43 เพศและวัย เพศชายหรือหญงิ จะใชสีในการตกแตงไมเ หมือนกนั เพศชายจะใชสเี ขมกวาเพศหญงิเชนสีเขียวเขม สีฟา หรอื เทา สว นเพศหญิงจะใชสีท่อี อ น และนุมนวลกวา เชน สคี รีม สีเหลอื ง เปนตน วยั ในแตล ะวยั จะใชสไี มเหมือนกัน เชน หองเด็กจะใชสีออนหวานนุมนวล หองผูใหญจะมีสีที่อบอุน หอ งผูสูงอายจุ ะใชส ีทีน่ ุมนวล ศลิ ปะไมไ ดเ กยี่ วขอ งกับการจัดตกแตงท่ีอยูอาศัยเพียงอยางเดียว แตศิลปะยังชวยจรรโลงใจใหสมาชกิ ในครอบครวั อยูอยา งมคี วามสุข หากตองการความสุขในครอบครัว ปจจัยหน่ึงที่ควรคํานึงถึงสิ่งนั้นคือ “ศลิ ปะ”เรือ่ งท่ี 6 คุณคาของความซาบซ้ึงของวัฒนธรรมของชาติ ศิลปะไทย เปน เอกลักษณข องชาติไทย ซ่งึ คนไทยท้ังชาตติ า งภาคภูมใิ จอยา งยงิ่ ความงดงามท่สี ืบทอด14Bอันยาวนานมาตงั้ แตอ ดตี บงบอกถึงวฒั นธรรมทเ่ี กดิ ข้ึน โดยมีพัฒนาการบนพ้นื ฐานของความเปนไทย ลักษณะนิสัยที่ออนหวาน ละมุนละไม รักสวยรักงาม ท่ีมีมานานของสังคมไทย ทําใหศิลปะไทยมีความประณีตออ นหวาน เปน ความงามอยางวิจิตรอลังการท่ีทุกคนไดเห็นตอง ตื่นตา ตื่นใจ อยางบอกไมถูกลักษณะความงามนจี้ ึงไดก ลายเปน ความรูสกึ ทางสุนทรียภาพโดยเฉพาะคนไทย เม่ือเราไดสืบคนความเปนมาของสังคมไทยพบวาวิถีชีวิตอยูกันอยางเรียบงาย มีประเพณีและศาสนาเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ สังคมไทยเปนสังคมเกษตรกรรมมากอ น ดังนนั้ ความผูกพันของจติ ใจจึงอยทู ่ธี รรมชาติแมนาํ้ และพืน้ ดิน สง่ิ หลอหลอมเหลาน้ีจึงเกิดบรู ณาการเปนความคดิ ความเช่ือและประเพณใี นทองถนิ่ แลวถา ยทอดเปนวัฒนธรรมไทยอยางงดงาม ท่ีสําคัญวัฒนธรรมชวยสง ตอ คณุ คาความหมายของสงิ่ อันเปนที่ยอมรับในสังคมหนึ่ง ๆ ใหคนในสังคมน้ันไดรับรูแลวขยายไปในขอบเขตที่กวางข้ึน ซ่ึงสวนใหญการสื่อสารทางวัฒนธรรมน้ันกระทําโดยผานสัญลักษณ และสัญลักษณน ี้คือผลงานของมนษุ ยนนั้ เองทเ่ี รยี กวา ศิลปะไทย ปจจุบันคําวา \"ศลิ ปะไทย\" กาํ ลงั จะถกู ลมื เมื่ออทิ ธิพลทางเทคโนโลยสี มัยใหมเขา มาแทนทส่ี งั คมเกา ของไทย โดยเฉพาะอยางย่ิงโลกแหงการสื่อสารไดกาวไปลํ้ายุคมาก จนเกิดความแตกตางอยางเห็นไดชัดเมื่อเปรยี บเทียบกบั สมยั อดตี โลกใหมยคุ ปจจุบันทําใหคนไทยมีความคดิ หางไกลตัวเองมากข้นึ และอิทธพิ ลดงั กลาวน้ีทําใหคนไทยลืมตัวเราเองมากขึ้นจนกลายเปนสิ่งสับสนอยูกับสังคมใหมอยางไมรูตัว มีความวุนวายดวยอํานาจแหงวัฒนธรรมสอื่ สารที่รีบเรงรวดเร็วจนลมื ความเปนเอกลักษณข องชาติ เมื่อเราหันกลับมามองตัวเราเองใหม ทําใหดูหางไกลเกินกวาจะกลับมาเรียนรูวา พ้ืนฐานของชาติบานเมอื งเดิมเราน้นั มีความเปนมาหรือมีวฒั นธรรมอยางไร ความรูสึกเชน น้ี ทาํ ใหเราลืมมองอดีตตัวเอง การมีวิถีชวี ิตกับสังคมปจ จุบันจําเปนตอ งด้นิ รนตอ สูก ับปญหาตา ง ๆ ท่วี ่งิ ไปขา งหนา อยา งรวดเร็ว ถา เรามีปจจบุ นั โดยไมมีอดีต เรากจ็ ะมอี นาคตที่คลอนแคลนไมม น่ั คง การดําเนนิ การนาํ เสนอแนวคดิ ในการจัดการเรยี นการสอนศลิ ปะในคร้ังน้ี จงึ เปนเสมือนการคนหาอดตี โดยเราชาวศลิ ปะตอ งการใหอ นชุ นไดม องเห็นถงึ ความสาํ คัญ ของบรรพบุรุษผูสรางสรรคศลิ ปะไทย ใหเ ราทาํ หนา ทีส่ บื สานตอ ไปในอนาคต
44ความเปน มาของศิลปะไทย ไทยเปน ชาติที่มีศลิ ปะและวฒั นธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณขี องตนเองมาชา นานแลว เริม่ ตง้ั แตก อนประวตั ิศาสตร ศลิ ปะไทยจะววิ ฒั นาการและสบื เน่อื งเปน ตวั ของตัวเองในท่ีสดุ เทาท่ีเราทราบราว พ.ศ. 300 จนถงึ พ.ศ. 1800 พระพุทธศาสนานาํ เขา มาโดยชาวอินเดีย คร้ังนั้นแสดงใหเห็นอทิ ธิพลตอรปู แบบของศิลปะไทยในทุก ๆ ดา นรวมทง้ั ภาษา วรรณกรรม ศลิ ปกรรม โดยกระจายเปน กลมุศลิ ปะสมยั ตา ง ๆ เรม่ิ ต้ังแตส มัยทวาราวดี ศรวี ชิ ัย ลพบรุ ี เมอ่ื กลมุ คนไทยตงั้ ตวั เปนปก แผน แลว ศลิ ปะดังกลา วจะตกทอดกลายเปน ศิลปะไทย ชางไทยพยายามสรา งสรรคใหม ีลกั ษณะพเิ ศษกวา งานศิลปะของชาติอนื่ ๆ คอื จะมลี วดลายไทยเปน เครอื่ งตกแตง ซง่ึ ทาํ ใหล กั ษณะของศลิ ปะไทยมีรูปแบบเฉพาะมคี วามออ นหวาน ละมนุ ละไม และไดสอดแทรกวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละความรสู กึ ของคนไทยไวใ นงานอยางลงตวั ดงั จะเหน็ ไดจ ากภาพฝาผนงั ตามวดั วาอารามตา ง ๆ ปราสาทราชวงั ตลอดจนเครือ่ งประดับและเคร่ืองใชทวั่ ไปประวัติศลิ ปะไทยศิลปะไทยแบง ไดเ ปนยุคตาง ๆ ดังนี้ 1. แบบทวาราวดี ( ราว พ.ศ. 500 – 1200 ) 2. แบบศรีวิชยั (ราว พ.ศ. 1200 – 1700 ) 3. แบบลพบรุ ี (ราว พ.ศ. 1700 - 1800) 1. แบบทวาราวดี (ราว พ.ศ. 500 - 1200) เปนฝมือของชนชาตอิ นิ เดีย ซ่ึงอพยพมาสูสวุ รรณภูมิ ศนู ยก ลางอยนู ครปฐม เปนศิลปะแบบอุดมคติ รุนแรกเปนฝมือชาวอินเดีย แตมาระยะหลังเปนฝมือของชาวพื้นเมืองโดยสอดใสอุดมคติทางความงาม ตลอดจนลกั ษณะทางเชือ้ ชาติ ศลิ ปะท่สี าํ คัญคอื 1.1 ประติมากรรม พระพุทธรปู แบบทวาราวดี สังเกตไดชดั เจนคือพระพุทธรูปน่ังหอยพระบาทและยกพระหัตถข้ึน โดยสวนมากสลักดวยหินปูน ภาพสลักมากคือบริเวณพระปฐมเจดยี คือ ธรรมจกั รกับกวางหมอบ 1.2 สถาปตยกรรม ที่ปรากฏหลักฐาน บริเวณนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี อางทองสุพรรณบุรี เปนตน ไดแก สถูปลักษณะเนินดิน ทําเปนมะนาวผาซีก หรือรูปบาตรควํ่า อยูบนฐานสเ่ี หลี่ยม เชน เจดยี น ครปฐมองคเ ดมิ 2. แบบศรวี ิชัย (ราว พ.ศ. 1200 - 1700) เปน ศิลปะแบบอนิ เดยี - ชวา ศูนยก ลางของศิลปะนอ้ี ยูทไี่ ชยา มีอาณาเขตของศิลปะ ศรีวชิ ัย เกาะสมุ าตรา พวกศรีวิชยั เดมิ เปนพวกทีอ่ พยพมาจากอินเดียตอนใต แพรเขามาพรอ ม
45พระพุทธศาสนาลทั ธมิ หายาน ไดส รางสิ่งมหศั จรรยข องโลกไวอ ยา งหนง่ึ โดยสลกั เขาทั้งลูกใหเ ปน เขาไกรลาศ คือ สถูปโบโรบเู ดอร ศลิ ปกรรมในประเทศไทย คือ โดย 1. ประติมากรรม คนพบพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ทําเปนสัมฤทธ์ิที่ไชยาสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานภุ าพ ถอื วา เปนศลิ ปะชั้นเยีย่ มของแบบศรีวชิ ยั 2. สถาปต ยกรรม มงี านตกแตง เขา มาปนอยใู นสถปู เชนสถปู พระบรมธาตไุ ชยาสถูปวดั มหาธาตุ 3. แบบลพบุรี (ราว พ.ศ. 1700 - 1800) ศิลปะแบบนี้คลายของขอม ศนู ยก ลางอยูท ่เี มอื งลพบุรี ศาสนาพราหมณเขามามีบทบาทตามความเช่อื สรา งเทวสถานอันใหญโ ตแขง็ แรงคงทนถาวร เชน ปราสาทหนิ พนมรงุ นครวดั นับเปนสิง่ มหศั จรรยข องโลก 1. ประติมากรรมสรางพระพุทธรูป พระโพธิสตั ว พระพทุ ธรปู สมยั ลพบุรีเปลอื ยองคทอ นบน พระพกั ตรเ กอื บเปน สเี่ หลยี่ ม มฝี มอื ในการแกะลวดลายมาก
46 2. สถาปตยกรรมสรางพระปรางคเปนเทวสถาน การกอสรางใชวัสดุที่แข็งแรงทนทาน ทม่ี ีอยูตามทองถนิ่ เชน ศลิ าแลง หินทราย ศิลปะทส่ี าํ คัญไดแ ก พระปรางคส ามยอดลพบรุ ี ความเปนแวนแควนที่มีศูนยกลางการปกครองท่ีเดนชัดกวาที่เคยมีมาในอดีตแควนสุโขทัยถือกาํ เนดิ ข้นึ เมื่อราวตน พทุ ธศตวรรษท่ี 19 ภายหลงั จากที่อิทธิพลของอาณาจกั รเขมรเสื่อมคลายลงขอ ความในศิลาจารกึ หลกั ท่ี 2 (จารกึ วัดศรชี มุ ) กลาวถงึ กลุมคนไทยนําโดยพอขุนบาง กลางหาวเจาเมอื งบางยาง และพอขุนผาเมือง เจา เมอื งราด ไดรวมมือกันขจัดอํานาจปกครองจาก “ขอมสมาดโขลญลําพง”จากน้ันไดชว ยกนั กอ รางสรา งเมอื งพรอ มกบั สถาปนาพอขุนบางกลางหาวข้นึ เปน ปฐมกษตั ริยป กครองสืบมา ศลิ ปะสุโขทัยเปนศิลปะที่เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมที่เจริญรุงเรืองกอนหนา เชน วัฒนธรรมเขมร พกุ าม หริภุญไชย และวฒั นธรรมรว มสมัยจากลานนา ตอ มาในราวปลายพทุ ธศตวรรษที่ 20 ราชธานีสุโขทยั จงึ ตกอยูใตอ ํานาจของกรงุ ศรอี ยุธยาราชธานที างภาคกลางท่ีสถาปนาขนึ้ ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ศลิ ปะสโุ ขทยั มพี ื้นฐานอยูท ค่ี วาม เรยี บงาย อนั เกิดจากแนวความคิดทางพุทธศาสนาลทั ธเิ ถรวาททีร่ ับมาจากประเทศศรีลังกา ศิลปกรรมโดยเฉพาะงานดา นประตมิ ากรรมทีส่ รา งขึน้ ในสมยั น้ี ไดรับการยกยอ งวามคี วามงดงาม
47 เปน ศิลปกรรมแบบคลาสสิคของไทยทางตอนเหนอื ของแควนสุโขทัยขนึ้ ไปเปนท่ตี งั้ ของแควน ลา นนา ซึ่งพระยาเมง็ รายไดท รงสถาปนาขึน้ ในป พ.ศ. 1839 โดยมีเมืองเชยี งใหมเ ปน ราชธานี แควนลา นนาบางชวงเวลาตอ งตกอยูภ ายใตอ ํานาจทางการเมอื งของแวนแควน ใกลเ คียง จนกระทัง่ ในที่สุดจึงไดถูกรวมเขา เปนสวนหนง่ึ ของราชอาณาจกั รสยาม เมอ่ื สมัยตน รัตนโกสนิ ทร ศิลปะลา นนา ในชว งตน ๆ สบืทอดลักษณะทางศิลปกรรมจากหรภิ ญุ ไชยผสมผสานกับศลิ ปะพกุ ามจากประเทศพมา ตอมาจงึ ปรากฏอทิ ธพิ ลของศิลปะสุโขทยั พมา รวมถึงศิลปะรตั นโกสนิ ทร แตกระนน้ั ลานนาก็ยงั รกั ษาเอกลกั ษณแหงงานชา งอนั ยาวนานของตนอยไู ด และมีพฒั นาการผานมาถงึ ปจจบุ นั กอ นสถาปนากรุงศรอี ยธุ ยาใน พ.ศ. 1893 พ้ืนที่ภาคกลาง บริเวณสองฟากของลุมแมนํ้าเจาพระยา ปรากฏศิลปกรรมรูปแบบหน่ึงซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหวางศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมร และศลิ ปะสโุ ขทยั กอนที่จะสบื เนื่องมาเปน ศลิ ปะอยธุ ยา เน่ืองจากกรงุ ศรีอยุธยาเปนราชธานีของไทยอยูนานถงึ 417 ป ศิลปกรรมที่สรางข้ึนจึงมีความผิดแผกแตกตางกันออกไปตามกระแสวัฒนธรรมที่ผานเขามาโดยเฉพาะจากเขมรและสุโขทัย กอนจะพัฒนาไปจนมีรูปแบบที่เปนตัวของตัวเอง งานประณีตศิลปในสมยั น้ีถอื ไดว ามีความรงุ เรอื งสงู สดุ หลงั จากราชธานีกรงุ ศรอี ยธุ ยา ถึงคราวลมสลาย เม่ือพ.ศ. 2310กถ็ งึ ยคุ กรงุ ธนบรุ ี เนื่องจากในชวงเวลา 15 ปข องยุคนีไ้ มปรากฏหลกั ฐานทางศลิ ปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะจึงมักถูกรวมเขา กับราชธานกี รุงเทพฯ หรอื ที่เรียกวา กรุงรตั นโกสินทร ศิลปะรตั นโกสนิ ทร ในชวงตนๆ มลี กั ษณะเปน การสืบทอดงานแนวอุดมคติจากอดีตราชธานีกรุงศรีอยุธยาอยางเดนชัด จากนั้นในชวงตงั้ แตร ชั กาลท่ี 4 เปนตน มา อิทธิพลทางศลิ ปวฒั นธรรมจากตะวนั ตกไดเรมิ่ เขามามบี ทบาทเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆจนกระท่ังกลายมาเปนศิลปะแนวใหมท ่เี รียกวา “ศิลปกรรมรวมสมัย” ในปจ จุบนั
48ภาพโลหะปราสาท ภาพหอไตร
49กจิ กรรมที่ 1 ใหผเู รยี นทดลอง ฝก เขยี นลายไทย จากความรทู ไี่ ดศ กึ ษาจากเรอื่ งท่ี 1 - 6 มาประกอบ
50กิจกรรมที่ 2 ใหผ ูเรยี นทดลอง วเิ คราะห วจิ ารณ งานทศั นศิลปไ ทย จากภาพประกอบ โดยใชหลกั การวจิ ารณขางตน และความรูท่ไี ดศกึ ษาจากเรื่องท่ี 1 - 6 มาประกอบคําวิจารณ พระพทุ ธรูปศิลปะอยธุ ยาคําวิจารณ...................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ..
51 บทท่ี 2 ดนตรีไทยสาระสําคัญ ศกึ ษาเรยี นรู เขา ใจ ถงึ ววิ ัฒนาการ ประวตั คิ วามเปน มา และคุณคา ความงาม ของดนตรีไทยสามารถอธบิ ายความงาม และประวัติความเปน มาของดนตรไี ทยไดอ ยา งเหมาะสมผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั อธิบายความหมาย ความสาํ คัญ ความเปนมา ของดนตรีไทย เขาใจถงึ ตน กําเนดิ ภมู ปิ ญ ญาและการอนรุ กั ษด นตรไี ทยขอบขา ยเนอ้ื หา เรอ่ื งที่ 1 ประวัตดิ นตรีไทย เรื่องท่ี 2 เทคนคิ และวธิ ีการเลน ของเครื่องดนตรไี ทย เร่ืองที่ 3 คุณคา ความงามความไพเราะของเพลงและเครื่องดนตรไี ทย เร่ืองท่ี 4 ประวตั คิ ณุ คาภูมิปญ ญาของดนตรีไทย
52เรอ่ื งที่ 1 ประวัตดิ นตรีไทย ดนตรีไทย ไดแบบอยางมาจากอนิ เดีย เนือ่ งจาก อินเดียเปน แหลง อารยธรรมโบราณ ที่สําคัญแหงหนึง่ ของโลก อารยธรรมตาง ๆ ของอินเดียไดเขามามีอิทธิพล ตอประเทศตาง ๆ ในแถบเอเชียอยางมากท้ังในดาน ศาสนา ประเพณีความเชื่อ ตลอดจน ศิลปะ แขนงตาง ๆ โดยเฉพาะทางดานดนตรี ปรากฏรปู รางลักษณะ เครื่องดนตรี ของประเทศตาง ๆ ในแถบเอเชีย เชน จีน เขมร พมา อินโดนิเซีย และมาเลเซีย มีลักษณะ คลายคลึงกัน เปนสวนมาก ทั้งน้ีเนื่องมาจาก ประเทศเหลาน้ันตางก็ยึดแบบฉบับดนตรี ของอินเดีย เปนบรรทัดฐาน รวมท้ังไทยเราดวย เหตุผลสําคัญที่ทานผูรูไดเสนอทัศนะน้ีก็คือลกั ษณะของ เครือ่ งดนตรีไทย สามารถจาํ แนกเปน 4 ประเภท คอื เคร่อื งดีด เครอื่ งสี เครอื่ งตี เครื่องเปา
53 การสนั นษิ ฐานเกีย่ วกับ กําเนิดหรือท่ีมาของ ดนตรไี ทย ตามแนวทศั นะขอน้ี เปนทัศนะที่มีมาแตเดมิ นบั ต้ังแต ไดม ผี สู นใจ และไดทาํ การคน ควาหาหลักฐานเกี่ยวกับเร่ืองน้ีขึ้น และนับวา เปนทัศนะตาง ๆดงั นี้ 1. ไดรับการนาํ มากลา วอา งกนั มาก บคุ คลสําคญั ทีเ่ ปน ผเู สนอแนะแนวทางนคี้ ือ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานภุ าพ พระบดิ าแหง ประวตั ศิ าสตรไ ทย 2. สนั นิษฐานวา ดนตรไี ทย เกดิ จากความคดิ และ สตปิ ญญา ของคนไทย เกิดข้นึ มาพรอมกบั คนไทย ต้ังแต สมยั ทย่ี งั อยทู างตอนใต ของประเทศจนี แลว ทงั้ นเ้ี น่ืองจาก ดนตรี เปน มรดกของมนษุ ยชาติ ทกุชาติทุกภาษาตางก็มดี นตรีซึ่งเปน เอกลักษณ ของตนดว ยกนั ทั้งนนั้ ถึงแมวา ในภายหลัง จะมกี ารรับเอาแบบอยา งดนตรีของตางชาติเขามาก็ตาม แตก ็เปนการนําเขา มาปรบั ปรงุ เปล่ียนแปลงใหเ หมาะสม กบัลกั ษณะและนสิ ัยทางดนตรี ของคนในชาตินัน้ ๆ ไทยเราตง้ั แตสมยั ที่ยังอยทู างตอนใตข องประเทศจีน ก็คงจะมี ดนตรขี องเราเองเกิดข้ึนแลว ทั้งนี้ จะสังเกตเหน็ ไดว า เครอ่ื งดนตรี ดั้งเดิมของไทย จะมีชอื่ เรียกเปนคาํ โดด ซง่ึ เปน ลกั ษณะของคําไทยแท เชน เกราะ โกรง กรับ ฉาบ ฉง่ิ ป ขลยุ ฆอง กลอง เปน ตน ตอมาเมื่อไทยได อพยพลงมาต้ังถิ่นฐานในแถบแหลมอินโดจีน จึงไดมาพบวัฒนธรรมแบบอินเดีย โดยเฉพาะเครื่องดนตรอี ินเดยี ซง่ึ ชนชาตมิ อญ และ เขมร รับไวก อนที่ไทยจะอพยพเขามา ดวยเหตุนชี้ นชาตไิ ทยซ่ึงมนี สิ ัยทางดนตรอี ยูแ ลว จึงรบั เอาวฒั นธรรมทางดนตรแี บบอนิ เดีย ผสมกบั แบบมอญและเขมร เขามาผสมกับดนตรีท่ีมีมาแตเดิมของตน จึงเกิดเคร่ืองดนตรีเพ่ิมข้ึนอีก ไดแก พิณ สังข ปไฉนบณั เฑาะว กระจบั ป และจะเข เปนตน ตอมาเมือ่ ไทยไดตั้งถนิ่ ฐานอยใู นแหลม อินโดจีนอยางม่ันคงแลวไดม กี ารติดตอสมั พนั ธก ับประเทศเพ่ือนบานในแหลมอินโดจีน หรือแมแตกับประเทศทางตะวันตกบางประเทศทีเ่ ขา มา ติดตอคา ขาย ทาํ ใหไทยรับเอาเครือ่ งดนตรบี างอยา ง ของประเทศตาง ๆ เหลาน้ันมาใชเลน ในวงดนตรไี ทยดว ย เชน กลองแขก ปชวา (อินโดนีเซีย) กลองมลายู (มาเลเซีย) เปงมาง ตะโพนมอญ ปมอญ และฆองมอญ กลองยาวของพมา ขิม มาลอของจีน กลองมริกัน (กลองของชาวอเมรกิ นั ) เปย โน ออรแ กน และไวโอลนี ของประเทศทางตะวันตก เปน ตนวิวัฒนาการของวงดนตรไี ทย นับตั้งแตไทยไดมาต้ังถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และไดกอตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึงเปนการเร่ิมตน ยคุ แหงประวัตศิ าสตรไ ทย ทปี่ รากฏหลักฐานเปนลายลักษณอักษร กลาวคือ เม่ือไทยไดสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยข้ึน และหลังจากท่ีพอขุนรามคําแหงมหาราช ไดประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชแลวนับตัง้ แตน ้นั มาจึงปรากฏหลักฐานดานดนตรีไทย ท่ีเปนลายลักษณอักษร ท้ังในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร ในแตละยุค ซึ่งสามารถนํามาเปนหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแตสมัยสุโขทัย เปนตนมา จนกระทั่งเปนแบบแผนดังปรากฏ ในปจ จุบัน พอสรุปไดดังตอไปน้ี
54สมยั สโุ ขทัย มลี กั ษณะเปนการขับลํานํา และรองเลนกันอยางพ้ืนเมือง เก่ียวกับ เคร่ืองดนตรีไทย ในสมัยนี้ปรากฏหลักฐานกลาวถึงไวในหนังสือ ไตรภูมิพระรวง ซ่ึงเปนหนังสือวรรณคดี ที่แตงในสมัยน้ี ไดแกแตร สังข มโหระทกึ ฆอง กลอง ฉิ่ง แฉง (ฉาบ) บณั เฑาะว พณิ ซอพุงตอ (สันนษิ ฐานวาคือ ซอสามสาย)ปไฉน ระฆัง และกังสดาล เปนตน ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฏหลักฐานท้ังในศิลาจารึก และหนังสอื ไตรภูมพิ ระรว ง กลาวถึง \"เสียงพาทย เสียงพิณ\" ซึ่งจากหลักฐานท่ีกลาวน้ี สันนิษฐานวา วงดนตรีไทย ในสมยั สโุ ขทัย มีดงั น้ี คือ 1. วงบรรเลงพณิ มผี ูบรรเลง 1 คน ทําหนาท่ีดีดพณิ และขับรอ งไปดว ย เปนลกั ษณะของการขบั ลํา นาํ 2. วงขบั ไม ประกอบดว ยผูบรรเลง 3 คน คือ คนขับลาํ นาํ 1 คน คนสีซอสามสาย คลอเสียงรอง 1 คน และคนไกวบัณเฑาะว ใหจงั หวะ 1 คน 3. วงปพ าทย เปน ลักษณะของวงปพาทยเ ครอื่ งหา มี 2 ชนดิ คอื 3.1 วงปพาทยเครอ่ื งหาอยา งเบา ประกอบดวยเคร่ืองดนตรชี นดิ เล็ก ๆ จํานวน 5 ชิ้น คือ1. ป 2. กลองชาตรี 3. ทับ (โทน) 4. ฆองคู 5. ฉ่ิง ใชบรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เปนละครเกาแกท ีส่ ดุ ของไทย) 3.2 วงปพาทยเ ครื่องหาอยางหนกั ประกอบดวย เครือ่ งดนตรจี ํานวน 5 ช้ิน คือ1. ปใน 2. ฆองวง (ใหญ) 3. ตะโพน 4. กลองทัด 5. ฉ่ิง ใชบรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ตาง ๆ จะเห็นวาวงปพาทยเครื่องหา ในสมัยน้ียังไมมีระนาดเอก 4. วงมโหรี เปนลกั ษณะของวงดนตรอี ีกแบบหนึ่งที่นาํ เอา วงบรรเลงพณิ กบั วงขับไม มาผสมกัน เปน ลักษณะของวงมโหรีเครื่องส่ี เพราะประกอบดวยผูบรรเลง 4 คน คือ 1. คนขับลํานํา และตีกรบั พวงใหจ งั หวะ 2. คนสีซอสามสายคลอเสยี งรอง 3. คนดีดพณิ 4. คนตีทบั (โทน) ควบคมุ จังหวะสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา ในสมัยนี้ ในกฎมณเฑยี รบาล ซ่งึ ระบชุ ่ือ เครอื่ งดนตรไี ทยเพิ่มขนึ้ จากทเ่ี คยระบุไวในหลักฐานสมัยสุโขทัย จึงนาจะเปนเคร่ืองดนตรี ท่ีเพ่ิงเกิดในสมัยน้ี ไดแก กระจับป ขลุย จะเข และรํามะนา นอกจากนใ้ี นกฎมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - 2031) ปรากฏขอหามตอนหนึ่งวา \"...หามรองเพลงเรือ เปาขลุย เปาป สีซอ ดีดกระจับป ดีดจะเข ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน...\" ซึ่งแสดงวาสมัยนี้ ดนตรีไทย เปนที่นิยมกันมาก แมในเขตพระราชฐาน ก็มีคนไปรองเพลงและเลน ดนตรกี ันเปน ท่เี อกิ เกริกและเกินพอดี จนกระทั่งพระมหากษัตริยตองทรงออกกฎมณเฑียรบาล ดงั กลา วขนึ้ ไวเ กี่ยวกบั ลักษณะของวงดนตรีไทย ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาข้ึนกวาในสมัยสโุ ขทัย ดงั น้ี คอื
55 1. วงปพ าทย ในสมัยนีก้ ย็ งั คงเปน วงปพาทยเครือ่ งหา เชน เดียวกบั ในสมัยสุโขทยั แตม ี ระนาดเอก เพมิ่ ขนึ้ ดงั นั้นวงปพ าทยเครอื่ งหา ในสมยั นปี้ ระกอบดว ย เครื่องดนตรี ดงั ตอไปนี้ คอื 1.1 ระนาดเอก 1.2 ปใน 1.3 ฆอ งวง (ใหญ) 1.4 กลองทดั ตะโพน 1.5 ฉ่ิง 2. วงมโหรี ในสมยั น้พี ฒั นามาจาก วงมโหรีเครือ่ งส่ี ในสมัยสุโขทยั เปน วงมโหรีเครือ่ งหก เพราะไดเพิม่ เครอ่ื งดนตรี เขา ไปอกี 2 ชน้ิ คอื ขลยุ และ ราํ มะนา ทาํ ให วงมโหรี ในสมัยนป้ี ระกอบดวย เคร่อื งดนตรีจํานวน 6 ชิ้น คือ 2.1 ซอสามสาย 2.2 กระจบั ป (แทนพิณ) 2.3 ทับ (โทน) 2.4 รํามะนา 2.5 ขลุย 2.6 กรบั พวงสมยั กรงุ ธนบุรี เนอ่ื งจากในสมยั นเี้ ปนชวงระยะเวลาอนั สั้นเพยี งแค 15 ป และประกอบกบั เปน สมัยแหงการกอสรา งเมอื ง และการปองกันประเทศ วงดนตรีไทย ในสมยั นจ้ี งึ ไมป รากฏหลกั ฐานไวว า ไดม กี ารพัฒนาเปลี่ยนแปลงข้ึน สนั นิษฐานวา ยงั คงเปน ลกั ษณะและรปู แบบของ ดนตรไี ทย ในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร ในสมัยนี้ เม่ือบานเมืองไดผา นพน จากภาวะศกึ สงคราม และไดมีการกอ สรา งเมืองใหมัน่ คงเปน ปก แผน เกดิ ความสงบรมเยน็ โดยทว่ั ไปแลว ศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ ก็ไดรับการฟน ฟทู ะนุบํารงุ และสงเสรมิ ใหเจรญิ รุงเรืองขนึ้ โดยเฉพาะทางดา นดนตรีไทย ในสมัยนี้ไดม กี ารพฒั นาเปลยี่ นแปลงเจริญข้ึนเปน ลาํ ดบั ดังตอ ไปนี้รัชกาลท่ี 1 ดนตรีไทยในสมยั นส้ี ว นใหญ ยงั คงมลี ักษณะและรูปแบบตามที่มีมาต้ังแต สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขน้ึ บางในสมัยน้ีกค็ ือ การเพิม่ กลองทดั ข้ึนอีก 1 ลูก ในวงปพ าทย ซึง่ แตเดมิ มา มีแค 1 ลูก พอมาถึง
56สมยั รัชกาลที่ 1 วงปพาทย มกี ลองทัด 2 ลกู เสยี งสงู (ตัวผ)ู ลูกหนง่ึ และ เสยี งตํ่า (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช กลองทัด 2 ลูก ในวงปพ าทย ก็เปน ทนี่ ิยมกนั มาจนกระท่งั ปจ จุบนั น้ีรชั กาลท่ี 2 อาจกลา ววาในสมยั นี้ เปน ยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึง่ ทั้งนี้เพราะ องคพระมหากษัตริย ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เปนอยางย่ิง พระองคทรงพระปรีชาสามารถ ในทางดนตรีไทย ถึงขนาดที่ทรงดนตรไี ทย คือ ซอสามสาย ไดมีซอคูพระหัตถชื่อวา \"ซอสายฟาฟาด\" ท้ังพระองคได พระราชนิพนธเพลงไทย ขนึ้ เพลงหน่งึ เปนเพลงท่ีไพเราะ และอมตะ มาจนบัดน้ีน่ันก็คือเพลง \"บุหลันลอยเล่ือน\" การพฒั นา เปล่ยี นแปลงของ ดนตรไี ทย ในสมัยนี้กค็ อื ไดมกี ารนําเอา วงปพาทยมาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เปนครั้งแรก นอกจากน้ี ยังมีกลองชนิดหน่ึงเกิดข้ึน โดยดัดแปลงจาก \"เปงมาง\" ของมอญ ตอมาเรยี กกลองชนิดนี้วา \"สองหนา\" ใชตีกํากับจังหวะแทนเสียงตะโพน ในวงปพาทย ประกอบการขับเสภา เนอื่ งจากเหน็ วา ตะโพนดงั เกนิ ไป จนกระทั่งกลบเสยี งขบั กลองสองหนา น้ี ปจจบุ นั นยิ มใชตกี ํากบัจังหวะหนา ทบั ในวงปพ าทยไ มแข็งรัชกาลท่ี 3 วงปพาทยไดพฒั นาข้นึ เปนวงปพาทยเ ครอ่ื งคู เพราะไดมีการประดษิ ฐร ะนาดทุม มาคูกบั ระนาดเอก และประดิษฐฆองวงเล็กมาคูกบั ฆองวงใหญรชั กาลที่ 4 วงปพ าทยไ ดพัฒนาขนึ้ เปน วงปพ าทยเครือ่ งใหญ เพราะไดม กี ารประดษิ ฐ เครอ่ื งดนตรี เพิม่ ขน้ึอกี 2 ชนดิ เลยี นแบบ ระนาดเอก และระนาดทมุ โดยใชโลหะทําลูกระนาด และทํารางระนาดใหแตกตา งไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุม (ไม) เรียกวา ระนาดเอกเหลก็ และระนาดทมุ เหลก็ นํามาบรรเลงเพิ่มในวงปพ าทยเครือ่ งคู ทําให ขนาดของวงปพ าทยข ยายใหญข ึ้นจึงเรียกวา วงปพ าทยเคร่ืองใหญ อนึง่ ในสมัยนี้ วงการดนตรไี ทย นยิ มการรองเพลงสงใหด นตรรี ับ หรือท่ีเรียกวา \"การรองสง\" กันมากจนกระทงั่ การขบั เสภาซงึ่ เคยนิยมกนั มากอนคอย ๆ หายไป และการรอ งสง กเ็ ปนแนวทางใหมีผคู ดิ แตงขยายเพลง2 ช้นั ของเดิมใหเ ปน เพลง 3 ช้ัน และตัดลง เปนชนั้ เดยี ว จนกระท่งั กลายเปน เพลงเถาในท่ีสุด(นับวาเพลงเถาเกดิ ขนึ้ มากมายในสมัยน)้ี นอกจากนี้วงเครอ่ื งสาย ก็เกดิ ขน้ึ ในสมยั รัชกาลนีเ้ ชนกนัรัชกาลที่ 5 ไดมีการปรับปรุงวงปพาทยขึ้นใหมชนิดหน่ึง ซ่ึงตอมาเรียกวา \"วงปพาทยดึกดําบรรพ\" โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ สําหรับใชบรรเลงประกอบการแสดง \"ละครดึกดําบรรพ\" ซ่ึงเปน
57ละครท่เี พ่ิงปรับปรุงขึ้นในสมัยรัชกาลนเี้ ชนกัน หลักการปรบั ปรงุ ของทานก็โดยการตัดเคร่ืองดนตรีชนิดเสยี งเลก็ แหลม หรอื ดังเกนิ ไปออก คงไวแ ตเ คร่ืองดนตรีที่มเี สยี งทุม นมุ นวล กบั เพม่ิ เครือ่ งดนตรีบางอยางเขามาใหม เคร่ืองดนตรี ในวงปพาทยดึกดําบรรพ จึงประกอบดวยระนาดเอก ฆองวงใหญ ระนาดทุมระนาดทุมเหลก็ ขลยุ ซออู ฆอ งหยุ (ฆอ ง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครือ่ งกาํ กับจังหวะรัชกาลท่ี 6 ไดมีการปรับปรุงวงปพาทยขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยนําวงดนตรีของมอญมาผสมกับวงปพาทยของไทย ตอมาเรียกวงดนตรีผสมน้ีวา \"วงปพาทยมอญ\" โดยหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) เปนผูปรบั ปรุงข้นึ วงปพ าทยม อญดังกลาวน้ี กม็ ีทงั้ วงปพ าทยมอญเครือ่ งหา เคร่ืองคูและเครอ่ื งใหญ เชนเดยี วกับวงปพ าทยข องไทย และกลายเปนที่นิยมใชบรรเลงประโคม ในงานศพ มาจนกระทัง่ บดั นี้ นอกจากน้ยี งั ไดม กี ารนาํ เครือ่ งดนตรีของตางชาติ เขามาบรรเลงผสมกบั วงดนตรีไทย บางชนดิ ก็นาํ มาดัดแปลงเปน เครื่องดนตรขี องไทย ทําใหรปู แบบของ วงดนตรีไทย เปล่ียนแปลงพัฒนา ดังนี้คือ 1. การนําเคร่อื งดนตรขี องชวา หรอื อนิ โดนเี ซยี คือ \"อังกะลุง\" มาเผยแพรในเมืองไทยเปนครั้งแรก โดยหลวงประดษิ ฐไ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ท้งั น้โี ดยนาํ มาดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นใหมใหมีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเลน โดยถือเขยาคนละ 2 เสียง ทําใหเคร่ืองดนตรีชนิดนี้กลายเปน เครือ่ งดนตรีไทยอีกอยางหนึ่ง เพราะคนไทยสามารถทําอังกะลุงไดเอง อีกท้ังวิธีการบรรเลงก็เปน แบบเฉพาะของเรา แตกตา งไปจากของชวาโดยสนิ้ เชงิ 2. การนําเคร่ืองดนตรขี องตา งชาตเิ ขามาบรรเลงผสมในวงเครอ่ื งสาย ไดแก ขิมของจีน และออรแกนของฝรั่ง ทาํ ใหว งเครอื่ งสายพฒั นารูปแบบของวงไปอีกลกั ษณะหนึ่ง คือ \"วงเครอ่ื งสายผสม\"รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไดทรงสนพระทัยทางดาน ดนตรีไทย มากเชนกันพระองคไ ดพ ระราชนพิ นธ เพลงไทยทไ่ี พเราะไวถ ึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคล่ืนกระทบฝง 3 ช้ัน เพลงเขมรลอยองค (เถา) และเพลงราตรีประดับดาว (เถา) พระองคและพระราชินีไดโปรดให ครูดนตรเี ขาไปถวายการสอนดนตรีในวัง แตเปนที่นาเสียดาย ท่ีระยะเวลาแหงการครองราชยของพระองคไมนานเน่ืองมาจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองคทรงสละราชบลั ลังก หลังจากนัน้ ได 2 ป มฉิ ะนั้นแลว ดนตรีไทย ก็คงจะเจริญรุงเรืองมากในสมัยแหงพระองค อยางไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้นับวา ไดพฒั นารูปแบบ และลักษณะ มาจนกระทัง่ สมบูรณ เปน แบบแผนดงั เชนในปจ จบุ ันนี้แลว ในสมัยสมบรู ณาญาสทิ ธิราชมีผูนิยมดนตรีไทยกันมาก และมีผูมีฝมือ ทางดนตรี ตลอดจน มีความคิดปรับปรุงเปลย่ี นแปลง ใหพ ัฒนากา วหนา มาตามลําดับ พระมหากษัตริย เจา นาย ตลอดจนขนุ นางผูใหญ ไดใหความอุปถัมภ และทํานุบํารุงดนตรีไทย ในวังตาง ๆ มักจะมีวงดนตรีประจําวัง เชน วงวังบูรพา วงวังบางขุน
58พรหม วงวังบางคอแหลม และวงวังปลายเนิน เปนตน แตละวงตา งกข็ วนขวายหาครูดนตรี และนักดนตรีที่มีฝม ือเขา มาประจาํ วง มกี ารฝกซอมกันอยูเนืองนิจ บางคร้ังก็มีการประกวดประชันกัน จึงทําใหดนตรีไทยเจรญิ เฟองฟูมาก ตอ มาภายหลงั การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เปนตนมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง อาจกลา วไดว า เปนสมัยหวั เลีย้ วหัวตอ ท่ี ดนตรไี ทย เกอื บจะถึงจดุ จบ เนอ่ื งจากรฐั บาลในสมัยหน่ึงมนี โยบายทีเรยี กวา \"รัฐนิยม\" ซึ่งนโยบายนี้ มีผลกระทบตอ ดนตรีไทย ดวย กลาวคือมีการหามบรรเลงดนตรีไทย เพราะเหน็ วา ไมสอดคลอ งกบั การพฒั นาประเทศ ใหทดั เทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดใหมีการบรรเลง ดนตรไี ทย ตอ งขออนญุ าต จากทางราชการกอน อกี ทงั้ นักดนตรีไทยก็จะตองมีบตั รนกั ดนตรีท่ีทางราชการออกให จนกระท่ังตอมาอีกหลายป เม่ือไดมี การส่ังยกเลิก \"รัฐนิยม\" ดังกลาวเสีย แตถึงกระน้นั กต็ าม ดนตรไี ทยก็ไมรุงเรอื งเทาแตก อ น ยังลมลุกคลุกคลาน มาจนกระท่ังบัดนี้ เนื่องจากวิถีชีวิตและสังคมไทยเปล่ียนแปลงไปจากเดิม วัฒนธรรมทางดนตรีของตางชาติ ไดเขามามีบทบาทในชวี ติ ประจําวันของคนไทยเปนอันมาก ดนตรีท่ีเราไดยินไดฟง และไดเห็นกันทางวิทยุ โทรทัศน หรือท่ีบรรเลงตามงานตาง ๆ โดยมากก็เปนดนตรีของตางชาติ หาใช \"เสียงพาทย เสียงพิณ\" ดังแตกอนไมถงึ แมวา จะเปน ทีน่ ายินดที ่ีเราไดม โี อกาสฟง ดนตรีนานาชาตินานาชนิด แตถาดนตรีไทย ถูกทอดทิ้ง และไมมีใครรูจักคุณคา ก็นับวาเสียดายที่จะตองสูญเสียสิ่งที่ดีงาม ซ่ึงเปนเอกลักษณของชาติอยางหน่ึงไปดงั นนั้ จึงควรทค่ี นไทยทุกคนจะไดต ระหนัก ถงึ คุณคาของ ดนตรีไทย และชวยกันทะนุบํารงุ สงเสรมิ และรกั ษาไว เพื่อเปนมรดกทางวฒั นธรรมของชาตสิ ืบตอไป ในยคุ รัตนโกสินทรจ ัดวา เปน ยุคทองยคุ หนงึ่ ของวงการดนตรไี ทยเลยทเี ดียว โดยเริ่มจากสมยัรัตนโกสนิ ทรต อนตน มีการประพนั ธเพลง \"ทางกรอ\" ข้นึ เปน ครงั้ แรก ซึ่งเปนการพัฒนาการประพนั ธเพลงจากเดิมซ่งึ มีเพียงเพลงทางเก็บวงดนตรใี นยุคสมยั น้เี รมิ่ มีการแบงออกเปน สามประเภท ไดแ ก วงเครอื่ งสาย ซ่งึ ประกอบดวยเคร่ืองดนตรที ่มี สี ายท้งั หลาย เชน ซอ จะเข เปน ตน วงปพาทย ประกอบดว ยเครอื่ งตีเปนสวนใหญ ไดแก ระนาด ฆอง และป เปน ตน วงมโหรี เปนการรวมกนั ของวงเครือ่ งสายและวงปพาทย แตต ัดปออกเพราะเสยี งดงั กลบเสียงเครอ่ื งสายอนื่ หมด ดนตรีไทยสวนใหญที่มีพัฒนาการมาอยางรวดเร็วลวนมาจากความนิยมของเจานายในราชสาํ นกั ความนิยมเหลา น้ีแพรไ ปจนถึงขุนนางและผูดมี เี งนิ ท้ังหลาย ตางเห็นวาการมีวงดนตรีประจําตัวถือวาเปนสิ่งเชิดหนาชูตา จึงมีการสรรหานักดนตรีฝมือดีมาเลนในวงของตนเอง เกิดมีการประกวดประชัน และการแขง ขนั กนั พัฒนาฝมอื ขน้ึ โดยเฉพาะสมยั รัชกาลท่ี 5 - 7 จดั วา เปน ยคุ ท่วี งการดนตรไี ทยถึงจดุ รุงเรอื งสุด สมยั รตั นโกสนิ ทรต อนตนมีความนิยมในการเลนและการฟง วงเครือ่ งสายและมโหรีกันมาก เพราะมคี วามน่มิ นวล เหมาะแกก ารฟง ขณะรับแขก รบั ประทานอาหาร หรือกลอมเขานอน เจานายและขา ราชการผูใหญต า งมคี วามสนใจเลนเครื่องสายกนั มาก อาทิเชน พระเจาอยูหัวรัชกาลท่ี 2 ทรงพระ
59ปรชี าสามารถดา นซอสามสาย ทรงมซี อคพู ระหัตถช ่ือ ซอสายฟาฟาด ทรงโปรดซอสามสายมาก ถึงกับมีพระบรมราชโองการใหออก \"ตราภูมิคุมหาม\" ใหแกเจาของสวนที่มีตนมะพราวซอ (มะพราวที่กะลาสามารถนําไปทําซอได ปจจุบันนี้หายากมากและมีราคาแพงมาก กะลาราคาลูกละ 400 - 300,000บาท) ซึ่งจะเปน การยกเวนไมใหเก็บภาษีแกผูมีมะพราวซอนอกจากน้ี พระองคยังพระราชนิพนธเพลงไทยช่ือ บุหลันลอยเลอ่ื น ซึ่งมที ่ีมาจากพระสุบนิ นิมติ ของพระองคเ องดวย ตอ มาในยุคหลัง เร่มิ มีการนยิ มฟงการขับเสภา ในยุคนั้นคือเรื่องขุนชางขุนแผน แรก ๆ ก็ขับเสภาเด่ียว ๆ หลัง ๆ มา ก็เร่ิมมีการนําเอาดนตรี \"ปพาทย\" เขา มารวมในการขับเสภาดว ย เพอ่ื ใหน ักขับเสภาไดพักเสียงเปนระยะ หนักเขาคงเห็นกันวา ปพาทยน าฟง กวาจงึ ไมฟงเสภาเลย ตัดนกั ขับเสภาออกเหลือแตวงปพาทย ความนิยมในวงปพาทยจงึ มมี ากขึน้ และเขา มาแทนทวี่ งมโหรีและเครือ่ งสาย ในยุคสมัยนั้นเจานายและขาราชการผูใหญตางเห็นกันวาการมีวงปพาทยชั้นดีเปนของประดับบารมีชั้นเย่ยี ม จึงไดม กี ารหานกั ดนตรจี ากท่วั ทุกสารทศิ มาอยูในวงของตนเอง และมีการนําเอาวงดนตรีมาประกวดประชนั กนั อยา งทเี่ ราไดด ูในภาพยนตรเรื่อง \"โหมโรง\" ในสมัยรัชกาลท่ี 6 มีการกําหนดราชทินนามของนักดนตรีทร่ี บั ราชการในราชสํานักเปนจํานวนมาก โดยแตละช่ือก็ตั้งใหคลองจองกันอยางไพเราะ ไดแก ประสานดรุ ิยศพั ท ประดบั ดุรยิ กิจ ประดิษฐไพเราะ เสนาะดุริยางค สําอางดนตรี ศรีวาทิตสิทธิวาทนิ พิณบรรเลงราช พาทยบ รรเลงรมย ประสมสังคีต ประณตี วรศัพท คนธรรพวาที ดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะ เพราะสําเนยี ง เสียงเสนาะกรรณ สรรเพลงสรวง พวงสาํ เนียงรอ ย สรอ ยสําเนยี งสนธ วิมลเราใจ พไิ รรมยา วีณาประจินต วีนินประณีต สังคีตศัพทเสนาะ สังเคราะหศัพทสอางค ดุริยางคเจนจังหวะดุริยะเจนใจ ประไพเพลงประสม ประคมเพลงประสาน ชาญเชิงระนาด ฉลาดฆองวง บรรจงทุมเลิศบรรเจดิ ปเ สนาะ ไพเราะเสยี งซอ คลอขลมุ คลอ ง วอ งจะเขร บั ขบั คําหวาน ตันตริการเจนจิต ตนั ตรกิ จิ ปรีชานารถประสาทศัพท คนธรรพประสิทธิ์สาร พูดถึงหนังเรื่องโหมโรงแลวจะพลาดการพูดถึงนักดนตรีสําคัญทานหนึ่งแหงกรุงรัตนโกสินทรไปเปนไมได ทานก็คือ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เพราะชีวประวัติของทานเปนแรงบันดาลใจใหผูสรางสรางหนังเร่ืองน้ีขึ้นมา หลวงประดิษฐไพเราะเปนนักดนตรีทม่ี ีความสามารถท้ังปพ าทยแ ละเครอ่ื งสาย เปน ผปู ระพันธเ พลงไทยหลายเพลง เชนแสนคาํ นึง นกเขาขะแมร ลาวเสีย่ งเทียน ฯลฯ ช่ือเพลงเหลาน้ีอาจจะไมคุนหูนัก แตหาไดลองฟงแลวจะจําไดทันที เพราะนักดนตรีสากลรุนหลังมักนําทํานองเพลงเหลาน้ีมาประพันธเปนเพลงไทยสากล นอกจากน้ี ทานยังเปน ผูประดษิ ฐเ ครอื่ งดนตรี \"อังกะลุง\" โดยดัดแปลงมาจากเครือ่ งดนตรีพ้ืนบานของอนิ โดนเี ซยี อกี ดวย
60 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) มคี ํากลา ววายคุ ทองของดนตรีไทยหมดไปพรอ มกับยคุ ของทา นหลวงประดิษฐไพเราะคาํ กลา วนีเ้ หน็ จะไมไกลเกินจริง เพราะในยคุ หลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง ในชวงสงครามโลกคร้ังทส่ี องรฐั บาลไทยในยคุ ทา นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดมนี โยบายสรางชาติใหเ ปน อารยะ โดยตองการสงเสริมใหดนตรไี ทยมแี บบแผน เปน อันหน่งึ อนั เดยี วกนั และดทู ัดเทียมชาติตะวันตก จงึ ไดมีการควบคมุ ใหน กั ดนตรีและศลิ ปะพนื้ บา นอน่ื ๆ ตองมีการสอบใบอนุญาตเลนดนตรเี พอ่ื ประกันมาตรฐานใหเ ปน ระบบเดยี วกัน มีการออกขอ บงั คบั ใหต อ งเลนดนตรีบนเกา อ้ี หามนง่ั เลน กับพน้ื ฯลฯ ซึง่ ในทางปฏิบัตแิ ลวเกิดปญหามาก เนื่องจากการเลนดนตรีไทยเกดิ จากการสั่งสมรูปแบบแนวทางการเลน แตล ะสายตระกูลแตล ะครูไมเหมอื นกัน ไมอาจถือไดว าใครผดิ ใครถกู อีกทง้ั ขอ หามหลายอยา งก็ขัดตอวิถีชีวติ โดยเฉพาะบตั รอนุญาตเลน ดนตรี ทาํ ใหผ ูท ่ไี มใ ชน กั ดนตรีอาชพี เดือดรอนมากจากการทีไ่ มสามารถเลน ดนตรียามวางไดเ หมือนเคยประกอบกบั แนวคดิ ของคนรนุ ใหมท่ีสนใจวัฒนธรรมตา งชาติมากกวา โดยมองวาการเลน ดนตรไี ทยเปนสิ่งลาสมัยและตอ งหามเหตกุ ารณน ้ที านหลวงประดิษฐไ พเราะไมพ อใจมาก แตไมสามารถแสดงออกได ทําไดเพียงประพนั ธเ พลง ชอ่ื \"แสนคํานึง เถา\" ซงึ่ มที ว งทํานองสว นสามช้นั แสดงถงึ ความอัดอน้ั ตนั ใจ พรอ มเนอ้ืรองเปน เนือ้ หาตอวารฐั บาลในยคุ นนั้ เก่ยี วกับการควบคมุ ศิลปะ แตผ ูใ กลช ิดของทา นเกรงวาทา นจะไดร ับอันตรายจากการโจมตีรัฐบาล จงึ ไดท าํ ลายตนฉบบั เนอื้ รอง และประพันธเ น้ือรอ งขึน้ ใหมเปนเพลงรกั แทน และไมมีใครทราบถงึ เน้อื หาตน ฉบับเนอ้ื รอ งเดมิ อกี เลย จรงิ ๆแลวมคี นเขา ใจผดิ กันเยอะ วาทานจอมพล ป. พิบูลสงครามละเลยศิลปะวฒั นธรรมของชาติ พยายามกีดกนั ดนตรีไทย แตแ ททีจ่ ริงแลว ทา นจอมพลฯเปน ผูทม่ี คี วามรักและสนใจในดนตรไี ทยในระดับหนึง่ เคยปรากฏวา ทา นนยิ มฟง ดนตรไี ทย และเคยบริจาคเงินสวนตวั จาํ นวนมากเพอื่ ดนตรไี ทยดว ย เจตนารมณข องการควบคมุ ดนตรีไทยของทานจงึ มีท่ีมาจากเจตนา
61ดที ีต่ องการใหดนตรีไทยมรี ะบบระเบยี บแบบแผนเทยี บเทาของตะวนั ตก แตผ ลกลับเปน ไปในทิศทางตรงกันขาม ดนตรไี ทยกลบั ถงึ จดุ ตกตา่ํ จนถงึ ทุกวันน้ี แมจ ะมกี ารพยายามใหประชาชนเขา ถงึ ดนตรีไทยแลว ดนตรไี ทยยงั กลับเปน เพยี งดนตรีทีใ่ ชใ นพธิ ี เปน เรอ่ื งของแบบแผน เปนของเฉพาะกลุม ไมสามารถเขาใจได ไมส ามารถเขา ถึงได จรงิ ๆแลว ทกุ คนสามารถเขา ถึงและซึมซาบความไพเราะของดนตรไี ทยได เทาๆ กบั ท่เี ราสามารถซึมซาบความไพเราะของเพลงไทยสากลท่ีเราฟง กนั อยทู ุกวันเร่อื งที่ 2 เทคนิคและวิธีการเลนของเครื่องดนตรไี ทยการเทยี บเสียงซออู ใชข ลุยเพียงออเปา เสยี ง ซอล โดยปดมือบนและน้ิวคาํ้ เปาลมกลางๆ จะไดเสยี ง ซอล เพอื่ เทยี บเสียงสายเอก สว นสายทมุ ใหป ดมอื ลางหมด จนถงึ นว้ิ กอ ย เปา ลมเบา กจ็ ะไดเสยี ง โด ตามตองการ เพอ่ื เทียบเสียงสายทมุ ใหต รงกบั เสยี งนั้นการนงั่ สซี อ น่งั ขัดสมาธิบนพ้นื หากเปนสตรใี หนัง่ พบั เพยี บขาขวาทบั ขาซาย วางกะโหลกซอไวบ นขาพับดานซา ย มือซา ยจับคนั ซอใหตรงกับท่มี เี ชือกรัดอก ใหตํ่ากวาเชือกรดั อกประมาณ 1 น้ิว สว นมือขวาจับคนัสี โดยแบง คันสอี อกเปน 5 สวน แลวจบั ตรง 3 สว นใหค ันสีพาดไปบนนิ้วชี้ และนวิ้ กลางในลักษณะหงายมอื สว นน้ิวหัวแมม ือ ใชกํากบั คนั สโี ดยกดลงบนนวิ้ ชี้ นิ้วนางและนิว้ กอยใหง อติดกนั เพือ่ ทําหนา ท่ดี ันคันชักออกเมือ่ จะสีสายเอก และ ดงึ เขาเมื่อจะสีสายทุมการสีซอ วางคนั สใี หช ดิ ดา นใน ใหอ ยใู นลกั ษณะเตรยี มชักออก แลวลากคนั สอี อกชา ๆ ดวยการใชว ิธีสอี อกลากคันสีใหสุด แลว เปลี่ยนเปนสีเขา ในสายเดยี วกนั ทาํ เรื่อยไปจนกวา จะคลอง พอคลอ งดีแลว ใหเปลย่ี นมาเปนสสี ายเอก โดยดันนว้ิ นางกบั นว้ิ กอ ยออกไปเล็กนอ ย ซอจะเปล่ยี นเปน เสียง ซอล ทันที ดังนค้ี ันสีออก เขา ออก เขา เสียง โด โด ซอล ซอล ฝก เรื่อยไปจนเกดิ ความชาํ นาญขอ ควรระวัง ตอ งวางซอใหต รง โดยใชม อื ซา ยจบั ซอใหพอเหมาะ อยา ใหแ นนเกนิ ไป อยาใหห ลวมจนเกนิ ไป ขอ มอื ทจ่ี ับซอตอ งทอดลงไปใหพ อดี ขณะน่งั สยี ืดอกพอสมควร อยา ใหหลงั โกง ได มอื ท่คี ีบซอใหออกกาํ ลงั พอสมควรอยา ใหซอพลกิ ไปมา
62การเทยี บเสยี งซอดวง ใชข ลยุ เพยี งออเปา เสยี ง ซอล โดยการปด มอื บน และ นิว้ คํ้า เปา ลมกลางๆ กจ็ ะไดเสียง ซอล ขนึ้ สายทุมของซอดว ง ใหตรงกบั เสียงซอลนี้ ตอ ไปเปนเสยี งสายเอก ใชข ลุยเปา เสียง เร โดยปด น้ิวตอ ไปอีก 3 นิ้วเปาดวยลมแรง กจ็ ะได เสียง เร ข้ึนสายเอกใหตรงกบั เสียง เร นี้การนัง่ สซี อ นั่งพบั เพียบบนพ้ืน จบั คันซอดวยมอื ซาย ใหไดก ึ่งกลางต่ํากวารดั อกลงมาเล็กนอย ใหซอเอนออกจากตวั นดิ หนอ ย คนั ซออยใู นอุงมือซาย ตัวกระบอกซอวางไวบนขา ใหตัวกระบอกซออยูในตําแหนงขอพับตดิ กบั ลาํ ตวั มอื ขวาจับคันสีดว ยการแบงคนั สใี หได 5 สว น แลว จงึ จบั สวนที่ 3 ขางทา ย ใหคนั สีพาดไปบนมอื นิว้ ชี้ นว้ิ กลางเปน สวนรบั คันสี ใชน ิว้ หวั แมมือกดกระชบั ไว นวิ้ นางกบั น้ิวกอยงอไวสว นใน ซง่ึ จะเปนประโยชนใ นการดนั คันสีออกมาหาสายเอก และ ดึงเขาเมอื่ ตองการสสี ายทมุการสีซอ วางคันสไี วด านใน ใหอ ยใู นลกั ษณะเตรียมชกั ออก คอ ย ๆ ลากคันสีออกใหเกดิ เสียง ซอล จนสุดคันชัก แลว เปล่ยี นเปน สเี ขา ในสายเดียวกัน (ทาํ เรือ่ ยไปจนกวา จะคลอง) พอซอมสายในคลองดีแลว จึงเปลี่ยนมาสสี ายเอกซึ่งเปน เสียง เร โดยการใชน วิ้ นางกับนวิ้ กอ ยมอื ขวา ดันคนั สีออก ปฏบิ ตั จิ นคลอ งฝก สลบั ใหเกิดเสียงดังน้ี คนั สี ออก เขา ออก เขา เสยี ง ซอล ซอล เร เรขอ ควรระวงั ตองวางซอใหตรง โดยใชข อ มอื ซายควบคมุ อยาใหซอบดิ ไปมา
63เครอ่ื งดดีจะเข เปนเคร่ืองดนตรปี ระเภทดดี มี 3 สาย เขา ใจวาไดป รบั ปรุงแกไ ขมาจากพณิ นํามาวางดีดกับพื้นเพ่ือความสะดวก จะเขไดนําเขารวมบรรเลงอยูในวงมโหรีคูกับกระจับปในสมัยรัชกาลท่ี 2 แหงกรุงรัตนโกสินทร มีผูนิยมเลนจะเขกันมาก ตัวจะเขทําเปน สองตอน คือตอนหัวและตอนหางตอนหัวเปนกระพงุ ใหญ ทําดวยไมแกนขนุน ทอนหัวและทอนหางขุดเปนโพรงตลอด ปดใตทองดวยแผนไม มีเทารองตอนหัว 4 เทา และตอนปลายอีก 1 เทาทําหลังนูนตรงกลาง ใหส องขางลาดลง โยงสายจากตอนหัวไปทางตอนหางเปน 3 สาย มลี ูกบดิ ประจาํ สายละ 1 อัน สาย 1 ใชเสนลวดทองเหลือง อีก 2 สายใชเสนเอ็น มีหยอ งรับสายอยูตรงปลายหาง กอนจะถึงลกู บดิ ระหวา งตวั จะเขมีแปนไมเรียกวา “นม” รองรับสายติดไวบนหลงั จะเข รวมท้งั สิน้ 11 อัน เพ่ือไวเ ปน ทส่ี ําหรบั นว้ิ กดนมแตละอันสูง เรียงลําดับขึ้นไป เวลาบรรเลงใชด ดี ดว ยไมด ดี กลมปลายแหลมทาํ ดว ยงาชางหรอื กระดูกสัตว เคยี นดวย เสนดายสําหรับพันติดกับปลายน้ิวชี้ขางขวาของผูดีด และใชนิ้วหัวแมมือ กับนิ้วกลางชวยจับใหมีกําลัง เวลาแกวงมือสายไปมา ใหสมั พันธ กับมอื ขางซายขณะกดสายดว ยซงึ เปนเครอื่ งดนตรชี นดิ ดีด มี 4 สาย เชน เดียวกบั กระจบั ป แตม ีขนาดเล็กกวา กะโหลกมีรปู รา งกลม ทง้ั กะโหลกและคันทวน ใชไ มเ น้อื แขง็ ชิน้ เดยี วควาน ตอนทเ่ี ปนกะโหลกใหเ ปนโพรงตัดแผน ไมใ หกลม แลว เจาะรตู รงกลางทาํ เปนฝาปดดา นหนา เพื่ออมุ เสยี งใหกงั วาน คันทวนนาํ เปนเหลย่ี มแบนตอนหนา เพ่ือตดิ ตะพานหรอื นมรบั น้ิว จํานวน 9 อนั ตอนปลายคนั ทวนทาํ เปนรปู โคง และขดุ ใหเ ปนรอง เจาะรสู อดลูกบิดขา งละ 2 อัน รวมเปน 4 อันสอดเขาไปในรอง สาํ หรับขนึ้ สาย4 สาย สายของซงึ ใชส ายลวดขนาดเล็ก 2 สาย และ สายใหญ 2 สาย ซึงเปนเครอื่ งดีดท่ีชาวไทยทางภาคเหนือนยิ มนํามา เลน รว มกบั ปซ อ และ สะลอ
64พิณเปยะ พิณเปย ะ หรอื พณิ เพียะ เปน เคร่อื งดนตรีพน้ื เมอื งลา นนาชนดิ หน่งึ เปน เคร่ืองดนตรปี ระเภทดีด มีคนั ทวน ตอนปลายคนั ทวนทําดวยเหลก็ รปู หวั ชา งทองเหลือง สําหรบั ใชเ ปนที่พาดสาย ใชสายทองเหลืองเปน พืน้ สายทองเหลืองน้จี ะพาดผา นสลกั ตรงกะลาแลวตอ ไปผกู กบั สลักตรงดานซาย สายของพิณเปย ะมีทงั้ 2 สายและ 4 สาย กะโหลกของพิณเปยะทาํ ดวยเปลือกน้ําเตา ตดั คร่งึ หรอื กะลามะพรา ว ก็ได เวลาดดี ใชกะโหลกประกบตดิ กับหนา อก ขยบั เปด ปด ใหเ กดิ เสียงตามตอ งการ ในสมัยกอ นชาวเหนือมักจะใชพ ณิเปยะดีดคลอกบั การขับ ลาํ นาํ ในขณะที่ไปเกี้ยวสาว
65เครอื่ งสีซอดว ง เปนซอสองสาย กะโหลกของซอดว งนน้ั แตเดมิ ใชก ระบอกไมไผ กะโหลกของซอดว งน้ี ในปจจบุ นั ใชไมจ รงิ หรือ งาชางทํากไ็ ด แตท นี่ ยิ มวา เสยี งดนี นั้ กะโหลกซอดว งตองทําดว ยไมล าํ เจยี ก สว นหนาซอนิยมใชห นงั งเู หลอื มขงึ เพราะทาํ ใหเ กดิ เสยี งแกวเกดิ ความไพเราะอยางย่ิง ลกั ษณะของซอดว ง มีรปู รา งเหมอื นกับซอของจีนที่เรียกวา “ฮู – ฉนิ “ (Huchin) ทกุ อยา ง เหตุท่เี รียกวา ซอดวง กเ็ พราะมรี ปู รางคลายเครอ่ื งดกั สตั ว กระบอก ไมไ ผเ หมือนกนัซออู เปน ซอสองสาย ตัวกะโหลกทําดว ยกะลามะพรา ว คนั ทวนซออนู ี้ ยาวประมาณ 79 ซม. ใชส ายซอสองสายผกู ปลายทวนใตก ะโหลก แลว พาดผานหนาซอ ขนึ้ ไปผูกไวก บั ลกู บดิ สองอัน โดยเจาะรคู ันทวนดานบน แลวสอดลกู บิดใหทะลผุ านคนั ทวนออกมา และใชเ ชอื กผูกรงั้ กบั ทวนตรงกลางเปน รดั อก เพือ่ ใหสายซอตงึ และสําหรับเปน ทกี่ ดสายใตรดั อกเวลาสี สว นคนั สขี องซออูนั้นทาํ ดว ย ไมจ รงิ ใชข นหางมา ตรงหนาซอใชผ ามวนกลมๆ เพื่อทําหนาทเี่ ปน หมอนหนนุ สายใหพ น หนา ซอดา นหลังของซออมู ีรูปรา งคลายๆกบั ซอของจนี ที่เรียกวา ฮู – ฮู ( Hu-hu ) เหตทุ เี่ รยี กวา ซออูกเ็ พราะ เรยี กตามเสียงที่ไดย ินนั่นเอง
66สะลอ สะลอ เปน เครอื่ งดนตรพี นื้ เมอื งลา นนาชนิดหน่ึง เปนประเภทเครอ่ื งสซี ง่ึ มที ้ัง 2 สาย และ3 สาย คันชักสาํ หรับสีจะอยขู างนอกเหมอื นคนั ชักซอสามสาย สะลอ เรยี กอกี อยา งหน่ึงวา ทรอ หรอื ซะลอใชไ มแ ผน บางๆปดปากกะลาทําหลักท่หี วั สําหรบั พาดทองเหลอื ง ดา นหลังกะโหลกเจาะเปนรปู ลวดลายตา งๆสว นดา นลา งของกะโหลก เจาะทะลลุ ง ขา งลาง เพือ่ สอดคนั ทวนทีท่ ําดว ยไมชิงชนั ตรงกลางคนั ทวนมีรดั อกทําดว ยหวายปลายคนั ทวน ดา นบนเจาะรสู าํ หรับสอดลูกบิด ซงึ่ มี 2 หรือ3 อัน สําหรับขึงสายซอ จากปลายลกู บดิ ลงมาถงึ ดา นกลางของกะโหลกมีหยอ งสําหรบั หนนุ สายสะลอ เพื่อใหเ กดิ เสยี งเวลาสี คันชักสะลอ ทําดว ยไมดดั เปนรูป โคง ขึงดว ยหางมา หรอื พลาสตกิเวลาสใี ชย างสนถูทาํ ใหเ กิดเสยี งได สะลอใชบ รรเลงประกอบการแสดงหรือบรรเลงรวมกบั บทรอ งและทาํ นองเพลงไดทุกชนิดเชน เขากับปใ นวงชา งซอ เขากบั ซงึ ในวงพนื้ เมือง หรือใชเ ดย่ี วคลอรองก็ไดซอสามสาย ซอสามสาย ปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุ ลาลูแบร ท่บี ันทึกไวว า “….ชาวสยามมีเครื่องดุริยางคเล็กๆ นาเกลียดมาก มีสามสายเรยี กวา “ซอ” ….” ซง่ึ ชใี้ หเ หน็ วาในสมยั กรงุ ศรีอยุธยาหรือกอ นนนั้มีซอสามสายและนยิ มเลนกัน ยุคตน ของกรงุ รตั นโกสนิ ทร ในสมัยของพระบาทสมเดจ็พระพุทธเลิศหลานภาลยั รัชกาลที่ 2 พระองคทา นยังโปรดทรงซอสามสายเปนอยา งยง่ิ จงึ ทําใหพ ระองคทา นไดประดษิ ฐค ดิ สรางซอสามสายไดดวยความประณตี งดงาม และเปนแบบอยางมาจนถึงปจจุบันนี้สวนตา งๆของซอสามสายมชี อื่ เรยี กดงั น้ี (1) ทวนบน เปนสว นบนสุดของคนั ซอ ควานดา นในใหเ ปน โพรงโดยตลอด ดานบนสดุ มรี ปู รา งเปนทรงเทรดิ ดา นหนา ตรงปลายทวนตอนลา ง ทวนบนนที้ าํ หนาท่คี ลา ยๆกบั ทอ อากาศ (Air column) ใหเสยี งทเี่ กดิ จากกะโหลกเปน ความถข่ี องเสียง แลวลอดผานออกมา ทางทวนบนน้ไี ด (2) ทวนลา ง ทําเปนรปู ทรงกระบอก และประดษิ ฐล วดลายสวยงาม และเรียกทวนลางนว้ี า ทวนเงนิ ทวนทอง ทวนมกุ ทวนลงยา เปน ตน ทวนลาง ทาํ หนา ท่เี ปน ตาํ แหนงสําหรับกดนิ้ว ลงบนสายในตาํ แหนง ตา งๆ (3) พรมบน คอื สวนท่ตี อ จากทวนลา งลงมา สว นบนกลงึ เปนลูกแกว สว นตอนลางทําเปนรปู ปากชางเพ่อื ประกบกับกะโหลกซอ (4) พรมลาง สว นท่ปี ระกบกับกะโหลกซอทาํ เปนรปู ปากชา ง เชน เดียวกับสว นลา งของพรมบน ตรงกลางของพรมลางเจาะรูดานบนเพือ่ ใชสาํ หรบั เปน ที่รอ ย”หนวดพราหมณ” เพ่ือคลอ งกบั สายซอทงั้ สามสายและเหนยี่ วรง้ั ใหต ึง ตรงสว นปลายสดุ ของพรมลา งกลงึ เปน “เกลียวเจดยี ย อด (5) ถว งหนา ควบคมุ ความถข่ี องเสยี ง ทําใหมเี สียงนมุ นวลไพเราะ นา ฟง ย่ิงขึน้
67 (6 ) หยอ ง ทาํ ดว ยไมไ ผ แกะใหเปน ลกั ษณะคู ปลายทั้งสองของหยอ งควา นเปน เบาขนมครกเพื่อทาํ ใหเสียง ท่ีเกิดขน้ึ สง ผานไปยงั หนา ซอมีความกงั วานมากยิ่งขน้ึ (7) คนั สี (คันชกั ) คันสีของซอสามสาย ประกอบดว ยไมและหางมา คันสนี นั้ เหลาเปนรปู คันศรโดยมากนยิ มใชไมแกว เพราะเปน ไมเ นอ้ื แข็ง และมีลวดลายงดงามเคร่อื งตีระนาดเอก วิวฒั นาการมาจากกรบั ลูกระนาดทาํ ดว ยไมไ ผบ ง หรือไมแ กน โดยนาํ มาเหลาใหไดตามขนาดที่ตอ งการ แลว ทาํ รางเพ่ืออุมเสยงเปนรูปคลา ยลาํ เรอื ใหห วั และทายโคงขึ้น เรยี กวา รางระนาด แผน ไมทีป่ ดหวั ทา ยรางระนาดเราเรียกวา “โขน” ระนาดเอกในปจ จุบนั มีจาํ นวน 21 ลูก มคี วามยาวประมาณ 120 ซม. มีเทา รอง รางเปนเทา เดย่ี ว รูปคลา ยกบั พานแวน ฟาระนาดทมุ เปนเครือ่ งดนตรีท่ีสรางขนึ้ มาในรชั กาลท่ี 3 แหงกรุงรตั นโกสินทร เปน การสรางเลยี นแบบระนาดเอก รางระนาดทุมนั้นประดิษฐใ หมรี ูปรา งคลายหีบไม แตเ วาตรงกลางใหโ คง โขนปด หวั ทายเพื่อ เปนที่แขวนผืนระนาดน้ัน ถาหากวัดจากโขนดา นหนงึ่ ไปยงั โขนอกี ดา นหนึ่ง รางระนาดทมุ จะมขี นาดยาวประมาณ 124 ซม. ปาก รางกวางประมาณ 22 ซม. มีเทาเต้ยี ๆรองไว 4 มุมรางระนาดเอกเหลก็ หรอื ระนาดทอง ระนาดเอกเหลก็ เปน เคร่ืองดนตรที ป่ี ระดษิ ฐขน้ึ ในรัชกาลที่ 4 แหงกรงุ รตั นโกสนิ ทร แตเดมิ ลกูระนาดทาํ ดว ยทองเหลือง จึงเรยี กกนั วา ระนาดทอง ระนาดเอกเหลก็ มีขนาด 23.5 ซม. กวา งประมาณ 5ซม. ลดหล่นั
68ขึน้ ไปจนถึงลูกยอดทม่ี ขี นาด 19 ซม. กวา งประมาณ 4 ซม. รางของระนาดเอกเหลก็ นั้น ทําเปน รูปสเ่ี หลย่ี มมีเทารองรับไวท ัง้ 4 ดา นระนาดทุมเหล็ก ระนาดทุมเหล็กเปนเครอ่ื งดนตรที ีพ่ ระบาทสมเด็จพระปนเกลา เจาอยูหัว ในรชั กาลท่ี 4 มีพระราชดํารใิ หสรา งข้นึ ระนาดทุม เหล็กมจี ํานวน 16 หรือ 17 ลูก ตวั รางระนาดยาวประมาณ 1 เมตร ปากราง กวา งประมาณ 20 ซม. มเี ทา รองตดิ ลูกลอ 4 เทา เพอ่ื ใหเ คลอ่ื นที่ไปมาไดสะดวก ตัวรางสงู จากพื้นถงึขอบบนประมาณ 26 ซม. ระนาด ทุกชนิดที่กลา วมานน้ั จะใชไ มต ี 2 อัน สาํ หรบั ระนาดเอกทาํ ไมต ีเปน 2ชนิด ชนดิ หนึง่ ทําหัวไมต ใี หแขง็ เมือ่ ตจี ะมีเสยี งดงั เกรยี วกราว เมื่อนําเขา ผสมวงจะเรยี กวา “วงปพ าทยไมแข็ง” อีกชนิดหนึ่ง ซง่ึ เกิดขนึ้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประดิษฐไมต ีใหอ อนนมุ เม่อื ตีจะเกิด เสยี งนุมนวล เวลานําระนาดเอกทใี่ ชไ มต ีชนดิ นม้ี าผสมวง จะเรียกวา “วงปพ าทยไมน วม”ลักษณะไมต ีระนาดมดี ังนี้ (1) ไมแข็ง ปลายไมระนาด พอกดว ยผาชบุ นํ้ารกั จนแขง็ (2) ไมนวม ปลายไมร ะนาด ใชผา พันแลวถกั ดว ยดายจนนมุ (3) ไมต รี ะนาดทมุ ปลายไมร ะนาด ใชผาพนั พอกใหโ ต และนมุ เพ่ือตใี หเ กดิ เสยี งทุม (4) ไมต รี ะนาดเหลก็ ปลายไมต ที ําดวยแผนหนังดิบ ตัดเปน วงกลมเจาะรูตรงกลาง แลวเอาไมเปนดา มสาํ หรบั ถือมขี นาดใหญก วาไมตีระนาดเอกธรรมดา (5) ไมต ีระนาดทมุ เหล็ก ทําลกั ษณะเดียวกบั ไมต ฆี อ งวง แตป ลายไมพันดว ยหนงั ดบิ เพ่อื ใหแขง็ เวลาตี จะเกดิ เสียงได
69เคร่อื งเปาขลยุ ทาํ ดวยไมไ ผป ลอ งยาวๆ ไวข อ ทางปลายแตเ จาะขอ ทะลุ ยา งไฟใหแ หง แลวตบแตง ผวิ ให ไหมเกรยี มเปนลวดลายสวยงาม ดานหนาเจาะรกู ลม ๆ เรยี งแถวกนั 7 รู สําหรับน้วิ ปด เปด เสยี ง ขลุยไมม ลี น้ิเหมือนป แตเขาใชไ มอ ุดเต็มปลอ ง แลว ปาดดานลา งใหม ชี อ ง ไมอุดนเ้ี รยี กวา “ดาก” ทาํ ดว ยไมส กั ดา นหลงั ใตด ากลงมา เจาะรูเปนรปู สเี่ หลย่ี มผนื ผา แตป าดตอนลางเปน ทางเฉยี งไมเ จาะ ทะลุตรงเหมอื นรูดา นหนา รูทีเ่ ปน รูปสเี่ หล่ียมผนื ผาน้ี เรียกวา “รูปากนกแกว ” ใตร ปู ากนกแกว ลงมาเจาะรอู ีก 1 รู เรียกวา “รนู ้วิ คํ้า” เหนอื รูนว้ิ คา้ํ ดาน หลัง และเหนอื รบู นของรดู า นหนาทั้งเจด็ รู แตอ ยทู างดา นขวา เจาะรอู ีกรูหนง่ึ เรยี กวา “รูเยือ่ ” เพราะแตกอ นจะใชเ ย่ือไมไผป ด รูนี้ตอมากไ็ มค อยไดใ ช ตรงปลายเลาขลยุ จะเจาะรใู หซ ายขวา ตรงกนั เพอ่ื รอ ยเชอื ก เรยี กวา “รูรอ ยเชือก” ดังน้ัน จะสังเกตวา ขลุย 1 เลา จะมีรูท้งั สนิ้ 14 รูขลุย มที งั้ หมด 3 ชนิดคอื (1) ขลยุ หลบี มีขนาดเลก็ (2) ขลุยเพียงออ มขี นาดกลาง (3) ขลยุ อู มขี นาดใหญตอมามผี ูสรา งขลุยกรวดขน้ึ มาอกี ชนดิ หน่ึง มเี สียงสูงกวาขลยุ เพียงออ 1 เสยี งขลยุ กรวดใชก บั วงเครอ่ื งสายผสมท่นี ําเอาเคร่ืองดนตรฝี ร่ัง มาเลนรว มวง
70ป ป เปนเคร่ืองดนตรไี ทยแท ๆ ทาํ ดวยไมจ ริง กลงึ ใหเ ปนรปู บานหวั บานทาย ตรงกลางปอง เจาะภายในใหก ลวงตลอดเลา ทางหัวของปเ ปน ชอ งรูเล็กสว นทาง ปลายของป ปากรใู หญใชช นั หรอื วสั ดอุ ยางอนื่ มาหลอ เสรมิ ขน้ึ อกี ราวขางละ ครึง่ ซม. สว นหวั เรียก “ทวนบน” สว นทายเรียก”ทวนลาง” ตอนกลางของป เจาะรนู ิ้วสาํ หรบั เปล่ยี นเสยี งลงมาจาํ นวน 6 รู รูตอนบนเจาะเรยี งลงมา 4 รู เจาะรลู า งอกี 2 รู ตรงกลางของเลาป กลึงขว้ันเปน เกลยี วคูไ วเปนจํานวน 14 คู เพือ่ ความสวยงามและกนั ลืน่ อกี ดว ย ตรงทวนบนนัน้ ใสลน้ิ ปที่ทาํ ดว ย ใบตาลซอ นกนั 4 ชั้น ตดั ใหก ลมแลว นําไปผูกตดิ กับทอลมเล็กๆท่ี เรียกวา “กําพวด”กาํ พวดนีท้ ําดว ยทองเหลือง เงนิ นาค หรอื โลหะอยางอื่นวธิ ีผูกเชือกเพอ่ื ใหใ บตาลตดิ กับกาํ พวดนั้น ใชว ธิ ีผกู ท่ีเรียกวา “ผกู ตะกรุดเบด็ ” สวนของกําพวดท่ีจะตอ งสอดเขา ไปเลาปน น้ั เขาใชถักหรอื เคียน ดว ยเสนดา ย สอดเขา ไปในเลาปใ หพอมิดทพี่ ันดายจะทําใหเ กดิ ความแนนกระชับยิ่งขึน้ปของไทยจดั ไดเ ปน 3 ชนิดดงั นี้ (1) ปนอก มขี นาดเล็ก เปนปท ี่ใชก นั มาแตเดมิ (2) ปกลาง มีขนาดกลาง สาํ หรับเลนประกอบการแสดงหนงั ใหญ มสี ําเนียงเสยี งอยูร ะหวาง ปน อกกบั ปใน (3) ปใน มขี นาดใหญ เปน ปท พ่ี ระอภัยมณใี ชส ําหรับเปาใหน างผีเสื้อสมุทรวงเครอ่ื งสาย วงดนตรไี ทยประเภทหนง่ึ ซง่ึ เครอ่ื งดนตรีสว นใหญใ นวงจะประกอบดวยเคร่ืองดนตรที ีใ่ ชส ายเปน ตน กําเนิดของเสยี งดนตรี เชน ซอดวง ซออู จะเข แมว า เครือ่ งดนตรีทน่ี ํามาบรรเลงนั้นจะมีวธิ ีบรรเลงแตกตางกัน เชน สี ดดี หรอื ตี กต็ าม จึงเรยี กวงดนตรปี ระเภทน้ีวา \"วงเครอื่ งสาย\"
71 วงเคร่ืองสายอาจมเี ครอื่ งดนตรีประเภทเครอื่ งเปา เชน ขลุย หรือเครอื่ งกาํ กบั จงั หวะ เชน ฉงิ่กลอง บรรเลงดว ยก็ถอื วาอยใู นวงเครื่องสายเชน กนั เพราะมีเปน จาํ นวนนอยทน่ี ําเขา มารว มบรรเลงดว ยเพอ่ืชวยเพมิ่ รสในการบรรเลงดว ยเพอ่ื ใหน า ฟงมากยงิ่ ขนึ้ วงเครอ่ื งสายเกิดขึ้นในสมัยอยธุ ยา ซ่งึ มีเครอ่ื งสี คือ ซอ เครอื่ งดดี คอื จะเข และกระจบั ป ผสมในวง ปจ จุบนั วงเคร่ืองสายมี 4 แบบ คือ 1. วงเคร่ืองสายไทยเครอ่ื งเด่ยี ว เปน วงเครื่องสายทม่ี เี ครอ่ื งดนตรีผสมเพียงอยางละ 1 ช้ิน เรยี กอีกอยางหน่ึงวา วงเคร่ืองสายไทยวงเล็ก เครื่องดนตรที ีผ่ สมอยใู นวงเครอ่ื งสายไทยเครอื่ งเดี่ยวนี้นับวา เปนสิ่งสําคัญและถือเปน หลกั ของวงเครื่องสายไทยทีจ่ ะขาดสิง่ หนง่ึ สิ่งใดเสยี ไมไ ด เพราะแตละสง่ิ ลวนดาํ เนินทํานองและมีหนา ท่ีตาง ๆ กัน เมือ่ ผสมเปนวงขึ้นแลว เสยี งและหนา ท่ขี องเครื่องดนตรีแตละอยางกจ็ ะประสมประสานกนั เปน อนั ดี เคร่ืองดนตรที ี่ผสมอยูในวงเคร่อื งสายไทยเครอ่ื งเด่ยี วซง่ึ ถอื เปน หลัก คอื 1. ซอดวง เปน เครื่องสที ี่มีระดบั เสียงสูงและกระแสเสยี งดัง มีหนาที่ดําเนนิ ทํานองเพลงเปนผนู ําวง และเปนหลกั ในการดาํ เนินทาํ นอง 2. ซออู เปนเครื่องสที ่มี รี ะดบั เสยี งทุม มหี นา ทด่ี าํ เนนิ ทาํ นองหยอกลอ ย่วั เยา กระตนุ ใหเกิดความครกึ ครน้ื สนกุ สนานในจําพวกดาํ เนินทาํ นองเพลง 3. จะเข เปนเคร่ืองดีดดาํ เนนิ ทํานองเพลงเชน เดยี วกบั ซอดว ง แตมวี ธิ ีการบรรเลงแตกตางออกไป 4. ขลุยเพียงออซงึ่ เปนขลยุ ขนาดกลาง เปน เคร่ืองเปาดําเนินทาํ นองโดยสอดแทรกดวยเสียงโหยหวนบาง เกบ็ บาง ตามโอกาส 5. โทนและรํามะนา เปนเครอ่ื งตที ีข่ งึ หนังหนา เดยี ว และทง้ั 2 อยา งจะตอ งตใี หส อดสลบัรบั กนั สนิทสนมผสมกลมกลืนเปน ทาํ นองเดยี วกนั มหี นา ทีค่ วบคมุ จงั หวะหนา ทับ บอกรสและสําเนียงเพลงในภาษาตา ง ๆ และกระตนุ เรงเรา ใหเ กดิ ความสนกุ สนาน 6. ฉิ่ง เปนเครอ่ื งตี มีหนา ทคี่ วบคุมจงั หวะยอยใหก ารบรรเลงดาํ เนินจงั หวะไปโดยสมาํ่ เสมอ หรือชา เร็วตามความเหมาะสมเคร่อื งดนตรใี นวงเครอื่ งสายไทยเคร่อื งเด่ยี วอาจเพม่ิ เครอื่ งที่จะทาํใหเกิดความไพเราะเหมาะสมไดอกี เชน กรับและฉาบเล็กสาํ หรับตีหยอกลอย่ัวเยา ในจําพวกกาํ กับจังหวะโหมง สาํ หรบั ชวยควบคุมจังหวะใหญ 2. วงเครอื่ งสายไทยเครอื่ งคู คําวา เครือ่ งคู ยอ มมคี วามหมายชัดเจนแลววาเปนอยา งละ2 ชน้ิ แตสาํ หรับการผสมวงดนตรจี ะตอ งพิจารณาใครค รวญถึงเสยี งของเคร่ืองดนตรีทจี่ ะผสมกนั นนั้ วา จะบงั เกิดความไพเราะหรอื ไมอ กี ดวย เพราะฉะนนั้ วงเคร่ืองสายไทยเครอ่ื งคจู งึ เพิ่มเครือ่ งดนตรีในวงเครอ่ื งสายไทยเครือ่ งเดีย่ วขนึ้ เปน 2 ชิ้น แตเ พยี งบางชนิด คอื 1. ซอดว ง 2 คนั แตทาํ หนาท่ผี นู าํ วงเพียงคันเดยี ว อกี คนั หนง่ึ เปนเพียงผชู วย
72 2. ซออู 2 คัน ถา สเี หมือนกันไดกใ็ หด ําเนินทาํ นองอยา งเดยี วกนั แตถา สเี หมอื นกนั ไมไดกใ็ หคันหนงึ่ หยอกลอ หาง ๆ อกี คันหน่งึ หยอกลอ ยัว่ เยา อยางถี่ หรอื จะผลดั กันเปนบางวรรคบางตอนก็ได 3. จะเข 2 ตวั ดําเนนิ ทํานองแบบเดยี วกัน 4. ขลยุ 2 เลา เลาหนึ่งเปนขลุยเพียงอออยางในวงเครอื่ งสายไทยเคร่อื งเดี่ยวสวนเลาทเ่ี พิ่มขึ้นเปนขลยุ หลีบซ่ึงมีขนาดเลก็ กวาขลุยเพียงออ และมเี สียงสงู กวาขลยุ เพยี งออ 3 เสียง มีหนา ท่ีดาํ เนินทํานองหลบหลกี ปลกี ทางออกไป ซงึ่ เปน การยว่ั เยา ไปในกระบวนเสยี งสูงสําหรับโทนราํ มะนา และฉงิ่ ไมเ พ่มิ จาํ นวน สว นฉาบเลก็ และโหมง ถาจะใชก ็คงมจี ํานวนอยางละ 1 ชิ้นเทาเดมิ ตั้งแตโบราณมา วงเคร่อื งสายไทยมีอยา งมากก็เพยี งเครอ่ื งคดู งั กลาวแลวเทานน้ั ในสมัยหลังไดม ผี คู ดิ ผสมวงเปน วงเคร่อื งสายไทยวงใหญ ขน้ึ โดยเพ่ิมเครือ่ งบรรเลงจาํ พวกดาํ เนนิ ทํานอง เชนซอดวง ซออู และขลยุ ขนึ้ เปนอยางละ 3 ชนิ้ บา ง 4 ชิน้ บา ง การจะผสมเครื่องดนตรชี นิดใดเขา มาในวงนน้ัยอมกระทาํ ได ถา หากเครอ่ื งดนตรีน้นั มีเสียงเหมาะสมกลมกลนื กบั เครอ่ื งอื่น ๆ แตจะเพ่ิมเติมในสวนเครอื่ งกํากับจังหวะ เชน โทน รํามะนา ฉ่งิ ฉาบ และโหมง ไมได ไดแตเปลย่ี นเปน อยางอ่นื ไป เชน ใชกลองแขกแทนโทน รํามะนา 3. วงเครอ่ื งสายผสม เปนวงเครือ่ งสายท่ีนาํ เอาเครอ่ื งดนตรีตางชาตเิ ขามารวมบรรเลงกับเครื่องสายไทย การเรียกช่อื วงเครือ่ งสายผสมน้นั นยิ มเรียกตามช่อื ของเคร่อื งดนตรตี างชาตทิ นี่ าํ เขามารวมบรรเลงในวง เชน นาํ เอาขมิ มารว มบรรเลงกับ ซอดว ง ซออู ขลุย และเครือ่ งกาํ กบั จังหวะตา ง ๆ แทนจะเข ก็เรยี กวา \"วงเคร่อื งสายผสมขมิ \" หรือนาํ เอาออรแ กนหรอื ไวโอลินมารว มบรรเลงดว ยกเ็ รียกวา \"วงเครือ่ งสายผสมออรแ กน\" หรอื \"วงเคร่ืองสายผสมไวโอลิน\" เครือ่ งดนตรตี า งชาติที่นยิ มนาํ มาบรรเลงเปนวงเคร่ืองสายผสมนน้ั มมี ากมายหลายชนดิ เชน ขิม ไวโอลนิ ออรแ กน เปย โนหบี เพลงชัก แอคคอรเ ดียน 4. วงเครือ่ งสายปช วา คือ วงเครอื่ งสายไทยทง้ั วงบรรเลงประสมกับวงกลองแขกโดยไมใชโ ทนและรํามะนา และใชข ลุย หลบี แทนขลยุ เพียงออกเพื่อใหเ สยี งเขากบั ปชวาไดดีเดมิ เรยี กวา วงกลองแขกเครอ่ื งใหญ วงเคร่อื งสายปช วา นี้เกดิ ขน้ึ ในปลายรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยหู วั การบรรเลงเครอื่ งสายปช วานน้ั นักดนตรจี ะตอ งมไี หวพรบิ และความเชยี่ วชาญในการบรรเลงเปนพิเศษ โดยเฉพาะฉิง่ กาํ กับจงั หวะจะตองเปน คนท่ีมสี มาธดิ ที ี่สดุ จึงจะบรรเลงไดอยา งไพเราะ เพลงที่วงเครื่องสายปช วานิยมใชบ รรเลงเปน เพลงโหมโรง ไดแ ก เพลงเร่ืองชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ เพลงระกํา เพลงสะระหมา แลว ออกเพลงแปลง เพลงออกภาษา แลวกลับมาออกเพลงแปลงอีกครง้ั หนง่ึ
73วงมโหรี วงดนตรไี ทยประเภทหนงึ่ ซ่งึ ประกอบดว ยเคร่อื งดนตรีผสมทง้ั ดดี สี ตี เปา เปนวงดนตรีท่ีใชบรรเลงเพ่ือขบั กลอ ม ไมนิยมบรรเลงในการแสดงใด ๆวงมโหรีมี 5 แบบ คอื 1. วงมโหรีเคร่อื งส่ี เปน วงมโหรีทรี่ วมเอาการบรรเลงพณิ และการขับไม ซึ่งมมี าแตโ บราณเขาดวยกนั เกดิ ขน้ึ คร้งั แรกในสมยั อยธุ ยา มเี ครอ่ื งดนตรี 4 ชิน้ คอื 1.1 ทบั (ปจ จุบันเรยี กวา โทน) เปน เคร่ืองควบคมุ จงั หวะ 1.2 ซอสามสาย 1.3 กระจบั ป 1.4 กรับพวง (ผขู ับรอ งเปน ผูตกี รับพวง) วงมโหรเี ครื่องส่ีนี้เดิมผชู ายเปน ผบู รรเลง ตอ มาเม่อื นิยมฟง มโหรีกันแพรห ลายผมู บี รรดาศักดจ์ิ ึงนิยมใหผ ูหญงิ ฝก หัดบรรเลงบางและไดรบั ความนิยมสบื ตอมา 2. วงมโหรีเครื่องหก คอื วงมโหรเี ครือ่ งสซ่ี ง่ึ เพม่ิ เครื่องดนตรอี กี 2 อยา ง คอื รํามะนา สาํ หรับตีกาํ กบั จงั หวะคกู ับทับ และขลุย (ปจ จบุ ันเรยี กวา ขลยุ เพียงออ) สําหรบั เปา ดําเนนิ ทาํ นอง และเปล่ียนใชฉ ง่ิแทนกรับพวง นบั เปนการบรรเลงท่ีมีเคร่ืองดนตรคี รบทงั้ ดดี สี ตี และเปา เกดิ ขึ้นในตอนปลายสมยั อยธุ ยา 3. วงมโหรเี ครอื่ งเดีย่ ว หรือ มโหรีเครอ่ื งเล็ก คือ วงมโหรีท่ีไดเพมิ่ เครอ่ื งดนตรแี ละเปลย่ี นแปลงมาโดยลาํ ดบั ต้งั แตสมัยรัตนโกสินทรตอนตน ครั้งแรกเพ่มิ ระนาดเอกและฆอ งวง (ภายหลังเรียกวา ฆองกลางหรือฆองมโหร)ี (ดู ฆองมโหรี ประกอบ) ตอมาจงึ ไดเ พ่ิมซอดวงและซออู สวนกระจบั ปน นั้ เปลย่ี นเปนใชจ ะเขแ ทน เน่อื งจากเวลาบรรเลงจะเขวางราบไปกับพื้น ซ่ึงตา งกับกระจับปทตี่ องตั้งดดี ทง้ั นมทใ่ี ชร องรับสายและบงั คบั เสียงก็เรยี งลาํ ดบั มีระยะเหมาะสมกวา กระจับป เวลาบรรเลงจงึ ทาํ ใหใชน ิว้ ดดี ไดสะดวกและแคลว คลอ งกวา นอกจากนีจ้ ะเขย งั สามารถทําเสียงไดดังและทําเสยี งไดมากกวา กระจบั ป
74ปจ จุบันวงมโหรเี คร่ืองเดยี่ วประกอบดวยเครอื่ งดนตรีดงั นี้ 1. ซอสามสาย 1 คัน ทําหนาท่ีคลอเสียงผูขับรอง และบรรเลงดําเนินทํานองรวมในวง 2. ซอดว ง 1 คนั ดําเนนิ ทาํ นองโดยเกบ็ บาง หวานบาง 3. ซออู 1 คนั ดําเนนิ ทาํ นองเปน เชิงหยอกลอ ยวั่ เยาไปกับทาํ นองเพลง 4. จะเข 1 ตวั ดาํ เนินทาํ นองโดยเก็บบาง รัวบาง และเวน หา งบา ง 5. ขลุยเพยี งออ 1 เลา ดําเนินทํานองเกบ็ บาง โหยหวนบาง 6. ระนาดเอก 1 ราง ดําเนินทํานองเกบ็ บา ง กรอบา ง ทําหนา ที่เปนผนู าํ วง 7. ฆอ งวง (เรยี กวา ฆอ งกลางหรอื ฆอ งมโหร)ี 1 วง ดาํ เนินทํานองเนือ้ เพลงเปนหลักของวง 8. โทน 1 ลูก ราํ มะนา 1 ลูก ตีสอดสลับกัน ควบคมุ จงั หวะหนา ทบั 9. ฉิ่ง 1 คู ควบคมุ จังหวะยอย แบง ใหร จู ังหวะหนักเบา 4. วงมโหรีเครือ่ งคู คอื วงมโหรีเครอ่ื งเด่ยี วทไี่ ดเ พมิ่ ระนาดทมุ และฆองวงเล็กเขาในวง ทงั้ นเ้ี นื่องดว ยในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา เจาอยหู ัว วงปพาทยไดเพิ่มระนาดทมุ และฆอ งวงเล็กรวมเรียกวา วงปพ าทยเ ครือ่ งคู วงมโหรจี งึ เพิ่มเครือ่ งดนตรดี งั กลา วบา ง นอกจากนน้ั ยังเพิม่ ซอดว งและซออูข้นึเปนอยางละ 2 คัน เพ่ิมจะเขเ ปน 2 ตัวขลุยนัน้ เดิมมแี ตข ลยุ เพียงออ จงึ เพิ่มขลยุ หลบี อีก 1 เลา สวนซอสามสายกเ็ พิ่มซอสามสายหลีบอีก 1 คัน และเพ่มิ ฉาบเล็กอีก1 คดู ว ย ปจจบุ นั วงมโหรีเครือ่ งคปู ระกอบดว ยเครื่องดนตรดี ังน้ี 1. ซอสามสาย 1 คนั หนาทเ่ี หมอื นในวงมโหรีเคร่ืองเด่ยี ว 2. ซอสามสายหลบี 1 คัน บรรเลงรวมกบั เครือ่ งดําเนินทาํ นองอื่น ๆ 3. ซอดว ง 2 คนั หนา ทเ่ี หมอื นในวงมโหรเี ครอื่ งเดย่ี ว 4. ซออู 2 คนั หนา ท่เี หมอื นในวงมโหรีเครือ่ งเดย่ี ว 5. จะเข 2 ตวั หนาทเ่ี หมือนในวงมโหรเี คร่อื งเดี่ยว 6. ขลยุ เพยี งออ 1 เลา หนาท่ีเหมือนในวงมโหรเี คร่อื งเดยี่ ว 7. ขลยุ หลบี 1 เลา ดําเนนิ ทํานองเกบ็ บา ง โหยหวนบาง สอดแทรกทาํ นองเลน ลอไปทางเสยี งสงู 8. ระนาดเอก 1 ราง หนาทเ่ี หมอื นในวงมโหรเี ครือ่ งเดย่ี ว 9. ระนาดทุม 1 ราง ดาํ เนนิ ทํานองเปนเชงิ หยอกลอ ยั่วเยาใหเ กดิ อารมณครึกคร้นื 10. ฆองวง 1 วง หนา ทีเ่ หมอื นในวงมโหรีเครื่องเดีย่ ว 11. ฆองวงเล็ก 1 วง ดําเนินทาํ นองเก็บถี่ ๆ บาง สะบดั บาง สอดแทรกทาํ นองไปทางเสยี งสูง 12. โทน 1 ลูก ราํ มะนา 1 ลกู หนาทเ่ี หมือนในวงมโหรีเครอื่ งเด่ยี ว 13. ฉ่งิ 1 คู หนา ที่เหมือนในวงมโหรเี ครื่องเดีย่ ว
75 14. ฉาบเลก็ 1 คูวงปพ าทย เปน วงดนตรีไทยประเภทหนงึ่ ทป่ี ระกอบดว ยเครอื่ งเปา คอื ป ผสมกับเครอื่ งตี ไดแ กร ะนาดและฆองวงชนดิ ตา ง ๆ เปน หลกั และยังมเี ครื่องกาํ กับจังหวะ เชน ฉง่ิ ฉาบ กรับ โหมง ตะโพน กลองทัดกลองแขก และกลองสองหนา ปพ าทยน บ้ี างสมัยเรยี กวา \"พิณพาทย\" วงปพาทยมี8 แบบ คอื 1. วงปพ าทยเ ครือ่ งหา เปน วงปพาทยท่ีเปนวงหลกั มจี ํานวนเครื่องดนตรีนอ ยชน้ิ ท่สี ุด ดังน้ี ปใ น 1 เลา ระนาดเอก 1 ราง ฆอ งวงใหญ 1 วง กลองทัด 2 ลูก ตะโพน 1 ลูก ฉิ่ง 1 คู ในบางกรณีอาจใชฉาบ กรับ โหมง ดว ย
76 2. วงปพ าทยเ คร่อื งคู เปน วงปพ าทยท ่ปี ระกอบดว ยเครื่องทาํ ทาํ นองเปนคเู นอ่ื งดวยในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา เจาอยหู ัว ไดมผี ูคดิ เครอื่ งดนตรีเพ่ิมขน้ึ อกี 2 อยาง คอื ระนาดทุม กบัฆองวงเลก็ และนาํ เอาปนอกซึ่งใชใ นการบรรเลงปพ าทยสาํ หรับการแสดงหนงั ใหญสมัยโบราณมารวมเขากับวงปพ าทยเ คร่อื งหาที่มอี ยเู ดมิ วงปพ าทยเ ครอ่ื งคมู เี ครื่องดนตรีดงั นี้ ป 1 คู คอื ปในและปน อก ระนาด 1 คู คือ ระนาดเอกและระนาดทมุ ฆอ งวง 1 คู คือ ฆองวงใหญแ ละฆอ งวงเล็ก กลองทดั 1 คู ตะโพน 1 ลูก ฉง่ิ 1 คู ฉาบเลก็ 1 คู ฉาบใหญ 1 คู โหมง 1 ใบ กลองสองหนา 1 ลูก (บางทใี ชก ลองแขก 1 คู แทน) ในบางกรณีอาจใชก รบั ดวย 3. วงปพาทยเ ครอื่ งใหญ คอื วงปพ าทยเ คร่ืองคทู เ่ี พิ่มระนาดเอกเหลก็ กับระนาดทุม เหลก็ ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระปน เกลา เจา อยูหวั ทรงประดษิ ฐขน้ึ กลายเปน วงปพ าทยทีม่ ีระนาด4 ราง โดยตั้งระนาดเอกเหล็กทร่ี มิ ดานขวามอื และตัง้ ระนาดทมุ เหลก็ ที่รมิ ดานซา ยมอื ซ่งึ นกั ดนตรนี ยิ มเรยี กกนั วา \"เพิ่มหัวทา ย\" วงปพ าทยเ คร่ืองใหญใ นรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูห วั บางวงก็เพ่มิ กลองทัด รวมเปน 3 ใบบาง 4 ใบบาง สว นฉาบใหญน ํามาใชในวงปพ าทยใ นรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัววงปพาทยท้ังเครื่องหา เครอื่ งคู และเครื่องใหญ ถา มกี ารบรรเลงเพลงภาษาจะใชเครื่องดนตรกี าํ กับจังหวะของภาษานนั้ ๆ ดว ย เชน ภาษาเขมร ใช โทน ภาษาจนี ใช กลองจนี กลองตอ ก แตว ภาษาฝรงั่ ใช กลองมรกิ ัน (อเมรกิ นั ) หรือกลองแตรก็ (side drum, snare drum) ภาษาพมา ใช กลองยาว ภาษามอญ ใช ตะโพน เปงมาง
77 4. วงปพาทยน างหงส คอื วงปพ าทยธ รรมดาซึ่งใชบรรเลงทัว่ ไป แตเมอ่ื นาํ มาใชประโคมในงานศพ จะนาํ วงบวั ลอยซง่ึ ประกอบดว ยปช วา 1 เลา กลองมลายู 1 คู และเหมง 1 ใบ ทใี่ ชประโคมในงานศพเขา มาผสม (ดู วงบวั ลอย ประกอบ) โดยตดั ปใ น ตะโพน และกลองทดั ออก ใชปช วาแทนปใ น ใชกลองมลายูแทนตะโพนและกลองทดั สว นเหมง น้ันมีเสยี งไมเหมาะกบั วงปพาทยจ งึ ไมน าํ มาใช ใชแ ตโหมงซึ่งมีอยเู ดิม เรยี กวา \"วงปพ าทยน างหงส\" วงปพ าทยน างหงสใชบรรเลงเฉพาะในงานศพมาแตโบราณกอนวงปพ าทยม อญ สาเหตทุ เ่ี รียกวาปพ าทยนางหงส ก็เพราะใชเพลงเรื่องนางหงส 2 ช้ัน เปนหลกัสาํ คัญในการบรรเลง นอกจากนย้ี งั มวี ิวัฒนาการไปใชบ รรเลงเพลงภาษาตา ง ๆ เรยี กวา \"ออกภาษา\" ดวย 5. วงปพาทยมอญ ประกอบดวยเคร่อื งดนตรที ไี่ ดอ ทิ ธพิ ลมาจากมอญ เชน ฆองมอญปม อญ ตะโพนมอญ และเปง มางคอก ปจจุบันวงปพ าทยม อญมี 3 ขนาด ไดแก 5.1 วงปพ าทยมอญเคร่อื งหา ประกอบดวยปม อญ ระนาดเอก ฆองมอญ ตะโพนมอญ เปงมางคอก และเครอื่ งกาํ กบั จงั หวะ ไดแ ก ฉิง่ ฉาบ โหมง 5.2 วงปพ าทยม อญเคร่ืองคู มีลักษณะเดียวกบั วงปพ าทยมอญเคร่อื งหา แตเพม่ิ ระนาดทุมและฆองมอญวงเลก็ 5.3 วงปพ าทยม อญเครื่องใหญ มีลกั ษณะเดยี วกับวงปพาทยม อญเครื่องคู แตเ พ่มิ ระนาดเอกเหล็กและระนาดทุม เหล็ก วงปพ าทยมอญนนั้ ทจี่ รงิ แลว ใชบรรเลงในโอกาสตา ง ๆ ไดท ้งั งานมงคล เชน งานฉลองพระแกวมรกตในสมัยธนบุรี และงานอวมงคล เชน งานศพ แตต อมานิยมบรรเลงในงานศพ เนอื่ งจากทวงทาํ นองเพลงมอญมีลีลาโศกเศรา โหยหวน ซ่ึงเหมาะกบั บรรยากาศของงาน จนบางทา นนกึ วา ปพาทยมอญใชบรรเลงเฉพาะในงานศพเทา นนั้
78เร่ืองที่ 3 คณุ คา ความงามความไพเราะของเพลง และเคร่อื งดนตรไี ทย มนุษยไดสรางสรรคดนตรขี ึ้นจากภูมิปญ ญาและจนิ ตนาการ เพ่ือนํามาปรุงแตงความสมบรู ณใ นจติ ใจ ซึง่ มผี ลตอ รา งกาย อารมณ และสงั คม ดังนัน้ ดนตรจี งึ มีคุณคาและความงามท้งั ในระดับบุคคล กลุมชน รวมไปถงึ ระดบั ประเทศ ดนตรไี ทยเปนศลิ ปะทบี่ ง บอกถึงความเปนชาติ คุณคา และความงามของดนตรีไทยสามารถพิจารณาไดจ ากบทเพลงท่นี ักประพนั ธเ พลงประพนั ธขึ้น มีทว งทาํ นองตามโครงสรางของระบบเสียงเน้ือรองทร่ี อยเรียงกนั อยา งสละสลวย มนี ักดนตรีทําหนาที่ถายทอดบทเพลง โดยใชระบบวิธีบรรเลงเครื่องดนตรที มี่ ีความหลากหลาย มวี ิธีขับรองที่กลมกลืนกัน และมีเคร่ืองดนตรีซึ่งมีรูปแบบเฉพาะสวยงามไดสัดสวน คณุ คา และความงามทป่ี รากฏอยใู นกจิ กรรมทางสงั คมไทย ปรากฏอยใู นสังคมไทย ดังนี้ 1) คณุ คา และความงามของดนตรไี ทยท่ีเกย่ี วกับพระราชพธิ ี ดนตรีท่ีเกีย่ วกับพระราชพิธี เชน วงปพาทย ใชบรรเลงในงานท่ีพระมหากษัตริยเสด็จทรงบําเพ็ญพระราชกุศลวงกลองแขก ใชบรรเลงในกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค เชนเดียวกับการแหเ รอื ท่ีมีศลิ ปนเหในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารควงขบั ไมใชบรรเลงในพระราชพิธีข้ึนพระอูของพระราชโอรสและพระราชธิดา การประโคมวงปพาทยนางหงสใ นงานพระเมรุ เปน ตน 2) คุณคาและความงามของดนตรีไทยที่เกี่ยวกับศาสนา ดนตรีท่ีเก่ียวกับศาสนา โดยเฉพาะศาสนาท่เี ปน มูลฐานใหเ กดิ ประเพณตี างๆ ของไทยมาตง้ั แตอดีต คือศาสนาพราหมณและพระพุธศาสนาดนตรที ี่เกยี่ วขอ งกบั ศาสนาพราหมณสว นใหญม ีบทบาทในงานพระราชพธิ ี สําหรับงานทเี่ กย่ี วของกบั พระพธุ ศาสนา ทั้งงานมงคลและงานอวมงคลนบั จากอดีตจนถงึ ปจจบุ นั 3) คุณคา และความงามของดนตรีไทยที่เกี่ยวกับกิจกรรมทั่วไป กิจกรรมทั่วไป เชน งานมงคลสมรส งานฉลองความสาํ เรจ็ ของบุคคล เปนตน หรือเม่ือมีการจัดเลี้ยงตางๆ นิยมจัดใหมีวงดนตรีไทยมาบรรเลง เชน วงมโหรี วงเครอ่ื งสาย เปนตน สําหรับงานมงงคลสมรสทมี่ ีการแหขนั หมาก นิยมใชวงกลองยาวและวงแตรวงบรรเลงนํา คุณคา และตามงามของดนตรไี ทยทแี่ สดงออกถึงวฒั นธรรมของไทย จาํ แนกได 2 ดาน คอื 1) ดา นรปู ธรรม เคร่ืองดนตรไี ทยมีทั้งเครอ่ื งดดี เครอ่ื งสี เครอ่ื งตี และเครือ่ งเปา เคร่ืองดนตรีเหลา นคี้ รดู นตรีในอดตี ไดใ ชหลักการในการเลือกเครอ่ื งดนตรีใหมคี วามสอดคลอ งกนั เพอื่ ประสมเปน วงดนตรี
79 2) ดา นนามธรรม รสของเพลงทเ่ี ปน ผลมาจากทํานองเพลงไทย ท่ีเกดิ จการบรรเลง จนกอใหเ กดิ อารมณและความรสู กึ วา เพลงนน้ั มคี วามเสนาะ ไพเราะ สนกุ สนาน เพลดิ เพลินอารมณ โศกเศราการเขา ถงึ คณุ คาและความงามของดนตรไี ทย การเขาถงึ สนุ ทรยี รสในดนตรไี ทย ยอมทําใหพ บคุณคาและความงามของดนตรีไทย สง่ิ นม้ี ีสวนสาํ คญั ท่ที ําใหค นไทยเกดิ ความรสู ึกผกู พัน การเขา ถึงคณุ คาและความงามของดนตรีไทยสามารถทําไดโ ดย 1) การศกึ ษาและทาํ ความเขา ใจเรอ่ื งราวและเน้ือหาสาระตางๆของดนตรีไทย 2) การฟงเพลงไทยดวยความตั้งใจสญั ลกั ษณข องดนตรไี ทย ดนตรีไทยมเี อกลักษณพ ิจารณาได 3 ประการคอื1.วัสดุท่สี ราง เครื่องดนตรีของทุก ๆ ชาตใิ นยคุ เริม่ แรกก็มกั จะใชว สั ดุทม่ี ีอยูใ นถิน่ ของตนมาสรรคส รา งขึ้นแลวจึงคอยวิวัฒนาการตอไป สมัยโบราญทําดวยไมไผ ไมเน้ือแข็ง หนังและกระดูกสัตว เชน ซอดวง สวนกระบอกซอดวงจึงทําดวยงาชางซึ่งเปนส่ิงท่ีสวยงามมาก ซออู ซอสามสาย กะโหลกนั้นทําดวยกะลามะพรา ว ระนาดของไทยทําดวยไมไผซึ่งมีเสียงไพเราะนุมนวลกวาทําดวยไมเนื้อแข็งมาก สวนกลอง ตัวกลองทาํ ดวยไมเนอ้ื แข็งและขึงหนา ดว ยหนงั สัตว เฉพาะกลองท่ีขึงหนังสองหนาตรึงดวยหมุดท่ีเราเรียกกนั วา “กลองทดั ” นนั้ จีนไดเอาอยางไปใชแลวเรียกช่ือวา “นานตังกู” ซึ่งแปลวา “กลองของชาวใต” สว นฆองท้งั ฆอ งโหมงฆอ งวงทําดว ยทองเหลือง2.รูปรา งลักษณะ ในการสรางสรรคส่ิงตางๆ รูปรางลักษณะท่ีจะเห็นวางดงามน้ัน ยอมเปนไปตามจิตใจ นิสัยและสัญชาตญาณท่ีเห็นงามของชาติน้นั ๆ ชนชาติไทยปนผูท่ีมีจิตใจและนิสัยออนโยน มีเมตตากรุณายิ้มแยมแจมใส ศิลปะตางๆของไทยจึงมักจะเปนรูปท่ีเปนเสนโคงออนชอย ที่จะหักมุม 45 องศาน้ันนอยที่สุดและทกุ ๆสิง่ มักจะเปนปลายเรียวแหลม ขอใหพิจารณาดูศิลปะตางๆของไทยเพ่ือเปรียบเทียบ เชน บานไทย จั่วและปนลมออนชอยจนถึง ปลายเรียวแหลม ชอฟาใบระกาของปราสาทราชวังและโบสถวิหารลว นแตออนชอ ยนา ชมสมสว น ลายไทยซึง่ เตม็ ไปดว ย กระหนกตา งๆ กระหนกทุกตัวจะเปน เสนโคงออนสลวยและสะบัดสะบิ้ง จนถึงปลายแหลม เคร่ืองแตงตัวละครรําเปนละครของไทยแท มีมงกุฎและชฎาเรยี วและยอดแหลม อินทรธนูท่ปี ระดบั บากโ็ คงและปลายแหลม ทา ราํ ของละครแขนและมือเม่อื จะงอหรือจะเหยยี ดลว นเปน เสน โคง ตลอดจนปลายนว้ิ มือ ซ่งึ ออ นชอ ยนาดมู าก ทนี ีม้ าดูลักษณะรปู รางของเคร่ืองดนตรีไทย โทน ระนาดเอก ระนาดทมุ สวนสดั เปนเสนโคงและมีปลายแหลมท้งั นัน้ โขนของฆองวงใหญและฆองเลก็ โอนสลวยขน้ึ ไป คลายหลงั คาบา นไทยสวนโขนของคันซอดว งท่เี รยี กวา “ทวนบน” ก็โคง ออนขน้ึ ไปจนปลายคลายกบั โขนเรือพระราชพธิ ขี องไทยโบราณน่คี อื รูปลกั ษณะของดนตรไี ทย3. เสียงของดนตรีไทย
80 เคร่อื งดนตรไี ทยที่สรา งขึน้ มีเจตนาใหไ พเราะ ซ่งึ เปน ไปตามลกั ษณะนิสัย ของชนชาตไิ ทย เสียงซอเสียงขลุย เสียงป เสียงฆอง และเสยี งพิณ ลว นเปน สิง่ ที่ มเี สียงนุมนวล มกี งั วานไพเราะอยางออนหวานเรอ่ื งท่ี 4 ประวัตคิ ุณคาภูมิปญ ญาของดนตรีไทย ดนตรไี ทย เปนศลิ ปะช้นั สูงแขนงหนงึ่ ซ่งึ อยูค กู บั คนไทยมาตลอดประวตั ิศาสตร และถอื วาเปนมรดกทางวฒั นธรรมอนั ทรงคณุ คา ทีส่ ืบทอดกนั มาจนถงึ ทกุ วันน้ี เนือ่ งจากดนตรไี ทยไมม กี ารบันทกึเปน ตัวโนต การเรียนดนตรไี ทยจึงตอ งเรียนดว ยการ \"จาํ \" เทา นัน้ ถงึ แมว าดนตรไี ทยจะไมใ ชตวั โนตสาํ หรบั บรรเลง แตด นตรไี ทยก็มีโนต เหมอื นดนตรีสากลทวั่ ไป เพียงแตด นตรีไทยมแี ตค ีย เมเจอรเ ทา นัน้คือ คีย หรอื Am เพราะดนตรีไทยไมมีชารป หรือแฟลตประโยชนของดนตรไี ทย 1. เปนเครื่องมอื ที่สามารถตอบสนองความตอ งการในการประเทอื งอารมณก ระตนุ ความรสู กึของเราอยางมาก 2. ทาํ ใหมนษุ ยอ ยอู ยา งมีอารมณ ความรูสึก มีเคร่อื งมอื ประเทืองจิตใจ มีความละเอยี ดออ นและเกิดความสขุ ความสนกุ สนาน 3. ทําใหโลกมคี วามสดใส มีสีสนั 4. ทาํ ใหค นฟง รูสึกผอนคลาย จติ ใจเบกิ บานคุณคาในดนตรีท่ีเปนมรดกทางวฒั นธรรม และภูมิปญ ญาไทย 1. วฒั นธรรมทางดนตรีพนื้ บา นภาคกลาง ดนตรพี ื้นบา นภาคกลางสวนใหญประกอบดว ยเคร่อื งดนตรปี ระเภทตี และเปา เรยี กรวมเปน เครือ่ งตเี ปา ซึ่งถอื เปนเครอื่ งประโคมดัง้ เดิมท่เี กา แกที่สดุ และพัฒนาจนกลายเปนวงปพ าทยในปจจบุ นั แตเ ดมิ วงปพ าทยน นั้ ใชปแ ละกลองเปนหลกั ตอ มาใชร ะนาดและฆองวงและเพมิ่ เคร่ืองดนตรีใหมจี ํานวนมากเพ่อื ใหเ สยี งดงั ขนึ้ การบรรเลงวงปพ าทยไ มน ยิ มบรรเลงเพ่อืประกอบการละเลน ตา งๆ แตนิยมบรรเลงในพิธีกรรมการแสดง และการประกวดประชนั เพอื่ ใหเปน ที่ยอมรับของคนในสังคม เพลงบรรเลงของวงปพ าทยประกอบดว ยเพลงโหมโรง เพลงหนาพาทย เพลงเร่ือง เพลงหางเครอ่ื ง และเพลงภาษา เพลงบรรเลงท้ัง 5ประเภทเปนการบรรเลงทีเ่ ปน แบบแผน ไมวาจะบรรเลงเดย่ี วหรือหมู ลวนแตใชแ บบแผนนที้ ้งั ส้นิ เพอ่ื เปนการอวดฝม อื ของนักดนตรนี ั่นเอง ดนตรีพนื้ บานภาคกลางถอื เปนการถายเทระหวางวัฒนธรรมราษฎรกบัวฒั นธรรมหลวง ซ่งึ เปนการผสมผสานจนเกดิ เปน เอกลักษณของวงดนตรีพน้ื บา นภาคกลางทตี่ า งจากภาคอนื่ ๆ
81 2. วฒั นธรรมทางดนตรีพนื้ บานภาคเหนอื เครื่องดนตรพี นื้ บา นภาคเหนือยุคแรกสวนใหญจ ะเปนเครอื่ งดนตรปี ระเภทตี แตเ ดมิ เรียกวา ทอ นไมก ลวง ตอ มาจงึ มกี ารนําหนังมาหุม จนกลายเปน กลองและไดพ ัฒนาเปน เคร่ืองดีดและสี ซง่ึ เกดิ การประดษิ ฐธ นเู พ่อื เปน เครื่องมอื ที่ใชใ นการลา สตั ว โดยการดดีสายหนังใหลกู ดอกปก ลงไปในสง่ิ ตางๆ ตามทีต่ องการ มนษุ ยจ ึงเกดิ การเลียนแบบเสยี งของการดดี สายหนังจนเกดิ เปนเครอื่ งดนตรี เชน พณิ เพยี ะ สะลอ ซึง ซอชนิดตางๆ เปน ตน จากนน้ั มนษุ ยไ ดป ระดษิ ฐเครอ่ื งเปา ขน้ึ เชน ขลยุ และป ซ่ึงเกิดจากการฟงเสยี งกระแสลมทีพ่ ดั ผา นปากปลองคหู าถาํ้ หรอื เสียงลมกระทบทวิ ไผต นไมต า งๆเปน ตน 3. วัฒนธรรมทางดนตรพี น้ื บานภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ วฒั นธรรมทางดนตรพี ืน้ บานภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื แบง ออกเปน 3 กลุม ดังน้ี - ดนตรกี ลมุ วฒั นธรรมหมอลาํ เปน คนกลุมใหญที่สุดในภาคอีสาน มกี ารขับรอ งและเปาแคนประกอบ พณิ เปนเครื่องดนตรที ไี่ ดร บั ความนยิ มรองลงมา จนกระท่งั ปจจุบนั นิยมเลน โปงลางกนัอยางแพรห ลายมากยง่ิ ขน้ึ - ดนตรกี ลุมวฒั นธรรมกนั ตรมึ เปนดนตรขี บั รองที่เรียกวา เจรยี ง ซ่งึ เปน เครือ่ งดนตรขี องชาวสรุ ินทร บุรรี มั ย และศรีสะเกษ - ดนตรกี ลุมวัฒนธรรมโคราช เพลงโคราช เปนการแสดงเชน เดียวกบั ลิเกของภาคกลาง ซงึเปนการขบั รองโตต อบกนั ระหวา งหมอเพลงชายกับหมอเพลงหญงิ 4. วัฒนธรรมทางดนตรพี น้ื บา นภาคใต วัฒนธรรมทางดนตรีพน้ื บานภาคใต ไดแก - วฒั นธรรมทางดนตรีท่เี ก่ียวกบั ส่ิงศักด์ิสทิ ธิ์ ความเชือ่ เร่อื งภตู ผีปศ าจ อํานาจเรน ลบัเพื่อใหเ กิดคณุ ประโยชนอ ยางใดอยา งหน่ึง ไดแก การเลน มะตือรีในหมูชาวไทยมุสลิมและการเลน ตะครมึในหมชู าวไทยพุทธ เปนตน - วัฒนธรรมทางดนตรีทีเ่ ก่ียวของกบั ประเพณี ในบนั้ ปลายของชีวติ เมื่อถึงแกก รรมกอ็ าศัยเครือ่ งดนตรเี ปน เคร่ืองไปสูสคุ ติ ดงั จะเหน็ จากการเลน กาหลอในงานศพเพ่ือออนวอนเทพเจา ใหน าํ รา งของผูเ สยี ชวี ติ ไปสูภพภูมิทด่ี ี - วฒั นธรรมทางดนตรที ่เี ก่ียวของกับการดํารงชีวติ ชาวพน้ื เมอื งภาคใตนยิ มประโคมโพนเปนสัญญาณบอกกลา วแกชาวบา น เพอื่ ใหช าวบา นทราบวา ท่วี ดั มกี ารทําเรอื พระสําหรับใชชกั ลากในเทศการชักพระ - วฒั นธรรมทางดนตรีทเี่ กีย่ วขอ งกบั การเสรมิ สรา งความสามคั คี เชน กรือโตะและบานอชาวบา นจะรว มกนั ทาํ ขนึ้ มาเพอื่ ใชเ ลน สนกุ รว มกนั และใชแ ขง ขนั กับหมบู านอนื่ เปน ตน
82กิจกรรม 1. ใหผเู รยี นอธบิ ายลักษณะของดนตรไี ทย เปน ขอ ๆ ตามทเี่ รยี นมา 2. ใหผ ูเรียนศกึ ษาดนตรีไทยในทองถิ่นของผเู รียน แลว จดบันทกึ ไว จากนนั้ นํามาอภิปรายในช้นัเรียน 3. ใหผูเรียนลองหัดเลน ดนตรไี ทยจากผูร ูแลว นํามาเลน ใหชมในชั้นเรยี น 4. ผูเ รียนมแี นวความคดิ ในการอนุรกั ษด นตรีไทยในทองถนิ่ ของผูเรยี นอยา งไรบา งใหผ ูเ รียนบันทึกเปน รายงานและนําแสดงแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ กนั ในชน้ั เรยี น
83 บทท่ี 3 นาฏศิลปไทยสาระสาํ คัญ 1. ความหมายและความเปน มาของนาฏศิลปไทย 2. นาฏศลิ ปไทยประเภทตา ง ๆ 3. คณุ คาและการอนุรกั ษน าฏศลิ ปไทยผลการเรียนรูทีค่ าดหวงั 1. อธิบายประวตั ิความเปน มาของการแสดงนาฏศลิ ปไ ทยประเภทตา ง ๆ ได 2. มีความรูเกยี่ วกับพนื้ ฐานความงามของนาฏศิลปไทยและแสดงออกไดอยางถกู ตอง 3. แสดงความคดิ เหน็ ความรสู กึ ตอ การแสดงนาฏศลิ ปไ ทยได 4. เขาใจเหน็ คณุ คา ของนาฏศลิ ปไ ทยและบอกแนวทางการอนรุ กั ษน าฏศลิ ปไ ทยไดขอบขา ยเนื้อหา เรอ่ื งที่ 1. ความเปน มาของนาฏศลิ ปไ ทย เรอ่ื งท่ี 2. ประวัตนิ าฏศลิ ปไทย เรอ่ื งท่ี 3. ประเภทของนาฏศลิ ปไทย เร่ืองที่ 4. นาฏยศพั ท เรอ่ื งที่ 5. รําวงมาตรฐาน เร่อื งท่ี 6. การอนุรกั ษน าฏศลิ ปไทย
84เรือ่ งที่ 1 ความเปนมาของนาฏศลิ ปไทย นาฏศิลป คอื ศลิ ปะการรอ งรําทาํ เพลง ที่มนษุ ยเ ปนผูส รา งสรรค โดยประดษิ ฐข ึน้ อยา งประณตีและมแี บบแผน ใหความรู ความบนั เทงิ ซ่ึงเปนพ้นื ฐานสาํ คญั ท่แี สดงใหเห็นถงึ วัฒนธรรมความรุงเรอื งของชาตไิ ดเปนอยางดีความเปน มาของนาฏศิลป นาฏศิลป หรอื ศิลปะแหง การแสดงละครฟอนรํานั้น มคี วามเปนมาทีส่ ําคญั 4 ประการคือ 1.เกิดจากการท่มี นุษยต องการแสดงอารมณทเี่ กิดขึน้ ตามธรรมชาติ ใหปรากฏออกมาโดยมีจดุ ประสงคเพ่ือการสื่อความหมายเปนสาํ คัญเรม่ิ ต้งั แต 1.1 มนษุ ยแสดงอารมณต ามธรรมชาติออกมาตรง ๆ เชน การเสยี ใจกร็ อ งไห ดใี จก็ปรบมอื หรือสงเสยี งหัวเราะ 1.2 มนุษยใ ชกรยิ าอาการเปน การส่ือความหมายใหชัดเจนขน้ึ กลายเปนภาษาทา เชน กวกัมือเขามาหาตวั เอง 1.3 มีการประดษิ ฐค ดิ ทา ทางใหมลี ลี าทีว่ ิจติ รบรรจงขนึ้ จนกลายเปน ทว งทลี ีลาการฟอ นราํ ทงี่ ดงามมลี ักษณะทเ่ี รยี กวา “นาฏยภาษา”หรือ “ภาษานาฏศิลป” ทส่ี ามารถสอื่ ความหมายดวยศลิ ปะแหงการแสดงทาทางทงี่ ดงาม 2. เกดิ จากการทม่ี นษุ ยต อ งการเอาชนะธรรมชาตดิ ว ยวธิ ตี าง ๆ ท่นี ําไปสกู ารปฏิบตั เิ พอื่ บูชาส่งิ ที่ตนเคารพตามลทั ธศิ าสนาของตน ตอมาจงึ เกดิ เปนความเชอื่ ในเรือ่ งเทพเจา ซึง่ ถอื วา เปน สิง่ ศกั ดิ์สิทธิ์ท่ีเคารพบชู า โดยจะเรม่ิ จากวงิ วอนอธษิ ฐาน จนมกี ารประดษิ ฐเครื่องดนตรี ดดี สี ตี เปา ตา ง ๆ การเลนดนตรี การรอ งและการราํ จึงเกดิ ขนึ้ เพอื่ ใหเ ทพเจาเกิดความพอใจมากยิ่งข้ึน 3. เกิดจากการเลน เลียนแบบของมนษุ ย ซ่งึ เปน การเรียนรใู นขน้ั ตน ของมนษุ ย ไปสูการสรางสรรคศิลปะแบบตา ง ๆ นาฏศิลปกเ็ ชนกนั จะเหน็ วา มนษุ ยน ยิ มเลยี นแบบสิง่ ตาง ๆ ทัง้ จากมนษุ ยเ องสังเกตจาก เดก็ ๆ ชอบแสดงบทบาทสมมตุ เิ ปนพอ เปนแมใ นเวลาเลน กัน เชน การเลนตกุ ตา การเลน หมอขา วหมอแกง หรอื เลยี นแบบจากธรรมชาติและส่ิงแวดลอ มตา ง ๆ ทาํ ใหเกดิ การเลน เชน การเลนงกู นิ หางการแสดงระบํามา ระบาํ กาสร ระบาํ นกยูง ( ทรงศกั ด์ิ ปรางคว ัฒนากุล : ม.ป.ป. ) 4. เกดิ จากการท่มี นษุ ยคิดประดษิ ฐห าเครื่องบนั เทงิ ใจ หลังจากการหยุดพกั จากภารกิจประจาํ วนัเรม่ิ แรกอาจเปน การเลานทิ าน นิยาย มีการนาํ เอาดนตรีและการแสดงทา ทางตา ง ๆ ประกอบเปน การรายราํจนถึงการแสดงเปน เร่ืองราว
85 การแสดงโขน ตอน พระรามตามกวางเรื่องท่ี 2 ประวตั นิ าฏศลิ ปไ ทย นาฏศิลปไ ทย คือ ศิลปะแหง การรายรําทเ่ี ปนเอกลกั ษณข องไทย จากการสืบคนประวตั ิความเปน มาของนาฏศิลปไ ทย เปน เร่ืองที่เก่ยี วขอ งและสมั พนั ธก ับประวตั ิศาสตรไ ทย และวฒั นธรรมไทย จากหลกั ฐานที่ยืนยนั วา นาฏศิลปมีมาชานาน เชน การสืบคน ในหลกั ศิลาจารกึ หลักท่ี 4 สมยั กรุงสุโขทัย พบขอความวา “ระบํารําเตนเลนทกุ วัน” แสดงใหเ ห็นวา อยา งนอ ยท่ีสดุ นาฏศลิ ปไ ทย มีอายไุ มนอ ยกวายคุสุโขทยั ขึน้ ไป สรปุ ทีม่ าของนาฏศลิ ปไ ทยไดดงั น้ี 1.จากการละเลน ของชาวบานในทอ งถนิ่ ซ่งึ เปน กิจกรรมเพอ่ื ความบนั เทงิ และความรื่นเรงิ ของชาวบา น ภายหลังจากฤดูกาลเกบ็ เก่ียวขาวแลว ซง่ึ ไมเ พียงเฉพาะนาฏศิลปไ ทยเทา นนั้ ท่ีมปี ระวตั เิ ชนนี้ แตนาฏศลิ ปทัว่ โลกก็มกี าํ เนดิ จากการเลนพื้นเมอื งหรอื การละเลนในทองถ่นิ เมอื่ เกดิ การละเลน ในทองถิ่นการขับรองโตต อบกนั ระหวา งฝายหญงิ และฝา ยชาย ก็เกดิ พอเพลงและแมเ พลงขึ้น จึงเกดิ แมแบบหรอืวิธีการทพี่ ัฒนาสบื เนอื่ งตอ ๆ กันไป
86 2. จากการพฒั นาการรองรําในทอ งถิ่นสูนาฏศิลปในวังหลวง เมื่อเขาสูวงั หลวงก็มกี ารพัฒนารูปแบบใหง ดงามยิ่งขึน้ มหี ลักการ และระเบยี บแบบแผน ประกอบกับพระมหากษตั รยิ ไ ทย ยุคสโุ ขทยัอยุธยา และรัตนโกสินทร ทรงเปน กวีและนกั ประพันธ ดงั น้ันนาฏศิลปร วมท้ังการดนตรไี ทย จงึ มีลักษณะงดงามและประณตี เพราะผแู สดงกาํ ลงั แสดงตอ หนา พระทนี่ ่ัง และตอหนา พระมหากษตั ริยผูทีม่ ีความสามารถในเชิงกวี ดนตรี และนาฏศลิ ปเชน กนั อาจกลาวไดว ากษัตรยิ แทบทุกพระองคท รงเปย มลนดวยความสามารถดา นกวี ศิลปะอยา งแทจ รงิ บางองคมคี วามสามารถดานดนตรเี ปน พิเศษ โดยเฉพาะยคุรตั นโกสินทร พระมหากษตั รยิ ไทยไดแ สดงใหโลกไดป ระจกั ษถงึ ความสามารถดานน้ี กวีและศิลปะ เชนรชั กาลที่ 2 รัชกาลท่ี 6 และพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช ทรงพระปรชี าสามารถดานดนตรจี นเปน ท่ียอมรับของวงการดนตรที ่วั โลก การแสดงชุดเจา เงาะรจนา
87 การแสดงโขนเอกลักษณของนาฏศิลปไทย 1. มที ารําออนชอ ย งดงาม และแสดงอารมณ ตามลักษณะท่ีแทจ ริงของคนไทย ตลอดจนใชล ีลาการเคลอื่ นไหวทด่ี ูสอดคลอ งกนั 2. เคร่ืองแตง กายจะแตกตางกบั ชาตอิ ื่น ๆ มีแบบอยา งของตนโดยเฉพาะ ขนาดยดื หยนุ ไดต ามสมควร เคร่ืองแตง กายบางประเภท เชน เคร่ืองแตงกายยืนเครื่อง การสวมใสจะใชต รงึ ดวยดา ยแทนทจี่ ะเยบ็สําเร็จรปู เปน ตน 3. มเี คร่อื งประกอบจังหวะหรือดนตรีประกอบการแสดง ซง่ึ อาจมีแตทํานองหรือมบี ทรองผสมอยู 4. ถา มคี ํารองหรือบทรองจะเปนคาํ ประพนั ธ สวนมากแลวมลี ักษณะเปน กลอนแปด สามารถนาํ ไปรองเพลงชน้ั เดยี ว หรอื สองช้นั ไดท กุ เพลง คํารอ งนี้ทาํ ใหผูสอนหรือผรู าํ กาํ หนดทาราํ ไปตามบทรอ ง
88 เคร่อื งแตง กายพระเคร่อื งแตง กายนาง
89เรอ่ื งท่ี 3 ประเภทของนาฏศิลปไ ทย นาฏศลิ ปไทย เปนศลิ ปะทรี่ วมศิลปะทกุ แขนงเขาดวยกนั ไดแก โขน ละคร รํา ระบาํ และการเลนพื้นเมือง 1.โขน เปน ศิลปะของการรํา การเตน แสดงเปน เรอื่ งราว โดยมศี ิลปะหลายรูปแบบผสมผสานกันลักษณะการแสดงโขนมีหลายชนดิ ไดแก โขนกลางแปลง โขนนั่งราว โขนโรงใน โขนหนา จอ และโขนฉาก ซ่ึงโขนแตละชนิดมลี กั ษณะทีเ่ ปนเอกลักษณเฉพาะตวั สิ่งสําคญั ทีป่ ระกอบการแสดงโขน คอื บทท่ีใชประกอบการแสดงจากเร่อื งรามเกยี รต์ิ การแตงกายมีหัวโขน สําหรบั สวมใสเวลาแสดงเพ่อื บอกลกั ษณะสาํ คัญ ตัวละครมกี ารพากย เจรจา ขบั รอง และดนตรบี รรเลงดว ยวงปพ าทย ยึดระเบยี บแบบแผนในการแสดงอยา งเครง ครัด การแสดงโขน ตอน ยกรบประวตั ิความเปน มาของโขน โขน เปน การแสดง ทกี่ ลาวกันวา ไดร ับอทิ ธิพลการแสดงมาจากการละเลนของไทยหลายแบบนํามาผสมผสานกนั จนเกดิ การแสดงที่เรยี กวา โขน ดังจะไดก ลา วดังตอ ไปนี้ 1. การแสดงชักนาคดกึ ดําบรรพ ซงึ่ เปน การแสดงตาํ นานของพระนารายณต อนกวนนํา้ อมฤต โดยแบง ผแู สดงออกเปน 2 ฝาย คือ ฝายอสรู กับฝา ยเทวดา และวานร โดยอสรู จะเปน ผชู ักอยดู านหวั สวนเทวดาและวานร ชกั อยูดา นลา ง ใชพญานาคเปนเชอื ก เขาพระสเุ มรเุ ปนแกนกลาง การแสดงแนวคิดนี้เชอ่ื
90วาเปน ตนเหตใุ หม ีการพฒั นาแบง ผูแสดง เคร่อื งแตงกาย และนาํ แบบอยางมาเปนรปู แบบการแสดงโขนไดแ กก ารแตง กาย เทวดา ยกั ษ ลงิ 2. กระบี่ กระบอง เปน การแสดงศิลปะการตอสูปองกนั ตวั ดว ยยุทธวิธี เปน ศิลปะที่ชาวไทยทกุคนตองเรยี นรูและปองกนั ตนเอง และประเทศชาติ กระบวนทา ตา ง ๆ น้นั เชื่อวา โขนคงรบั มาในทา ทางของการตอ สขู องตวั แสดง 3. หนังใหญ เปน มหรสพของไทยในอดตี ใชหนงั วัวฉลุเปนภาพตวั ละครตาง ๆ เวลาแสดงจะใหแสงสอ งตัวหนงั เกิดเงาท่ีงดงามบนจอผา ขาว จดุ เดนของหนังใหญ คอื การเตน ของผูเชิดตัวหนังไปตามจงั หวะของดนตรี เรยี กวา หนา พาทย และบทเจรจา ดงั นน้ั โขน นา จะไดร ับอทิ ธิพลการพากย และเจรจาจากการแสดงหนังใหญ เรอ่ื งท่ีแสดง จะใชวรรณคดที ี่ไดร ับอทิ ธิพลมาจากอินเดยี คอื รามเกียรติ์ วรี กษตั รยิ ช าวอารยนั คือพระราม ทเี่ ปน ตวั เอกของเร่ือง หนงั ใหญประเภทของโขน โขน เปนศลิ ปะการแสดงทีม่ ีการพฒั นา และเปลย่ี นแปลงไปตามสภาพทางสังคม ขนบธรรมเนยี มประเพณี ทําใหเ กิดรปู แบบของโขน หลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบง ประเภทตามลกั ษณะองคประกอบของการแสดง ดงั นี้
91 1.1 โขนกลางแปลง เปน โขนทแ่ี สดงกลางสนาม ใชธ รรมชาติ เปนฉากประกอบ นยิ มแสดงตอนที่มีการทาํ ศกึ สงคราม เพราะจะตองใชต วั แสดงเปนจํานวนมาก และตองการแสดงถงึ การเตน ของโขน การเคลื่อนทพั ของทง้ั สองฝาย การตอสู ระหวางฝายพระราม พระลกั ษณ พลวานร กับฝา ยยกั ษ ไดแกทศกัณฑ ภาพโขนกลางแปลง 1.2 โขนโรงนอก หรอื โขนน่งั ราว เปน โขนที่มวี วิ ฒั นาการมาจากโขนกลางแปลง หากเปลย่ี นสถานทแี่ สดงบนโรง มรี าวไมไ ผข นาดใหญอยูดานหลงั สาํ หรบั ตวั โขน นัง่ แสดง รปู แบบของการแสดงดําเนนิ เรื่องดว ยการพากยแ ละเจรจา โขนโรงนอกหรอื โขนนั่งราว
92 1.3 โขนโรงใน เปนการนําเอารูปแบบการแสดงโขนโรงนอก มาผสมผสานกับการแสดงละครใน ท่ีมกี ารขบั รอ ง และการรา ยราํ ของผูแสดง ดําเนนิ เร่อื งดว ยการพากย เจรจา มกี ารขบั รอง ประกอบทา รําเพลงระบําผสมผสานอยูดว ย ภาพโขนโรงใน 1.4 โขนหนา จอ ไดแก โขนท่ีใชจ อหนงั ใหญเปนฉากประกอบการแสดง กลาวคอื มจี อหนังใหญเปน ฉาก ทด่ี านซายขวาเขียนรปู ปราสาท และพลับพลาไวท ้งั สองขา ง ตัวแสดงจะออกแสดงดา นหนา ของจอหนังดําเนนิ ดว ยการพากย เจรจา ขบั รอง รวมทงั้ มกี ารจัดระบาํ ฟอนประกอบดว ย โขนหนา จอ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133