Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สมชาติ เกตุพันธ์

สมชาติ เกตุพันธ์

Published by วิทย บริการ, 2022-07-08 02:57:27

Description: สมชาติ เกตุพันธ์

Search

Read the Text Version

46 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงตาแหน่งทีเ่ รียกชอื่ อย่างอ่ืน เทยี บกบั ตาแหน่ง 10. ผชู้ ่วยผพู้ พิ ากษาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ใน ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ห รื อ ผู้ 11. ผชู้ ว่ ยผู้พิพากษาศาลฎกี าแผนกคดีภาษีอากร พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 12. ผูช้ ่วยผูพ้ พิ ากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา ใน ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ห รื อ ผู้ และการค้าระหวา่ งประเทศ พพิ ากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 13. ผ้ชู ว่ ยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย ใน ศ าล อุ ท ธ รณ์ ห รือ ในศาลอทุ ธรณห์ รอื ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 14. ผชู้ ่วยผพู้ ิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งในศาลฎีกา ผพู้ พิ ากษาหวั หนา้ คณะ ในศาลอทุ ธรณ์หรือ 15. ผชู้ ว่ ยผพู้ ิพากษาศาลฎีกาแผนกคดสี ิ่งแวดลอ้ ม ผพู้ พิ ากษาศาลอุทธรณ์ ในศาลอทุ ธรณห์ รือผู้พิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 16. ผู้ชว่ ยผูพ้ ิพากษาศาลฎีกาแผนกคดพี าณิชย์ ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ คณะ และเศรษฐกิจ ใน ศ าล อุ ท ธ รณ์ ห รือ ผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณ์ 17. ผชู้ ว่ ยผู้พิพากษาศาลฎกี า ผูพ้ พิ ากษาหวั หนา้ คณะ ใน ศ าล อุ ท ธ รณ์ ห รือ 18. ผู้พพิ ากษาหัวหน้าศาลประจากองผ้ชู ่วยผ้พู ิพากษา ผูพ้ ิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ศาลฎีกา ผู้พพิ ากษาหวั หน้าศาล

47 ตาแหน่งทเ่ี รียกชอ่ื อยา่ งอืน่ เทยี บกับตาแหนง่ 19. ผู้พพิ ากษาศาลช้นั ต้นประจากองผูช้ ่วยผพู้ พิ ากษา ผพู้ พิ ากษาศาลช้ันตน้ ศาลฎีกา 20. ผู้พิพากษาหวั หนา้ ศาลประจากองผู้ชว่ ยผพู้ พิ ากษา ผู้พพิ ากษาหัวหนา้ ศาล ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมือง ในศาลฎีกา ผู้พพิ ากษาศาลชั้นต้น 21. ผู้พิพากษาศาลชน้ั ต้นประจากองผู้ชว่ ยผู้พิพากษา ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมือง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลฎกี า ใน ศ าล อุ ท ธ รณ์ ห รือ 22. เลขานุการศาลฎีกา ผพู้ พิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 23. รองเลขานุการศาลฎกี า หรือผู้พพิ ากษาหวั หนา้ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ศาล สานกั งานเลขานกุ ารคณะกรรมการวินจิ ฉยั ชี้ขาดอานาจหนา้ ท่รี ะหวา่ งศาล ตาแหน่งที่เรยี กชอ่ื อย่างอน่ื เทียบกับตาแหนง่ 1. ผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณป์ ระจาสานกั งานเลขานุการ ผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณ์ คณะกรรมการวินจิ ฉัยชีข้ าดอานาจหน้าทร่ี ะหวา่ งศาล ผู้พพิ ากษาหวั หนา้ ศาล 2. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจาสานักงานเลขานกุ าร ผู้พพิ ากษาศาลช้นั ต้น คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยช้ีขาดอานาจหน้าทร่ี ะหวา่ งศาล 3. ผู้พิพากษาศาลชัน้ ต้นประจาสานกั งานเลขานกุ าร คณะกรรมการวนิ ิจฉยั ชขี้ าดอานาจหนา้ ท่รี ะหวา่ งศาล

48 สานกั ประธานศาลฎีกา ตาแหน่งทเี่ รียกชื่ออย่างอื่น เทยี บกบั ตาแหนง่ 1. ผู้พพิ ากษาหัวหนา้ คณะในศาลอุทธรณ์ ผ้พู ิพากษาหัวหนา้ คณะ ในศาลอุทธรณ์ ประจาสานักประธานศาลฎกี า ผู้พพิ ากษาศาลอุทธรณ์ 2. ผ้พู พิ ากษาศาลอุทธรณป์ ระจาสานกั ประธานศาลฎกี า ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ ศาล 3. ผพู้ ิพากษาหัวหน้าศาลประจาสานักประธานศาลฎีกา ผู้พพิ ากษาศาลชน้ั ต้น 4. ผู้พิพากษาศาลชั้นตน้ ประจาสานักประธานศาลฎกี า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 5. เลขาธิการประธานศาลฎกี า ในศาลอุทธรณห์ รอื ผพู้ พิ ากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 6. รองเลขาธิการประธานศาลฎกี า หรือผู้พพิ ากษาหวั หนา้ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ศาล ศาลอทุ ธรณแ์ ละอทุ ธรณภ์ าค ตาแหน่งที่เรียกช่อื อย่างอน่ื เทยี บกับตาแหนง่ 1. ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครวั รองประธานศาล อุทธรณ์ ในศาลในอุทธรณห์ รือศาลอทุ ธรณ์ภาค หรือศาลอทุ ธรณภ์ าค องประธานศาลอทุ ธรณ์ 2. ประธานแผนกคดลี ม้ ละลายในศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหนา้ ศาล 3. ผู้ชว่ ยผูพ้ ิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ผู้พิพากษาหวั หน้าศาล แผนกคดเี ยาวชนและครอบครัว ผพู้ พิ ากษาหวั หน้าศาล 4. ผชู้ ว่ ยผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณแ์ ผนกคดีล้มละลาย 5. ผชู้ ่วยผู้พพิ ากษาศาลอทุ ธรณห์ รอื ศาลอทุ ธรณ์ภาค

49 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงตาแหน่งทีเ่ รียกชื่ออย่างอืน่ เทียบกับตาแหนง่ 6. ผพู้ พิ ากษาหวั หน้าศาลประจากองผ้ชู ว่ ยผพู้ ิพากษา ผู้พพิ ากษาหวั หน้าศาล ศาลอทุ ธรณห์ รือศาลอุทธรณภ์ าค ผพู้ พิ ากษาศาลช้ันต้น 7. ผู้พพิ ากษาศาลชนั้ ต้นประจากองผู้ชว่ ยผ้พู พิ ากษา ศาลอทุ ธรณ์หรือศาลอทุ ธรณภ์ าค ผพู้ พิ ากษาศาลอุทธรณ์ 8. เลขานกุ ารศาลอทุ ธรณห์ รือศาลอทุ ธรณ์ภาค หรอื ผ้พู พิ ากษาหัวหนา้ ศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล 9. รองเลขานุการศาลอทุ ธรณห์ รือศาลอุทธรณภ์ าค หรือผู้พพิ ากษาศาล ชนั้ ตน้ ศาลชัน้ ตน้ เทียบกับตาแหนง่ ตาแหนง่ ที่เรยี กชื่ออย่างอน่ื ผู้พิพากษาหวั หนา้ ศาล 1. เลขานกุ ารศาลแพง่ หรอื ผู้พพิ ากษาศาลช้นั ต้น ผู้พพิ ากษาหวั หน้าศาล 2. เลขานกุ ารศาลอาญา หรอื ผูพ้ พิ ากษาศาลชนั้ ต้น ผ้พู ิพากษาหัวหนา้ ศาล 3. เลขานกุ ารศาลแพง่ กรุงเทพใต้ หรอื ผพู้ พิ ากษาศาลช้ันตน้ ผู้พิพากษาหัวหนา้ ศาล 4. เลขานุการศาลอาญากรุงเทพใต้ หรอื ผู้พิพากษาศาลชน้ั ตน้ ผู้พิพากษาหวั หน้าศาล 5. เลขานกุ ารศาลแพ่งธนบุรี หรอื ผพู้ ิพากษาศาลช้นั ต้น ผพู้ พิ ากษาหวั หน้าศาล 6. เลขานกุ ารศาลอาญาธนบุรี หรอื ผพู้ พิ ากษาศาลชน้ั ต้น

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 50 เทียบกบั ตาแหน่ง ผูพ้ ิพากษาหวั หนา้ ศาล ตาแหนง่ ที่เรียกชื่ออยา่ งอนื่ หรือผ้พู ิพากษาศาลชั้นต้น 7. เลขานกุ ารศาลเยาวชนและครอบครวั กลาง ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ ศาล หรอื ผู้พิพากษาศาลช้นั ตน้ 8. เลขานุการศาลยุติธรรมประจาภาค เทยี บกับตาแหนง่ ศาลชานญั พเิ ศษ อธบิ ดีผู้พิพากษาศาล ศาลแรงงานกลางและศาลแรงงานภาค ช้นั ตน้ ตาแหนง่ ทีเ่ รยี กช่อื อย่างอ่นื อธบิ ดีผพู้ ิพากษาศาล ชัน้ ตน้ 1. อธิบดีผ้พู ิพากษาศาลแรงงานกลาง รองอธิบดีผพู้ พิ ากษา ศาลชน้ั ต้น 2. อธบิ ดีผู้พพิ ากษาศาลแรงงานภาค รองอธิบดีผพู้ พิ ากษา ศาลชน้ั ต้น 3. รองอธบิ ดผี พู้ ิพากษาศาลแรงงานกลาง ผพู้ ิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลชัน้ ตน้ 4. รองอธบิ ดผี ู้พพิ ากษาศาลแรงงานภาค ผพู้ พิ ากษาหวั หน้าคณะ ในศาลช้ันต้น 5. ผู้พิพากษาหวั หนา้ คณะในศาลแรงงานกลาง ผพู้ ิพากษาศาลช้นั ตน้ ผู้พพิ ากษาศาลช้นั ตน้ 6. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค ผู้พิพากษาหวั หนา้ ศาล หรอื ผูพ้ พิ ากษาศาลชนั้ ต้น 7. ผพู้ พิ ากษาศาลแรงงานกลาง 8. ผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 9. เลขานุการศาลแรงงานกลาง

51 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงศาลภาษีอากรกลาง เทียบกับตาแหนง่ อธบิ ดีผพู้ ิพากษาศาล ตาแหนง่ ที่เรียกชอ่ื อยา่ งอน่ื ชั้นต้น 1. อธบิ ดผี พู้ พิ ากษาศาลภาษีอากรกลาง รองอธิบดผี พู้ พิ ากษา ศาลช้ันต้น 2. รองอธิบดผี ู้พิพากษาศาลภาษอี ากรกลาง ผ้พู พิ ากษาหวั หนา้ คณะ ในศาลชั้นต้น 3. ผู้พพิ ากษาหวั หนา้ คณะในศาลภาษีอากรกลาง ผพู้ ิพากษาศาลชนั้ ต้น ผพู้ ิพากษาหัวหนา้ ศาล 4. ผู้พิพากษาศาลภาษอี ากรกลาง ห รือ ผู้ พิ พ ากษ าศ าล 5. เลขานกุ ารศาลภาษอี ากรกลาง ชั้นตน้ ศาลทรพั ยส์ ินทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง เทยี บกับตาแหน่ง ตาแหนง่ ท่เี รียกชือ่ อย่างอืน่ อธิบดผี ูพ้ พิ ากษาศาล ชั้นตน้ 1. อธิบดีผูพ้ ิพากษาศาลทรพั ย์สนิ รองอธบิ ดผี ู้พพิ ากษา ทางปญั ญาและการค้าระหวา่ งประเทศกลาง ศาลชน้ั ตน้ ผูพ้ พิ ากษาหวั หนา้ คณะ 2. รองอธิบดีผู้พพิ ากษาศาลทรัพย์สิน ในศาลชนั้ ต้น ทางปัญญาและการค้าระหวา่ งประเทศกลาง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น 3. ผพู้ พิ ากษาหวั หน้าคณะในศาลทรพั ย์สนิ ผพู้ พิ ากษาหวั หนา้ ศาล ทางปญั ญาและการค้าระหวา่ งประเทศกลาง หรือผู้พพิ ากษาศาลชั้นต้น 4. ผ้พู ิพากษาศาลทรัพย์สินทางปญั ญา และการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง 5. เลขานกุ ารศาลทรัพยส์ นิ ทางปัญญา และการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง

52 ศาลล้มละลายกลาง ตาแหน่งที่เรียกช่อื อย่างอื่น เทยี บกับตาแหนง่ 1. อธิบดผี พู้ พิ ากษาศาลลม้ ละลายกลาง อธบิ ดีผูพ้ ิพากษาศาล ชั้นต้น 2. รองอธิบดผี ู้พพิ ากษาศาลล้มละลายกลาง รองอธิบดผี พู้ ิพากษา ศาลชน้ั ต้น 3. ผู้พพิ ากษาหัวหน้าคณะในศาลล้มละลายกลาง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลชัน้ ต้น 4. ผู้พพิ ากษาศาลลม้ ละลายกลาง ผ้พู พิ ากษาศาลช้นั ต้น 5. เลขานกุ ารศาลลม้ ละลายกลาง ผู้พิพากษาหัวหนา้ ศาล มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ห รือ ผู้ พิ พ ากษ าศ าล ชน้ั ต้น 2. ผ้พู พิ ากษาอาวุโส พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 12 บัญญัตวิ า่ “นอกจากตาแหน่งข้าราชการตุลาการตามมาตรา 11 ให้มีตาแหน่งผู้ พิพากษาอาวุโสเพ่ือนั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลช้ันต้นการบรรจุ การแต่งตั้ง การพ้นจาก ตาแหน่ง อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจาตาแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจา ตาแหน่งของผู้พพิ ากษาอาวโุ ส ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ด้วยการนั้น” ดังน้ันต่อมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการ ดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ. 2542 ขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กาหนดให้มีตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลชั้นต้น อกี ตาแหนง่ หน่งึ เพื่อรองรบั ข้าราชการตลุ าการผ้ซู ึ่งมีอายุครบ60 ปบี รบิ รู ณ์มาดารงตาแหนง่

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 53 สาหรับคุณสมบัติของผู้ท่ีจะดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสนั้น เป็นไปตาม มาตรา6 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ. 2542 ซง่ึ กาหนดให้ข้าราชการตุลาการซงึ่ จะดารงตาแหนง่ ผ้พู พิ ากษาอาวุโสตอ้ งเปน็ ผซู้ ่ึงมี อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณก่อนปีงบประมาณท่ีดารงตาแหน่ง หากข้าราชการ ตุลาการผู้ใดไม่ประสงค์จะดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อประธานศาล ฎีกาก่อนส้ินปีงบประมาณท่ีมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน เมื่อประธานศาล ฎีกาได้รับหนังสือแจ้งความไม่ประสงค์จะดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแล้ว ต้องดาเนินการ ให้ขา้ ราชการตุลาการดังกล่าว พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณท่ีผู้น้ันมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ (มาตรา 6) โดยการแต่งต้ังข้าราชการ ตุลาการให้ดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลชั้นต้นใด ให้ประธานศาลฎีกาเสนอรายช่ือผู้ ซ่ึงจะได้รับการแต่งตั้งต่อ ก.ต. เพ่ือให้ความเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว จึงนาความ กราบบังคมทูลเพ่ือทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งต้ังต่อไป (มาตรา 7) เม่ือทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯแต่งตัง้ แล้ว ไมถ่ ือว่าผนู้ ้ันพ้นจากราชการ และอยใู่ นฐานะเปน็ ขา้ ราชการตุลาการซ่ึง ดารงตาแหนง่ ผพู้ พิ ากษาอาวโุ สต่อไป อานาจหน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส บัญญัติไว้ในมาตรา4 วรรคสองแห่ง พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งต้ังและการดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ. 2542 กาหนดให้ผู้พิพากษาอาวุโสมีอานาจหน้าที่ในการนง่ั พิจารณาพิพากษาคดีในศาลช้ันต้น รวมท้ัง มีอานาจตามที่กาหนดไว้ในพระธรรมนญู ศาลยุติธรรมสาหรับผู้พิพากษาคนเดยี ว ตามมาตรา24 และ25 แหง่ พระธรรมนญู ศาลยุตธิ รรม กลา่ วคอื (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายส่ังให้ส่งคนมาจากหรือ ไปยังจังหวดั อน่ื (มาตรา 24 (1)) (2) ออกคาส่ังใด ๆ ซ่ึงมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่ง คดี (มาตรา 24 (2)) (3) ไต่สวนและวินิจฉัยช้ีขาดคาร้องหรือคาขอท่ีย่ืนต่อศาล ในคดที ้งั ปวง (มาตรา 24(1))

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 54 (4) ไต่สวนและมคี าสั่งเก่ยี วกบั วิธีการเพอ่ื ความปลอดภัย (มาตรา 24 (2)) (5) ไตส่ วนมลู ฟ้องและมคี าส่งั ในคดอี าญา (มาตรา 25 (3)) (6) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซ่ึงราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรอื จานวน เงินท่ีฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจานวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดย การตราเป็นพระราชกฤษฎกี า (มาตรา 25 (4)) (7) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกาหนดอัตราโทษอย่าง สูงไว้ให้จาคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ แต่จะลงโทษจาคุก เกนิ หกเดอื น หรือปรบั เกินหนงึ่ หมื่นบาท หรือทั้งจาทัง้ ปรับ ซง่ึ โทษจาคุกหรอื ปรับอย่างใดอย่าง หนง่ึ หรอื ทัง้ สองอย่างเกินอัตราท่กี ล่าวแล้วไม่ได้ (มาตรา 25 (5)) อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งต้ังและการดารงตาแหน่งผู้พิพากษา อาวโุ ส พ.ศ.2542 ไดจ้ ากัดอานาจหนา้ ทขี่ องผ้พู พิ ากษาอาวุโสไวบ้ างประการ กลา่ วคอื (1) จะแต่งตั้งข้าราชการตุลาการซ่ึงดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสไปดารงตาแหน่ง หรือทาการแทนตาแหน่งที่กาหนดไว้ในมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรมมิได้ ตาแหน่งหน้าที่ดังกล่าวได้แก่ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาล อุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้า คณะในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัด ผพู้ พิ ากษาหวั หนา้ ศาลแขวง (มาตรา 10 พระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม) (2) จะส่ังให้ข้าราชการตุลาการซึ่งดารงตาแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสไปช่วยทางาน ชวั่ คราวในตาแหน่งอืน่ หรือส่ังโอนไปเปน็ ข้าราชการฝ่ายอ่ืนมิได้ (3) ผู้พิพากษาอาวุโสไม่มีสิทธิได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ธิ รรม (4) ผู้พิพากษาอาวุโสไม่มีอานาจเสนอความเห็นในการเรียกคืนสานวน หรือการโอน สานวนคดีตามพระธรรมนูญศาลยตุ ธิ รรม มาตรา 33

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 55 3. ดะโต๊ะยุติธรรม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 63 ได้กาหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมซึ่งมีอานาจและหน้าที่ใน การวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและลงลายมือช่ือในคาพิพากษาในคดีแพ่งเก่ียวด้วยเร่ือง ครอบครัวและมรดกของศาลช้ันต้นในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทก์จาเลยหรือเป็นผู้เสนอคาขอในคดีท่ีไม่มีข้อพิพาท ซ่ึงมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และ สตูล พ.ศ. 2489 กาหนดให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทน บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่บทบัญญัติว่าด้วยอายุความมรดก ท้งั นี้ไม่ว่ามูลคดีจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้บังคับพระราชบัญญัติน้ี โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมคน หนึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา คาวินิจฉัยช้ีขาดของดะโต๊ะยุติธรรมใน ข้อกฎหมายอสิ ลามให้เป็นอนั เดด็ ขาดในคดนี นั้ บุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกเพ่ื อบ รรจุและแต่งตั้งเป็ นดะโต๊ะยุติธรรม นั้ น ต้องเปน็ มุสลิม มีคณุ สมบตั ิและไม่มีลักษณะต้องหา้ มดงั ตอ่ ไปนี้ (1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 26 (1) (5) (6) (7) (8) (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 กลา่ วคือ (ก) มสี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ (ข) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเส่ือมเสียหรือบกพร่องใน ศลี ธรรมอนั ดี (ค) ไมเ่ ปน็ ผูม้ ีหน้สี ินล้นพน้ ตัว 3มาตรา6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมไดแ้ ก่ (2) ดะโต๊ะยุติธรรมคือข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอานาจและหน้าที่ ในการวนิ ิจฉยั ชขี้ าดข้อกฎหมายอสิ ลาม...

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 56 (ง) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกส่ังให้พักราชการหรือถูกส่ังให้ ออกจากราชการไว้กอ่ นตามพระราชบัญญัตนิ ห้ี รอื ตามกฎหมายอน่ื (จ) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก จากราชการรฐั วิสาหกจิ หรอื หน่วยงานอ่นื ของรฐั (ฉ) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจาคกุ โดยคาพิพากษาถงึ ที่สุดให้ จาคุก เวน้ แต่เป็นโทษสาหรับความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหุโทษ (ช) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมท่ีจะเป็น ข้าราชการตลุ าการหรอื เปน็ โรคท่รี ะบไุ ว้ในระเบยี บของ ก.ต. (2) มอี ายไุ มต่ ่ากว่าสามสบิ ปบี รบิ ูรณ์ (3) เป็นผู้มีความรู้ในศาสนาอิสลามสามารถที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ข้อกฎหมายอิสลามเกี่ยวด้วยครอบครวั และมรดกได้ และ (4) เป็นผู้มีความรู้ภาษาไทยสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรไม่ต่ากว่า ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น หรอื ทก่ี ระทรวงศึกษาธิการเทยี บไม่ต่ากว่าระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ สาหรับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดารง ตาแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเพ่ือบรรจุแต่งตั้งบุคคลให้ดารงตาแหน่ง และการออกจาก ราชการของดะโต๊ะยุติธรรม พ.ศ. 2547 กล่าวคือ ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคประกาศรับสมัคร มสุ ลิมซงึ่ มีคุณสมบัติดังกลา่ วข้างตน้ เพือ่ ดาเนินการอบรม ทดสอบ คดั เลือก บรรจุ และแต่งตั้ง เป็นดะโต๊ะยุติธรรม จากน้ันอธิบดีผู้พิพากษาภาคจะจัดให้ผู้สมัครได้รับการอบรมในหลัก กฎหมายอิสลาม หน้าที่และจริยธรรมของตุลาการจากคณะกรรมการอบรมซ่ึงสานักงานศาล ยตุ ิธรรมแตง่ ตั้ง และภายหลงั การอบรม ให้คณะกรรมการอบรมทาการทดสอบความรู้ของผู้เข้า รับการอบรมว่ามีภูมิรู้ในหลักกฎหมายอิสลามพอท่ีจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม เก่ยี วด้วยครอบครัวและมรดกและมีความรู้ในหน้าท่ีและจริยธรรมของตุลาการ สมควรจะไดร้ ับ การบรรจุและแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งดะโต๊ะยุติธรรมหรือไม่ แล้วรายงานผลการอบรมและ ทดสอบดงั กล่าวไปยงั อธิบดผี ้พู พิ ากษาภาค

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 57 ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคปรึกษากับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่เก่ียวข้อง แล้ว รายงานผลการอบรมทดสอบ และเสนอชื่อผผู้ า่ นการอบรมและทดสอบซง่ึ อธิบดผี ู้พิพากษาภาค เห็นสมควรจะบรรจุและแต่งตง้ั ให้ดารงตาแหน่งดะโต๊ะยุติธรรมไปยังเลขานุการ ก.ต. ให้เลขานุการ ก.ต.เสนอรายช่ือให้คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ประจาชั้นศาลพิจารณาทาความเห็นเพ่ือประกอบการพิจารณาของ ก.ต. เม่ือได้รับความ เห็นชอบจาก ก.ต. แล้ว ให้นาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งต้ัง ตอ่ ไป เม่ือได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ประธานศาลฎีกาส่ังบรรจุ และแตง่ ต้งั ผู้น้ันให้ดารงตาแหน่งดะโตะ๊ ยตุ ิธรรม 4. ผู้พพิ ากษาสมทบ ผู้พิพากษาสมทบไม่ใช่ข้าราชการตุลาการ ผู้พิพากษาสมทบได้รับการแต่งตั้ง ข้ึนตามพระราชบัญญัตจิ ัดตง้ั ศาลพิเศษและศาลชานัญพิเศษเพ่ือเข้าร่วมเป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับความประสงค์ในการจัดตั้งศาลเหล่านั้น ดังน้ันเม่ือผู้ พิพากษาสมทบมิได้เป็นข้าราชการตุลาการ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษท่ีมีผู้พิพากษา สมทบเปน็ องคค์ ณะจึงกาหนดให้ผพู้ ิพากษาสมทบในศาลดังกล่าวเป็นเจา้ พนกั งานตามประมวล กฎหมายอาญาด้วย ศาลที่มีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ ในอานาจของศาลนั้นได้แก่ ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ ซ่ึงการมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษา คดีของแต่ละศาลมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ดังจะพิจารณาได้จากคุณสมบัติของผู้พิพากษา สมทบและจานวนผู้พิพากษาสมทบทีเ่ ปน็ องค์คณะในการพิจารณา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 58 ประมขุ ในแต่ละศาล ตามมาตรา 8 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกาหนด ให้มีประธานศาลฎีกาประจา ศาลฎีกาหนึ่งคน ประธาน ศาลอุทธรณ์ประจาศาลอุทธรณ์หนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ประจาศาลอุทธรณ์ภาค ศาลละหนึ่งคน และให้มีอธิบดีผู้พิพากษา ศาลช้ันต้นประจาศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรงุ เทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาล ยุติธรรม อื่นท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลนั้นกาหนดให้เป็นศาลช้ันต้น ศาลละ หน่ึงคน กับให้มี รองประธานศาลฎีกาประจาศาลฎีกา รองประธาน ศาลอุทธรณ์ประจาศาลอุทธรณ์ รอง ประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจา ศาลอุทธรณ์ภาค และรองอธบิ ดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้นประจา ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบรุ ี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอ่ืนที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลน้ัน กาหนดให้เป็นศาลช้ันต้น ศาลละหน่ึงคน และในกรณีท่ีมีความ จาเป็นเพ่ือประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาล ยุติธรรม โดยความเหน็ ชอบของประธานศาลฎีกา จะกาหนดให้มี รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้ พิพากษาศาลช้นั ตน้ มากกว่า หนง่ึ คนแต่ไม่เกนิ สามคนกไ็ ด้ (มาตรา 8 วรรคแรก) ในกรณีเมื่อตาแหนง่ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอทุ ธรณ์ ประธาน ศาลอุทธรณภ์ าค หรอื อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้นว่างลง หรือเม่ือ ผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการ ได้ ให้รองประธาน ศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรอง อธบิ ดีผู้พพิ ากษาศาลช้นั ต้น แล้วแตก่ รณี เป็นผู้ทาการแทน ถ้ามีรองประธานศาลฎีกา หรือรอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น หลายคน ให้รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาล ชั้นต้นที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทาการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มี อาวโุ สถัดลงมาตามลาดับเปน็ ผู้ทาการแทน (มาตรา 8 วรรคสอง) ในกรณีที่ไม่มีผู้ทาการแทนประธานศาลฎีกา ประธานศาล อุทธรณ์ ประธานศาล อุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น ตามวรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทาการแทน ถ้าผู้ท่ีมีอาวุโสสูงสุดไม่อาจ ปฏิบัติ ราชการได้ ใหผ้ พู้ พิ ากษาทมี่ ีอาวุโสถดั ลงมาตามลาดับเปน็ ผทู้ าการแทน (มาตรา 8 วรรคสาม)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 59 ในกรณีที่ไม่มีผู้ทาการแทนตามวรรคสาม ประธานศาลฎีกา จะสั่งให้ผู้พิพากษาคน หนึ่งเป็นผู้ทาการแทนกไ็ ด้(มาตรา 8 วรรคส่ี) ผ้พู ิพากษาอาวโุ สหรอื ผ้พู ิพากษาประจาศาลจะเป็นผ้ทู าการแทน ในตาแหนง่ ตามวรรค หนึง่ ไมไ่ ด้ (มาตรา 8 วรรคหา้ ) ในกรณีตาแหน่งประมุขของศาลจังหวัดและศาลแขวงได้บัญญัติ ไว้ในมาตรา 9 โดยได้ บัญญัติให้ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้า ศาล ศาลละหนึ่งคน(มาตรา 8 วรรคแรก) เม่ือตาแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษา หัวหน้าศาลแขวงว่างลง หรือเม่ือผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาล น้นั เป็นผู้ ทาการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลน้ันไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มี อาวุโสถดั ลงมาตามลาดับในศาลน้นั เป็นผทู้ าการแทน(มาตรา 9 วรรคสอง) ในกรณีทไ่ี มม่ ผี ู้ทาการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฏีกาจะ สั่งให้ผพู้ ิพากษาคนหน่ึง เป็นผู้ทาการแทนก็ได้ (มาตรา 9 วรรคสาม)ผู้พพิ ากษาอาวุโสหรอื ผพู้ ิพากษาประจาศาลจะเป็น ผู้ทาการแทน ในตาแหนง่ ตามวรรคหน่งึ ไม่ได้ (มาตรา 9 วรรคส)ี่ ในกรณีท่ีมีการแบ่งสว่ นราชการเปน็ แผนกหรอื หน่วยงานทเ่ี รยี กชื่ออย่างอ่ืนมาตรา 10 ในกรณีท่ีมีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลช้ันต้นออกเป็นแผนกหรือ หน่วยงานท่เี รียก ช่ืออย่างอ่ืน ให้มีผู้พพิ ากษาหวั หน้าแผนกหรือผู้พพิ ากษาหัวหน้า หนว่ ยงานท่ี เรียกชอ่ื อยา่ งอื่น แผนกหรอื หนว่ ยงานละหนึ่งคน เมือ่ ตาแหน่งผูพ้ ิพากษาหวั หน้าแผนกหรอื ผู้พิพากษาหวั หนา้ หน่วยงานทเี่ รยี กช่อื อยา่ ง อ่ืนตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเม่ือผู้ดารง ตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ พิพากษาที่มีอาวุโส สูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทาการ แทน ถ้าผู้ท่ีมีอาวุโสในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกช่ืออย่างอื่นนั้น ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ พิพากษาที่มีอาวโุ สถัดลงมาตามลาดับ ในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรยี กชื่ออยา่ งอ่ืนนั้นเปน็ ผู้ทา การแทนในกรณีท่ไี มม่ ีผทู้ าการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎกี าจะ ส่ังให้ผู้พิพากษาคนหน่ึง เปน็ ผู้ทาการแทนก็ได้ ผพู้ ิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจาศาลจะทาการแทนใน ตาแหน่งตามวรรคหน่ึง ไมไ่ ด้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 60 หนา้ ทขี่ องประมขุ ในแต่ละศาล ตามมาตรา 11 ได้กาหนดให้ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธาน ศาล อุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้า ศาล ต้องรับผิดชอบใน ราชการของศาลให้ เป็ นไป โดยเรียบร้อย และ ให้ มีอานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ด้วย (1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลน้ันหรือเม่ือได้ตรวจสานวนคดีใด แล้วมีอานาจทาความเห็นแย้งได้ (2) ส่ังคาร้องคาขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายว่าด้วยวิธี พจิ ารณาความ (3) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ท่ีกาหนดขึ้นโดย กฎหมายหรือโดย ประการอ่ืนให้เป็นไปโดยถูกต้องเพ่ือให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว (4) ให้คาแนะนาแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเน่ืองใน การปฏิบัติหน้าท่ี ของผู้พิพากษา (5) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการ อันเกี่ยวกับการจัดวาง ระเบยี บและการดาเนนิ งานสว่ นธกุ ารของศาล (6) ทารายงานการคดีและกิจการของศาลสง่ ตามระเบียบ (7) มีอานาจหน้าที่อ่ืนตามกฎ หมายกาหนดให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธาน ศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มอี านาจตาม (2) ด้วย และให้มหี น้าท่ีช่วยประธานศาลฎกี า ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาล อุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่ กรณี ตามท่ีประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลอุทธรณ์ ประธานศาล อุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย และมาตรา 12 ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้า หน่วยงานท่ีเรียกช่ือ อย่างอ่ืนตาม มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ต้องรับ ผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงานท่ีเรียกชื่อ อยา่ งอ่นื ใหเ้ ป็นไป โดยเรยี บร้อยตามที่กาหนดไวใ้ นประกาศคณะกรรมการบรหิ าร ศาลยุติธรรม ท่ีได้จัดต้ังแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชืออย่างอื่นนั้น และต้องปฏิบัติตามคาสั่งของประธาน

61 ศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น หรือผู้ พพิ ากษาหัวหนา้ ศาลนั้น อธิบดีผู้พพิ ากษาภาค ตามมาตรา 13กาหนดให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหน่ึงคน จานวน เก้าภาค มี สถานท่ีต้ังและเขตอานาจตามท่ีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกาหนดโดยประกาศในราช กิจจานเุ บกษา เมื่อตาแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้ พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ใหป้ ระธานศาลฎีกาส่ังให้ผพู้ ิพากษาคนหนง่ึ เปน็ ผทู้ าการแทน ผ้พู พิ ากษาอาวโุ สหรอื ผู้พิพากษาประจาศาลจะเป็นผูท้ าการ แทนในตาแหน่งตามวรรค หน่ึงไมไ่ ด้ ส่วนอานาจหน้าท่ีนั้นตามมาตรา 14 กาหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษา ในศาลท่ีอยู่ ในเขตอานาจด้วยผู้หน่ึง โดยให้มีอานาจและหน้าทต่ี ามทก่ี าหนดไว้ ใน มาตรา 11 วรรคหนง่ึ และให้มีอานาจหน้าท่ดี งั ตอ่ ไปนี้ดว้ ย (1) สั่งให้หัวหนา้ สานกั งานประจาศาลยตุ ิธรรมรายงานเกี่ยวกับ คดี หรอื รายงาน กจิ การอื่นของศาลทีอ่ ยู่ในเขตอานาจของตน (2) ในกรณีจาเป็นจะส่ังให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลที่อยู่ ในเขตอานาจ ของตนไปช่วยทางานช่ัวคราวมีกาหนดไม่เกินสามเดือน ในอีกศาลหน่ึงโดยความยินยอมของ ผพู้ พิ ากษานน้ั กไ็ ด้ แล้วรายงาน ไปยงั ประธานศาลฎีกาทันที มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 62 สรปุ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กาหนดให้ ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพ ใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นทพ่ี ระราชบญั ญัติจดั ตั้ง ศาลนัน้ กาหนดให้เป็นศาลช้ันต้น โดยในแตล่ ะศาล ต่างมีเขตอานาจในแต่ละท้องที่ที่แตกต่างกันไป และตาแหน่งประมุขในแต่ละศาลก็มีช่ือเรียก แตกต่างกันโดยให้มีประธานศาลฎีกาประจาศาลฎีกาหน่ึงคน ประธานศาลอุทธรณ์ประจาศาล อุทธรณ์หน่ึงคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ประจาศาลอุทธรณ์ภาค ศาลละหนึ่งคน และให้มี อธิบดีผู้พิพากษา ศาลชั้นต้นประจาศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรม อื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้น กาหนดให้เป็นศาลชั้นต้นศาลละหนึ่งคน และในศาลจังหวัดและศาลแขวงมรชีตาแหน่งประมุข คือผู้พพิ ากษาหัวหนา้ ศาล คาถามทบทวนความร้บู ทที่ 2 1. ศาลชน้ั ต้นในกรุงเทพมหานครมีศาลใดบา้ ง 2. ศาลอทุ ธรณม์ กี ศ่ี าลอะไรบ้าง 3. ศาลฎีกามกี ่แี ผนกอะไรบ้าง 4. ประมุขของศาลฎีกา ศาลอทุ ธรณ์ และศาลชั้นต้นในกรงุ เทพมหานครมชี ่อื วา่ อะไร 5. ประมขุ ในศาลจังหวดั และศาลแขวงมชี ่อื วา่ อะไร 6. หากตาแหน่งประมุขในศาลชั้นต้นในเขตกรุงเทพมหานครว่างลง หรือไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ บคุ คลใดเป็นผ้มู อี านาจกระทาการแทนไดบ้ า้ ง 7. หากตาแหน่งประมุขในศาลช้ันต้นในศาลจังหวัดและศาลแขวงว่างลง หรือไม่อาจ ปฏบิ ตั ริ าชการได้ บคุ คลใดเปน็ ผ้มู ีอานาจกระทาการแทนได้บา้ ง 8. บคุ คลใดไมม่ ีอานาจกระทาการแทนตาแหน่งประมุข 9. ประธานศาลฎีกามอี านาจอะไรบา้ ง 10. อธิบดีผู้พพิ ากษาภาคมีก่ภี าค อะไรบา้ ง

63 เอกสารอ้างองิ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์เนติบัณฑิตยสภา.(2554).รวมจุลสารข่าวเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2554.กรุงเทพฯ:สานักพมิ พ์พลสยามพริน้ ต้ิง(ประเทศไทย) สุทธิวาทนฤพฒุ ิ,หลวง.(2504).ประวัติศาสตร์กฎหมาย.กรงุ เทพมหานคร:โรงพมิ พ์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ 64

65 บทที่ 3 เขตอานาจศาล มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงแผนบริหารการสอนประจาบทที่ 3 หัวข้อเนื้อหา 1. เขตอานาจศาล 2.เขตอานาจศาลชน้ั ต้น 3.เขตอานาจศาลอทุ ธรณ์ 4.เขตอานาจศาลฎกี า 5. การโอนคดี วตั ถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.อธบิ ายถงึ เขตอานาจศาลได้ 2.อธบิ ายถงึ เขตอานาจศาลชนั้ ต้นได้ 3.อธิบายถึงเขตอานาจศาลอทุ ธรณไ์ ด้ 4.อธบิ ายถึงเขตอานาจศาลฎกี าได้ 5.อธิบายถงึ การโอนคดไี ด้ วิธีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจาบท 1.วิธีการสอน 1.1 วธิ ีการสอนแบบบรรยาย 1.2 วิธีการสอนแบบอภปิ ราย 2.กจิ กรรมการเรยี นการสอน 2.1 ใหน้ ักศกึ ษาไดอ้ ภปิ รายถงึ เขตอานาจศาลในแตล่ ะศาล 2.2 ผู้สอนบรรยายด้วยสไลด์ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา และให้นักศึกษาร่วม อภิปรายในเรอ่ื งการโอนคดี 2.3. แบง่ กลมุ่ ศึกษาความแตกตา่ งถงึ เขตศาลในแตล่ ะศาล

66 ส่อื การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนพร้อมแบบฝึกหดั 2. สไลด์ประกอบคาบรรยายและสอ่ื มัลติมีเดีย การวัดผลและประเมินผล 1. ฟังคาบรรยาย รายงานและซกั ถาม 2. สังเกตพฤตกิ รรมการมีส่วนร่วมจากการอภปิ รายหรอื แสดงความคิดเหน็ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 67 บทท่ี 3 เขตอานาจศาล คาว่า ศาล มีคานิยามได้ 2 ประเภทได้แก่ สถานที่ที่ทาการพิจารณาคดี กับท่านผู้ พิพากษาซึ่งทาหน้าที่ในการพิจารณาอรรถคดี ในบทนี้จะกล่าวถึงเขตศาลซึ่งเป็นเขตพื้นทาง ภูมิศาสตร์และเขตศาลในการรับพจิ ารณาคดี เขตอานาจศาล เขตศาล หมายถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือเขตในการปกครอง ซ่ึงมีกฎหมายและ ระเบยี บทางการศาลกาหนดเขตพ้นื ทีข่ องแตล่ ะศาลสาหรบั ปฏิบัตภิ ารกจิ เก่ยี วกบั อรรถคดี อานาจศาล หมายถึง การกาหนดว่าผู้พิพากษาแต่ละศาลน้ันจะมีสิทธิและหน้าท่ีใน การพจิ ารณาอย่างไรมากน้อยเพยี งใด ทั้งนี้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กาหนดในเร่ืองของเขตอานาจศาลไว้ในหมวด 2 ตง้ั แต่ มาตรา 15 ถึงมาตรา 23 ซ่ึงเป็นเร่อื งเขตศาลและอานาจทั่วไปของผู้พพิ ากษาเทา่ นนั้ การรับคดไี ว้พิจารณา ตามมาตรา15แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม “ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหน่ึง รับคดีซึ่งศาล ยุติธรรมอ่ืนได้ส่ังรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้น จะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธี พิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาล ยุติธรรม” ตามมาตราน้ีได้กาหนดห้ามมิให้ศาลยุติธรรมหนึ่งรับคดีซ่ึงศาลยุติธรรมอื่นได้รับฟ้อง โดยชอบไว้พิจารณาแล้ว เพ่ือเป็นการป้องกันไมใ่ ห้มคี วามรบั คดีที่ซ้าซอ้ นอันจะก่อใหเ้ กดิ ผลเสีย ตามมา เว้นแต่ จะเป็นการโอนคดีมาระหว่างศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณา ความและตามพระธรรมนญู ศาลยุติธรรม

68 เขตอานาจของศาลชน้ั ต้น ศาลช้นั ตน้ ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี มีอานาจพิจารณา พพิ ากษาคดีแพ่งท้ังปวงและคดีอืน่ ใดท่มี ิได้อยใู่ นอานาจของศาลยตุ ิธรรมอื่น ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี มีอานาจพิจารณาพิพากษา คดีอาญาท้ังปวงท่ีมิได้อยู่ในอานาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมท้ังคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้ อย่ใู นอานาจของศาลทมี่ อี านาจพจิ ารณาคดีอาญา แลว้ แต่กรณี ศาลจังหวัด มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาท้ังปวง มีเขตอานาจตาม พระราชบัญญตั ิจัดตงั้ ศาลนนั้ ๆ ศาลแขวง มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอานาจทาการไต่สวน หรือมีคาสั่งใด ๆ ซง่ึ ผ้พู พิ ากษาคนเดยี วมอี านาจตามท่กี ฎหมายกาหนดไว้ ศาลชานาญพิเศษ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลชานาญพิเศษน้ัน ๆ เช่น ศาลภาษี อากรกลาง มีอานาจพิจารณาคดีภาษีอากร ศาลล้มละลายกลาง ศาลทรพั ย์สินทางปัญญาและ การคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครวั ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กาหนดถึงเขตอานาจของศาลชั้นต้นไว้ต้ังแต่มาตรา 16 ถึงมาตรา 20 โดยศาลชั้นต้นมีเขตอานาจตามท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลน้ันกาหนดไว้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 วรรคแรก “ศาลชั้นต้นมีเขตตามท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลน้ัน กาหนดไว้ในกรณีที่มีความจาเป็นต้องเปล่ียนแปลงเขตอานาจศาลเพ่ือประโยชน์ในการอาน วย ความยุตธิ รรมแก่ประชาชน ให้ตราเปน็ พระราชกฤษฏกี า” มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 69 ศาลแพ่งและศาลอาญา ตามมาตรา 16 วรรคสอง กาหนดว่า “ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่ กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องท่ีที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรงุ เทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา กรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาล ยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติ จัดตง้ั ศาลน้ันกาหนดไว้” มาตรา 16 วรรคสามในกรณีที่มีการย่ืนฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีน้ัน เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ ดลุ พินิจยอมรับไวพ้ จิ ารณาพิพากษาหรือมคี าสง่ั โอนคดไี ปยังศาลยตุ ิธรรมอ่นื ท่ีมเี ขตอานาจ ตามมาตรานี้ได้กาหนดว่าหากมีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาแล้ว แต่คดีน้ัน เกิดนอกเขตอานาจศาลแพ่งและศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญาสามารถเลือกใชด้ ุลพินิจใน การยอมรับคดีไวท้ าการพิจารณาได้ หรือจะมีคาส่งั โอนคดีไปยงั ศาลยุตธิ รรมอ่ืนที่มเี ขตอานาจก็ ได้ แต่หากศาลแพ่งหรือศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีไว้พิจารณาแล้วภายหลังจะมาใช้ ดุลพินิจเพือ่ โอนไปยังศาลยุติธรรมอื่นไมไ่ ด้ กรณีศาลแพ่งหรือศาลอาญา ได้มีคาส่ังรับประทับฟ้องแลว้ ถือได้ว่าได้ใชด้ ุลพินิจรับไว้ พิจารณาพิพากษาแล้วตัวอย่าง คาพิพากษาฎีกาท่ี 3289/30 โจทก์ฟ้องจาเลยทั้งสองให้ชาระ ห นี้ ต า ม สั ญ ญ า จ้ า ง ต่ อ ศ า ล แ พ่ ง โด ย ร ะ บุ ใน ค า ฟ้ อ ง ว่ า จ า เล ย ทั้ ง ส อ ง มี ภู มิ ล า เน า อ ยู่ ใน กรุงเทพมหานคร ศาลแพ่งสั่งรับคาฟ้องของโจทกไ์ ว้แล้ว แตส่ ่งหมายเรยี กและสาเนาคาฟ้องให้ จาเลยท้ังสองไม่ได้ เพราะจาเลยท้ังสองมีภูมิลาเนาอยู่จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์จึงแก้ฟ้อง เกี่ยวกบั ภูมิลาเนาของจาเลยท้ังสองใหม่ ศาลแพ่งอนุญาตและในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคาร้องขอ อนุญาตฟ้องจาเลยท้ังสองที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งอนุญาต เม่ือศาลแพ่งมีอานาจท่ีจะพิจารณา พิพากษาคดีที่เกิดข้ึนนอกเขตของศาลแพ่งและจาเลยมีภูมิลาเนานอกเขตศาลแพ่งตามพระ ธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14 (4) (เดิม ปัจจุบันคือ ม.16 วรรค 3) ได้ด้วยและศาลแพ่ง อนุญาตให้โจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สองต่อศาลแพ่งได้ตามคาร้องขอของโจทก์แล้ว แม้คาร้องขอของ โจทก์จะย่ืนเข้ามาภายหลังจากย่ืนคาฟ้องแล้วก็ตามย่อมแสดงว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิ จยอมรับ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 70 พจิ ารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลแพง่ มอี านาจพิจารณาคดีต่อไป ได้ มาตรา 19 ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรี มีอานาจพิจารณา พพิ ากษาคดแี พง่ ทง้ั ปวงและคดอี ่นื ใดทีม่ ิได้อยใู่ นอานาจของศาลยตุ ธิ รรมอืน่ ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรีมีอานาจ พิจารณาพิพากษา คดอี าญาทั้งปวงทีม่ ิได้อยูใ่ นอานาจของศาล ยุตธิ รรมอื่น รวมท้ังคดอี ่ืนใดที่มีกฎหมายบัญญัตใิ ห้ อยู่ในอานาจของศาลทม่ี ีอานาจพจิ ารณาคดีอาญาแลว้ แตก่ รณี ศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ได้บัญญัติว่า ศาลแขวงมีอานาจพิจารณา พิพากษาคดี และมีอานาจ ทาการไต่สวน หรือมีคาส่ังใดๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอานาจตาม ที่กาหนดไวใ้ น มาตรา 24 และ มาตรา 25 วรรคหน่งึ ศาลจังหวัด ศาลจังหวัดเป็นศาลชั้นต้นท่ีมีอยู่ในทุกจังหวัดของประเทศไทย แตใ่ นบางจังหวัดอาจมี ประชากรและคดีความจานวนมาก อาจตั้งศาลจังหวัดเพ่ิมข้ึนที่อาเภอได้ตามความเหมาะสม โดยตราเป็นพระราชบัญญัตจิ ดั ต้งั ศาล เชน่ พระราชบญั ญัติจดั ตง้ั ศาลจังหวัดท่อี าเภอชยั บาดาล จังหวัดลพบุรี พ.ศ. 2537พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลจังหวัดท่ีอาเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ ธานี พ.ศ.2539 เปน็ ต้น ส่วนการเปดิ ทาการของศาลใหมเ่ หลา่ นี้ให้ออกเป็นพระราชกฤษฎกี า ศาลจังหวัดมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาท้ังปวงโดยไม่จากัดทุน ทรัพย์และอัตราโทษ เว้นแต่คดีที่อยู่ในอานาจศาลยุติธรรมอนื่ เชน่ ศาลแขวง ศาลเยาวชนและ ครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และศาลล้มละลาย ตามท่ีพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 18ไดบ้ ัญญัติไวด้ ังน้ี “ศาลจังหวัดมี อานาจพจิ ารณาพิพากษาคดแี พ่งและ คดีอาญาทัง้ ปวงท่มี ิได้อยู่ในอานาจของศาลยุติธรรมอนื่ ”

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง71 ท้ังน้ีกรณีตามมาตรา 16 วรรคสี่ในกรณีท่ีมีการย่ืนฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้น เกิดขึ้น ในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอานาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัด นั้นมีคาส่ังโอนคดี ไปยังศาลแขวงที่มีเขตอานาจโดยศาลจังหวัดจะมีคาส่ังเป็นอย่างอ่ืนไม่ได้ต้องสั่งโอนคดีเท่านั้น มาตรา 20 ศาลยุติธรรมอืน่ มอี านาจพิจารณาพพิ ากษาคดีตาม ที่พระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลนั้นหรือกฎหมายอ่ืนกาหนดไว้ ศาลอทุ ธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีเขตตลอดท้องท่ีท่ีมิได้อยู่ในเขตศาล อุทธรณ์ภาคในกรณีท่ีมีการย่ืน อุทธรณ์คดีตอ่ ศาลอุทธรณ์ และคดีนั้นอยนู่ อก เขตของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจใช้ดุลพินิจ ยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคาสั่งโอนคดีนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาคท่ีมีเขตอานาจ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอานาจพิจารณา พิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คา พพิ ากษาหรือคาสั่งของศาลช้ันต้น ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมายว่าดว้ ยการอทุ ธรณ์ และว่าด้วย เขต อานาจศาล และมีอานาจดงั ต่อไปน้ี (1) พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรอื ยกคาพิพากษาของศาล ชั้นต้นที่พิพากษา ลงโทษประหารชีวิตหรือจาคุกตลอดชีวิต ในเม่ือคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์และศาล อทุ ธรณ์ภาคตามทบี่ ญั ญัติไวใ้ นกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (2) วินิจฉัยชี้ขาดคาร้องคาขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตาม กฎหมาย (3) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอานาจวินิจฉัยตาม กฎหมายอ่ืน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 72 ศาลฎกี า ศาลฎีกามีอานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาสั่งของ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค และคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลช้ันต้น โดยตรงต่อ ศาลฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์หรือฎีกา และคดีที่ กฎหมายอืน่ บัญญัติให้ศาลฎีกามอี านาจพจิ ารณาพิพากษา รวมทงั้ มีอานาจวนิ ิจฉัยช้ีขาดหรือส่ัง คาร้องขอที่ย่ืนต่อศาลฎีกา ตามกฎหมายคดีท่ีศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคาส่ังแล้ว คคู่ วามไม่มี สทิ ธิทจ่ี ะทูลเกลา้ ฯ ถวายฎกี าคดั ค้านคดีนนั้ ต่อไป ตามมาตรา 8 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกาหนด ให้มีประธานศาลฎีกาประจา ศาลฎีกาหนึ่งคน ประธาน ศาลอุทธรณ์ประจาศาลอุทธรณ์หน่ึงคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ประจาศาลอุทธรณ์ภาค ศาลละหน่ึงคน และให้มีอธิบดีผู้พิพากษา ศาลช้ันต้นประจาศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาล ยุติธรรม อื่นท่ีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลน้ันกาหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละ หนึ่งคน กับให้มี รองประธานศาลฎีกาประจาศาลฎีกา รองประธาน ศาลอุทธรณ์ประจาศาลอุทธรณ์ รอง ประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจา ศาลอุทธรณ์ภาค และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจา ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบรุ ี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอ่ืนท่ีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้น กาหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน และในกรณีที่มีความ จาเป็นเพ่ือประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาล ยุติธรรม โดยความเหน็ ชอบของประธานศาลฎีกา จะกาหนดให้มี รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้ พพิ ากษาศาลชน้ั ตน้ มากกว่า หน่ึงคนแต่ไม่เกินสามคนก็ได้ (มาตรา 8 วรรคแรก) ในกรณีเม่ือตาแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลอทุ ธรณ์ ประธาน ศาลอุทธรณภ์ าค หรืออธบิ ดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้นว่างลง หรือเมื่อ ผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการ ได้ ให้รองประธาน ศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรอง อธิบดผี ู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแตก่ รณี เป็นผู้ทาการแทน ถ้ามีรองประธานศาลฎกี า หรือรอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น หลายคน ให้รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาล

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 73 ช้ันต้นที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทาการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ท่ีมี อาวโุ สถดั ลงมาตามลาดับเปน็ ผู้ทาการแทน (มาตรา 8 วรรคสอง) ในกรณีที่ไม่มีผู้ทาการแทนประธานศาลฎีกา ประธานศาล อุทธรณ์ ประธานศาล อทุ ธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น ตามวรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลน้ันเป็นผู้ทาการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจ ปฏิบัติ ราชการได้ ใหผ้ ู้พิพากษาทมี่ ีอาวุโสถัดลงมาตามลาดับเป็น ผทู้ าการแทน (มาตรา 8 วรรคสาม) ในกรณีที่ไม่มีผู้ทาการแทนตามวรรคสาม ประธานศาลฎีกา จะสั่งให้ผู้พิพากษาคน หนึ่งเป็นผทู้ าการแทนกไ็ ด้(มาตรา 8 วรรคสี่) ผ้พู พิ ากษาอาวุโสหรอื ผู้พิพากษาประจาศาลจะเป็นผทู้ าการแทน ในตาแหนง่ ตามวรรค หนงึ่ ไม่ได้ (มาตรา 8 วรรคหา้ ) ในกรณีตาแหน่งประมุขของศาลจังหวัดและศาลแขวงได้บัญญัติ ไว้ในมาตรา 9 โดยได้ บัญญัติให้ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้า ศาล ศาลละหนึ่งคน(มาตรา 8 วรรคแรก) เมื่อตาแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษา หัวหน้าศาลแขวงว่างลง หรือเม่ือผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาล นนั้ เป็นผู้ ทาการแทน ถ้าผู้ท่ีมีอาวโุ สสูงสุดในศาลน้ันไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มี อาวุโสถัดลงมาตามลาดับในศาลนน้ั เปน็ ผทู้ าการแทน(มาตรา 9 วรรคสอง) ในกรณีทไี่ ม่มีผู้ทาการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฏีกาจะ ส่ังใหผ้ ้พู ิพากษาคนหน่ึง เป็นผู้ทาการแทนก็ได้ (มาตรา 9 วรรคสาม)ผู้พพิ ากษาอาวุโสหรือผพู้ ิพากษาประจาศาลจะเป็น ผู้ทาการแทน ในตาแหนง่ ตามวรรคหน่งึ ไมไ่ ด้ (มาตรา 9 วรรคสี)่ ในกรณีที่มีการแบ่งสว่ นราชการเปน็ แผนกหรือหน่วยงานท่ีเรยี กช่ืออย่างอ่ืนมาตรา 10 ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลช้ันต้นออกเป็นแผนกหรือ หน่วยงานท่ีเรียก ชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พพิ ากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พพิ ากษาหัวหน้า หน่วยงานท่ี เรยี กช่อื อย่างอื่น แผนกหรอื หนว่ ยงานละหน่ึงคน เมอ่ื ตาแหนง่ ผ้พู ิพากษาหัวหนา้ แผนกหรอื ผู้พิพากษาหวั หน้า หนว่ ยงานทเ่ี รียกชอ่ื อย่าง อ่ืนตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเม่ือผู้ดารง ตาแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ พิพากษาท่ีมีอาวุโส สูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทาการ แทน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 74 ถ้าผู้ที่มีอาวุโสในแผนกหรือในหน่วยงานท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นน้ัน ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ พพิ ากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลาดับ ในแผนกหรอื ในหน่วยงานที่เรยี กชื่ออย่างอ่นื นน้ั เปน็ ผู้ทา การแทนในกรณีที่ไมม่ ีผ้ทู าการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะ สั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่ง เปน็ ผ้ทู าการแทนกไ็ ด้ ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจาศาลจะทาการแทนใน ตาแหน่งตามวรรคหน่ึง ไมไ่ ด้ ตามมาตรา 11 ได้กาหนดให้ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธาน ศาล อุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น และผู้พิพากษาหัวหน้า ศาล ต้องรับผิดชอบใน ราชการของศาลให้เปน็ ไปโดยเรยี บร้อย และ ให้มีอานาจหนา้ ท่ดี ังตอ่ ไปนี้ดว้ ย (1) น่ังพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลน้ันหรือเม่ือไดต้ รวจสานวนคดีใด แลว้ มอี านาจทาความเหน็ แย้งได้ (2) สั่งคาร้องคาขอต่าง ๆ ที่ย่ืนต่อตนตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายว่าด้วยวิธี พิจารณาความ (3) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กาหนดข้ึนโดย กฎหมายหรือโดย ประการอ่ืนให้เป็นไปโดยถูกต้องเพ่ือให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว (4) ให้คาแนะนาแก่ผู้พิพากษาในศาลน้ันในข้อขัดข้องเน่ืองใน การปฏิบัติหน้าที่ ของผู้พพิ ากษา (5) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการ อันเก่ียวกับการจัดวาง ระเบยี บและการดาเนินงานสว่ นธุรการของศาล (6) ทารายงานการคดีและกจิ การของศาลส่งตามระเบยี บ (7) มีอานาจหนา้ ท่อี น่ื ตามกฎหมายกาหนด ใหร้ องประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธาน ศาลอุทธรณ์ภาค หรือ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น มีอานาจตาม (2) ด้วย และให้มีหน้าท่ีช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่ กรณี ตามท่ีประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาล อทุ ธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษา ศาลชนั้ ต้นมอบหมาย

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง75 และมาตรา 12 ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้า หน่วยงานท่ีเรียกช่ือ อย่างอ่ืนตาม มาตรา 10 วรรคหน่ึง ต้องรับ ผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงานท่ีเรียกช่ือ อย่างอ่นื ใหเ้ ปน็ ไป โดยเรียบรอ้ ยตามทกี่ าหนดไวใ้ นประกาศคณะกรรมการบรหิ าร ศาลยุติธรรม ที่ได้จัดต้ังแผนกหรือหน่วยงานท่ีเรียกชื่ออย่างอ่ืนน้ัน และต้องปฏิบัติตามคาส่ังของประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้ พพิ ากษาหวั หน้าศาลน้ัน ตามมาตรา 13 กาหนดให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหน่ึงคน จานวน เก้าภาค มี สถานที่ต้ังและเขตอานาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกาหนดโดยประกาศในราช กิจจานเุ บกษา เมื่อตาแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้ พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติ ร า ช ก า ร ได้ ให้ ป ร ะ ธ า น ศ า ล ฎี ก า สั่ งให้ ผู้ พิ พ า ก ษ า ค น ห นึ่ งเป็ น ผู้ ท า ก า ร แ ท น ผพู้ ิพากษาอาวโุ สหรือผู้พิพากษาประจาศาลจะเป็นผทู้ าการ แทนในตาแหนง่ ตามวรรค หนึง่ ไมไ่ ด้ ส่วนอานาจหน้าท่ีนั้นตามมาตรา 14 กาหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษา ในศาลที่อยู่ ในเขตอานาจด้วยผู้หน่ึง โดยให้มีอานาจและหน้าท่ตี ามท่ีกาหนดไว้ ใน มาตรา 11 วรรคหนึง่ และให้มอี านาจหน้าท่ดี ังตอ่ ไปน้ดี ว้ ย (1) สง่ั ให้หวั หนา้ สานกั งานประจาศาลยุติธรรมรายงานเก่ยี วกับ คดี หรอื รายงาน กจิ การอน่ื ของศาลท่ีอยู่ในเขตอานาจของตน (2) ในกรณีจาเป็นจะส่ังให้ผู้พิพากษาคนใดคนหน่ึงในศาลที่อยู่ ในเขตอานาจ ของตนไปช่วยทางานช่ัวคราวมีกาหนดไม่เกินสามเดือน ในอีกศาลหน่ึงโดยความยินยอมของผู้ พิพากษานน้ั ก็ได้ แลว้ รายงาน ไปยังประธานศาลฎีกาทนั ที

76 สรปุ เขตศาล หมายถึงพ้ืนท่ีทางภูมิศาสตร์หรือเขตในการปกครอง ซึ่งมีกฎหมายและ ระเบียบทางการศาลกาหนดเขตพน้ื ที่ของแต่ละศาลสาหรับปฏิบัติภารกจิ เก่ยี วกับอรรถคดี อานาจศาล หมายถึงการกาหนดว่าผู้พพิ ากษาแต่ละศาลน้ันจะมสี ิทธิและหน้าท่ีในการ พิจารณาอยา่ งไรมากน้อยเพียงใด ศาลชัน้ ต้น ไดแ้ ก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่ง ธนบุรี มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอ่ืนใดท่ีมิได้อยู่ในอานาจของศาล ยตุ ิธรรมอ่นื ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี มีอานาจพิจารณาพิพากษา คดีอาญาทั้งปวงท่ีมิได้อยู่ในอานาจของศาลยุติธรรมอ่ืน รวมท้ังคดีอื่นใดท่ีมีกฎหมายบัญญัติให้ อยู่ในอานาจของศาลที่มีอานาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี ศาลจังหวดั มีอานาจพิจารณา พิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง มีเขตอานาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลน้ัน ๆศาล แขวง มีอานาจพิจารณาพพิ ากษาคดีและมีอานาจทาการไต่สวน หรือมคี าสงั่ ใด ๆ ซ่ึงผู้พพิ ากษา คนเดียวมีอานาจตามที่กฎหมายกาหนดไว้ ศาลชานาญพิเศษ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ชานาญพิเศษน้ัน ๆ เช่น ศาลภาษีอากรกลาง มีอานาจพิจารณาคดีภาษีอากร ศาลล้มละลาย กลาง ศาลทรัพยส์ นิ ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและ ครอบครัว มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

77 คาถามทบทวนความรู้บทที่ 3 1. เขตอานาจศาลแพ่งและศาลอาญามีอยา่ งไร 2. เขตอานาจศาลแพง่ ธนบรุ มี อี ยา่ งไร 3. เขตอานาจศาลอาญาธนบรุ มี อี ย่างไร 4. เขตอานาจศาลแพง่ กรงุ เทพใตม้ ีอยา่ งไร 5. เขตอานาจศาลอาญากรงุ เทพใต้มีอย่างไร 6. เขตอานาจศาลจังหวัดราชบรุ ี มอี ยา่ งไร 7. ศาลจังหวัดและศาลแขวงม่คี วามแตกตา่ งกนั อย่างไร 8. ศาลแพง่ มีอานาจในการพจิ ารณาคดีประเภทใด 9. ศาลแขวงมีอานาจในการพิจารณาคดีประเภทใด 10. ศาลจงั หวดั มีอานาจในการพจิ ารณาคดีประเภทใด เอกสารอา้ งองิ สานักงานอยั การ.(2555,กันยายน,20).ประวตั ิความเป็นมา.กรุงเทพ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ 78

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 79 บทท่ี 4 อานาจผู้พิพากษาในการพจิ ารณาคดี แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 4 หวั ขอ้ เนอื้ หา 1. อานาจผพู้ พิ ากษาคนเดียวในศาลชน้ั ตน้ 2. อานาจผพู้ พิ ากษาคนเดียวในทกุ ช้ันศาล 3. เหตจุ าเป็นอนื่ อันมอิ าจก้าวล่วงได้ วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธบิ ายถึงอานาจผพู้ ิพากษาคนเดยี วในศาลชน้ั ต้นได้ 2. อธิบายถงึ อานาจผ้พู พิ ากษาคนเดียวในทกุ ช้ันศาลได้ 3. อธบิ ายถึงเหตุจาเป็นอ่นื อันมอิ าจกา้ วลว่ งได้ วิธสี อนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาบท 1.วธิ กี ารสอน 1.1 วธิ กี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 วธิ กี ารสอนแบบอภิปราย 2.กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ผู้สอนบรรยายด้วยสไลด์ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา และให้นักศึกษาร่วม อภปิ ราย 2.2. แบง่ กลมุ่ ศกึ ษา

80 ส่อื การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนพร้อมแบบฝกึ หัด 2. สไลดป์ ระกอบคาบรรยายและส่อื มลั ติมเี ดีย การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. ฟงั คาบรรยาย รายงานและซกั ถาม 2. สงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มจากการอภิปรายหรือแสดงความคิดเหน็ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 81 บทท่ี 4 อานาจผพู้ พิ ากษาในการพจิ ารณาคดี มาตรา 24 ใหผ้ ู้พพิ ากษาคนหน่งึ มีอานาจดงั ต่อไปน้ี (1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสง่ั ใหส้ ่งคนมาจาก หรอื ไปยงั จงั หวดั อ่ืน (2) ออกคาส่ังใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวนิ จิ ฉัยช้ขี าดขอ้ พพิ าท แห่งคดี มาตรา 25 ในศาลช้ันต้น ผู้พพิ ากษาคนเดียวเปน็ องคค์ ณะมีอานาจเกย่ี วแก่คดีซง่ึ อยูใ่ น อานาจของศาลนน้ั ดังตอ่ ไปน้ี (1) ไต่สวนและวนิ ิจฉัยช้ขี าดคารอ้ งหรือคาขอทยี่ น่ื ต่อศาลในคดีทง้ั ปวง (2) ไตส่ วนและมคี าส่ังเก่ียวกบั วธิ ีการเพ่อื ความปลอดภยั (3) ไต่สวนมลู ฟ้องและมีคาสัง่ ในคดีอาญา (4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซ่ึงราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือ จานวนเงินท่ีฟ้อง ไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือจานวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตรา เปน็ พระราชกฤษฎกี า (5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซ่ึงกฎหมายกาหนดอัตราโทษ อย่างสูงไว้ให้ จาคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท หรือ ทั้งจาทั้งปรับ แต่จะลงโทษจาคุกเกินหก เดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ ซึ่งโทษจาคุกหรือปรับอย่างใด อย่าง หนึ่งหรือท้ังสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ ผู้พิพากษาประจาศาลไม่มีอานาจตาม (3) (4) หรือ (5) มาตรา 26 ภายใต้บังคับตาม มาตรา 25 ในการพิจารณา พิพากษาคดีของศาลช้ันต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุตธิ รรมอืน่ ซ่งึ พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลน้ันกาหนดไวเ้ ป็นอย่างอ่ืน ต้องมีผู้ พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจาศาล เกินหน่ึงคน จึงเป็น องคค์ ณะทีม่ อี านาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง หรอื คดอี าญาทงั้ ปวง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 82 มาตรา 27 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคหรือศาล ฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอานาจพิจารณาพิพากษาได้ผู้ พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้ พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของ ศาลดงั กลา่ ว เมอ่ื ได้ตรวจสานวนคดที ่ีประชุมใหญห่ รือที่ประชุม แผนกคดีแล้วมีอานาจพิพากษาหรือทาคาส่ังคดีนั้นได้ และเฉพาะ ในศาลอุทธรณ์หรือศาล อทุ ธรณภ์ าคมีอานาจทาความเหน็ แย้งไดด้ ว้ ย มาตรา 28 ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจาเป็นอ่ืนอันมิ อาจก้าวล่างได้ ทาให้ผู้พิพากษาซ่ึงเป็น องค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะน่ังพิจารณา คดีตอ่ ไป ให้ผ้พู ิพากษาดงั ต่อไปนี้นง่ั พจิ ารณาคดนี น้ั แทนต่อไปได้ (1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธาน ศาลฎีกา หรือผู้ พพิ ากษาในศาลฎีกาซงึ่ ประธานศาลฎกี ามอบหมาย (2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธาน ศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้ พพิ ากษาในศาลอุทธรณห์ รือ ศาลอทุ ธรณ์ภาคซ่ึงประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ ภาค แล้วแตก่ รณี มอบหมาย (3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดี ผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลช้ันต้นของ ศาลน้ันซึ่งอธิบดีผู้ พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมายให้ผู้ทาการแทนในตาแหน่งต่าง ๆตามมาตรา 8 มาตรา 9 และ มาตรา 13 มีอานาจตาม (1) (2) และ (3) ดว้ ย มาตรา 29 ในระหว่างการทาคาพิพากษาคดีใด หากมีเหตุ สุดวิสัยหรือเหตุจาเป็นอ่ืน อันมิอาจก้าวล่วงได้ ทาให้ผู้พิพากษาซ่ึง เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทาคา พพิ ากษาในคดี น้ันตอ่ ไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังตอ่ ไปนี้มอี านาจลงลายมือชอื่ ทาคา พิพากษา และ เฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอานาจทาความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลงั จากไดต้ รวจสานวน คดนี ัน้ แลว้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 83 (1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธาน ศาลฎีกา (2) ในศาลอุทธรณ์หรอื ศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธาน ศาลอุทธรณ์ ประธาน ศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี (3) ในศาลช้ันตน้ ได้แก่ อธิบดผี ู้พพิ ากษาศาลช้นั ตน้ อธบิ ดี ผพู้ ิพากษาภาค รอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษา หัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี ให้ผู้ทาการแทนใน ตาแหน่งต่าง ๆ ตาม มาตรา 8 มาตรา 9 และ มาตรา 13 มีอานาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย มาตรา 30 เหตุจาเป็นอ่ืนอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และ มาตรา 29 หมายถึง กรณีที่ผู้พิพากษาซ่ึงเป็นองค์คณะน่ัง พิจารณาคดีน้ันพ้นจากตาแหน่งที่ดารงอยู่หรือถูกคัดค้าน และถอนตัว ไปหรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทาคา พิพากษาในคดี นน้ั ได้ มาตรา 31 เหตุจาเป็นอน่ื อันมิอาจก้าวลว่ งได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 นอกจาก ทกี่ าหนดไวใ้ น มาตรา 30 แลว้ ให้หมาย ความรวมถึงกรณีดังต่อไปน้ีด้วย (1) กรณีท่ีผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้ว เห็นว่าควร พิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมาย กาหนดเกิน กว่าอตั ราโทษตาม มาตรา 25 (5) (2) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตาม มาตรา 25 (5) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจาคุกเกินกว่าหกเดือน หรือ ปรับ เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ ซ่ึงโทษจาคุกหรือปรับน้ัน อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง หรือท้ังสองอย่างเกินอัตราดังกลา่ ว (3) กรณีท่ีคาพิพากษาหรือคาสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลน้ัน จะต้อง กระทาโดยองค์คณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้ พิพากษาในองค์คณะน้ันมีความเห็นแย้งกันจนหาเสยี งข้างมาก มไิ ด้ (4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตาม มาตรา 25 (4) ไป แล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือจานวนเงิน ท่ีฟ้อง เกินกว่าอานาจพิจารณาพิพากษาของผู้พพิ ากษาคนเดียว

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 84 กรณีของ “เหตุจาเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้” มาตรา 31 เป็นเหตุ ที่เกิดขึ้นและ เก่ียวกบั สานวนคดแี บ่งออกเปน็ 4 กรณีด้วยกันคอื 1. กรณีท่ีผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้ว เห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีน้ันมีอัตราโทษตามท่ีกฎหมาย กาหนดเกินกว่าอัตราโทษตาม มาตรา 25 (5) ซ่ึงบัญญัติ ว่า “มาตรา 25 ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมี อานาจเก่ียวแก่คดีซ่ึงอยู่ใน อานาจของศาลนั้น ดังต่อไปน้ี (5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซ่ึงกฎหมายกาหนดอัตราโทษ อย่างสูงไว้ให้จาคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจาท้ังปรับ แต่จะลงโทษ จาคุกเกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หน่ึงหมื่นบาท หรือทั้งจาท้ังปรับ ซึ่งโทษจาคุกหรือปรับ อย่างใด อย่างหนึง่ หรอื ทั้งสองอยา่ งเกนิ อัตราที่กลา่ วแลว้ ไม่ได้ผู้พิพากษาประจาศาลไม่มีอานาจ ตาม (3) (4) หรอื (5) แต่คดีนั้นมีอัตราโทษเกินอานาจของผู้พิพากษาคนเดียว เช่น ผู้พิพากษาคนเดียวใน ศาลจังหวัดทาการไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานปล้นท รัพย์ พิเคราะห์ พยานหลักฐานแลว้ เห็นว่าคดีไม่มีมูล เห็นควรยกฟ้อง เช่นนี้ เกินอานาจผู้พิพากษาคนเดียว จงึ เท่ากับว่าคดีนีม้ ีเหตจุ าเปน็ อนื่ อันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขนึ้ ในการทาคาพิพากษานั่นเอง 2. เม่ือผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาซ่ึงมีอัตราโทษจาคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจาท้ังปรับ เห็นสมควรพิพากษาลงโทษจาคุกเกินกว่า 6 เดือน หรือปรับเกินกว่า 60,000 บาท หรือทั้งจาท้ังปรับ ซึ่งอัตราโทษดังกล่าวน้ีเกินกว่า อานาจของผู้พิพากษาคนเดียวจะกระทาได้ จงึ เท่ากับว่าคดีน้ีมีเหตุจาเป็นอน่ื อันมิอาจก้าวล่วง ได้เกดิ ข้ึนในการทาคาพพิ ากษาน่ันเอง 3. เมื่อคดีแพ่งเรื่องใดต้องทาคาสั่งหรือคาพิพากษาโดยองค์คณะซ่ึงประกอบด้วยผู้ พิพากษาหลายคนเป็นองค์คณะ ท้ังนี้ไม่ต้องคานึงว่าโดยเนื้อแท้ของคดีแล้ว ผู้พิพากษาคน เดยี วมอี านาจกระทาไดห้ รือไม่ เช่น ในคดแี พง่ เรื่องหนึ่ง ผู้พิพากษาหวั หน้าศาลจา่ ยสานวนให้ ผู้พิพากษา 2 ท่าน เป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี ปรากฏว่าผู้พิพากษาทั้งสอง ท่านมีความเห็นในทางคดีตรงกันข้ามและหาเสียงข้างมากไม่ได้ จึงเท่ากับว่าคดีนี้มีเหตุจาเป็น อ่ืนอนั มอิ าจกา้ วลว่ งไดเ้ กิดขึ้นในการทาคาสงั่ หรือคาพิพากษาเป็นตน้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง85 4. เมื่อคดีแพ่งอยู่ในอานาจพิจารณาของผู้พิพากษาคนเดียวซึ่งราคาทรัพย์สินพิพาท หรือจานวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือ จานวนเงินที่ฟ้องร้องเกินกว่า 300,000 เกินอานาจพิจารณาของผู้พิพากษาคนเดียวจึงเท่ากับ ว่าคดนี ี้มเี หตจุ าเปน็ อ่ืนอนั มิอาจกา้ วล่วงไดเ้ กิดข้นึ ในการทาการพิจารณาพิพากษา คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ีเกยี่ วข้อง คาพิพากษาฎีกาท่ี8151/2547 โจทกฟ์ ้องขอให้บังคับจาเลยถอนคาคัดค้าน ท่ีได้คัดค้านการนาช้ีแนวเขตท่ีดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มี คาขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคานวณเป็นราคาเงินได้ แต่เม่ือจาเลยให้การ โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ได้นาช้ีแนวเขตท่ีดินรุกล้าเข้ามาในท่ีดินของจาเลย จึง เห็นได้ว่าทั้งคาฟ้องของโจทก์และคาให้การของจาเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จาเลยมีจุดประสงค์ โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซ่ึงเป็นประเด็นหลัก คาฟ้องของโจทก์ ท่ีขอให้ จาเลยถอนคาคัดค้านการนาช้ีแนวเขตที่ดินของโจทก์ เป็นผลอันสืบเน่ืองมาจากว่าที่ดินพิพาท เป็นของโจทก์หรือไม่ คาฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีท่ีมีคาขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคานวณเป็น ราคาเงินได้ คือ ตามราคาท่ีดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก ซ่ึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เม่ือราคาท่ีดินพิพาทซ่ึงเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสน บาท คดีจึงอยู่ในอานาจของศาลแขวงท่ีจะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลแขวงอ้างว่าคดีน้ีไม่อยู่ใน อานาจศาลแขวงทีจ่ ะพจิ ารณาพิพากษาและให้จาหนา่ ยคดีออกจาก สารบบความน้นั จึงไม่ชอบ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 86 คาพิพากษาฎีกาท่ี1675/2546 โจทก์ยื่นฟ้องเม่ือวันที่ 18 เมษายน 2543 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาล ยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 ซ่ึงเป็นพระธรรมนูญศาล ยุติธรรมท่ีใช้บังคับในขณะน้ัน มาตรา 22 กาหนดให้ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวกันมี อานาจเกี่ยวแก่คดีซ่ึงอยู่ในอานาจของศาลน้ันดังต่อไปน้ี... (6) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคา ทรัพย์สินที่พิพาทหรือจานวนเงินท่ีฟ้องเกิน 40,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท... และ วรรคท้าย กาหนดให้ ในคดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีแต่เพียงอานาจพิจารณา ไม่มีอานาจ พิพากษา ตาม ...(6) เม่ือจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหน่ึงตรวจสานวน และลงลายมือช่ือในคาพิพากษา เป็นองค์คณะด้วย คดีน้ีมีจานวนเงินท่ีฟ้อง 98,825 บาท ในขณะที่โจทก์ย่ืนฟ้องผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีเพียงอานาจพิจารณา แต่ไม่มีอานาจพิพากษา แม้ต่อมาได้มี พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ยกเลิก พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระ ธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระ ธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 เป็นพระ ธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตาม พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาล ยตุ ิธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 25(4) กาหนดให้ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมี อานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจานวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรค สอง บญั ญัตวิ ่า บรรดาคดีทไี่ ดย้ ่ืนฟอ้ งกอ่ นวันทพี่ ระธรรมนญู ศาลยุตธิ รรมท้ายพระราชบญั ญตั ินี้ ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซ่ึงใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าจะถึงท่ีสุด คดีนี้จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คือ จะต้องให้ผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหน่ึงตรวจสานวนและลง ลายมือช่ือในคาพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย การที่คดีน้ีในศาลช้ันต้นมีผู้พิพากษาเพียงคนเดียว ลงลายมือช่ือในคาพิพากษา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (เดิม) มาตรา 22 (6) และวรรคท้าย เม่ือศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้น

87 ดาเนินการให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงให้ศาลช้ันต้นดาเนินการให้ถูกต้อง โดยให้ศาลชั้นต้นมีคา พิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ซ่ึงปัญหาดังกล่าวเป็นข้อ กฎหมายอันเก่ียวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีค่คู วามฝ่ายใดฎกี า แต่ศาลฎกี า ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และ มาตรา 247 คาพพิ ากษาฎีกาท่ี7297/2545 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองท่ีดินพิพาท แม้ตามคาขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคา ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทาประโยชน์ของจาเลยที่ออกทับท่ีดินของโจทก์ และให้ขับไล่ จาเลยอันเป็นคาขอให้ปลดเปล้ืองทกุ ข์อนั ไม่อาจคานวณเป็นราคาเงนิ ได้กต็ าม แตเ่ มอ่ื จาเลยให้ การต่อสู้ว่าเป็นเจ้าของท่ีดินพิพาท จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคาฟ้องของโจทก์และคาให้การของ จาเลยเป็นเรื่องท่ีโจทก์จาเลยโต้เถียงแย่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของกันในที่ดิน พิพาท ซ่ึงเป็นประเด็นหลัก ดังน้ัน ตามคาฟ้องของโจทก์ท่ีขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทา ประโยชน์และขอให้ขับไล่จาเลยออกจากท่ีดินพิพาทนั้น จึงเป็นผลอันเน่ืองมาจากว่าที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คาขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นคาขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคานวณ เป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก คดีน้ีจึง เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมอ่ื ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ท่ีดินพิพาทราคา 210,000 บาทย่อมเป็นคดีที่อยู่ใน เขตอานาจของศาลแขวงตามมาตรา17 , 25 (4) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

88 สรปุ เหตุจาเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้หรือเหตุสุดวิสัยตามพระธรรมนูญศาลยุ ติธรรมนั้นเป็น เหตุให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นไม่อาจน่ังพิจารณาต่อไปได้ หรือไม่อาจทาคาพิพากษา ต่อไปได้ มีอยู่ด้วยกันหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาถูกคัดค้านหรือถอนตัวไป ตาม มาตรา 30 หรือกรณีตาม มาตรา 31 ในกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวทาการพิจารณาคดีอาญา อัตราโทษจาคุกมาเกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือท้ังจาท้ังปรับ แล้วเห็นควรลงโทษ จาคกุ จาเลยเกิน 6 เดอื น หรือปรับเกิน 10,000 บาท ถอื เป็นเหตุจาเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ซ่ึงเกิดข้ึนตอนทาคาพิพากษาในศาลช้ันต้น กรณีท่ีผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา แล้ว เห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีน้ันมีอัตราโทษตามที่กฎหมาย กาหนดเกินกว่าอัตรา โทษตาม มาตรา 25 (5) หรือกรณีท่ีคาพิพากษาหรือคาสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้น จะต้อง กระทาโดยองค์คณะ ซ่ึงประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะน้ันมี ความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมาก มิได้ และกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่ง ตาม มาตรา 25 (4) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือจานวนเงิน ท่ีฟ้องเกิน กว่าอานาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดี ผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น หรือผู้พิพากษา หัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี และ ให้ผู้ทาการแทนในตาแหน่งต่างๆ ตาม มาตรา 8 มาตรา 9 และ มาตรา 13 มีอานาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

89 คาถามทบทวนความรู้บทท่ี 4 1. อานาจผพู้ ิพากษาคนเดียวในศาลชน้ั ต้นมีเหตุใดบ้าง 2. อานาจผูพ้ ิพากษาคนเดียวในทกุ ช้นั ศาลมกี รณีใดบ้าง 3. เหตุจาเปน็ อ่นื อนั มอิ าจก้าวลว่ งไดต้ ามมาตรา 30 คอื อะไร 4. เหตุจาเป็นอนั มอิ าจกา้ วลว่ งไดต้ ามมาตรา 31 มกี รณีใดบ้าง 5. หากเกดิ เหตจุ าเป็นอันมิอาจกา้ วลว่ งได้ระหว่างพิจารณาคดีมีทางแกอ้ ย่างใด 6. หากเกดิ เหตุจาเปน็ อันมิอาจกา้ วลว่ งไดร้ ะหวา่ งทาคาพิพากษามีทางแก้อยา่ งใด 7. หากเกิดเหตุจาเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ระหว่างพิจารณาคดีผู้พิพากษาประจา ศาลมีอานาจหรอื ไม่ 8. หากเกิดเหตุจาเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ระหว่างพิจารณาคดีผู้พิพากษาอาวุโสมี อานาจหรอื ไม่ 9. กรณี องค์คณะผู้พพิ ากษาคดอี าญาตดั สินคดอี าญาและมีความคดิ เห็นไม่ตรงกัน ในเรื่องโทษท่จี ะลงแก่จาเลย ต้องทาอยา่ งใด 10. หากเกิดเหตุจาเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ระหว่างทาคาพิพากษาผู้พิพากษา สามารถมอบอานาจไดห้ รือไม่ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

90 เอกสารอา้ งอิง เจษฎา อนุจารี.(2524).ประวัติศาสตร์ทนายความ.กรุงเทพฯ : สภาทนายความในพระบรม ราชปู ถมั ภ.์ ประกอบ หุตะสิงห์(2528).คาปราศรัยเน่ืองในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการเร่ืองจริยธรรม นัก กฎหมาย. กรงุ เทพมหานคร:จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ธานิศ เกศวพิทักษ์.(2554).หัวใจของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาล แขวง.พลสยาม พร้ินต้ิง. สถิต เล็งไธสง(2548).จริยธรรมสาหรับนักกฎหมายตามแนวพระบรมราโชวาท LEGAL ETHICS. กรงุ เทพมหานคร. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 91 บทท่ี 5 การจ่าย การโอน เรียกคืนสานวนคดี และวชิ าชพี ตุลาการ แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 5 หวั ข้อเน้ือหา 1. การจ่ายสานวนคดี 2. การโอนสวนคดี 3. การเรยี กคนื สานวนคดี 4. วชิ าชพี ตุลาการ วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม 1. อธิบายถึงการจ่ายสานวนคดีได้ 2. อธิบายถงึ การโอนสานวนคดีได้ 3. อธบิ ายถงึ การเรียกคนื สานวนคดีได้ 4. อธิบายถงึ วิชาชีพตุลาการได้ วิธสี อนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาบท 1. วิธีการสอน 1.1 วิธกี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 วิธกี ารสอนแบบอภปิ ราย 2. กิจกรรมการเรยี นการสอน 2.1 ผสู้ อนบรรยายด้วยสไลด์ โดยยกตวั อย่างกรณีศกึ ษา และใหน้ กั ศกึ ษาร่วมอภิปราย 2.2 แบ่งกลุ่มศกึ ษาถงึ การจ่าย การโอน การเรียกคนื สานวนคดี และวชิ าชพี ตุลาการ สือ่ การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนพร้อมแบบฝึกหดั 2. สไลด์ประกอบคาบรรยายและสอ่ื มัลตมิ เี ดีย

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 92 บทที่ 5 การจ่าย การโอนและเรยี กคืนสานวนคดีและวิชาชพี ตลุ าการ ศาลยุติธรรมน้ันไม่ว่าจะเป็นในศาลใดก็ตามจะมีองค์คณะในการพิจารณาคดี โดยมีผู้ พพิ ากษาหวั หน้าคณะ 1 คนและผู้พิพากษาในคณะจานวน 2 คน ผู้พิพากษาซ่ึงเป็น ประมุขในแตล่ ะศาลจะทาการจ่ายสานวนคดี โดยจ่ายให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นเจ้าของสานวน สว่ นอกี 2 คนเปน็ องคค์ ณะในการพจิ ารณาคดี การจา่ ยสานวน ตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กาหนดให้ประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลอุทธรณ์ ประธาน ศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น ผู้พิพากษาหัวหน้า ศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแผนกคดีในแต่ละศาลแล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสานวนคดี ให้แก่กองคณะผู้พิพากษาในศาล หรือในแผนกคดีน้ัน โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ กาหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตาม วรรคหน่ึง ให้คานึงถึง ความเช่ียวชาญและความเหมาะสมของ องค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสานวนคดีนั้น รวมทงั้ ปริมาณ คดีท่ีองคค์ ณะผพู้ พิ ากษาแต่ละองค์คณะต้องรบั ผิดชอบ โดยการจ่ายสานวนคดีน้ันต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดโดยระเบียบ ราชการ ฝ่ายตลุ าการและต้องพจิ ารณาสาระสาคัญคือ 1) ความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบ สานวนคดี 2) ปริมาณคดที ่อี งคค์ ณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะตอ้ งรับผิดชอบ (มาตรา 32 วรรคสอง)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 93 การเรียกคนื หรอื โอนสานวนคดี มาตรา 33 การเรียกคืนสานวนคดีหรือการโอนสานวนคดีซ่ึง อยู่ในความรับผิดชอบ ขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษา ศาลช้ันต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทาได้ต่อเม่ือเป็น กรณีท่ีจะ กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือ พิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรอง ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดี ผู้ พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาท่ีมีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโส สงู สุดในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ท่ีมิไดเ้ ป็น องค์คณะในสานวนคดีดงั กล่าวได้เสนอความเห็นให้ กระทาได้ ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้หรือ ได้เข้าเป็นองค์คณะในสานวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนน้ัน ให้รอง ประธาน ศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น หรือผู้พิพากษา ท่ีมีอาวุโสถัดลงมาตามลาดับในศาล น้ัน เป็นผู้มีอานาจในการเสนอ ความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้ พิพากษา ศาลชั้นต้น มีหน่งึ คนและในกรณีที่รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้า เป็นองค์คณะในสานวนคดีท่ีเรียกคืนหรือโอนน้ัน ให้ผู้ พพิ ากษาที่มี อาวุโสสูงสดุ ของศาลนน้ั เปน็ ผมู้ ีอานาจในการเสนอความเห็น ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจาศาลไม่มีอานาจในการ เสนอความเห็นตาม วรรคหนง่ึ หรอื วรรคสอง การเรยี กคนื หรอื โอนสานวนคดีมีหลักเกณฑ์ดงั นี้ 1. ต้องเป็นกรณีที่กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถ คดขี องศาลนน้ั และมคี วามเหน็ ของบคุ คลตามาตรา 33 ใหก้ ระทาได้ 2. ผู้เสนอความเห็นได้แก่ รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รอง ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาที่มีอาวุโส สูงสดุ ในศาลจงั หวดั หรือศาลแขวงให้กระทาได้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง94 3. ผู้เสนอความเห็นต้องมิได้เป็นองค์คณะในการสานวนคดีที่เรียกคืนหรือที่โอน (ตามาตรา 33 วรรคหนงึ่ ) 4. ผู้เสนอความเห็นต้องไม่ใช่ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจาศาล (มาตรา 33 วรรคสาม) การขอคนื สานวนคดี ตามมาตรา 33 วรรคสามในกรณีท่ีผู้พิพากษาเจ้าของสานวนหรือองค์คณะผู้พิพากษา คดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจานวนมากซ่ึงจะทาให้การพิจารณา พิพากษาคดีของศาลนั้นล่าช้า และผพู้ ิพากษาของสานวนหรือองค์ คณะผ้พู ิพากษานั้นขอคืนสานวนคดีท่ีตนรับผิดชอบอยู่ ให้ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดี ผู้พพิ ากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอานาจรับคืนสานวนคดีดังกล่าว และโอนให้ผู้ พิพากษาหรอื องค์ คณะผพู้ ิพากษาอืน่ ในศาลนั้นรบั ผิดชอบแทนได้ การขอคืนสานวนคดีดังกล่าวมีขึ้นเพราะมีคดีค้างอยู่เป็นจานวนมาก อาจทาให้การ พิจารณาคดีเกิดความล่าช้า ผู้รับคืนสานวน คือ ผู้พิพากษาซ่ึงมีตาแหน่งหัวหน้าซ่ึงเป็นผู้จ่าย สานวน เมื่อรับสานวนกลบั คืนมาแล้วก็จะโอนให้ผู้พพิ ากษาคนอ่ืน หรือองคค์ ณะผู้พิพากษาอื่น ในศาลนน้ั วชิ าชพี ตุลาการ ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบญั ญตั ิระเบียบข้าราชการฝา่ ยตุลาการศาลยุตธิ รรม พ.ศ. 2543 กาหนดให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้ส่ังบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการสอบคัดเลือก การ ทดสอบความรู้หรือการคัดเลือกพเิ ศษ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 95 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543กาหนดให้มี ระบบการคดั เลอื กผ้พู พิ ากษา 3 ทาง คือ (1) การสอบคดั เลอื ก (การสอบผ้ชู ว่ ยผู้พพิ ากษาสนามใหญ่) (2) การทดสอบความรู้ (การสอบผู้ช่วยผ้พู พิ ากษาสนามเลก็ ) (3) การคดั เลือกพิเศษ คณุ สมบตั แิ ละลกั ษณะต้องหา้ มของผู้สมัคร ผู้สมัครสอบคัดเลือก ผู้สมัครทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคดั เลือกพิเศษเพ่ือ บรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาต้องมีคุณสมบัติและ ไม่มลี ักษณะตอ้ งหา้ มดังตอ่ ไปน้ี (1) มสี ัญชาติไทยโดยการเกิด (2) ผู้สมัครสอบคัดเลือกและผู้สมัครทดสอบความรู้ ต้องมีอายุไม่ต่ากวา่ ย่ีสิบห้าปีบริบูรณ์ ส่วน ผสู้ มคั รเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ ต้องมีอายุไม่ตา่ กวา่ สามสิบห้าปีบรบิ ูรณ์ (3) เปน็ ผเู้ ลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนญู ด้วยความบรสิ ทุ ธ์ใิ จ (4) เปน็ สามญั สมาชิกแห่งเนติบณั ฑติ ยสภา (5) ไมเ่ ป็นผู้มีความประพฤติเสือ่ มเสียหรือบกพร่องในศลี ธรรมอันดี (6) ไมเ่ ปน็ ผ้มู ีหนีส้ นิ ล้นพน้ ตวั (7) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตาม พระราชบญั ญัติน้ีหรือตามกฎหมายอืน่ (8) ไม่เป็นผู้เคยถกู ลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงาน อนื่ ของรัฐ (9) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับ ความผิดทไ่ี ด้กระทาโดยประมาทหรือความผดิ ลหโุ ทษ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook