๔๔ ๓.๑.๓ กฎเกณฑพ้ืนฐาน ๔ ประการทีท่ าํ ใหว ัตถุพยานไดร ับการยอมรับในช้ันศาล - การปอ งกันและรกั ษาสถานทเ่ี กิดเหตุ - เก็บวตั ถุพยานอยา งถูกตอ งตามกฎหมาย - กระทาํ การคน หาวตั ถุพยานอยางเหมาะสม - มีความตอเนื่องของการครอบครองวัตถุพยานโดยตลอด (Chain of Custody) ๑. ความตอเนอ่ื งของการครอบครองวตั ถุพยาน (Chain of Custody) หมายถงึ หว งโซแหง การครอบครองวัตถุพยาน โดยวัตถพุ ยานนัน้ จะอยู ภายใตการรักษา การครอบครองดูแลของบุคคลหรือหนวยงานท่ีมีอํานาจตามกฎหมาย ตั้งแต การเก็บ รักษา ตรวจพิสูจน จนกระท่ังนํามาแสดงในชั้นศาล โดยไมขาดชวงของการครอบครองและ ถามีการเปล่ียนแปลงการครอบครองจะตอ งมีหลักฐานบนั ทึกแสดงการรบั -สง วตั ถุพยานนนั้ ตลอด ๒. สิ่งท่ีเจาหนาที่ตํารวจสืบสวนควรยึดเปนหลักปฏิบัติเพื่อทําใหการตรวจ สถานท่ีเกดิ เหตุไดผลดที ่ีสดุ ๒.๑ เมอ่ื ไดร ับแจง เหตุ ตองรีบไปสถานทเ่ี กดิ เหตใุ หเ รว็ ที่สดุ ๒.๒ พิจารณาทุกสิ่งทกุ อยา งในสถานทเี่ กดิ เหตวุ าเปน วัตถุพยาน ๒.๓ รบี แจงเจา หนาท่ีที่เกย่ี วขอ งมาทําการตรวจสถานท่ีเกดิ เหตุ ๓. สงิ่ ทีเ่ จา หนา ทต่ี ํารวจสืบสวนควรปฏิบตั ิขณะรอผูชํานาญ ๓.๑ บันทกึ ชอ่ื ของพยาน และบคุ คลอื่นที่เขา -ออกสถานทเ่ี กดิ เหตุ ๓.๒ บนั ทกึ ขอ มลู ของบุคคลที่อยใู นที่เกดิ เหตุเมือ่ เจา หนา ที่ไปถงึ ๓.๓ หาขอ เทจ็ จริงเบอ้ื งตน ทีเ่ กดิ ขนึ้ ๓.๔ แยกตวั ผูตอ งสงสยั ออกจากพยาน ๓.๕ แนะนําพยานไมใหถ กเถยี งหรอื พดู คยุ เหตกุ ารณท ่เี กิดข้ึน ๓.๖ เจา หนา ที่ตาํ รวจเองก็ไมควรพดู คยุ หรอื ถกเถียงกบั พยาน ๓.๗ เจา หนา ทตี่ ํารวจควรฟงคําบอกเลา ของพยานอยางตัง้ ใจ ๓.๘ ปอ งกันวตั ถพุ ยานตางๆ จากการถกู ทาํ ลาย ๔. การตรวจสถานที่เกดิ เหตตุ ามหลักสากล (FBI) ๑๒ ขั้นตอน ๔.๑ การจดั เตรียม (Preparation) ๔.๒ การเขาปฏิบตั งิ านในสถานที่เกดิ เหตุ (Approach scene) ๔.๓ การปอ งกนั และรักษาสถานท่ีเกิดเหตุ (Secure and Protect) ๔.๔ การเริ่มสาํ รวจเบอ้ื งตน (Initiate preliminary survey) ๔.๕ การประเมินความเปนไปไดข องวัตถพุ ยาน (Evaluate physical evidence)
๔๕ ๔.๖ จดั เตรียมคําบรรยายลกั ษณะ (Prepare narrative description) ๔.๗ การถา ยภาพสถานทีเ่ กิดเหตุ (Depict scene photographically) ๔.๘ การจดั เตรยี มแผนผงั หรอื สเกต็ ชภ าพทเ่ี กดิ เหตุ (Prepare diagram /Sketch of scene) ๔.๙ การตรวจคนอยา งละเอยี ด (Conduct detailed search) ๔.๑๐ บันทกึ และเกบ็ วตั ถุพยาน (Record and Collect physical evidence) ๔.๑๑ การปฏิบตั กิ ารสํารวจครั้งสุดทา ย (Conduct final survey) ๔.๑๒ การสงคืนสถานท่เี กิดเหตุจากความรบั ผดิ ชอบ (Release scene) ó.ñ.ô ÇÔ¸Õ¡ÒÃμÃǨ¤¹Œ ËÒÇÑμ¶Ø¾Âҹ㹷èàÕ ¡Ô´àËμØ ñ. Ç¸Ô ¤Õ Œ¹ËÒẺá¶Ç˹Ҍ ¡Ãдҹ (Strip Method) วิธีน้ีเจาหนาที่ ๓-๔ นาย แลวแตความจําเปนหรืออาจมากกวาได ใหเหมาะสมสําหรับบริเวณกวาง กลางแจง สนาม ปาละเมาะ ผูตรวจคนจะเดินเรียงแถวกัน เปนหนากระดานจากจุดเริ่มตนเดินขนานกับขอบพ้ืนท่ีดานใดดานหน่ึง เดินไปจนสุดบริเวณแลว เล้ียวกลับไปมีระยะเล้ียวประมาณ ๑ เมตร โดยแบงพื้นท่ีใหแตละคนรับผิดชอบในเขตของตน อาจแบงในลักษณะเปนแถบ (Strip) มีขนาดเทาๆ กันหลายๆ แถบก็ได จึงเรียกวิธีนี้วาแถว หนา กระดาน (Strip Method) โดยแตล ะนายรับผิดชอบหาพยานวตั ถทุ ่อี ยูในเขตของตน ถา หากพบ พุมไมขางหนาขวางอยูจะตองคลานเขาไปดูขางใตจะเดินหลบไมได หากพบพยานวัตถุ เชน อาวุธ เครื่องมือ ปลอกกระสุนหรือวัตถุสิ่งใด ใหทุกคนหยุดรอจนกวาพยานวัตถุจะถูกเก็บรวบรวมและ ถายภาพเรยี บรอยแลว จงึ เดนิ ตอไปไดด ังภาพ การกาํ หนดขนาดของแถบ (Strip) ขึ้นอยูกับลกั ษณะ ของพ้ืน ถาพ้ืนทท่ี ี่ทาํ การคนเปน พน้ื ทีโ่ ลง เชน บนถนนทางเทา ขนาดของแถบก็จะใหญข ้นึ เนือ่ งจาก เจาหนาท่ีทําการคนสามารถท่ีจะมองเห็นพยานวัตถุตางๆ ไดงาย ในขณะท่ีถาพื้นท่ีน้ันมีหญาข้ึนรก เชน ในทุงนาขนาดของแถบก็อาจจะแคบลงมาเน่ืองจากไมสามารถเห็นพยานวัตถุไดโดยงาย ตองทําการคนอยางละเอยี ดทุกตารางนิ้ว ò. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ Ẻá¶Ç˹ŒÒ¡Ãдҹ»ÃÐÂ¡Ø μ (Applied Strip Method or Grid Method) เปนการคนหาพยานวัตถุท่ีจะเพิ่มความละเอียดมากข้ึนกวาเดิมโดยใช การเดนิ แบบแถวหนา กระดานทงั้ ในแนวราบและแนวตงั้ เพอ่ื ผลในการคน หาทล่ี ะเอยี ดมากขนึ้ กวา วธิ แี รก เหมาะสาํ หรบั ใชก บั พนื้ ทที่ เี่ ปน ปา รกหรอื สถานทที่ ไี่ มเ ออ้ื อาํ นวยตอ การตรวจสอบเพยี งครง้ั เดยี วพยาน วตั ถุมีโอกาสจะถูกคน พบมากขน้ึ หากเลอื กใชวธิ ีน้ี ดังภาพ ó. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ ËÒẺǧÅÍŒ (Wheel Method) การคนหาพยานวัตถุในพ้ืนที่เปนวงกลมจะใชแบบวงลอก็ได โดยแบง วงกลมออกเปนเส้ียวๆ ขนาดเทา ๆ กัน ใหแตล ะคนรบั ผดิ ชอบภายในเสีย้ วของวงกลมน้ันๆ เร่มิ ตน คนหาจากจุดศนู ยกลางพรอมกันแลว เดนิ หนา ไปสเู สนรอบวง ระหวา งเสน ทางหากพบพยานวตั ถุใดๆ กด็ าํ เนนิ การตามวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมตอ ไป วธิ คี น แบบนมี้ ขี อ เสยี ทพ่ี ยานวตั ถอุ าจถกู ทาํ ลายหรอื เสยี หาย ขณะที่เจาหนาท่ีผูคนทุกคนอยูตรงจุดศูนยกลางและยิ่งตรวจไกลออกไปจากจุดศูนยกลางอาณาเขต ดานซา ยมือและขวามือของแตละคนกย็ ง่ิ มากขึ้น โอกาสที่พยานวตั ถุจะมองขา มไปจึงเปนไปไดสงู
๔๖ ô. ÇÔ¸¤Õ ¹Œ ËÒẺǧ¡ÅÁËÃ×Í¡Œ¹ËÍ (Spiral Method) วิธีนี้ผูตรวจคนจะเริ่มจากศูนยกลางเดินเปนวงกลมใหรัศมีเพ่ิมข้ึน ตามลาํ ดบั ทว่ั บรเิ วณ วธิ นี เี้ หมาะสาํ หรบั ใชภ ายนอกอาคารซง่ึ มบี รเิ วณแคบๆ เชน สนามหญา ภายในบา น และในกรณที มี่ ผี ชู ว ยจาํ กดั เพราะอาจใชเ พยี งคนเดยี วกไ็ ดด งั ภาพ วธิ กี ารคน หาแบบนบี้ างตาํ ราแนะนาํ ใหเ รม่ิ จากเสน รอบนอกเขา มาสจู ดุ ศนู ยก ลางเนอื่ งจากการเรมิ่ ตน จากจดุ ศนู ยก ลางกอ น อาจทาํ ใหพ ยานวตั ถุ เสยี หายได ในขณะท่ผี ูคนเดนิ ไปเรมิ่ ตนจดุ ศนู ยก ลาง õ. Ç¸Ô Õ¤Œ¹ËÒẺ⫹ (Zone Method) เปนการแบงพ้ืนที่ที่จะตรวจคนออกเปน ๔ สวน โดยในแตละสวนน้ัน อาจแบง เปน พ้นื ทยี่ อยไดอ ีก (ดังภาพ) วธิ กี ารนเี้ หมาะสาํ หรับใชใ นอาคารซึง่ มีบรเิ วณขนาดใหญ และ มีจํานวนของพยานวัตถุในแตละพื้นท่ีของบริเวณน้ันแตกตางกัน การแบงพื้นออกเปนสวนๆ ทําให สามารถเลือกใชวิธีคนทีเ่ หมาะสมกับสว นน้นั ได เชน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗ เปน สวนทคี่ าดวา มีพยาน วัตถอุ ยนู อ ยเราอาจจะเลือกใชวิธีการคน แบบกนหอย ซ่ึงสามารถใชผ ูคนเพียงคนเดียว สาํ หรบั ในสว น ที่ ๒ เปนพ้ืนท่ีท่ีพบศพอยูจึงคาดวาจะตองมีพยานวัตถุอยูมากตองการความละเอียดในการคนสูง ดงั น้นั อาจเลือกใชวธิ กี ารคนแบบหนากระดานประยกุ ตใ นพื้นที่สวนน้ี ó.ò ¡ÒÃáÊǧËÒ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹¨Ò¡¡ÒèºÑ /¤Œ¹/嫅 ¢Í§¡ÅÒ§ คําวาของกลางในคดีอาญา ไมปรากฏคําอธิบายในกฎหมายใดซ่ึงจะไดอธิบายไว โดยชดั แจง เกย่ี วกบั ความหมาย นอกจากคาํ วา “สง่ิ ของ” ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒(๑๘) ซง่ึ หมายถึง สงั หาริมทรัพยใด ซ่ึงอาจใชเปน พยานหลกั ฐานในคดีอาญาได ใหรวมทง้ั จดหมาย โทรเลขและเอกสารอยางอื่นๆ ซึ่งแทจริงแลวคําวาของกลางยังมีความหมายอยางกวาง มากกวา คาํ วา “สง่ิ ของ” ดงั นนั้ จงึ ตอ งอาศยั การตคี วามจากหลกั ของเจตนารมณข องกฎหมายตา งๆ ท่เี กย่ี วของซ่ึงไดกลาวอธบิ ายไว อาทิเชน การสบื สวน คอื การแสวงหาขอเทจ็ จรงิ และหลกั ฐาน ซ่งึ ในบางครงั้ หลกั ฐานทสี่ ืบสวนพบ ก็กลายสภาพเปนของกลางในคดีอาญา ดังน้ัน ตองทําความเขาใจและควรเรียนรูเก่ียวกับของกลาง ในคดอี าญาไวป ระกอบ เพราะมฉิ ะนน้ั แลว จะพบเหน็ เจา พนกั งานตาํ รวจไปตรวจคน และยดึ สง่ิ ของตา งๆ มาจํานวนมากมาย แตกลับไมถูกนํามาใชเปนพยานหลักฐานหรือไมไดแปรสภาพมาเปนของกลาง ในคดอี าญาแตอ ยา งใด จงึ มขี อ พพิ าทจาํ นวนมากเกดิ ขนึ้ ตามมาเกย่ี วกบั อาํ นาจการยดึ และระยะเวลา ในการยดึ สงิ่ ของเหลา นนั้ รวมถงึ ปญ หาในการเกบ็ รกั ษาวา ใครจะเปน ผรู บั ผดิ ชอบ ตลอดจนเกดิ ปญ หา เกยี่ วกบั การสง มอบสิ่งของเหลานั้นคนื แกเจาของหรือผมู สี ทิ ธเิ์ มือ่ มกี ารยื่นคาํ รอ งขอรบั สง่ิ ของคนื จึงเปนเร่ืองจําเปนท่ีเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญา ตองมีความรู และทราบถึงเจตนารมณของกฎหมายในการที่จะใหอํานาจเจาพนักงานในการยึดหรืออายัดสิ่งของ เพื่อประโยชนในการบังคับใชกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณของกฎหมายแลว พอจะวาง หลกั เกณฑเก่ยี วกับคําวา ของกลางในคดีอาญา ไดดงั นี้
๔๗ ๑. หมายถงึ ส่ิงของทยี่ ดึ ไวเพอื่ ใหศ าลมีคําสงั่ รบิ (สงิ่ ของที่มไี วเปนความผิด) ๒. หมายถึงสงิ่ ของทยี่ ึดไวเ พราะสงสยั วาเปน ส่ิงของทไี่ ดใช มีไวเพอ่ื ใช หรือไดม าจาก การกระทาํ ความผิด (บางสิง่ คนื เจาของที่แทจ รงิ บางสิ่งศาลมีคาํ สง่ั ริบ) ๓. หมายถงึ สง่ิ ของทยี่ ดึ ไวเ พอื่ ใชเ ปน พยานหลกั ฐานในคดอี าญา (สว นใหญใ ชเ ปน พยาน หลักฐานในคดอี าญา และอาจสน้ิ สภาพไปเพราะการตรวจพสิ ูจน) ๔. หมายถึงสิ่งของท่ียึดไวเพราะหาเจาของท่ีแทจริงไมได รัฐรักษาผลประโยชนไว เพือ่ ปอ งกนั การโตแยงทางแพง ของเอกชน (เชน ส่ิงของตกหลนท่ีมผี ูเก็บได) ó.ò.ñ ʧÔè ¢Í§·èÂÕ ´Ö äÇàŒ ¾è×ÍãËŒÈÒÅÁคÕ ําÊѧè ÃÔº ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถึง สิ่งของที่เจาพนักงานผูมี หนา ทสี่ บื สวนตอ งยดึ หรอื อายดั ไวเ สมอ เพอื่ ใหศ าลมคี าํ สงั่ รบิ ซงึ่ ถอื วา เปน การรบิ เดด็ ขาด เปน ไปตาม หลักกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา ดังน้ี ÁÒμÃÒ óò ทรัพยสินใดท่ีกฎหมายบัญญัติไววา ผูใดทําหรือมีไวเปนความผิด ใหรบิ เสียท้งั สน้ิ ไมว า เปน ของผกู ระทาํ ความผิด และมีผูถ ูกลงโทษตามคําพพิ ากษาหรอื ไม ÁÒμÃÒ óõ ทรัพยสินซึ่งศาลพิพากษาใหริบใหตกเปนของแผนดิน แตศาลจะ พิพากษาใหท ําใหท รัพยส นิ นั้นใชไมไ ดหรอื ทําลายทรพั ยส ินนน้ั เสยี กไ็ ด ดังนั้น เมื่อเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญา ไดสืบสวนพบ สิ่งของซึ่งมีลักษณะตามท่ีไดอธิบายแลวขางตน จะตองยึดไวเปนของกลางเสมอ โดยมิตองคํานึงวา จะมีผูตองหาหรือผูที่ตองไดรับโทษตามกฎหมายสําหรับความผิดน้ันๆ หรือไม และระยะเวลา ในการยึดน้นั ก็ยึดไวไ ดจนกวา ศาลจะมีคาํ สั่งรบิ ó.ò.ò ÊÔ觢ͧ·ÕèÂÖ´äÇŒà¾ÃÒÐʧÊÑÂÇ‹Ò໚¹ÊÔ觢ͧ·èÕ䴌㪌 ÁÕäÇŒà¾è×Í㪌 ËÃ×Íä´ŒÁÒ¨Ò¡ ¡ÒáÃÐทํา¼Ô´ ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถงึ สงิ่ ของท่ีเจาพนกั งานผูมีหนาท่ี สบื สวนไดทราบขอ เท็จจริงหรอื เพราะมเี หตุอนั ควรสงสัยวาจะเปนสง่ิ ของที่ไดใช มไี วเพอ่ื ใช หรือไดมา จากการกระทําผิด จึงตองยึดไวเปนของกลาง เพราะเหตุที่หากเปนส่ิงของที่ไดใช หรือมีไวเพื่อใช ในการกระทาํ ผดิ จรงิ ทาํ ใหพ สิ จู นไ ดว า มกี ารกระทาํ ผดิ อาญาเกดิ ขน้ึ และทาํ ใหพ อจะทราบรายละเอยี ด แหง ความผดิ นน้ั ๆ นอกจากนน้ั ยงั สามารถนาํ ไปใชเ ปน พยานหลกั ฐานสาํ คญั ในคดอี าญาในชน้ั สอบสวน และการพิจารณาคดีของศาลเพ่อื พิสจู นความผดิ ผตู องหาหรือจําเลย สําหรับส่ิงของที่สงสัยวาจะไดมาจากการกระทําผิดก็ตองยึดไวใชเปนพยาน หลักฐานเพื่อพิสูจนความผิดของผูตองหาหรือจําเลย อาทิเชน ความผิดฐานลักทรัพยหรือรับของโจร นอกจากนค้ี วามสาํ คญั ทตี่ อ งยดึ สง่ิ ของประเภทนไี้ วเ ปน ของกลางคอื กรณที ย่ี ดึ ไวเ พอ่ื สง คนื แกเ จา ของ ท่ีแทจ รงิ หรือผมู สี ทิ ธิในส่ิงของน้นั ซ่งึ ของกลางประเภทนเี้ ปนไปตามหลักประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ öù เหตุทีจ่ ะออกหมายคน ไดม ีดังตอ ไปน้ี (๑) เพื่อพบและยึดส่ิงของซ่ึงจะเปนพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไตส วนมลู ฟองหรือพจิ ารณา
๔๘ (๒) เพื่อพบและยึดส่ิงของซึ่งมีไวเปนความผิด หรือไดมาโดยผิดกฎหมาย หรือมเี หตุอันควรสงสยั วาไดใชหรอื ต้งั ใจจะใชในการกระทําความผิด (๓) เพื่อพบและชวยบุคคลซ่ึงไดถูกหนวงเหนี่ยวหรือกักขัง โดยมิชอบดวย กฎหมาย (๔) เพอ่ื พบบคุ คลซ่งึ มีหมายใหจับ (๕) เพอื่ พบและยดึ สง่ิ ของตามคาํ พพิ ากษาหรอื ตามคาํ สงั่ ศาล ในกรณที จี่ ะพบ หรอื จะยึดโดยวธิ ีอื่นไมไ ดแ ลว และหลักประมวลกฎหมายอาญา ÁÒμÃÒ óó ในการริบทรัพยสิน นอกจากศาลจะมีอํานาจริบตามกฎหมาย ที่บัญญัตไิ วโดยเฉพาะแลว ใหศ าลมีอํานาจส่งั ใหรบิ ทรัพยส นิ ดังตอ ไปนอี้ ีกดวย คือ (๑) ทรัพยสินซึง่ บคุ คลไดใช หรือมีไวเพื่อใชใ นการกระทําความผิด หรอื (๒) ทรัพยสนิ ซง่ึ บุคคลไดม าโดยไดก ระทําความผิด เวน แตทรัพยส ินเหลา นี้เปนทรพั ยส ินของผอู น่ื ซึ่งมไิ ดร เู ห็นเปน ใจดวยในการกระทาํ ความผดิ ÁÒμÃÒ óô บรรดาทรัพยสิน (๑) ซงึ่ ไดใ หต ามความในมาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๖๗ มาตรา ๒๐๑ หรือมาตรา ๒๐๒ หรือ (๒) ซ่ึงไดใหเพื่อจูงใจบุคคลใหกระทําความผิด หรือเพ่ือเปนรางวัลในการ ท่ีบุคคลไดกระทําความผิด ใหริบเสียท้ังส้ิน เวนแตทรัพยสินน้ันเปนของผูอื่นซึ่งมิไดรูเห็นเปนใจดวย ในการกระทาํ ความผิด ÁÒμÃÒ óö ในกรณีที่ศาลส่ังใหรบิ ทรพั ยส ินตามมาตรา ๓๓ หรือ มาตรา ๓๔ ไปแลว หากปรากฏในภายหลังโดยคาํ เสนอของเจาของแทจ รงิ วา ผเู ปน เจาของแทจรงิ มไิ ดร เู หน็ เปนใจ ดว ยในการกระทาํ ความผิด ก็ใหศ าลส่ังใหคืนทรัพยส นิ ถาทรพั ยสนิ นั้นยงั คงมอี ยูใ นความครอบครอง ของเจาพนักงานแตคําเสนอของเจาของแทจริงนั้นจะตองกระทําตอศาลภายในหน่ึงปนับแตวัน คาํ พิพากษาถงึ ทีส่ ุด ขอ สงั เกต ประการสาํ คญั ของการยดึ ของกลางประเภทน้ี คอื การตคี วามเกย่ี วกบั คาํ วา เหตุ อันควรสงสัย ซ่ึงตองมีหลักฐานขอเท็จจริงพอสมควรท่ีจะสนับสนุนขออางของเจาพนักงานผูมีหนาท่ี ในการสืบสวนอาญา นอกจากน้ียังมีขอสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาในการยึด อายัด วาจะมีกําหนด ถึงเมื่อใด เพราะมูลเหตุอันควรสงสัยนั้น บางครั้งไดสิ้นสุดลงแลว อํานาจในการยึด อายัด จงึ ควรจะหมดตามไปดว ย เวน แตจ ะมขี อ เทจ็ จรงิ อนื่ มาสนบั สนนุ หรอื ไดเ ปลย่ี นมลู เหตอุ นั ควรสงสยั เปน มูลเหตจุ รงิ นอกจากนี้ยังมีขอสังเกตเก่ียวกับหลักเกณฑขอน้ี ในเรื่องการคืนหรือสั่งคืนของกลางท่ียึด หรืออายัดวาไดก ระทาํ ไปโดยมกี ารตรวจสอบสิทธิอ์ ยา งแนชัดแลวหรอื ไม กระทบสทิ ธิ์ของผใู ดหรือไม และผูบุคคลนั้นมีสิทธ์ิไลเบี้ยเอากับผูกระทําความผิดอาญาไดหรือไม ซึ่งในกรณีจะเกี่ยวของสัมพันธ ดังปรากฏอยูในประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
๔๙ ÁÒμÃÒ ôó คดีลักทรัพย ว่ิงราว ชิงทรัพย ปลนทรัพย โจรสลัด กรรโชก ฉอโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถาผูเสียหายมีสิทธิที่จะเรียกรองทรัพยสิน หรือราคาที่เขาสูญเสียไป เนื่องจากการกระทําผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟองคดีอาญา ก็ใหเรียกทรัพยสินหรือราคา แทนผูเสยี หายดวย ÁÒμÃÒ ôô การเรียกทรัพยสินหรือราคาคืนตามมาตรากอน พนักงานอัยการ จะขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะย่ืนคํารองในระยะใดระหวางท่ีคดีอาญากําลังพิจารณาอยูในศาลช้ันตน กไ็ ด คาํ พพิ ากษาในสว นเรยี กทรพั ยส นิ หรอื ราคาใหร วมเปน สว นหนงึ่ แหง คาํ พพิ ากษา ในคดอี าญา ÁÒμÃÒ ôô/ñ ในคดที พ่ี นักงานอัยการเปน โจทก ถาผูเสียหายมีสิทธทิ จ่ี ะเรยี กเอา คา สนิ ไหมทดแทนเพราะเหตไุ ดร บั อนั ตรายแกช วี ติ รา งกาย จติ ใจ หรอื ไดร บั ความเสอ่ื มเสยี ตอ เสรภี าพ ในรางกาย ชื่อเสียงหรือไดรับความเสียหายในทางทรัพยสินอันเน่ืองมาจากการกระทําความผิดของ จําเลย ผูเสียหายจะยื่นคํารองตอศาลท่ีพิจารณาคดีอาญาขอใหบังคับจําเลยใหคาสินไหมทดแทน แกตนกไ็ ด การยืน่ คํารองตามวรรคหน่ึง ผูเ สียหายตองยนื่ คํารอ งกอ นเริ่มสืบพยาน ในกรณี ที่ไมมีการสืบพยานใหยื่นคํารองกอนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และใหถือวาคํารองดังกลาวเปนคําฟอง ตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงและผูเสียหายอยูในฐานะโจทกในคดี สว นแพง นน้ั ทง้ั นี้ คาํ รอ งดงั กลา วตอ งแสดงรายละเอยี ดตามสมควรเกยี่ วกบั ความเสยี หาย และจาํ นวน คา สนิ ไหมทดแทนทเี่ รยี กรอ ง หากศาลเหน็ วา คาํ รอ งนน้ั ยงั ขาดสาระสาํ คญั บางเรอ่ื ง ศาลอาจมคี าํ สงั่ ให ผรู องแกไ ขคาํ รองใหช ดั เจนกไ็ ด คํารองตามวรรคหน่ึงจะมีคําขอประการอ่ืนที่มิใชคําขอบังคับใหจําเลยชดใช คาสินไหมทดแทนอันเน่ืองมาจากการกระทําความผิดของจําเลยในคดีอาญามิได และตองไมขัดขืน หรอื แยง กบั คาํ ฟอ งในคดอี าญาทพี่ นกั งานอยั การเปน โจทก และในกรณที พ่ี นกั งานอยั การไดด าํ เนนิ การ ตามความใน มาตรา ๔๓ แลว ผเู สยี หายจะยนื่ คาํ รอ งตามวรรคหนงึ่ เพอื่ เรยี กทรพั ยส นิ หรอื ราคาทรพั ย อกี ไมไ ด ÁÒμÃÒ ôô/ò เมอ่ื ไดรบั คาํ รอ งตาม มาตรา ๔๔/๑ ใหศาลแจง ใหจาํ เลยทราบ หากจําเลยใหการประการใดหรือไมประสงคจะใหการใหศาลบันทึกไว ถาหากจําเลยประสงคจะทํา คาํ ใหก ารเปน หนงั สอื ใหศ าลกาํ หนดระยะเวลายน่ื คาํ ใหก ารตามทเี่ หน็ สมควร และเมอ่ื พนกั งานอยั การ สืบพยานเสร็จศาลจะอนุญาตใหผูเสียหายนําพยานเขาสืบถึงคาสินไหมทดแทนไดเทาที่จําเปน หรอื ศาลจะพิจารณาพพิ ากษาคดอี าญาไปกอ นแลว พจิ ารณาพิพากษาคดสี ว นแพงในภายหลัง ถาความปรากฏตอศาลวาผูยื่นคํารองตาม มาตรา ๔๔/๑ เปนคนยากจน ไมสามารถจัดหาทนายความไดเ อง ใหศ าลมอี าํ นาจตง้ั ทนายความใหแ กผนู ั้น โดยทนายความท่ีไดร บั แตง ตง้ั มสี ทิ ธไิ ดรบั เงินรางวัลและคาใชจา ยตามระเบยี บทีค่ ณะกรรมการบริหารศาลยตุ ธิ รรมกําหนด
๕๐ ÁÒμÃÒ ôõ คดีเรื่องใดถึงแมวาไดฟองในทางอาญาแลวก็ไมตัดสิทธิผูเสียหาย ทจี่ ะฟอ งในทางแพง อกี ÁÒμÃÒ ôö ในการพพิ ากษาคดสี ว นแพง ศาลจําตอ งถือขอเทจ็ จรงิ ตามทปี่ รากฏ ในคาํ พพิ ากษาคดสี วนอาญา ÁÒμÃÒ ô÷ คําพิพากษาคดีสวนแพงตองเปนไปตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย อันวาดวยความรับผิดของบุคคลในทางแพงโดยไมตองคํานึงถึงวาจําเลยตองคําพิพากษาวาไดกระทํา ความผดิ หรือไม ราคาทรัพยสินท่ีสั่งใหจําเลยใชแกผูเสียหายใหศาลกําหนดตามราคาอันแทจริง สวนจํานวนเงินคาสนิ ไหมทดแทนที่ผูเสียหายจะไดร บั นัน้ ใหศาลกําหนดใหต ามความเสียหายแตต อ ง ไมเกนิ คาํ ขอ ÁÒμÃÒ ôø เมอื่ ศาลพพิ ากษาใหคืนทรพั ยสนิ แตย งั ไมปรากฏตวั เจาของ เมอื่ ใด ปรากฏตวั เจา ของแลว ใหเ จา หนา ท่ซี ่ึงรกั ษาของคนื ของน้นั ใหแกเจา ของไป ในกรณีที่ปรากฏตัวเจาของ ใหศาลพิพากษาส่ังใหเจาหนาที่ซ่ึงรักษาของคืน ของนนั้ ใหแ กเจา ของไป เม่ือมีการโตแยงกัน ใหบุคคลท่ีอางวาเปนเจาของอันแทจริงในทรัพยสินนั้น ฟองเรยี กรอ งยังศาลท่ีมีอํานาจชาํ ระ ÁÒμÃÒ ôù แมจะไมม ีฟองคดสี วนแพงกต็ าม เมื่อพพิ ากษาคดี สวนอาญาศาล จะส่ังใหคนื ทรพั ยสินของกลางแกเ จาของกไ็ ด ÁÒμÃÒ õð ในกรณีที่ศาลสั่งใหคืนหรือใชราคาทรัพยสิน หรือคาสินไหม ทดแทนแกผูเสียหายตามมาตรา ๔๓ และ มาตรา ๔๔ หรือ มาตรา ๔๔/๑ ใหถ อื วา ผเู สยี หายน้นั เปน เจา หน้ตี ามคาํ พพิ ากษา ÁÒμÃÒ øõ เจาพนักงานผูจับหรือรับตัวผูถูกจับไว มีอํานาจคนตัวผูตองหา และยึดสิง่ ของตาง ๆ ทอ่ี าจใชเปนพยานหลกั ฐานได การคน นน้ั จักตอ งทาํ โดยสภุ าพ ถา คน ผหู ญิงตอ งใหห ญิงอ่นื เปนผคู น สง่ิ ของใดที่ยึดไว เจา พนักงานมอี ํานาจยดึ ไวจ นกวาคดถี งึ ท่สี ุด เม่อื เสรจ็ คดแี ลว ก็ใหค นื แกผ ตู อ งหาหรอื แกผ ูอนื่ ซึ่งมีสิทธิเรียกรองขอคนื สง่ิ ของนัน้ เวนแตศ าลจะสง่ั เปน อยา งอ่นื ÁÒμÃÒ ùó หามมิใหทําการคนบุคคลใดในท่ีสาธารณสถาน เวนแต พนักงาน ฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูคนในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยวา บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครอง เพ่ือจะใชในการกระทําความผิด หรือซ่ึงไดมาโดยการกระทําความผิดหรือซ่ึงมีไวเปนความผิดจะเห็น ไดวาแมแตศาลยังใหความสําคัญกับการส่ังคืนของกลางประเภทนี้ และก็ยังมีปรากฏอยูในประมวล กฎหมายอาญา ÁÒμÃÒ óó ÇÃä·ÒŒ  เวน แตท รพั ยส นิ เหลา นเ้ี ปน ทรพั ยส นิ ของผอู นื่ ซง่ึ มไิ ดร เู หน็ เปนใจดว ยในการกระทาํ ความผิด
๕๑ ÁÒμÃÒ óô ÇÃ䷌Ҡเวนแตทรพั ยส นิ นน้ั เปนของผูอ่นื ซ่ึงมไิ ดรเู หน็ เปนใจดวย ในการกระทาํ ความผดิ ÁÒμÃÒ óö ในกรณที ศี่ าลสงั่ ใหริบทรัพยส ินตามมาตรา ๓๓ หรอื มาตรา ๓๔ ไปแลว หากปรากฏในภายหลงั โดยคาํ เสนอของเจาของแทจ รงิ วา ผูเปน เจา ของแทจ รงิ มไิ ดรูเห็นเปน ใจ ดวยในการกระทําความผิด ก็ใหศ าลสั่งใหคืนทรัพยส นิ ถาทรพั ยส ินนน้ั ยังคงมอี ยใู นความครอบครอง ของเจาพนักงาน แตคําเสนอของเจาของแทจริงนั้นจะตองกระทําตอศาลภายในหน่ึงปนับแตวัน คําพิพากษาถงึ ทสี่ ดุ ดังนนั้ จงึ เปน เร่ืองสําคญั ทต่ี อ งทาํ ความเขาใจอยา งจรงิ จังและใสใจ โดยเฉพาะ อยา งยิ่งเรอ่ื งของระยะเวลาในการยึดอายดั และการคืนของกลาง แมในบางคร้งั จะเปนการปฏบิ ตั ิของ พนกั งานสอบสวนกต็ าม แตต อ งไมล มื วา เจา พนกั งานผมู หี นา ทส่ี บื สวนคดอี าญา เพราะเปน ผใู ชอ าํ นาจแรก ในการยดึ สง่ิ ของเหลา นนั้ มาเพยี งเพราะเหตอุ ันควรสงสยั ó.ò.ó ʧèÔ ¢Í§·ÕèÂÖ´äÇŒà¾×Íè ãªàŒ »š¹¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹ã¹¤´ÕÍÒÞÒ ของกลางในคดีอาญาตามความหมายน้ี หมายถึง ส่ิงท่ีเจาพนักงานผูมีหนาที่ สบื สวนคดีอาญาเห็นวาเปนหลกั ฐานสาํ คัญที่ทําใหทราบรายละเอยี ดแหงความผดิ และยังสามารถใช เปน พยานหลกั ฐานในชน้ั สอบสวนเพอ่ื พสิ จู นว า ผตู อ งหากระทาํ ผดิ หรอื บรสิ ทุ ธิ์ ซง่ึ ของกลางประเภทนี้ มวี ตั ถปุ ระสงคห รอื เจตนารมณข องกฎหมายตา งจากของกลางประเภทที่ ๒ ขา งตน กลา วคอื ของกลาง ประเภทนี้นอกจากใชพิสูจนหรือยืนยันความผิดของผูตองหาหรือจําเลยในการสอบสวนหรือพิจารณา คดีแลว ยังอาจยึดมาเพื่อใชเปนพยานหลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ของผูตองหาหรือจําเลย ซงึ่ อาจมาจากการแสวงหาและยดึ อายดั ของเจา พนกั งานตาํ รวจผมู อี าํ นาจสบื สวนคดอี าญาเอง หรอื มา จากคาํ กลา วอา งของผูตองหาหรือจาํ เลยก็ได หลกั กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ของกลางประเภทน้ี คอื ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา ความอาญา ÁÒμÃÒ öù เหตทุ ีจ่ ะออกหมายคน ไดม ีดงั ตอ ไปน้ี (๑) เพ่ือพบและยึดส่ิงของซ่ึงจะเปนพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไตสวนมลู ฟอ งหรอื พจิ ารณา ÁÒμÃÒ ùò หามมิใหคนในที่รโหฐานโดยไมมีหมายคนหรือคําสั่งของศาล เวนแตพนกั งานฝายปกครองหรือตาํ รวจเปน ผคู น และในกรณดี ังตอไปนี้ (๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรวาสิ่งของที่มีไวเปนความผิดหรือไดมา โดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ไดใ ชห รอื มไี วเ พอ่ื จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื อาจเปน พยานหลกั ฐาน พสิ จู นก ารกระทาํ ความผดิ ไดซ อ นหรอื อยใู นนน้ั ประกอบทง้ั ตอ งมเี หตอุ นั ควรเชอ่ื วา เนอ่ื งจากการเนนิ่ ชา กวาจะเอาหมายคนมาไดส ่ิงของน้ันจะถูกโยกยา ยหรือทําลายเสยี กอน ÁÒμÃÒ ùø การคน ในทร่ี โหฐานนนั้ จะคน ไดแ ตเ ฉพาะเพอ่ื หาตวั คน หรอื สง่ิ ของ ท่ตี องการคนเทาน้ัน แตมขี อ ยกเวนดงั นี้
๕๒ (๑) ในกรณีท่ีคนหาสิ่งของโดยไมจํากัดส่ิง เจาพนักงานผูคนมีอํานาจยึด ส่ิงของใดๆ ซ่งึ นา จะใชเปน พยานหลักฐานเพอ่ื เปนประโยชน หรอื ยนั ผตู องหาหรือจําเลย ÁÒμÃÒ ñóñ ใหพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเทาท่ีสามารถ จะทําได เพ่ือประสงคจะทราบขอเท็จจริงและพฤติการณตางๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกลาวหา เพ่ือจะรูตัวผูกระทําผิดและพสิ ูจนใหเห็นความผิดหรอื ความบริสทุ ธข์ิ องผูต องหา ÁÒμÃÒ ñóò เพ่ือประโยชนแหงการรวบรวมหลักฐาน ใหพนักงานสอบสวน มีอํานาจดังตอไปน้ี (๑) ตรวจตวั ผเู สยี หายเมอ่ื ผนู น้ั ยนิ ยอม หรอื ตรวจตวั ผตู อ งหา หรอื ตรวจสง่ิ ของ หรือทท่ี างอนั สามารถอาจใชเปน พยานหลกั ฐานได ใหรวมทง้ั ทาํ ภาพถาย แผนที่ หรือภาพวาดจําลอง หรือพิมพลายนิ้วมือ ลายมือหรือลายเทา กับใหบันทึกรายละเอียดท้ังหลายซ่ึงนาจะกระทําใหคดี แจมกระจางขึน้ ในการตรวจตัวผูเสียหายหรือผูตองหาตามวรรคหน่ึง หากผูเสียหาย หรือผูต องหาเปน หญิง ใหจ ัดใหเ จาพนกั งานซ่ึงเปน หญงิ หรือหญิงอ่ืนเปน ผตู รวจ ทั้งนี้ ในกรณีท่มี เี หตุ อันสมควร ผูเ สยี หายหรือผตู อ งหาจะขอนําบคุ คลใดมาอยรู วมในการตรวจนนั้ ดว ยก็ได (๒) คนเพื่อพบสิ่งของ ซึ่งมีไวเปน ความผดิ หรือไดมาโดยการกระทาํ ผิด หรือ ไดใ ช หรอื สงสยั วา ไดใ ชใ นการกระทาํ ผดิ หรอื ซง่ึ อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานได แตต อ งปฏบิ ตั แิ หง ประมวล กฎหมายนี้วาดว ยคน (๓) หมายเรียกบุคคลซึ่งครอบครองส่ิงของ ซึ่งอาจใชเปนพยานหลักฐานได แตบุคคลท่ีถูกหมายเรียกไมจําตองมาเองเมื่อจัดสงสิ่งของมาตามหมายแลว ใหถือเสมือนไดปฏิบัติ ตามหมาย (๔) ยึดไวซึ่งสง่ิ ของท่คี นพบหรอื สง มาดงั กลาวไวใ นมาตรา (๒) และ (๓) ÁÒμÃÒ òóø ตนฉบับเอกสารเทาน้ันที่อางเปนพยานได ถาหาตนฉบับไมได สาํ เนาท่ีรับรองวาถกู ตอ งหรอื พยานบคุ คลท่ีรขู อความ กอ็ า งเปน พยานได ถาอางหนังสือราชการเปนพยาน แมตนฉบับยังมีอยูจะสงสําเนาท่ีเจาหนาที่ รับรองวา ถูกตอ งกไ็ ด เวน แตใ นหมายเรยี กจะบง ไวเ ปนอยา งอืน่ ÁÒμÃÒ òóù เอกสารใดซึ่งคูความอาง แตมิไดอยูในความยึดถือของเขา ถา คคู วามนนั้ แจง ถงึ ลกั ษณะและทอ่ี ยขู องเอกสารตอ ศาล ใหศ าลหมายเรยี กบคุ คลผยู ดึ ถอื นาํ เอกสารนนั้ มาสงศาล ÁÒμÃÒ òôñ สงิ่ ใดใชเ ปนพยานวตั ถุตองนํามาศาล ในกรณที นี่ าํ มาไมไ ด ใหศ าลไปตรวจจดรายงานยงั ทที่ พี่ ยานวตั ถนุ น้ั อยตู ามเวลา และวธิ ซี ึ่งศาลเหน็ สมควรตามลักษณะแหงพยานวัตถุ ÁÒμÃÒ òôò ในระหวางสอบสวน ไตสวนมูลฟองหรือพิจารณาสิ่งของซึ่งเปน พยานวตั ถุตองใหคูความหรอื พยานตรวจดู ถามีการแกหอหรือทําลายตราการหอหรือตีตราใหมใหทําตอหนาคูความ หรือพยานทเี่ กี่ยวขอ งน้ัน
๕๓ สําหรับระยะเวลาในการยึดอายัดของกลางประเภทน้ี โดยปกติจะตองยดึ อายัด ไวจนกวาคดีจะถึงท่ีสุด เพราะพยานหลักฐานนั้นจะตองถูกนํามาใชตลอดการพิจารณาคดี ท้ังในชั้น อุทธรณและฎกี า ดังปรากฏตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ øõ/ñ ในระหวา งสอบสวน สงิ่ ของทเี่ จา พนกั งานไดย ดึ ไว ซง่ึ มใิ ชท รพั ยส นิ ที่กฎหมายบัญญัติไววา ผูใดทําหรือมีไวเปนความผิด ถายังไมไดนําสืบหรือแสดงเปนพยานหลักฐาน ในการพจิ ารณาคดี เจา ของหรอื ผซู ง่ึ มสี ทิ ธเิ รยี กรอ งขอคนื สงิ่ ของทเ่ี จา พนกั งานยดึ ไว อาจยน่ื คาํ รอ งตอ พนกั งานสอบสวนหรอื พนกั งานอยั การแลว แตก รณี เพอ่ื ขอรบั สงิ่ ของนน้ั ไปดแู ลรกั ษาหรอื ใชป ระโยชน โดยไมม ีประกัน หรือมปี ระกัน หรือมีประกนั และหลักประกันกไ็ ด การสั่งคืนสิ่งของตามวรรคหนึ่งจะตองไมกระทบถึงการใชสิ่งของนั้นเปนพยาน หลักฐาน เพ่ือพิสูจนขอเท็จจริงในภายหลัง ท้ังนี้ ใหพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคําสั่ง โดยมิชักชา โดยอาจเรียกประกันจากผูยื่นคํารองหรือกําหนดเง่ือนไขอยางหน่ึงอยางใดใหบุคคลน้ัน ปฏิบัติ และหากไมปฏิบัติตามเง่ือนไขหรือบุคคลดังกลาวไมยอมคืนส่ิงของน้ันเมื่อมีคําสั่งใหคืน ใหพนกั งานสอบสวนหรอื พนักงานอยั การ แลว แตกรณี มีอาํ นาจยดึ สิง่ ของนั้นกลับคนื และบังคับตาม สัญญาประกันเชนวานั้นได วิธีการยื่นคํารอง เง่ือนไขและการอนุญาตใหเปนไปตามท่ีกําหนดใน กฎกระทรวง ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคําส่ังไมอนุญาต ผูยื่นคํารอง มสี ทิ ธยิ น่ื คาํ รองอทุ ธรณค าํ ส่งั ตอ ศาลช้ันตน ที่มีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญาดังกลาวไดภ ายใน สามสิบวัน นับแตวันท่ีไดรับแจงการไมอนุญาต และใหศาลพิจารณาใหแลวเสร็จภายในสามสิบวัน นับแตว นั ทไ่ี ดร บั อุทธรณ ในกรณที ีศ่ าลมคี าํ ส่งั อนุญาต ศาลอาจเรยี กประกนั หรือกําหนดเงอ่ื นไขอยา งหนงึ่ อยา งใดไดตามท่ีเห็นสมควร คําสั่งของศาลใหเ ปนที่สุด ÁÒμÃÒ ñùô ถามีอุทธรณแตในปญหาขอกฎหมาย ในการวินิจฉัย ปญหา ขอ กฎหมายนน้ั ๆ ศาลอทุ ธรณจ ะตอ งฟง ขอ เทจ็ จรงิ ตามทศี่ าลชน้ั ตน วนิ จิ ฉยั มาแลว จากพยานหลกั ฐาน ในสาํ นวน ÁÒμÃÒ òòò ถาคดีมีปญหาแตเฉพาะขอกฎหมาย ในการวินิจฉัยปญหาขอ กฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะตองฟงขอเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณไดวินิจฉัยมาแลวจากพยานหลักฐานใน สํานวน ดังนั้น ของกลางประเภทนี้จึงถูกยึดอายัดจากเจาพนักงานเปนระยะเวลานาน บางครงั้ อาจเสยี หายไปกบั การตรวจพสิ จู นแ ละบางครงั้ ไมม คี าํ สง่ั เกย่ี วกบั ของกลางประเภทน้ี เนอ่ื งจาก พนักงานอัยการอาจไมไดมีคําขอทายฟองไป เพราะอาจไมมีผูใดแสดงความประสงคขอรับของกลาง ประเภทน้ีคืน แตมิไดหมายความวาผูเปนเจาของหรือมีสิทธิ์จะมาใชสิทธ์ิเรียกรองในภายหลังไมได เน่ืองจากศาลไมไดมีคําส่ังริบ เชนนี้ เปนกรณีท่ีพนักงานสอบสวนและเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาที่ สืบสวนคดีอาญา ท่รี ว มกนั ตรวจยึดอายัดมานั้น ตองแสวงหาขอเทจ็ จริงใหไดวา ผูมสี ิทธใ์ิ นของกลาง ประเภทน้ีเมื่อคดีถึงท่ีสุดแลว ติดใจเก่ียวกับของกลางประเภทน้ีอยางไร หรือไม เพื่อใหขอเท็จจริง ปรากฏตอ พนักงานอยั การเกีย่ วกบั การจัดทําคําขอทายฟอ งเกย่ี วกับของกลางประเภทนี้
๕๔ ó.ó.ô ÊÔ觢ͧ·èÕÂÖ´äÇŒà¾ÃÒÐËÒ਌Ңͧ·èÕá·Œ¨ÃÔ§äÁ‹ä´Œ ÃѰÃÑ¡ÉҼŻÃÐ⪹äÇŒ à¾×Íè »‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃâμጠŒ§·Ò§á¾‹§¢Í§àÍ¡ª¹ ของกลางประเภทน้ี ไดแ ก ของกลางจาํ พวกศาลมคี าํ สงั่ คนื ของกลางในคดอี าญา แลวไมมีผูใดมาติดตอขอรับคืน หรือเปนส่ิงของตกหลนและมีผูเก็บไดนํามาสงแกเจาพนักงานตํารวจ หรือพนักงานสอบสวนจึงจําเปนตองเก็บรักษาไวตามกฎหมายและระเบียบท่ีเกี่ยวของ โดยกรณีนี้มี กฎหมายและระเบียบท่ีเกยี่ วขอ งดังนี้ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ ôø เมื่อศาลพิพากษาใหค ืนทรพั ยสนิ แตย ังไมป รากฏตัวเจา ของ เมอื่ ใด ปรากฏตัวเจา ของแลว ใหเจาหนาท่ซี งึ่ รักษาของคืนของน้นั ใหแ กเ จา ของไป ในกรณีท่ีปรากฏตัวเจาของ ใหศาลพิพากษาสั่งใหเจาหนาที่ซึ่งรักษาของคืน ของนั้นใหแกเ จา ของไป เม่ือมีการโตแยงกัน ใหบุคคลที่อางวาเปนเจาของอันแทจริงในทรัพยสินน้ัน ฟองเรยี กรองยงั ศาลทม่ี อี ํานาจชําระ ó.ó ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·äÕè ´¨Œ Ò¡¡ÒÃŋͫ×éÍ สําหรับข้ันตอนการสืบสวนพยานหลักฐานในคดีอาญา สามารถแบงออกเพ่ือความเขาใจ ไดเปน ๒ กรณี ¡Ã³Õ·Õè ñ ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·àÕè ¡Ô´¢¹éÖ â´ÂÁªÔ ͺ ¡Ã³·Õ èÕ ò ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õèä´ÁŒ Òâ´ÂÁªÔ ͺ ¡Ã³·Õ èÕ ñ ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·Õèà¡´Ô ¢¹éÖ â´ÂÁªÔ ͺ สําหรบั พยานหลกั ฐานท่เี กิดขึน้ โดยมิชอบ ขออธิบายอยางงายเพือ่ ความเขา ใจ กลา วคอื พยานหลกั ฐานในกรณนี ี้ เปน กรณพี ยานหลกั ฐานทไี่ มม อี ยจู รงิ หรอื ไมม อี ยกู อ นหนา น้ี หรอื ไมไ ดเ กดิ มาเอง ตามธรรมชาติ แตอ าจถกู จัดสรรปน แตง ข้นึ มา เชน พยานเท็จ หลกั ฐานปลอม จงึ ถอื วาการเกดิ มา ของพยานหลักฐานดังกลาวจึงไมชอบดวยหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงพยานหลักฐานท่ีเกิด โดยการฝา ฝน บทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย เชน บนั ทกึ คาํ ใหก ารทเี่ กดิ จากการจงู ใจ บงั คบั ขเู ขญ็ หรอื ฝา ฝน บทบัญญัติกฎหมายอ่ืน เชน คําใหการหรือถอยคําอื่นของผูตองหาท่ีไมไดแจงสิทธ์ิตามกฎหมาย ซึ่งพยานหลักฐานกรณีนี้ เปนบทตัดพยาน กลาวคือ กฎหมายหามมิใหอางเปนพยานหลักฐาน ในคดีอาญา โดยไมตอ งไปวินจิ ฉัย หรอื ช่ังนา้ํ หนกั พยานหลักฐานวา รับฟง ไดห รือไม เพราะถูกตัดออก ตง้ั แตก ระบวนการอางแลว หลักดงั กลา วปรากฏอยูต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ ÁÒμÃÒ òòö พยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรอื พยานบคุ คล ซง่ึ นา จะพสิ จู นไ ดว า จาํ เลยมผี ดิ หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานชนิดท่ีมิไดเกิดข้ึนจากการจูงใจ มีคําม่ัน สญั ญา ขเู ข็ญ หลอกลวงหรือโดยมชิ อบประการอนื่ และใหสืบตามบทบญั ญตั ิแหง ประมวลกฎหมายน้ี หรือกฎหมายอน่ื อนั วา ดว ยการสืบพยาน
๕๕ ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ เปน บทบัญญตั ิวาดวยพยานหลักฐานทเี่ กดิ ข้ึนโดยมิชอบ รับฟงเปน พยานหลกั ฐานไมไ ด แบง เปน ๒ กรณี คอื ๑. พยานทเี่ กิดจากการจูงใจ มีคาํ มั่นสญั ญา ขเู ข็ญ หลอกลวง ๒. พยานท่ีเกดิ ขึน้ โดยมิชอบดวยประการอ่นื พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบดวยกฎหมายนี้ เปนพยานหลักฐานที่ไมเคยมีมากอน แตเปนพยานหลักฐานท่ีเพิ่งเกิดจากเหตุท้ังสองประการดังกลาว พยานหลักฐานประเภทนี้รับฟงเปน พยานหลักฐานไมไดเลย กรณีตางจากพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแตไดมาเน่ืองจากการกระทํา โดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคหนงึ่ ซง่ึ มขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง พยานหลกั ฐานนนั้ ได ถา เปน ประโยชน ตอ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญาหรือสทิ ธิเสรีภาพพนื้ ฐานของประชาชน พยานที่เกิดจากการจูงใจ มีคาํ ม่นั สัญญา เปนพยานหลักฐานทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบ ฎกี าท่ี ๑๘๓๙/๒๕๔๔ ส. ถกู เจา พนกั งานตํารวจจบั กุมในขอ หามีเมทแอมเฟตามนี ไวใน ครอบครอง โดยตรวจคนพบเมทแอมเฟตามนี จาก ส. แลว เจาพนักงานเสนอวา หาก ส. ไปลอซอ้ื เมทแอมเฟตามีนจากผูจําหนายใหก็จะไมดําเนินคดี ส. จึงไปลอซ้ือเมทแอมเฟตามีนจากจําเลย การท่ี ส. มาเบิกความเปนพยานโจทก จึงเปนพยานชนิดท่ีเกิดจากการจูงใจและใหคํามั่นสัญญา โดยมชิ อบของเจา พนกั งานตาํ รวจ รบั ฟงเปน พยานไมได ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ขอ สงั เกต คดนี ้ี ถอื วา ส. เปน พยานทเ่ี กดิ จากการจงู ใจและใหค าํ มน่ั ของเจา พนกั งานตาํ รวจ เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยมิชอบ จึงรับฟงคําใหการในช้ันสอบสวนและคําเบิกความในชั้น พจิ ารณาของ ส. ไมไ ด ตามมาตรา ๒๒๖ แตเมทแอมเฟตามีนของกลางท่ีเจา พนักงานตํารวจลอซอ้ื มาได กับเงินท่ีใชลอซื้อนนั้ เปนพยานหลกั ฐานที่มอี ยแู ลว กอนการลอซ้ือเพ่อื จับกุม จงึ เปนพยานหลกั ฐานที่ เกดิ ข้นึ โดยชอบ แตเ ปนการไดม าโดยอาศยั ขอ มลู ท่เี กดิ ขน้ึ หรอื ขอ มลู ทไ่ี ดมาโดยไมช อบ พยานหลกั ฐาน ในสวนนี้จึงตองดวยมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากตองดวยขอยกเวนวา การรับฟงพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิด จากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรอื สิทธิเสรีภาพพ้ืนฐานของประชาชน การที่เจาพนักงานตํารวจแจงใหผูตองหาทราบถึงผลประโยชนที่ตนจะไดรับโดยชอบตาม กฎหมาย กอ นใหถ อ ยคาํ ถือไมไ ดวาเปนการจูงใจผูต อ งหาเพ่อื ใหการ ถอ ยคาํ ของผตู องหารบั ฟง ได ฎกี าที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทึกการจบั กุมระบุวา จําเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ยนื ยนั ใหการรับ สารภาพและจําเลยท่ี ๑ ใหการรายละเอียดแกเจาพนักงานวา รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก จาํ เลยท่ี ๒ ซง่ึ มใิ ชค าํ ใหก ารรบั สารภาพของจาํ เลยท่ี ๑ จงึ รบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานเพอื่ พสิ จู นค วามผดิ ของจาํ เลยที่ ๒ ได พันตํารวจโท ป. อธิบาย พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ ใหจาํ เลยท่ี ๑ ฟงวาหากใหขอมลู ท่สี าํ คญั และเปนประโยชนอยางยง่ิ ในการปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ เก่ียวกับ ยาเสพติดใหโทษแลว ศาลจะลงโทษผูน้ันนอยกวาอัตราโทษข้ันต่ําที่กําหนดไวสําหรับความผิดน้ันก็ได
๕๖ ถือไมไดวา เปนการจูงใจจําเลยท่ี ๑ เพื่อใหการ แตเปนการแจง ใหจําเลยท่ี ๑ ทราบถึงผลประโยชนท ี่จะ ไดรบั โดยชอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว ถอยคําของจําเลยท่ี ๑ เกย่ี วกบั จาํ เลยท่ี ๒ ในสวนนีจ้ งึ รบั ฟง เปนพยานหลกั ฐานได กรณผี ูตอ งหาใหการโดยการตดั สินใจของผตู อ งหาเอง มใิ ชเกดิ จากการลอลวง ขเู ขญ็ หรือ ใหส ญั ญาของเจาพนักงาน ศาลรับฟงคาํ ใหก ารดงั กลาวได พยานหลักฐานทเ่ี กิดข้ึนเน่ืองจากการขูเ ข็ญ เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ข้ึนโดยมชิ อบ ฎีกาที่ ๔๗๓/๒๕๓๙ คํารับสารภาพท่ีไดความวา หากจําเลยไมใหการรับสารภาพ เจาพนักงานตํารวจก็จะตองจับกุมภริยาจําเลยและคนในบานท้ังหมดดวย เปนคํารับสารภาพท่ีมีเหตุ จูงใจและบงั คับใหกลัว ไมอาจรบั ฟงเปน พยานหลักฐานพิสจู นค วามผดิ ของจําเลยได ฎีกาท่ี ๑๗๕๘/๒๕๒๓ พยานท่ีเกิดจากขูเข็ญจูงใจวาจะใหพยานออกจากงานโดยรับ บาํ นาญและไมจ ับกมุ มาดาํ เนินคดี รับฟงไมไดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ พยานหลักฐานท่ีเกดิ ขึ้นจากการหลอกลวง เปนพยานหลักฐานที่เกิดขึน้ โดยมชิ อบ ฎีกาที่ ๕๘๙/๒๔๘๔ พนักงานสอบสวนบอกกับผูตองหาคนหนึ่งวา มีผูรวมกระทํา ความผดิ คนอน่ื เขารบั สารภาพปรกั ปราํ ผตู อ งหาแลว ทง้ั ๆ ทร่ี อู ยวู า ไมเ ปน ความจรงิ จงึ ใหก ารรบั สารภาพ และซัดทอดคนอืน่ บา ง เปนถอยคาํ ทเี่ กิดจากการหลอกลวง ตอ งหา มรับฟงเปนพยานหลกั ฐาน หลักเกณฑ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบคุ คล ซ่ึงนาจะพิสูจนไ ดวา จําเลยมีผดิ หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานที่มิไดเกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขูเข็ญหลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอนื่ (มาตรา ๒๒๖) ตามมาตรา ๒๒๖ นี้ ไดกาํ หนดหลักเกณฑสําคญั เก่ียวกบั การรับฟง พยานหลกั ฐานในคดี อาญาวา หามมใิ หร บั ฟงพยานหลักฐานทเ่ี กดิ ขึน้ โดยมิชอบเพอื่ ลงโทษจาํ เลยโดยเด็ดขาด โดยไมมี ขอ ยกเวน ตา งจากกรณีพยานหลักฐานท่ีเกิดขึน้ โดยชอบ แตไดมาจากการกระทําโดยมิชอบ หรอื เปน พยาน หลักฐานท่ีไดมาโดยอาศัยขอมูลท่ีเกิดขึ้นโดยมิชอบ หรือขอมูลที่ไดมาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซึ่งมีขอยกเวนใหศาลรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากการรับฟงพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชน ตอ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญา หรือสทิ ธิเสรีภาพพ้นื ฐานของประชาชน พยานท่ีจะพิสูจนวาจําเลยมคี วามผดิ หรือบริสุทธ์ิ อาจเปนพยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรือ พยานบุคคล แตพยานดังกลาวตอ งมิไดเ กิดจากการจงู ใจ มีคําม่นั สญั ญา ขเู ขญ็ หลอกลวง หรอื โดย มชิ อบดวยประการอ่นื ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õäè ´Œà¡´Ô ¢Öé¹ÁԪͺ»ÃСÒÃÍ×¹è พยานที่จะอา งเพอื่ พิสจู นวาจาํ เลยมคี วามผิดหรือบริสุทธอิ์ กี ประการหน่งึ กค็ อื พยานน้นั จะตองมิไดเ กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบประการอ่ืน (มาตรา ๒๒๖ ตอนทา ย)
๕๗ พยานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบประการอื่น เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยฝาฝนบทบัญญัติ เกย่ี วกบั การไดม าซง่ึ พยานหลกั ฐาน ตาม ป.ว.ิ อ.หรอื ทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นกฎหมายอน่ื พจิ ารณาเปน รายกรณี ดงั ตอไปน้ี ๑. คําใหการในช้นั จับกุมหรือช้นั รับมอบตัว (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) การรับฟงถอยคําของผูถูกจับในชั้นจับกุม หรือช้ันรับมอบตัวผูถูกจับ แบงออกเปน ๒ กรณี คือ ๑.๑ ถอ ยคาํ ทเี่ ปน คาํ รบั สารภาพวา ตนไดก ระทาํ ความผดิ หา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐาน ดังนั้น การวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาล ศาล ไมอาจหยิบยกคํารับสารภาพในชั้นจับกุม หรอื ชน้ั รบั มอบตวั วา จาํ เลยไดก ระทาํ ความผดิ มาประกอบพยานหลกั ฐานอน่ื เพอ่ื ลงโทษจาํ เลยได สงั เกต วา กรณนี เี้ ปน กรณที ก่ี ฎหมายหา มมใิ หร บั ฟง โดยเดด็ ขาด ไมม ขี อ ยกเวน ใดๆ ทง้ั มใิ ชเ ปน พยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ จากกระบวนการทไี่ มชอบดว ยกฎหมายอยา งหนึง่ อยางใด ฎีกาท่ี ๑๒๕๕๔/๒๕๕๘ แมในช้ันจับกุมจําเลยที่ ๑ ใหการรับสารภาพ แต ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย หามมใิ หรบั ฟงเปน พยานหลกั ฐาน อยางไรก็ตาม บทบัญญัติ ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย ประสงคหามนํา คํารับสารภาพรับฟงประกอบการลงโทษเฉพาะจําเลยคนที่ใหการรับสารภาพเทาน้ัน คํารับสารภาพ ในสว นทพี่ าดพงิ จาํ เลยอนื่ วา รว มกระทาํ ความผดิ ดว ยนน้ั มใิ ชพ ยานหลกั ฐานทตี่ อ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทา ย แตเ ปน พยานบอกเลา และคําซดั ทอด ซง่ึ อาจรบั ฟง ประกอบพยานหลกั ฐานอน่ื เพอื่ ลงโทษจาํ เลยทถี่ ูกพาดพิงไดต ามหลกั เกณฑตามมาตรา ๒๒๖/๑ และ มาตรา ๒๒๗/๑ ฎกี าท่ี ๑๓๑๙๙/๒๕๕๗ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคสี่ บญั ญัติเพื่อมุง ประสงค ทจี่ ะหา มมใิ หน าํ คาํ รบั สารภาพในชนั้ จบั กมุ ของจาํ เลยท่ี ๑ มารบั ฟง ประกอบการพจิ ารณาลงโทษจาํ เลย ที่ ๑ เทา นน้ั คาํ ใหก ารในชนั้ จบั กมุ ของจาํ เลยที่ ๑ ในสว นทพี่ าดพงิ ถงึ จาํ เลยท่ี ๒ วา รว มกระทาํ ความผดิ แมเ ปนพยานบอกเลา และเปนคําซัดทอด เม่อื ไมป รากฏวา จําเลยที่ ๑ ไดรบั ประโยชนจากการซดั ทอด ถงึ จําเลยที่ ๒ ก็รับฟง ประกอบพยานหลักฐานอ่นื ที่โจทกสงอางเปน พยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ โดยชอบ เพอ่ื พจิ ารณาลงโทษจําเลยที่ ๒ ได คําใหการของจําเลยในคดีความผิดตอ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษฯ วารับ เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยอกี คนหนงึ่ มใิ ชค าํ ใหก ารรบั สารภาพรบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานลงโทษจาํ เลย คนหลงั ได ฎีกาที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทกึ การจบั กุมระบวุ า จําเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ยืนยัน ใหก ารรบั สารภาพและจาํ เลยท่ี ๑ ใหก ารรายละเอียดแกเ จา พนกั งานวา รับเมทแอมเฟตามีนของกลาง มาจากจําเลยท่ี ๒ ซึ่งมิใชคาํ ใหการรับสารภาพของจําเลยท่ี ๑ จงึ รบั ฟงเปนพยานหลักฐานเพอ่ื พสิ ูจน ความผดิ ของจําเลยท่ี ๒ ได
๕๘ อยา งไรกต็ าม แมจ ะถอื วา คาํ ใหก ารรบั สารภาพในชนั้ จบั กมุ ทรี่ บั ฟง เปน พยาน หลักฐานไมไ ดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย หมายถงึ รบั ฟงเปน พยานหลักฐานยันตอ จาํ เลยผูที่ ใหก ารรบั สารภาพไมไ ดเ ทา นน้ั แตอ าจรบั ฟง ยนั จาํ เลยอนื่ ได แตโ ดยลกั ษณะของคาํ ใหก ารในชน้ั จบั กมุ เปน พยานบอกเลา และเปน คาํ ซดั ทอด จงึ ตอ งพจิ ารณาตามหลกั เกณฑม าตรา ๒๒๖/๑ และมาตรา ๒๒๗/๑ ดว ยวา จะรบั ฟงลงโทษจําเลยอน่ื ไดเ พียงใด แมบันทึกการจับกุมกระทําข้ึนเนื่องจากจําเลยถูกจับกุมในคดีอ่ืนก็รับฟง ถอยคาํ รบั สารภาพดงั กลา วในชั้นจบั กุมไมไ ด ฎกี าท่ี ๑๙๖๗๒/๒๕๕๕ แมบ ันทึกคํารบั สารภาพจาํ เลยกระทาํ ข้ึนเนอ่ื งจาก จําเลยถูกจับในคดีอ่ืน แตในบันทึกน้ัน จําเลยก็ไดกลาวถึงการท่ีจําเลยใชอาวุธปนยิงผูตาย อันมี ลกั ษณะเปน ถอ ยคาํ รบั สารภาพวา จาํ เลยผถู กู จบั กมุ ไดก ระทาํ ความผดิ จงึ ตอ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทาย ๑.๒ ถอยคําอื่น ท่ีมิใชคํารับสารภาพวาตนไดกระทําความผิด ศาลจะรับฟงเปน พยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับไดตอเม่ือมีการแจงสิทธิตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) ถา ไมม ีการแจงสิทธทิ ั้งสองประการดังกลาว ศาลกไ็ มอาจรบั ฟง ถอ ยคาํ อน่ื ของผถู กู จับเปน พยานหลกั ฐานได การแจงสิทธิตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง ซ่ึงเปนกรณีเจาพนักงานเปนผูจับ โดยเจา พนกั งานผูจบั ๑. ตองแจงขอ กลาวหา ๒. แจง สิทธิแกผ ูถ ูกจบั ทราบวา ผูถ กู จบั มีสิทธิจะไมใ หการหรอื ใหการก็ได ๓. แจง สทิ ธทิ จี่ ะพบและปรกึ ษาทนายความหรอื ผูซึง่ จะเปน ทนายความ และ ๔. ผูถูกจับอาจแจงใหญาติหรือผูท่ีตนไววางใจทราบถึงการจับกุมได แตต อ งเปน การดาํ เนนิ การไดโดยสะดวกและไมเ ปนการขัดขวางการจับหรือควบคุมผถู ูกจับ หรือทําให ไมเกิดความปลอดภัยแกบ ุคคลหน่ึงบคุ คลใด คาํ วา ถอ ยคาํ อนื่ เชน รบั วา อาวธุ ของกลางเปน ของตนเอง หลงั เกดิ เหตตุ นไดน าํ ไปซกุ ซอ น ไวท ่ีใด หรอื ขณะเกิดเหตตุ นอยูในท่ีเกดิ เหตดุ ว ย หรือพฤตกิ ารณแ หงคดอี นื่ ๆ สังเกตวาถา เจาพนักงานผจู ับไมไ ดแจง สทิ ธิตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง มีผลทาํ ใหต อ งหาม มิใหรับฟงถอยคําอื่นเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับได ซึ่งเปนผลที่บัญญัติไว ตามมาตรา ๘๔ วรรคทาย เปนการเฉพาะแลว จึงไมใชกรณีตองหามมิใหรับฟงตามมาตรา ๒๒๖ ดังน้ี เมอื่ บทบญั ญัติมาตรา ๘๔ วรรคทา ย บญั ญัตใิ หม ผี ลมใิ หร ับฟงถอ ยคําอ่นื ในการพิสจู นค วามผิด ของผูถูกจับเทาน้ัน ถาถอยคําดังกลาวเปนคําซัดทอดวาผูอื่นเปนผูกระทําความผิด ก็อาจเปนพยาน หลกั ฐานในฐานเปน คาํ ซดั ทอดในการพสิ จู นค วามผดิ ของผถู กู ซดั ทอดได แตศ าลคงตอ งรบั ฟง ดว ยความ ระมัดระวงั โดยไมอ าจรับฟงโดยลําพงั เพือ่ ลงโทษจาํ เลยได (มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่งึ )
๕๙ ฎีกาท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ จําเลยทั้งสองขับรถหลบหนีทันทีท่ีเห็นเจาพนักงานตํารวจ จนถกู ตดิ ตามจบั กมุ ตวั ไดพ รอ มประแจและคมี อนั เปน เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการลกั รถจกั รยานยนตไ ดโ ดยงา ย แลวรับในขณะน้ันวารวมกันกอเหตุลักรถจักรยานยนตของผูเสียหายและของบุคคลอื่นอีกหลายราย ในหลายทองที่ แลวถอดแผนปายทะเบียนท้ิงบอนํ้า และนํารถจักรยานยนตไปขายใหรานขาย ของเกา ในเขตอาํ เภอพานทองตามบนั ทกึ การจบั กมุ และเจา พนกั งานตาํ รวจยงั ตามไปตรวจยดึ ไดแ ผน ปา ยทะเบยี นรถจกั รยานยนตข องผเู สยี หายในบอ นาํ้ ตามทจี่ าํ เลยทง้ั สองนาํ ชี้ บนั ทกึ การจบั กมุ ดงั กลา ว นอกจากเปน ถอยคํารบั สารภาพของจาํ เลยท้งั สองแลว ยงั มรี ายละเอียดเกยี่ วกบั สถานที่นําทรพั ยทีล่ กั ไปขาย และการนําช้ีจดุ ทงิ้ แผนปา ยทะเบยี นดวย อันเปนถอ ยคําอนื่ ท่ีอาจรบั ฟง เปนพยานหลักฐาน ในการพิสูจนความผดิ ของจาํ เลยท้ังสองได ทั้งปรากฏวาเจา พนกั งานตํารวจแจงสิทธิแกจ ําเลยท้งั สอง กอ นทีจ่ ะใหถอยคาํ ดงั กลา วแลว จงึ ไมตองหามมิใหร บั ฟงตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย การไมแจงสิทธิดังกลาว หรือแจงสิทธิไมครบถวน ยอมมีผลทําใหไมอาจรับฟงถอยคําอ่ืน ในชัน้ จบั กุมหรอื รับมอบตัวเปนพยานหลักฐานเพือ่ พสิ จู นค วามผิดของผูถ กู จบั ได ฎกี าท่ี ๘๑๔๘/๒๕๕๑ เจา พนกั งานตาํ รวจเปน ผจู บั จาํ เลยมใิ ชร าษฎรเปน ผจู บั จงึ ไมม กี รณี ทจี่ ะตอ งแจง สทิ ธติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคหนง่ึ แตเ จา พนกั งานตาํ รวจผจู บั ตอ งแจง สทิ ธติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง เมือ่ บนั ทกึ การจบั กมุ มขี อ ความวา จําเลยใหก ารรับสารภาพ จึงตองหา มมใิ หน าํ คํารับสารภาพในช้ันจับกุมของผูถูกจับมารับฟงเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคส่ี และเมอ่ื บนั ทกึ การจบั กมุ ไมม ขี อ ความใดทบี่ นั ทกึ การแจง สทิ ธแิ กจ าํ เลยผถู กู จบั ตามท่ี ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง บัญญัติเลย ทั้งพยานโจทกท่ีรวมจับกุม ก็ไมไดเบิกความถึงเรื่องการแจงสิทธิแตอยางใด แมโจทกจะสงบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับมาพรอมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก แตบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับดังกลาวมีลักษณะเปนแบบพิมพเติมขอความในชองวางดวยน้ําหมึก เขียนโดยเจาพนักงานตํารวจผูบันทึกเปนคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ท้ังใชปากกาคนละดาม และไมม ขี อ ความวา ผถู กู จบั มสี ทิ ธจิ ะใหก ารหรอื ไมใ หก ารกไ็ ด กบั ไมม ขี อ ความวา ถอ ยคาํ ของผถู กู จบั นน้ั อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ดแ ตอ ยา งใด แมจ ะมขี อ ความแจง สทิ ธเิ รอ่ื งทนายความ กเ็ ปน การแจง สทิ ธไิ มค รบถว นตามที่ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสองบญั ญตั ิ ฉะนนั้ ถอ ยคาํ อน่ื ของจาํ เลย ตามบันทึกการจับกุม จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยหาไดไมเชนกัน ดงั น้ัน บนั ทึกการจบั กมุ จงึ ไมอาจอา งเปน พยานหลักฐานได เพราะเปน พยานหลกั ฐานทเี่ กิดขึน้ โดยไมช อบ ท้ังนี้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๑๑๕๒/๒๕๕๖ ถอ ยคําของจําเลยในบนั ทึกการจบั กมุ จาํ เลยทวี่ า จาํ เลยรจู ักและ มีความสัมพันธลึกซึ้งกับ ส. จําเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งมาประมาณ ๒ เดือน และจําเลยขับรถ ไปรับ ส. มิใชเปน คํารบั สารภาพของผูถ ูกจับวาตนไดกระทําความผดิ เมื่อเจา พนกั งานตํารวจผจู ับไดแ จง สิทธใิ หแกจ าํ เลยทราบแลววา จําเลยมีสิทธิที่จะใหก ารหรือไมก ไ็ ด และถอ ยคําของจาํ เลยอาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพิจารณาคดีได จงึ รับฟง เปนพยานหลักฐานในการพิสจู นความผดิ ของจําเลยได ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย
๖๐ ฎกี าที่ ๕๙๕๗/๒๕๕๕ ถอยคาํ ตามบันทกึ การจับกุมท่วี า มกี ารตรวจคนพบธนบตั รท่ีใชลอ ซ้ือ และจําเลยรับวาเปนธนบัตรที่ตนไดมาจากการจําหนายเมทแอมเฟตามีนจริง กับคําเบิกความของ รอ ยตาํ รวจเอก ก. และดาบตาํ รวจ ท. ที่ยืนยนั วา จําเลยรับวาตน กัญชาตนเปน ผูปลูกดังทีศ่ าลอุทธรณ ภาค ๕ หยิบยกข้ึนวินิจฉัยน้ัน เปนเพียงถอยคําอ่ืนท่ีจําเลยใหไวแกเจาพนักงานตํารวจผูจับกุม มิใชค าํ ใหการรับสารภาพในชนั้ จับกุมจาํ เลย เมอ่ื ปรากฏตามบันทกึ การจับกุมวา เจา พนกั งานตาํ รวจ ผจู บั กุมแจง สทิ ธิแกจาํ เลยครบถวนตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง แลว การทีศ่ าลอุทธรณภาค ๕ นําถอยคําอื่นของจําเลยมารับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพ่ือจําหนายและจําหนายเมทแอมเฟตามีนกับฐานผลิตกัญชา จงึ ชอบดว ย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทายแลว ฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๕๕ ศาลไมไดร บั ฟง คําใหก ารรับสารภาพของจําเลยทง้ั สามวา ไดก ระทํา ความผดิ ในชน้ั จับกมุ มารบั ฟง ใหเปนผลรา ยแกจําเลยทัง้ สาม เพยี งแตร ับฟง ถอยคําอ่ืนๆ ทปี่ ระกอบ ในรายละเอียดของบันทึกการจับกุมเก่ียวกับการติดตอนําเงินมาใชลอซ้ือเมทแอมเฟตามีนของ เจาพนกั งานตํารวจเทา น้นั ซง่ึ ไมมีกฎหมายหา มมใิ หร ับฟง ¡Ã³Õ·èÕ ò ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õèä´ÁŒ Òâ´ÂÁªÔ ͺ สําหรับพยานหลักฐานกรณีนี้ตางจากกรณีแรก กลาวคือ เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนมา โดยชอบ มมี าเองตามธรรมชาติ เพียงแตก ารไดม าหรือกระบวนการไดพยานหลกั ฐานมานน้ั ไมชอบดว ย กฎหมาย เชน การเขาคนยาเสพติดโดยไมมีหมายคน การดักฟงโทรศัพทโดยไมไดรับอนุญาต ซ่ึงพยานหลักฐานทั้งยาเสพติดและคําสนทนาของผูตองหาน้ันมีอยูกอนแลว หรือเกิดขึ้นเองโดย เจาพนักงานไมไดส รางขน้ึ มาเองโดยการจดั สรรปน แตง เพยี งแตการไดมาน้นั ไมช อบดว ยกฎหมายเชนนี้ หลักกฎหมายจึงบัญญตั ิไวว าจะรบั ฟงไดม ากนอยเพยี งใดขนึ้ อยกู บั มาตรา ๒๒๖/๑ ÁÒμÃÒ òòö/ñ ในกรณีที่ความปรากฏแกศาลวา พยานหลกั ฐานใดเปนพยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ ขนึ้ โดยชอบ แตไ ดม าเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ หรอื เปน พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยอาศยั ขอ มลู ทีเ่ กดิ ขน้ึ หรอื ไดมาโดยมิชอบ หา มมิใหศ าลรับฟงพยานหลักฐานนนั้ เวนแตการรับฟงพยานหลกั ฐานนั้น จะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐาน ของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญา หรอื สทิ ธเิ สรภี าพพน้ื ฐานของประชาชนในการใชด ลุ พนิ จิ รบั ฟง พยาน หลักฐานตามวรรคหน่ึง ใหศาลพิจารณาถึงพฤติการณทั้งปวงแหงคดี โดยตองคํานึงถึงปจจัยตางๆ ดงั ตอไปน้ดี ว ย (๑) คุณคา ในเชงิ พสิ จู น ความสําคัญ และความนาเชือ่ ถอื ของพยานหลักฐานนั้น (๒) พฤตกิ ารณและความรายแรงของความผิดในคดี (๓) ลักษณะและความเสยี หายทีเ่ กิดจากการกระทาํ โดยมชิ อบ (๔) ผูที่กระทําการโดยมิชอบอันเปนเหตุใหไดพยานหลักฐานมาน้ันไดรับการลงโทษ หรือไมเ พยี งใด (มาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง)
๖๑ ขอสังเกต เดิมกอนแกไขเพ่ิมเติม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ เร่ืองการหามรับฟงพยาน หลกั ฐานทไี่ ดม าโดยมชิ อบในป ๒๕๕๑ นนั้ ศาลฎกี าแปลความ ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ ซงึ่ เปน หลกั ในการ รับฟงพยานหลักฐานในคดีอาญาวากฎหมายหามรับฟงพยานหลักฐานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบมิไดหาม รบั ฟง พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยชอบแตไ ดม าโดยมชิ อบแตอ ยา งใด ดงั จะเหน็ ไดจ ากฎกี าท่ี ๕๐๐/๒๔๗๔ ทว่ี า แมค าํ รบั สารภาพทเี่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบดว ยกฎหมายจะรบั ฟง ไมไ ด แตพ ยานอน่ื ทไี่ ดจ ากคาํ รบั มชิ อบ ดังกลาวเปน พยานทรี่ บั ฟงได (ฎีกาท่ี ๘๓๗/๒๔๘๓ กว็ นิ ิจฉัยทาํ นองเดยี วกนั ) เมอ่ื มีการแกไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ ดังกลาว ขอวินิจฉัยท่ีปรากฏตามคําพิพากษาศาลฎีกาขางตนจึงไมอาจยึดถือ ไดเปนหลักไดอ ีกตอไป สรุป พยานหลักฐานท่รี บั ฟงไมไ ดตามบทบัญญตั ิมาตรา ๒๒๖ , ๒๒๖/๑ ไดแก ๑. พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบ (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย, ๑๓๔/๔ วรรคทา ย, ๒๒๖) ๒. พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ (มาตรา ๒๒๖/๑) ๓. พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยอาศยั ขอ มลู ทเ่ี กดิ ขน้ึ หรอื ไดม าโดยมชิ อบ (มาตรา ๒๒๖/๑) กรณีพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๒๖ เปนพยานหลักฐานที่รับฟง ไมไ ดโ ดยเดด็ ขาด สว นพยานหลักฐานท่ไี ดม าโดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยหลักรบั ฟง ไมไดเชน กนั แตม ขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง ได ถา การรบั ฟง พยานหลกั ฐานนนั้ จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรม มากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพ พนื้ ฐานของประชาชน ฎีกาท่ี ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะท่ีมีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กบั พยานและจาํ เลยที่ ๒ โดยที่โจทกร ว มและพยานไมท ราบมากอ น เปน การแสวงหาพยานหลกั ฐาน โดยมชิ อบ หา มมใิ หศ าลรบั ฟง เปน พยานนนั้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แมห ลกั กฎหมายดงั กลา วจะใชต ดั พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอื่ คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชวิธีการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ แต ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไดบัญญตั หิ ามไมใ หนาํ ไปใช กบั การแสวงหาพยานหลกั ฐานของบคุ คลธรรมดา อยา งไรกต็ าม ระหวา งพจิ ารณาคดไี ดม ี พ.ร.บ.แกไ ข เพิม่ เติม ป.ว.ิ อ. (ฉบบั ท่ี ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลบงั คบั ใชต ง้ั แตว นั ที่ ๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานที่ไดมาโดยมิชอบได ถาพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผล กระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุตธิ รรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บนั ทกึ เทปดงั กลาวมารับฟงได ขอสังเกต เรื่องนี้ถือวาการหลอกลอใหคูสนทนาพูดเร่ืองที่ตนเองตองการแลวแอบบันทึก เสยี งการสนทนานน้ั ไว ถอื เปนพยานหลักฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ ซงึ่ โดยปกติหา ม มิใหรับฟงเปนพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ไมมีขอยกเวน ตางจากกรณีตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซ่ึงเปน กรณีที่เปนพยานหลกั ฐานท่ีเกดิ ขึ้นโดยชอบแตไ ดม าโดยมิชอบ ซึง่ มขี อยกเวน ใหศ าลรบั ฟงไดถา พยาน หลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอ
๖๒ มาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา แตตามคําพิพากษาฎีกาเร่ืองนี้ดูเหมือนจะขยายขอบเขต บทบัญญัติมาตรา ๒๒๖/๑ ใหรวมถึงพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ ใหใชขอ ยกเวน เดยี วกนั ดว ย พยานหลักฐานทเี่ กิดขึ้นโดยชอบ แตไดมาเนือ่ งจากการกระทําโดยมิชอบ พยานหลกั ฐานทเ่ี กิดขน้ึ โดยชอบแตไดมาเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ กฎหมายหา มมิให รบั ฟง พยานหลักฐาน แตม ิไดห ามรบั ฟงโดยเด็ดขาด กลาวคอื ศาลรับฟง เปน พยานหลกั ฐานได ถาการ รับฟงพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผล กระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญาหรอื สทิ ธเิ สรภี าพพน้ื ฐานของประชาชน โดยศาล ตอ งคํานึงถงึ พฤติการณทั้งปวงแหงคดีและปจจยั ตา งๆ ตามทีร่ ะบไุ ว (๑) ถึง (๔) ของมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง อาวุธที่ใชในการกระทําความผิด หรือยาเสพติดใหโทษของกลางที่เจาพนักงานตํารวจ ตรวจยดึ ไดจ ากการคน ทไี่ มช อบดว ยกฎหมาย ดงั น้ี ของกลางดงั กลา วเปน พยานหลกั ฐานทมี่ อี ยแู ลว กอ น เจาพนักงานตํารวจทําการคน ไมไดเกิดจากการกระทําของเจาพนักงานตํารวจจึงเปนพยานหลักฐานท่ีเกิด ข้ึนโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ โดยหลักรับฟงเปนพยานหลักฐานไมได เชน การคน ทม่ี ไิ ดก ระทาํ ตอ หนา ผคู รอบครองสถานทหี่ รอื บคุ คลในครอบครวั หรอื ตอ หนา บคุ คลอน่ื อยา งนอ ย สองคน หรือกรณีเชิญบุคคลอื่นมาเปนพยานตองเชิญมาขณะตรวจคนพบของกลาง ถาเชิญมาเปน พยานหลังตรวจคนแลว กเ็ ปนการไมช อบเชน กนั ฎกี าท่ี ๔๗๙๓/๒๕๔๙ การคน พบธนบตั รของกลางในขอ งปลาทแ่ี ขวนอยขู า งบา นทศิ ตะวนั ออก นอกจากมไิ ดกระทําตอ หนา จาํ เลยหรือสามีจําเลย ทั้งๆ ทจ่ี าํ เลยก็ถูกจบั และควบคมุ ตัวอยทู ่หี นาบาน น้นั เองแลว ยังไดค วามวาการพบธนบัตรในของปลากเ็ ปน เรื่องทใ่ี นชน้ั แรก สิบตาํ รวจตรี พ. คน พบ เพยี งคนเดยี วกอ น แลว จงึ เรยี กกาํ นนั ทเี่ ชญิ มาเปน พยานในการคน มาดู หาใชว า เปน การคน พบธนบตั ร ของกลางทพ่ี บตอหนาบคุ คลอ่ืนอยางนอยสองคน ซ่งึ เจาพนักงานไดขอรองมาเปนพยานดังท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ไดกําหนดหลักเกณฑไวไม พยานหลักฐานโจทกเก่ียวกับการคนพบธนบัตรของกลาง ซึง่ เจาพนกั งานผตู รวจคนมิไดป ฏิบัตใิ หถ ูกตอ งตามหลักเกณฑท ีก่ ฎหมายกาํ หนด จึงไมม นี ้ําหนกั เพียงพอ ท่ีศาลจะรบั ฟง กรณกี ารคน โดยไมม หี มายคน นี้ ศาลฎกี าเคยวนิ จิ ฉยั กอ นเพม่ิ เตมิ บทบญั ญตั มิ าตรา ๒๒๖/๑ วา เปน เรือ่ งทีต่ อ งไปวากลาวอกี สว นหน่ึงตา งหาก ไมม ีผลทาํ ใหก ารแสวงหาพยานหลกั ฐานทชี่ อบดวย กฎหมายเปน ไมชอบดว ยกฎหมาย ฎีกาที่ ๖๓๙๑/๒๕๔๗ การท่ีจําเลยท่ี ๑ รบั อยแู ลววาของกลางถกู ยึดจากบานจําเลยที่ ๑ ตามบันทึกการตรวจคน ก็ปรากฏมีลายมือช่ือผูครอบครองบานลงรับรองไววา เจาพนักงานตํารวจ ปฏิบัติอยูในกรอบของกฎหมาย โดยมิไดมีการบังคับขูเข็ญ เหตุท่ีเจาพนักงานตํารวจไปตรวจคนบาน จําเลยที่ ๑ เนอ่ื งจากจาํ เลยท่ี ๒ ซดั ทอดวา ลักเอาทรัพยไปขายใหแกจาํ เลยท่ี ๑ การไปตรวจคนบาน
๖๓ จําเลยที่ ๑ จึงมิใชเปนเร่ืองของการกล่ันแกลง สวนการตรวจคนจะมิชอบดวยกฎหมายอยางไร เพราะเปนการคนโดยไมมีหมายคนเปน เร่อื งจะตอ งไปวา กลา วกนั อีกสว นหนึ่ง ฎีกาที่ ๕๑๔๔/๒๕๔๘ การตรวจคนอาจมิชอบดวยกฎหมาย เพราะเปนการตรวจคน โดยไมม หี มายคน กเ็ ปน เรอื่ งทจ่ี ะไปวา กลา วกนั อกี สว นหนง่ึ ตา งหาก หามผี ลทาํ ใหก ารแสวงหาพยาน หลักฐานของเจาพนักงานตํารวจที่ชอบเปนไมช อบดว ยกฎหมายไปได ขอสงั เกต ในการช่ังนาํ้ หนักพยานหลักฐานกรณกี ารคน ท่ีมิไดกระทําใหถ กู ตองตามมาตรา ศาลฎกี าฟง วาไมม ีนา้ํ หนกั เพยี งพอทจี่ ะรับฟง หรอื การคนโดยไมมหี มายคน ศาลฎีการับฟง พยานหลกั ฐาน ทเ่ี กดิ จากการตรวจคน โดยมชิ อบ กรณเี หลา นถี้ อื เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยชอบ (หมายความวา ยาเสพตดิ ใหโทษของกลางมอี ยจู ริง ไมไ ดเ กดิ จากการกลน่ั แกลง ใสร าย) แตไดม าเนอื่ งจากการกระทํา โดยมิชอบ (การตรวจคนและการยึดมาเปนของกลาง) ดังนั้น หากพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖/๑ ทแ่ี กไ ขเพม่ิ เตมิ ใหมแ ลว ศาลจะรบั ฟง พยานหลกั ฐาน (เชน ยาเสพตดิ ใหโ ทษของกลางหรอื ของกลางอนื่ ที่ไดจากการตรวจคน) น้ันไมได เวนแตการรับฟงพยานหลักฐานน้ัน จะเปนประโยชนตอการ อํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ จะตองพิจารณาพฤติการณแหงคดี และปจจัยอื่นทั้ง ๔ ขอ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ประกอบดว ย การรบั ฟง พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยมชิ อบน้ี หมายความเฉพาะการรบั ฟง ตวั พยานหลกั ฐาน ที่ไดมาโดยมิชอบน้ันเทาน้ัน สวนพยานหลักฐานอ่ืนจะรับฟงไดหรือไม เพียงใด เปนอีกกรณีหน่ึง นอกจากน้ีพยานหลักฐานที่ไดมาโดยมิชอบนี้ ไมมีผลกระทบทําใหการสอบสวนไมชอบดวยกฎหมาย ไปได พนกั งานอยั การจึงมอี าํ นาจฟองอยู ฎีกาท่ี ๑๔๙๓/๒๕๕๐ การตรวจคนและการจับกุมของเจาพนักงานตํารวจจะชอบดวย กฎหมายหรือไม เปนเร่ืองที่จะตองไปวากลาวกันอีกสวนหนึ่งตางหาก และเปนคนละขั้นตอนกับการ สอบสวน ไมมีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนกั งานสอบสวนและอํานาจในการฟอ งคดขี องโจทก ทั้งหามีผลทําใหการแสวงหาพยานหลักฐานของเจาพนักงานตํารวจที่ชอบเปนไมชอบดวยกฎหมาย ไปดวยหาไดไ ม เม่ือมีการจับและคนโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทกท่ีไดมาก็ชอบดวย กฎหมาย ฎีกาท่ี ๑๓๒๘/๒๕๔๔ นายดาบตํารวจ ว. กบั พวกเห็นจําเลยจาํ หนายเมทแอมเฟตามนี ใหแกสายลับ เมือ่ เขาไปตรวจคน บา นจาํ เลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๑ เมด็ การกระทาํ ของนายดาบ ตาํ รวจ ว. กบั พวกกระทาํ ตอ เนอ่ื งกนั เมอื่ พบเหน็ จาํ เลยจาํ หนา ย และมยี าเสพตดิ ใหโ ทษไวใ นครอบครอง เพื่อจําหนาย อันเปนความผิดซึ่งหนาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ จึงมีอํานาจจับจําเลยไดโดยไมตอง มีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑) เมื่อเปนการตรวจคนและจับจําเลยโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลกั ฐานของโจทกจ ึงมิใชพยานหลกั ฐานทีไ่ ดมาโดยมชิ อบดว ยมาตรา ๒๒๖
๖๔ ฎีกาที่ ๑๑๖๔/๒๕๔๖ การคนบานทีเ่ กดิ เหตุ เจา พนกั งานตาํ รวจไดแสดงบัตรประจาํ ตัว เจา พนักงานแก พ. เจา ของบา นซ่ึงเปนมารดาของจาํ เลยและไดร ับความยินยอมแลว เมื่อไมปรากฏวา เจาพนักงานตํารวจไดขูเข็ญหรือหลอกลวงให พ. ใหความยินยอมในการคนแมการคนจะทําโดยไมมี หมายคน กห็ าไดเ ปน การคน ทมี่ ชิ อบแตอ ยา งใดไม ประกอบกบั กอ นทาํ การคน เจา พนกั งานตาํ รวจเหน็ จําเลยโยนส่ิงของออกไปนอกหนาตาง เมื่อตรวจสอบดูพบวาเปนเมทแอมเฟตามีน จึงเปนกรณีท่ี เจา พนกั งานตาํ รวจพบจาํ เลยกระทาํ ความผดิ ฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ นครอบครองอนั เปน ความผดิ ซง่ึ หนา และไดก ระทาํ ลงในทร่ี โหฐานเจา พนกั งานตาํ รวจยอ มมอี าํ นาจจบั จาํ เลยไดโ ดยไมต อ งมหี มายจบั หรอื หมายคน ตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๗๘ (๑) , ๙๒ (๒) เมทแอมเฟตามีนจํานวน ๘๐ เม็ด ทีเ่ จา พนกั งาน ตาํ รวจยดึ ได จงึ นาํ มารับฟงประกอบคาํ รับสารภาพของจาํ เลยได เทปหรอื ซดี บี นั ทกึ เสยี ง ถอื เปน พยานหลกั ฐานอยา งหนงึ่ ทพ่ี สิ จู นค วามผดิ หรอื บรสิ ทุ ธข์ิ อง จําเลยได จึงอางเปนพยานหลักฐานได สังเกตวาการบันทึกเสียงอาจเปนการบันทึกโดยต้ังใจหรือไม ต้งั ใจท่จี ะใชเปน พยานหลกั ฐานในภายหลงั ก็ถอื เปน พยานหลกั ฐานอยา งหนึง่ ฎีกาท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ เทปบนั ทึกเสียงของกลางซ่งึ พบทบี่ า นจําเลยเปนพยานหลกั ฐาน อยางหน่ึงที่พิสูจนความผิดหรือความบริสุทธ์ิของจําเลย จําเลยมิไดตอสูหรือปฏิเสธความถูกตอง ของเสยี งที่มกี ารบนั ทึกไว จงึ รับฟงเปน พยานหลักฐานได การรบั ฟง เทปหรือซีดีบนั ทึกเสยี งหรือขอ ความท่ีถอดออก แบงออกเปน ๒ กรณี ๑. กรณีคูสนทนาเปนผูบันทึก เปนการบันทึกคําสนทนาของตนเองกับคูสนทนา เปนสิทธิที่จะกระทําได ไมถือวาเทปหรือซีดีบันทึกเสียงหรือเอกสารที่ถอดขอความดังกลาวเปน พยานหลักฐานทีเ่ กิดจากการกระทําโดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๑๑๒๓/๒๕๐๙ (ประชุมใหญ) ศาลเชื่อวา จําเลยไดถูกบันทึกเสียงไวถึง ๖ คร้ัง ยากทจี่ ะมใี ครมาเลยี นเสยี งทจ่ี าํ เลยพดู ไดเ ปน ชวั่ โมงๆ ไมใ ชว า ศาลชนั้ ตน จะรบั ฟง ลาํ พงั แตเ ทปอดั เสยี ง ของจําเลยมาลงโทษจําเลยก็หาไม ศาลเช่ือวาโจทกรวมไดอัดเสียงจําเลยไวจริง จึงไมขัดตอ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๔๖๗๔/๒๕๔๓ การที่จําเลยอางสงเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหวาง โจทกและจําเลยพรอมเอกสารท่ีถอดขอความบันทึกการสนทนาเปนพยานหลักฐานน้ันนับเปนพยาน หลกั ฐานซง่ึ เกยี่ วถงึ ขอ เทจ็ จรงิ ทจ่ี าํ เลยจะนาํ สบื ในประเดน็ เรอ่ื งการใชเ งนิ แมโ จทกจ ะไมท ราบวา มกี าร บนั ทกึ เสยี งไวก ็ตาม แตเ มอ่ื เสียงทป่ี รากฏเปนเสยี งของโจทกจรงิ และการบนั ทึกเสยี งดังกลา วเกดิ จาก การกระทาํ ของจาํ เลยซงึ่ เปน คสู นทนาอกี ฝา ยหนงึ่ เปน ผบู นั ทกึ เสยี งไว ซงึ่ โดยปกตจิ าํ เลยยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะ เบกิ ความอา งถงึ การสนทนาในครงั้ นน้ั ไดอ ยแู ลว จงึ ไมถ อื วา เทปบนั ทกึ เสยี งและเอกสารทถี่ อดขอ ความ นนั้ เปน การบนั ทกึ ถอ ยคาํ ซงึ่ เกดิ จากการกระทาํ โดยมชิ อบอนั จะตอ งมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลกั ฐานตาม รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๓ วรรคสอง
๖๕ แตถาเปนกรณีหลอกลอใหคูสนทนามาเจรจาพูดจากัน แลวมีการแอบบันทึกเสียงไว ถือเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตศาลอาจรับฟงไดตามหลักเกณฑ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะท่ีมีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กบั พยานและจําเลยที่ ๒ โดยที่โจทกร ว มและพยานไมทราบมากอน เปน การแสวงหาพยานหลักฐาน โดยมชิ อบหา มมใิ หศาลรับฟงเปน พยานน้นั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แมหลกั กฎหมายดังกลาวจะใชตัด พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอื่ คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชว ธิ กี ารแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ แต ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไ ดบญั ญัติหามไมใ หนําไปใช กบั การแสวงหาพยานหลกั ฐานของบคุ คลธรรมดา อยา งไรกต็ าม ระหวา งพจิ ารณาคดไี ดม ี พ.ร.บ.แกไ ข เพม่ิ เติม ป.วิ.อ. (ฉบบั ที่ ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มผี ลบงั คับใชต ้งั แตว นั ท่ี ๘ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพ่ิมมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานท่ีไดมาโดยมิชอบได ถา พยานหลกั ฐานนน้ั จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบ ตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ิธรรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บนั ทกึ เทปดงั กลาวมารับฟงได ฎีกาที่ ๒๔๑๔/๒๕๕๑ จําเลยไปที่บานของ ว. พรอมกับทนายความและเจาพนักงาน ตาํ รวจอกี คนหนง่ึ เพอื่ พดู คยุ เกยี่ วกบั เรอื่ งการเบกิ เงนิ ของ บ. และการใชก ระแสไฟฟา จากโรงงานจาํ เลย โดยเจาพนักงานตํารวจผูน้ันไดแอบบันทึกเหตุการณทั้งภาพและเสียงไวดวยพฤติการณในการบันทึก เหตุการณดังกลาวเปนการลักลอบกระทํากอนวันที่จําเลยอางตนเองเขาเบิกความเปนพยานเพียง ๑ วนั เพราะตอ งการจะไดข อ มลู ทแ่ี อบบนั ทกึ ไว เนอ่ื งจากจาํ เลยฉกี เอกสารหลกั ฐานทว่ี า จา ง บ. กอ สรา ง โรงงานทิ้งไปแลว จึงพยายามหาหลักฐานใหม ดังนั้น ขอมูลดังกลาวจึงเปนพยานหลักฐานท่ีจําเลย ทําขึ้นใหมดวยการทําเปนดีกับ ว. แลวลักลอบบันทึกเหตุการณน้ันไว ถือไดวา เปนพยานหลักฐาน ท่เี กิดข้นึ จากการหลอกลวงและดวยวธิ กี ารท่มี ชิ อบ ตอ งหา มมใิ หอางเปน พยานหลักฐานตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลทรพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศและวธิ พี จิ ารณาคดที รพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ๒. กรณกี ารลกั ลอบบันทกึ คําสนทนาโดยเจาพนักงานผูม หี นา ที่ โดยมีกฎหมายบัญญตั ิ ใหกระทําได เชน พ.ร.บ.ปอ งกนั และปราบปราม พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๑๔ จัตวา หรือ พ.ร.บ.ปองกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔๖ โดยเจา พนักงานผมู อี ํานาจตอ งไดร ับอนุญาต จากศาลกอนจงึ จะดําเนนิ การได ถือวา บันทกึ คําสนทนาดังกลา วเปนพยานหลักฐานทีเ่ กิดข้นึ โดยชอบ ดวยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ และเปน การไดมาโดยชอบดว ยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลรบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานได แตก รณไี มม กี ฎหมายบัญญตั ิใหก ระทําได ถาเปน การดักฟงและลกั ลอบบนั ทกึ การสนทนา ทม่ี กี ารสอ่ื สารทางโทรคมนาคม เปน ความผดิ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถอื เปน พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตเ ปน การไดม าโดยไมช อบดว ย กฎหมายตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยมขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง ได
๖๖ ความเห็นของผูเชี่ยวชาญในการประเมินผลจากเคร่ืองจับเท็จ เปนความเห็นทางวิชาการ ไมเพียงพอพสิ ูจนความผดิ ของจําเลยได ฎกี าที่ ๗๓๔/๒๕๕๓ เครอื่ งจบั เทจ็ เปน เครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรท นี่ าํ ผลการตอบคาํ ถาม ขอจําเลยมาวิเคราะหต ามหลักวชิ าการ แลวประเมินผลจากการวเิ คราะหน น้ั วา จําเลยพดู จริงหรือเท็จ มีลักษณะเปนความเห็นทางวิชาการ ยอมไมอาจนํามาพิสูจนทราบถึงขอเท็จจริงอันเก่ียวกับ การกระทําความผิดของจําเลยเปนที่แนชัดได ลําพังเคร่ืองจับเท็จและความเห็นของผูชํานาญ ดานเครอ่ื งจับเท็จยังไมอาจรับฟง ไดโดยปราศจากขอ สงสัยวา จําเลยเปนคนรา ยฆาผตู าย ¡ÒÃáÊǧËÒ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹â´ÂÇÔ¸ÅÕ Í‹ «Íé× á¡¾¨Ô ÒóÒ໹š ò »ÃСÒà »ÃСÒÃáá กรณีจําเลยมีเจตนากระทําความผิดอยูแลว ถือวาการลอซื้อเปนวิธีพิสูจน ความผิดของจําเลยเทานั้น พยานหลักฐานท่ีไดจากการลอซ้ือถือเปนพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ และไดม าโดยชอบ ไมเ ปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานทไ่ี มช อบดว ยกฎหมาย เชน จาํ เลยมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ นครอบครองเพอื่ จาํ หนา ยและมกี ารจาํ หนา ยใหแ กบ คุ คลอยกู อ นแลว เจา พนกั งานตาํ รวจใชส ายลบั นาํ เงินไปลอซ้ือยาเสพตดิ ใหโทษจากจาํ เลย ดงั น้ี เมทแอมเฟตามนี ท่ยี ดึ มาได ถอื เปนพยานหลกั ฐาน ท่เี กดิ ขน้ึ และไดมาโดยชอบ รบั ฟง ลงโทษจาํ เลยได ฎีกาที่ ๙๖๑-๙๖๒/๒๕๕๕ การที่เจาพนักงานตํารวจใช ผ. ไปลอซื้อเมทแอมเฟตามีน จากจาํ เลยที่ ๑ ซ่ึงมไี วใ นครอบครองเพ่ือจาํ หนา ยอยูแลว และกอนหนานี้ ผ. ก็เคยซอ้ื เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยที่ ๑ จํานวน ๑๐๐ เม็ด และถกู เจาพนักงานตํารวจจบั กมุ ได การลอซอ้ื ดงั กลา วเปน วธิ กี าร แสวงหาพยานหลักฐานในการกระทําความผิดของจําเลยท่ี ๑ ท่ีไดกระทําอยูแลวมิไดลอซ้ือ หรือชักจงู ใจใหจําเลยท่ี ๑ กระทาํ ความผิดอาญาที่จาํ เลยท่ี ๑ ไมไดกระทําความผิดมากอน การกระทาํ ของ เจาพนักงานตํารวจเปนเพียงวิธีการเพ่ือพิสูจนความผิดของจําเลยท่ี ๑ และเปนการขยายผลในการ ปราบปราม มิใชเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบดวยกฎหมาย ฎีกาที่ ๒๕๒๓/๒๕๔๕ จําเลยมีพฤติการณกระทําละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกอ ยกู อ นแลว โจทกส ง สายลบั ไปลอ ซอื้ และจบั กมุ จาํ เลยมาดาํ เนนิ คดนี ี้ มใิ ชเ ปน การกอ ใหจ าํ เลย กระทาํ ผดิ แตเ ปน การดาํ เนนิ การเพอื่ จบั กมุ ปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ เปน การกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมาย โจทกเปนผูเสียหายโดยนิตินัยมีอํานาจรองทุกข มีอํานาจฟองและศาลมีอํานาจรับฟงพยานหลักฐาน ทเี่ กดิ จากการลอ ซอ้ื โดยชอบนน้ั ได ฎกี าท่ี ๘๑๘๗/๒๕๔๓ การทเี่ จา พนกั งานตาํ รวจใชส ายลบั นาํ เงนิ ไปลอ ซอื้ เมทแอมเฟตามนี จากจําเลยซ่ึงมีไวในครอบครองเพ่ือจําหนายอยูแลว เปนวิธีการแสดงหาพยานหลักฐานในการกระทํา ความผิดของจําเลยที่ไดกระทําอยูแลว มิไดลอหรือชักจูงใจใหจําเลยกระทําความผิดอาญาท่ีจําเลย ไมไดกระทําความผิดมากอน การกระทําของเจาพนักงานตํารวจดังกลาวเปนเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน ความผดิ ของจําเลย ไมเ ปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบดวยกฎหมาย ไมขดั ตอรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และไมเขาขอหามอางเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖
๖๗ การที่พนักงานสอบสวนปกปดชื่อและตัวสายลับ ไมไดสอบปากคําของสายลับไวเปน หลกั ฐาน กเ็ ปน อาํ นาจและหนา ทข่ี องพนกั งานสอบสวนทจี่ ะสบื หาพยานหลกั ฐานมาประกอบดาํ เนนิ คดี และเปน ดุลพนิ จิ ของพนักงานสอบสวนทจ่ี ะสอบสวนบุคคลใดเปน พยานกไ็ ด การทีพ่ นกั งานสอบสวน เหน็ วา ไมจําเปน ตองสอบปากคาํ สายลบั ไวเ ปนหลักฐาน ไมถอื วา การสอบสวนไมช อบ »ÃСÒ÷ÕèÊͧ กรณีจําเลยไมมีเจตนากระทําความผิดอยูกอน แตไดตัดสินใจกระทํา ความผดิ เนอ่ื งจากแผนการลอ ซอ้ื ของเจา พนกั งาน การกระทาํ ของเจา พนกั งานจงึ เปน การกอ ใหผ บู รสิ ทุ ธ์ิ กระทาํ ความผดิ ถอื เปนพยานหลักฐานทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยมิชอบ ไมส ามารถอา งเปนพยานหลกั ฐานไดตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๒๔๒๙/๒๕๕๑ สบิ ตาํ รวจตรี ส. ขอซื้อยาลดความอว นซ่ึงมสี วนผสมของเฟนเทอรมีน จากจําเลย จําเลยบอกวาไมมีและท่ีรานของจําเลยไมไดขายลดความอวนดังกลาว สิบตํารวจตรี ส. จงึ บอกวา คนรกั ตอ งการใชย าลดความอว น จาํ เลยจงึ บอกวา จาํ เลยมยี าลดความอว นอยู ๑ ชดุ ทจ่ี าํ เลย ซอ้ื มาไวรบั ประทานเอง สบิ ตาํ รวจตรี ส. ขอซอ้ื ยาลดความอว นชุดน้ันจําเลยจึงขายให และเม่อื มีการ ตรวจคน รา นขายยาของจําเลยกไ็ มพ บสงิ่ ของผิดกฎหมายอืน่ แตอ ยา งใด เมอ่ื จาํ เลยไมม ีเฟนเทอรม นี ของกลางไวเ พือ่ ขายดงั ทีโ่ จทกฟ อ ง และรับฟง ไมไดว าทีร่ า นขายยาของจําเลยเคยมกี ารขายเฟนเทอรม นี มากอ น ดังนนั้ การท่จี ําเลยขายเฟนเทอรมนี ของกลางใหแ กสบิ ตาํ รวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกลอให กระทําความผิด โดยจําเลยไมมีเจตนาจะกระทําความผิดในการขายเฟนเทอรมีนมากอน พยานหลักฐาน ของโจทกด งั กลา วจงึ เปน พยานทเ่ี กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบโจทกไ มส ามารถอา งเปน พยานหลกั ฐานไดต าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แตถาเปนกรณีผูเสียหายเปนผูลอซื้อถือวาผูเสียหายเปนผูจูงใจหรือกอใหผูอื่นกระทําความผิด จึงไมถอื วาผูเสยี หายเปน ผเู สียหายโดยนิตนิ ัย และถือวาเปน พยานหลักฐานท่เี กดิ ขน้ึ โดยมิชอบ ฎกี าที่ ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ผูเสยี หายซ่งึ เปนนกั ขาวไดร บั การรอ งเรียนถึงพฤติกรรมของกลุม บคุ คลท่หี ลอกลวงขายเหล็กไหลจากผูชมรายการของผูเสียหาย จึงวางแผนพสิ ูจนก ารกระทาํ ของกลุม บคุ คลดงั กลา วเพอ่ื ใหม กี ารจบั กมุ มาลงโทษ หลงั จากทม่ี กี ารตดิ ตอ กบั กลมุ บคุ คลดงั กลา วจนทราบแนช ดั วา มพี ฤติกรรมในการหลอกลวงจรงิ จงึ ประสานงานกับเจา พนักงานตํารวจเพ่อื จบั กุม โดยผูเสียหาย นาํ เงนิ ทจี่ ะตอ งวางประกนั ในการทาํ สญั ญาจะซอื้ จะขายเหลก็ ไหลไปลงบนั ทกึ ประจาํ วนั ไวเ ปน หลกั ฐาน กเ็ พอื่ จะไดเ ปน หลกั ฐานของการกระทาํ ความผดิ พฤตกิ ารณแ หง คดดี งั กลา วมา จงึ เปน เรอื่ งทผี่ เู สยี หาย ดําเนนิ การแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง โดยการหลอกลอกลมุ บคุ คลดงั กลา วซ่งึ ก็คือจาํ เลยท้งั หา มากระทําความผิดอันเปนการกอใหจําเลยท้ังหากระทําความผิดฐานฉอโกงตามฟอง มิใชเพราะ จําเลยท้ังหามีเจตนาจะฉอโกงผูเสียหายมาต้ังแตตน กรณีดังกลาวจึงไมอาจถือไดวาผูเสียหายเปน ผเู สยี หายตามกฎหมาย ฎีกาท่ี ๔๐๗๗/๒๕๔๙ การที่ผูเสียหายไดใชให อ. ส่ังใหจําเลยซื้อแผนซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ของกลางจากตลาดนดั มาใหเ พอ่ื ทจ่ี ะไดห ลกั ฐานในการกระทาํ ความผดิ โดยไมป รากฏวา จาํ เลยมพี ฤตกิ ารณ
๖๘ เกี่ยวของกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผูอ่ืนเพ่ือการคาดวยความสมัครใจของตนเองมากอนและพรอมที่ จะจัดหาแผนซีดีท่ีละเมิดลิขสิทธ์ิดังกลาวมาไดทันที นอกจากนี้ เจาพนักงานตํารวจก็ไมทราบเรื่อง การละเมดิ ลิขสทิ ธ์ขิ องผเู สยี หายในคดีน้ี และไมท ราบเรอื่ งที่ อ. ไดต ดิ ตอขอซอ้ื แผน ซีดลี ะเมดิ ลขิ สิทธิ์ ของกลางจากจําเลยไวกอน แตเปนการท่ีผูเสียหายดําเนินการแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง แลวแจงความรองทุกขเพื่อนําเจาพนักงานตํารวจเขาจับกุมจําเลย จึงเปนกรณีที่ผูเสียหายไดชักจูงใจ หรือกอใหจําเลยกระทําความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์และไมอาจถือวาเปนผูเสียหายตามกฎหมาย การแจงความรองทุกขจึงไมใชการแจงความรองทุกขตามกฎหมาย ทําใหการสอบสวนไมชอบและโจทก ไมมีอาํ นาจฟอ ง ฎีกาท่ี ๔๓๐๑/๒๕๔๓ จําเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยทําซ้ําบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกเพ่ือมอบโปรแกรมคอมพิวเตอรตามที่ ส. ไดลอซื้อน่ันเอง มิใชทําซ้ําโดยผูกระทํามีเจตนา กระทําผิดอยูแลวกอนการลอซ้ือ การกระทําผิดของจําเลยเกิดขึ้นเนื่องจากการลอซ้ือของ ส.ซึ่งได รับจางใหลอซื้อจากโจทก เทากับโจทกเปนผูกอใหผูอื่นกระทําผิด โจทกยอมไมอยูในฐานะผูเสียหาย โดยนติ นิ ัยที่มีอาํ นาจฟองคดนี ี้ ฎีกาที่ ๙๖๐๐/๒๕๕๔ แมขอเท็จจริงจะฟงไดตามคําเบิกความพยานโจทกวาจําเลย บนั ทกึ เพลงอนั มลี ขิ สทิ ธข์ิ องผเู สยี หายอนั เปน การทาํ ซา้ํ งานดนตรกี รรม สง่ิ บนั ทกึ เสยี ง และโสตทศั นวสั ดุ อนั มลี ขิ สทิ ธข์ิ องผเู สยี หายโดยไมไ ดร บั อนญุ าตจากผเู สยี หายกต็ าม แตก ารกระทาํ ดงั กลา วเกดิ จากการที่ ผูรับมอบอํานาจชวงจากผูเสียหายวาจางจําเลย โดยเปนผูกอใหจําเลยกระทําการละเมิดลิขสิทธ์ิของ ผเู สยี หายเพอ่ื ใหเ จา พนกั งานจบั จาํ เลยมาดาํ เนนิ คดนี ้ี ผเู สยี หายจงึ ไมใ ชผ เู สยี หายโดยนติ นิ ยั ทมี่ อี าํ นาจ รอ งทกุ ขใ หด าํ เนนิ คดแี กจ าํ เลยในความผดิ ดงั กลา วได ทง้ั แผน ซดี แี ละวซี ดี คี าราโอเกะ ทว่ี า จา งใหท าํ ขนึ้ และวดิ โี อทบี่ นั ทกึ ภาพเหตกุ ารณก ารบนั ทกึ เพลงลงแผน ซดี ขี องจาํ เลย ถอื เปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบและเปน พยานหลกั ฐานทไี่ ดม าเนอื่ งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ ตอ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐานเพื่อพิสูจนความผิดของจําเลยตามที่โจทกฟอง การกระทําของพยานโจทกมิใชการแสวงหา พยานหลักฐานดงั กลาว จงึ ไมอาจลงโทษจําเลยได การทตี่ าํ รวจขอรว มประเวณกี บั หญงิ เพอ่ื พสิ จู นต ามคาํ รอ งเรยี นวา มกี ารคา ประเวณใี นสถาน ท่เี กิดเหตจุ ริงหรือไม ไมเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานท่ีไมชอบ ฎีกาท่ี ๑๑๖๓/๒๕๑๘ การท่ีตํารวจนายหน่ึงขอรวมประเวณีกับจําเลยท่ี ๒ เพื่อพิสูจน คํารองเรยี นวา มกี ารคาประเวณใี นสถานทเ่ี กิดเหตุจริงหรือไม แลวจําเลยที่ ๒ ยอมรวมประเวณแี ละรบั เงิน จากตาํ รวจผูน ้นั ไมเ ปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จําเลยขายสลากกินรวบอยูแลว การท่ีตํารวจไปลอซ้ือไมเปนการแสวงหาพยานหลักฐาน โดยไมช อบ ฎีกาที่ ๒๓๐/๒๕๐๔ มีผูแจงความแกเจาพนักงานวา จําเลยขายสลากกินรวบโดยไมรับ อนญุ าต เจา พนกั งานจงึ พากนั ไปซมุ ดกั จบั โดยใหต าํ รวจคนหนง่ึ ปลอมตวั เปน ราษฎรเขา ไปขอซอ้ื สลาก กินรวบจากจําเลย จําเลยก็ขายให และเจา พนกั งานตํารวจกเ็ ขา จบั จําเลยพรอมของกลาง ดงั น้ี จาํ เลย ตองมีความผิดฐานเลนการพนันเปนเจามือขายสลากกนิ รวบ เพราะการท่ตี ํารวจปลอมตวั ไปซอื้ สลาก กนิ รวบจากจาํ เลยนนั้ เปน การกระทาํ เพอ่ื แสวงหาพยานหลกั ฐานแหง การกระทาํ ผดิ ของจาํ เลยตามทมี่ ี ผแู จงความไว
¡®ËÁÒÂà¡ÕÂè Ç¡ºÑ ¡ÒÃอํา¾ÃÒ§ หนา ๑๙ ๖๙ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ¡®¡ÃзÃǧ ÇÒ‹ ´ŒÇ¡Òû¯ºÔ μÑ Ô¡ÒÃÍíÒ¾ÃÒ§à¾è×Í¡ÒÃÊº× Êǹ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡èÕÂÇ¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô ¾.È. òõõõ ------------------- อาศยั อาํ นาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๗ วรรคส่ี แหง พระราชบญั ญตั วิ ธิ พี จิ ารณา คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเปนกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซ่ึงมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําไดโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหง กฎหมายนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรวี าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว ดงั ตอ ไปน้ี ขอ ๑ ในกฎกระทรวงนี้ “ผขู ออนุญาต” หมายความวา เจาพนักงานตามกฎหมายวาดว ยวธิ พี จิ ารณาคดียาเสพตดิ “ผูมีอํานาจอนุญาต” หมายความวา ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรือเลขาธิการ คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติด หรอื ผซู ่งึ ไดร ับมอบหมาย แลวแตกรณี ขอ ๒ การปฏบิ ัตทิ กุ ขนั้ ตอนตามกฎกระทรวงนเี้ ปนเรื่องลับ ขอ ๓ การปฏิบตั กิ ารอําพรางตามกฎกระทรวงนี้ ไดแ ก (๑) การแทรกซึมหรือฝงตัวเขาไปในขายงานหรือองคกรอาชญากรรมยาเสพติด อยางตอเนือ่ งและเปน ระยะเวลานาน (๒) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหน่ึงอยางใดเปนคร้ังคราว ชัว่ ระยะเวลาหนง่ึ หรือ (๓) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหน่ึงอยางใดซึ่งสามารถ ดาํ เนินการไดแ ลวเสรจ็ ในคราวเดยี ว
๗๐ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก หนา ๒๐ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา หมวด ๑ การขออนุญาต ------------------- ขอ ๔ ใหผูขออนุญาตดําเนินการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางโดยทําเปนหนังสือ ตอผูมีอํานาจอนุญาต และระบุเหตุผล ความจําเปน และแผนการหรือวิธีการ รวมท้ังระยะเวลา ในการดําเนนิ การและรายละเอยี ดอนื่ ๆ ท่ีเกยี่ วขอ ง หนงั สอื ขออนญุ าตตามวรรคหนง่ึ ใหเ ปน ไปตามแบบทเี่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๕ ในกรณีที่เจาพนักงานซึ่งไดรับอนุญาตใหครอบครองหรือใหมีการครอบครอง ยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ ตามมาตรา ๘ มคี วามจาํ เปน ตอ งปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหถ อื วา เจา พนกั งาน ผูน้นั ไดร ับอนุญาตใหปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางและตองดําเนินการตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงน้ดี วย ขอ ๖ ในกรณีที่เปนการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางตามขอ ๓ (๑) ผูขออนุญาต ตอ งไดร ับการรบั รองจากผบู งั คับบญั ชา แลวแตก รณี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซึ่งเปนขาราชการพลเรือนตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแต ผอู ํานวยการสํานกั หรือเทียบเทา ขน้ึ ไป (๒) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซ่ึงเปนขาราชการทหารตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแตผูบัญชาการ กองพลหรอื เทยี บเทาขึน้ ไป (๓) ผูขออนุญาตเปนพนักงานฝายปกครองตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชา ตาํ แหนงตง้ั แตนายอาํ เภอหรอื เทียบเทา ข้ึนไป (๔) ผูขออนุญาตเปนขาราชการตํารวจตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนง ตัง้ แตผ ูบังคับการหรอื เทยี บเทา ข้ึนไป หมวด ๒ การอนญุ าต ------------------- ขอ ๗ ผูมีอํานาจอนุญาตจะพิจารณาอนุญาตปฏิบัติการอําพรางได เม่ือปรากฏวา เปนการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดในฐานผลิต นําเขา สงออก จําหนาย หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติด หรือสมคบ สนับสนุน ชวยเหลือ หรือพยายาม กระทําความผิดดังกลาว ประกอบกับตองมีเหตุอันควรเชื่อวาจะไดขอมูลหรือพยานหลักฐานในการ กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากการปฏิบัติการอําพราง และเปนกรณีจําเปนอยางหนึ่งอยางใด ดังตอไปน้ี
๗๑ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา (๑) เพื่อสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดรายสําคัญหรือผูที่เกี่ยวของ เนอ่ื งจากมขี อ มลู เกย่ี วกับพฤตกิ ารณข องผูกระทาํ ความผิดดงั กลา วตามสมควร (๒) การสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดดวยวิธีอื่นกระทําไดยาก หรืออาจเกิดภยนั ตรายหรอื ความเสยี หายในการปฏิบัติหนา ที่ หรือ (๓) เพ่ือประโยชนในการขยายผลการจับกุมผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่อยู เบือ้ งหลัง ขอ ๘ ใหผูบัญชาการตํารวจแหงชาติหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติ และใหเลขาธิการ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดหรือในสงั กัดหนว ยงานอืน่ ขอ ๙ ผูซึ่งไดรับมอบหมายตามขอ ๘ ตองเปนผูดํารงตําแหนงและมีอํานาจอนุญาต ปฏบิ ัติการอาํ พรางตามทก่ี าํ หนด ดังตอไปนี้ (๑) ขาราชการตาํ รวจตาํ แหนง ตงั้ แตผ ูบ ญั ชาการ หรือขาราชการพลเรอื นตําแหนง ตัง้ แต รองเลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพตดิ หรือเทียบเทาข้ึนไป มอี าํ นาจอนุญาต ปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางตามขอ ๓ (๑) (๒) ขาราชการตํารวจตําแหนงตั้งแตผูกํากับการ หรือขาราชการพลเรือนตําแหนงต้ังแต ผูอํานวยการกอง หรือเทียบเทาข้ึนไป ซ่ึงมีหนาที่ในการปราบปรามยาเสพติด มีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอาํ พรางตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ขอ ๑๐ ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตพจิ ารณาอนญุ าตใหแ ลว เสรจ็ และแจง คาํ สง่ั ไปยงั ผขู ออนญุ าต โดยเรว็ ในกรณีที่มีคาํ สง่ั อนญุ าตใหส ง หนงั สืออนุญาตไปดวย หนังสืออนุญาตตามวรรคหน่ึง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด หมวด ๓ การดําเนินการ ------------------- ขอ ๑๑ ในการปฏิบัติการอําพรางหากจําเปนตองมีการจัดทําเอกสารหรือหลักฐาน ประกอบการปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตมหี นงั สอื แจง หนว ยงานทเ่ี กย่ี วขอ งเพอื่ ขอความ รวมมือในการจัดทําเอกสารหรือหลักฐานดังกลาว และใหหนวยงานที่เกี่ยวของใหความรวมมือ ดาํ เนนิ การจัดทําเอกสารหรือหลักฐานแกผูไ ดรบั อนุญาต เอกสารหรือหลักฐานท่ีไดมาตามวรรคหนึ่งใหผูไดรับอนุญาตนําไปใชเทาที่จําเปน เพ่ือประโยชนในการปฏิบตั กิ ารอําพราง ขอ ๑๒ ใหผูไดรับอนุญาตดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตใหเสร็จส้ินภายในระยะเวลา ทไี่ ดร บั อนญุ าต
๗๒ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๒ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ในกรณีท่ีมีเหตุอันสมควร ผูไดรับอนุญาตอาจทําหนังสือเพื่อขอแกไขหรือเพิ่มเติม ระยะเวลาหรือรายการทีไ่ ดรับอนุญาตตอ ผูมอี าํ นาจอนญุ าตกอ นการดาํ เนนิ การเสร็จส้ิน หนงั สอื ขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ ระยะเวลาหรอื รายการทไ่ี ดร บั อนญุ าตตามวรรคสองใหเ ปน ไป ตามแบบทีเ่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๑๓ ใหผูไดรับอนุญาตยุติการดําเนินการกอนครบกําหนดระยะเวลาที่ไดรับอนุญาต เม่อื ปรากฏกรณีอยางหนึ่งอยา งใด ดงั ตอไปน้ี (๑) บรรลวุ ัตถปุ ระสงคตามหนังสืออนุญาตแลว (๒) ความจําเปนหรือพฤติการณท่ีตองดําเนินการเปลี่ยนแปลงไปหรือไมมีความจําเปน ในการดําเนินการนนั้ อกี ตอ ไป (๓) ผมู ีอาํ นาจอนญุ าตมคี าํ สง่ั ใหยุตกิ ารดําเนนิ การและแจงใหผไู ดร บั อนญุ าตทราบแลว ขอ ๑๔ เม่ือการดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตเสร็จสิ้นหรือมีการยุติการดําเนินการ ตามขอ ๑๓ ใหผ ไู ดร บั อนญุ าตรายงานผลการดาํ เนนิ การตอ ผมู อี าํ นาจอนญุ าตภายในสามวนั นบั แตว นั ทก่ี ารดาํ เนินการเสรจ็ ส้ินหรอื ยุตกิ ารดาํ เนินการ รายงานผลการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการ ปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ กาํ หนด ขอ ๑๕ ในกรณีจําเปนเรงดวนและมีเหตุอันสมควร ใหเจาพนักงานมีอํานาจปฏิบัติการ อําพรางไปกอนโดยไมตองไดรับอนุญาตแลวรายงานโดยระบุความจําเปนเรงดวนและเหตุอันสมควร ตอ ผูม ีอํานาจอนญุ าตโดยเรว็ ทงั้ น้ี ตอ งไมเ กินสามวันนบั แตวนั ทีเ่ ริม่ ปฏิบัตกิ ารอาํ พราง ในกรณที ก่ี ารปฏบิ ตั กิ ารอาํ พรางตามวรรคหนง่ึ ยงั ไมแ ลว เสรจ็ ใหด าํ เนนิ การขออนญุ าตตาม หมวด ๑ ในทันทที ี่สามารถกระทาํ ไดต อไป ขอ ๑๖ ใหผ บู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปราม ยาเสพตดิ แตงตัง้ นายทะเบียนเพอ่ื ดําเนนิ การ ดังตอ ไปนี้ (๑) จัดทําระบบขอมูลเก่ียวกับการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตาม ที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๒) ประสานงานกับหนวยงานที่เก่ียวของ เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบ การใชอ าํ นาจตามที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๓) รวบรวมและจัดเก็บเอกสารและหลักฐานการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวงน้ี เพ่อื เปน ขอ มลู สําหรบั การควบคุมและตรวจสอบ (๔) จัดทํารายงานผลการดําเนินการประจําปเสนอตอผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ แลว แตก รณี โดยใหร ายงานขอ เทจ็ จรงิ ปญ หา อปุ สรรค ปรมิ าณ และผลสําเรจ็ ของการดําเนินการ (๕) เสนอความเหน็ ตอ ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด แลวแตกรณี เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงาน เก่ียวกับการอาํ พราง
๗๓ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๓ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา (๖) ปฏิบัติการอ่ืนใดเก่ียวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ตามท่ีผูบัญชาการตํารวจ แหง ชาตหิ รอื เลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติดมอบหมาย แลวแตก รณี ใหไว ณ วนั ท่ี ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ย่ิงลักษณ ชินวตั ร นายกรัฐมนตรี พลตาํ รวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรวี า การกระทรวงยตุ ิธรรม
๗๔ คาํ ʧèÑ สาํ ¹Ñ¡§Ò¹ตําÃǨá˧‹ ªÒμÔ ·Õè õò÷/òõõõ àÃÍè× § ÁͺËÁÒÂอาํ ¹Ò¨à¡ÕÂè ǡѺ¡ÒÃ͹ØÞÒμáÅСÒÃáμ‹§μÑ§é ¹Ò·ÐàºÕ¹à¾èÍ× ¡ÒÃÊ׺Êǹ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡èÕÂǡѺÂÒàʾμÔ´ ------------------- เพ่ือใหการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดของสํานักงานตํารวจแหงชาติ เปนไปดวยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๐ ประกอบขอ ๘ ขอ ๑๖ ของกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพ่ือการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ และขอ ๘ ขอ ๑๙ ของกฎกระทรวงวาดวยการครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ จึงมอบอํานาจการอนุญาตปฏิบัติการอําพราง การอนุญาตครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และอาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗๔ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มอบอํานาจการแตงต้ังนายทะเบยี น ใหผ ดู ํารงตาํ แหนง ดังตอไปน้ี ๑. การอนุญาตปฏิบัติการอําพราง ๑.๑ ผูบัญชการ รองผูบัญชาการ ผูบังคับการ รองผูบังคับการ ผูกํากับการ หวั หนา สถานตี าํ รวจ หรอื หวั หนา หนว ยงานทที่ าํ หนา ทใ่ี นงานปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ ในสงั กดั ๑.๑.๑ กองบญั ชาการตาํ รวจนครบาล ๑.๑.๒ ตํารวจภูธรภาค ๑-๙ ๑.๑.๓ ศนู ยปฏบิ ตั ิการตาํ รวจจงั หวัดชายแดนภาคใต ๑.๑.๔ กองบัญชาการตาํ รวจสอบสวนกลาง ๑.๑.๕ กองบัญชาการตาํ รวจปราบปรามยาเสพตดิ ๑.๑.๖ กองบญั ชาการตํารวจตระเวนชายแดน ๑.๒ ใหผทู ไ่ี ดร บั มอบหมายตาม ๑.๑ โดยตําแหนงผบู ัญชาการใหม ีอํานาจอนุญาต ปฏบิ ัติการอําพรางตามขอ ๓ (๑) และตาํ แหนง ผกู ํากับการขึ้นไป มอี ํานาจอนญุ าตปฏิบตั ิการอําพราง ตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ของกฎกระทรวงวา ดวยการปฏิบตั ิการอําพรางเพือ่ การสบื สวนความผดิ ตาม กฎหมายเก่ียวกับยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๕๕
๗๕ ทงั้ น้ี หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขในการพจิ ารณาอนญุ าตใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วา ดวยการปฏบิ ัติการอําพรางเพ่อื การสืบสวนความผดิ ตามกฎหมายเก่ยี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๕๕ ๒. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจอนุญาตการครอบครองหรือใหมี การครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมใหก ับทุกหนวยงานในสังกดั สํานกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ทงั้ นี้ หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขในการพจิ ารณาอนญุ าต ใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วาดวยการครอบครองและใหมีการครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพ่ือการสืบสวนความผิด ตามกฎหมายเกยี่ วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๓. การแตงต้ังนายทะเบียนตามกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพื่อการ สืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ เปนอํานาจของผูดํารงตําแหนง ดงั ตอ ไปน้ี ๓.๑ ผูบญั ชาการตํารวจนครบาล ๓.๒ ผูบญั ชาการตํารวจภธู รภาค ๑-๙ ๓.๓ ผูบ ัญชาการศนู ยป ฏิบตั ิการตาํ รวจจังหวดั ชายแดนภาคใต ๓.๔ ผบู ัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ๓.๕ ผบู ัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพตดิ ๓.๖ ผูบญั ชาการตาํ รวจตระเวนชายแดน ๔. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจแตงตั้งนายทะเบียนตาม กฎกระทรวงวา ดว ยการครอบครองและใหม กี ารครอบครองยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ เพอ่ื การสบื สวน ความผดิ ตามกฎหมายเกย่ี วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๕. ใหหนวยงานระดับกองบัญชาการตามขอ ๑ และ ขอ ๓ รายงานขอมูลเกี่ยวกับ การอนุญาตและการแตงต้ังนายทะเบียนภายในกองบัญชาการใหกองบัญชาการตํารวจปราบปราม ยาเสพติดทราบทันที เพื่อจัดทําเปนฐานขอมูลกลางของสํานักงานตํารวจแหงชาติและเพ่ือประโยชน ในการควบคุมตรวจสอบขอมูล และการประสานงานระหวางสวนราชการที่เก่ียวของไดอยางมี ประสิทธภิ าพสงู สดุ ๖. ใหหนวยงานในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติทุกหนวยงาน ใหความรวมมือ และสนับสนุนในการปฏบิ ตั งิ านตามอาํ นาจหนาท่ีของหนว ยงานตามขอ ๑ - ขอ ๔ ท้งั นี้ ต้ังแตบัดนเ้ี ปนตนไป ส่งั ณ วันที่ ๒๑ กนั ยายน พ.ศ.๒๕๕๕ พลตํารวจเอก (เพรยี วพันธ ดามาพงศ) ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหงชาติ
๗๖
๗๗ º··èÕ ô °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ㹡ÒÃÊ׺Êǹ ô.ñ °Ò¹¢ÍŒ ÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ ʶҹÕตาํ ÃǨ ô.ñ.ñ ¢ÍŒ ÁÅÙ º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื การสอดสอ งพฤตกิ ารณแ ละความเคลอ่ื นไหวของบคุ คลทพ่ี น โทษ จากเรอื นจาํ เปน เวลา ๑๒ เดอื น เพอื่ ปอ งกนั ไมใ หบ คุ คลนนั้ กลบั ไปกระทาํ ความผดิ อกี หรอื ถา ไปกระทาํ ความผิดอีกก็สามารถจับกุมตัวไดอยางรวดเร็ว เปนการปองกันอาชญากรรมกอนเกิดเหตุการณ สอดสอ งบุคคลพนโทษคอยสอดสอ งพฤตกิ รรมเปนเวลา ๑๒ เดอื น ¡ÒÃÊʹʋͧ¤¹¾Œ¹â·É ¤¹¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É ¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ เพื่อเปนการปองกัน และปราบปรามอาชญากรรมใหไดผลอยางแทจริงและชวยในการสืบสวนหาผูกระทําผิดมาลงโทษ อยา งรวดเร็ว จงึ มีความจําเปน อยางยิ่งทีจ่ ะตอ งมีการสอดสอ งพฤติการณการเคลื่อนไหวของบคุ คลพนโทษ ประเภทของบุคคลพนโทษทจ่ี ะตอ งควบคุมสอดสอ งในหนาทตี่ ํารวจ เมอ่ื ผกู ระทาํ ความผดิ ไดร บั โทษถงึ จาํ คกุ และไดร บั การพกั การลงโทษหรอื พน อาญาออกไป จากเรือนจําและทัณฑสถานแลว จําเปนอยางย่ิงที่ตํารวจทองที่ที่บุคคลพนโทษจะไปมีภูมิลําเนาอยู จะตองคอยสังเกตพฤติการณและการเคล่ือนไหวของผูน้ันหลังจากไดรับขาวสารและขอมูลจาก กองทะเบียนประวัติอาชญากรหรือวิทยาการสวนภูมิภาค คือ ศูนยพิสูจนหลักฐาน ซึ่งบุคคลพนโทษ ท่ีตองควบคุม สอดสองพฤตกิ ารณและการเคลอื่ นไหวในหนาที่ของตาํ รวจน้นั มีอยู ๓ ประเภท - º¤Ø ¤Å¾¡Ñ ¡ÒÃŧâ·É หมายถงึ ผตู อ งขงั ในเรอื นจาํ ทไ่ี ดร บั โทษไปแลว แตเ พยี งบางสว น แตใ นขณะทถ่ี กู คมุ ขงั อยนู น้ั ทางกรมราชทณั ฑเ หน็ วา ผนู นั้ เปน ผทู มี่ คี วามประพฤตดิ ี อยใู นระเบยี บวนิ ยั ของทางราชการ มีกิริยาวาจาเรียบรอยดี จึงส่ังใหพักการลงโทษตามกําหนดเวลาท่ีทางกรมราชทัณฑ กําหนดใหหรอื จนกวาจะไดรบั การปลดปลอ ยใหพ นโทษไปอยา งจริงจัง - ºØ¤¤Å¾Œ¹â·É หมายถึง บุคคลท่ีถูกศาลพิพากษาลงโทษใหจําคุก ปรับสถานเดียว หรือเพียงแตการรอการลงอาญา หรือพิพากษาใหสงตัวเขาฝกอบรมในสถานสงเคราะหของ กรมราชทณั ฑ และเม่ือไดร บั โทษนัน้ ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถือวา เปนบุคคลพน โทษ - ºØ¤¤Å·Õè໚¹¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ หมายถึง บุคคลที่เคยตองโทษและระยะการสอดสอง พฤติการณไปแลว แตยังปรากฏวาประพฤติตนเปนผูรายอาชีพ หรือมีพฤติการณท่ีสอแสดงวาเปน ผูรายอยูหรืออาจฟงไดวากระทําความผิดอยูเสมอสุดแลวแตโอกาสจะอํานวยใหเมื่อใด ใหถือวาเปน ผูรา ยทองถ่นิ โดยบทบญั ญตั ขิ องพระราชบญั ญตั ริ าชทณั ฑ พ.ศ.๒๔๗๙ ไดก าํ หนดวธิ กี ารการใหป ระโยชน แกผูตองขัง ที่จะไดรับการปลอยตัวกลับไปอยูกับครอบครัวกอนกําหนดโทษ โดยวิธีการคุมประพฤติ ในชมุ ชนรวม ๓ วิธี
๗๘ ñ. ¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É มีวัตถุประสงคเพ่ือปลดปลอยนักโทษท่ีมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความกา วหนา ในการศกึ ษาและทาํ งานเกดิ ผลดหี รอื ทาํ ความชอบแกพ เิ ศษ ออกไปอยภู ายนอกเรอื นจาํ กอนครบกําหนดโทษตามคําพิพากษา à§è×͹ä¢สาํ ËÃѺ¼Ù¾Œ ¡Ñ ¡ÒÃŧâ·ÉμÍŒ §»¯ÔºμÑ Ô - กําหนดใหไ ปรายงานตัวตอเจา หนา ทีเ่ ปน ประจาํ - ใหอ ยูในทอ งท่อี ันจํากดั จะออกนอกเขตทองท่ตี องไดร บั อนุญาตกอ น - หามมใิ หพกอาวุธปน - หา มคบคาสมาคมกบั นกั เลงอันธพาลหรอื บุคคลผูพ กั การลงโทษดว ยกนั ถาผูไดรับการพักการลงโทษประพฤติอยูในกรอบแหงการพักการลงโทษโดยตลอด เม่ือครบกําหนดตามคําพิพากษาแลวก็จะไดรับการปลอยตัวเปนบุคคลพนโทษ แตถาระหวางพักการ ลงโทษผูใดประพฤติผิดเงื่อนไขการพักการลงโทษที่กําหนดไว หรือกระทําความผิดอาญาข้ึนมาใหมก็จะถูก คมุ ขังยงั เรอื นจําเพอ่ื รบั โทษทเ่ี หลืออยูตอ ไปและถูกเพิกถอนการพกั การลงโทษ ò. º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื บคุ คลทถ่ี กู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ปรบั สถานเดยี วหรอื เพยี งแตร อการลงอาญา หรือพิพากษา ใหสงตัวเขาสถานฝกอบรมในสถานสงเคราะหของกรมราชทัณฑ เม่ือไดรับโทษน้ัน ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถ ือวา เปน บคุ คลพนโทษ ตาํ ÃǨ·ŒÍ§·è¡Õ Ѻº¤Ø ¤Å¾Œ¹â·É สําหรับการควบคุมพฤติการณและการสอดสองความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ น้นั เมอ่ื หนว ยงานวทิ ยาการสงประวัติคนพนโทษ (แบบฟอรม ทว.กาํ หนด) ไปใหส ถานีตาํ รวจทองท่ี ที่ผูพนโทษจะไปอยู แลว ใหทางสถานตี ํารวจทอ งท่ปี ฏบิ ัติ ดงั นี้ - สง่ั เจา หนา ทต่ี าํ รวจคอยสงั เกตการณแ ละความเคลอ่ื นไหวตา งๆ ของบคุ คลพน โทษ รายงานพฤติการณความเคล่ือนไหวตาง ๆ ของบุคคลพนโทษนั้น สงไปใหหนวยท่ีเกี่ยวของทราบ สําหรับ สน.ใหสงแบบรายงานพฤติการณและความเคลื่อนไหวน้ีตรงไปยัง ฝาย ฯ ๑ ทว. สวน สภ. ใหส งไปยังศนู ยพ สิ จู นห ลักฐาน และใหสง ทว. ดว ย - การรายงานใหรายงานทุกเดือน โดยสงใบรายงานนี้ออกจาก สน./สภ. ภายใน วนั ท่ี ๕ ของทุกเดอื นจนกวาจะครบ ๑๒ เดือน หลังจากท่ไี ดพ น โทษไป แตถ า มเี หตกุ ารณเปน พิเศษ ทจ่ี ะตอ งรายงานใหท ราบ จะตอ งรายงานใหท ราบเปน การดว นโดยไมต อ งรอใหค รบกาํ หนดวนั รายงาน ประจาํ เดอื น - เม่ือบุคคลพนโทษหรือบุคคลผูพักการลงโทษคนใดยายภูมิลําเนาออกไปจากทองท่ี ให สน./สภ. เดิมสงบัตรประวัติอาชญากรของบุคคลพนโทษไปให สน./สภ. แหงใหมเพื่อดําเนินการ สืบพฤติการณและความเคลื่อนไหวของบุคคลน้ันตอไป แลวรายงานการยายภูมิลําเนาของบุคคล พน โทษไปใหหนว ยงานท่ีเก่ยี วขอ ง
๗๙ - ถา บคุ คลพน โทษนน้ั กระทาํ ความผดิ อกี ถงึ กบั ถกู จบั คมุ ขงั ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษ จาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั นิ นั้ คนื หนว ยทเ่ี กย่ี วขอ ง พรอ มทงั้ รายงานดว ยวา ถกู จบั กมุ ในขอ หาอะไร ถกู ศาล พพิ ากษาวา อยา งไร ถา ถกู ศาลพพิ ากษาวา ใหป ลอ ยตวั ไปโดยยกฟอ งไมต อ งสง บตั รประวตั คิ นื ใหร ายงาน พฤติการณแ ละความเคลอ่ื นไหวตอ ไป - สอดสองและรายงานพฤติการณความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ ใหกระทํา และรายงานเพียง ๑๒ เดอื น นับต้ังแตว ันท่ีบุคคลน้ันพนโทษไดถูกปลอ ยตัวออกมาจากเรือนจาํ - เมือ่ พน ๑๒ เดือนแลว ใหเกบ็ บัตรประวัติอาชญากรนัน้ ไวท ี่ สน./สภ. เพือ่ จะได สอดสองดูแลพฤติการณต อ ไปแตไ มต องรายงานอกี ËÅ¡Ñ ¡Òû¯ºÔ Ñμ¡Ô Ѻº¤Ø ¤Å·èÕ໚¹¼ŒÙÌҷŒÍ§¶Ô蹢ͧ਌Ò˹ŒÒ·èตÕ าํ ÃǨ ๑) สอดสอ งดแู ลพฤตกิ ารณและการเคลอื่ นไหวเปนพเิ ศษอยา งใกลชิด ๒) ขึ้นทะเบยี นเปน ผรู า ยทอ งถิน่ โดยแยกเก็บบัตรประวตั อิ าชญากร ๓) แจง การข้ึนทะเบยี นบุคคลเปนผูรายทองถิน่ ไปยงั สว นราชการที่เกีย่ วของ ๔) เม่ือผูรายทองถิ่นยายภูมิลําเนา ใหสงบัตรประวัติไปยังสถานีตํารวจที่ยายไปอยู แหง ใหมแ ลว รายงานหนว ยทเ่ี กีย่ วขอ งทราบ ๕) เมอ่ื ผรู า ยทอ งถนิ่ กระทาํ ความผดิ ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั คิ นื หนว ยงานทเ่ี กี่ยวของ ๖) เมอ่ื ผรู า ยทอ งถน่ิ กลบั ตนเปน พลเมอื งดี หรอื ถงึ แกก รรมใหร ายงานหนว ยทเี่ กยี่ วขอ งทราบ เพือ่ ถอนทะเบยี นผูรา ยทองถน่ิ ô.ô.ò á¿Á‡ »ÃÐÇμÑ ºÔ ¤Ø ¤Å·àèÕ ¡ÂÕè Ç¢ŒÍ§¡ÑºÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ, ÊÒÂÅѺ, ʶҹ·è,Õ áËŧ‹ ¢‹ÒÇ แฟม ประวตั บิ คุ คลทีเ่ กย่ี วของกบั อาชญากรรม, สายลบั , สถานท,ี่ แหลงขา ว มีประโยชน อยางมากสําหรับงานสืบสวน เน่ืองจากบางคร้ังคนรายไปกอเหตุ และทราบแตเพียงช่ือเลน ฝายสืบสวนก็สามารถมาคนขอมูลจากแฟมประวัติท่ีเคยจัดทําไวท่ีหองสืบสวน ซึ่งอาจพบขอมูลของ คนรา ยจนกระท่งั นาํ ไปสกู ารขอออกหมายจับคนรา ยดังกลาวได
๘๐ ô.ò °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ สาํ ¹Ñ¡§Ò¹ตําÃǨáË‹§ªÒμÔ ô.ò.ñ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙźؤ¤Å·Ò§·ÐàºÕ¹ÃÒɮà ·íÒãË·Œ ÃÒº¶§Ö ๑. ช่อื สกลุ หมายเลขบตั รประชาชน ๒. ภาพถายทางทะเบยี นราษฎร ๓. ภมู ลิ าํ เนาเดมิ สถานท่อี ยู เครือญาติ ๔. รายการเปลีย่ นแปลงช่อื สกลุ ทอี่ ยู ๕. บุคคลผรู บั รองรายการบตั ร ๖. หมายเลขโทรศพั ท ô.ò.ò ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ÂÒ¹¾Ò˹РทําãËŒ·ÃÒº¶§Ö ๑. ชอื่ สกลุ ผูครอบครองผถู อื กรรมสทิ ธย์ิ านพาหนะ ๒. ทอ่ี ยูผ คู รอบครองผถู ือกรรมสทิ ธิ์ยานพาหนะ ๓. หมายเลขเคร่อื งยนต หมายเลขตัวถัง ๔. วันเดอื นปทจี่ ดทะเบยี น áËŧ‹ ·èÁÕ Ò¢Í§¢ÍŒ ÁÅÙ - โปรแกรม POLIS ของ ตร. - โปรแกรม CRIMES â»Ãá¡ÃÁ POLIS
๘๑ â»Ãá¡ÃÁ CRIMES ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹РμÃǨÊͺ¨Ò¡ÈÙ¹ÂʡѴ¡¹Ñé ¡ÒÃลําàÅÕ§ÂÒàʾμÔ´
๘๒ ô.ó °Ò¹¢ŒÍÁÅÙ ¡ÒÃÊº× Êǹ¨Ò¡Ë¹‹Ç§ҹÍ×è¹ การตรวจสอบขอ มลู บุคคลทางทะเบียนราษฎร โปรแกรม AMI ของกรมการปกครอง Āöć÷ëċÜðøąđõìïÙč Ùú Āöć÷ëÜċ øĀÿĆ ×ĂÜÿĞćîÖĆ àċęÜöǰĊ ǰðøąđõì ìąđï÷Ċ î êĆüđú×êøüÝÿĂïÙüćöëÖĎ êĂš Ü Āöć÷ëÜċ ÖúčöŠ ì×Ċę ĂÜïčÙÙúĒêúŠ ą Āöć÷ëċÜúĞćéĆïì×Ċę ĂÜïčÙÙúĔîĒêŠ ðøąđõìêćöĀúÖĆ ĒøÖǰĀøČĂđúöŠ ìĊę úąÖúŠöðøąđõìǰĀøĂČ ĔïÿêĉïĆêø
๘๓ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹Р¨Ò¡¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¨Ò¡Ãкº DXC ¢Í§ÈÙ¹Âá Å¡à»ÅÂÕè ¹¢ŒÍÁÅÙ ¡Ãкǹ¡ÒÃÂØμÔ¸ÃÃÁ
๘๔ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·Ò§¸¹Ò¤Òà ¡ÒÃÊ׺Êǹ·Ò§¡ÒÃà§Ô¹ ทําใหท ราบถงึ ช่อื สกุล ทอ่ี ยู หมายเลขโทรศพั ทข องผเู ปดหมายเลข เลขบญั ชีหากทราบ หมายเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก ทําใหทราบขอมูลที่อยู หมายเลขโทรศัพทของผูเปดบัญชี การเคลอ่ื นไหวทางบัญชกี ลอ งวงจรปด ผา นกลอ งวงจรปด ของทางธนาคาร ñ. ¢ÍŒ ÁÅÙ ·èäÕ ´Œ¨Ò¡¡ÒÃμÃǨÊͺºÞÑ ªÕ ๑. คาํ ขอเปดบญั ชี ๒. ขอมูลบุคคลประกอบการขอใชบรกิ าร ๓. รายการเคลื่อนไหวทางบญั ชี ò. à·¤¹Ô¤¡ÒÃμÃǨÊͺºÑÞªÕ¸¹Ò¤ÒÃã¹àº×éÍ§μ¹Œ ๑. ตรวจสอบสาขาบญั ชธี นาคาร ๒. ตรวจสอบเจา ของบญั ชีผานทาง i - banking ๓. ตรวจสอบเจาของบญั ชีผานทาง ATM ฯลฯ ó. áËÅ‹§¢ŒÍÁÅ٠㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·Ò§¸¹Ò¤Òà - ธนาคารพาณิชยท กุ สาขา (โดยเฉพาะสาขาเจาของบัญชี) http://www.bot.or.th/Thai/Pages/BOTDefault.aspx - ตรวจสอบสาขาไดจากเวบ็ ไซตข องธนาคารแหง ประเทศไทย ô. ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·Ò§¸¹Ò¤Òà Website ¸¹Ò¤ÒÃá˧‹ »ÃÐà·Èä·Â
๘๕ õ. μÃǨÊͺÀÒ¾¨Ò¡¡ÅŒÍ§Ç§¨Ã»´ ¢Í§¸¹Ò¤ÒÃà¾Íè× ËÒμÑǤ¹ÃÒŒ  ภายหลังจากที่ไดทําการตรวจสอบขอมูลหมายเลขบัญชีธนาคารดังกลาวแลว และพบหลักฐานเก่ียวกับการโอนเงิน ใหขอทําการตรวจสอบภาพจากกลองวงจรปดของธนาคาร การตรวจสอบภาพวงจรปดจากธนาคารนั้น จะตองทําหนังสือไปตรวจสอบจากธนาคาร พรอมท้ัง ออกหมายเรยี กเปน หมายเรียกพยานเอกสาร ö. μÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ¸ØÃ¡Ô¨¡ÒäҌ เชน บรษิ ทั หางหนุ สวนจาํ กัด งบดลุ ฯลฯ ทําใหท ราบถงึ - ตรวจสอบที่อยู ท่ีตัง้ บริษัท หางหุนสว นจํากดั - ตรวจสอบกรรมการของบรษิ ทั หา งหนุ สวนจํากัด ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·ÐàºÕ¹¸ÃØ ¡Ô¨ การตรวจสอบขอมูลทะเบียนธุรกิจ เปนการตรวจสอบขอมูลนิติบุคคลวา บริษัทจํากัด หางหุนสว นจํากดั บริษทั มหาชน มใี ครเปน กรรมการบา ง จาํ นวนเทาไหร และกรรมการผูจัดการ เปน ใคร นิตบิ คุ คลดังกลา วต้งั อยูทีใ่ ด áËÅ‹§¢ÍŒ ÁÅ٠㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÙÅ·ÐàºÂÕ ¹¸ÃØ ¡¨Ô ๑. กรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณชิ ย ๒. เวบ็ ไซตของกรมพัฒนาธุรกิจการคา http://www.dbd.go.th/main.php?filename=index
๘๖
๘๗ º··èÕ õ à·¤¹¤Ô ¡ÒÃÊ׺Êǹ õ.ñ à·¤¹¤Ô ¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จํา (Observed recognition) ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´¨íÒ หมายถึง การท่ีสมองสามารถจดจําภาพที่สัมผัสไดอยางแจมชัด โดยสามารถแยกรายละเอยี ดการจดจาํ ไดว า ภาพทเี่ หน็ ทงั้ หมดนนั้ ประกอบดว ยรายละเอยี ดอะไรบา ง บุคคลทั่วไปมักจะจําแบบไมไดสังเกต คือ เม่ือมองเห็นอะไรก็จะมองผานไป จะจําไดก็เพียงโครงราง เทา นนั้ เมอื่ ถามถงึ รายละเอยี ดกจ็ ะไมส ามารถตอบได หรอื จาํ ไดแ ตเ พยี งเปน ความรสู กึ ภายในของตน เทานั้น ไมสามารถบอกกลาวใหเปนรูปธรรมได ตัวอยางเชน จําเสียงคนได แตบอกไมไดวาเสียง แตกตา งกวา ผอู น่ื อยา งไร หรอื จาํ ทา เดนิ คนได แตบ อกไมไ ดว า เขาเดนิ ลกั ษณะอยา งไร หรอื จาํ หนา คน ได แตบอกไมไ ดว า เขามตี ําหนิรปู พรรณอยา งใด เปน ตน เนอื่ งจากบคุ คลธรรมดาทว่ั ไปกจ็ ะมคี วามจาํ อยแู ลว แตเ มอ่ื บคุ คลผนู นั้ เขา มาเปน เจา หนา ที่ ตํารวจก็ควรท่ีจะตองเปล่ียนแปลงรูปแบบการจดจําแบบบุคคลทั่วไปมาเปนการจําโดยมีวิธีสังเกต เขามารวมดวย เพื่อใหเปนรูปแบบการจําแบบเจาหนาที่ดวย การสังเกตจดจําของเจาหนาท่ีเปนการมอง สังเกตเพ่ือจดจํารายละเอยี ดเกีย่ วกับบุคคล, สถานที่ และพฤตกิ ารณ ¢éѹμ͹¢Í§¡ÒÃÊѧà¡μ/¨´จํา ๑. รับรูดวยประสาทสัมผสั (จาํ เปนภาพรวมๆ) ๒. สงั เกตรายละเอียดปลกี ยอย ๓. จดสงิ่ ทจี่ ํา (พบ) ๔. จดจําจากทา ทางหรอื บคุ ลิกทแ่ี สดงออก ¡Òè´จําตํา˹Ժ¤Ø ¤Å ๑. จดจําลักษณะใหญ เชน เพศ วยั รปู ราง สีผิว ๒. จดจาํ ลกั ษณะเดน เชน แผลเปน ลายสกั ความพกิ าร ลกั ษณะเพยี งบางอยา งทสี่ ามารถ จาํ ไดอยางแมนยาํ เชน หนาเหมอื นนักการเมือง ดารา ๓. จดจําเคร่ืองแตงกาย เชน ลกั ษณะเสือ้ กางเกง เข็มขัด สรอย แหวน นาฬก า หมวก ๔. ใหร บี จดบนั ทกึ ทนั ทใี หจ ดตามทเี่ หน็ จรงิ แลว มอบรายละเอยี ดใหเ จา หนา ทผี่ เู กย่ี วขอ ง ๕. การจดจําใบหนาใหใชการจดจําใบหนาภาพรวมกอน ไมตองแยกจําทีละสวน แลว คอ ยใชก ารระลกึ ภาพใบหนาแยงเปน สว นๆ
๘๘ μÒÃÒ§áÊ´§Å¡Ñ ɳÐÀÒ¹͡·èãÕ ªŒÊѧà¡μ¨´จําä´Œ§Ò‹  ÅѡɳРÃÒÂÅÐàÍÕ´μ‹Ò§æ à¾È ชาย หญิง กะเทย ÇÂÑ เดก็ ผใู หญ วัยรุนหรือประมาณอายุเทาไร ฯลฯ ÃٻËҧ อว น ผอม สูง เตี้ย สันทดั รางกายกาํ ยํา หรือผอมแหง ฯลฯ ÊÕ¼ÔÇ ขาว เหลอื ง คลํ้า ซีด เห่ยี วยน ฯลฯ à¤ÃèÍ× §áμ§‹ ¡Ò เสื้อผา เครื่องประดบั สรอย แหวน นาฬก า หมวก ฯลฯ àªé×ͪÒμÔ ไทย จีน แขก ฝร่ัง ลูกครึ่ง ฯลฯ ¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จํา¾ÄμÔ¡Òó เปน ลกั ษณะนสิ ยั บคุ ลกิ ภาพสวนตวั หรอื การใชในชีวติ ประจําวนั เชน - เขา ออกบานไมเ ปน เวลา - การเดนิ ทางมเี สน ทางประจําหรอื ไม - มรี า นอาหารประจาํ หรอื ไม - ลักษณะการขบั รถยนตชา หรือเรว็ - เปนคนข้รี ะแวงสงสัยหรือไม - ชอบไปทีใ่ ดที่ผดิ ปกติ - มีการทง้ิ ส่ิงของใดระหวา งทางหรอื จุดใดหรือไม ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´¨íÒʶҹ·èÕ การสังเกตจดจําสถานที่ใหเริ่มจําจากสถานที่ต้ังน้ันกอน แลวสังเกตรายละเอียดภายใน การสังเกตควรสงั เกตทง้ั ภายนอกและภายใน ก. ลกั ษณะภายนอก - หากมีชื่อ ชื่อวาอะไร เลขที่อาคาร ทองที่เทาไร ชั้นใด ตั้งอยูบนถนนอะไร ลักษณะเดน ของอาคาร เชน ตึก ไม กระจก - ทางเขา -ออก มกี ่ที าง อยางไรบาง - สงิ่ ปลูกสรา งหรือสภาพแวดลอ มโดยรอบบริเวณภายนอกมีลักษณะอยางไร
๘๙ ข. สถานทยี่ อยหรือลกั ษณะภายใน ลักษณะภายในมีความเปนอยูอยางไร เชน จํานวนหองนอน หองนั่งเลน หองน้ํา หองครัว ประตู ลักษณะเฟอรนิเจอร สง่ิ ของเครอื่ งใช ค. ขนาดของพื้นท่ี Êè§Ô ·Õทè ําãËàŒ ¡´Ô ¢ŒÍ¼´Ô ¾ÅҴ㹡ÒÃÊѧà¡μ¨´จาํ ๑. สภาพจติ ใจหรอื อารมณข องผจู ดจํา เชน กําลงั หงดุ หงดิ ไมสบายใจ ๒. ขาดความสนใจ ใสใจ ตอ เหตกุ ารณท่ีเกดิ ข้นึ ๓. การมีความรสู ึกอคติ ท้ังตองาน หรือกับเปา หมาย õ.ò à·¤¹¤Ô ¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·Õè การสํารวจสถานที่ (Casing) คือ การสํารวจตรวจสอบเพ่ือทราบรายละเอียดตางๆ เกย่ี วกบั สถานทที่ จี่ ะปฏบิ ตั งิ านและเพอื่ ดาํ เนนิ การวางแผนปฏบิ ตั กิ าร โดยเฉพาะการสบื สวนแบบเฝา จดุ สะกดรอยติดตามพฤติการณของบุคคล เปนการกระทําเพื่อหาขอมูลทางดานการขาวเก่ียวกับบุคคล และสถานทกี่ อ นการปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ ขอ มลู ทไี่ ดจ ะนาํ มาใชใ นการวางแผนการปฏบิ ตั งิ าน กาํ หนดจดุ และ ตําแหนงหนาท่ีของผูป ฏิบัติแตล ะคน ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. เพ่ือใหร ูชอ งทางที่ดีท่ีสุด ในการเขา -ออก สถานท่ีปฏบิ ตั กิ าร ๒. เพ่ือใหร ูวา จะใชว ธิ ใี ดในการอําพรางตวั เพ่อื ทจ่ี ะเขา ไปในสถานท่ปี ฏิบัติการ ๓. เพือ่ ใหรวู า สถานทป่ี ฏบิ ตั กิ ารมอี ุปสรรคในการดาํ เนนิ งานอยางไร วิธีการในการสาํ รวจ จะดาํ เนินการใน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑. สํารวจดวยตา เปนการใชโสตประสาทและสายตาในการสังเกตจดจํา เนื่องจาก อาคารสถานท่ีโดยสวนใหญมักจะไมอนุญาตใหมีการบันทึกภาพ ดังนั้นผูปฏิบัติจึงตองอาศัยเทคนิค ในการสังเกตจดจาํ หรอื แอบบนั ทึกภาพดว ยอปุ กรณตา งๆ ๒. สาํ รวจในทางลับ เปนการเขาไปปฏิบตั โิ ดยไมเปด เผยฐานะ ซง่ึ ผปู ฏิบตั จิ ะตอ งใชว ิธี อาํ พรางตนซงึ่ จะตอ งไมใ หม สี งิ่ ผดิ สงั เกตวา เรากาํ ลงั ทาํ อะไร การสาํ รวจสถานท่ี มกั จะตอ งกระทาํ คกู บั การสงั เกตจดจาํ เสมอ เพราะพบวา บางครงั้ เมอื่ ไปทาํ การสาํ รวจ จะไมส ามารถนาํ กระดาษและปากกา มาเขยี นหรือจดขอ มูลตางๆ ได ฉะน้ัน จึงตอ งอาศัยการสงั เกตและจดจําท่ีดี และใหรบี จดรายละเอยี ด ทันทสี ามารถจะจดได เพราะถา หากท้งิ ไวนาน จะทําใหลมื ขอมูลทไ่ี ปสาํ รวจมาได
๙๐ ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃ㹡ÒÃสําÃǨʶҹ·Õè ñ. ¡ÒÃàμÃÕÂÁ¡Òà ๑.๑ กาํ หนดความตอ งการขาวสารท่ตี องการหาทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ ๑.๒ เตรยี มสรา งเรื่องเพ่อื ปกปด ตัวเอง ๑.๓ การเตรยี มในการวัดระยะโดยการเทียบกับสว นตา งๆ ของรา งกาย ๑.๔ หาขอ มลู หรอื ศกึ ษาสภาพทวั่ ไปเทา ทห่ี าไดจ ากแผนทห่ี รอื ภาพถา ยหรอื ขอ มลู ทม่ี ีอยแู ลว ๑.๕ เวลาทีเ่ ขาไปสาํ รวจ ควรมีการเขาไปสาํ รวจหลายๆ คร้งั ในชวงเวลาท่ตี า งๆ กัน เพอื่ ดสู ภาพบคุ คลและสถานท่วี า เปล่ียนไปเชน ไร ๑.๖ เครอ่ื งมอื เคร่อื งใชท ่จี ําเปน ๑.๗ เตรียมเคร่อื งแตงกายใหเหมาะสมกบั สถานที่ ๑.๘ กําหนดวธิ ีการหาขาวอน่ื ๆ นอกเหนือจากการสํารวจสถานท่ี ๑.๙ คาดคะเนอันตรายและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได เพ่ือผูปฏิบัติการจะได เตรยี มการแกไ ขไวลวงหนา ò. ¡ÒÃŧÁ×Í»¯ÔºμÑ Ô§Ò¹ã¹¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·èÕ ๒.๑ ระหวา งปฏบิ ตั กิ ารตอ งทาํ ตัวเปน ปกตแิ ละคิดถึงเรือ่ งที่ใชในการอําพรางตวั ๒.๒ รวบรวมขา วสารดวยการจดบันทกึ การวัดโดยการไมใ หผอู ืน่ สงั เกตเห็น ๒.๓ พยายามรวบรวมขาวสารใหไดครบถวนต้ังแตครั้งแรก เพื่อจะไดไมตองกลับ ไปอีกเพราะอาจผิดสงั เกต ๒.๔ เหตุการณหรือปรากฏการณในสภาพที่เปนอยูตามเวลาตางๆ ตองบันทึก อยา งถูกตอ ง ๒.๕ จุดท่ีถายภาพหรือจุดที่มองเห็นภาพของสถานที่ตองทําการบันทึกไวดวย ¡ÒÃà¢Õ¹ÃÒ§ҹ¡ÒÃสําÃǨʶҹ·èÕ จะตอ งมีรายละเอียดอยางนอ ย ดงั ตอ ไปน้ี ๑. ชื่อผูสํารวจ ถาเปนไปไดควรใชรหัสแทน เพราะถาใสช่ือแลวอาจเกิดอันตราย แกผูปฏิบัติในภายหลัง ๒. วันเวลาท่ที าํ การสาํ รวจ ตองชดั เจนแนน อน ๓. ขอมลู สถานที่ - เลขท่ีอาคาร/ชอื่ อาคาร - ลกั ษณะอาคารปูน ไม ปูนก่ึงไม - ทีต่ งั้ ของอาคาร ตลอดจนสถานทท่ี ่ีใกลเคียง ๔. เสนทางเขา-ออก - ภายนอกอาคาร - ภายในอาคาร (ถา สามารถทาํ ได) ๕. เสนทางคมนาคมและการจราจร เชน เดินรถทางเดียว หรือสองทาง สภาพถนน ๖. บุคคลในสถานท่ี - การแตง กาย - การพูดจา - ขนบธรรมเนียมประเพณี - อ่ืนๆ ท่คี วรทราบ
๙๑ ๗. การติดตอ สือ่ สาร - สัญญาณโทรศัพทช ัดเจนหรือไม - การใชวทิ ยสุ ่อื สารในจุดตางๆ มีความชัดเจนเพียงใด ๘. อุปสรรคและความเสีย่ งตางๆ ทีจ่ ะเกิดขนึ้ - ยาม/รปภ./สนุ ัข - กลองวงจรปด /สญั ญาณกนั ขโมย - กาํ แพงสูง/ลวดหนาม/รว้ั มีกระแสไฟฟา - คนเฝาระวังสถานที่ ๙. ความคดิ เห็น - ดี และไมดี - เฝา จุดไดหรอื ไม ถา ไดจ ะเฝา ไดท จ่ี ุดใด - สามารถปฏิบัตกิ ารในทางลับไดหรือไม ๑๐. จัดทาํ แผนท่ปี ระกอบ/ภาพถายประกอบ - แผนที่โดยรอบประกอบทต่ี ้งั สถานท่ีใกลเ คยี ง เสนทางคมนาคม เปน ตน - แผนท่สี ถานท่ีจะตองกาํ หนดทศิ ทางใหชดั เจน เชน ทศิ เหนือ, ใต, ออก, ตก - แผนทภ่ี ายในสถานท่ี เชน ภายในอาคาร แผนท่ีช้ันตา งๆ ของอาคาร - ภาพถา ยตอ งเปนภาพถา ยจรงิ ท่ีไดทาํ การสํารวจ ËÅÑ¡สํา¤ÑÞ㹡ÒÃสําÃǨ คือ ตองไปสํารวจจริง ใหขอมูลตามจริง หามใชการคาดเดา เห็นกบ็ อกวาเหน็ ไมเห็นก็บอกวา ไมเ ห็น õ.ó à·¤¹¤Ô ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Surveillance) กรณีนักสืบตองการหาขอมูลพยานหลักฐานเพ่ิมเติมเก่ียวกับบุคคล สถานท่ี ขอเท็จจริง และพฤติกรรม หรอื ตองการตรวจสอบความถูกตอ งของขาว สามารถใชเ ทคนคิ การเฝาจุดติดตามสะกดรอย มาใช ซงึ่ เปนเทคนคิ ในการรวบรวมขอ มลู ของนกั สบื ชนดิ หนึ่ง เทคนิคน้เี ปน เทคนิคทต่ี องใชระยะเวลา กําลังคน และความอดทนตอเนอื่ งของนักสืบดว ย ñ. ¤ÇÒÁËÁÒ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Monitoring And Surveillance) หมายถึง การเฝาสังเกตการณหรือติดตาม บุคคล ยานพาหนะ สถานที่ หรือ สิ่งของอื่นอยางตอเน่ืองหรือในชวงระยะเวลาหน่ึงโดยไมใหผูถูกเฝาสังเกตการณหรือผูถูกติดตามรูตัว (เวนบางกรณีทผี่ ูถูกเฝาสงั เกตการณห รือผถู ูกตดิ ตามรตู ัวได เชน เพือ่ ปอ งปรามไมใหค นรายกระทาํ ผิด เพ่อื อารักขาบุคคลหรือสายลับ) ò. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤áÅлÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒÃཇҨشμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ ๒.๑ เพอ่ื พทิ กั ษเจาหนา ที่ บุคคลสําคญั หรอื สายลับ ๒.๒ เพอ่ื หาขอ เทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานตา งๆ ๒.๓ เพอ่ื หาหรอื ชตี้ วั บคุ คลหรอื ผูทีม่ ีความสัมพันธก ับเปาหมาย
๙๒ ๒.๔ เพ่อื หารายละเอียดขอ มูลกิจกรรมตางๆ ของเปา หมาย เชน ทพ่ี ัก แหลงท่ี หลบซอ น แหลง ทีไ่ ปเปนประจาํ เปนตน ๒.๕ เพอื่ ทดสอบความนา เชอ่ื ถอื ของขา ว ความนา เชอื่ ถอื ของสายลบั หรอื แหลง ขา ว ๒.๖ เพื่อตองการทราบทซี่ กุ ซอนสิ่งของผดิ กฎหมาย ๒.๗ เพื่อหาขอมูลสําหรบั ใชใ นการซักถาม สอบปากคํา ๒.๘ เพือ่ ตอ งการทราบแหลง ทีพ่ กั ท่ีหลบซอนของผกู ระทําผดิ ๒.๙ เพอื่ หาขอ มลู สนบั สนนุ การขอหมายจบั ๒.๑๐ เพือ่ พฒั นาดานขา วกรอง หรอื ตดิ ตามแหลงทม่ี าของขาวลือ ๒.๑๑ เพือ่ หาขอมลู ในการปอ งกนั อาชญากรรม เปนตน ó. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃà½Ò‡ ¨´Ø μÔ´μÒÁÊС´ÃÍ การเตรยี มการเฝา จุด ติดตามสะกดรอย ๑. บุคคล ๒. ขอ มูล อุปกรณ ๓. ศนู ยปฏิบตั ิการ (Command & Control) ó.ñ ºØ¤¤Å เปน การเตรยี มตวั ของเจา หนาทเ่ี ฝาจดุ สะกดรอยในดานตางๆ ไดแ ก ó.ñ.ñ ¤Ø³ÊÁºμÑ ¢Ô ͧ਌Ò˹Ҍ ·ÕèÊС´ÃÍ·èÕ´Õ ตอ งมี - มีความรูทางดานหลักวิชาเฝาจุดติดตามสะกดรอย การสํารวจ (Casing) การทําแผนที่ การวางแผน การอําพราง การถา ยภาพ และยทุ ธวธิ ตี ํารวจ เปน ตน - มีความรอบรู ชํานาญสถานท่ี เสนทาง ในพ้ืนที่ที่จะไปเฝาจุด ตดิ ตามสะกดรอย - มรี ปู ราง และบุคลิกภาพ และการแตง กายท่เี หมาะสม - มีความจดจาํ ทดี่ ี มสี มาธิ รอบคอบ ระมดั ระวัง - มคี วามสามารถในการประเมนิ บุคคล สถานการณ - เกบ็ ความลบั ไดด ี ต่นื ตวั อยูเ สมอ - มไี หวพรบิ ปฏภิ าณดี สามารถแกป ญ หาเฉพาะหนา ได มจี นิ ตนาการ
๙๓ - มคี วามอดทน เสียสละ และควบคมุ อารมณไ ดดี - สามารถทาํ งานรว มกบั คนอืน่ ได ó.ñ.ò Êè§Ô ·àÕè ¨ÒŒ ˹Ҍ ·ÕÊè С´ÃÍÂμÍŒ §ทาํ ËÃ×ÍμŒÍ§ÃÙŒ¡Í‹ ¹»¯ÔºÑμÔ¡Òà ๓.๑.๒.๑ เจาหนาที่สะกดรอยตองทําการศึกษาสถานที่ที่จะ ไปทําการเฝาจุดติดตามสะกดรอย โดยตองไปสํารวจสถานท่ี ดูที่ต้ัง การคมนาคม ยานพาหนะ โดยสาร ส่ิงแวดลอม กิจกรรมพื้นฐานในพื้นท่ี เสนทางเขา-ออก จุดท่ีสามารถวางตัวสังเกตการณ จุดจอดรถ เปนตน โดยตองทําการถา ยภาพ เขยี นแผนทีม่ ากอนเพื่อเปนขอมูลพื้นฐานในการวางแผน การปฏิบตั ิการ ๓.๑.๒.๒ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองทําความรูจักกับตัวเปาหมาย จากการชี้ตวั หรอื ดูภาพถาย ๓.๑.๒.๓ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองเตรียมกระดาษ สมุด ดินสอ ปากกา หรือเครื่องมือบันทึกภาพ บนั ทึกเสยี ง ตําหนริ ูปพรรณของเปาหมาย เงนิ ทนุ สํารอง ๓.๑.๒.๔ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองรูเก่ียวกับทีมงาน มีใครบาง จํานวนกี่คน ใชยานพาหนะอะไร มีเครือขายการติดตอส่ือสาร สัญญาณท่ีใชเปนอยางไร (แบบไมใช เคร่ืองมือ แบบใชเ ครอ่ื งมือสอื่ สาร แบบการใชส อ่ื สารสนเทศ เปน ตน) ó.ò ¢ÍŒ ÁÙÅ Í»Ø ¡Ã³ เจา หนา ที่สะกดรอยตอ งเตรียมขอ มูล ทรัพยากร อปุ กรณ เครื่องใชสําหรบั ใชด าํ เนินการใหครบถว น ไดแก ๓.๒.๑ ขอมูลของบุคคลเปาหมาย เชน ภาพถาย ตําหนิรูปพรรณ ตาํ หนพิ ิเศษ นิสยั พฤตกิ รรม ยานพาหนะ การตดิ ตอ ส่ือสาร อาชพี สถานท่ที าํ งาน ประวัติตองคดี ความอนั ตราย ครอบครวั บุคคลทเี่ กย่ี วขอ งดวย โดยสังเขป เปน ตน ๓.๒.๒ อปุ กรณก ารสอื่ สาร เชน วทิ ยสุ อ่ื สาร โทรศพั ทม อื ถอื เครอื่ งมอื พเิ ศษ เปน ตน ควรตรวจสอบใหใ ชก ารไดเ ปน อยา งดี มถี า นหรอื แบตเตอรส่ี าํ รองไว เพราะอาจตอ งปฏบิ ตั กิ าร เปน เวลานานไมสามารถสับเปล่ียนกาํ ลงั ได ๓.๒.๓ ยานพาหนะตองไมฉูดฉาด ตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอม ไมเปนยานพาหนะ รุน ย่ีหอ สีของทางราชการตาํ รวจใช ไมต ิดสติก๊ เกอรเ ปน จุดเดน เปนตน ๓.๒.๔ เสื้อผาเครื่องแตงกายตองเขากับสภาพแวดลอม รูจักกาลเทศะ สีไมฉูดฉาด ไมเปนที่สะดุดตา เชน เปนยี่หอดังที่กําลังนิยม ควรเปนเส้ือผาที่ดูปกติท่ีสุดเทาท่ีทําได นอกจากนนั้ ควรเปนเสือ้ ผา ทมี่ ีความสะดวกสบายในการสวมใส เนื่องจากชั่วโมงในการทํางานอาจยาวนาน เจา หนา ที่อาจตองเตรยี มเสอ้ื ผา สํารองไวอ กี ชุดหนง่ึ เพ่อื เปลี่ยนระหวา งปฏิบัติการได ó.ó Èٹ»¯ÔºÑμÔ¡Òà (Command and Control) ในการปฏิบัติการสะกดรอย ตดิ ตาม ตอ งมกี ารตง้ั ศนู ยค วบคมุ สง่ั การ เพอื่ ประโยชนใ นการวางแผนการสะกดรอย ควบคมุ สง่ั การให เปน ไปตามเปา หมาย ใหข อ มลู ตรวจสอบขอ มลู ทเ่ี จา หนา ทส่ี ะกดรอยไดม าและสง กลบั ไปใหเ จา หนา ท่ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220