Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ต้น

คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ต้น

Published by siwakorn099, 2021-05-22 06:52:39

Description: คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ต้น ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2563

Search

Read the Text Version

ใบงาน เรอ่ื ง ทศั นศลิ ป์ไทย 1. ให้นักศึกษาบอกความรูส้ กึ ท่ีมีตอ่ เส้นในลักษณะตา่ งๆ ดงั นี้ 1.1 เส้นตรงแนวต้ัง………………………………………………………..……………….. 1.2 เสน้ ตรงแนวนอน………………………………………………………………….….. 1.3 เส้นตรงแนวเฉยี ง……………………………………………………………………… 1.4 เสน้ ติดกัน…………………………………………………………………………….. 1.5 เสน้ โคง้ ……………………………………………………………………………….. 1.6 ใหค้ วามรู้สกึ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………….. 1.7 ------------------------ ใหค้ วามรู้สกึ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………….. 1.8 ให้ความรูส้ ึกอย่างไร ………………………………………………………………………………………….. 1.9 ใหค้ วามรสู้ ึกอย่างไร ………………………………………………………………………………………….. 2. ให้นักศึกษา อธบิ ายว่าสีรอ้ น และสีเยน็ หมายถึงอะไรและประกอบดว้ ยสีอะไรบา้ ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แผนการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ครง้ั ที่ 15 วนั ท่.ี .............................................................. รายวชิ า ทช21003 ศิลปศกึ ษา จำนวน 5 หน่วยกิต เร่ือง นาฎศลิ ป์ไทย จำนวน 3 ชั่วโมง สถานทีพ่ บกลุ่ม............................................................... วชวี้ ดั 1. อธิบายประวตั ิ ความเปน็ มา และวิวฒั นาการในการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยในแตล่ ะภาคต่าง ๆ 2. บอกรปู แบบ องค์ประกอบ และวธิ ีการแสดงนาฏศิลปไ์ ทยประเภทต่าง ๆ 3. แสดงความคิดเห็นและความรสู้ กึ ตอ่ การแสดงประเภทต่าง ๆ 4. บอกประโยชนแ์ ละเลอื กชมการแสดงนาฏศิลป์ไทยทตี่ นสนใจ เพอ่ื สรา้ งความสุขและประโยชน์ตอ่ ตนเอง 5. อธบิ ายทา่ รำและสือ่ ความหมายของนาฏศิลป์ไทย 6. บอกหลกั และวธิ ีการฝึกการใช้ท่าทางส่อื ความหมาย 7. บอกประโยชนแ์ ละคุณค่าของนาฏศิลป์และภาษาท่า เพื่อการอนุรักษ์ด้านนาฏศิลป์ 8. อธิบายความสัมพนั ธข์ องประวตั ิความเปน็ มาวฒั นธรรม ประเพณที เี่ ก่ียวข้องกับวิวัฒนาการของรำวงมาตรฐาน 9. อธบิ ายการประยกุ ต์ท่ารำวงมาตรฐานไปใช้กับเพลงอืน่ ๆ ในโอกาสต่าง ๆ 10. บอกแนวทางอนรุ ักษ์การละเล่น ตามวัฒนธรรม ประเพณี ภูมปิ ัญญาตามแนวทางนาฏศลิ ปไ์ ทยของภาค ต่างๆ เนอ้ื หา 1. ประวัติ ความเป็นมา และวิวฒั นาการของการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยประเภทตา่ ง ๆ 2. รปู แบบ/องค์ประกอบและวิธกี ารแสดงนาฏศิลป์ไทยในแตล่ ะภาคประเภทต่าง ๆ 3. การแสดงความคิดเห็นและความรสู้ ึกต่อการแสดงนาฏศิลปไ์ ทยประเภทตา่ ง ๆ 4. ประโยชน์และวิธีเลอื กชมการแสดงนาฏศิลป์ไทย 5. ทา่ รำ และการสื่อความหมายในนาฏศิลป์ไทย 6. การใชท้ า่ ทางส่อื ความหมาย รวมทั้งโอกาสที่ใช้แสดง 7. ประโยชน์และคณุ ค่าของนาฏศิลปไ์ ทยและภาษาท่าท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การอนุรกั ษ์มรดกทางวัฒนธรรม 8. ประวตั ิ ความเปน็ มา วฒั นาการ ความหมายของเน้ือเพลงทีใ่ ช้และการแต่งกายประกอบการแสดงรำวงมาตรฐาน 9. การนำทา่ รำวงมาตรฐานไปประยกุ ต์ใช้ประกอบกับเพลงอ่ืน ๆ เพ่อื นำไปใชใ้ นชวี ิต ประจำวนั โดยใหส้ อดคลอ้ งกับวฒั นธรรม 10. การอนุรักษ์ การละเล่น ตามวฒั นธรรมประเพณี ของภูมิปญั ญาทางนาฏศิลป์ไทยของภาคต่าง ๆ คุณธรรม การตรงตอ่ เวลาและความซื่อสัตย์

การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขน้ั นำ (20นาที) ครูและผู้เรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของทัศนศิลป์ที่ใช้ของจุด เส้น สี แสง – เงา รูปร่างและ รูปทรง เพื่อความซาบซึ้งในงานทัศนศิลป์ของไทย ความหมาย ความเป็นมาของทัศนศิลป์ไทยด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ ความงามของทัศนศิลป์ไทยที่เกิดจากความงามตามธรรมชาติ วิธีการนำ ความงามของธรรมชาติมาสร้างสรรค์งาน ความคิดสร้างสรรค์เหมาะสม และความพอดีของการนำวัตถุหรือวัสดุ สิ่งของต่าง ๆ มาประดับตกแต่งร่างกายและที่อยู่อาศัยหรือตกแต่งสถานที่ สิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป และคุณค่าของความ ซาบซ้งึ ความดีงามของวฒั นธรรม ประเพณี และความสวยงามของวัด โบสถ์ วหิ ารยุคต่างๆ ของชาติ ขน้ั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (120 นาที) 1. ให้ผู้เรยี นศึกษาใบความรู้เร่ืองนาฏศิลปไ์ ทย 2. ใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาจากส่ือวดี ที ศั น์เร่อื ง นาฏศิลปไ์ ทยเพม่ิ เตมิ 3. ผ้เู รียนซักถาม/แสดงความคิดเห็น ขน้ั สรุป (40นาท)ี 1. ครใู ห้ผ้เู รียนไปศกึ ษาเพ่ิมเตมิ เก่ียวกับเรื่องนาฏศิลป์ไทย เพื่อท่จี ะนำไปใช้ในงานศิลปวฒั นธรรมต่างๆให้ เกดิ ความชำนาญ ส่อื และแหล่งเรียนรู้ 1. ใบความรู้ เร่อื งประวตั ิความเปน็ มาของนาฏศลิ ป์ไทย 2. หนังสอื เรยี นทักษะการดำเนินชวี ติ รายวิชา ศลิ ปศึกษา ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554) หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ใบความรู้ เรื่องประเภทของนาฏศิลปไ์ ทย 3. ใบงานเรอ่ื ง ความเปน็ มาและประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย 4. ใบงานเร่ือง ประโยชนข์ องนาฏศลิ ปไ์ ทย การวดั และประเมินผล 1. ทดสอบย่อย 2. การสังเกต 3. การอภปิ รายหน้าช้ันเรียน 4. ใบงาน

ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมการ ........................................ผูเ้ สนอแผนการจดั การเรยี นรู้ ประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้ ( นายมนตรี วรนิ ทรเวช) พิจารณาแลว้ .............................................. ตำแหน่งครู ศรช. ................................................ ................/............................./................... ( นายพรพล พทุ ธวโิ ร ) ................/............................./................... ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแลว้ ................................................................. .............................................................. (นางโสภา สมหวงั ) ตำแหนง่ ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................

ใบความรู้ ความเป็นมาของนาฏศลิ ปไ์ ทย นาฏศลิ ป์ คือ ศิลปะการร้องรำทำเพลง ท่มี นุษยเ์ ปน็ ผูส้ รา้ งสรรค์ โดยประดิษฐข์ ้นึ อย่างประณีตและมีแบบแผน ให้ความรู้ ความบันเทิง ซ่ึงเป็นพนื้ ฐานสำคัญท่แี สดงใหเ้ ห็นถึงวฒั นธรรมความรุ่งเรือง ของชาตไิ ด้เปน็ อย่างดี ความเป็นมาของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ หรอื ศิลปะแหง่ การแสดงละครฟอ้ นรำน้ัน มคี วามเป็นมาทส่ี ำคัญ 4 ประการคือ 1. เกดิ จากการท่ีมนุษยต์ ้องการแสดงอารมณท์ ่เี กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ ให้ปรากฏออกมาโดยมีจุดประสงคเ์ พ่ือ การสอ่ื ความหมายเป็นสำคัญเริ่มตงั้ แต่ 1.1 มนุษย์แสดงอารมณต์ ามธรรมชาติออกมาตรง ๆ เช่น การเสียใจก็ร้องไห้ ดีใจกป็ รบมอื หรือสง่ เสียง หัวเราะ 1.2 มนษุ ยใ์ ชก้ รยิ าอาการเป็นการส่อื ความหมายให้ชดั เจนข้ึน กลายเปน็ ภาษาท่า เช่น กวักมือเขา้ มาหา ตัวเอง 1.3 มีการประดิษฐค์ ิดทา่ ทางใหม้ ลี ีลาทว่ี ิจติ รบรรจงขน้ึ จนกลายเปน็ ทว่ งทลี ลี าการฟ้อนรำท่ีงดงามมลี กั ษณะ ท่ีเรยี กว่า “นาฏยภาษา”หรอื “ภาษานาฏศิลป์” ทสี่ ามารถส่ือความหมายด้วยศิลปะแห่งการแสดงท่าทางท่ีงดงาม 2. เกิดจากการท่ีมนุษยต์ ้องการเอาชนะธรรมชาติดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ ท่ีนำไปสกู่ ารปฏบิ ัติเพ่ือบูชาสิง่ ท่ตี นเคารพ ตามลัทธิศาสนาของตน ต่อมาจึงเกิดเปน็ ความเช่ือในเรื่องเทพเจา้ ซึง่ ถือว่าเป็นสง่ิ ศักดส์ิ ทิ ธท์ิ ่ีเคารพบูชา โดยจะเริ่ม จากวงิ วอนอธษิ ฐาน จนมีการประดิษฐ์เครื่องดนตรี ดดี สี ตี เปา่ ต่าง ๆ การเล่นดนตรี การรอ้ งและการรำ จงึ เกิดขึ้น เพ่ือใหเ้ ทพเจา้ เกดิ ความพอใจมากยงิ่ ขึน้ 3. เกดิ จากการเลน่ เลยี นแบบของมนษุ ย์ ซ่งึ เป็นการเรียนรใู้ นขั้นต้นของมนุษย์ ไปสูก่ ารสร้างสรรคศ์ ลิ ปะแบบ ตา่ ง ๆ นาฏศลิ ป์ก็เช่นกนั จะเหน็ ว่ามนษุ ย์นยิ มเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ทงั้ จากมนุษย์เองสังเกตจาก เดก็ ๆ ชอบแสดงบทบาท สมมตุ ิเปน็ พ่อเป็นแมใ่ นเวลาเลน่ กนั เช่น การเล่นตุ๊กตา การเล่นหมอ้ ข้าวหม้อแกง หรอื เลยี นแบบจากธรรมชาติและ สิง่ แวดลอ้ มต่าง ๆ ทำใหเ้ กิดการเลน่ เชน่ การเลน่ งกู ินหาง การแสดงระบำมา้ ระบำกาสร ระบำนกยงู ( ทรงศักดิ์ ปรางค์ วัฒนากุล : ม.ป.ป. ) 4. เกดิ จากการที่มนษุ ย์คดิ ประดิษฐ์หาเครื่องบันเทงิ ใจ หลงั จากการหยุดพักจากภารกจิ ประจำวนั เริ่มแรก อาจเป็นการเลา่ นิทาน นิยาย มีการนำเอาดนตรแี ละการแสดงทา่ ทางตา่ ง ๆ ประกอบเปน็ การรา่ ยรำจนถึงการแสดง เปน็ เร่ืองราว

ใบความรู้ ประวตั นิ าฏศลิ ป์ไทย นาฏศิลป์ไทย คือ ศิลปะแห่งการร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย จากการสืบค้นประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ ไทย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประวตั ิศาสตรไ์ ทย และวัฒนธรรมไทย จากหลักฐานที่ยืนยันวา่ นาฏศิลป์มีมาชา้ นาน เช่นการสืบค้นในหลักศิลาจารึกหลักที่ 4 สมัยกรุงสุโขทัย พบข้อความว่า “ระบำรำเต้นเล่นทุกวัน” แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อย ทสี่ ุด นาฏศลิ ป์ไทย มอี ายุไม่นอ้ ยกวา่ ยุคสโุ ขทัยขน้ึ ไป สรุปทีม่ าของนาฏศิลปไ์ ทยไดด้ ังน้ี 1. จากการละเล่นของชาวบา้ นในท้องถน่ิ ซึง่ เปน็ กจิ กรรมเพื่อความบนั เทิงและความรืน่ เรงิ ของชาวบ้าน ภายหลังจาก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ซึ่งไม่เพียงเฉพาะนาฏศิลป์ไทยเท่านั้น ที่มีประวัติเช่นนี้ แต่นาฏศิลป์ทั่วโลกก็มีกำเนิดจากการเล่น พื้นเมืองหรือการละเล่นในท้องถิน่ เมอ่ื เกิดการละเลน่ ในท้องถ่ิน การขบั ร้องโตต้ อบกันระหว่างฝ่ายหญงิ และฝ่ายชาย ก็เกิดพ่อ เพลงและแมเ่ พลงขนึ้ จงึ เกดิ แม่แบบหรอื วิธีการท่ีพฒั นาสบื เนือ่ งต่อ ๆ กันไป 2. จากการพัฒนาการร้องรำในทอ้ งถิ่นสู่นาฏศิลป์ในวังหลวง เมื่อเข้าสู่วังหลวงก็มีการพัฒนารปู แบบใหง้ ดงามยิ่งข้ึน มีหลักการ และระเบียบแบบแผน ประกอบกับพระมหากษัตริย์ไทย ยุคสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นกวีและนัก ประพนั ธ์ ดังนน้ั นาฏศลิ ป์รวมท้งั การดนตรีไทย จึงมลี ักษณะงดงามและประณตี เพราะผ้แู สดงกำลังแสดงต่อหนา้ พระที่นั่ง และ ต่อหน้าพระมหากษัตริย์ผู้ที่มีความสามรถในเชิงกวี ดนตรี และนาฏศิลป์เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่ากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรง เปีย่ มลน้ ดว้ ยความสามารถดา้ นกวี ศิลปะอยา่ งแทจ้ ริง บางองค์มีความสามารถด้านดนตรีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยคุ รัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยได้แสดงให้โลกได้ประจักษ์ถึงความสามารถด้านนี้ กวีและศิลปะ เช่น รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 6 และ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั ภมู ิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรจี นเป็นท่ียอมรับของวงการดนตรที ว่ั โลก เอกลกั ษณ์ของนาฏศลิ ปไ์ ทย 1. มีท่ารำอ่อนช้อย งดงาม และแสดงอารมณ์ ตามลกั ษณะที่แทจ้ รงิ ของคนไทย ตลอดจนใช้ลีลาการเคลื่อนไหวท่ี ดสู อดคล้องกัน 2. เคร่ืองแตง่ กายจะแตกต่างกับชาติอนื่ ๆ มแี บบอยา่ งของตนโดยเฉพาะ ขนาดยดื หยุ่นไดต้ ามสมควร เครื่อง แตง่ กายบางประเภท เช่นเครื่องแตง่ กายยืนเคร่ือง การสวมใส่จะใชต้ รึงด้วยดา้ ยแทนทจี่ ะเย็บสำเรจ็ รปู เป็นต้น 3. มีเคร่ืองประกอบจงั หวะหรือดนตรีประกอบการแสดง ซึ่งอาจมีแต่ทำนองหรือมีบทรอ้ งผสมอยู่ 4. ถา้ มีคำรอ้ งหรือบทร้องจะเป็นคำประพันธ์ ส่วนมากแลว้ มลี กั ษณะเปน็ กลอนแปด สามารถนำไปร้องเพลง ชัน้ เดยี ว หรอื สองชัน้ ได้ทุกเพลง คำร้องนี้ทำใหผ้ สู้ อนหรือผู้รำกำหนดทา่ รำไปตามบทร้อง

ใบความรู้ ประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย นาฏศิลป์ไทย เป็นศลิ ปะทีร่ วมศิลปะทุกแขนงเข้าดว้ ยกัน แบง่ ออกเป็น 5 ประเภท คือ โขน ละครรำ ระบำ การละเล่นพ้นื เมอื ง 1. โขน เปน็ ศลิ ปะของการรำ การเตน้ แสดงเปน็ เร่ืองราว โดยมศี ลิ ปะหลายรูปแบบผสมผสานกัน ลกั ษณะการแสดง โขนมหี ลายชนดิ ไดแ้ ก่ โขนกลางแปลง โขนนัง่ ราว โขนโรงใน โขนหนา้ จอ และโขนฉาก ซ่งึ โขนแตล่ ะชนิดมีลักษณะที่ เปน็ เอกลักษณเ์ ฉพาะตัว ส่ิงสำคัญทีป่ ระกอบการแสดงโขน คอื บทท่ีใช้ประกอบการแสดงจากเรื่องรามเกียรต์ิ การ แต่งกายมีหัวโขน สำหรบั สวมใส่เวลาแสดงเพื่อบอกลกั ษณะสำคญั ตัวละครมีการพากย์ เจรจา ขบั ร้อง และดนตรี บรรเลงดว้ ยวงป่พี าทย์ ยึดระเบยี บแบบแผนในการแสดงอย่างเครง่ ครดั ประเภทของโขน โขน เป็นศิลปะการแสดงทม่ี ีการพัฒนาและเปลีย่ นแปลงไปตามสภาพทางสังคมขนบธรรมเนียม ประเพณี ทำใหเ้ กดิ รปู แบบของโขน หลายรูปแบบ ซง่ึ สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะองค์ประกอบของการแสดง ดงั น้ี 1. โขนกลางแปลง เปน็ โขนทแี่ สดงกลางสนาม ใช้ธรรมชาติ เป็นฉากประกอบ นยิ มแสดงตอนท่ีมีการทำศึก สงคราม เพราะจะตอ้ งใชต้ วั แสดงเป็นจำนวนมาก และต้องการแสดงถึงการเต้นของโขน การเคล่อื นทพั ของท้งั สองฝ่าย การต่อสู้ ระหว่างฝ่ายพระราม พระลักษณ์ พลวานร กบั ฝา่ ยยกั ษ์ ได้แก่ ทศกัณฑ์ 2. โขนโรงนอก หรอื โขนนั่งราว เป็นโขนท่มี ีวิวัฒนาการมาจากโขนกลางแปลง หากเปล่ียนสถานที่แสดงบน โรง มรี าวไม้ไผข่ นาดใหญ่อยู่ด้านหลงั สำหรับตัวโขน น่งั แสดง รปู แบบของการแสดงดำเนนิ เรือ่ งด้วยการพากย์และ เจรจา 3. โขนโรงใน เป็นการนำเอารปู แบบการแสดงโขนโรงนอก มาผสมผสานกับการแสดงละครใน ที่มีการขับ รอ้ ง และการรา่ ยรำของผ้แู สดง ดำเนนิ เร่ืองดว้ ยการพากย์ เจรจา มกี ารขับร้อง ประกอบท่ารำ เพลงระบำผสมผสาน อย่ดู ้วย 4. โขนหนา้ จอ ไดแ้ ก่ โขนท่ใี ชจ้ อหนังใหญเ่ ป็นฉากประกอบการแสดง กลา่ วคือ มีจอหนังใหญเ่ ปน็ ฉาก ท่ี ดา้ นซ้ายขวาเขียนรูปปราสาท และพลบั พลาไวท้ ัง้ สองข้าง ตวั แสดงจะออกแสดงดา้ นหน้าของจอหนงั ดำเนนิ ด้วยการ พากย์ เจรจา ขับร้อง รวมทั้งมกี ารจัดระบำ ฟ้อนประกอบด้วย 5. โขนฉาก เป็นรูปแบบโขนท่ีพฒั นาเป็นลำดบั สุดท้าย กล่าวคอื เป็นการแสดงในโรง มีการจัดทำฉาก เปลีย่ นไปตามเร่ืองราวที่กำลังแสดง ดำเนินเรอื่ งด้วยการพากย์ เจรจา และขบั ร้อง ร่ายรำประกอบคำร้องมรี ะบำ ฟ้อน ประกอบ 2. ละคร คือ การแสดงทเ่ี ล่นเป็นเรื่องราว มุ่งหมายก่อให้เกิดความบันเทงิ ใจ สนุกสนาน เพลดิ เพลิน หรอื เร้าอารมณ์ ความรู้สกึ ของผู้ดูตามเร่อื งราวน้ัน ๆ ขณะเดยี วกันผ้ดู ูกจ็ ะได้แนวคิดคตธิ รรมและปรัชญาจากการละครนน้ั ประเภทของละครไทย ละครไทยเป็นละครท่ีมีพฒั นาการมาเปน็ ลำดับ ตัง้ แต่สมยั กรุงศรีอยธุ ยาจนถึงปจั จุบนั ดังนน้ั ละครไทยจงึ มี รปู แบบตา่ ง ๆ ซงึ่ แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ได้ ประเภทดังต่อไปน้ี

1.ละครรำ 2. ละครร้อง 3. ละครพดู 3. การละเล่นพ้นื เมือง การละเล่นพื้นเมืองเป็นการละเล่นในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน แบ่งออกเป็น ภาคกลางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน แต่ละภาคจะมีลักษณะเฉพาะในการแสดง ทั้งนี้ขึ้นอยูก่ ับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ ประเพณี ศาสนา ความเชื่อและค่านิยม ทำให้เกิดรูปแบบการละเล่นพื้นเมืองขึ้นหลาย รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการแสดงที่เป็นเรื่องราวของการร้องเพลง เช่น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงบอก เพลงซอ หรือ รูปแบบการแสดง เช่น ฟ้อนเทียน เซิ้งกระหยัง ระบำตารีกีปัส ซึ่งแต่ละรูปแบบนี้จะมีทั้งแบบอนุรักษ์ปรับปรุงและ พฒั นา เพ่ือให้ดำรงอยสู่ บื ไป

ใบความรู้ นาฏยศพั ท์ นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์เฉพาะในทางนาฏศลิ ป์ ซ่ึงเปน็ ภาษาทใี่ ช้เปน็ สญั ลกั ษณแ์ ละส่ือความหมายกันใน วงการนาฏศลิ ปไ์ ทย นาฏยศพั ท์ แบง่ ออกเป็น 3 หมวด คอื 1. หมวดนามศพั ท์ หมายถึง ทา่ รำสือ่ ต่างๆ ทบ่ี อกอาการของทา่ นน้ั ๆ 1.1 วง เชน่ วงบน วงกลาง 1.2 จีบ เช่น จีบหงาย จบี ควำ่ จีบหลัง 1.3 ท่าเท้า เชน่ ยกเท้า ประเทา้ กระดก 2. หมวดกิริศัพท์ คือ ศัพท์ท่ีใชใ้ นการปฏบิ ตั ิอาการกิรยิ า แบ่งออกเป็นศัพท์เสริมและศัพทเ์ สือ่ ม 2.1 ศพั ทเ์ สริม หมายถงึ ศัพท์ท่ใี ชเ้ สริมทว่ งทใี หถ้ ูกตอ้ งงดงาม เชน่ ทรงตวั ส่งมือ เจียง ลกั คอ กด ไหล่ ถีบเข่า เป็นต้น 2.2 ศพั ท์เส่อื ม หมายถงึ ศพั ท์ท่ีใชเ้ รียกท่ารำทไี่ ม่ถูกระดบั มาตรฐาน เพ่ือใหผ้ ู้รำร้ตู ัวและตอ้ งแก้ไขทว่ งทีของตน ให้เข้าสู่ระดับ เชน่ วงล้า วงตัก วงล้น รำเล้ือย รำลน เป็นตน้ 3. หมวดนาฏยศพั ท์เบด็ เตลด็ คอื ศัพท์ทนี่ อกเหนือจากนามศพั ท์ กริ ยิ าศัพท์ ซึ่งจดั ไวเ้ ป็นหมวดเบด็ เตล็ด มี ดงั นี้ เหลย่ี ม หมายถงึ ระยะเข่าท้ังสองข้างแบะออก กวา้ ง แคบ มากน้อยสดุ แต่จะเปน็ ท่าของพระ หรือนาง ยกั ษ์ ลงิ เหลี่ยมทีก่ ว้างท่ีสุด คือเหลย่ี มยกั ษ์ เดินมอื หมายถึง อาการเคล่ือนไหวของแขนและมือ เพ่ือเชอ่ื มทา่ แม่ทา่ หมายถึง ท่ารำตามแบบมาตรฐาน เชน่ แมบ่ ท ขึ้นท่า หมายถึง ท่าที่ประดษิ ฐใ์ ห้สวยงาม แบง่ ออกเปน็ ก. ขึ้นทา่ ใหญ่ มีอยู่ 4 ท่า คอื 1) ทา่ พระสห่ี นา้ แสดงความหมายเจรญิ รงุ่ เรือง เปน็ ใหญ่ 2) ทา่ นภาพร แสดงความหมายเช่นเดยี วกับพรหมสีห่ น้า 3) ท่าเฉิดฉิน แสดงความหมายเกย่ี วกบั ความงาม 4) ทา่ พิสมัยเรียงหมอน มีความหมายเปน็ เกียรตยิ ศ ข. ขน้ึ ท่าน้อย มีอยูห่ ลายทา่ ต่างกัน คือ 1) ท่ามอื หนึ่งตั้งวงบวั บาน อกี มือหนึ่งจีบหลงั 2) ท่ายอดต้องตอ้ งลม 3) ทา่ ผาลาเพียงไหล่ 4) ท่ามอื หนึ่งตั้งวงบน อีกมือหนึ่งต้ังวงกลาง เหมือนทา่ บงั สรุ ยิ า 5) ทา่ เมขลาแปลง คือมือข้างท่ีหงายไม่ตอ้ งทำนิ้วล่อแกว้ พระใหญ่ – พระน้อย หมายถึง ตัวแสดงทมี่ บี ทสำคัญพอๆ กนั พระใหญ่ หมายถึงพระเอก เช่น อิเหนา พระราม สว่ นพระน้อย มีบทบาทเป็นรอง เช่น สังคามาระตา พระลักษณ์ นายโรง หมายถึง พระเอก เป็นศพั ท์เฉพาะละครรำ ยนื เครือ่ ง หมายถงึ แต่งเครือ่ งละครรำครบเคร่ือง นางกษัตริย์ บุคลิกทว่ งทีเรียบร้อย สงา่ มที ีท่าเป็นผู้ดี นางตลาด ท่วงทีว่องไว สะบดั สะบงิ้ ไมเ่ รียบร้อย เช่น นางยักษ์ นางแมว เปน็ ต้น

ภาษาทา่ หมายถึง การแสดงกิริยาท่าทางเพ่ือส่ือความหมายแทนคำพูด ส่วนมากใชใ้ นการ แสดงนาฏศลิ ป์และการแสดงละครตา่ งๆ ภาษาท่าแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังน้ี 1. ทา่ ทางทีใ่ ชแ้ ทนคำพูด เช่น ไป มา เรยี ก ปฏิเสธ 2. ท่าทางท่ใี ชแ้ ทนอารมณภ์ ายใน เช่น รัก โกรธ ดใี จ เสียใจ 3. ท่าแสดงกริ ยิ าอาการหรืออิรยิ าบถ เช่น ยืน เดนิ นง่ั การรา่ ยรำทา่ ต่างๆ นำมาประกอบบทรอ้ งเพลงดนตรี โดยมุ่งถงึ ความสง่างามของลีลาท่ารำ และจำเป็นต้อง อาศยั ความงามทางศิลปะเข้าชว่ ย วธิ กี ารใชท้ ่าทางประกอบบทเรยี น บทพากย์ และเพลงดนตรพี นั ทางนาฏศิลป์ เรยี กวา่ การตีบท หรอื การรำบท

ใบความรู้ เร่ือง รำวงมาตรฐาน ประวัติรำวงมาตรฐาน รำวงมาตรฐาน เปน็ การแสดงมาจากรำโทน เป็นการละเล่นพ้ืนบ้านอย่างหนงึ่ ของชาวไทยที่บ่งบอกถึงความ สนุกสนาน แต่เดิมรำโทนก็เล่นกันเป็นวงการเปลี่ยนจากรำโทนเป็นรำวงก็ยังคงรูปลกั ษณ์เดิมไว้ส่วนที่พัฒนาคอื ท่ารำ จัดให้เป็นท่ารำไทยพื้นฐานอย่างง่ายๆ สู่โลกสากล เรียนรู้ง่าย เป็นเร็ว สนุก และเป็นแบบฉบับของไทยโดยแท้ ทางด้านเน้ือร้องได้พัฒนาในทำนองสร้างสรรค์ รำวงทพ่ี ฒั นาแลว้ นีเ้ รียกว่า รำวงมาตรฐาน เนอ้ื เพลงในรำวงมาตรฐาน มีท้งั หมด 10 เพลง แต่ละเพลงจะบอกทา่ รำ (จากแมบ่ ท) ไว้ให้พร้อมปฏิบตั ิ ช่ือเพลงรำวงมาตรฐานและทา่ รำทีใ่ ช้ ช่อื เพลง ท่ารำ 1. งามแสงเดอื น 2. ชาวไทย 1. สอดสร้อยมาลา 3. รำมาซมิ ารำ 2. ชักแปง้ ผดั หน้า 4. คืนเดือนหงาย 3. รำสา่ ย 5. ดวงจันทรว์ นั เพ็ญ 4. สอดสรอ้ ยมาลาแปลง 6. ดอกไมข้ องชาติ 5. แขกเตา้ เขา้ รงั 7. หญงิ ไทยใจงาม 6. รำยว่ั 8. ดวงจนั ทรข์ วัญฟ้า 7. พรหมส่หี นา้ , ยงู ฟ้อนหาง 9. ยอดชายใจหาญ 8. ช้างประสานงา, จันทรท์ รงกลดแปลง 10. บชู านักรบ 9. (หญงิ ) ชะนีรา่ ยไม้ (ชาย) จอ่ เพลิงกาฬ 10. เทีย่ วแรก (หญงิ ) ขัดจางนาง (ชาย) จนั ทร์ทรงกลด เทีย่ วสอง (หญิง) ลอ่ แก้ว (ชาย) ขอแกว้

ลักษณะท่ารำแบบต่างของรำวงมาตรฐาน รำส่าย สอดสรอ้ ยมาลา ชักแป้งผัดหน้า แขกเตา้ เข้ารงั ช้างประสานงา, รำยว่ั ขดั จางนาง สอดสร้อยมาลาแปลง จนั ทร์ทรงกลดแปลง จันทรท์ รงกลด ชะนรี ่ายไม้ จ่อเพลิงกาฬ พรหมส่ีหนา้

ใบความรู้ เรอื่ ง การอนรุ กั ษ์นาฏศลิ ปไ์ ทย นาฏศลิ ปไ์ ทย เป็นผลผลิตทางวฒั นธรรมท่ีเปน็ รปู ธรรม ซ่ึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบรุ ษุ ของเราได้ สร้างและส่ังสมภูมปิ ัญญามาแต่โบราณเปน็ สิ่งทแ่ี สดงถึงเอกลักษณ์ของชาตซิ ึ่งแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความเป็นอารยประเทศ ของชาติไทยท่ีมคี วามเป็นเอกราชมาช้านานนานาประเทศในโลกตา่ งชนื่ ชนนาฏศิลปไ์ ทยในความงดงามวิจิตรบรรจง เป็นศลิ ปะท่ีมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์และสืบทอด แนวทางในการอนุรักษ์นาฏศลิ ปไ์ ทย 1. การอนุรักษ์รูปแบบ หมายถึง การรักษาให้คงรูปดังเดิม เช่น เพลงพื้นบ้านก็ต้องรักษาขั้นตอนการร้อง ทำนอง การแตง่ กาย ทา่ รำ ฯลฯ หรือหากจะผลติ ข้นึ ใหม่กใ็ ห้รักษารปู แบบเดิมไว้ 2. การอนรุ กั ษ์เนื้อหา หมายถึง การรักษาในด้านเนื้อหาประโยชนค์ ณุ ค่าดว้ ยวธิ ีการผลติ การรวบรวมข้อมลู เพอ่ื การศึกษา เชน่ เอกสาร และส่ือสารสนเทศต่างๆ การอนุรักษ์ทั้ง 2 แบบนี้ หากไม่มีการสืบทอดและส่งเสริม ก็คงไว้ประโยชน์ในที่นี้จะขอนำเสนอแนวทางใน การสง่ เสรมิ เพ่อื อนรุ ักษ์นาฏศิลปไ์ ทย ดังน้ี 1. จัดการศกึ ษาเฉพาะทาง ส่งเสริมให้มีสถาบนั การศึกษาดา้ นนาฏศลิ ปจ์ ัดการเรียนการสอน เพื่อสืบทอดงาน ศิลปะดา้ นนาฏศิลป์ เชน่ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ป์ สถาบันเอกชน องคก์ รของรฐั บางแห่ง ฯลฯ 2. จัดการเรียนการสอนในข้ันพืน้ ฐาน โดยนำวชิ านาฏศิลป์จดั เข้าในหลักสูตรและเข้าส่รู ะบบการเรียนการ สอนทุกระดับ ตามระบบท่ีควรจะใหเ้ ยาวชนไดร้ บั รูเ้ ปน็ ข้ันตอนต้งั แต่อนบุ าล – ประถม มัธยมศกึ ษา และอดุ มศึกษา ตลอดจนสถาบนั การศึกษาทุกระดับ จัดรวบรวมข้อมลู ตา่ งๆ เพอื่ ประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาค้นควา้ และบริการแก่ชุมชน ได้ด้วย 3. มีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบสื่อโฆษณาต่ างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ โดยนำศลิ ปวัฒนธรรมดา้ นนาฏศิลป์เขา้ มาเกย่ี วขอ้ งเพ่อื เป็นการสร้างบทบาทของความเปน็ ไทยให้เปน็ ท่ีรู้จกั 4. จัดเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรม ในรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์แก่หน่วยงานรัฐและเอกชน โดยทั่วไปทั้ง ภายในประเทศและต่างประเทศ 5. ส่งเสริมและปลูกฝังมรดกทางศิลปวัฒนธรรมภายในครอบครัว ให้รู้ซึ้งถึงความเป็นไทยและอนุรักษ์รักษา เอกลักษณไ์ ทย

ใบความรู้ การอนุรักษน์ าฏศลิ ป์ไทย นาฏศลิ ปไ์ ทย เปน็ ผลผลติ ทางวัฒนธรรมทเี่ ป็นรูปธรรม ซ่ึงนับเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมทีบ่ รรพบรุ ษุ ของเราได้ สร้างและสงั่ สมภูมิปัญญามาแตโ่ บราณ เป็นสงิ่ ทแ่ี สดงถึงเอกลักษณข์ องชาติ ซึ่งแสดงใหเ้ หน็ ถึงความเป็นอารยประเทศ ของชาติไทยที่มีความเป็นเอกราชมาชา้ นาน นานาประเทศในโลกตา่ งชื่นชนนาฏศลิ ป์ไทยในความงดงามวิจติ รบรรจง เปน็ ศิลปะที่มีคุณคา่ ควรแก่การอนรุ กั ษ์และสืบทอด แนวทางในการอนรุ ักษ์นาฏศลิ ป์ไทย 1. การอนุรักษ์รูปแบบ หมายถึง การรักษาใหค้ งรูปดังเดิม เชน่ เพลงพน้ื บ้านก็ตอ้ งรักษาขั้นตอนการร้อง ทำนอง การ แตง่ กาย ทา่ รำ ฯลฯ หรือหากจะผลิตข้นึ ใหม่ก็ให้รกั ษารปู แบบเดิมไว้ 2. การอนรุ ักษ์เน้ือหา หมายถึง การรักษาในด้านเน้ือหาประโยชนค์ ณุ คา่ ดว้ ยวธิ ีการผลิต การรวบรวมขอ้ มูลเพอ่ื การศึกษา เช่น เอกสาร และส่ือสารสนเทศตา่ งๆ การอนรุ ักษ์ทง้ั 2 แบบนี้ หากไม่มีการสบื ทอดและส่งเสริม กค็ งไวป้ ระโยชน์ในที่น้ีจะขอนำเสนอแนวทางใน การสง่ เสรมิ เพ่ืออนรุ กั ษน์ าฏศิลป์ไทย ดังนี้ 1. จัดการศกึ ษาเฉพาะทาง ส่งเสริมใหม้ ีสถาบันการศึกษาด้านนาฏศิลปจ์ ดั การเรยี นการสอน เพื่อสืบทอดงานศลิ ปะ ดา้ นนาฏศิลป์ เช่น วทิ ยาลยั นาฏศิลป์ สถาบนั เอกชน องค์กรของรัฐบางแห่ง ฯลฯ 2. จดั การเรียนการสอนในข้นั พืน้ ฐาน โดยนำวิชานาฏศิลปจ์ ดั เข้าในหลักสตู รและเขา้ สู่ระบบการเรียนการสอนทกุ ระดับ ตามระบบที่ควรจะให้เยาวชนได้รับรู้เปน็ ขน้ั ตอนต้งั แตอ่ นุบาล – ประถม มัธยมศึกษา และอดุ มศึกษา ตลอดจน สถาบันการศึกษาทุกระดบั จัดรวบรวมขอ้ มลู ต่างๆ เพ่ือประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาคน้ คว้า และบริการแก่ชุมชนได้ดว้ ย 3. มีการประชาสัมพนั ธ์ในรูปแบบส่อื โฆษณาตา่ งๆ ท้งั วิทยุ โทรทัศน์ และหนงั สือพิมพ์ โดยนำศิลปวัฒนธรรมดา้ น นาฏศิลปเ์ ข้ามาเกย่ี วขอ้ งเพื่อเปน็ การสร้างบทบาทของความเป็นไทยให้เป็นท่ีรูจ้ กั 4. จดั เผยแพร่ ศลิ ปวัฒนธรรม ในรูปแบบการแสดงนาฏศิลปแ์ ก่หนว่ ยงานรฐั และเอกชน โดยทั่วไปทง้ั ภายในประเทศ และต่างประเทศ 5. สง่ เสริมและปลูกฝงั มรดกทางศิลปวัฒนธรรมภายในครอบครัว ให้รู้ซึ้งถึงความเป็นไทยและอนรุ ักษ์รักษาเอกลักษณ์ ไทย

ใบงาน นาฏศลิ ปไ์ ทย คำชี้แจง ใหผ้ เู้ รยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. นาฏศลิ ปไ์ ทยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ใหผ้ ูเ้ รียนเขยี นช่อื การแสดงรำและระบำของนาฏศลิ ป์ไทยทเี่ คยชมให้มากที่สุด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ผู้เรยี นมีแนวทางการอนรุ ักษน์ าฏศิลป์ไทยอย่างไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำช้แี จง ใหผ้ ู้เรยี นเขียนบอกวา่ ภาพท่เี ห็นคือภาพท่ารำท่าใด และใช้กับช่อื เพลงใด ชื่อท่ารำ………………………………….…………………… เพลงทใ่ี ช้……………………………...........………………… ชือ่ ทา่ รำ………………………………….…………………… เพลงท่ีใช้……………………………...........………………… ช่อื ทา่ รำ………………………………….…………………… เพลงที่ใช้……………………………...........………………… ชอ่ื ท่ารำ………………………………….…………………… เพลงท่ใี ช้……………………………...........…………………

แผนการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ครัง้ ที่ 16 วันท่.ี .............................................................. 3 หน่วยกติ รายวชิ า พว22002 การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชีวิตประจำวนั 2 จำนวน เรอ่ื ง การกำเนิดของไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า จำนวน 3 ชั่วโมง สถานทพ่ี บกลุ่ม............................................................... ตวั ชี้วดั 1. บอกการกำเนดิ ของไฟฟ้า เน้ือหา การกำเนิดของไฟฟา้ 1. ไฟฟา้ ที่เกดิ จากการเสยี ดสีของวตั ถุ 2. ไฟฟ้าท่เี กดิ จากการทำปฏิกิริยาทางเคมี 3. ไฟฟา้ ทเ่ี กดิ จากความรอ้ น 4. ไฟฟ้าท่เี กิดจากพลงั งานแสงอาทิตย์ 5. ไฟฟา้ ที่เกดิ จากพลงั งานแมเ่ หล็กไฟฟ้า การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ขั้นนำ - ครูและผู้เรียนพูดคุยแลกเปลี่ยน บอกการเกิดของไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า เช่น เอาหวีถูที่ผม ๕ นาที พร้อมยกหวีขึ้น หวีจะดูดผมขึ้นมา ให้ผู้เรียนทุกคนใช้อุปกรณ์การเรียนทำตาม แล้วถามผู้เรียนว่าผู้เรียนรู้หรือไม่ว่า ทำไมหวถี งึ ดดู ผมขึน้ มาเกิดข้นึ ได้อยา่ งไร ให้ผู้เรียนได้แสดงความเห็น พรอ้ มใหค้ ำอธบิ ายเมอื่ ผ้เู รียนแสดงความเหน็ จบ - ครแู ละผูเ้ รยี นรว่ มกนั พดู คุยและแสดงความเห็นเก่ยี วกบั ประเภทของไฟฟา้ ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้ - ครูใหผ้ ้เู รียนแบ่งกลมุ่ ออกเป็น 4 กลมุ่ กลุ่มละเทา่ ๆ กนั - ครแู จกใบความรเู้ ร่อื ง การกำเนดิ ของไฟฟ้า และประเภทของไฟฟา้ - ให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าจากใบความรเู้ รอื่ ง การกำเนิดของไฟฟ้า และประเภทของไฟฟ้า - ครูมอบหมายงานให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันระดมความคิด โดยตั้งประเด็นให้ผู้เรียนบอกถึงการเกิดไฟฟ้า แตล่ ะวธิ ี และ ไฟฟ้าสถิต และไฟฟา้ กระแส ลงในกระดาษโฟชาร์ต - ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอตามหัวข้อหน้าช้ันเรียน เมื่อแต่ละกลุ่มนำเสนอเสร็จแล้ว ได้มีการเปิดโอกาสให้ สมาชิกกลุ่มอื่นๆ แลกเปลย่ี นเรียนรู้ แสดงความคดิ เหน็ ร่วมกันโดยมคี รเู ป็นท่ปี รกึ ษา - ครแู ละผู้เรยี นรว่ มกนั สรุปเน้อื หาในเรื่องความสำคัญ การกำเนิดของไฟฟ้า และประเภทของไฟฟ้า และทำใบ งาน เรือ่ ง การ กำเนดิ ของไฟฟ้า และประเภทของไฟฟา้ ข้ันสรปุ

- ผเู้ รียนจดบนั ทึก และสรปุ ผล เกบ็ รวบรวมไว้ในแฟม้ สะสมงาน - ผเู้ รียนนำความรู้ท่ีได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนร้ใู นกลุ่มผู้เรียนในเรื่องของการกำเนดิ ไฟฟ้า ประโยชน์ของ แต่ละการกำเนดิ ไฟฟา้ แตกตา่ งกันอย่างไรไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดำรงชีวติ สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ - หนังสือเรยี นการใชพ้ ลงั งานไฟฟา้ ในชีวติ ประจำวัน - ใบความรู้ การกำเนดิ ของไฟฟา้ และประเภทของไฟฟา้ - ใบงานการกำเนิดของไฟฟา้ และประเภทของไฟฟา้ - อินเตอรเ์ น็ต - ห้องสมุด กศน.ตำบล - แหล่งเรียนรู้ชุมชน - สือ่ วีดโิ อ การวัดผลและประเมนิ ผล - สังเกตพฤตกิ รรมระหว่างการเรียนรู้ - วัดความรูจ้ ากการทำกจิ กรรม - การมีส่วนร่วม - การตรวจผลงาน - บนั ทึกการเรยี นรู้ ความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ ........................................ผู้เสนอแผนการจัดการเรยี นรู้ พจิ ารณาแลว้ .............................................. (นายเสรมิ วทิ ย์ มณโี ชติ) (นายพรพล พทุ ธวิโร) ตำแหนง่ ครกู ศน.ตำบล ................/............................./................... ........./ ............. / ................ ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พจิ ารณาแลว้ ................................................................. .............................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหนง่ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอลำทบั ................/....................................../...................

ใบงานรายวิชา การใช้พลงั งานไฟฟ้าในชวี ิตประจำวนั คำช้แี จง ใหผ้ ้เู รยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ 1. แหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้ามาจากท่ีใดบา้ ง ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................... .......................... ............................................................................................................................. ............................................................ 2. แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าพลงั งานแสงอาทติ ย์ต้องมีสว่ นประกอบสำคัญ ......................................................................................................................................... ................................................ ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ 3. ถ่านไฟฉายและแบตเตอร่ีใหพ้ ลังงานไฟฟ้าได้อยา่ งไร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ....................................................................................................................................................................................... .. 4. ไฟฟา้ ที่เกดิ จากพลังงานความร้อน มีข้นั ตอนอยา่ งไร ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ 5. แหล่งกำเนิดไฟฟา้ ทีเ่ กดิ จากแม่เหล็กมหี ลักการอยา่ งไร ............................................................................................................................. ............................................................ .............................................................................................................................................................................. ........... ....................................................................................................................... .................................................................. 6. พลังงานไฟฟ้ามีกชี่ นิดอะไรบ้าง ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ...................................................................................................................................................................... ................... 7. ไฟฟา้ สถิต เกิดจากอะไร ...................................................................................... ................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ 8. ไฟฟา้ กระแสเกดิ จากอะไร .............................................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................ ................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................................ 9. ไฟฟา้ กระแสตรงมีชอื่ ย่ออะไรและมลี ักษณะอย่างไร และไฟฟา้ กระแสสลบั มีชือ่ ยอ่ อะไรและมลี ักษณะอยา่ งไร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................

แผนการเรียนรู้ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ ครั้งท่ี 17 วันท่.ี .............................................................. รายวชิ า พว22002 การใชพ้ ลังงานไฟฟ้าในชวี ติ ประจำวนั 2 จำนวน 3 หน่วยกติ เรือ่ ง สถานการณ์พลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซยี น จำนวน 3 ช่วั โมง สถานทีพ่ บกลุ่ม............................................................... ตัวชีว้ ัด 1. บอกสัดสว่ นเชอ้ื เพลิงทใี่ ชใ้ นการผลิตไฟฟา้ ของประเทศไทย 2. ตระหนกั ถึงสถานการณ์ของเชื้อเพลงิ ท่ีใชใ้ นการผลติ ไฟฟ้าของประเทศไทย 3. วิเคราะหส์ ถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย 4. เปรียบเทียบสถานการณพ์ ลงั งานไฟฟา้ ของไทยและประเทศในอาเซยี น เน้อื หา 1. สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย 1.1 สดั ส่วนการผลติ ไฟฟา้ จากเช้ือเพลิงประเภทต่างๆของประเทศไทย 1.2 ความตอ้ งการใชไ้ ฟฟ้าในแตล่ ะชว่ งเวลาในหนง่ึ วันของประเทศไทย 1.3 สภาพปจั จบุ ันและแนวโนม้ การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ 2. สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศในอาเซียน การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขั้นนำ - ครูทักทายผู้เรียน พูดคุยสนทนาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้ สิ่งที่สำคัญของการดำเนิน ชวี ติ ประจำวนั จะต้องอาศัยไฟฟ้าเป็นหลักปจั จยั พืน้ ฐาน ทา่ นมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเก่ียวกับการใช้ไฟฟ้าบนโลกใบ นี้และความต้องการในสถานการณ์ตา่ งๆ มคี วามสำคัญสำหรับบุคคลแต่ละบุคคลเป็นอย่างมาก ดงั น้ัน ถ้าหากปัจจุบัน ไม่มีการผลิตไฟฟ้าใช้จะมีวธิ รี ับอยา่ งไรบา้ ง ใหผ้ ูเ้ รยี นแสดง ความเห็น ขัน้ จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ - ครูแจกใบความร้เู ร่ือง สถานการณ์พลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน - ให้ผ้เู รียนศกึ ษาค้นคว้าจากใบความรูส้ ถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศในกลมุ่ อาเซยี น - ครูมอบหมายงานให้ผู้เรียน โดยตั้งประเด็นให้บอกถึงสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กนั - ตัวแทนผู้เรียนออกไปนำเสนอตามหัวข้อหน้าชั้นเรียน เมื่อผู้เรียนนำเสนอเสร็จแล้วได้มีการเปิดโอกาสให้ สมาชกิ คนอน่ื ๆแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั โดยมคี รเู ป็นที่ปรกึ ษา - ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาในเรื่อง สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศในกลุ่ม อาเซียน และทำใบงานเรือ่ ง สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซยี น ขน้ั สรุป - ผู้เรียนจดบันทกึ และสรปุ ผล เก็บรวบรวมไวใ้ นแฟ้มสะสมงาน

- ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้เรียนในเรื่องการใช้ไฟฟ้าไปประยุกต์ใช้ในการ ดำรงชวี ติ ส่ือและแหล่งเรยี นรู้ - หนังสอื เรียนการใช้พลงั งานไฟฟา้ ในชวี ติ ประจำวัน - ใบความรู้ การกำเนดิ ของไฟฟ้าและประเภทของไฟฟา้ - ใบงานการกำเนิดของไฟฟ้า และประเภทของไฟฟ้า - อนิ เตอรเ์ นต็ - หอ้ งสมุด กศน.ตำบล - แหล่งเรียนรชู้ มุ ชน - ส่อื วีดโิ อ การวัดผลและประเมนิ ผล - สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรียนรู้ - วัดความรู้จากการทำกิจกรรม - การมสี ว่ นร่วม - การตรวจผลงาน - บนั ทกึ การเรียนรู้ ความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจดั การเรยี นรู้ ประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ (นายเสริมวทิ ย์ มณีโชต)ิ พิจารณาแลว้ .............................................. ตำแหน่ง ครกู ศน.ตำบล ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พุทธวิโร) ................/............................./................... ความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแล้ว ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอลำทบั ................/....................................../...................

ใบงานรายวิชา การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชวี ิตประจำวนั เรื่อง สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศในกลุม่ อาเซียน และโลก ***************************************************************************************************************************** *** คำชแี้ จง ใหผ้ เู้ รียนตอบคำถามต่อไปน้ี 1. สดั ส่วนเชือ้ เพลิงท่ใี ชใ้ นการผลติ ไฟฟ้ามากท่สี ุดในประเทศไทยและอาเซียน คืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ................................................ ....... 2. สดั ส่วนเชอ้ื เพลงิ ท่ีใชใ้ นการผลติ ไฟฟ้ามากที่สดุ ในโลก คืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. . ...................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ................................ ....................... ............................................................................................................ ........................................................................ 3. ประเทศไทยรบั ซ้อื กา๊ ซธรรมชาตจิ ากประเทศใดมาผลิตไฟฟา้ มากทส่ี ุด ........................................................................................................................ .... ........................................................ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. .......... ............................................. 4. ประเทศไทยมีความตอ้ งการใช้พลงั งานไฟฟา้ มากขนึ้ ทุกปีเนื่องจากสาเหตุใด ............................................................................................................................. ............ ........................................... ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 5. โรงไฟฟ้าประเภทใดเหมาะทีจ่ ะน ามาผลิตไฟฟา้ ตามความต้องการไฟฟ้าพ้นื ฐาน ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................................................ ........ ........................................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ................... ....................................

แผนการเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ ครั้งท่ี 18 วันท่ี............................................................... 3 หน่วยกิต รายวชิ า พว22002 การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชวี ิตประจำวนั 2 จำนวน เรื่อง เช้อื เพลิง และพลงั งานทีใ่ ชใ้ นการผลติ ไฟฟา้ จำนวน 3 ช่ัวโมง สถานท่พี บกลุ่ม............................................................... ตัวช้ีวัด 1. บอกประเภทเชือ้ เพลิงและพลงั งานท่ีใช้ในการผลิตไฟฟ้า 2. เปรียบเทยี บขอ้ ดีขอ้ จำกัดของเชื้อเพลงิ และพลงั งานที่ใช้ในการผลติ ไฟฟ้า 3. ยกตวั อย่างพลังงานทดแทนทีม่ ีในชมุ ชนของตนเอง เนอ้ื หา 1. เชื้อเพลงิ ฟอสซลิ 1.1 ถา่ นหิน 1.2 น้ำมัน 1.3 กา๊ ซธรรมชาติ 2. พลังงานทดแทน 2.1 ความสำคญั ของพลังงานทดแทน 2.2 ประเภทของพลงั งานทดแทน 2.3 หลกั การทำงานของพลังงานทดแทน 2.3.1 พลงั งานลม 2.3.2 พลังงานน้ำ 2.3.3 พลงั งานแสงอาทติ ย์ 2.3.4 พลงั งานชีวมวล 2.3.5 พลังงานความรอ้ นใตพ้ ภิ พ 2.4 ข้อดี ข้อจำกดั ของพลงั งานทดแทน การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขั้นนำ - ทำความเข้าใจกับสภาพ ปัญหา ความต้องการในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ โดยดึงความรู้และประสบการณ์เดิม ของผู้เรียน เน้นการมีส่วนร่วม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนความคิดและอภิปรายโดยให้เชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ เร่ืองเช้อื เพลิงฟอสซิล และพลังงานทดแทน ขั้นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ - ครแู ละผู้เรียนรว่ มกันแลกเปล่ยี นเรียนรู้และสรปุ ความรู้เบ้ืองต้น โดยใชค้ ำถามปลายเปิดในการชวนคดิ ชวน คุย เป็น เครื่องมือ ดว้ ยกระบวนการการระดมสมอง สะทอ้ นความคดิ และอภิปราย ข้ันสรปุ - ผูเ้ รียนจดบนั ทกึ และสรุปผล เก็บรวบรวมไวใ้ นแฟม้ สะสมงาน

- ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้เรียนในเร่ือง เชื้อเพลิง ฟอสซิล และพลังงาน ทดแทน ประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่ือการประหยัดพลังงานในการดำรงชวี ิต ส่ือและแหลง่ เรยี นรู้ - หนงั สอื เรียนการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวติ ประจำวัน - ใบความรู้ เชื้อเพลิง และพลังงานที่ใช้ในการผลติ ไฟฟา้ - ใบงานเช้อื เพลิง และพลังงานที่ใชใ้ นการผลติ ไฟฟ้า - อนิ เตอรเ์ นต็ - ห้องสมดุ กศน.ตำบล - แหล่งเรยี นรูช้ มุ ชน - สื่อวดี ิโอ การวดั ผลและประเมินผล - การสงั เกต - การชกั ถาม - การมสี ่วนรว่ ม - การตรวจผลงาน - บันทึกการเรยี นรู้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจัดการเรยี นรู้ ประเมินแผนการจดั การเรียนรู้ (นายเสริมวิทย์ มณีโชต)ิ พิจารณาแลว้ .............................................. ตำแหน่ง ครกู ศน.ตำบล ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พุทธวโิ ร) ................/............................./................... ความคดิ เห็นและขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแล้ว ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหน่ง ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................

ใบงานรายวชิ า การใช้พลังงานไฟฟา้ ในชวี ติ ประจำวนั เรอ่ื ง เช้อื เพลิงและพลังงานที่ใชใ้ นการผลติ ไฟฟ้า ***************************************************************************************************************************** *** คำช้แี จง ให้ผเู้ รยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1.เชอ้ื เพลิงฟอสซิล (Fossil fuel) คืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ................................................................................................................................................................................ .... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................ ................................. ....... ........................................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 2.พลงั งานทดแทน หมายถึงอะไร ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................... ................................ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. .................................... ................... ............................................................................................................... ..................................................................... 3.พลงั งานนวิ เคลียรค์ อื อะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ................................................ ....... 4.พลงั งานความร้อนใต้พภิ พ มักพบในบรเิ วณที่เรียกว่าอะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 5.จงอธิบายกระบวนการเปล่ียนรปู พลังงานลมเป็นพลงั งานไฟฟ้า ............................................................................................................................. ................ ....................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ............................................... ........


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook