ฉบับสมบูรณ์ (เพิ่มเติมแบบฝึกหัด) ข้อสอบภาษาอังกฤษ ปริญญาโททั่วประเทศ และข้อสอบ TOEFL เศรษฐวิทย์ ห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 081-950-2340 [email protected]
คำโหมโรง เพื่อให้ผู้อ่านได้ฝึกฝนเทคนิคการทำข้อสอบได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงได้เพิ่มเติมส่วนที่ เป็นแบบ ฝึกหัดเสริมพิเศษขึ้นมา เนื่องจากแบบฝึกหัดที่จัดให้ฝึกทำในการพิมพ์ครั้งแรกนั้นน้อยเกินไป โดยในส่วนของการอ่านนั้นมี เพียง 9 เรื่อง ส่วนข้อสอบการขีดเส้นใต้นั้นมีอยู่เพียง 100-150 ข้อ จึง จำเป็นต้องเพิ่มส่วนนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ฝึกฝนจน เกิดความมั่นใจในระดับที่เรียกว่า ไม่มีคำว่า “กลัว” ในใจอีกแล้ว ไม่ว่าจะเจอข้อสอบแนวไหน ดังนั้น การเพิ่มเติมส่วนนี้จะ ทำให้ผู้อ่านได้ฝึกฝนอย่างจุใจ ตามคำกล่าวที่ว่า “การฝึกฝนนำมาซึ่งความเชี่ยวชาญและความสำเร็จ” (Practice makes perfect.) เพราะการทำข้อสอบก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งเหมือนทักษะอื่นๆ เช่น กีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ว่ายน้ำ หรือกิจกร รมอื่นๆ ประเภทร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่า ทำกับข้าว ปลูกต้นไม้ ทุกอย่างล้วนต้องการ การฝึกฝนทั้งสิ้น การได้มีโอกาสท่า แบบฝึกหัดมากๆ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความมั่นและพัฒนาตัวเอง ให้มีทักษะการอ่านให้ดีมากขึ้นจนสามารถอ่านตำราภาษา อังกฤษได้ในที่สุด หนังสือเล่มนี้คงใช้ชื่อเดิมเพียงแต่เพิ่มคำว่า ฉบับสมบูรณ์ เข้ามา เพื่อให้ผู้อ่านเห็นความ แตกต่างระหว่าง เล่มนี้กับเล่มที่แล้ว และเพื่อให้ผู้ที่ซื้อหนังสือนี้ไปแล้วได้รู้ จะได้ไม่ต้องเสียเงิน มาซื้ออีก ความแตกต่างจะอยู่ตรงส่วนสุดท้าย ที่เป็นแบบฝึกหัดซึ่งผู้เขียนได้ทำเฉลยไว้อย่างละเอียด เท่านั้นเอง การใช้หนังสือส่วนที่สองนี้ก็เพียงแค่ให้ผู้อ่านฝึกทำแบบ ฝึกหัดด้วยตัวเองก่อนแล้วจึงไปดู เฉลย จากนั้นลองทำไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดก็จะเกิดความเชี่ยวชาญขึ้นมา อย่าแอบขี้โกงดู เฉลยก่อน มาทำแบบฝึกหัด เพราะเราจะไม่สามารถพัฒนาส่วนที่เป็นจุดอ่อนของเราได้เลย ใคร่ขอความร่วมมือ ร่วมใจใน การทำใจให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนแอกับเฉลยที่ยั่วยวนใจเหล่านั้น ถึงแม้ว่าหนังสือเลมนี้จะมีคำว่าฉบับสมบูรณ์อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรายังคงต้องแสวงหา ความรู้ต่อ ไป ความสมบูรณ์ในช่วงเวลาหนึ่งอาจจะกลายเป็นความขาดในอีกช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ ขอให้ ผู้อ่านมุ่งมั่นกับการฝึกทำแบบ ฝึกหัดนี้อย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนาตัวเองต่อไป ขอให้โชคดี เศรษฐวิทย์
คำต้นเรื่อง (ในการพิมพ์ครั้งที่ 1) หนังสือเล่มนี้เป็นการนำหนังสือสองเล่มมารวมไว้ด้วยกันนั่นคือ อ่านอังกฤษอย่างไรให้ได้ผล และ เทคนิคพิชิต Toefl ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าจะทำให้ผู้เรียนสามารถเห็นภาพของข้อสอบชัดเจนขึ้นทั้งในแง่ของ ไวยากรณ์และการอ่าน ซึ่งจะ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด หนังสือเล่มนี้เป็นการประมวลความรู้ที่ผู้สอบต้องมีไม่ว่าจะเป็นหลักไวยากรณ์พื้นฐานจนถึงระดับสูง ซึ่งเป็นการนำ เสนอข้อสอบที่คนออกข้อสอบในระดับปริญญาโททั่วประเทศเขานำมาใช้วัดความสามารถของ ผู้เข้าสอบ จะว่าไปแล้วข้อสอบ ส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อสอบที่เลียนแบบมาจากข้อสอบต่างประเทศเช่นข้อสอบ Tool ทั้งสิ้น ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ภาษา อังกฤษนั้นไม่ใช่ภาษาประจำชาติของเรา ดังนั้นการทดสอบ วัดระดับภาษาจึงต้องใช้แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งก็หนีไม่พ้นหลัก การออกข้อสอบของสำนักออกข้อสอบ ต่างประเทศเขา และผนวกกับการประยุกต์พลิกแพลงโดยการเอาข้อยกเว้นทางภาษาที่ คนไทยเราไม่ถนัด หรือ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นข้อผิดพลาดที่คนไทยเราท่ากัน ช่องโหว่เหล่านี้แหละจะเป็นเสมือนจุดอ่อนที่ผู้เข้า สอบ จะทำข้อสอบไม่ได้ ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จะนำท่านไปดูปรากฏการณ์เหล่านั้นพร้อมทั้งแนะเคล็ดลับในการ ทําข้อสอบไว ยากรณีทีเป็นแบบขีดเส้นใต้ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Error Detection หรือ Error Identification ไม่ว่าจะเรียกมันให้ หรูหราอย่างไรก็ตามที หลักในการทดสอบก็ใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะสอบผ่านข้อสอบเหล่านั้นก็ต้องหมั่นหา เทคนิคการทำาให้มากที่สุด เพราะการได้ผ่านแบบฝึกหัด มากๆ นั้นนอกจากจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่ตื่นเต้นตกใจเวลาเจอ ข้อสอบแล้ว ยังทำให้ผู้เข้าสอบเกิดความ มั่นใจอีกด้วย ผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาในฐานะของผู้ที่เคยผ่านการสอบ ผู้ที่เคยคุมสอบและ สอนมาหลายปี รวม ทั้งคิดหากลยุทธ์การทำข้อสอบโดยทดลองท่าข้อสอบด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การแปล การทำความเข้าใจทั้งย่อหน้า ก่อนทั้งหมดแล้วจึงมาทำตัวข้อสอบ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ได้คำตอบแล้ว ตามวิธีที่ได้นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ แม้บางคนจะไม่คุ้นเคย กับวิธีที่นำเสนอก็ลองทำความคุ้นเคยกับวิธี เหล่านี้ดู และเปรียบเทียบกับวิธีที่แต่ละคนใช้อยู่ ไม่นานก็จะได้คำตอบว่า วิธีใดที่ เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุด ไม่มีวิธีใดที่ถูกต้องและดีที่สุด แต่สิ่งที่เป็นไปได้คือ จะที่ทำข้อสอบในรูปแบบของตัวเองโดยผ่าน ประสบการณ์ จริงต่างหากจะเป็นตัวชี้วัด แต่นั่นหมายความว่าแต่ละคนก็ต้องผ่านการทำข้อสอบในลักษณะต่างๆ มามาก พอ สมควร อีกส่วนหนึ่งก็คือ การอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งส่วนนี้ไม่เพียงแต่ต้องใช้ความรู้ทางด้านศัพท์ที่มากพอ แล้ว ยังต้องมีวิธี การเดาความหมายและการฝึกทำข้อสอบให้เร็วและแม่นยำอีกด้วย ส่วนนี้จะเป็นการปูพื้นฐาน โครงสร้างที่สำคัญในการอ่าน ซึ่งการอ่านตำราภาษาอังกฤษในระดับสูงนั้น ผู้เรียนจะต้องสามารถเข้าใจวิธีการ เขียนประโยคที่ซับซ้อนในระดับสูงให้ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องพบจริงในการอ่านตำราและข้อความ ซึ่งล้วนต้องอาศัยความรู้ด้านศัพท์ไม่น้อย สำหรับส่วนที่ เกี่ยวกับการเพิ่มเติมศัพท์นั้น ผู้อ่านเหมารถทําได้ หลากหลายวิธีเช่นกัน อย่างที่ทำตามๆ กันมาก็คือ การท่องคำแปลของศัพท์ แต่ละคำ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือศัพท์แต่ละคำ นั่นไม่ได้มีความหมายเดียวและคำแต่ละคำเมื่อทำหน้าที่แตกต่างกันออกไปก็มี ความหมายที่ แตกต่างกันไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงต้องเรียนรู้รากศัพท์เพื่อจะได้ใช้ในการเดาความหมายของศัพท์ ตัวอื่นที่ มีที่ไปเหมือนกัน และการจำศัพท์จากรากศัพท์ก็จะเป็นการทำให้ผู้อ่านนั้นจำความหมายของศัพท์ ค่านั้นๆ ง่ายมากขึ้นไปอีก
หลักการจำก็ไม่ยากเพียงแต่อ่านส่วนที่เป็นรากศัพท์พร้อมกับทำแบบฝึกหัดวันละบท โดยผู้อ่าน ศึกษาศัพท์ และรากศัพท์ที่ให้มา จากนั้นก็ลองทำแบบฝึกหัดที่ให้มาดู แบบฝึกหัดที่ให้มานั้นไม่มีเลยเพราะ เฉลยมันอยู่ในส่วนที่เป็นราก ศัพท์ เหตุผลที่ทำแบบฝึกหัดที่เพื่อให้ผู้เรียนพยายามระลึกชาติในสิ่งที่เพิ่ง เรียนมาไม่นานให้ได้ และเมื่อหาได้แล้ววันต่อไปก็ ทบทวนของเก่าด้วย ขอเน้นว่าเรียนวันละบทเท่านั้น และ วันต่อมาก็เรียนอีกบท แต่ก่อนจะเรียบทต่อไปขอให้ทบทวนบทที่ เรียนมาแล้ว และอย่าพยายามยัดเยียด ความรู้จนมากเกินไป มันจะเป็นการทำอะไรที่สุดขั้วไม่ได้เดินทางสายกลาง ผลที่ ออกมาก็คือ เสียทั้งเวลา เสียทั้งสุขภาพ และที่สำคัญก็คือเสียความมั่นใจ เพราะฉะนั้น อย่าท่องจำศัพท์แบบนกแก้วนก ขุนทอง พยายามใช้จินตนาการและความเข้าใจด้วย ทุกคนก็รู้กันว่า การท่องจำศัพท์นั้นต้องอาศัยเวลา และการหมั่น ทบทวน หลักการทบทวนนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธีแล้วแต่ถนัด จัดใส่กระดาษ เอามาเปิดออกดูตอน ห้อยโหนอยู่บน รถเมล์ รถไฟฟ้า หรือระหว่างรอทำธุระ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ประเด็นสำคัญก็คือ ต้องพยายาม ให้มันผ่านหูผ่านตาทุกวัน เชื่อ ไหมว่า ผู้อ่านจะจำมันได้เองโดยไม่รู้ตัว นอกจากจะจำศัพท์ได้แล้ว ผู้อ่านยัง ต้องสามารถพลิกแพลงศัพท์เหล่านั้นให้ได้ด้วย เพราะการเรียนในระดับสูงนั้น คำศัพท์ที่ไม่คิดว่าจะเจอ มัน ก็จะเจอในรูปแบบที่ไม่คาดคิด แต่เมื่อเราทำความเข้าใจกับ ธรรมชาติของมันได้แล้ว รับรองเลยว่า ก็จะ สามารถทำข้อสอบได้ในไม่ช้า ศัพท์ที่อยู่ข้างท้ายหนังสือคือกลุ่มคำศัพท์ที่ผู้ออก ข้อสอบเขาชอบเอามาถาม ซึ่ง เป็นค่าเหมือนแบบกว้างๆ และน่าจดจำ แต่ก็ขอบอกว่า ไม่จำเป็นต้องจำมันทั้งหมดหรอก แต่ 70 ส่วน จาก 100 ส่วนได้ ก็พอจะนำพาชีวิตไปเรียนต่อในระดับสูงได้แล้ว และก็สามารถนำมันไปใช้จนกระทั่งวันที่ แต่ละคนเน่าเปื่อยผุพังไปจากโลกใบนี้แล้วล่ะ นอกจากศัพท์ที่ต้องจดต้องจำแล้วผู้เรียนยังต้องเรียนรู้วิธีการเดาคำศัพท์จากข้อความรอบข้าง และ การจำ ศัพท์จากรากศัพท์ เพื่อนำไปเป็นพื้นฐานในการอ่านข้อความ เมื่อมีความรู้ตามที่กล่าวมาพอสมควร แล้ว ทีนี้ก็ไม่เสียๆ เพิ่มพูนความรู้ในการอ่านเพื่อหาใจความหลักหรือที่รู้จักกันว่า Main Ideas การตั้งชื่อเรื่อง หรือ Title การสรุปความจากสิ่ง ที่ให้มาหรือเรียกว่า Inference และ Implication สิ่งเหล่านี้เป็น องค์ประกอบที่ผู้เรียนในระดับสูงต้องรู้ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ เรียนในระดับสูงไม่ว่าจะเป็นการเรียนปริญญาโท ทั้งในและต่างประเทศต้องทำได้ ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่แห่งหนตำบลใดในโลก ก็ต้องสอบข้อสอบในลักษณะ เดียวกันนี้ เพราะการที่เราพยายามขวนขวายไปเรียนต่างประเทศหรือเรียนในประเทศโดยมี อาจารย์ทั้งคนไทย และฝรั่งสอน เขาก็ใช้ตำราภาษาอังกฤษกันทั้งนั้น และการที่เราต้องรู้สิ่งต่างๆ ที่ได้นำเสนอในหนังสือเล่ม นี้ ก็ด้วยเหตุผลที่แสนจะง่าย ก็คือเพื่อทำให้ผู้เรียนพยายามเข้าถึงความคิดความอ่านของฝรั่งเพราะฝรั่งเขาเป็น ผู้นำทางการ ค้นคว้าวิจัยหาข้อมูลแปลกใหม่มาสู่มวลมนุษย์ ในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นั้น เราปฏิเสธความจริงไม่ได้หรอกว่า ความรู้เกือบทุกแขนงนั้น เรา เรียนตาม ฝรั่งเขาทั้งสิ้น แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะต้องทำข้อสอบที่ออกโดยพวกฝรั่งเสก แต่หาก วันใดที่คนไทยสามารถ พิสูจน์ให้คนทั่วโลกเขายอมรับในความสามารถของเรา วันนั้นเราก็จะสามารถออกข้อสอบให้ฝรั่งมาทำในทำนองกลับกันก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดในชาติไหน แค่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ผู้ที่ต้องการจะเรียนต่อในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศและต่างประเทศก็ต้องเรียนรู้ ทั้งไวยากรณ์หรือวิธีการอ่านให้ทะลุปรุโปร่ง มิเช่นนั้น ก็จะต้องเสียเวลามานั่งสอบ กันจนหมดตัวกันก่อนที่จะ ได้ไปเรียนต่อ
คนที่เหมาะกับการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผู้ที่มีความตั้งใจจริงเท่านั้น และมีพื้นฐานระดับความรู้ พอสมควร ต้องเน้น ว่าพอสมควรพอที่จะอ่านออกได้บ้าง ไอ้ที่แบบงูๆ ปลาๆ เปิดๆ หอยๆ พวกนั้น อย่าได้ เสียเวลาและเงินทองเลย ให้ไปอ่านหนังสือ ไวยากรณ์พื้นฐานเล่มอื่นของผู้เขียนก่อน ที่ต้องบอกกล่าวเพราะ ไม่อยากให้เสียเงินเสียทองเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับ ตัวผู้อ่านเอง การนำหนังสือสองเล่มมาจัดให้ อยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ก็เพื่อให้ผู้อ่านประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ว่าผู้อ่านจะรวยล้นฟ้าหรือจน ติดดินปานใด ก็ควร จะมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้อย่างไม่เหลื่อมล้ำกันมาก และถึงแม้ผู้อ่านจะไม่สามารถสอบเข้า ที่ไหนได้ ก็พึ่งพยายามต่อไปและหมั่นศึกษาหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆ ของผู้เขียนต่อไป เพราะการศึกษา ไม่ใช่หรือที่ทำให้ตัวเรา รู้จักตัวเอง และจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่แท้จริงก็คือ การปลูกฝังให้ผู้เรียนสามารถ เป็นผู้ที่สามารถแสวงหาความรู้จนกระทั่งวัน ที่จากโลกนี้ไป เพราะปรัชญาการศึกษาก็คือการสามารถเข้าถึง ความสามารถของตัวผู้เรียน รู้ว่าตัวเองนั้นต้องการอะไรและสามารถ ค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเองจนตลอดชีวิต ก่อนจะปิดฉาก ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยความจริงที่ผู้เรียนในเมืองไทยต้องรู้ นั่นก็คือ เราเป็นประเทศที่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็น ภาษาต่างประเทศ ซึ่งเป็นการยากสำหรับคนไทยหรือชาติใดก็ตามที่อยู่ในสถานการณ์ เดียวกันนี้ เพราะฉะนั้น ข้อสอบที่ได้ มาตรฐานก็คือ ข้อสอบที่ออกโดยฝรั่ง นั่นก็คือ ข้อสอบ Toefl, Toeic และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งข้อสอบที่มีชื่อเรียกกันให้หลาก หลายและจัดทำขึ้นมาโดยใช้มาตรฐานของ นักวิชาการในแต่ละแห่งคิดค้นข้อสอบกันขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดูดเงินเข้า ประเทศกันทั้งนั้น การศึกษานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสังคมโลก และบังเอิญได้เจ้าภาษาอังกฤษคนโชคดีที่เป็นภาษาที่ทั่วโลกเขา ยอมรับใช้เป็นภาษาในการสื่อสารกัน ดังนั้นวิชาความรู้ทุกแขนงจึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอังกฤษหมด ความรู้ที่แต่ละคนพยายามไขว่คว้านั้นจะไม่มีประโยชน์อันใด หากไม่สามารถนำมาสื่อสารเพื่อให้เกิด ความเข้าใจใน อาชีพที่ต้องการจะทำและสามารถสื่อสารในระดับสากลได้ นั่นหมายความว่า เรายังต้องเสีย เงินทองอีกมากมายนักเพื่อเรียนรู้ วิชาการแบบทางตะวันตกตราบใดที่เรายังเดินตามหลังชาติตะวันตกเขา แต่ละประเทศต่างมีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกันไป ประเทศไทยเรามีจุดแข็งอยู่ที่วัฒนธรรมแต่เราขาดความรู้ ทางนวัตกรรม เทคโนโลยีที่นำมาบริหารจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ เราจึงนิยมส่งลูกหลานไปศึกษายัง ต่างประเทศกัน และนั่นคือดุลการค้าที่เราต้องเสียให้กับฝรั่ง ซึ่งเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ คนที่ มีสตางค์ พอจะส่งเสียลูกหลานไปเรียนต่างประเทศได้ก็ทำไป ส่วนคนที่ไม่สามารถจะพาตัวเองไปเรียนไกลถึงต่างแดน ได้ ก็สามารถ ใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ทและหางานเขียนที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้ ก็อย่างที่บอก จุดมุ่งหมาย ของการศึกษาที่แท้จริงคือ การที่เรา สามารถฝึกตัวเองจนกลายเป็นผู้เรียนรู้แบบยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า ทุกคน เป็นครูและเป็นนักเรียนในคนๆ เดียวกัน เราไม่สามารถ เก่งในทุกเรื่อง แต่เราสามารถเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้ได้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดี เศรษฐวิทย์
ข้อแนะนําในการใช้หนังสือ มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจว่า การอ่านตำรา บทความภาษาอังกฤษให้เข้าใจได้นั้น จำเป็น ต้องรู้ศัพท์ทุกตัว หรือรู้ศัพท์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความคิดเช่นนี้ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะผู้อ่าน บางคนที่รู้ศัพท์ทุกตัวในเนื้อเรื่องหรือ บทความที่อ่าน บางครั้งอาจจะประสบกับความล้มเหลวในการ เข้าใจบทความนั้นๆ ทั้งนี้เนื่องจาก 1. ขาดความเข้าใจในโครงสร้างประโยคที่สลับซับซ้อน 2. ขาดทักษะในการจับใจความสำคัญของบทความที่อ่าน เกิดการเข้าใจผิดโดยนำเอาข้อความ ที่ไม่สำคัญมาเป็นใจความหลัก 3. ขาดความเข้าใจในการใช้เครื่องหมายวรรคตอนและวิธีการเขียน 4. ยังไม่มีความแม่นยำในการหากริยาหลักของแต่ละประโยคและไม่สามารถหาส่วนขยายต่างๆ ของแต่ละข้อความ รวมไปถึง ความไม่รู้อย่างกระจ่างในโครงสร้างของประโยคที่จำเป็นบางโครงสร้าง 5. พยายามจะแปลคำศัพท์ทุกคำให้ได้และจะตกใจเมื่อพบว่ามีศัพท์ที่ไม่รู้ แต่ความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครรู้ศัพท์ทุกตัวในโลกได้ และยิ่งไปกว่านั้นศัพท์บางตัวมีความหมายถึง 10 ความหมาย ดังนั้น ผู้ที่รู้ศัพท์มากและคาดหวังจะเข้าใจในสิ่งที่อ่านอาจเกิด ผลเสียอย่างมหันต์ เพราะจะรู้สึกท้อแท้ เมื่อ ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่อ่านได้ถูกต้อง ดังนั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องอ่านเพื่อสรุปความ หรือเข้าใจเฉพาะส่วน ที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ต้องแปลคำต่อคำในทุกประโยค ก่อนที่ผู้เรียนจะเริ่มศึกษาหนังสือเล่มนี้ ขอชี้แจงรูปแบบของเนื้อหาในหนังสือ ส่วนประกอบ และวิธีการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการอ่านของผู้ที่เริ่มศึกษา เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เน้นให้ผู้เรียน ศึกษาด้วยตนเอง หรือครูอาจารย์ที่สนใจจะ นำไปสอนก็ย่อมทำได้” ในประเด็นหลังนั้นข้าพเจ้าไม่ได้มี ความเป็นห่วงนักเพราะครูอาจารย์แต่ละท่านย่อมทราบดีว่า ส่วน ไหนที่มีประโยชน์ต่อลูกศิษย์ และ แน่นอนว่าแต่ละท่านต้องมีวิธีถ่ายทอดอย่างดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นำห่วงก็คือ ผู้ที่ต้องการศึกษา ด้วยตนเอง นั้นต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และความเสมอต้นเสมอปลายอย่างสูง ด้วยการเรียนรู้และศึกษา หนังสือ เล่มนี้อย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ข้าพเจ้าจึงขอเสนอแนะวิธีการศึกษา หนังสือเล่มนี้ดังนี้ ในแต่ละบทนั้นจะประกอบด้วยวิธีการอ่านในรูปแบบต่างๆ เริ่มจากง่ายไปหายาก ขอให้ผู้เรียน ศึกษาไปตามบทที่ เรียงลำดับไว้ และในแต่ละบทนั้นจะมีการฝึก รากศัพท์หรือส่วนประกอบของ คำศัพท์ prefix และ suffix ซึ่งในส่วนนี้ ขอให้ผู้ เรียนจดจำรากศัพท์และส่วนประกอบที่นำเสนอใน ตอนท้ายของแต่ละบทให้ได้ อย่าได้เร่งรัดตนเองจนเกินไป เนื่องจากการ เรียนรู้ภาษาไม่สามารถทำได้ ภายในคืนเดียวหรือเดือนเดียว ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการสั่งสม ขอให้ผู้เรียนใจเย็นๆ เช่นใน ส่วนที่ เป็นรากศัพท์นั้นจะมีคำศัพท์ที่รับมาจากรากศัพท์ ผู้เรียนจ่าเป็นต้องโยงความสัมพันธ์ของรากศัพท์กับ ศัพท์ให้ได้ เพื่อ ให้จำได้แม่นยำ ทั้งนี้ผู้เรียนจะสามารถนำรากศัพท์ที่เรียนรู้แล้วไปใช้ประโยชน์ในการเตา ความหมายของศัพท์ต่อไปได้อีก เมื่อ ผู้เรียนสามารถโยงความสัมพันธ์ของรากศัพท์และคำศัพท์ และ จำคำศัพท์ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือฝึกทำแบบฝึกหัดข้างท้าย ในส่วนนี้ผู้เรียนต้องอาศัยความซื่อสัตย์ โดยไม่พลิกไปดูคำเฉลยและมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ เขียน ทุกครั้งก่อน เริ่มบทใหม่ให้ทบทวนศัพท์ในบทก่อนๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับศัพท์เหล่านั้นให้มากที่สุด อย่าเริ่ม เรียน บทใหม่โดยที่ไม่เข้าใจบทก่อนหน้านั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ผู้เรียนมีพื้นฐานที่ไม่แน่น ซึ่งเท่ากับเป็นการหนีปัญหา ส่วนในเนื้อหาของแต่ละบทนั้น ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องจำคำศัพท์ทุกตัว แต่ ในส่วนที่เป็นทักษะการเดาศัพท์ ทักษะการฝึกอ่าน ถ้าผู้เรียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินกว่าที่จะท่องจำ ก็สามารถทําได้
สารบัญ 3 4 7 ค่าโหมโรง 13 ค้าต้นเรื่อง (ในการพิมพ์ครั้งที่ 1) 19 ข้อแนะนําในการใช้หนังสือ 28 1. ประโยคพื้นฐาน 37 2. โครงสร้างขยาย 46 3. การใช้ Adjective Clause ขยายคำนามในประโยค 52 4. Pronoun Referenc 57 5. การเดาความหมายศัพท์จาก V. to be 62 6. การเดาความหมายศัพท์จากเครื่องหมายวรรคตอน 68 7. การเดาความหมายศัพท์จากค่าเชื่อม 73 8. การเดาความหมายศัพท์จากคำเหมือน 81 9. การเดาความหมายศัพท์จากข้อความแวดล้อม 91 10. การเดาความหมายศัพท์จากคำแสดงเหตุ-ผล 104 11. การพิจารณาความหมายของคำเชื่อมประโยค 117 12. การอ่านเพื่อหาหัวข้อเรื่อง (Topic) 130 13. การอ่านเพื่อหาใจความหลัก (Main idea) 138 14. การหารายละเอียดของเรื่อง (Details) 150 15. การตั้งชื่อเรื่อง (Title) 155 16. Inference 158 17. Tone 163 18. การคาดการณ์ 195 19. การพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียด 211 20. การเข้าใจความหมายของค่าหรือวลีในประโยค 216 21. การอ่านเพื่อเข้าใจถึงจุดมุ่งหมาย (Purpose) 22. Cloze Test 23. แบบฝึกหัดฝึกทักษะ Cloze Test
การทำข้อสอบ Reading ขั้นสุดยอด 223 เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบท 251 คำศัพท์เพิ่มเติม (1) 273 คําศัพท์เพิ่มเติม (2) 288 ภาครวมรากศัพท์ที่เก็บไว้เป็นแหล่งอ้างอิง 298 เทคนิคการหาข้อสอบการฟัง 309 เทคนิคการทำข้อสอบไวยากรณ์ 326 333 Compound Sentence 334 Complex Sentence 336 341 - Noun Clause 347 -Adjective Clause 358 - Adverb Clauses 361 -Appositives 370 -Misplaced Modifiers 373 Comparative Sentence 380 Tense และ Passive 384 โครงสร้างขนาน 394 เมื่อกริยา -ing แผลงฤทธิ์ 396 การใช้ although despite/because/because of 439 การใช้ other another 444 เทคนิคการทําข้อสอบขีดเส้นใต้ 448 • ความเข้าใจเรื่องค่านาม 454 • ความสอดคล้องกันระหว่างประธานและกริยา 473 • การเลือกใช้ คำนาม คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ 518 • การใช้ so/such/too • แบบฝึกหัดทดสอบ ภาค 2 546 เทคนิคการทำข้อสอบการอ่านเนื้อเรื่อง 585 แบบฝึกหัดเสริมพิเศษ
หนังสือเล่มนี้เป็นการประมวลความรู้ที่ผู้สอบต้องมีไม่ว่าจะเป็นหลัก ไวยากรณ์พื้นฐาน จนถึงระดับสูง ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อสอบที่คนออกข้อสอบ ในระดับปริญญาโททั่วประเทศเขานำมาใช้วัด ความสามารถของผู้เข้าสอบ จะว่า ไปแล้วข้อสอบส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อสอบที่เลียนแบบมาจากข้อสอบต่าง ประเทศ เช่น ข้อสอบ Toefl ทั้งสิ้น ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่ ภาษาประจำชาติ ของเรา ดังนั้นการทดสอบวัดระดับภาษาจึงต้องใช้แหล่งที่มาที่ น่าเชื่อถือ ซึ่งก็หนีไม่พ้นหลักการออกข้อ สอบของสํานักออกข้อสอบต่างประเทศ เขา และผนวกกับการประยุกต์พลิกแพลงโดยการเอาข้อยกเว้นทาง ภาษาที่คน ไทยเราไม่ถนัด หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นข้อผิดพลาดที่คนไทยเราทำกัน ช่องโหว่ เหล่านี้แหละ จะ เป็นเสมือนจุดอ่อนที่ผู้เข้าสอบจะทำข้อสอบไม่ได้ ดังนั้น หนังสือ เล่มนี้จะนำท่านไปดูปรากฏการณ์เหล่านั้น พร้อมทั้งแนะเคล็ดลับในการทำข้อสอบ ไวยากรณ์ที่เป็นแบบขีดเส้นใต้ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Error Detection หรือ Error Identification ไม่ว่าจะเรียกมันให้หรูหราอย่างไรก็ตามที หลัก ในการทดสอบก็ใช้ หลักการเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะสอบผ่านข้อสอบ เหล่านั้นก็ต้องหมั่นหาเทคนิคการทำให้มากที่สุด เพราะการได้ผ่านแบบฝึกหัด มากๆ นั้น นอกจากจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่ตื่นเต้นตกใจเวลาเจอข้อสอบ แล้ว ยังทําให้ผู้เข้าสอบเกิดความมั่นใจอีกด้วย
Search
Read the Text Version
- 1 - 12
Pages: