Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore งานวิจัย (ศูนย์แกนนำ)

งานวิจัย (ศูนย์แกนนำ)

Published by Wilaiporn Mettajit, 2021-11-25 02:04:12

Description: งานวิจัย (ศูนย์แกนนำ)

Search

Read the Text Version

48 การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ ในการสร้างเครื่องมือวิจัยเรื่อง การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง มีวิธีการสร้างและหาคุณภาพเคร่ืองมือ ดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าเอกสาร ตำรา บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความต้องการ ของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม และพัฒนาปรับปรุงแบบสอบถาม ให้ครอบคลุมตรงตามเนื้อหาเรื่องที่ทำการศึกษา 2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามและกำหนดรูปแบบ แบบสอบถาม 3. ร่างแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการ เรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเคร่ืองมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสาน ความร่วมมือ 4. นำแบบสอบถามฉบับร่างที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร และด้านการศึกษาพิเศษ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาตรวจสอบความ เท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบสอบถาม โดยมีรายนามผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 4.1 ดร.สมพร หวานเสร็จ ผอู้ ำนวยการเชย่ี วชาญ ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษส่วนกลาง 4.2 ดร.สรุ ัญจติ วรรณนวล ผอู้ ำนวยการเชี่ยวชาญ ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจำจงั หวัดลำปาง 4.3 ดร.ปนัดดา วงคจ์ ันตา ผู้อำนวยการชำนาญการพเิ ศษ โรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชปู ถัมภ์ 4.4 ดร.ชัยพร พนั ธุ์นอ้ ย ผ้อู ำนวยการชำนาญการพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศกึ ษา 6 จังหวดั ลพบรุ ี 4.5 นายปรชี าพล ทองพลอย ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนอง จากนั้นนำผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยการให้คะแนนความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด ดังน้ี

49 +1 หมายถึง ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องตรงกับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ ท่ีต้องการวัด 0 หมายถึง ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องตรงกับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ ท่ีต้องการวัด -1 หมายถึง ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามไม่มีความสอดคล้องตรงกับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการวัด ค่าดัชนีความสอดคล้องที่อยูในเกณฑ์ที่ใช้ได้ต้องมีค่าต้ังแต่ 0.6 ขึ้นไป ผลปรากฏวา ข้อคำถาม ของแบบสอบถามซึ่งฉบับมีจำนวน 45 ข้อ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.8 -1.00 ทุกข้อ แสดงว่า อยู่ในเกณฑ์ท่ีใช้ได้ทุกข้อ (ปรากฏตามภาคผนวก ค) 5. นำแบบสอบถามท่ีผานเกณฑ์ IOC แลว้ ไปทดลองใช้ (Try-Out) กับผู้ปกครองนักเรยี น ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ซ่ึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน 6. นำแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนภายหลังการนำไปทดลองใช้ (Try-Out) มาวิเคราะห์ หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่า สัมประสิทธิ์แอลฟ่า ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) (Cronbach, 1990) ซึ่งค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามควรจะมีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540) ปรากฏว่า ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.891 และค่าความเชื่อมั่นรายด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ มีค่าเท่ากับ 0.932 ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.924 ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.967 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี มีค่าเท่ากับ 0.936 และด้านการประสานความร่วมมือ มีค่าเท่ากับ 0.945 (ปรากฏตามภาคผนวก ง) 7. นำแบบสอบถามท่ีผ่านการทดลองใช้ และหาคุณภาพเครื่องมือเรยี บร้อยแลว้ ไปเก็บข้อมูล กับกลมุ่ เป้าหมายในการวิจยั ต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยได้ดำเนินการขออนุญาตผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย 2. ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ ด้วย Google Forms และให้เข้าถึงด้วย QR Code เพื่อนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยขอความร่วมมือจากครูประจำชั้นในการส่งต่อ แบบสอบถามด้วยรูปแบบ QR Code ไปยังผู้ปกครองซ่ึงกำหนดให้ตอบกลับภายใน 5 วัน 4. ผู้วิจัยตรวจสอบการตอบกลับของแบบฟอร์ม ได้รับการตอบกลับจากเมล์ 174 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 98.30

50 5. ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์จากคำตอบที่ได้รับจากการตอบกลับใน Google Forms เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป มรี ายละเอียดตามขน้ั ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 ข้อมลู พน้ื ฐานของผ้ตู อบแบบสอบถาม มลี กั ษณะเปน็ แบบสำรวจรายการ (Check List) ไดแ้ ก่ ระดับการศึกษา อาชพี และประเภทความพิการของบุตรหลาน วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยวิธีการ หาค่าความถ่ี (Frequency) และคา่ ร้อยละ (Percentage) ตอนท่ี 2 ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีลักษณะ เป็นแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั (Rating Scales) การแปลความหมายของคะแนน ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ความต้องการของผู้ปกครองต่อการ จัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์ การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยใช้ค่าเฉลี่ยของคะแนนเป็นตัวชี้วัด โดยการกำหนดน้ำหนัก ของคะแนนตามเกณฑ์ ดงั น้ี (บญุ ชม ศรสะอาด และบญุ สง่ นลิ แก้ว, 2535, หน้า 23-24) 4.51 - 5.00 หมายถึง มคี วามต้องการมากทีส่ ดุ 3.51 - 4.50 หมายถงึ มคี วามตอ้ งการมาก 2.51 - 3.50 หมายถงึ มีความต้องการปานกลาง 1.51 - 2.50 หมายถึง มคี วามต้องการน้อย 1.00 - 1.50 หมายถงึ มีความตอ้ งการนอ้ ยท่ีสดุ 2.1 วิเคราะห์ข้อมูลระดับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจำ จังหวดั ระนอง โดยวธิ กี ารหาค่าเฉลย่ี  และค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน  2.2 วิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการ เรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง และประเภทความพิการของ บุตรหลาน โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) กรณีพบความ แตกตา่ งเปน็ รายกลุม่ จะทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวธิ ีการของ Scheffe’

51 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในขั้นการวิเคราะห์ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังน้ี 1. สถติ ิพ้นื ฐาน ได้แก่ 1.1 คา่ ความถี่ (Frequency) 1.2 คา่ ร้อยละ โดยใชส้ ตู รดงั นี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545) เมื่อ P คอื ร้อยละ F คอื ความถท่ี ตี่ ้องการแปลค่าใหเ้ ปน็ ร้อยละ n คอื จำนวนความถท่ี งั้ หมด 1.3 ค่าเฉลี่ยของประชากร โดยใชส้ ูตรดังนี้ เมื่อ 1.4 ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของประชากร โดยใชส้ ตู รดงั น้ี

52 2. สถติ ิท่ใี ช้ในการหาคุณภาพเครอ่ื งมือ ไดแ้ ก่ 2.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม ( Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยใช้สตู รดงั น้ี (พวงรัตน์ ทวรี ตั น์ . 2540) เมือ่ IOC คือ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างขอ้ คำถามกับวัตถปุ ระสงค์ ทีต่ ้องการวดั 2.2 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ด้วยการวิธีการวิเคราะห์ ค่าสมั ประสิทธแ์ิ อลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยใช้สูตรดังน้ี (พวงรัตน์ ทวรี ตั น์, 2540) เม่อื คือ ค่าสมั ประสทิ ธิ์ความเช่อื ม่นั K คือ จำนวนข้อของเครอ่ื งมือวัด คอื ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ คอื ความแปรปรวนของคะแนนรวม 3. สถติ ิท่ีใชใ้ นการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ 3.1 การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว 3.2 การทดสอบความแตกตา่ งเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’ Analysis)

53 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรบั เดก็ ที่มคี วามต้องการจำเปน็ พเิ ศษ ของศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศกึ ษา อาชพี ของผ้ปู กครอง และประเภทความพกิ ารของบุตรหลาน โดยผู้วจิ ยั ได้ วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย และได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู พ้ืนฐานของผูต้ อบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กทม่ี คี วามตอ้ งการจำเปน็ พเิ ศษ ของศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ตอนท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กท่ีมคี วามต้องการจำเป็นพิเศษ ของศนู ย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวดั ระนอง จำแนกตามระดบั การศกึ ษา อาชีพ และประเภทความพิการของบุตรหลาน สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ชใ้ นการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ในการนำเสนอลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อความเข้าใจตรงกันผู้วิจัยใช้สัญลักษณ์ทางสถิติ ในการแปลความหมายของข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนกลุม่ เปา้ หมาย แทน ค่าเฉล่ียของประชากร แทน ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของประชากร f แทน ค่าสถิติทใ่ี ช้ในการแจกแจง F t แทน คา่ สถติ ิทใ่ี ช้ในการแจกแจง T Sig แทน ความมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ * แทน มนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05

54 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลพื้นฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครังนี้ เป็นผู้ปกครองของนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง รับบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มและเตรียมความพร้อม แบบไป-กลับ ในศูนย์ การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง และหน่วยบริการ จำนวน 174 คนผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการให้กลุ่มเป้าหมายตอบแบบสอบถามจากการสแกน QR Code และได้รับการตอบกลับของ แบบฟอร์ม จำนวน 174 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 98.30 ผู้วิจัยได้จำแนกตามความถี่ (Frequency) และ ค่าร้อยละ (Percentage) ดังตาราง 1 ตาราง 1 จำนวนและร้อยละของข้อมูลพ้ืนฐานผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลพ้ืนฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ 1. ระดับการศึกษา 162 93.10 1.1 ต่ำกว่าปริญญาตรี 12 6.90 1.2 ปริญญาตรี - 1.3 สูงกว่าปริญญาตรี 174 - 100 รวม 8 2. อาชีพ 32 4.60 35 18.40 2.1 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 99 20.10 2.2 ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพอิสระ 174 56.90 2.3 เกษตรกร 100 2.4 อ่ืน ๆ 2 8 1.10 รวม 57 4.60 3. ประเภทความพิการของบุตรหลาน 51 32.80 46 29.30 3.1 บุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางการเห็น 10 26.40 3.1 บคุ คลที่มีความบกพร่องทางการไดย้ นิ 174 5.70 3.1 บคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญา 100 3.1 บุคคลทมี่ ีความบกพร่องทางร่างกายฯ 3.1 บุคคลออทสิ ติก 3.1 บุคคลพิการซ้อน รวม

55 จากตาราง 1 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษาตำ่ กว่าปรญิ ญาตรี ร้อยละ 93.10 รองลงมามีวฒุ ิการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 6.90 ตามลำดบั เมื่อพิจารณาตามอาชีพ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอื่น ๆ ร้อยละ 56.90 รองลงมาประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 20.10 ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพอิสระ ร้อยละ 18.40 และอาชีพรับราชการ/รฐั วสิ าหกจิ รอ้ ยละ 4.60 ตามลำดบั และเมื่อพิจารณาตามประเภทความพิการของบุตรหลานพบว่า เป็นผู้ปกครองนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญา ร้อยละ 32.80 ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายฯ รอ้ ยละ 29.30 ผ้ปู กครองนักเรยี นออทสิ ติก ร้อยละ 26.40 ผู้ปกครองนกั เรยี นพกิ ารซ้อน รอ้ ยละ 5.70 ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ร้อยละ 4.60 และผู้ปกครองนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางการเหน็ รอ้ ยละ 1.10 ตามลำดบั ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษประจำจังหวดั ระนอง ความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งภาพรวมและรายด้าน และจำแนกรายข้อ ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ปรากฎดงั ตาราง 2-7 ตาราง 2 คา่ เฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความต้องการของผู้ปกครอง ตอ่ การจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กทม่ี ีความต้องการจำเปน็ พเิ ศษ ของศูนยก์ ารศึกษา พเิ ศษประจำจังหวดั ระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ความต้องการของผปู้ กครอง 3.60 0.40 ระดับ ตอ่ การจดั การเรยี นรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 3.97 0.43 1. ดา้ นความรูค้ วามเขา้ ใจ 4.00 0.45 มาก 2. ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ 3.95 0.46 มาก 3. ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ 3.95 0.39 มาก 4. ด้านเคร่ืองมือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยี 3.89 0.38 มาก 5. ดา้ นการประสานความร่วมมือ มาก มาก รวม

56 จากตาราง 2 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.89) และเม่ือ พิจารณารายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับ มากทุกด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.00) รองลงมา ได้แก่ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.97) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสาน ความร่วมมือ (µ = 3.95) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้ความเข้าใจ (µ = 3.60) ตาราง 3 คา่ เฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความตอ้ งการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรยี นรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ทีม่ ีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ของศนู ยก์ ารศึกษา พเิ ศษประจำจังหวดั ระนอง ด้านความร้คู วามเขา้ ใจ ขอ้ ความต้องการของผปู้ กครอง ระดับ ต่อการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 มาก ด้านความรคู้ วามเขา้ ใจ มาก มาก 1. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผปู้ กครองในการฟื้นฟู 4.21 0.51 สมรรถภาพหรือแนวทางในการช่วยเหลือบุตรหลานทบ่ี า้ น 4.16 0.48 มาก 3.99 0.60 มาก 2. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรใหค้ วามรู้แก่ผปู้ กครองใหม้ ีความ มาก 3.98 0.59 มาก เขา้ ใจเก่ยี วกับวิธีการจัดการเรียนรู้ใหก้ บั บตุ รหลาน 3.99 0.61 3. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผูป้ กครองในการ 4.02 0.63 3.97 0.65 วางแผนพัฒนาและออกแบบการจัดการเรียนรใู้ ห้กับบุตร หลานไดด้ ว้ ยตนเอง 4. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องเทคนิค และเรยี นรูว้ ธิ กี ารฝึกพัฒนาการให้สามารถนำไปใช้ไดจ้ รงิ 5. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรให้ความรูแ้ กผ่ ปู้ กครองในการเลอื ก หรือใช้สอื่ สำหรับการเรียนรูต้ ามพฒั นาการของบตุ รหลาน 6. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรใหค้ วามรูแ้ ก่ผู้ปกครองในการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ตู ามแผนการสอน 7. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรจดั กจิ กรรมใหค้ วามรู้แกผ่ ูป้ กครอง เก่ยี วกบั วิธีการดแู ลเด็กท่ีมีความต้องการจำเปน็ พเิ ศษ ในช่องทางต่าง ๆ ทีส่ ามารถเข้าถงึ ได้สะดวก เพ่ือนำไป ประยกุ ต์ใช้กับบุตรหลานได้

57 ขอ้ ความตอ้ งการของผู้ปกครอง ระดบั ตอ่ การจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 มาก มาก 8. สถานศกึ ษาควรมแี หล่งขอ้ มูลเกี่ยวกับเด็กที่มคี วามตอ้ งการ 4.02 0.60 มาก จำเปน็ พิเศษ สำหรบั ผู้ปกครองทีส่ ามารถเข้าไปศกึ ษาหา มาก ความรู้เพ่มิ เติมได้งา่ ย 9. สถานศึกษาจดั ใหม้ ีคมู่ ือ เทคนิค วธิ กี ารในการจดั การเรยี นรู้ 3.96 0.64 สำหรบั นกั เรียนที่มคี วามต้องการจำเปน็ แต่ละประเภทความ พกิ าร สำหรับผู้ปกครองนำไปใช้ในการจดั การเรียนรู้สำหรบั บุตรหลาน 10. สถานศกึ ษาควรให้ความร้แู กผ่ ู้ปกครองในการเขา้ ใชแ้ ละ 3.96 0.65 เขา้ ถงึ ส่ือเทคโนโลยีในการแสวงหาความรู้เพ่ือนำไปใชใ้ นการ พัฒนาผ้เู รียนให้เกดิ ประสิทธิภาพ รวม 3.61 0.41 จากตาราง 3 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ด้านความรู้ความเข้าใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.61) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากร ของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แกผ่ ูป้ กครองในการฟืน้ ฟูสมรรถภาพหรือแนวทางในการชว่ ยเหลอื บุตรหลาน ที่บ้าน (µ = 4.21) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการ จัดการเรียนรู้ให้กับบุตรหลาน (µ = 4.16) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการสอน และสถานศึกษาควรมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษ สำหรับผู้ปกครองที่สามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ง่าย (µ = 4.02) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ สถานศึกษาจัดให้มีคู่มือ เทคนิค วิธีการในการจัดการเรียนรู้สำหรับ นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นแต่ละประเภทความพิการ สำหรับผู้ปกครองนำไปใช้ในการจัดการ เรียนรู้สำหรับบุตรหลาน และสถานศึกษาควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการเข้าใช้และเข้าถึงสื่อ เทคโนโลยใี นการแสวงหาความร้เู พือ่ นำไปใช้ในการพฒั นาผเู้ รียนให้เกิดประสิทธภิ าพ (µ = 3.96)

58 ตาราง 4 คา่ เฉล่ียและสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานความต้องการของผู้ปกครอง ตอ่ การจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กทมี่ คี วามตอ้ งการจำเปน็ พเิ ศษ ของศนู ย์การศกึ ษา พิเศษประจำจงั หวัดระนอง ดา้ นแนวทางการจัดการเรียนรู้ ข้อ ความตอ้ งการของผปู้ กครอง ระดบั ตอ่ การจดั การเรียนรูใ้ นสถานการณ์ COVID-19 มาก มาก ดา้ นแนวทางการจดั การเรยี นรู้ มาก มาก 1. สถานศึกษาควรจดั ใหม้ ีครูการศกึ ษาพเิ ศษ หรอื นัก 4.20 0.54 สหวชิ าชพี ใหบ้ ริการแก่ผู้เรยี นทบ่ี า้ นเป็นรายบุคคลโดย มาก มาก มีตารางการนัดหมายใหบ้ ริการอยา่ งชดั เจน 4.05 0.57 มาก 2. สถานศึกษาควรให้ผู้ปกครองจัดการเรียนการสอน ใหบ้ ุตร มาก มาก หลานท่บี ้านด้วยตนเอง โดยการสนบั สนุนของครูและเป็น มาก ผใู้ ห้คำปรกึ ษา 3.95 0.59 3. สถานศกึ ษาควรใหผ้ ู้ปกครองจัดการเรียนการสอน ใหบ้ ุตร หลานทีบ่ า้ นดว้ ยตนเอง โดยการสนับสนนุ ของครูและเปน็ ผใู้ หค้ ำปรึกษา 3.94 0.59 4. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรให้บริการเยี่ยมบา้ นผเู้ รยี น ใหบ้ ริการคำปรึกษา แนะนำ การฝึกกระตุน้ พฒั นาการ ใหผ้ ปู้ กครองทบี่ ้าน 5. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบออนไลน์ 3.97 0.64 ควบคูก่ บั การจดั สง่ สอื่ การเรยี นรูห้ รือแบบฝกึ ให้นักเรียนที่บ้าน 3.90 0.69 6. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ จดั กิจกรรมการเรียนรใู้ นรปู แบบ ออนไลนส์ ำหรบั ผปู้ กครอง เพ่ือใหผ้ ปู้ กครองนำไปจัดการ เรยี นรใู้ ห้กับนกั เรยี นในขณะอยทู่ ่ีบ้าน 7. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรจดั การเรยี นรใู้ ห้ผเู้ รยี นผ่าน 3.84 0.68 Application ต่าง ๆ ท่ีผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ง่าย เชน่ Line, Facebook 8. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรจัดใบงาน แบบฝึกให้นักเรยี นทำที่ 3.95 0.60 บา้ นแบบง่าย ๆ โดยใชเ้ พยี งอุปกรณ์พ้นื ฐาน เชน่ กระดาษ ดินสอ หรอื อุปกรณ์ท่ีมีอย่ทู ี่บ้าน 9. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรลงพ้นื ท่ีจดั การเรียนรูใ้ ห้กบั ผเู้ รียน 3.95 0.65 ที่ไมส่ ามารถเข้าถึงเทคโนโลยี รวม 3.97 0.43 จากตาราง 4 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

59 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (µ = 3.97) และเมื่อพิจารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ ข้อที่มีค่าเฉลีย่ มากท่ีสุด 3 ลำดับแรก คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีครูการศึกษาพิเศษ หรอื นักสหวิชาชีพให้บริการแก่ผู้เรียนท่ีบ้านเป็นรายบุคคล โดยมีตารางการนัดหมายให้บริการอย่างชัดเจน (µ = 4.20) สถานศกึ ษาควรให้ผปู้ กครองจัดการเรียน การสอน ให้บุตรหลานทีบ่ ้านด้วยตนเอง โดยการสนับสนุนของครูและเป็นผู้ให้คำปรึกษา (µ = 4.05) บุคลากรของศนู ยฯ์ ควรจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบออนไลนค์ วบคู่กบั การจัดส่งสื่อการเรียนรู้หรือแบบ ฝึกให้นักเรียนที่บ้าน (µ = 3.97) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจัดการ เรียนรู้ให้ผู้เรียนผ่าน Application ต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น Line, Facebook (µ = 3.84) ตาราง 5 คา่ เฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความต้องการของผูป้ กครอง ต่อการจดั การเรยี นรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ที่มคี วามตอ้ งการจำเปน็ พิเศษ ของศนู ย์การศึกษา พเิ ศษประจำจังหวัดระนอง ดา้ นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ขอ้ ความตอ้ งการของผปู้ กครอง ระดับ ต่อการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 มาก ด้านการออกแบบการจดั การเรยี นรู้ มาก มาก 1. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.11 0.53 มาก มาก ทค่ี ำนึงถึงความพร้อมและสอดคลอ้ งกบั พัฒนาการด้าน มาก รา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม สติปัญญา และทักษะจำเปน็ เฉพาะความพกิ ารของผู้เรียน 2. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรปรับแผน หรือวธิ ีการจัดการเรยี นการ 4.16 0.51 สอนให้ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้สอนนกั เรียนได้ 3. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรสง่ เสริมใหผ้ ้ปู กครองจัดกิจกรรม 4.05 0.57 ทเี่ น้นพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทจ่ี ำเปน็ ในการดำรงชีวิตประจำวัน ขณะผู้เรยี นอยู่ทีบ่ ้าน 4. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการฝกึ อาชีพ 3.93 0.61 ใหก้ ับผู้เรยี นขณะอย่ทู บี่ ้านตามศักยภาพของนกั เรียนและ ความพร้อมของผู้ปกครอง 5. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรสง่ เสรมิ การจดั กิจกรรมทเ่ี นน้ ให้ 3.91 0.64 ผ้เู รียนปอ้ งกันและดแู ลสุขอนามัยส่วนบคุ คลในสถานการณ์ COVID-19 อยา่ งถูกต้อง โดยการสนับสนนุ วสั ดอุ ปุ กรณ์ สำหรับนกั เรียน เชน่ หนา้ กากผา้ หรือหนา้ กากอนามัย 4.02 0.61 เจลแอลกอฮอล์ สบู่ 6. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรมรี ปู แบบ เทคนคิ การสอน วิธกี าร จัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย สำหรบั ผปู้ กครองนำไปใชใ้ นการ

60 ข้อ ความต้องการของผ้ปู กครอง ระดับ ต่อการจดั การเรียนรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 มาก จัดการเรียนรู้ทเ่ี หมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความต้องการจำเป็น มาก พเิ ศษของผเู้ รยี นแตล่ ะบุคคล มาก 7. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรจดั เตรยี มชดุ การเรยี นรพู้ น้ื ฐานให้กับ 3.95 0.62 มาก มาก ผู้เรียนซ่งึ ประกอบดว้ ย คูม่ ือออนไลน์ และชดุ การเรยี นรู้ให้ ผู้เรียนทกุ คนทั้งท่ีสามารถเขา้ ถงึ และไม่สามารถเข้าถงึ ระบบ ออนไลนส์ ามารถใชเ้ รยี นรูไ้ ด้ 8. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั ตารางกจิ กรรมการฝกึ ผ้เู รยี นให้ 4.03 0.63 ผปู้ กครองที่ชัดเจน โดยเปน็ กิจกรรมทงี่ า่ ยๆ ซึ่งจะชว่ ยให้ ผู้เรียนมีพฒั นาการทด่ี ีและผู้ปกครองจะไดจ้ ัดเตรยี มอุปกรณ์ สำหรับการกิจกรรมการเรียนรู้ได้ 9. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ดว้ ยเทคโนโลยี 3.99 0.62 ใหม้ คี วามนา่ สนใจเพ่ือสรา้ งแรงจูงใจในการเรียนของนักเรยี น 10. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรมกี ารตดิ ตาม วดั ผลและประเมนิ ผล 3.90 0.65 ผู้เรียนในระหว่างการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง เพ่ือติดตาม พัฒนาการและวางแนวทางการพฒั นานกั เรียนต่อไป รวม 4.00 0.45 จากตาราง 5 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจงั หวัดระนอง ดา้ นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (µ = 4.00) และเมื่อพิจารณาเป็นรายดา้ นพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรปรับแผน หรือวิธีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้สอน นักเรียนได้ (µ = 4.16) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความ พร้อมและสอดคล้องกับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา และทักษะจำเป็น เฉพาะความพิการของผู้เรียน (µ = 4.11) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจัดตารางกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้ ผู้ปกครองที่ชัดเจน โดยเป็นกิจกรรมที่ง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่ดีและผู้ปกครองจะได้ จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการกิจกรรมการเรียนรู้ได้ (µ = 4.03) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการติดตาม วัดผลและประเมินผลผู้เรียนในระหว่างการจัดการเรียนรู้ตาม สภาพจริง เพ่อื ตดิ ตามพัฒนาการและวางแนวทางการพฒั นานักเรยี นต่อไป (µ = 3.90)

61 ตาราง 6 คา่ เฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานความต้องการของผปู้ กครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ท่มี คี วามตอ้ งการจำเป็นพิเศษ ของศนู ยก์ ารศกึ ษา พเิ ศษประจำจงั หวัดระนอง ด้านเคร่อื งมือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยี ข้อ ความตอ้ งการของผปู้ กครอง ระดับ ต่อการจัดการเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 มาก ด้านเคร่ืองมอื อุปกรณ์ เทคโนโลยี มาก มาก 1. สถานศกึ ษาควรจดั ใหม้ สี ื่อการเรยี นรตู้ ามพฒั นาการ 4.10 0.57 มาก มาก ที่หลากหลายและเหมาะสมกับความตอ้ งการจำเป็นพิเศษแต่ มาก มาก ละบคุ คล สำหรับให้ผ้ปู กครองนำไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ มาก ให้กบั ผ้เู รียนขณะอยู่ที่บา้ น มาก 2. สถานศึกษาควรจดั ใหม้ ีวสั ดุ อุปกรณก์ ารเรยี นท่ีเพียงพอ 4.09 0.54 สำหรับใชใ้ นการกจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามความต้องการ จำเปน็ พเิ ศษเปน็ รายบุคคล 3. สถานศกึ ษาควรจดั ให้มีสง่ิ อำนวยความสะดวก ท่จี ำเป็น 3.94 0.59 ในการดำรงชวี ติ ประจำวันของนกั เรียนตามความต้องการ จำเปน็ พเิ ศษแต่ละบคุ คลในขณะอยทู่ บ่ี ้าน 4. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรมเี อกสารและวธิ ีการฝกึ พฒั นาการ 3.93 0.62 ของผูเ้ รยี นท่ีออกแบบมาเฉพาะบคุ คลอย่างละเอยี ด 5. สถานศกึ ษาควรจดั ให้มเี ทคโนโลยี เชน่ smart phone, 3.86 0.66 Tablet ทเี่ หมาะสมและเพยี งพอกบั นกั เรียนสำหรับนำไปใช้ ในการจดั การเรียนรู้แบบออนไลน์ 6. สถานศึกษาควรจัดให้มเี ครอื ข่ายอนิ เตอร์เนต็ สำหรบั การ 3.89 0.65 จดั การเรยี นรู้ให้ผเู้ รยี นอย่างเพยี งพอโดยไมเ่ สียคา่ ใช้จ่าย 7. สถานศกึ ษาควรจดั ใหม้ ีแหล่งส่ือการเรียนรู้ นวัตกรรมการ 3.86 0.65 เรียนการสอนท่ีนักเรียนและผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ อย่างอิสระโดยไม่เสียคา่ ใช้จ่าย 8. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรสนบั สนนุ และจดั หาสอื่ ภมู ปิ ญั ญา 3.93 0.62 ทอ้ งถ่นิ ใหผ้ ู้ปกครองเลือกใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ หรือฟ้นื ฟู สมรรถภาพใหก้ ับผู้เรยี นขณะอยทู่ บ่ี ้านตามความต้องการ ของคอบครัว รวม 3.95 0.47 จากตาราง 6 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

62 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี โดยภาพรวมอยู่ ในระดับมาก (µ = 3.95) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สถานศึกษาควรจัดใหม้ ีสื่อการเรียนรู้ตามพัฒนาการที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการ จำเปน็ พิเศษแต่ละบุคคล สำหรับใหผ้ ปู้ กครองนำไปใช้ในการจดั การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนขณะอยู่ที่บ้าน (µ = 4.10) สถานศึกษาควรจัดให้มีวัสดุ อุปกรณ์การเรียนที่เพียงพอสำหรับใช้ในการกิจกรรมการ เรียนรู้ตามความต้องการจำเป็นพิเศษเป็นรายบุคคล (µ = 4.09) สถานศึกษาควรจัดให้มีสิ่งอำนวย ความสะดวก ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของนักเรียนตามความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละ บคุ คลในขณะอยู่ทบี่ า้ น (µ = 3.94) และข้อทมี่ คี ่าเฉลย่ี นอ้ ยท่สี ุดคือ สถานศกึ ษาควรจัดใหม้ ีเทคโนโลยี เช่น smart phone, Tablet ที่เหมาะสมและเพยี งพอกับนักเรียนสำหรับนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ แบบออนไลน์ และสถานศึกษาควรจัดให้มีแหลง่ สื่อการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียน และผปู้ กครองสามารถเขา้ ถึงได้อยา่ งอิสระโดยไมเ่ สยี ค่าใช้จา่ ย (µ = 3.86) ตาราง 7 คา่ เฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานความต้องการของผปู้ กครอง ตอ่ การจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพเิ ศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวดั ระนอง ด้านการประสานความรว่ มมือ ขอ้ ความตอ้ งการของผปู้ กครอง ระดบั ต่อการจัดการเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 มาก มาก ด้านการประสานความรว่ มมอื มาก 1. บุคลากรของศูนยฯ์ ควรมกี ารประสานความรว่ มมือกบั ผู้ปกครอง 4.18 0.52 มาก มาก ในการออกแบบการจัดการเรยี นรสู้ ำหรับผู้เรยี นรว่ มกนั 4.03 0.61 มาก 2. บคุ ลากรของศูนยฯ์ ควรมกี ารนดั หมายตดิ ตามความก้าวหน้า พฒั นาการผู้เรยี นรว่ มกับผ้ปู กครองอย่างนอ้ ยเดือนละ4ครั้ง 3. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรพบปะพูดคุยกบั ผปู้ กครอง เพื่อ 4.01 0.55 ติดตามผลการจดั การเรียนรู้ ชว่ ยเหลือ แนะนำ แก้ไขให้ ผู้ปกครองมวี ิธกี ารท่เี หมาะสมในการนำไปใช้พฒั นาผู้เรียน อยา่ งน้อยสัปดาห์ละ 3 ครง้ั 4. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรใหบ้ ริการคำปรึกษา แนะนำ 3.97 0.59 ช่วยเหลือการฝึกกระตนุ้ พัฒนาการนกั เรยี นแก่ผูป้ กครอง เปน็ รายบุคคลสมำ่ เสมอ 5. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรกำหนดช่องทางในการติดต่อส่ือสาร 3.97 0.60 กบั ผู้ปกครองที่ชดั เจนและสะดวกต่อการใชง้ าน 6. สถานศึกษาควรจัดทำหลักสตู รฉบบั ย่อสำหรบั ผปู้ กครองเพื่อ 3.87 0.72 ส่ือสารให้เขา้ ใจถงึ หลักสูตรในการพัฒนาเด็กท่ีมีความ ต้องการจำเปน็ พิเศษ

63 ข้อ ความต้องการของผปู้ กครอง ระดับ ต่อการจัดการเรียนร้ใู นสถานการณ์ COVID-19 มาก 7. สถานศึกษาควรมีช่องทางสำหรบั ใช้ในการตดิ ต่อสือ่ สาร 3.69 0.81 มาก มาก ประชาสมั พนั ธ์แนวทางการจัดการเรยี นรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 ดว้ ยชอ่ งทางที่ผูป้ กครองเข้าถงึ ได้ เชน่ website, Facebook, line, QR-Code, E-mail 8. สถานศกึ ษาควรมีการประชมุ นดั หมายการทำกิจกรรมกลุ่ม 3.90 0.65 รว่ มกบั ผูป้ กครองทุกเดือนอย่างนอ้ ยเดือนละ 1 ครั้ง รวม 3.95 0.39 จากตาราง 7 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ด้านการประสานความร่วมมือ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (µ = 3.95) และเมื่อพิจารณาเปน็ รายด้านพบวา่ ข้อที่มีค่าเฉลีย่ มากท่ีสุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนร่วมกัน (µ = 4.18) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการนัดหมาย ติดตามความก้าวหน้า พัฒนาการผู้เรียนร่วมกับผู้ปกครองอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง (µ = 4.03) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรพบปะพูดคยุ กบั ผู้ปกครอง เพอ่ื ตดิ ตามผลการจัดการเรยี นรู้ ช่วยเหลอื แนะนำ แกไ้ ขให้ผู้ปกครอง มีวิธีการที่เหมาะสมในการนำไปใช้พัฒนาผู้เรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (µ = 4.01) และข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาควรมีช่องทางสำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารประชาสัมพันธ์ แนวทางการจัดการเรยี นรูใ้ นสถานการณ์ COVID-19 ดว้ ยชอ่ งทางทผี่ ้ปู กครองเขา้ ถึงได้ เช่น website, Facebook, line, QR-Code, E-mail (µ = 3.69) ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวัดระนอง จำแนกตามระดับการศกึ ษา อาชีพ และประเภทความพกิ ารของบตุ รหลาน การเปรียบเทยี บความตอ้ งการของผ้ปู กครองตอ่ การจัดการเรียนรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กท่มี ีความต้องการจำเป็นพเิ ศษ ของศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจำจงั หวัดระนอง จำแนกตาม ระดับการศกึ ษา อาชีพ และประเภทความพกิ ารของบุตรหลาน วิเคราะห์ข้อมลู โดยการใช้สถติ ิ F-test แบบ One Way ANOVA เมอื่ พบความแตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ กรณีพบความแตกต่าง เปน็ รายกลุ่มจะทดสอบความแตกตา่ งเป็นรายคู่ โดยวิธกี ารของ Scheffe’ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ปรากฏดังตาราง 8-13

64 3.1 ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดบั การศกึ ษา ตาราง 8 คะแนนเฉลย่ี ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน ระดบั และอนั ดับความต้องการของผู้ปกครอง ตอ่ การจัดการเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กทม่ี คี วามต้องการจำเปน็ พเิ ศษ ของศนู ย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวดั ระนอง จำแนกตามระดบั การศึกษา ความตอ้ งการของผ้ปู กครอง ระดับการศกึ ษาของผู้ปกครอง ตอ่ การจดั การเรียนรู้ ต่ำกวา่ ปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาตรี ในสถานการณ์ COVID-19 n =162 n =12 1. ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ 2. ดา้ นแนวทางการจดั การเรียนรู้ ระดบั อนั ดบั ระดบั อนั ดบั 3. ดา้ นการออกแบบการจัดการ 3.57 0.38 มาก 5 4.01 0.44 มาก 5 เรียนรู้ 4. ดา้ นเคร่อื งมือ อุปกรณ์ 3.95 0.42 มาก 2 4.14 0.56 มาก 4 เทคโนโลยี 5. ด้านการประสานความรว่ มมือ 3.99 0.44 มาก 1 4.17 0.56 มาก 3 รวม 3.93 0.45 มาก 3 4.19 0.57 มาก 2 3.92 0.37 มาก 4 4.31 0.45 มาก 1 3.87 0.37 มาก - 4.17 0.45 มาก - จากจากตาราง 8 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศกึ ษา โดยรวมและรายด้านอยใู่ นระดับมาก ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.87) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 3.99) รองลงมาด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.95) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.93) ตามลำดับ สว่ นดา้ นท่มี คี า่ เฉลีย่ น้อยทีส่ ดุ คอื ด้านความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.57) ระดับการศึกษาปริญญาตรี มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 4.17) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการประสานความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.31) รองลงมา

65 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 4.19) ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ (µ = 4.17) ตามลำดับ สว่ นด้านท่ีมีคา่ เฉล่ียนอ้ ยท่ีสดุ คอื ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ (µ = 4.01) ตาราง 9 ผลการเปรยี บเทียบความต้องการของผู้ปกครองตอ่ การจดั การเรียนรูใ้ นสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษ ของศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจำ จังหวดั ระนอง จำแนกตามระดบั การศึกษา ความตอ้ งการของผู้ปกครอง ระดบั การศกึ ษาของผ้ปู กครอง ต่อการจดั การเรยี นรู้ในสถานการณ์ ต่ำกวา่ ปริญญาตรี ปรญิ ญาตรี t Sig COVID-19 n =162 n =12 1. ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ 3.57 0.38 4.01 0.44 -3.71* .00 2. ดา้ นแนวทางการจดั การเรียนรู้ 3.95 0.42 4.14 0.56 -1.46 .14 3. ดา้ นการออกแบบการจดั การ 3.99 0.44 4.17 0.56 -1.35 .17 เรยี นรู้ 4. ดา้ นเครอ่ื งมือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยี 3.93 0.45 4.19 0.57 -1.91 .05 5. ดา้ นการประสานความรว่ มมอื 3.92 0.37 4.31 0.45 -3.37* .01 รวม 3.87 0.37 4.17 0.45 -2.50* .01 * มีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 จากตาราง 9 พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีระดับ การศกึ ษาตา่ งกัน มคี วามต้องการต่อการจดั การเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กที่มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจ และด้านการประสานความร่วมมือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ทไี่ มม่ คี วามแตกตา่ งกนั

ตาราง 10 คะแนนเฉลย่ี ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน ระดบั และอันดับความต้องการของ ตอ้ งการจำเปน็ พิเศษ ของศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจำจังหวัดระนอง จำแน ความตอ้ งการของผปู้ กครอง รับราชการ/รฐั วสิ าหกิจ ธุรกจิ สว่ นตัว/ค้าขา ต่อการจัดการเรียนรู้ n=8 n=32 ระดับ อนั ดบั ร ในสถานการณ์ COVID-19 3.66 0.38 มาก 5 3.68 0.45 1. ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ 3.90 0.38 มาก 2 4.03 0.44 2. ดา้ นแนวทางการจัดการ 3.83 0.40 มาก 4 4.05 0.44 เรียนรู้ 3. ดา้ นการออกแบบการ 3.85 0.33 มาก 3 4.00 0.47 จัดการเรียนรู้ 4.03 0.32 มาก 1 4.03 0.42 4. ดา้ นเครื่องมือ อปุ กรณ์ 3.85 0.30 มาก 3.96 0.39 เทคโนโลยี 5. ดา้ นการประสานความ ร่วมมือ รวม

66 งผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความ นกตามอาชีพ อาชพี ของผู้ปกครอง าย/อาชพี อสิ ระ เกษตรกร อ่ืน ๆ 2 n=35 n=99 ระดับ อันดับ ระดับ อันดบั ระดับ อนั ดบั มาก 5 3.52 0.29 มาก 5 3.61 0.42 มาก 5 มาก 3 3.86 0.28 มาก 4 3.99 0.47 มาก 2 มาก 1 3.94 0.29 มาก 1 4.02 0.50 มาก 1 มาก 4 3.86 0.32 มาก 3 3.97 0.51 มาก 3 มาก 2 3.87 0.30 มาก 2 3.94 0.41 มาก 4 มาก 3.81 0.25 มาก 3.90 0.42 มาก

67 จากตาราง 10 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามอาชีพของผปู้ กครองโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก อาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.85) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการประสานความร่วมมือ ค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.03) รองลงมา ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.90) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.85) ตามลำดับ สว่ นดา้ นท่ีมคี า่ เฉลี่ยน้อยทีส่ ดุ คอื ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ (µ = 3.66) อาชีพธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพอิสระ มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.96) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เดก็ ที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ของศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.05) รองลงมาด้านการประสานความร่วมมือ (µ = 4.03) ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 4.03) ตามลำดบั ส่วนดา้ นทมี่ คี า่ เฉลี่ยน้อยที่สดุ คือ ด้านความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.68) อาชีพเกษตรกร มคี วามตอ้ งการโดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก (µ = 3.81) และเมือ่ พิจารณา เป็นรายด้านพบว่า ผ้ปู กครองมีความต้องการต่อการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุก ด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 3.94) รองลงมาด้านการ ประสานความร่วมมือ (µ = 3.87) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.86) ตามลำดับ ส่วนด้านทม่ี คี ่าเฉล่ยี นอ้ ยทส่ี ดุ คือ ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.52) อาชีพอ่ืน ๆ มีความตอ้ งการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.90) และเมอื่ พิจารณาเป็น รายด้านพบวา่ ผู้ปกครองมีความตอ้ งการตอ่ การจัดการเรยี นรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็ก ทีม่ คี วามต้องการจำเป็นพิเศษ ของศนู ย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.02) รองลงมาด้านแนวทางการ จัดการเรียนรู้ (µ = 3.99) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.97) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มี คา่ เฉลย่ี นอ้ ยทสี่ ุด คือ ด้านความรู้ ความเขา้ ใจ (µ = 3.61)

68 ตาราง 11 ผลการเปรยี บเทียบความต้องการของผูป้ กครองตอ่ การจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง จำแนกตามอาชีพ ความตอ้ งการของผู้ปกครองต่อการ แหลง่ ความ SS df MS f Sig จดั การเรียนรใู้ นสถานการณ์ แปรปรวน COVID-19 1. ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ ระหว่างกลุ่ม 0.41 3 0.13 0.83 0.47 ภายในกลมุ่ 28.38 170 0.16 รวม 28.80 173 2. ดา้ นแนวทางการจัดการเรียนรู้ ระหวา่ งกลุ่ม 0.58 3 0.19 1.03 0.38 ภายในกลุ่ม 32.04 170 0.18 รวม 32.62 173 3. ดา้ นการออกแบบการจัดการ ระหว่างกลุ่ม 0.47 3 0.15 0.75 0.52 เรียนรู้ ภายในกลุ่ม 35.47 170 0.20 รวม 35.94 173 4. ด้านเคร่อื งมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระหว่างกลมุ่ 0.50 3 0.16 0.76 0.51 ภายในกล่มุ 37.11 170 0.21 รวม 37.61 173 5. ด้านการประสานความร่วมมอื ระหวา่ งกลุ่ม 0.44 3 0.14 0.94 0.41 ภายในกลุ่ม 26.51 170 0.15 รวม 26.95 173 ระหว่างกลุ่ม 0.39 3 0.13 0.88 0.45 รวม ภายในกลุ่ม 25.19 170 0.14 รวม 25.58 173 จากตาราง 11 พบว่า ผปู้ กครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวดั ระนอง ที่มีอาชีพ ต่างกัน มีความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ท้ังด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ดา้ นเครื่องมอื อปุ กรณ์ เทคโนโลยี และดา้ นการประสานความร่วมมือไมแ่ ตกตา่ งกนั

ตาราง 12 คะแนนเฉล่ยี ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน ระดบั และอนั ดับความต้องการของ ตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษ ของศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจำจังหวดั ระนอง จำแน ความต้องการของ ประเภ ผ้ปู กครองต่อการ เหน็ ได้ยิน ปญั ญ จัดการเรยี นรู้ใน n=2 n=8 n=57 สถานการณ์ COVID- ระดับ อนั ดบั ระดับ อนั ดบั ระ 19 1. ดา้ นการสร้าง 3.75 0.77 มาก 4 3.65 0.18 มาก 5 3.54 0.37 ม ความรู้ ความเขา้ ใจ 2. ดา้ นแนวทางการ 3.61 0.23 มาก 5 4.00 0.46 มาก 1 3.98 0.40 ม จดั การเรียนรู้ 3. ดา้ นการออกแบบ 4.15 0.35 มาก 2 3.93 0.44 มาก 3 3.97 0.42 ม การจดั การเรยี นรู้ 4. ดา้ นเครอ่ื งมือ 4.50 0.70 มาก 1 3.96 0.22 มาก 2 3.93 0.42 ม อุปกรณ์ เทคโนโลยี 5. ดา้ นการประสาน 4.12 0.53 มาก 3 3.84 0.42 มาก 4 3.90 0.35 ม ความรว่ มมอื รวม 4.02 0.42 มาก 3.88 0.29 มาก 3.86 0.35 ม

69 งผู้ปกครองตอ่ การจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ท่ีมีความ นกตามประเภทความพิการของบตุ รหลาน ภทความพิการของบุตรหลาน ออทิสตกิ พกิ ารซอ้ น ญา รา่ งกาย n=46 n=10 7 n=51 ะดับ อันดบั ระดบั อนั ดับ ระดบั อันดับ ระดับ อันดบั มาก 5 3.63 0.41 มาก 5 3.65 0.47 มาก 5 3.62 0.29 มาก 5 มาก 1 3.98 0.40 มาก 3 3.94 0.50 มาก 3 4.02 0.40 มาก 4 มาก 2 4.08 0.41 มาก 1 3.95 0.54 มาก 2 4.02 0.38 มาก 3 มาก 3 3.96 0.46 มาก 4 3.90 0.55 มาก 4 4.03 0.32 มาก 1 มาก 4 3.99 0.33 มาก 2 3.96 0.49 มาก 1 4.03 0.38 มาก 2 มาก 3.93 0.35 มาก 3.88 0.47 มาก 3.94 0.33 มาก

70 จากตาราง 12 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามประเภทความพิการของบุตรหลานโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น มีความต้องการโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (µ = 4.02) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการ จดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มคี วามต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวดั ระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี มีค่าเฉลย่ี มากที่สุด (µ = 4.50) รองลงมาด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ (µ = 4.15) ด้านการประสาน ความร่วมมือ (µ = 4.12) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.61) ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีความต้องการโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (µ = 3.88) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการ จดั การเรยี นรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กทีม่ ีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้าน แนวทางการจัดการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.00) รองลงมาด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.96) ด้านการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.93) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.65) ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีความต้องการโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (µ = 3.86) และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการ จดั การเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เดก็ ที่มคี วามต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้าน แนวทางการจัดการเรียนรู้ คา่ เฉล่ยี มากที่สดุ (µ = 3.98) รองลงมาด้านการออกแบบการจดั การเรียนรู้ (µ = 3.97) ดา้ นเคร่ืองมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (µ = 3.93) ตามลำดบั ส่วนด้านทีม่ ีค่าเฉล่ียน้อยทีส่ ุด คือ ด้านความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.54) ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ มีความ ต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.93) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านออกแบบการ จัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.08) รองลงมาด้านการประสานความร่วมมือ (µ = 3.99) ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.98) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียนอ้ ยที่สุด คือ ด้านความรู้ ความเขา้ ใจ (µ = 3.63)

71 ผู้ปกครองนักเรียนออทิสติก มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.88) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการประสานความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 3.96) รองลงมา ด้านออกแบบการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.95) ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.94) ตามลำดับ ส่วนดา้ นท่ีมคี ่าเฉลย่ี น้อยท่สี ุด คือ ด้านความรู้ ความเขา้ ใจ (µ = 3.65) ผู้ปกครองนักเรียนพิการซ้อน มีความต้องการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.94) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อยูใ่ นระดบั มากทุกด้าน โดยดา้ นด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และดา้ นการประสานความร่วมมือ มคี า่ เฉล่ียมากท่ีสดุ (µ = 4.03) รองลงมาดา้ นออกแบบการจดั การเรียนรู้ และดา้ นแนวทางการจัดการ เรยี นรู้ (µ = 4.02) ตามลำดับ ส่วนดา้ นท่มี ีคา่ เฉลย่ี น้อยทีส่ ุด คือ ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ (µ = 3.62) ตาราง 13 ผลการเปรยี บเทียบความต้องการของผูป้ กครองต่อการจัดการเรยี นรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ทม่ี ีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จงั หวัดระนอง จำแนกตามประเภทความพิการของบุตรหลาน ความตอ้ งการของผปู้ กครองต่อการ แหลง่ ความ SS df MS f Sig จัดการเรียนรใู้ นสถานการณ์ แปรปรวน COVID-19 1. ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ ระหวา่ งกลุ่ม 0.38 5 0.76 0.45 0.81 ภายในกลมุ่ 28.42 168 0.17 รวม 28.80 173 2. ดา้ นแนวทางการจดั การเรียนรู้ ระหวา่ งกลมุ่ 0.35 5 0.70 0.36 0.87 ภายในกลุ่ม 32.28 168 1.92 รวม 32.62 173 3. ดา้ นการออกแบบการจดั การ ระหว่างกลุม่ 0.59 5 0.12 0.56 0.72 เรียนรู้ ภายในกลุ่ม 35.35 168 0.21 รวม 35.94 173 4. ดา้ นเครอื่ งมือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยี ระหว่างกลุ่ม 0.79 5 0.16 0.72 0.60 ภายในกลมุ่ 36.81 168 0.22 รวม 37.62 173 5. ด้านการประสานความร่วมมือ ระหว่างกลุ่ม 0.44 5 0.88 0.55 0.73

72 ความตอ้ งการของผปู้ กครองตอ่ การ แหลง่ ความ SS df MS f Sig จัดการเรียนรูใ้ นสถานการณ์ แปรปรวน COVID-19 ภายในกลมุ่ 26.52 168 0.16 รวม 26.96 173 ระหว่างกล่มุ 0.17 5 0.35 0.23 0.94 รวม ภายในกลมุ่ 25.41 168 0.15 รวม 25.58 173 จากตาราง 13 พบว่า พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีประเภทความพิการของบุตรหลาน ต่างกัน มีความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ท้ังด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการ เรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเคร่อื งมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และดา้ นการประสาน ความรว่ มมอื ไมแ่ ตกต่างกัน

73 บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมุ่งศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการ จัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์ การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางในการ จัดการเรียนรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีและการประสานความ ร่วมมือ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง 2. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง และประเภทความพิการของบุตรหลาน สมมติฐานการวิจัย ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับ การศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง และประเภทความพิการของบุตรหลานแตกต่างกัน วิธีดำเนินการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ปกครองของนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง รับบริการ ช่วยเหลือระยะแรกเริ่มและเตรียมความพร้อม รับบริการแบบไป-กลับ ในศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนองและหน่วยบริการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 177 คน โดยกำหนดให้นักเรียน 1 คนต่อผู้ปกครอง 1 คน

74 2. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการ จัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์ การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ท้ัง 5 ด้าน คือ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทาง การจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีและด้าน การประสานความร่วมมือ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ (Check List) ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ และประเภทความพิการของบุตรหลาน ตอนที่ 2 ความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีลักษณะ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน แต่ละด้านเขียนข้อคำถามครอบคลุมตามนิยามศัพท์เฉพาะที่กำหนดไว้ โดยมีจำนวนข้อคำถาม ทั้งหมด 45 ข้อ ได้แก่ 1. ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ จำนวน 10 ข้อ 2. ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 ข้อ 3. ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ 4. ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี จำนวน 8 ข้อ 5. ด้านการประสานความร่วมมอื จำนวน 8 ข้อ 3. การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ มีวิธีการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าเอกสาร ตำรา บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความ ต้องการ ของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม และพัฒนาปรับปรุง แบบสอบถามให้ครอบคลุมตรงตามเน้ือหาเรื่องท่ีทำการศึกษา 2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามและกำหนดรูปแบบ แบบสอบถาม 3. ร่างแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการ เรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเคร่ืองมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสาน ความร่วมมือ

75 4. นำแบบสอบถามฉบับร่างที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร และด้านการศึกษาพิเศษ เพื่อให้ผู้เช่ียวชาญได้พิจารณาตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ค่าดัชนีความสอดคล้องที่อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไป ผลปรากฏว่าข้อคำถามของแบบสอบถามซึ่งทั้งฉบับมีจำนวน 45 ข้อ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.8 -1.00 ทุกข้อ แสดงว่าอยู่ในเกณฑ์ท่ีใช้ได้ทุกข้อ 5. นำแบบสอบถามที่ผานเกณฑ์ IOC แล้ว ไปทดลองใช้ (Try-Out) กับผู้ปกครอง นักเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ซ่ึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน 6. นำแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนภายหลังการนำไปทดลองใช้ (Try-Out) มาวิเคราะห์หาคุณภาพ โดยการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ด้วยวิธีการ วิเคราะห์ค่า สัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) (Cronbach, 1990) ซึ่งค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามควรจะมีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540) ปรากฏว่า ค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถามท้ังฉบับมีค่าเท่ากับ 0.891 และค่าความ เช่ือม่ันรายด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ มีค่าเท่ากับ 0.932 ด้านแนวทางการจัดการ เรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.924 ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.967 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี มีค่าเท่ากับ 0.936 และด้านการประสานความร่วมมือ มีค่าเท่ากับ 0.945 7. นำแบบสอบถามที่ผ่านการทดลองใช้ และหาคุณภาพเครื่องมือเรียบร้อยแล้ว ไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยได้ดำเนินการขออนุญาตผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย 2. ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ ด้วย Google Forms และให้เข้าถึง ด้วย QR Code เพ่ือนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยขอความร่วมมือจากครูประจำชั้นในการส่ง ต่อแบบสอบถามด้วยรูปแบบ QR Code ไปยังผู้ปกครองซึ่งกำหนดให้ตอบกลับภายใน 5 วัน 4. ผู้วิจัยตรวจสอบการตอบกลับของแบบฟอร์ม ได้รับการตอบกลับจากเมล์ 174 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 98.30 5. ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์จากคำตอบที่ได้รับจากการตอบกลับใน Google Forms เพ่ือดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป

76 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป มีรายละเอียดตามขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ (Check List) ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ และประเภทความพิการของบุตรหลาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการหา ค่าความถ่ี (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ตอนท่ี 2 ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่ มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีลักษณะ เป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) 2.1 วิเคราะห์ข้อมูลระดับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยการหาค่าเฉล่ีย  และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน  2.2 วิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง และประเภทความพิการของบุตรหลาน โดยวิธีการ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) กรณีพบความแตกต่างเป็นราย กลุ่มจะทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของ Scheffe’ สรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัยเรื่อง การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดระนอง โดยสรุปผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับ เด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง 1.1 ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการ เรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.89) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนองอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน โดยด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.00) รองลงมา ได้แก่ ด้าน แนวทางการจัดการเรียนรู้ (µ = 3.97) ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสาน

77 ความร่วมมือ (µ = 3.95) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้ความเข้าใจ (µ = 3.60) 1.2 ด้านความรู้ความเข้าใจ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.61) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการฟื้นฟูสมรรถภาพหรือแนวทางในการช่วยเหลือบุตรหลานที่บ้าน (µ = 4.21) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดการ เรียนรู้ให้กับบุตรหลาน (µ = 4.16) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการสอน และสถานศึกษาควรมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษ สำหรับผู้ปกครองที่สามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ง่าย (µ = 4.02) และข้อที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุดคือ สถานศึกษาจัดให้มีคู่มือ เทคนิค วิธีการในการจัดการเรียนรู้สำหรับ นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นแต่ละประเภทความพิการ สำหรับผู้ปกครองนำไปใช้ในการจัดการ เรียนรู้สำหรับบุตรหลาน และสถานศึกษาควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการเข้าใช้และเข้าถึงสื่อ เทคโนโลยีในการแสวงหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดประสิทธิภาพ (µ = 3.96) 1.2 ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.97) และ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีครู การศึกษาพิเศษ หรือนักสหวิชาชีพให้บริการแก่ผู้เรียนที่บ้านเป็นรายบุคคลโดยมีตารางการนัดหมาย ให้บริการอย่างชัดเจน (µ = 4.20) สถานศึกษาควรให้ผู้ปกครองจัดการเรียนการสอน ให้บุตรหลาน ที่บ้านด้วยตนเอง โดยการสนับสนุนของครูและเป็นผู้ให้คำปรึกษา (µ = 4.05) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบออนไลน์ควบคู่กับการจัดส่งสื่อการเรียนรู้หรือแบบฝึกให้นักเรียนที่ บ้าน (µ = 3.97) และข้อทีม่ ีค่าเฉล่ียน้อยทีส่ ุดคือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั การเรียนรู้ให้ผู้เรียนผ่าน Application ต่าง ๆ ทีผ่ ้ปู กครองสามารถเข้าถึงไดง้ า่ ย เช่น Line, Facebook (µ = 3.84) 1.3 ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 4.00) และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากร ของศูนย์ฯ ควรปรับแผน หรือวิธีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้สอนนักเรียน ได้ (µ = 4.16) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความพร้อม และสอดคล้องกับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญาและทักษะจำเป็นเฉพาะ

78 ความพิการของผู้เรียน (µ = 4.11) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจัดตารางกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้ ผู้ปกครองท่ีชัดเจน โดยเป็นกิจกรรมที่ง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่ดีและผู้ปกครองจะได้ จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการกิจกรรมการเรียนรู้ได้ (µ = 4.03) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการติดตาม วัดผลและประเมินผลผู้เรียนในระหว่าง การจัดการเรียนรู้ ตามสภาพจริง เพ่ือติดตามพัฒนาการและวางแนวทางการพัฒนานักเรียนต่อไป (µ = 3.90) 1.4 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.95) และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สถานศึกษาควรจัดให้ มีสื่อการเรียนรู้ตามพัฒนาการที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละบุคคล สำหรับให้ผู้ปกครองนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนขณะอยู่ที่บ้าน (µ = 4.10) สถานศึกษาควรจัดให้มีวัสดุ อุปกรณ์การเรียนที่เพียงพอสำหรับใช้ในการกิจกรรมการเรียนรู้ตาม ความต้องการจำเป็นพิเศษเป็นรายบุคคล (µ = 4.09) สถานศึกษาควรจัดให้มีส่ิงอำนวยความสะดวก ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของนักเรียนตามความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละบุคคลในขณะ อยู่ที่บ้าน (µ = 3.94) และข้อที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุดคือ สถานศึกษาควรจัดให้มีเทคโนโลยี เช่น smart phone, Tablet ที่เหมาะสมและเพียงพอกับนักเรียนสำหรับนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบ ออนไลน์ และสถานศึกษาควรจัดให้มีแหล่งส่ือการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนและ ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (µ = 3.86) 1.5 ด้านการประสานความร่วมมือ พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 3.95) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บุคลากร ของศูนย์ฯ ควรมีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองในการออกแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับ ผู้เรียนร่วมกัน (µ = 4.18) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการนัดหมาย ติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการ ผู้เรียนร่วมกับผู้ปกครองอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง (µ = 4.03) บุคลากรของศูนย์ฯ ควรพบปะพูดคุย กับผู้ปกครอง เพื่อติดตามผลการจัดการเรียนรู้ ช่วยเหลือ แนะนำ แก้ไขให้ผู้ปกครองมีวิธีการที่ เหมาะสมในการนำไปใช้พัฒนาผู้เรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (µ = 4.01) และข้อที่มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุด คือ สถานศึกษาควรมีช่องทางสำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารประชาสัมพันธ์แนวทางการ จัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 ด้วยช่องทางที่ผู้ปกครองเข้าถึงได้ เช่น website, Facebook, line, QR-Code, E-mail (µ = 3.69)

79 2. การเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา อาชีพ และประเภทความพิการของบุตรหลาน 2.1 การเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มี ระดับการศึกษาต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจและด้านการประสานความร่วมมือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้าน แนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ที่ไม่มีความแตกต่างกัน 2.2 การเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตาม อาชีพ พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีอาชีพ ต่างกัน มีความ ต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการ จำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ทั้งด้าน ความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสานความร่วมมือไม่แตกต่างกัน 2.3 การเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตาม ประเภทความพิการของบุตรหลาน พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง ที่มีประเภทความพิการของบุตรหลานต่างกัน มีความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการ เรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการ จัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเคร่ืองมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการ ประสานความร่วมมือไม่แตกต่างกัน

80 อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยได้อภิปรายผลการวิจัย โดยมีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะทางสถานศึกษาได้เปิดโอกาส ให้ผู้ปกครองได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ผู้ปกครองมีการประสานงานกับสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับการ เรียนรู้ของนักเรียน โดยมีความเข้าใจสถานศึกษาและมีความสัมพันธ์อันดีกับสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เจนจิรา แซ่เฮง (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครอง ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขต 2 ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียน อนุบาลเมืองใหม่ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขต 2 โดยรวม และรายด้านอยู่ใน ระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปิยนุช พงษ์พิกุล (2555) ได้ศึกษาความพึงพอใจและ ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนเก่ียวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนพงษ์พิกุลเชียงใหม่ พบว่า ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนทุกด้านโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงอันดับได้ ดังนี้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ด้านการประสานความร่วมมือ และด้านความรู้ความเข้าใจ สามารถอภิปรายผลได้ดังน้ี 1.1 ด้านความรู้ ความเข้าใจ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความ ต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับประเด็นที่ ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการฟื้นฟู สมรรถภาพหรือแนวทางในการช่วยเหลือบุตรหลานที่บ้าน ท้ังน้ีเพราะผู้ปกครองยังมีความมุ่งหวังให้ บุตรหลานได้รับการพัฒนา แม้จะมีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On-line On-demand และ On-hand ทั้งนี้เพื่อให้บุตรหลานได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้มี บาทหลักในการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนในขณะอยู่ท่ีบ้าน แต่เน่ืองจากพ่อแม่ ผู้ปกครองแต่ละครอบครัวมีพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ การศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติม ให้มีความเข้าใจในโรค ภาวะต่าง ๆ หรือพฤติกรรมของบุตรหลานจะช่วยให้ได้ข้อมูล ท่ีจำเป็นต่อการนำมาประยุกต์ใช้ ให้ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้มีพัฒนาการตามความมุ่งหวังของ

81 ผู้ปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สาวิตรี รุญเจริญ, ศักดาเดช สิงคิบุตร (ออนไลน์) ที่กล่าวไว้ ว่า พอแม่ ผู้ปกครองตองตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการช่วยเหลือบุตร การเริ่มต้นลงมือ ช่วยเหลือบุตรข้ันตอนแรก ๆ คงหนีไม่พนที่จะตองศึกษาหาความรูเกี่ยวกับบุตร ในทุกด้านเพราะ จะทำให้เข้าใจสภาพความต้องการของบุตรได้เขาใจกระบวนการ วิธีการและกิจกรรมในการพัฒนา บุตรให้มีความก้าวหนามากขึ้น ความรูที่ควรศึกษาได้แกความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการของลูก เชน ออทิสติกอย่างไร ปัญญาอ่อนเป็นอย่างไร เป็นตน ความรูเกี่ยวกับวิธี การสอน วิธีการปรับ พฤติกรรม วิธีการกายภาพบำบัด วิธีการกระตุ้นพัฒนาการทางภาษา การสอนทักษะการเรียนรู การ สอนทักษะการช่วยเหลือตนเอง การสอนทักษะทางสังคม การสังเกตพัฒนาการ การประเมิน พัฒนาการ เป็นต้น และผลจากการวิจัยประเด็นที่ผู้ปกครองมีความต้องการ น้อยที่สุด คือ สถานศึกษาจัดให้มีคู่มือ เทคนิค วิธีการในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนท่ีมีความต้องการจำเป็น แต่ละประเภทความพิการ สำหรับผู้ปกครองนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้สำหรับบุตรหลาน และ สถานศึกษาควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการเข้าใช้ และเข้าถึงสื่อเทคโนโลยีในการแสวงหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองบางครอบครัวยังมี ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ความไม่พร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีท่ีจะนำมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมีความต้องการน้อยในประเด็นน้ี 1.2 ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับประเด็นที่ ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีครูการศึกษาพิเศษ หรือนักสหวิชาชีพ ให้บริการแก่ผู้เรียนที่บ้านเป็นรายบุคคลโดยมีตารางการนัดหมายให้บริการอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะ ผู้ปกครอง มุ่งหวังให้บุตรหลานได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยครูการศึกษาพิเศษ หรือนักสห วิชาชีพท่ีมีความรู้ ความสามารถในการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ท้ังด้านการศึกษา กายภาพบำบัด หรือกิจกรรมบำบัด เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ภรณี ลัคนาภิเศรษฐ์ (ออนไลน์) ที่กล่าวว่า Kristin Martinez ผู้อำนวยการด้านการทดลองจาก Presence Learning มีหลักสูตรการศึกษา พิเศษแบบออนไลน์ โดยจะคอยจัดหานักอรรถบำบัดที่ได้รับใบอนุญาต นักกิจกรรมบำบัด และผู้ดูแล ด้านพฤติกรรมและสุขภาพจิตต่าง ๆ ให้กับโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และผลจากการ วิจัย ประเด็นที่ผู้ปกครองมีความต้องการน้อยท่ีสุด คือ บุคลากร ของศูนย์ฯ ควรจัดการเรียนร้ใู ห้ ผู้เรียนผ่าน Application ต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น Line, Facebook ทั้งนี้ เพราะสภาพความพิการของผู้เรียนไม่เอ้ือต่อการเรียนรู้หรือลักษณะพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่าง กัน บทเรียนออนไลน์ไม่ตอบสนองความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล รวมท้ังผู้ปกครองบางครอบครัว ยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ไม่พร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีในการนำมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ดังน้ัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมีความต้องการน้อยในประเด็นน้ี

82 1.3 ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการ จำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับ ประเด็นที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรปรับแผนหรือวิธีการจัดการเรียน การสอนให้ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้สอนนักเรียนได้ ทั้งนี้เพราะเมื่อผู้ปกครองเป็นผู้มีบาทหลักใน การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนในขณะอยู่ท่ีบ้าน ครูจะต้องสนับสนุน ส่งเสริมให้พ่อแม่มีทักษะในการ จัดการเรียนรู้ มีการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตามความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ละบุคคล ที่มีความยืดหยุ่นสูง สร้างสรรค์และเหมาะกับผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของ ภูษิมา ภิญโญสินวัฒน์ (2020) ท่ีกล่าวไว้ว่า ในสถานการณ์ ท่ีเปลี่ยนไป ครูจะต้องเตรียมความ พร้อมก่อนการสอนแบบใหม่ วิธีการหน่ึง คือ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ซ่ึงจะนำไปสู่การจัดการ เรียนรู้ฐานสมรรถนะหลังการระบาดของโควิดสิ้นสุดลง แผนการเรียนรู้มีความยืดหยุ่นตาม สถานการณ์ เหมาะสมและส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล การจัดหน่วย การเรียนรู้สามารถจัดตาม เนื้อหาหรือตามประเด็นที่น่าสนใจ และยังสามารถบูรณาการข้ามวิชาหรือในวิชาเดียวกัน เลือกสื่อ การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก และผลจากการวิจัยประเด็นที่ผู้ปกครองมีความต้องการน้อยที่สุด คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการติดตาม วัดผลและประเมินผลผู้เรียนในระหว่างการจัดการเรียนรู้ตาม สภาพจริง เพื่อติดตามพัฒนาการและวางแนวทางการพัฒนานักเรียนต่อไป ทั้งนี้เพราะเม่ือนักเรียน ไม่ได้เรียนตามปกติ ครูกับนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันลดลง ทำให้ครูไม่สามารถติดตามพัฒนการของ นักเรียนได้เต็มท่ี ดังน้ันผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมีความต้องการน้อยในประเด็นน้ี 1.4 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการ จำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับ ประเด็นที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีสื่อการเรียนรู้ตามพัฒนาการที่ หลากหลาย และเหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละบุคคล สำหรับให้ผู้ปกครองนำไปใช้ ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนขณะอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองต้องการเข้าถึงสื่อ เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่จำเป็นจะต้องใช้ในการจัดการเรียนการสอน ตามความต้องการจำเป็น พิเศษเป็นรายบุคคล ซึ่งจะต้องไม่เป็นภาระของผู้ปกครองที่จะต้องจัดหาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ด้วย ตนเองเพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของเก็จกนก เอื้อวงศ์ และ คณะ (2563) พบว่า สถานศึกษาควรให้การส่งเสริม สนับสนนุสื่อ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็น ในระหว่างการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่ไม่มีความพร้อม และภูษิมา ภิญโญสินวัฒน์ (2020) กล่าวไว้ว่า ควรให้ความสำคัญต่อการตอบสนองของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกัน โดยจัดทำฐานข้อมูล ของสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึง เพื่อให้นักเรียนทุกคนทั้งที่สามารถเข้าถึง และไม่สามารถเข้าถึงระบบเรียนออนไลน์สามารถใช้เรียนรู้ได้ และผลจากการวิจัยประเด็น

83 ที่ผู้ปกครองมีความต้องการน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีเทคโนโลยี เช่น smart phone, Tablet ที่เหมาะสมและเพียงพอกับนักเรียนสำหรับนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ และ สถานศึกษาควรจัดให้มีแหล่งสื่อการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนและผู้ปกครอง สามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระโดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดในเรื่องของความสามารถใน การใช้เทคโนโลยี และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกัน หรือ ดังนั้นผู้ปกครอง ส่วนใหญ่จึงมีความต้องการน้อยในประเด็นนี้ 1.5 ด้านการประสานความร่วมมือ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับประเด็น ที่ผู้ปกครองต้องการมากท่ีสุด คือ บุคลากรของศูนย์ฯ ควรมีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนร่วมกัน ทั้งน้ีเพราะการจัดการศึกษาโดยใช้ครอบครัว เป็นฐานผู้ปกครองจะต้องมีการประสานความร่วมมือกับครูประจำพื้นที่ มีการจัดการเรียนรู้โดย ผู้ปกครองด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบร่วมกัน การสนับสนุน ส่งเสริมในเรื่องการจัดหา อุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมไปถึงรูปแบบเทคนิคการสอนเพ่ือสนับสนุนครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เก็จกนก เอื้อวงศ์ และคณะ (2563) พบว่า ผู้ปกครองมีการ ประสานงานกับสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนักเรียน และผลจากการวิจัยประเด็นที่ ผู้ปกครองมีความต้องการน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาควรมีช่องทางสำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์แนวทางการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 ด้วยช่องทางที่ผู้ปกครองเข้าถึง ได้ เช่น website, Facebook, line, QR-Code, E-mail ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดในเรื่องของความไม่ พร้อม บางครอบครัวไม่มีอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยี บ้างไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ รวมทั้งฐานะ ทางเศรษฐกิจของครอบครัว ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมีความต้องการน้อยในประเด็นน้ี 2. การเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตาม ระดับการศึกษา อาชีพ และประเภทความพิการของบุตรหลาน 2.1 ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามระดับ การศึกษา พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีระดับการศึกษา ต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการ จำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ซึ่งพบว่าผู้ปกครองที่มีระดับ การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีความต้องการน้อยกว่าผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะการศึกษาของผู้ปกครองที่แตกต่างกันจะเป็นส่ิงที่ทำให้ผู้ปกครองมองการพัฒนาของ

84 บุตรหลานไม่เหมือนกัน ผู้ปกครองที่มีการศึกษาในระดับที่สูงมีความรู้ ความเข้าใจ และมีแนว ทางการพัฒนา อยากเห็นบุตรหลานมีความรู้ ความสามารถ ช่วยเหลือตนเองได้อยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุข โดยไม่เป็นภาระของครอบครัว และสังคม สอดคล้องกับงานวิจัยของ สมปอง โพธิตะ นิมิตร (2558) พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยโรงเรียนบ้าน คลองเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 จำแนกตามระดับ การศึกษาโดยรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามอาชีพ พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีอาชีพต่างกัน มีความต้องการของ ผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสานความร่วมมือไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ทั้งนี้เนื่องมากจากผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นถึงความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ มุ่งหวังให้บุตรหลาน ได้รับบริการทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ ให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม 2.3 ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง จำแนกตามประเภทความ พิการของบุตรหลาน พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ที่มีประเภทความพิการของบุตรหลานต่างกัน มีความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ใน สถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง โดยภาพรวมและรายด้าน ท้ังด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสานความ ร่วมมือไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ทั้งนี้เนื่องมากจากผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็น ถึงความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียน อยากให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถ ช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

85 ข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยคร้ังต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ด้านความรู้ ความเข้าใจ สถานควรส่งเสริม สนับสนุน สร้างเจตคติ และตระหนักถึง บทบาทของตนเองในการช่วยเหลือบุตร รวมไปถึงการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอน วิธีการปรับพฤติกรรม วิธีการกายภาพบำบัด วิธีการกระตุ้นพัฒนาการทางภาษา การสอนทักษะ การเรียนรู้ การสอนทักษะการช่วยเหลือตนเอง การสอนทักษะทางสังคม การสังเกตพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง 1.2 ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ สถานควรส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ปกครองและชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่วมกับนักสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คน พิการท่ีมีระดับความพิการรุนแรงได้รับการฟื้นฟูอย่างท่ัวถึง 1.3 ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ สถานควรออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ง่าย ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถใช้เล่นกับบุตรหลานได้ เน้นความสัมพันธ์กับกิจวัตรประจำวันเพื่อเป็นการเสริม พัฒนาการและเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน 1.4 ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี สถานศึกษาควรจัดทำฐานข้อมูลของสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึง และเลือกใช้ได้ตามความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล รวมทั้งจัด ให้มีชุดการเรียนรู้พ้ืนฐานให้นักเรียนได้เรียนรู้ขณะอยู่ท่ีบ้านเพ่ือให้นักเรียนทุกคนท้ังท่ีสามารถเข้าถึง และไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์สามารถใช้เรียนรู้ได้ 1.5 ด้านการประสานความร่วมมือ สถานควรส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างครู กับผู้ปกครอง ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของครูและ พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยอาจมีแนวทางที่เหมาะสมกับลักษณะความพร้อมของครอบครัว ที่ หลากหลาย 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ข้อเสนอแนะในงานวิจัยครั้งต่อไปที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการ เรียนรู้ สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง อันนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ต่อไป ดังน้ี 2.1 ควรมีการศึกษารูปแบบและผลกระทบที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในสถานการณ์ COVID -19 2.2 ควรมีการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนา รูปแบบหรือนโยบาย เพื่อยกระดับ คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา

86 บรรณานกุ รม กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช์ ุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2563). การเตรยี มความพรอ้ มของกระทรวงศึกษาธิการกอ่ นเปดิ ภาคเรยี น 1 กรกฎาคม 2563. สบื ค้นจาก https://moe360.blog/2020/05/08/การเตรียมความพร้อม ของกระทรวงศึกษาธกิ ารก่อนเปิดภาคเรียน 1 กรกฎาคม 2563. ชดิ ดาว แสวงศริ ผิ ล. (2550). ความตอ้ งการของผ้ปู กครองเก่ียวกับการจัดการศึกษาพเิ ศษในโรงเรียน ท่มี ีโครงการเรยี นร่วม อำเภอเมอื งเชยี งใหม.่ การคน้ คว้าแบบอสิ ระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาประถมศึกษา) มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. ณฐั ฑรี สนิ ธนุ าวา. (2546). ความต้องการของผูป้ กครองทม่ี ีต่อการจดั กจิ กรรมประจําวนั สาํ หรบั เด็กระดบั ก่อนประถมศึกษา. การค้นคว้าแบบอิสระศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิต วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ ปยิ ะนชุ พงษ์พิกลุ . (2555). ความพึงพอใจและความต้องการของผู้ปกครองนกั เรียน เกีย่ วกบั การจัดการศึกษาของโรงเรียนพงษ์พกิ ลุ เชียงใหม่. การค้นควา้ แบบอสิ ระ ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวชิ าประถมศึกษา) มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. ภูมศิ รณั ย์ ทองเล่ยี มนาค. (2563). ผลกระทบของ COVID-19 ต่อระบบการศกึ ษาของโลกและ ประเทศไทยในมมุ มองทางเศรษฐศาสตร.์ สืบคน้ จาก https://thaipublica.org/2020/04/19-economists- with-covid-19-15/ มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์. (2557). คมู่ ือการจดั การเรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสำคญั . ปทุมธาน:ี ศนู ยเ์ รยี นร้กู ารผลติ และจดั การธรุ กิจสิ่งพิมพ์ดิจิตอล. วชิ ยั ประสทิ ธวิ ฒุ ิเวชช์. (2542). การพัฒนาหลกั สูตรสานต่อท่ีท้องถน่ิ . กรงุ เทพมหานคร: เลิฟแอนด์ ลพิ เพรส. เสาวณี จันทะพงษ์ และทศพล ต้องหุย้ . (2020). ผลกระทบวิกฤต COVID-19 กับเศรษฐกจิ โลก: This time is different. สืบคน้ จาก https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_1 8 Mar2020.aspx สวุ ทิ ย์ มูลคำ. (2549). การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิด. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์. องค์การทุนเพ่ือเด็กแห่งสหประชาชาต.ิ (2563). ยูนเิ ซฟเผยผลกระทบโควิด-19 ต่อเดก็ และเยาวชน ในประเทศไทยพบเยาวชน 8 ใน 10 คนเครยี ดด้านปัญหาการเงินของครอบครัวมากทสี่ ดุ .

87 สบื ค้นจาก https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/ยนู เิ ซฟเผยผลกระทบ โควดิ 19 ตอ่ เด็กและเยาวชนในประเทศไทย. เจนจิราแซเ่ ฮง. (2555). การศึกษาความตอ้ งการของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัยของ โรงเรยี นอนบุ าลเมืองใหม่ ชลบรุ ี สังกัดองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั ชลบุรี. งานนิพนธ์ การศกึ ษามหาบัณฑติ , สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา,คณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลัย บูรพา. Maslow, A. H. (1954). Motivation and personality. New York: Harper and Row. Ministry of Education, Singapore. (2020). School and institutes of higher learning to shift to full home-based learning; preschools and student care centre to suspend general services. Retrieved from https://planipolis.iiep.unesco.org/en/2020/schools-and-institutes-higher- learning- shift-full-home-based-learning-preschools-and-student. United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization. (2020). China ECE policy response to COVID-19. Retrieved from. https://planipolis.iiep.unesco.org/en/2020/china-ece-policy-response-covid-19- 6865.

88 ภาคผนวก

89 ภาคผนวก ก แบบสอบถามเพือ่ การวิจัย

90 แบบสอบถามเพ่อื การวิจยั เรอื่ ง การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจดั การเรียนรูใ้ นสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็ก ที่มีความตอ้ งการจำเป็นพิเศษ ของศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจำจังหวัดระนอง คำช้ีแจง 1. แบบสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ทม่ี คี วามตอ้ งการจำเปน็ พเิ ศษ ของศนู ย์การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้าน การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ดา้ นเครอื่ งมือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยี และด้านการประสานความร่วมมือ 2. แบบสอบถามไดแ้ บ่งออกเป็น 2 ตอน คอื ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลพ้นื ฐานผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 ความต้องการของผูป้ กครองต่อการจัดการเรยี นรใู้ นสถานการณ์ COVID-19 สำหรบั เด็กท่มี ีความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษ 3. ขอความกรุณาให้ท่านแสดงความคิดเห็นที่ตรงกับความต้องการของท่านให้มากที่สุด และตอบให้ ครบทุกข้อ โดยข้อมูลและคำตอบทั้งหมดจะได้รับการปกปิดเป็นความลับ และจะนำมาใช้ในการ วเิ คราะหผ์ ลออกมาเปน็ ภาพรวมของการวิจัยเทา่ น้ัน จึงไม่มีผลกระทบใด ๆ ตอ่ ท่าน ผวู้ จิ ยั ขอขอบคุณ ท่ใี หค้ วามร่วมมือ ในการตอบแบบสอบถาม หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการวิจัยหรือแบบสอบถาม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัดระนอง ในวันและเวลาราชการ หรือ โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 077-810693 ขอขอบคุณในความร่วมมือ คณะนักวิจัย

91 ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลพ้นื ฐานผู้ตอบแบบสอบถาม คำช้ีแจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงใน  ตามท่ีเป็นจริงเก่ียวกับตวั ท่าน 1. ระดับการศกึ ษา  ตำ่ กว่าปริญญาตรี  ปริญญาตรี  สูงกวา่ ปริญญาตรี 2. อาชพี  รบั ราชการ/รัฐวิสาหกิจ  ธรุ กิจส่วนตวั /คา้ ขาย /อาชพี อิสระ  เกษตรกร  อ่นื ๆ (ระบุ)................................... 3. ประเภทความพกิ ารของบุตรหลาน  บคุ คลที่มคี วามบกพร่องทางการเหน็  บุคคลทม่ี คี วามบกพร่องทางการได้ยนิ  บุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา  บคุ คลทีม่ ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลือ่ นไหวหรอื สขุ ภาพ  บคุ คลออทิสติก  บุคคลพิการซ้อน ตอนท่ี 2 ความตอ้ งการของผู้ปกครองต่อการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเดก็ ที่มคี วามต้องการจำเป็นพิเศษ คำชี้แจง แบบสอบถามนี้ต้องการสำรวจความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ของศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดระนอง ใน 5 ด้าน คือ ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้านการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ ดา้ นเครือ่ งมอื อุปกรณ์ เทคโนโลยี และดา้ นการประสานความรว่ มมือ โดย พิจารณาว่าท่านมีความ แต่ละข้อเพียงใดโปรดทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความต้องการ ของทา่ นมากท่ีสดุ โดยมีน้ำหนกั คะแนน ดังนี้ ระดบั คะแนน 5 หมายถงึ มีความตอ้ งการมากทสี่ ดุ ระดับคะแนน 4 หมายถึง มคี วามตอ้ งการมาก ระดับคะแนน 3 หมายถึง มคี วามตอ้ งการปานกลาง ระดบั คะแนน 2 หมายถึง มคี วามต้องการนอ้ ย ระดบั คะแนน 1 หมายถึง มีความตอ้ งการนอ้ ยท่ีสุด

92 ท่ี รายการ ระดับความต้องการ 54321 การสรา้ งความรู้ ความเข้าใจ 1. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผปู้ กครองในการฟนื้ ฟูสมรรถภาพ หรือแนวทางในการช่วยเหลอื บุตรหลานทบี่ า้ น 2. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผ้ปู กครองให้มีความเข้าใจ เกีย่ วกับวธิ ีการจดั การเรยี นร้ใู หก้ ับบุตรหลาน 3. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการวางแผนพฒั นา และออกแบบการจัดการเรยี นรูใ้ ห้กับบตุ รหลานได้ดว้ ยตนเอง 4. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความรู้ผปู้ กครองในเรื่องเทคนิคและเรยี นรู้ วธิ กี ารฝึกพัฒนาการให้สามารถนำไปใช้ได้จรงิ 5. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรให้ความร้แู ก่ผปู้ กครองในการเลือกหรือใชส้ ่อื สำหรบั การเรียนรตู้ ามพฒั นาการของบุตรหลาน 6. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรใหค้ วามรู้แก่ผู้ปกครองในการจดั กจิ กรรม การเรยี นรู้ตามแผนการสอน 7. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรจัดกจิ กรรมใหค้ วามรู้แกผ่ ู้ปกครอง เกยี่ วกับ วิธกี ารดูแลเดก็ ทม่ี ีความต้องการจำเปน็ พิเศษ ในช่องทางตา่ ง ๆ ท่สี ามารถเขา้ ถงึ ได้สะดวก เพื่อนำไปประยุกตใ์ ช้กบั บตุ รหลานได้ 8. สถานศกึ ษาควรมแี หล่งขอ้ มูลเกี่ยวกับเดก็ ทม่ี คี วามตอ้ งการจำเป็น พิเศษ สำหรบั ผปู้ กครองทส่ี ามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิม่ เตมิ ได้ง่าย 9. สถานศกึ ษาจดั ใหม้ ีค่มู ือ เทคนิค วิธกี ารในการจดั การเรยี นรูส้ ำหรบั นกั เรียนทมี่ ีความตอ้ งการจำเป็นแตล่ ะประเภทความพกิ าร สำหรบั ผู้ปกครองนำไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้สำหรับบตุ รหลาน 10. สถานศกึ ษาควรใหค้ วามรแู้ กผ่ ู้ปกครองในการเขา้ ใช้และเขา้ ถงึ สือ่ เทคโนโลยีในการแสวงหาความรเู้ พ่ือนำไปใชใ้ นการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดประสิทธภิ าพ แนวทางการจัดการเรียนรู้ 11. สถานศึกษาควรจัดใหม้ ีครกู ารศึกษาพิเศษ หรือนักสหวชิ าชีพให้บรกิ าร แก่ผ้เู รียนทบี่ ้านเป็นรายบุคคลโดยมตี ารางการนดั หมายให้บริการอย่าง ชัดเจน 12. สถานศกึ ษาควรให้ผปู้ กครองจดั การเรียนการสอน ให้บตุ รหลานทบ่ี า้ น ดว้ ยตนเอง โดยการสนับสนุนของครูและเปน็ ผใู้ ห้คำปรกึ ษา 13. สถานศึกษาควรให้ผูป้ กครองจดั การเรียนการสอน ให้บตุ รหลานทีบ่ ้าน ดว้ ยตนเอง โดยการสนับสนนุ ของครแู ละเป็นผใู้ ห้คำปรกึ ษา 14. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรให้บริการเย่ียมบา้ นผเู้ รยี น ใหบ้ รกิ าร คำปรึกษา แนะนำ การฝกึ กระตนุ้ พฒั นาการให้ผูป้ กครองท่ีบ้าน

93 ที่ รายการ ระดบั ความต้องการ 54321 15. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบออนไลน์ควบคู่กับ การจัดสง่ สื่อการเรยี นรหู้ รือแบบฝึกให้นักเรียนท่ีบา้ น 16. บุคลากรของศูนย์ฯ จดั กจิ กรรมการเรียนรใู้ นรูปแบบออนไลน์สำหรบั ผปู้ กครอง เพื่อให้ผปู้ กครองนำไปจดั การเรยี นรู้ให้กับนักเรยี นในขณะ อยทู่ ่ีบ้าน 17. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรจัดการเรยี นรู้ใหผ้ เู้ รียนผ่าน Application ตา่ ง ๆ ที่ผูป้ กครองสามารถเข้าถงึ ได้งา่ ย เชน่ Line, Facebook 18. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรจดั ใบงาน แบบฝึกใหน้ ักเรยี นทำที่บ้านแบบ ง่าย ๆ โดยใช้เพยี งอุปกรณ์พ้ืนฐาน เชน่ กระดาษ ดนิ สอ หรอื อปุ กรณ์ ท่มี อี ยู่ทบี่ ้าน 19. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรลงพนื้ ทจ่ี ัดการเรยี นรูใ้ ห้กับผู้เรียนที่ไมส่ ามารถ เข้าถงึ เทคโนโลยี การออกแบบการจัดการเรยี นรู้ 20. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรส่งเสรมิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ทค่ี ำนึงถึง ความพร้อมและสอดคล้องกบั พัฒนาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา และทักษะจำเปน็ เฉพาะความพิการของผู้เรียน 21. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรปรบั แผน หรอื วิธีการจัดการเรยี นการสอน ให้ผูป้ กครองสามารถนำไปใช้สอนนกั เรยี นได้ 22. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองจดั กิจกรรมที่เนน้ พฒั นา ทกั ษะตา่ ง ๆ ท่จี ำเป็นในการดำรงชีวติ ประจำวันขณะผู้เรียนอยูท่ ี่บา้ น 23. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ในการฝึกอาชีพใหก้ ับ ผู้เรียนขณะอย่ทู ีบ่ า้ นตามศักยภาพของนกั เรียนและความพร้อมของ ผู้ปกครอง 24. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรสง่ เสริมการจดั กิจกรรมทเ่ี น้นใหผ้ ้เู รียนปอ้ งกนั และดแู ลสุขอนามัยสว่ นบุคคลในสถานการณ์ COVID-19 อย่างถกู ต้อง โดยการสนับสนุนวัสดอุ ปุ กรณ์ สำหรบั นกั เรียน เชน่ หนา้ กากผา้ หรือ หน้ากากอนามยั เจลแอลกอฮอล์ สบู่ 25. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรมรี ปู แบบ เทคนคิ การสอน วธิ กี ารจัดการ เรยี นรู้ที่หลากหลาย สำหรับผู้ปกครองนำไปใช้ในการจดั การเรียนรู้ ทเ่ี หมาะสม สอดคล้องกบั ความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษของผ้เู รียน แต่ละบคุ คล 26. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั เตรยี มชุดการเรียนรพู้ ื้นฐานให้กับผู้เรียนซ่ึง ประกอบดว้ ย คูม่ ือออนไลน์ และชุดการเรยี นรใู้ ห้ผู้เรยี นทุกคนท้งั ท่ี สามารถเขา้ ถึงและไม่สามารถเข้าถงึ ระบบออนไลนส์ ามารถใชเ้ รยี นรูไ้ ด้

94 ที่ รายการ ระดบั ความต้องการ 54321 27. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั ตารางกิจกรรมการฝึกผู้เรยี นใหผ้ ู้ปกครอง ทชี่ ดั เจน โดยเป็นกิจกรรมทง่ี ่ายๆ ซึง่ จะช่วยให้ผู้เรยี นมีพัฒนาการทด่ี ี และผปู้ กครองจะได้จดั เตรียมอปุ กรณส์ ำหรับการกิจกรรมการเรยี นรไู้ ด้ 28. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรจดั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ว้ ยเทคโนโลยใี หม้ ี ความนา่ สนใจเพ่ือสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักเรยี น 29. บุคลากรของศนู ย์ฯ ควรมีการติดตาม วัดผลและประเมนิ ผลผู้เรยี น ในระหว่างการจดั การเรยี นรูต้ ามสภาพจริง เพ่ือติดตามพัฒนาการและ วางแนวทางการพัฒนานักเรียนต่อไป เครือ่ งมอื อุปกรณ์ เทคโนโลยี 30. สถานศึกษาควรจัดให้มสี ื่อการเรยี นร้ตู ามพัฒนาการที่หลากหลายและ เหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพเิ ศษแตล่ ะบคุ คล สำหรับให้ ผูป้ กครองนำไปใชใ้ นการจดั การเรียนร้ใู หก้ บั ผเู้ รียนขณะอยู่ทีบ่ า้ น 31. สถานศึกษาควรจัดใหม้ ีวสั ดุ อุปกรณ์การเรยี นท่เี พยี งพอสำหรบั ใช้ ในการกิจกรรมการเรียนรตู้ ามความต้องการจำเปน็ พิเศษเป็นรายบคุ คล 32. สถานศกึ ษาควรจดั ให้มีส่งิ อำนวยความสะดวก ทจ่ี ำเป็นในการ ดำรงชีวิตประจำวันของนักเรียนตามความต้องการจำเปน็ พิเศษแตล่ ะ บุคคลในขณะอย่ทู ่บี ้าน 33. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรมเี อกสารและวิธกี ารฝึกพฒั นาการของผเู้ รยี น ทอ่ี อกแบบมาเฉพาะบคุ คลอย่างละเอียด 34. สถานศึกษาควรจัดให้มีเทคโนโลยี เช่น smart phone, Tablet ที่เหมาะสมและเพียงพอกบั นักเรียนสำหรับนำไปใชใ้ นการจัดการ เรียนรู้แบบออนไลน์ 35. สถานศกึ ษาควรจดั ให้มเี ครือข่ายอนิ เตอร์เน็ตสำหรับการจัดการเรยี นรู้ ให้ผเู้ รียนอยา่ งเพยี งพอโดยไม่เสียค่าใช้จา่ ย 36. สถานศกึ ษาควรจดั ให้มีแหล่งสอ่ื การเรียนรู้ นวตั กรรมการเรยี นการ สอนท่นี ักเรียนและผูป้ กครองสามารถเขา้ ถงึ ได้อย่างอิสระโดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย 37. บุคลากรของศูนย์ฯ ควรสนบั สนุน และจัดหาสอื่ ภูมิปญั ญาท้องถิ่น ใหผ้ ้ปู กครองเลอื กใช้ในการจัดการเรยี นรู้ หรือฟืน้ ฟสู มรรถภาพให้กบั ผเู้ รียนขณะอย่ทู ี่บา้ นตามความต้องการของคอบครัว การประสานความรว่ มมือ 38. บคุ ลากรของศนู ย์ฯ ควรมีการประสานความร่วมมือกับผูป้ กครอง ในการออกแบบการจัดการเรียนรูส้ ำหรบั ผ้เู รียนร่วมกนั

95 39. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรมีการนดั หมาย ติดตามความกา้ วหนา้ ระดับความต้องการ พฒั นาการผ้เู รียนรว่ มกับผปู้ กครองอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง 54321 ที่ รายการ 40. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรพบปะพูดคยุ กบั ผูป้ กครอง เพ่ือติดตามผลการ จัดการเรียนรู้ ชว่ ยเหลอื แนะนำ แกไ้ ขให้ผปู้ กครองมีวิธกี าร ท่เี หมาะสมในการนำไปใช้พฒั นาผเู้ รยี น อย่างนอ้ ยสปั ดาห์ละ 3 คร้ัง 41. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรให้บริการคำปรึกษา แนะนำชว่ ยเหลอื การฝกึ กระต้นุ พฒั นาการนักเรยี นแก่ผูป้ กครองเปน็ รายบุคคลสม่ำเสมอ 42. บคุ ลากรของศูนย์ฯ ควรกำหนดช่องทางในการติดตอ่ ส่ือสารกับ ผ้ปู กครองทช่ี ดั เจนและสะดวกต่อการใชง้ าน 43. สถานศกึ ษาควรจัดทำหลักสูตรฉบบั ยอ่ สำหรบั ผู้ปกครองเพื่อส่อื สาร ให้เขา้ ใจถึงหลกั สตู รในการพัฒนาเดก็ ท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษ 44. สถานศกึ ษาควรมีช่องทางสำหรับใช้ในการตดิ ต่อส่อื สารประชาสมั พนั ธ์ แนวทางการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 ดว้ ยช่องทาง ทผ่ี ปู้ กครองเข้าถงึ ได้ เช่น website, Facebook, line, QR-Code, E-mail 45. สถานศกึ ษาควรมีการประชุมนดั หมายการทำกิจกรรมกล่มุ ร่วมกบั ผู้ปกครองทกุ เดือนอย่างน้อยเดอื นละ 1 คร้ัง ขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม ความต้องการของผู้ปครองต่อการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ COVID-19 สำหรับเด็กที่มีความ ตอ้ งการจำเปน็ พิเศษ ในเรอ่ื งอ่ืน ๆ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................. ................................................... ............................................................................................................................. ................................... ........................................................................................................................................... ..................... ขอขอบคุณในความร่วมมือ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook