหน่ึงเปนทีย่ อมรบั วาเหมาะสมแตไมเปน ทยี่ อมรบั ในอีกสังคมหน่งึ เชนคนตะวันตกจะจบั มือหรือโอบกอดกันเพ่ือทักทายกันท้ังชายและหญิง คนไทยใชการยกมือบรรจบกันและกลาวสวัสดีไมนิยมสัมผัสมือโดยเฉพาะกับคนท่ีมีอาวุโสกวา คนญ่ีปุนใชโคงคํานับ ชาวเผาเมารีในประเทศนิวซีแลนดทักทายดวยการ แลบล้นิ ออกมายาว ๆ เปน ตน จะเหน็ ไดวา ผูส รา งวัฒนธรรมและประเพณีคือมนุษย สังคมเกิดขึ้นก็เพราะ มนุษย วัฒนธรรมประเพณี กับสังคมจึงเปนสิ่งคูกัน โดยแตละสังคมยอมมีวัฒนธรรมและหากสังคมมีขนาดใหญหรือมีความซับซอน มากเพียงใด ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเพณีมักจะมีมากข้ึนเพียงใดนั้นวัฒนธรรมและประเพณีตาง ๆ ของแตละสังคมอาจเหมือนหรือตางกันสืบเนื่องมาจากความแตกตางทางดา นความเชื่อ เชอ้ื ชาติ ศาสนาและถนิ่ ทีอ่ ยู เปนตน
44ลกั ษณะของวฒั นธรรมและประเพณี เพ่ือท่จี ะใหเ ขาใจถงึ ความหมายของคาํ วา \"วัฒนธรรม\" ไดอยางลึกซึ้ง จึงขออธิบายถึงลักษณะของวฒั นธรรม ซ่งึ อาจแยกอธิบายไดดังตอ ไปน้ี 1. วฒั นธรรมเปนพฤตกิ รรมที่เกิดจากการเรยี นรู มนุษยแตกตางจากสัตว ตรงที่มีการรูจักคิด มีการเรยี นรู จดั ระเบียบชีวิตใหเจรญิ อยูดีกินดี มีความสุขสะดวกสบาย รูจักแกไขปญหา ซึ่งแตกตางไปจากสัตวที่เกดิ การเรียนรโู ดยอาศยั ความจําเทานัน้ 2. วัฒนธรรมเปนมรดกของสงั คม เนอ่ื งจากมีการถายทอดการเรียนรู จากคนรุนหน่ึงไปสูคนรุน หนงึ่ ทัง้ โดยทางตรงและโดยทางออ ม โดยไมข าดชว งระยะเวลา และมนุษยใชภาษาในการถายทอดวฒั นธรรม ภาษาจงึ เปนสญั ลักษณทใ่ี ชถ ายทอดวฒั นธรรมนนั่ เอง 3. วฒั นธรรมเปน วถิ ชี วี ติ หรอื เปน แบบแผนของการดาํ เนนิ ชวี ติ ของมนุษย มนษุ ยเ กดิ ในสงั คมใดกจ็ ะเรียนรูและซึมซับในวัฒนธรรมของสังคมท่ีตนเองอาศัยอยู ดังน้ันวัฒนธรรมในแตละสังคมจึงแตกตางกัน 4. วฒั นธรรมเปนสิ่งที่ไมคงที่ มนุษยมีการคิดคนประดิษฐส่ิงใหม ๆ และปรับปรุงของเดิมใหเหมาะสมกับสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไป เพ่ือความเหมาะสมและความอยูรอดของสังคม เชนสังคมไทยสมยั กอ นผหู ญิงจะทาํ งานบา น ผูช ายทํางานนอกบา นเพ่ือหาเลย้ี งครอบครัว แตปจจุบันสภาพสังคมเปล่ียนแปลงไป ทําใหผูหญิงตองออกไปทํางานนอกบาน เพ่ือหารายไดมาจุนเจือครอบครัวบทบาทของผูหญิงในสงั คมไทยจึงเปลยี่ นแปลงไป ประเพณีไทย นัน้ เปน ประเพณที ่ีไดอ ิทธิพลอยางสูงจากศาสนาพุทธ แตอิทธิพลจากศาสนาอ่ืนเชน ศาสนาพราหมณและการอพยพของชาวตางชาติ เชน คนจีนก็มีอิทธิพลของประเพณีไทยดวยเชนกัน ประเพณีไทย อันดีงามที่สืบทอดตอกันมานั้น ลวนแตกตางกันไปตามความเชื่อ ความผูกพันของผคู นตอพุทธศาสนา และการดาํ รงชวี ิตทส่ี อดประสานกบั ฤดูกาลและธรรมชาติอยางชาญฉลาดของชาวบา นในแตละทอ งถนิ่ ทั่วแผน ดนิ ไทย เชน ภาคเหนือ ประเพณีบวชลกู แกว ของคนไตหรอื ชาวไทยใหญทีจ่ งั หวัดแมฮองสอน ภาคอีสาน ประเพณีบุญบงั้ ไฟของชาวจังหวัดยโสธร ภาคกลาง ประเพณีทําขวญั ขาวจงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ภาคใต ประเพณแี หผ าขึน้ ธาตขุ องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ประเพณี และอารยธรรมไทยยังนํามาซ่ึงการทองเท่ียว เปนที่รูจักและประทับใจแกชาติอื่นนับเปนมรดกอันลํา้ คา ที่เราคนไทยควรอนุรักษแ ละสืบสานใหยิ่งใหญต ลอดไป
45เกรด็ ความรูเทศกาลคอื อะไร.................เทศกาลคือชวงเวลาที่กาํ หนดไวเ พ่ือจดั งานบญุ และงานรนื่ เรงิ ในทองถิ่นเปนการเนนไปทกี่ ารกาํ หนดวันเวลา และโอกาสที่สงั คมแตล ะแหงจะจัดกจิ กรรมเพอ่ื เฉลิมฉลองโดยมีฤดูกาลและความเชื่อเปน ปจ จยัสาํ คญั ท่ีทําใหเกดิ เทศกาลและงานประเพณี
46โบราณสถานและวตั ถุ โบราณสถาน หมายถึง สถานที่ท่ีเปนของโบราณ เชน อาคารสถานที่ที่มีมาแตโบราณ แหลงโบราณคดี เชน เมืองโบราณ วังโบราณ คุมเกา เจดีย ฯลฯ แทบทุกจังหวัดในเมืองไทยมีแหลงโบราณสถานที่นาศึกษานาเรียนรูเพื่อสืบทอดความภาคภูมิใจในภูมิปญญาและความสามารถของบรรพบุรุษเชน เวยี งกุมกามท่ีเชียงใหม แหลง โบราณสถานทบ่ี า นเชียง พระนครคีรที จ่ี งั หวดั เพชรบุรี พระเจดียยุทธหัตถี พระเจดียท่ีสรางข้ึนเพ่ือเปนอนุสรณแหงกิจกรรมที่สําคัญตาง ๆ พระราชวังและพระตําหนักโบราณ ฯลฯ เมอื งเกาจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา จดั เปน โบราณสถานทีส่ าํ คัญของไทย ในโบราณสถานแตละแหงอาจมีโบราณวตั ถทุ ่มี คี ณุ คา เชน เคร่ืองใชต า ง ๆ เคร่อื งถวยชาม อาวธุเครือ่ งสกั การบชู า ฯลฯ ในทอ งท่ีตา ง ๆ อาจมีสง่ิ ที่เปน โบราณวัตถุ เชน เรอื โบราณ บา นโบราณ รูปสลักหรอื งานศลิ ปกรรมทม่ี ีมาแตโบราณ หรืองานทศี่ ิลปนแตโบราณไดส รา งสรรคไ ว เครือ่ งใชท ีเ่ คยใชม าแตโบราณบางอยางกลายเปน สิง่ ทล่ี าสมยั ในปจจุบนั กอ็ าจจัดเปน โบราณวัตถุทม่ี ีคา เชน หนิ บดยา เครื่องใชในการอยูไฟของแมลูกออน เคร่ืองสีขาวแบบโบราณ จับปง กําไล ปนปกจุก อุปกรณท่ีใชในการประกอบอาชีพแตโ บราณ ฯลฯ โบราณวัตถุ หมายถงึ สงั หาริมทรัพย (ทรัพยท่ีไมยดึ ตดิ กับทด่ี ิน) ท่เี ปนของโบราณ ไมวาจะเปนส่งิ ประดิษฐห รือเปนสง่ิ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ตามธรรมชาติ หรอื เปน สว นหน่ึงสวนใดของโบราณสถาน ซากมนุษยหรือซากสัตว ซ่ึงโดยอายุหรือโดยลักษณะแหงการประดิษฐ หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรพั ยน น้ั เปน ประโยชนในทางศิลปะ ประวตั ศิ าสตร หรอื โบราณคดี
47 โบราณวตั ถุทบ่ี านบาตง อยทู ี่บานบาตง ตําบลบาตง อําเภอรือเสาะ จังหวดั นราธวิ าสประโยชนของโบราณสถานและโบราณวัตถุ สรุปไดด งั นี้ 1. แสดงความเปน มาของประเทศ ประเทศทีม่ ปี ระวัตศิ าสตรยาวนานกย็ อ มตองมโี บราณสถานและโบราณวัตถุที่มีอายุเกาแกเชนกนั ดังนน้ั โบราณสถานและโบราณวัตถุจึงเปรียบเหมอื นหลักฐานแสดงความเปนมา ของชาติ 2. เปน เกียรติและความภาคภมู ิใจของคนในชาติ โบราณสถานและโบราณวตั ถุแสดงใหเห็นถึงการพัฒนาท้ังดานสังคม สติปญญา และคุณภาพชีวิตของคนในอดีตของชาติ ดังนั้นชาติที่มีโบราณสถานและโบราณวตั ถุมากและเกาแกคนในชาตยิ อ มมคี วามภูมิใจในการวิวัฒนาการดาน ตาง ๆของชนชาตขิ องตน 3. เปนสิ่งที่โยงเหตุการณในอดีตและปจจุบันเขาดวยกัน โบราณสถานและโบราณวัตถุเปนเหมอื นหลักฐานท่ผี านกาลเวลามา ทําใหค นในยคุ ปจจุบันสามารถไดรบั รูถ ึงอดตี ของชนชาติ ของตนและสามารถนํามาปรับปรุง พัฒนา หรือแกไขขอบกพรองในเหตุการณปจจุบันหรือเลียนแบบและพัฒนาในสง่ิ ทด่ี ีงามตอไปได 4. เปนสิ่งที่ใชอ บรมจติ ใจของคนในชาติได โบราณสถานและบางแหงเปน สถานทท่ี ี่บอกถงึ การเสยี สละของบรรพบุรษุ บางแหง เปนที่เตอื นสตคิ นในชาติ และบางแหง ถอื วา เปนสถานทศี่ ักดสิ์ ทิ ธิ โบราณสถานและโบราณวัตถุไมใชทรัพยากรธรรมชาติซ่ึงเกิดข้ึนไดเอง แตเปนทรัพยากรวฒั นธรรมประเภทหนึง่ ทม่ี นุษยใชสติปญ ญาและความรูค วามสามารถสรางขึ้นในสมัยโบราณ สถานที่และสิ่งของเหลาน้ันเมื่อตกทอดเปนมรดกมาถึงคนรุนเรา ก็กลายเปนโบราณสถานและโบราณวัตถุ เชน เดยี วกบั อาคารและวตั ถทุ ่เี ราสรา งข้นึ สมัยน้ี กจ็ ะเปนโบราณสถานและโบราณวัตถุของคนในอนาคตสืบตอไปแบบน้ีไมขาดตอน ฉะน้ันโบราณสถานและโบราณวัตถุจึงเปนหลักฐานประวัติศาสตรประเภทหน่ึงที่บอกความเปนมาของบรรพบุรุษที่อยูในสังคมระดับตาง ๆ ต้ังแตกลุมชนขนาดเลก็ จนถึงหมบู านเมือง และประเทศชาติ ตอเน่อื งมาจนถงึ สมยั เรา ดังน้ันเราทุกคนควรรวมมือรวมใจดูแลโบราณสถานและโบราณวตั ถุ ไมท ําลาย ไมท าํ รายแกะ ขูดขีด ขุดเจาะโบราณสถาน และ
48ไมเก็บซื้อขาย หรือแปลงแปรรูปโบราณวัตถุ และขอใหจําไววา “การอนุรักษโบราณสถานและโบราณวตั ถุเปนหนาท่ขี องทุกคน” เกรด็ ความรูโบราณสถานของไทยทไี่ ดข ึ้นทะเบียนมรดกโลกแลวมถี งึ 3 แหง คอื 1.อทุ ยานประวตั ศิ าสตรส ุโขทยั และเมอื งบรวิ าร (ศรีสชั นาลัย กําแพงเพชร) ผังเมอื งสุโขทยั มีลกั ษณะเปน รูปสเี่ หล่ียมผืนผา มีความยาวประมาณ 2 กโิ ลเมตร กวา งประมาณ 1.6 กโิ ลเมตร ภายในยงัเหลอื รอ งรอยพระราชวงั และวัดอีก 26 แหง วัดทใ่ี หญทสี่ ดุ คอื วดั มหาธาตุ 2.อทุ ยานประวตั ิศาสตรพ ระนครศรอี ยธุ ยากรุงศรีอยุธยา เปน เมืองหลวงของชนชาติไทยในอดตี ตง้ั แต พ.ศ. 1893-2310 เปนอาณาจกั รซงึ่ มคี วามเจรญิ รุง เรอื งจนอาจถือไดวาเปน อาณาจกั รทร่ี งุ เรืองม่งั คงั่ ทสี่ ดุ ในภมู ภิ าคสวุ รรณภูมจิ ากการสํารวจพบวามโี บราณสถานกระจัดกระจายอยูไมตํ่ากวา 200 แหง 3.แหลงโบราณคดบี า นเชยี ง จังหวดั อดุ รธานีเปน แหลงโบราณคดสี าํ คญั แหงหนง่ึ ทท่ี าํ ใหร ับรูถงึ การดํารงชีวติ ในสมัยกอนประวัตศิ าสตรย อนหลงั ไปกวา 5,000 ป รองรอยของมนุษยใ นประเทศไทยสมัยดงั กลา วแสดงใหเห็นถึงวฒั นธรรมทม่ี พี ฒั นาการแลว ในหลาย ๆ ดา น วัฒนธรรมบา นเชียงไดครอบคลุมถงึ แหลง โบราณคดใี นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื อีกกวา รอ ยแหง ซึง่ เปนบรเิ วณพนื้ ท่ีท่มี มี นุษยอยูอาศยั หนาแนน มาตงั้ แตห ลายพันปแลว
49 กิจกรรม 1. ใหผูเรยี นเขยี นเรยี งความส้ัน ๆ ท่เี กย่ี วกับวฒั นธรรม ประเพณี หรอื เทศกาลทส่ี าํ คัญของจงั หวดั ของผูเรยี น จากนัน้ แลกเปล่ียนความคิดเหน็ กนั ในชน้ั เรียน 2. ใหผ เู รียนรวมกลุมกนั เพอ่ื ไปชมโบราณสถาน หรอื พพิ ิธภณั ฑ ในทองถิ่น จากนน้ั ใหแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ กนั ในชัน้ เรียน 3. จากท่เี รยี นมาในบทนี้ ใหผูเรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี 3.1 ความสําคญั ของวัฒนธรรมและประเพณี 3.2 ผเู รียนจะสามารถอนรุ กั ษโบราณสถานและโบราณวัตถุไดอ ยางไร
50 บทที่ 2 ดนตรีพ้นื บา นสาระสําคญั รูเขาใจ มีคุณธรรม จริยธรรม ชื่นชม เห็นคุณคาความงาม ทางดนตรีพ้ืนบาน และสามารถวิเคราะหวพิ ากษ วจิ ารณไดอยา งเหมาะสมผลการเรียนรูที่คาดหวัง มีความรู ความเขาใจ ในพ้ืนฐานของดนตรีพ้ืนบาน สามารถอธิบาย สรางสรรค อนุรักษวิเคราะห วพิ ากษ วิจารณเ ก่ียวกับความไพเราะของดนตรพี ้นื บา น ไดอ ยา งเหมาะสมขอบขา ยเน้อื หา เรอ่ื งท่ี 1 ลกั ษณะของดนตรพี ้ืนบาน เรื่องท่ี 2 ดนตรพี ้นื บานของไทย เรอ่ื งที่ 3 ภมู ปิ ญญาทางดนตรี เรอ่ื งท่ี 4 คุณคา ของเพลงพ้ืนบาน เรอ่ื งที่ 5 พฒั นาการของเพลงพนื้ บาน เรื่องที่ 6 คุณคาและการอนรุ ักษเพลงพน้ื บาน
51เรอ่ื งที่ 1 ลักษณะของดนตรีพน้ื บาน ลักษณะของดนตรีพ้ืนบาน คือ ดนตรีที่มีมาต้ังแตด้ังเดิมในกลุมสังคมทุกกลุมทั่วโลก เพลงพน้ื บา นมกั จะเปน เพลงท่มี ีการรอ งประกอบกนั สวนมาก จึงเรียกกันอีกชื่อหน่ึงวา “เพลงพ้ืนบาน” หรือFolk song โดยปกตดิ นตรีพ้ืนบา นมกั จะมลี ักษณะดังน้ี 1. บทเพลงตา ง ๆ ตลอดจนวธิ ีเลน วิธรี อ ง มกั จะไดรับการถายทอดโดยการส่ังสอนกัน ตอ ๆมาดวยวาจา และการเลนหรือการรองใหฟง การบันทึกเปนโนตเพลงไมใชลักษณะดั้งเดิมของดนตรีพ้ืนบาน อยางไรก็ตามในปจจุบันไดมีการถายทอดดนตรีพ้ืนบานโดยการใชโนตดนตรีกันบางแลวตวั อยางเพลงพนื้ บานของไทยท่ถี ายทอดกันมา เชน เพลงเรือ เพลงลําตัด จะเห็นไดวาเพลงเหลาน้ีมีการรองเลน กนั มาแตโบราณไมม ีการบันทกึ เปนตัวโนตและสอนกันใหร องจากตวั โนตแตอยา งใด 2. เพลงพ้นื บา นมกั เปนบทเพลงทีใ่ ชในการประกอบกิจกรรมตาง ๆ มิใชแตงขึ้นมาเพื่อใหฟงเฉยๆ หรอื เพ่ือใหร สู ึกถงึ ศิลปะของดนตรีเปน สําคัญ จะเห็นไดวา เพลงกลอมเด็กมขี น้ึ มาเพราะตองการใชรองกลอมเด็กใหนอน เพลงเก่ียวขาวใหรองเลนในเทศกาลเก่ียวขาว เนื่องจากเสร็จภารกิจสําคัญแลวชาวนาจึงตองการเลนสนุกสนานกนั หรอื เพลงเรือใชประกอบการเลน เรอื หนานาํ้ หลาก เปน ตน 3. รูปแบบของเพลงพน้ื บา นไมซ ับซอน มกั มีทํานองหลัก 2 – 3 ทาํ นองรองเลนกันไป โดยการเปล่ียนเนือ้ รอง จังหวะประกอบเพลงมักจะซา้ํ ซากไปเรือ่ ย ๆ อาจจะกลาวไดว า ดนตรีหรือเพลงพ้ืนบานเนน ทเ่ี นอ้ื รอ ง หรอื การละเลนประกอบดนตรี เชน การฟอนรําหรือการเตนรํา 4. ลกั ษณะของทํานองและจงั หวะเปนไปตามลักษณะของกิจกรรม หรือการละเลน เชนเพลงกลอ มเด็กจะมีทาํ นองเย็น ๆ เร่ือย ๆ จังหวะชา ๆ เพราะจุดมุงหมายของเพลงกลอมเด็กตองการใหเด็กผอนคลายและหลับกันในท่ีสุด ตรงกันขามกับเพลงรําวงจะมีทํานองและจังหวะสนุกสนานเร็วเราใจเพราะตองการใหทุกคนออกมารายรําเพอ่ื ความครึกครื้น 5. ลีลาการรองเพลงพื้นบานมักเปนไปตามธรรมชาติ การรองไมไดเนนในดานคุณภาพของเสียงสักเทา ใด ลลี าการรอ งไมไดใชเทคนิคเทาใดนัก โดยปกติเสียงที่ใชในการรองเพลงพ้ืนบานไมวาชาตใิ ดภาษาใด มักจะเปนเสียงที่ออกมาจากลาํ คอมไิ ดเ ปน เสยี งทีอ่ อกมาจากทองหรือศีรษะ ซ่ึงเปนลีลาการรอ งเพลงของพวกเพลงศิลปะ 6. เคร่ืองดนตรที ี่ใชบรรเลงพ้นื บา นมีลกั ษณะเฉพาะเปนของทอ งถ่นิ น้นั ๆ เปนสว นใหญ ซ่งึ ส่ิงนี้เปนเคร่ืองหมายหรือสัญลักษณที่ทําใหเราไดทราบวา ดนตรีพื้นบานที่ไดยินไดชมเปนดนตรีของทอ งถน่ิ ใด หรือของชนเผาใด ภาษาใด ตัวอยางเชนดนตรีพ้ืนบานของชาวอีสานมักจะมีแคน โปงลางทางภาคเหนือจะมีซึง สะลอ เปน ตน เพลงพนื้ บานจะพบไดใ นทุกประเทศทวั่ โลก เปนเพลงที่มีผูศึกษาเก็บรวบรวมไว เนื่องจากเปนวฒั นธรรมหนง่ึ ของชาติ เชน ประเทศฮังการี นักดนตรีศึกษา คือโคดายและบารตอด ไดรวบรวมเพลง
52พืน้ บานของชาวฮงั การเี อาไว และนํามาใชสอนอนุชนรุนหลัง นอกจากน้ียังมีผูประพันธเพลงหลายคนนําเอาทํานองเพลงพ้นื เมอื งมาทาํ เปน ทาํ นองหลกั ของเพลงทีต่ นประพนั ธ เชน บารต อด, ดโวชาด ดนตรมี หี ลายประเภท บางประเภทไมตองการความรูความเขาใจมากนักก็สามารถเขาถึงและสนกุ สนานไปกบั ดนตรีได แตม ดี นตรบี างประเภททีม่ ีเน้อื หาสาระลกึ ซงึ้ ซึ่งผูที่จะเขาถึงตองศึกษาอยางจริงจัง ดนตรีประเภทนี้ไดแก ดนตรีศิลปะซ่ึงไดแก ดนตรีตะวันตกหรือดนตรีคลาสสิก และดนตรีประจําชาติตาง ๆ เน่ืองจากดนตรีประเภทนี้มีเน้ือหา ทฤษฎีตลอดจนการบรรเลง การรองการเลนที่ละเอียดลึกซ้ึง ผูท่ีตองการเขาถึงหรือซาบซึ้งดนตรีประเภทน้ีจึงตองฟงดนตรีประเภทนี้อยางเขาใจการศกึ ษารายละเอยี ดตา ง ๆ ของดนตรี ไมว า จะเปนองคประกอบดนตรี ประวัติดนตรี หรือรูปลักษณะของเพลงท่จี ะฟง จะทาํ ใหผูนน้ั มรี ากฐานการฟง เพลงนนั้ ๆ ดีขนึ้ อยา งไรก็ตามการศึกษาอยางเดียวเปนการไมพ อเพียง ผูท่ีจะซาบซ้ึงในดนตรีประเภทนี้ได ควรฟงเพลงประเภทน้ีดวยเสมอ ความซาบซ้ึงในดนตรีเปน สงิ่ ที่สอนใหเ กดิ ขึ้นไมได เพราะเปนความรูสึกท่ีเกิดข้ึนในจิตใจของแตละคน การสอนเปนเพยี งการแนะแนว ในการฟง เพลง โดยมกี ารศึกษาเน้ือหาสาระดนตรีไปดวยเพ่ือใหผูน้ันเกิดความรูสึกเม่ือไดฟงเพลงโดยตัวของตวั เอง ดังนัน้ ความซาบซ้ึงในดนตรีจึงเปนเร่ืองของแตละบุคคลท่ีจะเรียนรูและพัฒนาไปดวย ดนตรีพื้นบานเปน เสยี งดนตรีทีถ่ า ยทอดกันมาดวยวาจา ซึ่งเรียนรูผานการฟงมากกวาการอานและเปน สงิ่ ทพ่ี ูดตอ กันมาแบบปากตอปาก โดยไมมีการจดบันทกึ ไวเปน ลายลักษณอ กั ษรจึงเปนลักษณะการสืบทอดทางวัฒนธรรมของชาวบานต้ังแตอดีตเรื่อยมาจนถึงปจจุบันซึ่งเปนกิจกรรมการดนตรีเพื่อผอนคลายความตงึ เครยี ดจากการทาํ งานและชวยสรา งสรรคค วามรนื่ เรงิ บันเทงิ เปน หมคู ณะและชาวบา นในทอ งถน่ิ น้ัน ซ่ึงจะทําใหเ กิดความรักสามคั คีกนั ในทองถ่นิ และปฏบิ ัตสิ ืบทอดตอมายังรุนลูกรุนหลานจนกลายมาเปน เอกลกั ษณทางพื้นบานของทอ งถ่นิ นน้ั ๆ สืบตอไป
53เร่อื งท่ี 2 ดนตรพี ื้นบา นของไทยดนตรพี น้ื บา นของไทย สามารถแบงออกตามภมู ภิ าคตา ง ๆ ของไทยดังนี้ 1. ดนตรพี ้นื บานภาคกลาง ประกอบดว ยเครือ่ งดนตรปี ระเภท ดีด สี ตี เปา โดยเครอ่ื งดีด ไดแ กจะเขและจองหนอง เครื่องสีไดแก ซอดวงและซออู เคร่ืองตีไดแก ระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดทองระนาดทุมเล็ก ฆอง โหมง ฉิง่ ฉาบและกรับ เครือ่ งเปาไดแก ขลุยและป ลักษณะเดนของดนตรีพ้ืนบานภาคกลาง คือ วงปพาทยของภาคกลางจะมีการพัฒนาในลักษณะผสมผสานกับดนตรีหลวง โดยมีการพัฒนาจากดนตรปี แ ละกลองเปนหลกั มาเปน ระนาดและฆองวงพรอ มทง้ั เพม่ิ เครอ่ื งดนตรี มากข้นึ จนเปนวงดนตรีท่ีมีขนาดใหญ รวมท้ังยังมกี ารขับรองทค่ี ลา ยคลงึ กบั ปพ าทยของหลวง ซึง่ เปนผลมาจากการถา ยโอนโยงทางวฒั นธรรมระหวางวัฒนธรรมราษฎรและหลวงเครอ่ื งดนตรีภาคกลางซอสามสาย ซอสามสาย เปนซอ ที่มีรูปรางงดงามท่ีสุด ซ่ึงมีใชในวงดนตรีไทยมาต้ังแตสมัยกรุงสุโขทัย(พ.ศ. 1350) แลว ซอสามสายข้ึนเสียงระหวางสายเปนคูสี่ใชบรรเลงในพระราชพิธี อันเนื่องดวยองคพระมหากษตั รยิ ภายหลงั จงึ บรรเลงประสมเปน วงมโหรีซอดวง ซอดวง เปน เครอ่ื งสายชนิดหน่ึง บรรเลงโดยการใชคันชักสี กลองเสียง ทําดวยไมเนื้อแข็ง ขึงหนาดวยหนังงู มีชอง เสียงอยูดานตรงขาม คันทวนทําดวยไมเนื้อแข็ง ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มี
54ลูกบิดข้นึ สาย อยตู อนบน ซอดว งใชส ายไหมฟนหรือสายเอ็น มี 2 สาย ขนาดตางกัน คันชักอยูระหวางสาย ยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร ซอดวงมเี สยี งแหลม ใช เปนเคร่อื งดนตรหี ลกั ในวงเครอ่ื งสายซออู ซออู เปนเครอ่ื งสายใชส ี กลองเสียงทาํ ดว ยกะโหลกมะพราว ขน้ึ หนาดวยหนงั วัว มีชองเสียงอยูดา นตรงขาม คนั ทวนทําดวยไมเ นื้อแข็ง ตอนบนมลี ูกบิดสําหรับขึงสาย สายซอทําดวยไหมฟน มีคันชักอยรู ะหวา งสาย ความยาวของคันซอ ประมาณ 60 เซนติเมตร คันชักประมาณ 50 เซนติเมตร ซออูมีเสียงทมุ ต่าํ บรรเลงคแู ละสอดสลบั กบั ซอดว งในวงเครื่องสายจะเข จะเข เปน เคร่ืองสาย ท่ใี ชบรรเลงดว ยการดดี โดยปกติมีขนาดความสูงประมาณ 20 เซนติเมตรและยาว 140 เซนติเมตร ตัวจะเขท ําดว ยไมเ นือ้ ออน ขดุ เปน โพรง มสี าย 3 สาย สายที่ 1-2 ทําดวยไหมฟนสายที่ 3 ทําดว ยทองเหลอื ง วิธกี ารบรรเลงมอื ซา ย จะทําหนา ทก่ี ดสายใหเกิดเสียง สูง - ตํ่า สวนมือขวาจะดีดท่สี ายดว ยวัตถุที่ทําจากงาสตั ว
55ขลุย ขลยุ ของไทยเปนขลยุ ในตระกูลรีคอรด เดอร คอื มีที่บังคับแบงกระแสลมทําใหเกิดเสียงในตัวไมใชขลุยผิว ตระกูลฟลุตแบบจีน ขลุยไทยมีหลายขนาด ไดแก ขลุยอู มีเสียงตํ่าที่สุด ระดับกลาง คือขลุย เพยี งออ เสยี งสูง ไดแก ขลยุ หลีบ และยังท่มี ี เสยี งสูงกวาน้คี อื ขลุยกรวดหรอื ขลยุ หลบี กรวด อีกดว ยขลยุ เปนเครื่องดนตรีในวงเครื่องสายและ วงมโหรีป ป เปนเครื่องเปาที่มีล้ิน ทําดวยใบตาล เปนเคร่ืองกําเนิดเสียง เปนประเภทล้ินคู (หรือ 4 ล้ิน)เชนเดยี วกบั โอโบ ( Oboe) มหี ลายชนิดคือ ปน อก ปใน ปก ลาง ปม อญ ปไทยท่เี ดน ทส่ี ดุ คอื ปใ นตระกูลปใน ซึง่ มีรปู ด เปดบงั คบั ลม เพียง 6 รู แตสามารถบรรเลงไดถึง 22 เสียง และสามารถเปาเลียนเสียงคนพดู ไดช ดั เจนอกี ดวย
56ระนาดเอก ระนาดเอก เปนระนาดเสยี งแหลมสงู ประกอบดวยลกู ระนาดทที่ าํ ดว ยไมไ ผบ งหรือไม เน้ือแข็งเชน ไมชิงชนั 21-22 ลูก รอ ยเขา ดว ยกันเปน ผืนระนาด และแขวนหัวทา ยท้งั 2 ไวบนกลองเสยี งทเี่ รียกวารางระนาด ซง่ึ มรี ปู รา งคลา ยเรอื ระนาดเอกทําหนา ที่นาํ วงดนตรีดว ยเทคนคิ การบรรเลงท่ปี ระณตี พิศดารมักบรรเลง 2 แบบ คือ ตีดวยไมแข็ง เรียกวา ปพาทย ไมแข็ง และตีดวยไมนวม เรียกปพาทย ไมนวมระนาดเอกเรียงเสียงตํ่าไปหาสูงจากซายไปขวา และเทียบเสียงโดยวิธีใชชันโรงผสมผงตะก่ัวติดไวดา นลา งทง้ั หัวและทา ยของลูกระนาดระนาดทุม ระนาดทุม ทําดว ยไมไ ผ หรือไมเนื้อแขง็ มผี ืนละ 19 ลกู มรี ปู รางคลา ยระนาดเอกแตเตี้ยกวาและกวา งกวาเลก็ นอย ระนาดทมุ ใชบ รรเลงหยอกลอกบั ระนาดเอก
57ฆอ งวงใหญ ฆองวงใหญ เปนหลักของวงปพาทย และวงมโหรี ใชบรรเลงทํานองหลัก มีลูกฆอง 16 ลูกประกอบดว ยสว นสาํ คัญ 2 สวน คอื ลูกฆอง : เปนสวนกําเนิดเสียงทําดวยโลหะผสม มีลักษณะคลายถวยกลม ๆ ใหญเล็กเรียงตามลําดบั เสียง ตํ่าสูง ดานบนมีตุมนูนข้ึนมาใชสําหรับตี และใตตุมอุดไวดวยตะก่ัวผสมชันโรง เพื่อถวงเสียงใหสูงตา่ํ ตามตอ งการ เรือนฆอง : ทําดวยหวายขนาดเสนผาศูนยกลางประมาณ 1 น้ิวเศษ ขดเปนวง และยึดไวดวยไมเน้ือแขง็ กลงึ เปน ลวดลายคลายลกู กรง และมไี มไ ผ เหลาเปนซ่ี ๆ ค้ํายันใหฆองคงตัวเปน โครงสรางอยูได การผกู ลกู ฆอ งแขวนเขา กับเรือนฆอง ผูกดวยเชือกหนังโดยใชเงอ่ื นพิเศษฆองวงเล็ก ฆอ งวงเล็ก มขี นาดเล็กกวา แตเ สยี งสงู กวา ฆองวงใหญม ีวิธตี เี ชนเดยี วกับฆองวงใหญ แตดําเนินทาํ นองเปน ทางเกบ็ หรอื ทางอ่ืนแลว แตก รณี บรรเลงทํานองแปรจากฆอ งวงใหญ ฆองวงเล็กมี 19 ลกู
58โทนรํามะนา โทน : รูปรางคลายกลองยาวขนาดเล็ก ทําดวยไม หรือดินเผา ขึงดวยหนังดึงใหตึงดวยเชือกหนังตวั กลองยาวประมาณ 34 เซนตเิ มตร ตรงกลางคอด ดานตรงขามหนากลองคลายทรงกระบอกปากบานแบบลําโพง ตรงเอวคอดประมาณ 12 เซนตเิ มตร ใชต คี กู ับรํามะนา ราํ มะนา : เปนกลองทําดวยไมข ึง หนังหนาเดียวมีเสนผาศูนยกลางประมาณ 22 เซนติเมตร ใชในวงเคร่อื งสายกลองแขก กลองแขก เปน กลองท่ีตีหนาทบั ไดท ั้งในวงปพาทย มโหรแี ละบางกรณีวงเครอื่ งสายกไ็ ดตีดวย มือทงั้ 2 หนา คหู นึง่ ประกอบดวยตวั ผู (เสยี งสูง) และตวั เมีย (เสียงตาํ่ )
59กลองสองหนา กลองสองหนา เปนช่อื ของกลองชนิดหน่ึง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลองลูกหนึ่งใน เปงมางคอกขงึ ดว ยหนงั เลียดรอบตวั ใชใ นวงปพ าทยห รอื มโหรบี างกรณี 2. ดนตรีพ้นื บานภาคเหนือ ในยุคแรกจะเปน เครื่องดนตรีประเภทดีด ไดแก ทอนไมกลวงท่ีใชป ระกอบพธิ ีกรรมในเร่ืองภูตผปี ศ าจและเจาปา เจาเขา จากนั้นไดมกี ารพฒั นาโดยนําหนังสัตวมาขึงท่ีปากทอนไมกลวงไวกลายเปนเครื่องดนตรีที่เรียกวากลอง ตอมามีการพัฒนารูปแบบของกลองใหแตกตางออกไป เชน กลองท่ีขึงปดดวยหนังสัตวเพียงหนาเดียว ไดแก กลองรํามะนา กลองยาว กลองแอว และกลองท่ีขึงดวยหนังสัตวท้ังสองหนา ไดแก กลองมองเซิง กลองสองหนา และตะโพนมอญนอกจากนย้ี ังมีเคร่อื งตีทีท่ าํ ดว ยโลหะ เชน ฆอง ฉง่ิ ฉาบ สว นเคร่ืองดนตรีประเภทเปา ไดแก ขลุย ยะเอปแน ปม อญ ปส รุ ไน และเครอื่ งสี ไดแ ก สะลอลกู 5 สะลอลูก 4 และสะลอ 3 สาย และเคร่ืองดีด ไดแกพิณเปยะ และซึง 3 ขนาด คือซึงนอย ซึงกลาง และซึงใหญ สําหรับลักษณะเดนของดนตรีพื้นบานภาคเหนือ คือมีการนําเคร่ืองดนตรีประเภท ดีด สี ตี เปา มาผสมวงกันใหมีความสมบูรณและไพเราะโดยเฉพาะในดา นสาํ เนยี งและทํานองท่ีพลิ้วไหวตามบรรยากาศ ความนุมนวลออนละมุนของธรรมชาตินอกจากน้ียังมกี ารผสมทางวัฒนธรรมของชนเผา ตาง ๆ และยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมในราชสํานักทําใหเกิดการถายโยง และการบรรเลงดนตรีไดทั้งในแบบราชสํานักของคุมและวัง และแบบพื้นบานมีเอกลกั ษณเฉพาะถนิ่
60เคร่ืองดนตรีภาคเหนอืสะลอ สะลอ หรือทะลอ เปน เคร่ืองสายบรรเลงดว ยการสี ใชคันชักอิสระ ตัวสะลอท่ีเปนแหลงกําเนิดเสียงทํา ดวยกะลามะพรา ว ตดั และปดหนา ดว ยไมบ าง ๆ มชี องเสียงอยูด า นหลัง คนั สะลอทาํ ดวย ไมสกั หรือไมเนอ้ื แขง็ อ่ืน ๆ โดยปกติจะ ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ลูกบิดอยูดานหนานิยม ทําเปนสองสาย แตที่ทําเปนสามสายก็ มีสาย เดิมใชสายไหมฟน ตอมาทําดวยลวดหรือสายเบรกจักยานซึ่งสันนิษฐานวา คาํ วา สะลอ มาจาก คําวาสายลอหรือสายเบรกจกั รยานในภาษาทางเหนือ และเรียกกลายมาเปนสะลอในทีส่ ุด สะลอมี 3 ขนาด คอื สะลอ เลก็ สะลอกลาง และสะลอใหญ 3 สายซงึ ซึง เปนเคร่อื งสายชนิดหนงึ่ ใชบรรเลงดวยการดีด ทําดวยไมสักหรือไมเน้ือแข็ง มีชองเสียงอยูดา นหนา กาํ หนดระดับเสยี งดว ยนมเปน ระยะ ๆ ดีด ดวยเขาสัตวบ าง ๆ มสี ายทาํ ดว ยโลหะ เชน ลวด หรือทองเหลือง (เดมิ ใชสายไหมฟน) 2 สาย
61ขลุย เชน เดยี วกับขลุยของภาคกลางป ป เปน ปล น้ิ เดียวท่ีตัวลน้ิ ทาํ ดว ยโลหะเหมอื นล้นิ แคน ตัวปทําดวยไมซางท่ีปลายขางหน่ึงฝงลิ้นโลหะไวเ วลาเปา ใชป ากอมลิน้ ท่ปี ลายขา งน้ี อกี ดานหนงึ่ เจาะรู บังคบั เสียงเรยี งกัน 6 รู ใชปดเปดดวยน้ิวมอื ทั้ง 2 นวิ้ เพ่ือใหเกดิ ทาํ นองเพลง มี 3 ขนาด ไดแก ขนาดใหญเ รยี ก ปแ ม ขนาดรองลงมาเรียก ปกลางและขนาดเลก็ เรยี ก ปก อย นิยมบรรเลงประสมเปน วงเรียก วงจุมป หรือปจมุ หรอื บรรเลงรวมกับซึงและสะลอปแ น ปแ น มลี ักษณะคลา ยปไ ฉน หรือปชวา แตมีขนาดใหญกวา เปนปประเภทล้ินคูทําดวยไม เน้ือแข็ง มีรูบงั คบั เสียง เชนเดียวกับปใน นิยมบรรเลงในวงประกอบกับฆอง กลอง ตะหลดปด และกลองแอว เชน ในเวลาประกอบการฟอน เปน ตน มี 2 ขนาด ไดแก ขนาดเล็กเรียก แนนอย ขนาดใหญ เรียกแนหลวง
62พณิ เปย ะ พิณเปยะ หรือ พิณเพยี ะ หรอื บางทีก็เรียกวา เพยี ะ หรอื เปย ะ กะโหลกทําดวยกะลามะพรา ว เวลาดีดเอากะโหลกประกบตดิ ไวกบั หนา อก ขยับเปด-ปด เพ่ือใหเกดิ เสียงกงั วานตามตอ งการ สมัยกอ นหนุมชาว เหนอื นิยมเลนดีดคลอการขับรองในขณะไปเก้ียวสาวตามหมูบานในยามค่ําคืน ปจจุบันมีผูเลนไดนอ ยมากกลองเตงถ้ิง กลองเตงถงิ้ เปนกลองสองหนา ทําดวยไมเนื้อแข็ง เชน ไมแดง หรือไมเน้ือออน เชน ไมขนุนหนากลองขึงดวยหนังวัว มีขาสําหรับใชวางตัวกลอง ใชประสมกับเครื่องดนตรีอ่ืน ๆ เพื่อเปนเคร่ืองประกอบจงั หวะ
63ตะหลดปด ตะหลดปด หรอื มะหลดปด เปน กลองสองหนา ขนาดยาวประมาณ 100 เซนติเมตร หนากลองขึงดว ยหนงั โยงเรงเสยี งดวยเชือกหนัง หนาดา นกวา งขนาด 30 เซนตเิ มตร ดานแคบขนาด 20 เซนติเมตรหนุ กลองทาํ ดวยไมเนือ้ แข็งหรือเนอื้ ออ น ตีดวยไมหมุ นวม มีขจี้ า (ขา วสกุ บดผสมขี้เถา ) ถว งหนากลองต่ึงโนง กลองต่ึงโนง เปนกลอง ที่มีขนาดใหญท่ีสุด ตัวกลองจะยาวมากขนาด 3-4 เมตรก็มี ใชตีเปนอาณตั ิสัญญาณประจาํ วัด และใชในกระบวนแหก ระบวนฟอนตาง ๆ ประกอบกบั ตะหลดปด ปแน ฉาบใหญ และฆองหุย ใชตีดว ยไม เวลาเขา กระบวน จะมีคนหาม
64กลองสะบดั ชยั กลองสะบัดชัยโบราณ เปนกลองทมี่ มี านานแลวนับหลายศตวรรษ ในสมยั กอนใช ตยี ามออกศกึสงคราม เพอื่ เปน สริ มิ งคล และเปนขวัญกําลงั ใจใหแกเหลาทหารหาญในการตอ สูใหไ ด ชยั ชนะ ทาํ นองทีใ่ ชใ นการตี กลองสะบัดชยั โบราณมี 3 ทาํ นอง คอื ชยั เภรี ชยั ดถิ ี และชนะมาร 3. ดนตรีพนื้ บา นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (อสี าน) มีววิ ัฒนาการมายาวนานนับพันป เริ่มจากในระยะตน มีการใชว สั ดทุ อ งถิ่นมาทาํ เลียนเสียงจากธรรมชาติ ปา เขา เสยี งลมพดั ใบไมไ หว เสียงน้ําตกเสียงฝนตก ซ่ึงสวนใหญจะเปนเสียงส้ันไมกอง ในระยะตอมาไดใชวัสดุพ้ืนเมืองจากธรรมชาติมาเปาเชน ใบไม ผวิ ไม ตนหญา ปลอ งไมไผ ทาํ ใหเ สยี งมีความพลิ้วยาวขน้ึ จนในระยะที่ 3 ไดน าํ หนังสัตวและเครอื่ งหนังมาใชเปน วัสดเุ คร่ืองดนตรีท่ีมีความไพเราะและรูปรางสวยงามขึ้น เชน กรับ เกราะ ระนาดฆอง กลอง โปง โหวด ป พณิ โปงลาง แคน เปน ตน โดยนาํ มาผสมผสานเปน วงดนตรพี ื้นบานภาคอสี านท่มี ีลกั ษณะเฉพาะตามพืน้ ที่ 3 กลุม คอื กลมุ อสี านเหนือ และอสี านกลางจะนยิ มดนตรหี มอลําทม่ี ีการเปาแคนและดีดพณิ ประสานเสียงรว มกับการขับรอง สวนกลมุ อีสานใตจะนยิ มดนตรซี ่งึ เปน ดนตรีบรรเลงท่ีไพเราะของชาวอสี านใตท ่ีมเี ช้อื สายเขมร นอกจากน้ียงั มวี งพิณพาทยและวงมโหรดี ว ย ชาวบานแตละกลมุ ก็จะบรรเลงดนตรเี หลา น้ีกนั เพอ่ื ความสนุกสนานคร้ืนเครงใชประกอบการละเลน การแสดงและพิธกี รรมตาง ๆ เชน ลําผีฟาที่ใชแ คนเปา ในการรักษาโรค และงานศพแบบอีสานท่ีใชวงตุมโมงบรรเลงนบั เปน ลกั ษณะเดน ของดนตรพี ื้นบานอีสานทแ่ี ตกตา งจากภาคอนื่ ๆ
65เครือ่ งดนตรภี าคอีสานหืน หืน เปน เครื่องดนตรีกึ่งดีดก่งึ เปาอยางหนึ่งมที ้งั ทที่ าํ ดว ยไมไ ผแ ละโลหะเซาะรองตรงกลางเปนลนิ้ ในตัว เวลาเลน ประกบหนื เขากบั ปาก ดดี ท่ีปลายขา งหนงึ่ ดวยน้ิวหวั แมมอื หรอื นว้ิ ช้ี อาศยั กระพงุ ปากเปนกลอ งเสยี ง ทําให เกิดเสยี งสูงตาํ่ ตามขนาดของกระพงุ ปากทท่ี าํ สามารถดดี เปน เสียงแทค ลา ยเสยี งคนออกเสยี งสระ เคร่อื งดนตรนี ี้มเี ลน กนั ในพวกชนเผา มเู ซอ เรียกช่อื วา เปย ะ เครื่องดนตรีชนิดนี้มิไดมีเฉพาะในประเทศไทยเทานั้น แตมีในทุกสวนของโลก เชน แถบมองโกเลยี ปาปว นิวกนิ ี อฟั ริกา และยโุ รป นับเปน เครอ่ื งดนตรีโบราณช้นิ หนึ่งทน่ี า ศึกษาอยางยิง่แคน แคนเปน เครื่องดนตรีที่เปน ทีร่ ูจกั มากทีส่ ุดของชาวอีสานเหนือ และอสี านกลางไมรวมอีสานใตทมี่ ีอิทธพิ ลเขมร แคนเปน เคร่ืองดนตรีสมบูรณแบบท่สี ดุ ทีม่ ปี ระวัตคิ วามเปนมายอนหลังไปหลายพันปแคนทํา ดว ยไมซาง มลี นิ้ โลหะ เชนดีบกุ เงนิ หรือทองแดงบาง ๆ ประกอบไวในสวนที่ประกอบอยูในเตาแคน แคนมีหลายขนาด เชน แคน 7 แคน 9 ขาง ๆ เตาแคน ดานบนมีรูปดเปดบังคับเสียง เวลา เปาเปา ท่เี ตา แคนดานหนา ใชม อื ทงั้ สอง ประกอบจับเตาแคนในลกั ษณะเฉียงเล็กนอ ย แคนเปนเคร่ืองดนตรีทบี่ รรเลงไดทง้ั ทาํ นองเพลงประสานเสยี ง และใหจังหวะในตัวเอง จึงมีลีลาการบรรเลง ที่วิจิตรพิสดารมาก
66 ระบบเสียงของแคน เปนท้งั ระบบ ไดอะโทนคิ และเพนตะโทนิค มีขั้น คูเสียงท่ีเลนไดทั้งแบบตะวันตก และแบบไทยรวมทง้ั คเู สียงระดบั เดียวกันอีกดว ยโหวด โหวด เปนเครื่องเปาชนิดหน่ึงท่ีไมมีลิ้น เกิดจากกระแสลมที่เปาผานไมรวกหรือไมเฮี้ย (ไมกูแคน) หรือไมไ ผ ดานรู เปดของตัวโหวดทําดวยไมรวกขนาดเล็ก สั้น ยาว (เรียงลําดับตามความสูงตํ่าของเสียง) ติดอยูรอบกระบอกไมไผท่ีใชเปนแกนกลาง ติดไวดวยขี้สูด มีจํานวน 6-9 เลา ความยาวประมาณ 25 เซนตเิ มตร เวลาเปาจะหมุนไปรอบ ๆ ตามเสียงที่ตองการพณิ เปนเครอื่ งดนตรีท่ีบรรเลงดวยการดีด มี 2-3 สาย แตขึ้นเปนสองคู โดยข้ึนคู 5 ดีดเปนทํานองเพลง ตัวพิณและคันทวนนิยมแกะดวยไมชิ้นเดียวกัน มีนมสําหรับต้ังเสียง สายพิณนิยมทําดวยโลหะโดยเฉพาะสายลวดเบรคจักรยาน ที่ดีดนิยมทําดว ยเขาสัตวแ บน ๆ เหลาใหบ างพอทีจ่ ะดีด สะบัดได
67โปงลาง โปงลางเปนเครื่องดนตรีประเภทท่บี รรเลง ทาํ นองดว ยการตีเพียงชนิดเดียวของภาคอีสาน โดยบรรเลงรวมกนั กบั แคน พิณและเครอ่ื งประกอบจังหวะ หรอื บรรเลงเดย่ี ว ตวั โปงลางทาํ ดว ยทอ นไมแ ขง็ขนาดตา ง ๆ กันเรียงตามลาํ ดบั เสียงรอ ยดว ยเชือกเปนลูกระนาด ปลายขางเสียงสูงผูกแขวนไวกับกิ่งไมและ ขางเสยี งตาํ่ ปลอยทอดเย้ืองลงมาคลอ งไวก ับหัวแมเทาของผูบรรเลง หรือคลองกับวัสดุ ปกติ ผูเลนโปงลางรางหน่ึงมี 2 คน คอื คนบรรเลง ทํานองเพลงกับคนบรรเลงเสียงกระทบแบบคูประสาน ไมที่ตีโปงลางทําดวยไมเน้ือแข็งเปนรูปคลาย คอนตีดวยมือสองขาง ขางละอัน ขนาดของโปงลางไมมีมาตรฐานแนนอนจะเขกระบอื เปนเครื่องดนตรีสําคัญช้ินหน่ึงในวงมโหรีเขมร เปนเครื่องดนตรีประเภทดีดในแนวนอนมี 3 สาย สมัยกอ นสายทาํ จากเสน ไหมฟน ปจ จุบนั ทําจากสายเบรคจักรยาน การบรรเลงจะใชมือซายกดสายบนเสียงทต่ี องการ สว นมือขวาใชสําหรบั ดีด
68กระจบั ป เปนเคร่อื งดนตรปี ระเภทดดี โดยใชกระทที่ ําจากเขาสัตว กลอ งเสียงทําดว ยไมขนนุ หรอื ไมส ักสวนปลายสดุ มรี ู 2 รู ใชใสลกู บดิ และรอ ยสาย เมอ่ื บรรเลงจะตั้งขนานกบั ลาํ ตัว มือขวาจบั กระสาํ หรบั ดดีมือซายกดที่สายเพื่อเปลย่ี นระดับเสยี งซอกนั ตรมึ เปน เคร่ืองสายใชสี ทําดวยไม กลองเสียงขึงดวยหนังงู มีชองเสียงอยูดานตรงขามหนาซอ ใชสายลวดมี 2 สาย คันชกั อยูระหวางสาย คันซอยาวประมาณ 60 เซนตเิ มตร มลี กู บดิ อยูต อนนอกซอใชรัด
69ดว ยเชอื ก ขนาดของซอแตกตา งกันไปตามความประสงคข องผูสราง โดยทว่ั ไปมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กเรยี ก ตรัวจี้ ขนาดกลางเรยี ก ตรัวเอก ขนาดใหญเ รยี ก ตรัวธมกลองกนั ตรมึ เปนเครอ่ื งหนงั ชนิดหนงึ่ ทาํ ดวยไมขดุ กลวง ขงึ หนา ดานหนึง่ ดวยหนังดึงใหตึงดวยเชือก ใชดีประกอบจังหวะในวงกันตรึมปไสล หรือปไ ฉน ใชบรรเลงในวงกันตรมึ เปน ปป ระเภทลิน้ คูเชนเดยี วกับปใ น
70กรบั คู กรับคู เปน กรบั ทาํ ดว ยไมเ นื้อแข็ง ลกั ษณะเหมือนกับกรับเสภาของภาคกลาง แตขนาด เล็กกวา ใชประกอบจงั หวะดนตรใี นวงกันตรึม กรับคชู ดุ หนง่ึ มี 2 คู ใชข ยบั 2 มือ 4. ดนตรีพื้นบานภาคใต มีลักษณะเรียบงายมีการประดิษฐเคร่ืองดนตรีจากวัสดุใกลตัวซ่ึงสนั นิษฐานวา ดนตรพี ืน้ บา นดัง้ เดิมของภาคใตนา จะมาจากพวกเงาะซาไกท่ีใชไมไผลําขนาดตาง ๆ กันตัดออกมาเปนทอนสั้นบางยาวบาง แลวตัดปากของกระบอกไมไผใหตรงหรือเฉียงพรอมกับหุมดวยใบไมห รือกาบของตนพชื ใชต ปี ระกอบการขบั รอ งและเตนราํ จากน้นั กไ็ ดม กี ารพฒั นาเปนเครื่องดนตรีแตร กรบั กลองชนิดตา ง ๆ เชน รํามะนา ท่ไี ดร บั อทิ ธิพลมาจากชาวมลายู กลองชาตรีหรือกลองตุกที่ใชบรรเลงประกอบการแสดงมโนรา ซงึ่ ไดร บั อิทธพิ ลมาจากอนิ เดียตลอดจนเคร่ืองเปา เคร่ืองสี รวมทั้งความเจริญทางศิลปะการแสดงและดนตรขี องเมืองนครศรีธรรมราช จนไดช่ือวาละครในสมัยกรุงธนบุรีน้ันลวนไดรบั อทิ ธพิ ลมาจากภาคกลาง นอกจากนี้ยงั มกี ารบรรเลงดนตรีพ้นื บานภาคใตประกอบการละเลนแสดงตา ง ๆ เชน ดนตรีโนรา ดนตรีหนังตะลงุ ที่มเี คร่อื งดนตรีหลกั คอื กลอง โหมง ฉ่งิ และเครอ่ื งดนตรีประกอบผสมอนื่ ๆ ดนตรลี เิ กปาที่ใชเครือ่ งดนตรีรํามะนา โหมง ฉ่ิง กรับ ป และดนตรีรองเง็งท่ีไดรับแบบอยา งมาจากการเตนรําของชาวสเปนหรือโปรตุเกสมาต้ังแตสมัยอยุธยา โดยมีการบรรเลงดนตรีท่ีประกอบดว ย ไวโอลิน รํามะนา ฆอง หรอื บางคณะก็เพ่ิมกีตารเขาไปดวย ซึ่งดนตรีรองเง็งนี้เปนท่ีนิยมในหมูชาวไทยมุสลมิ ตามจังหวดั ชายแดน ไทย – มาเลเซีย ดงั นัน้ ลักษณะเดนของดนตรีพ้ืนบานภาคใตจะไดรับอิทธิพลมาจากดินแดนใกลเคียงหลายเช้ือชาติ จนเกิดการผสมผสานเปนเอกลักษณเฉพาะที่แตกตา งจากภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะในเร่ืองการเนนจงั หวะและลลี าท่เี รงเรา หนักแนน และคกึ คกั เปน ตน
71เครือ่ งดนตรีภาคใตทับ ทับ เปน เครือ่ งดนตรที ี่มีความสาํ คญั ในการใหจ งั หวะควบคุมการเปลีย่ นแปลงจังหวะและ เสริมทาราํ ของการแสดงโนราใหดีเยย่ี ม ตวั ทบั มีลกั ษณะคลา ยกลองยาว แตมีขนาดเล็กกวา มาก ยาวประมาณ40-50 เซนติเมตร ทาํ ดว ยไมแกน ขนนุ หุม ดวยหนงั เชน หนังคา ง หนังแมว ตรึงหนัง ดวยเชือกดายและหวาย ทับใบหน่ึงจะมีเสียงทมุ เรยี กวา \"ลกู เทงิ \" สวนอีกใบหนึ่งจะมีเสียงแหลมเรียกวา \"ลกู ฉับ\"กลองโนรา กลองโนรา ใชประกอบการแสดงโนราหรือหนงั ตะลุง โดยท่ัวไปมีขนาดเสนผาศูนยกลางของหนากลองทั้ง 2 ดา น ประมาณ 10 นวิ้ และมสี วนสูงประมาณ 12 นว้ิ กลองโนรานิยมทําดว ยแกน ไมข นนุเพราะเชือ่ วาทาํ ใหเสยี งดี หนงั ทหี่ ุมกลองใชห นังววั หรอื ควายหนมุ ถาจะให ดตี องใชหนงั ของลูกววั หรือลกู ควาย มหี มุดไมหรือภาษาใตเ รยี กวา \"ลกู สัก\" ตอกยดึ หนังหมุ ใหต งึ มขี าทงั้ สองขาทาํ ดวยไมไผมเี ชอื กตรงึ ใหต ิดกับกลอง และมี ไมตีขนาดพอเหมาะ 1 คู ถา เปนกลองทใี่ ชประกอบการแสดงหนังตะลุง จะมีขนาดเลก็ กวา ขนาดเสน ผา ศูนยกลางประมาณ 6 นว้ิ และมสี วนสงู ประมาณ 9 น้ิว
72โหมง กบั ฉ่งิ โหมง เปน เครอื่ งดนตรที ม่ี สี วนสําคญั ในการขบั บท ท้งั ในดา นการใหเ สียงและใหจังหวะ เพราะโนราหรอื หนังตะลงุ ตอ งรองบทใหกลมกลืนกับเสียงโหมง ซ่ึงมี 2 ระดับ คือ เสียงทุมและเสียงแหลมโดยจะยึดเสียงแหลมเปนส่ิงสําคัญ เรียกเสียงเขาโหมง สวนไมตีโหมงจะใชยางหรือ ดาย ดิบหุมพันเพอื่ ใหม ีเสยี งนมุ เวลาตี ฉง่ิ เคร่ืองดนตรีชนดิ นม้ี ีความสําคัญตอการขับบท ของโนราหรือหนังตะลงุ ผูท่ีตฉี ิ่งตอ งพยาม ตีใหล งกับจงั หวะที่ขบั บท สมัยกอ นนยิ มใชฉิง่ ขนาดใหญ มีเสนผาศนู ยกลางประมาณ 2 น้ิว สวนปจจุบนัใชฉ งิ่ ขนาดเลก็ มเี สนผา ศูนยก ลางประมาณ 1.5 น้ิว ทาํ ดวยทองเหลอื งชนดิ หนาป เครื่องดนตรีชนิดน้ีมีความสําคัญใน การเสริมเสียงสะกดใจผูชม ใหเกิดความรูสึกเคลิบเคลิ้มและทําใหผแู สดงรายรําดวยลีลา ที่ออ นชอย ตัวปท าํ ดว ยไมเนื้อแข็ง หรือใชแกนไม บางชนิด เชน ไมกระถิน ไมมะมวง ไมร ัก หรอื ไมมะปริง สว นจําพวกปท าํ ดวยแผน ทองแดงและลิ้นปทําดวยใบตาล ซึ่งนยิ มใชใบของตนตาลเดีย่ วกลางทุง เพราะเชือ่ วาจะทําใหปมีเสียงไพเราะ
73แตระพวงหรือกรบั พวง แตระพวงหรือกรับพวง เปนเคร่ืองประกอบจังหวะทําจากไมเน้ือแข็งขนาด 0.5x 2 x 6 น้ิวนาํ มาเจาะรหู ัวทาย รอยเชือกซอนกนั ประมาณ 10 อัน ที่แกนหลงั รอ ยแตระทาํ ดว ยโลหะ
74เร่ืองที่ 3 ภมู ปิ ญญาทางดนตรี คุณคา ทางดนตรี ดนตรีเปนผลงานสรางสรรคของมนุษยท่ีสื่อถึงอารมณความรูสึกนึกคิดที่มีตอสิ่งแวดลอมธรรมชาติ วิถีชีวิต จึงสะทอนใหเห็นถึงความเปนอยูลักษณะนิสัย ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปญญาของผูคนทองถน่ิ ตา ง ๆ ในยุคสมยั ตาง ๆ กัน ดงั นน้ั ดนตรีจงึ เปน หลกั ฐานทางประวัติศาสตรอยา งหนึ่งที่สามารถนําไปอางอิงได และนับไดวาเปนมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณคาควรไดรับการบาํ รงุ รักษา เพื่อคงความเปนเอกลักษณข องชาติตอไป การที่ดนตรีสามารถถายทอดอารมณความรูสึกตาง ๆ ตลอดจนนําไปประยุกตใชในชวี ติ ประจําวนั จงึ มีประโยชนแ ละชวยพัฒนาอารมณค วามรสู กึ หลายประการ ประโยชนของดนตรี 1. ชว ยทําใหเกิดความสนกุ สนาน เพลดิ เพลิน ปลดปลอยอารมณไมใหเครียด ผอนคลายอารมณได 2. ชว ยทําใหจิตใจสงบ และมสี มาธิในการทํากจิ กรรมตาง ๆ ไดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ 3. ชว ยพฒั นาดา นการเรียนรู โดยนําไปบูรณาการกับวิชาอน่ื ๆ ใหเ กิดประโยชน 4. ชวยเปนสื่อกลางในการเช่ือมความสัมพันธอันดีและใชเปนกิจกรรมทํารวมกันของครอบครัวหรือเพอ่ื นฝูง เชน การรองเพลงและเตนราํ ดว ยกนั การอนุรักษผลงานทางดนตรี ผลงานทางดนตรีท่ีถกู สรา งข้ึนมาโดยศิลปนในยุคสมัยตาง ๆ ซ่ึงแสดงถึงภูมิปญญาของบรรพบุรษุ และศลิ ปนทั้งหลาย และบง บอกถงึ ความมอี ารยธรรมแสดงถึงเอกลกั ษณป ระจาํ ชาติ จึงมีคุณคาควรแกก ารอนรุ ักษแ ละสบื ทอดพฒั นาใหค งอยู เพือ่ สรา งความภาคภมู ิใจและเปน มรดกทางวัฒนธรรมตอ ไป การอนรุ กั ษแ ละสืบทอดผลงานทางดนตรมี หี ลายวิธี นกั เรียนสามารถทําไดโดยวิธงี ายๆ ดังนี้ 1. ศกึ ษาคนควาความเปนมาของวงดนตรปี ระเภทตางๆ ท่ีนาสนใจ 2. รวบรวมหรอื จดบันทึกเกีย่ วกบั ผลงานทางดนตรีของศิลปนท่ีนาสนใจ เพ่ือใชเปนขอมูลในการศึกษาหาความรตู อ ไป 3. ถามีโอกาสใหไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑเกี่ยวกับงานดนตรี เพื่อดูขอมูลหรือเร่ืองราวเก่ียวกับดนตรแี ละวิวัฒนาการทางดนตรี 4. เขา รวมกจิ กรรมทางดนตรี เชน การแสดงดนตรี การจดั งานราํ ลึกถงึ ศิลปน
75 5. ถา มโี อกาสไดเ รียนดนตรี โดยเฉพาะดนตรีพื้นบา นควรใหค วามสนใจและตัง้ ใจเรียนเพือ่ สืบทอดงานดนตรตี อ ไป 6. ใหความสนใจเร่อื งราวเกีย่ วกับดนตรใี นทองถิ่นของตนเองและทอ งถน่ิ อนื่แกน แท...เพลงพื้นบา น เพลงพนื้ บา นเปน งานของชาวบา นซ่งึ ถายทอดมาโดยการเลาจากปากตอปาก อาศัยฟงและการจดจํา ไมมกี ารจดบนั ทึกเปน ลายลักษณอักษร ขอ ท่ีนาสังเกตก็คือ ไมวาเพลงพื้นบานจะสืบทอดมาตามประเพณี ทั้งนีม้ ไิ ดห มายความวา เพลงทกุ เพลงจะมตี น กําเนดิ โดยชาวบา นหรือการรองปากเปลาเทานั้นชาวบานอาจไดร ับเพลงบางเพลงมาจากราชสาํ นกั แตเ มอื่ ผานการถายทอดโดยการรองปากเปลา และการทอ งจํานาน ๆ เขา กก็ ลายเปน เพลงชาวบา นไป เชนเดียวกบั กรณขี องเพลงรําโทนท่ีผูวิจัยไดทําการศึกษากเ็ ปนอกี ลกั ษณะหน่งึ ทีไ่ ดผ สมผสานระหวางทวงทํานองแบบทอ งถิ่น แตมีลีลาการดําเนินทํานองที่เปนแบบพื้นเมอื งลกั ษณะของเพลงพ้นื บา นมคี วามเรยี บงาย ลักษณะเดนที่สุดของเพลงพื้นบาน คือ มีความเรียบงาย ฟงแลวเขาใจทันที ถาจะมีการเปรียบเทยี บแฝงสัญลักษณอยางไร กส็ ามารถแปลความหมายไดโ ดยไมยากนกั เชน “พอพีค่ วํา่ มือไป นองก็หงายมือมา...” “พี่นกึ รักแมตากลมเอย...” ฟงกันแคน ี้ หนมุ สาวกเ็ ขา ใจแลววาผูรองหมายถึงอยางไร ความเรียบงายในท่ีน้ีไมใชเรียบงายอยางมกั งา ย แตเปน ความเรยี บงา ยที่สมบรู ณอกี ดว ย คอื ท้ังงา ยและคมคาย สวยงามไปในตวั โดยอัตโนมัติถาเปนนยิ าม ก็เปนนยิ ามทรี่ ูจกั เลอื กหยิบคําสละสลวยมาเรียงกันเขา ถึงจะนอยคําแตคนอานก็สามารถมองเห็นภาพและไดร บั รูรส รูบ รรยากาศหมด ในชวี ติ ประจาํ วนั บางทีเราอาจพบคนบางคนพูดอะไรเสียยืดยาว วกวน และฟงเขาใจยาก ในขณะทถี่ า ใหอกี คนสบั เรียงคาํ พดู ใหม และตดั ทอนถอยคําที่ไมจําเปนออกไปเราจะฟงเขา ใจเรว็ กวา เพลงพ้นื เมอื งเปรียบเสมอื นคนประเภทหลังนี้ความเรียบงายในการรองและการเลน เพลงพื้นบานยังคงยึดถือลักษณะด้ังเดิมของมนุษยเอาไว ขอน้ีอาจจะทําใหเราเห็นวาเพลงพน้ื บา นขาดการปรับปรุงและขาดวิวัฒนาการ ที่จริงการรองเพลงท่ีมีเคร่ืองดนตรีประกอบมาก ๆ ก็ไพเราะอยางหน่ึง และขณะเดียวกันผูรองเพลงโดยไมมีเครื่องดนตรีชวย หรือมีชวยเพียงนอยช้ินอยา งเชนผเู ลน กตี า ร เลนแอวเคลาซอ ก็สามารถสรางความไพเราะไดเชนกัน จึงเปนทางสองทางที่เราตดั สนิ วา จะเลือกอยางไหน เพลงพื้นบานไดเลือกทางของตัวเองในแบบหลัง เพราะสภาพการดําเนินชีวิตมาชวยเปนตัวกําหนด ดังน้นั จงึ ไมเ ปน การยากเลยที่จะเหน็ ชาวบานหรือชาวเพลง “ทาํ เพลง” โดยไมตองตระเตรียม
76อะไรเปนการใหญโตนกั สิ่งท่จี ะชวยใหเ พลงไพเราะ นอกจากขึ้นอยูกับการใชถอยคําแลวเขาไดใชมือหรือเครอ่ื งประกอบจงั หวะงา ย ๆ เชน กรบั ฉิ่ง กลอง เหลาน้ีเพียงเล็ก ๆ นอย ๆ มาชวย บางทีก็ไมใชเลย เพลงกลอมเด็ก และเพลงพาดควายรอ งปากเปลา ใชก ารเอ้อื นเสียงใหเ กดิ บรรยากาศและอารมณ เพลงเตนกํารําเคียว ใชรวงขา วเคยี ว ซ่ึงมอี ยแู ลวในขณะเกยี่ วขาว มาประกอบการรอ งราํ เพลงเรือใชกรบั ฉ่งิ เสยี งรองรบั ของลกู คู ชว ยใหเกิดความครึกครืน้ เพลงฉอย เพลงพวงมาลยั ใชเ พียงการปรบมอื ชวย ลําตดั ใชร ํามะนา สิ่งทส่ี ําคญั สาํ หรับเพลงทีร่ องกันหลาย ๆ คน คือ การอาศัยเสียงรองรับ รองกระทุง สอดเพลงของลูกคู ซึง่ จะชวยใหเ พลงน้ันสนุกสนานครึกคร้ืนอยางย่ิง เพยี งเทานเ้ี องทเี่ พลงพ้ืนเมอื งตอ งการการเนน ความสนกุ สนานเปน หลัก เพลงพืน้ เมอื งของเราจึงมกั เนนอยสู องอยา ง ซ่ึงจะออกมาในรูปของการใชคําสองแงสองงาม การเวน เสียซึ่งเรื่องทที่ ุกขมาก ๆ การใชคําสองแงสองงาม อยางเชนเพลงฉอยของโรงพิมพวัดเกาะ เมื่อฝายชายเกรนิ่ ฝา ยหญิงไดยินเสยี งกร็ อ งตอบออกมาวา “พี่เอยพีม่ าถงึ จะมาพง่ึ ของรกั แมหนยู งั หนัก น้ําใจ ไอตรงแองในหอผา พ่ีเอย แกอยาไดหมาย พ่พี ึ่งเงนิ จะกอง พ่พี ึ่งทองจะให พีจ่ ะพง่ึ อีแปะ จนใจนอ งแกะไมไ หว (เอชา)” ชายวา “ทาํ ไมกับเงินกับทอง สมบัตเิ ปน ของนอกกาย พีจ่ ะพึ่งหนังมาหมุ เน้ือ จะไดตดิ เปน เยอื่ เปนใย (เอชา) การเวน เสียซง่ึ เรอ่ื งทีท่ กุ ขมากๆ ระหวางความสนุก กบั ความทุกข คนเราตองเลือกเอาอยางแรกกอนเสมอ บทเพลงของชาวบานกเ็ ชนกัน เม่ือเทียบเนื้อหาในตัวเพลงแลว สวนที่กลาวถึงเรื่องราวแหงความทุกขมีเปอรเซ็นตนอ ยวา ดานความสนกุ มาก และบางครงั้ ความทุกขท ี่นาํ มารองก็เปน การสมมุติข้ึนเพยี งเพื่อเปล่ียนและคนั่ อารมณค นฟง เทาน้ัน เหมือนอยา งเพลงเรือตอนท่ีผวั เกากลบั บา น เมือ่ มาถงึ บานก็ตอ งหดหูใ จท่ีบานรกรา งเพราะไมมีใครดูแล ในขณะท่ีพรรณนาความเปลี่ยนแปลงความเหงาหงอย ซ่ึงพอ เพลงสามารถจะเรยี กความสงสารจากคนฟง ได พอเพลงก็ยังอดใสล ักษณะข้ีเลน เขาไปไมได เชน “............................................. พิศดคู รอบครวั มันใหช่ัวลามก มันชา งสกปรกไมรูจกั หาย หมอ ขา วก็กลิง้ หมอ แกงกก็ ล้ิง ฝาละมีตฉี งิ่ อยูทีข่ างครวั ไฟ ไอค รกกะบากก็เลนละคร สากกะเบือก็นอนเปนไข .............................................”
77การมรี ูปแบบท่ีคลายคลึงกนั ชาวบางแพ จังหวัดราชบุรี รอ งเพลงฉอยใหฟ งตอนหนงึ่ เขาลงทา ยบทเพลงวา “เรามาเลน กันเสยี แตล มปาก พอเลกิ แลว เรากจ็ ากกนั ไป...” ในขณะเดยี วกันชาวบานบางลกู เสอื ซึง่ อยูไกลออกไปถึงจังหวัดนครนายกรองเพลงระบําบานนาของเขาในบทเกรน่ิ วา “เอยพ่ีมาวันน้ี กช็ วนแมเ ลน ระบํา วากนั คน (แมเอย ) ละคําไมเ ปน ไร เราเลนกนั กนั ก็แตล มปาก พอเลกิ แลวเราก็จาก จากแมจากกนั ไป...” ทําไมชาวเพลงตางถิน่ จึงรองเพลงดวยถอ ยคาํ ท่คี ลายคลึง หรอื เกอื บจะเหมือนกันท้งั ๆ ท่ีอยูหางกันคนละทิศทาง ตัวอยางที่นํามาไมใชเร่ืองบังเอิญ มีบทเพลงของตางถิ่นตางเพลงท่ีรองคลายคลึงกันมากมาย สิ่งน้ีเมื่อนํามาเปรียบเทียบและศึกษาดูแลวจะช้ีใหเราเห็นวา เพลงพ้ืนเมืองในลุมแมนํ้าเจาพระยา และลุมนํ้าใกลเคียงไดสรางรูปแบบท่ีมีหลายสิ่งหลายอยางรวมกันขึ้น ดวยการแลกเปลี่ยนถา ยทอดระหวางคนตอ คน หรือระหวา งคณะตอ คณะ จนกระท่ังทกุ อยา งประสมกนั อยางสนิทรูปแบบรว มของเพลงพน้ื บาน แยกกวา ง ๆ ไดเปน ดานเน้ือหา และการเรยี งลาํ ดบั เร่ืองดานถอยคาํ ดา นเนื้อหาและการเรียงลําดบั เรอ่ื ง เนือ่ งจากเพลงพนื้ เมืองยังแยกไดออกเปนเพลงโตตอบอยางสนั้ และเพลงโตตอบอยางยาวอีก และเนื้อหารปู แบบของเพลง 2 พวกอาจแยกไดดวยเพื่อความสะดวกเราจงึ แยกพิจารณาเชนกนั เพลงโตตอบอยางยาว ไดแกเพลงเรอื เพลงระบําบานไร เพลงพวงมาลยั เพลงเหยย เพลงหนาใยเพลงเตนกําราํ เคยี ว เพลงอีแซว เพลงระบาํ บา นนา เพลงพาดควาย เพลงเทพทอง เพลงปรบไก ลาํ ตัด เพลงแอว เคลาซอ เพลงฉอ ย เพลงเหลา นสี้ วนมากเปนเรื่องของผเู ลนท่ีมคี วามชาํ นาญ คอืพอ เพลงแมเพลงอาชีพ ถึงไมเ ปนเพลงอาชีพกต็ อ งเปน ผทู ่ีเลน จนสามารถโตต อบกับใครไดน าน ๆ ไมมีการจบกลางคนั เพราะหมดไสหมดเพลง การทจ่ี ะรอ งใหไดน าน ๆ จงึ ตอ งสรางเรอ่ื งหรอื สรา งชดุ การเลน ข้ึน ดังนนั้ เราจงึ มีชุดใหญข องเพลงเหลา นีเ้ ปนตนแบบคอื ชดุ รักหนาพาหนี ชดุ สขู อ ชดุ ชิงชู ชดุ ตีหมากผัว เปนตน แบบแผนของเพลงโตต อบอยา งยาวที่เกือบทุกเพลงตองมี คือ การเริ่มเพลงดว ยบทไหวครู เม่อื ไหวค รูแลว จึงมกั เปน บทเกรน่ิ เรียกหาหญงิ ใหม าเลนเพลง แลว จงึ เปน การโตต อบ หรือทเี่ รยี กกันวา “การประ” จะวากนั คนื ยงั รงุ หรอื สักครง่ึ คืนก็ตามใจ เพลงโตตอบอยางสั้น หรือเพลงเน้ือส้ัน ไดแกเพลงพิษฐาน เพลงระบํา เพลงเตนกํารําเคียวเพลงสอคอลาํ พวน เพลงชกั กระดาน เพลงแบบนม้ี กั เปน เพลงสัน้ ๆ เหมาะสําหรับผูท่ีไมใชเพลงอาชีพรองกันคนละสหี่ า วรรค คนละทอนสัน้ ๆ ก็ลงเพลงเสีย เปน เพลงทเ่ี ปดโอกาสใหท ุกคนไดรวมสนุกกันอยางงายๆ ถาเรารวมเพลงกลอมเด็กดวยก็เปนเพลงส้ันเชนกัน ใคร ๆ ก็พอจะรองได เพลงเนื้อส้ันจงึ ไมจ าํ เปน ตอ งมีพิธรี ตี องในการรอง หรอื ตอ งใชการสรา งบทชุดใหญเขา มากําหนดเรียงลําดับการเลนแตอ ยางใด เม่อื จะเลน ก็ตั้งวงเขา หรือรอ งไปเลย
78 การมีเนื้อหาที่คลายคลึงกนั ทําใหพอเพลงคนหน่งึ หยบิ ถอ ยคําจากเพลงนีไ้ ปใสในอีกเพลงหน่ึงโดยไมรูตวั ขอ ท่ีเราตอ งไมลมื คือ พอ เพลงคนหนงึ่ ๆ มักจะรอ งเพลงไดหลายทํานอง นอกเหนือไปจากเพลงทเ่ี ขาถนัดการแลกเปลยี่ นถอยคําจึงทําไดงายมาก ดังน้ันเราอาจพบการวางลําดับคําหรือการใชคําบรรยายระหวา งเพลงตอเพลงในจังหวะพอ ๆ กัน สงิ่ นมี้ าจากการตกทอดในใจของชาวเพลงนน้ั เอง ในอีกดา นหนง่ึ เพลงพนื้ เมอื งหลายชนิดใชก ลอนอยา งหนง่ึ ซึง่ สัมผัสดวยสระเดียวกนั หมดในวรรคทายของบท เชน ลงไปกไ็ อไปเร่อื ย ลงอาก็อาไปเรอื่ ย ศัพทท างเพลงเรยี กวา กลอนไล กลอนลากลอนลี กลอนลู ฯลฯ ตวั อยา งเชน เพลงเรือ เพลงฉอย เพลงเตน กํารําเคียว เพลงพวงมาลัย เปนตน รปูแบบอยา งนคี้ งเกดิ ขนึ้ เพราะหาสัมผสั งา ยสะดวกในการดันเพลง เพราะการดนั เพลงนนั้ หากฉนั ทลกั ษณยากไป กค็ งรองคงฟงกันยาก สระท่ีนยิ มนาํ มาใชกนั มากทสี่ ดุ ไดแ ก สระไอเร่อื งท่ี 4 คุณคาของเพลงพื้นบาน เพลงพ้ืนบานเปนมรดกทางวรรณกรรม ชาวบานนิรนามไดแตงเพลงของเขาขึ้น บทเพลงนี้อาจจะมาจากความเปน คนเจาบทเจากลอนและความอยูไ มสขุ ของปาก แตบังเอิญหรือบางที่ไมใชความบังเอิญ เพลงของเขาไพเราะและกินใจชาวบานคนอื่น ๆ ดวย ดังน้ันเพลงดังกลาวจึงไดแพรกระจายออกไปเร่ือย ๆ และในท่ีสุดไมมีใครรูวาใครเปนคนแตงเพลงบทนั้น และแตงเม่ือใด เพลงพ้ืนบานถูกรอยกรองขึน้ ดวยคําท่เี รยี บงา ยแตกนิ ใจ สงิ่ นีเ้ องที่ทําใหเ พลงพ้ืนบา นมคี า เพราะนน่ั เปน ศิลปะอยางหนึ่งอยางแทจริง ครงั้ หนงึ่ พระเจาวรวงศเ ธอ กรมหมืน่ พิทยาลงกรณ ทรงเลาวา ไดทรงแตงบทเลนเพลงช้ันบทหน่งึ แลวประทานใหช าวชนบทซึ่งอานหนังสือไดนําไปรอง แตทรงสังเกตวา จากกิริยาท่ีชาวบานคนนน้ั แสดงออกมา ถา หากปลอยใหเขาแตงเองนา จะเรว็ กวาบทที่นพิ นธเสียอกี ทรงถามวา มันเปนอยางไร คําตอบท่ีลวนแตเปนเสียงเดียวกันคือ มันเต็มไปดวยคํายากทั้งนั้น ถึงตอนเก้ียวพาราสีผูหญิงชนบทที่ไหนเขาจะเขาใจ และไมรูวาจะรองตอบไดอยางไร เรื่องน้ีจะเปนบทแสดงใหเห็นวา เพลงพนื้ บา นนั้นใชค าํ งา ย แตไ ดความดไี มจาํ เปน ตองสรรหาคํายากมาปรงุ แตง เลยประเภทของเพลงพ้ืนบา น เรามีหนทางท่จี ะแบงประเภทเพลงพ้ืนบา นออกไดเ ปนพวก ๆ เพอื่ ความสะดวกในการพิจารณาไดห ลายวธิ ี เชน การแบง ตามความส้นั –ยาวของเพลง เชน เพลงสนั้ ไดแ ก เพลงระบาํ เพลงพิษฐาน เพลงสงฟาน เพลงสําหรับเด็ก เพลงชักกระดาน เพลงเขาทรง เพลงแหนางแมว เพลงฮินเลเล เปนตน สวนอยา งเนอ้ื ยาว ไดแก เพลงฉอ ย เพลงเรือ เพลงอีแซว เปนตน
79 การแบงตามรปู แบบของกลอน คือ จัดเพลงทม่ี ฉี นั ทลักษณเหมือนกันอยูในพวกเดียวกัน เราจะจัดใหเ ปนสามพวก คอื พวกกลอนสมั ผัสทาย คือ เพลงท่ีลงสระขางทายสัมผัสกันไปเรื่อย ๆ ไดแกเพลงฉอย เพลงลําตัด เพลงระบําชาวไร เพลงระบําบานนา เพลงหนาใย เพลงอีแซว เพลงสงคอลาํ พวน เพลงเทพทอง ลงกลอนสัมผสั ทายเหมือนกัน แตเวลาลงเพลงเมื่อใดตองมีการสัมผัสระหวางสามวรรคทายเก่ียวโยงกนั เชน เพลงเรอื เพลงเตนกําราํ เคียวเพลงขอทาน เพลงแอว เคลา ซอ พวกท่ีไมคอยเหมือนใคร แตอาจคลายกันบาง เชน เพลงสําหรับเด็ก เพลงระบํา เพลงพษิ ฐาน เพลงสงฟาง เพลงชกั กระดาน เพลงเตน กาํ ราํ เคียว เพลงพาดควาย เพลงปรบไก เพลงเหยย การแบงเปน เพลงโตต อบและเพลงธรรมดา เพลงรองโตตอบ ไดแก เพลงฉอย เพลงอีแซว ฯลฯสวนเพลงอีกพวก คือ เพลงที่เหลือ ซึ่งเปนเพลงที่รองคนเดียว หรือรองพรอมกัน หรือไมจําเปนตองโตต อบกัน เชน เพลงสาํ หรับเดก็ เพลงขอทาน เพลงชกั กระดาน เพลงสงฟาง (มักจะเปนเพลงส้ันๆ) เปนตน การแบง อธิบาย เราไดเ ลอื กการแบง วิธีนี้ เพราะเหน็ วาสามารถสรางความเขาใจสอดคลองกันไดดี เพลงแตละเพลงมคี วามเกย่ี วเนอ่ื งกันตามลําดับ เพลงที่เลนตามเทศกาลและฤดูกาล เชน หนาน้ําหรือหนากฐิน ผาปา เลน เพลงเรอื เพลงหนาใย ถดั จากหนากฐินเปนหนาเก่ียว เลนเพลงเกี่ยวขาว เพลงสงคอลําพวน เพลงสงฟาง เพลงชกั กระดาน เพลงเตน กาํ รําเคยี ว ถดั จากหนา เกี่ยว เปนชว งตรุษสงกรานตเลนเพลงพิษฐาน เพลงระบําบานไร เพลงพวงมาลัย เพลงเหยย เพลงท่ีเลนไดทั่วไปโดยไมจํากัดชว งเวลา ไดแกเ พลงสาํ หรับเด็ก เพลงอีแซว เพลงระบําบานนา เพลงพาดควาย เพลงปรบไก เพลงเทพทอง ลาํ ตัด เพลงแอวเคลา ซอ เพลงขอทาน เพลงฉอ ยการแบงภมู ภิ าคเพลงพน้ื บา นภาคกลาง 1. เพลงปฏิพากย เปนการรองโตตอบกันระหวางหญิงชาย ทั้งการเก้ียวพาราสี เรียกตัวเอกของทั้งฝายหญิงชายวา “พอเพลง แมเพลง” ซึ่งเปนบุคคลท่ีมีประสบการณสูง จึงทําใหการแสดงมีรสชาติไมกรอยไป เพลงในลักษณะน้ีมีหลายแบบ ซึ่งลวนตางกันทั้งลีลา ลํานํา และโอกาส อาจมีดนตรีประกอบ พรอมกันน้ันก็มีการรายรําเพื่อเนนคําขับรองดวย เชน ลําตัด เพลงฉอย เพลงอีแซว เพลงพวงมาลยั เพลงเรอื เพลงเหยอย เพลงชา เจา หงส ฯลฯ 2. เพลงการทาํ งาน ยง่ิ เปน ลักษณะของชาวบานแท ๆ มากขึ้น การใชเพลงชวยคล่ีคลายความเหน็ดเหนื่อยเปนความฉลาดท่ีจะสามารถดําเนินงานไปไดอยางสนุกสนาน โดยเฉพาะงานเกษตรกรรม มีการรองโตตอบกันบาง บางครั้งก็แทรกคําพูดธรรมดา เพ่ือลอเลียนยั่วเยาไปดวยเชนเพลงเกี่ยวขาว เพลงสงฟาง เพลงชักกระดาน เพลงสงคาํ ลําพวน เพลงพานฟาง โดยใชการตบมือเขาจังหวะอยางสนกุ สนาน
80ภาคเหนอื มกี ารขับรอ งและขบั ลาํ อีกแบบหนึ่ง โดยการใชถ อยคาํ สําเนียง และทํานอง ซึ่งคลอเคลาดวยปซอ เรียกวา รากซอหรือขอซอสําหรับ “ซออูสาว” ไดแก การรองโตตอบกันระหวางหญิงชาย ซ่ึงมักจะใชคาํ กลอนที่แตงไวแลวจดจํามารอง บางโอกาสเทาน้ันท่ีรองดนอยางฉับไว ซ่ึงจะตองเปนผูมีประสบการณสูง การรองเปนเร่ืองเชิงขับลํานํา มักใชเรื่องพระลอ เร่ืองนอยไจยาเปนตน วิธีรองใชเอ้ือนตามทํานองแลวหยุดในบางตอน แตเรื่องยังติดตอกันตลอดไป การแตงคํากลอนของภาคเหนือมีหลายแบบ เชน แบบ “คําร่ํา” มีลักษณะเปนรายที่สัมผัสอักษรกันไปตลอด มีการถายทอดกันแบบ “มุขปาฐะ” แลว จดจาํ กันตอ มาหลายสํานวน จนบางสํานวนเขา ขั้นเปนวรรณกรรมพื้นบานภาคอสี าน มเี พลงขับขานในลักษณะตาง ๆ อยูเปนอันมาก เชน กลอนลํา ที่หมอลํากลอนจดจํา และใชเปน บทขับรอง แสดงคูกับการเปาแคน กลอนสูขวัญ ซ่ึงวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ ก็มีอยูหลายแบบ สุดแตจะทําขวัญอะไร เชน สูขวั ญบาวสาวกินดอง สูขวัญเด็ก สูขวัญหลวงฯลฯนอกจากน้ัน ยังมี “ผะหญา” หรือ “ผญา” ซ่ึงเปนการขับรองดวยวลีหนึ่ง ๆ ที่ไมอาศัยคําคลองจอง แตอาศยั พนื้ ฐานจากคําพูดทใี่ ชพ ูดประจาํ วนั ผูกเปน ผญาส้นั ๆ ไดก ลายเปนแบบอยางฉันทลักษณที่เขาข้ันวรรณกรรมพื้นบาน เชน ผญาเร่อื งทาวฮุงภาคใต มีเพลงกลอนใชรอง ใชขับลําที่สําคัญแสดงปฏิภาณของกวีคือ “เพลงบอก” แมวาจุดประสงคแหงเน้ือความของเพลงบอกจะบอกเรื่องราว หรือขาวคราวใหผูคนทราบในเร่ืองตาง ๆ แตก็มีวิธีรองประกอบการแสดง ไมใหเบอ่ื ฟง ซ่ึงมอี ยู 2 แบบคอื รอ งแบบส้นั ๆ แลวมลี กู คูรับกับ รอ งแบบยาว (อยางรา ยยาว) แลวมลี กู ครู บั คณะเพลงบอกจะมีตัวพอเพลง หรือแมเพลง ลูกคู และมีฉ่ิง กรับ ป ขลุย และทับ (กลอง) ไมม ีการรํา เพราะคนฟง มุงฟง กลอนบอกเทาน้ันบัญญตั แิ ปดประการของเพลงพ้ืนบานในประเทศไทย 1. เพลงพื้นบานของไทยสวนใหญเลนกันในหมูหนุมสาว แบงออกเปน 2 กลุม คือชายกลมุ หนึ่ง หญงิ อีกกลมุ หนึง่ การวา เพลงพน้ื บา นน้ีหนไี มพนเกี้ยวพาราสเี รือ่ งรัก ๆใคร ๆ สว นมากใชรอง โต ต อบกั น ด วย ก ลอน สด เม่ื อฝ า ย ชา ย ร อง เพ ลง นํ า กอน โ ด ย ปร ะ เพณี ย อมไ ด รั บการตอบสนองจากกลุมฝายหญิง คํารองจากฝายหญิงไดแสดงออกถึงการตอนรับและรองเพลงในคํากลอน ซ่งึ แสดงออกถึงการปกปองตนเองอยางสุภาพตามลกั ษณะของกุลสตรีไทยแบบด้ังเดมิ การวา กลอนสดโตต อบกันระหวางชายหญิงนี้ คนไทยทุกกลุมทั้งทอี่ ยใู นและนอกราชอาณาจกั รไทยถือเปนขนบประเพณีเหมือน ๆ กัน ปฏิบัติสืบตอกันมาหลายช่ัวอายุคน ปรากฏวามีประเพณีหาม
81หนมุ สาวพบปะกนั สองตอ สองแตเม่ือจะใชคาํ กลอนพูดจากันแลวอนุญาตใหเกี้ยวพาราสีกันไดโดยไมตอ งออ มคอม ในภาคเหนือ ภาคอีสาน มีคําพูดใชโตตอบกันระหวางหนุมสาวเปนคําปรัชญาของทองถิ่นเรยี กวา ผะหญา (ในศิลาจารกึ สมัยสุโขทยั จารึกวา ประญา) ในภาคอสี านสมยั กอนท่ีจะไดรับการพัฒนาเหมอื นสมยั นี้มกี ารรักษาขนบประเพณีน้ีเครงครดั มาก หนุมสาวท่ไี มปะทะคารมเปน คาํ ปรัชญาท่ีเปนคํากลอนกจ็ ะไดรับการตาํ หนิจากสังคมวา ขี้ขลาดตาขาว ไมกลาลงบวง หนุมสาวท่ีไมไดแตงงาน เพราะโตต อบกลอนสดไมเ ปนเรียกวา ตกบว ง 2. การวาเพลงพื้นบานของไทยแสดงออกถึงความสามัคคี ร่ืนเริงตามแบบแผนวัฒนธรรมโบราณของไทยท่สี ืบทอดตดิ ตอกนั มาหลายช่วั อายคุ น เปน การแสดงออกของศลิ ปนเพอ่ื ศิลปะโดยแท 3. การวาเพลงพ้นื บา นของไทยฝา ยชายมีผูนําในการวาเพลงเรยี กวา พอ เพลง ในทํานองเดียวกันผนู ําในการวาเพลงของฝา ยหญิงก็เรยี กวา แมเพลง พอเพลงและแมเพลงสวนมากก็จะเปนญาติผูใหญของหนุมสาวท้ังสองฝายน่ันเอง เปนส่ิงธรรมดาท่ีท้ังพอ เพลงและแมเ พลงยอมหาโอกาสเสริมทักษะความรเู กีย่ วกับชีวิตคู และเร่ืองเพศสัมพันธเร่อื งตา ง ๆ เหลาน้ีมีอยูพ รอ มในคํารอ งอันฉลาดแหลมคมของบทกลอนของเพลงพ้ืนบาน จึงกลาวไดวาคนไทยมกี รรมวธิ ีการสอนใหห นุมสาวรเู รือ่ งเพศสมั พันธในอดีตอันยาวนานแลว จากประเพณีการเลนเพลงพื้นบา นของไทยนจ้ี ะเห็นวา คนไทยเรารจู ักการสอนเพศศกึ ษาแกเยาวชนมากอ นฝายตะวนั ตก โดยปราศจากขอ สงสัย 4. กอนที่จะประคารมกันเชิงบทเชิงกลอน ผูอาวุโสนอยกวาจะแสดงความคารวะผูอาวุโสมากกวา จะวาเปนกลอนขออภัยลวงหนา วาหากลวงเกินดวยกาย วาจา ใจ ประการใด ก็ขอใหอภัยดวยฯลฯ เมอื่ คารวะคูแขงผูอาวโุ สกวาแลว ผูวา เพลงก็ไมล มื หนั หนา ไปทางผรู วมฟง ออกตวั ถอมตัว ดวยความสภุ าพออนโยนวา หากการวา กลอนสดจะขลกุ ขลักไมสละสลวย หรือไมถึงใจผูฟงก็ขอไดโปรดใหอภยั ดว ย จะเห็นไดวาแกน แทข องคนไทยสุภาพออนโยนเปน ชาตเิ ผา พนั ธุที่ถอ มตัวเสมอ 5. เม่ือผานพธิ กี ารออกตวั ถอมตัว ตามประเพณีแลว ก็จะประจนั หนากนั ทักทายกันดว ยคาํ ขมขวญักนั 6. เมอ่ื มโี อกาสวาเพลงพืน้ บานกันระหวา งชายหญงิ โดยประเพณีจะอนญุ าตใหฝายหญิงโตตอบเปนคํากลอนสดกับฝายชายอยางเต็มท่ี เธอจะวากลอนสดแสดงความรักความเกลียดชังใครไดอยางเปดเผย โดยไมถือวาเปนการทําตนเสื่อมเสียเลย โดยขนบประเพณีเดิมสืบเน่ืองมาแตดึกดําบรรพอนญุ าตใหส ตรเี พศแสดงออกซึง่ สทิ ธเิ สรีภาพทัดเทียม หรอื ลํ้าหนา ผูชาย 7. เมื่อการเลน เพลงพ้นื บา นจบสิน้ ลงแลว มีประเพณอี นั ดงี ามของไทยโบราณท่ีควรนํามา สดุดีณ ทน่ี ี้ คอื ผวู า เพลงพื้นบา นทีร่ ตู ัววา มีอาวโุ สนอยกวา จะไปแสดงคารวะขอขมาลาโทษผูที่มีอาวุโสสูงกวา ในกรณีที่อาจมีการวากลอนสดลวงเกินไปบาง ผูใดรูตัววายังวาเพลงพื้นบานกลอนสดยังไมไดมาตรฐาน ก็จะใฝห าความรูความชาํ นาญจากผทู ีช่ ํานาญกวา การเตรียมการ การฝก ซอม ใชเวลาวางจาก
82การทาํ ไร ไถนา หนมุ ก็จะไปกราบขอเรยี นจากพอเพลง ในทํานองเดียวกันสาวก็จะไปหาความรูความชํานาญจากแมเ พลง เนอื่ งจากมีการฝกซอ มกันไวล วงหนาหลายเดอื น เมือ่ วันสําคัญไดมาถงึ แมฝ า ยหญงิจะมคี วามกระดากอายอยูบาง แตความพรอมทําใหเธอกลาประจันหนากับชายหนุมท่ีจะสงคําถาม คําเก้ยี วพาราสี และเธอกพ็ รอมที่จะตอบโตเ ปน กลอนสดทุกรูปแบบ แบบอยา งเพลงพ้นื บานท่ีขับขานออกมาจากปากของคนหนึง่ กรอกเขารูหขู องผูท่ีต้ังใจรับฟงจะอยูในความทรงจําอยางแนนแฟน แมมีอิทธิพลอารยธรรมจากแหลงอื่นเขามาปรากฏ แบบอยางขนบประเพณอี ืน่ อาจผนั ผวนคลอ ยตามไปไดไมยาก แตแบบอยางเพลงพื้นบานท่ีขับขานออกจากปากเขา รูหูแลวเขาไปเจือปนในสายเลือดนนั้ เรอื่ งท่ีจะหนั เหโนมเอียงใหต ามปรากฏการณใหม ๆ ไมใชของงายนกัเรือ่ งที่ 5 พัฒนาการของเพลงพ้ืนบาน 1. ความเปนมาของเพลงพ้ืนบานไทย การสืบหากาํ เนดิ ของเพลงพ้ืนบานของไทยยงั ไมสามารถยตุ ิลงไดแ นน อน เพราะเพลงพนื้ บานเปนวัฒนธรรมทส่ี บื ทอดกนั มาปากตอปาก ไมม ีการบันทกึ เปนลายลักษณ แตคาดวาเพลงพื้นบานคงเกิดมาคูกับสังคมไทยมาชานานแลว เชน เพลงกลอมเด็กก็คงเกิดข้ึนมาพรอม ๆ กับการเล้ียงดูลูกของหญงิ ไทย การศกึ ษาประวตั ิความเปนมาและการพัฒนาการของเพลงพื้นบานไทย พอสรุปไดดังน้ี 1.1 สมัยอยธุ ยา ในสมัยอยุธยาตอนตน มกี ารกลาวถงึ “การขับซอ” ซ่งึ เปนประเพณีของชาวไทยภาคเหนอื ปรากฏในวรรณคดี ทวาทศมาส และลลิ ติ พระลอ และกลาวถึง “เพลงรองเรือ ซึ่งเปนเพลงทีช่ ายหญิงชาวอยุธยารองเลนในเรือ มีเครอื่ งดนตรีประกอบปรากฏใน กฎมณเทียรบาล ท่ีตราขน้ึ สมยั พระบรมไตรโลกนาถ ในสมัยอยธุ ยาตอนปลาย ในรัชกาลพระเจา บรมโกศ มกี ารกลาวถงึ “เพลงเทพทอง” วาเปน เพลงโตต อบที่เปนมหรสพชนิดหนึ่งในงานสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ปรากฏในปณุ โณวาทคําฉนั ท ของพระมหานาควัดทา ทราย 1.2 สมัยรัตนโกสินทร สมัยรัตนโกสินทรเปนสมัยท่ีมีหลักฐานเกี่ยวกับเพลงพ้ืนบานชนิดตาง ๆ มากท่ีสุด ต้ังแตรัชกาลท่ี 1 ถึงรัชกาลที่ 5 เปน “ยุคทอง” ของเพลงพ้ืนบานที่เปนเพลงปฏิพากยจ ะเหน็ จากการปรากฏเปนมหรสพในงานพระราชพิธีและมีการสรางเพลงชนิดใหม ๆ ข้ึนมาเชน เพลงฉอ ย เพลงอแี ซว เพลงสง เคร่ือง ซึ่งเปนทนี่ ิยมของชาวบานไมแ พม หรสพอน่ื ในสมัยรัตนโกสนิ ทรตอนตนมีหลักฐานวา เพลงเทพทอง เปนเพลงปฏพิ ากยเกา ท่ีสุดท่ีสืบทอดมาจากสมัยอยุธยา มีการกลาวถึงในฐานะเปนมหรสพเลนในงานพิธีถวายพระเพลิงพระชนกและพระชนนีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก และเพลงปรบไก มีการกลาวไวในจารึกวัด
83พระเชตุพนฯ วาเปนมหรสพชนดิ หนง่ึ ที่เลนในงานฉลองวัดในสมัยรัชกาลที่ 1 นอกจากน้ียังมีการอางถึงเพลงทงั้ สองในวรรณคดอี ีกหลายเลม เชน บทละครอณุ รุท อเิ หนาและขุนชา งขนุ แผน เปน ตน ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลาเจา อยูห วั มีการกลาวถึงเพลงปฏิพากย ในโคลงพระราชพธิ ีทวาทศมาส (ราชพิธีสิบสองเดือน) วา ในงานลอยกระทงมกี ารเลน สกั วา เพลงคร่ึงทอน เพลงปรบไกและดอกสรอ ย เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูหัว การละเลน พนื้ บานตาง ๆ ท่ีเคยรุง โรจนมาแตรชั กาลตน ๆ เริ่มซบเซาลง เพราะเกิดกระแสความนิยม “ แอวลาว ” ข้ึน โดยเฉพาะในหมชู นชั้นสูง รัชกาลที่ 4 ทรงเกรงวาการละเลน พื้นบา นของไทยจะสญู หมด จงึ ทรงออกประกาศหามเลนแอวลาวตอ ไป ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหชาวบา นเลน เพลงพื้นบานถวายใหทอดพระเนตรในขณะท่ีประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน เมื่อ พ.ศ.2426 จงึ นบั เปน ครัง้ แรกที่ไดม กี ารนําเพลงชาวบา นมาเลนถวายพระมหากษตั รยิ ใ หทอดพระเนตร และในรชั สมัยนีก้ ารละเลน พนื้ บา นยงั เปน ท่ีนยิ มอยูโดยเฉพาะทางดา นศิลปะการแสดง ท่ีเปน มหรสพ นอกจากจะมีโขน ละคร หุน หนังใหญ หนังตะลงุ แลว ยังมลี เิ กและลําตดั เกดิ ขึ้นใหม และแพรไปยังชาวบานตามทอ งที่ตา ง ๆ อยางรวดเรว็ ดว ย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงสง เสรมิ เพลงพืน้ บานโดยทรงบรรจุบทรอ งท่ีใชทํานองเพลงปรบไกไ วในพระราชนิพนธเรื่องศกุนตลา สํานวนที่เปนบทละคร รวมทั้งไดทรงพระราชนิพนธเร่ืองพระหันอากาศและนางอุปโกศา ไวเปนเคาโครงเร่ืองสําหรับแสดงลิเก และโปรดเกลา ฯ ใหม ีการแสดงลิเกในการสมโภชพระตําหนักชาลมี งคลอาสน ในพ.ศ. 2460 ดวย ในสมัยน้ีเพลงพ้ืนบานยังคงเปนท่ีนิยมของชาวบาน ไดแก เพลงสงเคร่ืองหรือเพลงทรงเครื่อง และเพลงฉอย เปนตน โดยเฉพาะเพลงฉอ ยนยิ มเลนกันทวั่ ไป และในสมัยนี้มีการนําเพลงพ้ืนบานมาตีพิมพเปนหนังสือเลม เชน เพลงระบาํ ชาวไรข องนายบศุ ย เพลงเรือชาวเหนือของนายเจรญิ เปนตน การแสดงเพลงฉอยในรายการทีว”ี คุณพระชว ย” (ภาพ www.daradaly.com) อยางไรกต็ ามในชว งสงครามโลกครั้งท่ี 2 อิทธพิ ลของวัฒนธรรมและระบบทุนนยิ มแบบตะวนั ตกทาํ ใหเกิดสงิ่ บนั เทงิ แบบตะวันตกอยา งหลากหลาย เชน เพลงไทยสากล เพลงราํ วง เพลงลกู ทุง
84เปนตน เพลงพ้นื บานจงึ เรมิ่ หมดความนิยมลงทลี ะนอ ย ประกอบกบั ตอ งเผชิญอปุ สรรคในสมยั รัฐบาลจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ที่ออกพระราชกฤษฎีกากาํ หนดวฒั นธรรมแหงชาติ พ.ศ. 2495 ควบคุมการละเลนพน้ื บานทําใหขาดผูเลน และผสู ืบทอดเพลงปฏพิ ากยจ ึงเส่อื มสญู ลงในทสี่ ุด เพลงพ้นื บา นตาง ๆ เร่ิมกลบั ฟน ตัวอกี ครั้งหนึ่งและกลายเปนของแปลกใหมที่ตองอนุรักษและฟน ฟู ในชวง ประมาณ พ.ศ. 2515 เปนตนมา หนวยงานทั้งของรัฐและเอกชน รวมท้ังบุคคลที่สนใจไดพยายามสงเสริมใหมีการศึกษาคนควาอยางเปนระบบ รวมทั้งสนับสนุนใหเผยแพรเพลงพื้นบานใหกวางขวางข้ึน เพลงพ้ืนบานโดยเฉพาะเพลงปฏิพากยจึงไดกลับมาเปนท่ีนิยมอีกคร้ังหนึ่ง แตเปนในลกั ษณะของงานแสดงเผยแพร มใิ ชในลกั ษณะของการฟนคืนชวี ิตใหม 2. พัฒนาการรปู แบบและหนา ท่ขี องเพลงพนื้ บาน เพลงพนื้ บานของไทยมกี ารพัฒนาสรุปไดดังน้ี 2.1 เพลงพ้ืนบานที่เปนพิธีกรรม เพลงพ้ืนบานของไทยกลุมหน่ึงเปนเพลงประกอบพิธีกรรมซ่ึงมบี ทบาทชดั เจนวาเปน สว นหนึ่งของพิธกี รรมน้ัน ๆ เชน เพลงในงานศพและเพลงประกอบพิธีรักษาโรค นอกจากเพลงกลุมดังกลาวแลวยังมีเพลงพื้นบานอีกกลุมหนึ่งที่แมการแสดงออกในปจ จุบันจะเนนเรอ่ื งความสนุกสนานรื่นเริง แตเมื่อพินิจใหลึกซึ้งจะพบวามีความสัมพันธกับความเช่ือและพิธีกรรมในอดีต และยังเปนสวนหนึ่งของพิธีกรรมน้ัน ๆ ดวยเพลงพื้นบานดังกลาวไดแก เพลงปฏิพากยและเพลงประกอบการละเลนของผูใหญ ท่ีปรากฏในฤดูกาลเก็บเกี่ยวและเทศกาลตรุษสงกรานต สงั คมไทยแตด้งั เดิม ชาวบา นสว นใหญเปน ชาวนาชาวไร มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทํามาหากินเกี่ยวเนื่องกบั ธรรมชาติ ความอดุ มสมบูรณข องพืชพันธุธญั ญาหารเปนปจ จัยสําคัญทีส่ ุดในการ ยงั ชีพ คนไทยจึงไดสรางพิธีกรรมเกี่ยวเนื่องกับความเจริญงอกงามขึ้น เพื่อขอใหผีสางเทวดาอํานวยส่ิงที่ตนตอ งการ หรอื มฉิ ะนั้นก็สรางแบบจําลองขึ้นเพ่ือบังคับใหธรรมชาติเปนไปตามที่ตองการ เชน สรางนาจําลอง เรยี กวา ตาแรกหรือตาแฮก ( ภาคอีสาน ) แลวดํากลาลงในนา 5-6 กอ เชื่อวาถาบํารุงขาวในนาแรกงอกงาม ขาวในนาทัง้ หมดก็งอกงามตามไปดว ย
85 การทาํ พธิ ีดํานาตาแฮกหรอื การแฮกนา พิธีกรรมท่เี กยี่ วกับความเจริญงอกงามท่ีเห็นไดชัดท่ีสุด ไดแก พิธีกรรมในฤดูกาลเก็บเกี่ยวและในเทศกาลตรุษสงกรานตเพลงพื้นบานในฤดูกาลเก็บเกยี่ ว พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกที่สําคัญอยูในชวงฤดูกาลเก็บเกี่ยวและกอนเริ่มฤดูกาลเพาะปลกู ในโอกาสดังกลา วน้ีนอกจากจะปรากฏพธิ กี รรมอยูท ุกขัน้ ตอนแลวยังมีการเลนเพลง พ้ืนบานดวย กอนเร่ิมฤดูกาลเพาะปลูกในแตละป ชาวนาจะทําพิธีสูขวัญเคร่ืองมือเคร่ืองใชในการเพาะปลูก เชน ควาย ไถ คราด เปนตน ซึ่งในพิธีกรรมน้ัน ๆ จะมีการรองบทสูขวัญ ซึ่งเปนเพลงประกอบพิธี นอกจากน้ีถาฝนไมตกตองตามฤดูกาล ชาวนาจะจัดพิธีกรรมขอฝนขึ้น ซึ่งจะทํากันทุกภาค (ยกเวนภาคใตที่ไมมีปญหาเร่ืองฝน) และทํากันดวยวิธีการตาง ๆ เปนตนวา ชาวนาภาคกลางจะจัดพิธีแหนางแมวและพิธีปนเมฆ (ปนดินเหนียวเปนรูปอวัยวะเพศชาย หรือปนหุนรูปคนชายหญงิ สมสูกนั ) โดยมเี พลงแหน างแมวและเพลงปน เมฆรองประกอบ ชาวนาภาคเหนอื และภาคอีสา นจะ จัด พิธีแหน างแมวและ แหบ้ั งไ ฟ โ ดยมี เซ้ิ งแห นา งแม วและเซ้ิงแหบั้ งไฟ เป นเพลงประกอบพิธี เมอ่ื ไดจัดพธิ กี รรมเหลา น้ีข้นึ ชาวบา นจะอบอนุ ใจ เชอ่ื วาฝนจะตกลงมา ขาวในนาก็จะงอกงาม
86 รองเลน เพลงเตน กํารําเคียว เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเก่ียวพืชผล ชาวนาจะจัดพิธีกรรมสูขวัญขาวสูขวัญลานและสูขวัญยุง เพื่อขอบคุณผีสางเทวดาที่ใหผลผลิต ในขณะเดียวกันก็ปดรังควานผีรายท่ีจะทําใหผลผลิตเสียหาย นอกจากนภี้ าคกลางยงั มีการรองเลน เพลงเตน กํารําเคียว เพลงรอ ยชงั่ และเพลงเกย่ี วขาว เปนการรองรําเพอ่ื เฉลิมฉลองผลผลิตที่ได ดงั นน้ั เพลงทีร่ อ งในฤดกู าลเก็บเกยี่ วในแงหนึ่งเปนการรองเพ่ือความสนุ ก เพ ลิ ดเพ ลิ น แต อี ก แง หนึ่ ง ก็ เป นก า ร ร อง เพื่ อเฉ ลิ มฉ ลอง ค วา ม อุ ด ม สม บู ร ณ ข องพชื พันธธุ ัญญาหารเพลงพื้นบา นในเทศกาลตรุษสงกรานต หลังจากผานการทํางานในทุงนาอยางหนักมาเปนเวลาคอนป เมื่อถึงชวงฤดูรอนซึ่งเปนเวลาหลังเก็บเกี่ยว ก็จะถึงเทศกาลรื่นเริงประจําปคือเทศกาลตรุษสงกรานต ซึ่งเปนเทศกาลเลนสนุกท่ีเกี่ยวเนอื่ งกับพิธีกรรมเพอ่ื ความอดุ มสมบรู ณ สงกรานตเ ปน เทศกาลสาํ คัญของเพลงพื้นบานเพราะเพลงพื้นบานไทยสวนใหญโดยเฉพาะเพลงพ้ืนบานภาคกลางรองเลนอยูในเทศกาลนี้ เพลงรองเลนในวันสงกรานตแบง ออกไดเปน 2 ประเภทคือ เพลงปฏพิ ากยและเพลงประกอบการละเลน ของผูใ หญ การรอ งเลนเพลงปฏพิ ากย
87 เพลงปฏิพากย มีทั้งเพลงโตตอบอยางสั้นรองเลนตอนบาย เชน เพลงพิษฐานและเพลงระบําบานไร และเพลงโตต อบอยางยาว เชน เพลงพวงมาลยั และเพลงฉอ ย เปนตน เนื้อหาของเพลงจะปรากฏเรือ่ งเพศมากมาย ซ่ึงแสดงรองรอยวาในระยะตนเพลงเหลานี้นาจะเก่ียวเน่ืองกับพิธีกรรมความเชื่อโดยเฉพาะความเชอื่ เร่ืองเพศกบั ความอุดมสมบรู ณ วามคี วามสัมพันธก นั เพลงประกอบการละเลนของผใู หญ แบง ออกเปน 2 กลุม กลุมหนึง่ เปน เพลงประกอบการละเลนของหนุมสาวทเ่ี ลนกนั ในตอนบาย เชน เพลงระบาํ อีกกลุมหนึ่งเปน เพลงประกอบการละเลนเขา ทรงผีตาง ๆ นยิ มเลน กนั ในตอนกลางคนื ไดแก เขา ทรงแมศ รี ลิงลม นางควาย ผกี ระดง นางสาก เปนตน การละเลน กลุม หลังนี้เปนการละเลน กึ่งพิธกี รรม ซงึ่ สะทอนความเชือ่ ดง้ั เดมิ เกยี่ วกับการนับถือผีสางเทวดา เช่อื วา มผี ีสถิตอยแู ละรูค วามเปนไปของธรรมชาติ จงึ เชิญผี มาสอบถามปญ หาเกีย่ วกบั การทํามาหากนิ เชิญผีพยากรณด นิ ฟาอากาศ เมือ่ พิจารณาเพลงพ้นื บานของไทยท่รี อ งเลนเพ่ือความสนุกนานในเทศกาลแลว อาจสรุปไดวาในระยะแรกเพลงพน้ื บา นน้ัน ๆ คงเปนสวนหน่ึงของพิธีกรรมเพื่อความเจริญงอกงาม ตอมาเม่ือความเชอ่ื ของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ความเขาใจตอความหมายดั้งเดิมก็แปรเปลี่ยนเปนเพลงท่ีรองเลนสนุกตามประเพณแี ตเ พยี งอยางเดียว 2.2 เพลงพน้ื บานทเี่ ปนการละเลน จากบทบาทดงั้ เดมิ ซึ่งเคยเปน สว นหนงึ่ ของพิธกี รรม เพลงพ้ืนบานท่ีรองในเทศกาลไดคลี่คลายเหลอื เพียงบทบาทในดา นการบันเทงิ เปนการละเลน ที่สังคมจัดขน้ึ เพือ่ รวมกลมุ สมาชิกในสงั คมและเพ่ือยา้ํ ความสัมพนั ธข องกลมุ จงึ มลี กั ษณะการรองเลนเปนกลุม หรือเปน วง เพลงในลานนวดขา ว เพลงท่ีรองเลนในเทศกาลสงกรานต เทศกาลออกพรรษา เพลงเจรียงท่รี อ งในงานบุญของชาวสุรินทร ลว นเปน เพลงทเ่ี กดิ จากการรวมกลุมชายหญงิ เพ่ือประโยชนใ นการทาํ งานและแสวงหาความสนุกเพลิดเพลนิ รว มกนั เพลงพน้ื บา นที่เปนการละเลน เชน เพลงปฏพิ ากยเปนเพลงของกลุมชาวบานทุกคนมีสวนรวมในการรอ งเลน ผลดั กนั ทําหนา ทเ่ี ปนผรู องและลกู คู สว นใหญเ ปนเพลงสัน้ ๆ ทีร่ องงาย ไมจ ําเปน จะตองใชศิลปนผูมีความสามารถโดยเฉพาะ เพลงพ้ืนบานที่เปนการละเลนจึงเปนเพลงของชาวบานอยางแทจ รงิ 2.3 เพลงพืน้ บานทีเ่ ปน การแสดง เพลงพ้ืนบานที่เปนการแสดง หมายถึงเพลงพ้ืนบา นทม่ี ีลกั ษณะการรอ งการเลน เปนการแสดง มีการสมมุติบทบาท ผูกเร่ืองเปนชุด ทําใหการรองยืดยาวขึ้นดังนั้นผูรองจําเปนจะตองเปนบุคคลที่มีความสามารถเปน พิเศษ เชน มคี วามจําดี มีปฏิภาณ ฝปากดี มีความสามารถในการสรางสรรคเน้ือรองเปน ตน คณุ สมบัติเชนน้ีชาวบานไมสามารถมีไดทุกคน จึงทําใหเกิดการแบงแยกระหวางกลุมคนรองและคนฟง ข้นึ
88 คนท่ีรองเกงในหมูบานหนึ่ง ๆ มักจะเปนที่รูจักของคนทั้งในหมูบานเดียวกัน และหมูบานใกลเ คยี ง คนประเภทน้ีถาไมมีพรสวรรคมาแตกําเนิดก็มักจะเปนผูที่มีใจรักและฝกฝนมาอยางดี สวนใหญจะเสาะแสวงหาครูเพลงและฝากตัวเปนลูกศิษย เมื่อมีงานบุญงานกุศลที่เจาภาพตองการความบันเทิง ก็จะมีการวาจางไปเลนโตคารมประชันกัน ทําใหเกิดมีการประสมวง คือนําพอเพลงแมเพลงฝปากดมี ารวมกลุมกนั เขาเปน กลมุ รบั จางแสดงในงานตาง ๆ จากเพลงที่รอ งเลนตามลานบาน ลานวดั ไดกลายมาเปนเพลงท่รี อ งเลนในโรงหรอื บนเวที ในระยะหลังมีการตกแตงฉากเหมือนโรงลิเก และตั้งแตสมัยรัชกาลท่ี 5 เปน ตน มา การแสดงเพลงพืน้ บานภาคกลางไดร บั อิทธิพลของละครนอกและละครรองมาก จึงไดป รับการแสดงคลายละครนอกมากขึ้น เชน มีการรองประสมวงพิณพาทยและแตงกายแบบละครนอก กลายเปนการแสดงที่เรียกวา เพลงสงเคร่ืองหรือเพลงทรงเครื่อง สวนทางภาคอีสานในระยะเวลาใกลเคียงกันก็นิยมนํานิทานมารองเลนเปนเรื่องเรียกวา ลําพื้น และกลายเปน ลําหมูและลําเพลนิ ไปในท่สี ุด ทางภาคเหนือเพลงพืน้ บา นที่เปนการแสดง ไดแก การขับซอเมือง ซอเก็บนก จะเห็นไดวาเพลงพืน้ บา นไดพฒั นาจากเพลงของกลมุ ชนเปนเพลงการแสดงและเพลงอาชีพในที่สุด เพลงพนื้ บานท่ีเปน การแสดงของไทยเปน มหรสพทไ่ี ดรับความนิยมอยางมากในชวง รัชกาลที่5-7 จนกระท่งั หลังสมยั สงครามโลกครั้งท่ี 2 เปนตนมา ก็เร่ิมซบเซาและถึงคราวเสื่อมและนับวันจะยิ่งหายไปจากสังคมไทย อยา งไรก็ตามการฟนฟู ดวยการศึกษาและเผยแพรในชวงป 2515 เปนตนมาของนักวิชาการและผูสนใจ ทําใหเพลงพ้ืนบานที่เปนการแสดงกลับมาเปนท่ีนิยมอีก ครั้งหน่ึง เพลงพ้ืนบานบางเพลงไดร ับการปรบั รปู แบบเปนเพลงลูกทุง เชน เพลงแหล เพลงลิเก เพลงฉอย เพลงอีแซวหมอลํา เปนตน ซ่ึงบันทึกลงแถบเสียงจําหนายท่ัวประเทศ เชน เพลงแหลบวชนาคของ ไวพจน เพชรสพุ รรณ เพลงฉอยกับขาวเพชฌฆาต ของขวัญจิต ศรีประจันต เพลงอีแซวชุดหมากัด ของเอกชัย ศรีวิชัยเพลงอีแซว 40 เพลง อีแซว 41 ของเสรี รงุ สวาง เปนตน ทําใหเพลงพ้ืนบานเหลาน้ียังเปนที่รูจักของคนรุนปจจบุ นั ไมถ กู ลืมเหมอื นเพลงพน้ื บานอ่นื ๆ อีกจาํ นวนมากเรอื่ งที่ 6 คณุ คาและการอนุรักษเ พลงพน้ื บา น เพลงพืน้ บานเปน มรดกทางปญ ญาของทอ งถนิ่ และของชาติจงึ มีคุณคาควรแกก ารอนุรักษ ซ่ึงจะกลาวพอสงั เขปดงั น้ี 1. คุณคา ของเพลงพ้นื บา น เพลงพ้นื บา นเปน สมบัติของสงั คมทไี่ ดสะสมตอเน่อื งกันมานาน จึงเปน สว นหน่ึงในวถิ ชี ีวติ ของคนไทยและมีคุณคา ตอสงั คมอยา งยิ่ง เพลงพน้ื บานมีคุณคา ตอ สังคม 5 ประการ ดังนี้
89 1.1 ใหความบนั เทงิ เพลงพื้นบานมีคุณคาใหความบนั เทิงใจแกคนในสังคมต้ังแตอดีตจนถงึ ปจ จบุ ัน โดยเฉพาะในสมัยท่ียังไมมีเครื่องบันเทิงใจมากมายเชนปจจุบันนี้ เพลงพ้ืนบานเปนส่ิงบันเทิงชนิดหน่ึงซ่ึงใหความสุขและความรืน่ รมยแ กคนในสงั คม ในฐานะท่ีเปนการละเลนพื้นบานของหนมุ สาวและในฐานะเปนสวนสําคัญของพิธีกรรมตาง ๆ เพลงพื้นบานจึงจัดเปนสิ่งบันเทิงท่ีเปนสวนหนง่ึ ในวิถชี วี ิตของชาวบานเพลงพน้ื บานใหค วามเพลิดเพลินแกสมาชกิ ของสงั คม เพลงกลอ มเด็กเปนเพลงท่ีผูรองตองการใหเ ดก็ ฟงเพลินจะไดหลับไวขึน้ ในขณะเดียวกันผรู อ งเองก็เพลิดเพลินผอนคลายอารมณเครียดไปดวยในตัว เพลงรอ งเลน และเพลงประกอบการละเลนของเด็กเปนเพลงสนุก ประกอบดวยเสียง จังหวะและคาํ ทเ่ี รา อารมณ เดก็ ๆ จงึ ชอบรอ งเลน เยาแหยก นั เพลงปฏพิ ากยเ ปน เพลงที่มเี นอ้ื หาสนกุ เพราะเปนเร่ืองของการเก้ียวพาราสี เร่ืองของความรัก การประลองฝปากระหวางชายหญิง ย่ิงเพลงปฏิพากยท่ีเปนมหรสพก็ยง่ิ สนกุ ใหญเพราะเปน สิ่งบันเทิงท่ีเต็มไปดวยโวหาร ปฏิภาณ และโวหารสังวาสที่เรียกเสียงหัวเราะจากผฟู ง นอกจากนัน้ เพลงพ้นื บานยังมจี งั หวะคกึ คกั เราใจ มีลลี าสนกุ เวลารอ งมที า ทางประกอบมีการรําท้งั รําอยางสวยงามและรํายั่วเยาที่เปนอิสระ เพลงพ้ืนบานในแงน้ีจึงมีบทบาทเพ่ือความบันเทิงเปน สาํ คัญปจจุบนั แมวาเพลงพ้ืนบา นบางชนิด เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงประกอบการละเลน จะสูญหายและลดบทบาทไปจากสังคมไทยแลว แตเพลงปฏิพากยบ างเพลงไดพ ฒั นารูปแบบเปนการแสดงพ้ืนบานหรอื มหรสพพื้นบานท่ีสรางความสนุกสนานเพลิดเพลินใจแกผูชม ซึ่งชาวบานก็ยังนิยมอยูมาก ดังจะเห็นไดจ ากการมีคณะเพลงหลายคณะที่รับจา งไปแสดงเพ่ือสรางความสุขความสาํ ราญแกช าวบานท่ัวไปตัวอยางเพลงอแี ซวทีม่ คี วามไพเราะและความหมายลกึ ซง้ึ กินใจทําใหผ ูฟ งเพลิดเพลิน เชน( ช ) ตัง้ ใจหมายมองรักแตน องหมายมา บพุ เพบญุ พาโปรดจงไดอภัยเรอื นผมสมพักตรพน่ี ร้ี กั หลายแรม รกั ยิม้ รักแยม รักแมม เี ยอื่ ใยดหู ยาดเย้มิ ทุกอยา งนับแตยา งเจอหญงิ ความสวยทุกสงิ่ พี่ไมแ กลงปราศรัยเอียงโสตฟง สารฟง พี่ขานบอกขา ว พเ่ี ปนหนุม นอนหนาวโอแ มห นนู อนไหนใหพแี่ นบนอนหนอ ยแมหนูนอยอยา หนี ถา ไดแนบอยางนพ้ี ่ไี มหา งนางในใหพ ี่จูบแกม หนอยหนูนอ ยอยา แหนง พอใหพีม่ ีแรงสักหนอ ยเปนไร( ญ ) ใหพ่ีจบู หนอ ยวา หนนู อยยงั แหนง นองหวาดระแวงพม่ี นั ชายปากไวปากหวานขานวอนฟงสนุ ทรประวิง กลัวไมร ักหญงิ จรงิ หญงิ สังเกตรใู จพอแรกเจอะรจู ักบอกวา รักลวงโลก พมี่ นั ชายหมายโชคทําใหหญงิ เฉไฉใครเชือ่ เปนชั่วตอ งพาตวั ตกตาํ่ คบคนหลงคํายอมมีขอระคายข้เี กยี จรําคาญกลัวเปน มารสงั คม พอไดเดด็ ดอกดมกลวั จะไมเ สียดาย ( บวั ผนั สุพรรณยศ 2535 : ภาคผนวก )
90 1.2 ใหก ารศกึ ษา เพลงพ้ืนบา นเปน งานสรางสรรคท ถ่ี ายทอดความรูสกึ นึกคิดของกลุมชน จงึ เปน เสมือนส่ิงทบี่ นั ทึกประสบการณของบรรพบุรษุ ที่สง ทอดตอ มาใหแ กล ูกหลาน เพลงพื้นบา นจงึ ทาํ หนาทบี่ นั ทึกความรูและภมู ิปญ ญาของกลมุ ชนในทอ งถิ่นมใิ หส ญู หาย ขณะเดยี วกนั ก็มีคุณคา ในการเสรมิ สรา งปญญาใหแ กชมุ ชนดวยการใหการศึกษาแกคนในสังคมท้ังโดยทางตรงและโดยทางออ ม การใหก ารศกึ ษาโดยทางตรง หมายถงึ การใหค วามรูแ ละการสัง่ สอนอยางตรงไปตรงมา ทัง้ ความรทู างโลกและความรทู างธรรม เชน ธรรมชาติ ความเปนมาของโลกและมนษุ ยการดําเนนิ ชวี ติ บทบาทหนาที่ในสงั คม วัฒนธรรมประเพณี วรรณกรรม กฬี าพ้ืนบาน คตธิ รรม เปนตน 1.3 จรรโลงวัฒนธรรมของชาติ การจรรโลงวัฒนธรรมหมายถึงการพยงุ รักษาหรือดํารงไวข องแบบแผนในความคดิ และการกระทําท่ีแสดงออกถึงวิถีชีวิตของคนในสังคม ท่ีมีความเปนระเบยี บ ความกลมเกลียวกาวหนา และความมศี ลี ธรรมอนั ดีงามบทบาทของเพลงพ้ืนบานท่ีเปนการแสดงวามีบทบาทเดนเปนพิเศษในการควบคุมและรักษาบรรทัดฐานของสงั คม การชแ้ี นะระเบยี บแบบแผน ตลอดจนการกําหนดพฤตกิ รรมทเี่ หมาะสมในสังคมนน้ั เพราะผทู ่ีเปน พอ เพลงและแมเพลง นอกจากจะเปน ผมู ีน้าํ เสยี งดีโวหารดแี ลว ยังตองมีความรูในเร่ืองตา ง ๆ และมีประสบการณช ีวติ พอทีจ่ ะโนม นาวจิตใจผูคนใหคลอยตามดวย จึงจะไดรับความนิยมจากประชาชนแมวา เพลงพ้ืนบา นสว นใหญจะมีเนือ้ หาเปน เรอ่ื งของความรักและแทรกเร่ืองเพศ แตเน้ือเพลงเหลานี้มิไดใ หเฉพาะความสนกุ สนานเทา นั้น ยังไดแทรกคําสอนหรือลงทายดวยการสอนใจท่ีแสดงใหเห็นถึงคุณคาของแบบแผนความประพฤติท่ีสังคมยอมรับ หรือแสดงใหเห็นผลเสียของการฝาฝน เชน เพลงตบั สขู อ ท่ีฝายหญงิ กลา ววา ไมยินยอมใหฝายชายพาหนีเพราะจะทําใหไดรับความอับอายและตนจะตอ งแตงงานเพ่ือทดแทนพระคุณของบิดามารดา เพลงตับหมากผัวหมากเมีย ท่ีกลาวถึงการสํานึกตัวและรูสึกทุกขใจของสามีท่ีนอกใจภรรยา และเพลงตับชิงชู ท่ีกลาวถึงการพาผูหญิงหนี ดังตัวอยางน้ีแมฉนั เลยี้ งมาหวังจะไดแ ทนคณุ น่ีกลับมาเทลงใตถนุ ทําใหท อพระทยัไอเ รอ่ื งพานะคุณพม่ี ันกด็ ีสาํ หรบั แก สาํ หรบั พอและแมง ้ันจะเลยี้ งเรามาทาํ ไมเลีย้ งตั้งแตเด็กหวังจะไดแ ตง ไดต บ แกจะมาลกั พาหลบไมอ ายเขาบางหรอื ไรพอ แมเ ลย้ี งมาหวังจะกนิ ขนั หมาก ไมไดใหอ ดใหอ ยากเลีย้ งเรามาจนใหญ ...
91 1.4 เปนทางระบายความคับขอ งใจ เพลงพ้นื บานเปนทางระบายความคบั ของใจอนัเนอ่ื งจากความเหน็ดเหน่ือยเม่ือยลาจากกิจการงานและปญหาในการดํารงชีพ รวมท้ังความเก็บกดอันเนอื่ งมาจากจารตี ประเพณี หรือกฎเกณฑข องสงั คม เชน ความคบั ของใจในเร่อื งการประกอบอาชีพ การถกู เอารดั เอาเปรียบจากสังคม การประสบปญหาเศรษฐกิจตกต่าํ เปน ตน เพราะการเลนเพลงหรือการชมการแสดงเพลงพื้นบา นจะทําใหผูชมไดห ยดุ พกั หรือวางมอื จากภารกจิ ตาง ๆ ลง เปนการหลีกหนีไปจากสภาพชีวิตจริงชว่ั ขณะ ทาํ ใหผ อ นคลายความเครงเครยี ดและชว ยสรางกําลงั ใจที่จะกลบั ไปเผชิญกับชีวิตจรงิ ไดตอไป ตวั อยางเชน เพลงกลอ มเด็กภาคอสี านจะมีเนื้อหาที่กลาวถึงอารมณวาเหวในการแบกรับภาระครอบครัวของผูเปนแม และการถูกเหยียดหยามจากสังคมของแมมายแมรางที่ปราศจากสามีคุมครองเชน นอนสาเดอ หลา นอนสาแมสิกอม ( นอนเสยี ลกู นอ ย นอนเสยี แมจ ะกลอม ) แมสิไปเ ข็นฝาย เดย๋ี นหงายเอา พอ ( แมจะไปปน ฝาย เดือนหงายหาพอ ) เอาพอมาเกยี วหญา มุงหลังคาใหเจายู ( หาพอมาเกยี่ วหญา มุงหลังคาใหล ูกอยู ) ฝนสิฮ้ําอแู กว สิไปซ น ยไู ส ( ฝนจะร่วั รดอแู กว จะไปซอนอยไู หน ) คนั้ เพินไดก น๋ิ ชนิ้ เจา กะเหลยี วเบงิ ตา ( เม่อื เขาไดกนิ เนอ้ื ลกู ก็เหลยี วดตู า ) ค้นั เพนิ ไดก น๋ิ ปา เจากะสิเหลยี วเบิงหนา ( เม่อื เขาไดก นิ ปลา ลูกกเ็ หลียวดูหนา ) มูพนี องเฮยี้ นใกเพ่นิ กะซัง ( พวกพี่นองเรอื นใกลเขากช็ ัง ) นอกจากนี้เพลงพนื้ บา นยงั ชวยระบายความเก็บกดทางเพศและขอหามตามจารีตประเพณีของสังคมดวย เปนรปู แบบหนึ่งของการระบายความเก็บกดและโตตอบความคับของใจ โดยซอนไวในรูปของความขบขนั เสียงหวั เราะของผูชมในขณะน้ันแสดงถึงอารมณรวมกับศิลปน จึงเปนเสียงของชัยชนะในการละเมิดกฎเกณฑไ ดโ ดยไมถ กู ลงโทษ ในอดตี สังคมไทยเปนสังคมทป่ี ด กน้ั เรือ่ งการแสดงออกทางเพศ ดงั ปรากฏวามคี านิยมหลายประการเกย่ี วกบั ความประพฤติของหญิงไทย เชน ใหรักนวลสงวนตวั อยา ชงิ สกุ กอนหาม เปนตน คานยิ มเหลา น้ีจงึ เปน มโนธรรมท่คี อยยับย้ัง และคอยตกั เตอื นไมใ หมีการแสดงออกทไ่ี มงามในเรือ่ งเพศ ปจจุบันแมวาคานิยมเหลานี้จะลดนอยลง ไมเครงครัดในการถือปฏิบัติเชนอดตี แตคนไทยสวนใหญโดยเฉพาะคนไทยในชนบทก็ยังคงรักษาและปฎิบัติตามคานิยมน้ีอยูเปนจํานวนมาก เพลงพนื้ บานจงึ เปน ทางออกทางหนึ่งทส่ี ังคมไทยไดเปดโอกาสใหผูรองและผูชมไดระบายอารมณเ กี่ยวกับความรักและ เร่ืองเพศไดอยางเต็มที่ เชน การกลาวถึงเร่ืองเพศอยางตรงไปตรงมาการพดู จาและแสดงทาทางไมสภุ าพ การนําเรอ่ื งราวทางศาสนา และหลักธรรมมาลอ เลียน การนําบุคคลและองคกรตาง ๆ มาเสียดสีประชดประชัน เปนตน เหลาน้ีลวนเปนการละเมิดคานิยมของสังคม เปนการระบายความเกบ็ กดและความรูสกึ กา วรา ว จงึ เทากบั เปนการสนองความพงึ พอใจของผูรองและผฟู ง ชวยใหความเครง เครียดผอนคลายลง ตัวอยางเชน เพลงอแี ซวตอ ไปนี้
92ช. ไมตอ งทา หรอกนอ งเน้อื ทองของพี่ รูปรา งอยางนจ้ี ะทา พ่ไี ปทําไมรไู หมรูไหมวาพ่ชี ายของนอง พไ่ี มเคยเปน รองรองใครนอ งจะมาสูจะบอกใหร ูเสยี กอ น เฉพาะไอเ น้ือออนออ นจะสไู ดยงั ไงขนาดกาํ แพงเจ็ดชัน้ พยี่ ังดันเสยี จนพัง ก็ไอผานุง บางบางจะทนไดย ังไงญ. เอา ..จะดนั ก็ดันฉันก็ไมก ลัว เอาซติ วั ตอตวั วนั นฉี้ ันสตู ายบอกกาํ แพงไมตองถึงเจด็ ชัน้ ถา หากจะดนั เอาตรงน้กี ็ไดเอา..ยังงั้นฝา มอื ของฉนั ตนั ตนั แข็งดกี ็ลองดันใหม นั ทะลใุ หไ ดช. บอกวาฝา มือแลว ตันตนั ใครจะบา ไปดันดันกนั ไมไดขนาดขูแบบนย้ี ังไมก ลัวเลย โอแมค ุณเอยใจกลาเหลือหลายขนาดแมว ัวติดหลมยังลอ ซะลม ทั้งยนื พวกคณุ ตวั ยงั คนื คืนเงินให ฯญ. โอโฮโมไปมากฉันไมอ ยากจะฟง เอาลองดูใหด งั กันกใ็ หไ ดขนาดแมวัวติดหลมยังลอ ซะลมทัง้ ยืน พวกคณุ ตวั ยงั คืนเงนิ ใหน่ีแกยังไมรจู กั แลว ขวัญจติ เฮย…ยาคุมออกฤทธ์เิ อาอยูเ มอื่ ไรบอกผูช ายทุกช้ันท่ีฉนั ผา นมา ขนาดทหารแนวหนาฉันยังสูไดไมว า ตาํ รวจทหารลอกนั ท้งั กรม ฉนั ลอ ทหารเปนลมไปตั้งหลายนาย(ขวัญจิต ศรปี ระจนั ตและไวพจน เพชรสุพรรณ , การแสดง) 1.5 เปน ส่ือมวลชนชาวบาน ในอดีตชาวบานสวนใหญมีปญหาความยากจน ดอยการศึกษาและอยูหางไกลความเจริญ สื่อมวลชนบางประเภท เชน หนังสือพิมพ วิทยุและโทรทัศน ไมสามารถเขาถงึ ไดง าย เพลงพ้ืนบานจึงมีบทบาทในการกระจายขา วสาร และเสนอความคดิ เห็นตาง ๆ สมัยกอ นยังไมม เี ครอื่ งมอื สอ่ื สารมวลชน ชาวบานใชว ฒั นธรรมพื้นบานประเภทท่ใี ชภาษา และประเภทประสมประสาน เปน เครื่องสื่อสารแทน เชน เพลงกลอมเด็กภาคใต ใหความรูและความคิดในลกั ษณะการชแี้ นะแนวทาง หรือการแสดงทรรศนะแกม วลชน หรือชาวบาน บทบาทประการหนงึ่ ของเพลงพ้ืนบา นวา เปน ส่อื มวลชนกระจายขาวสารในสังคมจากชาวบานไปสูชาวบาน และจากรฐั บาลไปยงั ประชาชน นอกจากนเี้ พลงพนื้ บานยังแสดงถึงทรรศนะของชาวบานท่มี ีตอเหตุการณที่เกิดข้นึ ในบานเมอื งดวย ปจจุบันส่ือมวลชนไดพัฒนากาวหนาไปมาก สื่อมวลชนบางประเภท เชน วิทยุโทรทัศน ทําหนา ทีก่ ระจายขาวสารไดมปี ระสิทธิภาพยง่ิ กวาเพลงพื้นบา น เพลงพนื้ บานบางชนดิ จึงลดบทบาทไปจากสังคมไทย แตเพลงพื้นบานบางชนิด เชน หมอลํา ลําตัด เพลงอีแซวและเพลงฉอย ยังคงมีบทบาทในฐานะเปนสื่อมวลชนชาวบานอยมู าก ท้งั น้ีเน่ืองมาจากไดมีการพัฒนารูปแบบและเน้ือหาของเพลงใหมี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137