ตารางที่ 6 เหตผุ ลหรอื อปุ สรรคทีท่ ำใหไS มDรDวมทำกิจกรรมอาสาสมคั ร n% กิจกรรม 319 83% 265 69% ไมส% ามารถจดั สรรเวลาเพอ่ื เขDาร%วมทำกิจกรรมอาสาสมคั รไดD 253 66% กจิ กรรมอาสาสมคั รไม%ตรงกบั ความสนใจ 250 65% ไม%ตอD งการผูกมดั กบั การทำอาสาสมคั รตอ% เนือ่ งในระยะยาว 224 58% ไม%มีคนรูจD กั เขาD รว% มกจิ กรรมนน้ั ๆ 178 46% ไมไ% ดรD บั ขอD มลู ขา% วสาร 139 36% ไม%เคยถูกเชญิ ชวนใหเD ขDาร%วมกจิ กรรม บคุ ลิกของคนทีท่ ำงานอาสาสมคั รไม%ตรงกบั บคุ ลกิ ของฉนั 137 36% กงั วลเรอื่ งค%าใชDจา% ย 67 17% รูDสึกว%าตนเองไม%สามารถสราD งการเปล่ยี นแปลงหรอื ประโยชนไt ดจD ากการทำงาน อาสาสมัคร 57 15% 41 11% มปี ญÉ หาดDานสขุ ภาพทำใหDไมส% ามารถทำกจิ กรรมอาสาสมคั รไดD 41 11% ไมเ% หน็ ความจำเปOนต%อการเปนO อาสาสมัคร ไมไ% ดDรบั ประโยชนtจากการเขาD ร%วมกจิ กรรม 17 4% อืน่ ๆ เมื่อพิจารณาถึงประเภทกิจกรรมอาสาสมัครที่กลุDมตัวอยDางที่ไมDมีประสบการณ3การทำกิจกรรม อาสาสมัครมีความสนใจที่จะเขSารDวมพบวDาสDวนใหญDจำนวน 50% สนใจที่จะเขSารDวมกิจกรรมประเภทในรDม ใชSความรูSและทักษะ ตามดSวยกิจกรรมในรDมใชSแรงงาน กิจกรรมกลางแจSงใชSแรงงานและกิจกรรมกลางแจSง ใชSความรSูและทกั ษะ ตามลำดบั ขณะที่ 5% ของกลมDุ ตวั อยาD งไมสD นใจเขาS รDวมกจิ กรรมอาสาสมัครใด ๆ หน้า 34/131
ภาพท่ี 6 ประเภทกิจกรรมท่ีกลุมD ตวั อยDางท่ไี มDมปี ระสบการณก3 ารทำอาสาสมคั รมีความสนใจทจ่ี ะเขSารวD ม 6% 5% 23% กิจกรรมในรม่ ใชแ้ รงงาน 16% กจิ กรรมในร่มใชค้ วามรู้และทกั ษะ กจิ กรรมกลางแจ้งใชแ้ รงงาน 50% กจิ กรรมกลางแจง้ ใชค้ วามรแู้ ละทกั ษะ ไม่สนใจเข้ารว่ มกิจกรรมอาสาสมัครใดๆ เมื่อใหSกลุDมตัวอยDางนี้เลือกกิจกรรมที่สนใจทำมากที่สุด 3 ขSอ โดยการเรียงลำดับ 1 2 และ 3 (1 คือ กิจกรรมสนใจทำมากที่สุด) พบวDาหากมีโอกาส ตัวอยDางในกลุDมนี้จะเลือกทำกิจกรรมที่เกี่ยวขSองกับ สิ่งแวดลSอมและพัฒนาชนบทมากที่สุด รองลงมาคือกิจกรรมที่เกี่ยวขSองกับเด็ก เยาวชน ผูSพิการหรือคนชรา และกิจกรรมท่เี กยี่ วขSองกบั สตั วt ตารางที่ 7 กจิ กรรมอาสาสมคั รทผ่ี ูSไมเD คยทำอาสาสมัครสนใจทจี่ ะเขาS รวD ม กจิ กรรมเกย่ี วขอ8 งกบั 12 3 คะแนน 705 สิง่ แวดลDอมและพัฒนาชนบท เช%น ปลูกปาë , สรDางฝาย 42.49% 20.98% 13.21% 155 สทิ ธิและสตรี เช%น ร%วมรณรงคtดDานสิทธิมนษุ ยชน 164 81 51 434 เด็ก เยาวชน ผDูพิการหรือคนชรา เช%น สรDางหอD งสมดุ 4.92% 181 ชุมชน 19 7.77% 9.84% 60 ผูปD วë ยและผูDประสบภยั เชน% เลย้ี งอาหารผูDปëวย 30 38 137 ศาสนา เชน% ทำความสะอาดศาสนสถาน 17.88% 176 นักศึกษา เชน% สโมสรนักศกึ ษา 69 22.54% 13.73% กีฬา เชน% วงิ่ การกศุ ล 87 53 5.18% 20 9.59% 12.18% 37 47 1.30% 5 3.11% 5.44% 12 21 4.15% 16 7.51% 8.03% 29 31 6.99% 27 7.25% 10.10% 28 39 หน้า 35/131
กจิ กรรมเกี่ยวขอ8 งกับ 123 คะแนน 75 ผอูD พยพ เชน% เปนO อาสาสมคั รคา% ยผลDู ้ภี ยั 2.07% 3.89% 5.44% 276 8 15 21 10 สัตวt เชน% ช%วยสุนขั จรจัด 10.36% 12.18% 16.06% 40 47 62 อื่น ๆ 0.52% 0.26% 0.52% 212 หมายเหตุ : กจิ กรรมที่ถูกเลอื กจัดลำดับ 1, 2 และ 3 จะมีคะแนน 3, 2, และ 1 คะแนน ตามลำดบั เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของกลุDมตัวอยDางและกิจกรรมอาสาสมัครที่สนใจเขSารDวมมากเป+นอันดับ ที่หนึ่ง พบวDา จากกลุDมตัวอยDางที่เป+นเพศหญิงจำนวน 298 คน รSอยละ 44.4 สนใจเขSารDวมสิ่งแวดลSอมและ พัฒนาชนบท รSอยละ 21.8 สนใจเขSารDวมกิจกรรมที่เกี่ยวขSองกับเด็ก เยาวชน ผูSพิการหรือคนชรา และรSอย ละ 12.4 สนใจเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครที่เกี่ยวขSองกับสัตว3 ในขณะที่กลุDมตัวอยDางที่เป+นเพศชายจำนวน 109 คน รSอยละ 45.5 สนใจเขSารDวมสิ่งแวดลSอมและพัฒนาชนบท รSอยละ 16.8 สนใจเขSารDวมกิจกรรมท่ี เกย่ี วขSองกับกฬี า และรSอยละ 10.3 สนใจเขาS รวD มกจิ กรรมที่เกีย่ วขอS งกับเดก็ เยาวชน ผูพS ิการหรอื คนชรา การวิเคราะห3ความสัมพันธ3ระหวDางลักษณะทั่วไปของกลุDมตัวอยDางและประเภทกิจกรรมอาสาสมัคร ดวS ยสถิติไคสแควรพ3 บวาD ไมDมีความสัมพนั ธ3ระหวาD ง เพศ การทำงานพิเศษ และกิจกรรมอาสาสมคั รทเ่ี คยทำ 3.2.2 โมเดลการวดั (Measurement Model) (1) การตรวจสอบลกั ษณะของขอm มูล การทดสอบการกระจายตัวของขSอมูลตัวแปรสังเกตดังแสดงในตารางที่ 8 พบวDา ตัวแปรสังเกตทุก ตัวมีการกระจายตัวของขSอมูลแบบปกติ (Normal-distribution) ซึ่งทำใหSการประมาณคDาสัมประสิทธิ์ดSวย วิธีไลลฮิ ูดสงู สดุ (Maximum likelihood) มีความเหมาะสม ตารางท่ี 8 ขSอมูลสถิตพิ น้ื ฐานของตวั แปรสังเกตและผลทดสอบการแจกแจงขSอมูลปกติ ตัวแปรสงั เกต ค2าเฉลย่ี คา2 เบย่ี งเบน p-value (คะแนน 1-7) มาตรฐาน 0.000 ฉันมคี วามเห็นใจผSูท่ีมโี อกาสนSอยกวDาฉนั 5.79 1.202 0.000 0.000 ฉนั มีความจรงิ ใจทจ่ี ะเขาS รวD มในกจิ กรรมอาสาสมัคร 5.64 1.108 0.000 0.000 ฉันรูสS ึกเหน็ ใจผอูS ืน่ ท่ีตSองการความชวD ยเหลือ 5.91 1.005 ฉันรSูสกึ วDาการชวD ยเหลอื ผSูอน่ื เปน+ สิง่ ทส่ี ำคัญ 6.01 1.035 การเป+นอาสาสมคั รทำใหฉS ันไดSเหน็ มุมมองใหมๆD 5.89 1.089 หนา้ 36/131
ตวั แปรสงั เกต คา2 เฉลยี่ ค2าเบยี่ งเบน p-value (คะแนน 1-7) มาตรฐาน 0.000 การเปน+ อาสาสมคั รทำใหSฉันไดเS รยี นรูSจากประสบการณ3 5.98 1.042 0.000 โดยตรง 0.000 การทำงานอาสาสมัครทำใหSฉนั สามารถเรียนรกูS ารทำงาน 6.02 0.997 0.000 กับบุคคลหลากหลายประเภท 0.000 การทำงานอาสาสมัครทำใหSฉันไดพS ัฒนาทกั ษะของตนเอง 5.66 1.045 0.000 0.000 การทำงานเป+นอาสาสมัครทำใหSฉันมีความมั่นใจมากข้นึ 5.29 1.140 0.000 0.000 การเปน+ อาสาสมัครทำใหฉS ันรสSู ึกเปน+ ที่ตSองการของบุคคล 4.70 1.377 0.000 อ่ืน 0.000 ฉันรSูสกึ ภูมิใจมากข้นึ จากการเปน+ อาสาสมัคร 5.61 1.238 0.000 ฉันรสSู ึกวDาเปน+ คนสำคญั เมอ่ื เป+นอาสาสมคั ร 4.49 1.450 0.000 0.000 เพือ่ นสDวนใหญขD องฉนั เปน+ อาสาสมคั ร 3.75 1.594 0.000 0.000 เพือ่ น/ครอบครวั ของฉันชวนใหฉS นั ทำงานอาสาสมคั ร 3.79 1.582 0.000 การทำงานอาสาสมคั รทำใหSฉันมเี พ่ือนมากข้ึน 5.22 1.368 0.000 เพื่อน/ครอบครวั ของฉันใหSความสำคัญกับการทำงาน 4.29 1.477 0.000 อาสาสมคั ร 0.000 ไมDวาD ฉนั จะรูSสึกแยแD คDไหน การเปน+ อาสาสมคั รชวD ยใหSฉันลมื 4.29 1.489 สิง่ ท่แี ยDเหลาD น้ันไดS การเป+นอาสาสมคั รทำใหSฉันหายเหงา 4.58 1.510 การเปน+ อาสาสมัครชวD ยใหฉS ันผาD นพนS จากปญx หาสวD นตวั 3.82 1.532 การเปน+ อาสาสมคั รเปน+ วิธกี ารหลีกหนปี ญx หาของฉนั 3.07 1.648 การทำกิจกรรมอาสาสมัครมีความสอดคลอS งกับตัวตนของ 4.32 1.457 ฉัน การทำกิจกรรมอาสาสมคั รสะทSอนสงิ่ ท่ีฉันอยากจะเปน+ 4.25 1.544 การทำกิจกรรมอาสาสมคั รสะทSอนวาD คนอ่นื มองวDาฉันเป+น 4.15 1.497 เชDนนั้น การทำกจิ กรรมอาสาสมัครสะทอS นถงึ ส่ิงทฉ่ี ันตSองการใหSคน 4.07 1.549 อื่นมองวาD เป+นเชDนนั้น ความเช่อื ในคำสอนทางศาสนาทใ่ี หชS DวยเหลือผSูอ่นื 4.18 1.659 หน้า 37/131
ตัวแปรสงั เกต คา2 เฉล่ีย ค2าเบ่ียงเบน p-value (คะแนน 1-7) มาตรฐาน ความเช่อื ทางศาสนาเรื่องการทำดี ไดSดี 0.000 ความเชือ่ เรอื่ งการทำบุญ 4.49 1.682 0.000 เช่ือวDาการทำอาสาสมคั รไดSบญุ เชนD เดยี วกันกบั การเขSาวดั 4.48 1.735 0.000 ฉันมีความต้ังใจทท่ี ำงานอาสาสมคั รอยDางนSอย 1 กิจกรรม 4.52 1.850 0.000 ฉันมคี วามตั้งใจจะจดั สรรเวลาเพื่อทำงานอาสาสมคั ร 5.10 1.514 0.000 แมวS Dาจะมภี าระงานมากฉันก็จะพยายามหาเวลาทำงาน 4.58 1.518 0.000 อาสาสมคั ร 4.00 1.563 ฉันมีความตง้ั ใจที่จะทำงานอาสาสมคั รโดยไมเD ลือกวDางาน 0.000 อาสาสมัครนนั้ จะยากลำบากเพยี งใด 4.21 1.616 (2) การตรวจสอบโมเดลการวัด โมเดลการวัดตัวแปรแฝง (Measurement model) จะถูกตรวจสอบโดยการวเิ คราะหอ3 งค3ประกอบ เชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis: CFA) เพื่อยืนยันวDาตัวแปรแฝงในโมเดลสามารถวัดไดSจากตัว แปรสังเกตที่กำหนดไดS การใชSวิธีการวิเคราะห3องค3ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) เป+นการชDวยพัฒนาเครื่องมือ ของการวิจัยดSวยการตรวจสอบจากการวัดตัวแปรโครงสรSาง (Construct Variable) โดยวัดความตรงเชิง โครงสรSาง (Construct Validity) ของตัวแปรแฝง (Latent Validity) ทั้งนี้เพื่อเป+นการสนับสนุนวDา คุณสมบัติของเครื่องมือที่ใชSมีผลสอดคลSองกับคุณลักษณะของทฤษฎีที่และผลงานวิจัยที่เกี่ยวขSองที่นำมาใชS (Kim&Mueller, 1978; Theerakornsakul, 2017) นอกจากนี้ Chadcham (2004) ไดSกลDาววDา CFA ไดSรับ ความนิยมเพื่อใชSในการทดสอบยืนยันเครื่องมือมากกวDาการใชSวิธีการวิเคราะห3องค3ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) เนื่องจาก CFA สามารถตรวจสอบองค3ประกอบของโครงสรSางของ เครื่องมือในดSานจิตวิทยาไดSละเอียดกวDา EFA อีกทั้ง CFA สามารถตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) และ เปรียบเทียบโครงสรSางองค3ประกอบของเครื่องมือระหวDางกลุDมประชากรตั้งแตDสองกลุDม ขน้ึ ไปในขณะเดียวกนั ไดS ดังน้ัน คณะผSวู จิ ัยจงึ ใชS CFA ในการตรวจสอบโครงสราS งแบบสอบถามเพอ่ื ใชSในการ ยนื ยนั คุณสมบตั แิ ละวดั ความเที่ยงของเครือ่ งมือกบั ทฤษฎที ีน่ ำมาใชS (2.1) การตรวจสอบการตรวจสอบความเชื่อมน่ั (Reliability) และความตรง (Validity) การตรวจสอบ Construct reliability ทำโดยการหาคDาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha) และความเชื่อมั่นเชิงโครงสรSาง (Composite reliability: CR) การตรวจสอบความ ตรงเชิงเหมือน (Convergent validity) วัดจากคDาสัมประสิทธิ์ของปxจจัย (Factor loadings) และความ แปรปรวนเฉลี่ยที่ถูกสกัดไดS (Average variance extracted: AVE) (Hair et al., 2010) และตรวจสอบ ความตรงเชิงจำแนก (Discriminant validity) วิเคราะห3จากคDาสหสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝง หน้า 38/131
(Correlation) กับ รากที่สองของ AVE (Fornell & larcker, 1981) จากตารางที่ 9 จะเห็นวDา คDาน้ำหนัก องค3ประกอบมาตรฐาน (Standardized Factor Loading) ของตัวแปรสังเกตอยูDระหวDาง 0.57 ถึง 0.94 ซ่ึง ทุกคDาผDานเกณฑ3มาตรฐานที่กำหนด คือ มีคDามากกวDา 0.50 (Nunnally & Bernstein, 1994) คDา สัมประสทิ ธแิ์ อลฟาของครอนบาค (α) มคี Dาสูง อยูรD ะหวาD ง 0.78 ถงึ 0.91 ซึ่งสงู กวาD เกณฑ3 0.70 (Nunnally, 1978) คDาความเชื่อมั่นเชิงโครงสรSางของแตDละตัวแปรแฝง (CR) มีคDาสูงกวDาเกณฑ3 0.70 ที่แนะนำโดย Hair et al. (2010) ดังนั้นสรุปไดSวDา เครื่องมือวัดนDาเชื่อถือ โดยตัวแปรสังเกตมีความสัมพันธ3กันมากเพียงพอที่ นำมาสกัดเป+นตัวแปรแฝงไดSตามทฤษฎี อีกทั้งคDาเฉลี่ยความแปรปรวนที่สกัดไดS (AVE) ของตัวแปรแฝงมีคDา มากกวDาเกณฑ3มาตรฐาน 0.50 (Yuan & Jang, 2008) ยกเวSนตัวแปรดSานการยกระดับ (Self- Enhancement motive) และดSานทางสังคม (Social motive) มีคDา AVE เทDากับ 0.48 ซึ่งสรุปไดSวDาตัว แปรแฝงอธบิ ายความแปรปรวนของชุดตัวแปรสังเกตไดSมากกวDารSอยละ 50 ตารางท่ี 9 ผลการทดสอบ CFA Factor α CR AVE ตวั แปรแฝง/ตวั แปรสังเกต Loading .83 .70 .55 .83 .86 .60 ดmานคณุ ค2า (Value motive) .60 ฉนั มคี วามเหน็ ใจผทSู ม่ี โี อกาสนSอยกวDาฉัน .81 .78 .78 .48 ฉันมีความจริงใจท่จี ะเขาS รDวมในกจิ กรรมอาสาสมคั ร .74 ฉนั รสูS ึกเห็นใจผูอS ื่นทีต่ SองการความชวD ยเหลือ .80 ฉันรSสู ึกวาD การชDวยเหลอื ผูSอ่ืนเป+นสิ่งทีส่ ำคัญ ดาm นการเรียนรmู ความเขาm ใจ (Understanding .84 motive) .79 การเปน+ อาสาสมคั รทำใหSฉันไดเS หน็ มุมมองใหมๆD .67 การเป+นอาสาสมัครทำใหฉS ันไดเS รยี นรจSู ากประสบการณ3 .80 โดยตรง การทำงานอาสาสมคั รทำใหฉS ันสามารถเรยี นรูกS าร .63 ทำงานกับบุคคลหลากหลายประเภท .71 การทำงานอาสาสมัครทำใหฉS ันไดSพัฒนาทักษะของ ตนเอง ดmานการยกระดบั (Self-Enhancement motive) การทำงานเป+นอาสาสมัครทำใหฉS ันมคี วามมนั่ ใจมาก ขึน้ การเปน+ อาสาสมัครทำใหฉS ันรูสS กึ เป+นทตี่ Sองการของ บคุ คลอนื่ หนา้ 39/131
ตัวแปรแฝง/ตวั แปรสงั เกต Factor α CR AVE Loading .83 .83 .48 ฉันรูสS กึ ภูมใิ จมากข้ึนจากการเปน+ อาสาสมัคร .86 .87 .63 ฉันรสSู กึ วDาเป+นคนสำคญั เม่ือเป+นอาสาสมคั ร .69 .84 .83 .56 ดmานทางสงั คม (Social motive) .73 เพื่อนสวD นใหญขD องฉนั เปน+ อาสาสมคั ร .91 .90 .71 เพอื่ น/ครอบครวั ของฉนั ชวนใหSฉันทำงานอาสาสมคั ร .65 .89 .89 .66 การทำงานอาสาสมคั รทำใหSฉนั มเี พื่อนมากข้นึ .67 เพื่อน/ครอบครัวของฉันใหSความสำคญั กบั การทำงาน .67 อาสาสมัคร .77 ดาm นการปกปอn งตนเอง (Self-protective motive) ไมDวาD ฉนั จะรูSสกึ แยDแคDไหน การเปน+ อาสาสมัครชDวยใหS .75 ฉนั ลืมสิง่ ทีแ่ ยDเหลาD นัน้ ไดS การเป+นอาสาสมัครทำใหSฉนั หายเหงา .79 การเป+นอาสาสมัครชวD ยใหฉS นั ผาD นพSนจากปxญหา .87 สวD นตัว การเป+นอาสาสมัครเป+นวิธีการหลกี หนีปญx หาของฉนั .76 ดาm นภาพลกั ษณf (Self-image motive) การทำกิจกรรมอาสาสมัครมคี วามสอดคลอS งกับตวั ตน .57 ของฉนั การทำกิจกรรมอาสาสมัครสะทอS นส่ิงท่ีฉันอยากจะเป+น .66 การทำกิจกรรมอาสาสมัครสะทSอนวาD คนอน่ื มองวDาฉัน .87 เป+นเชนD นน้ั การทำกจิ กรรมอาสาสมัครสะทอS นถึงสิง่ ทฉ่ี ันตSองการ .84 ใหSคนอ่นื มองวาD เป+นเชDนน้ัน ความเชือ่ ในศาสนา (Religious belief motive) .85 ความเชื่อในคำสอนทางศาสนาทใ่ี หSชDวยเหลือผอSู ่นื .94 ความเชื่อทางศาสนาเร่อื งการทำดี ไดSดี .84 ความเชอื่ เรอ่ื งการทำบุญ .72 เช่อื วDาการทำอาสาสมัครไดSบุญเชDนเดียวกนั กับการเขาS วัด ดmานความต้ังใจในการเขาm รว2 มทำกิจกรรมอาสา (Intention to volunteer) หน้า 40/131
ตัวแปรแฝง/ตวั แปรสังเกต Factor α CR AVE Loading ฉันมีความต้งั ใจทีท่ ำงานอาสาสมคั รอยDางนอS ย 1 กจิ กรรม .68 ฉนั มีความตงั้ ใจจะจัดสรรเวลาเพื่อทำงานอาสาสมคั ร แมวS Dาจะมีภาระงานมากฉันกจ็ ะพยายามหาเวลาทำงาน .86 อาสาสมัคร .89 ฉันมคี วามตง้ั ใจทจ่ี ะทำงานอาสาสมัครโดยไมเD ลือกวDา งานอาสาสมคั รนัน้ จะยากลำบากเพยี งใด .81 ตารางที่ 10 แสดงผลการวิเคราะห3ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงผDานสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3 ความสัมพันธ3 (r) ซึ่งคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) อยูDระหวDาง -1 ถึง +1 สำหรับงานวิจัยนี้ใชS เกณฑก3 ารแบDงระดบั ความสมั พนั ธข3 องตัวแปรแฝง ที่แบDงออกเปน+ 5 ระดบั (Hinkle, 1998) ดงั น้ี คาD สัมประสิทธิส์ หสมั พันธค3 วามสมั พันธ3 (r) ระดบั ของความสมั พนั ธ3ระหวDางตวั แปร 0.90 - 1.00 มีความสัมพันธ3กันในระดบั สูงมาก 0.70 - 0.90 มคี วามสัมพันธ3กันในระดับสงู 0.50 - .070 ความสมั พนั ธก3 ันในระดบั ปานกลาง 0.30 - 0.50 มคี วามสัมพันธก3 นั ในระดบั ต่ำ 0.00 - 0.30 มีความสมั พันธก3 นั ในระดบั ตำ่ มาก จากการวิเคราะห3ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงในแตDละดSาน พบวDา ความสัมพันธ3ระหวDางตัว แปรแฝงดSานคุณคDากับตัวแปรแฝงดSานอื่น ๆ มีคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.31 ถึง 0.69 ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงดSานการเรียนรูS ความเขSาใจกับตัวแปรแฝงดSานอื่น ๆ มีคDาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.21 ถึง 0.69 ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงดSานการยกระดับกับ ตัวแปรแฝงดSานอื่น ๆ มีคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.48 ถึง 0.70 ความสัมพันธ3 ระหวDางตัวแปรแฝงดSานสังคมกับตัวแปรแฝงดSานอื่นๆ มีคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.42 ถึง 0.72 ความสัมพนั ธ3ระหวาD งตวั แปรแฝงดาS นปกป_องตวั เองกบั ตวั แปรแฝงดSานอน่ื ๆ มีคาD สัมประสิทธ์ิ สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.28 ถึง 0.72 ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงดSานภาพลักษณ3กับตัว แปรแฝงดSานอื่น ๆ มีคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.21 ถึง 0.71 ความสัมพันธ3 ระหวDางตัวแปรแฝงความเชื่อในศาสนา กับตัวแปรแฝงดSานอื่น ๆ มีคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDาง 0.23 ถึง 0.53 ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงดSานความตั้งใจในการเขSารDวมทำกิจกรรมอาสา กับตัวแปรแฝงดSานอืน่ ๆ มีคDาสัมประสิทธ์สิ หสัมพนั ธค3 วามสัมพนั ธ3 (r) ระหวDาง 0.41 ถงึ 0.52 จากผลการวิเคราะห3ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงผDานสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ความสัมพันธ3 (r) พบวDา องค3ประกอบตัวแปรแฝงทั้งหมดมีความสัมพันธ3ไปในทิศทางบวก และคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3 หน้า 41/131
ความสัมพันธ3 (r) อยูDระหวDาง 0.21 ถึง 0.69 ซึ่งสามารถอธิบายไดSวDา ความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงอยูDใน ระดับต่ำมากถึงปานกลาง ทั้งนี้พบวDามีความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝงในระดับสูง 1 คูD คือ ตัวแปรแฝง ระหวDางดSานสังคมกับดSานการปกป_องตนเอง (r = 0.72) ทั้งนี้เมื่อพิจารณาคDารากที่สองของ AVE แตDละตัว แปรแฝง พบวDา มีคDาสูงกวDาคDาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรแฝง ซึ่งสรุปไดSวDา มาตรวัดตัวแปรแฝง แตDละตัวมีความตรงในการวัดและสามารถแยกออกจากมาตรวัดของตัวแปรแฝงอื่นไดS ยกเวSนคูDความสัมพันธ3 ระหวDางตัวแปรดSานการยกระดับกับตัวแปรดSานสังคม ที่มีคDา r = .70 ซึ่งสูงกวDาคDารากที่สองของ AVE ของ ตัวแปรดSานการยกระดับ และคูDความสัมพันธ3ระหวDางตัวแปรดSานสังคมกับตัวแปรดSานการปกป_องตนเองที่มี คาD r = .72 ซึ่งสูงกวDาคDารากท่ีสองของ AVE ของตัวแปรดSานการยกระดับ ตารางที่ 10 คาD สมั ประสิทธ์ิสหสมั พนั ธ3ความสัมพันธ3 (r) ระหวDางตัวแปรแฝง ตวั แปร AVE 1 2 3 4 5 6 7 8 1. ดาD นคณุ คา% .55 .74 2. ดาD นการเรยี นรูD ความเขDาใจ .60 .69 .78 3. ดDานการยกระดบั .43 .58 .61 .69 4. ดาD นทางสงั คม .55 .51 .42 .70 .69 5. ดาD นการปกปอÅ งตนเอง .57 .34 .28 .64 .72 .80 6. ดDานภาพลกั ษณt .56 .31 .21 .66 .64 .71 .75 7. ความเชือ่ ในศาสนา .71 .34 .23 .48 .44 .51 .53 .84 8. ดาD นความต้ังใจในการเขDารว% มทำกจิ กรรมอาสา .66 .52 .41 .59 .62 .57 .57 .41 .82 หมายเหต:ุ ตัวเลขท่ีเข,มและเอยี งเปSนคาT รากท่ีสองของ AVE (2.2) การตรวจสอบความกลมกลืนของโมเดลกบั ขอS มลู เชิงประจักษ3 (Model fit) เพื่อใหSโมเดลการวัดมีความเหมาะสมไดSมีการปรับปรุงโมเดลโดยการเพิ่มความสัมพันธ3ระหวDาง ความแปรปรวนของคDาความคลาดเคลื่อนจากการวัดโดยพิจารณาจาก Modification indices ทั้งนี้ในการ ปรับจะเพิ่มความสัมพันธ3เฉพาะตัวแปรสังเกตที่วัดตัวแปรแฝงเดียวกัน ซึ่งภายหลังจากการปรับโมเดลแลSว พบวDา คDาสถิติไค-สแควร3ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ [!(#\"#$)=1757.55 (\" < .0001)] ซึ่งแสดงใหSเห็นวDาโมเดล องค3ประกอบไมDสอดคลSองกับขSอมูลเชิงประจักษ3 แตDเนื่องจากขนาดของกลุDมตัวอยDางที่ใหญDจะสDงผลตDอ คDาสถิติไค-สแควร3 ดังนั้นในการตรวจสอบความกลมกลืนของโมเดลการวัดจึงไมDควรพิจารณาเฉพาะคDาสถิติ ไค-สแควร3เพียงอยDางเดียว ควรใชSคDาสถิติวัดความกลมกลืน (Goodness of fit) ซึ่งไดSแกD คDาไค-สแควร3 สัมพัทธ3 (Relative chi-square: !#/df) ดัชนีรากที่สองของคDาเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อน โดยประมาณ (Root mean square error of approximation: RMSEA) ดัชนีวัดความกลมกลืน เปรียบเทียบ (Comparative fit index: CFI) ดัชนีรากที่สองของคDาเฉลี่ยกำลังสองของเศษเหลือในรูป คะแนนมาตรฐาน (Standardized root mean square residual: SRMR) ตรวจสอบรDวมดSวย (Bollen & หน้า 42/131
Long, 1993; Hair, et al., 2010; Kline, 2011) ซึ่งผลจาก CFA ใหSคDา Goodness of fits (!#/df=4.15 , RMSEA=0.64, CFI=0.91, TLI=0.90, SRMR=0.06) ที่แสดงใหSเห็นวDา โมเดลการวัดที่สรSางขึ้นสอดคลSอง กับขSอมูลเชิงประจักษ3ในระดับที่ยอมรับไดS (Hair, et al., 2010; Hu & Bentler, 1999; Kline, 2011; MacCallum, Browne, & Sugawara, 1996) ดงั แสดงในตารางที่ 11 ตารางท่ี 11 ผลการตรวจสอบความกลมกลนื ของโมเดลการวัด คา2 สถิติ เกณฑf คา2 ทไ่ี ดm สรปุ ผล Normed c2 (c2/df) <5 4.15 Reasonable fit (Bollen, 1989) RMSEA > .05 but < .08 0.64 Fair fit (MacCallum, Browne, & Sugawara, 1996) SRMR < .08 0.06 Reasonable fit (Hu & Bentler, 1999) CFI ³ .90 0.91 Reasonable fit (Hair et al., 2010; Kline, TLI 0.90 2011) 3.2.3 ปôจจยั ทสี่ ง2 ผลต2อความตั้งใจในการทำงานอาสมัคร แบบจำลองและสมมติฐานในภาพที่ 1 ทั้งหมด 7 สมมติฐานจะถูกทดสอบโดยเทคนิค Multiple regression ดSวยโปรแกรม Mplus โดยการประมาณคDาดSวยวิธีไลลิฮูดสูงสุด (Maximum likelihood) ตารางที่ 12 แสดงผลการทดสอบสมมติฐาน ซึ่งแสดงใหSเห็นวDา ปxจจัยทางดSานคุณคDา ดSานการปกป_องตนเอง ดSานสงั คม และดาS นภาพลกั ษณ3 มีอิทธิพลสDงผลใหSบคุ คลมีความตั้งใจเขาS รDวมทำกจิ กรรมอาสาสมัคร สมมติฐานที่ 1 ปxจจัยดSานคุณคDามีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลมีความตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัคร ระดับนัยสำคัญทางสถติ ิ (p < 0.001) และมคี วามสมั พนั ธเ3 ปน+ บวกใหSคDาสมั ประสิทธ์ิเสนS ทาง (β = 0.24) นนั่ คือเมื่อบุคคลไดSรับแรงกระตุSนดSานคุณคDา เชDน เมื่อบุคคลเกิดความรูSสึกเห็นใจผูSอื่น และเกิดความรูSสึก ตSองการชDวยเหลือผูSอื่น จะสDงผลใหSบุคคลนั้นมีความตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัคร ดังนั้นจึงยอมรับ สมมติฐานท่ี 1 ที่ต้ังไวS สมมติฐานที่ 2 ปxจจัยดSานการเรียนรูS ความเขSาใจไมDมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำ กิจกรรมอาสามสมัคร (β = 0.05, p = 0.329) นั่นคือ บุคคลไมDมีแรงจูงใจที่เกิดจากความตSองการเป+น อาสาสมัครเพื่อเห็นมุมมองใหมD ๆ หรือตSองการเรียนรูSและสรSางทักษะหาประสบการณ3จากการทำงาน รวD มกบั บคุ คลอ่นื ดังนน้ั สมมตฐิ านท่ี 2 จึงถูกปฏิเสธ สมมติฐานที่ 3 ปxจจัยดSานการยกระดับไมDมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรม อาสาสมัคร (β = 0.02, p = 0.774) นั่นคือ แรงจูงใจดSานการยกระดับจิตใจของบุคคล เชDน ความรูSสึกมั่นใจ ภูมิใจ เป+นบุคคลสำคัญ และเป+นที่ตSองการจากบุคคลอื่น ไมDไดSมีอิทธิพลตDอความตั้งใจในการเขSารDวมทำ กิจกรรมอาสาสมัคร ดงั น้นั สมมติฐานท่ี 3 จงึ ถูกปฏิเสธ หนา้ 43/131
สมมติฐานที่ 4 ปxจจัยดSานสังคมมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอาสามสมัครระดับ นัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) และมีความสัมพันธ3เป+นบวกใหSคDาสัมประสิทธิ์เสSนทาง (β = 0.21) นั่นคือ บุคคลมีความตั้งใจเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร เนื่องจากไดSรับอิทธิพลจากเพื่อน และครอบครัวที่เคยเป+น อาสาสมัคร และไดSชักชวนใหSบุคคลเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัคร อีกทั้งการเขSารDวมกิจกรรมอาสาอาจเป+น กิจกรรมที่ชDวยสรSางมิตรภาพใหมD ๆ อันเป+นแรงจูงใจสำหรับบางบุคคล ดังนั้นจึงยอมรับสมมติฐานที่ 4 ที่ต้ัง ไวS สมมติฐานที่ 5 ปxจจัยดSานการปกป_องตนเองมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรม อาสาสมคั ร (β = 0.14, p < 0.01) นนั่ คือ แรงจูงใจอันมาจากความเหงา ความปรารถนาที่จะหลกี หนปี ญx หา ของบุคคล มีอิทธิพลตDอความตั้งใจของบุคคลในการเขSารDวมกิจกรรมอาสา ดังนั้นจึงยอมรับสมมติฐานที่ 5 ทต่ี ้งั ไวS สมมติฐานที่ 6 ปxจจัยดSานภาพลักษณ3มีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอาสามสมัคร ระดบั นยั สำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และมีความสัมพันธเ3 ปน+ บวกใหคS Dาสมั ประสทิ ธ์ิเสSนทาง (β = 0.22) น่นั คือ บุคคลมีความตั้งใจเขSารDวมกิจกรรมอาสา เนื่องจากกิจกรรมเหลDานั่นมีความสอดคลSองกับลักษณะนิสัย ความชอบของบุคคล เป+นการสะทSอนในสิ่งที่บุคคลนั้น ๆ เป+นหรือตSองการจะเป+น และบุคคลปรารถนาที่จะ ทำกิจกรรมอาสาเพราะเป+นสิ่งสะทSอนใหSบุคคลอื่นมองวDาเขาเป+นเชDนนั้น ดังนั้นจึงยอมรับสมมติฐานที่ 6 ทีต่ ง้ั ไวS สมมติฐานที่ 7 ปxจจัยความเชื่อในศาสนา ไมDมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอา สามสมัคร (β = 0.03, p = 0.442) นั่นคือ ความเชื่อ คำสอนทางศาสนา และเรื่องการทำบุญไมDมีสDวน ผลกั ดนั ใหบS คุ คลเกิดความต้งั ใจเขSารวD มกิจกรรมอาสา ดังนน้ั สมมติฐานที่ 7 จงึ ถกู ปฏิเสธ ตารางท่ี 12 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน สมม ความสมั พนั ธข3 องตวั แปร β t-value ผลการ ติฐาน ทดสอบ H1 ดSานคุณคDา®ความตงั้ ใจในการเขาS รวD มทำกจิ กรรมอาสา .24 4.51*** ยอมรับ H2 ดาS นการเรยี นรSู ความเขSาใจ®ความต้งั ใจในการเขSารDวมทำกจิ กรรม .05 0.98 ปฏเิ สธ อาสา H3 ดาS นการยกระดบั ®ความตั้งใจในการเขSารDวมทำกิจกรรมอาสา .02 0.29 ปฏเิ สธ H4 ดSานสงั คม®ความตงั้ ใจในการเขาS รDวมทำกิจกรรมอาสา .21 3.03** ยอมรับ H5 ดSานการปกปอ_ งตนเอง®ความตงั้ ใจในการเขาS รวD มทำกิจกรรมอาสา .14 2.31* ยอมรับ H6 ดาS นภาพลกั ษณ3®ความตง้ั ใจในการเขาS รวD มทำกิจกรรมอาสา .22 3.69*** ยอมรบั H7 ดSานศาสนา®ความต้ังใจในการเขาS รDวมทำกจิ กรรมอาสา .03 0.77 ปฏเิ สธ * p < .05, ** p < .01, *** p < .001 หนา้ 44/131
ดา้ นคณุ ค่า ด้านการเรยี นรู้ ความเข้าใจ β =.24*** β =.05 ดา้ นการยกระดับ β =.02 R2 = 0.51 ด้านสงั คม β =.21** ด้านความตัง้ ใจในการเข้าร่วม ด้านการปกปอ้ งตนเอง β =.14* ทํากจิ กรรมอาสา β =.22*** ดา้ นภาพลักษณ์ β =.03 ด้านความเชื่อดา้ นศาสนา * p < .05, ** p < .01, *** p < .001 _______________ มนี ัยสาํ คัญ ------------------------ ไมม่ ีนัยสําคญั ภาพที่ 7 คDานำ้ หนักปจx จยั ทส่ี DงผลตอD ความตัง้ ใจทำงานอาสาสมคั ร จากการวิเคราะห3เพิ่มเติมดSวยสมการถดถอย พบวDา ลักษณะทั่วไปของกลุDมตัวอยDาง ไดSแกD เพศ อายุ รายไดSของครอบครัว และการทำงานพิเศษ ไมDสDงผลตDอความตั่งใจในการทำงานอาสาสมัครของกลุDม ตวั อยาD ง 3.2.4 ปôจจัยที่ส2งผลต2อความตั้งใจในการทำงานอาสมัคร กลุ2มผูmไม2เคยเขmาร2วมกิจกรรมอาสาสมัครและ กลุม2 ทเ่ี คยเขาm ร2วมกจิ กรรม การวิเคราะห3ในสDวนนี้ทั้งสองกลุDมใชSโมเดลการวัดเดียวกัน คือ Metric invariance ( !(#&'()=2323.59 (\" < .0001), (!#/df=2.67 , RMSEA=0.65, CFI=0.91, TLI=0.90, SRMR=0.07) โดยโมเดลการวัดของทั้งสองกลุDมมีคDาน้ำหนักองค3ประกอบเทDากัน เนื่องจากการบังคับใหSโมเดลการวัดมีคDา intercept เ ท D า ก ั น ด S ว ย น ั ้ น (Scalar invariance: !(#&)\")=2491.14 (\" < .0001), (!#/df=2.79 , RMSEA=0.68, CFI=0.90, TLI=0.89, SRMR=0.08) ทำใหSโมเดลการวัดมีคDาความกลมกลืนกับขSอมูลเชิง ประจักษณ3แยDลง (D!(##\")=167.55, \" < .0001) ดังนั้นจึงใชS Metric invariance ซึ่งผลการวิเคราะห3 Multiple regression ของแตDละกลDุมมีดงั นี้ หน้า 45/131
(1) กลม2ุ ไมเ2 คยมีประสบการณfทำงานอาสาสมคั ร ตารางที่ 13 แสดงผลการทดสอบสมมติฐาน ซึ่งแสดงใหSเห็นวDา ปxจจัยทางดSานคุณคDา (β = 0.27, p < 0.01) ดSานสังคม (β = 0.25, p < 0.01) และดSานการปกป_องตัวเอง (β = 0.31, p < 0.01) ที่สDงผลใหS บุคคลไมเD คยทำงานอาสาสมคั รมากDอนมคี วามต้ังใจที่จะเขาS รDวมทำกจิ กรรมอาสาสมคั รในอนาคต ตารางที่ 13 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน β t- ผลการ value ทดสอบ สมมติ ความสมั พนั ธ3ของตวั แปร ฐาน .27 3.15** ยอมรบั H1 ดSานคุณคDา®ความตง้ั ใจในการเขSารวD มทำกิจกรรมอาสา H2 ดSานการเรียนรSู ความเขาS ใจ®ความตง้ั ใจในการเขาS รDวมทำ .02 0.82 ปฏิเสธ กิจกรรมอาสา -.06 0.77 ปฏิเสธ H3 ดาS นการยกระดับ®ความตัง้ ใจในการเขาS รวD มทำกิจกรรมอาสา .25 2.62** ยอมรบั .31 2.71** ยอมรบั H4 ดาS นสังคม®ความต้งั ใจในการเขSารวD มทำกจิ กรรมอาสา .04 0.47 ปฏิเสธ H5 ดาS นการปกปอ_ งตนเอง®ความตงั้ ใจในการเขSารวD มทำกจิ กรรม อาสา H6 ดSานภาพลกั ษณ3®ความต้งั ใจในการเขSารวD มทำกจิ กรรมอาสา H7 ดSานศาสนา®ความตงั้ ใจในการเขาS รDวมทำกจิ กรรมอาสา .02 0.33 ปฏิเสธ * p < .05, ** p < .01, *** p < .001 (2) กลุ2มทเี่ คยมีประสบการณfทำงานอาสาสมัคร ตารางที่ 14 แสดงผลการทดสอบสมมติฐาน ซึ่งแสดงใหSเห็นวDา กลุDมที่เคยทำกิจกรรมอาสาสมัคร ไดSรับแรงจูงใจจากดSานคุณคDา (β = 0.26, p < 0.001) และ ทางดSานภาพลักษณ3 (β = 0.36, p < 0.001) ที่ สงD ผลใหSบุคคลมีความตั้งใจเขาS รวD มกิจกรรมอาสาสมัคร ตารางท่ี 14 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน สมมติ ความสมั พันธ3ของตัวแปร β t-value ผลการ ฐาน ทดสอบ ยอมรบั H1 ดาS นคณุ คาD ®ความต้งั ใจในการเขาS รDวมทำกิจกรรมอาสา .24 3.34** ปฏเิ สธ H2 ดาS นการเรียนรูS ความเขาS ใจ®ความตั้งใจในการเขSารDวมทำ .06 0.36 ปฏเิ สธ กิจกรรมอาสา H3 ดSานการยกระดบั ®ความต้งั ใจในการเขSารวD มทำกิจกรรม .10 0.29 อาสา หน้า 46/131
H4 ดSานสงั คม®ความต้งั ใจในการเขSารDวมทำกจิ กรรมอาสา .05 0.43 ปฏเิ สธ .10 1.33 ปฏิเสธ H5 ดSานการปกปอ_ งตนเอง®ความต้ังใจในการเขSารวD มทำ กจิ กรรมอาสา .36 4.51*** ยอมรับ H6 ดSานภาพลักษณ3®ความตงั้ ใจในการเขSารวD มทำกิจกรรม .002 0.05 ปฏเิ สธ อาสา H7 ดSานศาสนา®ความตงั้ ใจในการเขSารวD มทำกจิ กรรมอาสา * p < .05, ** p < .01, *** p < .001 3.2.5 การจำแนกกล2มุ อาสาสมคั รตามแรงจงู ใจ โดยวธิ กี ารสุม2 แบบกลุ2ม (Cluster Sampling) จากผลการใชSโปรแกรม SPSS ในการจำแนกกลุDมอาสาสมัครตามแรงจูงใจ โดยวิธีการสุDมแบบกลDุม (Cluster Sampling) ดงั แสดงในตารางท่ี 15 พบวDาสามารถแบงD กลDมุ อาสาสมคั รออกไดSเปน+ 3 กลมDุ ดังน้ี (1) กลDุมที่เคยมีประสบการณ3การทำกิจกรรมอาสาสมัครมากDอน ซึ่งกลุDมที่มีแรงจูงใจดSานคุณคDา และการเรียนรSู (2) กลุDมที่เริ่มทำกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งกลุDมนี้ใหSความสนใจที่จะลองทำกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อ คSนหาความตอS งการของตนเอง (3) กลุDมที่เขSารDวมทำกิจกรรมอาสาโดยอาจไมDไดSเกิดจากความตSองการของตนเอง ซึ่งพบมาผลท่ี ไดSรบั มีคDาเป+นลบ ตารางที่ 15 ผลการจำแนกกลDมุ อาสาสมคั รตามแรงจูงใจ โดยวธิ กี ารสุมD แบบกลมDุ (Cluster Sampling) Factor Motivation Cluster Cluster Cluster Total Total F 1 2 3 (n= (n= (n = (n = (n = 414) 414) 60.534 116.606 94) 217) 103) Mean SD. 81.632 71.621 ด5านคุณค;า (Value motive) 95.083 ฉันมีความเหน็ ใจผท,ู ่มี ีโอกาสน,อยกวาT ฉัน .2187 .2974 -.8261 5.80 1.100 88.141 ฉันมคี วามจริงใจที่จะเข,ารวT มในกจิ กรรมอาสาสมคั ร .2769 .3747 -1.0420 5.88 .974 51.257 ฉนั รสู, กึ เหน็ ใจผูอ, ่นื ทีต่ ,องการความชTวยเหลอื .1497 .3685 -.9129 5.93 .965 68.730 ฉันร,สู ึกวTาการชTวยเหลือผอู, นื่ เปSนส่ิงทส่ี ำคัญ .1124 .3620 -.8653 6.02 1.015 ดา5 นการเรยี นร5ู ความเขา5 ใจ (Understanding motive) การเปSนอาสาสมคั รทำให,ฉันได,เห็นมุมมองใหมๆT .4009 .2882 -.9730 6.00 1.023 การเปนS อาสาสมัครทำใหฉ, ันได,เรยี นรจู, ากประสบการณa .3763 .2874 -.9489 6.07 .967 โดยตรง การทำงานอาสาสมคั รทำให,ฉันสามารถเรยี นร,กู ารทำงานกบั .2731 .2497 -.7753 6.07 1.020 บคุ คลหลากหลายประเภท การทำงานอาสาสมัครทำให,ฉนั ได,พัฒนาทักษะของตนเอง .1932 .3264 -.8640 5.71 1.030 หน้า 47/131
ดา5 นการยกระดบั (Self-Enhancement motive) การทำงานเปSนอาสาสมคั รทำให,ฉนั มีความม่นั ใจมากข้นึ -.1263 .3760 -.6769 5.29 1.135 48.894 1.337 34.945 การเปนS อาสาสมคั รทำใหฉ, ันรส,ู ึกเปSนท่ตี ,องการของบคุ คลอ่นื -.4280 .3623 -.3728 4.84 1.189 57.038 1.382 62.370 ฉันรสู, กึ ภมู ิใจมากขนึ้ จากการเปนS อาสาสมคั ร -.0125 .3684 -.7649 5.70 1.535 70.662 ฉนั ร,ูสกึ วTาเปSนคนสำคญั เมอ่ื เปSนอาสาสมัคร -.5882 .4560 -.4240 4.77 1.504 64.768 1.301 65.883 ดา5 นทางสังคม (Social motive) 1.463 92.960 เพ่ือนสวT นใหญขT องฉนั เปSนอาสาสมัคร -.5631 .4809 -.4993 4.08 1.441 97.866 เพอ่ื น/ครอบครวั ของฉันชวนใหฉ, ันทำงานอาสาสมคั ร -.5153 .4659 -.5112 4.15 1.494 89.958 1.564 105.237 การทำงานอาสาสมัครทำให,ฉันมเี พ่อื นมากขนึ้ -.1048 .4139 -.7762 5.47 1.683 72.329 เพอ่ื น/ครอบครัวของฉันใหค, วามสำคญั กับการทำงาน -.5187 .5296 -.6423 4.49 1.351 67.461 1.535 79.158 อาสาสมัคร 1.441 123.555 ดา5 นการปกป^องตนเอง (Self-protective motive) 1.524 101.455 ไมวT Tาฉนั จะร,สู กึ แยTแคไT หน การเปSนอาสาสมัครชTวยให,ฉันลืม -.4894 .5367 -.6841 4.47 1.643 127.884 1.640 113.636 สงิ่ ทีแ่ ยTเหลTาน้นั ได, 1.726 102.629 1.826 78.297 การเปนS อาสาสมคั รทำใหฉ, ันหายเหงา -.5428 .5246 -.6099 4.74 การเปSนอาสาสมัครชวT ยให,ฉันผาT นพน, จากปญg หาสวT นตวั -.7457 .5464 -.4706 3.91 การเปSนอาสาสมัครเปนS วิธกี ารหลกี หนีปgญหาของฉนั -.7345 .4651 -.3096 3.16 ดา5 นภาพลักษณf (Self-image motive) การทำกจิ กรรมอาสาสมัครมีความสอดคลอ, งกับตวั ตนของฉนั -.2641 .4502 -.7074 4.65 การทำกจิ กรรมอาสาสมคั รสะท,อนสิ่งทฉ่ี นั อยากจะเปนS -.2470 .4717 -.7684 4.54 การทำกิจกรรมอาสาสมัครสะท,อนวาT คนอน่ื มองวTาฉนั เปSน -.8037 .5730 -.4737 4.38 เชนT นั้น การทำกิจกรรมอาสาสมคั รสะท,อนถงึ สงิ่ ท่ีฉันต,องการใหค, น -.7384 .5396 -.4629 4.21 อ่ืนมองวาT เปSนเชTนน้นั ความเชอื่ ในศาสนา (Religious belief motive) ความเชอื่ ในคำสอนทางศาสนาที่ให,ชTวยเหลือผอ,ู ่นื -.9884 .5328 -.2204 4.40 ความเชอ่ื ทางศาสนาเรอ่ื งการทำดี ไดด, ี -.8601 .5437 -.3605 4.70 ความเช่อื เรอ่ื งการทำบญุ -.8671 .5163 -.2963 4.67 เชือ่ วTาการทำอาสาสมัครไดบ, ุญเชนT เดียวกนั กบั การเข,าวัด -.8439 .4492 -.1763 4.70 หน้า 48/131
ตาราง 16 คDาเฉลี่ยและคDาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของการจำแนกกลDมุ อาสาสมคั รตามแรงจงู ใจ โดยวิธกี ารสมDุ แบบกลDุม (Cluster Sampling) กลมุI ที่ 1 กลุIมที่ 1 กลุIมที่ 1 Total ANOVA / (n = 94) (n = 217) (n = 103) Welch test Intention to volunteer M 4.13* 5.39* 3.91 4.74 F(2,411) = 6.41 (SD) (1.30) (9.70) (1.13) (1.29) P = 0.002 3.3 อภิปรายผล จากการศึกษาแรงจูงใจที่มีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลมีความตั้งใจเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัครใน อนาคต โดยงานวิจัยนี้ไดSทำการศึกษาแรงจูงใจของบุคคล 2 กลุDม คือ (1) กลุDมบุคคลที่ไมDเคยมีประสบการณ3 การเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัคร และ (2) กลุDมบุคคลที่เคยมีประสบการณ3การเขSารDวมทำกิจกรรม อาสาสมัคร และไดSมีการแบDงแรงจูงใจออกเป+น 7 ดSาน ดังนี้ (1) ดSานคุณคDา (2) ดSานการเรียนรูS ความเขSาใจ (3) ดSานการยกระดับ (4) ดSานทางสังคม (5) ดSานการปกป_องตนเอง (6) ดSานภาพลักษณ3 และ (7) ความเช่ือ ในศาสนา จากผลการศึกษาพบวDา กลุDมบุคคลที่ไมDเคยมีประสบการเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ไดSรับแรงจูงใจ จากดSานคุณคDา ดSานสังคม และดSานการปกป_องตนเอง ที่สDงผลใหSบุคคลกลุDมนี้มีความตั้งใจเขSารDวมทำ กิจกรรมอาสาสมัครในอนาคต ในขณะที่กลุDมบุคคลที่เคยมีประสบการณ3การเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร มี แรงจูงใจมาจากดSานคุณคDา และดSานภาพลักษณ3 ที่มีอิทธิพลทำใหSบุคคลกลุDมนี้มีความตั้งใจเขSารDวมทำ กจิ กรรมอาสาสมคั รในอนาคต โดยสามารถอธบิ ายถึงแรงจูงใจของบคุ คลทั้งสองกลมDุ ไดดS ังตอD ไปน้ี การศึกษาถึงแรงจูงใจถือเป+นองค3ประกอบสำคัญที่ทำใหSทราบถึงปxจจัยที่สDงผลตDอความตั้งใจของ บุคคลที่จะตัดสินใจเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร (intention to volunteer) และพฤติกรรมของบุคคลที่ทำ กิจกรรมอาสาสมัคร (actual behavior) (Clary et al., 1998; Okun, Barr, & Herzog, 1998; Lai et al., 2013) การที่บุคคลเกิดแรงจูงใจมาจากดSานคุณคDา เป+นการแสดงออกถึงความมีมนุษยธรรมและตSองการ ชDวยเหลือบุคคลอื่น โดยมีความเห็นใจและตSองการใหSความชDวยเหลือผูSอื่น ตSองการชDวยเหลือผูSที่ดSอยโอกาส กวDาตนเอง เห็นวDาเป+นสิ่งสำคัญในการชDวยเหลืออื่น รวมทั้งมีความตั้งใจจริงในการทำกิจกรรมอาสา ซึ่งผล จากการศึกษานี้ไดSสอดคลSองกับงานวิจัยของ Clary et al. (1998) โดยผลการศึกษาของ Clary et al. (1998) พบวDาบุคคลที่ทำกิจกรรมอาสาไดSรับแรงจูงใจจากดSานคุณคDาสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับดSานอื่น ๆ อีก ทั้ง Anderson and Moore (1978) ไดSอธิบายวDาแรงจูงใจอันมาจากดSานคุณคDา ถือเป+นลักษณะที่สำคัญ อยDางหนึ่งของบุคคลที่ทำกิจกรรมอาสา ดังนั้น จากการศึกษาที่พบวDา กลุDมบุคคลที่แมSไมDเคยทำกิจกรรม อาสาสมัคร และกลุDมบุคคลที่เคยทำกิจกรรมอาสาสมัครมากDอน มีแรงจูงใจในการเขSารDวมกิจกรรมอาสามา จากดSานคุณคDาเชDนเดียวกัน เนื่องจากเป+นลักษณะคุณสมบัติอยDางหนึ่งของผูSที่ตSองการทำกิจกรรม อาสาสมัคร และจากที่ Clary et al. (1998) ไดSทำการสำรวจพฤติกรรมของบุคคลที่เคยเขSารDวมกิจกรรม หนา้ 49/131
อาสาสมัคร พบวDา มีแนวโนSมที่จะเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัครในอนาคตทั้งระยะสั้นและระยะยาว เมื่อ ไดSรับประสบการณ3ที่ดี โดยแรงจูงใจหลักของบุคคลนั้นไดSรับการตอบสนองจากการเขSารDวมกิจกรรมอาสาใน อดีต ทั้งนี้ผลการศึกษาระบุวDาบุคคลกลุDมนี้ ไดSรับการตอบสนองตDอแรงจูงใจและมีพึงพอใจสูงสุดในดSาน คุณคDา จึงเป+นการกระตุSนใหSบุคคลกลุDมนี้ตSองการเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครอีกในอนาคต นอกจากน้ี Esmond and Dunlop (2004) อธิบายวDาบุคคลมีความเต็มใจและยอมสละเวลาสDวนตนเพื่อทำกิจกรรม อาสาสมัคร เมื่อไดSทราบถึงวัตถุประสงค3ของการเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาขององค3กร และไดSทราบถึง ประโยชน3หรอื การเปลย่ี นแปลงของผSอู นื่ ท่จี ะไดรS ับจากการเขาS รวD มทำกิจกรรมอาสาของตน การที่บุคคลไดSรับแรงจูงใจในการเขSารDวมทำกิจกรรมอาสาจากดSานสังคม กลDาวคือ การที่บุคคลไดSมี โอกาสแสดงออกถึงการเป+นสDวนหนึ่งของกลุDมเพื่อน หรือไดSทำกิจกรรมที่บุคคลอื่นใหSความสำคัญ (Clary et al., 1998) ซึ่งจากการศึกษาพบวDา กลุDมที่ไมDเคยมีประสบการณ3ทำกิจกรรมอาสาสมัคร ไดSรับแรงจูงใจจากน้ี สงั คม ซึ่งสอดคลSองกบั ผลการศึกษางานวจิ ัยทีผ่ าD นมา (Clary et al., 1998; Okun, Barr, & Herzog, 1998) อีกทั้ง Lai et al. (2013) อธิบายเพิ่มเติมวDาปxจจัยทางดSานสังคม เชDน การไดSรับการยอมรับวDาเป+นสDวนหน่ึง ของกลุDม ถือเป+นปxจจัยสำคัญตDอวัฒนธรรมของคนเอเชีย ที่สDงผลใหSบุคคลเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร อยDางไรก็ตาม จากการศึกษาครั้งนี้พบวDา บุคคลที่เคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ไมDมีแรงจูงใจที่เกิดจาก ดSานสังคมอันเป+นปxจจัยผลักดันทำใหSบุคคลมีความตั้งใจทำกิจกรรมอาสาสมัครในอนาคต เชDน การมีเพื่อน เป+นจิตอาสา การไดSรับขDาวสารเกี่ยวกับกิจกรรมอาสาจากผูSใกลSชิด การไดSรับการสนับสนุนจากผูSใกลSชิดใหS เขSาทำกิจกรรมอาสา หรือการที่เห็นวDากิจกรรมอาสาเป+นกิจกรรมที่สำคัญของคนที่รูSจัก ซึ่งอาจสามารถ อธิบายไดSวDา แรงจูงใจของบุคคลอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา (Esmond & Dunlop, 2004) และอาจ เปลี่ยนแปลงระหวDางหรือหลังจากที่เขSารDวมทำกิจกรรมอาสาสมัคร (Monga, 2006) เชDน บุคคลอาจมี แรงจูงใจจากความตSองการที่จะเรียนรูS สรSางทักษะ และเพิ่มประสบการณ3ใหSกับตนเองกDอนเขSารDวมกิจกรรม อาสาสมัคร เมื่อบุคคลนั้นไดSทำกิจกิจกรรมอาสาสมัครแลSว แรงจูงใจที่จะเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครใน อนาคตอาจเปลี่ยนไปเป+นความตSองการหาเพื่อนใหมDจากการเป+นอาสาสมัคร ดังนั้น สำหรับการศึกษาครั้งนี้ อาจกลDาวไดSวDา บุคคลที่เคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครแลSวอาจเคยไดSรับแรงจูงใจทางดSานสังคมมากDอนท่ี จะเขSารDวมกิจกรรมอาสาในอดีต และแรงจูงใจนั้นไดSเปลี่ยนไปหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมอาสาสมัคร โดย บุคคลกลุDมนี้อาจเปลี่ยนไปใหSความสำคัญทางดSานคุณคDาเป+นหลักในการตัดสินใจเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ตามผลการศกึ ษาของ Clary et al. (1998) ที่กลาD วมาขาS งตนS การที่บุคคลตัดสินใจเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครโดยมีแรงจูงใจอันเกิดจากความตSองการขจัดปxญหา สDวนตัวและความคิดเชิงลบ ซึ่งการทำกิจกรรมอาสาสมัครจะเป+นการชDวยทำใหSบุคคลรูSสึกผิดลดลง แรงจูงใจ ดSานนี้ คือ การปกป_องตนเอง (Clary et al., 1998) สำหรับการศึกษาครั้งนี้พบวDา บุคคลที่ไมDเคยเขSารDวม กิจกรรมอาสาสมัคร มีแรงจูงใจดSานการปกป_องตนเอง คือ มีความตSองการเป+นอาสาสมัครทำกิจกรรมเพื่อ สังคม ทั้งนี้เพื่อทำใหSตนลืมชDวงเวลาที่แยDและชDวยคลายเหงาไดS หรือเป+นการชDวยหลีกหนีปxญหา ทำใหSผDาน พSนปxญหาอุปสรรคสDวนตัวไปไดS ซึ่งสอดคลSองผลการศึกษาของ Clary et al. (1998) และ Anderson and Cairncross (2005) ในขณะเดียวกันพบวDา กลุDมบุคคลที่เคยทำกิจกรรมอาสาสมัคร ไมDไดSรับแรงจูงใจจาก ดSานการปกป_องตนเองในการเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครในอนาคต แมSวDาผลการศึกษาจะขัดแยSงกับ Clary หน้า 50/131
et al. (1998) แตDไดSมีความสอดคลSองการการศึกษาของ Mowen and Sujan (2005) ที่พบวDาแรงจูงใจ ทางดSานการปกป_องตนเองไมDมีอิทธิพลสDงผลใหSบุคคลเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร นอกจากนี้การศึกษาของ Esmond and Dunlop (2004) ไดSทำการสำรวจผูSที่มีประสบการณ3การทำกิจกรรมอาสาสมัครตั้งแตDเพิ่งเร่ิม เขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครจนไปถึงเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครมากกวDา 20 ปt พบวDาไดSรับแรงจูงใจจาก ดSานการปกป_องตนเองนSอยมาก ถือวDาไมDไดSเป+นแรงจูงใจสำคัญของคนกลุDมนี้ในการเขSารDวมกิจกรรม อาสาสมัคร คอื อยใDู นอันดับที่ 9 จากการวัดแรงจูงใจ 10 ดSาน การที่บุคคลมีความตั้งใจที่จะเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครอยDางใดอยDางหนึ่ง ทั้งนี้เป+นการสะทSอนถึง ความเป+นตัวตนของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งอาจเป+นลักษณะและวัตถุประสงค3ขององค3การในการจัดทำกิจกรรม อาสาสมัครที่มีความเชื่อมโยงกับลักษณะนิสัย ความชอบ และความสนใจของบุคคลนั้น จึงทำใหSเกิด แรงจูงใจในการเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร (Schlosser, McPhee, & Templer, 2009) ซึ่งจากการศึกษา พบวDา บุคคลที่เคยมีประสบการณ3การทำกิจกรรมอาสาสมัคร ใหSความสำคัญและมีแรงจูงใจอันเกิดจากดSาน ภาพลักษณ3ที่เป+นแรงผลักดันใหSเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครในอนาคต โดยบุคคลกลุDมนี้มีความตSองการที่จะ ทำกิจกรรมที่ตนสนใจ สอดคลSองกับตัวตน และแสดงถึงตัวตน หรือมีความตSองการทำกิจกรรมอาสาสมัครที่ ปรารถนาใหSผูSอื่นมองตนวDาเป+นเชDนนั้น โดยผลการศึกษานี้สอดคลSองกับ Andam, Rajabi, and Benar (2013) คือบุคคลที่เคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครมีแรงจูงใจทางดSานภาพลักษณ3 หรือการแสดงออกถึง ตัวตนผDานกิจกรรมอาสาสมัครที่เกี่ยวกับกีฬา อยDางไรก็ตาม ผลของการศึกษาของ Andam, Rajabi, and Benar (2013) ยังพบวDาผูSที่ไมDไดSเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครไดSใหSความสำคัญดSานภาพลักษณ3 แตDนSอยกวDา บุคคลที่เคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัครมากDอน ซึ่งคณะผูSวิจัยไดSอธิบายวDาระดับความแตกตDางของแรงจูงใจ ดSานภาพลักษณ3 อาจขึ้นอยูDกับความสนใจของบุคคลที่เกี่ยวกับกีฬาดSวย เชDน หากบุคคลมีความสนใจ ทางดSานกีฬามาก อาจใหSความสำคัญและมีแรงจูงใจดSานภาพลักษณ3มากบุคคลอื่น ดังนั้น จากผลการศึกษา ที่พบวDา กลุDมบุคคลที่ไมDเคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ไมDไดSรับแรงจูงใจดSานภาพลักษณ3 อาจเป+นเพราะ กลุDมนี้ไมDมีความสนใจในการทำกิจกรรมอาสาหรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะการเขSารDวมทำกิจกรรม เหลาD นี้ไมไD ดSเป+นการแสดงถึงตัวตนของคนกลมDุ น้ี แมSวDาจะมีผลการศึกษาในงานวิจัยที่ผDานมาพบวDา บุคคลมีแรงจูงใจทางความเชื่อในศาสนา ที่สDงผล ใหSเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร (Sallam et al., 2017) และ ผลการศึกษาของ Hardy and Carlo (2005) พบวDาบุคคลที่มีแรงจูงใจความเชื่อในศาสนา และใหSความสำคัญในดSานนี้อยDางมาก จะมีแนวโนSมที่จะทำ กิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้นไปดSวย ทั้งนี้ผลการศึกษาที่กลDาวมาขSางตSนขัดแยSงกับผลการศึกษาของ Esmond and Dunlop (2004) ที่ไดSมีการทดสอบแรงจูงใจทางความเชื่อในศาสนา ที่อาจเป+นแรงจูงใจหนึ่งที่สDงผลใหS บุคคลเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งระหวDางการทดสอบเครื่องมือแบบสอบถามพบวDา แรงจูงใจความเชื่อ ในศาสนา เป+นตัววัดที่มีคDาต่ำมาก ที่บDงชี้วDาอาจไมDใชDปxจจัยที่สDงผลใหSบุคคลเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร อีก ทั้งเมื่อมีการทดสอบความสัมพันธ3ของแรงจูงใจความเชื่อในศาสนา กับตัวแปรแรงจูงใจดSานอื่น ๆ พบวDา แรงจูงใจความเชื่อในศาสนา ไมDมีความสัมพันธ3กับตัวแปรอื่น ๆ ดังนั้น ผูSวิจัยจึงตัดแรงจูงใจความเชื่อใน ศาสนา ออกจากการศึกษาถึงแรงจูงใจของอาสาสมัคร ดSวยเหตุนี้จึงสามารถอธิบายไดSวDาแรงจูงใจทางความ หนา้ 51/131
เชื่อในศาสนา อาจไมDสDงผลตDอความตั้งใจของกลุDมคนทั้งที่ไมDเคยและเคยมีประสบการณ3ในการเขSารDวม กิจกรรมอาสาสมคั ร นอกจากนี้ ผลการศึกษาครั้งนี้พบวDา ทั้งกลุDมผูSที่ไมDเคยและเคยเขSารDวมกิจกรรมอาสาสมัคร ไมDไดSมี แรงจูงใจทางดSานการเรียนรูS ความเขSาใจ และดSานการยกระดับ ซึ่งขัดแยSงกับผลการทำวิจัยในอดีต (Clary et al., 1998; Esmond & Dunlop, 2004) โดย Esmond and Dunlop (2004) ไดSอธิบายวDาบุคคลเกิด แรงจูงใจจากความตSองการเรียนรูS สรSางความเขSาใจเป+นพื้นฐานของการมีสDวนรDวมในกิจกรรมอาสาสมัคร อีก ทั้งการไดSทำกิจกรรมอาสาสมัครถือเป+นการยกระดับจิตใจของตนเอง ทำใหSรูSสึกวDาตนมีคุณคDา แมSวDาผล การศึกษาครั้งนี้ไมDสอดคลSองกับงานวิจัยในอดีตที่ผDานมา อาจกลDาวไดSวDากิจกรรมอาสาสมัครที่ผูSตอบ แบบสอบถามเคยเขSารDวมมาหรือเคยไดSยินมา ไมDไดSเป+นกิจกรรมที่จะสรSางเสริมประสบการณ3การเรียนรูSหรือ เพ่มิ ทักษะใหมD ๆ จากทตี่ นมอี ยแDู ลวS หรอื อาจไมDใชDกิจกรรมอาสาสมัครทีต่ Sองทำกับบคุ คลหลายฝ≥าย อาจเปน+ กิจกรรมอาสาที่ทำเพียงลำพัง จึงไมDไดSเกิดทักษะการเรียนรูSการทำงานรDวมกับผูSอื่น และผูSตอบแบบสอบถาม กลุDมนี้เป+นกลุDมนักศึกษา ที่อาจไมDมีความหลากหลายในดSานอายุ อาชีพ รายไดS และสถานภาพ จึงอาจสDงผล ใหSแรงจูงใจดSานการยกระดับไมDสDงผลและไมDมีความแตกตDางระหวDางกลุDมที่ไมDเคยและเคยเขSารDวมกิจกรรม อาสาสมัคร 4. การศกึ ษาที่ 2 (Study 2) การศึกษาที่ 2 มีเป_าหมายเพื่อศึกษาการใชS Intervention ในการจูงใจใหSบุคคลทำงานอาสาสมัคร โดยอาศัยแนวคิดทางเศรษฐศาสตร3พฤติกรรม (วัตถุประสงค3การวิจัยที่ 2) โดยการศึกษาที่ 2 นี้จะแบDง ออกเปน+ 2 สDวนคือ การหาสิง่ ท่ีจูงใจใหบS ุคคลทำงานอาสาสมัครโดยใชS Lab experiment (การศกึ ษาท่ี 2.1) และการศึกษาโดยใชSการทดลองภาคสนาม (Field experiment) (การศกึ ษาที่ 2.2) 4.1 วธิ ดี ำเนินการวิจยั 4.1.1 กลุ2มตัวอยา2 งและวิธีการเลอื กตัวอยา2 ง ตัวอยDางที่ใชSในการทำการทดลองจะมีอยูDสองกลุDม กลุDมที่หนึ่งเป+นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแกDนจำนวน 520 คน โดย 139 คนเป+นตัวอยDางกลุDมเดียวกันกับที่ตอบแบบสอบถามเพ่ือ ศึกษาแรงจูงใจ (Motivation) ที่ทำใหSบุคคลทำงานอาสาสมัครและการศึกษาปxจจัยและอุปสรรคที่ทำใหS บุคคลไมDทำงานอาสาสมัคร กลุDมตัวอยDางที่สอง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหมD จำนวน 266 คน รวมจำนวนตัวอยDางในการศึกษา Lab experiment ทง้ั สน้ิ 786 คน กลุDมตัวอยDางจะถูกสุDมใหSอยูDในกลุDมทดลองและกลุDมควบคุมในสัดสDวนใกลSเคียงกันระหวDางกลDุม ตัวอยDางที่ไมDเคยมีประสบการณ3ในการทำงานอาสาสมัครมากDอนและกลุDมตัวอยDางที่เคยมีประสบการณ3ใน การทำงานอาสาสมัคร (Stratified random assignment) ดงั แสดงในตารางที่ 17 หนา้ 52/131
ตารางท่ี 17 Stratified random assignment by volunteering experiences (คน) ประสบการณใN น กลุม% ควบคุม จำนวนตวั อยาP ง (คน) กลมุ% ทดลอง 4 การทำงาน กลุ%มทดลอง 1 กลุม% ทดลอง 2 กลุม% ทดลอง 3 อาสาสมัคร มีประสบการณt 108 84 89 88 96 ไม%มปี ระสบการณt 60 76 60 63 62 รวม 168 160 149 151 158 4.1.2 การออกแบบการทดลอง ในการทดลอง Lab experiment เพื่อตอบคำถามวัตถุประสงค3ในการศึกษาที่ 2.1 ผูSเขSารDวมการ ทดลองจะถูกกำหนดใหSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดใสDซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สี ขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSผูSเขSารDวมการทดลองติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจุลูกปxดเสร็จแลSว ซึ่งในการทดลองจะประกอบดSวยสติ๊กเกอร3 2 สี ไดSแกDสีขาวและสีฟ_า โดยระหวDาง ซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาวและสีฟ_าจะกำหนดใหSสัดสDวนจำนวนลูกปxดแตDละสีแตกตDางกันออกไป กรณีซองท่ี ติดสติ๊กเกอร3สีขาวสัดสDวนสีลูกปxดคือสีขาวจำนวน 6 ลูกและสีอื่น ๆ (ฟ_า มDวง ชมพู เหลือง) จำนวนสีละ 2 ลูก และในกรณีซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าสัดสDวนสีลูกปxดคือ สีฟ_าจำนวน 6 ลูกและสีอื่น ๆ (ขาว มDวง ชมพู เหลือง) จำนวนสีละ 2 ลูก ผูSรDวมทดลองจะไดSรับคDาตอบแทนจากจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาวที่ทำการ บรรจุลูกปxดพรSอมทั้งติดสติ๊กเกอร3เรียบรSอยแลSว ขณะที่ผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดลงในซองและติด สติ๊กเกอร3สีฟ_าจะถูกนำไปบริจาคใหSองค3กรณ3การกุศล โดยองค3กรณ3การกุศลที่ทางทีมผูSวิจัยจะนำเงินไป บริจาคคือ บSานชีวาศิลปh ซึ่งเป+นองค3กรณ3ที่ดำเนินกิจกรรมหลักคือการดูแลผูSป≥วยเด็ก โรคเรื้อรังใน โรงพยาบาล โดยการใชSสื่อทางดSานศิลปะ เชDน การแสดงละครเพลงและการเลDนดนตรี เป+นเครื่องมือในการ เสรมิ สรSางการเรียนรูS ตลอดจนการเยยี วยาสภาวะทางจิตใจของผSูปว≥ ยเดก็ ควบคูกD ับการรักษาทางการแพทย3 ผูSเขSารDวมการทดลองมีเวลา 30 นาทีในการทำกิจกรรม โดยตSองจัดสรรเวลาในการเลือกทำกิจกรรม ที่ทำใหSเกิดประโยชน3กับตัวเอง (บรรจุลูกปxดลงในซองและติดสติ๊กเกอร3สีขาว) และกิจกรรมที่ทำใหSเกิด ประโยชนก3 บั องค3กรณก3 ารกุศล (บรรจลุ กู ปxดลงในซองและติดสต๊กิ เกอรส3 ฟี _า) ตัวชี้วัดที่ทีมผูSวิจัยจะใชSในการวัดผลคือจำนวนซองพลาสติกที่บรรจุลูกปxดเรียบรSอยแลSว, จำนวน ซองพลาสตกิ ท่ตี ิดสต๊กิ เกอร3แตDละสีของผSูเขาS รDวมการทดลองแตลD ะคน จากวิธีการทดลองขSางตSน เพื่อศึกษาผลของความแตกตDางทางดSานตSนทุนคDาเสียโอกาส (Opportunity cost) ภาพลักษณ3 (Self-image) และบรรทัดฐานทางสังคม (Social norm/ Peer effect) หนา้ 53/131
ตDอพฤติกรรมการจัดสรรเวลาเพื่อทำกิจกรรมใหSเกิดประโยชน3แกDสังคมของผูSเขSารDวมการทดลอง ทีมผูSวิจัยไดS แบงD กลุDมการทดลองออกเปน+ 5 กลมDุ ไดSแกD กล2มุ ท่ี 1 Equal low incentives, private (กล2มุ ควบคุม) ในกลุDมการทดลองนี้จะกำหนดใหSตSนทุนคDาเสียโอกาส (Opportunity cost) จากการทำงาน อาสาสมัครไมDแตกตDางจากผลตอบแทนที่สังคมไดSจากการที่ตัวอยDางทำงานอาสาสมัคร ดังนั้นผลตอบแทน จากบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับ จะมีมูลคDาเทDากันทั้งซองที่ติดสติ๊กเกอร3สี ฟ_าและซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาว โดยจำนวนซองที่ผูSเขSารDวมการทดลองแตDละคนบรรจุไดSจะไมDถูกเปlดเผยตDอ สาธารณะ กลุ2มที่ 2 Higher personal incentive, private (กลม2ุ ทดลองท่ี 1) ในกลุDมการทดลองนี้จะกำหนดใหSตSนทุนคDาเสียโอกาส (Opportunity cost) จากการทำงาน อาสาสมัครสูงกวDาผลตอบแทนที่สังคมไดSจากการที่ตัวอยDางทำงานอาสาสมัคร ดังนั้นผลตอบแทนจากการ บรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาวจะมีมูลคDาสูงกวDา ผลตอบแทนจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_า โดยจำนวนซองที่ผูSเขSารDวมการทดลองแตDละคนบรรจุไดSจะไมDถูก เปlดเผยตDอสาธารณะ กลมุ2 ท่ี 3 Self-image, low incentives (กลม2ุ ทดลองท่ี 2) ในกลุDมการทดลองนี้มีเงื่อนไขเชDนเดียวกับกลุDมที่ 1 คือผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดลงในซอง พลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับมีมูลคDาเทDากันทั้งซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าและซองที่ติดสติ๊กเกอร3สี ขาว อยDางไรก็ตามจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าที่ผูSเขSารDวมการทดลองบรรจุไดSจะถูกประกาศตDอสาธารณะ หลังจากทำการทดลองเสร็จแลSว กลุDมทดลองนี้ถูกออกแบบเพื่อทดสอบปxจจัยดSานภาพลักษณ3วDามีผลตDอการ ตัดสนิ ใจการทำงานอาสาสมคั รหรือไมD กล2ุมที่ 4 Self-image, higher personal incentives (กล2มุ ทดลองท่ี 3) ในกลุDมการทดลองนี้มีเงื่อนไขเชDนเดียวกับกลุDมที่ 2 คือผลตอบแทนจากบรรจุลูกปxดลงในซอง พลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาว (personal incentives) จะมีมูลคDาสูง กวDาผลตอบแทนจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_า (incentives for donation) อยDางไรก็ตามจำนวนซองที่ติด สติ๊กเกอร3สีฟ_าที่ผูSเขSารDวมการทดลองบรรจุไดSจะถูกประกาศตDอสาธารณะหลังจากทำการทดลองเสร็จแลSว กลุDมทดลองนี้ถูกออกแบบเพื่อทดสอบปxจจัยดSานภาพลักษณ3วDามีผลตDอการตัดสินใจการทำงานอาสาสมัคร หรือไมDภายใตSเงื่อนไขที่ตSนทุนคDาเสียโอกาสที่เกิดขึ้นกับตัวอยDางในการทำงานอาสาสมัครสูงกวDาผลตอบแทน ที่สังคมไดรS บั จากการทำงานอาสาสมัคร หน้า 54/131
กล2มุ ท่ี 5 Peer effect (กลุ2มทดลองท่ี 4) ในกลุDมการทดลองนี้มีเงื่อนไขเชDนเดียวกับกลุDมที่ 1 คือผลตอบแทนจากบรรจุลูกปxดลงในซอง พลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับมีมูลคDาเทDากันทั้งซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าและซองที่ติดสติ๊กเกอร3สี ขาว แตDผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับขSอมูลจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าของผูSเขSารDวมการทดลองในรอบที่ ผDานมาเพอ่ื ทดสอบปxจจัยดSานบรรทัดฐานของสังคมวาD มผี ลตDอการตดั สนิ ใจทำงานอาสาสมัครหรอื ไมD ตารางท่ี 18 สรปุ รายละเอียดของแตDละกลุมD การทดลอง กลมุP การ เวลา ผลตอบแทนจากการบรรจซุ อง ขmอมลู ของผูmเลน2 คนอน่ื ๆ ผลการบรรจุซอง ทดลอง 30 นาที ลูกปดV ลกู ปดV ควบคุม 30 นาที ที่ 1 เท%ากนั ทั้งซองสฟี าÅ และซองสี ไมDไดSรับขSอมลู ของผูSเลนD คน ไมถ% กู ประกาศตอ% 30 นาที ขาว อื่น ๆ สาธารณะ ท่ี 2 30 นาที ที่ 3 ซองสขี าว (personal ไมDไดรS ับขSอมลู ของผเูS ลDนคน ไม%ถกู ประกาศต%อ 30 นาที incentives) สงู กว%าซองสีฟÅาฟาÅ อน่ื ๆ สาธารณะ ที่ 4 (incentives for donation) เท%ากันท้งั ซองสฟี Åาและซองสี ไมไD ดSรบั ขอS มูลของผเSู ลนD คน ประกาศต%อสาธารณะ ขาว อน่ื ๆ ซองสขี าว (personal ไมDไดรS ับขSอมูลของผเSู ลDนคน ประกาศต%อสาธารณะ incentives) สูงกวา% ซองสีฟาÅ ฟÅา อนื่ ๆ (incentives for donation) เท%ากันทงั้ ซองสฟี Åาและซองสี ไดรD ับขอD มลู จำนวนซองสีฟÅา ไม%ถกู ประกาศตอ% ขาว ของผDเู ขDาร%วมการทดลองใน สาธารณะ รอบทีผ่ %านมา หนา้ 55/131
ขน้ั ตอนการทดลอง กลุ2มการทดลองท่ี 1 (กล2มุ ควบคุม) Equal low incentives, private: ในกลุDมการทดลองนี้ ผลตอบแทนจากบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติกท่ี ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับ จะมีคDาเทDากันทั้งซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าและซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาว โดย จำนวนซองที่ผูSเขSารDวมการทดลองแตDละคนบรรจุไดSจะไมDถูกเปlดเผยตDอสาธารณะ เมื่อผูSเขSารDวมการทดลอง เขSามาสกูD ารทดลอง ผวูS ิจยั จะเริ่มทำกจิ กรรมดวS ยการกลDาวตอS นรบั และช้แี จงข้นั ตอนการทดลอง ดงั นี้ ข้ันตอนการทดลอง 1 ในการศึกษาครั้งนี้ ทDานจะไดSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สีขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSทDานติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจลุ ูกปดx เสร็จแลวS 2 โดยสติ๊กเกอร3ทใ่ี ชใS นกิจกรรมมี 2 สี ไดSแกDสขี าวและสฟี า_ ซ่งึ ระหวาD งซองท่ีตดิ สต๊กิ เกอร3สขี าวและสฟี _า จะกำหนดใหมS สี ดั สวD นจำนวนลูกปดx แตDละสีแตกตDางกันออกไป 3 กรณซี องทต่ี ิดสติก๊ เกอรส3 ีขาวสดั สDวนสีลกู ปxดคอื สขี าวจำนวน 6 ลูกและสีอ่ืน ๆ (ฟ_า มวD ง ชมพู เหลือง) จำนวนสลี ะ 2 ลกู และในกรณีซองที่ตดิ สต๊กิ เกอรส3 ฟี _าสดั สวD นสีลูกปดx คือ สีฟา_ จำนวน 6 ลูกและสีอ่ืน ๆ (ขาว มDวง ชมพู เหลอื ง) จำนวนสีละ 2 ลกู 4 ผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดใสซD องจะมมี ลู คDาเทาD กนั ทง้ั ซองทต่ี ดิ สติ๊กเกอร3สขี าวและซองทต่ี ิด สต๊กิ เกอร3สฟี _า โดยแตลD ะซองจะมมี ูลคDา 5 บาท 5 แตDผลตอบแทนจากการบรรจลุ กู ปxดลงในซองและติดสติ๊กเกอรส3 ขี าวจะเป+นคาD ตอบแทนทท่ี าD นจะไดSรับ เอง 6 ขณะทผ่ี ลตอบแทนจากการบรรจุลกู ปxดลงในซองและติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าจะถูกนำไปบริจาคใหอS งคก3 าร กุศล บSานชีวาศิลปh ซึ่งเปน+ องค3กรณ3ทีท่ ำกจิ กรรมดูแลผSูปว≥ ยเด็กโรคเรื้อรังในโรงพยาบาล 7 โดยทกุ ๆ คร้งั หลงั จากทต่ี ิดสติก๊ เกอรเ3 สรจ็ ทาD นจะตอS งเลอื กทำเครือ่ งหมายถกู ลงในกระดาษคำตอบ ตามลำดบั และสสี ติ๊กเกอรข3 องซองนั้น ๆ กอD นทำการบรรจซุ องถดั ไป 8 ทDานมเี วลา 30 นาทใี นการทำกิจกรรม โดยสามารถเลอื กทจ่ี ะจัดสรรเวลาในการบรรจุลกู ปดx ลงในซอง และตดิ สติ๊กเกอรส3 ีขาวหรอื สีฟ_าไดSตามความประสงค3ของทาD น 9 เมอ่ื ครบ 30 นาที ใหSนำซองที่ติดสต๊ิกเกอรส3 ขี าว ที่บรรจเุ สรจ็ แลวS ใสDลงในซองขนาดใหญทD ี่มปี _าย ‘สี ขาว’ และนำซองทต่ี ิดสต๊กิ เกอร3สฟี า_ ที่บรรจเุ สรจ็ แลวS ใสลD งในซองขนาดใหญทD ี่มีป_าย ‘สีฟ_า’ 10 จากนนั้ ใหนS ั่งรอทโี่ ต∆ะเพ่อื ฟxงคำช้ีแจงกิจกรรมในขน้ั ถดั ไป หนา้ 56/131
กลมุ2 การทดลองที่ 2 Higher personal incentive, private: ในกลุDมการทดลองนี้ ผลตอบแทนจากบรรจุลูกปxดลงในซอง พลาสติกที่ผูSเขSารDวมการทดลองจะไดSรับจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีขาว (personal incentives) จะมีมูลคDาสูง กวDาผลตอบแทนจากซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_า (incentives for donation) โดยจำนวนซองที่ผูSเขSารDวมการ ทดลองแตDละคนบรรจุไดSจะไมDถูกเปlดเผยตDอสาธารณะ เมื่อผูSเขSารDวมการทดลองเขSามาสูDการทดลอง ผูSวิจัย จะเรมิ่ ทำกจิ กรรมดวS ยการกลาD วตอS นรับและชแ้ี จงขัน้ ตอนการทดลอง ดังน้ี ข้นั ตอนการทดลอง 1 ในการศึกษาครั้งนี้ ทDานจะไดSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สีขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSทDานติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจุลกู ปxดเสรจ็ แลวS 2 โดยสตกิ๊ เกอรท3 ี่ใชใS นกิจกรรมมี 2 สี ไดแS กDสีขาวและสีฟา_ ซึ่งระหวDางซองทตี่ ิดสตกิ๊ เกอร3สีขาวและสีฟา_ จะกำหนดใหSมีสดั สDวนจำนวนลกู ปดx แตลD ะสแี ตกตDางกันออกไป 3 กรณซี องทต่ี ดิ สต๊ิกเกอรส3 ีขาวสัดสวD นสีลกู ปดx คอื สีขาวจำนวน 6 ลูกและสีอ่ืน ๆ (ฟา_ มวD ง ชมพู เหลือง) จำนวนสลี ะ 2 ลกู และในกรณีซองท่ีติดสต๊ิกเกอร3สีฟา_ สดั สวD นสีลูกปxดคือ สฟี า_ จำนวน 6 ลกู และสอี น่ื ๆ (ขาว มวD ง ชมพู เหลอื ง) จำนวนสลี ะ 2 ลูก 4 ผลตอบแทนจากการบรรจุลกู ปxดใสซD องและตดิ สต๊กิ เกอร3สีขาวจะเป+นคาD ตอบแทนที่ทาD นจะไดรS ับเอง โดยแตลD ะซองจะมีมลู คาD 10 บาท 5 แตใD นสวD นของผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปดx ใสDซองและตดิ สตกิ๊ เกอร3สฟี า_ จะถกู นำไปบริจาคใหS องค3การกศุ ล บSานชวี าศลิ ปh ซึ่งเปน+ องคก3 รณท3 ีท่ ำกจิ กรรมดแู ลผปSู ≥วยเดก็ โรคเรอ้ื รังในโรงพยาบาล แตD ละซองจะมีมูลคDา 5 บาท 6 โดยทุก ๆ ครง้ั หลังจากทตี่ ดิ สตกิ๊ เกอร3เสรจ็ ทDานจะตอS งเลือกทำเคร่ืองหมายถกู ลงในกระดาษคำตอบ ตามลำดบั และสีสติ๊กเกอร3ของซองน้ัน ๆ กอD นทำการบรรจุซองถดั ไป 7 ทาD นมเี วลา 30 นาทใี นการทำกจิ กรรม โดยสามารถเลอื กท่จี ะจัดสรรเวลาในการบรรจลุ กู ปxดลงในซอง และติดสติ๊กเกอร3สีฟา_ หรือสีขาวไดSตามความประสงคข3 องทDาน 8 เมื่อครบ 30 นาที ใหSนำซองทตี่ ดิ สติ๊กเกอร3สขี าวทีบ่ รรจุเสร็จแลวS ใสDลงในซองขนาดใหญDท่มี ีปา_ ย ‘สีขาว’ และนำซองท่ีตดิ สติ๊กเกอร3สีฟา_ ท่ีบรรจุเสร็จแลSวใสลD งในซองขนาดใหญDท่มี ปี _าย ‘สฟี า_ ’ 9 จากน้ันใหSน่ังรอที่โตะ∆ เพอื่ ฟงx คำช้แี จงกิจกรรมในขั้นถัดไป หน้า 57/131
กลุม2 การทดลองท่ี 3 Self-image, low incentives: ในกลุDมนี้ทำการทดลองเชDนเดียวกันกับกลุDมการทดลองที่ 1 แตDจะมีการ แจSงผูSเขSารDวมการทดลองวDาจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าที่ผูSเขSารDวมการทดลองบรรจุไดSจะถูกประกาศตDอ สาธารณะหลังจากทำการทดลองเสร็จแลSว เมื่อผูSเขSารDวมการทดลองเขSามาสูDการทดลอง ผูSวิจัยจะเริ่มทำ กจิ กรรมดSวยการกลDาวตSอนรับและช้ีแจงขั้นตอนการทดลอง ดงั นี้ ข้ันตอนการทดลอง 1 ในการศึกษาครั้งนี้ ทDานจะไดSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สีขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSทDานติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจุลูกปดx เสร็จแลSว 2 โดยสต๊ิกเกอร3ท่ใี ชSในกิจกรรมมี 2 สี ไดแS กDสีขาวและสฟี า_ ซ่งึ ระหวDางซองทต่ี ดิ สตก๊ิ เกอร3สขี าวและสฟี า_ จะกำหนดใหมS ีสดั สDวนจำนวนลูกปxดแตลD ะสีแตกตาD งกนั ออกไป 3 กรณีซองที่ติดสตก๊ิ เกอรส3 ีขาวสดั สวD นสีลูกปดx คอื สีขาวจำนวน 6 ลกู และสีอนื่ ๆ (ฟา_ มวD ง ชมพู เหลือง) จำนวนสลี ะ 2 ลูก และในกรณซี องทต่ี ิดสตก๊ิ เกอร3สีฟา_ สัดสวD นสลี ูกปดx คือ สฟี า_ จำนวน 6 ลกู และสีอนื่ ๆ (ขาว มDวง ชมพู เหลือง) จำนวนสีละ 2 ลูก 4 ผลตอบแทนจากการบรรจุลกู ปxดใสDซองจะมคี DาเทาD กันทง้ั ซองทตี่ ดิ สติ๊กเกอร3สีขาวและซองที่ติด สต๊ิกเกอรส3 ีฟ_า โดยแตลD ะซองจะมมี ลู คาD 5 บาท 5 ผลตอบแทนจากการบรรจลุ ูกปxดลงในซองและติดสตกิ๊ เกอรส3 ขี าวจะเปน+ คาD ตอบแทนท่ีทDานจะไดSรบั เอง 6 ขณะทผ่ี ลตอบแทนจากการบรรจุลูกปดx ลงในซองและติดสตกิ๊ เกอรส3 ฟี _าจะถูกนำไปบริจาคใหอS งคก3 าร กุศล บาS นชีวาศลิ ปh ซ่ึงเปน+ องคก3 รณท3 ่ีทำกิจกรรมดูแลผปSู ≥วยเดก็ โรคเรื้อรงั ในโรงพยาบาล 7 โดยทกุ ๆ ครัง้ หลังจากท่ีตดิ สตก๊ิ เกอร3เสร็จ ทDานจะตอS งเลือกทำเครื่องหมายถูกลงในกระดาษคำตอบ ตามลำดับและสีสต๊ิกเกอรข3 องซองนนั้ ๆ กอD นทำการบรรจซุ องถัดไป 8 ทาD นมเี วลา 30 นาทีในการทำกิจกรรม โดยสามารถเลือกทจี่ ะจดั สรรเวลาในการบรรจลุ ูกปดx ลงในซอง และติดสตก๊ิ เกอรส3 ีฟ_าหรือสีขาวไดSตามความประสงคข3 องทDาน 9 เมอื่ ครบ 30 นาที ใหนS ำซองที่ตดิ สตกิ๊ เกอรส3 ีขาวทบี่ รรจเุ สรจ็ แลSวใสDลงในซองขนาดใหญDที่มีปา_ ย ‘สขี าว’ 10 สDวนซองทตี่ ิดสตกิ๊ เกอร3สีฟา_ ท่บี รรจุเสรจ็ แลวS ใหวS างไวบS นโตะ∆ จากนั้นจะมีทีมงานไปนบั จำนวนซองที่ ทDานทำไดS 11 เนอ่ื งจากคาD ตอบแทนท่ไี ดจS ากซองทต่ี ิดสต๊ิกเกอรส3 ฟี _าจะถูกนำไปบริจาค ดังนั้นเพ่อื เปน+ การประกาศ เกียรติคุณใหแS กDทุกทDาน จำนวนซองท่ีติดสต๊กิ เกอรส3 ีฟ_าของทุกทDาน พรSอมกับรายชอื่ ของแตDละคนจะถกู ประกาศพรSอมกนั บนจอแสดงผล และจะมีการเรียกใหSแสดงตัวเปน+ รายบุคคล 12 เมือ่ เสรจ็ ส้นิ การประกาศผลใหSทาD นนั่งรอท่โี ตะ∆ เพือ่ ฟxงคำชแ้ี จงกิจกรรมในขั้นถดั ไป หน้า 58/131
กลม2ุ การทดลองท่ี 4 Self-image, higher personal incentives: ในกลุDมนี้จะทำการทดลองเชDนเดียวกันกับกลุDมการทดลอง ที่ 2 แตDจะมีการแจSงผูSเขSารDวมการทดลองวDาจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าที่ผูSเขSารDวมการทดลองบรรจุไดS จะถูกประกาศตDอสาธารณะหลังจากทำการทดลองเสร็จแลSว เมื่อผูSเขSารDวมการทดลองเขSามาสูDการทดลอง ผวSู ิจัยจะเร่ิมทำกิจกรรมดวS ยการกลDาวตอS นรบั และช้ีแจงขัน้ ตอนการทดลอง ดงั น้ี ข้ันตอนการทดลอง 1 ในการศึกษาครั้งนี้ ทDานจะไดSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สีขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSทDานติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจลุ กู ปดx เสร็จแลSว 2 โดยสติก๊ เกอรท3 ีใ่ ชSในกจิ กรรมมี 2 สี ไดSแกDสีขาวและสีฟ_า ซ่ึงระหวDางซองที่ตดิ สต๊กิ เกอร3สีขาวและสฟี า_ จะกำหนดใหSมีสัดสวD นจำนวนลูกปxดแตDละสแี ตกตDางกนั ออกไป 3 กรณซี องทต่ี ิดสต๊กิ เกอร3สขี าวสดั สวD นสีลกู ปxดคอื สขี าวจำนวน 6 ลกู และสอี นื่ ๆ (ฟ_า มDวง ชมพู เหลอื ง) จำนวนสลี ะ 2 ลกู และในกรณีซองทีต่ ิดสตกิ๊ เกอรส3 ฟี _าสดั สDวนสีลกู ปxดคือ สีฟ_าจำนวน 6 ลูกและสีอื่น ๆ (ขาว มวD ง ชมพู เหลือง) จำนวนสลี ะ 2 ลูก 4 ผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดใสซD องและตดิ สติ๊กเกอร3สขี าวจะเป+นคDาตอบแทนทท่ี DานจะไดSรบั เอง โดยแตลD ะซองจะมมี ูลคDา 10 บาท 5 แตใD นสวD นของผลตอบแทนจากการบรรจลุ กู ปxดใสซD องและตดิ สต๊กิ เกอรส3 ีฟ_าจะถูกนำไปบริจาคใหS องคก3 ารกศุ ล บSานชีวาศลิ ปh ซ่ึงเป+นองค3กรณท3 ีท่ ำกิจกรรมดูแลผูSป≥วยเดก็ โรคเรอื้ รงั ในโรงพยาบาล โดย แตลD ะซองจะมีมูลคาD 5 บาท 6 โดยทุก ๆ ครง้ั หลงั จากทต่ี ดิ สติก๊ เกอร3เสรจ็ ทาD นจะตอS งเลอื กทำเครอื่ งหมายถกู ลงในกระดาษคำตอบ ตามลำดบั และสีสตก๊ิ เกอร3ของซองนัน้ ๆ กDอนทำการบรรจุซองถดั ไป 7 ทาD นมีเวลา 30 นาทีในการทำแบบทดสอบ โดยสามารถเลือกที่จะจัดสรรเวลาในการบรรจลุ ูกปxดลงใน ซองและตดิ สต๊กิ เกอร3สีฟา_ หรอื สีขาวไดSตามความประสงค3ของทDาน 8 เมอ่ื ครบ 30 นาที ใหSนำซองทต่ี ดิ สติ๊กเกอรส3 ีขาวท่บี รรจุเสร็จแลSวใสลD งในซองขนาดใหญทD ่ีมปี า_ ย ‘สีขาว’ 9 สวD นซองทต่ี ดิ สติ๊กเกอรส3 ฟี _า ทีบ่ รรจุเสรจ็ แลวS ใหSวางไวSบนโตะ∆ จากนนั้ จะมที ีมงานไปนบั จำนวนซองท่ี ทาD นทำไดS 10 เนื่องจากคDาตอบแทนท่ีไดSจากซองทีต่ ิดสติก๊ เกอร3สฟี _าจะถกู นำไปบรจิ าค ดังน้นั เพ่อื เป+นการประกาศ เกยี รตคิ ุณใหแS กทD ุกทDาน จำนวนซองท่ตี ดิ สตกิ๊ เกอรส3 ฟี า_ ของทกุ ทาD น พรSอมกับรายชื่อของแตลD ะคนจะถกู ประกาศพรอS มกนั บนจอแสดงผล และจะมกี ารเรียกใหแS สดงตัวเป+นรายบุคคล 11 เมือ่ เสร็จสน้ิ การประกาศผลใหSทาD นนงั่ รอทโ่ี ต∆ะเพอื่ ฟงx คำช้แี จงกิจกรรมในขั้นถัดไป หนา้ 59/131
กลุ2มการทดลองท่ี 5 Peer effect: ในกลุDมนี้จะทำการทดลองเชDนเดียวกันกับกลุDมการทดลองที่ 1 แตDผูSเขSารDวมการทดลองจะ ไดSรับขSอมูลจำนวนซองที่ติดสติ๊กเกอร3สีฟ_าของผูSเขSารDวมการทดลองในรอบที่ผDานมา โดยจำนวนนี้ไดSมาจาก คDาเฉลี่ยจำนวนซองสีฟ_าของผูSเขSารDวมการทดลองในกลุDมที่ 1 บวก 2 standard deviation ซึ่งคิดเป+น จำนวน 29 ซอง เมื่อผูSเขSารDวมการทดลองเขSามาสูDการทดลอง ผูSวิจัยจะเริ่มทำกิจกรรมดSวยการกลDาวตSอนรับ และชีแ้ จงขน้ั ตอนการทดลอง ดังนี้ ข้ันตอนการทดลอง 1 ในการศึกษาครั้งนี้ ทDานจะไดSทำกิจกรรมบรรจุลูกปxดลงในซองพลาสติก ประกอบดSวยลูกปxดทั้งหมด 5 สี ไดSแกD สีขาว สีฟ_า สีมDวง สีชมพูและสีเหลือง และมีเงื่อนไขใหSทDานติดสติ๊กเกอร3สีในทุก ๆ ซองที่ทำ การบรรจลุ ูกปดx เสรจ็ แลวS 2 โดยสตกิ๊ เกอรท3 ใี่ ชSในกิจกรรมมี 2 สี ไดแS กสD ีขาวและสีฟ_า ซงึ่ ระหวDางซองท่ตี ดิ สต๊กิ เกอร3สขี าวและสฟี _า จะกำหนดใหSมีสดั สวD นจำนวนลกู ปxดแตลD ะสแี ตกตาD งกันออกไป 3 กรณซี องทตี่ ิดสตกิ๊ เกอรส3 ีขาวสดั สDวนสีลกู ปดx คอื สีขาวจำนวน 6 ลูกและสอี นื่ ๆ (ฟ_า มDวง ชมพู เหลอื ง) จำนวนสีละ 2 ลกู และในกรณีซองท่ตี ดิ สติ๊กเกอรส3 ฟี า_ สดั สวD นสลี กู ปดx คือ สฟี _าจำนวน 6 ลูก และสีอ่ืน ๆ (ขาว มวD ง ชมพู เหลือง) จำนวนสลี ะ 2 ลกู 4 ผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปดx ใสDซองจะมคี DาเทาD กนั ท้งั ซองที่ตดิ สต๊ิกเกอรส3 ขี าวและซองทีต่ ดิ สตก๊ิ เกอรส3 ฟี _า โดยแตลD ะซองจะมมี ลู คDา 5 บาท 5 ซ่ึงผลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดลงในซองและติดสตกิ๊ เกอรส3 ขี าวจะเป+นคาD ตอบแทนท่ีทDานจะไดรS บั เอง 6 ขณะทผ่ี ลตอบแทนจากการบรรจุลูกปxดลงในซองและติดสตก๊ิ เกอร3สีฟา_ จะถูกนำไปบริจาคใหอS งค3การ กศุ ล บSานชวี าศลิ ปh ซึ่งเป+นองค3กรณ3ท่ีทำกิจกรรมดแู ลผปูS ว≥ ยเด็กโรคเรอ้ื รงั ในโรงพยาบาล 7 โดยทุก ๆ ครัง้ หลังจากทต่ี ิดสต๊ิกเกอรเ3 สร็จ ทาD นจะตSองเลือกทำเครือ่ งหมายถกู ลงในกระดาษคำตอบ ตามลำดับและสสี ต๊กิ เกอร3ของซองนน้ั ๆ กอD นทำการบรรจซุ องถัดไป 8 ทDานมเี วลา 30 นาทใี นการทำแบบทดสอบ โดยสามารถเลือกทจี่ ะจัดสรรเวลาในการบรรจลุ ูกปดx ลงใน ซองและตดิ สต๊ิกเกอรส3 ีฟา_ หรือสขี าวไดSตามความประสงคข3 องทDาน 9 เม่ือครบ 30 นาที ใหSนำซองที่ตดิ สติ๊กเกอร3สีขาว ท่ีบรรจเุ สรจ็ แลวS ใสลD งในซองขนาดใหญDทมี่ ปี า_ ย ‘สี ขาว’ และนำซองท่ีตดิ สตก๊ิ เกอร3สีฟ_า ทบี่ รรจเุ สร็จแลSวใสDลงในซองขนาดใหญทD ี่มีป_าย ‘สฟี _า’ 10 จากน้นั ใหนS ง่ั รอท่โี ต∆ะเพื่อฟงx คำชีแ้ จงกจิ กรรมในขนั้ ถัดไป 11 กอD นที่จะเรม่ิ ทำกจิ กรรม ทีมวิจัยมจี ำนวนซองตดิ สต๊กิ เกอรส3 ีฟา_ ทค่ี นเขาS รDวมกจิ กรรมในรอบทีผ่ Dานๆ มาสDวนใหญDทำมาใหSดคู Dะ (โชวต3 ัวเลขจำนวนซองสฟี า_ 29 ซอง) หน้า 60/131
4.2 ผลการศกึ ษา จากการสุ'มผู+เข+าร'วมการทดลองสามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของกลุ'มทดล ละคนในแตล' ะกลุม' ไดต+ ามตารางที่ 19 ตารางท่ี 19 การทดสอบคุณลกั ษณะต'าง ๆ ในแตล' ะกลมุ' ทดลอง (คน) ตัวแปร กลุ+มควบคุม กลุ+มทดลองท่ี 1 กลุม+ ทดลองที่ 2 กลมุ+ ทดลองท เพศชาย 0.23 0.23 0.32 0.32 (0.03) (0.03) (0.04) (0.04) มีประสบการณ>การทำ 0.64 0.53 0.60 0.58 อาสาสมัคร (0.04) (0.04) (0.04) (0.04) จากมหาวิทยาลัย 0.62 0.63 0.68 0.70 ขอนแกน+ (0.04) (0.04) (0.04) (0.04) N 168 160 149 151
ลองที่อาจส'งผลต'อ จำนวนซองพลาสติกที่ติดสติ๊กเกอรGแต'ละสีของผู+เข+าร'วมการทดลองแต' p-value p-value p-value p-value ที่ 3 กลุ+มทดลองที่ 4 กล+มุ ควบคมุ = กลมุ+ ควบคมุ = กล+มุ กลม+ุ ควบคุม = กล+ุมควบคุม = กลม+ุ ทดลองท่ี 1 ทดลองท่ี 2 กลุม+ ทดลองที่ 3 กล+มุ ทดลองที่ 4 0.32 0.98 0.10 0.07 0.07 (0.04) 0.61 0.03 0.40 0.27 0.51 (0.04) 0.68 0.65 0.23 0.10 0.18 (0.04) 158 หนา้ 61/131
จากตารางท่ี 19 เมื่อเปรียบเทียบลักษณะของผู<เข<าร=วมการทดลองระหว=างกลุ=มควบคุมและกลุ=ม ทดลองพบว=าลักษณะของผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มควบคุมและกลุ=มทดลองทั้ง 3 กลุ=มมีความคล<ายคลึง กัน คือ ผู<เข<าร=วมการทดลองในแต=ละกลุ=มส=วนใหญ=เปLนเพศหญิง ปริมาณเกินกว=าครึ่งของแต=ละกลุ=มเคยทำ กิจกรรมอาสาสมัครและส=วนใหญ=เปLนนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก=น โดยเมื่อทดสอบด<วยค=าสถิติ t-test ระหว=างกลุ=มพบว=า สัดส=วนกลุ=มตัวอย=างที่เปLนนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก=นระหว=างกลุ=มควบคุมและกล=ุม ทดลองอื่น ๆ มีค=า P-value > |t| ระหว=างกลุ=มที่มากกว=า 0.1 ซึ่งเปLนระดับนัยสำคัญทางสถิติที่น<อยที่สุดท่ี สามารถยอมรับสมมติฐานหลักได< ดังนั้นจึงหมายความว=าสัดส=วนกลุ=มตัวอย=างที่เปLนนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก=นในกลุ=มควบคุมและกลุ=มทดลองอื่น ๆ มีปริมาณไม=แตกต=างกันอย=างมีนัยสำคัญทาง สถิติ อย=างไรก็ตามสัดส=วนของเพศและการมีประสบการณdการทำอาสาสมัครของกลุ=มควบคุมมีความ แตกต=างกับกลุ=มทดลองบางกลุ=ม ได<แก= เพศชายในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วนน<อยกว=ากลุ=มทดลองที่ 3 และ 4 อย=างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ เพศชายในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วนเปLน 23% ของประชากร ซึ่งน<อยกว=ากลุ=ม ทดลองที่ 3 และ 4 ที่มีสัดส=วนดังกล=าวอยู=ที่ 32% ทั้ง 2 กลุ=มการทดลอง และการมีประสบการณdการทำ อาสาสมัครในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วนมากกว=ากลุ=มทดลองที่ 1 อย=างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ผู<มีประสบการณd การทำอาสาสมัครในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วน 64% ขณะที่กลุ=มทดลองที่ 1 มีสัดส=วนผู<มีประสบการณdการทำ อาสาสมัคร 53% จากนั้นทางทีมได<วิเคราะหdข<อมูลจำนวนซองที่แต=ละกลุ=มการทดลองทำได< ผลดังกล=าวแสดงใน ตารางที่ 20 เมื่อพิจารณาจำนวนซองและสัดส=วนแยกตามกลุ=มการทดลอง ค=าเฉลี่ยจำนวนซองทั้งหมดที่ทำ ได<ของทุกกลุ=มการทดลองมีค=าค=อนข<างใกล<เคียงกัน แต=เมื่อพิจารณแยกตามสี ค=าเฉลี่ยจำนวนซองสีขาวที่ทำ ได<ของกลุ=มควบคุม กลุ=มทดลองที่ 1, 2, และ 3 มีค=าค=อนข<างใกล<เคียงกัน ในขณะที่จำนวนซองสีขาวของ กลุ=มทดลองที่ 4 มีจำนวนซองสขี าวท่ีทำไดน< <อยกวา= สามกลุม= ทดลองขา< งต<นคอ= นขา< งชัดเจน ในสว= นของซองสฟี nา จำนวนซองของกลุม= ควบคุม กลุ=มทดลองท่ี 1, 2, และ 3 มีคา= ค=อนข<างใกลเ< คียง กันเช=นเดียวกับกรณีซองสีขาว ในขณะที่กลุ=มทดลองที่ 4 มีการพับซองสีฟnามากกว=ากลุ=มอื่น ๆ โดยเฉพาะ เมื่อเทียบกับกลุ=มการทดลองที่ 1, 2, และ 3 เมื่อพิจารณาสัดส=วนของซองสีฟnา (เพื่อบริจาค) เทียบกับ จำนวนซองที่ได<ทำได<ทัง้ หมดพบว=าสัดสว= นซองสีฟnาของกลุม= ทดลองท่ี 1, 2, และ 3 มีคา= ค=อนข<างใกล<เคียงกัน ในขณะท่ีสัดสว= นดังกลา= วของกลมุ= ทดลองท่ี 4 มคี า= มากทสี่ ดุ ตามดว< ยกลมุ= ควบคุม ผลจากข<อมูลจากตัวอย=างที่ดำเนินการทดลองในมหาวิทยาลัยขอนแก=นและมหาวิทยาลัยเชียงใหม= แสดงในตารางที่ 20 จำนวนซองและสดั ส=วนแยกตามกล=มุ การทดลอง แสดงให<เหน็ ในเบ้ืองตน< ว=า - ต<นทุนค=าเสียโอกาสที่เกิดจากการทำงานอาสาสมัครอาจจะมีผลต=อการตัดสินใจในการทำงาน อาสาสมัคร เนื่องจากสัดส=วนซองสีฟnา (แสดงถึงการสละเวลาเพื่อทำงานอาสาสมัคร) ค=อนข<าง ต่ำกว=าสดั ส=วนดงั กลา= วทีเ่ กิดขึน้ จากตัวอยา= งในกลม=ุ ควบคุม หน้า 62/131
- ภาพลักษณdอาจไม=สามารถจูงใจให<บุคคลทำงานอาสาสมัครเพิ่มขึ้นได<เนื่องจากสัดส=วนซองสีฟnา ของกลุ=มทดลองที่ 2 และ 3 ไม=แตกต=างหรืออาจมีค=าน<อยกว=าสัดส=วนดังกล=าวจากตัวอย=างใน กลมุ= ควบคมุ - บรรทัดฐานทางสังคม (หรือ Peer effect) อาจสามารถจูงใจให<บุคคลทำงานอาสาสมัครเพิ่มได< เน่ืองจากสดั ส=วนซองสฟี nาของกลุม= ทดลองที่ 4 มีคา= มากกวา= สัดส=วนดงั กลา= วจากกล=มุ ควบคมุ อย=างไรก็ตามผลสรุปดังกล=าวเปLนเพียงผลสรุปจากการวิเคราะหdทางสถิติเบื้องต<น ทางทีมวิจัยได< ดำเนินการประมาณค=าแบบจำลองทางเศรษฐมิติเพื่อทดสอบทางสถิติอย=างละเอียด ซึ่งนำเสนอในหัวข<อ ต=อไป ตารางท่ี 20 จำนวนซองและสดั ส=วนแยกตามกล=มุ การทดลอง (ซอง) ค\"าเฉล่ีย กลม\"ุ ควบคมุ กลม\"ุ ทดลอง กล\"ุมทดลอง กลม\"ุ ทดลอง กล\"ุมทดลอง ท่ี 1 ที่ 2 ท่ี 3 ที่ 4 จำนวนซองสขี าว 19.46 20.83 20.69 19.46 16.58 (9.09) (9.51) (10.68) (8.95) (9.96) จำนวนซองสฟี ?า 16.89 14.89 15.45 15.08 18.27 (8.14) (8.47) (10.27) (9.19) (10.06) จำนวนซอง 36.35 35.72 36.14 34.55 34.84 ท้ังหมด (7.18) (7.15) (8.47) (6.55) (6.95) สดั ส\"วนซองสีฟ?า 0.47 0.42 0.42 0.43 0.52 (0.21) (0.23) (0.26) (0.25) (0.27) หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเล็บแสดงถึง standard deviation การวเิ คราะหFขGอมลู ดGวยแบบจำลองเศรษฐมิติ ทมี วจิ ัยเร่ิมต<นวเิ คราะหdขอ< มูลจากการทดลองโดยทดสอบวา= จำนวนซองลูกปดw รวม (ถุงสีขาว+ถงุ สี ฟnา) ในแตล= ะกลม=ุ การทดลองมคี วามแตกตา= งกนั หรือไม= โดยแบบจำลองที่ใชใ< นการทดสอบแสดงโดยสมการ ท่ี (1) !\"! = $ + ∑#\"$% '\"()*+,-*.,\"! + '&/*.0*)! + ''123! + '(4.5!+6! (1) โดย !\"! คือจำนวนซองลูกปwดทั้งหมด (ซองสีขาว+ซองสีฟnา) ที่ผู<เข<าร=วมการทดลอง i ทำได< ()*+,-*.,\"! คือ ตัวแปร Dummy แสดงถึงผู<เข<าร=วมการทดลอง i อยู=ในกลุ=มการทดลองใด โดยตัวแปร กลุ=มการทดลองมีทั้งหมด 4 ตัวแปร (n=1,…, 4) ตัวแปรกลุ=มควบคุมถูกใช<เปLนตัวแปรฐาน /*.0*)! คือตัว แปร Dummy แสดงถึงเพศของผู<เข<าร=วมการทดลอง i (ชาย=1, หญิง=0) 123! คือตัวแปร Dummy แสดง หน้า 63/131
ถึงว=าผู<เข<าร=วมการทดลองเคยทำงานอาสาสมัครมาก=อนหรือไม= (เคย=1, ไม=เคย=0) และตัวแปร 4.5! คือ ตัวแปร Dummy แสดงว=าผู<เข<าร=วมการทดลองเปLนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก=นหรือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม= (มหาวิทยาลัยขอนแก=น=1, มหาวิทยาลัยเชียงใหม==0) สมการท่ี (1) ถูกประมาณค=า ด<วยวธิ ีกำลงั สองนอ< ยทส่ี ุดผลการประมาณคา= แสดงในตารางท่ี 21 ตารางที่ 21 ผลการประมาณค=าจำนวนซองรวม แบบจำลอง 2 ตวั แปร แบบจำลอง 1 กลุ=มการทดลองที่ 1 -0.632 -0.572 (0.804) (0.767) กล=ุมการทดลองท่ี 2 0.21 0.27 (0.819) (0.781) กลม=ุ การทดลองท่ี 3 - 1.801** -1.255 (0.816) (0.78) กลุ=มการทดลองท่ี 4 - 1.501* -0.992 (0.806) (0.77) เพศชาย - 5.135*** (0.554) มีประสบการณกd ารทำอาสาสมคั ร 0.438 (0.504) มหาวิทยาลยั ขอนแกน= -0.511 (0.527) Constant 36.351*** 37.575*** (0.562) (0.721) R2 0.009 0.108 N 786 786 หมายเหตุ : คCาในวงเล็บแสดงถงึ คาC standard error และ *,**,*** แสดงถึงระดบั นยั สำคัญทร่ี อM ยละ 0.1, 0.05 และ 0.01 ตามลำดับ หนา้ 64/131
ตารางที่ 21 มีผลการประมาณค=าสมการที่ (1) สองรูปแบบคือ แบบจำลอง 1 ที่มีเฉพาะตัวแปร Dummy ของกลุ=มการทดลอง และแบบจำลอง 2 ที่มีตัวแปร Dummy กลุ=มการทดลองและลักษณะของ ตัวอย=าง ผลการประมาณค=าที่ได<พบว=าเมื่อมีการควบคุมลักษณะของตัวอย=างโดยเฉพาะเพศ ตัวอย=างที่อยู=ใน แต=ละกลุ=มการทดลองทำจำนวนซองโดยรวมไม=แตกต=างจากกลุ=มควบคุม1 โดยมีค=าเฉลี่ยจำนวนซองที่ทำได< อยูท= ่ี 37.5 ซองตอ= คน หรือเฉลีย่ ใช<เวลาซองละ 48 วนิ าที อย=างไรก็ตามถา< ตวั อย=างเปLนเพศชายจะทำจำนวน ซองรวมได<น<อยกว=างเพศหญิงประมาณ 5 ซอง จากผลข<างต<นแสดงให<เห็นว=าการบรรจุลูกปwดลงซอง พลาสติกไม=ได<เปLนงานที่ต<องอาศัยความสามารถพิเศษใด ๆ ตัวอย=างทุกคนโดยเฉลี่ยทำได<ไม=แตกต=างกัน และ Treatments ทีแ่ ตกตา= งกันในแตล= ะกลุม= การทดลองไม=มผี ลตอ= จำนวนซองลูกปดw ทตี่ วั อยา= งทำได< จากนั้นทางทีมวิจัยได<ทดสอบปwจจัยต=าง ๆ ว=ามีผลต=อการตัดสินใจทำงานอาสาสมัคร (ในการ ทดลอง) แตกต=างกันหรือไม= โดยปwจจัยที่พิจารณาประกอบไปด<วยต<นทุนค=าเสียโอกาสที่เกิดจากการทำงาน อาสาสมัคร ภาพลักษณdและบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งพฤติกรรมทำงานอาสาสมัครของกลุ=มตัวอย=างในการ ทดลองวัดได<จากสัดส=วนจำนวนถุงลูกปwดที่ทำเพื่อบริจาคให<กับองคdกรการกุศล (ซองติดสติ๊กเกอรdสีฟnา) เทียบกับจำนวนซองลูกปwดรวมทั้งหมด ถ<าสัดส=วนดังกล=าวมีค=ามากแสดงถึงผู<เข<าร=วมการทดลองใช<เวลาใน การทำอาสาสมัครมากและในทางตรงข<ามถ<าสัดส=วนดังกล=าวมีค=าน<อยแสดงถึงผู<เข<าร=วมการทดลองใช<เวลา ในการทำงานอาสาสมัครน<อย ข<อมูลที่ได<จากการทดลองถูกประมาณค=าด<วยวิธีกำลังสองน<อยที่สุด โดย แบบจำลองที่ใช<ในการประมาณคา= แสดงในสมการที่ (2) 7)! = 8 + ∑#\"$% 9\"()*+,-*.,\"! + 9&/*.0*)! + 9'123! + 9(4.5!+6! (2) โดย 7)! คือสัดส=วนซองลูกปwดติดสติ๊กเกอรdสีฟnาต=อจำนวนซองทั้งหมดที่ผู<เข<าร=วมการทดลอง i ทำ ได< ซึ่งแสดงถึงสัดส=วนซองที่ทำเพื่อบริจาคเทียบกับจำนวนซองทั้งหมดที่ทำภายในเวลา 30 นาที ผลการ ประมาณค=าสมการท่ี (2) แสดงในตารางท่ี 22 1 ทมี วจิ ัยไดท้ ดสอบค่าสมั ประสิทธิข์ องแต่ละกลุม่ การทดลองวา่ มีความแตกตา่ งหรือไม่ดว้ ย F-test และพบว่าค่า สัมประสทิ ธ์ิของแตล่ ะกลมุ่ การทดลองไมม่ ีความแตกต่างกนั ณ ระดับนัยสาํ คัญ 0.05 (p-value>0.05) หน้า 65/131
ตารางที่ 22 ผลการประมาณคา= สัดส=วนซองสำหรับบรจิ าค ตัวแปร แบบจำลอง 1 แบบจำลอง 2 กลุ=มการทดลองท่ี 1 - 0.049* - 0.045* (0.027) (0.027) กลุ=มการทดลองท่ี 2 - 0.047* -0.044 (0.028) (0.028) กลมุ= การทดลองที่ 3 -0.037 -0.033 กลุม= การทดลองที่ 4 (0.028) (0.028) 0.053* 0.056** (0.027) (0.027) เพศชาย 0.470*** -0.021 มปี ระสบการณdการทำอาสาสมคั ร (0.019) (0.020) มหาวิทยาลยั ขอนแก=น Constant 0.034* (0.018) 0.000 (0.019) 0.452*** (0.026) R2 0.025 0.03 N 786 786 หมายเหตุ : คาC ในวงเล็บแสดงถึงคCา standard error และ *,**,*** แสดงถงึ ระดบั นยั สำคญั ท่ี 0.1, 0.05 และ 0.01 ตามลำดบั ผลการประมาณค=าแบบจำลอง 1 ในตารางที่ 22 แสดงให<เห็นว=าเมื่อยังไม=ได<ควบคุมลักษณะของ ตัวอย=าง ตัวอย=างที่อยู=ในกลุ=มทดลองที่ 1 กลุ=มทดลองที่ 2 และกลุ=มทดลองที่ 4 มีสัดส=วนการทำซองสำหรับ บริจาคแตกต=างกับกลุ=มควบคุมอย=างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวอย=างในกลุ=มการทดลองที่ 3 มีสัดส=วน ดังกล=าวไม=แตกต=างจากกลุ=มควบคุม อย=างไรก็ตามเมื่อประมาณค=าสมการที่ (2) โดยควบคุมลักษณะของ ตัวอย=าง (แบบจำลอง 2) ผลการประมาณค=าที่ได<มีการเปลี่ยนแปลง กล=าวคือค=าสัมประสิทธิ์ของกลุ=มการ ทดลองที่ 2 เปลี่ยนจากมีนัยสำคัญทางสถิติเปLนไม=มีนัยสำคัญทางสถิติแสดงให<เห็นว=าสัดส=วนการทำซองเพ่ือ บริจาคของตัวอย=างในกลุ=มการทดลองที่ 2 ไม=แตกต=างจากตัวอย=างในกลุ=มควบคุม ค=าสัมประสิทธิ์ของกล=ุม การทดลองที่ 3 ไม=มีนัยสำคัญทางสถิติเช=นเดียวกัน จากผลที่ค=าสัมประสิทธิ์ของกลุ=มการทดลองที่ 2 และ หนา้ 66/131
กลุ=มการทดลองที่ 3 ไม=มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให<เห็นว=าปwจจัยด<านภาพลักษณdไม=มีผลในการกระตุ<นและ ลดการทำงานอาสาสมัครของกลุ=มตวั อยา= งแตอ= ย=างใด เมื่อพิจารณาค=าคงที่ (Constant) ซึ่งเปLนสัดส=วนการทำซองเพื่อบริจาคของกลุ=มตัวอย=างในกลุ=ม ควบคุมพบว=ามีค=าเปLนบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค=าเท=ากับ 0.452 (แบบจำลอง 2) แสดงให<เห็นว=า ภายใต<สถานการณdที่ไม=มีการกระตุ<นใด ๆ กลุ=มตัวอย=างจะทำซองสำหรับบริจาคคิดเปLนสัดส=วนร<อยละ 45.2 ของซองทั้งหมดที่ทำได<ภายใต<เวลา 30 นาที หรือคิดเปLนจำนวนซองสำหรับบริจาคโดยเฉลี่ยประมาณ 17 ซองต=อคน โดยสามารถคิดเปLนเวลาในการทำซองเพื่อบริจาคประมาณ 13.36 นาทีต=อคน จากผลดังกล=าว แสดงให<เห็นว=าตัวอย=างส=วนใหญ=ไม=ได<มีพฤติกรรมตามแนวคิดของเศรษฐศาสตรdกระแสหลักที่มีแนวคิดว=า มนุษยdคิดถึงแต=ตนเองเปLนหลักและมุ=งแสวงหาโอกาสเพื่อให<ตนเองได<รับผลตอบแทนสูงสุดตลอดเวลา ในทางตรงข<ามผลดังกล=าวแสดงให<เห็นว=าตัวอย=างส=วนใหญ=ไม=ได<คิดถึงแต=ตนเองเท=านั้นแต=ยังคิดถึงและหวังดี ต=อผู<อื่นด<วย (Pure altruism) รวมถึงการทำงานอาสาสมัครอาจเพิ่มความพึงพอใจให<กับตัวอย=างผ=าน ความรู<สึกดีและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองจากการได<ช=วยเหลือผู<อื่น (Warm glow) (Brown et al., 2019) อย=างไรก็ตามการทดลองนี้ไม=สามารถระบุได<ชัดเจนว=าพฤติกรรมของตัวอย=างถูกชี้นำโดยปwจจัยใดเปLน หลกั ระหว=าง Pure altruism และ Warm glow ในกรณีที่ต<นทุนค=าเสียโอกาสในการทำงานอาสาสมัครมีค=าสูงกว=าผลตอบแทนที่สังคมได<จากการ ทำงานอาสาสมัคร ค=าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรกลุ=มการทดลองท่ี 1 มีค=าเปLนลบและมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย ค=าสัมประสิทธิ์มีค=าเท=ากับ -0.045 หมายความว=าเมื่อต<นทุนค=าเสียโอกาสในการทำงานอาสาสมัครสูงกว=า ผลตอบแทนที่สังคมได<จากการทำงานอาสาสมัคร (กรณีนี้สูงกว=าสองเท=า) ทำให<ตัวอย=างลดสัดส=วนการทำ ซองเพื่อบริจาคลงเฉลี่ยร<อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับตัวอย=างในกลุ=มควบคุม หรือคิดเปLนจำนวนซองที่ลดลง เท=ากับ 1.7 ซองต=อคน และคิดเปLนเวลาที่ใช<ในการทำซองเพื่อบริจาคลดลงเท=ากับ 1.16 นาทีเมื่อเทียบกับ กลุ=มตัวอย=างในกลุ=มควบคุม ถึงแม<ว=าผลที่ได<ดังกล=าวเปLนไปตามการคาดการณd แต=การลดลงของการใช<เวลา เพื่อทำงานอาสาสมัครไม=ได<ลดลงมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่แตกต=างกันถึงสองเท=าระหว=างการทำงาน เพื่อให<ตนเองได<ประโยชนdและการทำงานอาสาสมัคร ซึ่งผลดังกล=าวแสดงให<เห็นว=าพฤติกรรม Prosocial โดยการให<เวลาเพื่อทำงานอาสาสมัครอาจจะเพิ่มอรรถประโยชนdให<กับกลุ=มตัวอย=างได<มากกว=าการบริจาค เงินโดยตรงเพราะในกลุ=มทดลองนี้ต<นทุนที่เกิดจากใช<เวลาเพื่อทำงานอาสาสมัครสูงกว=าผลตอบแทนที่ เกิดขึ้นจากการทำงานอาสาสมัครถึงสองเท=า (ภายใต<เวลาเท=ากัน) ถ<าการบริจาคเงินและการทำงาน อาสาสมัครมีผลต=ออรรถประโยชนdไม=แตกต=างกัน ตัวอย=างควรใช<เวลาทั้งหมดในการทำงานที่ตนเองได< ประโยชนd จากนั้นจึงบริจาคเงินส=วนหนึ่งจากรายได<ที่ตนเองได<รับ อย=างไรก็ตามข<อสังเกตดังกล=าวเปLนเพียง การสันนิษฐาน การศึกษานี้ยังไม=สามารถตอบประเด็นดังกล=าวได< ทางทีมวิจัยเห็นว=าเปLนประเด็นที่น=าศึกษา ต=อ สำหรับกรณีการใช<บรรทัดฐานทางสังคมในการกระตุ<นการทำงานอาสาสมัคร ผลการศึกษาที่ได< พบว=าค=าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรกลุ=มการทดลองที่ 4 มีค=าเปLนบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว=าการใช< บรรทัดฐานทางสังคมสามารถกระตุ<นให<ตัวอย=างทำงานอาสาสมัครเพิ่มขึ้น หรือในอีกนัยคือเมื่อตัวอย=าง ได<รับรู<ว=านักศึกษาส=วนใหญ=ใช<เวลาทำงานอาสาสมัครค=อนข<างมาก (ผ=านจำนวนซองที่ทำเพื่อบริจาค) หน้า 67/131
ตัวอย=างส=วนใหญ=ในกลุ=มนี้มีแนวโน<มที่จะใช<เวลาในการทำซองเพื่อบริจาคมากขึ้น โดยสัดส=วนในการทำซอง เพื่อบริจาคของตัวอย=างในกลุ=มนี้สูงกว=าตัวอย=างในกลุ=มควบคุมร<อยละ 5.6 หรือคิดเปLนจำนวนซองทำเพ่ือ บริจาคเพิ่มขึ้น 2 ซองต=อคน และคิดเปLนเวลาที่ใช<ในการทำซองเพื่อบริจาคเพิ่มขึ้น 1.36 นาทีเมื่อเทียบกับ ตัวอย=างในกลุ=มควบคุม ผลการศึกษาที่ได<ในการศึกษานี้สอดคล<องกับงานของ Linardi and McConnell (2011) ที่พบว=าบรรทัดฐานทางสังคมสามารถจูงใจให<คนทำงานอาสาสมัครมากขึ้น อย=างไรก็ตามผล การศึกษานี้มีความขัดแย<งกับผลการศึกษาของ Moseley et al. (2018) ที่ใช<การทดลองภาคสนามและ พบว=าการใช<บรรทัดฐานทางสังคมอาจไม=สามารถจูงใจให<คนโดยเฉพาะวัยรุ=นทำงานอาสาสมัคร ทางทีมวิจัย จะได<ดำเนินการทดสอบการใช<บรรทัดฐานทางสังคมด<วยการทดลองภาคสนามเพื่อทดสอบว=าบรรทัดฐาน ทางสงั คมสามารถจูงใจวัยรนุ= ให<ทำงานอาสาสมคั รไดห< รือไม= ทีมวิจัยยังพบความสัมพันธdระหว=างพฤติกรรมจริงและพฤติกรรมในการทดลอง กล=าวคือตัวอย=างท่ี เคยทำงานอาสาสมัครมีสัดส=วนการทำซองสำหรับบริจาคเพิ่มขึ้นร<อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับตัวอย=างที่ไม=เคย ทำงานอาสาสมัครมาก=อน หรือคิดเปLนจำนวนซองทำเพื่อบริจาคเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 ซองต=อคน และคิด เปLนเวลาที่ใช<ในการทำซองเพื่อบริจาคเพิ่มขึ้นประมาณ 1 นาทีเมื่อเทียบกับตัวอย=างที่ไม=เคยทำงาน อาสาสมัครมาก=อน ทีมวิจัยไม=พบความแตกต=างของสัดส=วนการทำซองเพื่อบริจาคระหว=างตัวอย=างเพศหญิงและเพศ ชาย และตัวอย=างที่เปLนนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก=นและมหาวิทยาลัยเชียงใหม=มีพฤติกรรมไม=แตกต=าง กัน เนือ่ งจากค=าสมั ประสทิ ธ์ขิ องทงั้ สองตัวแปรไม=มนี ยั สำคัญทางสถิติ จากนั้นทีมวิจัยได<ทดสอบว=าตัวอย=างมีรูปแบบลำดับการทำซองเพื่อบริจาคและซองเพื่อเปLนรายได< ของตนเองหรือไม= การทดสอบนี้เพื่อทดสอบว=าตัวอย=างให<ความสำคัญกับการหารายได<ให<ตนเองก=อนหรือให< ความสำคญั กบั การชว= ยเหลือผู<อ่ืนกอ= น (ผา= นงานอาสาสมคั ร) หรอื จรงิ ๆ แล<วทง้ั สองกิจกรรมตวั อยา= งมองว=า สามารถดำเนนิ การไปดว< ยกนั ได< เพือ่ ทดสอบประเดน็ ดังกล=าว ทีมวิจยั ไดว< ิเคราะหdข<อมูลดว< ยสมการที่ (3) :*!) = ; + ∑\"#$% <\"()*+,-*.,\"! + <&=.>) + <'/*.0*)! + <(123! + <*4.5!+6!) (3) โดย :*!) คือตัวแปร Dummy แสดงถึงการตัดสินใจทำลูกปwดซองสีฟnาหรือซองสีขาวของผู<เข<าร=วม การทดลอง i ในซองลำดับที่ t ถ<าตัดสินใจทำซองสีฟnาตัวแปรนี้มีค=าเท=ากับ 1 แต=ถ<าตัดสินใจทำซองสีขาวตัว แปรนี้มีค=าเท=ากับ 0 ตัวแปร =.>) คือตัวแปรลำดับซอง แสดงถึงลำดับซองที่พับ โดย t=1, 2, 3, …, T ถ<า ตัวอย=างให<ความสำคัญกับการหารายได<ให<ตนเองก=อน ค=าสัมประสิทธิ์ <& จะมีค=าเปLนลบแสดงให<เห็นว=า ตัวอย=างมีแนวโน<มจะทำซองสีขาวก=อน ในทางตรงข<ามถ<าตัวอย=างให<ความสำคัญกับงานอาสาสมัครก=อน ค=า สัมประสิทธิ์ <& จะมีค=าเปLนบวก แสดงให<เห็นว=าตัวอย=างมีแนวโน<มจะทำซองสีฟnาก=อน โดยสมการที่ (3) ถูก ประมาณค=าด<วย Random effects logistic regression และผลการประมาณค=าสมการที่ (3) แสดงใน ตารางท่ี 23 หนา้ 68/131
ตาราง 23 ผลการประมาณคา= ลำดับการพับซองเพือ่ บริจาคและเพอ่ื เปนL รายได<ตนเอง ตวั แปร แบบจำลอง 1 แบบจำลอง 2 ลำดบั ซอง 0.000 0.000 (0.001) (0.001) กล=มุ การทดลองที่ 1 - 0.257* -0.241 (0.151) (0.151) กลุ=มการทดลองที่ 2 - 0.281* - 0.256* (0.154) (0.154) กลุ=มการทดลองที่ 3 -0.214 -0.191 (0.157) (0.157) กลมุ= การทดลองท่ี 4 0.320** 0.339** (0.156) (0.156) เพศชาย -0.11 (0.112) มีประสบการณdการทำอาสาสมคั ร 0.195* (0.101) มหาวิทยาลยั ขอนแก=น -0.010 (0.106) Constant -0.106 -0.199 (0.11) (0.146) Log likelihood -16695.563 -16693.231 N 786 786 หมายเหตุ : คCาในวงเลบ็ แสดงถึงคCา standard error และ *,**,*** แสดงถงึ p<0.1, p<0.05 และ p<0.01 ตามลำดับ ผลการประมาณค=าสมการที่ (3) ในตารางที่ 23 แสดงให<เห็นว=าตัวแปรลำดับซอง (=.>)) ไม=มี นัยสำคัญทางสถิติทั้งในแบบจำลอง 1 และ แบบจำลอง 2 หมายความวา= ลำดบั ซองไมไ= ด<มผี ลต=อการตัดสนิ ใจ ในการทำซองเพื่อสร<างรายได<ให<ตนเองและทำซองสำหรับบริจาค หรืออีกนัยหนึ่งคือตัวอย=างจัดสรรเวลาที่มี อยู=ในการทำกิจกรรมที่ตนเองได<ประโยชนdและทำกิจกรรมอาสาสมัครที่สังคมได<ประโยชนdควบคู=กันไป ผลใน ตารางที่ 23 ยังแสดงให<เห็นด<วยว=าตัวอย=างที่อยู=ในกลุ=มการทดลองที่ 4 และตัวอย=างที่มีประสบการณdในการ ทำงานอาสาสมัครมาก=อนมีแนวโน<มที่จะทำซองเพื่อบริจาค (ซองสีฟnา) มากกว=าตัวอย=างกลุ=มอื่น ๆ ซึ่งยืนยัน หนา้ 69/131
ว=าบรรทัดฐานทางสังคมน=าจะมีผลในการจูงใจให<ตัวอย=างทำงานอาสาสมัครได< และการทดลองนี้พบความ เชื่อมโยงระหว=างพฤติกรรมจริงและพฤตกิ รรมท่ีเกิดข้นึ ในการทดลอง 4.3 การทดลองภาคสนาม (Field experiment) การศึกษาที่ 2.2 มีวัตถุประสงคdเพื่อหาแรงจูงใจที่ทำให<บุคคลทำงานอาสาสมัครเพิ่มขึ้นโดยอาศัย การทดลองภาคสนามเปLนเครื่องมือในการศึกษาซึ่งช=วยให<ทีมวิจัยสามารถนำแรงจูงใจที่ทดสอบในการศึกษา ที่ 2.1 มาทดสอบในสภาพความเปLนจริงมากข้ึน การทดลองประกอบด<วย 4 กลมุ= การทดลอง ไดแ< ก= 1 กลุ=มควบคุมและ 3 กล=มุ ทดลอง ผู<เข<าร=วมการทดลองในแต=ละกลุ=มจะถูกถามความประสงคdว=าต<องการเข<าร=วมทำกิจกรรมอาสาสมัครหรือไม= โดยกิจกรรมอาสาสมัครดังกล=าวคือการทำ Infographic เพื่อจูงใจให<เกิดความตระหนักในกลุ=มคนรุ=นใหม=ให< ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม เพื่อปnองกันการแพร=ระบาดของไวรัส COVID-19 หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว โดยผลงาน Infographic ของอาสาสมัครจะถูกเผยแพร=ในที่สาธารณะใน มหาวิทยาลัยขอนแกน= ทาง Website และ Facebook ของแผนงานคนไทย 4.0 วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั ตัวอย=างที่ใช<ในการศึกษาเปLนนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก=นจำนวน 404 คน และนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม=จำนวน 237 คน โดยตัวอย=างทั้งหมดไม=ซ้ำกับตัวอย=าง ในการศึกษา Lab experiment การรับสมัครนักศึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยขอนแก=น และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม= ดำเนินการผ=านทางกลุ=ม Facebook : “KKU Group” ซึ่งเปLนกลุ=มที่นักศึกษาและ บุคลากรในมหาวิทยาลัยขอนแก=นใช<ในการประชาสัมพันธdกิจกรรมและแลกเปลี่ยนข<อมูลข=าวสาร และผ=าน Facebook : “ลกู ชา< ง มช.” กลุม= ประชาสัมพนั ธกd จิ กรรมของมหาวิทยาลยั เชยี งใหม= ผู<เข<าร=วมการทดลองจะได<รับการติดต=อจากทีมวิจัยเปLนรายบุคคลเพื่อให<ข<อมูลเกี่ยวกับโครงการ และถามความประสงคdในการเข<าร=วมโครงการ ทั้งผู<ที่ประสงคdและไม=ประสงคdเข<าร=วมโครงการจะได<รับค=า เสียเวลาในการรบั ฟงw การเชญิ ชวนของโครงการ 250 บาท ทีมวิจัยดำเนินการสุ=มผู<เข<าร=วมการทดลองเข<าสู=กลุ=มการทดลองต=าง ๆ โดยในการสุ=มทีมวิจัยได< Stratify ผู<เข<าร=วมการทดลองตามมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยขอนแก=น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม=) เพื่อให< จำนวนสัดส=วนของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก=นและมหาวิทยาลัยเชียงใหม=มีสัดส=วนเท=า ๆ กันในแต= ละกลม=ุ การทดลอง การออกแบบการทดลอง ในการทดลองภาคสนาม ตัวอย=างจะได<รับการเชิญชวนให<ทำ Infographic เพื่อจูงใจให<เกิดความ ตระหนักในกลุ=มคนรุ=นใหม=ให<ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม เพื่อปnองกันการแพร=ระบาดของไวรัส COVID- 19 หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว โดยผลงาน Infographic ของอาสาสมัครจะถูกเผยแพร=ใน ที่สาธารณะในมหาวทิ ยาลัยขอนแก=น ทาง Website และ Facebook ของแผนงานคนไทย 4.0 หนา้ 70/131
จากผลการทดลอง Lab experiment ที่พบว=าบรรทัดฐานทางสังคมอาจสามารถจูงใจให<คนทำงาน อาสาสมัครมากขึ้น ทีมวิจัยได<นำผลที่ได<จากทดลอง Lab experiment มาออกแบบการทดลองภาคสนาม (Field experiment) เพื่อทดสอบว=าบรรทัดฐานทางสังคมสามารถจูงใจนักศึกษาให<ทำงานอาสาสมัครได< จริงหรือไม= นอกจากนั้นทีมวิจัยได<ออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบว=าความแตกต=างของผู<ร=วมทำงาน อาสาสมัครมีผลต=อการตัดสินใจทำงานอาสาสมัครหรือไม= โดยความแตกต=างของผู<ร=วมงานในการทดลองน้ี คือการทำงานอาสาสมัครร=วมกับเพื่อนของตัวอย=างและการทำงานอาสาสมัครร=วมกับคนที่ไม=รู<จักมาก=อน ตัวชี้วัดที่ทีมวิจัยจะใช<วัดผลคือจำนวนตัวอย=างที่ตอบตกลงและปฏิเสธในการเข<าร=วมกิจกรรมอาสาสมัคร โดยการทดลองภาคสนามประกอบด<วย 4 กลุ=มการทดลอง โดยแต=ละกลุ=มการทดลองมีรายละเอยี ดดังนี้ กลุ\"มที่ 1 Stranger peer treatment (กลุม\" ควบคมุ ) ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มนี้จะได<รับข<อมูลรายละเอียดของโครงการ พร<อมกับได<รับแจ<งว=าจะมี การจับกลุ=มให<ทำงานชิ้นนี้กับนักศึกษาคนอื่น ๆ ในโครงการที่ผู<เข<าร=วมการทดลองไม=รู<จักอีก 2 คน โดยทาง ทีมวิจัยเปLนผู<จับกลุ=มให< ผู<เข<าร=วมการทดลองที่ตกลงเข<าร=วมโครงการจะได<รับข<อมูลการติดต=อสมาชิกในทีม เพื่อใชใ< นการส่ือสารและทำงานร=วมกนั กลม\"ุ ที่ 2 Stranger peer treatment plus social norm information (กลม\"ุ ทดลองท่ี 1) ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มนี้จะได<รับข<อมูลรายละเอียดของโครงการและการจับกลุ=มเช=นเดียวกับ ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มควบคุมและได<รับข<อมูลทางด<านบรรทัดฐานทางสังคม ทางทีมวิจัยได<ออกแบบ ข<อมูลดังกล=าวโดยการจัดทำแบบตอบรับเข<าร=วมกิจกรรม/ไม=เข<าร=วมกิจกรรมเพื่อให<ผู<เข<าร=วมการทดลองได< กรอกข<อมูลว=ายินดีเข<าร=วมหรือไม=เข<าร=วมกิจกรรม ในแบบตอบรับดังกล=าวมีรหัสผู<เข<าร=วมการทดลองคน อื่นๆ จำนวน 30 คน ซึ่งส=วนใหญ= (22 คน) ตอบตกลงที่จะเข<าร=วมกิจกรรม ผู<เข<าร=วมการทดลองจะเห็น ข<อมลู น้กี =อนท่จี ะไปกรอกข<อมลู วา= ยินดีเข<ารว= มหรอื ไมเ= ข<าร=วมกิจกรรม กลุ\"มที่ 3 Friend peer treatment (กลม\"ุ ทดลองที่ 2) ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มนี้จะได<รับข<อมูลรายละเอียดของโครงการเช=นเดียวกับผู<เข<าร=วมการ ทดลองในกลุ=มควบคุม อย=างไรก็ตามสำหรับกลุ=มนี้ ผู<เข<าร=วมการทดลองจะได<รับแจ<งว=าสามารถชวนเพ่ือน มารว= มทำงานด<วยไดอ< กี 2 คน แทนการจับกลุ=มใหท< ำงานกับคนไม=รูจ< ักโดยทมี วิจยั กลุม\" ที่ 4 Friend peer treatment plus social norm information (กลมุ\" การทดลองที่ 3) ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มนี้จะได<รับข<อมูลรายละเอียดของโครงการและการจับกลุ=มเช=นเดียวกับ ผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มทดลองที่ 2 พร<อมทั้งได<รับข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมเช=นเดียวกับผู<เข<าร=วมการ ทดลองในกลุ=มทดลองท่ี 1 หน้า 71/131
ตารางที่ 24 สรุปรายละเอยี ดกลม=ุ การทดลองภาคสนาม กล\"มุ การทดลอง เวลา สมาชกิ ผรูG \"วมทำกจิ กรรม ขอG มลู ของผูเG ขาG รว\" มการทดลอง ควบคมุ 20 นาที ภายในกลมุ\" คนอน่ื ๆ ที่ 1 20 นาที ที่ 2 20 นาที นักศกึ ษาคนอื่น ๆ ในโครงการที่ ไมไ= ด<รบั ขอ< มูลที่แสดงบรรทดั ที่ 3 20 นาที ผ<ูเขา< รว= มการทดลองไม=รจู< กั ฐานทางสังคม นกั ศกึ ษาคนอน่ื ๆ ในโครงการท่ี ได<รบั ข<อมลู ที่แสดงบรรทัดฐาน ผู<เข<ารว= มการทดลองไม=รูจ< ัก ทางสังคม เพื่อนของผู<เขา< รว= มการทดลอง ไม=ไดร< บั ขอ< มลู ท่แี สดงบรรทัด ฐานทางสงั คม เพ่ือนของผู<เขา< รว= มการทดลอง ได<รบั ขอ< มูลที่แสดงบรรทัดฐาน ทางสังคม ขน้ั ตอนการทดลอง กลุม\" ควบคุม : Stranger peer treatment 1 กล=าวตอ< นรบั และขอบคุณสำหรับการให<ความสนใจและเขา< ร=วมกิจกรรม 2 ทีมวิจัยจะชี้แจงจุดประสงของกิจกรรมอาสาสมัคร โดยจุดประสงคdของกิจกรรมคือการเตือนให<คนรุ=นใหม= ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว เพื่อปnองกันการแพร=ระบาด ของไวรสั COVID-19 ระลอก 2 3 จากกิจกรรมในครั้งนี้ ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะมีส=วนในการช=วยเหลือสังคมโดยการสร<าง Infographic เพ่ือ รณรงคdให<คนรุ=นใหม=ตะหนักถึงความสำคัญและยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการ คลาย Lockdown 4 ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกจับกลุ=มในการทำงานร=วมกับผู<เข<าร=วมกิจกรรมคนอื่น ๆ ที่ไม=รู<จักอีก 2 คน โดย ทีมวิจัยจะเปLนผู<ประสานงานและให<ข<อมูลที่ใช<สำหรับการติดต=อสมาชิกในกลุ=ม เพื่อใช<ในการสื่อสารและ ทำงานรว= มกัน 5 แตล= ะกลุ=มจะมเี วลา 2 สัปดาหdในการทำและสง= ผลงานใหแ< ก=ทีมวจิ ัย 6 ผลงาน Infographic ของผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะใน มหาวทิ ยาลัยขอนแก=นและถกู เผยแพรท= างชอ= งทาง Website และ Facebook ของแผนงานคนไทย 4.0 7 ทีมวจิ ยั สอบถามผเ<ู ขา< รว= มกจิ กรรมวา= มีข<อสงสัยหรือต<องการซกั ถามเก่ียวกบั ประเดน็ ใดหรอื ไม= 8 หลักจากตอบข<อซกั ถามแล<ว ทมี วจิ ยั จะสอบถามความประสงคขd องผ<ูเข<ารว= มกิจกรรมวา= ตอ< งการเขา< รว= ม ทำกิจกรรมอาสาสมัครหรือไม= 9 ทัง้ ผ<ทู ่ปี ระสงคแd ละผูท< ไ่ี ม=ประสงคdจะเข<าร=วมโครงการจะไดท< ำแบบสอบถามผา= น Google form หน้า 72/131
กล\"มุ ทดลองท่ี 1 : Stranger peer treatment plus social norm information 1 กลา= วต<อนรบั และขอบคณุ สำหรับการใหค< วามสนใจและเข<ารว= มกจิ กรรม 2 ทีมวิจัยจะชี้แจงจุดประสงของกิจกรรมอาสาสมัคร โดยจุดประสงคdของกิจกรรมคือการเตือนให<คนรุ=นใหม= ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว เพื่อปnองกันการแพร=ระบาด ของไวรสั COVID-19 ระลอก 2 3 จากกิจกรรมในครั้งนี้ ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะมีส=วนในการช=วยเหลือสังคมโดยการสร<าง Infographic เพ่ือ รณรงคdให<คนรุ=นใหม=ตะหนักถึงความสำคัญและยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการ คลาย Lockdown 4 ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกจับกลุ=มในการทำงานร=วมกับผู<เข<าร=วมกิจกรรมคนอื่น ๆ ที่ไม=รู<จักอีก 2 คน โดย ทีมวิจัยจะเปLนผู<ประสานงานและให<ข<อมูลที่ใช<สำหรับการติดต=อสมาชิกในกลุ=ม เพื่อใช<ในการสื่อสารและ ทำงานร=วมกัน 5 แตล= ะกล=ุมจะมเี วลา 2 สปั ดาหdในการทำและสง= ผลงานใหแ< กท= ีมวจิ ยั 6 ผลงาน Infographic ของผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะ ใน มหาวิทยาลัยขอนแก=นและถกู เผยแพรท= างชอ= งทาง Website และ Facebook ของแผนงานคนไทย 4.0 7 ทีมวจิ ยั สอบถามผ<ูเข<าร=วมกจิ กรรมว=ามีข<อสงสยั หรือตอ< งการซักถามเกี่ยวกับประเด็นใดหรอื ไม= 8 หลักจากตอบข<อซักถามแล<ว ทีมวิจัยจะแสดงข<อมูลที่สื่อถึงจำนวนนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ตอบตกลงเข<าร=วม ทำกจิ กรรมอาสาสมคั รในครง้ั นี้ 9 จากน้ัน ทมี วจิ ยั จะสอบถามความประสงคขd องผเ<ู ขา< ร=วมกิจกรรมว=าตอ< งการเข<ารว= มทำกิจกรรม อาสาสมคั รหรอื ไม= 10 ท้งั ผ<ูท่ปี ระสงคdและผ<ทู ไี่ มป= ระสงคdจะเข<ารว= มโครงการจะไดท< ำแบบสอบถามผา= น Google form หน้า 73/131
กลุ\"มทดลองท่ี 2 : Friend peer treatment 1 กล=าวต<อนรับและขอบคณุ สำหรบั การใหค< วามสนใจและเข<าร=วมกิจกรรม 2 ทีมวิจัยจะชี้แจงจุดประสงของกิจกรรมอาสาสมัคร โดยจุดประสงคdของกิจกรรมคือการเตือนให<คน รุ=นใหม=ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว เพื่อปnองกัน การแพรร= ะบาดของไวรัส COVID-19 ระลอก 2 ซึ่ง 3 จากกิจกรรมในครั้งนี้ ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะมีส=วนในการช=วยเหลือสังคมโดยการสร<าง Infographic เพื่อรณรงคdให<คนรุ=นใหม=ตะหนักถึงความสำคัญและยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มี มาตรการคลาย Lockdown 4 ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกแจ<งให<จับกลุ=ม 3 คนเพื่อทำงานชิ้นนี้ โดยสามารถชวนเพื่อนหรือคนรู<จัก มาเปนL สมาชิกอีก 2 คนของกลุ=มไดต< ามอธั ยาศยั 5 แตล= ะกล=ุมจะมเี วลา 2 สปั ดาหdในการทำและส=งผลงานใหแ< ก=ทมี วิจัย 6 ผลงาน Infographic ของผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะ ใน มหาวิทยาลัยขอนแก=นและถูกเผยแพร=ทางช=องทาง Website และ Facebook ของแผนงานคน ไทย 4.0 7 ทีมวิจัยสอบถามผเ<ู ข<ารว= มกิจกรรมวา= มีขอ< สงสัยหรอื ตอ< งการซักถามเกีย่ วกับประเด็นใดหรอื ไม= 8 หลักจากตอบข<อซักถามแล<ว ทีมวจิ ยั จะสอบถามความประสงคขd องผเู< ขา< รว= มกิจกรรมว=าต<องการ เขา< ร=วมทำกิจกรรมอาสาสมคั รหรือไม= 9 ทงั้ ผูท< ี่ประสงคdและผ<ูทีไ่ มป= ระสงคdจะเข<าร=วมโครงการจะได<ทำแบบสอบถามผา= น Google form หน้า 74/131
กล\"มุ ทดลองท่ี 3: Friend peer treatment plus social norm information 1 กล=าวต<อนรบั และขอบคุณสำหรบั การให<ความสนใจและเข<ารว= มกจิ กรรม 2 ทีมวิจัยจะชี้แจงจุดประสงของกิจกรรมอาสาสมัคร โดยจุดประสงคdของกิจกรรมคือการเตือนให<คน รุ=นใหม=ยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มีมาตรการคลาย Lockdown แล<ว เพื่อปnองกัน การแพรร= ะบาดของไวรสั COVID-19 ระลอก 2 3 จากกิจกรรมในครั้งนี้ ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะมีส=วนในการช=วยเหลือสังคมโดยการสร<าง Infographic เพื่อรณรงคdให<คนรุ=นใหม=ตะหนักถึงความสำคัญและยังคงรักษาระยะห=างทางสังคม หลังจากที่มี มาตรการคลาย Lockdown 4 ผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกแจ<งให<จับกลุ=ม 3 คนเพื่อทำงานชิ้นนี้ โดยสามารถชวนเพื่อนหรือคนรู<จัก มาเปLนสมาชิกอกี 2 คนของกลมุ= ไดต< ามอัธยาศัย 5 แตล= ะทีมจะมีเวลา 2 สปั ดาหdในการทำและสง= ผลงานใหแ< กท= มี วจิ ัย 6 ผลงาน Infographic ของผู<เข<าร=วมกิจกรรมจะถูกติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะ ใน มหาวิทยาลัยขอนแก=นและถูกเผยแพร=ทางช=องทาง Website และ Facebook ของแผนงานคน ไทย 4.0 7 ทีมวิจัยสอบถามผเู< ขา< รว= มกิจกรรมว=ามีขอ< สงสัยหรอื ต<องการซักถามเกยี่ วกบั ประเดน็ ใดหรอื ไม= 8 หลักจากตอบข<อซักถามแล<ว ทีมวิจัยจะแสดงข<อมูลที่สื่อถึงจำนวนนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ตอบตกลง เข<ารว= มทำกิจกรรมอาสาสมัครในคร้ังน้ี 9 จากนัน้ ทมี วจิ ัยจะสอบถามความประสงคขd องผ<ูเขา< ร=วมกิจกรรมวา= ตอ< งการเข<าร=วมทำกิจกรรม อาสาสมัครหรือไม= 10 ทั้งผท<ู ปี่ ระสงคdและผทู< ไี่ มป= ระสงคdจะเขา< รว= มโครงการจะไดท< ำแบบสอบถามผ=าน Google form หน้า 75/131
ผลการศกึ ษา ตารางที่ 25 การทดสอบคณุ ลักษณะตา7 ง ๆ ในแต7ละกล7ุมทดลอง (คน) ตัวแปร กล+ุมควบคุม กล+มุ ทดลองท่ี กลมุ+ ทดลองที่ กลม+ุ ทดลองท่ี p-value ก เพศชาย กลุ+มควบคุม = ก 0.33 1 2 3 กลุม+ ทดลองที่ 1 (0.04) 0.33 0.22 0.25 0.97 (0.04) (0.03) (0.03) มปี ระสบการณ>การ 0.80 0.76 0.80 0.81 0.36 0.97 ทำอาสาสมคั ร (0.03) (0.03) (0.03) (0.03) จากมหาวิทยาลัย 0.63 0.64 0.63 0.62 ขอนแก+น (0.04) (0.04) (0.04) (0.04) N 158 159 163 161
p-value p-value p-value p-value p-value กล+ุมควบคุม = กลม+ุ ควบคุม = กล+มุ ทดลองท่ี 1= กลม+ุ ทดลองท่ี 1= กลมุ+ ทดลองท่ี 2= กลมุ+ ทดลองที่ 2 กล+มุ ทดลองที่ 3 กล+ุมทดลองที่ 2 กลุม+ ทดลองที่ 3 กลม+ุ ทดลองท่ี 3 0.03 0.11 0.03 0.12 0.56 0.89 0.93 0.43 0.31 0.82 0.99 0.83 0.95 0.79 0.84 หนา้ 76/131
จากตารางท่ี 25 เมื่อเปรียบเทียบลักษณะของผู<เข<าร=วมการทดลองระหว=างกลุ=มควบคุมและกลุ=ม ทดลองพบว=าลักษณะของผู<เข<าร=วมการทดลองในกลุ=มควบคุมและกลุ=มทดลองทั้ง 3 กลุ=มมีความคล<ายคลึง กัน คือ ผู<เข<าร=วมการทดลองในแต=ละกลุ=มส=วนใหญ=เปLนเพศหญิง ปริมาณเกินกว=าครึ่งของแต=ละกลุ=มเคยทำ กิจกรรมอาสาสมัครและส=วนใหญ=เปLนนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก=น โดยเมื่อทดสอบด<วยค=าสถิติ t-test ระหว=างกลุ=มพบว=า สัดส=วนกลุ=มตัวอย=างที่เคยทำกิจกรรมอาสาสมัครและเปLนนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก=นระหว=างกลุ=มควบคุมและกลุ=มทดลองอื่น ๆ และระหว=างกลุ=มทดลองกับกลุ=มทดลอง มี ค=า P-value > |t| มากกว=า 0.1 ซึ่งเปLนระดับนัยสำคัญทางสถิติที่น<อยที่สุดที่สามารถยอมรับสมมติฐานหลัก ได< ดังนั้นจึงหมายความว=าสัดส=วนกลุ=มตัวอย=างที่เคยทำกิจกรรมอาสาสมัครและเปLนนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก=น (มหาวิทยาลัยเชียงใหม=) ในกลุ=มควบคุมและกลุ=มทดลองอื่น ๆ มีปริมาณไม=แตกต=าง กัน อย=างไรก็ตามสัดส=วนของเพศมีความแตกต=างกันในบางกลุ=ม ได<แก= เพศชายในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วน มากกว=าเพศชายในกลุ=มทดลองที่ 2 อย=างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเพศชายในกลุ=มควบคุมมีสัดส=วนร<อยละ 33 ของตัวอย=าง ซึ่งมากกว=ากลุ=มทดลองที่ 2 ที่มีสัดส=วนดังกล=าวอยู=ที่ร<อยละ 22 และเพศชายในกลุ=มทดลอง ที่ 1 มีสัดส=วนมากกว=าเพศชายในกลุ=มทดลองที่ 2 อย=างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสัดส=วนเพศชายในกลุ=ม ทดลองที่ 1 คือรอ< ยละ 33 ขณะที่กลุ=มทดลองที่ 2 ทม่ี สี ัดสว= นเพศชายรอ< ยละ 22 ผลการประมาณค+าดว- ยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ทมี วจิ ัยวเิ คราะหhข<อมูลจากการทดลองโดยทดสอบว=าการตอบรบั เข<ารว= มกจิ กรรมของตัวอยา= งในแต= ละกล=ุมการทดลองมคี วามแตกตา= งกนั หรอื ไม= โดยแบบจำลองทีใ่ ช<ในการทดสอบแสดงโดยสมการท่ี (4) !\"#! = % + ∑#\"$% (\")*\"+,-\".,\"! + (&/\".0\"*! + ('123! + ((4.5!+6! (4) โดย !\"#! คือการตอบรับหรือไม=ตอบรับเข<าร=วมกิจกรรมอาสาสมัครของผู<เข<าร=วมการทดลอง i ถ<า ผู<เข<าร=วมการทดลองตอบตกลงตัวแปรนี้มีค=าเปLน 1 และเปLน 0 เมื่อผู<เข<าร=วมการทดลองตอบปฏิเสธ )*\"+,-\".,\"! คือ ตัวแปร Dummy แสดงถึงผู<เข<าร=วมการทดลอง i อยู=ในกลุ=มการทดลองใด โดยตัวแปร กลุ=มการทดลองมีทั้งหมด 3 ตัวแปร (n=1,…, 3) ตัวแปรกลุ=มควบคุมถูกใช<เปLนตัวแปรฐาน /\".0\"*! คือตัว แปร Dummy แสดงถึงเพศของผู<เข<าร=วมการทดลอง i (ชาย=1, หญิง=0) 123! คือตัวแปร Dummy แสดง ถึงว=าผู<เข<าร=วมการทดลองเคยทำงานอาสาสมัครมาก=อนหรือไม= (เคย=1, ไม=เคย=0) และตัวแปร 4.5! คือ ตัวแปร Dummy แสดงว=าผู<เข<าร=วมการทดลองเปLนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก=นหรือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม= (มหาวิทยาลัยขอนแก=น=1, มหาวิทยาลัยเชียงใหม==0) สมการท่ี (4) ถูกประมาณค=า ดว< ย Logistic regression และผลการประมาณคา= แสดงในตารางที่ 26 หนา้ 77/131
ตารางท่ี 26 ผลการประมาณคา= การตอบรบั เขา< ทำงานอาสาสมัคร ตวั แปร แบบจำลอง 1 แบบจำลอง 2 กลม=ุ การทดลอง 1 0.603* 0.633* (0.359) (0.357) 0.974*** กลม=ุ การทดลอง 2 0.997*** (0.345) (0.340) 0.561 (0.358) กลม=ุ การทดลอง 3 0.588* (0.357) -0.346 (0.269) เพศชาย 0.822** (0.337) มีประสบการณกh ารทำอาสาสมคั ร -0.045 (0.232) มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน= -2.895*** Constant -2.331*** (0.451) (0.280) Log-likelihood -266.025 -261.739 N 641 641 หมายเหตุ : คา+ ในวงเล็บแสดงถึงคา+ standard error และ *,**,*** แสดงถึง p<0.1, p<0.05 และ p<0.01 ตามลำดับ ตารางที่ 26 มีผลการประมาณค=าแบบจำลองสองรูปแบบคือ แบบจำลอง 1 ที่มีเฉพาะตัวแปร Dummy ของกลุ=มการทดลอง และแบบจำลอง 2 ที่มีตัวแปร Dummy กลุ=มการทดลองและลักษณะของ ตัวอย=าง ผลการประมาณค=าในแบบจำลอง 1 พบว=าการตอบรับเข<าร=วมกิจกรรมของตัวอย=างในทุกกลุ=มการ ทดลองสูงกว=าอัตราการตอบรับของตัวอย=างในกลุ=มควบคุม โดยค=าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรกลุ=มการทดลอง 1, 2, และ 3 มีค=าเปLนบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให<เห็นว=าการใช<บรรทัดฐานทางสังคมอาจช=วย กระตุ<นให<กลุ=มตัวอย=างตัดสินใจทำงานอาสาสมัครได<ทั้งกรณีที่ทำงานร=วมกับคนที่ไม=รู<จักและเพื่อน (กล=ุม ทดลอง 1 และ 3) นอกจากนั้นผลที่ได<แสดงให<เห็นว=าการเชิญชวนให<ตัวอย=างทำงานอาสาสมัครโดยได<ทำ ร=วมกับเพื่อนน=าจะมีผลต=อการตอบรับการทำงานอาสาสมัครค=อนข<างมาก (กลุ=มการทดลอง 2) อย=างไรก็ ตามเมื่อประมาณค=าสมการที่ (4) โดยควบคุมลักษณะของตัวอย=าง (แบบจำลอง 2) ผลการประมาณค=าที่ได< มีการเปลี่ยนแปลง กล=าวคือค=าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรกลุ=มการทดลอง 3 ถึงแม<จะมีค=าเปLนบวกแต=เปลี่ยน จากมีนัยสำคัญทางสถิติเปLนไม=มีนัยสำคัญทางสถิติ หมายความว=าการตอบรับเพื่อเข<าร=วมกิจกรรม หน้า 78/131
อาสาสมัครของตัวอย=างในกลุ=มการทดลอง 3 ไม=แตกต=างจากกลุ=มควบคุม แสดงให<เห็นว=าข<อมูลบรรทัดฐาน ทางสังคมนอกจากไม=มีผลต=อการจูงใจให<ตัวอย=างทำงานอาสาสมัครเมื่อมีการเชิญชวนให<ทำร=วมกับคนรู<จัก ยังอาจทำให<อัตราการตอบรับทำงานอาสาสมัครลดลงด<วย หรือก=อให<เกิดปรากฏการณhที่เรียกว=า Boomerang effect (Moseley et al., 2018) ภายใต<การศึกษานี้ทีมวิจัยยังไม=สามารถอธิบายเหตุผลได<ว=า เหตุใดการให<ข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมถึงก=อให<เกิด Boomerang effect ในกรณีที่มีเพื่อนของตัวอย=าง เปLนผู<ร=วมทำกิจกรรม ในขณะที่ข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมสามารถจูงใจให<ตัวอย=างตอบรับเข<าร=วมกิจกรรม มากขึ้นในกรณีที่ตัวอย=างได<ทำงานร=วมกับคนที่ตนเองไม=รู<จัก (ค=าสัมประสิทธิ์ตัวแปรกลุ=มการทดลอง 1 มีค=า เปLนบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ) รวมถึงในกรณีที่ตัวอย=างถูกเชิญชวนให<ทำกิจกรรมพร<อมกับเพื่อนโดย ไม=ได<รับข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคม อัตราการตอบรับเข<าร=วมกิจกรรมก็อยู=ในระดับสูง โดยมีค=าสัมประสิทธิ์ ที่มีค=าเปLนบวกมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ=มทดลองอื่น ๆ และมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลดังกล=าว ความสัมพันธhระหว=างเพื่อนน=าจะเปLนปâจจัยหลักที่ส=งผลให<บรรทัดฐานทางสังคมไม=มีผลในการจูงใจรวมถึง อาจลดแรงจูงใจในการทำงานอาสาสมัครของกลุ=มตัวอย=าง อย=างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังไม=สามารถระบุกลไกที่ ทำให<เกดิ ปรากฏการณดh งั กลา= วได< โดยสรุปจากผลจากการวิเคราะหhทางสถิติทำให<ได<ข<อสรุปเบื้องต<นว=า ในการรับสมัครหรือจูงใจวัยรุ=นให<ทำ กิจกรรมอาสาสมัคร การรับสมัครภายใต<เงื่อนไขที่ได<ทำกิจกรรมกับกล=ุมเพื่อนน=าจะสามารถจูงใจให<วัยรุ=น ตัดสินใจทำงานอาสาสมัครมากขึ้น สำหรับการใช<บรรทัดฐานทางสังคมในการจูงใจให<วัยรุ=นทำงาน อาสาสมัครจะใช<ได<ผลในกรณีที่การรับสมัครไม=มีปâจจัยเรื่องเพื่อนมาเกี่ยวข<อง อย=างไรก็ตามข<อสรุปที่ได< เกี่ยวกับการให<ข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมในการศึกษานี้เปLนรูปแบบข<อมูลที่ให<มีลักษณะที่เปLน Weak social norm information เพราะการให<ข<อมูลดังกล=าวทางทีมวิจัยมิได<มีข<อความและบอกข<อมูลแบบ โดยตรงและชดั เจนวา= คนส=วนใหญ=ตอบรบั ทำกจิ กรรมอาสาสมัคร ขอ< มลู ท่ใี หม< ลี ักษณะของการใหเ< หน็ แต=ตอ< ง มีการตีความข<อมูลเล็กน<อย ซึ่งอาจมีผลให<ข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมมีแรงกระตุ<นที่ไม=สูงมากนัก ประเด็น ที่ควรศึกษาเพิ่มเติมคือ รูปแบบการให<ข<อมูลบรรทัดฐานทางสังคมแบบไหนที่จะมีผลหรือโดนใจวัยรุ=นให< ทำงานอาสาสมัครมากขนึ้ หนา้ 79/131
5. การศกึ ษาท่ี 3 (Study 3) Study 3 มีเปåาหมายเพื่อศึกษาอิทธิพลของความผูกพันในการทำงานอาสาสมัครและประสบการณh โดยรวมที่ได<รับจากการทำงานที่มีต=อการตัดสินใจทำงานอาสาสมัครในอนาคต (วัตถุประสงคhการวิจัยที่ 3) โดยมแี บบจำลองในการศึกษา ดังน้ี 5.1 วิธดี ำเนินการวจิ ัย 5.1.1 กลม+ุ ตัวอย+างและวิธกี ารเลอื กตวั อย+าง กลุ=มตัวอย=าง Study 3 คือ กลุ=มตัวอย=างเดียวกับ Study 1 เฉพาะกลุ=มนักศึกษาที่มีประสบการณh ในการทำงานอาสาสมัคร จากกลุ=มตัวอย=างทั้งหมด 414 คน มีผู<เข<าร=วมตอบแบบสอบถามใน Study 3 จำนวนทง้ั สน้ิ 182 คน 5.1.2 ข-อมูลทใ่ี ชใ- นการศึกษาและกระบวนการเกบ็ ข-อมูล ข<อมูลจะถูกเก็บรวบรวมโดยใช<แบบสอบถามแบบมีโครงสร<างปลายปçด การเก็บข<อมูลจะแบ=งเปLน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เปLนการเก็บข<อมูลด<านความผูกพันจากการทำกิจกรรมอาสาสมัคร และประสบการณh โดยรวมจากการทำงานอาสาสมคั ร สว= นคร้ังที่ 2 เปLนการเก็บขอ< มูลเก่ียวกบั พฤตกิ รรมการทำอาสาสมคั ร ในการเก็บข<อมูลนั้น กลุ=มตัวอย=างจะเปLนผู<ตอบแบบสอบถามด<วยตนเอง (Self-administrative questionnaire) ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเก็บข<อมูลและปåองกันความเอนเอียงหรือโน<มน<าวจากการ อธิบายข<อคำถามให<แก=ผู<ตอบแบบสอบถาม โดยการเก็บข<อมูลในครั้งแรกเปLนการเก็บข<อมูลพร<อมกับ การศึกษาที่ 1 ส=วนการเก็บข<อมูลครั้งที่ 2 จะเปLนการส=งแบบสอบถามออนไลhไปให<กับกลุ=มตัวอย=างท่ีสนใจ เขา< รว= มการศกึ ษาตอ= และให<ขอ< มลู ติดตอ= ไว<กบั เจ<าหน<าทว่ี ิจัยภาคสนาม 5.1.3 การพฒั นาแบบสอบถามและตัวแปรท่ใี ช-ในการศกึ ษา ในการพัฒนาแบบสอบถามนั้น ทีมผู<วิจัยได<ทำการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและผลการศึกษาเชิง ประจักษhที่เกี่ยวข<องต=างๆ เพื่อนำมากำหนดนิยามเชิงปฎิบัติการของตัวแปรแฝงและกำหนดตัวแปรสังเกตท่ี ใช<ในการวัดตัวแปรดังกล=าว โดยตัวแปรแฝงที่ใช<ในการศึกษาที่ 3 (Study 3) ได<แก= ความผูกพันของการเปLน อาสาสมัคร (Volunteer engagement) ซึ่งประกอบด<วย 4 ความกระตือรือร<นหรือความพยายาม (vigor) หน้า 80/131
การอุทิศตนในการทำงาน (dedication) การซึมซาบเปLนส=วนหนึ่งของการทำงาน (absorption) และการ แสดงออกด<านพฤติกรรมของบุคคล (Behaviour) และประสบการณhโดยรวมของการเปLนอาสาสมัคร (Perceived overall experience) ซึ่งการสร<างข<อคำถามที่ใช<วัดตัวแปรดังกล=าวอาศัยทฤษฎีและผลของ งานวิจัยที่ผ=านมา ได<แก= Asplund (2007); Hirschman & Holbrook (1982); Kahn (1992); Schaufeli et al (2002); So et al. (2016) และ Vivek (2012) โดยตัวแปรแตล= ะตัวมคี วามหมายและการวัด ดงั นี้ ตารางที่ 27 ความหมายและการวดั ตวั แปรความผกู พันของการเปLนอาสาสมัคร (Volunteer engagement) และประสบการณhโดยรวมของการเปLนอาสาสมัคร (Perceived overall experience) ป\"จจัย ความหมาย ตัวแปรสงั เกต อ7างอิง (ตัวแปรแฝง) (ข7อคำถาม) ความผกู พนั การ ความกระตือรอื ร:น การอุทศิ ตนใน การศกึ ษาครั้งน้ี ความผกู พันการทำ Fleming & ทำกิจกรรม การทำงาน การซึมซาบเปHนสJวนหนง่ึ กิจกรรมอาสาสมัคร มีองคZประกอบ Asplund, อาสาสมัคร ของการทำงาน การแสดงออกด:าน ทัง้ หมด 4 องคปZ ระกอบคอื 2007; (Volunteer พฤตกิ รรมของบุคคล Engagement) - ความกระตือรือร:นหรือความ Kahn,1990; พยายาม (vigor) Schaufeli et - การอุทิศตนในการทำงาน al , 2002; (dedication) Vivek, 2012 - การซึมซาบเปHนสวJ นหน่ึงของการ ทำงาน (absorption) - การแสดงออกดา: นพฤติกรรมของ บุคคล (Behaviour) ความ การแสดงออกถึงพลัง ความตื่นเต:นใน - ทกุ คร้ังท่ีทำงานอาสาสมคั รฉันรส:ู กึ กระตือรือร:นหรือ การทำงานเพื่อก:าวข:ามอุปสรรคให: มพี ลังในการดำเนนิ ชีวติ ความพยายาม การทำงานใหส: ำเร็จลุลวJ ง - ฉนั รู:สึกต่ืนเต:นทกุ ครงั้ ทไ่ี ด:ทำงาน (vigor) อาสาสมัคร - ถึงแม:จะมอี ปุ สรรคเกดิ ขึ้นระหวาJ ง การทำงานอาสาสมคั รฉนั ยังมุงJ มน่ั ทำกจิ กรรมใหเ: สร็จ การอทุ ศิ ตนในการ การแสดงออกถึงความภูมิใจในงานที่ทำ - ฉันภมู ใิ จกบั งานอาสาสมคั รที่ฉันทำ ทำงาน การทำงานที่มีความหมายกับตนเอง - การทำงานอาสาสมัครมีความหมาย (dedication) ความทุ+มเทในการทำงานเพื่อให\\สำเร็จ กับฉนั ลลุ ว+ ง - ฉันทำงานอาสาสมัครด\\วยความทุ+มเท เพื่อให\\งานสำเร็จลุล+วง การซึมซาบเป`น การแสดงออกถึงความชอบในการ - ในขณะทฉ่ี นั เข\\าร+วมกิจกรรม ส+วนหนึ่งของการ ทำงานอาสาสมัครโดยไม+คำนึงเวลาท่ี อาสาสมคั รฉนั จะไม+สนใจสง่ิ อื่นๆ หนา้ 81/131
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150