Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3

Published by sakkarin.achimar, 2021-05-10 13:18:46

Description: เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน

Search

Read the Text Version

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -97- ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด เป็นระบบหมุนเวียนเลือดที่เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือด (Closed Circulatory System) ตลอดเวลา โดยเลือดจะมีทิศทางการไหลออกจากหัวใจไปตามหลอด เลือดต่าง ๆ และไหลกลับเข้าสู่หัวใจใหม่เป็นวงจรต่อเนื่องกันไป พบในสตั ว์พวกแอนเนลดิ หมกึ และสตั ว์มีกระดูกสันหลงั ทกุ ชนดิ 4.2.1 ไฟลัมอารโ์ ทโพดา (Phylum Arthropoda) แมลงจะมีท่อด้านบนทาหน้าที่เป็นหัวใจ (Tubular Heart) เมื่อหัวใจบีบตัวของเหลวที่ เรียกว่า ฮีโมลิมฟ์ (Hemolymph) จะออกไปตามท่อเข้าสู่แอ่งรอบ ๆ อวัยวะ เมื่อหัวใจพักของเหลว นั้นจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจทางช่องออสเตีย (Ostia) เมื่อแมลงขยับตัวหรือเคลื่อนไหวของเหลวในฮีโม ซีล (Hemocoel) จะถูกบีบทาให้ของเหลวไหลออกได้ ยิ่งแมลงมีการเคลื่อนไหวเร็วของเหลวก็ยิ่งไหล เร็ว ทาให้สารอาหารไปยงั เซลล์ตา่ ง ๆ ไดเ้ ร็วขึน้ ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด (Open Circulatory System) ของแมลงจะน าเฉพาะ สารอาหาร ไม่ได้ลาเลยี งแกส๊ 2 หวั ใจ (Tubular Heart) บีบตัวเพอื่ สูบฉดี 1 เลอื ดไปตามหลอดเลอื ด เลือดไหลไปตามหลอดเลอื ด และแทรกไป ตามฮีโมซลี Ostia 3 Tubular Heart เลือดท่ีมกี ารแลกเปลี่ยนสารกับเนื้อเยอ่ื ไหล เลือดสมั ผัสกบั เนอื้ เย่ือโดยตรงทาให้มกี าร 4 กลับเขา้ สู่หัวใจทางออสเตยี แลกเปลย่ี นสารเกดิ ขนึ้ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-98- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ข้อดีของการมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิดในแมลงก็คืออวัยวะภายในของแมลงสัมผัส กับเลือดโดยตรง ดังนั้นแมลงจึงมีชีวิตอยู่ได้นานถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่แห้งแล้ง เพราะแม้แมลง จะสูญเสียน้าไปบ้างแต่อวัยวะภายในยังคงทางานปกติเนื่องจากอวัยวะเหล่านั้นแช่อยู่ในของเหลว ภายในลาตัว และเลือดของแมลงแต่ละชนิดจะมีสีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับรงควัตถุในเลือด เช่น แซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ทาให้เลือดแมลงมีสีเหลือง บิลิเวอร์ดิน (Biliverdin) ทาให้เลือดแมลง มสี ีเขยี ว โครโมโปรตนี ทาให้เลอื ดแมลงมีสีเขียว เป็นต้น กุ้ง จัดเป็นพวกอาร์โทพอด มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิดเช่นเดียวกับแมลง แต่มี ความแตกต่างจากแมลงคือ กุ้งมีหัวใจเพียงตาแหน่งเดียวอยู่ทางด้านหัว หัวใจของกุ้งมีลักษณะคล้าย สามเหลี่ยมบรรจุอยู่ภายในแอ่งเลือดรอบหัวใจ (Pericardial sinus) หัวใจของกุ้งมีออสเตีย 5 คู่ โดย เลอื ดจากแอง่ เลอื ดรอบหวั ใจจะเขา้ สู่หวั ใจผ่านทางออสเตยี ระบบหมุนเวียนเลือดของกุ้งจะมีหลอดเลือดแดงเท่านั้นที่ไหลผ่านหัวใจ ส่วนหลอดเลือดดา ไหลผา่ นเหงือกเพ่ือแลกเปล่ียนแกส๊ 4 หวั ใจสบู ฉดี เลอื ดไปตามหลอดเลือด 1 เลือดทฟ่ี อกจากเหงือกไหลกลับเขา้ สู่หวั ใจทางออสเตยี 3 Ventral Sinus เลอื ดจากแอง่ พกั เลือดไหลผา่ นเหงอื กเพ่อื แลกเปลี่ยนแกส๊ 2 เลอื ดไหลไปตามชอ่ งว่างระหวา่ งเนือ้ เย่อื เกิดการแลกเปลย่ี น แก๊สและไหลไปรวมกันบรเิ วณแอง่ พกั เลอื ดด้านล่าง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -99- 4.2.3 ไฟลัมแอเนลดิ า (Annelida) ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ในไฟลัมแอเนลิดา มีหลอดเลือด 2 เส้นใหญ่ ๆ คือหลอดเลือดด้านหลัง (Dorsal Blood Vessel) หลอดเลือดด้านท้อง (Ventral Blood Vessel) และหลอดเลือดฝอย (Capillary) ซึ่งทอดยาวตลอดลาตัว โดยทางส่วนหัวจะมีลักษณะเป็นห่วงหลอดเลือดอยู่รอบหลอด อาหารเช่อื มต่อกบั หลอดเลอื ดด้านหลังกับหลอดเลือดด้านท้อง ทาหน้าท่ีสูบฉีดเลอื ด จงึ เรียกว่า หัวใจ เทียม (Pseudoheart) เลือดของไส้เดือนดินมีสีแดงเนื่องจากมีฮีโมโกลบินเป็นองค์ประกอบ และ จะไหลวนอยู่ในหลอดเลือดต่อเนื่องกันตลอดจัดเป็น ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด (Closed Circulatory System) เลือดจากหลอดเลอื ดด้านท้องถูกดนั เข้าสหู่ ลอดเลอื ด 3 ด้านหลงั ซ่งึ มหี ลอดเลือดฝอยแลกเปลยี่ นแก๊สบรเิ วณผวิ หนัง 4 เลอื ดไหลกลบั เขา้ สหู่ วั ใจเทียม Dorsal Blood Vessel Pseudoheart 1 หัวใจเทียมบีบตัว Ventral Blood Vessel 2 เลือดไหลไปตามหลอดเลอื ดดา้ นทอ้ ง เข้าส่หู ลอดเลือดฝอยและเกิดการแลกเปลยี่ น สาร 4.2.4 ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca) หอยกาบมีระบบเลือดเปิด และมีช่องว่างให้เลือดผ่านเรียก ไซนัส (Sinus) เลือดของ หอยกาบไม่มีสีหรือมีสีฟ้าของฮีโมไซยานินซึ่งอยู่ในน้า เลอื ด การหมนุ เวยี นเลือดของหอยกาบ เริ่มจากเลือดท่ี มีออกซิเจนสูงจากเมนเทิล ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนและ ห้องล่างตามลาดับต่อจากนั้นหัวใจห้องล่างจะส่งเลือด ไปส่วนทางหน้าผ่านทางหลอดเลือด Anterior Aorta และส่วนหลังทางหลอดเลือด Posterior Aorta เพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของหอย เลือดที่ใช้แล้วจาก กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-100- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ส่วนเท้าและอวัยวะภายในจะเข้าสู่หลอดเลือดเวนาคาวา (Vena cava) ไปกรองของเสียที่ไตแล้วถูก ลาเลียงไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่เหงือกแล้วไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนพร้อมกับเลือดที่ฟอกแล้วจาก เมนเทิล หมกึ มรี ะบบหมุนเวียนเลือดแบบปิดมฮี ีโมไซยานินเป็นองค์ประกอบหลักในเลือด หมกึ มี เหงือก 1 คู่ และมหี วั ใจ 2 ชนิด คอื 1. Branchial Heart ทาหนา้ ทีเ่ พ่มิ แรงดันเลือดและความเร็วของเลอื ดใหไ้ หล ผ่านเหงือกไดด้ ยี ิ่งข้นึ 2. Systemic Heart อย่ตู รงกลางลาตัว ทาหนา้ ท่รี บั เลอื ดท่ีฟอกแล้วจากเหงือก (มีออกซเิ จนสูง) ไปเล้ียงอวัยวะต่าง ๆ การลาเลยี งสารในร่างกายของสตั วท์ ี่มกี ระดูกสนั หลัง ระบบลาเลียงภายในร่างก่ายของสัตว์มีกระดูกสันหลังและของมนุษย์เราเป็นระบบไหลเวียนแบบปิด ซ่งึ ประกอบดว้ ยหวั ใจ หลอดเลอื ด และเลอื ด หัวใจประกอบด้วยห้องบน (Atrium) ที่ทาหน้าที่รับเลือดเข้าสู่หัวใจ และหัวใจห้องล่าง (Ventricle) ทาหนา้ ท่ีสูบฉดี เลอื ดออกจากหวั ใจ รบั เลอื ดจากสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งาย Atrium สง่ เลอื ดไปสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ventricle กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอื่ ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -101- หลอดเลือดมี 3 ชนิด คือ 1) หลอดเลือดอาร์เทอรี (Artery) 2) หลอดเลือดเวน (Vein) และ 3) หลอดเลือดฝอย (Capillary) โดยในหลอดเลอื ดแตล่ ะชนิดจะมีเลอื ดไหลผ่านในทศิ ทางเดียวเท่านนั้ หลอดเลือดอาร์เทอรีจะนาเลือดออกจากหวั ใจ แล้วแตกแขนงออกเป็นหลอดเลือดอาร์เทอรีที่มีขนาด เล็กลงเรียกว่า อาร์เทอริโอล (Arteriole) แล้วแตกแขนงต่อเป็นหลอดเลือดฝอยที่มีขนาดเล็ก ผนังบาง หลอดเลือดฝอยนจ้ี ะแตกแขนงเป็นตาข่ายแทรกเข้าไประหว่างเซลล์ของอวัยวะ โดยเราจะเรยี กกลุ่มของหลอด เลือดฝอยว่า Capillary Bed การแลกเปลี่ยนสารระหว่างเลือดกับของเหลวระหว่างเซลล์ (Interstitial fluid) จะเกดิ ขึ้นโดยผา่ นผนังของหลอดเลอื ดฝอยนี้ Capillary Bed มี 2 ดา้ น คอื ด้านท่ีติดกับหลอดเลอื ดอารเ์ ทอรโิ อล เรียกวา่ Arterial End และด้านที่ ติดกบั หลอดเลือดเวนูล เรยี กวา่ Venule End ซง่ึ ดา้ น Venule End น้จี ะนาเลือดเข้าสูห่ ลอดเลือดเวนลู เพ่ือไป ยงั หลอดเลือดเวนเพื่อนาเลือดเขา้ สหู่ วั ใจ arteriole venule Capillary Bed 4.2.4 ปลา ปลาเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกที่มีระบบหมุนเวียนเลือด โดยมีหัวใจ 2 ห้อง คือ หัวใจห้องบน (Atrium) 1 ห้อง และหัวใจหอ้ งล่าง (Ventricle) 1 ห้องมีการหมุนเวยี นเลือดแบบวงจร เดียว (Single Circulation) โดยหัวใจห้องบนรับเลือดที่มีออกซิเจนต่าที่มาจากเนื้อเยื่อ แล้วส่งต่อไป ยังหัวใจห้องล่างเมื่อหัวใจห้องล่างบีบตัวเกิดการส่งต่อไปฟอกที่หลอดเลือดฝอยบริเวณเหงือก (Gill Capillary) เพือ่ ฟอกเลอื ดใหม้ ปี รมิ าณออกซเิ จนสงู ขน้ึ เลือดท่มี ีปริมาณออกซิเจนสูงจากบริเวณเหงือก จะถูกล าเลียงไปยังหลอดเลือดฝอยตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ( Systemic Capillary) จากนั้นเลือดจึงไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจใหม่อีกครั้ง จากข้างต้นส่งผลให้เลือดที่ไหลออกจากบริเวณ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-102- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 เหงือกไปยังอวัยวะต่าง ๆ จะไปได้ช้ามากเนื่องจากไม่ได้ผ่านหัวใจ ปลาจึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการ ว่ายน้าตลอดเวลาเพอ่ื ให้ความดันเลือดเพ่มิ ข้นึ Systemic Capillaries 4.2.5 สัตวส์ ะเทินน้าสะเทนิ บก มีหัวใจ 3 ห้อง คือ หัวใจห้องบน 2 ห้อง และหัวใจห้องลา่ ง 1 ห้อง โดยเลือดที่ออกจากหัวใจ ห้องล่างจะแยกออกเป็น 2 วงจร คือ วงจรแรกออกไปยังปอดและผิวหนังเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สทาให้ เลือดมีปริมาณออกซิเจนสูง ซึ่งจะกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย เรียกวงจรนี้ว่า Pulmocutaneous Circuit หลังจากนั้นหัวใจห้องบนซ้ายจะบีบตัวเพื่อให้เลือดที่มีออกซิเจนสูงไหลลงสู่หัวใจห้องล่าง จากน้ันหัวใจห้องล่างบบี ตัวและจะปล่อยเลือด ไปสอู่ วัยวะสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย เรียกวงจร ส่วนนี้ว่า Systemic Circuit การหมุนเวียนเลือดลักษณะดังกล่าว ข้างต้นนั้น เรียกว่า การหมุนเวียนเลือดแบบ สองวงจร (Double Circulation) หัวใจของ สัตว์ที่มีห้องล่างเพียงห้องเดียวนั้นจะทาให้ เลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดกับเลือดที่มี ออกซิเจนต่าที่กลับมาจากอวัยวะต่าง ๆ นนั้ เกดิ การปนกนั บา้ ง แตส่ ันนนู ของกล้ามเนื้อ ภายในหัวใจห้องล่าง จะช่วยให้เลือดที่มาจาก ปอดออกไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็น ส่วนใหญ่ และเลือดที่มาจากอวัยวะต่าง ๆ ออกไปทางด้านขวาเพ่อื ไปยังปอดและผวิ หนัง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -103- 4.2.6 สัตวเ์ ล้อื ยคลาน สัตว์เลื้อยคลานมีหัวใจ 3 ห้อง คือ หัวใจห้องบน 2 ห้อง และหัวใจห้องล่าง 1 ห้อง โดยที่หัวใจห้องล่างจะมีแผ่นกั้นออกเป็นด้านซ้ายและด้านขวา ท าให้โอกาสปนกันของเลือดที่มี ออกซเิ จนต่ากับออกซิเจนสูงมโี อกาสเกิดขึน้ ไดน้ ้อยกว่าสตั ว์สะเทินน้าสะเทินบก อย่างไรก็ตามแผ่นกั้น น้ีไม่กั้นตลอดแนว (Incomplete Septum) จึงอาจกล่าวได้ว่าสัตว์พวกนี้มีหัวใจ 4 ห้องแบบ ไม่สมบูรณ์ วงจรการหมุนเวียนเลือดของสัตว์เลื้อยคลานเป็นแบบเดียวกับสัตว์สะเทินน้าสะเทินบก แต่แตกต่างตรงที่สัตว์เลื้อยคล้ายจะไม่มี Pulmocutaneous Circuit แต่จะส่งเลือดไปฟอกที่ปอด เพยี งอย่างเดียวโดยเราจะเรียกวงจรนว้ี า่ Pulmonary Circuit สาหรับจระเข้เป็นสัตว์ชนิดเดียวในกลุ่มนี้ที่มีหัวใจ 4 ห้องแบบสมบูรณ์ เนื่องจากหัวใจ ห้องบนและหอ้ งล่างมีเย่อื ก้นั ที่แบ่งหวั ใจออกเปน็ 2 หอ้ งชัดเจนและสมบูรณ์ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-104- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 4.2.7 นกและสัตว์เลี้ยงลกู ดว้ ยนา้ นม มีหัวใจ 4 ห้องแบบสมบูรณ์ คือ หัวใจห้องบน 2 ห้อง และหัวใจห้องล่าง 2 ห้องมีการหมุนเวียนเลือด แบบสองวงจร โดยเรมิ่ จากเลือดออกจากห้องลา่ งขวาไป ยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจน แล้วกลับจากปอด เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายแล้วลงสู่ห้องล่างซ้ายและสูบฉีด เลอื ด ไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย การที่นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านมมีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์ท าให้ระบบหมุนเวียนเลือด มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากหัวใจสามารถแยกเลือดที่มี ออกซิเจนสูงและเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง อ อ ก จ า ก ก ั น ไ ด ้ อ ย ่ า ง ส ิ ้ น เ ช ิ ง จ ึ ง ส ่ ง ผ ล ใ ห ้ สั ต ว ์ ไ ด ้ รั บ ออกซเิ จนอย่างเพยี งพอ แผนภาพเปรียบเทยี บระบบหมนุ เวยี นในสัตวม์ กี ระดูกสนั หลังชนดิ ตา่ ง ๆ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรือ่ ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -105- 4.3 โครงสรา้ งที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวยี นเลือดในคนฃ ระบบหมุนเวียนเลือดของคนประกอบด้วยหัวใจ ทาหน้าที่สูบฉีดเลือด หลอดเลือด ทาหน้าที่ลาเลียง เลอื ดไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และ เลือด ทาหน้าที่ลาเลยี งแก๊สและสารต่าง ๆ 4.3.1 หัวใจ (Heart) หัวใจของคนที่โตเต็มวัยจะมีขนาดกว้างประมาณ 9 เซนติเมตร ยาว 12.5 เซนติเมตร และ หนา 5 เซนติเมตร มีน้าหนักประมาณ 300 กรัม มีตาแหน่งอยู่ภายในช่องอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย หัวใจอยู่ภายในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) ซึ่งจะมีของเหลวที่สร้างจาก เยือ่ หมุ้ หวั ใจทาหนา้ ท่ีหล่อลนื่ และปอ้ งกนั การเสียดสรี ะหวา่ งหวั ใจกบั ปอดขณะหวั ใจบบี ตัว หัวใจมีหลอดเลือดนาเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เรียกว่า โคโรนารีอาร์เทอรี (Coronary Artery) ส่วนเลือดท่ีเลีย้ งกลา้ มเนือ้ หัวใจแล้วจะเขา้ สู่หลอดเลือดโคโรนารีเวน (Coronary Vein) และ ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา (Right Atrium) กลา้ มเน้ือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-106- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ผนงั ของหวั ใจประกอบดว้ ยเนอ้ื เยือ่ 3 ช้นั คอื 1.ชั้นนอก (Epicardium) เปน็ ช้ันเนื้อเย่ือหุ้มหัวใจไว้ มีเน้ือเยื่อไขมันจานวนมากและจะพบ หลอดเลอื ดต่าง ๆ ที่มาหล่อเล้ยี งหัวใจ ได้แก่ Coronary Artery และ Coronary Vein 2. ชั้นกลาง (Myocardium) เป็นชั้นที่หนามากที่สุด ประกอบขึ้นจากกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) ชน้ั กลา้ มเนอ้ื หวั ใจชน้ั กลางในแตล่ ะห้องหวั ใจจะมีความหนาไม่เท่ากัน โดยหัวใจห้องบนจะบางกว่าหัวใจห้องลา่ ง และหัวใจห้องล่างซา้ ยจะมคี วามหนามากที่สดุ 3. ชั้นใน (Endocardium) เป็นชั้นท่ีประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิว กล้ามเนื้อเรียบและ เนอื้ เยอ่ื เก่ยี วพนั จานวนมาก แตล่ ะเซลล์ของเนื่อเยื่อหวั ใจจะเชื่อมต่อกนั ด้วย Gap junction หนาแน่นจนสามารถมองเหน็ เปน็ ลกั ษณะ เหมือนตาข่าย (Syncytial arrangement) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -107- ห้องหัวใจ หัวใจของคนมี 4 ห้อง คือ ห้องบน (Atrium) 2 ห้อง และห้องล่าง (Ventricle) 2 ห้อง แตล่ ะหอ้ งจะมผี นงั ก้ันเพ่ือแยกหัวใจทง้ั 4 หอ้ งออกจากกันอยา่ งสมบูรณ์ หัวใจห้องบน ประกอบด้วย 1) หัวใจห้องบนขวา ซึ่งมีขนาดเล็ก ผนังกล้ามเนื้อบาง ทาหน้าที่รับเลือดที่ใช้แล้วจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ลาเลียงมากับหลอดเลือดเวนาคาวา (vena cava) และ 2) หัวใจห้องบนซ้าย มีขนาดเล็ก ผนังกล้ามเนื้อบาง ทาหน้าที่รับเลือดที่ฟอกแล้ว (Oxygenated Blood) จากปอดทีล่ าเลียงมากบั หลอดเลอื ด พลั โมนารีเวน (Pulmonary Vein) หัวใจห้องล่าง ประกอบด้วย 1) ห้องล่างขวา มีขนาดเล็กช่องภายในมีลักษณะเป็นรูป สามเหลี่ยม มีหน้าที่รับเลือดจากเอเทรียมขวาและส่งเลือดไปฟอกที่ปอดผ่านหลอดเลือดพัลโมนารี อาร์เทอรี (Pulmonary Artery) และ 2) ห้องล่างซ้าย มีผนังหนามากที่สุด ทาหน้าที่รับเลือดจาก เอเทรยี มซ้ายและสบู ฉีดเลือดเพอื่ ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผา่ นหลอดเลอื ดเอออรต์ า (Aorta) ลน้ิ หัวใจ ลิ้นหัวใจเป็นโครงสร้างที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ลิ้นภายในหัวใจมีตาแหน่ง ลักษณะ และชอื่ เรยี ก ดงั น้ี 1. ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid Valve) อยู่ระหว่างหัวใจห้องบนขวาและห้องล่างขวา มีลักษณะเป็นแผ่น 3 แผ่น ป้องกันไม่ให้เลือดในห้องล่างขวาไหลย้อนกลับเข้าสู่ ห้องบนขวา 2. ลิน้ ไบคัสปิด (Bicuspid Valve) หรือล้นิ ไมทรลั (Mitral valve) อยรู่ ะหวา่ งหัวใจห้องบน ซ้ายและห้องล่างซ้าย มีลักษณะเป็นแผ่น 2 แผ่น ทาหน้าท่ีป้องกันไม่ให้เลือดจากหอ้ งล่าง ซ้ายไหลย้อนกลับเขา้ สู่ห้องบนซ้าย 3. ลิ้นพัลโมนารี เซมิลูนาร์ (Pulmonary Semilunar Valve) อยู่ที่โคนของหลอดเลือด พัลโมนารี อารเ์ ทอรี มลี ักษณะเป็นรูปพระจนั ทร์คร่ึงเส้ียว 3 แผ่นบรรจบกัน ทาหน้าท่ีกั้น ไม่ให้เลอื ดจากพัลโมนารี อารเ์ ทอรีไหลกลบั ลงสูเ่ วนทริเคิลขวา 4. ลิ้นเอออร์ติก เซมิลูนาร์ (Aortic Semilunar Valve) อยู่ที่โคนของหลอดเลือด เอออร์ตา มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ทาหน้าที่กั้นเลือดไม่ให้ไหลย้อนกลับ ลงมายังเวนทริเคลิ ซา้ ย กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-108- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -109- การหมุนเวียนเลอื ดของคน 1. จากหัวใจห้องบนขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดเวนใหญ่ 2 เส้น คือ Superior Vena cava ที่นาเลือดมาจากส่วนหัวและแขน และ Inferior Vena cava ซึ่งนาเลือดมาจาก สว่ นลาตวั และขาเขา้ สู่หวั ใจ 2. หัวใจห้องบนขวาบีบตัว เลือดจะไหลเข้าสู่ห้องล่างขวา (right ventricle) โดยผ่านล้ิน ไตรคสั ปิด (tricuspid valve) ท่ีกัน้ ระหว่างหอ้ งบนขวาและหอ้ งลา่ งขวา 3. ห้องล่างขวาบีบตัวเลือดจะไหลผ่านลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นครึ่งวงกลม 3 แผ่น เลือดเข้าสู่หลอดเลือดพัลโมนารีอาร์- เทอรี (pulmonary artery) ท่ีนาเลือดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สทาให้เลือดมี ปรมิ าณออกซิเจนสูง 4. เลือดจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจทางพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) เข้าสู่หัวใจห้องบน ซา้ ย (left atrium) 5. หัวใจห้องบนซ้ายบีบตัว เลือดก็จะไหลผ่านลิ้นไบคัสปิด (bicuspid valve) ไปยังหัวใจ หอ้ งล่างซ้าย (left ventricle) 6. หัวใจหอ้ งลา่ งซ้ายบีบตวั เลือดไหลเขา้ สู่หลอดเลือดเอออร์ตาท่ีนาเลือดไปเลย้ี งสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย ระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดเอออร์ตาจะมีลิ้นเอออร์ติกเซมิ- ลูนาร์ (aortic semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ ทาหน้าท่ีกั้นไมใ่ ห้เลอื ดจากเออรต์ าไหลย้อนกลบั ไปยังหัวใจหอ้ งล่างซา้ ย กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-110- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 แผนภาพแสดง Capillary bed ท่ตี าแหนง่ ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -111- วัฏจักรหัวใจ (Cardiac Cycle) วัฏจกั รหวั ใจ คอื ลาดับของเหตุการณท์ ี่เกดิ ขึน้ จากการเตน้ ของหัวใจหน่งึ รอบ ซึ่งกินเวลา ประมาณ 0.8 วนิ าที ช่วงท่ีหัวใจบบี ตวั เรียกว่า Systole และระยะท่หี ัวใจพัก เรียกวา่ Diastole วัฏจักรหัวใจมี 3 ระยะ คือ 1) Diastolic Phase เป็นระยะที่หัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง คลายตัว เลือดจากหลอดเลือดเวนเข้าสู่หัวใจ ระยะนี้ใช้เวลาประเมาณ 0.4 วินาที 2) Atrial Systolic Phase เป็นระยะทห่ี ัวใจหอ้ งบนบบี ตวั สว่ นหัวใจหอ้ งล่างยังคงคลายตัว ระยะน้ีใช้ เวลาประมาณ 0.1 วินาที และ 3) Ventricular Systolic Phase เป็นระยะที่หัวใจห้องล่างบีบตัว เพื่อให้เลือดออกไปยังหลอดเลอื ด ใชเ้ วลาประมาณ 0.3 วนิ าที จากวัฏจักรหัวใจที่กินเวลา 0.8 วินาทีนี้ หัวใจห้องบนจะบีบตัวแค่ 0.1 วินาที ส่วนอีก 0.7 วินาทีจะอยู่ในระยะพัก ด้วยเหตุนี้เองผนังของหัวใจห้องบนจึงไม่จาเป็นต้องหนามากเหมือนผนัง หัวใจห้องลา่ ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-112- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ปริมาตรของเลือดที่ออกจากหัวใจห้องล่างภายใน 1 นาที เรียกว่า Cardiac output ซึ่งปริมาตรดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตราการเต้นของหัวใจ และปริมาตรเลือดที่ออกจาก หัวใจแต่ละครั้งที่หัวใจห้องล่างบีบตัวเรียกว่า Stroke Volume ซึ่งค่านี้ปกติในคนจะอยู่ที่ประมาณ 75 มิลลิลิตร ในภาวะที่คนเรามีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก 70 ครั้งต่อนาที จะมี Cardiac Output ประมาณ 5.25 ลิตร/นาที ซึ่งปริมาตรเลือดนี้จะเท่า ๆ กับปริมาตรของเลือดทั้งหมดภายใน ร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเลือดทุกหยดของร่างกายจะต้องมาผ่านหัวใจในเวลาเดียวกัน เพราะ เลอื ดท่ีไปอวัยวะใกลห้ ัวใจ เชน่ บริเวณคอและอก จะกลับเขา้ สูห่ วั ใจนาทีละหลายรอบ ส่วนเลือดท่ีไป เลี้ยงบริเวณแขนและขาจะกินเวลานานกว่า และค่า Cardiac Output นี้อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า ระหวา่ งออกกาลังกาย จังหวะการเต้นของหวั ใจ เราสามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเสียง ที่ได้ยินอย่างชัดเจนจะมี 2 เสียง เสียงการเต้นครั้งที่ 1 ของหัวใจมาจากการปิดของลิ้นไตรคัสปิด และลิ้นไบคัสปิดทั้งสอง จะได้ยินเสียงดัง ลุบ (Lub) และการปิดของลิ้นเซมิลูนาร์ทั้งสองจะทาให้เกิด เสยี งท่ี 2 ซง่ึ ไดย้ นิ เสยี งเป็น ดบุ (Dub) กรณีที่ลิ้นหัวใจเกิดการปิดที่ไม่สมบูรณ์ จะมีผลทาให้เลือดไหลย้อนกลับหรือลิ้นหัวใจรั่ว เรียกว่า Heart Murmur นอกจากนี้สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่หลอดเลือดอาร์เทอรี เรียกว่า อัตราการเต้นของชีพจร ซึ่งนับเป็นจานวนครั้งที่หัวใจเต้นใน 1 นาที โดยหัวใจคนปกติจะมี อัตราการเต้นอยรู่ ะหว่าง 60-100 ครั้งตอ่ นาที และมจี งั หวะทคี่ งทีแ่ ละสม่าเสมอ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -113- ) กลา้ มเน้ือหวั ใจสามารถบบี ตวั หรือทาจังหวะเองได้ เน่อื งจากภายในหัวใจมีบริเวณท่ีทาหน้าที่ เป็นตัวควบคุมให้กล้ามเนื้อหัวใจหดตัว บริเวณดังกล่าวนี้ คือ ไซโนเอเทรียลโนด (Sinoatrial Node) หรือ เอสเอโนด (SA node) เป็นผู้ทาจังหวะ (Pacemaker) อยู่ที่ผนังหัวใจห้องบนขวาใกล้กับหลอด เลือดดาใหญ่ซูพีเรียเวนาคาวา เอสเอโนดเป็นกล้ามเนื้อพิเศษเนื่องจากสามารถส่งกระแสประสาทได้ เช่นเดียวกับเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อหัวใจเองก็สามารถส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปยัง เซลล์หนึ่งได้เนื่องจากมี Gap Junction จึงทาให้กระแสประสาทจากเอสเอโนดกระจายไปท่ัว กล้ามเนื้อหัวใจห้องบนอย่างรวดเร็วทาให้บีบตัวได้ ขณะเดียวกันกระแสประสาทจะส่งไปยัง เอทริโอเวนตริคูลาร์โนด (Atrioventricular Node) หรือ เอวีโนด (AV node) ตั้งอยู่บนหัวใจ ห้องบนขวาใกล้กับผนังที่กั้นระหว่างห้องบนทั้งสอง เอวีโนดเป็นกล้ามเนื้อพิเศษเช่นเดียวกับเอสเอโนด เมื่อกระแสประสาทมาถึงเอวีโนด จะพักประมาณ 0.1 วินาที เพ่อื แนใ่ จวา่ หัวใจห้องบนบบี ตวั และปล่อย เลือดลงสู่ห้องล่างหมดแล้วหัวใจห้องล่างจึงบีบตัว การบีบตัวของหัวใจห้องล่างจะไม่เป็นคลื่นของการ บีบตัวเช่นที่เกิดในหัวใจห้องบน แต่กล้ามเนื้อของ หัวใจห้องล่างจะบีบตัวพร้อมกัน เนื่องจากกระแส ประสาทจากเอวีโนด ส่งออกไปเร็วมากท าให้ กล้ามเนื้อทั้งหมดถูกกระตุ้นและหดตัวพร้อมกัน จ น เ กิ ด แ ร ง ด ั น ม า ก พ อ ท ี ่ จ ะ ส ่ ง เ ล ื อ ด อ อ ก ไ ป สู่ สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายได้ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-114- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 กระแสประสาทที่เคลอื่ นไปในกล้ามเนื้อหวั ใจในระหวา่ งท่หี ัวใจบบี ตัวนท้ี าให้เกิดกระแสไฟฟ้า แพรไ่ ปตามของเหลวในร่างกายไปสสู่ ว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายรวมท้ังผิวหนัง ซงึ่ สามารถวัดกระแสไฟฟ้า ที่เกิดนี้ได้ที่บริเวณผิวหนัง โดยแสดงผลเป็นกราฟ เรียกว่า คลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ประกอบด้วย คลน่ื 3 ชนิด คอื 1. คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผ่ของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจห้อง บนทง้ั สองกอ่ นที่หัวใจห้องบนท้งั สองจะหดตัว 2. คลน่ื คิว อาร์ เอส (QRS wave) ซง่ึ แสดงการแผข่ องกระแสประสาทจาก AV Node และ Purkinje fiber ในหัวใจหอ้ งล่างก่อนท่ีหัวใจห้องล่างจะหดตวั 3. คล่ืน ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตวั ของหวั ใจหอ้ งลา่ ง คลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ ที่จะใช้ตรวจสอบการทางาน ของหัวใจโดยทีค่ ลน่ื ไฟฟ้าเหล่านีจ้ ะเกดิ การเปลีย่ นแปลงเม่ือเกิดโรคหรอื ความผิดปกติขึ้น ความดันเลอื ด (blood pressure) กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เร่อื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -115- ความดนั เลือด แรงดันของเลือด ที่ ไป ดันผน ังหล อด เลื อด มาจาก การ ท่ีหัว ใจบีบ ตัวดั นเลื อด ออกไ ป แล ะ ความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดทาให้เกิดแรงดันขึน้ ความดันเลือดมักวัดจากหลอดเลือดอาร์เทอรี ที่มีความดันมากที่สุดตอนหัวใจหดตัว และน้อยที่สุดตอนหัวใจคลายตัว ความดันเลือดจะสูงต่าตาม จังหวะการบีบของหัวใจ ความดันสูงสุดเกิดขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า ความดันซิสโทลิก (systolic pressure) ความดันต่าสุดเกิดขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก ( diastolic pressure) เครอื่ งมือทใ่ี ช้วัดความดนั โลหิต คอื Sphygmomanometer มีหน่วยเปน็ มลิ ลิเมตรของปรอท โดยวดั จากหลอดเลือดแดงตรงแขนดา้ นบนซ่ึงความดันเลือดในหลอดเลอื ดขนาดต่าง ๆ จะแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับระยะท่ีหา่ งจากหวั ใจ โดยคนปกตจิ ะมีความดนั เลือด 120 / 80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขแรก หมายถึงค่าความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว (systolic pressure) ตัวเลขหลัง หมายถึง ค่าความ ดันเลอื ดตา่ สุดขณะหวั ใจคลายตัว (diastolic pressure) ปจั จัยท่ีมผี ลต่อความดนั โลหติ ของคน ไดแ้ ก่ • อายุ อายุยิ่งมากความดันโลหิตจะมากขึ้น เช่น เด็กแรกเกิด มีความดันโลหิต 40 มิลลิเมตรปรอท อายุ 2 สัปดาห์ มีความดนั โลหิต 70 มิลลเิ มตรปรอท, อายุ 1 เดือน มคี วามดนั โลหิต 80 มิลลิเมตร- ปรอท, อายุ 20 ปี มีความดนั โลหิต 120 มลิ ลิเมตรปรอท • เพศ ความดันโลหิตในผู้หญิงจะตา่ กว่าชายเล็กน้อย (แต่ถ้าอายุ เกิน 40 ปี ความดันโลหิตของชาย จะต่ากวา่ หญิง) • ขนาดของร่างกาย คนอว้ นจะมคี วามดันมากกว่าคนผอม • อารมณ์ โกรธ และ กลวั ความดนั โลหิตจะสูง • การออกกาลงั กาย ทาใหค้ วามดันโลหติ เพ่ิมข้ึน • แรงดึงดดู ของโลก อยใู่ นทส่ี งู จะมีความดนั โลหิตสูงกว่าในท่ีต่า ในปัจจุบันสมาคมความดันโลหติ สงู แห่งประเทศไทยได้มีการจดั จาแนกประเภทของความดนั โลหติ เป็นช่วงตา่ ง ๆ ดงั ตาราง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-116- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ประเภท ความดันซิสโทลกิ ความดนั ไดแอสโทลกิ (mmHg) (mmHg) เหมาะสม < 120 < 80 ปกติ 120 – 129 80 – 84 ปกติค่อนขา้ งสงู 130 – 139 85 – 89 ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 140 – 159 90 – 99 ความดันโลหิตสงู ระยะที่ 2 160 – 179 100 – 109 ความดันโลหิตสงู ระยะที่ 3 ≥180 ≥ 110 ความดันโลหติ เฉพาะชว่ งหัวใจ ≥140 < 90 บีบตวั สูง 1.3.2 หลอดเลือด (Blood Vessel) ทาหน้าทนี่ าเลอื ดออกจากหัวใจไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย และนาเลอื ดจากสว่ นตา่ ง ๆ กลับเขา้ สูห่ ัวใจ หลอดเลือดในรา่ งกายแบ่งออกเปน็ 3 ระบบดังนี้ 1) ระบบอาร์เทอรี (Arterial system) เป็นระบบของหลอดเลือดที่มีทิศทางการลาเลียง เลือดออกจากหวั ใจ 2) ร ะ บ บ เ ว น ( Venous system) เ ป ็ น ร ะ บ บ ข อ ง ห ล อ ด เ ล ื อ ด ท ี ่ ม ี ทิ ศ ทางการลาเลียงเลอื ดเขา้ สูห่ วั ใจ 3) ร ะ บ บ ห ล อ ด เ ล ื อ ด ฝ อ ย ( Capillarial system) เ ป ็ น ร ะ บ บ ของหลอดเลือดที่อยู่ระหว่างระบบ อาร์เทอรีและระบบเวน ซึ่งจะแทรก อยู่ตามเน้ือเยื่อส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย ทาหนา้ ท่ีแลกเปลี่ยนสารกับเซลลต์ ่าง ๆ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -117- ระบบอาร์เทอรี (Arterial system) หล อดเล ือดในระบบอาร์เทอรีเ มื่อเร ียงล าดับจ ากหัว ใจต่ อเนื่ อง กัน ไปจาก ขนา ด ใ ห ญ่ ไปขนาดเล็ก จะเริ่มต้นจากเอออร์ตา (Aorta) มีขนาดใหญ่ที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 น้ิว รองลงมาเปน็ อารเ์ ทอรี (Artery) และเลก็ ท่ีสดุ คือ อาร์เทอริโอล (Arteriole) โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของหลอดเลือดระบบอารเ์ ทอรี ผนังของหลอดเลอื ดอาร์เทอรปี ระกอบดว้ ยเน้ือเย่ือ 3 ช้ัน คอื 1) Tunica Externa เป็นชั้นเนื่อเยื่อเกี่ยวพันและจะมีหลอดเลือดวาซา วาโซรัม (Vasa Vasorum) มาเล้ียงผนังของหลอดเลือดด้วย 2) Tunica Media เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีเส้นใยอีลาสติก (Elastic Fibers) ทาใหม้ คี วามยดื หยนุ่ ดี 3) Tunica Interna เป็นชั้นที่ประกอบขึ้นด้วยเนื้อเยื่อบุผิวแบนบางและเนื้อเยื่อ เก่ยี วพันทม่ี ใี ยอิลาสตกิ ทาใหม้ ีความยดื หยุ่นดี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-118- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระบบเวน (Venous system) หลอดเลือดในระบบเวนเมื่อเรียงลาดับขนาดใหญ่ไปขนาดเล็กสุด จะเริ่มต้นจากหลอดเลือด เวนาคาวา (Vena cava) รองลงมาคอื หลอดเลอื ดเวน (Vein) และเลก็ ท่สี ุดคือ เวนูล (Venule) โครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องหลอดเลอื ดระบบเวน ผนังของหลอดเลือดเวนประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นเช่นเดียวกับในระบบอาร์เทอรี แตม่ ลี กั ษณะตา่ งกันคือ 1. หลอดเลอื ดเวนมขี นาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางใหญม่ ากกวา่ อาร์เทอรี 2. ผนงั ของหลอดเลือดเวนบางกวา่ อาร์เทอรี เนอ่ื งจากมกี ล้ามเนื้อน้อยกวา่ 3. ช่องว่างภายในหลอดเลือดของหลอดเลือดเวนมีขนาดกวา้ งกว่าช่องวา่ งในหลอด เลือดอาร์เทอรี 4. ผนังของหลอดเลือดเวนมคี วามยดื หยุ่นน้อยวา่ หลอดเลือดอารเ์ ทอรี 5. แรงดันของเลือดที่ไหลในหลอดเลือดเวนต่ากว่าในหลอดเลือดอาร์เทอรี ยิ่งใกล้ หัวใจแรงดันเลือดของหลอดเลือดเวนจะยิ่งต่าลง เนื่องจากอยู่ห่างจากแรงบีบ ของหวั ใจ 6. ผนังของหลอดเลือดเวนสามารถยืดขยายได้มาก ทาให้จุเลือดได้มากกว่า ในหลอดเลือดอาร์เทอรี เลือดประมาณ 60-70 % ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย จะอยภู่ ายในระบบเวน 7. หลอดเลือดเวนจะมีลิ้นกั้นอยู่ภายในเป็นระยะ ๆ ป้องกันไม่ให้เลือดไหล ย้อนกลับทาให้เลือดถูกไล่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ยกเว้น หลอดเลือด พัลโมนารี เวน ท่ีนาเลือดทฟ่ี อกแล้ว (Oxygenated Blood) จากปอดมาสหู่ ัวใจ ห้องบนซ้ายจะไม่มีลิ้นกั้นอยู่ภายใน และ Umbilical vein ที่นาเลือดออกซิเจน สูงจากมารดาผา่ นทางรกไปยงั ทารก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -119- ภาพแสดงการไหลของเลือดภายในหลอดเลือดเวน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-120- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ระบบหลอดเลือดฝอย (Capillary) หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ผนังบางมากซึ่งหนา เพียง 1 ไมโครเมตร เพราะประกอบด้วยเซลล์เยื่อบุผิว (Endothelial Cell) เรียงตัวกันเพียงชั้นเดยี ว ไมม่ ีกลา้ มเนอ้ื และเสน้ ใยอลี าสติก หลอดเลือดฝอยสานกันเป็นร่างแหอยู่ตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เชื่อมต่อระหว่าง อาร์เทอริโอลและเวนูล ทาหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร แก๊ส สารต่าง ๆ และของเสียระหว่าง หลอดเลือดกับเซลล์ตา่ ง ๆ ของร่างกาย จากการทหี่ ลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็กและแตกแขนงมากมายน้ีเอง นอกจากจะทาให้สามารถ แทรกเข้าไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้แล้ว ยังเหมาะ กับการแลกเปล่ียนสารอีกดว้ ย เน่อื งจากมผี นงั บางและอัตรา การไหลของเลือดช้า เลือดที่ไปยัง Capillary Bed ของอวัยวะบางอวัยวะจะไม่สม่าเสมอ ยกเว้นที่สมอง หัวใจ ตับ และไต ท่อี ัตราการไหลของเลือดจะสมา่ เสมอ กลไกการควบคุมเลือดไปยัง Capillary Bed มี 2 วิธี คือ 1) การอาศัยการทางานกล้ามเนื้อรอบอาร์เทอ- ริโอล ถ้ากล้ามเนื้อหดตัวจะบีบหลอดเลือดทาให้เลือดไหล เข้าช้า แต่ถ้ากล้ามเนื้อคลายตัวเลือดจะไหลเข้าได้เร็ว 2) อาศัยการทางานของหูรูดของหลอดเลือดฝอยที่อยู่ตรงโคน ของหลอดเลือดฝอย เมื่อหูรูดดังกล่าวคลายตัว (a) รูเปิดเข้า หลอดเลือดฝอยจะเปดิ เลือดไหลเข้ามากแต่ถา้ หรู ูดหดตวั (b) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอื่ ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -121- จะทาให้รูปิดเลือดจะไหลเข้าไดน้ ้อย ตัวอย่างเช่น หลังการรับประทานอาหาร กล้ามเนื้อที่อยู่ตรงผนัง ของหลอดเลือดอาร์เทอริโอลจะคลายตัว ทาให้เลือดไหลไปยังบริเวณดังกล่าวจานวนมาก และขณะ ออกกาลังกาย เลือดจะไปที่กล้ามเนื้อและผิวหนังมาก ดังนั้นถ้าออกกาลังกายทันทีหลังรับประทาน อาหารจะทาใหอ้ าหารไม่ยอ่ ย เป็นต้น การแลกเปล่ยี นสารท่หี ลอดเลอื ดฝอย การแลกเปลี่ยนสารระหว่างของเหลวในร่างกายกับเลือดเกิดขึ้นที่ผนังหลอดเลือดฝอย การแลกเปลี่ยนดงั กล่าวเกดิ ได้หลายวิธี เช่น เกิดกระบวนการ endocytosis ของผนังหลอดเลือดด้าน หนงึ่ แล้วไปแตกออกแบบ Exocytosis ของผนงั อกี ดา้ นหนง่ึ หรอื เกิดโดยการแพร่ ของเหลวภายในหลอดเลือดจะออกจากหลอดเลือดฝอยทางด้านท่ีตดิ กับหลอดเลือดอาร์เทอ- ริโอล และเข้าหลอดเลือดฝอยทางด้านที่ติดกบั หลอดเลือดเวนูล ของเหลวประมาณ 85% จะผ่านเขา้ ออกทางหลอดเลือดฝอย อกี ประมาณ 15% จะเข้าสูร่ ะบบนา้ เหลือง การที่ของเหลวออกจากหลอดเลือดฝอยทางด้านที่ติดกับหลอดเลือดแดงเล็ก และกลับเข้า หลอดเลือดฝอยทางด้านที่ติดกับหลอดเลือดดาเล็ก เกิดจากความแตกต่างของแรงดัน 2 ชนิด คือ แรงดันน้า (Hydrostatic pressure) หรอื ความดนั เลอื ด และแรงดันออสโมตกิ (Osmotic Pressure) คอื แรงดนั ที่จะดนั นา้ เขา้ หลอดเลือด เน่ืองจากภายในหลอดเลือดมีปริมาณน้าน้อยกว่าหรืออีกนัยหน่ึง มตี วั ถูกละลายมากกว่าภายนอก กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-122- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 การไหลของเลือดและความดนั เลือด อัตราการไหลของเลือดที่หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาจะสูงถึง 30 เซนติเมตร/วินาที และ ที่หลอดเลือดฝอยอัตราการไหลเพียง 0.026 เซนติเมตร/วินาที ซึ่งพื้นท่ีหน้าตัดของหลอดเลือดแดง ใหญห่ น่ึงเสน้ จะมีขนาดมากกว่าพนื้ ที่หน้าตัดของหลอดเลือดฝอยหนง่ึ เส้นมาก แตเ่ ม่ือคานวณปริมาณ พื้นที่น่าตัดรวมทั้งหมดจะเห็นว่าพื้นที่หน้าตัดรวมของหลอดเลือดฝอยจะมีมากที่สุด ดังนั้นอัตราการ ไหลของเลือดจะช้าที่สุดท่ีหลอดเลือดฝอย เนือ่ งจากอัตราการไหลจะผกผันกับพ้ืนที่หนา้ ตัด และอัตรา การไหลของเลือดจะค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อเข้าสู่หลอดเลือดดา ขณะเดียวกันความดันเลือดจะสูงที่สุดท่ี หลอดเลือดแดงใหญ่ และค่อย ๆ ลดต่าลงตามลาดับในหลอดเลือดแดง หลอดเลือดแดงเล็ก หลอด เลอื ดแดงฝอย และหลอดเลอื ดดา และจะไม่มีความดนั เลือดในหลอดเลือดดาใหญ่ ฃ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรื่อง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -123- แผนภูมิเปรยี บเทยี บปริมาณเลือดในปอด หัวใจ และหลอดเลอื ดชนดิ ตา่ ง ๆ ระบบเวน ปอด 60-70 % 20-12% หวั ใจ 20-12 % ตารางเปรียบเทียบลกั ษณะของหลอดเลือดอาร์เทอรี หลอดเลอื ดเวน และหลอดเลอื ดฝอย ส่งิ เปรยี บเทียบ หลอดเลือดอารเ์ ทอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ทิศทางการไหลของเลือด ไหลออกจากหวั ใจ รับเลอื ดจากอารเ์ ทอรี มี O2 สูง ยกเวน้ ไหลเข้าสู่หัวใจ และส่งต่อให้กับเวน ในหลอดเลือด Pulmonary Artery ลักษณะของเลือดใน ไมม่ ี ยกเว้นทฐ่ี านของ มี CO2 สงู ยกเว้น มีท้ัง CO2 และ O2 สงู Pulmonary Artery Pulmonary Vein หลอดเลือด ลิ้นในหลอดเลือด และ Aorta มี ยกเวน้ ในหลอดเลือด ไม่มี หนาที่สดุ Pulmonary Vein ความหนาของผนงั หลอด เลือด แคบกว่าเวน บางกวา่ บางที่สดุ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 10 – 12 % กว้างกวา่ อารเ์ ทอรี แคบทส่ี ุด ของท่อหลอดเลือด ไมเ่ หน็ ปรมิ าณเลือดในหลอด 60 – 70 % 4–5% เลอื ด เหน็ ไมเ่ หน็ การมองเห็นจากภายนอก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-124- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 สิ่งเปรยี บเทียบ หลอดเลือดอารเ์ ทอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ความเร็วของกระแส เลือดในหลอดเลือด เร็วทสี่ ดุ ปานกลาง ชา้ ทีส่ ุด การไหลของเลือดใน อาศัยการบีบตัวของ อาศัยการบีบตวั ของ อาศัยการบบี ตวั ของ หลอดเลือด หวั ใจ กลา้ มเนอ้ื ลายทอี่ ยู่รอบ ๆ หัวใจ แรงดันเลือด สูงสุด ตา่ สุด ปานกลาง 1.3.3 เลอื ด (Blood) เลือดจัดเป็นตัวกลางในการลาเลียงสารที่มีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของเซลล์ เนื่องจาก เลือดทาหน้าที่ในการลาเลียงสารอาหารและแก๊สออกซิเจน และนาของเสียภายในเซลล์ออกมากาจดั นอกร่างกาย เมื่อนาเลือดไปใส่ในหลอดทดลองและใส่สารผสมป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) เช่น EDTA (Ethylene Diamine Tetraacetate), โซเดียมซีเตรท (Sodium Citrate) จากนน้ั นาไปปน่ั ดว้ ยเคร่อื งป่ันแยก (Centrifuge) จะพบว่าเลือดแบ่งเป็น 2 สว่ น คอื 1) สว่ น ที่เป็นของเหลวหรือน้าเลือด (Plasma) มีลักษณะเป็นของเหลวใสจะอยู่ชั้นบนซึ่งมีประมาณ 55% และ2) ส่วนของเซลลแ์ ละชิน้ ส่วนของเซลล์ซ่งึ เป็นของแขง็ และหนักกว่าจะอยชู่ ั้นล่าง มปี ระมาณ 45% *ถ้าไม่เติมสารป้องกันการแขง็ ตัวลงไปในเลอื ด แล้วนาเลือดไปปั่นด้วยเครื่องปั่นแยก ของเหลวใสที่ไดจ้ ะ เรียก ซีรัม (Serum) เพราะเป็นของเหลวใสที่เกิดจากการแข็งตัวของเลือดและมีองค์ประกอบที่ต่างจากพลาสมา หลายอยา่ ง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -125- พลาสมา (Plasma) พลาสมามีองค์ประกอบหลักคือน้า ซึ่งมีประมาณ 90% ทาหน้าทีเ่ ป็นตัวทาละลายและนาพา สารต่าง ๆ และตัวละลายซึ่งอยู่ในรูปของไอออน ความเข้มข้นของไอออนในพลาสมาเป็นตัวรักษา สมดลุ ออสโมตกิ (osmotic balance) และไอออนบางตวั ทาให้ความเป็นกรดเบสของพลาสมาคงที่ ซ่ึง ค่า pH ของพลาสมาในมนุษญ์อยู่ที่ประมาณ 7.4 ไอออนเหล่านี้จะมีปริมาณค่อนข้างคงที่โดยจะมี ไตเปน็ ตวั ควบคมุ องค์ประกอบที่สาคัญอีกอย่างของพลาสมาคือ โปรตีน ซึ่งมีประมาณ 7-9% โปรตีนเหล่านี้ ช่วยในการรักษาสมดุลออสโมติก ความเป็นกรดเบส และความหนืดของพลาสมา โปรตีนแต่ละชนิดก็ จะทาหน้าที่เฉพาะแตกต่างกันออกไป เช่น อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ที่ทาหน้าที่ทาลาย สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคต่าง ๆ โปรตนี ไฟบรโิ นเจน (Fibrinogen) ท่ชี ่วยในการแข็งตัวของเลือดเมื่อ เกดิ บาดแผล (หากพลาสมาขาดไฟบรโิ นเจนจะเรียกวา่ เซรมุ่ ) นอกจากนี้พลาสมายังประกอบด้วยสารอาหารชนิดต่าง ๆ รวมทั้งกรดแลกติกซึ่งได้จาก ปฏิกิริยาไกลโคไลซิสของกล้ามเนื้อ และพวกของเสียที่ได้จากกระบวนการแมเทบอลิซึม (Metabolism) ฮอร์โมน แก๊สออกซิเจน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ออกซเิ จนส่วนใหญ่จะไปกบั เมด็ เลอื ดแดงมากกว่าละลายในพลาสมา องค์ประกอบของพลาสมาและองค์ประกอบของของเหลวในร่างกายจะคล้ายคลึงกัน แต่ใน พลาสมาจะมโี ปรตนี มากกว่า เนื่องจากผนังของหลอดเลือดฝอยยอมให้โปรตนี ผ่านน้อยมากด้วยเหตุนี้ ทาให้ความดันออสโมติกของเลือดสูงจึงสามารถดึงส่วนพลาสมาให้ไหลเวียนอยู่ในระบบหมุนเวียน เลือดได้ อย่างไรก็ตามหากมีโปรตีนหลุดออกมาระบบน้าเหลืองก็จะช่วยส่งโปรตีนกลับเข้าสู่พลาสมา ดังเดมิ เซลลแ์ ละชิน้ สว่ นของเซลล์ (Cellular Element) 1) เซลลเ์ มด็ เลือดแดง (Erythrocyte) เซลล์เม็ดเลอื ดแดง เปน็ เมด็ เลือดที่มปี ริมาณมากท่ีสดุ โดยในคนจะมีปริมาณเมด็ เลือดแดง ประมาณ 5-6 ลา้ นเซลล์ตอ่ ปรมิ าณเลอื ด 1 มลิ ลิลติ ร ดังนนั้ ในคนเรามเี ลือด 5 ลิตร จึงมีเมด็ เลือดแดง ถงึ 25 ลา้ นลา้ นเซลล์ เซลล์เม็ดเลอื ดแดงมีลักษณะและรายละเอียดดังน้ี 1.1 เมด็ เลือดแดงของคนสรา้ งจากไขกระดูก และถูกทาลายทต่ี ับ ม้ามและตอ่ มน้าเหลืองโดย วิธีฟาโกไซโทซิส เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส มีอายุเฉลี่ยประมาณ 90 -120 วัน เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงโตเต็มที่จะมีรูปร่างกลมแบน และตรงกลางเว้าเขา้ หากัน (Biconcave) เน่ืองจากนวิ เคลียสหายไป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-126- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 1.2 ภายในเม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล ประกอบด้วย โปรตีนโกลบิน (globin) 1 โมเลกุลซึ่งประกอบด้วยสายพอลิเพปไทด์ 4 สายจับกับฮีม (heme) 4 โมเลกุล แต่ละฮีมจะมี Fe2+ 1 อะตอม สามารถจับออกซิเจนได้ 1 โมเลกุล ดังนั้นฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล จะมี Fe2+ 4 อะตอม และสามารถจับออกซิเจนได้ 4 โมเลกุล จะเกิดสภาพออกซีฮีโมโกลบิน ( oxyhemoglobin) ซึ่งมี สีแดง เมื่อออกซีฮีโมโกลบินปล่อยออกซิเจนให้แก่เซลล์แล้ว จะอยู่ในรูปฮีโมโกลบินปกติ ซึ่งมีสีนา้ เงนิ 2) เมด็ เลือดขาว (Leucocyte) ในเลือด 1 ลกู บาศก์มลิ ลเิ มตรจะมีเม็ดเลอื ดขาวประมาณ 5,000 – 10,000 เซลล์ แต่อาจเพ่ิม จานวนมากขึ้นหากมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวสร้างจากม้าม ต่อมไทมัส ต่อมน้าเหลือง และไขกระดูก มีนิวเคลียส ทาหน้าที่สาคัญคือต่อต้านและทาลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาใน ร่างกาย เม็ดเลือดขาวแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามส่วนประกอบของไซโทพลาสซึมและคุณสมบัติใน การติดสี ดงั นี้ 2.1 กลุ่มที่มีแกรนูลของไซโตพลาซึมจานวนมากในไซโตพลาซึม (Granulocyte) สร้างมาจากไขกระดูกมีนิวเคลียสรูปร่างหลายแบบ มีจานวนพูมากกว่า 1 พู มีแกรนูล ของไลโซโซมและมีแกรนูลพเิ ศษขนาดใหญใ่ นไซโทพลาซมึ แบ่งได้ 3 แบบ คอื 2.1.1 นิวโทรฟิล (Neutrophil) เป็นเซลล์รูปร่างกลมขนาดใหญ่ สร้างมาจากไขกระดูก มีเส้นผ่านศูนย์ กลางประมาณ 12-15 ไมโครเมตร มีอายุ 6-9 วัน พบประมาณ 60-70 % นวิ เคลียส มี 2-5 พู แต่ส่วนใหญ่มี 3 พู นิวโทรฟิลเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวแบบแรกที่ร่างกาย กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -127- ใช้กาจัดสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิส หลังจากนั้นจะตายพร้อม สิง่ แปลกปลอมท่ถี ูกกาจัดและกลายเปน็ หนอง 2.1.2 อีโอซโิ นฟิล (eosinophil) เป็นเซลล์ขนาดกลางมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 ไมโครเมตร สร้างมาจากไขกระดูก มีอายุ 8-12 วัน พบประมาณ 2-5 % มีนิวเคลียส 2 พู และ ทาหน้าที่กาจัด สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้ามาในร่างกายแต่เลือกกินเฉพาะสื่ง แปลกปลอมบางอย่างเท่านั้น และทาลายสารที่เป็นพิษที่ทาให้เกิดการแพ้สารของ ร่างกาย เช่นโปรตีนในอาหาร ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และจานวนอีโอซิโนฟิลจะ เพมิ่ ข้นึ หากมพี ยาธิในร่างกาย 2.1.3 เบโซฟลิ (basophil) เป็นเซลล์รูปร่างกลมขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-15 ไมโครเมตร มีอายุ 3-7 วัน พบประมาณ 0.5-1% มีนิวเคลียสรูปร่างเป็น ตัวเอส (S) หรือบางครั้งเป็นแถบยาว มีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ่จานวนมากกระจาย บดบังบริเวณนิวเคลียส ท าหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโ ทซิส แต่ความสามารถจะด้อยกว่าชนิดนิวโทรฟิล และอีโอซิโนฟิลมาก นอกจากน้ี ยังทาหน้าที่หลั่งสารเฮพาริน (heparin) เป็นสารที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด และสารฮสี ตามีน (histamine) ซง่ึ กอ่ ให้เกิดอาการบวมหรอื แพ้ 2.2 กลุ่มที่ไม่มีแกรนูลในไซโทพลาซึม (agranulocyte) มีลักษณะที่ส าคัญคือ มีนิวเคลียส 1 พู มีแกรนูลของไลโซโซมในไซโทพลาซึมจัดเป็นแกรนูลปกติ และ ไม่มีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ่ (specific granule) ที่สามารถติดสีย้อมไรต์ สเตน (Wright’s stain) 2.2.1 ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) มีประมาณ 20 - 25% มีอายุ 2 - 3 ชั่วโมง เป็นเซลล์รูปร่างกลมมีเส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 7-9 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสกลม ในขณะที่อยู่ในต่อมน้าเหลือง จะมีหน้าที่สร้าง antibody และทาลายสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโตซิส ซึ่งแบ่ง ออกได้ 2 ชนิด คือ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-128- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 1) ลิมโฟไซต์ชนิดบี (B - lymphocyte) หรือ B – cell จะเจริญท่ี ไขกระดูกมีคุณสมบัติในการสร้างแอนติบอดีจาเพาะ โดยถ้าเซลล์บี ถูกกระตุ้นโดยเชือ้ โรคหรือสิง่ แปลกปลอม เซลลบ์ ีจะเปลยี่ นแปลงไปเป็น เซลล์พลาสมา (plasma cell) ทาหน้าที่สร้างแอนติบอดี และบางเซลล์ เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เมมอรี (memory cell) ทาหน้าที่จาแอนติเจน นั้นไว้ ถ้าแอนติเจนนั้นเข้าสู่เซลล์ในภายหลังเซลล์ เมเมอรีจะสร้าง แอนติบอดจี าเพาะอย่างรวดเร็วไปทาลายแอนติเจนนั้น ๆ ให้หมดไป 2) ลิมโฟไซต์ชนิดที (T - lymphocyte) หรือ T – cell เกิดจากเซลล์ บริเวณไขกระดูกซึ่งมีการเจริญพัฒนาที่ต่อมไทมัส เซลล์ทีบางชนิด จะกระตุ้นให้เซลล์บีสร้างสารแอนติบอดี และกระตุ้น ฟาโกไซต์ให้มี การทาลายสิ่งแปลกปลอมให้รวดเร็วขึ้น เซลล์ทีบางชนิดควบคุม การทางานของเซลล์บีและฟาโกไซต์ให้อยู่ในสภาพสมดุล และเซลล์ที บางชนดิ จะทาหนา้ ทเ่ี ป็นเซลล์เมมอรดี ้วย 2) มอนอไซต์ (monocyte) มีประมาณ 3 - 8 % มีอายุ 2-3 วัน แต่ถ้าอยู่ในเนื้อเยื่อ กระดูกมีอายุ ยาวนาน 72 วัน เป็นเซลล์รูปกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-20 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสเป็นรูปไตหรือเกือกม้าจานวน 1 พู ทาหน้าที่กาจัด ส่งิ แปลกปลอมดว้ ยวิธฟี าโกไซโทซิส กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรื่อง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -129- เกลด็ เลือด (Platelet) เกิดจากชิ้นส่วนของไซโทพลาสซึมของเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ในกระดูกที่แตกออกจากกัน และ หลุดเข้าสู่หลอดเลือด มีลักษณะเป็นแผ่นกลมไม่มีนิวเคลียส มีรูปร่างไม่แน่นอน เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 2 ไมโครเมตร (มีขนาดเล็กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงประมาณ 4 เท่า) มีประมาณ 2.5 - 3 แสนชิ้นในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีอายุสั้นประมาณ 3 - 4 วันเท่านั้น มีหน้าที่ช่วยให้เลือด แขง็ ตวั (blood clotting) โดยการสรา้ งสารทรอมโบพลาสตนิ (thromboplastin) ออกมา กระบวนการแข็งตัวของเลือด (blood clotting) แบง่ เป็น 4 ข้ันใหญ่ ๆ 1. เกิดสารทรอมโบพลาสติน จากเกลด็ เลอื ดและเนอื้ เย่ือทไี่ ด้รับอันตราย 2. ทรอมโบพลาสตินที่เกิดขึ้นจะไปเปลี่ยนโพรทอมบิน (Prothrombin) ให้กลายเป็น ทรอมบิน (Thrombin) โพรทรอมบินสร้างมาจากตับโดยอาศัยวิตามินเคช่วยในการสร้าง และสง่ มาไหลเวียนในกระแสเลือด 3. ทรอมบินจะไปเปล่ียนไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ในเลือดให้เปน็ ไฟบรนิ 4. ไฟบรินเส้นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจะรวมตัวกันเป็นเส้นใยไฟบรินโดยการช่วยเหลือจาก Ca2+ และปัจจัยที่ทาให้ไฟบรินอยู่ตัว และไปประสานกันเปน็ ร่างแห และมีเกล็ดเลือด เม็ดเลือด ต่าง ๆ มาเกาะติดอยู่ภายในเกิดเป็นก้อนแข็งร่างแห ไฟบรินจะหดตัวรัดแน่นเข้า เปน็ การชว่ ยดงึ บาดแผลให้เข้าชดิ กนั และปิดปากแผล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-130- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 หมู่เลอื ดและการให้เลอื ด ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงมีสารซึ่งเป็นแอนติเจน (Antigen) แต่ในพลาสมา มีสารแอนตบิ อดี (Antibody) บางชนิดและเป็นแอนติบอดที ่ีไมต่ ่อต้านกับแอนตเิ จนท่ีผวิ เม็ดเลือดแดง ของตนเอง จากข้างต้นทาให้เราสามารถจาแนกกลุ่มเลือดของคนตามชนิดของแอนติเจนที่เยื่อหุ้ม เซลล์ของเม็ดเลอื ดแดงและแอนตบิ อดีในพลาสมาออกเป็นหลายระบบ เช่น 1) ระบบหมเู่ ลอื ด ABO หมู่เลือด A B AB และ O ของคนเราถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยหมู่เลือดของ แต่ละคนจะเปน็ หม่ใู ดข้ึนอยู่กับชนิดของพอลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) หรืออาจเรียกว่าเป็น แอนตเิ จนท่ีผวิ เม็ดเลอื ดแดง และชนิดของแอนตบิ อดใี นพลาสมา ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั น้ี หมเู่ ลอื ด แอนตเิ จนท่ีผิว แอนตบิ อดีใน เมด็ เลือดแดง พลาสมา O a,b A - b B A a AB B - AB แผนภาพแสดงแอนติเจนและแอนตบิ อดีของระบบหมู่เลือด ABO กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

ห ู่มเ ืลอดของ ้ผูให้ เรอ่ื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -131- หลักการให้เลอื ดในระบบ ABO การให้เลือดจะพิจารณาเฉพาะแอนติเจนของผู้ให้กับแอนติบอดีของผู้รับเท่านั้น โดยไม่คานึงถึงแอนติบอดีของผู้ให้และแอนติเจนของผู้รับ เพราะหากพิจารณาพร้อมกันจะให้และ รับได้เฉพาะหมู่เลือดที่ตรงกันเท่านั้น แต่ในสภาพจริงแอนติบอดีของผู้ให้ไม่ค่อยมีผลต่อแอนติเจน ของผู้รับมากนัก เพราะเลือดของผู้ให้มีจานวนน้อยกว่าเลือดของผู้รับ ปฏิกิริยาการตกตะกอน (agglutination) จะเกดิ ขึ้นเพียงเลก็ น้อยเทา่ นัน้ หลักการให้เลือดในระบบ ABO มีรายละเอียดดังน้ี หมูเ่ ลอื ดของผูร้ ับ A B AB O A/ X / x Bx / / X AB X x / x O/ / / / 2) ระบบหมู่เลือด Rh นอกเหนือจากหมู่เลือด ABO ที่กล่าวมาแล้วจากการศึกษาต่อ ๆ มาพบว่าในเลือดของแต่ละ คนยังมีแอนติเจนชนิดอื่นอีกหลายระบบ ระบบที่รู้จักกันดีคือ ระบบหมู่เลือด Rh ซึ่งคาดว่า Rh มาจากคาว่า Rhesus monkey ซึ่งเป็นชื่อลิงชนิดหนึ่งที่แอนติเจนนี้ถูกค้นพบครั้งแรก ระบบหมู่ เลอื ด Rh แบง่ ออกเปน็ 2 กลมุ่ ตามผลการตรวจสอบคอื Rh+ คือ เลือดที่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ไม่มีแอนติบอดี (Antibody) Rh ในน้าเลอื ด ซึง่ คนไทยประมาณร้อยละ 90 จะเปน็ Rh+ Rh- คอื เลอื ดทไ่ี ม่มีแอนติเจน Rh อยูบ่ นผิวเซลลเ์ ม็ดเลือดแดง และนา้ เลอื ดก็ไม่มีแอนติบอดี Rh แต่สามารถสร้างแอนตบิ อดี Rh ได้ เมื่อไดร้ บั แอนตเิ จน Rh (Rh+) กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-132- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 หลักการให้เลือดในระบบ Rh ในระบบ Rh ไม่มีแอนติบอดีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนในระบบ ABO ดังนั้นคนที่มี แอนติเจน Rh ท่เี ยือ่ หุ้มเซลล์เมด็ เลือดแดงจึงไม่มีแอนติบอดี Rh ในพลาสมา คนพวกนี้เรียกว่ามีเลือด Rh+ ในคนที่ไม่มีแอนติเจน Rh ที่เม็ดเลือดแดงก็จะไม่มีแอนติบอดี Rh ด้วย คนพวกนี้เรียกว่า มเี ลอื ด Rh- ในการถ่ายเลือดใหแ้ ก่กัน นอกจากคานึงถึงหมู่เลือดระบบ ABO แลว้ ยังตอ้ งคานึงถึงหมู่เลือด ระบบ Rh ด้วยเพราะถ้าผู้รับเลือดเป็น Rh- ได้รับเลือด Rh+ เข้าไป ร่างกายของผู้รับจะสร้าง แอนติบอดี Rh ขน้ึ มา ในครงั้ แรกจะยังไมเ่ ปน็ อนั ตราย แต่หากไดร้ ับเลือดในครั้งต่อไป แอนติบอดี Rh ในร่างกายของผู้รับจะต่อต้านแอนติเจน Rh ของผู้ให้ซึ่งทาให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นในการให้ เลือดในระบบ Rh คนที่มี Rh- สามารถรับเลือดได้จากคนที่มี Rh- เหมือนกันเท่านั้น คนที่มี Rh+ สามารถรบั เลอื ดได้ทั้งชนดิ Rh+ และ Rh- นอกจากการให้เลือดแล้วระบบหมู่เลือด Rh ยังส่งผลต่อการตั้งครรภ์ของมารดาที่มี Rh- อีกด้วย นั่นคือถ้ามารดามี Rh- แต่ลูกมี Rh+ ถ้าเกิดความผิดปกติของรกเพียงเล็กน้อยจะทาให้เลือด จากรกท่ีมี Rh+ ผ่านเข้าระบบเลือดมารดาแล้วไปกระตุ้นให้เลือดของมารดาสร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นมา เมื่อตั้งครรภ์บุตรคนถัดไปแล้วทารกในครรภ์มีหมู่เลือดอาร์เอชบวก แอนติบอดีของมารดาจะ สามารถผ่านรกเข้าไปทาให้เกิดเม็ดเลือดแดงแตกได้ ทารกจะมีโลหิตจาง หากเป็นเล็กน้อยทารก จะสามารถมีชีวิตรอดได้ หลังคลอดจะมีโลหิตจางเล็กน้อยหรือปานกลาง และมีเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน เป็นสัดส่วนสูงกว่าปกติ ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิด อีริโทบลาสโตซิส ฟีตาลิส (Erythroblastosis fetalis) ซึง่ ทาให้ทารกอาการซดี อย่างรนุ แรงได้ อย่างไรก็ตามประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีหมู่เลือด Rh+ ประมาณ 99% เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาในการให้เลือด แต่ในชาวตะวันตกจะมีหมู่เลือด Rh+ ประมาณ 85% และ Rh- ประมาณ 15% กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -133- ปฏิบัติการท่ี 1 การหมนุ เวยี นเลือดของปลา วนั ทท่ี าการศกึ ษา ..................................................... กลุ่มท.ี่ ..................................................ห้อง........................................................ 1. ชื่อ - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 2. ชื่อ - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 3. ช่ือ - สกุล ............................................................ เลขที่ ...................................... 4. ชือ่ - สกลุ ............................................................ เลขท่ี ...................................... 5. ชอื่ - สกลุ ............................................................ เลขท่ี ...................................... * ใหร้ ะบชุ อ่ื ของตนเองลงในหมายเลข 1 จดุ ประสงค์การทาปฏิบตั กิ าร 1. นักเรยี นทาการทดลอง สังเกต และอธิบายการหมุนเวยี นเลอื ดของปลาได้ 2. นักเรยี นสามารถออกแบบการบนั ทึกผลการทดลอง สรปุ และอภปิ รายผลการทดลองได้อยา่ งถกู ต้อง 3. นักเรียนสามารถใชเ้ ครื่องมอื ทางวิทยาศาสตร์ไดถ้ ูกต้อง วัสดแุ ละอุปกรณ์ 2. กลอ้ งจลุ ทรรศน์ 4. หลอดหยดสาร 1. ปลาหางนกยูง 6. สาลี 3. สไลด์และกระจกปดิ สไลด์ 5. บกี เกอร์ 7. ทิชชู่ วิธกี ารทดลอง 1. นาปลาขนาดเล็กวางบนสไลด์ ใช้สาลีชบุ นา้ พันรอบบริเวณหวั ให้คลมึ เหงอื ก แลว้ นากระจกปดิ สไลด์ วางทับบรเิ วณหาง 2. นาสไลด์ไปสอ่ งดูดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ โดยเรมิ่ จากเลนส์ใกล้วัตถุกาลังขยาย 4X 10X และ 40X ตามลาดบั 3. สงั เกตการเคลอ่ื นท่ีของเลือดบรเิ วณหางปลา 4. เขียนรายงานบันทึกผลการทดลอง ข้อควรระวัง : ในการทาปฏิบัติการให้ระวังสาลีแหง้ เนือ่ งจากจะส่งผลให้ปลาไม่สามารถแลกเปลย่ี นแกส๊ ได้ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-134- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5 บันทกึ ผลการทดลอง สรปุ ผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ อภปิ รายผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................................................ ...... ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................. ................ ................................................................................................................... .......................................................... กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -135- คาถามท้ายการทดลองตอนท่ี 1 1. ทศิ ทางการหมนุ เวยี นเลือดบริเวณหางของปลามีลักษณะอย่างไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................................ .... 2. ความเรว็ ในการเคลื่อนท่ีของเม็ดเลอื ดในหลอดเลือดท่สี งั เกตไดเ้ ปน็ อยา่ งไร ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ....................................................................................... ......................................................................... 3. จากการทดลองหลอดเลอื ดใดเป็นหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดใดเปน็ หลอดเลอื ดดา มขี ้อสงั เกต อยา่ งไร (วาดภาพประกอบ) ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................................ .... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-136- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ปฏิบตั กิ ารท่ี 2 โครงสรา้ งของหวั ใจหมู วันท่ที าการศึกษา ..................................................... กลุ่มที่...................................................หอ้ ง........................................................ 1. ชอ่ื - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 2. ชื่อ - สกุล ............................................................ เลขที่ ...................................... 3. ช่อื - สกลุ ............................................................ เลขท่ี ...................................... 4. ชื่อ - สกลุ ............................................................ เลขท่ี ...................................... 5. ชื่อ - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... * ใหร้ ะบุช่ือของตนเองลงในหมายเลข 1 จุดประสงคข์ องการทาปฏิบัตกิ าร 1. นักเรยี นสามารถบอกโครงสร้างของหวั ใจสัตวเ์ ลยี้ งลูกดว้ ยนา้ นม 2. นักเรียนสามารถอธบิ ายทิศทางการไหลเวยี นของเลือดผา่ นหัวใจ 3. นักเรียนสามารถออกแบบการบันทึกผลการทดลอง สรุปและอภิปรายผลการทดลองได้อย่างถูกต้อง 4. นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกตอ้ ง วสั ดอุปกรณ์ 1. หวั ใจหมู 2. เครอ่ื งมือผา่ ตดั 3. ถาดผา่ ตัด 4. แทง่ แกว้ คนสาร 5. ถุงมือยาง วิธีทาการศกึ ษา ศึกษาหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านมโดยให้นักเรียนสวมถุงมือยาง นาหัวใจมาล้างให้สะอาดแล้ว ดาเนินการดงั น้ี 1. สังเกตขนาด รูปร่างภายนอก และหลอดเลือดเล็ก ๆ ทผ่ี ิวรอบนอกสดุ ของหัวใจ วัดขนาดหัวใจ 2. สงั เกตความหนาของผนงั หลอดเลือดที่ตดิ กบั หวั ใจ โดยใช้แทง่ แกว้ คนสารสอดลงไปตามหลอด เลือดพร้อมทั้งสังเกตทิศทางของหลอดเลือด กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -137- 3. ใชก้ รรไกรตดั ผนังหลอดเลือดเข้ามาจนถึงโคนของหลอดเลือด และตัดเขา้ ไปจนถึงผนงั หวั ใจ สังเกตลกั ษณะของลน้ิ หัวใจท่ีกัน้ ระหวา่ งหอ้ งบนและห้องล่าง ใชก้ รรไกรตัดสว่ นปลายล่างสดุ ของ หอ้ งหวั ใจเวนทรเิ คลิ ให้เป็นช่อง และลองปล่อยใหน้ า้ ไหลผา่ นลน้ิ หัวใจ สงั เกตการเคลื่อนไหวของ ลิ้นหวั ใจ 4. ใชเ้ ขม็ เขย่ี ตรงบริเวณล้ินที่ก้นั ภายในหวั ใจ จากนน้ั ใช้แทง่ แกว้ คนสารสอดเข้าจากหลอดเลอื ดท่ี ติดต่อกับเอเตรยี มขวา ไล่มาตามโครงสร้างของหัวใจ สงั เกตทศิ ทางการไหลเวียนของเลือดผา่ น หวั ใจ 5. ฟงั ครูอธิบายเกี่ยวกบั ทศิ ทางการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจ 6. สรุปผลการศึกษา ผลการศกึ ษา 1. ให้นกั เรยี นวาดรูปแสดงลักษณะภายนอกและลักษณะภายในของหัวใจ พร้อมระบชุ ่ือของ สว่ นประกอบตา่ ง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-138- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 2. ขนาดของหวั ใจท่ศี ึกษา เซนติเมตร เซนติเมตร กว้าง เซนตเิ มตร ยาว ความหนาของ ผนงั 3. เปรยี บเทียบลักษณะของผนังหวั ใจฝ่ังซา้ ยและฝ่งั ขวา เอเตรยี มขวา หนา เซนตเิ มตร เวนทรเิ คลิ ขวา หนา เซนติเมตร เอเตรยี มซ้าย หนา เซนตเิ มตร เวนทริเคลิ ซ้าย หนา เซนตเิ มตร 3.1 หวั ใจห้องท่มี ีผนงั หนาท่สี ุด คือ......................................................... 3.2 หัวใจหอ้ งทม่ี ผี นังบางทส่ี ุด คือ ......................................................... 4. ลน้ิ หัวใจ บรเิ วณท่ีพบ ลกั ษณะ ชอื่ ล้ินหัวใจ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -139- สรุปผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. อภปิ รายผลการทดลอง ................................................................................................................................................... .......................... ........................................................................................................ ...................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ......................................................................................................................................... .................................... .............................................................................................. ................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................... .............................................. .................................................................................... ................................................... ....................................... ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................. กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-140- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ใบงานที่ 7 ระบบหมนุ เวยี นเลือดของสตั ว์ ตอนท่ี 1 ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาตอบลงในช่องวา่ งให้ถูกต้อง 1. ฟองน้าท่ีมขี นาดใหญ่มีการปรับตัวดา้ นโครงสรา้ งเพ่อื เพ่ิมประสทิ ธิภาพในการแลกเปล่ียนสาร อยา่ งไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 2. Diverticulum คอื อะไร พบในสิ่งมีชีวิตใด และมีประโยชน์อยา่ งไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ 3. เพราะเหตุใดนีมาโทดจงึ ไม่ถูกจัดให้อยใู่ นกลุ่มของสัตวท์ ี่มีระบบหมุนเวียน ....................................................................................................................... ......................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ 4. ให้นักเรยี นเปรยี บเทียบระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดิ และระบบหมุนเวียนเลือดแบบปดิ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -141- 5. เพราะเหตใุ ดสตั วม์ ีกระดกู สันหลังจงึ ต้องมรี ะบบหมุนเวียนแบบปดิ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 6. จากภาพจงระบุโครงสรา้ งของระบบหมุนเวียนของไส้เดอื นดนิ ให้ถกู ตอ้ ง BA D C A คอื .............................................................. B คือ ................................................................ C คอื .............................................................. D คือ ................................................................ เรยี งลาดับการไหลเวยี นเลือดของไสเ้ ดอื นดิน ...................................................................................... ระบบหมนุ เวียนเลือดของไสเ้ ดือนดนิ เปน็ แบบ.......................เน่ืองจาก................................................ ............................................................................................................................................................. 7. จากภาพจงระบโุ ครงสร้างของระบบหมนุ เวียนของสัตวต์ อ่ ไปนใี้ ห้ถูกต้อง ภาพตอ่ ไปนเ้ี ปน็ ภาพระบบหมนุ เวยี นเลือดของ........................เนอ่ื งจาก........................................................... กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-142- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ....................................................................................................................................................................................... ... 8. Single Circulation และ Double Circulation แตกต่างกันอยา่ งไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 9. หากมนษุ ย์มรี ะบบหมนุ เวียนแบบ Single Circulation จะสง่ ผลดีหรือผลเสยี เพราะเหตุใด ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 10. pulmocutaneous circuit และ pulmonary circuit เหมือนหรือแตกตา่ งกันอย่างไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 11. จงตอบคาถามต่อไปนี้ให้ถกู ต้อง A BC 11.1 A พบใน............................................ เน่อื งจาก........................................................................ 11.2 B พบใน............................................ เนอ่ื งจาก.......................................................................... 11.3 C พบใน............................................ เนื่องจาก......................................................................... 11.4 ระบบหมุนเวยี นแบบไหนท่ีมปี ระสิทธภิ าพมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด .................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................................................. ............................ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -143- ตอนท่ี 2 ใหน้ ักเรยี นเขยี นตวั อกั ษรหนา้ ข้อความทีส่ ัมพันธ์กับตัวเลือก ______ 1. การหมุนเวยี นสารอาศัยของเหลวภายในชอ่ งว่าง A. Open circulatory system ลาตัวเทยี ม (Pseudocoelom) B. Close circulatory system C. No circulatory system ______ 2. สง่ิ มชี วี ิตทีเ่ ลือดมีออกซิเจนตา่ ไหลผา่ นหวั ใจเท่าน้ัน D. Single circulation ______ 3. พารามเี ซียม, ฟองน้า, ไฮดรา E. Double circulation ______ 4. สิง่ มีชีวิตท่ีระบบหมุนเวยี นสารมีบทบาทในการลาเลยี ง F. Invertebrate G. Nematode สารอาหาร แตไ่ ม่มีบทบาทในการลาเลียงแกส๊ H. Hydra ______ 5. สารอาหารสามารถแลกเปลี่ยนกบั เซลลไ์ ด้โดยตรง I. Planaria J. Frog จงึ ไม่จาเป็นต้องมีหลอดเลือดฝอย K. Earthworm ______ 6. การหมนุ เวียนสารอาศัยหลอดเลือดหลกั 2 เส้น ได้แก่ L. Insect M. Shark Dorsal blood vessel / Ventral blood vessel N. Whale ______ 7. Fish, Amphibian, Reptile, Aves, Mammal ______ 8. มเี นือ้ เย่อื 3 ชนั้ แตใ่ ชก้ ารแพร่ ซ่ึงยงั ให้ประสิทธภิ าพดี ในการแลกเปลยี่ นและหมุนเวียนสาร ______ 9. เลอื ดจาก right atrium และ left atrium มีโอกาสสูง ท่ีจะผสมกันในห้อง ventricle ______ 10. Pulmonary & Systemic Circulation กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-144- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ใบงานท่ี 8 ระบบหมุนเวยี นเลือดของมนุษย์ ตอนท่ี 1 ให้นกั เรียนเติมคาศัพท์ (Technical term) ลงในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง ACROSS 4. a type of cell in the blood that destroys bacteria, viruses, and toxic proteins and helps the body develop immunities 7. a red blood cell 9. a protein that forms a network of fibers during blood clotting 10. one of the two large muscular chambers that pump blood out of the heart 11. the main artery in the body; it carries blood from the left ventricle to systemic circulation 12. a blood vessel that carries blood away from the heart to the body's organs กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรื่อง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -145- 14. a fragment of a cell that is needed to form blood clots 16. a collection of organs that transport blood throughout the body; the organs in this system include the heart, the arteries, and the veins DOWN 1. a chamber that receives blood that is returning to the heart 2. in plants, a bundle of vascular tissue that transports fluids and nutrients; in animals, a vessel that carries blood to the heart 3. a classification of blood that depends on the type of antigen present on the surface of the red blood cell 5. a white blood cell 6. the movement of blood from the heart to all parts of the body and back to the heart 8. the oxygen-carrying protein in red blood cells 11. located between the right atrium and right ventricle and generates electrical impulses that cause the ventricles of the heart to contract 13. the force that blood exerts on the walls of the arteries 15. in biology, the liquid component of blood ตอนท่ี 2 ให้นักเรียนตอบคาถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. ระบบหมุนเวียนเลอื ดของมนุษย์เปน็ ระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบ.......................... ประกอบด้วยโครงสร้างและ อวยั วะท่ีสาคัญ คือ.......................................................................................................................................... 2. หลอดเลือดทีน่ าเลือดไปเลีย้ งหัวใจ มีช่อื วา่ ................................................................................................ 3. เซลล์กล้ามเนอื้ หวั ใจมีลักษณะสาคัญอยา่ งไร................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................ 4. เพราะเหตใุ ดจงึ พบ Gap Junction บริเวณเซลล์กล้ามเนอ้ื หัวใจจานวนมาก ......................................................................................................................................... ................................ ........................................................................................... .............................................................................. ............................................................................................................................. ............................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-146- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 5. ใหน้ ักเรียนระบุโครงสรา้ งของหวั ใจต่อไปนี้ให้ถูกต้อง L K MN A คอื ....................................................................... B คือ ............................................................................. C คือ ....................................................................... D คือ ............................................................................. E คอื ....................................................................... F คอื ............................................................................. G คอื ....................................................................... H คอื ............................................................................. I คอื ....................................................................... J คือ ............................................................................. K คือ ....................................................................... L คอื ............................................................................. M คอื ....................................................................... N คือ ............................................................................. กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook