Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 32_การสืบสวนสอบสวน

32_การสืบสวนสอบสวน

Published by bird.tent2626, 2020-04-20 04:47:12

Description: 32_การสืบสวนสอบสวน

Search

Read the Text Version

๔๔ ๓.๑.๓ กฎเกณฑพ้ืนฐาน ๔ ประการทีท่ าํ ใหว ัตถุพยานไดร ับการยอมรับในช้ันศาล - การปอ งกันและรกั ษาสถานทเ่ี กิดเหตุ - เก็บวตั ถุพยานอยา งถูกตอ งตามกฎหมาย - กระทาํ การคน หาวตั ถุพยานอยางเหมาะสม - มีความตอเนื่องของการครอบครองวัตถุพยานโดยตลอด (Chain of Custody) ๑. ความตอเนอ่ื งของการครอบครองวตั ถุพยาน (Chain of Custody) หมายถงึ หว งโซแหง การครอบครองวัตถุพยาน โดยวัตถพุ ยานนัน้ จะอยู ภายใตการรักษา การครอบครองดูแลของบุคคลหรือหนวยงานท่ีมีอํานาจตามกฎหมาย ตั้งแต การเก็บ รักษา ตรวจพิสูจน จนกระท่ังนํามาแสดงในชั้นศาล โดยไมขาดชวงของการครอบครองและ ถามีการเปล่ียนแปลงการครอบครองจะตอ งมีหลักฐานบนั ทึกแสดงการรบั -สง วตั ถุพยานนนั้ ตลอด ๒. สิ่งท่ีเจาหนาที่ตํารวจสืบสวนควรยึดเปนหลักปฏิบัติเพื่อทําใหการตรวจ สถานท่ีเกดิ เหตุไดผลดที ่ีสดุ ๒.๑ เมอ่ื ไดร ับแจง เหตุ ตองรีบไปสถานทเ่ี กดิ เหตใุ หเ รว็ ที่สดุ ๒.๒ พิจารณาทุกสิ่งทกุ อยา งในสถานทเี่ กดิ เหตวุ าเปน วัตถุพยาน ๒.๓ รบี แจงเจา หนาท่ีที่เกย่ี วขอ งมาทําการตรวจสถานท่ีเกดิ เหตุ ๓. สงิ่ ทีเ่ จา หนา ทต่ี ํารวจสืบสวนควรปฏิบตั ิขณะรอผูชํานาญ ๓.๑ บันทกึ ชอ่ื ของพยาน และบคุ คลอื่นที่เขา -ออกสถานทเ่ี กดิ เหตุ ๓.๒ บนั ทกึ ขอ มลู ของบุคคลที่อยใู นที่เกดิ เหตุเมือ่ เจา หนา ที่ไปถงึ ๓.๓ หาขอ เทจ็ จริงเบอ้ื งตน ทีเ่ กดิ ขนึ้ ๓.๔ แยกตวั ผูตอ งสงสยั ออกจากพยาน ๓.๕ แนะนําพยานไมใหถ กเถยี งหรอื พดู คยุ เหตกุ ารณท ่เี กิดข้ึน ๓.๖ เจา หนา ที่ตาํ รวจเองก็ไมควรพดู คยุ หรอื ถกเถียงกบั พยาน ๓.๗ เจา หนา ทตี่ ํารวจควรฟงคําบอกเลา ของพยานอยางตัง้ ใจ ๓.๘ ปอ งกันวตั ถพุ ยานตางๆ จากการถกู ทาํ ลาย ๔. การตรวจสถานที่เกดิ เหตตุ ามหลักสากล (FBI) ๑๒ ขั้นตอน ๔.๑ การจดั เตรียม (Preparation) ๔.๒ การเขาปฏิบตั งิ านในสถานที่เกดิ เหตุ (Approach scene) ๔.๓ การปอ งกนั และรักษาสถานท่ีเกิดเหตุ (Secure and Protect) ๔.๔ การเริ่มสาํ รวจเบอ้ื งตน (Initiate preliminary survey) ๔.๕ การประเมินความเปนไปไดข องวัตถพุ ยาน (Evaluate physical evidence)

๔๕ ๔.๖ จดั เตรียมคําบรรยายลกั ษณะ (Prepare narrative description) ๔.๗ การถา ยภาพสถานทีเ่ กิดเหตุ (Depict scene photographically) ๔.๘ การจดั เตรยี มแผนผงั หรอื สเกต็ ชภ าพทเ่ี กดิ เหตุ (Prepare diagram /Sketch of scene) ๔.๙ การตรวจคนอยา งละเอยี ด (Conduct detailed search) ๔.๑๐ บันทกึ และเกบ็ วตั ถุพยาน (Record and Collect physical evidence) ๔.๑๑ การปฏิบตั กิ ารสํารวจครั้งสุดทา ย (Conduct final survey) ๔.๑๒ การสงคืนสถานท่เี กิดเหตุจากความรบั ผดิ ชอบ (Release scene) ó.ñ.ô ÇÔ¸Õ¡ÒÃμÃǨ¤¹Œ ËÒÇÑμ¶Ø¾Âҹ㹷èàÕ ¡Ô´àËμØ ñ. Ç¸Ô ¤Õ Œ¹ËÒẺá¶Ç˹Ҍ ¡Ãдҹ (Strip Method) วิธีน้ีเจาหนาที่ ๓-๔ นาย แลวแตความจําเปนหรืออาจมากกวาได ใหเหมาะสมสําหรับบริเวณกวาง กลางแจง สนาม ปาละเมาะ ผูตรวจคนจะเดินเรียงแถวกัน เปนหนากระดานจากจุดเริ่มตนเดินขนานกับขอบพ้ืนท่ีดานใดดานหน่ึง เดินไปจนสุดบริเวณแลว เล้ียวกลับไปมีระยะเล้ียวประมาณ ๑ เมตร โดยแบงพื้นท่ีใหแตละคนรับผิดชอบในเขตของตน อาจแบงในลักษณะเปนแถบ (Strip) มีขนาดเทาๆ กันหลายๆ แถบก็ได จึงเรียกวิธีนี้วาแถว หนา กระดาน (Strip Method) โดยแตล ะนายรับผิดชอบหาพยานวตั ถทุ ่อี ยูในเขตของตน ถา หากพบ พุมไมขางหนาขวางอยูจะตองคลานเขาไปดูขางใตจะเดินหลบไมได หากพบพยานวัตถุ เชน อาวุธ เครื่องมือ ปลอกกระสุนหรือวัตถุสิ่งใด ใหทุกคนหยุดรอจนกวาพยานวัตถุจะถูกเก็บรวบรวมและ ถายภาพเรยี บรอยแลว จงึ เดนิ ตอไปไดด ังภาพ การกาํ หนดขนาดของแถบ (Strip) ขึ้นอยูกับลกั ษณะ ของพ้ืน ถาพ้ืนทท่ี ี่ทาํ การคนเปน พน้ื ทีโ่ ลง เชน บนถนนทางเทา ขนาดของแถบก็จะใหญข ้นึ เนือ่ งจาก เจาหนาท่ีทําการคนสามารถท่ีจะมองเห็นพยานวัตถุตางๆ ไดงาย ในขณะท่ีถาพื้นท่ีน้ันมีหญาข้ึนรก เชน ในทุงนาขนาดของแถบก็อาจจะแคบลงมาเน่ืองจากไมสามารถเห็นพยานวัตถุไดโดยงาย ตองทําการคนอยางละเอยี ดทุกตารางนิ้ว ò. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ Ẻá¶Ç˹ŒÒ¡Ãдҹ»ÃÐÂ¡Ø μ (Applied Strip Method or Grid Method) เปนการคนหาพยานวัตถุท่ีจะเพิ่มความละเอียดมากข้ึนกวาเดิมโดยใช การเดนิ แบบแถวหนา กระดานทงั้ ในแนวราบและแนวตงั้ เพอ่ื ผลในการคน หาทล่ี ะเอยี ดมากขนึ้ กวา วธิ แี รก เหมาะสาํ หรบั ใชก บั พนื้ ทที่ เี่ ปน ปา รกหรอื สถานทที่ ไี่ มเ ออ้ื อาํ นวยตอ การตรวจสอบเพยี งครง้ั เดยี วพยาน วตั ถุมีโอกาสจะถูกคน พบมากขน้ึ หากเลอื กใชวธิ ีน้ี ดังภาพ ó. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ ËÒẺǧÅÍŒ (Wheel Method) การคนหาพยานวัตถุในพ้ืนที่เปนวงกลมจะใชแบบวงลอก็ได โดยแบง วงกลมออกเปนเส้ียวๆ ขนาดเทา ๆ กัน ใหแตล ะคนรบั ผดิ ชอบภายในเสีย้ วของวงกลมน้ันๆ เร่มิ ตน คนหาจากจุดศนู ยกลางพรอมกันแลว เดนิ หนา ไปสเู สนรอบวง ระหวา งเสน ทางหากพบพยานวตั ถุใดๆ กด็ าํ เนนิ การตามวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมตอ ไป วธิ คี น แบบนมี้ ขี อ เสยี ทพ่ี ยานวตั ถอุ าจถกู ทาํ ลายหรอื เสยี หาย ขณะที่เจาหนาท่ีผูคนทุกคนอยูตรงจุดศูนยกลางและยิ่งตรวจไกลออกไปจากจุดศูนยกลางอาณาเขต ดานซา ยมือและขวามือของแตละคนกย็ ง่ิ มากขึ้น โอกาสที่พยานวตั ถุจะมองขา มไปจึงเปนไปไดสงู

๔๖ ô. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ ËÒẺǧ¡ÅÁËÃ×Í¡Œ¹ËÍ (Spiral Method) วิธีนี้ผูตรวจคนจะเริ่มจากศูนยกลางเดินเปนวงกลมใหรัศมีเพ่ิมข้ึน ตามลาํ ดบั ทว่ั บรเิ วณ วธิ นี เี้ หมาะสาํ หรบั ใชภ ายนอกอาคารซง่ึ มบี รเิ วณแคบๆ เชน สนามหญา ภายในบา น และในกรณที มี่ ผี ชู ว ยจาํ กดั เพราะอาจใชเ พยี งคนเดยี วกไ็ ดด งั ภาพ วธิ กี ารคน หาแบบนบี้ างตาํ ราแนะนาํ ใหเ รม่ิ จากเสน รอบนอกเขา มาสจู ดุ ศนู ยก ลางเนอื่ งจากการเรมิ่ ตน จากจดุ ศนู ยก ลางกอ น อาจทาํ ใหพ ยานวตั ถุ เสยี หายได ในขณะท่ผี ูคนเดนิ ไปเรมิ่ ตนจดุ ศนู ยก ลาง õ. Ç¸Ô Õ¤Œ¹ËÒẺ⫹ (Zone Method) เปนการแบงพ้ืนที่ที่จะตรวจคนออกเปน ๔ สวน โดยในแตละสวนน้ัน อาจแบง เปน พ้นื ทยี่ อยไดอ ีก (ดังภาพ) วธิ กี ารนเี้ หมาะสาํ หรับใชใ นอาคารซึง่ มีบรเิ วณขนาดใหญ และ มีจํานวนของพยานวัตถุในแตละพื้นท่ีของบริเวณน้ันแตกตางกัน การแบงพื้นออกเปนสวนๆ ทําให สามารถเลือกใชวิธีคนทีเ่ หมาะสมกับสว นน้นั ได เชน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗ เปน สวนทคี่ าดวา มีพยาน วัตถอุ ยนู อ ยเราอาจจะเลือกใชวิธีการคน แบบกนหอย ซ่ึงสามารถใชผ ูคนเพียงคนเดียว สาํ หรบั ในสว น ที่ ๒ เปนพ้ืนท่ีท่ีพบศพอยูจึงคาดวาจะตองมีพยานวัตถุอยูมากตองการความละเอียดในการคนสูง ดงั น้นั อาจเลือกใชวธิ กี ารคนแบบหนากระดานประยกุ ตใ นพื้นที่สวนน้ี ó.ò ¡ÒÃáÊǧËÒ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹¨Ò¡¡ÒèºÑ /¤Œ¹/嫅 ¢Í§¡ÅÒ§ คําวาของกลางในคดีอาญา ไมปรากฏคําอธิบายในกฎหมายใดซ่ึงจะไดอธิบายไว โดยชดั แจง เกย่ี วกบั ความหมาย นอกจากคาํ วา “สง่ิ ของ” ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒(๑๘) ซง่ึ หมายถึง สงั หาริมทรัพยใด ซ่ึงอาจใชเปน พยานหลกั ฐานในคดีอาญาได ใหรวมทง้ั จดหมาย โทรเลขและเอกสารอยางอื่นๆ ซึ่งแทจริงแลวคําวาของกลางยังมีความหมายอยางกวาง มากกวา คาํ วา “สง่ิ ของ” ดงั นนั้ จงึ ตอ งอาศยั การตคี วามจากหลกั ของเจตนารมณข องกฎหมายตา งๆ ท่เี กย่ี วของซ่ึงไดกลาวอธบิ ายไว อาทิเชน การสบื สวน คอื การแสวงหาขอเทจ็ จรงิ และหลกั ฐาน ซ่งึ ในบางครงั้ หลกั ฐานทสี่ ืบสวนพบ ก็กลายสภาพเปนของกลางในคดีอาญา ดังน้ัน ตองทําความเขาใจและควรเรียนรูเก่ียวกับของกลาง ในคดอี าญาไวป ระกอบ เพราะมฉิ ะนน้ั แลว จะพบเหน็ เจา พนกั งานตาํ รวจไปตรวจคน และยดึ สง่ิ ของตา งๆ มาจํานวนมากมาย แตกลับไมถูกนํามาใชเปนพยานหลักฐานหรือไมไดแปรสภาพมาเปนของกลาง ในคดอี าญาแตอ ยา งใด จงึ มขี อ พพิ าทจาํ นวนมากเกดิ ขนึ้ ตามมาเกย่ี วกบั อาํ นาจการยดึ และระยะเวลา ในการยดึ สงิ่ ของเหลา นนั้ รวมถงึ ปญ หาในการเกบ็ รกั ษาวา ใครจะเปน ผรู บั ผดิ ชอบ ตลอดจนเกดิ ปญ หา เกยี่ วกบั การสง มอบสิ่งของเหลานั้นคนื แกเจาของหรือผมู สี ทิ ธเิ์ มือ่ มกี ารยื่นคาํ รอ งขอรบั สง่ิ ของคนื จึงเปนเร่ืองจําเปนท่ีเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญา ตองมีความรู และทราบถึงเจตนารมณของกฎหมายในการที่จะใหอํานาจเจาพนักงานในการยึดหรืออายัดสิ่งของ เพื่อประโยชนในการบังคับใชกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณของกฎหมายแลว พอจะวาง หลกั เกณฑเก่ยี วกับคําวา ของกลางในคดีอาญา ไดดงั นี้

๔๗ ๑. หมายถงึ ส่ิงของทยี่ ดึ ไวเพอื่ ใหศ าลมีคําสงั่ รบิ (สงิ่ ของที่มไี วเปนความผิด) ๒. หมายถึงสงิ่ ของทยี่ ึดไวเ พราะสงสยั วาเปน ส่ิงของทไี่ ดใช มีไวเพอ่ื ใช หรือไดม าจาก การกระทาํ ความผิด (บางสิง่ คนื เจาของที่แทจ รงิ บางสิ่งศาลมีคาํ สง่ั ริบ) ๓. หมายถงึ สง่ิ ของทยี่ ดึ ไวเ พอื่ ใชเ ปน พยานหลกั ฐานในคดอี าญา (สว นใหญใ ชเ ปน พยาน หลักฐานในคดอี าญา และอาจสน้ิ สภาพไปเพราะการตรวจพสิ ูจน) ๔. หมายถึงสิ่งของท่ียึดไวเพราะหาเจาของท่ีแทจริงไมได รัฐรักษาผลประโยชนไว เพือ่ ปอ งกนั การโตแยงทางแพง ของเอกชน (เชน ส่ิงของตกหลนท่ีมผี ูเก็บได) ó.ò.ñ ʧÔè ¢Í§·èÂÕ ´Ö äÇàŒ ¾è×ÍãËŒÈÒÅÁคÕ ําÊѧè ÃÔº ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถึง สิ่งของที่เจาพนักงานผูมี หนา ทสี่ บื สวนตอ งยดึ หรอื อายดั ไวเ สมอ เพอื่ ใหศ าลมคี าํ สงั่ รบิ ซงึ่ ถอื วา เปน การรบิ เดด็ ขาด เปน ไปตาม หลักกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา ดังน้ี ÁÒμÃÒ óò ทรัพยสินใดท่ีกฎหมายบัญญัติไววา ผูใดทําหรือมีไวเปนความผิด ใหรบิ เสียท้งั สน้ิ ไมว า เปน ของผกู ระทาํ ความผิด และมีผูถ ูกลงโทษตามคําพพิ ากษาหรอื ไม ÁÒμÃÒ óõ ทรัพยสินซึ่งศาลพิพากษาใหริบใหตกเปนของแผนดิน แตศาลจะ พิพากษาใหท ําใหท รัพยส นิ นั้นใชไมไ ดหรอื ทําลายทรพั ยส ินนน้ั เสยี กไ็ ด ดังนั้น เมื่อเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญา ไดสืบสวนพบ สิ่งของซึ่งมีลักษณะตามท่ีไดอธิบายแลวขางตน จะตองยึดไวเปนของกลางเสมอ โดยมิตองคํานึงวา จะมีผูตองหาหรือผูที่ตองไดรับโทษตามกฎหมายสําหรับความผิดน้ันๆ หรือไม และระยะเวลา ในการยึดน้นั ก็ยึดไวไ ดจนกวา ศาลจะมีคาํ สั่งรบิ ó.ò.ò ÊÔ觢ͧ·ÕèÂÖ´äÇŒà¾ÃÒÐʧÊÑÂÇ‹Ò໚¹ÊÔ觢ͧ·èÕ䴌㪌 ÁÕäÇŒà¾è×Í㪌 ËÃ×Íä´ŒÁÒ¨Ò¡ ¡ÒáÃÐทํา¼Ô´ ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถงึ สงิ่ ของท่ีเจาพนกั งานผูมีหนาท่ี สบื สวนไดทราบขอ เท็จจริงหรอื เพราะมเี หตุอนั ควรสงสัยวาจะเปนสง่ิ ของที่ไดใช มไี วเพอ่ื ใช หรือไดมา จากการกระทําผิด จึงตองยึดไวเปนของกลาง เพราะเหตุที่หากเปนส่ิงของที่ไดใช หรือมีไวเพื่อใช ในการกระทาํ ผดิ จรงิ ทาํ ใหพ สิ จู นไ ดว า มกี ารกระทาํ ผดิ อาญาเกดิ ขน้ึ และทาํ ใหพ อจะทราบรายละเอยี ด แหง ความผดิ นน้ั ๆ นอกจากนน้ั ยงั สามารถนาํ ไปใชเ ปน พยานหลกั ฐานสาํ คญั ในคดอี าญาในชน้ั สอบสวน และการพิจารณาคดีของศาลเพ่อื พิสจู นความผดิ ผตู องหาหรือจําเลย สําหรับส่ิงของที่สงสัยวาจะไดมาจากการกระทําผิดก็ตองยึดไวใชเปนพยาน หลักฐานเพื่อพิสูจนความผิดของผูตองหาหรือจําเลย อาทิเชน ความผิดฐานลักทรัพยหรือรับของโจร นอกจากนค้ี วามสาํ คญั ทตี่ อ งยดึ สง่ิ ของประเภทนไี้ วเ ปน ของกลางคอื กรณที ย่ี ดึ ไวเ พอ่ื สง คนื แกเ จา ของ ท่ีแทจ รงิ หรือผมู สี ทิ ธิในส่ิงของน้นั ซ่งึ ของกลางประเภทนเี้ ปนไปตามหลักประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ öù เหตุทีจ่ ะออกหมายคน ไดม ีดังตอ ไปน้ี (๑) เพื่อพบและยึดส่ิงของซ่ึงจะเปนพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไตส วนมลู ฟองหรือพจิ ารณา

๔๘ (๒) เพื่อพบและยึดส่ิงของซึ่งมีไวเปนความผิด หรือไดมาโดยผิดกฎหมาย หรือมเี หตุอันควรสงสยั วาไดใชหรอื ต้งั ใจจะใชในการกระทําความผิด (๓) เพื่อพบและชวยบุคคลซ่ึงไดถูกหนวงเหนี่ยวหรือกักขัง โดยมิชอบดวย กฎหมาย (๔) เพอ่ื พบบคุ คลซ่งึ มีหมายใหจับ (๕) เพอื่ พบและยดึ สง่ิ ของตามคาํ พพิ ากษาหรอื ตามคาํ สงั่ ศาล ในกรณที จี่ ะพบ หรอื จะยึดโดยวธิ ีอื่นไมไ ดแ ลว และหลักประมวลกฎหมายอาญา ÁÒμÃÒ óó ในการริบทรัพยสิน นอกจากศาลจะมีอํานาจริบตามกฎหมาย ที่บัญญัตไิ วโดยเฉพาะแลว ใหศ าลมีอํานาจส่งั ใหรบิ ทรัพยส นิ ดังตอ ไปนอี้ ีกดวย คือ (๑) ทรัพยสินซึง่ บคุ คลไดใช หรือมีไวเพื่อใชใ นการกระทําความผิด หรอื (๒) ทรัพยสนิ ซง่ึ บุคคลไดม าโดยไดก ระทําความผิด เวน แตทรัพยส ินเหลา นี้เปนทรพั ยส ินของผอู น่ื ซึ่งมไิ ดร เู ห็นเปน ใจดวยในการกระทาํ ความผดิ ÁÒμÃÒ óô บรรดาทรัพยสิน (๑) ซงึ่ ไดใ หต ามความในมาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๖๗ มาตรา ๒๐๑ หรือมาตรา ๒๐๒ หรือ (๒) ซ่ึงไดใหเพื่อจูงใจบุคคลใหกระทําความผิด หรือเพ่ือเปนรางวัลในการ ท่ีบุคคลไดกระทําความผิด ใหริบเสียท้ังส้ิน เวนแตทรัพยสินน้ันเปนของผูอื่นซึ่งมิไดรูเห็นเปนใจดวย ในการกระทาํ ความผิด ÁÒμÃÒ óö ในกรณีที่ศาลส่ังใหรบิ ทรพั ยส ินตามมาตรา ๓๓ หรือ มาตรา ๓๔ ไปแลว หากปรากฏในภายหลังโดยคาํ เสนอของเจาของแทจ รงิ วา ผเู ปน เจาของแทจรงิ มไิ ดร เู หน็ เปนใจ ดว ยในการกระทาํ ความผิด ก็ใหศ าลส่ังใหคืนทรัพยส นิ ถาทรพั ยสนิ นั้นยงั คงมอี ยูใ นความครอบครอง ของเจาพนักงานแตคําเสนอของเจาของแทจริงนั้นจะตองกระทําตอศาลภายในหน่ึงปนับแตวัน คาํ พิพากษาถงึ ทีส่ ุด ขอ สงั เกต ประการสาํ คญั ของการยดึ ของกลางประเภทน้ี คอื การตคี วามเกย่ี วกบั คาํ วา เหตุ อันควรสงสัย ซ่ึงตองมีหลักฐานขอเท็จจริงพอสมควรท่ีจะสนับสนุนขออางของเจาพนักงานผูมีหนาท่ี ในการสืบสวนอาญา นอกจากน้ียังมีขอสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาในการยึด อายัด วาจะมีกําหนด ถึงเมื่อใด เพราะมูลเหตุอันควรสงสัยนั้น บางครั้งไดสิ้นสุดลงแลว อํานาจในการยึด อายัด จงึ ควรจะหมดตามไปดว ย เวน แตจ ะมขี อ เทจ็ จรงิ อนื่ มาสนบั สนนุ หรอื ไดเ ปลย่ี นมลู เหตอุ นั ควรสงสยั เปน มูลเหตจุ รงิ นอกจากนี้ยังมีขอสังเกตเก่ียวกับหลักเกณฑขอน้ี ในเรื่องการคืนหรือสั่งคืนของกลางท่ียึด หรืออายัดวาไดก ระทาํ ไปโดยมกี ารตรวจสอบสิทธิอ์ ยา งแนชัดแลวหรอื ไม กระทบสทิ ธิ์ของผใู ดหรือไม และผูบุคคลนั้นมีสิทธ์ิไลเบี้ยเอากับผูกระทําความผิดอาญาไดหรือไม ซึ่งในกรณีจะเกี่ยวของสัมพันธ ดังปรากฏอยูในประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

๔๙ ÁÒμÃÒ ôó คดีลักทรัพย ว่ิงราว ชิงทรัพย ปลนทรัพย โจรสลัด กรรโชก ฉอโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถาผูเสียหายมีสิทธิที่จะเรียกรองทรัพยสิน หรือราคาที่เขาสูญเสียไป เนื่องจากการกระทําผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟองคดีอาญา ก็ใหเรียกทรัพยสินหรือราคา แทนผูเสยี หายดวย ÁÒμÃÒ ôô การเรียกทรัพยสินหรือราคาคืนตามมาตรากอน พนักงานอัยการ จะขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะย่ืนคํารองในระยะใดระหวางท่ีคดีอาญากําลังพิจารณาอยูในศาลช้ันตน กไ็ ด คาํ พพิ ากษาในสว นเรยี กทรพั ยส นิ หรอื ราคาใหร วมเปน สว นหนงึ่ แหง คาํ พพิ ากษา ในคดอี าญา ÁÒμÃÒ ôô/ñ ในคดที พ่ี นักงานอัยการเปน โจทก ถาผูเสียหายมีสิทธทิ จ่ี ะเรยี กเอา คา สนิ ไหมทดแทนเพราะเหตไุ ดร บั อนั ตรายแกช วี ติ รา งกาย จติ ใจ หรอื ไดร บั ความเสอ่ื มเสยี ตอ เสรภี าพ ในรางกาย ชื่อเสียงหรือไดรับความเสียหายในทางทรัพยสินอันเน่ืองมาจากการกระทําความผิดของ จําเลย ผูเสียหายจะยื่นคํารองตอศาลท่ีพิจารณาคดีอาญาขอใหบังคับจําเลยใหคาสินไหมทดแทน แกตนกไ็ ด การยืน่ คํารองตามวรรคหน่ึง ผูเ สียหายตองยนื่ คํารอ งกอ นเริ่มสืบพยาน ในกรณี ที่ไมมีการสืบพยานใหยื่นคํารองกอนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และใหถือวาคํารองดังกลาวเปนคําฟอง ตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงและผูเสียหายอยูในฐานะโจทกในคดี สว นแพง นน้ั ทง้ั นี้ คาํ รอ งดงั กลา วตอ งแสดงรายละเอยี ดตามสมควรเกยี่ วกบั ความเสยี หาย และจาํ นวน คา สนิ ไหมทดแทนทเี่ รยี กรอ ง หากศาลเหน็ วา คาํ รอ งนน้ั ยงั ขาดสาระสาํ คญั บางเรอ่ื ง ศาลอาจมคี าํ สงั่ ให ผรู องแกไ ขคาํ รองใหช ดั เจนกไ็ ด คํารองตามวรรคหน่ึงจะมีคําขอประการอ่ืนที่มิใชคําขอบังคับใหจําเลยชดใช คาสินไหมทดแทนอันเน่ืองมาจากการกระทําความผิดของจําเลยในคดีอาญามิได และตองไมขัดขืน หรอื แยง กบั คาํ ฟอ งในคดอี าญาทพี่ นกั งานอยั การเปน โจทก และในกรณที พ่ี นกั งานอยั การไดด าํ เนนิ การ ตามความใน มาตรา ๔๓ แลว ผเู สยี หายจะยนื่ คาํ รอ งตามวรรคหนงึ่ เพอื่ เรยี กทรพั ยส นิ หรอื ราคาทรพั ย อกี ไมไ ด ÁÒμÃÒ ôô/ò เมอ่ื ไดรบั คาํ รอ งตาม มาตรา ๔๔/๑ ใหศาลแจง ใหจาํ เลยทราบ หากจําเลยใหการประการใดหรือไมประสงคจะใหการใหศาลบันทึกไว ถาหากจําเลยประสงคจะทํา คาํ ใหก ารเปน หนงั สอื ใหศ าลกาํ หนดระยะเวลายน่ื คาํ ใหก ารตามทเี่ หน็ สมควร และเมอ่ื พนกั งานอยั การ สืบพยานเสร็จศาลจะอนุญาตใหผูเสียหายนําพยานเขาสืบถึงคาสินไหมทดแทนไดเทาที่จําเปน หรอื ศาลจะพิจารณาพพิ ากษาคดอี าญาไปกอ นแลว พจิ ารณาพิพากษาคดสี ว นแพงในภายหลัง ถาความปรากฏตอศาลวาผูยื่นคํารองตาม มาตรา ๔๔/๑ เปนคนยากจน ไมสามารถจัดหาทนายความไดเ อง ใหศ าลมอี าํ นาจตง้ั ทนายความใหแ กผนู ั้น โดยทนายความท่ีไดร บั แตง ตง้ั มสี ทิ ธไิ ดรบั เงินรางวัลและคาใชจา ยตามระเบยี บทีค่ ณะกรรมการบริหารศาลยตุ ธิ รรมกําหนด

๕๐ ÁÒμÃÒ ôõ คดีเรื่องใดถึงแมวาไดฟองในทางอาญาแลวก็ไมตัดสิทธิผูเสียหาย ทจี่ ะฟอ งในทางแพง อกี ÁÒμÃÒ ôö ในการพพิ ากษาคดสี ว นแพง ศาลจําตอ งถือขอเทจ็ จรงิ ตามทปี่ รากฏ ในคาํ พพิ ากษาคดสี วนอาญา ÁÒμÃÒ ô÷ คําพิพากษาคดีสวนแพงตองเปนไปตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย อันวาดวยความรับผิดของบุคคลในทางแพงโดยไมตองคํานึงถึงวาจําเลยตองคําพิพากษาวาไดกระทํา ความผดิ หรือไม ราคาทรัพยสินท่ีสั่งใหจําเลยใชแกผูเสียหายใหศาลกําหนดตามราคาอันแทจริง สวนจํานวนเงินคาสนิ ไหมทดแทนที่ผูเสียหายจะไดร บั นัน้ ใหศาลกําหนดใหต ามความเสียหายแตต อ ง ไมเกนิ คาํ ขอ ÁÒμÃÒ ôø เมอื่ ศาลพพิ ากษาใหคืนทรพั ยสนิ แตย งั ไมปรากฏตวั เจาของ เมอื่ ใด ปรากฏตวั เจา ของแลว ใหเ จา หนา ท่ซี ่ึงรกั ษาของคนื ของน้นั ใหแกเจา ของไป ในกรณีที่ปรากฏตัวเจาของ ใหศาลพิพากษาส่ังใหเจาหนาที่ซ่ึงรักษาของคืน ของนนั้ ใหแ กเจา ของไป เม่ือมีการโตแยงกัน ใหบุคคลท่ีอางวาเปนเจาของอันแทจริงในทรัพยสินนั้น ฟองเรยี กรอ งยังศาลท่ีมีอํานาจชาํ ระ ÁÒμÃÒ ôù แมจะไมม ีฟองคดสี วนแพงกต็ าม เมื่อพพิ ากษาคดี สวนอาญาศาล จะส่ังใหคนื ทรพั ยสินของกลางแกเ จาของกไ็ ด ÁÒμÃÒ õð ในกรณีที่ศาลสั่งใหคืนหรือใชราคาทรัพยสิน หรือคาสินไหม ทดแทนแกผูเสียหายตามมาตรา ๔๓ และ มาตรา ๔๔ หรือ มาตรา ๔๔/๑ ใหถ อื วา ผเู สยี หายน้นั เปน เจา หน้ตี ามคาํ พพิ ากษา ÁÒμÃÒ øõ เจาพนักงานผูจับหรือรับตัวผูถูกจับไว มีอํานาจคนตัวผูตองหา และยึดสิง่ ของตาง ๆ ทอ่ี าจใชเปนพยานหลกั ฐานได การคน นน้ั จักตอ งทาํ โดยสภุ าพ ถา คน ผหู ญิงตอ งใหห ญิงอ่นื เปนผคู น สง่ิ ของใดที่ยึดไว เจา พนักงานมอี ํานาจยดึ ไวจ นกวาคดถี งึ ท่สี ุด เม่อื เสรจ็ คดแี ลว ก็ใหค นื แกผ ตู อ งหาหรอื แกผ ูอนื่ ซึ่งมีสิทธิเรียกรองขอคนื สง่ิ ของนัน้ เวนแตศ าลจะสง่ั เปน อยา งอ่นื ÁÒμÃÒ ùó หามมิใหทําการคนบุคคลใดในท่ีสาธารณสถาน เวนแต พนักงาน ฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูคนในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยวา บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครอง เพ่ือจะใชในการกระทําความผิด หรือซ่ึงไดมาโดยการกระทําความผิดหรือซ่ึงมีไวเปนความผิดจะเห็น ไดวาแมแตศาลยังใหความสําคัญกับการส่ังคืนของกลางประเภทนี้ และก็ยังมีปรากฏอยูในประมวล กฎหมายอาญา ÁÒμÃÒ óó ÇÃä·ÒŒ  เวน แตท รพั ยส นิ เหลา นเ้ี ปน ทรพั ยส นิ ของผอู นื่ ซง่ึ มไิ ดร เู หน็ เปนใจดว ยในการกระทาํ ความผิด

๕๑ ÁÒμÃÒ óô ÇÃ䷌Ҡเวนแตทรพั ยส นิ นน้ั เปนของผูอ่นื ซ่ึงมไิ ดรเู หน็ เปนใจดวย ในการกระทาํ ความผดิ ÁÒμÃÒ óö ในกรณที ศี่ าลสงั่ ใหริบทรัพยส ินตามมาตรา ๓๓ หรอื มาตรา ๓๔ ไปแลว หากปรากฏในภายหลงั โดยคาํ เสนอของเจาของแทจ รงิ วา ผูเปน เจา ของแทจ รงิ มไิ ดรูเห็นเปน ใจ ดวยในการกระทําความผิด ก็ใหศ าลสั่งใหคืนทรัพยส นิ ถาทรพั ยส ินนน้ั ยังคงมอี ยใู นความครอบครอง ของเจาพนักงาน แตคําเสนอของเจาของแทจริงนั้นจะตองกระทําตอศาลภายในหน่ึงปนับแตวัน คําพิพากษาถงึ ทสี่ ดุ ดังนนั้ จงึ เปน เร่ืองสําคญั ทต่ี อ งทาํ ความเขาใจอยา งจรงิ จังและใสใจ โดยเฉพาะ อยา งยิ่งเรอ่ื งของระยะเวลาในการยึดอายดั และการคืนของกลาง แมในบางคร้งั จะเปนการปฏบิ ตั ิของ พนกั งานสอบสวนกต็ าม แตต อ งไมล มื วา เจา พนกั งานผมู หี นา ทส่ี บื สวนคดอี าญา เพราะเปน ผใู ชอ าํ นาจแรก ในการยดึ สง่ิ ของเหลา นนั้ มาเพยี งเพราะเหตอุ ันควรสงสยั ó.ò.ó ʧèÔ ¢Í§·ÕèÂÖ´äÇŒà¾×Íè ãªàŒ »š¹¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹ã¹¤´ÕÍÒÞÒ ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถึง ส่ิงท่ีเจาพนักงานผูมีหนาที่ สบื สวนคดีอาญาเห็นวาเปนหลกั ฐานสาํ คัญที่ทําใหทราบรายละเอยี ดแหงความผดิ และยังสามารถใช เปน พยานหลกั ฐานในชน้ั สอบสวนเพอ่ื พสิ จู นว า ผตู อ งหากระทาํ ผดิ หรอื บรสิ ทุ ธิ์ ซง่ึ ของกลางประเภทนี้ มวี ตั ถปุ ระสงคห รอื เจตนารมณข องกฎหมายตา งจากของกลางประเภทที่ ๒ ขา งตน กลา วคอื ของกลาง ประเภทนี้นอกจากใชพิสูจนหรือยืนยันความผิดของผูตองหาหรือจําเลยในการสอบสวนหรือพิจารณา คดีแลว ยังอาจยึดมาเพื่อใชเปนพยานหลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ของผูตองหาหรือจําเลย ซงึ่ อาจมาจากการแสวงหาและยดึ อายดั ของเจา พนกั งานตาํ รวจผมู อี าํ นาจสบื สวนคดอี าญาเอง หรอื มา จากคาํ กลา วอา งของผูตองหาหรือจาํ เลยก็ได หลกั กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ของกลางประเภทน้ี คอื ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา ความอาญา ÁÒμÃÒ öù เหตทุ ีจ่ ะออกหมายคน ไดม ีดงั ตอ ไปน้ี (๑) เพ่ือพบและยึดส่ิงของซ่ึงจะเปนพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไตสวนมลู ฟอ งหรอื พจิ ารณา ÁÒμÃÒ ùò หามมิใหคนในที่รโหฐานโดยไมมีหมายคนหรือคําสั่งของศาล เวนแตพนกั งานฝายปกครองหรือตาํ รวจเปน ผคู น และในกรณดี ังตอไปนี้ (๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรวาสิ่งของที่มีไวเปนความผิดหรือไดมา โดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ไดใ ชห รอื มไี วเ พอ่ื จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื อาจเปน พยานหลกั ฐาน พสิ จู นก ารกระทาํ ความผดิ ไดซ อ นหรอื อยใู นนน้ั ประกอบทง้ั ตอ งมเี หตอุ นั ควรเชอ่ื วา เนอ่ื งจากการเนนิ่ ชา กวาจะเอาหมายคนมาไดส ่ิงของน้ันจะถูกโยกยา ยหรือทําลายเสยี กอน ÁÒμÃÒ ùø การคน ในทร่ี โหฐานนนั้ จะคน ไดแ ตเ ฉพาะเพอ่ื หาตวั คน หรอื สง่ิ ของ ท่ตี องการคนเทาน้ัน แตมขี อ ยกเวนดงั นี้

๕๒ (๑) ในกรณีท่ีคนหาสิ่งของโดยไมจํากัดส่ิง เจาพนักงานผูคนมีอํานาจยึด ส่ิงของใดๆ ซ่งึ นา จะใชเปน พยานหลักฐานเพอ่ื เปนประโยชน หรอื ยนั ผตู องหาหรือจําเลย ÁÒμÃÒ ñóñ ใหพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเทาท่ีสามารถ จะทําได เพ่ือประสงคจะทราบขอเท็จจริงและพฤติการณตางๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกลาวหา เพ่ือจะรูตัวผูกระทําผิดและพสิ ูจนใหเห็นความผิดหรอื ความบริสทุ ธข์ิ องผูต องหา ÁÒμÃÒ ñóò เพ่ือประโยชนแหงการรวบรวมหลักฐาน ใหพนักงานสอบสวน มีอํานาจดังตอไปน้ี (๑) ตรวจตวั ผเู สยี หายเมอ่ื ผนู น้ั ยนิ ยอม หรอื ตรวจตวั ผตู อ งหา หรอื ตรวจสง่ิ ของ หรือทท่ี างอนั สามารถอาจใชเปน พยานหลกั ฐานได ใหรวมทง้ั ทาํ ภาพถาย แผนที่ หรือภาพวาดจําลอง หรือพิมพลายนิ้วมือ ลายมือหรือลายเทา กับใหบันทึกรายละเอียดท้ังหลายซ่ึงนาจะกระทําใหคดี แจมกระจางขึน้ ในการตรวจตัวผูเสียหายหรือผูตองหาตามวรรคหน่ึง หากผูเสียหาย หรือผูต องหาเปน หญิง ใหจ ัดใหเ จาพนกั งานซ่ึงเปน หญงิ หรือหญิงอ่ืนเปน ผตู รวจ ทั้งนี้ ในกรณีท่มี เี หตุ อันสมควร ผูเ สยี หายหรือผตู อ งหาจะขอนําบคุ คลใดมาอยรู วมในการตรวจนนั้ ดว ยก็ได (๒) คนเพื่อพบสิ่งของ ซึ่งมีไวเปน ความผดิ หรือไดมาโดยการกระทาํ ผิด หรือ ไดใ ช หรอื สงสยั วา ไดใ ชใ นการกระทาํ ผดิ หรอื ซง่ึ อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานได แตต อ งปฏบิ ตั แิ หง ประมวล กฎหมายนี้วาดว ยคน (๓) หมายเรียกบุคคลซึ่งครอบครองส่ิงของ ซึ่งอาจใชเปนพยานหลักฐานได แตบุคคลท่ีถูกหมายเรียกไมจําตองมาเองเมื่อจัดสงสิ่งของมาตามหมายแลว ใหถือเสมือนไดปฏิบัติ ตามหมาย (๔) ยึดไวซึ่งสง่ิ ของท่คี นพบหรอื สง มาดงั กลาวไวใ นมาตรา (๒) และ (๓) ÁÒμÃÒ òóø ตนฉบับเอกสารเทาน้ันที่อางเปนพยานได ถาหาตนฉบับไมได สาํ เนาท่ีรับรองวาถกู ตอ งหรอื พยานบคุ คลท่ีรขู อความ กอ็ า งเปน พยานได ถาอางหนังสือราชการเปนพยาน แมตนฉบับยังมีอยูจะสงสําเนาท่ีเจาหนาที่ รับรองวา ถูกตอ งกไ็ ด เวน แตใ นหมายเรยี กจะบง ไวเ ปนอยา งอืน่ ÁÒμÃÒ òóù เอกสารใดซึ่งคูความอาง แตมิไดอยูในความยึดถือของเขา ถา คคู วามนนั้ แจง ถงึ ลกั ษณะและทอ่ี ยขู องเอกสารตอ ศาล ใหศ าลหมายเรยี กบคุ คลผยู ดึ ถอื นาํ เอกสารนนั้ มาสงศาล ÁÒμÃÒ òôñ สงิ่ ใดใชเ ปนพยานวตั ถุตองนํามาศาล ในกรณที นี่ าํ มาไมไ ด ใหศ าลไปตรวจจดรายงานยงั ทที่ พี่ ยานวตั ถนุ น้ั อยตู ามเวลา และวธิ ซี ึ่งศาลเหน็ สมควรตามลักษณะแหงพยานวัตถุ ÁÒμÃÒ òôò ในระหวางสอบสวน ไตสวนมูลฟองหรือพิจารณาสิ่งของซึ่งเปน พยานวตั ถุตองใหคูความหรอื พยานตรวจดู ถามีการแกหอหรือทําลายตราการหอหรือตีตราใหมใหทําตอหนาคูความ หรือพยานทเี่ กี่ยวขอ งน้ัน

๕๓ สําหรับระยะเวลาในการยึดอายัดของกลางประเภทน้ี โดยปกติจะตองยดึ อายัด ไวจนกวาคดีจะถึงท่ีสุด เพราะพยานหลักฐานนั้นจะตองถูกนํามาใชตลอดการพิจารณาคดี ท้ังในชั้น อุทธรณและฎกี า ดังปรากฏตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ øõ/ñ ในระหวา งสอบสวน สงิ่ ของทเี่ จา พนกั งานไดย ดึ ไว ซง่ึ มใิ ชท รพั ยส นิ ที่กฎหมายบัญญัติไววา ผูใดทําหรือมีไวเปนความผิด ถายังไมไดนําสืบหรือแสดงเปนพยานหลักฐาน ในการพจิ ารณาคดี เจา ของหรอื ผซู ง่ึ มสี ทิ ธเิ รยี กรอ งขอคนื สงิ่ ของทเ่ี จา พนกั งานยดึ ไว อาจยน่ื คาํ รอ งตอ พนกั งานสอบสวนหรอื พนกั งานอยั การแลว แตก รณี เพอ่ื ขอรบั สงิ่ ของนน้ั ไปดแู ลรกั ษาหรอื ใชป ระโยชน โดยไมม ีประกัน หรือมปี ระกัน หรือมีประกนั และหลักประกันกไ็ ด การสั่งคืนสิ่งของตามวรรคหนึ่งจะตองไมกระทบถึงการใชสิ่งของนั้นเปนพยาน หลักฐาน เพ่ือพิสูจนขอเท็จจริงในภายหลัง ท้ังนี้ ใหพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคําสั่ง โดยมิชักชา โดยอาจเรียกประกันจากผูยื่นคํารองหรือกําหนดเง่ือนไขอยางหน่ึงอยางใดใหบุคคลน้ัน ปฏิบัติ และหากไมปฏิบัติตามเง่ือนไขหรือบุคคลดังกลาวไมยอมคืนส่ิงของน้ันเมื่อมีคําสั่งใหคืน ใหพนกั งานสอบสวนหรอื พนักงานอยั การ แลว แตกรณี มีอาํ นาจยดึ สิง่ ของนั้นกลับคนื และบังคับตาม สัญญาประกันเชนวานั้นได วิธีการยื่นคํารอง เง่ือนไขและการอนุญาตใหเปนไปตามท่ีกําหนดใน กฎกระทรวง ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคําส่ังไมอนุญาต ผูยื่นคํารอง มสี ทิ ธยิ น่ื คาํ รองอทุ ธรณค าํ ส่งั ตอ ศาลช้ันตน ที่มีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญาดังกลาวไดภ ายใน สามสิบวัน นับแตวันท่ีไดรับแจงการไมอนุญาต และใหศาลพิจารณาใหแลวเสร็จภายในสามสิบวัน นับแตว นั ทไ่ี ดร บั อุทธรณ ในกรณที ีศ่ าลมคี าํ ส่งั อนุญาต ศาลอาจเรยี กประกนั หรือกําหนดเงอ่ื นไขอยา งหนงึ่ อยา งใดไดตามท่ีเห็นสมควร คําสั่งของศาลใหเ ปนที่สุด ÁÒμÃÒ ñùô ถามีอุทธรณแตในปญหาขอกฎหมาย ในการวินิจฉัย ปญหา ขอ กฎหมายนน้ั ๆ ศาลอทุ ธรณจ ะตอ งฟง ขอ เทจ็ จรงิ ตามทศี่ าลชน้ั ตน วนิ จิ ฉยั มาแลว จากพยานหลกั ฐาน ในสาํ นวน ÁÒμÃÒ òòò ถาคดีมีปญหาแตเฉพาะขอกฎหมาย ในการวินิจฉัยปญหาขอ กฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะตองฟงขอเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณไดวินิจฉัยมาแลวจากพยานหลักฐานใน สํานวน ดังนั้น ของกลางประเภทนี้จึงถูกยึดอายัดจากเจาพนักงานเปนระยะเวลานาน บางครงั้ อาจเสยี หายไปกบั การตรวจพสิ จู นแ ละบางครงั้ ไมม คี าํ สง่ั เกย่ี วกบั ของกลางประเภทน้ี เนอ่ื งจาก พนักงานอัยการอาจไมไดมีคําขอทายฟองไป เพราะอาจไมมีผูใดแสดงความประสงคขอรับของกลาง ประเภทน้ีคืน แตมิไดหมายความวาผูเปนเจาของหรือมีสิทธิ์จะมาใชสิทธ์ิเรียกรองในภายหลังไมได เน่ืองจากศาลไมไดมีคําส่ังริบ เชนนี้ เปนกรณีท่ีพนักงานสอบสวนและเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ สืบสวนคดีอาญา ท่รี ว มกนั ตรวจยึดอายัดมานั้น ตองแสวงหาขอเทจ็ จริงใหไดวา ผูมสี ิทธใ์ิ นของกลาง ประเภทน้ีเมื่อคดีถึงท่ีสุดแลว ติดใจเก่ียวกับของกลางประเภทน้ีอยางไร หรือไม เพื่อใหขอเท็จจริง ปรากฏตอ พนักงานอยั การเกีย่ วกบั การจัดทําคําขอทายฟอ งเกย่ี วกับของกลางประเภทนี้

๕๔ ó.ó.ô ÊÔ觢ͧ·èÕÂÖ´äÇŒà¾ÃÒÐËÒ਌Ңͧ·èÕá·Œ¨ÃÔ§äÁ‹ä´Œ ÃѰÃÑ¡ÉҼŻÃÐ⪹äÇŒ à¾×Íè »‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃâμጠŒ§·Ò§á¾‹§¢Í§àÍ¡ª¹ ของกลางประเภทน้ี ไดแ ก ของกลางจาํ พวกศาลมคี าํ สงั่ คนื ของกลางในคดอี าญา แลวไมมีผูใดมาติดตอขอรับคืน หรือเปนส่ิงของตกหลนและมีผูเก็บไดนํามาสงแกเจาพนักงานตํารวจ หรือพนักงานสอบสวนจึงจําเปนตองเก็บรักษาไวตามกฎหมายและระเบียบท่ีเกี่ยวของ โดยกรณีนี้มี กฎหมายและระเบียบท่ีเกยี่ วขอ งดังนี้ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ ôø เมื่อศาลพิพากษาใหค ืนทรพั ยสนิ แตย ังไมป รากฏตัวเจา ของ เมอื่ ใด ปรากฏตัวเจา ของแลว ใหเจาหนาท่ซี งึ่ รักษาของคืนของน้นั ใหแ กเ จา ของไป ในกรณีท่ีปรากฏตัวเจาของ ใหศาลพิพากษาสั่งใหเจาหนาที่ซึ่งรักษาของคืน ของนั้นใหแกเ จา ของไป เม่ือมีการโตแยงกัน ใหบุคคลที่อางวาเปนเจาของอันแทจริงในทรัพยสินน้ัน ฟองเรยี กรองยงั ศาลทม่ี อี ํานาจชําระ ó.ó ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·äÕè ´¨Œ Ò¡¡ÒÃŋͫ×éÍ สําหรับข้ันตอนการสืบสวนพยานหลักฐานในคดีอาญา สามารถแบงออกเพ่ือความเขาใจ ไดเปน ๒ กรณี ¡Ã³Õ·Õè ñ ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·àÕè ¡Ô´¢¹éÖ â´ÂÁªÔ ͺ ¡Ã³·Õ èÕ ò ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õèä´ÁŒ Òâ´ÂÁªÔ ͺ ¡Ã³·Õ èÕ ñ ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·Õèà¡´Ô ¢¹éÖ â´ÂÁªÔ ͺ สําหรบั พยานหลกั ฐานท่เี กิดขึน้ โดยมิชอบ ขออธิบายอยางงายเพือ่ ความเขา ใจ กลา วคอื พยานหลกั ฐานในกรณนี ี้ เปน กรณพี ยานหลกั ฐานทไี่ มม อี ยจู รงิ หรอื ไมม อี ยกู อ นหนา น้ี หรอื ไมไ ดเ กดิ มาเอง ตามธรรมชาติ แตอ าจถกู จัดสรรปน แตง ข้นึ มา เชน พยานเท็จ หลกั ฐานปลอม จงึ ถอื วาการเกดิ มา ของพยานหลักฐานดังกลาวจึงไมชอบดวยหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงพยานหลักฐานท่ีเกิด โดยการฝา ฝน บทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย เชน บนั ทกึ คาํ ใหก ารทเี่ กดิ จากการจงู ใจ บงั คบั ขเู ขญ็ หรอื ฝา ฝน บทบัญญัติกฎหมายอ่ืน เชน คําใหการหรือถอยคําอื่นของผูตองหาท่ีไมไดแจงสิทธ์ิตามกฎหมาย ซึ่งพยานหลักฐานกรณีนี้ เปนบทตัดพยาน กลาวคือ กฎหมายหามมิใหอางเปนพยานหลักฐาน ในคดีอาญา โดยไมตอ งไปวินจิ ฉัย หรอื ช่ังนา้ํ หนกั พยานหลักฐานวา รับฟง ไดห รือไม เพราะถูกตัดออก ตง้ั แตก ระบวนการอางแลว หลักดงั กลา วปรากฏอยูต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ ÁÒμÃÒ òòö พยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรอื พยานบคุ คล ซง่ึ นา จะพสิ จู นไ ดว า จาํ เลยมผี ดิ หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานชนิดท่ีมิไดเกิดข้ึนจากการจูงใจ มีคําม่ัน สญั ญา ขเู ข็ญ หลอกลวงหรือโดยมชิ อบประการอนื่ และใหสืบตามบทบญั ญตั ิแหง ประมวลกฎหมายน้ี หรือกฎหมายอน่ื อนั วา ดว ยการสืบพยาน

๕๕ ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ เปน บทบัญญตั ิวาดวยพยานหลักฐานทเี่ กดิ ข้ึนโดยมิชอบ รับฟงเปน พยานหลกั ฐานไมไ ด แบง เปน ๒ กรณี คอื ๑. พยานทเี่ กิดจากการจูงใจ มีคาํ มั่นสญั ญา ขเู ข็ญ หลอกลวง ๒. พยานท่ีเกดิ ขึน้ โดยมิชอบดวยประการอ่นื พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบดวยกฎหมายนี้ เปนพยานหลักฐานที่ไมเคยมีมากอน แตเปนพยานหลักฐานท่ีเพิ่งเกิดจากเหตุท้ังสองประการดังกลาว พยานหลักฐานประเภทนี้รับฟงเปน พยานหลักฐานไมไดเลย กรณีตางจากพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแตไดมาเน่ืองจากการกระทํา โดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคหนงึ่ ซง่ึ มขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง พยานหลกั ฐานนนั้ ได ถา เปน ประโยชน ตอ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญาหรือสทิ ธิเสรีภาพพนื้ ฐานของประชาชน พยานที่เกิดจากการจูงใจ มีคาํ ม่นั สัญญา เปนพยานหลักฐานทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบ ฎกี าท่ี ๑๘๓๙/๒๕๔๔ ส. ถกู เจา พนกั งานตํารวจจบั กุมในขอ หามีเมทแอมเฟตามนี ไวใน ครอบครอง โดยตรวจคนพบเมทแอมเฟตามนี จาก ส. แลว เจาพนักงานเสนอวา หาก ส. ไปลอซอ้ื เมทแอมเฟตามีนจากผูจําหนายใหก็จะไมดําเนินคดี ส. จึงไปลอซ้ือเมทแอมเฟตามีนจากจําเลย การท่ี ส. มาเบิกความเปนพยานโจทก จึงเปนพยานชนิดท่ีเกิดจากการจูงใจและใหคํามั่นสัญญา โดยมชิ อบของเจา พนกั งานตาํ รวจ รบั ฟงเปน พยานไมได ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ขอ สงั เกต คดนี ้ี ถอื วา ส. เปน พยานทเ่ี กดิ จากการจงู ใจและใหค าํ มน่ั ของเจา พนกั งานตาํ รวจ เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยมิชอบ จึงรับฟงคําใหการในช้ันสอบสวนและคําเบิกความในชั้น พจิ ารณาของ ส. ไมไ ด ตามมาตรา ๒๒๖ แตเมทแอมเฟตามีนของกลางท่ีเจา พนักงานตํารวจลอซอ้ื มาได กับเงินท่ีใชลอซื้อนนั้ เปนพยานหลกั ฐานที่มอี ยแู ลว กอนการลอซ้ือเพ่อื จับกุม จงึ เปนพยานหลกั ฐานที่ เกดิ ข้นึ โดยชอบ แตเ ปนการไดม าโดยอาศยั ขอ มลู ท่เี กดิ ขน้ึ หรอื ขอ มลู ทไ่ี ดมาโดยไมช อบ พยานหลกั ฐาน ในสวนนี้จึงตองดวยมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากตองดวยขอยกเวนวา การรับฟงพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิด จากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรอื สิทธิเสรีภาพพ้ืนฐานของประชาชน การที่เจาพนักงานตํารวจแจงใหผูตองหาทราบถึงผลประโยชนที่ตนจะไดรับโดยชอบตาม กฎหมาย กอ นใหถ อ ยคาํ ถือไมไ ดวาเปนการจูงใจผูต อ งหาเพ่อื ใหการ ถอ ยคาํ ของผตู องหารบั ฟง ได ฎกี าที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทึกการจบั กุมระบุวา จําเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ยนื ยนั ใหการรับ สารภาพและจําเลยท่ี ๑ ใหการรายละเอียดแกเจาพนักงานวา รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก จาํ เลยท่ี ๒ ซง่ึ มใิ ชค าํ ใหก ารรบั สารภาพของจาํ เลยท่ี ๑ จงึ รบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานเพอื่ พสิ จู นค วามผดิ ของจาํ เลยที่ ๒ ได พันตํารวจโท ป. อธิบาย พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ ใหจาํ เลยท่ี ๑ ฟงวาหากใหขอมลู ท่สี าํ คญั และเปนประโยชนอยางยง่ิ ในการปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ เก่ียวกับ ยาเสพติดใหโทษแลว ศาลจะลงโทษผูน้ันนอยกวาอัตราโทษข้ันต่ําที่กําหนดไวสําหรับความผิดน้ันก็ได

๕๖ ถือไมไดวา เปนการจูงใจจําเลยท่ี ๑ เพื่อใหการ แตเปนการแจง ใหจําเลยท่ี ๑ ทราบถึงผลประโยชนท ี่จะ ไดรบั โดยชอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว ถอยคําของจําเลยท่ี ๑ เกย่ี วกบั จาํ เลยท่ี ๒ ในสวนนีจ้ งึ รบั ฟง เปนพยานหลกั ฐานได กรณผี ูตอ งหาใหการโดยการตดั สินใจของผตู อ งหาเอง มใิ ชเกดิ จากการลอลวง ขเู ขญ็ หรือ ใหส ญั ญาของเจาพนักงาน ศาลรับฟงคาํ ใหก ารดงั กลาวได พยานหลักฐานทเ่ี กิดข้ึนเน่ืองจากการขูเ ข็ญ เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ข้ึนโดยมชิ อบ ฎีกาที่ ๔๗๓/๒๕๓๙ คํารับสารภาพท่ีไดความวา หากจําเลยไมใหการรับสารภาพ เจาพนักงานตํารวจก็จะตองจับกุมภริยาจําเลยและคนในบานท้ังหมดดวย เปนคํารับสารภาพท่ีมีเหตุ จูงใจและบงั คับใหกลัว ไมอาจรบั ฟงเปน พยานหลักฐานพิสจู นค วามผดิ ของจําเลยได ฎีกาท่ี ๑๗๕๘/๒๕๒๓ พยานท่ีเกิดจากขูเข็ญจูงใจวาจะใหพยานออกจากงานโดยรับ บาํ นาญและไมจ ับกมุ มาดาํ เนินคดี รับฟงไมไดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ พยานหลักฐานท่ีเกดิ ขึ้นจากการหลอกลวง เปนพยานหลักฐานที่เกิดขึน้ โดยมชิ อบ ฎีกาที่ ๕๘๙/๒๔๘๔ พนักงานสอบสวนบอกกับผูตองหาคนหนึ่งวา มีผูรวมกระทํา ความผดิ คนอน่ื เขารบั สารภาพปรกั ปราํ ผตู อ งหาแลว ทง้ั ๆ ทร่ี อู ยวู า ไมเ ปน ความจรงิ จงึ ใหก ารรบั สารภาพ และซัดทอดคนอืน่ บา ง เปนถอยคาํ ทเี่ กิดจากการหลอกลวง ตอ งหา มรับฟงเปนพยานหลกั ฐาน หลักเกณฑ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบคุ คล ซ่ึงนาจะพิสูจนไ ดวา จําเลยมีผดิ หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานที่มิไดเกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขูเข็ญหลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอนื่ (มาตรา ๒๒๖) ตามมาตรา ๒๒๖ นี้ ไดกาํ หนดหลักเกณฑสําคญั เก่ียวกบั การรับฟง พยานหลกั ฐานในคดี อาญาวา หามมใิ หร บั ฟงพยานหลักฐานทเ่ี กดิ ขึน้ โดยมิชอบเพอื่ ลงโทษจาํ เลยโดยเด็ดขาด โดยไมมี ขอ ยกเวน ตา งจากกรณีพยานหลักฐานท่ีเกิดขึน้ โดยชอบ แตไดมาจากการกระทําโดยมิชอบ หรอื เปน พยาน หลักฐานท่ีไดมาโดยอาศัยขอมูลท่ีเกิดขึ้นโดยมิชอบ หรือขอมูลที่ไดมาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซึ่งมีขอยกเวนใหศาลรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากการรับฟงพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชน ตอ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญา หรือสทิ ธิเสรีภาพพ้นื ฐานของประชาชน พยานท่ีจะพิสูจนวาจําเลยมคี วามผดิ หรือบริสุทธ์ิ อาจเปนพยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรือ พยานบุคคล แตพยานดังกลาวตอ งมิไดเ กิดจากการจงู ใจ มีคําม่นั สญั ญา ขเู ขญ็ หลอกลวง หรอื โดย มชิ อบดวยประการอ่นื ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õäè ´Œà¡´Ô ¢Öé¹ÁԪͺ»ÃСÒÃÍ×¹è พยานที่จะอา งเพอื่ พิสจู นวาจาํ เลยมคี วามผิดหรือบริสุทธอิ์ กี ประการหน่งึ กค็ อื พยานน้นั จะตองมิไดเ กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบประการอ่ืน (มาตรา ๒๒๖ ตอนทา ย)

๕๗ พยานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบประการอื่น เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยฝาฝนบทบัญญัติ เกย่ี วกบั การไดม าซง่ึ พยานหลกั ฐาน ตาม ป.ว.ิ อ.หรอื ทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นกฎหมายอน่ื พจิ ารณาเปน รายกรณี ดงั ตอไปน้ี ๑. คําใหการในช้นั จับกุมหรือช้นั รับมอบตัว (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) การรับฟงถอยคําของผูถูกจับในชั้นจับกุม หรือช้ันรับมอบตัวผูถูกจับ แบงออกเปน ๒ กรณี คือ ๑.๑ ถอ ยคาํ ทเี่ ปน คาํ รบั สารภาพวา ตนไดก ระทาํ ความผดิ หา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐาน ดังนั้น การวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาล ศาล ไมอาจหยิบยกคํารับสารภาพในชั้นจับกุม หรอื ชน้ั รบั มอบตวั วา จาํ เลยไดก ระทาํ ความผดิ มาประกอบพยานหลกั ฐานอน่ื เพอ่ื ลงโทษจาํ เลยได สงั เกต วา กรณนี เี้ ปน กรณที ก่ี ฎหมายหา มมใิ หร บั ฟง โดยเดด็ ขาด ไมม ขี อ ยกเวน ใดๆ ทง้ั มใิ ชเ ปน พยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ จากกระบวนการทไี่ มชอบดว ยกฎหมายอยา งหนึง่ อยางใด ฎีกาท่ี ๑๒๕๕๔/๒๕๕๘ แมในช้ันจับกุมจําเลยที่ ๑ ใหการรับสารภาพ แต ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย หามมใิ หรบั ฟงเปน พยานหลกั ฐาน อยางไรก็ตาม บทบัญญัติ ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย ประสงคหามนํา คํารับสารภาพรับฟงประกอบการลงโทษเฉพาะจําเลยคนที่ใหการรับสารภาพเทาน้ัน คํารับสารภาพ ในสว นทพี่ าดพงิ จาํ เลยอนื่ วา รว มกระทาํ ความผดิ ดว ยนน้ั มใิ ชพ ยานหลกั ฐานทตี่ อ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทา ย แตเ ปน พยานบอกเลา และคําซดั ทอด ซง่ึ อาจรบั ฟง ประกอบพยานหลกั ฐานอน่ื เพอื่ ลงโทษจาํ เลยทถี่ ูกพาดพิงไดต ามหลกั เกณฑตามมาตรา ๒๒๖/๑ และ มาตรา ๒๒๗/๑ ฎกี าท่ี ๑๓๑๙๙/๒๕๕๗ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคสี่ บญั ญัติเพื่อมุง ประสงค ทจี่ ะหา มมใิ หน าํ คาํ รบั สารภาพในชนั้ จบั กมุ ของจาํ เลยท่ี ๑ มารบั ฟง ประกอบการพจิ ารณาลงโทษจาํ เลย ที่ ๑ เทา นน้ั คาํ ใหก ารในชนั้ จบั กมุ ของจาํ เลยที่ ๑ ในสว นทพี่ าดพงิ ถงึ จาํ เลยท่ี ๒ วา รว มกระทาํ ความผดิ แมเ ปนพยานบอกเลา และเปนคําซัดทอด เม่อื ไมป รากฏวา จําเลยที่ ๑ ไดรบั ประโยชนจากการซดั ทอด ถงึ จําเลยที่ ๒ ก็รับฟง ประกอบพยานหลักฐานอ่นื ที่โจทกสงอางเปน พยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ โดยชอบ เพอ่ื พจิ ารณาลงโทษจําเลยที่ ๒ ได คําใหการของจําเลยในคดีความผิดตอ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษฯ วารับ เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยอกี คนหนงึ่ มใิ ชค าํ ใหก ารรบั สารภาพรบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานลงโทษจาํ เลย คนหลงั ได ฎีกาที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทกึ การจบั กุมระบวุ า จําเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ยืนยัน ใหก ารรบั สารภาพและจาํ เลยท่ี ๑ ใหก ารรายละเอียดแกเ จา พนกั งานวา รับเมทแอมเฟตามีนของกลาง มาจากจําเลยท่ี ๒ ซึ่งมิใชคาํ ใหการรับสารภาพของจําเลยท่ี ๑ จงึ รบั ฟงเปนพยานหลักฐานเพอ่ื พสิ ูจน ความผดิ ของจําเลยท่ี ๒ ได

๕๘ อยา งไรกต็ าม แมจ ะถอื วา คาํ ใหก ารรบั สารภาพในชนั้ จบั กมุ ทรี่ บั ฟง เปน พยาน หลักฐานไมไ ดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย หมายถงึ รบั ฟงเปน พยานหลักฐานยันตอ จาํ เลยผูที่ ใหก ารรบั สารภาพไมไ ดเ ทา นน้ั แตอ าจรบั ฟง ยนั จาํ เลยอนื่ ได แตโ ดยลกั ษณะของคาํ ใหก ารในชน้ั จบั กมุ เปน พยานบอกเลา และเปน คาํ ซดั ทอด จงึ ตอ งพจิ ารณาตามหลกั เกณฑม าตรา ๒๒๖/๑ และมาตรา ๒๒๗/๑ ดว ยวา จะรบั ฟงลงโทษจําเลยอน่ื ไดเ พียงใด แมบันทึกการจับกุมกระทําข้ึนเนื่องจากจําเลยถูกจับกุมในคดีอ่ืนก็รับฟง ถอยคาํ รบั สารภาพดงั กลา วในชั้นจบั กุมไมไ ด ฎกี าท่ี ๑๙๖๗๒/๒๕๕๕ แมบ ันทึกคํารบั สารภาพจาํ เลยกระทาํ ข้ึนเนอ่ื งจาก จําเลยถูกจับในคดีอ่ืน แตในบันทึกน้ัน จําเลยก็ไดกลาวถึงการท่ีจําเลยใชอาวุธปนยิงผูตาย อันมี ลกั ษณะเปน ถอ ยคาํ รบั สารภาพวา จาํ เลยผถู กู จบั กมุ ไดก ระทาํ ความผดิ จงึ ตอ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทาย ๑.๒ ถอยคําอื่น ท่ีมิใชคํารับสารภาพวาตนไดกระทําความผิด ศาลจะรับฟงเปน พยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับไดตอเม่ือมีการแจงสิทธิตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) ถา ไมม ีการแจงสิทธทิ ั้งสองประการดังกลาว ศาลกไ็ มอาจรบั ฟง ถอ ยคาํ อน่ื ของผถู กู จับเปน พยานหลกั ฐานได การแจงสิทธิตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง ซ่ึงเปนกรณีเจาพนักงานเปนผูจับ โดยเจา พนกั งานผูจบั ๑. ตองแจงขอ กลาวหา ๒. แจง สิทธิแกผ ูถ ูกจบั ทราบวา ผูถ กู จบั มีสิทธิจะไมใ หการหรอื ใหการก็ได ๓. แจง สทิ ธทิ จี่ ะพบและปรกึ ษาทนายความหรอื ผูซึง่ จะเปน ทนายความ และ ๔. ผูถูกจับอาจแจงใหญาติหรือผูท่ีตนไววางใจทราบถึงการจับกุมได แตต อ งเปน การดาํ เนนิ การไดโดยสะดวกและไมเ ปนการขัดขวางการจับหรือควบคุมผถู ูกจับ หรือทําให ไมเกิดความปลอดภัยแกบ ุคคลหน่ึงบคุ คลใด คาํ วา ถอ ยคาํ อนื่ เชน รบั วา อาวธุ ของกลางเปน ของตนเอง หลงั เกดิ เหตตุ นไดน าํ ไปซกุ ซอ น ไวท ่ีใด หรอื ขณะเกิดเหตตุ นอยูในท่ีเกดิ เหตดุ ว ย หรือพฤตกิ ารณแ หงคดอี นื่ ๆ สังเกตวาถา เจาพนักงานผจู ับไมไ ดแจง สทิ ธิตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง มีผลทาํ ใหต อ งหาม มิใหรับฟงถอยคําอื่นเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับได ซึ่งเปนผลที่บัญญัติไว ตามมาตรา ๘๔ วรรคทาย เปนการเฉพาะแลว จึงไมใชกรณีตองหามมิใหรับฟงตามมาตรา ๒๒๖ ดังน้ี เมอื่ บทบญั ญัติมาตรา ๘๔ วรรคทา ย บญั ญัตใิ หม ผี ลมใิ หร ับฟงถอ ยคําอ่นื ในการพิสจู นค วามผิด ของผูถูกจับเทาน้ัน ถาถอยคําดังกลาวเปนคําซัดทอดวาผูอื่นเปนผูกระทําความผิด ก็อาจเปนพยาน หลกั ฐานในฐานเปน คาํ ซดั ทอดในการพสิ จู นค วามผดิ ของผถู กู ซดั ทอดได แตศ าลคงตอ งรบั ฟง ดว ยความ ระมัดระวงั โดยไมอ าจรับฟงโดยลําพงั เพือ่ ลงโทษจาํ เลยได (มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่งึ )

๕๙ ฎีกาท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ จําเลยทั้งสองขับรถหลบหนีทันทีท่ีเห็นเจาพนักงานตํารวจ จนถกู ตดิ ตามจบั กมุ ตวั ไดพ รอ มประแจและคมี อนั เปน เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการลกั รถจกั รยานยนตไ ดโ ดยงา ย แลวรับในขณะน้ันวารวมกันกอเหตุลักรถจักรยานยนตของผูเสียหายและของบุคคลอื่นอีกหลายราย ในหลายทองที่ แลวถอดแผนปายทะเบียนท้ิงบอนํ้า และนํารถจักรยานยนตไปขายใหรานขาย ของเกา ในเขตอาํ เภอพานทองตามบนั ทกึ การจบั กมุ และเจา พนกั งานตาํ รวจยงั ตามไปตรวจยดึ ไดแ ผน ปา ยทะเบยี นรถจกั รยานยนตข องผเู สยี หายในบอ นาํ้ ตามทจี่ าํ เลยทง้ั สองนาํ ชี้ บนั ทกึ การจบั กมุ ดงั กลา ว นอกจากเปน ถอยคํารบั สารภาพของจาํ เลยท้งั สองแลว ยงั มรี ายละเอียดเกยี่ วกบั สถานที่นําทรพั ยทีล่ กั ไปขาย และการนําช้ีจดุ ทงิ้ แผนปา ยทะเบยี นดวย อันเปนถอ ยคําอนื่ ท่ีอาจรบั ฟง เปนพยานหลักฐาน ในการพิสูจนความผดิ ของจาํ เลยท้ังสองได ทั้งปรากฏวาเจา พนกั งานตํารวจแจงสิทธิแกจ ําเลยท้งั สอง กอ นทีจ่ ะใหถอยคาํ ดงั กลา วแลว จงึ ไมตองหามมิใหร บั ฟงตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย การไมแจงสิทธิดังกลาว หรือแจงสิทธิไมครบถวน ยอมมีผลทําใหไมอาจรับฟงถอยคําอ่ืน ในชัน้ จบั กุมหรอื รับมอบตัวเปนพยานหลักฐานเพือ่ พสิ จู นค วามผิดของผูถ กู จบั ได ฎกี าท่ี ๘๑๔๘/๒๕๕๑ เจา พนกั งานตาํ รวจเปน ผจู บั จาํ เลยมใิ ชร าษฎรเปน ผจู บั จงึ ไมม กี รณี ทจี่ ะตอ งแจง สทิ ธติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคหนง่ึ แตเ จา พนกั งานตาํ รวจผจู บั ตอ งแจง สทิ ธติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง เมือ่ บนั ทกึ การจบั กมุ มขี อ ความวา จําเลยใหก ารรับสารภาพ จึงตองหา มมใิ หน าํ คํารับสารภาพในช้ันจับกุมของผูถูกจับมารับฟงเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคส่ี และเมอ่ื บนั ทกึ การจบั กมุ ไมม ขี อ ความใดทบี่ นั ทกึ การแจง สทิ ธแิ กจ าํ เลยผถู กู จบั ตามท่ี ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง บัญญัติเลย ทั้งพยานโจทกท่ีรวมจับกุม ก็ไมไดเบิกความถึงเรื่องการแจงสิทธิแตอยางใด แมโจทกจะสงบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับมาพรอมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก แตบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับดังกลาวมีลักษณะเปนแบบพิมพเติมขอความในชองวางดวยน้ําหมึก เขียนโดยเจาพนักงานตํารวจผูบันทึกเปนคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ท้ังใชปากกาคนละดาม และไมม ขี อ ความวา ผถู กู จบั มสี ทิ ธจิ ะใหก ารหรอื ไมใ หก ารกไ็ ด กบั ไมม ขี อ ความวา ถอ ยคาํ ของผถู กู จบั นน้ั อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ดแ ตอ ยา งใด แมจ ะมขี อ ความแจง สทิ ธเิ รอ่ื งทนายความ กเ็ ปน การแจง สทิ ธไิ มค รบถว นตามที่ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสองบญั ญตั ิ ฉะนนั้ ถอ ยคาํ อน่ื ของจาํ เลย ตามบันทึกการจับกุม จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยหาไดไมเชนกัน ดงั น้ัน บนั ทึกการจบั กมุ จงึ ไมอาจอา งเปน พยานหลักฐานได เพราะเปน พยานหลกั ฐานทเี่ กิดขึน้ โดยไมช อบ ท้ังนี้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๑๑๕๒/๒๕๕๖ ถอ ยคําของจําเลยในบนั ทึกการจบั กมุ จาํ เลยทวี่ า จาํ เลยรจู ักและ มีความสัมพันธลึกซึ้งกับ ส. จําเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งมาประมาณ ๒ เดือน และจําเลยขับรถ ไปรับ ส. มิใชเปน คํารบั สารภาพของผูถ ูกจับวาตนไดกระทําความผดิ เมื่อเจา พนกั งานตํารวจผจู ับไดแ จง สิทธใิ หแกจ าํ เลยทราบแลววา จําเลยมีสิทธิที่จะใหก ารหรือไมก ไ็ ด และถอ ยคําของจาํ เลยอาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพิจารณาคดีได จงึ รับฟง เปนพยานหลักฐานในการพิสจู นความผดิ ของจําเลยได ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย

๖๐ ฎกี าที่ ๕๙๕๗/๒๕๕๕ ถอยคาํ ตามบันทกึ การจับกุมท่วี า มกี ารตรวจคนพบธนบตั รท่ีใชลอ ซ้ือ และจําเลยรับวาเปนธนบัตรที่ตนไดมาจากการจําหนายเมทแอมเฟตามีนจริง กับคําเบิกความของ รอ ยตาํ รวจเอก ก. และดาบตาํ รวจ ท. ที่ยืนยนั วา จําเลยรับวาตน กัญชาตนเปน ผูปลูกดังทีศ่ าลอุทธรณ ภาค ๕ หยิบยกข้ึนวินิจฉัยน้ัน เปนเพียงถอยคําอ่ืนท่ีจําเลยใหไวแกเจาพนักงานตํารวจผูจับกุม มิใชค าํ ใหการรับสารภาพในชนั้ จับกุมจาํ เลย เมอ่ื ปรากฏตามบันทกึ การจับกุมวา เจา พนกั งานตาํ รวจ ผจู บั กุมแจง สทิ ธิแกจาํ เลยครบถวนตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง แลว การทีศ่ าลอุทธรณภาค ๕ นําถอยคําอื่นของจําเลยมารับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพ่ือจําหนายและจําหนายเมทแอมเฟตามีนกับฐานผลิตกัญชา จงึ ชอบดว ย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทายแลว ฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๕๕ ศาลไมไดร บั ฟง คําใหก ารรับสารภาพของจําเลยทง้ั สามวา ไดก ระทํา ความผดิ ในชน้ั จับกมุ มารบั ฟง ใหเปนผลรา ยแกจําเลยทัง้ สาม เพยี งแตร ับฟง ถอยคําอ่ืนๆ ทปี่ ระกอบ ในรายละเอียดของบันทึกการจับกุมเก่ียวกับการติดตอนําเงินมาใชลอซ้ือเมทแอมเฟตามีนของ เจาพนกั งานตํารวจเทา น้นั ซง่ึ ไมมีกฎหมายหา มมใิ หร ับฟง ¡Ã³Õ·èÕ ò ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õèä´ÁŒ Òâ´ÂÁªÔ ͺ สําหรับพยานหลักฐานกรณีนี้ตางจากกรณีแรก กลาวคือ เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนมา โดยชอบ มมี าเองตามธรรมชาติ เพียงแตก ารไดม าหรือกระบวนการไดพยานหลกั ฐานมานน้ั ไมชอบดว ย กฎหมาย เชน การเขาคนยาเสพติดโดยไมมีหมายคน การดักฟงโทรศัพทโดยไมไดรับอนุญาต ซ่ึงพยานหลักฐานทั้งยาเสพติดและคําสนทนาของผูตองหาน้ันมีอยูกอนแลว หรือเกิดขึ้นเองโดย เจาพนักงานไมไดส รางขน้ึ มาเองโดยการจดั สรรปน แตง เพยี งแตการไดมาน้นั ไมช อบดว ยกฎหมายเชนนี้ หลักกฎหมายจึงบัญญตั ิไวว าจะรบั ฟงไดม ากนอยเพยี งใดขนึ้ อยกู บั มาตรา ๒๒๖/๑ ÁÒμÃÒ òòö/ñ ในกรณีที่ความปรากฏแกศาลวา พยานหลกั ฐานใดเปนพยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ ขนึ้ โดยชอบ แตไ ดม าเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ หรอื เปน พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยอาศยั ขอ มลู ทีเ่ กดิ ขน้ึ หรอื ไดมาโดยมิชอบ หา มมิใหศ าลรับฟงพยานหลักฐานนนั้ เวนแตการรับฟงพยานหลกั ฐานนั้น จะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐาน ของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญา หรอื สทิ ธเิ สรภี าพพน้ื ฐานของประชาชนในการใชด ลุ พนิ จิ รบั ฟง พยาน หลักฐานตามวรรคหน่ึง ใหศาลพิจารณาถึงพฤติการณทั้งปวงแหงคดี โดยตองคํานึงถึงปจจัยตางๆ ดงั ตอไปน้ดี ว ย (๑) คุณคา ในเชงิ พสิ จู น ความสําคัญ และความนาเชือ่ ถอื ของพยานหลักฐานนั้น (๒) พฤตกิ ารณและความรายแรงของความผิดในคดี (๓) ลักษณะและความเสยี หายทีเ่ กิดจากการกระทาํ โดยมชิ อบ (๔) ผูที่กระทําการโดยมิชอบอันเปนเหตุใหไดพยานหลักฐานมาน้ันไดรับการลงโทษ หรือไมเ พยี งใด (มาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง)

๖๑ ขอสังเกต เดิมกอนแกไขเพ่ิมเติม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ เร่ืองการหามรับฟงพยาน หลกั ฐานทไี่ ดม าโดยมชิ อบในป ๒๕๕๑ นนั้ ศาลฎกี าแปลความ ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ ซงึ่ เปน หลกั ในการ รับฟงพยานหลักฐานในคดีอาญาวากฎหมายหามรับฟงพยานหลักฐานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบมิไดหาม รบั ฟง พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยชอบแตไ ดม าโดยมชิ อบแตอ ยา งใด ดงั จะเหน็ ไดจ ากฎกี าท่ี ๕๐๐/๒๔๗๔ ทว่ี า แมค าํ รบั สารภาพทเี่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบดว ยกฎหมายจะรบั ฟง ไมไ ด แตพ ยานอน่ื ทไี่ ดจ ากคาํ รบั มชิ อบ ดังกลาวเปน พยานทรี่ บั ฟงได (ฎีกาท่ี ๘๓๗/๒๔๘๓ กว็ นิ ิจฉัยทาํ นองเดยี วกนั ) เมอ่ื มีการแกไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ ดังกลาว ขอวินิจฉัยท่ีปรากฏตามคําพิพากษาศาลฎีกาขางตนจึงไมอาจยึดถือ ไดเปนหลักไดอ ีกตอไป สรุป พยานหลักฐานท่รี บั ฟงไมไ ดตามบทบัญญตั ิมาตรา ๒๒๖ , ๒๒๖/๑ ไดแก ๑. พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบ (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย, ๑๓๔/๔ วรรคทา ย, ๒๒๖) ๒. พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ (มาตรา ๒๒๖/๑) ๓. พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยอาศยั ขอ มลู ทเ่ี กดิ ขน้ึ หรอื ไดม าโดยมชิ อบ (มาตรา ๒๒๖/๑) กรณีพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๒๖ เปนพยานหลักฐานที่รับฟง ไมไ ดโ ดยเดด็ ขาด สว นพยานหลักฐานท่ไี ดม าโดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยหลักรบั ฟง ไมไดเชน กนั แตม ขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง ได ถา การรบั ฟง พยานหลกั ฐานนนั้ จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรม มากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพ พนื้ ฐานของประชาชน ฎีกาท่ี ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะท่ีมีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กบั พยานและจาํ เลยที่ ๒ โดยที่โจทกร ว มและพยานไมท ราบมากอ น เปน การแสวงหาพยานหลกั ฐาน โดยมชิ อบ หา มมใิ หศ าลรบั ฟง เปน พยานนนั้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แมห ลกั กฎหมายดงั กลา วจะใชต ดั พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอื่ คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชวิธีการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ แต ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไดบัญญตั หิ ามไมใ หนาํ ไปใช กบั การแสวงหาพยานหลกั ฐานของบคุ คลธรรมดา อยา งไรกต็ าม ระหวา งพจิ ารณาคดไี ดม ี พ.ร.บ.แกไ ข เพิม่ เติม ป.ว.ิ อ. (ฉบบั ท่ี ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลบงั คบั ใชต ง้ั แตว นั ที่ ๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานที่ไดมาโดยมิชอบได ถาพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผล กระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุตธิ รรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บนั ทกึ เทปดงั กลาวมารับฟงได ขอสังเกต เรื่องนี้ถือวาการหลอกลอใหคูสนทนาพูดเร่ืองที่ตนเองตองการแลวแอบบันทึก เสยี งการสนทนานน้ั ไว ถอื เปนพยานหลักฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ ซงึ่ โดยปกติหา ม มิใหรับฟงเปนพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ไมมีขอยกเวน ตางจากกรณีตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซ่ึงเปน กรณีที่เปนพยานหลกั ฐานท่ีเกดิ ขึ้นโดยชอบแตไ ดม าโดยมิชอบ ซึง่ มขี อยกเวน ใหศ าลรบั ฟงไดถา พยาน หลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอ

๖๒ มาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา แตตามคําพิพากษาฎีกาเร่ืองนี้ดูเหมือนจะขยายขอบเขต บทบัญญัติมาตรา ๒๒๖/๑ ใหรวมถึงพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ ใหใชขอ ยกเวน เดยี วกนั ดว ย พยานหลักฐานทเี่ กิดขึ้นโดยชอบ แตไดมาเนือ่ งจากการกระทําโดยมิชอบ พยานหลกั ฐานทเ่ี กิดขน้ึ โดยชอบแตไดมาเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ กฎหมายหา มมิให รบั ฟง พยานหลักฐาน แตม ิไดห ามรบั ฟงโดยเด็ดขาด กลาวคอื ศาลรับฟง เปน พยานหลกั ฐานได ถาการ รับฟงพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผล กระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญาหรอื สทิ ธเิ สรภี าพพน้ื ฐานของประชาชน โดยศาล ตอ งคํานึงถงึ พฤติการณทั้งปวงแหงคดีและปจจยั ตา งๆ ตามทีร่ ะบไุ ว (๑) ถึง (๔) ของมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง อาวุธที่ใชในการกระทําความผิด หรือยาเสพติดใหโทษของกลางที่เจาพนักงานตํารวจ ตรวจยดึ ไดจ ากการคน ทไี่ มช อบดว ยกฎหมาย ดงั น้ี ของกลางดงั กลา วเปน พยานหลกั ฐานทมี่ อี ยแู ลว กอ น เจาพนักงานตํารวจทําการคน ไมไดเกิดจากการกระทําของเจาพนักงานตํารวจจึงเปนพยานหลักฐานท่ีเกิด ข้ึนโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ โดยหลักรับฟงเปนพยานหลักฐานไมได เชน การคน ทม่ี ไิ ดก ระทาํ ตอ หนา ผคู รอบครองสถานทหี่ รอื บคุ คลในครอบครวั หรอื ตอ หนา บคุ คลอน่ื อยา งนอ ย สองคน หรือกรณีเชิญบุคคลอื่นมาเปนพยานตองเชิญมาขณะตรวจคนพบของกลาง ถาเชิญมาเปน พยานหลังตรวจคนแลว กเ็ ปนการไมช อบเชน กนั ฎกี าท่ี ๔๗๙๓/๒๕๔๙ การคน พบธนบตั รของกลางในขอ งปลาทแ่ี ขวนอยขู า งบา นทศิ ตะวนั ออก นอกจากมไิ ดกระทําตอ หนา จาํ เลยหรือสามีจําเลย ทั้งๆ ทจ่ี าํ เลยก็ถูกจบั และควบคมุ ตัวอยทู ่หี นาบาน น้นั เองแลว ยังไดค วามวาการพบธนบัตรในของปลากเ็ ปน เรื่องทใ่ี นชน้ั แรก สิบตาํ รวจตรี พ. คน พบ เพยี งคนเดยี วกอ น แลว จงึ เรยี กกาํ นนั ทเี่ ชญิ มาเปน พยานในการคน มาดู หาใชว า เปน การคน พบธนบตั ร ของกลางทพ่ี บตอหนาบคุ คลอ่ืนอยางนอยสองคน ซ่งึ เจาพนักงานไดขอรองมาเปนพยานดังท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ไดกําหนดหลักเกณฑไวไม พยานหลักฐานโจทกเก่ียวกับการคนพบธนบัตรของกลาง ซึง่ เจาพนกั งานผตู รวจคนมิไดป ฏิบัตใิ หถ ูกตอ งตามหลักเกณฑท ีก่ ฎหมายกาํ หนด จึงไมม นี ้ําหนกั เพียงพอ ท่ีศาลจะรบั ฟง กรณกี ารคน โดยไมม หี มายคน นี้ ศาลฎกี าเคยวนิ จิ ฉยั กอ นเพม่ิ เตมิ บทบญั ญตั มิ าตรา ๒๒๖/๑ วา เปน เรือ่ งทีต่ อ งไปวากลาวอกี สว นหน่ึงตา งหาก ไมม ีผลทาํ ใหก ารแสวงหาพยานหลกั ฐานทชี่ อบดวย กฎหมายเปน ไมชอบดว ยกฎหมาย ฎีกาที่ ๖๓๙๑/๒๕๔๗ การท่ีจําเลยท่ี ๑ รบั อยแู ลววาของกลางถกู ยึดจากบานจําเลยที่ ๑ ตามบันทึกการตรวจคน ก็ปรากฏมีลายมือช่ือผูครอบครองบานลงรับรองไววา เจาพนักงานตํารวจ ปฏิบัติอยูในกรอบของกฎหมาย โดยมิไดมีการบังคับขูเข็ญ เหตุท่ีเจาพนักงานตํารวจไปตรวจคนบาน จําเลยที่ ๑ เนอ่ื งจากจาํ เลยท่ี ๒ ซดั ทอดวา ลักเอาทรัพยไปขายใหแกจาํ เลยท่ี ๑ การไปตรวจคนบาน

๖๓ จําเลยที่ ๑ จึงมิใชเปนเร่ืองของการกล่ันแกลง สวนการตรวจคนจะมิชอบดวยกฎหมายอยางไร เพราะเปนการคนโดยไมมีหมายคนเปน เร่อื งจะตอ งไปวา กลา วกนั อีกสว นหนึ่ง ฎีกาที่ ๕๑๔๔/๒๕๔๘ การตรวจคนอาจมิชอบดวยกฎหมาย เพราะเปนการตรวจคน โดยไมม หี มายคน กเ็ ปน เรอื่ งทจ่ี ะไปวา กลา วกนั อกี สว นหนง่ึ ตา งหาก หามผี ลทาํ ใหก ารแสวงหาพยาน หลักฐานของเจาพนักงานตํารวจที่ชอบเปนไมช อบดว ยกฎหมายไปได ขอสงั เกต ในการช่ังนาํ้ หนักพยานหลักฐานกรณกี ารคน ท่ีมิไดกระทําใหถ กู ตองตามมาตรา ศาลฎกี าฟง วาไมม ีนา้ํ หนกั เพยี งพอทจี่ ะรับฟง หรอื การคนโดยไมมหี มายคน ศาลฎีการับฟง พยานหลกั ฐาน ทเ่ี กดิ จากการตรวจคน โดยมชิ อบ กรณเี หลา นถี้ อื เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยชอบ (หมายความวา ยาเสพตดิ ใหโทษของกลางมอี ยจู ริง ไมไ ดเ กดิ จากการกลน่ั แกลง ใสร าย) แตไดม าเนอื่ งจากการกระทํา โดยมิชอบ (การตรวจคนและการยึดมาเปนของกลาง) ดังนั้น หากพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖/๑ ทแ่ี กไ ขเพม่ิ เตมิ ใหมแ ลว ศาลจะรบั ฟง พยานหลกั ฐาน (เชน ยาเสพตดิ ใหโ ทษของกลางหรอื ของกลางอนื่ ที่ไดจากการตรวจคน) น้ันไมได เวนแตการรับฟงพยานหลักฐานน้ัน จะเปนประโยชนตอการ อํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ จะตองพิจารณาพฤติการณแหงคดี และปจจัยอื่นทั้ง ๔ ขอ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ประกอบดว ย การรบั ฟง พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยมชิ อบน้ี หมายความเฉพาะการรบั ฟง ตวั พยานหลกั ฐาน ที่ไดมาโดยมิชอบน้ันเทาน้ัน สวนพยานหลักฐานอ่ืนจะรับฟงไดหรือไม เพียงใด เปนอีกกรณีหน่ึง นอกจากน้ีพยานหลักฐานที่ไดมาโดยมิชอบนี้ ไมมีผลกระทบทําใหการสอบสวนไมชอบดวยกฎหมาย ไปได พนกั งานอยั การจึงมอี าํ นาจฟองอยู ฎีกาท่ี ๑๔๙๓/๒๕๕๐ การตรวจคนและการจับกุมของเจาพนักงานตํารวจจะชอบดวย กฎหมายหรือไม เปนเร่ืองที่จะตองไปวากลาวกันอีกสวนหนึ่งตางหาก และเปนคนละขั้นตอนกับการ สอบสวน ไมมีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนกั งานสอบสวนและอํานาจในการฟอ งคดขี องโจทก ทั้งหามีผลทําใหการแสวงหาพยานหลักฐานของเจาพนักงานตํารวจที่ชอบเปนไมชอบดวยกฎหมาย ไปดวยหาไดไ ม เม่ือมีการจับและคนโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทกท่ีไดมาก็ชอบดวย กฎหมาย ฎีกาท่ี ๑๓๒๘/๒๕๔๔ นายดาบตํารวจ ว. กบั พวกเห็นจําเลยจาํ หนายเมทแอมเฟตามนี ใหแกสายลับ เมือ่ เขาไปตรวจคน บา นจาํ เลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๑ เมด็ การกระทาํ ของนายดาบ ตาํ รวจ ว. กบั พวกกระทาํ ตอ เนอ่ื งกนั เมอื่ พบเหน็ จาํ เลยจาํ หนา ย และมยี าเสพตดิ ใหโ ทษไวใ นครอบครอง เพื่อจําหนาย อันเปนความผิดซึ่งหนาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ จึงมีอํานาจจับจําเลยไดโดยไมตอง มีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑) เมื่อเปนการตรวจคนและจับจําเลยโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลกั ฐานของโจทกจ ึงมิใชพยานหลกั ฐานทีไ่ ดมาโดยมชิ อบดว ยมาตรา ๒๒๖

๖๔ ฎีกาที่ ๑๑๖๔/๒๕๔๖ การคนบานทีเ่ กดิ เหตุ เจา พนกั งานตาํ รวจไดแสดงบัตรประจาํ ตัว เจา พนักงานแก พ. เจา ของบา นซ่ึงเปนมารดาของจาํ เลยและไดร ับความยินยอมแลว เมื่อไมปรากฏวา เจาพนักงานตํารวจไดขูเข็ญหรือหลอกลวงให พ. ใหความยินยอมในการคนแมการคนจะทําโดยไมมี หมายคน กห็ าไดเ ปน การคน ทมี่ ชิ อบแตอ ยา งใดไม ประกอบกบั กอ นทาํ การคน เจา พนกั งานตาํ รวจเหน็ จําเลยโยนส่ิงของออกไปนอกหนาตาง เมื่อตรวจสอบดูพบวาเปนเมทแอมเฟตามีน จึงเปนกรณีท่ี เจา พนกั งานตาํ รวจพบจาํ เลยกระทาํ ความผดิ ฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ นครอบครองอนั เปน ความผดิ ซง่ึ หนา และไดก ระทาํ ลงในทร่ี โหฐานเจา พนกั งานตาํ รวจยอ มมอี าํ นาจจบั จาํ เลยไดโ ดยไมต อ งมหี มายจบั หรอื หมายคน ตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๗๘ (๑) , ๙๒ (๒) เมทแอมเฟตามีนจํานวน ๘๐ เม็ด ทีเ่ จา พนกั งาน ตาํ รวจยดึ ได จงึ นาํ มารับฟงประกอบคาํ รับสารภาพของจาํ เลยได เทปหรอื ซดี บี นั ทกึ เสยี ง ถอื เปน พยานหลกั ฐานอยา งหนงึ่ ทพ่ี สิ จู นค วามผดิ หรอื บรสิ ทุ ธข์ิ อง จําเลยได จึงอางเปนพยานหลักฐานได สังเกตวาการบันทึกเสียงอาจเปนการบันทึกโดยต้ังใจหรือไม ต้งั ใจท่จี ะใชเปน พยานหลกั ฐานในภายหลงั ก็ถอื เปน พยานหลกั ฐานอยา งหนึง่ ฎีกาท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ เทปบนั ทึกเสียงของกลางซ่งึ พบทบี่ า นจําเลยเปนพยานหลกั ฐาน อยางหน่ึงที่พิสูจนความผิดหรือความบริสุทธ์ิของจําเลย จําเลยมิไดตอสูหรือปฏิเสธความถูกตอง ของเสยี งที่มกี ารบนั ทึกไว จงึ รับฟงเปน พยานหลักฐานได การรบั ฟง เทปหรือซีดีบนั ทึกเสยี งหรือขอ ความท่ีถอดออก แบงออกเปน ๒ กรณี ๑. กรณีคูสนทนาเปนผูบันทึก เปนการบันทึกคําสนทนาของตนเองกับคูสนทนา เปนสิทธิที่จะกระทําได ไมถือวาเทปหรือซีดีบันทึกเสียงหรือเอกสารที่ถอดขอความดังกลาวเปน พยานหลักฐานทีเ่ กิดจากการกระทําโดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๑๑๒๓/๒๕๐๙ (ประชุมใหญ) ศาลเชื่อวา จําเลยไดถูกบันทึกเสียงไวถึง ๖ คร้ัง ยากทจี่ ะมใี ครมาเลยี นเสยี งทจ่ี าํ เลยพดู ไดเ ปน ชวั่ โมงๆ ไมใ ชว า ศาลชนั้ ตน จะรบั ฟง ลาํ พงั แตเ ทปอดั เสยี ง ของจําเลยมาลงโทษจําเลยก็หาไม ศาลเช่ือวาโจทกรวมไดอัดเสียงจําเลยไวจริง จึงไมขัดตอ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๔๖๗๔/๒๕๔๓ การที่จําเลยอางสงเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหวาง โจทกและจําเลยพรอมเอกสารท่ีถอดขอความบันทึกการสนทนาเปนพยานหลักฐานน้ันนับเปนพยาน หลกั ฐานซง่ึ เกยี่ วถงึ ขอ เทจ็ จรงิ ทจ่ี าํ เลยจะนาํ สบื ในประเดน็ เรอ่ื งการใชเ งนิ แมโ จทกจ ะไมท ราบวา มกี าร บนั ทกึ เสยี งไวก ็ตาม แตเ มอ่ื เสียงทป่ี รากฏเปนเสยี งของโจทกจรงิ และการบนั ทึกเสยี งดังกลา วเกดิ จาก การกระทาํ ของจาํ เลยซงึ่ เปน คสู นทนาอกี ฝา ยหนงึ่ เปน ผบู นั ทกึ เสยี งไว ซงึ่ โดยปกตจิ าํ เลยยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะ เบกิ ความอา งถงึ การสนทนาในครงั้ นน้ั ไดอ ยแู ลว จงึ ไมถ อื วา เทปบนั ทกึ เสยี งและเอกสารทถี่ อดขอ ความ นนั้ เปน การบนั ทกึ ถอ ยคาํ ซงึ่ เกดิ จากการกระทาํ โดยมชิ อบอนั จะตอ งมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลกั ฐานตาม รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๓ วรรคสอง

๖๕ แตถาเปนกรณีหลอกลอใหคูสนทนามาเจรจาพูดจากัน แลวมีการแอบบันทึกเสียงไว ถือเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตศาลอาจรับฟงไดตามหลักเกณฑ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะท่ีมีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กบั พยานและจําเลยที่ ๒ โดยที่โจทกร ว มและพยานไมทราบมากอน เปน การแสวงหาพยานหลักฐาน โดยมชิ อบหา มมใิ หศาลรับฟงเปน พยานน้นั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แมหลกั กฎหมายดังกลาวจะใชตัด พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอื่ คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชว ธิ กี ารแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ แต ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไ ดบญั ญัติหามไมใ หนําไปใช กบั การแสวงหาพยานหลกั ฐานของบคุ คลธรรมดา อยา งไรกต็ าม ระหวา งพจิ ารณาคดไี ดม ี พ.ร.บ.แกไ ข เพม่ิ เติม ป.วิ.อ. (ฉบบั ที่ ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มผี ลบงั คับใชต ้งั แตว นั ท่ี ๘ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพ่ิมมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานท่ีไดมาโดยมิชอบได ถา พยานหลกั ฐานนน้ั จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบ ตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ิธรรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บนั ทกึ เทปดงั กลาวมารับฟงได ฎีกาที่ ๒๔๑๔/๒๕๕๑ จําเลยไปที่บานของ ว. พรอมกับทนายความและเจาพนักงาน ตาํ รวจอกี คนหนง่ึ เพอื่ พดู คยุ เกยี่ วกบั เรอื่ งการเบกิ เงนิ ของ บ. และการใชก ระแสไฟฟา จากโรงงานจาํ เลย โดยเจาพนักงานตํารวจผูน้ันไดแอบบันทึกเหตุการณทั้งภาพและเสียงไวดวยพฤติการณในการบันทึก เหตุการณดังกลาวเปนการลักลอบกระทํากอนวันที่จําเลยอางตนเองเขาเบิกความเปนพยานเพียง ๑ วนั เพราะตอ งการจะไดข อ มลู ทแ่ี อบบนั ทกึ ไว เนอ่ื งจากจาํ เลยฉกี เอกสารหลกั ฐานทว่ี า จา ง บ. กอ สรา ง โรงงานทิ้งไปแลว จึงพยายามหาหลักฐานใหม ดังนั้น ขอมูลดังกลาวจึงเปนพยานหลักฐานท่ีจําเลย ทําขึ้นใหมดวยการทําเปนดีกับ ว. แลวลักลอบบันทึกเหตุการณน้ันไว ถือไดวา เปนพยานหลักฐาน ท่เี กิดข้นึ จากการหลอกลวงและดวยวธิ กี ารท่มี ชิ อบ ตอ งหา มมใิ หอางเปน พยานหลักฐานตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลทรพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศและวธิ พี จิ ารณาคดที รพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ๒. กรณกี ารลกั ลอบบันทกึ คําสนทนาโดยเจาพนักงานผูม หี นา ที่ โดยมีกฎหมายบัญญตั ิ ใหกระทําได เชน พ.ร.บ.ปอ งกนั และปราบปราม พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๑๔ จัตวา หรือ พ.ร.บ.ปองกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔๖ โดยเจา พนักงานผมู อี ํานาจตอ งไดร ับอนุญาต จากศาลกอนจงึ จะดําเนนิ การได ถือวา บันทกึ คําสนทนาดังกลา วเปนพยานหลักฐานทีเ่ กิดข้นึ โดยชอบ ดวยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ และเปน การไดมาโดยชอบดว ยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลรบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานได แตก รณไี มม กี ฎหมายบัญญตั ิใหก ระทําได ถาเปน การดักฟงและลกั ลอบบนั ทกึ การสนทนา ทม่ี กี ารสอ่ื สารทางโทรคมนาคม เปน ความผดิ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถอื เปน พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตเ ปน การไดม าโดยไมช อบดว ย กฎหมายตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยมขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง ได

๖๖ ความเห็นของผูเชี่ยวชาญในการประเมินผลจากเคร่ืองจับเท็จ เปนความเห็นทางวิชาการ ไมเพียงพอพสิ ูจนความผดิ ของจําเลยได ฎกี าที่ ๗๓๔/๒๕๕๓ เครอื่ งจบั เทจ็ เปน เครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรท นี่ าํ ผลการตอบคาํ ถาม ขอจําเลยมาวิเคราะหต ามหลักวชิ าการ แลวประเมินผลจากการวเิ คราะหน น้ั วา จําเลยพดู จริงหรือเท็จ มีลักษณะเปนความเห็นทางวิชาการ ยอมไมอาจนํามาพิสูจนทราบถึงขอเท็จจริงอันเก่ียวกับ การกระทําความผิดของจําเลยเปนที่แนชัดได ลําพังเคร่ืองจับเท็จและความเห็นของผูชํานาญ ดานเครอ่ื งจับเท็จยังไมอาจรับฟง ไดโดยปราศจากขอ สงสัยวา จําเลยเปนคนรา ยฆาผตู าย ¡ÒÃáÊǧËÒ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹â´ÂÇÔ¸ÅÕ Í‹ «Íé× á¡¾¨Ô ÒóÒ໹š ò »ÃСÒà »ÃСÒÃáá กรณีจําเลยมีเจตนากระทําความผิดอยูแลว ถือวาการลอซื้อเปนวิธีพิสูจน ความผิดของจําเลยเทานั้น พยานหลักฐานท่ีไดจากการลอซ้ือถือเปนพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ และไดม าโดยชอบ ไมเ ปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานทไ่ี มช อบดว ยกฎหมาย เชน จาํ เลยมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ นครอบครองเพอื่ จาํ หนา ยและมกี ารจาํ หนา ยใหแ กบ คุ คลอยกู อ นแลว เจา พนกั งานตาํ รวจใชส ายลบั นาํ เงินไปลอซ้ือยาเสพตดิ ใหโทษจากจาํ เลย ดงั น้ี เมทแอมเฟตามนี ท่ยี ดึ มาได ถอื เปนพยานหลกั ฐาน ท่เี กดิ ขน้ึ และไดมาโดยชอบ รบั ฟง ลงโทษจาํ เลยได ฎีกาที่ ๙๖๑-๙๖๒/๒๕๕๕ การที่เจาพนักงานตํารวจใช ผ. ไปลอซื้อเมทแอมเฟตามีน จากจาํ เลยที่ ๑ ซ่ึงมไี วใ นครอบครองเพ่ือจาํ หนา ยอยูแลว และกอนหนานี้ ผ. ก็เคยซอ้ื เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยที่ ๑ จํานวน ๑๐๐ เม็ด และถกู เจาพนักงานตํารวจจบั กมุ ได การลอซอ้ื ดงั กลา วเปน วธิ กี าร แสวงหาพยานหลักฐานในการกระทําความผิดของจําเลยท่ี ๑ ท่ีไดกระทําอยูแลวมิไดลอซ้ือ หรือชักจงู ใจใหจําเลยท่ี ๑ กระทาํ ความผิดอาญาที่จาํ เลยท่ี ๑ ไมไดกระทําความผิดมากอน การกระทาํ ของ เจาพนักงานตํารวจเปนเพียงวิธีการเพ่ือพิสูจนความผิดของจําเลยท่ี ๑ และเปนการขยายผลในการ ปราบปราม มิใชเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบดวยกฎหมาย ฎีกาที่ ๒๕๒๓/๒๕๔๕ จําเลยมีพฤติการณกระทําละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกอ ยกู อ นแลว โจทกส ง สายลบั ไปลอ ซอื้ และจบั กมุ จาํ เลยมาดาํ เนนิ คดนี ี้ มใิ ชเ ปน การกอ ใหจ าํ เลย กระทาํ ผดิ แตเ ปน การดาํ เนนิ การเพอื่ จบั กมุ ปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ เปน การกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมาย โจทกเปนผูเสียหายโดยนิตินัยมีอํานาจรองทุกข มีอํานาจฟองและศาลมีอํานาจรับฟงพยานหลักฐาน ทเี่ กดิ จากการลอ ซอ้ื โดยชอบนน้ั ได ฎกี าท่ี ๘๑๘๗/๒๕๔๓ การทเี่ จา พนกั งานตาํ รวจใชส ายลบั นาํ เงนิ ไปลอ ซอื้ เมทแอมเฟตามนี จากจําเลยซ่ึงมีไวในครอบครองเพ่ือจําหนายอยูแลว เปนวิธีการแสดงหาพยานหลักฐานในการกระทํา ความผิดของจําเลยที่ไดกระทําอยูแลว มิไดลอหรือชักจูงใจใหจําเลยกระทําความผิดอาญาท่ีจําเลย ไมไดกระทําความผิดมากอน การกระทําของเจาพนักงานตํารวจดังกลาวเปนเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน ความผดิ ของจําเลย ไมเ ปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบดวยกฎหมาย ไมขดั ตอรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และไมเขาขอหามอางเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖

๖๗ การที่พนักงานสอบสวนปกปดชื่อและตัวสายลับ ไมไดสอบปากคําของสายลับไวเปน หลกั ฐาน กเ็ ปน อาํ นาจและหนา ทข่ี องพนกั งานสอบสวนทจี่ ะสบื หาพยานหลกั ฐานมาประกอบดาํ เนนิ คดี และเปน ดุลพนิ จิ ของพนักงานสอบสวนทจ่ี ะสอบสวนบุคคลใดเปน พยานกไ็ ด การทีพ่ นกั งานสอบสวน เหน็ วา ไมจําเปน ตองสอบปากคาํ สายลบั ไวเ ปนหลักฐาน ไมถอื วา การสอบสวนไมช อบ »ÃСÒ÷ÕèÊͧ กรณีจําเลยไมมีเจตนากระทําความผิดอยูกอน แตไดตัดสินใจกระทํา ความผดิ เนอ่ื งจากแผนการลอ ซอ้ื ของเจา พนกั งาน การกระทาํ ของเจา พนกั งานจงึ เปน การกอ ใหผ บู รสิ ทุ ธ์ิ กระทาํ ความผดิ ถอื เปนพยานหลักฐานทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยมิชอบ ไมส ามารถอา งเปนพยานหลกั ฐานไดตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๒๔๒๙/๒๕๕๑ สบิ ตาํ รวจตรี ส. ขอซื้อยาลดความอว นซ่ึงมสี วนผสมของเฟนเทอรมีน จากจําเลย จําเลยบอกวาไมมีและท่ีรานของจําเลยไมไดขายลดความอวนดังกลาว สิบตํารวจตรี ส. จงึ บอกวา คนรกั ตอ งการใชย าลดความอว น จาํ เลยจงึ บอกวา จาํ เลยมยี าลดความอว นอยู ๑ ชดุ ทจ่ี าํ เลย ซอ้ื มาไวรบั ประทานเอง สบิ ตาํ รวจตรี ส. ขอซอ้ื ยาลดความอว นชุดน้ันจําเลยจึงขายให และเม่อื มีการ ตรวจคน รา นขายยาของจําเลยกไ็ มพ บสงิ่ ของผิดกฎหมายอืน่ แตอ ยา งใด เมอ่ื จาํ เลยไมม ีเฟนเทอรม นี ของกลางไวเ พือ่ ขายดงั ทีโ่ จทกฟ อ ง และรับฟง ไมไดว าทีร่ า นขายยาของจําเลยเคยมกี ารขายเฟนเทอรม นี มากอ น ดังนนั้ การท่จี ําเลยขายเฟนเทอรมนี ของกลางใหแ กสบิ ตาํ รวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกลอให กระทําความผิด โดยจําเลยไมมีเจตนาจะกระทําความผิดในการขายเฟนเทอรมีนมากอน พยานหลักฐาน ของโจทกด งั กลา วจงึ เปน พยานทเ่ี กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบโจทกไ มส ามารถอา งเปน พยานหลกั ฐานไดต าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แตถาเปนกรณีผูเสียหายเปนผูลอซื้อถือวาผูเสียหายเปนผูจูงใจหรือกอใหผูอื่นกระทําความผิด จึงไมถอื วาผูเสยี หายเปน ผเู สียหายโดยนิตนิ ัย และถือวาเปน พยานหลักฐานท่เี กดิ ขน้ึ โดยมิชอบ ฎกี าที่ ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ผูเสยี หายซ่งึ เปนนกั ขาวไดร บั การรอ งเรียนถึงพฤติกรรมของกลุม บคุ คลท่หี ลอกลวงขายเหล็กไหลจากผูชมรายการของผูเสียหาย จึงวางแผนพสิ ูจนก ารกระทาํ ของกลุม บคุ คลดงั กลา วเพอ่ื ใหม กี ารจบั กมุ มาลงโทษ หลงั จากทม่ี กี ารตดิ ตอ กบั กลมุ บคุ คลดงั กลา วจนทราบแนช ดั วา มพี ฤติกรรมในการหลอกลวงจรงิ จงึ ประสานงานกับเจา พนักงานตํารวจเพ่อื จบั กุม โดยผูเสียหาย นาํ เงนิ ทจี่ ะตอ งวางประกนั ในการทาํ สญั ญาจะซอื้ จะขายเหลก็ ไหลไปลงบนั ทกึ ประจาํ วนั ไวเ ปน หลกั ฐาน กเ็ พอื่ จะไดเ ปน หลกั ฐานของการกระทาํ ความผดิ พฤตกิ ารณแ หง คดดี งั กลา วมา จงึ เปน เรอื่ งทผี่ เู สยี หาย ดําเนนิ การแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง โดยการหลอกลอกลมุ บคุ คลดงั กลา วซ่งึ ก็คือจาํ เลยท้งั หา มากระทําความผิดอันเปนการกอใหจําเลยท้ังหากระทําความผิดฐานฉอโกงตามฟอง มิใชเพราะ จําเลยท้ังหามีเจตนาจะฉอโกงผูเสียหายมาต้ังแตตน กรณีดังกลาวจึงไมอาจถือไดวาผูเสียหายเปน ผเู สยี หายตามกฎหมาย ฎีกาท่ี ๔๐๗๗/๒๕๔๙ การที่ผูเสียหายไดใชให อ. ส่ังใหจําเลยซื้อแผนซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ของกลางจากตลาดนดั มาใหเ พอ่ื ทจ่ี ะไดห ลกั ฐานในการกระทาํ ความผดิ โดยไมป รากฏวา จาํ เลยมพี ฤตกิ ารณ

๖๘ เกี่ยวของกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผูอ่ืนเพ่ือการคาดวยความสมัครใจของตนเองมากอนและพรอมที่ จะจัดหาแผนซีดีท่ีละเมิดลิขสิทธ์ิดังกลาวมาไดทันที นอกจากนี้ เจาพนักงานตํารวจก็ไมทราบเรื่อง การละเมดิ ลิขสทิ ธ์ขิ องผเู สยี หายในคดีน้ี และไมท ราบเรอื่ งที่ อ. ไดต ดิ ตอขอซอ้ื แผน ซีดลี ะเมดิ ลขิ สิทธิ์ ของกลางจากจําเลยไวกอน แตเปนการท่ีผูเสียหายดําเนินการแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง แลวแจงความรองทุกขเพื่อนําเจาพนักงานตํารวจเขาจับกุมจําเลย จึงเปนกรณีที่ผูเสียหายไดชักจูงใจ หรือกอใหจําเลยกระทําความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์และไมอาจถือวาเปนผูเสียหายตามกฎหมาย การแจงความรองทุกขจึงไมใชการแจงความรองทุกขตามกฎหมาย ทําใหการสอบสวนไมชอบและโจทก ไมมีอาํ นาจฟอ ง ฎีกาท่ี ๔๓๐๑/๒๕๔๓ จําเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยทําซ้ําบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกเพ่ือมอบโปรแกรมคอมพิวเตอรตามที่ ส. ไดลอซื้อน่ันเอง มิใชทําซ้ําโดยผูกระทํามีเจตนา กระทําผิดอยูแลวกอนการลอซ้ือ การกระทําผิดของจําเลยเกิดขึ้นเนื่องจากการลอซ้ือของ ส.ซึ่งได รับจางใหลอซื้อจากโจทก เทากับโจทกเปนผูกอใหผูอื่นกระทําผิด โจทกยอมไมอยูในฐานะผูเสียหาย โดยนติ นิ ัยที่มีอาํ นาจฟองคดนี ี้ ฎีกาที่ ๙๖๐๐/๒๕๕๔ แมขอเท็จจริงจะฟงไดตามคําเบิกความพยานโจทกวาจําเลย บนั ทกึ เพลงอนั มลี ขิ สทิ ธข์ิ องผเู สยี หายอนั เปน การทาํ ซา้ํ งานดนตรกี รรม สง่ิ บนั ทกึ เสยี ง และโสตทศั นวสั ดุ อนั มลี ขิ สทิ ธข์ิ องผเู สยี หายโดยไมไ ดร บั อนญุ าตจากผเู สยี หายกต็ าม แตก ารกระทาํ ดงั กลา วเกดิ จากการที่ ผูรับมอบอํานาจชวงจากผูเสียหายวาจางจําเลย โดยเปนผูกอใหจําเลยกระทําการละเมิดลิขสิทธ์ิของ ผเู สยี หายเพอ่ื ใหเ จา พนกั งานจบั จาํ เลยมาดาํ เนนิ คดนี ้ี ผเู สยี หายจงึ ไมใ ชผ เู สยี หายโดยนติ นิ ยั ทมี่ อี าํ นาจ รอ งทกุ ขใ หด าํ เนนิ คดแี กจ าํ เลยในความผดิ ดงั กลา วได ทง้ั แผน ซดี แี ละวซี ดี คี าราโอเกะ ทว่ี า จา งใหท าํ ขนึ้ และวดิ โี อทบี่ นั ทกึ ภาพเหตกุ ารณก ารบนั ทกึ เพลงลงแผน ซดี ขี องจาํ เลย ถอื เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบและเปน พยานหลกั ฐานทไี่ ดม าเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ ตอ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐานเพื่อพิสูจนความผิดของจําเลยตามที่โจทกฟอง การกระทําของพยานโจทกมิใชการแสวงหา พยานหลักฐานดงั กลาว จงึ ไมอาจลงโทษจําเลยได การทตี่ าํ รวจขอรว มประเวณกี บั หญงิ เพอ่ื พสิ จู นต ามคาํ รอ งเรยี นวา มกี ารคา ประเวณใี นสถาน ท่เี กิดเหตจุ ริงหรือไม ไมเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานท่ีไมชอบ ฎีกาท่ี ๑๑๖๓/๒๕๑๘ การท่ีตํารวจนายหน่ึงขอรวมประเวณีกับจําเลยท่ี ๒ เพื่อพิสูจน คํารองเรยี นวา มกี ารคาประเวณใี นสถานทเ่ี กิดเหตุจริงหรือไม แลวจําเลยที่ ๒ ยอมรวมประเวณแี ละรบั เงิน จากตาํ รวจผูน ้นั ไมเ ปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จําเลยขายสลากกินรวบอยูแลว การท่ีตํารวจไปลอซ้ือไมเปนการแสวงหาพยานหลักฐาน โดยไมช อบ ฎีกาที่ ๒๓๐/๒๕๐๔ มีผูแจงความแกเจาพนักงานวา จําเลยขายสลากกินรวบโดยไมรับ อนญุ าต เจา พนกั งานจงึ พากนั ไปซมุ ดกั จบั โดยใหต าํ รวจคนหนง่ึ ปลอมตวั เปน ราษฎรเขา ไปขอซอ้ื สลาก กินรวบจากจําเลย จําเลยก็ขายให และเจา พนกั งานตํารวจกเ็ ขา จบั จําเลยพรอมของกลาง ดงั น้ี จาํ เลย ตองมีความผิดฐานเลนการพนันเปนเจามือขายสลากกนิ รวบ เพราะการท่ตี ํารวจปลอมตวั ไปซอื้ สลาก กนิ รวบจากจาํ เลยนนั้ เปน การกระทาํ เพอ่ื แสวงหาพยานหลกั ฐานแหง การกระทาํ ผดิ ของจาํ เลยตามทมี่ ี ผแู จงความไว

¡®ËÁÒÂà¡ÕÂè Ç¡ºÑ ¡ÒÃอํา¾ÃÒ§ หนา ๑๙ ๖๙ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ¡®¡ÃзÃǧ ÇÒ‹ ´ŒÇ¡Òû¯ºÔ μÑ Ô¡ÒÃÍíÒ¾ÃÒ§à¾è×Í¡ÒÃÊº× Êǹ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡èÕÂÇ¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô ¾.È. òõõõ ------------------- อาศยั อาํ นาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๗ วรรคส่ี แหง พระราชบญั ญตั วิ ธิ พี จิ ารณา คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเปนกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซ่ึงมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําไดโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหง กฎหมายนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรวี าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว ดงั ตอ ไปน้ี ขอ ๑ ในกฎกระทรวงนี้ “ผขู ออนุญาต” หมายความวา เจาพนักงานตามกฎหมายวาดว ยวธิ พี จิ ารณาคดียาเสพตดิ “ผูมีอํานาจอนุญาต” หมายความวา ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรือเลขาธิการ คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติด หรอื ผซู ่งึ ไดร ับมอบหมาย แลวแตกรณี ขอ ๒ การปฏบิ ัตทิ กุ ขนั้ ตอนตามกฎกระทรวงนเี้ ปนเรื่องลับ ขอ ๓ การปฏิบตั กิ ารอําพรางตามกฎกระทรวงนี้ ไดแ ก (๑) การแทรกซึมหรือฝงตัวเขาไปในขายงานหรือองคกรอาชญากรรมยาเสพติด อยางตอเนือ่ งและเปน ระยะเวลานาน (๒) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหน่ึงอยางใดเปนคร้ังคราว ชัว่ ระยะเวลาหนง่ึ หรือ (๓) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหน่ึงอยางใดซึ่งสามารถ ดาํ เนินการไดแ ลวเสรจ็ ในคราวเดยี ว

๗๐ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก หนา ๒๐ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา หมวด ๑ การขออนุญาต ------------------- ขอ ๔ ใหผูขออนุญาตดําเนินการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางโดยทําเปนหนังสือ ตอผูมีอํานาจอนุญาต และระบุเหตุผล ความจําเปน และแผนการหรือวิธีการ รวมท้ังระยะเวลา ในการดําเนนิ การและรายละเอยี ดอนื่ ๆ ท่ีเกยี่ วขอ ง หนงั สอื ขออนญุ าตตามวรรคหนง่ึ ใหเ ปน ไปตามแบบทเี่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๕ ในกรณีที่เจาพนักงานซึ่งไดรับอนุญาตใหครอบครองหรือใหมีการครอบครอง ยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ ตามมาตรา ๘ มคี วามจาํ เปน ตอ งปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหถ อื วา เจา พนกั งาน ผูน้นั ไดร ับอนุญาตใหปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางและตองดําเนินการตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงน้ดี วย ขอ ๖ ในกรณีที่เปนการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางตามขอ ๓ (๑) ผูขออนุญาต ตอ งไดร ับการรบั รองจากผบู งั คับบญั ชา แลวแตก รณี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซึ่งเปนขาราชการพลเรือนตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแต ผอู ํานวยการสํานกั หรือเทียบเทา ขน้ึ ไป (๒) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซ่ึงเปนขาราชการทหารตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแตผูบัญชาการ กองพลหรอื เทยี บเทาขึน้ ไป (๓) ผูขออนุญาตเปนพนักงานฝายปกครองตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชา ตาํ แหนงตง้ั แตนายอาํ เภอหรอื เทียบเทา ข้ึนไป (๔) ผูขออนุญาตเปนขาราชการตํารวจตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนง ตัง้ แตผ ูบังคับการหรอื เทยี บเทา ข้ึนไป หมวด ๒ การอนญุ าต ------------------- ขอ ๗ ผูมีอํานาจอนุญาตจะพิจารณาอนุญาตปฏิบัติการอําพรางได เม่ือปรากฏวา เปนการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดในฐานผลิต นําเขา สงออก จําหนาย หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติด หรือสมคบ สนับสนุน ชวยเหลือ หรือพยายาม กระทําความผิดดังกลาว ประกอบกับตองมีเหตุอันควรเชื่อวาจะไดขอมูลหรือพยานหลักฐานในการ กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากการปฏิบัติการอําพราง และเปนกรณีจําเปนอยางหนึ่งอยางใด ดังตอไปน้ี

๗๑ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา (๑) เพื่อสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดรายสําคัญหรือผูที่เกี่ยวของ เนอ่ื งจากมขี อ มลู เกย่ี วกับพฤตกิ ารณข องผูกระทาํ ความผิดดงั กลา วตามสมควร (๒) การสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดดวยวิธีอื่นกระทําไดยาก หรืออาจเกิดภยนั ตรายหรอื ความเสยี หายในการปฏิบัติหนา ที่ หรือ (๓) เพ่ือประโยชนในการขยายผลการจับกุมผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่อยู เบือ้ งหลัง ขอ ๘ ใหผูบัญชาการตํารวจแหงชาติหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติ และใหเลขาธิการ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดหรือในสงั กัดหนว ยงานอืน่ ขอ ๙ ผูซึ่งไดรับมอบหมายตามขอ ๘ ตองเปนผูดํารงตําแหนงและมีอํานาจอนุญาต ปฏบิ ัติการอาํ พรางตามทก่ี าํ หนด ดังตอไปนี้ (๑) ขาราชการตาํ รวจตาํ แหนง ตงั้ แตผ ูบ ญั ชาการ หรือขาราชการพลเรอื นตําแหนง ตัง้ แต รองเลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพตดิ หรือเทียบเทาข้ึนไป มอี าํ นาจอนุญาต ปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางตามขอ ๓ (๑) (๒) ขาราชการตํารวจตําแหนงตั้งแตผูกํากับการ หรือขาราชการพลเรือนตําแหนงต้ังแต ผูอํานวยการกอง หรือเทียบเทาข้ึนไป ซ่ึงมีหนาที่ในการปราบปรามยาเสพติด มีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอาํ พรางตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ขอ ๑๐ ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตพจิ ารณาอนญุ าตใหแ ลว เสรจ็ และแจง คาํ สง่ั ไปยงั ผขู ออนญุ าต โดยเรว็ ในกรณีที่มีคาํ สง่ั อนญุ าตใหส ง หนงั สืออนุญาตไปดวย หนังสืออนุญาตตามวรรคหน่ึง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด หมวด ๓ การดําเนินการ ------------------- ขอ ๑๑ ในการปฏิบัติการอําพรางหากจําเปนตองมีการจัดทําเอกสารหรือหลักฐาน ประกอบการปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตมหี นงั สอื แจง หนว ยงานทเ่ี กย่ี วขอ งเพอื่ ขอความ รวมมือในการจัดทําเอกสารหรือหลักฐานดังกลาว และใหหนวยงานที่เกี่ยวของใหความรวมมือ ดาํ เนนิ การจัดทําเอกสารหรือหลักฐานแกผูไ ดรบั อนุญาต เอกสารหรือหลักฐานท่ีไดมาตามวรรคหนึ่งใหผูไดรับอนุญาตนําไปใชเทาที่จําเปน เพ่ือประโยชนในการปฏิบตั กิ ารอําพราง ขอ ๑๒ ใหผูไดรับอนุญาตดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตใหเสร็จส้ินภายในระยะเวลา ทไี่ ดร บั อนญุ าต

๗๒ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๒ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ในกรณีท่ีมีเหตุอันสมควร ผูไดรับอนุญาตอาจทําหนังสือเพื่อขอแกไขหรือเพิ่มเติม ระยะเวลาหรือรายการทีไ่ ดรับอนุญาตตอ ผูมอี าํ นาจอนญุ าตกอ นการดาํ เนนิ การเสร็จส้ิน หนงั สอื ขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ ระยะเวลาหรอื รายการทไ่ี ดร บั อนญุ าตตามวรรคสองใหเ ปน ไป ตามแบบทีเ่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๑๓ ใหผูไดรับอนุญาตยุติการดําเนินการกอนครบกําหนดระยะเวลาที่ไดรับอนุญาต เม่อื ปรากฏกรณีอยางหนึ่งอยา งใด ดงั ตอไปน้ี (๑) บรรลวุ ัตถปุ ระสงคตามหนังสืออนุญาตแลว (๒) ความจําเปนหรือพฤติการณท่ีตองดําเนินการเปลี่ยนแปลงไปหรือไมมีความจําเปน ในการดําเนินการนนั้ อกี ตอ ไป (๓) ผมู ีอาํ นาจอนญุ าตมคี าํ สง่ั ใหยุตกิ ารดําเนนิ การและแจงใหผไู ดร บั อนญุ าตทราบแลว ขอ ๑๔ เม่ือการดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตเสร็จสิ้นหรือมีการยุติการดําเนินการ ตามขอ ๑๓ ใหผ ไู ดร บั อนญุ าตรายงานผลการดาํ เนนิ การตอ ผมู อี าํ นาจอนญุ าตภายในสามวนั นบั แตว นั ทก่ี ารดาํ เนินการเสรจ็ ส้ินหรอื ยุตกิ ารดาํ เนินการ รายงานผลการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการ ปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ กาํ หนด ขอ ๑๕ ในกรณีจําเปนเรงดวนและมีเหตุอันสมควร ใหเจาพนักงานมีอํานาจปฏิบัติการ อําพรางไปกอนโดยไมตองไดรับอนุญาตแลวรายงานโดยระบุความจําเปนเรงดวนและเหตุอันสมควร ตอ ผูม ีอํานาจอนญุ าตโดยเรว็ ทงั้ น้ี ตอ งไมเ กินสามวันนบั แตวนั ทีเ่ ริม่ ปฏิบัตกิ ารอาํ พราง ในกรณที ก่ี ารปฏบิ ตั กิ ารอาํ พรางตามวรรคหนง่ึ ยงั ไมแ ลว เสรจ็ ใหด าํ เนนิ การขออนญุ าตตาม หมวด ๑ ในทันทที ี่สามารถกระทาํ ไดต อไป ขอ ๑๖ ใหผ บู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปราม ยาเสพตดิ แตงตัง้ นายทะเบียนเพอ่ื ดําเนนิ การ ดังตอ ไปนี้ (๑) จัดทําระบบขอมูลเก่ียวกับการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตาม ที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๒) ประสานงานกับหนวยงานที่เก่ียวของ เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบ การใชอ าํ นาจตามที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๓) รวบรวมและจัดเก็บเอกสารและหลักฐานการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวงน้ี เพ่อื เปน ขอ มลู สําหรบั การควบคุมและตรวจสอบ (๔) จัดทํารายงานผลการดําเนินการประจําปเสนอตอผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ แลว แตก รณี โดยใหร ายงานขอ เทจ็ จรงิ ปญ หา อปุ สรรค ปรมิ าณ และผลสําเรจ็ ของการดําเนินการ (๕) เสนอความเหน็ ตอ ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด แลวแตกรณี เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงาน เก่ียวกับการอาํ พราง

๗๓ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๓ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา (๖) ปฏิบัติการอ่ืนใดเก่ียวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ตามท่ีผูบัญชาการตํารวจ แหง ชาตหิ รอื เลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติดมอบหมาย แลวแตก รณี ใหไว ณ วนั ท่ี ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ย่ิงลักษณ ชินวตั ร นายกรัฐมนตรี พลตาํ รวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรวี า การกระทรวงยตุ ิธรรม

๗๔ คาํ ʧèÑ สาํ ¹Ñ¡§Ò¹ตําÃǨá˧‹ ªÒμÔ ·Õè õò÷/òõõõ àÃÍè× § ÁͺËÁÒÂอาํ ¹Ò¨à¡ÕÂè ǡѺ¡ÒÃ͹ØÞÒμáÅСÒÃáμ‹§μÑ§é ¹Ò·ÐàºÕ¹à¾èÍ× ¡ÒÃÊ׺Êǹ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡èÕÂǡѺÂÒàʾμÔ´ ------------------- เพ่ือใหการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดของสํานักงานตํารวจแหงชาติ เปนไปดวยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๐ ประกอบขอ ๘ ขอ ๑๖ ของกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพ่ือการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ และขอ ๘ ขอ ๑๙ ของกฎกระทรวงวาดวยการครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ จึงมอบอํานาจการอนุญาตปฏิบัติการอําพราง การอนุญาตครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และอาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗๔ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มอบอํานาจการแตงต้ังนายทะเบยี น ใหผ ดู ํารงตาํ แหนง ดังตอไปน้ี ๑. การอนุญาตปฏิบัติการอําพราง ๑.๑ ผูบัญชการ รองผูบัญชาการ ผูบังคับการ รองผูบังคับการ ผูกํากับการ หวั หนา สถานตี าํ รวจ หรอื หวั หนา หนว ยงานทที่ าํ หนา ทใ่ี นงานปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ ในสงั กดั ๑.๑.๑ กองบญั ชาการตาํ รวจนครบาล ๑.๑.๒ ตํารวจภูธรภาค ๑-๙ ๑.๑.๓ ศนู ยปฏบิ ตั ิการตาํ รวจจงั หวัดชายแดนภาคใต ๑.๑.๔ กองบัญชาการตาํ รวจสอบสวนกลาง ๑.๑.๕ กองบัญชาการตาํ รวจปราบปรามยาเสพตดิ ๑.๑.๖ กองบญั ชาการตํารวจตระเวนชายแดน ๑.๒ ใหผทู ไ่ี ดร บั มอบหมายตาม ๑.๑ โดยตําแหนงผบู ัญชาการใหม ีอํานาจอนุญาต ปฏบิ ัติการอําพรางตามขอ ๓ (๑) และตาํ แหนง ผกู ํากับการขึ้นไป มอี ํานาจอนญุ าตปฏิบตั ิการอําพราง ตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ของกฎกระทรวงวา ดวยการปฏิบตั ิการอําพรางเพือ่ การสบื สวนความผดิ ตาม กฎหมายเก่ียวกับยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๕๕

๗๕ ทงั้ น้ี หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขในการพจิ ารณาอนญุ าตใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วา ดวยการปฏบิ ัติการอําพรางเพ่อื การสืบสวนความผดิ ตามกฎหมายเก่ยี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๕๕ ๒. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจอนุญาตการครอบครองหรือใหมี การครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมใหก ับทุกหนวยงานในสังกดั สํานกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ทงั้ นี้ หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขในการพจิ ารณาอนญุ าต ใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วาดวยการครอบครองและใหมีการครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพ่ือการสืบสวนความผิด ตามกฎหมายเกยี่ วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๓. การแตงต้ังนายทะเบียนตามกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพื่อการ สืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ เปนอํานาจของผูดํารงตําแหนง ดงั ตอ ไปน้ี ๓.๑ ผูบญั ชาการตํารวจนครบาล ๓.๒ ผูบญั ชาการตํารวจภธู รภาค ๑-๙ ๓.๓ ผูบ ัญชาการศนู ยป ฏิบตั ิการตาํ รวจจังหวดั ชายแดนภาคใต ๓.๔ ผบู ัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ๓.๕ ผบู ัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพตดิ ๓.๖ ผูบญั ชาการตาํ รวจตระเวนชายแดน ๔. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจแตงตั้งนายทะเบียนตาม กฎกระทรวงวา ดว ยการครอบครองและใหม กี ารครอบครองยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ เพอ่ื การสบื สวน ความผดิ ตามกฎหมายเกย่ี วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๕. ใหหนวยงานระดับกองบัญชาการตามขอ ๑ และ ขอ ๓ รายงานขอมูลเกี่ยวกับ การอนุญาตและการแตงต้ังนายทะเบียนภายในกองบัญชาการใหกองบัญชาการตํารวจปราบปราม ยาเสพติดทราบทันที เพื่อจัดทําเปนฐานขอมูลกลางของสํานักงานตํารวจแหงชาติและเพ่ือประโยชน ในการควบคุมตรวจสอบขอมูล และการประสานงานระหวางสวนราชการที่เก่ียวของไดอยางมี ประสิทธภิ าพสงู สดุ ๖. ใหหนวยงานในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติทุกหนวยงาน ใหความรวมมือ และสนับสนุนในการปฏบิ ตั งิ านตามอาํ นาจหนาท่ีของหนว ยงานตามขอ ๑ - ขอ ๔ ท้งั นี้ ต้ังแตบัดนเ้ี ปนตนไป ส่งั ณ วันที่ ๒๑ กนั ยายน พ.ศ.๒๕๕๕ พลตํารวจเอก (เพรยี วพันธ ดามาพงศ) ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหงชาติ

๗๖

๗๗ º··èÕ ô °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ㹡ÒÃÊ׺Êǹ ô.ñ °Ò¹¢ÍŒ ÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ ʶҹÕตาํ ÃǨ ô.ñ.ñ ¢ÍŒ ÁÅÙ º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื การสอดสอ งพฤตกิ ารณแ ละความเคลอ่ื นไหวของบคุ คลทพ่ี น โทษ จากเรอื นจาํ เปน เวลา ๑๒ เดอื น เพอื่ ปอ งกนั ไมใ หบ คุ คลนนั้ กลบั ไปกระทาํ ความผดิ อกี หรอื ถา ไปกระทาํ ความผิดอีกก็สามารถจับกุมตัวไดอยางรวดเร็ว เปนการปองกันอาชญากรรมกอนเกิดเหตุการณ สอดสอ งบุคคลพนโทษคอยสอดสอ งพฤตกิ รรมเปนเวลา ๑๒ เดอื น ¡ÒÃÊʹʋͧ¤¹¾Œ¹â·É ¤¹¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É ¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ เพื่อเปนการปองกัน และปราบปรามอาชญากรรมใหไดผลอยางแทจริงและชวยในการสืบสวนหาผูกระทําผิดมาลงโทษ อยา งรวดเร็ว จงึ มีความจําเปน อยางยิ่งทีจ่ ะตอ งมีการสอดสอ งพฤติการณการเคลื่อนไหวของบคุ คลพนโทษ ประเภทของบุคคลพนโทษทจ่ี ะตอ งควบคุมสอดสอ งในหนาทตี่ ํารวจ เมอ่ื ผกู ระทาํ ความผดิ ไดร บั โทษถงึ จาํ คกุ และไดร บั การพกั การลงโทษหรอื พน อาญาออกไป จากเรือนจําและทัณฑสถานแลว จําเปนอยางย่ิงที่ตํารวจทองที่ที่บุคคลพนโทษจะไปมีภูมิลําเนาอยู จะตองคอยสังเกตพฤติการณและการเคล่ือนไหวของผูน้ันหลังจากไดรับขาวสารและขอมูลจาก กองทะเบียนประวัติอาชญากรหรือวิทยาการสวนภูมิภาค คือ ศูนยพิสูจนหลักฐาน ซึ่งบุคคลพนโทษ ท่ีตองควบคุม สอดสองพฤตกิ ารณและการเคลอื่ นไหวในหนาที่ของตาํ รวจน้นั มีอยู ๓ ประเภท - º¤Ø ¤Å¾¡Ñ ¡ÒÃŧâ·É หมายถงึ ผตู อ งขงั ในเรอื นจาํ ทไ่ี ดร บั โทษไปแลว แตเ พยี งบางสว น แตใ นขณะทถ่ี กู คมุ ขงั อยนู น้ั ทางกรมราชทณั ฑเ หน็ วา ผนู นั้ เปน ผทู มี่ คี วามประพฤตดิ ี อยใู นระเบยี บวนิ ยั ของทางราชการ มีกิริยาวาจาเรียบรอยดี จึงส่ังใหพักการลงโทษตามกําหนดเวลาท่ีทางกรมราชทัณฑ กําหนดใหหรอื จนกวาจะไดรบั การปลดปลอ ยใหพ นโทษไปอยา งจริงจัง - ºØ¤¤Å¾Œ¹â·É หมายถึง บุคคลท่ีถูกศาลพิพากษาลงโทษใหจําคุก ปรับสถานเดียว หรือเพียงแตการรอการลงอาญา หรือพิพากษาใหสงตัวเขาฝกอบรมในสถานสงเคราะหของ กรมราชทณั ฑ และเม่ือไดร บั โทษนัน้ ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถือวา เปนบุคคลพน โทษ - ºØ¤¤Å·Õè໚¹¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ หมายถึง บุคคลที่เคยตองโทษและระยะการสอดสอง พฤติการณไปแลว แตยังปรากฏวาประพฤติตนเปนผูรายอาชีพ หรือมีพฤติการณท่ีสอแสดงวาเปน ผูรายอยูหรืออาจฟงไดวากระทําความผิดอยูเสมอสุดแลวแตโอกาสจะอํานวยใหเมื่อใด ใหถือวาเปน ผูรา ยทองถ่นิ โดยบทบญั ญตั ขิ องพระราชบญั ญตั ริ าชทณั ฑ พ.ศ.๒๔๗๙ ไดก าํ หนดวธิ กี ารการใหป ระโยชน แกผูตองขัง ที่จะไดรับการปลอยตัวกลับไปอยูกับครอบครัวกอนกําหนดโทษ โดยวิธีการคุมประพฤติ ในชมุ ชนรวม ๓ วิธี

๗๘ ñ. ¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É มีวัตถุประสงคเพ่ือปลดปลอยนักโทษท่ีมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความกา วหนา ในการศกึ ษาและทาํ งานเกดิ ผลดหี รอื ทาํ ความชอบแกพ เิ ศษ ออกไปอยภู ายนอกเรอื นจาํ กอนครบกําหนดโทษตามคําพิพากษา à§è×͹ä¢สาํ ËÃѺ¼Ù¾Œ ¡Ñ ¡ÒÃŧâ·ÉμÍŒ §»¯ÔºμÑ Ô - กําหนดใหไ ปรายงานตัวตอเจา หนา ทีเ่ ปน ประจาํ - ใหอ ยูในทอ งท่อี ันจํากดั จะออกนอกเขตทองท่ตี องไดร บั อนุญาตกอ น - หามมใิ หพกอาวุธปน - หา มคบคาสมาคมกบั นกั เลงอันธพาลหรอื บุคคลผูพ กั การลงโทษดว ยกนั ถาผูไดรับการพักการลงโทษประพฤติอยูในกรอบแหงการพักการลงโทษโดยตลอด เม่ือครบกําหนดตามคําพิพากษาแลวก็จะไดรับการปลอยตัวเปนบุคคลพนโทษ แตถาระหวางพักการ ลงโทษผูใดประพฤติผิดเงื่อนไขการพักการลงโทษที่กําหนดไว หรือกระทําความผิดอาญาข้ึนมาใหมก็จะถูก คมุ ขังยงั เรอื นจําเพอ่ื รบั โทษทเ่ี หลืออยูตอ ไปและถูกเพิกถอนการพกั การลงโทษ ò. º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื บคุ คลทถ่ี กู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ปรบั สถานเดยี วหรอื เพยี งแตร อการลงอาญา หรือพิพากษา ใหสงตัวเขาสถานฝกอบรมในสถานสงเคราะหของกรมราชทัณฑ เม่ือไดรับโทษน้ัน ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถ ือวา เปน บคุ คลพนโทษ ตาํ ÃǨ·ŒÍ§·è¡Õ Ѻº¤Ø ¤Å¾Œ¹â·É สําหรับการควบคุมพฤติการณและการสอดสองความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ น้นั เมอ่ื หนว ยงานวทิ ยาการสงประวัติคนพนโทษ (แบบฟอรม ทว.กาํ หนด) ไปใหส ถานีตาํ รวจทองท่ี ที่ผูพนโทษจะไปอยู แลว ใหทางสถานตี ํารวจทอ งท่ปี ฏบิ ัติ ดงั นี้ - สง่ั เจา หนา ทต่ี าํ รวจคอยสงั เกตการณแ ละความเคลอ่ื นไหวตา งๆ ของบคุ คลพน โทษ รายงานพฤติการณความเคล่ือนไหวตาง ๆ ของบุคคลพนโทษนั้น สงไปใหหนวยท่ีเกี่ยวของทราบ สําหรับ สน.ใหสงแบบรายงานพฤติการณและความเคลื่อนไหวน้ีตรงไปยัง ฝาย ฯ ๑ ทว. สวน สภ. ใหส งไปยังศนู ยพ สิ จู นห ลักฐาน และใหสง ทว. ดว ย - การรายงานใหรายงานทุกเดือน โดยสงใบรายงานนี้ออกจาก สน./สภ. ภายใน วนั ท่ี ๕ ของทุกเดอื นจนกวาจะครบ ๑๒ เดือน หลังจากท่ไี ดพ น โทษไป แตถ า มเี หตกุ ารณเปน พิเศษ ทจ่ี ะตอ งรายงานใหท ราบ จะตอ งรายงานใหท ราบเปน การดว นโดยไมต อ งรอใหค รบกาํ หนดวนั รายงาน ประจาํ เดอื น - เม่ือบุคคลพนโทษหรือบุคคลผูพักการลงโทษคนใดยายภูมิลําเนาออกไปจากทองท่ี ให สน./สภ. เดิมสงบัตรประวัติอาชญากรของบุคคลพนโทษไปให สน./สภ. แหงใหมเพื่อดําเนินการ สืบพฤติการณและความเคลื่อนไหวของบุคคลน้ันตอไป แลวรายงานการยายภูมิลําเนาของบุคคล พน โทษไปใหหนว ยงานท่ีเก่ยี วขอ ง

๗๙ - ถา บคุ คลพน โทษนน้ั กระทาํ ความผดิ อกี ถงึ กบั ถกู จบั คมุ ขงั ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษ จาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั นิ นั้ คนื หนว ยทเ่ี กย่ี วขอ ง พรอ มทงั้ รายงานดว ยวา ถกู จบั กมุ ในขอ หาอะไร ถกู ศาล พพิ ากษาวา อยา งไร ถา ถกู ศาลพพิ ากษาวา ใหป ลอ ยตวั ไปโดยยกฟอ งไมต อ งสง บตั รประวตั คิ นื ใหร ายงาน พฤติการณแ ละความเคลอ่ื นไหวตอ ไป - สอดสองและรายงานพฤติการณความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ ใหกระทํา และรายงานเพียง ๑๒ เดอื น นับต้ังแตว ันท่ีบุคคลน้ันพนโทษไดถูกปลอ ยตัวออกมาจากเรือนจาํ - เมือ่ พน ๑๒ เดือนแลว ใหเกบ็ บัตรประวัติอาชญากรนัน้ ไวท ี่ สน./สภ. เพือ่ จะได สอดสองดูแลพฤติการณต อ ไปแตไ มต องรายงานอกี ËÅ¡Ñ ¡Òû¯ºÔ Ñμ¡Ô Ѻº¤Ø ¤Å·èÕ໚¹¼ŒÙÌҷŒÍ§¶Ô蹢ͧ਌Ò˹ŒÒ·èตÕ าํ ÃǨ ๑) สอดสอ งดแู ลพฤตกิ ารณและการเคลอื่ นไหวเปนพเิ ศษอยา งใกลชิด ๒) ขึ้นทะเบยี นเปน ผรู า ยทอ งถิน่ โดยแยกเก็บบัตรประวตั อิ าชญากร ๓) แจง การข้ึนทะเบยี นบุคคลเปนผูรายทองถิน่ ไปยงั สว นราชการที่เกีย่ วของ ๔) เม่ือผูรายทองถิ่นยายภูมิลําเนา ใหสงบัตรประวัติไปยังสถานีตํารวจที่ยายไปอยู แหง ใหมแ ลว รายงานหนว ยทเ่ี กีย่ วขอ งทราบ ๕) เมอ่ื ผรู า ยทอ งถนิ่ กระทาํ ความผดิ ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั คิ นื หนว ยงานทเ่ี กี่ยวของ ๖) เมอ่ื ผรู า ยทอ งถน่ิ กลบั ตนเปน พลเมอื งดี หรอื ถงึ แกก รรมใหร ายงานหนว ยทเี่ กยี่ วขอ งทราบ เพือ่ ถอนทะเบยี นผูรา ยทองถน่ิ ô.ô.ò á¿Á‡ »ÃÐÇμÑ ºÔ ¤Ø ¤Å·àèÕ ¡ÂÕè Ç¢ŒÍ§¡ÑºÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ, ÊÒÂÅѺ, ʶҹ·è,Õ áËŧ‹ ¢‹ÒÇ แฟม ประวตั บิ คุ คลทีเ่ กย่ี วของกบั อาชญากรรม, สายลบั , สถานท,ี่ แหลงขา ว มีประโยชน อยางมากสําหรับงานสืบสวน เน่ืองจากบางคร้ังคนรายไปกอเหตุ และทราบแตเพียงช่ือเลน ฝายสืบสวนก็สามารถมาคนขอมูลจากแฟมประวัติท่ีเคยจัดทําไวท่ีหองสืบสวน ซึ่งอาจพบขอมูลของ คนรา ยจนกระท่งั นาํ ไปสกู ารขอออกหมายจับคนรา ยดังกลาวได

๘๐ ô.ò °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ สาํ ¹Ñ¡§Ò¹ตําÃǨáË‹§ªÒμÔ ô.ò.ñ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙźؤ¤Å·Ò§·ÐàºÕ¹ÃÒɮÏ ·íÒãË·Œ ÃÒº¶§Ö ๑. ช่อื สกลุ หมายเลขบตั รประชาชน ๒. ภาพถายทางทะเบยี นราษฎร ๓. ภมู ลิ าํ เนาเดมิ สถานท่อี ยู เครือญาติ ๔. รายการเปลีย่ นแปลงช่อื สกลุ ทอี่ ยู ๕. บุคคลผรู บั รองรายการบตั ร ๖. หมายเลขโทรศพั ท ô.ò.ò ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ÂÒ¹¾Ò˹РทําãËŒ·ÃÒº¶§Ö ๑. ชอื่ สกลุ ผูครอบครองผถู อื กรรมสทิ ธย์ิ านพาหนะ ๒. ทอ่ี ยูผ คู รอบครองผถู ือกรรมสทิ ธิ์ยานพาหนะ ๓. หมายเลขเคร่อื งยนต หมายเลขตัวถัง ๔. วันเดอื นปทจี่ ดทะเบยี น áËŧ‹ ·èÁÕ Ò¢Í§¢ÍŒ ÁÅÙ - โปรแกรม POLIS ของ ตร. - โปรแกรม CRIMES â»Ãá¡ÃÁ POLIS

๘๑ â»Ãá¡ÃÁ CRIMES ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹РμÃǨÊͺ¨Ò¡ÈٹʡѴ¡¹Ñé ¡ÒÃลําàÅÕ§ÂÒàʾμÔ´

๘๒ ô.ó °Ò¹¢ŒÍÁÅÙ ¡ÒÃÊº× Êǹ¨Ò¡Ë¹‹Ç§ҹÍ×è¹ การตรวจสอบขอ มลู บุคคลทางทะเบียนราษฎร โปรแกรม AMI ของกรมการปกครอง Āöć÷ëċÜðøąđõìïÙč Ùú Āöć÷ëÜċ øĀÿĆ ×ĂÜÿĞćîÖĆ àċęÜöǰĊ ǰðøąđõì ìąđï÷Ċ î êĆüđú×êøüÝÿĂïÙüćöëÖĎ êĂš Ü Āöć÷ëÜċ ÖúčöŠ ì×Ċę ĂÜïčÙÙúĒêúŠ ą Āöć÷ëċÜúĞćéĆïì×Ċę ĂÜïčÙÙúĔîĒêŠ ðøąđõìêćöĀúÖĆ ĒøÖǰĀøČĂđúöŠ ìĊę úąÖúŠöðøąđõìǰĀøĂČ ĔïÿêĉïĆêø

๘๓ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹Р¨Ò¡¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¨Ò¡Ãкº DXC ¢Í§ÈÙ¹ÂᏠšà»ÅÂÕè ¹¢ŒÍÁÅÙ ¡Ãкǹ¡ÒÃÂØμÔ¸ÃÃÁ

๘๔ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·Ò§¸¹Ò¤Òà ¡ÒÃÊ׺Êǹ·Ò§¡ÒÃà§Ô¹ ทําใหท ราบถงึ ช่อื สกุล ทอ่ี ยู หมายเลขโทรศพั ทข องผเู ปดหมายเลข เลขบญั ชีหากทราบ หมายเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก ทําใหทราบขอมูลที่อยู หมายเลขโทรศัพทของผูเปดบัญชี การเคลอ่ื นไหวทางบัญชกี ลอ งวงจรปด ผา นกลอ งวงจรปด ของทางธนาคาร ñ. ¢ÍŒ ÁÅÙ ·èäÕ ´Œ¨Ò¡¡ÒÃμÃǨÊͺºÞÑ ªÕ ๑. คาํ ขอเปดบญั ชี ๒. ขอมูลบุคคลประกอบการขอใชบรกิ าร ๓. รายการเคลื่อนไหวทางบญั ชี ò. à·¤¹Ô¤¡ÒÃμÃǨÊͺºÑÞªÕ¸¹Ò¤ÒÃã¹àº×éÍ§μ¹Œ ๑. ตรวจสอบสาขาบญั ชธี นาคาร ๒. ตรวจสอบเจา ของบญั ชีผานทาง i - banking ๓. ตรวจสอบเจาของบญั ชีผานทาง ATM ฯลฯ ó. áËÅ‹§¢ŒÍÁÅ٠㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·Ò§¸¹Ò¤Òà - ธนาคารพาณิชยท กุ สาขา (โดยเฉพาะสาขาเจาของบัญชี) http://www.bot.or.th/Thai/Pages/BOTDefault.aspx - ตรวจสอบสาขาไดจากเวบ็ ไซตข องธนาคารแหง ประเทศไทย ô. ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·Ò§¸¹Ò¤Òà Website ¸¹Ò¤ÒÃá˧‹ »ÃÐà·Èä·Â

๘๕ õ. μÃǨÊͺÀÒ¾¨Ò¡¡ÅŒÍ§Ç§¨Ã»´ ¢Í§¸¹Ò¤ÒÃà¾Íè× ËÒμÑǤ¹ÃÒŒ  ภายหลังจากที่ไดทําการตรวจสอบขอมูลหมายเลขบัญชีธนาคารดังกลาวแลว และพบหลักฐานเก่ียวกับการโอนเงิน ใหขอทําการตรวจสอบภาพจากกลองวงจรปดของธนาคาร การตรวจสอบภาพวงจรปดจากธนาคารนั้น จะตองทําหนังสือไปตรวจสอบจากธนาคาร พรอมท้ัง ออกหมายเรยี กเปน หมายเรียกพยานเอกสาร ö. μÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ¸ØÃ¡Ô¨¡ÒäҌ เชน บรษิ ทั หางหนุ สวนจาํ กัด งบดลุ ฯลฯ ทําใหท ราบถงึ - ตรวจสอบที่อยู ท่ีตัง้ บริษัท หางหุนสว นจํากดั - ตรวจสอบกรรมการของบรษิ ทั หา งหนุ สวนจํากัด ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·ÐàºÕ¹¸ÃØ ¡Ô¨ การตรวจสอบขอมูลทะเบียนธุรกิจ เปนการตรวจสอบขอมูลนิติบุคคลวา บริษัทจํากัด หางหุนสว นจํากดั บริษทั มหาชน มใี ครเปน กรรมการบา ง จาํ นวนเทาไหร และกรรมการผูจัดการ เปน ใคร นิตบิ คุ คลดังกลา วต้งั อยูทีใ่ ด áËÅ‹§¢ÍŒ ÁÅ٠㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·ÐàºÂÕ ¹¸ÃØ ¡¨Ô ๑. กรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณชิ ย ๒. เวบ็ ไซตของกรมพัฒนาธุรกิจการคา http://www.dbd.go.th/main.php?filename=index

๘๖

๘๗ º··èÕ õ à·¤¹¤Ô ¡ÒÃÊ׺Êǹ õ.ñ à·¤¹¤Ô ¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จํา (Observed recognition) ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´¨íÒ หมายถึง การท่ีสมองสามารถจดจําภาพที่สัมผัสไดอยางแจมชัด โดยสามารถแยกรายละเอยี ดการจดจาํ ไดว า ภาพทเี่ หน็ ทงั้ หมดนนั้ ประกอบดว ยรายละเอยี ดอะไรบา ง บุคคลทั่วไปมักจะจําแบบไมไดสังเกต คือ เม่ือมองเห็นอะไรก็จะมองผานไป จะจําไดก็เพียงโครงราง เทา นนั้ เมอื่ ถามถงึ รายละเอยี ดกจ็ ะไมส ามารถตอบได หรอื จาํ ไดแ ตเ พยี งเปน ความรสู กึ ภายในของตน เทานั้น ไมสามารถบอกกลาวใหเปนรูปธรรมได ตัวอยางเชน จําเสียงคนได แตบอกไมไดวาเสียง แตกตา งกวา ผอู น่ื อยา งไร หรอื จาํ ทา เดนิ คนได แตบ อกไมไ ดว า เขาเดนิ ลกั ษณะอยา งไร หรอื จาํ หนา คน ได แตบอกไมไ ดว า เขามตี ําหนิรปู พรรณอยา งใด เปน ตน เนอื่ งจากบคุ คลธรรมดาทว่ั ไปกจ็ ะมคี วามจาํ อยแู ลว แตเ มอ่ื บคุ คลผนู นั้ เขา มาเปน เจา หนา ที่ ตํารวจก็ควรท่ีจะตองเปล่ียนแปลงรูปแบบการจดจําแบบบุคคลทั่วไปมาเปนการจําโดยมีวิธีสังเกต เขามารวมดวย เพื่อใหเปนรูปแบบการจําแบบเจาหนาที่ดวย การสังเกตจดจําของเจาหนาท่ีเปนการมอง สังเกตเพ่ือจดจํารายละเอยี ดเกีย่ วกับบุคคล, สถานที่ และพฤตกิ ารณ ¢éѹμ͹¢Í§¡ÒÃÊѧà¡μ/¨´จํา ๑. รับรูดวยประสาทสัมผสั (จาํ เปนภาพรวมๆ) ๒. สงั เกตรายละเอียดปลกี ยอย ๓. จดสงิ่ ทจี่ ํา (พบ) ๔. จดจําจากทา ทางหรอื บคุ ลิกทแ่ี สดงออก ¡Òè´จําตํา˹Ժ¤Ø ¤Å ๑. จดจําลักษณะใหญ เชน เพศ วยั รปู ราง สีผิว ๒. จดจาํ ลกั ษณะเดน เชน แผลเปน ลายสกั ความพกิ าร ลกั ษณะเพยี งบางอยา งทสี่ ามารถ จาํ ไดอยางแมนยาํ เชน หนาเหมอื นนักการเมือง ดารา ๓. จดจําเคร่ืองแตงกาย เชน ลกั ษณะเสือ้ กางเกง เข็มขัด สรอย แหวน นาฬก า หมวก ๔. ใหร บี จดบนั ทกึ ทนั ทใี หจ ดตามทเี่ หน็ จรงิ แลว มอบรายละเอยี ดใหเ จา หนา ทผี่ เู กย่ี วขอ ง ๕. การจดจําใบหนาใหใชการจดจําใบหนาภาพรวมกอน ไมตองแยกจําทีละสวน แลว คอ ยใชก ารระลกึ ภาพใบหนาแยงเปน สว นๆ

๘๘ μÒÃÒ§áÊ´§Å¡Ñ ɳÐÀÒ¹͡·èãÕ ªŒÊѧà¡μ¨´จําä´Œ§Ò‹  ÅѡɳРÃÒÂÅÐàÍÕ´μ‹Ò§æ à¾È ชาย หญิง กะเทย ÇÂÑ เดก็ ผใู หญ วัยรุนหรือประมาณอายุเทาไร ฯลฯ ÃٻËҧ อว น ผอม สูง เตี้ย สันทดั รางกายกาํ ยํา หรือผอมแหง ฯลฯ ÊÕ¼ÔÇ ขาว เหลอื ง คลํ้า ซีด เห่ยี วยน ฯลฯ à¤ÃèÍ× §áμ§‹ ¡Ò เสื้อผา เครื่องประดบั สรอย แหวน นาฬก า หมวก ฯลฯ àªé×ͪÒμÔ ไทย จีน แขก ฝร่ัง ลูกครึ่ง ฯลฯ ¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จํา¾ÄμÔ¡Òó เปน ลกั ษณะนสิ ยั บคุ ลกิ ภาพสวนตวั หรอื การใชในชีวติ ประจําวนั เชน - เขา ออกบานไมเ ปน เวลา - การเดนิ ทางมเี สน ทางประจําหรอื ไม - มรี า นอาหารประจาํ หรอื ไม - ลักษณะการขบั รถยนตชา หรือเรว็ - เปนคนข้รี ะแวงสงสัยหรือไม - ชอบไปทีใ่ ดที่ผดิ ปกติ - มีการทง้ิ ส่ิงของใดระหวา งทางหรอื จุดใดหรือไม ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´¨íÒʶҹ·èÕ การสังเกตจดจําสถานที่ใหเริ่มจําจากสถานที่ต้ังน้ันกอน แลวสังเกตรายละเอียดภายใน การสังเกตควรสงั เกตทง้ั ภายนอกและภายใน ก. ลกั ษณะภายนอก - หากมีชื่อ ชื่อวาอะไร เลขที่อาคาร ทองที่เทาไร ชั้นใด ตั้งอยูบนถนนอะไร ลักษณะเดน ของอาคาร เชน ตึก ไม กระจก - ทางเขา -ออก มกี ่ที าง อยางไรบาง - สงิ่ ปลูกสรา งหรือสภาพแวดลอ มโดยรอบบริเวณภายนอกมีลักษณะอยางไร

๘๙ ข. สถานทยี่ อยหรือลกั ษณะภายใน ลักษณะภายในมีความเปนอยูอยางไร เชน จํานวนหองนอน หองนั่งเลน หองน้ํา หองครัว ประตู ลักษณะเฟอรนิเจอร สง่ิ ของเครอื่ งใช ค. ขนาดของพื้นท่ี Êè§Ô ·Õทè ําãËàŒ ¡´Ô ¢ŒÍ¼´Ô ¾ÅҴ㹡ÒÃÊѧà¡μ¨´จาํ ๑. สภาพจติ ใจหรอื อารมณข องผจู ดจํา เชน กําลงั หงดุ หงดิ ไมสบายใจ ๒. ขาดความสนใจ ใสใจ ตอ เหตกุ ารณท่ีเกดิ ข้นึ ๓. การมีความรสู ึกอคติ ท้ังตองาน หรือกับเปา หมาย õ.ò à·¤¹¤Ô ¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·Õè การสํารวจสถานที่ (Casing) คือ การสํารวจตรวจสอบเพ่ือทราบรายละเอียดตางๆ เกย่ี วกบั สถานทที่ จี่ ะปฏบิ ตั งิ านและเพอื่ ดาํ เนนิ การวางแผนปฏบิ ตั กิ าร โดยเฉพาะการสบื สวนแบบเฝา จดุ สะกดรอยติดตามพฤติการณของบุคคล เปนการกระทําเพื่อหาขอมูลทางดานการขาวเก่ียวกับบุคคล และสถานทกี่ อ นการปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ ขอ มลู ทไี่ ดจ ะนาํ มาใชใ นการวางแผนการปฏบิ ตั งิ าน กาํ หนดจดุ และ ตําแหนงหนาท่ีของผูป ฏิบัติแตล ะคน ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. เพ่ือใหร ูชอ งทางที่ดีท่ีสุด ในการเขา -ออก สถานท่ีปฏบิ ตั กิ าร ๒. เพ่ือใหร ูวา จะใชว ธิ ใี ดในการอําพรางตวั เพ่อื ทจ่ี ะเขา ไปในสถานท่ปี ฏิบัติการ ๓. เพือ่ ใหรวู า สถานทป่ี ฏบิ ตั กิ ารมอี ุปสรรคในการดาํ เนนิ งานอยางไร วิธีการในการสาํ รวจ จะดาํ เนินการใน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑. สํารวจดวยตา เปนการใชโสตประสาทและสายตาในการสังเกตจดจํา เนื่องจาก อาคารสถานท่ีโดยสวนใหญมักจะไมอนุญาตใหมีการบันทึกภาพ ดังนั้นผูปฏิบัติจึงตองอาศัยเทคนิค ในการสังเกตจดจาํ หรอื แอบบนั ทึกภาพดว ยอปุ กรณตา งๆ ๒. สาํ รวจในทางลับ เปนการเขาไปปฏิบตั โิ ดยไมเปด เผยฐานะ ซง่ึ ผปู ฏิบตั จิ ะตอ งใชว ิธี อาํ พรางตนซงึ่ จะตอ งไมใ หม สี งิ่ ผดิ สงั เกตวา เรากาํ ลงั ทาํ อะไร การสาํ รวจสถานท่ี มกั จะตอ งกระทาํ คกู บั การสงั เกตจดจาํ เสมอ เพราะพบวา บางครงั้ เมอื่ ไปทาํ การสาํ รวจ จะไมส ามารถนาํ กระดาษและปากกา มาเขยี นหรือจดขอ มูลตางๆ ได ฉะน้ัน จึงตอ งอาศัยการสงั เกตและจดจําท่ีดี และใหรบี จดรายละเอยี ด ทันทสี ามารถจะจดได เพราะถา หากท้งิ ไวนาน จะทําใหลมื ขอมูลทไ่ี ปสาํ รวจมาได

๙๐ ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃ㹡ÒÃสําÃǨʶҹ·Õè ñ. ¡ÒÃàμÃÕÂÁ¡Òà ๑.๑ กาํ หนดความตอ งการขาวสารท่ตี องการหาทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ ๑.๒ เตรยี มสรา งเรื่องเพ่อื ปกปด ตัวเอง ๑.๓ การเตรยี มในการวัดระยะโดยการเทียบกับสว นตา งๆ ของรา งกาย ๑.๔ หาขอ มลู หรอื ศกึ ษาสภาพทวั่ ไปเทา ทห่ี าไดจ ากแผนทห่ี รอื ภาพถา ยหรอื ขอ มลู ทม่ี ีอยแู ลว ๑.๕ เวลาทีเ่ ขาไปสาํ รวจ ควรมีการเขาไปสาํ รวจหลายๆ คร้งั ในชวงเวลาท่ตี า งๆ กัน เพอื่ ดสู ภาพบคุ คลและสถานท่วี า เปล่ียนไปเชน ไร ๑.๖ เครอ่ื งมอื เคร่อื งใชท ่จี ําเปน ๑.๗ เตรียมเคร่อื งแตงกายใหเหมาะสมกบั สถานที่ ๑.๘ กําหนดวธิ ีการหาขาวอน่ื ๆ นอกเหนือจากการสํารวจสถานท่ี ๑.๙ คาดคะเนอันตรายและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได เพ่ือผูปฏิบัติการจะได เตรยี มการแกไ ขไวลวงหนา ò. ¡ÒÃŧÁ×Í»¯ÔºμÑ Ô§Ò¹ã¹¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·èÕ ๒.๑ ระหวา งปฏบิ ตั กิ ารตอ งทาํ ตัวเปน ปกตแิ ละคิดถึงเรือ่ งที่ใชในการอําพรางตวั ๒.๒ รวบรวมขา วสารดวยการจดบันทกึ การวัดโดยการไมใ หผอู ืน่ สงั เกตเห็น ๒.๓ พยายามรวบรวมขาวสารใหไดครบถวนต้ังแตครั้งแรก เพื่อจะไดไมตองกลับ ไปอีกเพราะอาจผิดสงั เกต ๒.๔ เหตุการณหรือปรากฏการณในสภาพที่เปนอยูตามเวลาตางๆ ตองบันทึก อยา งถูกตอ ง ๒.๕ จุดท่ีถายภาพหรือจุดที่มองเห็นภาพของสถานที่ตองทําการบันทึกไวดวย ¡ÒÃà¢Õ¹ÃÒ§ҹ¡ÒÃสําÃǨʶҹ·èÕ จะตอ งมีรายละเอียดอยางนอ ย ดงั ตอ ไปน้ี ๑. ชื่อผูสํารวจ ถาเปนไปไดควรใชรหัสแทน เพราะถาใสช่ือแลวอาจเกิดอันตราย แกผูปฏิบัติในภายหลัง ๒. วันเวลาท่ที าํ การสาํ รวจ ตองชดั เจนแนน อน ๓. ขอมลู สถานที่ - เลขท่ีอาคาร/ชอื่ อาคาร - ลกั ษณะอาคารปูน ไม ปูนก่ึงไม - ทีต่ งั้ ของอาคาร ตลอดจนสถานทท่ี ่ีใกลเคียง ๔. เสนทางเขา-ออก - ภายนอกอาคาร - ภายในอาคาร (ถา สามารถทาํ ได) ๕. เสนทางคมนาคมและการจราจร เชน เดินรถทางเดียว หรือสองทาง สภาพถนน ๖. บุคคลในสถานท่ี - การแตง กาย - การพูดจา - ขนบธรรมเนียมประเพณี - อ่ืนๆ ท่คี วรทราบ

๙๑ ๗. การติดตอ สือ่ สาร - สัญญาณโทรศัพทช ัดเจนหรือไม - การใชวทิ ยสุ ่อื สารในจุดตางๆ มีความชัดเจนเพียงใด ๘. อุปสรรคและความเสีย่ งตางๆ ทีจ่ ะเกิดขนึ้ - ยาม/รปภ./สนุ ัข - กลองวงจรปด /สญั ญาณกนั ขโมย - กาํ แพงสูง/ลวดหนาม/รว้ั มีกระแสไฟฟา - คนเฝาระวังสถานที่ ๙. ความคดิ เห็น - ดี และไมดี - เฝา จุดไดหรอื ไม ถา ไดจ ะเฝา ไดท จ่ี ุดใด - สามารถปฏิบัตกิ ารในทางลับไดหรือไม ๑๐. จัดทาํ แผนท่ปี ระกอบ/ภาพถายประกอบ - แผนที่โดยรอบประกอบทต่ี ้งั สถานท่ีใกลเ คยี ง เสนทางคมนาคม เปน ตน - แผนท่สี ถานท่ีจะตองกาํ หนดทศิ ทางใหชดั เจน เชน ทศิ เหนือ, ใต, ออก, ตก - แผนทภ่ี ายในสถานท่ี เชน ภายในอาคาร แผนท่ีช้ันตา งๆ ของอาคาร - ภาพถา ยตอ งเปนภาพถา ยจรงิ ท่ีไดทาํ การสํารวจ ËÅÑ¡สํา¤ÑÞ㹡ÒÃสําÃǨ คือ ตองไปสํารวจจริง ใหขอมูลตามจริง หามใชการคาดเดา เห็นกบ็ อกวาเหน็ ไมเห็นก็บอกวา ไมเ ห็น õ.ó à·¤¹¤Ô ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Surveillance) กรณีนักสืบตองการหาขอมูลพยานหลักฐานเพ่ิมเติมเก่ียวกับบุคคล สถานท่ี ขอเท็จจริง และพฤติกรรม หรอื ตองการตรวจสอบความถูกตอ งของขาว สามารถใชเ ทคนคิ การเฝาจุดติดตามสะกดรอย มาใช ซงึ่ เปนเทคนคิ ในการรวบรวมขอ มลู ของนกั สบื ชนดิ หนึ่ง เทคนิคน้เี ปน เทคนิคทต่ี องใชระยะเวลา กําลังคน และความอดทนตอเนอื่ งของนักสืบดว ย ñ. ¤ÇÒÁËÁÒ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Monitoring And Surveillance) หมายถึง การเฝาสังเกตการณหรือติดตาม บุคคล ยานพาหนะ สถานที่ หรือ สิ่งของอื่นอยางตอเน่ืองหรือในชวงระยะเวลาหน่ึงโดยไมใหผูถูกเฝาสังเกตการณหรือผูถูกติดตามรูตัว (เวนบางกรณีทผี่ ูถูกเฝาสงั เกตการณห รือผถู ูกตดิ ตามรตู ัวได เชน เพือ่ ปอ งปรามไมใหค นรายกระทาํ ผิด เพ่อื อารักขาบุคคลหรือสายลับ) ò. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤áÅлÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒÃཇҨشμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ ๒.๑ เพอ่ื พทิ กั ษเจาหนา ที่ บุคคลสําคญั หรอื สายลับ ๒.๒ เพอ่ื หาขอ เทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานตา งๆ ๒.๓ เพอ่ื หาหรอื ชตี้ วั บคุ คลหรอื ผูทีม่ ีความสัมพันธก ับเปาหมาย

๙๒ ๒.๔ เพ่อื หารายละเอียดขอ มูลกิจกรรมตางๆ ของเปา หมาย เชน ทพ่ี ัก แหลงท่ี หลบซอ น แหลง ทีไ่ ปเปนประจาํ เปนตน ๒.๕ เพอื่ ทดสอบความนา เชอ่ื ถอื ของขา ว ความนา เชอื่ ถอื ของสายลบั หรอื แหลง ขา ว ๒.๖ เพื่อตองการทราบทซี่ กุ ซอนสิ่งของผดิ กฎหมาย ๒.๗ เพื่อหาขอมูลสําหรบั ใชใ นการซักถาม สอบปากคํา ๒.๘ เพือ่ ตอ งการทราบแหลง ทีพ่ กั ท่ีหลบซอนของผกู ระทําผดิ ๒.๙ เพอื่ หาขอ มลู สนบั สนนุ การขอหมายจบั ๒.๑๐ เพือ่ พฒั นาดานขา วกรอง หรอื ตดิ ตามแหลงทม่ี าของขาวลือ ๒.๑๑ เพือ่ หาขอมลู ในการปอ งกนั อาชญากรรม เปนตน ó. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃà½Ò‡ ¨´Ø μÔ´μÒÁÊС´ÃÍ การเตรยี มการเฝา จุด ติดตามสะกดรอย ๑. บุคคล ๒. ขอ มูล อุปกรณ ๓. ศนู ยปฏิบตั ิการ (Command & Control) ó.ñ ºØ¤¤Å เปน การเตรยี มตวั ของเจา หนาทเ่ี ฝาจดุ สะกดรอยในดานตางๆ ไดแ ก ó.ñ.ñ ¤Ø³ÊÁºμÑ ¢Ô ͧ਌Ò˹Ҍ ·ÕèÊС´ÃÍ·èÕ´Õ ตอ งมี - มีความรูทางดานหลักวิชาเฝาจุดติดตามสะกดรอย การสํารวจ (Casing) การทําแผนที่ การวางแผน การอําพราง การถา ยภาพ และยทุ ธวธิ ตี ํารวจ เปน ตน - มีความรอบรู ชํานาญสถานท่ี เสนทาง ในพ้ืนที่ที่จะไปเฝาจุด ตดิ ตามสะกดรอย - มรี ปู ราง และบุคลิกภาพ และการแตง กายท่เี หมาะสม - มีความจดจาํ ทดี่ ี มสี มาธิ รอบคอบ ระมดั ระวัง - มคี วามสามารถในการประเมนิ บุคคล สถานการณ - เกบ็ ความลบั ไดด ี ต่นื ตวั อยูเ สมอ - มไี หวพรบิ ปฏภิ าณดี สามารถแกป ญ หาเฉพาะหนา ได มจี นิ ตนาการ

๙๓ - มคี วามอดทน เสียสละ และควบคมุ อารมณไ ดดี - สามารถทาํ งานรว มกบั คนอืน่ ได ó.ñ.ò Êè§Ô ·àÕè ¨ÒŒ ˹Ҍ ·ÕÊè С´ÃÍÂμÍŒ §ทาํ ËÃ×ÍμŒÍ§ÃÙŒ¡Í‹ ¹»¯ÔºÑμÔ¡Òà ๓.๑.๒.๑ เจาหนาที่สะกดรอยตองทําการศึกษาสถานที่ที่จะ ไปทําการเฝาจุดติดตามสะกดรอย โดยตองไปสํารวจสถานท่ี ดูที่ต้ัง การคมนาคม ยานพาหนะ โดยสาร ส่ิงแวดลอม กิจกรรมพื้นฐานในพื้นท่ี เสนทางเขา-ออก จุดท่ีสามารถวางตัวสังเกตการณ จุดจอดรถ เปนตน โดยตองทําการถา ยภาพ เขยี นแผนทีม่ ากอนเพื่อเปนขอมูลพื้นฐานในการวางแผน การปฏิบตั ิการ ๓.๑.๒.๒ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองทําความรูจักกับตัวเปาหมาย จากการชี้ตวั หรอื ดูภาพถาย ๓.๑.๒.๓ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองเตรียมกระดาษ สมุด ดินสอ ปากกา หรือเครื่องมือบันทึกภาพ บนั ทึกเสยี ง ตําหนริ ูปพรรณของเปาหมาย เงนิ ทนุ สํารอง ๓.๑.๒.๔ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองรูเก่ียวกับทีมงาน มีใครบาง จํานวนกี่คน ใชยานพาหนะอะไร มีเครือขายการติดตอส่ือสาร สัญญาณท่ีใชเปนอยางไร (แบบไมใช เคร่ืองมือ แบบใชเ ครอ่ื งมือสอื่ สาร แบบการใชส อ่ื สารสนเทศ เปน ตน) ó.ò ¢ÍŒ ÁÙÅ Í»Ø ¡Ã³ เจา หนา ที่สะกดรอยตอ งเตรียมขอ มูล ทรัพยากร อปุ กรณ เครื่องใชสําหรบั ใชด าํ เนินการใหครบถว น ไดแก ๓.๒.๑ ขอมูลของบุคคลเปาหมาย เชน ภาพถาย ตําหนิรูปพรรณ ตาํ หนพิ ิเศษ นิสยั พฤตกิ รรม ยานพาหนะ การตดิ ตอ ส่ือสาร อาชพี สถานท่ที าํ งาน ประวัติตองคดี ความอนั ตราย ครอบครวั บุคคลทเี่ กย่ี วขอ งดวย โดยสังเขป เปน ตน ๓.๒.๒ อปุ กรณก ารสอื่ สาร เชน วทิ ยสุ อ่ื สาร โทรศพั ทม อื ถอื เครอื่ งมอื พเิ ศษ เปน ตน ควรตรวจสอบใหใ ชก ารไดเ ปน อยา งดี มถี า นหรอื แบตเตอรส่ี าํ รองไว เพราะอาจตอ งปฏบิ ตั กิ าร เปน เวลานานไมสามารถสับเปล่ียนกาํ ลงั ได ๓.๒.๓ ยานพาหนะตองไมฉูดฉาด ตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอม ไมเปนยานพาหนะ รุน ย่ีหอ สีของทางราชการตาํ รวจใช ไมต ิดสติก๊ เกอรเ ปน จุดเดน เปนตน ๓.๒.๔ เสื้อผาเครื่องแตงกายตองเขากับสภาพแวดลอม รูจักกาลเทศะ สีไมฉูดฉาด ไมเปนที่สะดุดตา เชน เปนยี่หอดังที่กําลังนิยม ควรเปนเส้ือผาที่ดูปกติท่ีสุดเทาท่ีทําได นอกจากนนั้ ควรเปนเสือ้ ผา ทมี่ ีความสะดวกสบายในการสวมใส เนื่องจากชั่วโมงในการทํางานอาจยาวนาน เจา หนา ที่อาจตองเตรยี มเสอ้ื ผา สํารองไวอ กี ชุดหนง่ึ เพ่อื เปลี่ยนระหวา งปฏิบัติการได ó.ó Èٹ»¯ÔºÑμÔ¡Òà (Command and Control) ในการปฏิบัติการสะกดรอย ตดิ ตาม ตอ งมกี ารตง้ั ศนู ยค วบคมุ สง่ั การ เพอื่ ประโยชนใ นการวางแผนการสะกดรอย ควบคมุ สง่ั การให เปน ไปตามเปา หมาย ใหข อ มลู ตรวจสอบขอ มลู ทเ่ี จา หนา ทส่ี ะกดรอยไดม าและสง กลบั ไปใหเ จา หนา ท่ี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook