คูมือ การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการ โดย กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย สถาบันสิรินธรเพื่อการฟนฟูสมรรถภาพทางการแพทยแหงชาติ กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
คูม อื การตรวจประเมินและวินิจฉยั ความพกิ าร เลขมาตรฐานสากล ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๗๑๙๒-๒๒-๒ ทปี่ รกึ ษา ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทยแหง ประเทศไทย ประธานราชวทิ ยาลัยโสต ศอ นาสกิ แหง ประเทศไทย นายกสมาคมโสตสมั ผัสวิทยาและการแกไขการพดู แหงประเทศไทย ประธานราชวิทยาลัยแพทยเวชศาสตรฟน ฟูแหง ประเทศไทย ประธานราชวิทยาลยั จติ แพทยแ หงประเทศไทย ประธานราชวิทยาลัยกมุ ารแพทยแหงประเทศไทย บรรณาธิการบรหิ าร นางธนาภรณ พรมสวุ รรณ อธบิ ดกี รมสง เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพกิ าร แพทยหญงิ บุษกร โลหารชุน รองผูอํานวยการดานการแพทย สถาบนั สริ นิ ธรเพอ่ื การฟน ฟสู มรรถภาพทางการแพทยแ หง ชาติ บรรณาธิการวชิ าการ แพทยหญงิ วิชนี ธงทอง แพทยห ญงิ ดลฤดี ศรศี ุภผล นายแพทยป น ไทย เทพมณฑา กองบรรณาธิการ ณัฐอร อนิ ทรดีศรี เสาวลกั ษณ วิจิตร สุกัญญา บวั จนั ทร ศลุ พี นั ธุ โสลนั ดา ไชยสิทธิ์ อิรชั วา ปาราเมศ แปลงสาร จัดพิมพโดย กรมสง เสริมและพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร ๒๕๕ อาคาร ๖๐ ป กรมประชาสงเคราะห ถ.ราชวถิ ี เขตราชเทวี กรงุ เทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศพั ท ๐-๒๓๕๔-๓๓๘๘ ตอ ๓๑๑ www.dep.go.th
คํานํา พระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ และท่ีแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ ประกอบกบั ประกาศกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ยเ รอ่ื ง ประเภทและหลกั เกณฑค วามพกิ าร ซงึ่ ไดป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา เมือ่ วนั ท่ี ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ และแกไขคร้งั ท่ี ๒ เมอื่ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ โดยแบงประเภทของความพิการออกเปน ๗ ประเภท ประกอบดวย ความพิการทางการเห็น ความพิการทางการไดยิน หรือสื่อความหมาย ความพิการทางการเคล่ือนไหวหรือทางรางกาย ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ความพิการทางสติปญญา ความพิการทางการเรียนรู และความพิการทางออทิสติก ท้ังนี้ ในประกาศฯ ฉบับดังกลาว ไดระบุใหผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมเปนผูตรวจวินิจฉัยและออกเอกสารรับรองความพิการ เพ่ือประกอบคําขอมีบัตร ประจาํ ตวั คนพกิ าร ตามมาตรา ๑๙ แหง พระราชบญั ญตั สิ ง เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร พ.ศ.๒๕๕๐ และทแี่ กไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๖ เวนแตนายทะเบยี นกลางหรอื นายทะเบียนจงั หวัดแลว แตกรณี เห็นวา บคุ คลนั้นมีสภาพความพกิ าร ทส่ี ามารถมองเหน็ ไดโ ดยประจกั ษ จะไมต อ งใหม กี ารตรวจวนิ จิ ฉยั กไ็ ด ตามประกาศกรมสง เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร เรอ่ื ง แบบและรายละเอยี ดของสภาพความพกิ ารทส่ี ามารถเหน็ ไดโ ดยประจกั ษ โดยไมต อ งมเี อกสารรบั รองความพกิ าร ทงั้ นี้ ใหเจาหนาที่ผูรับคําขอถายภาพสภาพความพิการไวเปนหลักฐาน การออกเอกสารรับรองความพิการจึงเปนประตูดานแรก ของคนพิการในการเขาถึงสิทธิตาง ๆ เชน สิทธิทางการแพทย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ืองการบริการ ฟนฟูสมรรถภาพ โดยกระบวนการทางแพทยและคาใชจายในการรักษาพยาบาล คาอุปกรณเคร่ืองชวยความพิการ และส่ือสงเสริมพัฒนาการสําหรับคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๒ โดยเฉพาะประโยชนที่จะไดจากการจัดสวัสดิการทางสังคม การจัดสง่ิ อาํ นวยความสะดวก โอกาสเขา ทาํ งาน และการศกึ ษา ซงึ่ คนพกิ ารจะไดร บั สทิ ธเิ พมิ่ ขน้ึ ตามระเบยี บคณะกรรมการ สง เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการแหงชาติ วาดวยหลักเกณฑวิธีการและเงื่อนไขย่ืนคําขอมีบัตรประจําตัวคนพิการ การออกบัตร และการกําหนดเจา หนา ทผ่ี มู อี าํ นาจออกบตั รประจาํ ตวั คนพกิ าร การกาํ หนดสทิ ธหิ รอื การเปลยี่ นแปลงสทิ ธิ และการขอสละสทิ ธขิ องคนพกิ าร และอายุบัตรประจาํ ตัวคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๖ สถาบันสิรินธรเพ่ือการฟนฟูสมรรถภาพทางการแพทยแหงชาติ กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และราชวิทยาลัยแพทยท่ีเกี่ยวของ จึงรวมกันจัดทําคูมือการตรวจประเมิน และวนิ จิ ฉยั ความพกิ ารสาํ หรบั แพทยข น้ึ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคห ลกั เพอื่ ใหแ พทย และบคุ ลากรทางการแพทยม คี วามรู ความเขา ใจ สามารถตรวจประเมินความพิการไดอยางถูกตอง และเปนไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อใหคนพิการสามารถนําเอกสาร รับรองความพิการไปเปนหลักฐานประกอบการขอมีบัตรประจําตัวคนพิการ และขึ้นทะเบียนคนพิการ เพื่อใหคนพิการ ไดร บั สิทธิประโยชนดานตาง ๆ ตอ ไป คณะผจู ัดทํา
สารบญั บทนํา การกาํ หนดนยิ ามความพิการดว ยแนวคิด ICF หนา ๑ ๑. กรอบแนวคิดดา นความพกิ าร ๑ ๒ ๒. International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) ๔ ๑ ๓. การนิยามความ “พกิ าร” ในทางกฎหมาย ๗ ๒ การตรวจประเมินและวนิ ิจฉัยความพิการทางการเหน็ การตรวจประเมนิ และวนิ ิจฉัยความพกิ ารทางการไดย ินหรอื ส่อื ความหมาย ๑๗ ๑๗ ๒.๑ การตรวจประเมนิ และวินิจฉัยความพกิ ารทางการไดยนิ ๒๖ ๓ ๒.๒ การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉยั ความพิการทางดา นการสอื่ ความหมาย ๓๗ การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉัยความพิการทางการเคล่ือนไหวหรอื ทางรางกาย ๔ การตรวจประเมนิ และวินิจฉัยความพิการทางจติ ใจหรือพฤติกรรม ๔๙ ๕ การตรวจประเมินและวินจิ ฉยั ความพกิ ารทางสติปญ ญา ๖ การตรวจประเมินและวนิ จิ ฉยั ความพิการทางการเรยี นรู ๕๙ ๗ การตรวจประเมินและวินจิ ฉยั ความพกิ ารทางออทสิ ติก ๖๙ ๘๑
บทนํา การกําหนดนิยามความพิการดว ยแนวคิด ICF* การจัดทําคํานิยามความพิการ ตามพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ และทแี่ กไ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๕๖ องิ กรอบแนวคดิ International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) ซงึ่ เปน หนง่ึ ใน Family of International Classification ขององคก ารอนามยั โลก เพอ่ื ใหเ ปน ไปตามมาตรฐานสากล บทความนี้จึงเนนการทําความเขาใจกรอบแนวคิด ICF โดยเริ่มจาก ประเภทของกรอบแนวคิดดานความพิการ ตามดวย กรอบแนวคดิ แบบ ICF เปน อยางไร และปด ทา ยดว ยการนําแนวคดิ ICF มาใชในการกาํ หนดนยิ ามความพิการทางกฎหมาย ๑. กรอบแนวคิดดานความพิการ ในชว งกอ นป พ.ศ. ๒๕๔๔ กรอบแนวคดิ หลกั ดา นความพกิ ารมี ๒ รปู แบบ รปู แบบแรก คอื แนวคดิ ทางการแพทย (Medical model) เริ่มในป พ.ศ.๒๕๒๓ ซึ่งคิดวาความพิการเปนกระบวนการที่เปดจากพยาธิสภาพและโรค ทําใหเกิดความบกพรองของรางกาย (Impairment) เชน การติดเช้ือโปลิโอทําใหอวัยวะบกพรอง คือ กลามเน้ือแขน และขาออ นแรงแลว สง ผลไปสกู ารสญู เสยี สมรรถภาพในการทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ (Disability) ไดแ ก เดนิ เองไมไ ดต อ งใชไ มค าํ้ ยนั ชว ย ผลท่ีตามมา คือ เกิดความเสียเปรียบหรือดอยโอกาสในการดํารงชีวิตในสังคม (Handicap) เชน เด็กคนน้ันไมสามารถ กลบั ไปรวมชั้นเรยี นเดิมได เนื่องจากหองเรียนอยชู ัน้ ๓ มกี ารเดนิ เรียน เปนตน การดแู ลคนพกิ ารกลมุ นจี้ งึ เนน ไปที่การฟนฟู สมรรถภาพเฉพาะตัวของคนนั้นใหบรรลุความสามารถสูงสุดที่พึงจะทําได เชน อัมพาตคร่ึงทอนลางจะตองฝกฝนใหมี กาํ ลงั กลา มเนอ้ื แขนมาก ๆ เพอ่ื ใหส ามารถเคลอ่ื นยา ยตนเองได ใสเ หลก็ ดามขา เพอื่ เดนิ ระยะทางไกล ๆ ได เปน ตน ดงั แผนภมู ทิ ี่ ๑ สาเหตุการเกิดโรคและภาวะเจ็บปวย Primary - prevention เกิดพยาธสิ ภาพ Secondary - prevention เปนโรค Tertiary - prevention Tertiary - prevention ความบกพรองหรือสูญเสยี อวัยวะ Impairment ความสูญเสยี สมรรถภาพ Disability ความดอ ยโอกาสในสังคม Handicap แผนภมู ทิ ี่ ๑ กรอบแนวคดิ ดานคนพิการในรูปแบบ Medical model คมู อื การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉยั ความพิการ ๑
รูปแบบที่สองเปนแนวคิดทางสังคม (Social model) กลาวคือ คนพิการเปนความหลากหลายอยางหน่ึง ของรางกายมนุษยเทานั้น ความพิการจึงมิใชปญหาระดับบุคคล ทวาเกิดจาก “สังคม” ที่ไมสามารถจัดการให คนท่ีมีความหลากหลายอยูรวมกันได เปนปญหาท่ีเกิดจากเง่ือนไขหลาย ๆ อยางของสังคม เชน ทัศนคติท่ีวาคนพิการ มีความหลากหลายนอย จึงไมรับคนพิการเขาทํางานทั้งที่ความพิการน้ันไมเปนอุปสรรคตองานนั้น ทัศนคติวาคนพิการ นาสงสารตอ งไดร บั การดูแลอยา ไปลาํ บากทําอะไรเองเลย จึงทาํ ใหญาติคอยทําทุกอยา งใหท ง้ั ๆ ทที่ าํ เองได หรือความไมรู และไมไ ดค ิดรอบคอบทาํ ใหการสรางทางข้ึนอาคารมแี ตบ นั ได ผูสูงอายุ หรอื ผูท ี่เดินไมได ไมส ามารถใชอาคารนีไ้ ด เปนตน หลายทานคงเคยมีประสบการณวาคนพิการบางคนขณะอยูโรงพยาบาลสามารถฝกฝนจนทํากิจกรรมไดเองทุกอยาง แตกลับบานยังใหคนอ่ืนปอนขาวให หรือกลับไปบานไมเคยไดเข็นรถเข็นไปไหนเลยเพราะบานไมมีทางลาด จะเห็นวา การจะลดความพกิ าร โดยยดึ แนวคดิ ดา นใดดา นหนง่ึ จะไมส ามารถแกป ญ หาความพกิ ารได ในป พ.ศ. ๒๕๔๔ องคก ารอนามยั โลก จงึ เสนอแนวคดิ Biopsychosocial model วา ความพกิ ารนนั้ เปน ผลรวมของความผดิ ปกตขิ องรา งกาย และจากปจ จยั แวดลอ ม ทั้งน้ี ไดจัดกลมุ องคป ระกอบของ ICF เปนรหัสขอมูลรวมเปนบัญชีสากลเพือ่ การจาํ แนกการทาํ งาน สุขภาพและความพิการ หรอื International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) ขึน้ เพอื่ นาํ เสนอภาษามาตรฐาน ที่สามารถสอื่ สารไดท่วั โลก ๒. International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) ICF เปนกลุมรหัสขอมูลที่บงชี้สภาวะสุขภาพและความเปนอยูของคนคนหน่ึงอยางครอบคลุมนําไปสู การวางแผนการดแู ลทต่ี อบสนองตอ ความตอ งการของคนพกิ ารไดต รงจดุ กวา การระบโุ รคตาม International Classification of Diseases and Related Health Problem (ICD) เชน ผูปวย ๒ ราย ไดรับการวนิ ิจฉัยตาม ICD วา Right hemiplegia, Cerebral infarction เหมือนกัน คนแรก มีอายุ ๗๐ ป พูดไมได ลุกนั่งเองไมได และตองการกลับไปดูแลตอที่บาน แตอ กี คนหนึ่ง อายุ ๔๕ ป พูดไดแตน ึกคาํ พดู ชา ลุกยืนพอได และมีเปา หมายจะกลบั ไปทาํ งานตามเดมิ เนื่องจากยงั มีลูก ท่ีตองดแู ลอีก ๒ คน จะเห็นวา แมวา จะวนิ จิ ฉยั ตาม ICD เหมอื นกัน แตข อ มลู ดานกจิ กรรมทส่ี ามารถทาํ ได ขอมูลครอบครัว ส่ิงแวดลอ มนน้ั ตา งกนั ขอมลู ท่ีเพิม่ มานั้นเปนขอมูลที่ไดจาก ICF ซงี่ มกี รอบแนวคิดดงั แผนภูมทิ ี่ ๒ และคําอธบิ าย ดังนี้ ICF Framework to organise assessment Health condition Body Functions Activities Participation & Structures Environmental Personal Factors Factors แผนภมู ทิ ่ี ๒ กรอบแนวคิดในการประเมินแบบ ICF ๒ คูมอื การตรวจประเมนิ และวินิจฉยั ความพกิ าร
ICF แสดงสภาวะสุขภาพของบุคคลในแตละองคประกอบ ดังน้ี ๑. การทํางานของรางกายและโครงสรางของรางกาย (Body function & Structure) การสูญเสีย ของรางกายสวนนี้ทําใหเกิด “ความบกพรอง” (Impairment) หรือการสูญเสียการทํางานของรางกายหรือโครงสราง ของรางกาย ทั้งนี้ องคการอนามัยโลกเลือกใชคําวา Body function and Structure แทนคําวา Impairment เพือ่ ลดการใชคาํ ในเชิงลบ ๒. กิจกรรม (Activity) หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมของแตละบุคคลการสูญเสียความสามารถสวนนี้ จะกอ ใหเกดิ “ขอ จาํ กัดในการทํากิจกรรม” (Activity limitation) หรือความยากลําบากในการทาํ กจิ กรรมของแตละบคุ คล คาํ นีถ้ กู นํามาใชเพอื่ ลดการสอื่ สารไปในทางลบของคาํ เดมิ ซ่ึงใชวา “ความดอยสมรรถภาพ” (Disability) ๓. การมีสวนรวม (Participation) หมายถึง ความสามารถในการเขารวมกิจกรรมทางสังคม การสูญเสีย ความสามารถสว นนจี้ ะกอ ใหเ กดิ ปญ หาทบ่ี คุ คลประสบในการเขา รว มกจิ กรรมทางสงั คม ซง่ึ ใชค าํ วา “อปุ สรรคในการมสี ว นรว ม” (Participation restriction) คํานีถ้ กู นํามาใชท ดแทนคาํ เดิมวา “ความเสยี เปรยี บทางสังคม” (Handicap) ๔. สภาวะสุขภาพของบุคคล อาจไดรับผลกระทบจาก “ปจจัยดานสิ่งแวดลอม” (Environmental factors) เชน ชมุ ชน สถานที่ อปุ กรณเ ครอ่ื งชว ย และ “ปจ จยั ภายในตวั บคุ คล” (Personal Factors) เชน ความกระตอื รอื รน สภาวะทางจติ (Spiritual functions) ดังนั้น การฟน ฟสู มรรถภาพทางการแพทย จงึ ไมเพียงแตด ําเนินการตอ รา งกายผปู วยโดยตรงเทา นัน้ ยังตองปรับปจจัยดานสิ่งแวดลอม และปจจัยภายในจิตใจดวย เชน การใหคําปรึกษา การใหอุปกรณเคร่ืองชวย การปรบั สถานที่ทํางาน เปน ตน ตัวอยาง เชน • ชาย อายุ ๑๘ ป • Body function มี Sensorineural hearing loss ตั้งแตอายุ ๑๘ เดอื น เนอ่ื งจากยา ตรวจวดั การไดยนิ พบวา Right ear = ๗๕ เดซเิ บล Left ear = ๘๐ เดซิเบล รหสั ICF : b 230 • Limitaton of activity d 310 ไมสามารถรบั ขอความทเี่ ปน ภาษาพูด : Limitation in receptive communication d 330 การพูด • Limitation of participation d 350 การสนทนา d 36 การใชอุปกรณสอ่ื สาร เชน การพูดโทรศพั ท d 710 ปฏสิ มั พันธร ะหวา งบุคคลขัน้ พนื้ ฐานทาํ ไมไ ด เชน ไปโรงพยาบาล แตไมถ กู เรียกตรวจเพราะพยาบาล ใชวิธีประกาศเรยี กดวยเสยี ง d 720 ปฏสิ ัมพันธร ะหวางบุคคลข้ันซบั ซอน เชน ไมสามารถอธิบายอาการท่เี ปน ปญ หาใหแ พทยเ ขาใจได คูมอื การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพกิ าร ๓
• Environment ขอจํากัดดาน d 36 และ d 710 สามารถลดลงไดจ าก d 125 ผลิตภณั ฑและเทคโนโลยีทีใ่ ชใ นการส่ือสาร จะเห็นวาปจจุบันการใชระบบสงขอความทางโทรศัพทมือถือชวยใหคนหูหนวกสามารถส่ือสาร โดยไมตองพบหนา กนั ได นอกจากนบี้ างประเทศยงั มรี ะบบการจดั หาโทรศพั ทท ใ่ี ชพ มิ พ และมผี อู า นออกเสยี งให เพอ่ื ใหป ลายทางไดย นิ เสยี ง ในสวนของ d 710 การใชระบบคิวที่มีเสียงเรยี กและตัวเลขแสดงไปพรอ มกนั จะลดขอจาํ กดั เรือ่ งการไมร วู า ถึงควิ แลว ได ขอ จาํ กดั ดา น d 720 สามารถลดลงไดด ว ย d 575 บรกิ ารระบบและนโยบายของความชว ยเหลอื ทวั่ ไปทางสงั คม เชน คนพกิ ารอาจเบิกคา จา งลามภาษามือ เพื่อไปกบั คนพิการ โดยรฐั สนบั สนุน ตัวอยา ง หัวขอ รหสั ในองคประกอบดาน Activities and Participation (d) ๑. Learning & Applying knowledge ๒. General task and Demands ๓. Communication ๔. Mobility ๕. Self - care ๖. Domestic life areas ๗. Interpersonal interactions ๘. Major life areas ๙. Community, Social & Civil life สามารถอานเพิ่มเตมิ ไดที่ www.who.int/classification/icf ๓. การนิยามความ “พิการ” ในทางกฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบการใหความหมายของคําวา “พิการ” ตามพระราชบัญญัติการฟนฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.๒๕๓๔ และพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๕๖ แตกตา งกัน ดงั น้ี พระราชบัญญัติการฟน ฟสู มรรถภาพคนพิการ พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔ “คนพกิ าร” หมายความวา คนทม่ี คี วามผดิ ปกติหรือบกพรอ งทางรางกาย ทางสติปญญา หรือจิตใจ ตามประเภทและหลักเกณฑท ี่กําหนดในกฎกระทรวง ๔ คูมอื การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉยั ความพิการ
เนนที่การประเมินความผิดปกติหรือบกพรอง ดังน้ัน แพทยจึงประเมินความผิดปกติของรางกายเปนหลัก ซง่ึ มคี วามหมายเชน เดยี วกบั Body function and Structure ตามแนวคดิ ของ ICF นน่ั เอง เชน Visual acuity, Visual field, Level of hearing loss, Level of weakness of body and limbs, IQ เปนตน อยางไรก็ตามในทางปฏิบัติ มกี ารนาํ ระดบั ความสามารถในการทาํ กจิ กรรมในชวี ติ ประจาํ วนั มาประกอบดว ย ในพระราชบญั ญตั ฉิ บบั น้ี แบง ความรนุ แรง เปน ๕ ระดับ และใชเกณฑใหเฉพาะรายท่มี ีความรนุ แรงระดับปานกลางถงึ มากเทานน้ั ที่มีสทิ ธิเปน คนพกิ ารตามกฎหมาย ฉะน้นั รายทบ่ี กพรองนอยจึงยังไมเขา เกณฑน ้ี แมวา อาจมปี ญหาในการเขา สสู ังคม เชน หลงั คอม ตัวเตย้ี แคระ “พระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๕๖” มาตรา ๔ “คนพกิ าร” หมายความวา บคุ คลซึ่งมขี อจํากัดในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมในชีวิตประจําวนั หรือเขาไป มีสวนรวมทางสงั คม เนื่องจากมคี วามบกพรอ งทางการเห็น การไดยนิ การเคลอ่ื นไหว การสอ่ื สาร จิตใจ อารมณ พฤติกรรม สติปญญา การเรยี นรู หรือความบกพรอ งอ่ืนใด ประกอบกบั มอี ปุ สรรคในดานตาง ๆ และมคี วามจําเปน เปนพิเศษทจี่ ะตอ ง ไดรับความชวยเหลือดานหน่ึงดานใด เพื่อใหสามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวันหรือเขาไปมีสวนรวมทางสังคม ไดอ ยา งบคุ คลทวั่ ไป ทง้ั นี้ ตามประเภทและหลกั เกณฑท ร่ี ฐั มนตรวี า การกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย ประกาศกําหนด จะเห็นวาพระราชบัญญัติฉบับน้ี พิจารณาความพิการจากขอจํากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน และขอ จํากดั ในการเขา ไปมสี วนรว มทางสงั คม อนั เปนผลมาจากความบกพรอง ซึ่งสอดคลอ งกบั แนวคิด Biopsychosocial model ในทางปฏิบัติแพทยสามารถรับรองความบกพรองได แตอาจใหความเห็นวามีขอจํากัดในการปฏิบัติกิจกรรม ในชวี ติ ประจาํ วนั ไดเ พยี งบางสว น และไมส ามารถระบขุ อ จาํ กดั ในการเขา ไปมสี ว นรว มของสงั คมได เนอื่ งจากขอ จาํ กดั เหลา น้ี ผนั แปรไปตามสง่ิ แวดลอ ม อยา งไรกด็ ี แพทยอ าจใชด ลุ ยพนิ จิ ขยายเกณฑใ นการตดั สนิ วา บคุ คลนนั้ พกิ ารกวา งกวา เกณฑเ ดมิ ได กลาวคือ หากแพทยเห็นวาความบกพรองนั้นไมเปนขอจํากัดในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน แตมีผลตอการเขาไป มสี ว นรว มของสงั คม เชน แผล Burn ทใ่ี บหนา จนไมส ามารถกลบั ไปทาํ งานได กอ็ าจใหป ระเมนิ วา มคี วามบกพรอ งของรา งกาย และใหความจําเปนวาจะมีขอจํากัดในการทํากิจวัตรประจําวันหรือกิจกรรมในสังคมประเด็นใดไดบาง จะเห็นวา ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ การใหนิยามความพิการที่กวางขึ้น อาจไมมีประโยชนในทางการบริการการแพทยมากนัก แตจะมีประโยชนในการจัดสวัสดิการทางสังคม เพ่ือการดํารงชีวิตประจําวันและการดํารงชีวิตในสังคมที่ดีขึ้น เชน การมีลา มภาษามือชวยส่ือสาร การไดล ดภาษี การมีโควตา เขาทาํ งานทม่ี ากข้นึ การไดรบั สิทธิ และโอกาสในการเรยี น การเดนิ ทางไปสถานท่ตี า ง ๆ ไดมากข้นึ คมู อื การตรวจประเมินและวนิ จิ ฉยั ความพิการ ๕
๑บทที่ การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉยั ความพกิ ารทางการเหน็ * คํานิยามตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย บุคคลท่ีมีความบกพรองทางการเห็น ไดแก บุคคลท่ีสูญเสียการเห็นต้ังแตระดับปานกลาง (Moderate visual impairment) จนถึง ตาบอด (Blindness) ซง่ึ แบงเปน ๒ ประเภท ดงั น้ี ๑. คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมากต้ังแตระดับที่ไมสามารถนับน้ิวมือไดที่ระยะ ๓ เมตร หรือ ๑๐ ฟุต จนถึงตาบอดสนิท หากตรวจวัดการเห็นของสายตาขางท่ีดีกวา เมื่อไดรับการแกไขดวยแวนตาแลว อยูในระดับแยกวา/นอยกวา ๓ สวน ๖๐ (๓/๖๐) หรือ ๑๐ สวน ๒๐๐ (๑๐/๒๐๐) จนถึงไมสามารถรับแสงได หรือมลี านสายตาแคบกวา ๑๐ องศา ๒. คนตาเห็นเลอื นราง หมายถึง บุคคลทีส่ ญู เสียการเห็นตง้ั แตระดับปานกลาง จนถึงระดบั รนุ แรง หากตรวจวัด การเห็นของสายตาขางที่ดีกวาเมื่อไดรับการแกไขดวยแวนตาแลว อยูในระดับแยกวา/นอยกวา ๖ สวน ๑๘ (๖/๑๘) หรอื ๒๐ สว น ๗๐ (๒๐/๗๐) จนถึงระดับ ๓ สว น ๖๐ (๓/๖๐) หรือ ๑๐ สวน ๒๐๐ (๑๐/๒๐๐) หรอื มลี านสายตาแคบกวา ๓๐ องศา ลงไปจนถงึ ๑๐ องศา หลักเกณฑการวินิจฉัยความพิการทางการเห็น ไดแก ๑. คนพิการทางการเหน็ ครอบคลุม คนตาเหน็ เลอื นรางและคนตาบอด ไดแ ก - คนท่ีมสี ายตาขางที่ดกี วา เม่อื ไดรับการตรวจแกไขดวยแวนตาแลว มองเหน็ นอยกวา ๖/๑๘ หรอื ๒๐/๗๐ ลงไป จนถึงมองไมเห็นแมแ ตแสงสวา ง หรือ - คนทมี่ ีลานสายตาแคบกวา ๓๐ องศา ๒. ตองส้ินสุดการรักษาพยาบาลตามปกติ โดยที่คนพิการตองไมปฏิเสธการรักษา และเม่ือไดรับการตรวจแกไข ดวยแวนตา (Refraction) แลว แตค วามผดิ ปกตหิ รือความบกพรองดังกลาวยังคงมีอยู คนพิการตามกฎหมายประเภทน้ี จึงหมายถงึ คนที่มคี วามผิดปกติทางการเห็นภายใตเง่อื นไขตอไปน้ี - เม่ือการอักเสบไดร บั การรักษาแลว อยา งนอ ย ๓ เดือน - หลงั การผา ตัดเปน เวลาไมนอ ยกวา ๖ เดือน - ในรายท่ีมีความผิดปกติของ Extraocular muscle , Traumatic cataract, Traumatic vitreous haemorrhage ใหลงความเห็นหลังไดรับอันตรายตอตาเปนเวลาไมนอยกวา ๑๒ เดือน หรือ ใหข้ึนกับ ดุลยพนิ จิ ของจักษุแพทยผูประเมนิ ๓. สามารถประเมินโดยแพทยท่ัวไปได โดยใชการวัดสายตาระยะไกล (Distance VA measurement) และคนพิการตองไมปฏิเสธการรักษา ในกรณีที่แพทยท่ัวไปไมสามารถประเมินความพิการได ใหสงประเมินความพิการ กับจกั ษุแพทย * แพทยหญิงขวัญใจ วงศกิตติรักษ นายแพทยเชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข ๗ คูม อื การตรวจประเมนิ และวินิจฉยั ความพกิ าร
หมายเหตุ ต้ังแตป พ.ศ.๒๕๔๖ องคการอนามัยโลกไดแบงภาวะบกพรองทางการเห็น (Visual Impairment: VI) โดยใชระดับสายตาไกลที่วัดดวยตาเปลาหรือใสแวนตาที่ใชอยูในชีวิตประจําวัน (Presenting distance visual acuity) โดยมีวัตถุประสงคเพื่อรวมเอาภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive error) เขามาเปนสาเหตุของภาวะบกพรองทางการเห็น (Visual Impairment: VI) ทจี่ ําเปนตอ งไดรับการวินจิ ฉัยและแกไ ข แตเ นื่องจากภาวะสายตาผดิ ปกติ (Refractive error) เปนภาวะท่ีสามารถแกไขไดดวยการตรวจวัดสายตาและประกอบแวนตา จึงถือเปนปญหาท่ียังไมส้ินสุดการรักษา ดังน้ัน คนกลุมนี้จึงไมเปนคนพิการทางการเห็นตามหลักเกณฑการวินิจฉัยความพิการทางการเห็นตามประกาศของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษย คนพกิ ารทางการเหน็ ตามกฎหมาย ไมครอบคลุมบุคคลตอ ไปนี้ ๑. มตี าพิการหรอื ตาบอดเพียง ๑ ขา ง ๒. มีตาบอดสี ๓. มีตาเข ตาเหล แนวทางการซักประวัติ การซักประวัติท่ีดคี วรมีเน้ือหาครอบคลุม ดงั นี้ ๑. ประวตั ิการวนิ ิจฉัย สาเหตุของการสญู เสียสมรรถภาพทางการเหน็ ในการตรวจครง้ั ลาสุด ๒. ประวตั ิการตรวจตาและการไดรบั การรกั ษาในปจ จบุ ันและท่ผี า นมา ทัง้ การใชยาและการผาตดั ๓. ประวตั กิ ารไดร บั การชว ยเหลอื หรอื การฟน ฟสู มรรถภาพสายตากอ นหนา น้ี เชน อปุ กรณช ว ยการมองเหน็ ทใ่ี ชอ ยู รวมถงึ กรณที ่มี แี วนสายตาใชอ ยแู ละความพงึ พอใจกับอปุ กรณด ังกลา ว ๔. ประวตั คิ วามผดิ ปกตทิ างสายตาในครอบครวั เชน มโี รคบางอยา งในครอบครวั ทพี่ บ ในทกุ รนุ ของสมาชกิ ในครอบครวั ไดแก ตอ หนิ ตอกระจก ตาบอด ฯลฯ ๕. ประวตั คิ วามเจบ็ ปว ยจากโรคตา ง ๆ ทง้ั ทเ่ี กย่ี วขอ งและไมเ กย่ี วขอ งกบั การสญู เสยี สมรรถภาพทางการเหน็ ของผปู ว ย ในการซักประวัติเพื่อหาความผิดปกติทางการเห็น โดยเฉพาะในเด็กเล็กใหถามถึงหรือสังเกตอาการตอไปนี้ ๑. เด็กอายุ ๒ เดือน ถายงั ไมจ องหนา ใหสงสยั วา เด็กจะมสี ายตาผิดปกติ ๒. ดูลกั ษณะ ขนาด และตําแหนงของดวงตาที่ผดิ ปกติ ๓. มีพฤตกิ รรมชอบขย้ีตา กระพริบตาบอ ย ๆ ๔. ดอู ะไร ตอ งเพง ใกลตาผิดปกติ ๕. มีอาการปวดตา ปวดศรี ษะ หลงั จากการใชส ายตา ๖. มีอาการตาไมสูแ สง นา้ํ ตาไหล เมื่อออกทแี่ จง จะหรี่ตาลง ๗. ในการอานหรือเขียนหนังสือมีแนวโนมท่ีจะสับสนกันระหวางอักษรท่ีคลายกัน เชน ด กับ ค บ กับ ม ช กับ ซ ฯลฯ หรอื มักจะหลงตําแหนง หรอื บรรทัด เชน อานขามขอหรอื ขา มบรรทัด ฯลฯ ซึ่งเปน อาการของ ผูมีลานสายตาผดิ ปกติ ๘ คูมือการตรวจประเมนิ และวินจิ ฉัยความพิการ
แนวทางการตรวจรางกาย ผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมสามารถใหการวินิจฉัยภาวะความพิการทางการเห็นโดยการตรวจวัดสายตา (Visual acuity: VA) หรอื ลานสายตา (Visual field: VF) (รูปท่ี ๑) ตารางที่ ๑ พจิ ารณาท่ลี านสายตา ลกั ษณะความพกิ าร พิจารณาท่สี ายตา แคบกวา ๓๐ องศา จนถึง ๑๐ องศา ตาเหน็ เลือนราง นอยกวา ๖/๑๘ เมตร หรือ ๒๐/๗๐ ฟุต แคบกวา ๑๐ องศา จนถงึ ๐ องศา ตาบอด แตยังสามารถอาน๓/๖๐เมตร หรือ ๒๐/๔๐๐ ฟุตได นอ ยกวา ๓/๖๐ เมตร หรอื ๒๐/๔๐๐ ฟตุ ไปจนถงึ ไมเ หน็ แมแ ตแสงสวา ง สูญเสียสายตา สายตาปกติ สญู เสยี ลานสายตา รูปท่ี ๑ เปรยี บเทียบการสูญเสียสายตาและการสญู เสียลานสายตา การตรวจวัดสายตา (Visual Acuity measurement) การตรวจวัดสายตาเพ่ือวินิจฉัยภาวะความพิการทางการเห็น ทําโดยการวัดสายตาระยะไกล (Distance VA measurement) อปุ กรณท่ใี ชใ นการวดั สายตา ๑. ไฟฉาย ๒. แผนวดั สายตาในระยะไกลมาตรฐานชนิดตา ง ๆ (รูปที่ ๒,๓,๔) ๓. ทป่ี ด ตา (Occluder) (รปู ท่ี ๕) ๔. ทีท่ ดสอบสายตาดว ยรู (Pinhole) (รูปท่ี ๕) คูม ือการตรวจประเมนิ และวินจิ ฉัยความพิการ ๙
รูปที่ ๒ Snellen chart รปู ท่ี ๓ E chart รปู ที่ ๔ Picture chart รปู ท่ี ๕ Occluder และ Pinhole แนวทางการวัดสายตา เด็กเล็ก (อายุแรกเกิด – ๒ ป) อาจทําไดโดยการสังเกตพฤติกรรมทางการเห็น ดูวาเด็กไมจองหนา หรือไมมองตามแสงไฟ มีความผิดปกติของลูกตา เชน ตาแกวง (Nystagmus) รูมานตาไมมีปฏิกิริยาตอแสง บงชี้วา เดก็ อาจมคี วามผดิ ปกติ ซึง่ ควรสง ตอ เพือ่ รบั การประเมินโดยจักษแุ พทย เด็กกอนวัยเรียน (อายุ ๒ ป – ๔ ป) สามารถประเมินการเห็นดวยไฟฉาย โดยถือไฟฉายหางจากหนาเด็ก ประมาณ ๓๐ - ๕๐ ซม. เคลือ่ นไฟฉายไปในทิศทางตา ง ๆ ถาเด็กสามารถมองตามไฟฉายไปในทิศทางตา ง ๆ ไดแ สดงวา การมองเหน็ ปกติ ถา เดก็ ไมส ามารถมองตามไฟฉาย ใหส งสยั วา อาจมคี วามผดิ ปกติ ซง่ึ ควรสง ตอ เพอ่ื รบั การประเมนิ โดยจกั ษแุ พทย ๑๐ คูม อื การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉยั ความพกิ าร
เดก็ วยั เรียน (อายุตัง้ แต ๔ ปข ้นึ ไป) ในเดก็ วยั นี้สามารถใชแ ผนวดั สายตาในระยะไกลมาตรฐานที่เปน E Chart หรือ Picture chart หรอื ใชการนบั น้ิวมือผูตรวจในระยะตา ง ๆ ถา เด็กนบั ไมไ ดใหชนู ิ้วขึน้ ตามผูต รวจ โดยทําซ้าํ ๓ - ๕ ครง้ั เพือ่ ยนื ยนั ความถูกตอ ง เด็กโตและผูใหญ ตรวจโดยใชแผนวัดสายตาในระยะไกลมาตรฐาน (Snellen chart) หรือ E chart ในรายท่ไี มร หู นงั สือ วธิ ีการวดั สายตาโดยใชแ ผนวดั สายตาในระยะไกลมาตรฐาน ใชการวัดท่ีระยะ ๖ เมตร หรือ ๒๐ ฟุต จากแผนวัดสายตาในหองตรวจท่ีมีแสงสวางพอเหมาะและปราศจาก แสงสะทอน (Glare) โดยตรวจวัดตาทีละขาง เริ่มจากขางขวาตามดวยขางซาย ใช Occluder ปดตาอีกขางขณะท่ีวัด และทดสอบดวย Pinhole อีกคร้ังเพื่อดูการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น ระดับสายตาท่ีดีขึ้นจากการใช Pinhole หมายถึง สามารถแกไขไดดว ยการตรวจวัดสายตาประกอบแวน (Refraction) โดยรายงานผลท้งั สองอยางดังนี้ - ๖/๖๐ หรือ ๒๐/๒๐๐ และ หลังทดสอบดว ย Pinhole ๒๐/๑๐๐ หรอื ๓/๓๖ ในแตล ะขา งตามลาํ ดบั - ในกรณีท่ีระยะดังกลาว ไมเห็นแมแตบรรทัดบนหลังการใช Pinhole แลว (VA< ๖/๖๐ หรือ ๒๐/๒๐๐) ใหว ัดในระยะ ๓ เมตร หรอื ๑๐ ฟตุ แทน โดยดวู าสามารถอานบรรทดั บนหลงั การใช Pinhole แลว วิธกี ารแปลผล โดยพิจารณาจากสายตาขางทด่ี ีกวา ดงั น้ี - ถา ทร่ี ะยะ ๖ เมตร หรอื ๒๐ ฟตุ สามารถอา นบรรทดั ที่ ๖/๑๘ เมตร หรอื ๒๐/๗๐ ฟตุ ได หลงั การใช Pinhole แลว หมายความวา ไมมคี วามพกิ ารตามประกาศฯ - ถาทร่ี ะยะ ๖ เมตร หรอื ๒๐ ฟตุ ไมส ามารถอา นบรรทัดท่ี ๖/๑๘ เมตร หรอื ๒๐/๗๐ ฟตุ ได หลงั การใช Pinhole แลว แตเมื่อวัดทร่ี ะยะ ๓ เมตร หรือ ๑๐ ฟตุ สามารถอานบรรทดั บนสดุ (บรรทดั ที่ ๖/๖๐ เมตร หรือ ๒๐/๒๐๐ ฟุต) หลังการใช Pinhole แลวได หมายความวา มีระดับสายตาดีกวา ๓/๖๐ เมตร หรอื ๒๐/๔๐๐ ฟุต หมายความวา มคี วามพิการตามประกาศฯ ลักษณะตาเห็นเลือนราง - ถา วดั ทร่ี ะยะ ๓ เมตร หรอื ๑๐ ฟตุ ไมส ามารถอา นบรรทดั บนสดุ (บรรทดั ท่ี ๖/๖๐ เมตร หรอื ๒๐/๒๐๐ ฟตุ ) หลังการใช Pinhole แลวได หมายความวา มีระดับการเห็นนอยกวา ๓/๖๐ เมตร หรือ ๒๐/๔๐๐ ฟุต หมายความวา มีความพิการตามประกาศฯ ลักษณะตาบอด การวัดลานสายตา (Visual Field testing) ในรายทีก่ ารตรวจวัดสายตาไมผิดปกติ แตม ปี ระวตั หิ รอื อาการท่ีบง ช้วี าอาจมีลานสายตาผิดปกติ เชน มกั เดินชน สง่ิ ของ ในการอา นหนงั สอื มกั อา นขา มขอ หรอื ขา มบรรทดั ซง่ึ เปน อาการแสดงของโรคตอ หนิ โรคของจอตา โรคของประสาทตา หรอื โรคของสมอง ใหทําการวดั ลานสายตาเพิม่ เติม คมู ือการตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการ ๑๑
อุปกรณท่ีใชในการวัดลานสายตา การวดั ลานสายตา ทาํ โดยการใชอ ปุ กรณห รอื เครอ่ื งมอื สาํ หรบั วดั ลานสายตา (Perimeter) ซงึ่ ปจ จบุ นั มวี วิ ฒั นาการ ท้ังชนิดควบคุมดวยมือและชนิดท่ีควบคุมดวยคอมพิวเตอร ซึ่งสามารถเปล่ียนขนาดและความสวางของภาพที่ใชกระตุน (Stimuli) สามารถตรวจซ้ําในจุดเดิม เน่ืองจากทุกอยางจะถกู บนั ทึกเขาระบบคอมพิวเตอร อปุ กรณห รือเครื่องมอื สาํ หรับวัดลานสายตา (Perimeter) ไดแก ๑. Tangent screen (รูปที่ ๖) ๒. Arch perimeter (รปู ที่ ๗) ๓. Automated perimeter (รูปท่ี ๘) ลานสายตาปกติ ประกอบดวย - ลานสายตาสว นริม (Peripheral VF) โดยวดั รศั มีการเห็นจากจุดกง่ึ กลางลานสายตา ซง่ึ มคี า ในแตล ะแนวรัศมี (Meridian) ไมเทากัน (รปู ท่ี ๙) - ลานสายตาสวนกลาง (Central VF) โดยวัดรัศมกี ารเห็นจากจุดกึง่ กลางลานสายตา ๓๐ องศาในทกุ แนวรศั มี (Meridian) (รปู ท่ี ๑๐) รปู ท่ี ๖ Tangent screen รูปที่ ๗ Arch perimeters ๑๒ คูมอื การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉัยความพิการ
รปู ที่ ๘ Automated perimeter รูปท่ี ๙ Peripheral VF รูปที่ ๑๐ Central VF วธิ ีการแปลผล โดยพิจารณาจากตาขางทด่ี ีกวา ดงั น้ี - ถามีการเสียลานสายตาสวนริมท้ังหมด แตยังมีลานสายตาสวนกลางปกติ หมายความวา ไมมีความพิการ ตามประกาศฯ - ถามีการเสียลานสายตาสวนกลางในรัศมี ๑๐ ถึง ๓๐ องศาจากจุดก่ึงกลางลานสายตา หมายความวา มีความพกิ ารตามประกาศฯ ลกั ษณะตาเห็นเลือนราง - ถามกี ารเสยี ลานสายตาสวนกลางในรัศมี ๑๐ องศาจากจุดกงึ่ กลางลานสายตา หมายความวา มีความพิการ ตามประกาศฯ ลักษณะตาบอด - ในกรณที มี่ กี ารเสยี ลานสายตาเปน บางพน้ื ที่ (Scotoma) ทงั้ ในลานสายตาสว นรมิ (Peripheral VF) และ/หรอื ลานสายตาสวนกลาง (Central VF) หรือเสียเฉพาะลานสายตาสวนริมอยางเดียว ถือวาไมมีความพิการ ตามประกาศฯ คมู ือการตรวจประเมินและวินิจฉยั ความพกิ าร ๑๓
แนวทางการประเมินสภาพความพิการที่สามารถเห็นไดโดยประจักษ นายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนจงั หวดั สามารถใหการวนิ ิจฉัยภาวะความพิการทางการเห็นได ถา ตรวจพบ ส่ิงตอไปน้ี ๑. ไมม ลี กู ตาท้งั สองขา ง (รปู ที่ ๑๑) ๒. มลี กั ษณะของตาผดิ ปกตชิ ัดเจนทง้ั สองขาง เชน ๒.๑ ไมม ลี ูกตาดํา (รปู ท่ี ๑๒) ๒.๒ ลูกตาสีขาวขนุ (รูปที่ ๑๓) ๒.๓ ลูกตาฝอ (รปู ท่ี ๑๔) กรณีท่มี ีลกั ษณะความพกิ ารนอกเหนอื จากท่กี าํ หนดไว ใหส ง คนพกิ ารไปขอเอกสารรับรองความพกิ ารจาก ผูประกอบวชิ าชีพเวชกรรม การพิจารณาเพ่อื ออกเอกสารรบั รองความพิการในความพกิ ารทางการเห็นทเ่ี ห็นไดโดยประจกั ษ ไมอนุญาต ใหพ จิ ารณาจากภาพโปสการดหรือรูปถายของผูปว ย รปู ท่ี ๑๑ ไมม ีลกู ตา รูปท่ี ๑๒ ไมเ หน็ ลูกตาดํา รปู ท่ี ๑๓ ลูกตาสขี าวขนุ รปู ท่ี ๑๔ ลูกตาฝอ ๑๔ คมู อื การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการ
แนวทางการดูแลคนพิการทางการเห็นเบ้ืองตน - เดก็ ตาบอด/สายตาพกิ าร วยั ๐ - ๖ ป ควรแนะนาํ ใหผ ปู กครองสนใจในพฒั นาการตา ง ๆ เชน เดยี วกบั เดก็ ปกติ หัดใหสามารถชวยเหลือตนเอง ปองกันอุบัติเหตุ ใหความรัก ความอบอุน ความเห็นใจ เพราะเด็ก อาจมีพฒั นาการชากวา เด็กปกติ เพ่ือเตรยี มเดก็ ใหพ รอ มสําหรับการเขา เรยี นหนังสอื ตอ ไป - เดก็ ตาบอด/สายตาพิการ วยั เรยี น ๗ - ๑๔ ป สามารถสงเขา เรยี นได ในโรงเรียนท่ีมีอยทู ุกภาค เพอ่ื ใหเ ดก็ ได พฒั นาทางสังคม และเตรยี มพรอ มในการฝกฝนอาชพี - คนตาบอด/สายตาพิการ วัยหนุมสาว ควรไดรับการฝกฝนอาชีพ โดยการแนะนําศูนยฝกอาชีพคนตาบอด เพ่ือเขา รบั บรกิ าร - คนตาบอด/สายตาพิการ วัยสูงอายุ ดานจิตใจ ตองแนะนําใหญาติ ดูแล ใหความชวยเหลือดวยความรัก ความเห็นใจ และใหเกียรติ พรอมท้ังพยายามใหพึ่งตนเองมากที่สุด จัดกิจกรรมใหรูสึกวาตนเอง มีคุณคา ตอ ครอบครวั และสังคม - ใหคําแนะนําเรื่องบัตรประจําตัวคนพิการ เพื่อใหคนพิการไดรับสิทธิตาง ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด และใชประกอบการวางแผนชว ยเหลือในอนาคต การสงตอเพื่อการรักษาหรือฟนฟูสมรรถภาพทางการแพทย เนอื่ งดว ยการรกั ษาหรอื ฟน ฟูสมรรถภาพทางการแพทยข องคนพกิ ารทางการเห็น รวมทั้งการใชเคร่ืองชว ยสายตา เลือนราง (Low vision aids) จําเปน ตองทําโดยจักษแุ พทยหรือพยาบาลเวชปฏิบัติทางจกั ษุ ถา ผปู ระเมนิ เปน แพทยท ั่วไป ควรพิจารณาสง ตอไปรับการตรวจรกั ษา/ประเมนิ จากจักษแุ พทยใ นกรณีตอไปน้ี ๑. ในการตรวจประเมินเด็กเล็กหรือเด็กกอนวัยเรียน ซ่ึงยังไมสามารถตรวจวัดไดดวยแผนวัดสายตามาตรฐาน ตอ งใชบ คุ ลากรและเครื่องมอื /อุปกรณพิเศษในการตรวจ ๒. ในกรณที แี่ พทยผ ูประเมนิ มีความเห็นวาอาจจะสามารถใหการรักษาทางการแพทยใหดขี น้ึ ได ๓. ในกรณีที่เปนคนพิการทางการเห็น และตองการขอรับเครื่องชวยสายตาเลือนราง (Low vision aids) โดยตอ งไปดาํ เนนิ การขอมีบตั รประจาํ ตวั คนพิการ เพ่ือใหไ ดบ ัตรประจาํ ตัวคนพิการกอนไปขอรบั บรกิ าร กรณีตัวอยางและขอควรพิจารณาเปนกรณีพิเศษ ๑. มคี วามพกิ ารทางการเหน็ ๑ ขา ง และการเหน็ ของขา งทเ่ี หลอื อยใู นเกณฑป กติ ไมถ อื วา เปน คนพกิ ารทางการเหน็ เพราะตามหลกั เกณฑก ารวนิ จิ ฉยั ความพกิ ารทางการเหน็ จะใชร ะดบั สายตาขา งทดี่ กี วา มากาํ หนดความพกิ าร ถา ตาขา งทด่ี กี วา ยงั สามารถเหน็ เปน ปกติ แมว า ตาอกี ขา งจะมองไมเ หน็ เลยกไ็ มถ อื วา เปน คนพกิ ารทางการเหน็ คนที่มีตาปกติหน่ึงขางจะสามารถใชชีวิตประจําวัน ประกอบอาชีพตาง ๆ หรือแมแตสามารถขอ ใบอนญุ าตขบั ขร่ี ถยนตได ๒. คนทมี่ ีสายตาผิดปกตมิ ากไมว าจะเปน สายตาสัน้ สายตายาว หรอื สายตาเอยี ง ถา ยงั สามารถตรวจวดั สายตา ประกอบแวน แลว ทาํ ใหร ะดับการเห็นอยใู นเกณฑป กติ ไมถอื วาเปน คนพกิ ารทางการเหน็ ๓. ถาคนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ แลวไมไดนําแวนสายตาของตัวเองมาดวย สามารถตรวจประเมินความพิการ โดยการวดั สายตา และใช Pinhole ตามวิธกี ารปกติ ๔. กรณผี มู าตรวจประเมนิ แกลง มองไมเ หน็ (Mallingering ) อาจตอ งใชว ธิ กี ารหรอื เครอื่ งมอื ในการวดั ระดบั การเหน็ แบบอน่ื ถาแพทยผ ปู ระเมินสงสยั วาเปนการแกลง แนะนําใหส ง ตอเพ่อื รับการประเมนิ โดยจกั ษแุ พทย คูมอื การตรวจประเมินและวนิ ิจฉัยความพิการ ๑๕
๒บทที่ การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉยั ความพกิ ารทางการไดย นิ หรือสอ่ื ความหมาย* ๒.๑ คํานิยามตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย คาํ นยิ าม ตามประกาศกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย เรอื่ ง ประเภทและหลกั เกณฑค วามพกิ าร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๓ ระบุ หลกั เกณฑก าํ หนดความพกิ ารทางการไดย ิน ดังน้ี ๑) หูหนวก หมายถงึ ภาวะบกพรอ งทางการไดยินที่มีผลการตรวจการไดย นิ โดยใชเสยี งความถีท่ ่ี ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๒,๐๐๐ และ ๔,๐๐๐ เฮิรตซ ในหูขางที่ไดยินดีกวา มีการสูญเสียการไดยินเฉลี่ยที่ความดังของเสียงต้ังแต ๘๑ เดซิเบลขนึ้ ไป และทําใหมขี อจาํ กัดในการใชช วี ติ ประจาํ วนั หรือการเขาไปมีสว นรว มในกิจกรรมทางสังคม ๒) หูตึง หมายถึง ภาวะบกพรองทางการไดยินที่มีผลการตรวจการไดยินโดยใชเสียงความถี่ท่ี ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๒,๐๐๐ และ ๔,๐๐๐ เฮริ ตซ ในหูขา งทีไ่ ดย ินดีกวา มกี ารสญู เสียการไดยินเฉลยี่ ที่ความดงั ของเสยี งนอ ยกวา ๘๑ เดซเิ บลลงมาจนถงึ ๔๑ เดซิเบล ในผูใหญ หรือนอ ยกวา ๘๑ เดซิเบลลงมาจนถึง ๓๑ เดซเิ บล ในเด็ก (อายุไมเกิน ๑๕ ป) และทําใหมีขอจํากัดในการใชชีวิตประจําวันหรือการเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรม ทางสังคม โดยตองใชเครื่องมือเฉพาะสําหรับตรวจการไดยินและตรวจในสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชนทีร่ ัฐกาํ หนด หลกั เกณฑการวินจิ ฉยั ความบกพรองทางการไดย ิน ครอบคลุม ๒ ลกั ษณะ ดังน้ี ๑. หูหนวก ๒. หูตึง หัวขอพจิ ารณา คือ ๑. การไดย นิ เสียง ๒. การเขา ใจภาษาพูด คนพกิ ารทางการไดย ินตามกฎหมาย ไมครอบคลมุ บุคคลตอ ไปน้ี ๑. หูตงึ ๑ ขา ง ๒. หหู นวก ๑ ขา ง ๓. การสญู เสยี การไดยินทีอ่ ยรู ะหวางการรกั ษา หรือยงั ไมส้นิ สุดการรักษา * นายแพทยมานัส โพธาภรณ รองอธิบดีกรมการแพทย นายแพทยสมุทร จงวิศาล สาขาวิชาโรคหู โสตประสาท การไดยินและการทรงตัว ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซวิทยา คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารยแพทยหญิงสุวิชา แกวศิริ หนวยโสตวิทยา โสตประสาทวิทยาและการสื่อความหมาย ภาควิชาโสต ศอ นาสิก วิทยา คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม ดร.ศรีวิมล มโนเชี่ยวพินิจ นายกสมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการแกไขการพูดแหงประเทศไทย นางสมจิต รวมสุข หัวหนางานแกไขการพูด สถาบันสิรินธรเพื่อการฟนฟูสมรรถภาพทางการแพทยแหงชาติ คูมือการตรวจประเมินและวนิ จิ ฉัยความพกิ าร ๑๗
แนวทางการซักประวัติ ในทารกแรกเกดิ ซักประวตั ติ ามเกณฑ “ทารกกลมุ เส่ยี ง” ตามที่ The Joint Committee on Infant hearing (JCIH) กําหนด และประวตั ิการตรวจคัดกรองการไดยินเมื่อแรกเกิด อาการนําของผูทีม่ ีความบกพรอ งทางการไดยนิ ทไี่ มเ คยไดร ับการฟนฟูการไดย ิน ๑. ในเด็กที่มคี วามบกพรองทางการไดย นิ แตก ําเนิดและไมไ ดร ับการวินิจฉยั ตั้งแตแ รกคลอด - พดู ชา พดู ไมชดั ปกติเด็กจะเร่มิ พดู คาํ แรกท่ีมคี วามหมายเม่ืออายปุ ระมาณ ๙ - ๑๘ เดือน โดยทวั่ ไประดับความยาวของ ประโยคทเี่ ดก็ พดู ไดจ ะเพมิ่ ตามอายุ เชน เดก็ อายุ ๑ ป ๒ ป ๓ ป และ ๔ ป จะพดู ไดใ นระดบั คาํ ๑ คาํ ๒ คาํ ๓ คาํ และ ๔ คาํ ตามลําดับ และเด็กจะสามารถออกเสยี งไดอยางชัดเจนเมือ่ อายุประมาณ ๗ - ๘ ป เด็กพดู ชา อาจอาศัยหลกั เกณฑใ นการพิจารณา ดังน้ี ๑) อายุ ๑ ป เรยี กแลว ไมห ันมา ๒) อายุ ๒ ปแลว ยงั พูดเปน คําทมี่ คี วามหมายไมได ๓) อายุ ๓ ปแ ลว ยงั พดู เปนประโยคไมไ ด ๔) การพัฒนาการดา นการรบั รูภาษาและการพดู ชากวาเดก็ ที่อยูในวยั เดียวกนั - ไมสนองตอบตอเสยี งในสิ่งแวดลอม ๒. ในเดก็ ท่ีมีภาษาพูดมากอ น หรอื ในผใู หญ - พดู แลว ไมไ ดย นิ ตอบไมต รงคาํ ถาม ไมโ ตต อบ หรอื ไมท าํ ตามสงั่ อาจจอ งหนา และปากผพู ดู หรอื ขอใหพ ดู ซา้ํ - ตอ งพดู ดว ยเสียงที่ดงั ขน้ึ หรอื เปด โทรทัศน วิทยุ เสยี งดงั - ไมส นองตอบตอ เสยี งในสงิ่ แวดลอ มอยา งทเี่ คย เชน เสยี งเรยี กจากดา นหลงั เสยี งของตก เสยี งกรง่ิ ประตู ฯลฯ ประวตั ิที่อาจเปน สาเหตขุ องความบกพรอ งทางการไดยิน ๑. การรับเสียงดัง หรอื การทาํ งานในที่เสยี งดงั โดยไมมีการปอ งกันเสยี ง ๒. การไดร บั บาดเจบ็ ทางศรษี ะ หรอื หู ๓. การไดรบั ยาท่มี ีพษิ ตอหู ๔. การตดิ เชื้อของหู ๕. การติดเช้ือของระบบอน่ื ทีอ่ าจมีผลตอ การไดย นิ เชน เยอ่ื หมุ สมองอกั เสบ ๖. โรคทอ่ี าจมผี ลตอการไดยนิ เชน ภูมิแพตนเอง ภูมิคุม กันบกพรอง ไทรอยดฮอรโมนต่าํ แนวทางการตรวจรางกาย ๑. การตรวจรา งกายท่ัวไป ๑) อาการแสดงของกลมุ อาการทม่ี กี ารสญู เสียการไดย นิ ๒) การผดิ รูปของใบหนา ๒. การตรวจหู ๑) ลักษณะใบหู ผิดรปู ไมครบสว น ๒) ชองหู ตบี อักเสบ มขี ห้ี ูอุดตนั ๓) แกว หู ทะลุ อกั เสบ ๑๘ คมู ือการตรวจประเมินและวนิ ิจฉยั ความพกิ าร
๓. การตรวจการไดยินโดยไมใชเคร่ืองมือเฉพาะสําหรับตรวจการไดยิน สามารถใชคัดกรองการไดยินเบื้องตนวา ผิดปกติหรือไม แตไมส ามารถบอกระดบั การสญู เสยี การไดยินได ๑) การใชเสยี งกระซบิ (whispered voice test) มีความไวรอยละ ๘๖ ความจาํ เพาะรอ ยละ ๙๔ วธิ ีการตรวจ - ใหผูฟงน่ัง ผูตรวจยืนหลังผูปวยหนึ่งชวงแขนหรือประมาณ ๖๐ ซม. ใหผูฟงปดหูขางที่ไมไดตรวจ โดยใชนวิ้ อุดชองหเู บา ๆ และอกี น้วิ ถหู นาหูขางท่ปี ดเปน วงกลม - ผูตรวจพูดเสียงกระซิบดวยคําพูดท่ีเปนตัวเลขผสมกับตัวอักษร รวมสามตัว แลวใหผูฟงพูดตาม หากตอบผิดใหผ ตู รวจเปลี่ยนคําพดู ใหม การแปลผล สามารถพดู ซํา้ ไดถูกตองอยา งนอ ยสามในหกตวั อักษรหรือตวั เลข ๒) การถูนิว้ (calibrated finger rub auditory screening test) - CALFAST-Faint ๗๐ (ความดงั ประมาณ ๒๔-๒๖ เดซิเบล) ใชปลายนว้ิ หวั แมม ือถกู ับปลายน้ิวอื่น ๆ เบา ๆ เร็ว ๆ มคี วามไวรอ ยละ ๘๖ - CALFAST-Strong ๗๐ (ความดังประมาณ ๒๘-๓๒ เดซิเบล) ใชปลายนิว้ หวั แมม อื ถกู บั ปลายนว้ิ อนื่ ๆ เร็ว ๆ ใหด งั ที่สดุ แตไมใชด ีดนวิ้ มคี วามจําเพาะรอ ยละ ๑๐๐ วิธีการตรวจ - อยูใ นหองเงียบ - ใหผ ูตรวจและผูฟงยืนหนั หนาเขาหากันโดยใหจมูกตรงกัน หา งประมาณ ๖-๑๐ นิว้ - ผูตรวจกางแขนไปดา นขา งสุดแขน หา งจากหผู ูฟ งประมาณ ๗๐ ซม. มือทง้ั สองขา งตองแหง - ใชป ลายนวิ้ หวั แมมอื ถูกบั ปลายนว้ิ อ่นื ๆ เบา ๆ เรว็ ๆ - ใหผฟู ง หลบั ตาและตั้งใจฟง เสยี ง หากไดยินเสียง แมว าจะเบามาก ใหย กมือขา งทไี่ ดย นิ ขนึ้ - ตรวจทลี ะขา ง ทาํ ซํ้าไดสามครั้ง การแปลผล ผฟู ง ไดย นิ เสยี งถนู วิ้ อยางนอ ยหนึ่งคร้ัง ๓) การตรวจโดยใชแอปพลเิ คชันในสมารตโฟน หรอื แทบ็ เล็ตและตอหูฟง เชน - uHear มีความไวรอยละ ๙๘-๑๐๐ มีความจําเพาะรอยละ ๖๐-๘๒ ในการตรวจพบการสูญเสีย การไดยินตัง้ แตป านกลางข้นึ ไป - Hearing testTM มีความไวรอยละ ๙๘ มีความจําเพาะรอยละ ๘๒ ในการตรวจพบการสูญเสีย การไดย นิ เฉลี่ย > ๒๕ เดซเิ บล - Tablet-Based Mobile Hearing Screening System มีความไวรอยละ ๗๖.๖๗ มีความจําเพาะ รอยละ ๙๕.๘๓ ในการตรวจพบการสญู เสยี การไดยินเฉลี่ย > ๒๐ เดซิเบล ๔) การตรวจโดยใชส อ มเสยี ง (tuning fork test) มีความไวรอยละ ๘๖ มีความจําเพาะรอยละ ๙๔ ใชแยกการสูญเสียการไดยินจากการนําเสียงเสื่อม (conductive hearing loss) และการสญู เสยี การไดย นิ จากประสาทหเู สอื่ ม (sensorineural hearing loss) ได คมู ือการตรวจประเมนิ และวินจิ ฉยั ความพิการ ๑๙
แนวทางการสงตรวจการไดยินโดยใชเคร่ืองมือเฉพาะสําหรับตรวจการไดยิน ความพกิ ารทางการไดยนิ สามารถใชเครอื่ งมอื เฉพาะ ตรวจวินจิ ฉยั ไดต ง้ั แตแ รกเกิด การตรวจการไดย นิ ตอ งตรวจดว ยวธิ กี ารทถ่ี กู ตอ งตามมาตรฐานวชิ าชพี ภายใตห อ งควบคมุ เสยี งทม่ี รี ะดบั เสยี งรบกวน ตามมาตรฐานที่กาํ หนด และตรวจโดยนักเวชศาสตรสอ่ื ความหมาย หรอื โสต ศอ นาสิกแพทย หรือเจา หนา ท่ีวทิ ยาศาสตร ปฏบิ ตั ิงานภายใตการกาํ กบั ดูแลของโสต ศอ นาสกิ แพทย หรือนักเวชศาสตรส่อื ความหมาย ๑. การตรวจคดั กรองการไดยนิ ในทารกแรกเกิด เครอื่ งมอื และวธิ กี ารตรวจการไดย นิ ไดแ ก เครอ่ื งตรวจวดั การสะทอ นจากหชู น้ั ใน (otoacoustic emissions) และ automated auditory brainstem response ถาผลการตรวจคัดกรองการไดยินไมผานตองมาตรวจเพื่อการวินิจฉัย (หากการตรวจคัดกรองไมผาน จําเปน ตองไดรับการตรวจแบบวินิจฉัย (diagnostic or comprehensive audiologic evaluation) ภายในอายุ ๓ เดือน ดว ยเคร่อื งมือพิเศษ เชน acoustic immittance measurement (tympanometry), auditory brainstem response (ABR), auditory steady state response (ASSR) (ศึกษาเพ่ิมเติมไดจากหนังสือ “คําแนะนาํ การคัดกรองการไดย ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย”) ๒. การตรวจการไดย ินในเด็ก เครอ่ื งมอื และวธิ กี ารตรวจการไดย นิ เชน สงั เกตพฤตกิ รรมการฟง (behavioral observation audiometry), ตรวจการไดยนิ โดยใชแรงเสรมิ ทางสายตา (visual reinforcement audiometry) , conventional play audiometry ๓. การตรวจการไดยินในผูใหญ เครอื่ งมอื และวธิ กี ารตรวจการไดย นิ แนะนาํ ใหใ ชก ารตรวจการไดย นิ ดว ยเสยี งบรสิ ทุ ธิ์ ทงั้ การนาํ เสยี งและใชเ สยี งพดู (pure tone and speech audiometry) ดวยเครื่องตรวจวัดการไดยิน (audiometer) ในหองเก็บเสียงมาตรฐาน เปนวิธีที่ดีท่ีสุดในการวินิจฉัยความผิดปกติ แบงระดับการสูญเสียการไดยิน และใชประเมินความพิการตามกฎหมาย หากไมมหี องเสียงมาตรฐาน อาจใชหองเงยี บซง่ึ มีเสียงรบกวนไมเกินเกณฑมาตรฐานสากล และตอ ง calibrate เครอ่ื งทกุ ป กรณีมีการสูญเสียการไดยินจําเปนตองไดรับการตรวจวินิจฉัยโดยใชเคร่ืองมือพิเศษ เชน การตรวจการทํางาน ของหูชั้นกลาง (acoustic immittance measurement; Tympanometry), การตรวจการไดยินระดับกานสมอง (auditory brainstem response; ABR) และตองไดร ับการวนิ จิ ฉัยจากโสต ศอ นาสกิ แพทย ๔. กรณผี ปู ว ยแกลง ทาํ เปน ไมไ ดย นิ (malingering) เชน ตอ งการเอกสารรบั รองความพกิ ารเพอื่ ยกเวน การเกณฑท หาร หรอื ผปู วยคดีฟองรอ ง ตองไดร ับการตรวจแบบมาตรฐาน และสรุปผลโดยโสต ศอ นาสิกแพทย แพทยค วรตรวจหู และนําข้หี ูออกกอ นสงตรวจการไดย ิน แนวทางการประเมินสภาพความพิการท่ีสามารถเห็นไดโดยประจักษ สภาพความพกิ ารทางการไดยนิ หรอื ส่ือความหมาย ทส่ี ามารถเหน็ ไดโดยประจกั ษ คอื บคุ คลท่ไี มมีรหู ูทัง้ สองขาง การออกเอกสารรบั รองความพกิ ารในความพกิ ารทางการไดย ิน ไมสามารถพจิ ารณาจากรูปถายของผูปว ย ๒๐ คูมอื การตรวจประเมนิ และวนิ ิจฉัยความพิการ
รูปที่ ๑ ผูป ว ยท่ไี มมีรูหูท้ังสองขาง มีความพิการทางการไดย ินหรอื ส่อื ความหมายที่สามารถเหน็ ไดโดยประจกั ษ แนวทางการรักษาและฟนฟูสมรรถภาพ อปุ กรณชวยการไดยิน ไดแก ๑. เครื่องชวยฟง (hearing aid) ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ไดจ าก ประกาศสาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ เรอื่ ง หลกั เกณฑ วธิ กี าร และอตั ราคา ใชจ า ย เพื่อบริการฟนฟูสมรรถภาพและอุปกรณเครื่องชวยฟงสําหรับคนพิการทางการไดยินในระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติ พ.ศ.๒๕๕๘ และประกาศคณะกรรมการการแพทยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.๒๕๓๓ เร่ือง หลักเกณฑ และอตั ราสําหรบั ประโยชนท ดแทนในกรณีประสบอนั ตรายหรือเจบ็ ปว ยอนั มใิ ชเนอ่ื งจากการทํางาน ๒. ประสาทหเู ทียม (cochlear implant) ศึกษาเพ่ิมเติมจากประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ประเภทและอัตราคาอวัยวะเทียมและอุปกรณ ในการบาํ บดั รกั ษาโรค หนงั สอื กรมบญั ชกี ลาง ดว นทส่ี ดุ ที่ กค ๐๔๑๖.๔/ว๔๘๔ ลงวนั ที่ ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๖๐ เอกสารรับรองความพิการทางการไดยิน ใหผ ปู ระกอบวชิ าชพี เวชกรรมของสถานพยาบาลของรฐั หรอื สถานพยาบาลเอกชนทรี่ ฐั กาํ หนด เปน ผตู รวจวนิ จิ ฉยั และออกเอกสารรบั รองความพกิ าร เพอื่ ประกอบคาํ ขอมบี ตั รประจาํ ตวั คนพกิ ารตามมาตรา ๑๙ แหง พระราชบญั ญตั สิ ง เสรมิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ และทแี่ กไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๖ เวนแตนายทะเบียนกลาง หรือนายทะเบียนจังหวัดแลวแตกรณี เห็นวาบุคคลนั้นมีสภาพความพิการที่สามารถมองเห็นไดโดยประจักษจะไมตองใหมี การตรวจวินจิ ฉยั กไ็ ด ผูร บั รองเอกสารคนพกิ ารทางการไดยนิ ไดแก ๑. โสต ศอ นาสิกแพทย ท่ีตรวจรกั ษาผสู ูญเสียการไดย นิ และตรวจระดบั การไดย ิน ๒. แพทยเ วชปฏบิ ตั ทิ วั่ ไป ทงั้ นี้ ตอ งมผี ลตรวจระดบั การไดย นิ ทไ่ี ดร บั การรบั รองโดยนกั เวชศาสตรส อื่ ความหมาย (ท่กี ํากบั ดวยเลขการประกอบโรคศลิ ปะ) หรอื โสต ศอ นาสิกแพทย คูมอื การตรวจประเมินและวนิ ิจฉัยความพิการ ๒๑
ระดับการไดย ิน องคก ารอนามยั โลกระบุใหพ ิจารณาจากคาเฉล่ยี การตรวจการไดยนิ โดยใชเสียงความถ่ที ่ี ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๒,๐๐๐ และ ๔,๐๐๐ เฮริ ตซ ในหูขา งทไ่ี ดยินดีกวา คอื หูปกติไมเ กิน (๒๕ เดซิเบล) หูตึงนอย (๔๐-๒๖ เดซเิ บล ในผใู หญ หรือ ๓๐-๒๖ เดซิเบล ในเดก็ อายุไมเ กนิ ๑๕ ป) หตู ึงปานกลาง (๖๐-๔๑ เดซเิ บล ในผูใหญ หรอื ๖๐-๓๑ เดซิเบล ในเด็กอายไุ มเ กนิ ๑๕ ป) หูตึงรนุ แรง (๘๐-๖๑ เดซเิ บล) หหู นวก (ตัง้ แต ๘๑ เดซิเบลข้นึ ไป) ตารางที่ ๑ ระดบั การไดย นิ ผลกระทบตอการฟงและพฤติกรรมการไดย นิ ในเด็ก ตามองคก ารอนามยั โลก ระดับ ผลตรวจการไดย นิ โดยเสียง ผลกระทบตอการฟง พฤตกิ รรมการไดย นิ ในเด็ก การไดย นิ ความถ่ีท่ี ๐.๕, ๑, ๒, ๔ kHz ในหขู างท่ีไดยินดีกวา ๐ นอ ยกวา ๒๕ เดซเิ บล ไมม หี รอื มปี ญ หาการไดย นิ นอ ยมาก - หูปกติ สามารถไดยนิ เสยี งกระซิบ ๑ หตู งึ นอ ย ๒๖ - ๔๐ เดซเิ บล ในผูใหญ หรอื สามารถไดยินและพูดตามคําพูด มปี ญ หาในการฟง และการเขา ใจ ๒ ๒๖ - ๓๐ เดซเิ บล ในเดก็ อายไุ มเ กนิ ในระดับเสียงปกติ ที่ระยะหาง เม่ือพูดเสียงเบาเมื่อพูดหางกัน หูตงึ ปานกลาง ๑๕ ป ๑ เมตร หรอื เมอื่ พดู ในทท่ี มี่ เี สยี งรบกวน ๓ หตู งึ รุนแรง ๔๑ - ๖๐ เดซิเบล ในผใู หญ หรือ สามารถไดยินเสียงพูดตามคําพูด มีปญหาในการฟงเมื่อพูดเสียง ๔ ๓๑ - ๖๐ เดซเิ บล ในเดก็ อายไุ มเ กนิ ในระดับเสียงดัง ท่ีระยะหาง ปกติ ในระยะใกล หหู นวก ๑๕ ป ๑ เมตร ๖๑ - ๘๐ เดซเิ บล สามารถไดยินเสียงพูดตามคําพูด ไมไดยินเสียงสนทนาในระดับ ไดบางคําในระดับเสียงตะโกน ปกติ ไดยินเฉพาะเม่ือพูดเสียง ขา งหูขางที่ดกี วา ดังหรือเมื่อมีเสียงสิ่งแวดลอม ทดี่ งั เชน รถหวอ ปด ประตดู งั ๆ ๘๑ เดซิเบลขนึ้ ไป ไมสามารถไดยินและเขาใจได รสู กึ เพยี งวา มกี ารสน่ั เมอื่ เสยี งดงั เมือ่ ตะโกน (ดดั แปลงจาก Duthey B. Background Paper 6.21 Hearing Loss เขา ถึงไดจาก https://www.who.int/medicines/areas/priority_medicines/BP6_21Hearing.pdf เขา ถึงเม่ือ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ และ Prevention of blindness and deafness. Grades of hearing impairment [Internet]. Geneva: World Health Organnization; 2013. เขาถงึ ไดจ าก: https://www.who.int/deafness/hearing_impairment_grades/en/ เขาถงึ เม่อื ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๖๒.) ๒๒ คูมอื การตรวจประเมนิ และวินิจฉัยความพิการ
แผนภมู ิ แนวทางการตรวจประเมินและวนิ จิ ฉยั ความพิการทางการไดยนิ ประวตั ิ ตรวจรางกาย สภาพความพิการทีส่ ามารถ ทารกแรกเกิด มผี ลการตรวจการคดั กรอง ตรวจท่ัวไป พบอาการแสดงของ เห็นไดโ ดยประจกั ษ การไดยินไมผาน กลมุ อาการที่มกี ารสญู เสียการไดย นิ ไมมรี ูหทู งั้ สองขาง เด็ก พูดชา พูดไมช ัด หรอื มีการผดิ รูปของใบหนา เดก็ ทีม่ ภี าษาพูดมากอนหรือผใู หญ ตรวจหู พบใบหู ชอ งหู หรอื แกว หู - พูดแลว ไมไดย ิน ผิดปกติ - ตอ งพดู ดว ยเสยี งทดี่ ังข้ึน ตรวจคัดกรองการไดยนิ โดยไมใช - ไมส นองตอบตอเสยี งในสงิ่ แวดลอ ม เคร่ืองมือเฉพาะ เชน การถนู วิ้ อยา งท่เี คย พบความผิดปกติทางการไดย ิน - มปี ระวัติทอ่ี าจเปน สาเหตุของ ความบกพรอ งทางการไดย นิ แพทย ตรวจวินจิ ฉัย รักษา ตรวจหซู า้ํ กอนสง ตรวจการไดยนิ 1 ผลตรวจการไดย ิน ใช ออกเอกสารรบั รอง เขาเกณฑค วามพิการ ความพิการทางการไดย ิน ทางการไดยนิ 2 ไมใ ช ยน่ื คําขอมบี ตั รประจําตวั คนพิการ ตรวจตดิ ตาม ใสเคร่อื งชวยฟง และดูแลรกั ษา และสงตอ ฟน ฟสู มรรถภาพทางการแพทย หมายเหตุ 1 ตองตรวจดวยวิธีการที่ถูกตองตามมาตรฐานวิชาชีพ ภายใตหองควบคุมเสียงที่มีระดับเสียงรบกวนตามมาตรฐานที่กําหนด และตรวจโดยนักเวชศาสตรส่ือความหมาย สาขาแกไขการไดยิน หรือโสต ศอ นาสิกแพทย หรือเจาหนาท่ีวิทยาศาสตร ปฏิบัติงาน ภายใตก ารกาํ กบั ดแู ลของโสต ศอ นาสิกแพทย หรอื นักเวชศาสตรส อื่ ความหมาย สาขาแกไ ขการไดยิน 2 ตามคํานิยามในประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑความพิการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๓ คูม อื การตรวจประเมินและวนิ จิ ฉยั ความพิการ ๒๓
เอกสารอางอิง ๑. ประกาศกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย เรอ่ื ง ประเภทและหลกั เกณฑค วามพกิ าร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๕ (อา งอิงจาก http://dep.go.th) ๒. ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย เร่ือง ประเภทและหลักเกณฑความพิการ พ.ศ.๒๕๕๒ (อางอิงจาก http://dep.go.th) ๓. คมู อื การวนิ จิ ฉยั และตรวจประเมนิ ความพกิ าร ตามประกาศกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย เร่อื ง ประเภทและหลกั เกณฑความพกิ าร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๕๕ (อางองิ จาก http://dep.go.th) ๔. Olusanya BO, Neumann KJ, Saunders JE. The global burden of disabling hearing impairment: a call to action. Bull World Health Organ. 2014;92(5):367-73. doi: 10.2471/BLT.13.128728. Epub 2014 Feb 18. (เขาถึงไดจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4007124/pdf/ BLT.13.128728.pdf) ๕. ลนิ ดา ปนทอง. พูดชา . ใน: พชิ ิต สทิ ธไิ ตรย, สายสวาท ไชยเศรษฐ, สวุ ิชา แกว ศิริ, ศณฐั ธร เชาวนศิลป, บรรณาธิการ. ตําราหู คอ จมูก สําหรับเวชปฏิบัติทั่วไป. ฉบับปรับปรุงคร้ังที่ ๔. เชียงใหม: บริษัท แลงเกวจ เซ็นเตอร แอนด แอดเวอรทสิ เมนท จาํ กดั ; ๒๕๖๐. หนา ๕๑๓-๕๑๙. ๖. สวุ ชิ า แกวศิร.ิ โสตสมั ผสั วทิ ยาสําหรับแพทยเ วชปฏิบตั ทิ ่วั ไป. ใน: พชิ ิต สทิ ธิไตรย, สายสวาท ไชยเศรษฐ, สวุ ชิ า แกว ศริ ,ิ ศณฐั ธร เชาวนศ ลิ ป, บรรณาธกิ าร. ตาํ ราหู คอ จมกู สาํ หรบั เวชปฏบิ ตั ทิ วั่ ไป. ฉบบั ปรบั ปรงุ ครง้ั ที่ ๔. เชยี งใหม: บรษิ ัท แลงเกวจ เซ็นเตอร แอนด แอดเวอรทิสเมนท จํากัด; ๒๕๖๐. หนา ๓๔๗-๓๖๘. ๗. Yimtae K, Israsena P, Thanawirattananit P, Seesutas S, Saibua S, Kasemsiri P, Noymai A, Soonrach T. A Tablet-Based Mobile Hearing Screening System for Preschoolers: Design and Validation Study. JMIR Mhealth Uhealth. 2018 Oct 23;6(10):e186. doi: 10.2196/mhealth.9560. ๘. กิตติชัย มงคลกลุ , พรเทพ เกษมศริ ,ิ พนดิ า ธนาวริ ตั นานจิ , ขวัญชนก ย้ิมแต. ความแมน ยําในการตรวจ คดั กรองการสญู เสยี การไดย นิ ดว ยโปรแกรมประยกุ ตบ นสมารต โฟน. วทิ ยานพิ นธ เพอ่ื สอบวฒุ บิ ตั รแสดงความรคู วามชาํ นาญ ในการประกอบวชิ าชพี เวชกรรม สาขาโสต ศอ นาสกิ วทิ ยา ป ๒๕๖๑. ภาควชิ าโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร มหาวทิ ยาลัยขอนแกน ๙. Year 2019 Postion Statement: Principles and Guidelines for Early Hearing Detection and Intervention Programs. J Early Hear Detect Interv. 2019:42;1-44. DOI: 10:15142/fptk-b748 เขาถึงไดจาก https://digitalcommons.usu.edu/jehdi/vol4/iss2/1 ๑๐. ขวญั ชนก ยม้ิ แต, มานัส โพธาภรณ, สุวิชา แกว ศริ ,ิ บรรณาธกิ าร. คณะทํางานจดั ทําแนวทางการคดั กรอง การไดยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย. คาํ แนะนาํ การคดั กรองการไดยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพยาบาลราชวถิ ี กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; ๒๕๖๒. เขา ถงึ ไดจ าก http://www.rcot.org/2016/MeetingNews/ detail/229 ๑๑. ประกาศสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ เรื่อง หลักเกณฑ วิธีการ และอัตราคาใชจาย ๒๔ คูมือการตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉัยความพกิ าร
เพ่ือบริการฟนฟูสมรรถภาพและอุปกรณเครื่องชวยฟงสําหรับคนพิการทางการไดยินในระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติ พ.ศ.๒๕๕๘ เขาถึงไดจาก https://www.nhso.go.th/frontend/page-contentdetail.aspx?CatID=MTEyNA== เขาถึงเมอื่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ๑๒. ประกาศคณะกรรมการการแพทยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เร่ือง หลักเกณฑ และอัตราสําหรับประโยชนทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บปวยอันมิใชเน่ืองจากการทํางาน เขาถึงไดจาก http://www.mol.go.th/sites/default/files/laws/th/fbody1059.pdf เขาถงึ เมอื่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ๑๓. กรมบญั ชกี ลาง. ประเภทและอตั ราคา อวยั วะเทยี มและอปุ กรณใ นการบาํ บดั รกั ษาโรค (หนงั สอื กรมบญั ชกี ลาง ดว นท่ีสดุ ท่ี กค ๐๔๑๖.๔/ ว ๔๘๔ ลงวนั ท่ี ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๖๐ เขา ถงึ ไดจาก http://61.19.50.59/audit/Centers/ View.aspx?id=194&type=1 ๑๔. Prevention of blindness and deafness. Grades of hearing impairment [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2013. Available from: https://www.who.int/deafness/hearing_impairment_ grades/en/ [accessed 16 July 2018]. ๑๕. วาสนา วะสีนนท. โสตสัมผัสวิทยาเบื้องตน. ใน: พิชิต สิทธิไตรย, สายสวาท ไชยเศรษฐ, สุวิชา แกวศิริ, บรรณาธกิ าร. ตําราหู คอ จมกู สําหรับเวชปฏิบตั ทิ วั่ ไป. พิมพคร้ังที่ ๒. เชยี งใหม: Trick think; ๒๕๕๔. หนา ๒๗๕-๒๙๐. ๑๖. การตรวจระดับการไดยนิ . ภาควชิ าโสต นาสกิ ลารงิ ซว ิทยา คณะแพทยศาสตรศริ ริ าชพยาบาล. เขาถึงได จาก http://www.rcot.org/2016/People/Detail/134 เขา ถึงเมอื่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒ ๑๗. Duthey B. Background Paper 6.21 Hearing Loss. เขา ถงึ ไดจ าก https://www.who.int/medicines/ areas/priority_medicines/BP6_21Hearing.pdf เขาถงึ เม่ือ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ ๑๘. โครงการศึกษาระบบบริการหลังการใหเคร่ืองชวยฟงและการใชเครื่องชวยฟงในระบบหลักประกันสุขภาพ แหงชาติ .๒๕๕๘ เขา ถงึ ไดจ าก http://www.hitap.net/research/139482 เขา ถึงเม่อื ๒๖ สงิ หาคม ๒๕๖๒ คมู อื การตรวจประเมินและวินิจฉยั ความพกิ าร ๒๕
๒.๒ การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางดานการสื่อความหมาย* คํานยิ ามตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย ความพกิ ารทางการสอ่ื ความหมาย หมายถงึ การทบี่ คุ คลมขี อ จาํ กดั ในการสอ่ื สารในชวี ติ ประจาํ วนั หรอื ไมส ามารถ มสี ว นรว มในการมปี ฏสิ มั พนั ธท างสงั คม ซงึ่ เปน ผลมาจากการมคี วามบกพรอ งทางการสอ่ื ความหมาย เชน ผปู ว ยไรก ลอ งเสยี ง ผูปวยเด็กสมองพิการ (cerebral palsy) ที่มีปญหาการพูดแบบ dysarthria ระดับรุนแรง ผูปวยโรคหลอดเลือดสมอง และผปู ว ยทไ่ี ดร บั อบุ ตั เิ หตทุ างสมองทม่ี ปี ญ หาการสอ่ื สารแบบ aphasia, dysarthria หรอื apraxia และผปู ว ยกลมุ ทมี่ เี สอ่ื ม (degenerative change) ของระบบประสาท เชน ผูปว ยโรค Parkinson เปน ตน หลักเกณฑการวินิจฉัยความบกพรองทางการสื่อความหมาย ครอบคลุม ๓ ลักษณะ ดังนี้ ๑. พดู ไมได ๒. พูดแลวผูอ่นื ฟง ไมเ ขา ใจ เชน พดู ไมช ดั พูดไมรูเรื่อง พดู ไมค ลอง พดู แลวไมมีเสยี ง เปน ตน ๓. ฟงคาํ พูดผอู ่ืนไมเ ขา ใจ แนวทางการซักประวัติ แบบซักประวตั ิ (ภาคผนวก ๑) แนวทางการตรวจรางกาย การประเมินโครงสรา งและการทาํ งานของอวัยวะท่ใี ชในการพดู และการกลนื ไดแ ก - รมิ ฝป าก - ลนิ้ - ฟน - ขากรรไกร - เพดานแขง็ และเพดานออ น แนวทางการประเมิน (ภาคผนวก ๒) การประเมนิ การทาํ งานประสานกนั ของอวยั วะทใี่ ชใ นการพดู ขณะออกเสยี งพดู โดยใหผ ปู ว ยออกเสยี ง ปา ตา กา ซาํ้ ๆ และออกเสียง ปา ปา ปา ปา ปา ปา ปา ปา ตอหน่งึ ชว งลมหายใจ และออกเสียง ลา ลา ลา ลา เพอ่ื ดูการทํางานของล้ิน กรณีผูปวยที่เปนโรคท่ีทําใหระบบประสาทมาเลี้ยงกลามเนื้อ หรืออวัยวะที่ใชในการพูด พิการถาวรหลังจาก เปน มาแลว ๑ ป สามารถทําการประเมนิ ไดโดย ๑. การดู การคลาํ อวยั วะทใ่ี ชใ นการพดู /การกลนื เปรยี บเทยี บกบั คนปกติ ถา พบวา ผปู ว ยมกี ารผา ตดั กลอ งเสยี ง แลวไมม ีกลอ งเสยี ง ทาํ ใหพ ูดแลว ไมม ีเสยี งออกมา หรือเสียงพดู เบามาก หรือพดู เหมือนเสยี งกระซบิ ใหถ อื วามคี วามพกิ าร ดา นการสอ่ื ความหมาย พิจารณาใหอปุ กรณเครื่องชวยพูด หรอื ผปู วยที่ไดร บั การผา ตัดอวยั วะท่ีเก่ียวของกับการพดู ออกไป แบบถาวร ซึ่งไมสามารถฝกพูดหรือฟนฟูใหมีการส่ือสารไดอยางปกติ เชน การตัดลิ้นออกบางสวนหรือทั้งหมด หรอื การผา ตดั ขากรรไกรบนหรอื ลา งออก * ดร.ศรีิวิมล มโนเช่ียวพินิจ นายกสมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการแกไขการพูดแหงประเทศไทย นางสมจิต รวมสุข หัวหนางานแกไขการพูด สถาบันสิรินธรเพ่ือการฟนฟูสมรรถภาพทางการแพทยแหงชาติ ๒๖ คูมือการตรวจประเมนิ และวินิจฉยั ความพกิ าร
๒. สังเกตการทํางานของอวัยวะขณะเคล่ือนไหว สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะจนสุดชวงหรือไม หรือมีขอจํากัด ในการเคลอื่ นไหวอวัยวะ ทําใหมผี ลตอการพดู ไมชัด หรือพูดไมไดห รือไม (ภาคผนวก ๒) ๓. การทดสอบแรงตานโดยการใชไมกดลิ้นหรือใชนิ้วมือดันลิ้น หรือใหผูปวยเปาลมออกจากปาก ประเมินวา ผปู ว ยสามารถทําไดห รอื ไม แนวทางการประเมินดานภาษาและการพูด ๑. การทดสอบความสามารถทางภาษาและการพูด เปนการทดสอบแบบคดั กรอง ๖ ดา น ไดแก ๑.๑ ดา นการพูดเอง ๑.๒ การเรียกชือ่ คาํ ๑.๓ การพูดตาม ๑.๔ ดานการเขาใจภาษา ๑.๕ ดา นการอาน ๑.๖ ดานการเขยี น (ภาคผนวก ๒) หมายเหตุ : ผูปวยอาจมีความบกพรองของความสามารถทางภาษาและการพูดดานใดดานหนึ่ง หรือหลายดานรวมกัน ทําใหมคี วามผดิ ปกติอยา งใดอยางหนงึ่ ใน ๓ ลกั ษณะขางตน ถอื วา มคี วามบกพรอ งทางดา นการสื่อความหมาย : ขอ ๑.๕ และขอ ๑.๖ ประเมินเฉพาะผปู ว ยทอี่ า นออกและเขยี นไดมากอนปว ย ๒. การประเมินการพูดรูเรื่อง (Intelligibility test) โดยวิธีการใหอานบทความในผูปวยท่ีอานได (ภาคผนวก) ถาผูปวยมีขีดจํากัดในการอาน ใหประเมินจากการอานคํา การพูดตอบคําถามหรือการเลาเรื่องจากภาพ ถาผูปวยอาน หรือพูดแลวผูฟง ฟงคําพูดของผูปวยไมรูเร่ืองมากกวารอยละ ๕๐ ถือวาผูปวยมีความบกพรองดานการพูดแลวผูอ่ืน ฟงไมร ูเร่ืองไมเขาใจ แนวทางการประเมินดานภาษาและการพูด ประเมินโดยใชแบบทดสอบคัดกรองความสามารถทางภาษาและการพูด (ภาคผนวก ๒) หากนักเวชศาสตร การสอ่ื ความหมาย (นกั แกไ ขการพดู ) เปน ผปู ระเมนิ ควรประเมนิ โดยใชแ บบทดสอบมาตรฐาน เชน แบบทดสอบ The Porch Index of Communicative Ability (PICA) (Thai version) (ศรวี มิ ล มโนเชี่ยวพนิ ิจ) แบบทดสอบ The Thai Version of the German Aachen Aphasia Test (THAI-AAT) (Nantana Pracharitpukdee, Kammant Phanthumchinda, Walter Huber and Klaus Willmes) แบบทดสอบ The Thai Adaptation of Western Aphasia Battery Test (WAB) (Thai version) (รองศาสตราจารย ดร.รจนา ทรรทรานนท) แบบประเมินความชัดเจนของเสียงพูด (Intelligibility Speech Assessment) (นันทนา ประชาฤทธิ์ภักดี และสิริกัญญา เลิศศรัณยพงศ) The Thai Nasality Test (นันทนา ประชาฤทธภิ์ ักด,ี ศรวี มิ ล มโนเชย่ี วพนิ จิ และสริ กิ ัญญา เลิศศรัณยพงศ) คูมือการตรวจประเมนิ และวินิจฉยั ความพกิ าร ๒๗
แนวทางการประเมินสภาพความพิการท่ีสามารถเห็นไดโดยประจักษ การพจิ ารณาเพอื่ ออกเอกสารรบั รองความพกิ ารทางสอ่ื ความหมาย ไมส ามารถพจิ ารณาไดจ ากสภาพความพกิ าร ที่สามารถเห็นไดโดยประจักษ ตามประกาศกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ไมสามารถพิจารณา จากรปู ลกั ษณภ ายนอก รูปถา ย หรอื ภาพโปสการดของผปู วย แนวทางการรักษาและฟนฟูสมรรถภาพ ๑. ฝกการสือ่ สารเบ้อื งตน เพือ่ บอกความตอ งการได ๒. ฝก การฟง เขา ใจคําพดู การสนทนา ๓. ฝกกระตนุ การรบั รูดานเวลา สถานท่ี และบคุ คล ๔. ฝก การนกึ ช่ือสิ่งตาง ๆ ที่ใชใ นชวี ติ ประจําวนั ๕. ฝก บรหิ าร กลามเนอื้ ของอวยั วะที่ใชใ นการพูด ๖. ฝกการพฒั นาการทาํ งานของอวยั วะทใี่ ชในการพูด ๗. ฝกการหายใจ เพ่ือใชในการเปลงเสียงและควบคมุ จังหวะในการพูด ๘. ฝก ออกเสียงสระตา ง ๆ และคําที่ออกเสียงไดง าย ๙. ฝกแกไขเสยี งพดู พยัญชนะ สระ วรรณยุกต ใหชดั เจนรวมถงึ สัมพนั ธใ นการพูด ๑๐. ฝกเขียนคํางาย ๆ คาํ ทใี่ ชบอ ย ๑๑. ฝกอา นคํางาย ๆ คาํ ที่ใชบ อ ย ๑๒. ฝก ใชการสื่อสารทางเลือกอ่ืน เชน การใชภาพส่อื สาร ๑๓. ฝกดา นการคิด การจาํ ความสามารถในระดับ การสนทนา และบุคลิกภาพในการเขา สสู งั คม แนวทางการพิจารณาอุปกรณเครื่องชวยความพิการดานการส่ือความหมาย ผปู ว ยทไี่ ดร บั การผา ตดั กลอ งเสยี งออกทงั้ หมด จะพดู ไมม เี สยี งทกุ ราย พจิ ารณาให เครอื่ งชว ยพดู (Electrolarynx) พรอ มแบตเตอร่ี กรณีที่ผูปวยยังพูดไมได แตเขียนได และเขาใจคําพูดของผูอ่ืน พิจารณาใหเครื่องชวยเปน Augmentative and Alternative communication (AAC) ใหเ หมาะสมกบั ผปู ว ยแตละราย แนวทางการสงตอ กรณีพบผูปวยท่ีมีความพิการดานสื่อความหมาย สามารถแนะนํา สงตอ ผูปวยไปรักษาและฟนฟูสมรรถภาพ ที่โรงพยาบาลตาง ๆ ทั่วประเทศ หรอื สถานพยาบาลใกลบา นทมี่ นี กั เวชศาสตรการสือ่ ความหมาย (นกั แกไ ขการพดู ) ๒๘ คมู อื การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉยั ความพิการ
หมายเหตุ : การออกเอกสารรับรองความพิการดานการส่ือความหมาย ตองออกโดยผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม ของสถานพยาบาลของรฐั หรอื สถานพยาบาลเอกชนทรี่ ฐั กาํ หนดกรณที ผ่ี ปู ระกอบวชิ าชพี เวชกรรมตอ งการหลกั ฐานประกอบเพม่ิ เตมิ ดานการส่อื สาร (เชน ความสามารถทางภาษาของผูปว ยโรคหลอดเลอื ดสมอง ความชดั เจนของเสยี งพดู ของเดก็ สมองพกิ าร) ใหใ ชห ลกั ฐานและ/หรอื ขอ เสนอแนะของนกั เวชศาสตรก ารสอื่ ความหมาย (นกั แกไ ขการพดู ) รวมในการพิจารณาออกเอกสาร รับรองความพกิ ารดวย เอกสารอางอิง - มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขาการแกไ ขความผดิ ปกตขิ องการสอ่ื ความหมาย โดยคณะกรรมการวชิ าชพี สาขาการแกไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบรกิ ารสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข - จรรยาบรรณเกณฑมาตรฐานวิชาชีพโสตสัมผัสวิทยาและการแกไขการพูด สมาคมโสตสัมผัสวิทยา และการแกไขการพดู แหง ประเทศไทย - www.thaisha.or.th - พระราชบญั ญตั สิ ง เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพคนพกิ าร พ.ศ. ๒๕๕๐ และทแี่ กไ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ เกณฑค วามพกิ ารเชิงประจกั ษ ตามประกาศกรมสง เสริมและพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการ - ประกาศกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เร่ือง กําหนดใหสถานพยาบาลเอกชน ออกเอกสารรับรองความพกิ าร ราชกจิ จานุเบกษา เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๙๙ ง วนั ท่ี ๖ กนั ยายน ๒๕๕๙ - ประกาศกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เร่ือง กําหนดใหสถานพยาบาลเอกชน ออกเอกสารรับรองความพิการ (ฉบับท่ี ๒) ราชกิจจานุเบกษา เลมท่ี ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๘๑ ง วันท่ี ๑๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๐ คมู อื การตรวจประเมนิ และวนิ ิจฉัยความพิการ ๒๙
ภาคผนวก ๑. แบบซักประวัติผปู ว ยท่มี ีความบกพรอ งทางการสื่อความหมาย วนั ท่.ี ...................................................... ขอ มลู ท่ัวไป ชอ่ื /สกุล................................................................................... HN....................................................................................... เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง อายุ............ป วัน/เดือน/ปเกิด ................................................................... ที่อยู .................................................................................................................................................. หมายเลขโทรศัพท. .................................................. สถานะภาพ....................... จาํ นวนบตุ ร...........คน ภาษาท่ใี ชในปจจบุ ัน ( ) ภาษาไทยกลาง ( ) ภาษาทอ งถิน่ ( ) ใชท ้งั สองภาษา ( ) ภาษาแม ( ) ภาษาอนื่ โปรด ระบุ ....................................................................... มอื ทถ่ี นดั ในการ เขยี น ( ) มือขวา ( ) มอื ซาย การศกึ ษาชน้ั สงู สดุ ..................................................................................................................................................................... อาชพี และลักษณะงาน .......................................................................................................................................................... โรคประจําตวั ......................................................................................................................................................................... ประวตั ิ สบู บุหร่ี ( ) เคย ( ) ไมเ คย สุรา ( ) ดืม่ ( ) ไมด ื่ม วันทเ่ี ร่มิ ปว ย ......................................... เดือน ........................................................... พ.ศ. ................................................ การเจบ็ ปวยในปจจุบัน .......................................................................................................................................................... ตําแหนงพยาธิสภาพ .............................................................................................................................................................. รา งกายซกี ท่เี ปน อมั พาต ( ) ซีกซาย ( ) ซกี ขวา อาการเจบ็ ปวย ( ) รุนแรงมาก ( ) ปานกลาง ( ) เลก็ นอย ( ) หายแลว ลานสายตา ( ) ปกติ ( ) ผิดปกติ การไดยนิ ( ) ปกติ ( ) สญู เสยี การไดยนิ ไมใ สเ ครื่องชว ยฟง ( ) สูญเสียการไดยนิ ใสเ ครอ่ื งชว ยฟง การฝก พดู และภาษา ( ) เคย หยดุ แลว ( ) เคย ยงั ฝกอยู ( ) ไมเคย ผลของการฝกพดู ( ) เหมอื นเดมิ ( ) เปล่ยี นแปลง การประเมินคัดกรองการพดู รเู ร่อื ง ........................................................................................................................................ ผูเก็บขอ มูล .................................................................... ผใู หข อ มลู ...................................................................... ๓๐ คูมือการตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉยั ความพกิ าร
๒. รายละเอียด วิธกี ารประเมนิ การคัดกรองทางภาษาและการพูด ๑. รายละเอียด วิธีการประเมินการคัดกรองทางภาษาและการพูด ๑. การทดสอบดา นการพดู เอง - สังเกตการพูดคุย เชน ถามชือ่ นามสกลุ อายุ - การตอบคาํ ถาม ปลาย ปด เปนการตอบรบั หรอื ปฏเิ สธ เชน กนิ ขาวหรือยัง - การทดสอบคาํ ถาม ปลาย เปด เชน ทํางานที่ไหน กินขา วกับอะไร มากับใคร เปน ตน - การพูดแสดงความเห็น เชน วันน้ี ทาํ อะไร มาบา ง บอกมา ๓ อยา ง - การพดู แสดงความตอ งการหรอื บอกความรสู ึก - การบอกเหตผุ ลงาย ๆ ถา ผูป ว ยไมพ ูดโตต อบหรือใชท า ทางในการสื่อความหมาย เชน พยกั หนา สายหนา หรือพดู แลว คนฟง ฟงไมเ ขา ใจ หรอื อาจตอบแตไ มถ ูกตอ งเปน สวนใหญ ถือวามีความบกพรองดา นการพดู ๒. การเรียก (บอก) ชอ่ื คําศัพท - ใหเรยี ก (บอก) คําศัพททใี่ ชในชีวติ ประจาํ วนั - ใหเรยี ก (บอก) คาํ ศพั ท สง่ิ ของ อาหาร เชน เส้อื กางเกง รองเทา น้ํา ขาว สม ฯลฯ - ใหเ รยี ก (บอก) คาํ ศพั ท ที่เปนช่ือคนในครอบครัว ถา ผปู ว ยใชเ วลาในการคดิ นานกวา ปกติ หรอื ตอบไมถ กู ตอ งเปน สว นใหญ ถอื วา มคี วามบกพรอ งดา นการนกึ ชอื่ คาํ ศพั ท ๓. การพดู ตาม - ใหพดู ตามระดบั คําหนง่ึ พยางค เชน ชา ง งู หู ราํ ครู ปลา พระ - ใหพูดตาม ระดบั คําสองพยางค เชน รองเทา เกาอี้ อาบน้าํ - ใหพ ดู ตามระดบั วลี เชน กินไขไ ก คนเขน็ รถ เดก็ โงเ งา จงิ้ จกเกาะจาน - ใหพดู ตามระดบั ประโยค เชน ฉนั ไปตลาด เดก็ ชายเล้ียงลกู หมา หนา รอนน้เี ราไมไ ดไ ปเทีย่ วทไ่ี หน ถาผูปวยพูดตามระดับวลีหรือประโยค สลับกัน หรือพูดไมครบ หรือพูดตามระดับคําไมไดเลย ถอื วา มีความบกพรองดา นการพดู ตาม ๔. การฟง เขา ใจคาํ พดู คําสั่ง - การทําตามคําสั่ง ๑ ข้นั ตอน เชน หลบั ตา ยกมอื ขน้ึ ใหช ้ี อวยั วะ บนใบหนา เชน ช้ีตา - การทาํ ตามคาํ สงั่ ๒ ข้นั ตอน เชน ใหช้ีหนาตา ง และประตู ตามลาํ ดับ - การทําตามคําส่ัง ๓ ขัน้ ตอน เรียงลาํ ดบั เชน ให ชี้ โตะ เกาอ้ี และประตตู ามลาํ ดับ หรือใหเลอื กหยบิ ปากกา มาใสในมือขวาของฉนั ถา ผปู วยทําตามคําสงั่ ๒ ขน้ั ตอนไมได หรือถาทาํ ตามคําสงั่ ๓ ข้ันตอนได แตไ มถกู ข้นั ตอนถือวามคี วามบกพรอ ง ดานการฟงเขา ใจคําพดู คูมือการตรวจประเมินและวินจิ ฉัยความพกิ าร ๓๑
๕. การอาน - ใหจับคคู าํ ศัพทก ับภาพ - ใหอา นแลว ทําตามคาํ สงั่ หรอื อา นเรอื่ งแลวตอบคาํ ถาม เพอื่ ดวู า อาน เขา ใจ/อา นไมเขา ใจ ถา ผปู วยไมส ามารถอา นได ถอื วามคี วามบกพรองดา นการอาน ๖. การเขียน - ใหเขยี นช่ือ ทอี่ ยู - ใหเ ขยี นบรรยายภาพเปนประโยค - สังเกตโดยใหเขยี นเอง ถาทําไมไ ดใ หเขียนตามสง่ั หรอื ถาไมไดอ ีกใหเขยี นตามแบบ ถา ผูป วยเขียนไมไดร ะดับใดระดบั หน่งึ (ใชม อื ขา งทดี่ หี รือขางท่ถี นดั เขียน) ถอื วามีความบกพรองดา นการเขยี น *หมายเหตุ : ขอ ๕ การอา น และขอ ๖ การเขยี น ประเมินเฉพาะผูปวยท่อี า นออกและเขยี นไดมากอ นปวย ๒.รายละเอียดวิธีการประเมิน การทํางานของอวัยวะท่ีใชในการพูด ขณะเคล่ือนไหว - ใหอาปากแลว ปด ปาก (อาจใหอ อกเสียง อา รวมดว ย) - ใหห อปาก ยงิ ฟน (อาจใหอ อกเสียง อู และ อี รวมดวย) - ยกลน้ิ แตะมุมปาก ซา ย-ขวา - ยกปลายลิ้น ขึ้นแตะ ปมุ เหงอื กหลงั ฟน บน - แลบลิน้ เขา ออก เร็ว ๆ - แลบล้ิน ใหย าวท่สี ุด ถา ผปู ว ยไมส ามารถทาํ ได หรอื ทาํ ไดแ ตไ มส ดุ ชว ง หรอื เคลอื่ นไหวชา กวา ปกติ ทาํ ใหม ผี ลตอ การพดู ไมช ดั มาก ถอื วา มีความบกพรองในการทําหนาท่ีของอวัยวะท่ีใชในการพูด และ/หรือการกลืนทําใหมีความผิดปกติของการพูด กลาวคือ พูดแลวผอู นื่ ฟง ไมเขา ใจมากกวา รอยละ ๕๐ ๓.การประเมินดานชัดเจนของเสียงพูด แบบทดสอบความชดั เจนของเสียงพดู (Articulation Test) โดยใหอา นบทความ ดงั ตอ ไปนี้ ฝนฟา มวี แ่ี วววา จะตก ยายฉมิ ชวนหนแู จว แจวเรอื ไปหากาํ นนั แฉง ทบี่ างบอ หนแู จว พอกหนา ปะแปง ดว ยดนิ สอพอง ดูงามดี พอถึงที่ฝูงหมาติดตามตอนหนาตอนหลัง ปาเย้ือนเอะอะเอ็ดตะโรแลวย้ิมเบิกบาน เจาแกวหลานรักร่ีมาทักทาย ผูใหญพูดคุยหัวเราะขบขัน สองคนซุกซนเลนซอนหา หนูแจวตกตนไมรองไหงอแง ยายฉิมวาแยจับกนกบยังไมพัง (ดุษฎี สนิ เดิมสุข) แบบทดสอบเสียงนาสิก (The Thai Nasality Test) (นันทนา ประชาฤทธิ์ภักดี ศรีวิมล มโนเชี่ยวพินิจ และสริ ิกญั ญา เลิศศรณั ยพงศ) สาํ หรับประเมนิ ความกอ งของเสียงพดู ประกอบดวย ๓ แบบทดสอบยอย ๓๒ คมู อื การตรวจประเมินและวนิ ิจฉยั ความพิการ
๑. แบบทดสอบ มานี (ประเมินความกอ งทผ่ี ิดปกติของเสยี งพดู ท่นี อ ยเกินไป Hyponasality test) มานีน่ังด่มื นา้ํ มะนาว หมอยังไมน ัดวันแนน อน นางงามเริม่ ทํางาน เมอื่ เย็นแมม องเหน็ แมวดํา คุณมัดหม่ลี า งมือในหองนี้ ๒. แบบทดสอบ ตุก ตกุ (ประเมนิ ความกองทผี่ ดิ ปกตขิ องเสยี งพดู ทีม่ ากเกนิ ไป Hypernasality test) ปต ขิ บั รถตกุ ตกุ ไปตลาดปากเกร็ด ซ้อื ปลากระบอกแปดกโิ ล ขากลบั เจอสารวัตรท่ปี ากซอย ปตติ กใจบีบแตร รถเสยี หลกั อดั กบั เสาไฟฟา สารวตั รจบั ปรบั เกา รอ ยบาท ปต เิ สยี ใจ ขบั รถตกุ ตกุ เขา ตรอกแลว จอดใตต กึ ปต เิ จบ็ ใจเตะตะกรอ ไปกระแทกกระจกแตก ๓. แบบทดสอบ น้ําตกไทรโยค (ประเมินความกองของเสียงพูด ครอบคลุมทุกหนวยเสียงภาษาไทย) (The Thai Standard Passage) คุณพอคุณแมพาจันทราไปเท่ียวนํ้าตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ทุกคนตื่นเตนมาก ตื่นแตเชา ชวยกันจัดกระเปาขึ้นรถไปสถานีรถไฟสามเสน จันทรานั่งริมหนาตางรถไฟ ชมทิวทัศนตามทาง เห็นควายลุยโคลน เม่ือรถไฟแลนขามสะพานแมนํ้าแควถึงสถานีไทรโยค ทุกคนขึ้นรถสองแถวไปท่ีนํ้าตก ที่น่ันมีคนมาก น้ําตกไหลแรง อากาศสดชนื่ ตอนเทย่ี งคณุ พอ ใหเ งนิ ไปซอ้ื ขา วเหนยี วไกย า ง สม ตาํ ปลาดกุ ยา ง มานง่ั กนิ กนั ตรงโพรงไมข า งนาํ้ ตก เวลาบา ย ทกุ คนเตรยี มตวั กลบั บา น คณุ แมซ อื้ มะพรา ว มะปราง เหด็ โคน ครองแครง พลแู ละไมก วาด ไปฝากเพอ่ื น จนั ทรางว งนอนมาก น่งั พิงประตูหลับตลอดทางจนถงึ กรงุ เทพ ฯ หรืออาจใชแบบทดสอบความชัดเจนมาตรฐานอื่น ๆ ท่ีครอบคลุมครบเสียงภาษาไทยทุกเสียงท่ีหนวยงาน ทที่ าํ การประเมนิ /นกั เวชศาสตรก ารสอื่ ความหมาย (นกั แกไ ขการพดู ) ใชใ นงานบรกิ ารประจาํ เชน แบบทดสอบความชดั เจน ของเสียงพูดระดับคํา (ศรีวิมล มโนเช่ียวพินิจ นันทนา ประชาฤทธ์ิภักดี และสิริกัญญา เลิศศรัณยพงศ) ที่เปนรูปภาพ สําหรบั เด็กหรือผูทีไ่ มไ ดเรยี นหนงั สอื หรืออานไมไ ด แบบทดสอบความชัดเจนของเสียงพูดระดับคํา (ศรีวิมล มโนเชี่ยวพินิจ นันทนา ประชาฤทธ์ิภักดี และสริ กิ ัญญา เลศิ ศรณั ยพงศ) ใชรปู ภาพแทนเสียงในระดับคํา รูปเสยี งสระ : กระทะ ตา นาฬกา หวี ผึง้ มอื บุหรี่ หมู เปด กางเกง แพะ แขน เงนิ เดนิ เงาะ ลอ โตะ แตงโม เกย๊ี ะ เตียง เสอื กลว ย ไก ราํ เตา รปู เสียงพยัญชนะตน : มา บา น ปาก พาน แหวน ฟน หนู ดอกไม ตู ธง ลงิ เรอื เสอื้ จาน ชา ง ยกั ษ งู เกาอ้ี ขวด อาง หู รูปเสยี งพยญั ชนะทา ย: พัดลม กบ วาว ตน ไม รถ มะมว ง นก ดาย รปู เสียงพยญั ชนะควบกลา้ํ : ประตู ปลา พระ พลุ ตรง นิทรา กรง วงกลม ไมกวาด ซี่โครง คลาน ควาย รปู เสยี งวรรณยุกต: อกี า ไข หมอ ชอน หมี คมู อื การตรวจประเมินและวินจิ ฉัยความพกิ าร ๓๓
๔. การประเมินการพูดรูเ ร่ือง แบบประเมินความชัดเจนของเสียงพูด (Intelligibility Speech Assessment) (นันทนา ประชาฤทธิ์ภักดี และสริ กิ ญั ญา เลิศศรัณยพงศ) โดยใหอานคํา ๓๖ คํา ดงั ตอไปน้ี ปวดหวั นํา้ ตก ฟตุ บอล รถไฟ พทุ รา นา รกั ยศศักด์ิ ดอกไม เด็กชาย เอาใจ รถยนต นกยงู เลก็ นอย ชอ นสอม จอดปา ย พ่นี อ ง นกเขา ยแุ หย ฝนตก ชกมวย วนุ วาย นักเรียน พระพทุ ธ ปกครอง เสอ้ื ผา งานบา น เคราะหร า ย มดแดง พอ แม พดั ลม นกแกว มะมว ง กระตา ย เทากนั ไฟฟา มานงั่ หรืออาจใชแบบทดสอบการพูดรูเร่ืองมาตรฐานอ่ืน ๆ ท่ีหนวยงาน/นักเวชศาสตรการสื่อความหมาย (นกั แกไ ขการพดู ) ใชป ระเมนิ ในงานบริการประจํา กรณที ผี่ ปู ว ยอา นหนงั สอื ไมไ ด พจิ ารณาประเมนิ โดยใชร ปู ภาพแทน ใชร ปู ภาพสงิ่ ของทค่ี นุ เคย ของใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั เชน รูปเสือ้ ผา รองเทา ชอ น เกาอี้ รูปภาพสตั ว เชน หมา แมว ปลา รูปภาพผลไม เชน กลว ย แตงโม สม เปนตน ๕. การทดสอบ Apraxia of speech ๕.๑ ใหผ ูปว ยทาํ ตามคาํ สงั่ ตอ ไปนี้ ๑. แลบลิน้ ออกมา ๖. ทําแกมปอง ๒. เปา ลม ๗. ยิงฟน ๓. อา ปากกวา ง ๘. เมมปาก ๔. กระเดาะลนิ้ ๙. แกวงลน้ิ ไปมาซาย-ขวา ๕. ทาํ ปากจู ๑๐. เลียริมฝปากใหทั่ว สงั เกตวาผปู ว ยสามารถทาํ ไดท นั ที ตอ งทวนคําสั่ง หรือตองเลียนแบบ หรือไมส ามารถทําได ๕.๒ ใหผ ปู วยพดู คํา วลี และประโยค เหลา นตี้ าม พจิ ารณา พูดตามคํา วลี และประโยค (ชาวดี สราญกวิน) ตอไปน้ี สถาปตยกรรม คมนาคม ทัศนียภาพ ปทมาวดี ยา ยาสฟี น ยาสีฟน สมนุ ไพร แม แมนํา้ แมน ํ้าเจาพระยา นา นาฬก า นาฬก าขอ มอื ถว ย ถวยแกง ถว ยแกงจดื โรง โรงละคร โรงละครแหง ชาติ ๓๔ คมู อื การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการ
ปลาตายบอ นา้ํ แหง เขาจะด้ินรนดั้นดน ไปถงึ ไหน ศรีสัชนาลยั เปน เมืองเกา แตโบราณ อสิ ราเอลเปนประเทศอุตสาหกรรม รถไฟเปน รฐั วสิ าหกิจ สงั เกตวา ผปู ว ย พดู ตามไดถ กู ตอ ง แกไ ขการพดู เองเมอื่ พดู ผดิ พยายามพดู แตไ มม เี สยี ง ออกเสยี งผดิ โดยไมต ระหนกั เสยี งท่อี อกผดิ หรอื ไมมีการตอบสนองเลย สรุป การประเมินทง้ั ๒ รายการนี้ หากผูปว ยทําไดนอยกวารอยละ ๕๐ ถือวา มีความบกพรอ งทางการพดู ชนดิ Apraxia คูมอื การตรวจประเมินและวนิ จิ ฉัยความพิการ ๓๕
ĒñîõöĎ ìĉ Ċę Ģ ĒîüìćÜÖćøêøüÝðøąđöĉîĒúąüĉîĉÝÞĆ÷ÙüćöóĉÖćøìćÜÖćøÿĂęČ ÙüćöĀöć÷ ÙüćöïÖóøŠĂÜìćÜÖćøÿĂęČ ÙüćöĀöć÷1 àÖĆ ðøąüĆêĉ óĎéĕöŠĕéš êøüÝĂüĆ÷üąìęĊĔßĔš îÖćøóĎé ĕöŠđךćĔÝÙĈóéĎ ×ĂÜÙîĂęîČ óĎéĒúšüÙîĂęîČ ôŦÜĕöŠøšđĎ øĂęČ Ü ēÙøÜÿøšćÜ ÖćøìĈÜćî ÙéĆ ÖøĂÜÙüćöÿćöćøëìćÜõćþćĒúąÖćøóéĎ óĎéđĂÜ ïĂÖßČęĂ×ĂÜ óĎéêćö Ùüćöđ×ćš ĔÝ ÖćøĂŠćî2 Öćøđ×÷Ċ î2 ðøąđöîĉ ÙüćöÿćöćøëìćÜõćþćĒúąÖćøóĎé3 Ēóì÷ŤêøüÝ ðøąđöĉîĒúąüĉîÝĉ Þ÷Ć 4 ĕöŠĔߊ ñúÖćøêøüÝđךćđÖèæŤ Ĕߊ ÙüćöóÖĉ ćøìćÜÖćøÿČĂę ÙüćöĀöć÷5 ÿÜŠ êĂŠ îÖĆ ĒÖĕš ×ÖćøóĎé ĂĂÖđĂÖÿćøøïĆ øĂÜÙüćöóĉÖćøìćÜÖćøÿęĂČ ÙüćöĀöć÷ ÷îČę ÙĈ×ĂöĊïĆêøðøąÝĈêüĆ ÙîóÖĉ ćø ĔĀĂš čðÖøèŤđÙøČęĂÜߊü÷ÙîóĉÖćø øÖĆ þćĒúąôŚŪîôÿĎ öøøëõćó Āöć÷đĀêč 1. ÙĈî÷ĉ ćöêćöðøąÖćýÖøąìøüÜÖćøóĆçîćÿöĆ ÙöĒúąÙüćööĆîę ÙÜ×ĂÜöîčþ÷Ť đøČęĂÜ ðøąđõìĒúąĀúĆÖđÖèæÙŤ üćöóĉÖćø 2. đÞóćąñìšĎ Ċđę Ù÷ĂŠćî/đ×÷Ċ îĕéöš ćÖĂŠ îöĊÙüćöïÖóøŠĂÜìćÜÖćøÿČĂę ÙüćöĀöć÷ 3. êćööćêøåćîüßĉ ćßĊó éĈđîĉîÖćøēé÷îĆÖđüßýćÿêøŤÖćøÿęĂČ ÙüćöĀöć÷ ÿć×ćîĆÖĒÖšĕ×ÖćøóĎéǰóøšĂöÿŠÜñúÖćøðøąđöĉî/ÙĈĒîąîĈ ĔĀšĒóì÷đŤ óĂęČ ðøąÖĂïÖćøüĉîÝĉ ÞĆ÷ 4. ÙĎŠöČĂĒïïüĉîĉÝÞĆ÷ĒúąêøüÝðøąđöĉîÙüćöóĉÖćø ÙĈîĉ÷ćöêćöðøąÖćýÖøąìøüÜóĆçîćÿĆÜÙöĒúąÙüćööĆęîÙÜ×ĂÜöîčþ÷Ť đøĂČę Ü ðøąđõìĒúąĀúÖĆ đÖèæŤÙüćöóÖĉ ćø 5. ĕöŠöĊÖćøðøąđöîĉ ÿõćóÙüćöóĉÖćøìÿęĊ ćöćøëđĀĘîĕéēš é÷ðøąÝÖĆ þŤ ๓๖ คมู อื การตรวจประเมนิ และวินจิ ฉัยความพกิ าร
๓บทท่ี การตรวจประเมินและวินิจฉัยความพกิ าร ทางการเคล่อื นไหวหรือทางรางกาย* คํานิยามตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย ๑. ความพิการทางการเคลื่อนไหว หมายถึง การที่บุคคลมีขอจํากัดในการปฎิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน หรือการเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมทางสังคม ซ่ึงเปนผลมาจากการมีความบกพรองหรือการสูญเสียความสามารถ ของอวัยวะในการเคล่ือนไหว ไดแก มือ เทา แขน ขา อาจมาจากสาเหตุ อัมพาตแขนขาออนแรง แขนขาขาด หรือ ภาวะเจ็บปวยเรอื้ รงั จนมผี ลกระทบตอ การทาํ งานของมือ เทา แขน หรือ ขา ๒. ความพิการทางรางกาย หมายถึง การท่ีบุคคลมีขอจํากัดในการปฎิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน หรือการเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเปนผลมาจากการมีความบกพรอง หรือความผิดปกติของศีรษะ ใบหนา ลําตัว และภาพลักษณภ ายนอกของรางกายทเี่ หน็ ไดอยา งชดั เจน หลักเกณฑการวินิจฉัยความบกพรองทางการเคล่ือนไหวครอบคลุมดังตอไปนี้ ๑. แขน หรอื ขา หรอื ลาํ ตวั ออ นแรง ทมี่ ผี ลกระทบตอ การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในชวี ติ ประจาํ วนั (Activity daily living: ADL* *) จากสาเหตตุ า ง ๆ เชน โรคหลอดเลอื ดสมอง อบุ ตั เิ หตุ มะเรง็ ตดิ เชอื้ หรอื ภาวะกลา มเนอ้ื ออ นแรงจากโรคทางพนั ธกุ รรม ฯลฯ ๒. แขนขาขาดท่ีมีผลกระทบตอการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมในชวี ติ ประจําวัน จากสาเหตตุ าง ๆ เชน เบาหวาน อบุ ตั เิ หตุ มะเร็ง หรอื แขนและขาขาดหายตง้ั แตก ําเนิด (limb deficiency) ฯลฯ ๓. โรคขอ เรอ้ื รงั ทมี่ ผี ลกระทบตอ การเคลอื่ นไหวของแขน หรอื ขา ซง่ึ สง ผลตอ การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในชวี ติ ประจาํ วนั และการเดินจากสาเหตุตาง ๆ เชน โรครูมาตอยด (Rheumatoid arthritis) โรคจากความเส่ือมของกระดูกและขอ (Degenerative disease) โรคผวิ หนงั แขง็ (Scleroderma) โรคขอ กระดกู สนั หลงั อกั เสบยดึ ตดิ (Ankylosing Spondylitis) ฯลฯ ๔. ขอตดิ ถาวร ท่มี ผี ลตอการเคลอ่ื นไหวของแขน หรือขา ทม่ี ผี ลกระทบตอการปฏบิ ัติกจิ กรรมในชวี ติ ประจําวนั หรือ การเดินจากสาเหตุตาง ๆ เชน แผลเปนจากไฟไหมหรือน้ํารอนลวก (scar contracture) กระดูกหักผิดรูป ฯลฯ โดยไดรับการประเมนิ ตามแนวทางการตรวจประเมนิ คนพิการ ๕. ภาวะเจ็บปวยเร้ือรังท่ีมีผลกระทบตอการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน จากสาเหตุตาง ๆ เชน โรคหัวใจ โรคไตวายเร้ือรัง โรคปอด ฯลฯ ทําใหเหน่ือยงายเคล่ือนยายตัวลําบากเดินลําบาก โดยไดรับการประเมินตามแนวทาง การตรวจประเมินคนพกิ ารเคล่ือนไหวหรือทางรางกาย * ท่ีปรึกษา แพทยหญิงดารณี สุวพันธ และรองศาสตรจารย แพทยหญิง กมลทิพย หาญผดงุ กิจ คณะแพทยศาสตรศิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล ** กิจกรรมในชีวิตประจําวัน ไดแก การรับประทานอาหาร (Eating/Feeding) ลางหนา แปรงฟน โกนหนวด หวีผม และอาบนํ้า (Personal hygiene) แตงตัว (Dressing) เคลื่อนยายตัว และการเดิน (Mobility transfer and ambulation) คูมอื การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉัยความพิการ ๓๗
หลักเกณฑก ารวนิ ิจฉยั ความบกพรอ งทางรา ยกาย (Physical impairment) ครอบคลุมลกั ษณะดงั ตอ ไปน้ี ภาพลักษณภายนอกรางกายที่เห็นชัดเจนบริเวณใบหนา ศีรษะ หลัง หรือลําตัว จนมีผลกระทบตอการปฎิบัติ กจิ วตั รประจําวันหรอื เขาไปมีสว นรว มทางสังคม เชน ๑. คนแคระ (Dwarfism) ทมี่ ลี กั ษณะเตยี้ กวา ปกติ ความสงู นอ ยกวา ๑๒๐ เซนตเิ มตร ไมร วมเดก็ ทกี่ าํ ลงั อยใู นวยั เตบิ โต ๒. หลังคด* (Scoliosis) หรือหลังคอม** (Kyphosis) ผดิ รปู รนุ แรง ทีเ่ หน็ เดน ชดั เมื่อดดู ว ยตาเปลา มีผลกระทบ ตอภาพลักษณภายนอก โดยมีการตรวจประเมินวาไมสามารถทําการรักษาโดยการผาตัดได หรือภายหลังส้ินสุดการรักษา หรอื ผาตัดแลวยังมีหลังคดมาก หรือผปู วยไมย ินยอมผาตดั เนื่องจากโรคประจาํ ตวั ๓. ใบหนา หรอื ศีรษะท่ีผดิ รปู เนอื่ งมาจากสาเหตตุ า งๆ เชน - หูหรือตาหรือจมูกหรือปากที่ผิดรูปผิดตําแหนงผิดขนาด อาจเกิดจากสาเหตุ เชน อุบัติเหตุ ไฟไหม หรือโดนสารเคมี เชน นํา้ กรด เปน ตน ๔. โรคผิวหนังท่ีเห็นเดนชัดนอกรมผารักษาไมหาย และมีรอยโรคใหเห็นไดตลอดเวลา เชน โรคทาวแสนปม (Neurofibromatosis) เด็กดักแด (Lamellar Ichthyosis) คนเผือก (Albinism) ท่ีรุนแรงดางขาวที่เปนบนใบหนา โดยรอยโรคตองมีขนาดพน้ื ท่ีมากกวา รอยละ ๕๐ ของใบหนาหรือลาํ ตวั แนวทางการตรวจและประเมินความพกิ าร ๑. ตรวจรางกายจากภาพลักษณภายนอก (Physical impairment) ความผิดปกติหรือบกพรองของ รปู รา งใบหนาศีรษะและลําตัว ๒. ตรวจการเคลือ่ นไหวของขอ (Range of motion) และกาํ ลงั กลา มเนอื้ (Motor power) ๓. ประเมินการทํากิจกรรมหลักในชีวิตประจําวัน ไดแก การรับประทานอาหาร (Eating/Feeding) ลางหนา แปรงฟน โกนหนวด หวีผม อาบน้าํ (Personal hygiene) และแตง ตัว (Dressing) หากไมส ามารถทํากิจกรรมอยา งใดอยา งหน่ึงได ถอื วามคี วามพกิ าร โดยมคี ําจํากัดความ ดงั น้ี *หลังคดรนุ แรง (Severe Scoliosis) หมายถงึ cobb angle >40 องศา (Reference: Negrini, S., Donzelli, S., Aulisa, A.G. et al. 2016 SOSORT guidelines: orthopaedic and rehabilitation treatment of idiopathic scoliosis during growth. Scoliosis 13, 3 (2018) **หลังคอ ม (Kyphosis) หมายถึง หลงั คอ มที่เขา เกณฑผาตดั Thoracic kyphosis มากกวา ๗๐-๗๕ องศา (Reference: Bradford DS, Ahmend KB, Moe JH, Winter RB, Lonstein JE (1980) The surgical management of patients with Scheuermann’s disease. J Bone Joint Surg [Am] 62:705–712) ๓๘ คูม อื การตรวจประเมินและวินิจฉยั ความพกิ าร
หัวขอกิจกรรมหลักในชีวติ ประจาํ วนั แนวทางการดแู ลรักษา การรบั ประทานอาหาร - ไมสามารถตักอาหารเขา ปากไดเอง ตองมีคนปอนให - ตักอาหารเองไดแตตองมีคนชวย เชน ชวยใชชอนตักเตรียมไวให ลา งหนา แปรงฟน โกนหนวด หวผี ม อาบนา้ํ แตงตวั หรือตดั เปน เล็กๆ ไวลว งหนา - ไมสามารถรับประทานอาหารทางปากได ตองใชการใหอาหาร ทางสายยางตลอดชีวติ - ไมสามารถทํากิจกรรมดวยตนเองไดสําเร็จ ตองอาศัยผูชวยเหลือ ในการทํากิจกรรม - ไมสามารถทํากิจกรรมไดด ว ยตนเอง จําเปนตอ งอาศยั ผชู วยเหลือ ในการทาํ กจิ กรรมในขนั้ ตอนใดขนั้ ตอนหนงึ่ รวมทง้ั การตดิ กระดมุ รูดซปิ หมายเหตุ การประเมินใชมอื ขางทีข่ าดหรอื ออ นแรง โดยไมม เี ครื่องชวยพยงุ หรือคนชว ยใด ๆ *Reference: คาํ จาํ กดั ความ จาก Barthel Activities of Daily Living (ADL) Index ๔. ประเมินการเดิน ๔.๑. ประเมนิ การเดนิ โดยใชเ ครอ่ื งพยุงหรอื คนชวย วิธกี ารประเมิน ถา ผปู ว ยไมสามารถทําขอใดขอ หนง่ึ ได พิจารณาเปนคนพิการ ๒.๑ เดินไมได ๒.๒ ยนื ไมไ ด ๒.๓ เดนิ บนพน้ื ราบไดไมถ งึ ๕๐ เมตร*เนือ่ งจาก • เดนิ แลวมอี าการเหน่อื ยหอบมาก ไมม ีแรงที่จะเดินตอ ไป ตองนง่ั รถเขน็ อยูตลอดเวลา • เดินไดแ ตท รงตัวไมดี เชน ลมบอย เดนิ กาวส้นั ๆ สน่ั หรอื เดนิ แลว เกร็งมาก • เดินแลวตวั โยกไปมาเนอ่ื งจากขาสั้นมากกวาหรอื เทา กบั ๓ เซนติเมตร** • เดนิ แลวปลายเทา ตก หรอื ขอ เทา มขี อ ยดึ ติดมากในทา เขยง * Reference: Functional independent measure and UK A guide to Employment and Support Allowance – The Work Capability Assessment: 2016 ** Khamis, S., Carmeli, E. Relationship and significance of gait deviations associated with limb length discrepancy: A systematic review. Gait Posture 2017, 57, 115–123. คูม อื การตรวจประเมนิ และวินิจฉยั ความพิการ ๓๙
ตวั อยา งคนพิการทางการเคลื่อนไหว รูปที่ ๒ เปน อัมพาตนอนติดเตยี งเดนิ เองไมได รปู ท่ี ๑ ขาขาดระดับสะโพก รูปท่ี ๓ ขอเทาและเทาผิดรูปมาก รูปที่ ๔ มือผิดรปู ๔๐ คูมอื การตรวจประเมินและวนิ จิ ฉยั ความพกิ าร
ตัวอยางคนพกิ ารทางรางกาย รปู ท่ี ๕ โรคเทา แสนปม รูปท่ี ๖ กอนที่ใบหนา รูปที่ ๗ โรคดางขาว รูปที่ ๘ เดก็ ดักแด รปู ท่ี 9 คนหลงั คอ ม คมู อื การตรวจประเมนิ และวนิ จิ ฉัยความพิการ ๔๑
ระยะเวลาในการวินจิ ฉัยเพอื่ ลงความเห็นวามีความบกพรองทางการเคลือ่ นไหวหรือทางรางกาย ๑. กรณีแขนขาขาดท่เี ปน ไปตามเกณฑค วามพิการเชิงประจกั ษ ๒. กรณีออนแรงของแขนหรือขาจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคของสมอง อุบัติเหตุทางสมอง หรือไขสันหลัง หรือโรคทางระบบประสาทท้ังหมด ตองไดรับการรักษาและฟนฟูอยางตอเนื่องอยางนอย ๓ เดือน หรือกรณีออกเอกสารรับรองความพิการกอน ๓ เดือนใหอยูในดุลยพินิจของแพทยผูรักษาถาการดําเนินโรค พบวาไมด ขี นึ้ แลว ๓. กรณีออนแรงของแขนหรือขาจากโรคเร้ือรังอ่ืน ๆ เชน หัวใจลมเหลว ไตวายเรื้อรัง ถุงลมโปงพอง (Chronic obstructive pulmonary disease : COPD) ใหทําการรักษาโรคน้ัน ๆ อยางตอเน่ืองแลว อยา งนอย ๖ เดอื น หากพบวาเดนิ แลวมอี าการเหนอ่ื ยหอบมาก ไมมแี รงที่จะเดินตอไป เดินไดไมถ ึง ๕๐ เมตร ถือวา มีความบกพรองทางการเคลอ่ื นไหว สามารถออกเอกสารรับรองความพิการได ๔. กรณปี วดหลงั เชน จากโรคหมอนรองกระดกู เคลอื่ นทบั เสน ประสาท ภายหลงั จากการรกั ษาอยา งตอ เนอ่ื งแลว อยางนอ ย ๖ เดือน ยังคงมอี าการปลายเทา ตก ปวดมากจนเดนิ ไดไ มถ ึง ๕๐ เมตร เพราะปวด หรือออนแรง ตอ งนง่ั รถเขน็ อยูตลอดเวลาหรอื ตองใชเ คร่อื งชวยเดนิ ๕. กรณีขอเขาเสื่อมภายหลงั รักษาและฟน ฟสู มรรถภาพอยา งตอเน่ืองเปน เวลา ๖ เดือนแลว ยงั คงมเี ขา โกงมาก เวลาเดินตัวจะเอียงไปมา เดินแลวยังปวดเขามาก เดินไดไมถึง ๕๐ เมตร ตองน่ังรถเข็นอยูตลอดเวลา หรือตอ งใชเ คร่ืองชวยเดิน ๖. กรณีปลายเทาเขยงมากกวาอีกขางหนึ่ง ซ่ึงอาจจะเปนแตกําเนิดหรือภายหลัง ทั้งน้ี จะตองสั้นมากกวา หรือเทา กบั ๓ เซนตเิ มตร เม่อื เทยี บกบั ขางท่ีปกติ สามารถวินจิ ฉยั ไดทนั ที ๗. กรณีหลังโกงหรือคดจะประเมินเม่ือไดรับการรักษาและฟนฟูอยางตอเนื่องอยางนอย ๖ เดือนแลว ยังคงมีอาการหลังโกงหรือคดหรือคอมมากทําใหเกิดอาการปวดเม่ือย ทรงตัวไมดี หรือหายใจไมสะดวก การประเมนิ อาจเปนไปไดท ัง้ ความพกิ ารทางการเคล่อื นไหวหรือทางรางกาย หมายเหตุ: - ความพิการดังกลาวจะตองเปนความพิการที่ถาวร หรือในกรณีท่ียังไมส้ินสุดการรักษาใหอยูภายใตดุลยพินิจ ของแพทยเปนผพู ิจารณาตามเกณฑการประเมิน - กลามเนือ้ ใบหนาเปน อัมพาตคร่งึ ซกี (Bell’s palsy) ไมพ ิการตามกฎหมาย - การดูภาพถายเพ่ือประกอบการวินิจฉัยเพื่อออกเอกสารรับรองความพิการใหอยูภายใตดุลยพินิจ ของแพทยผูนั้นเปนผูตัดสิน เชน ในกรณีท่ีเจาหนาที่ของโรงพยาบาลเปนผูไปเย่ียมผูปวยท่ีบานและถายภาพ ดว ยตนเองซง่ึ เจา หนา ทน่ี นั้ ไดร บั มอบหมายจากทางโรงพยาบาลแพทยส ามารถออกเอกสารรบั รองความพกิ ารได เปน ตน แนวทางการสงตอเพอื่ ประเมินข้นั ตอ ไป การประเมินความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางรางกาย สามารถประเมินไดโดยแพทยเวชปฎิบัติท่ัวไป ในสถานพยาบาลทุกระดับ กรณีโรคเร้ือรัง หรอื บกพรอ งทีไ่ มชดั เจน เชน มอื ขาดบางสว น (Partial hand amputation) นวิ้ ขาดระดบั ขอน้ิว (Fingers amputation) หรือเทาขาดบางสว น (Partial foot amputation) หรือภาวะออนแรงอน่ื ๆ สามารถสงตอ ใหแพทยเ วชศาสตรฟน ฟปู ระเมินเพ่อื ขอมีบัตรประจาํ ตัวคนพกิ ารได ๔๒ คูมอื การตรวจประเมินและวินจิ ฉยั ความพกิ าร
การสงตอมีจุดประสงคเพ่ือใหคนพิการไดรับการรักษาและบริการฟนฟูสมรรถภาพรวมท้ังรับอุปกรณเคร่ืองชวย ความพิการ เนื่องจากความพิการบางกรณี สามารถรักษาและฟนฟูจนกลับมาปกติได หากประเมินแลวพบวาไมมี ความพิการตามกฏหมาย สามารถแจงตอนายทะเบียนสํานักงานพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษยจังหวัด (พมจ.) เพื่อดาํ เนินการยกเลกิ บตั รประจําตัวคนพิการตอไป ตัวอยา งผปู ว ยทตี่ องการปรกึ ษาแพทยเวชศาสตรฟ นฟ:ู เทา ขาดบางสว น (Partial foot amputation) แนวทางการประเมนิ สภาพความพกิ ารทสี่ ามารถเหน็ ไดโ ดยประจกั ษค วามพกิ ารทางการเคลอื่ นไหวหรอื ทางรา งกาย การประเมนิ สภาพความพกิ ารทสี่ ามารถเหน็ ไดโ ดยประจกั ษ คอื บคุ คลทแ่ี ขนขาดตง้ั แตร ะดบั ขอ มอื ขนึ้ ไปอยา งนอ ย หนึ่งขาง หรือขาขาดต้ังแตขอเทาข้ึนไปอยางนอยหนึ่งขาง นายทะเบียนสามารถพิจารณาออกบัตรประจําตัวคนพิการได โดยไมตองผา นการประเมนิ จากแพทย ตัวอยาง คนพิการท่ีมีสภาพความพิการท่ีสามารถเห็นไดโดยประจกั ษ: แขนขาดระดับเหนอื ขอ ศอก ตวั อยา ง คนพกิ ารที่มีสภาพความพกิ ารที่สามารถเห็นไดโ ดยประจกั ษ: ขาขาดระดับใตเขา คูม ือการตรวจประเมินและวินจิ ฉยั ความพิการ ๔๓
Search