หนว่ ยท่ี 5 การจดั การความขดั แย้ง ในองค์การ
1. ทฤษฎคี วามขดั แยง้ ทฤษฎคี วามขัดแยง้ (Conflict theory) เ ป็ น แ น ว ค ว า ม คิ ด ที่ มี ข้ อ ส ม ม ติ ฐ า น ว่ า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จาก ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และ บุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกันในการ เป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก มี นักสังคมวิทยาหลายท่านที่ใช้ทฤษฎีความ ขัดแย้งอธิบายการเปล่ียนแปลงทางสังคม ดังตอ่ ไปนี้
ทฤษฎีความขัดแย้ง คาร์ล มารก์ ซ์ ของคาร์ล มารก์ ซ์ (Karl Marx) อธิบายว่า สังคมเป็นอย่างไร และมีแนวทางในการ เปล่ียนแปลงสังคมอย่างไร สาหรับการขัดแย้งของ ทฤษฎีสังคมวิทยานั้นคาร์ล มาร์กซ์ เชื่อว่า ความ รา่ รวยและอาานาจถูกกระจายอย่างไม่เท่าเทียมกัน ในสังคม เขาจึงไม่สนใจว่าความยินยอมพรอ้ มใจใน สังคมทางานอย่างไร แต่สนใจว่าคนกลุ่มหนึ่งดารง การครอบงาสังคมไว้อย่างไรซ่ึงเขาได้อธิบายว่า มุมมองและสามัญสานึกของผู้คนถูกครอบงาด้วย สง่ิ ท่เี รยี กว่าอดุ มการณ์
ทฤษฎีความขัดแย้ง ยอรจ์ ซิมเมล ของยอร์จ ซิมเมล (Georg Simmel) มีแนวคิดว่าความขัดแย้งเป็นปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ในกลุม่ สมาชิกทีม่ ีความสัมพนั ธ์ใกล้ชดิ กัน โดยเช่ือ ว่าความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายแสดงให้เห็น ลักษณะความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย โดยเป็นผลจาก การท่ีมีความรู้สึกเข้าข้างตนเองมากกว่าเข้าข้าง ฝ่ายอื่น ความขัดแย้งมีอยู่ทุกองค์การซ่ึงจะนาา ไปสู่การเปล่ียนแปลงของสังคม ผลของความ ขัดแย้งคือจะเกิดความกลมเกลียวภายในกลุ่ม แต่ ความกลมเกลียวภายในกลุ่มหรือระหว่างกลุ่มก็จะ เปน็ ต้นเหตุของความขดั แย้งดว้ ย
ท ฤ ษ ฎี ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ลวิ อิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) ของลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้งท่ีมองว่า ความขัดแย้ง กอ่ ใหเ้ กดิ ทง้ั ดา้ นบวกและด้านลบและอธิบายว่าความ ขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทาง สังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงที่มีความ สมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็น ส่วนหนึ่งของมนุษย์ ท้ังในความเกลียดและความรัก ต่างก็มีความขัดแย้งทั้งส้ิน ความขัดแย้งสามารถ แก้ปัญหาความแตกแยกและทาให้เกิดความสามัคคี ภายในกลุ่มได้เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและ ความเป็นศัตรอู ยดู่ ว้ ยกนั
ทฤษฎีความขัดแย้งของ ราล์ฟ ดาร์เรนดอร์ฟ ราล์ฟ ดาร์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ท่ีปฏิเสธแนวความคิดของ มาร์กซ์ท่ีว่า ชนชั้นในสังคมเกิดจากปัจจัยการผลิต และ เสนอว่าความไม่เท่าเทียมกันในสังคมน้ันเกิดจากความไม่ เท่าเทียมกันในเร่ืองของสิทธอิ านาจ (Authority) เขาเห็นว่า ความขัดแย้งสามารถทาให้โครงสรา้ งมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประเภทของการเปล่ียนแปลง ความรวดเร็วของการ เปลี่ยนแปลง และขนาดของการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับ เง่อื นไขของการเปล่ยี นแปลง
2. ความหมายของความ ขดั แย้ง ความขัดแย้ง (conflict) หมายถึง พฤติกรรมชนิด หนึ่งท่ีเกิดขึ้นเม่ือบุคคล หรือกลุ่มมีความคิดเห็น การรับรู้ ความคาดหวัง ความเชื่อ และค่านิยมที่ แตกต่างกนั ไป
3. ประเภทของความขดั แยง้ 1. ความขดั แย้งภายในตัวบคุ คล (Intrapersonal Conflict) 2. ความขดั แยง้ ระหว่างบุคคล (Interpersonal Conflict) 3. ความขดั แยง้ ภายในกลุ่ม 4. ความขดั แย้งระหวา่ งกลุ่ม 5. ความขัดแยง้ ในองค์การ 6. ความขัดแย้งระหวา่ งองค์การ
4. ปัจจัยที่เปน็ สาเหตขุ องการเกิดความ ขดั แยง้1. ด้านบุคคล สาเหตุที่ทาให้มนษุ ยข์ ัดแย้งกันโดยท่ัวไป อาจแบ่งออกไดด้ ังนี้ 1.1 1.2 1.3 ความคิดเห็น แนวทางปฏิบัติ ผลประโยชน์
2. ดา้ นองคก์ าร สาเหตขุ องความขดั แยง้ อาจเกิดจากปัจจยั ตา่ ง ๆ ดงั น้ี 2.1 ลกั ษณะงานทต่ี อ้ งพึง่ พาซงึ่ กันและกัน (Task interdependence) 2.2 การแบ่งงานตามความชานาญเฉพาะด้านมากขนึ้ (Increased specialization) 2.3 การกาหนดหนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบของงานไมช่ ดั เจน (Ambiguously defined responsibilities) 2.4 อุปสรรคของการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร (Communication obstruction) 2.5 การมที รพั ยากรอย่างจากัด (Limited sources)
5. แนวทางการจัดการความ ขดั แยง้แนวทางการจัดการความขัดแยง้ เป็นรูปแบบของพฤติกรรมทีเ่ ปน็ ผลมาจากความขัดแยง้ แบ่งออกเปน็ 5 ลกั ษณะ ดังนี้ 01 02 03 04 05 การหลีกเลยี่ ง การปรองดอง การแข่งขัน การประนีประนอม การร่วมมือ (Avoiding) (Accommodating) (Competing) (Compromising) ซง่ึ กนั และกัน (Collaborating)
6. กระบวนการจดั การความขดั แย้งใน องค์การ 1. การเผชิญหนา้ กับความขดั แยง้ 2. ทาความเข้าใจสถานภาพของแตล่ ะฝ่าย 3. ระบุปญั หา 4. แสวงหาทางเลอื กและประเมินทางเลอื ก 5. สรปุ แนวทางและนาทางเลอื กที่ เหมาะสมไปใช้
วิธจี ดั การความขัดแย้ง การบังคบั การหลบหนี การประนีประนอม การปรองดอง การแกป้ ัญหาหรอื (Force) (Avoidance) (Compromise) (Accommodation) การรว่ มมือกนั (Problem Solving)
การจัดการความขดั แยง้ เกย่ี วกบั โครงสรา้ ง 01 02 03 เปล่ียนแปลง เปลย่ี นแปลง เปล่ียนแปลง กระบวนการ โครงสรา้ งของ สภาพแวดล้อม ขององคก์ าร องคก์ าร
7. วธิ จี ัดการความ ความขดั แยง้ เป็นเรอ่ื งที่มมี านาน เพราะตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมา ขัดแยง้ แต่ละบุคคลย่อมพบกับความ ขัดแย้งเสมอ เพราะมนุษย์มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น แ ล้ ว ม า อ ยู่ ร่วมกันโดยเฉพาะต้องทางาน ร่วมกันมักจะเกิดความขัดแย้ง ขึ้นเสมอดังน้ันเพื่อให้อยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข และทางานตาม เปา้ หมายได้ จึงต้องหาวิธจิ ัดการ ความขัดแยง้ ให้อยู่ร่วมกัน
การเจรจาตอ่ รอง (Negotiation) การเจรจาต่อรอง หมายถึง กระบวนการที่คนสองคนหรือ ม า ก ก ว่ า ส อ ง ค น เ จ ร จ า แ ล ก เ ป ลี่ ย น ผลประโยชน์ระหว่างกัน ซ่ึงอาจเป็นวัตถุ สิ่ ง ข อ ง ห รื อ บ ริ ก า รก็ ไ ด้ โ ด ย ทุ ก ฝ่ า ย ท่ี เก่ียวข้องพยายามหาข้อยุติท่ียอมรับร่วมกัน มี ค า ศั พ ท์ ท่ี พ บ ว่ า ใ ช้ แ ท น กั น คื อ ค า ว่ า Negotiation (การเจรจาต่อรอง)กับคาว่า Bargaining (การต่อรอง)
การไกล่เกล่ยี การไกลเ่ กลีย่ ขอ้ ขัดแย้ง คือ การเป็นส่ือกลางในสถานการณ์ที่ เกิดความแตกแยกระหว่างคู่ขัดแย้ง จนถึงขั้นท่ีไม่อาจพูดคุยแก้ปัญหาได้ อย่างสรา้ งสรรค์
อนญุ าโตตลุ าการ อนุญาโตตลุ าการ คือ วิธีการระงับข้อพิพาทที่คู่กรณีตกลงกันเสนอข้อพิพาทที่เกิดข้ึนแล้ว หรือท่ีจะเกิดขึ้นใน อนาคตให้บุคคลภายนอกซ่ึงเรียกว่า อนุญาโตตุลาการ ทาการพิจารณาช้ีขาด โดยคู่กรณี ผูกพนั ท่ีจะปฏิบตั ติ ามคาชี้ขาดของอนุญาโตตลุ าการ
การฟ้องร้อง เม่ือมีการทาความผิดเกิดข้ึน จะมีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าท่ี ตารวจและเม่ือเจ้าหน้าที่ตารวจทาการสอบปากคาและจัดทา สานวนเสรจ็ แล้ว จะมีความเห็นว่าควรส่งฟ้องหรือไม่ และมีการ เสนอสานวนไปยังพนักงานอัยการเม่ือพนักงานอัยการตรวจดู สานวนแล้ว ถ้ามีความเห็นควรส่งฟ้อง ก็จะดาเนินการฟ้อง คดอี าญา เพื่อให้จาเลยไดร้ ับโทษต่อไป
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: