Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3

Published by sakkarin.achimar, 2021-05-10 13:18:46

Description: เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน

Search

Read the Text Version

เรือ่ ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -147- 6. ใชภ้ าพในขอ้ ท่ี 5 ตอบคาถามต่อไปนี้ให้ถกู ต้อง (ให้ตอบคาถามโดยระบุเฉพาะตัวอักษร A-N) 6.1 จงเรียงลาดับกระบวนการไหลเวียนเลือดของมนษุ ย์โดยเรมิ่ ต้นจากเลือดท่ีมีออกซิเจนตา่ จากร่างกาย ............................................................................................................................. ............................................. ......................................................................................................................................... ................................. ............................................................................................. ............................................................................. ............................................................................................................................. ............................................. 6.2 ลิน้ ใดท่กี ้ันระหว่างหอ้ งบนซ้ายกบั ล่างซา้ ย................................................................................................. 6.3 ลิ้นใดที่กัน้ ระหว่างหวั ใจหอ้ งลา่ งซา้ ยกับเอออรต์ า...................................................................................... 6.4 ใช้แผนภมู ติ อ่ ไปนใ้ี นการตอบคาถาม I คือหลอดเลือด....................................... III คือ หลอดเลือด ....................................................... IV คอื หลอดเลอื ด.................................... V คือ หลอดเลอื ด ....................................................... 7. ผ้ชู ายคนหนง่ึ ไปตรวจ Electrocardiogram ได้ผลดังภาพ หากนักเรียนเป็นแพทยเ์ จ้าของไข้นักเรียนคดิ วา่ การเตน้ ของหวั ใจของชายคนนผ้ี ดิ ปกตหิ รือไม่ เพราะเหตใุ ด ............................................................................................................................. ............................................ ......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-148- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 8. จงเปรยี บเทยี บลักษณะของหลอดเลือดแต่ละชนิดให้ถูกตอ้ ง ส่งิ เปรยี บเทยี บ หลอดเลอื ดอาร์เทอรี หลอดเลอื ดเวน หลอดเลือดฝอย ทศิ ทางการไหลของเลอื ด ในหลอดเลือด ลกั ษณะของเลือดใน หลอดเลือด ลิ้นในหลอดเลอื ด ความหนาของผนังหลอด เลือด ขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลาง ของท่อหลอดเลือด ปริมาณเลือดในหลอด เลือด ความเรว็ ของกระแสเลือด ในหลอดเลือด การไหลของเลอื ดใน หลอดเลอื ด แรงดันเลือด 9. จงอธิบายว่าเพราะเหตุใดของเหลวในหลอดเลือดจึงออกจากหลอดเลือดฝอยทางด้านที่ติดกับหลอด เลอื ดแดงเล็ก และกลับเข้าหลอดเลือดฝอยทางดา้ นทตี่ ดิ กับหลอดเลือดดาเลก็ ............................................................................................................................. ............................................ ............................................................................................................................. ............................................ ......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................ 10. เม่ือนาเลือดไปปัน่ เหวี่ยงจะพบวา่ เลือดมีองค์ประกอบ.......................ส่วน ไดแ้ ก.่ ................................... ............................................................................................................................. ............................................. ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -149- 11. ใหน้ ักเรยี นเตมิ เครอื่ งหมาย / ลงในหมเู่ ลือดที่สามารถบรจิ าคเลอื ดให้แกก่ นั ได้ และเตมิ เครื่องหมาย x ลงในหมเู่ ลือดที่ไม่สามารถบริจาคเลอื ดให้แกก่ นั ได้ ผู้รับ O- O+ A- ผู้ให้ B+ AB- AB+ A+ B- O- O+ A- A+ B- B+ AB- AB+ 12. เพราะเหตุใดเราจงึ ไม่วัดความดนั โลหติ ทห่ี ลอดเลือดเวน ............................................................................................................................. ............................................ ....................................................................................................................................................... .................. 13. จงอธบิ ายวา่ ขนาดของหลอดเลือดสัมพันธ์กับความเร็วในการไหลของเลือดอย่างไร ............................................................................................................................. ............................................ ............................................................................................................................................................... .......... ..................................................................................................................... .................................................... ............................................................................................................................. ............................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-150- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ใบงานที่ 9 เชื่อมโยงข้อสอบแข่งขันเขา้ มหาวิทยาลยั เร่ือง ระบบหมุนเวียน (Circulatory System) ตอนที่ 3 ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้องท่สี ดุ เพียงคาตอบเดียว 1. การจับตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Agglutination) เกิดจากการที่แอนติเจนบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง ทาปฏกิ ิริยากบั แอนติบอดที เ่ี ป็นคูส่ มดังน้ี แอนตเิ จน A + anti – A -----> Agglutination แอนตเิ จน B + anti – B -----> Agglutination แอนตเิ จน Rh anti – D -----> Agglutination กาหนดให้ หมายถึงการเกดิ Agglutination จากตารางบันทึกผลการตรวจสอบหมู่เลือดของนักเรียน 5 คน โดยใช้แอนติบอดีของศูนย์บริการ โลหติ แห่งชาติ สภากาชาดไทย นักเรียนในข้อใดมีหม่เู ลอื ด O Rh- (PAT-2’ ก.พ.61) ทดสอบด้วย anti-A ทดสอบด้วย anti-B ทดสอบด้วย anti-D ก. ข. ค. ง. จ. กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -151- 2. แผนภาพแสดงโครงสรา้ งหัวใจของสตั วเ์ ล้ยี งลกู ดว้ ยนา้ นม เลือดทม่ี แี ก๊สออกซิเจนสงู จากปอดจะต้องไหลผา่ นล้นิ หวั ใจหมายเลขใดบา้ ง จึงจะสามารถไหลผา่ นออก จากหวั ใจไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายได้ (PAT-2’ ก.พ.62) ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 3 จ. 2 และ 4 3. ขอ้ ใดแสดงทิศทางการเคล่อื นทข่ี องโมเลกุล CO2 ท่ีออกจากเซลล์บรเิ วณสมองเข้าสู่หลอดเลือด Vein เพื่อไปยงั ปอดได้ถกู ต้องที่สุด (9 วิชาสามัญ’61) ก. Inferior vena cava ---> right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary vein ข. superior vena cava --->right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery ค. Inferior vena cava ---> right atrium ---> bicuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery ง. superior vena cava --->right atrium ---> bicuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary vein จ. Inferior vena cava ---> right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery 4.ในคนปกติ ชว่ งทว่ี ัดความดันได้ประมาณ 120 mmHg คือช่วงจังหวะที่กลา้ มเน้อื หัวใจ atrium และ ventricle อยใู่ นภาวะใด (9 วิชาสามัญ’61) ก. Atrium และ Ventricle หดตัวพร้อมกนั ข. Atrium และ Ventricle คลายตัวพรอ้ มกัน ค. Atrium หดตัวในขณะท่ี Ventricle คลายตวั ง. Atrium คลายตวั ในขณะท่ี Ventricle หดตวั จ. Atrium หดตวั กอ่ นการหดตวั ของ Ventricle เลก็ นอ้ ย 5. ปจั จยั ใดทที่ าใหห้ ลอดเลือดฝอยไหลชา้ ทีส่ ดุ เม่อื เปรียบเทยี บกับหลอดเลือดอน่ื (9 วชิ าสามัญ’61) ก. ความดันในหลอดเลือดฝอยมีคา่ ต่าสดุ ข. พนื้ ทีห่ นา้ ตดั ทง้ั หมดของหลอดเลอื ดฝอยมีขนาดใหญท่ ส่ี ุด ค. หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็กมาก เซลล์เมด็ เลือดแดงผา่ นไมส่ ะดวก ง. มกี ารลาเลียงสารออกจากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่หลอดน้าเหลืองฝอย จ. มกี ารแลกเปล่ียนสารระหวา่ งหลอดเลอื ดฝอยกบั เนือ้ เยือ่ บริเวณรอบ ๆ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-152- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 6. เมื่อเกิดบาดแผล วิตามิน K และแคลเซียมกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงใดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด (9 วิชาสามัญ’62) ก. platelet ---> fibrin ข. fibrinogen ---> fibrin ค. thrombin ---> fibrinogen ง. prothrombin ---> platelet จ. prothrombin ---> thrombin 7. ถา้ ล้นิ หวั ใจ bicuspid ร่ัว จะเกิดเหตกุ ารณ์ในข้อใด (9 วิชาสามัญ’62) ก. เลือดจาก Aorta ไหลกลับ Ventricle ซา้ ย ข. เลอื ดจาก Ventricle ซา้ ย ไหลกลับ Atrium ซา้ ย ค. เลอื ดจาก Ventricle ขวา ไหลกลบั Atrium ขวา ง. เลือดจาก Pulmonary Artery ซา้ ย ไหลกลบั Ventricle ซา้ ย จ. เลอื ดจาก Pulmonary Artery ขวา ไหลกลบั Ventricle ขวา 8. ข้อใดเป็นปฏกิ ิรยิ าจากการนาเลอื ดหมู่ B, Rh+ ผสมกับเลือดหมู่ AB, Rh- (7 วิชาสามัญ’58) ก. แอนตเิ จน A ทาปฏิกิรยิ ากับแอนตบิ อดี A ข. แอนตเิ จน B ทาปฏกิ ิรยิ ากับ แอนตบิ อดี B ค. แอนตเิ จน Rh ทาปฏิกิริยากับ แอนติบอดี Rh ง. ก และ ค จ. ข และ ค 9. เซลล์เม็ดเลือดแดงใน artery ที่ลาไส้ต้องผ่าน capillary bed กี่แห่งก่อนไปถึง ventricle ซ้าย (7 วิชาสามญั ’58) ก. 1 แหง่ ข. 2 แห่ง ค. 3 แห่ง ค. 4 แหง่ ง. 5 แหง่ 10. ข้อใดเกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายของสัตว์มีกระดูกสันหลังน้อยที่สุด ( 7 วิชา สามญั ’58) ก. การลาเลยี งน้าดี ข. การรกั ษาระดบั pH ค. การตอ่ ตา้ นหรือทาลายเช้ือโรค ง. การรกั ษาดุลยภาพของของเหลว จ. การลาเลียงสารอาหารและของเสยี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -153- 11. สตั ว์ในข้อใดทเ่ี ลอื ดและของเหลวระหว่างเซลล์มคี วามแตกต่างกนั (9 วชิ าสามัญ’59) ก. ปู ข. กงุ้ ค. ตก๊ั แตน ง. หอยกาบ จ. ไสเ้ ดือนดิน 12. จากแผนภาพหัวใจของสตั วเ์ ลีย้ งลูกด้วยน้านมชนิดหนึ่ง (9 วิชาสามัญ’59) ขอ้ ใดเปน็ ตาแหน่งทพ่ี บได้เฉพาะเลือดที่มีออกซิเจนสงู ก. 1,2,3 ข. 2,3,4 ค. 3,4,5 ง. 4,5,6 จ. 5,6,7 13. ข้อใดคอื ปจั จัยสดุ ทา้ ยที่ทาให้เลอื ดแข็งตัวเม่ือเกิดบาดแผล (9 วชิ าสามญั ’60) ก. ไฟบริน ข. ทรอมบิน ค. วิตามิน K ง. เพลตเลต จ.ไฟบริโนเจน 14. ข้อใดไมถ่ กู ต้องเกี่ยวกับระบบหมุนเวยี นเลือดของคน (PAT-2’ม.ี ค.52) ก. เลือดจากปอดท่นี าออกซเิ จนไปใหก้ ล้ามเน้ือหัวใจต้องผ่านลิน้ ไตรคัสปิดและเซมิลูนาร์ในหวั ใจ ข. ความดนั เลือดในพัลโมนารีอารเ์ ตอรี สูงกวา่ ในพลั โมนารเี วน ค. อตั ราการเตน้ ของหัวใจ สามารถวัดไดจ้ ากการเตน้ ของชีพจร ง. ถา้ โคโรนารอี ารเ์ ตอรี ตีบหรือแขง็ จะทาให้กล้ามเน้ือหัวใจตาย 15. กรณีในข้อใดที่ทาให้ทารกในครรภค์ นที่ 2 มีโอกาสเกิดอรี ีโทรบลาสโทรซิสฟีทาลสิ (PAT-2’ก.ค.52) ก. แม่มีหม่เู ลือด Rh+ ทารกในครรภค์ นแรกมหี มูเ่ ลอื ด Rh+ คนที่ 2 มหี มู่เลือด Rh- ข. แมม่ หี มู่เลอื ด Rh+ ทารกในครรภค์ นแรก และคนที่ 2 มีหมเู่ ลอื ด Rh- ค. แมม่ ีหมู่เลือด Rh- ทารกในครรภค์ นแรกมหี มเู่ ลอื ด Rh- คนที่ 2 มีหมุเ่ ลือด Rh+ ง. แมม่ ีหมเู่ ลอื ด Rh- ทารกในครรภค์ นแรก และคนท่ี 2 มีหมู่เลือด Rh+ 16. จากการตรวจสอบหมเู่ ลือดของนายสมร พบวา่ เลอื ดตกตะกอนทั้งใน Anti – A และ anti – B ข้อใด คอื หมูเ่ ลือดที่เป็นไปไดข้ องพ่อและแมข่ องนายสมร (PAT-2’มี.ค.53) 1) A x B 2) AB x A 3) AB x 4) AB x O ก. 1 และ 4 ข. 1 2 และ 3 ค. 2 3 และ 4 ง. 1 2 3 และ 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-154- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 17. เมื่อเซลลเ์ ม็ดเลือดแดงชนิดหน่ึงเดินทางออกจากหัวใจห้องล่างขวาของคนท่ีมสี ุขภาพปกติ ตาแหนง่ แรกของหัวใจทีเ่ ซลล์เม็ดเลือดแดงนจี้ ะเดินทางกลบั เขา้ มาคอื ส่วนใด (PAT-2’ต.ค.54) ก. หอ้ งบนซา้ ย ข. ห้องบนขวา ค. ลิ้นไบคสั ปิด ง.ล้นิ เอออร์ตกิ เซมลิ นู าร์ 18. ซรี ัม (Serum) ตา่ งจากพลาสมา (Plasma) ในขอ้ ใด (7 วชิ า’55) ก. พลาสมามีเม็ดเลือด ซีรัมไม่มี ข. พลาสมามไี ฟบริโนเจน ซีรัมไม่มี ข. พลาสมามีแอนติบอดีน้อยกว่าซีรมั ง. ก และ ข จ. ข และ ค 19. จากการนา ซรี ัมและเม็ดเลือดแดง ของชายสามคน คือ X Y และ Z ผสมกันได้ผลดงั ตาราง ซีรัม เม็ดเลอื ดแดง ผลลพั ธ์ X Y จับกลุม่ ตกตะกอน X Z ไมจ่ บั กล่มุ ตกตะกอน Y X ไมจ่ บั กลุ่มตกตะกอน Y Z ไมจ่ บั กลุ่มตกตะกอน Z X จบั กล่มุ ตกตะกอน Z Y จบั กลุม่ ตกตะกอน ถ้า X มีเลือดหมู่ A ดังนน้ั Y และ Z จะมีเลือดหมู่ใด (7 วิชา’55) ก. B และ O ข. B และ AB ค. AB และ O ง. AB และ O จ. O และ AB 20. สัตว์ชนดิ ใดมีออกซิเจนในหลอดเลือด Aorta นอ้ ยกว่า Pulmonary Vein (7 วชิ า’56) ก. ไก่ ข. วาฬ ค. กบ ง. จระเข้ จ. หนู 21. หลอดเลือดใดมปี ริมาณออกซเิ จนนอ้ ยที่สดุ (7 วิชา’56) ก. Pulmonary artery ข. Coronary artery ค. Pulmonary vein ง. Hepatic artery ง. Renal artery กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -155- 22. การเปล่ียนแปลงในขอ้ ใดท่ีไม่เป็นผลใหค้ วามดนั เลอื ดสงู ขึ้น (7 วชิ า’57) ก. อัตราการเต้นของหวั ใจเพมิ่ ขนึ้ ข. ระยะเวลาคลายตัวของ Ventricle เพ่มิ ขึ้น ค. การหดตวั ของกลา้ มเนื้อเรียบทีผ่ นังหลอดเลือดแดง ง. การลดขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางของหลอดเลือดแดง จ. ปรมิ าณเลือดทีฉ่ ดี ออกจาก left ventricle ต่อครงั้ เพิ่มขึ้น 23. องค์ประกอบชนดิ ใดในเลือดคนมอี ายุทางานยาวนานมากที่สุด (7 วิชา’57) ก. erythrocyte ข. platelet ค. eosinophil ง. Basophil จ. neutrophil 24. นักศึกษาวิชาทหารคนหนึ่งยืนตรงอยู่ในแถวเพื่อรบั ฟังโอวาสในภาคสนาม เมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เขามีอาการหน้ามืดเป็นลม แม้ว่าเขาจะสุขภาพแข็งแรง รับประทานอาหารและพักผ่อนเพียงพอก็ตาม หากแพทย์วินจิ ฉัยว่าอาการของเขาเกดิ ขึ้นเน่อื งจากการไกลเวียนของเลือดกลับเข้าสูห่ ัวใจมีน้อยกว่าปรกติ ขอ้ ใดเปน็ สาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์ดังกลา่ ว (PAT-2’ ม.ี ค.57) ก. หวั ใจห้องเวนตรเิ คลิ ซา้ ยไมท่ างาน ข. กล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดดาไม่หดตัว ค. กลา้ มเน้อื โครงรา่ งทอี่ ยรู่ อบหลอดเลอื ดดาไม่บีบหลอดเลอื ด ง. ลนิ้ ภายในหลอดเลอื ดดาทคี่ มุ ใหเ้ ลือดไหลไปในทิศเดยี วไม่ทางาน 25. ข้อใดถูกตอ้ งเกีย่ วกบั ลักษณะของหลอดเลือดในสตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนม (PAT-2’ พ.ย.58) ก. หลอดเลอื ด Artery มผี นังบางกว่าหลอดเลอื ด arteriole ข. หลอดเลอื ด Venule มีผนังหนากว่าหลอดเลือด arteriole ค. เลือดในหลอดเลอื ดฝอยไหลเร็วกว่าในหลอดเลือด Venule ง. เลอื ดในหลอดเลือด vein มกี ารแลกเปลี่ยนสารกับ interstitial fluid จ. ความดนั เลอื ดในหลอดเลือด vena cava มีคา่ ต่ากวา่ ในหลอดเลอื ดฝอย กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-156- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 26. สัตว์มกี ระดกู สนั หลงั ชนดิ หนึง่ มีโครงสรา้ งหวั ใจแบง่ เป็น 2 หอ้ ง โดยมีตาแหน่งในลาตัวดงั แผนภาพ กาหนดให้ : <------------- แสดงทศิ ทางการไหลของเลอื ด ขอ้ ใดกล่าวถงึ ระบบหมนุ เวยี นเลือดในสตั ว์มกี ระดกู สันหลังนไ้ี ด้ถกู ตอ้ ง (PAT-2’ ต.ค. 59) ก. หอ้ งหวั ใจ D คอื ห้องเอเตรียม ข. ตาแหนง่ A แสดงอวยั วะแลกเปลีย่ นแกส๊ ค. เลือดท่ีมีออกซิเจนสงู ไหลเข้าส่หู ลอดเลอื ด B ง. ห้องหัวใจ C และห้องหวั ใจ D เป็นทางผ่านของเลือดท่ีมีออกซิเจนต่าเทา่ นน้ั จ. การทหี่ วั ใจไมแ่ บง่ เป็นห้องซ้าย - ห้องขวา ทาให้เกดิ การผสมของเลือดแดงและเลือดดาในหัวใจ 27. ภายในหวั ใจของสัตว์มีกระดกู สันหลงั ชนดิ ใด ที่ไมพ่ บการปนกันระหวา่ งเลือดท่ีมีออกซิเจนต่า และ เลือดทีม่ ีออกซิเจนสูง (PAT-2’ มี.ค. 60) ก. เต่านา ข. ปลาดุก ค. กบหนอง ง.คางคกบ้าน จ.งูสามเหลีย่ ม 28. ในขณะที่เกิดการบีบตวั ของเวนทริเคิล โครงสร้างใดในหัวใจของสตั วเ์ ลี้ยงลูกดว้ ยนมท่ีทาหนา้ ที่ ป้องกันไม่ให้เลือดไหลเขา้ ไปยังเอเตรยี ม (PAT-2’ ต.ค. 55) ก. ลิน้ เซมิลนู าร์ ข. ไซนสั เวโนซสั ค. ไซโนเอเทรียลโนด ง. ลน้ิ เอทริโอเวนทรคิ ลู าร์ 29. ในสัตวเ์ ล้ียงลูกด้วยนา้ นม การจบั ค่ใู ดไม่สัมพนั ธก์ นั (7 วชิ า’56) ก. เมด็ เลอื ดแดง - ฮีโมโกลบนิ ข. น้าเลือด - ลาเลยี งสารอาหาร ค. เม็ดเลอื ดขาว - ต่อต้านเช้อื โรค ง. เกลด็ เลอื ด - สรา้ งจากไขกระดกู จ. เมด็ เลือดแดง – กลไกการแขง็ ตัวของเลือด 30. สัตว์ชนิดใดมีออกซเิ จนในหลอดเลอื ด Aorta น้อยกว่าใน Pulmonary Vein (7 วชิ า’56) ก. ไก่ ข. วาฬ ค.กบ ง.จระเข้ จ. หนู กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

ระบบนา้ เหลือง 5 นา้ เหลอื ง (Lymph) P.158 หลอดน้าเหลือง ตอ่ มน้าเหลอื งและอวยั วะ ใบงาน P.163 (Lymphatic Duct) P.159 นา้ เหลอื ง P.160 ผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวงั 1. อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับส่วนประกอบและหน้าที่ของน้าเหลือง รวมทั้งโครงสร้างและหน้าที่ของ หลอดนา้ เหลอื ง และตอ่ มน้าเหลอื ง 2. อธิบายความแตกตา่ งและความสัมพันธข์ องระบบหมนุ เวยี นเลือดกับระบบน้าเหลือง 3. สืบค้นโรคที่เกยี่ วกับความผิดปกติของระบบนา้ เหลอื ง รายการหนังสืออา้ งอิง

-158- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ระบบน้าเหลอื ง (LYMPHATIC SYSTEM) ระบบน้าเหลืองเป็นระบบลาเลียงสารต่าง ๆ ให้กลับเข้าสู่หลอดเลือดโดยเฉพาะสารอาหารพวก กรดไขมันที่ดูดซึมจากลาไส้เล็กและโปรตีนที่หลุดออกมาจากหลอดเลือดฝอย นอกจากนี้ระบบน้าเหลือง ยังทาหน้าทป่ี ้องกนั และกาจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในรา่ งกาย ระบบน้าเหลืองแตกต่างจากระบบหมุนเวียนเลือดเนื่องจากระบบน้าเหลืองไม่มีอวัยวะในการสูบฉีด และมีทิศทางการไหลเข้าสู่หัวใจเพียงอย่างเดียว ระบบน้าเหลืองประกอบด้วย น้าเหลือง (Lymph) หลอดน้าเหลือง (Lymphatic Duct) ต่อมน้าเหลือง (Lymph Node) และอวัยวะน้าเหลือง (Lymphatic Organ) 5.1 นา้ เหลือง (Lymph) น้าเหลอื ง (Lymph) เป็นของเหลวในระบบหมุนเวียนท่ีซมึ ผา่ นผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยู่ ระหว่างเซลล์หรืออาบอยู่รอบ ๆ เซลล์ โดยน้าเหลืองจะทาหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสาร ระหว่างเซลล์กบั เลือดในหลอดเลอื ดฝอย ในน้าเหลืองมีสารต่าง ๆ ที่มีโมเลกุลเล็กเหมือนกับในน้าเลือด ยกเว้นสารโมเลกุลใหญ่ซ่ึง ไม่สามารถลอดผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาได้ เช่นโปรตีนส่วนใหญ่ ยกเว้นพวกอัลบูมิน ซึ่งเป็น สารโมเลกุลเล็ก ดังนั้นในน้าเหลืองจึงมีสารโมเลกุลเล็กชนิดต่าง ๆ น้าตาลโมเลกุลเดี่ยว น้า เอนไซม์ ฮอร์โมนและเม็ดเลือดขาว น้าเหลอื งจะเคล่ือนไปตามหลอดน้าเหลืองและเขา้ สู่กระแสเลือดตรงหลอด เลือดเวนาคาวาก่อนเข้าสู่หัวใจ โดยทวั่ ไปนา้ เหลืองจะมีลักษณะใส ยกเว้นนา้ เหลืองท่ีมาจากลาไส้เล็ก จะมลี กั ษณะขนุ่ คล้ายนม เรยี กวา่ ไคล์ (Chyle) เนอื่ งจากมไี ขมนั อยมู่ าก กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบนา้ เหลอื ง (LYMPHATIC SYSTEM) -159- 5.2 หลอดน้าเหลอื ง (Lymphatic Duct) หลอดน้าเหลืองมีขนาดต่าง ๆ กัน มีลักษณะคล้ายหลอดเลือดในระบบเวน คือ มีลิ้นกั้น การไหลย้อนกลบั ของนา้ เหลอื ง หลอดนา้ เหลืองทม่ี ีขนาดเล็กสุดคือ หลอดนา้ เหลืองฝอย (Lymphatic Capillary) มีลักษณะคล้ายกับหลอดเลือดฝอยคือผนังประกอบด้วยเยื่อบุผิวชั้นเดียวบาง ๆ แต่ปลาย ของหลอดน้าเหลอื งฝอยจะตันและแทรกอยตู่ ามเน้ือเยื่อต่าง ๆ น้าเหลืองสามารถไหลไปตามหลอดน้าเหลืองได้โดยอาศัยการหดตัวและการคลายตัวของ กล้ามเนื้อทเี่ ปน็ ผนังของท่อน้าเหลืองและกล้ามเน้ือท่ีอยู่รอบ ๆ หลอดนา้ เหลือง และการหายใจเข้า ที่ส่งผลให้ทรวงอกขยายและลดความดันทาให้หลอดน้าเหลืองบริเวณทรวงอกขยายตัว มีผลทาให้ น้าเหลืองไหลผ่านไปตามหลอดด้วยอัตราประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาทีซึ่งช้ากว่าการไหลเวยี นของ เลือดมาก ขณะมีการลาเลียงน้าเหลืองไปตามหลอดน้าเหลืองนั้นในบางช่วงจะผ่านต่อมน้าเหลืองซึ่ง บริเวณดังกล่าวจะมีการกาจัดสิ่งแปลกปลอมและแบคทีเรียโดยเม็ดเลือดขาวเพื่อป้องกันไม่ให้ แบคทีเรียและสง่ิ แปลกปลอมเข้าสู่ระบบหมนุ เวียนเลือด หลอดน้าเหลืองฝอยจากบริเวณต่าง ๆ จะมาเชื่อมกันเป็นหลอดน้าเหลืองขนาดใหญ่ เช่น หลอดน้าเหลอื งทอราซิก (Thoracic Duct) ทีร่ บั น้าเหลืองจากขาท้งั 2 ข้าง อวยั วะในช่องท้องและ อุ้งเชิงกราน หลอดน้าเหลืองทางด้านขวาของลาตัว (Right Lymphatic Duct) อยู่บริเวณต้นคอ รับนา้ เหลืองมาจากแขนขวา รวมทงั้ สว่ นคอ และศรษี ะซีกขวา เป็นต้น กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-160- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 5.3 ตอ่ มนา้ เหลือง (Lymph Node) ต่อมน้าเหลืองมีรูปร่างกลมรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตรพบอยู่ ระหว่างทางเดินของหลอดน้าเหลืองร่างกาย ภายในต่อมน้าเหลืองจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ทาหน้าท่ีสร้างแอนติบอดี และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจทาหน้าที่ทาลายสิ่งแปลกปลอม ที่ผ่านเข้ามาในต่อมน้าเหลือง เนื้อเยื่อในต่อมน้าเหลืองจะมีช่องว่างคล้ายฟองน้าเพื่อให้น้าเหลือง สามารถผา่ นไปได้ 5.4 อวัยวะน้าเหลือง (Lymphatic Organ) อวยั วะน้าเหลืองมีลกั ษณะคลา้ ยกับต่อมนา้ เหลืองแต่มักมีขนาดใหญ่กว่า เช่น มา้ ม (Spleen) ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ตอ่ มทอนซิน (Tonsil Gland) อวัยวะน้าเหลืองจะทาหนา้ ทใี่ นการกรอง น้าเหลอื ง ทาลายเม็ดเลอื ดขาวท่ีหมดอายุ สรา้ งเม็ดเลือดขาวบางชนดิ เช่น ลมิ โฟไซต์ 5.4.1 ต่อมทอนซนิ (Tonsil Gland) ต่อมทอนซิลอยู่บริเวณรอบ ๆ หลอดอาหารบริเวณเชื่อมกันระหว่าง โพรงปากและโพรงจมูก ต่อมทอนซิล มีลิมโฟไซต์ท่ีทาลายจลุ ินทรีย์ท่ีติดเข้ามา กับอากาศผ่านระบบทางเดินหายใจโดย ไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและกล่องเสียง เมื่อตอ่ มทอนซิลอักเสบบวมโดยเฉพาะในชว่ งติดเชอื้ มักมีอาการเจ็บคอร่วมอยดู่ ว้ ย กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรือ่ ง ระบบน้าเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -161- 5.4.2 ม้าม (Spleen) มา้ มเป็นอวยั วะน้าเหลืองท่ีมีขนาดใหญ่ท่สี ุด อย่บู รเิ วณใต้กะบังลมด้านซ้าย บริเวณด้านหลังกระเพาะอาหาร ทาหน้าที่ป้องกัน ทาลายเชื้อโรค และ สิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้าไปในระบบหมุนเวียนเลือดพร้อมกับสร้างแอนติบอดี นอกจากนั้นยังทาหน้าที่ทาลายเซลล์เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดที่หมดอายุแล้ว หากมีสภาพผิดปกติบางอย่าง เช่น เป็นมะเร็งเม็ดเลือด ม้ามอาจกลับไปทาหน้าท่ี ผลติ เมด็ เลือดแดงเหมอื นช่วงเป็นเอ็มบรโิ อ (Embryo) ไดอ้ ีก 5.4.3 ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ต่อมไทมัส เป ็น ต่อมน ้าเห ล ื องช น ิดต ่อ มไร ้ ท่ อส ร ้ าง ฮอร ์โ มน ไท โ ม ซิ น (Thymosin) ไปกระตุ้นการเติบโตของเม็ดเลือดขาว อยู่บริเวณรอบเส้นเลือดใหญ่ ของหัวใจ เป็นบริเวณทีพ่ บเซลล์ทจี านวนมาก กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-162- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาพแสดงภาพรวมของระบบนา้ เหลือง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรื่อง ระบบน้าเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -163- ใบงานท่ี 10 ระบบนา้ เหลือง (Lymphatic System) ตอนที่ 1 ให้นักเรียนเติมชื่อโครงสร้างในระบบน้าเหลืองและบอกหน้าที่ของแต่ละโครงสร้าง ใหถ้ ูกตอ้ ง A A คอื ....................................................................... B หน้าท.่ี .................................................................... C ............................................................................... D B คือ ....................................................................... E F หน้าท่ี..................................................................... ............................................................................... G C คือ ....................................................................... หนา้ ท่ี..................................................................... H ............................................................................... D คอื ....................................................................... หน้าท.่ี .................................................................... ............................................................................... E คือ ....................................................................... หน้าท.ี่ .................................................................... ............................................................................... F คือ .......................................................................หนา้ ท.ี่ .................................................................................. ........................................................................................................... .............................................................. G คอื .......................................................................หนา้ ท.ี่ .................................................................................. ................................................................................................................................................... ...................... H คอื .......................................................................หนา้ ท.ี่ .............................................................. .................... ........................................................................................................... .............................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-164- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ตอนที่ 2 จงตอบคาถามตอ่ ไปนใี้ ห้ถูกต้อง 1. ระบบนา้ เหลอื งมคี วามสาคัญต่อรา่ งกายอยา่ งไร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................... .................................... 2. ระบบนา้ เหลอื งและระบบหมุนเวยี นเลอื ดมกี ลไกการไหลเวยี นเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................... .................................... 3. น้าเหลืองมีความเหมือนหรอื ตา่ งจากน้าเลือดอย่างไร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... .............................................................................................................................. ..................................... ................................................................................................................................................................... 4. นา้ เหลอื งสามารถเขา้ ส่รู ะบบหมนุ เวยี นเลือดไดอ้ ยา่ งไร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ................................................................................................................................................................... 5. เพราะเหตใุ ดหลอดนา้ เหลืองจงึ ต้องมีล้นิ กนั ภายในหลอด ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................. ..................................... ................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบน้าเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -165- ตอนที่ 3 ให้นักเรียนนาคาศัพท์ต่อไปนี้ไปเชื่อมโยงกันและนาเสนอออกมาในรูปของแผนผังความคิด (Mind Mapping) Lymph Spleen Thymus gland Bone marrow T-lymphocyte Lymph vessel Hormone Albumin Tonsil Lymph gland Lymphocyte Thoracic duct Lymphatic organ Right lymphatic duct Glucose Lymph node Lymphatic system RBC เครอ่ื งหมายท่ใี ชใ้ นแผนผงั ความคิด ประกอบดว้ ย ส่วนย่อย สร้าง/สง่ ผล ยบั ย้งั /ทาลาย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-166- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ใบงานที่ 11 โรคท่เี กิดจากความผิดปกตขิ องระบบน้าเหลือง คาชี้แจง ให้นักเรียนหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบน้าเหลืองพร้อมทั้งอธิบาย รายละเอียดตามประเด็นท่ีกาหนดให้ ชือ่ โรค/อาการ................................................................................................... ตดิ ภาพ สาเหตุท่ที าใหเ้ กดิ โรค/อาการ.......................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. ............................................. .......................................................................................................................................................................... ลกั ษณะของโรค/อาการ..................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. ............................................. .......................................................................................................................................................................... วธิ ีการป้องกันไมใ่ ห้เกดิ โรค/อาการ.................................................................................................................. ................................................................................................................................................... ....................... ........................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ............................................. กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

ระบบภมู คิ ้มุ กนั 6 กลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ทาลาย กลไกการต่อตา้ นหรือทาลายสงิ่ รูปแบบการสรา้ งภมู ิค้มุ กัน ความผดิ ปกติของระบบ สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ แปลกปลอมแบบจาเพาะ ของรา่ งกาย ภมู ิคุ้มกนั ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวงั 1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบกลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จาเพาะและ แบบจาเพาะ 2. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย และเปรยี บเทยี บการสรา้ งภูมิค้มุ กนั ก่อเองและภมู ิคุ้มกนั รบั มา 3. สืบค้นข้อมูล และอธิบายเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทาให้เกิดเอดส์ ภูมิแพ้ การสร้าง ภมู ติ ้านทานต่อเน้ือเยอื่ ตนเอง 4. สืบค้นข้อมูล และอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของโคโรนาไวรัส การก่อโรค ตลอดจนลักษณะอาการของ โรคโควดิ -19 รายการหนงั สืออา้ งอิง

-168- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 ระบบภูมคิ ้มุ กนั (IMMUNE SYSTEM) รอบตัวของเรามีสิ่งแปลกปลอมมากมาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา พยาธิ สารเคมีที่เจือปนอยู่ใน อากาศ นา้ ฝนุ่ ละออง หรือแม้แตแ่ กสรดอกไม้ บางคนเมอื่ ได้รับสิ่งแปลกปลอมเหล่าน้ีอาจไม่แสดงอาการใด ๆ แต่สาหรับบางคนสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อาจทาให้เกิดการล้มป่วยได้ เราเรียกสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ว่า แอนติเจน (Antigen) แต่อย่างไรก็ตามสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเหล่าน้ีไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย เพราะร่างกายมีกลไกต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ซึ่งแบ่งได้เป็นกลไกการต่อต้านหรือทาลาย สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ (Non-Specific Defense Mechanism) และกลไกการต่อต้านหรือทาลาย ส่ิงแปลกปลอมแบบจาเพาะ (Specific Defense Mechanism) 6.1 กลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ (Non-Specific Defense Mechanism) เป็นด่านแรกในการต่อสู้และป้องกันเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย กลไกนี้ไม่จาเพาะเจาะจง (Non-Specific) กับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ป้องกันโรคได้หลายชนิดและไม่มีความจดจาเชื้อโรค กลไกนี้จาแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ การป้องกัน ด่านที่ 1 (First Line Defense) และ การป้องกนั ด่านที่ 2 (Second Line Defense) 6.1.1 การป้องกันดา่ นท่ี 1 (First Line Defense) ด่านแรกของร่างกายที่ป้องกันและทาลายสิ่งแปลกปลอม คือ ผิวหนังที่มีเคราตินซ่ึง เป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน ้าเป็นองค์ประกอบอัดแน่นภายในเซลล์และเรียงตัวกัน หลายชั้นช่วยป้องกันการเข้าออกของสิ่งต่าง ๆ ได้ ผิวหนังบางบริเวณยังมีต่อมเหงื่อและ ต่อมไขมันท่ีหลั่งสารบางชนิด เช่น หลั่งกรดแลกติกท่ีทาให้ผิวหนังมีสภาพเป็นกรดซึ่งเป็น ภาวะที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด นอกจากนี้ทางเดินอาหาร ทางเดนิ หายใจ ทอ่ ปสั สาวะ ช่องคลอด ซ่ึงตดิ ตอ่ กับภายนอกยังมีเยอื่ บทุ ี่ทาหนา้ ทคี่ วบคุมการ เข้าออกของสาร มีการสร้างเมือกและมีซีเลียคอยดักจับสิ่งแปลกปลอมและพัดออก นอกร่างกายรวมถึงในน้าตาและน้าลายยังมีไลโซไซม์ที่เป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยผนังเซลล์ ของแบคทเี รียได้และในกระเพาะอาหารยงั มสี ภาพเปน็ กรดและมีเอนไซม์ชว่ ยยอ่ ยและทาลาย จุลินทรีย์บางชนดิ ได้ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบภูมิค้มุ กนั (Immune system) -169- 6.1.2 การป้องกันด่านที่ 2 (Second Line Defense) หากสิ่งแปลกปลอมสามารถผ่านการป้องกันด่านแรกมาได้สิ่งแปลกปลอมจะพบกับ กลไกการป้องด่านที่ 2 โดยเม็ดเลือดขาวพวกโมโนไซด์ซึ่งออกจากกระแสเลือดไปยังเนื้อเย่ือ และมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่าแมคโครฟาจ (Macrophage) จะเคลื่อนที่แบบอะมีบอยด์ (Amoeboid movement) เข้าทาลายสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) นอกจากแมคโครฟาจแล้วยังมีเม็ดเลือดขาวชนิดอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยกาจัดสิ่งแปลกปลอมใน กลไกนี้ เช่น นิวโทรฟิลล์ที่สามารถกาจัดสิ่งแปลกปลอมแบบฟาโกไซโตซิสได้เช่นเดียวกับ แมคโครฟาจ อีโอซิโนฟิลล์ที่ช่วยทาลายปรสิตที่มีขนาดใหญ่ เช่น พยาธิ โดยไปเกาะที่ตัว พยาธแิ ล้วปล่อยน้ายอ่ ยออกมาทาลาย เปน็ ตน้ นอกจากเซลล์ข้างตน้ แลว้ ในกลไกนี้ยังมีเซลล์อีกชนิดหนงึ่ ทท่ี าลายเซลล์ร่างกายที่ติด เชื้อไวรัส และเซลล์ของร่างกายที่ผิดปกติไป เช่น เซลล์มะเร็ง นั่นคือ Natural Killer (NK) Cells โดยจะจู่โจมที่ผนังเซลล์ของเซลล์เป้าหมาย แล้วหลั่งสารทาลายเซลล์เป้าหมายโดย ทาให้เซลล์แตก อย่างไรก็ตามหากรา่ งกายเกดิ บาดแผลและส่งผลให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย จานวนมาก ร่างกายจะมีการตอบสนองเพื่อป้องกันไม่ใหบ้ าดแผลเกิดการตดิ เชื้อและลุกลาม ไปยงั บรเิ วณอน่ื กลไกดังกลา่ วคอื การอักเสบ (Inflammatory) กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-170- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5 การตอบสนองโดยการอักเสบ (Inflammatory response) การอักเสบเป็นกลไกที่ร่างกายตอบสนองเพื่อทาลายเชื้อโรคและเศษเซลล์ที่อาจ ส่งผลให้แผลเกิดการติดเชื้อและลุกลามไปยังบริเวณอื่นโดยเมื่อเกิดบาดแผลเม็ดเลือดขาว ชนิดเบโซฟิลล์ในกระแสเลือดและเซลล์แมสต์ (Mast Cell) ที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะหลั่งสาร ฮิสตามีน (Histamine) และพรอสทาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งจะทาให้หลอดเลือดที่ อยู่ใกล้เคียงขยายตัว (Vasodilation) และผนังบางลง ส่งผลให้เลือดไหลมามากขึ้นทาให้เมด็ เลือดขาวและสารที่ทาให้เลือดแข็งตัวเคลื่อนที่มาบริเวณที่เกิดบาดแผลได้มากและรวดเร็ว โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มาถึงชนิดแรกคือนิวโทรฟิลล์และตามด้วยโมโนไซต์ซึ่งจะมา เปลี่ยนเป็นมาโครฟาจเพื่อทาหน้าที่ฟาโกไซโตซิสเชื้อโรคและเศษของเซลล์ อาการของการ อกั เสบประกอบดว้ ยผนื่ แดง บวม รอ้ น และเจ็บปวด หากมีบาดแผลรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ การอักเสบจะมีผล ทั่วร่างกาย กล่าวคือสารเคมีจากบาดแผลจะไปกระตุ้นกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขาวชนิด นิวโทรฟิลล์เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า นอกจากนี้ยังมีอาการไข้ ซึ่งเกิดจากทอกซิน (Toxin) ของเชื้อที่เข้าไปหรือสารไพโรเจน (Pyrogen) จากเมด็ เลือดขาวไปทาให้อุณหภูมิของร่างกาย สูงขึ้น ซึ่งนับเป็นผลดีเนื่องจากความร้อนของร่างกายท่ีเพิ่มขึ้นนอกจากจะไปยับยัง้ การเจรญิ เติบโอของเชื้อโรคและทาให้กระบวนการฟาโกไซโตซิสดีขึ้นแล้ว ยังไปเร่งการทางานของ ร่างกายทาใหแ้ ผลหายเร็วขน้ึ ด้วย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบภูมคิ ุ้มกนั (Immune system) -171- 6.2 กลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะ (Specific defense mechanism) เมื่อกลไกการต่อต้านหรือทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบไม่จาเพาะท่ีไมส่ ามารถทาลายแอนติเจน หรือเชื้อโรคได้ ร่างกายจะใช้กลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะในการทาลาย แอนติเจนอย่างจาเพาะเจาะจงเพียงแอนติเจนชนิดเดียวเท่านั้น โดยภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมานี้ จะเกิดปฏิกิริยาที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ที่เข้ามาในร่างกาย อาจทาให้เยื่อหุ้มเซลล์ฉีกขาดและ เซลล์ทางานได้น้อยลง แอนติเจนท่ีเคยเขา้ มาในร่างกายแล้วครั้งหนึ่งจะถูกจดจา หากแอนติเจนชนดิ เดยี วกนั นี้เขา้ อีกภมู ิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อแอนตเิ จนนัน้ จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เซลลใ์ นกลไกการตอ่ ต้านหรอื ทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบจาเพาะ เม็ดเลือดขาวที่มีความสาคัญในกลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบ จาเพาะคือเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ซ่งึ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคอื B-lymphocyte (B cell) และ T-lymphocyte (T cell) เซลล์ทั้งสองชนิดเจริญมาจากเซลล์ต้นกาเนิดไขกระดูก ที่ชื่อว่า lymphoid stem cell ที่แบ่งออกเป็น 2 พวกคือพวกที่ออกจากไขกระดูกไปเจรญิ ที่ ต่อมไทมัส คือ T-cell ส่วนอีกพวกหนึ่งยังเจริญอยู่ที่ไขกระดูก (Bone marrow) คือ B-cell เมื่อ B cell และ T cell เจริญเต็มที่จะไปอยู่ตามระบบน้าเหลือง เช่น ต่อมน้าเหลือง ม้าม และน้าเหลอื ง กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-172- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ที่ผิวของ B cell และ T cell จะมี antigen-receptor ที่จับกับ antigen ได้อย่าง จ าเพาะ B cell และ T cell แต่ละตัวนั้นจะสร้างตัวรับที่มีโครงสร้างแตกต่างกัน ซึ่งมีความหลากหลายทางโครงสร้างทาให้พร้อมสาหรับการจับกับ Antigen ทุกประเภท ทุกโครงสร้างแต่จะไม่จับกับ เมื่อมี Antigen ชนิดหนึ่ง ๆ เข้ามาไม่ใช่ว่า B cell และ T cell ทุกเซลล์ในร่างกายจะตอบสนองได้ แต่จะมีเฉพาะ B หรือ T cell กลุ่มเล็ก ๆ ในหลายร้อย ลา้ นตวั นัน้ ทม่ี ตี วั รับสวมได้กับ Antigen น้ันพอดี เมือ่ Antigen จับกับ Receptor ที่ B-cell หรอื T-cell เซลล์นน้ั ๆ จะถูกกระตุ้นให้ แบ่งตัวไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้เซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกัน (Clone Cell) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ clone of plasma cell ที่สร้างแอนติบอดีจาเพาะต่อแอนติเจนที่เข้ามาแล้ว ส่งแอนติบอดีออกสู่กระแสเลือด และ clone of memory cell ซึ่งจะยังคงอยู่ในร่างกาย และจะสร้างแอนตบิ อดไี ดท้ ันทที ี่แอนติเจนตัวเดมิ เขา้ มา กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบภมู คิ มุ้ กนั (Immune system) -173- ระยะเวลาในการสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจนครั้งแรก (primary immune response) ใช้เวลาประมาณ 10 – 17 วัน ในระยะนี้ร่างกายจะเกิดอาการป่วย ซึ่งอาการ ป่วยจะกายไปเมื่อแอนติบอดีสามารถกาจัดแอนติเจนออกได้หมด และถ้าร่างกายได้รับ แอนติเจนชนดิ เดยี วกันอีก (secondary immune response) memory cell จะเปลี่ยนเปน็ plasma cell และสร้างแอนติบอดี ได้เลยทันทีซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2-7 วัน แอนติบอดีของ secondary immune response นี้จะมีปริมาณ มากกว่าครั้งแรก memory cell ของแอนติเจนบางชนิดจะอยู่ใน รา่ งกายได้นานมากดังน้นั โรคบางโรค ที่เคยเป็นโรคจะไมเ่ ป็นอกี กลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ภูมิคุ้มกันแบบ พึ่งเซลล์ (cell-mediated immune response) และภูมิคุ้มกันแบบพึ่งแอนติบอดี้ (antibody or humoral immune response) 6.2.1 ภูมคิ ุ้มกนั แบบพ่งึ เซลล์ (cell-mediated immune response) การตอบสนองด้วยภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์จะเกี่ยวข้องกับการกาจัดพวกเชื้อรา พยาธิ เซลล์ ของร่างกายที่ติดเชื้อไวรัส เซลล์มะเร็ง และเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่าย โดยจะเกี่ยวข้องกับการทางานของ เซลล์ที (T-cell) ท่ีสร้างจากไขกระดูกและพัฒนาท่ีต่อมไทมัส เซลล์ทีแต่ละเซลล์จะสร้างตัวรับ แอนติเจนแบบจาเพาะบนเยื่อหุ้มเซลล์ โดยตัวรับเหล่านี้จะมีลักษณะจาเพาะต่อแอนติเจนชนิดเดียว เท่านั้น เมอ่ื แอนตเิ จนมาเกาะกับทีเซลล์ที่ตัวรับจาเพาะบนผิวของเซลลแ์ ลว้ เซลลท์ ีจะแบง่ ตวั เพือ่ เพ่ิม จานวน โดยแบง่ ออกเป็น 3 ชนิดคอื 6.2.2.1) Cytotoxic T cells / CD8 cell อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า killer cell ซึ่งจะทา หนา้ ท่ีเกาะจบั กบั แอนติเจนและทาลายแอนติเจน แต่จะไมท่ าลายเซลลพ์ วกเดียวกนั กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-174- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 6.2.2.2) Helper T cells /CD4 cell เป็นเซลล์ทีท่ีพบมากที่สุด เซลล์ชนิดนี้จะตอบสนอง ภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยการหลั่งสารลิมโฟไคน์ (lymphokines) หรือไซโทไคน์ (cytokines) เข้าไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่รอบโดยรอบ โดยทั่วไปลิมโฟไคน์จะเป็นสารที่ ดึงดูดให้เซลล์แมคโครฟาจ เข้ามาในบริเวณที่เกิดความเสียหายหรือติดเช้ือ นอกจากนี้ลิมโฟไคน์ยังช่วยให้เซลล์แมคโครฟาจเก็บกลืนกินแอนติเจน หรือสิ่ง แปลกปลอมได้เร็วขึ้น ผลของการเก็บกลืนกินทาให้มีแอนติเจนบนผิวของ เซลลแ์ มคโครฟาจมากขึ้นทาให้ Cytotoxic T cells เข้าไปจบั และทาลายแอนติเจน ไดม้ ากข้ึนด้วย 3.2.2.3) Suppressor T cells เป็นเซลล์ท่ียับยั้งการทาหน้าที่ของ T cell และ Cytotoxic T cells โดยปฏิกิริยาย้อนกลับ suppressor T cells จะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์บี เปลี่ยนเป็นพลาสมาเซลล์ (plasma cell) ซึ่งการทางานที่ตรงข้ามกันของเซลล์ ชนิดนี้จะช่วยควบคุมระดับการตอบสนองภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ และภูมิคุ้มกัน แบบพึ่งแอนติบอดี (antibody or humoral immunity) ของร่างกายให้อยู่ใน ระดบั ท่ีสมดลุ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เร่อื ง ระบบภูมิคมุ้ กนั (Immune system) -175- ภาพแสดงการทางานของเซลล์ทีชนิดตา่ ง ๆ 6.2.1 ภมู คิ มุ้ กันแบบพึง่ แอนตบิ อดี (antibody or humoral immune response) การตอบสนองด้วยภูมิคุ้มกันแบบพึ่งแอนติบอดี เป็นการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมที่มาจาก ภายนอกรา่ งกาย เช่น แบคทเี รียซงึ่ สง่ิ แปลกปลอมเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ลิมไฟไซต์สร้างแอนติบอดี โดยเราจะเรียกสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามานี้ว่า Antigen ลิมโฟไซต์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันแบบพึ่ง แอนติบอดไี ด้แก่เซลล์บี (B-cell) ซึ่งทาหน้าทีใ่ นการสร้างแอนตบิ อดีและปล่อยออกมากาจัด Antigen ทเี่ ขา้ มา แอนติเจนที่มากระตุ้นให้เซลล์บีสร้างแอนติบอดีมี 2 แบบ คือ 1) แบบที่ทาให้เซลล์บีสร้าง แอนติบอดีได้โดยไม่ต้องให้ Helper T cell มาช่วยกระตุ้นซึ่งการสร้างแอนติบอดีแบบนี้จะไม่มีการ จดจาแอนติเจนเอาไว้ 2) แบบที่ต้องอาศัยการกระตุ้นจาก Helper T Cell ซึ่งการสร้างแอนติเจน แบบนี้จะมีการจดจาแอนติเจนเอาไว้ เมื่อเซลล์บีได้รับการกระตุ้นจาก Helper T Cell เซลล์บีจะ แบง่ ตัวกลายเป็นเซลล์ 2 ชนิดคอื 1) พลาสมาเซลล์ (Plasma Cell) พลาสมาเซลล์คือบีลิมโฟไซต์ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นพลาสมาเซลล์ซึ่งเป็นเซลล์ ท่ีสามารถสร้างแอนติบอดี้ได้ โดยแอนติบอดี้ที่สร้างขึ้นมานั้นจะทาหน้าที่ต่อต้านการทางาน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-176- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ของแอนติเจนที่จาเพาะเท่านั้น บีลิมโฟไซต์เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกสร้างขึ้นที่ไขกระดูก ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของบีลิมโฟไซต์จะมีจุดเกาะ (binding site) ที่มีรูปร่างจาเพาะกับแอนติเจน จ าเพาะเท่านั้น เมื่อแอนติเจนจ าเพาะที่มีจุดเกาะที่มีรูปร่างเข้ากันได้พอดีกับ แอนติบอดีชนิดนี้มาสัมผัสที่เยื่อหุ้มเซลล์ของบีลิมโฟไซต์ที่จุดเกาะดังก ล่าวจะเกิดเป็น สารประกอบเชิงซ้อนแอนติบอด้ี-แอนติเจน (antibody-antigen complex) ที่ผิวของ เย่ือห้มุ เซลลข์ องบลี มิ โฟไซต์ทาให้บลี ิมโฟไซตเ์ ปลย่ี นเปน็ บลี ิมโฟไซต์ทท่ี างานได้ บลี มิ โฟไซต์ที่ ทางานได้จะแบ่งเซลลเ์ พิ่มจานวนใหม้ ากขึ้นก่อน แล้วจึงเปล่ียนจากบีลิมโฟไซต์เป็นพลาสมา เซลล์ที่สามารถผลิตแอนติบอดีจาเพาะได้มากว่าตอนที่เป็นลิมโฟไซต์ แอนติบอดีที่หลั่งจาก พลาสมาเซลล์จะเข้าไปในพลาสมาของเลือดแล้วจะไปเกาะกับแอนติเจนเพื่อเข้าทาลาย แอนติเจนด้วยกลไกต่าง ๆ เช่นทาให้แอนติเจนที่อยู่ในรูปสารพิษเปลี่ยนเป็นสารที่ไม่มีพิษ ห รื อท าให ้ แอน ต ิ เจ น ตกต ะกอน ร วมกลุ ่ มกั น แ ละถู กเ ก็บ กลื น กิน โด ยแ มคโ ครฟาจเซลล์ หรอื ทาใหเ้ ยอ่ื หุม้ เซลล์ของแอนติเจนถูกฉีกขาด แอนตบิ อดเี ป็นโปรตีนชนิดอมิ มโู นโกลบลู ิน (Immunoglobulin; Ig) ซ่ึงจะมีรูปแบบ โครงสร้างที่แตกตา่ งกัน เราสามารถแบ่งกล่มุ ของแอนติบอดีตามลักษณะโครงสร้างได้ 5 ชนิด ได้แก่ IgM IgG IgA IgD และ IgE โดยแตล่ ะชนิดมีรายละเอียดดงั น้ี Immunoglobulin; Ig รายละเอยี ด IgM (pentamer) เป็นแอนติบอดีตัวแรกที่พบในกระแสเลือดเมื่อมี แอนติเจนเข้ามาใน Primary Immune Response IgG (monomer) แล้วจะลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นแอนติบอดีที่มีขนาด ใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าไปในรกได้ มีหน้าที่ทาให้ แอนตเิ จนตกตะกอน พบมากในกระแสเลือด เป็นตัวที่สร้าง Secondary Immune Response มีขนาดเล็กผ่านเขา้ ไปในรกได้ มีบทบาทในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก นอกจากนี้ยงั ทาหนา้ ท่ปี อ้ งกันแบคทีเรยี และไวรสั IgA (dimer) พบในน้าลาย น้าตา เหงื่อ และน้านม ช่วยป้องกัน การติดเชื้อในทางเดินอาหารของทารก และป้องกัน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรื่อง ระบบภมู ิคุ้มกนั (Immune system) -177- Immunoglobulin; Ig รายละเอยี ด IgE (monomer) การติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากได้รับแอนติเจนที่เข้ามา IgD monomer) ทางผวิ ของเยื่อเมอื ก (Mucous Membrane) มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับแอนติบอดีชนิดอ่ืน สามารถเกาะกับตัวรับบน Mast Cell และเบโซฟิลล์ แล้วกระตุ้นให้หลั่งสารที่ทาให้เกิดการแก้ เช่น Histamine พบที่ผิวของเซลล์บีเชื่อว่าช่วยท าให้เซลล์บี เปล่ยี นเป็นพลาสมาเซลล์และเซลล์บคี วามจา 2) เซลลบ์ คี วามจา (Memory B Cell) เซลล์บีจดจา คือ บีลิมโฟไซต์ที่ถูกกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์เพิ่มจานวน โดยเซลล์บางเซลล์ จะไม่ตอบสนองต่อแอนติเจนหรือยังไม่เข้าไปทาลายแอนติเจนในทันที แต่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ ความจาแล้วเคลื่อนย้ายไปอยูท่ ี่น้าเลือดหรือต่อมน้าเหลืองเพื่อคอยติดตามแอนติเจนต่อไป โดยเซลล์ ความจาจะมีข้อมูลของแอนติเจนนั้น ๆ อยู่แล้ว เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนชนิดนั้น ๆ อีกครั้ง เซลล์ความจาจะทาหน้าที่ในการตอบสนองต่อแอนติเจนที่เข้าไปซึ่งการตอบสนองในครั้งนี้จะเกิดขึ้น ไดเ้ ร็วกวา่ ในคร้ังแรก เซลล์ความจาสามารถมีชวี ิตอยไู่ ดน้ านเป็นวนั เดือน หรอื เป็นปีกไ็ ด้ ภาพแสดงการทางานของเซลล์บีชนิดตา่ ง ๆ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-178- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาพการทางานประสานกนั ของภูมคิ ุ้มกนั แบบพึ่งเซลลแ์ ละภูมคิ มุ้ กันแบบพง่ึ แอนติบอด้ี รูปแบบการสรา้ งภูมคิ ุ้มกันของรา่ งกาย การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนจาแนกออกเป็น 2 แบบตามลักษณะของการได้รับ ภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunization) และภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunization) 1. ภูมคิ มุ้ กันก่อเอง (Active Immunization) เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อร่างกายได้รับการกระตุ้นจากแอนติเจนซ่ึง เป็นเชื้อโรคที่อ่อนกาลังแล้ว และไม่สามารถทาอันตราต่อร่างกายได้ โดยอาจนามาฉีด กิน หรือทาที่ผิวหนังเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหรือสร้างแอนติบอดีที่ทาปฏิกิริยา เฉพาะกับแอนติเจนนั้น ๆ การสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบนี้ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 4-7 วัน ซึ่งกินเวลานานจึงไม่เหมาะกับโรคที่แสดงอาการเฉียบพลัน แต่ข้อดีคือภูมิคุ้มกันที่สร้าง จะสามารถอยใู่ นร่างกายได้นาน เชื้อโรคที่อ่อนกาลังแล้วนามาใช้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้น ๆ เรียกว่า วัคซีน ( vaccine ) วคั ซีนแตล่ ะชนดิ มลี ักษณะแตกตา่ งกัน ดงั นี้ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบภูมคิ มุ้ กนั (Immune system) -179- 1.1 วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้วหรือสารสกัดจากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น วัคซีนคมุ้ กนั โรคไอกรน ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค 1.2 วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่มีความแรงของโรคลดลง เช่น วัคซีน วัณโรค โปลโิ อ หดั เยอรมนั และคางทมู 1.3 วัคซีนที่ได้จากสารพิษที่ทาให้หมดสภาพความเป็นพิษ (Toxoid) แต่สามารถ กระต้นุ ใหร้ า่ งกายสรา้ งภูมคิ ุม้ กนั ได้ เช่น วัคซนี ภูมคิ ุ้มกันโรคคอตีบ บาดทะยกั 2. ภมู คิ ุม้ กนั รบั มา (Passive Immunization) เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับแอนติบอดี โดยตรง ทาให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันทันที วิธีนี้เหมาะสาหรับการรักษาโรคที่มีอาการรุนแรง เฉียบพลัน แอนติบอดีที่ให้กับผู้ป่วยสามารถเตรียมได้โดยการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกาลังแล้วเข้า ไปในสัตว์บางชนิด เช่น ม้า กระต่าย ร่างกายของสัตว์ดังกล่าวจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมา อย่างช้า ๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 45 วัน จากนั้นให้นาเลือดของสัตว์ดังกล่าวใส่ในหลอด ทดลองแล้วนาไปแช่ตู้เย็นโดยตั้งหลอดให้เอียง 45 องศาจนเลือดแข็งตัว แต่ท่ีผิวของเลือดจะ มีน้าใส ๆ สีเหลืองอ่อนซึ่งเป็นส่วนที่ไม่แข็งตัว เรียกสารส่วนนี้ว่า เซรุ่ม (Serum) ซึ่งเป็น แอนตบิ อดีสาหรับแก้พิษของเชอื้ โรคท่ีฉีดเขา้ ไปในสัตว์ (เปน็ แอนติบอดีเฉพาะอย่าง) นาเซรุ่ม ที่ได้ไปฉดี ให้กับผปู้ ่วยทาให้ผปู้ ว่ ยมภี ูมิคมุ้ กนั โรคทันที ตวั อยา่ งเช่น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มแก้พิษ สุนัขบ้า เซรุ่มสาหรับคอตีบ นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันรับมายังรวมถึงภูมิคุ้มกันที่ทารกรับมาจาก แมผ่ ่านทางรกและน้านมแมอ่ ีกดว้ ย อย่างไรก็ตามแอนติบอดีของภูมิคุ้มกันรับมาจะอยู่ได้ไม่นาน และผู้ป่วยบางคนอาจ แพ้เซรุ่มจากสัตว์ สาหรับหญิงมีครรภ์ไม่ควรรบั วัคซีนที่เตรียมจากจุลินทรีย์ท่ียังมีชีวิตเพราะ จุลินทรีย์อาจเข้าไปเจริญในตัวทารกที่อยู่ในครรภ์ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันก่องเองยัง ไม่พัฒนาจึง อาจก่อให้เกดิ อันตรายต่อทารกได้ antigen กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-180- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ความผิดปกตขิ องระบบภมู คิ ้มุ กนั ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่มีกระบวนการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ ร่างกายหรือเกิดขึ้นในร่างกายเอง หากมีภูมิคุ้มกันที่น้อยเกินไปก็จะทาให้เกิดโรคได้ง่าย แต่ถ้ามีมาก เกินไปก็อาจทา้ ใหเ้ กิดโรคได้เช่นกนั ตัวอย่างโรคท่เี กิดจากความผิดปกติของระบบภมู ิคมุ้ กนั โรค เช่น 1) โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรงและ ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น การแพ้สารเคมีในบ้าน ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ อาหาร ทะเล และอากาศ เป็นต้น แม้บางโรคไม่รุนแรงมากแต่ก็มีอาการต่อเนื่องต้องรับการรักษา ตลอดเวลาทาให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าโรคภูมิแพ้ต่อ สารบางชนิดเกีย่ วขอ้ งทางพันธกุ รรมด้วย เ ม ื ่ อส า ร ก ่ อภ ู ม ิ แ พ้ เ ข ้ า ส ู ่ ร ่ า ง ก า ย เ ซ ล ล ์ ล ิ ม โ ฟ ไ ซ ต์ จ ะส ร ้ า ง แ อ น ต ิ บ อ ด ี ข ึ ้ น ม า แต่แอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาจะไม่เหมือนกับชนิดที่ผลิตในกระบวนการตอบสนองของระบบ ภูมิคุ้มกันทั่วไป เนื่องจากเป็นแอนติบอดีที่ส่งสัญญาณให้เซลล์ร่างกายหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ฮิสตามีน (Histamine) ออกมาทาให้เกิดอาการจาม คันตา คันจมูก น้าตาไหล แต่ถ้าในกรณี ทีแ่ พ้อย่างรนุ แรงจะเกดิ อาการเปน็ ผ่ืน บวมทง้ั ตัว หรือหายใจติดขัด ทาใหท้ างการแพย์ต้องมี การให้ ยาแอนติฮิสตามีน (antihistamine) เพื่อช่วยขัดขวางหรือให้อาการแพ้ลดลง โรค ภูมิแพ้ที่พบมาก เช่น การแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง อาหารทะเล สารเคมี แพ้ยาปฏิชีวนะ แพ้อากาศ เป็นตน้ วธิ ีการตรวจภมู แิ พ้ แนวทางการรกั ษาและป้องกัน https://youtu.be/_UyA6qghcWk https://youtu.be/UZahg8k1SXs กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เร่ือง ระบบภูมิค้มุ กัน (Immune system) -181- 2) โรคสรา้ งภูมิตา้ นทานเนอ้ื เย่อื ตนเอง (Systemic Lupus Erythematosus, SLE) เป็นความผิดปกติที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเซลล์ของตนเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว ภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถแยกความแตกต่างได้ว่าแอนติเจนใดเป็นแอนติเจนของตนเองและ แอนติเจนใดเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงสร้างแอนติบอดีจาเพาะมาทาลายแอนติเจน ที่มาจากส่ิง แปลกปลอมเท่านั้นจแต่จะไม่ทาลายเซลล์ของตนเอง แต่ในบางกรณีเกิดภาวะผิดปกติขึ้นทาให้กลไก การควบคุมภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อของตนเองกับแอนติเจนจากส่ิง แปลกปลอมได้ส่งผลให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีและปล่อยออกมาทาลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของ ตนเอง ส่งผลทาให้เกิดการอักเสบตามอวยั วะตา่ ง ๆ เช่น ผวิ หนัง ขอ้ ตอ่ ไต การอกั เสบท่เี กิดขนึ้ จะเป็น แบบเร้อื รังตอ่ เนอ่ื งเปน็ เวลานานซงึ่ อาจทาใหเ้ สยี ชีวติ ได้ โรคสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานเนื้อเยื่อตนเองมีสาเหตุมาจากความผิดปกติหลายประการ เช่น พันธุกรรมที่มียีนผิดปกติ การรับยาหรือสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของเอนไซม์ การรักษา โรคนี้จะต้องปฏิบัติตามคาแนะนาของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจ กระตนุ้ ความรนุ แรงของโรคได้ 3) โรคเอดส์ (AIDS- Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นโ รคที่เก ิดจ า ก ร ะบ บ ภ ู มิ คุ ้ม ก ันบ ก พร ่ อง อ ันเ ก ิดจ า กเช ื ้ อ HIV (Human Immunodeficiency Virus) ทเี่ ขา้ ไปเจริญและเพิม่ จานวนในเซลลท์ ีและทาลายเซลล์ทีซง่ึ ทาให้ระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เชื้อไวรัสเอชไอวีที่สาคัญ มีสองชนิด คือ HIV type 1 (HIV-1) และ HIV type 2 (HIV-2) โดยเชอ้ื HIV-1 เป็นเชื้อท่กี ่อโรครุนแรงทสี่ ุด ข้นั ตอนการเข้าสู่เซลล์ของเชื้อไวรัส HIV มีดังน้ี 3.1 ไวรสั เข้าจบั กบั เซลลท์ ีต่ าแหนง่ ตัวรับท่เี ยือ่ หุม้ เซลล์ 3.2 ไวรสั จะปลอ่ ยสารพนั ธกุ รรม (HIV RNA) เขา้ สู่เซลลข์ องคน 3.3 ไวรัสจะใช้องค์ประกอบและสารต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเซลล์มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางพนั ธุกรรม (HIV RNA -----> HIV DNA) 3.4 HIV DNA จะเขา้ ไปแทรกใน DNA ของคนเพ่อื เพิม่ จานวน กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-182- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5 3.5 เมื่อผ่านการเพิ่มจานวนสารพันธุกรรมไวรัสจะใช้องค์ประกอบและสารภายในเซลล์เพื่อสร้าง สว่ นประกอบตา่ ง ๆ เป็นไวรัส 3.6 ไวรัสทาใหเ้ ซลลแ์ ตกและออกจากเซลล์เดิมไปสู่เซลลข์ า้ งเคียง 3.7 เชื้อ HIV จะทาลายเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายชนิดเซลล์ทีผู้ช่วยจึงทาให้ไม่มีสารที่จะไป กระตุ้นให้เซลล์บีแบ่งตัวเพื่อสร้างเซลล์พลาสมา ประสิทธิภาพของการสร้างแอนติบอดีที่จะ ทาลายแอนตเิ จนต่าง ๆ จึงลดลง 3.8 เช้ือ HIV เพมิ่ จานวนและมีการกลายพันธ์ุไดง้ ่าย ดังนั้น ในช่วงแรก ๆ ของการติดเช้ือร่างกาย จะมีการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อ HIV แต่ในระยะต่อ ๆ มาเชื้อกลายพันธุ์ไปบางส่วน ทาให้ ภมู ติ า้ นทานทสี่ ร้างขน้ึ มาแลว้ นนั้ ไมส่ ามารถทาลายเชอ้ื HIV ใหห้ มดไปได้ 3.9 เช้ือ HIV เจรญิ และเพิม่ จานวนอยู่ในเซลล์เมด็ เลือดขาวชนิดเซลลท์ ีผชู้ ว่ ย และใช้องคป์ ระกอบ ตา่ ง ๆ ในเซลล์เมด็ เลอื ดขาวในการเพ่ิมปริมาณเช้ือ HIV และแพรก่ ระจายไปสเู่ ซลล์เม็ดเลือด ขาวชนดิ อน่ื ตอ่ ไป 3.10 เชื้อ HIV มีสารพนั ธกุ รรมเป็น RNA ซง่ึ เม่อื เข้าสเู่ ซลลจ์ ะสร้างสารพนั ธกุ รรมในรปู DNA และ แทรกเข้าไปใน DNA ของเซลล์ ซึ่งอาจทาหน้าที่สร้างไวรัสหรือแฝงตัวอยู่เป็นเวลานาน กอ่ นที่จะถกู กระตนุ้ ใหส้ ร้างไวรสั HIV vs. AIDS PrEP และ PEP วิธีต้านไวรัส HIV https://youtu.be/JTnfWB1AOAw https://youtu.be/dWwvNyPdQ8A กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เร่ือง ระบบภูมคิ ุ้มกนั (Immune system) -183- ภาพแสดงการเพมิ่ จานวนของเชื้อไวรสั HIV ใน CD4 Cell กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-184- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 โคโรนาไวรัส (Coronavirus; CoV) ไวรัสโคโรน่าเป็นไวรัสที่จัดอยู่ในวงศ์ใหญ่ที่สดุ ในบรรดาไวรัสท่ีพบในทัง้ สัตว์และคน โดยไวรัสโคโรนา มักเป็นสาเหตุทาให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคที่ทาให้เกิดความเจ็บป่วยอย่าง รุนแรง เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) และลา่ สุดคอื โควดิ -19 (COVID-19) ท่ีทาให้เกิดโรคระบาดไปท่ัวโลก (pandemic) ลกั ษณะโดยท่ัวไปและการกอ่ โรคของไวรสั โคโรนา เชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) เป็นกลุ่มไวรัสขนาดใหญ่ที่มีเปลือกด้านนอกประกอบด้วยโปรตีน ที่เป็นหนาม (spike protein, S protein) เรียงกันโดยรอบคล้ายกับวงเเหวน (เป็นที่มาของคาว่า corona) ภายใน S protein จะมีบริเวณพิเศษที่เอาไว้เกาะกับเซลล์ของร่างกาย เรียกว่า receptor-binding domain (RBD) ทั้งนี้รหัสพันธุกรรมของบริเวณ RBD ของไวรัสก่อโรค COVID-19 มีความคล้ายกบั ไวรัส RaTG13 ที่พบ ในคา้ งคาวมากทสี่ ุด (จงึ ทาให้สันนิษฐานว่า ไวรสั กลายพนั ธุม์ าจากเชื้อในค้างคาว) ไวรัสใช้ spike protein ในการจับโปรตีน angiotensin-converting enzyme-2 (ACE-2) receptor ทีพ่ บมากในเซลลเ์ ยอ่ื บผุ ิวปอด หลอดเลอื ด เมอ่ื เขา้ มาภายในเซลล์ ACE2-virus complex ดว้ ยการทางานของ เอนไซม์ protease จะทาให้เปลือกของไวรัสและเยื่อหุ้มเซลลข์ องมนุษย์ผสานกันทาให้สารพันธุกรรมของเชื้อ ไวรสั ซึ่งเปน็ RNA สายเดยี่ วเขา้ สู่เซลลเ์ จา้ บา้ น RNA genome (Plus-strand RNA genome) ของไวรัสจะเกิด การเเปลรหัส (translation) สร้างโปรตีน ของไวรัส (replicase) ทาให้มันสามารถ สร้าง Negative-strand RNA (RNA สาย ค่สู มกับ genome) ไดเ้ พ่ิมข้นึ ซ่ึงมีรูปแบบที่ หลากหลายและซบั ซ้อน Negative-stranded RNA นี้จะทา หน้าที่เป็นทั้งเเม่แบบ (template) ในการ ผลิตสารพันธุกรรมของไวรัส หรือ Plus strand RNA genome และกระบวนการ transcription และ translation อีกรอบ ก่อนผลิตโปรตีนและอาศัยการทางานของ rough endoplasmic reticulum (RER) และ Golgi bodyในการประกอบโปรตีน ต่าง ๆ ให้กลายเป็นไวรัสท่ีสมบูรณ์ ข้ันสดุ ท้ายไวรสั ก็จะออกจากเซลลเ์ จา้ บา้ นดว้ ยวิธกี าร exocytosis กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เรอ่ื ง ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) -185- อาการของผปู้ ่วยโรคโควิด-19 องคก์ ารอนามัยโลก ระบวุ ่า ผู้ติดเชอื้ ไวรสั โคโรนาสายพันธใ์ุ หม่ จะมอี าการเร่ิมแรกคือ มีไขต้ ามมาด้วย อาการไอแห้ง ๆ หลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์จะมีปัญหาหายใจติดขัด ผู้ป่วยอาการหนักจะมีอาการปอดบวม อกั เสบรว่ มดว้ ย หากอาการรุนแรงมากอาจทาให้อวัยวะภายในล้มเหลว วธิ กี ารปอ้ งกันตนเองไมใ่ หต้ ิดเช้อื ไวรสั โคโรนา องค์การอนามัยโลก ไดแ้ นะนาใหป้ ระชาชน ลดการสมั ผัสปัจจยั เสี่ยงและการแพรเ่ ช้อื ในระยะต่างๆ มาตรฐานนี้ยงั แนะนาให้ลา้ งมือ ดแู ลสขุ อนามยั ทางเดินหายใจ เมื่อไอหรือจามให้ใช้ขอ้ พับแขนด้านในปดิ ปาก หรอื ใช้กระดาษชาระแลว้ ทิ้งในถังขยะ รับประทานอาหารที่ สุก สะอาด ปลอดภยั และหลกี เลีย่ งการสมั ผสั กับ ผูท้ ม่ี อี าการเจบ็ ป่วยที่เกยี่ วข้องกับระบบทางเดนิ หายใจ เชน่ ผู้ทม่ี ีอาการไอ หรอื จาม ที่มา สานักข่าวบีบีซี.ไวรัสโคโรนา : ที่มา อาการ การรักษา และการป้องกันโรคโควิด-19. เผยแพร่เมื่อ 11 เมษายน 2563 สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/features-51734255 สิทธพิ ร ภัทรดิลกรัตน์. วงจรชีวิตของไวรัสโคโรนาในเซลลม์ นุษย์. เผยแพร่เมื่อ 31 มีนาคม 2563 สืบค้นจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10158435623987873&set=a.10151482657577873&type=3&theater กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-186- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ใบงานท่ี 12 ระบบภูมคิ ุ้มกนั ตอนที่ 1 ใหน้ กั เรยี นเตมิ คาตอบลงในช่องวา่ งให้ถกู ต้อง 1. ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนใี้ หถ้ ูกตอ้ ง 1.1 ภาพ ก พบในกลไกการต่อต้านหรือทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบใด ....................................................................................................................... 1.2 จากขอ้ 1.1 จงอธิบายว่าเพราะเหตใุ ดจึงคดิ เชน่ นน้ั ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ก ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ...................................................................................................................... เชอ้ื โรคออ่ นแรง 1.3 ภาพ ข กลไกการตอ่ ตา้ นหรือทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบใด ....................................................................................................................... ข 1.4 จากขอ้ 1.3 จงอธิบายว่าเพราะเหตุใดจงึ คิดเชน่ น้ัน ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ...................................................................................................................... 1.5 จากภาพเปน็ การสรา้ งภมู ิคุ้มกันแบบใด จงอธิบายวา่ เพราะเหตุใดจึงคิด เช่นนัน้ ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบภมู ิคมุ้ กัน (Immune system) -187- 2. จงเปรียบเทียบความแตกต่างของกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ และกลไกการต่อต้านหรอื ทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบจำเพาะ ตามประเดน็ ท่กี ำหนดให้ รายการเปรยี บเทยี บ Nonspecific defense Specific defense 1. อวยั วะ/เซลลท์ ีเ่ กีย่ วข้อง 2. ตวั รบั แอนติเจนบนเซลล์ 3. ตอ้ งการแอนติเจนในการกระตุ้น การทางาน 4. วิธกี ารในการกาจดั สง่ิ แปลกปลอม 5. ตวั อย่าง 3. ใหน้ กั เรียนวาดแผนภาพเพอื่ แสดงกระบวนการทางานของ B-CELL และ T-CELL ในร่างกายของคนปกติเปรียบเทียบกับคนทไ่ี ดร้ บั เชอื้ HIV คนปกติ ผตู้ ดิ เช้อื HIV กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-188- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 4. นักเรียนคดิ เห็นอย่างไรกับประโยคท่ีวา่ “คนทเี่ ปน็ โรคอีสุกอีใสแลว้ จะไมก่ ลบั มาเป็นอีก” จงอธิบาย .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. 5. วธิ ีการปอ้ งกนั การติดเชือ้ HIV แบบ PrEP และ PEP เหมอื นหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร จงอธิบาย .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบภมู ิคมุ้ กัน (Immune system) -189- 6. ให้นกั เรยี นเขยี นแผนผงั มโนทศั นแ์ สดงความสมั พนั ธโ์ ดยใชค้ ำศพั ทท์ กี่ ำหนดให้ ให้นกั เรยี นระบคุ ำบนลูกศรในผงั มโนทัศน์เพ่อื อธิบายเพ่ิมเตมิ และคำศัพทแ์ ตล่ ะคำสามารถปรากฏอยู่ ในผังมโนทัศนไ์ ด้เพยี งครั้งเดยี วเท่าน้นั ระบบภมู ิคมุ้ กนั กลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ทำลาย Neutrophil สง่ิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะ กลไกการปอ้ งกนั ดา่ นที่ 1 Monocyte กลไกการปอ้ งกนั ดา่ นท่ี 2 Eosinophil B-Cell Plasma cell Memory cell T-Cell Suppressor T-cell Cytotoxic T-cell Active immunization Helper T-cell Passive immunization ไขกระดกู ตอ่ มไทมสั ตอ่ มนำ้ เหลอื ง ม้าม กลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ทำลาย สงิ่ แปลกปลอมแบบจำเพาะ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-190- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5 ใบงานที่ 13 เชอ่ื มโยงข้อสอบแข่งขันเขา้ มหาวทิ ยาลัย เรอ่ื ง ระบบนา้ เหลอื งและระบบภมู ิค้มุ กัน 1. จากการตรวจวินิจฉัยคนไข้รายหน่ึงพบวา่ คนไขส้ ามารถผลิตแอนติบอดตี ่อต้านการติดเชอ้ื แบคทีเรีย แตไ่ ม่สามารถผลิตแอนตบิ อดตี ่อตา้ นการติดเชื้อไวรัสได้ ขอ้ ใดแสดงองคป์ ระกอบทีผ่ ิดปกติของระบบ ภูมคิ ้มุ กนั ของคนไข้รายน้ี (PAT-2 มี.ค.55) ก. เซลลท์ ี ข. เซลลบ์ ี ค. แมคโครฟาจ ง. พลาสมาเซลล์ 2. การให้วคั ซนี ป้องกนั โรคบาดทะยักแกเ่ ด็กทารกช่วยให้ร่างกายต้านการติดเชือ้ ไดเ้ นือ่ งจากวัคซนี กระตุ้น ใหร้ ่างกายของเด็กผลติ อะไร (PAT-2 ต.ค.55) ก. นิวโทรฟิล ข. พรอสตาแกลนดนิ ค. เซลลท์ ีผ้ชู ว่ ย ง. เซลล์บคี วามจา 3. เซลลใ์ นระบบภมู คิ มุ้ กันเซลลใดตอ่ ไปน้ที าลายเช้ือโรคโดยวธิ ฟี าโกไซโตซิส (PAT-2 ม.ี ค.56) ก. เบโซฟิล ข. อีโอซโิ นฟิล ค. โมโนไซต์ ง. นวิ โทรฟลิ 4. กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนาการตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคสาหรับเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 4-6 ปี การที่ทารกแรกเกิดได้รับวัคซีน BCG เพื่อป้องกันวัณโรคจะมีผลกระตุ้นการทางานของ เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวชนดิ ใดมากทสี่ ดุ (PAT-2 ม.ี ค.62) ก. เบโซฟลิ ข. โมโนไซต์ ค. ลมิ โฟไซต์ ง. นิวโทรฟลิ จ.อีโอซิโนฟลิ 5. ลมิ โฟไซต์ที่ทาหนา้ ทีต่ ่อต้านสง่ิ แปลกปลอมพบมากในอวียวะและเนือ้ เย่อื ใด (7 วชิ า’55) ก. ไขกระดูก และ ไทมสั ข. ไขกระดูกและม้าม ค. ไขกระดูกและต่อมนา้ เหลือง ง. ไทมัส และ ต่อมนา้ เหลือง จ. มา้ ม และ ตอ่ มน้าเหลือง 6. หลงั จากเด็กชายแดงได้รบั วคั ซีนป้องกนั โรคหัด เดก็ ชายแดงจะไม่เป็นโรคหัดอดี เนอื่ งจากร่างกาย (7 วิชา’55) ก. มีแอนตบิ อดีระดับสงู ตลอดเวลา ข. กระตนุ้ การสรา้ งเมือกคอยดกั จับสิง่ แปลกปลอม ค. มกี ารกระตุน้ ไขกระดกู ให้สรา้ งลิมโฟไซต์เพ่ิข้ึน ง. มีเซล์ความจาจาเพาะต่อโรคหดั จ. มกี ารกระตนุ้ ฟาโกไซโตซิสโดยนวิ โทรฟิล กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

เร่อื ง ระบบภมู ิคมุ้ กนั (Immune system) -191- 7. ข้อใดอธบิ าย Plasma cell ไดถ้ ูกต้อง (7 วิชา’56) ข. เซลลช์ นดิ เดียวกันกบั memory cell ก. T cell ที่ถกู กระตนุ้ ในนา้ เลอื ด ง. เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวทเ่ี จริญมากจาก Basophil ค. B cell ในระยะท่ีทาหน้าท่ีผลติ แอนติบอดี จ. เซลลเ์ มด็ เลอื ดแดงของคนทเ่ี ป็นโรคธาลัสซเี มยี 8. ขอ้ ใดทาให้เกิดภมู ิคุม้ กันก่อเอง (7 วชิ า’56) ก. การฉีดยารักษาโรคเอดส์ ข. การฉกี toxoid โรคคอตีบ ค. การใหล้ ูกกินนมแมห่ ลังคลอด ง. การฉดี antiserum แก้พิษงหู ลกั ถูกกดั จ. การฉดี anti – toxin ต่อเชือ้ บาดทะยกั เม่ือถูกตะปูตา 9. ขอ้ ใดเหมือนกันระหว่างหลอดเลือดเวนและหลอดน้าเหลือง (7 วิชา’57) ก. น้าของเหลวกลบั เข้าสหู่ ัวใจโดยตรง ข. องค์ประกอบของของเหลวภายในหลอด ค. มลี ้นิ ช่วยใหข้ องเหลวไหลไปในทิศทางเดียว ง. รับของเหลวจากหลอดเลือด Capillary โดยตรง จ. มีตอ่ มจับสงิ่ แปลกปลอมขณะลาเลยี งของเหลว 10. จากเหตกุ ารณต์ ่อไปน้ี ข้อใดเรียงลาดับการสร้างภูมิคุ้มกนั ด้วย antibody ได้ถกู ต้อง (7 วิชา’57) 1) B cell แบง่ ตวั เพ่ิมขนึ้ 2) เกิดการสร้าง antibodies 3) เซลล์พัฒนาเกิดเปน็ plasma cell 4) B cell ท่ีมี antigen บนผิวเซลลจ์ บั กบั helper T cell 5) B cell ถูกกระตุ้น ก. 1 -----> 2 -----> 3 -----> 4 -----> 5 ข. 5 -----> 3 -----> 2 -----> 4 -----> 1 ค. 1 -----> 3 -----> 2 -----> 4 -----> 5 ง. 4 -----> 5 -----> 1 -----> 3 -----> 2 จ. 5 -----> 1 -----> 3 -----> 2 -----> 4 11. ข้อใดเป็นคุณสมบตั ขิ อง T-cell (7 วิชา’57) 1) ทาหนา้ ที่ทาลายเซลล์ทต่ี ดิ เช้อื ไวรัส 2) มตี ัวรับจาเพาะต่อชนิดของแอนติเจน 3) สรา้ งภมู คิ ้มุ กนั ด้วยการผลิดแอนติบอดี 4) พฒั นาขนึ้ เป็นเซลล์ที่เจรญิ เต็มทใี่ นต่อมไทมัส ก. 1 2 3 ข. 2 3 4 ค. 1 2 4 ง. 1 3 4 จ. 1 2 3 4 12. เชอื้ HIV มีผลโดยตรงต่อเวลล์ใด จึงทาใหเ้ กดิ โรคภมู ิคุ้มกนั บกพร่อง (7 วชิ า’57) ก. Helper T cell ข. B cell ค. Cytotoxic T cell ง. Plasma cell จ. Memory cell กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-192- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 5 13. วคั ซนี ทใี่ ช้หยอดป้องกนั โรคโปลิโอในเด็กเป็นสารใด (O-net’49) ก.แอนตบิ อดี ข. แอนติเจน ค. เอนไซม์ ง. แอนติไบโอตกิ 14. ข้อใดเปน็ ความจรงิ (O-net’51) ก. ภูมคิ ้มุ กนั ท่ีทารกไดจ้ ากแม่สามารถคมุ้ กันโรคไดท้ กุ ชนดิ ข. วคั ซีนปอ้ งกันโรคไทฟอยด์ผลติ จากจลุ นิ ทรียท์ ีม่ ชี วี ิต ค. ม้าม เป็นอวยั วะนา้ เหลืองขนาดใหญ่ท่ีสุดของมนุษย์ ง. สว่ นประกอบหลังของเซรุ่มคอื สารพิษของจุลินทรยี ์ทห่ี มดสภาพความเปน็ พษิ แลว้ 15. ไวรัสเพิ่มจานวนไดใ้ นสภาวะใด (O-net’51) 1) ในเซลล์สัตว์ 2) ในเซลลพ์ ืช 3) ในอาหารสงั เคราะห์ 4) ในซากส่งิ มีชีวติ ก. 1 2 ข. 3 4 ค. 1 2 4 ง. 1 2 3 4 16. อวัยวะในข้อใดต่อไปน้ไี ม่เป็นสว่ นหนึ่งของระบบนา้ เหลอื งในร่างกาย (O-net’52) ก. ม้าม ข. ทอนซนิ ค. ตอ่ มไทมสั ง. ต่อมหมวกไต 17. เดก็ คนหนึ่งเคยเป็นโรคอสี กุ อใี สมากอ่ น มาจะเล่นคลกุ คลกี ับเพ่ือนที่เป็นโรคอีสกุ อีใสเด้กคนนีก้ ็ไมเ่ ป็น อีกแสดงวา่ เด็กคนนม้ี กี ารสร้างภมู ิคมุ้ กนั แบบใด (O-net’55) ก. ภมู ิค้มุ กนั โดยกาเนิด ข. ภูมิคุม้ กันไม่จาเพาะ ค. ภูมิคมุ้ กันก่อเอง ง. ภมู ิคมุ้ กนั รับมา จ. ภมู ิคมุ้ กนั สง่ ต่อไป 18. ถา้ ตรวจเลือดแลว้ พบว่ามีจานวนของเมด็ เลือดขาวชนิดลิมโฟไซตม์ ากกวา่ ปกติ ผลการตรวจน้ีบง่ บอก ถงึ ความผิดปกติของรา่ งกายตามขอ้ ใด (O-net’57) ก. เกดิ ภาวะตอ่ มน้าเหลอื งในรา่ งกายอุดตนั ข. เกิดปัญหากับไขกระดูก ทาให้ลดการทางานลง ค. เพ่งิ ผ่านการใช้แรงงานหนัก จะมีอาการเมือ่ ยลา้ ตามมา ง. พกั ผอ่ นน้อย รา่ งกายอ่อนแอกว่าคนท่ัวไป จ. ร่างกายอยใู่ นสภาวะติดเชื้อหรือไดร้ บั สิ่งแปลกปลอม 19. ข้อใดถูกตอ้ งเกยี่ วกับระบบนา้ เหลอื ง (9 วิชา’62) ก. หลอดนา้ เหลืองขนาดใหญ่สง่ ของเหลวเขา้ สหู่ ัวใจโดยตรง ข. ของเหลวท่ีอยูร่ ะหวา่ งเซลลจ์ ะถูกดุดซึมเข้าสหู่ ลอดน้าเหลอื งขนาดเล็ก ค. หลอดนา้ เหลืองขนาดใหญ่จะมคี วามดันมากกว่าหลอดน้าเหลอื งขนาดเล็ก ง. ของเหลวจากหลอดนา้ เหลอื งฝอยจะถูกดูดซึมเขา้ ส่หู ลอดเลือดฝอยโดยตรง จ. หลอดนา้ เหลอื งฝอยมีปลายเปดิ เพื่อส่งสารไปยังของเหลวทอี่ ยรู่ ะหว่างเซลล์ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบภูมิคมุ้ กนั (Immune system) -193- 20. การตรวจสอบโปรตีนบนผิวของละอองเรณใู นดอกไม้ 3 ชนดิ เปน็ ดงั ตาราง ชนิดของดอกไม้ 1 2 3 ลกั ษณะโปรตีนบนผิว ละอองเรณู ถา้ ผลการตรวจเลอื ดของผ้ปู ่วยท่ีเปน็ โรคภูมิแพ้ละอองเรณู พบแอนตบิ อดี 3 แบบคือ เปน็ จานวนมาก จากขอ้ มูลผ้ปู ่วยควรหลีกเล่ียงละอองเรณขู องดอกไม้ชนิดใด เพราะเหตใุ ด (O-net’61) ก. ชนดิ ที่ 1 และ 3 เนอื่ งจากโปรตนี บนผิวจะจบั กับแอนติบอดีแล้วยบั ยง้ั การหลงั่ สารฮสิ ตามนี ข. ชนดิ ท่ี 1 และ 3 เนือ่ งจากโปรตีนบนผิวจะไม่จบั กบั แอนติบอดีแล้วกระตุ้นการหลง่ั สารฮิสตามีน ค. ชนดิ ท่ี 2 และ 3 เน่ืองจากโปรตีนบนผวิ จะจบั กบั แอนติบอดแี ลว้ ยับยง้ั การหลงั่ สารฮสิ ตามีน ง. ชนดิ ท่ี 2 และ 3 เนอ่ื งจากโปรตนี บนผิวจะจบั กบั แอนติบอดแี ลว้ กระตนุ้ การหลั่งสารฮิสตามีน จ. ชนิดท่ี 2 และ 3 เนื่องจากโปรตีนบนผวิ จะไมจ่ ับกับแอนตบิ อดีแลว้ กระตนุ้ การหล่ังสารฮสิ ตามนี 21. นาย A เคยเป็นโรคอีสุกอีใสตอนอายุ 8 ขวบ ต่อมามีการระบาดของโรคอีสุกอีใส แต่พบว่านาย A ไมเ่ ป็นโรคน้แี ลว้ ข้อใดกลา่ วถงึ ระบบภูมิคมุ้ กนั ในร่างกายของนาย A ต่อเชอื้ โรคอสี ุกอีใสไดถ้ กู ตอ้ ง (O-net’61) ก. รา่ งกายจะเกิดภูมิคุ้มกนั แบบรับมา โดยมเี ช้ือโรคอสี กุ อใี สเปน็ แอนตเิ จน ข. รา่ งกายจะเกดิ ภมู คิ ้มุ กันแบบกอ่ เอง โดยมเี ชือ้ โรคอีสกุ อใี สเป็นแอนตเิ จน ค. รา่ งกายจะเกดิ ภูมคิ ุ้มกนั แบบกอ่ เอง โดยมีเชอื้ อีสุกอใี สเป็นแอนตบิ อดี ง. รา่ งกายจะเกิดภมู ิคุ้มกันแบบรบั มา โดยมเี ชื้อโรคอสี ุกอีใสเปน็ ทัง้ แอนติเจนและแอนติบอดี จ. ร่างกายจะเกิดภมู คิ ุม้ กนั แบบก่อเอง โดยมีเชือ้ โรคอสี กุ อใี สเป็นท้ังแอนติเจนและแอนติบอดี 22. ข้อใดคือกลไกของรา่ งกายทที่ าใหเ้ กิดโรคภมู ิแพ้ (O-net’62) ก. สรา้ งแอนตเิ จนเพ่อื ไปจบั กับแอนติบอดี ข. สร้างแอนติบอดีเพอ่ื ยับย้งั การสร้างภมู คิ มุ้ กนั ค. สรา้ งสารฮิสตามีนออกมาเมอื่ ไดร้ ับสารกอ่ ภูมิแพ้ ง. สรา้ งแอนตฮิ ิสตามีนเพ่อื กระตุ้นใหเ้ กิดการแพ้ จ. สรา้ งเมด็ เลือดขาวชนดิ ฟาโกไซตใ์ หส้ ร้างแอนตบิ อดี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวนั

-194- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 23. การสร้างภูมิคมุ้ กันในคนขอ้ ใดถกู (PAT-2 ต.ค.52) 1) การฉดี วคั ซีนเพ่อื ปอ้ งกนั ไข้หวัดใหญ่เป็นการสรา้ งภูมิคุ้มกนั แบบก่อเอง 2) การเลยี้ งทารกดว้ ยนา้ นมแม่ เป็นการใหภ้ ูมิค้มุ กันเทยี บได้กับการเล่นกับเพ่อื นท่ีตดิ หวัด 3) การเปน็ โรคหัดต้งั แตเ่ ด็ก เปน็ การสร้างภูมคิ มุ้ กันแบบรบั มา ทาใหไ้ มเ่ ป็นโรคน้อี กี ตลอดชีวิต ก. 1 ข. 1 2 ค. 3 ง. 1 2 3 24. จะไม่พบการกาจัดสงิ่ แปลกปลอมโดยวิธฟี าโกไซโตซิสในเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวชนดิ ใด (PAT-2 ก.ค.53) ก. ลมิ โฟไซต์ ข. อโี อซโิ นฟิล ค. นิวโทรฟิล ง. โมโนไซต์ 25. เซลลใ์ ดคอื CD4 (7 วิชา’58) ข. Helper T cell ค. Macrophage ก. Cytotoxic T cell จ. Plasma Cell ง. Memory T cell 26. ข้อใดเปน็ สมบัตขิ อง B-Cell (7 วิชา’58) 1) มตี ัวรับจาเพาะต่อชนดิ ของแอนติเจน 2) สรา้ งภมู คิ ้มุ กันด้วยการผลติ แอนตบิ อดี 3) พฒั นาข้ึนเป็นเซลล์เจรญิ เตม็ ที่ในตอ่ มไทมสั 4) ทาหน้าท่ีทาลายเซลลท์ ี่ตดิ เชื้อไวรสั ก. 1 2 ข. 2 3 ค. 3 4 ง. 1 3 จ. 2 4 27. ข้อใดทางานสัมพนั ธ์กับระบบนา้ เหลืองมากท่สี ดุ (9 วชิ า’60) ก. เพลตเลต ข. หลอดเลอื ดเวน ค. หลอดเลอื ดฝอย ง. เซลล์เม็ดเลือดแดง จ. หลอดเลอื ดอารเ์ ทอรี 28. โรคเอดส์เปน็ โรคท่ีทาลายชีวติ มนุษย์เป็นจานวนมาก และยงั ไม่สามารถหาวธิ กี ารรักษาใหห้ ายขาดได้ แมว้ า่ โรคเอดส์จะมสี าเหตุมาจากการตดิ เชอื้ HIV แต่เหตุใดภมู ิคุ้มกนั ของรา่ งกายคนจงึ ไมส่ ามารถต่อสู้กบั เช้ือไวรสั HIV ได้เหมือนกับเช้อื ไวรสั ชนิดอน่ื ๆ (PAT-2 ต.ค.54) ก. เชอื้ ไวรัส HIV มีการกลายพันธ์ุในอัตราท่ชี า้ กวา่ เชอ้ื ไวรสั ชนิดอ่นื ๆ ข. เชื้อไวรสั HIV สามารถรบกวนการทางานของลิมโฟไซต์ทั้งชนดิ เซลล์ทแี ละเซลล์บี ค. เช้อื ไวรัส HIV ไปยับยั้งการอกั เสบ ซึง่ เป็นกระบวนการต่อต้านเชอื้ โรคของระบบภมู ิคุ้มกัน ง. เช้ือไวรสั HIV สามารถปอ้ งกันไม่ให้เซลลแ์ มคโครฟาจรับรู้วา่ มสี ิง่ แปลกปลอมเขา้ มาในร่างกาย กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

บรรณานกุ รม กง่ิ แกว้ วัฒนเสรมิ กิจ และคณะ. (2559). ชวี วิทยา สัตววิทยา 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพจ์ ฬุ ำลงกรณ์ มหำวิทยำลัย. สมำน แกว้ ไวยทุ ธ. (2550). ชวี วิทยา ม.4 เล่ม 2. กรงุ เทพฯ: ไฮเอ็ดพบั ลิชช่งิ สถำบันสง่ เสริมกำรสอนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2561). หนงั สือเรยี นชีววิทยา ชน้ั ม.5 เล่ม3. กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พ์จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลยั . ศุภณัฐ ไพโรหกลุ . (2559). BIOLOGY ชวี วทิ ยา. กรงุ เทพฯ: แอกทีฟพริ้นท์. อนริ ธุ พรหมเจรญิ . (2562). หนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์ ชวี วทิ ยา ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 เล่ม 2. กรงุ เทพฯ: แม็คเอ็ดดูเคชนั่ . Urry, L. A., Cain, M. L. 1., Wasserman, S. A., Minorsky, P. V., Reece, J. B., & Campbell, N. A. (2017). Essential biology. Eleventh edition. New York, NY: Pearson Education, Inc.

คณะผู้จัดทาเอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ ท่ีปรกึ ษา ผู้อำนวยกำร โรงเรียนสำธติ มหำวทิ ยำลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ปทุมวัน อำจำรยโ์ ชตวิ ทิ ย์ ธรรมสจุ ิตร รองผูอ้ ำนวยกำรฝ่ำยวิชำกำร โรงเรยี นสำธิตมหำวทิ ยำลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ปทุมวนั อำจำรยว์ ัฒนโชติ เพ็งพร้ิง หัวหน้ำกลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์ โรงเรยี นสำธติ มหำวทิ ยำลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวัน อำจำรยศ์ ักด์สิ ิทธิ์ โอปัณณำ ผูร้ วบรวมและเรียบเรยี ง กลุม่ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์ โรงเรียนสำธติ มหำวทิ ยำลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ปทุมวัน อำจำรยศ์ ักรนิ ทร์ อะจมิ ำ คณะผพู้ ิจารณาเอกสารประกอบการเรยี น กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ทิ ยำศำสตร์ โรงเรยี นสำธิตมหำวิทยำลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ปทุมวัน อำจำรย์ศริ ิลกั ษณ์ คงมนต์ ภำควชิ ำชวี วทิ ยำ คณะวทิ ยำศำสตร์ อำจำรย์ ดร.มนตรี มณภี ำค มหำวทิ ยำลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ดร.ปรนิ ทร์ จริ ะภัทรศลิ ป ภำควิชำชีววทิ ยำ คณะวทิ ยำศำสตร์ นำยณฐั กฤชณ์ เตยี วเจริญ จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย นำยนรำวชิ ญ์ อรณุ สขุ สวำ่ ง นกั เรยี นโครงกำรโอลิมปกิ วิชำกำรสำขำชีววิทยำ (ค่ำย 2) นำยเป็นธรรม สินธเุ สน โรงเรยี นสำธิตมหำวิทยำลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ปทุมวัน นักเรยี นโครงกำรโอลิมปิกวชิ ำกำรสำขำชวี วทิ ยำ (ค่ำย 2) โรงเรียนสำธติ มหำวทิ ยำลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ปทมุ วัน ผแู้ ทนศนู ยโ์ อลิมปิกวิชำกำร สอวน. วิชำชวี วทิ ยำ กทม. โรงเรยี นสำธิตมหำวทิ ยำลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวัน ผอู้ อกแบบปก โรงเรยี นสำธิตมหำวทิ ยำลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ปทุมวนั นำยธิตพิ งศ์ เหรยี ญรกั วงศ์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook