แผนการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ครั้งที่ 14 วันท่ี............................................................... รายวชิ า พช31003 ศลิ ปศึกษา จำนวน 2 หน่วยกิต เรื่อง ดนตรสี ากล จำนวน 3 ชวั่ โมง สถานท่พี บกลุ่ม............................................................... ตวั ชี้วดั 1. อธิบายประวตั ิ ความเปน็ มาและวิวัฒนาการของเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทต่างๆ 2. อธบิ ายคุณค่าและความไพเราะของการเล่นเครือ่ งดนตรีสากล และสามารถวิเคราะห์ วพิ ากษ์วจิ ารณ์ 3. อธิบายถึงคุณคา่ และความไพเราะของเพลงสากล และสามารถวิเคราะห์วพิ ากษ์ วจิ ารณ์ เพลงสากล เนื้อหา 1. ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของเคร่ืองดนตรีสากลประเภทต่างๆ 2. คุณคา่ และความไพเราะของการเล่นเครอื่ งดนตรีสากล และการวเิ คราะห์ วิพากษ์ วจิ ารณ์ 3. คณุ ค่าของความไพเราะของเพลงสากลและสามารถวเิ คราะหว์ พิ ากษ์ วิจารณ์ เพลงสากล คุณธรรม ความซ่ือสตั ย์ การจดั กระบวนการเรียนรู้ ขน้ั นำ (20นาที) ครูกบั ผ้เู รียนสนทนาถึงภมู ปิ ัญญาท้องถนิ่ ทางด้านดนตรีท่มี ใี นท้องถน่ิ ข้นั จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (120 นาท)ี 1. ครใู ห้ผู้เรียนทำกจิ กรรมนันทนาการ โดยการตบมอื เปน็ จงั หวะ 2. ทบทวน เน้ือหาทเ่ี รียนมาในครัง้ ท่ีแล้ว ในเรื่อง ทัศนศิลป์ 3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูซักถามผู้เรยี นในเร่ือง ดนตรสี ากลประเภทต่าง ๆ และคุณคา่ ความไพเราะ ของเพลงสากล โดยการสุ่มถาม และครูอธิบายเพ่ิมเติม ขั้นสรปุ (40 นาที) ครแู ละผู้เรียนสรปุ เน้อื หาสาระสำคัญของเรื่อง และใหผ้ ู้เรยี นจดบนั ทึก ส่อื และแหล่งเรยี นรู้ 1. ใบความรู้ เรอื่ งทศั นศิลป์ไทย 2. ใบงาน เรื่อง ทศั นศิลปไ์ ทย 3. อนิ เตอร์เน็ต 4. หนังสือเรียนวชิ าศิลปศึกษา
การวดั และประเมนิ ผล 1. ทดสอบย่อย 2. การสังเกต 3. การอภิปรายหนา้ ช้นั เรียน 4. ใบงาน ความคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมการ ประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้ ........................................ผเู้ สนอแผนการจัดการเรียนรู้ พิจารณาแล้ว .............................................. (นายมนตรี วรนิ ทรเวช) (นายพรพล พุทธวโิ ร) ตำแหน่ง ครศู รช. ................/............................./................... ........./ ............. / ................ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแล้ว ................................................................. .............................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหนง่ ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................
ใบความรู้ เรอ่ื ง คุณคา่ ของดนตรกี ับการดำรงชวี ิต ดนตรีสากล ดนตรเี กดิ ขนึ้ มาในโลกพร้อม ๆ กับมนษุ ย์เรานั่นเอง ในยุคแรกๆมนษุ ย์อาศัยอยู่ในป่าดงในถ้ำในโพรงไม้ แต่ ก็รู้จักการร้องรำทำเพลงตามธรรมชาติ เช่น รจู้ กั ปรบมอื เคาะหนิ เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และเปล่งเสียงร้องตาม เร่ือง การร้องรำทำเพลงไปเพื่อออ้ นวอนพระเจ้าเพ่ือช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาลความสขุ ความอุดมสมบรู ณต์ า่ ง ๆ ให้แกต่ นหรือเป็นการบูชาแสดงความขอบคุณพระเจ้าทีบ่ ันดาลให้ตนมีความสุขความสบายในระยะแรก ดนตรีมเี พยี ง เสยี งเดียวและแนวเดียวเท่าน้ันเรยี กวา่ Melody ไมม่ ีการประสานเสียงจนถงึ ศตวรรษท่ี 12 มนุษยเ์ ราเริ่มรูจ้ กั การใช้ เสียงต่างๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเปน็ ดนตรหี ลายเสยี งขนึ้ มา ยุคต่างๆของดนตรี นกั ปราชญ์ทางดนตรีไดแ้ บง่ ดนตรอี อกเป็นยคุ ต่างๆดังน้ี 1. Polyphonic Perio ( ค.ศ. 1200-1650 ) ยุคนี้เป็นยุคแรก วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนมีแบบฉบับ และหลักวชิ การดนตรขี ้นึ วงดนตรีอาชพี ตามโบสถ์ ตามบ้านเจ้านาย และมีโรงเรียนสอนดนตรี 2. Baroque Period ( ค.ศ. 1650-1750 ) ยุคนี้วิชาดนตรีได้เป็นปึกแผ่น มีแบบแผนการเจริญด้าน นาฏดรุ ิยางค์ มมี ากข้ึน มโี รงเรียนสอนเก่ยี วกับอุปรากร (โอเปรา่ ) เกิดขึ้น มีนกั ดนตรเี อกของโลก 2 ทา่ นคอื J.S. Bach และ G.H. Handen 3. Classical Period ( ค.ศ. 1750-1820 ) ยุคนี้เป็นยุคท่ีดนตรีเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ มีความรุ่งเรืองมากข้นึ มีนกั ดนตรีเอก 3 ทา่ นคือ Haydn Gluck และMozart 4. Romantic Period ( ค.ศ. 1820-1900 ) ยุคนี้มีการใช้เสียงดนตรีที่เน้นถึงอารมณ์อย่างเด่นชัดเป็น ยุคทด่ี นตรีเจรญิ ถึงขดี สุดเรยี กวา่ ยุคทองของดนตรี นกั ดนตรีเช่น Beetoven และคนอ่ืนอกี มากมาย 5. Modern Period ( ค.ศ. 1900-ปัจจุบัน ) เป็นยุคที่ดนตรีเปลี่ยนแปลงไปมาก ดนตรีประเภทแจ๊ส (Jazz) กลับมามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติ ศาสนา โดยเฉพาะทาง ดนตรีตะวันตก นับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนามาก บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเรียกว่าเพลงวัดนั้น ได้แตง่ ขนึ้ อย่างถูกหลักเกณฑ์ ตามหลักวชิ าการดนตรี ผแู้ ตง่ เพลงวัดต้องมีความรู้ความสามารถสูง เพราะต้องแต่ง ขึ้นให้สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้นิยมเลื่อมใสในศาสนามากขึ้น ดังนั้นบทเพลงสวดในศาสนาคริสต์จึงมีเสียงดนตรี ประโคมประกอบการสวดมนต์ เมื่อมีบทเพลงเกี่ยวกับศาสนามากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการลืมจึงได้มีผู้ประดิษฐ์ สัญลกั ษณต์ ่างๆแทนทำนอง เม่ือประมาณ ค.ศ. 1000 สัญลักษณ์ดงั กลา่ วคือ ตัวโนต้ (Note) นน่ั เอง โน้ตเพลงท่ี ใช้ในหลักวชิ าดนตรีเบื้องต้นเป็นเสียง โด เร มี นั้น เป็นคำสวดในภาษาละติน จึงกล่าวได้ว่าวิชาดนตรีมีจุดกำเนิด มาจากวัดหรือศาสนา ซึ่งในยุโรปน้ันถอื วา่ เพลงเกย่ี วกบั ศาสนาน้ันเปน็ เพลงช้นั สงู สดุ วงดนตรที ี่เกดิ ข้ึนในศตวรรษต้นๆ จนถงึ ปัจจุบัน จะมีลักษณะแตกต่างกนั ออกไป เคร่อื งดนตรีที่ใช้บรรเลงก็มจี ำนวนและชนดิ แตกตา่ งกันตามสมัยนิยม ลักษณะการผสมวงจะแตกต่างกันไป เมื่อผสมวงด้วยเครื่องดนตรที ี่ต่างชนิดกัน หรือจำนวนของผู้บรรเลงทีต่ ่างกนั ก็ จะมชี ื่อเรียกวงดนตรตี า่ งกัน ดนตรีสากลประเภทต่างๆ เพลงประเภทต่างๆ แบง่ ตามลักษณะของวงดนตรีสากลได้ 6 ประเภท ดงั นี้ 1. เพลงทบี่ รรเลงโดยวงออร์เคสตร้า ( Orchestra ) มดี ังน้ี
- ซิมโฟนี่ (Symphony) หมายถึงการบรรเลงเพลงโซนาตา ( Sonata) ทั้งวง คำว่า Sonata หมายถึง เพลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เช่นเพลงของไวโอลิน เรียกว่า Violin Sonata เครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ก็ เชน่ เดียวกนั การนำเอาเพลง โซนาตาของเครือ่ งดนตรีหลายๆชนดิ มาบรรเลงพร้อมกันเรียกวา่ ซิมโฟนี่ - คอนเซอร์โต ( Concerto) คือเพลงผสมระหว่างโซนาตากับซิมโฟนี่ แทนที่จะมีเพลงเดี่ยวแต่อย่าง เดียว หรือบรรเลงพรอ้ มๆกนั ไปในขณะเดยี วกนั เครอื่ งดนตรที ีแ่ สดงการเดีย่ วน้ัน สว่ นมากใชไ้ วโอลินหรือเปียโน - เพลงเบด็ เตลด็ เปน็ เพลงทแ่ี ต่งขน้ึ บรรเลงเบด็ เตลด็ ไมม่ ีเนื้อรอ้ ง วงออร์เคสตรา้ 2. เพลงท่ีบรรเลงโดยวงแชมเบอร์มวิ สิค ( Chamber Music ) เป็นเพลงสนั้ ๆ ต้องการแสดงลวดลาย ของการบรรเลงและการประสานเสียง ใช้เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเคร่อื งสาย คือไวโอลิน วิโอลา และเชลโล วงแชมเบอร์มวิ สคิ 3. สำหรับเดี่ยว เพลงประเภทนี้แต่งขึ้นสำหรับเครื่องดนตรีชิ้นเดียวเรียกว่า เพลง โซนาตาโอราทอริโอ (Oratorio) และแคนตาตา (Cantata) เป็นเพลงสำหรับศาสนาใช้ร้องในโบสถ์ จัดเป็นโอเปรา แบบหนึ่ง แต่เป็น เรือ่ งเกีย่ วกับศาสนา วงโอราทอรโิ อ
4. โอเปรา (Opera) หมายถึง เพลงทใี่ ชป้ ระกอบการแสดงละครท่ีมกี ารร้องโต้ตอบกันตลอดเรื่อง เพลง ประเภทน้ีใชใ้ นวงดนตรีวงใหญบ่ รรเลงประกอบละคร Operaท่ดี งั ที่สดุ เร่อื งหน่ึงของโลกคือเรื่อง The Phantom of the Opera 5. เพลงที่ขับร้องโดยทั่วไป ได้แก่ เพลงที่ร้องเดี่ยว ร้องหมู่หรือร้องประสานเสียงในวงออร์เคสตรา วง คอมโบ (Combo) หรือชาโดว์ (Shadow ) ซง่ึ นิยมฟังกันทั้งจากแผ่นเสยี งและจากวงดนตรีทบี่ รรเลงกนั อยูโ่ ดยทั่วไป *********** ประเภทของเครื่องดนตรสี ากล เครื่องดนตรีสากลมีมากมายหลายประเภท แบ่งตามหลักในการทำเสียงหรือวิธีการบรรเลง เป็น 5 ประเภท ดังน้ี 1. เครอื่ งสาย เครื่องดนตรีประเภทนี้ ทำให้เกิดเสียงโดยการทำให้สายสั่นสะเทือนสายที่ใช้เป็นสายโลหะหรือสาย เอ็น เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครือ่ งสาย แบง่ ตามวธิ กี ารเล่นเป็น 2 จำพวก คอื 1) เครือ่ งดีด ไดแ้ ก่ กตี าร์ แบนโจ ฮารป์ แบนโจ 2) เครอื่ งสี ได้แก่ ไวโอลิน วโิ อลา วิโอลา
2. เคร่ืองเปา่ ลมไม้ เคร่ืองดนตรีประเภทนี้แบง่ ตามวธิ ที ำใหเ้ กิดเสียงเปน็ 2 ประเภท คือ 1) จำพวกเปา่ ลมผา่ นช่องลม ได้แก่ เรคอร์เดอร์ ปคิ โคโล ฟลูต ปคิ โคโล 2) จำพวกเป่าลมผา่ นลนิ้ ได้แก่ คลาริเนต็ แซกโซโฟน คลารเิ นต็ 3. เครอื่ งเป่าโลหะ เครื่องดนตรีประเภทนี้ ทำให้เกิดเสียงโดยการเป่าลมให้ผ่านริมฝีปากไปปะทะกับช่องที่เป่า ไดแ้ ก่ ทรัมเปต็ ทรอมโบน เป็นต้น ทรมั เป็ต 4. เครือ่ งดนตรีประเภทคียบ์ อรด์ เคร่ืองดนตรีประเภทน้ีเล่นโดยใช้นิ้วกดลงบนล้ิมน้ิวของเคร่ืองดนตรี ได้แก่ เปียโน เมโลเดียน คีย์บอร์ด ไฟฟ้า อิเล็กโทน เมโลเดียน
5. เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งตี แบง่ เปน็ 2 กลุ่ม คือ 5.1) เครื่องตที ี่ทำทำนอง ไดแ้ ก่ ไซโลไฟน เบลไลรา ระฆงั ราว เบลไลรา 5.2) เคร่อื งตีทีท่ ำจงั หวะ ได้แก่ ทิมปานี กลองใหญ่ กลองแตร็ก ทอมบา กลองชดุ ฉาบ กรับ ลูกแซก ปลองทมิ ปานี คณุ ค่าความไพเราะของเพลงสากล ดนตรีเป็นสื่อสุนทรียศาสตร์ที่มีความละเอียด ประณีต มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ทั้งทางกาย และทาง จิต เมื่อเราได้ยินเสียงดนตรีที่สงบ ก็จะทำให้จิตสงบ อารมณ์ดี หากได้ยินเสียงเพลงที่ให้ความบันเทิงใจ ก็จะเกิด อารมณ์ที่สดใส ทั้งนี้เพราะดนตรีเป็นสื่อสุนทรียที่สร้างความสุข ความบันเทิงใจให้แก่มนุษย์ เป็นเครื่องบำบัด ความเครียด สร้างสมาธิ กล่อมเกลาจิตใจใหส้ ุขุม เยอื กเยน็ อารมณด์ ี โดยท่ไี มต่ ้องเสยี เวลา หรอื เสียเงินซ้ือหาแต่อย่าง ใดดนตรีมคี ุณคา่ ต่อมนุษย์มากมาย ดงั เชน่ เสาวนีย์ สังฆโสภณ กลา่ ววา่ จากงานวิจัยของตา่ งประเทศ ทำใหเ้ ราทราบวา่ ดนตรีมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบกล้ามเนื้อ และสภาพจิตใจ ทำให้สมองหลั่งสารแห่ง ความสุข เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ทำให้เกิดสติ ความรู้สึกนึกคิดที่ดี และนำมาใช้ได้ผลในเรื่องการคลาย ความเครยี ด ลดความวิตกกังวล ลดความกลวั บรรเทาอาการเจ็บปวด เพมิ่ กำลัง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดย นิยมใช้ในงานฟื้นฟูสุขภาพคนทั่วไป พัฒนาคุณภาพชีวิต ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพอการ ผู้ป่วยโรคจิต และเด็กมีความ
ต้องการเป็นพิเศษ เป็นต้นดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง เป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส กอ่ ให้เกิดความสุข ความปิติพอใจแก่มนษุ ยไ์ ด้ กล่าวว่า ดนตรีเป็นภาษาสากล เพราะเป็นสื่อความรู้สึกของชนทุกชาติได้ ดังนั้น คนที่โชคดีมีประสาทรับฟัง เปน็ ปกติ กส็ ามารถหาความสุขจากการฟังดนตรีได้ เมื่อเราได้ฟังเพลงที่มีจังหวะ และทำนองทีร่ าบเรยี บ นุ่มนวล จะทำ ให้เกิดความรูส้ กึ ผ่อนคลายความตึงเครียด ดว้ ยเหตุนี้ เมือ่ เราได้ฟังดนตรี ทีเ่ ลือกสรรแล้ว จะช่วยทำให้เรามีสุขภาพจิต ทีด่ ี อันมีผลดตี อ่ สุขภาพร่า กายด้วย ดนตรีจงึ เปรยี บเสมือน ยารกั ษาโรค การทีม่ ีเสียงดนตรีรอบบ้าน เปรียบเสมือนมี อาหารและวติ ามนิ ท่ชี ว่ ยทำใหค้ นเรามีสขุ ภาพแข็งแรง คุณประโยชน์ของดนตรีที่มีต่อมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงดนตรีมีผลต่อสภาวะทางร่างกาย แต่ความ เป็นจรงิ แล้ว ดนตรีเป็นเรอ่ื งของ “จติ ” แล้วสง่ ผลดมี าสู่ “กาย” ดังนน้ั จึงไมแ่ ปลกอะไร ท่เี รามกั จะไดย้ นิ ว่า ดนตรีช่วย กล่อมเกลาจิตใจ ทำให้คนอารมณ์ดี ไม่เครียด คลายปวด ฯลฯ เพราะดนตรีเป็นสื่อสุนทรียะ ที่ถ่ายทอดโดยใช้ เสียงดนตรีเป็นสื่อสุดท้ายของการบรรยายเรื่อง “สุนทรียศาสตร์ ทางดนตรี” จึงสรุปเป็นข้อคิดจากการศึกษามนเร่อื ง ของความงามในเสียงดนตรี ผู้เสพ ควรเลือกว่าจะเสพเพียงแค่ “เป็นผู้เสพ” หรือจะเป็น “ผู้ได้รับประโยชน์จากการ เสพ” เพราะดนตรีนั้นงามโดยใช้เสียงเป็นสื่อ แต่ขั้นตอนสำคัญในการถ่ายทอดคือ นักดนตรีถ่ายทอดโดยใช้ “จิต” ผฟู้ งั รับส่อื โดยใช้ “จิต” เป็นตัวรบั ร้รู บั สัมผสั อารมณต์ ่าง ๆ ผลจากการรับสมั ผัสดว้ ยจิตนนั้ เพลงที่สงบ ราบเรียบ จิตก็ จะว่าง (สูญญตา) ทำให้จิตขณะนั้นปราศจาก “กิเลส” ผู้ฟังจึงรู้สึกสบายใจ คลายความวิตกกังวล คลายความเศร้า คลายความเจ็บปวด ผู้ฟังเกิดสมาธิ จงึ เป็นผลให้สมองทำงานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ใบงาน เรื่อง คณุ คา่ ของดนตรีกับการดำรงชวี ิต คำส่ัง ให้ผเู้ รยี นทำการศกึ ษา คน้ ควา้ เพิม่ เตมิ ในเร่ืองต่อไปนี้ 1. เครอ่ื งดนตรีไทย แบ่งออกเป็นกี่ประเภท และมปี ระเภทอะไรบ้าง พร้อมท้ังยกตัวอย่างประกอบ อยา่ งน้อยประเภท ละ3 ชนิด 2. จงอธิบาย ความแตกตา่ งระหว่างเครื่องดนตรีไทย และเคร่ืองดนตรีสากล มาพอเขา้ ใจ 3. วงดนตรีสากลแบง่ ออกเปน็ กี่ประเภท และมีประเภทใดบ้าง
ใบความรู้ เรือ่ ง ดนตรสี ากลประเภทตา่ งๆ ประวตั ิ ภูมปิ ญั ญาทางดนตรีสากล องค์ประกอบของดนตรีสากล ดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชาติใด ภาษาใด ล้วนมีพื้นฐานมาจากส่วนต่างๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น ความแตกต่างใน รายละเอียดของแต่ละส่วนแต่ละวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่การที่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น กรอบ วฒั นธรรมของแต่ละสังคมจะเป็นปจั จยั ท่ีกำหนดในตรงตามรสนิยมของแต่ละวฒั นธรรมจนเปน็ ผลให้สามารถแยกแยะ ดนตรขี องชาตหิ น่ึงแตกตา่ งจากดนตรีของอีกชาติหน่งึ อย่างไร องค์ประกอบของดนตรีสากล ประกอบด้วย 1. เสียง (Tone) คีตกวีผู้สร้างสรรค์ดนตรี เป็นผู้ใช้เสียงในการสร้างสรรค์ผลิตงานศิลปะเพื่อรับใช้สังคม ผู้สร้างสรรค์ดนตรี สามารถสร้างเสียงที่หลากหลายโดยอาศัยวิธีการผลิตเสียงเป็นปัจจัยกำหนด เช่น การดีด การสี การตี การเป่า เสียง เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวน (Noise) เกิดจากการ สนั่ สะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ ลักษณะความแตกตา่ งของเสียงขนึ้ อยู่กบคุณสมบัตสิ ำคัญ 4 ประการ คือ ระดับ เสยี ง ความยาวของเสียง ความเขม้ ของเสียง และคุณภาพของเสียง 1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูง-ต่ำของเสียง ซึ่งเกิดการจำนวนความถี่ของการ สั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงที่มีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมี ความถี่ตำ่ ลักษณะการส่นั สะเทือนช้าจะสง่ ผลให้มรี ะดบั เสยี งต่ำ 1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) หมายถึง คุณสมบตั ทิ ี่เกี่ยวกับความยาว-ส้ันของเสียง ซึ่ง เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะ ในดนตรีตะวันตก การกำหนดความสั้น-ยาวของเสียง สามารถแสดงให้เห็นได้จากลักษณะของตัวโน้ต เช่น โน้ตตัวกลม ตัวขาว และตัวดำ เป็นต้น สำหรับในดนตรีไทยน้ัน แตเ่ ดมิ มิได้ใช้ระบบการบนั ทักโนต้ เป็นหลัก แตย่ ่างไรกต็ าม การสร้างความยาว-สั้นของเสียงอาจสังเกตได้จากลีลาการ กรอระนาดเอก ฆอ้ งวง ในกรณขี องซออาจแสดงออกมาในลกั ษณะของการลากคนั ชกั ยาวๆ 1.3 ความเขม้ ของเสียง (Intensity) ความเข้มของสียงเก่ียวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของ เสียง ความเข้มของเสยี งจะเปน็ คณุ สมบตั ิที่ก่อประโยชน์ในการเก้ือหนุนเสียงใหม้ ีลีลาจงั หวะท่ีสมบูรณ์ 1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสยี งทีแ่ ตกต่างกัน ปัจจัยที่ทำ ใหค้ ุณภาพของเสียงเกดิ ความแตกต่างกันน้ัน เกดิ จากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลติ เสยี ง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง และวัสดุที่ใช้ทำแหลง่ กำเนิดเสียง ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกดิ ลกั ษณะคุณภาพของเสียง ซึ่งเป็นหลักสำคัญให้ผู้ฟังสามารถ แยกแยะสีสันของสยี ง (Tone Color) ระหวา่ งเครื่องดนตรเี ครื่องหนงึ่ กบั เคร่อื งหน่งึ ได้อยา่ งชดั เจน 2. พ้นื ฐานจงั หวะ (Element of Time) จังหวะเป็นศิลปะของการจัดระเบียบเสียง ที่เกี่ยวข้องกับความช้าเร็ว ความหนักเบาและความสั้น-ยาว องค์ประกอบเหล่านี้ หากนำมาร้อยเรียง ปะติดปะต่อเข้าด้วยกันตามหลักวิชาการเชิงดนตรีแล้ว สามารถที่จะ สร้างสรรคใ์ ห้เกิดลีลาจังหวะอันหลากหลาย ในเชิงจติ วทิ ยา อิทธิพลของจังหวะที่มผี ลต่อผู้ฟังจะปรากฏพบในลักษณะ ของการตอบสนองเชงิ กายภาพ เชน่ ฟงั เพลงแลว้ แสดงอาการกระดกิ น้ิว ปรบมือร่วมไปด้วย 3. ทำนอง (Melody) ทำนองเป็นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความสูง-ต่ำ ความสั้น-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติ เหล่านี้เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างต่อเน่ืองบนพื้นฐานของความช้า-เร็ว จะเป็นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทำ ความเข้าใจไดง้ ่ายทส่ี ุด
ในเชงิ จติ วิทยา ทำนองจะกระตนุ้ ผฟู้ ังในส่วนของสตปิ ัญญา ทำนองจะมสี ่วนสำคัญในการสรา้ งความประทับใจ จดจำ และแยกแยะความแตกตา่ งระหว่างเพลงหนึง่ กับอีกเพลงหน่งึ 4. พน้ื ผิวของเสยี ง (Texture) “พ้ืนผิว” เปน็ คำทใี่ ชอ้ ยูท่ ว่ั ไปในวชิ าการด้านวจิ ิตรศลิ ป์ หมายถึง ลักษณะพน้ื ผวิ ของส่ิงต่างๆ เช่น พ้ืนผิวของ วัสดุทีม่ ีลักษณะขรุขระ หรือเกล้ียงเกลา ซงึ่ อาจจะทำจากวัสดุทต่ี า่ งกัน ในเชิงดนตรีนั้น “พื้นผิว” หมายถึง ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสาน สัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ตาม กระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้น จัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทัง้ สิน้ ลักษณะ รูปแบบพ้นื ผิวของเสียงมอี ยู่หลายรปู แบบ ดงั น้ี 4.1 Monophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน พ้นื ผวิ เสียงในลักษณะน้ีถือเปน็ รูปแบบการใช้แนวเสียงของดนตรีในยคุ แรกๆ ของดนตรใี นทกุ วฒั นธรรม 4.2 Polyphonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนว ทำนองขึ้นไป โดยแต่ละแนวมีความเด่นและเป็นอิสระจากกนั ในขณะที่ทุกแนวสามารถประสานกลมกลนื ไปด้วยกนั ลักษณะแนวเสียงประสานในรูปของ Polyphonic Texture มีวิวัฒนาการมาจากเพลงชานท์ (Chant) ซึง่ มพี นื้ ผวิ เสียงในลักษณะของเพลงทำนองเดียว (Monophonic Texture) ภายหลังได้มกี ารเพิ่มแนวขับร้อง เข้าไปอีกหนึ่งแนว แนวที่เพิ่มเข้าไปใหม่นี้จะใช้ระยะขั้นคู่ 4 และคู่ 5 และดำเนินไปในทางเดียวกับเพลงชานท์เดิม การดำเนินทำนองในลักษณะนี้เรียกว่า “ออร์กานุ่ม” (Orgonum) นับได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของการประสานเสียงแบบ Polyphonic Texture หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา แนวทำนองประเภทนี้ได้มีการพัฒนากา้ วหน้าไปมาก ซึ่งเป็นระยะเวลาที่การสอดทำนอง (Counterpoint) ได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการตกแต่งพื้นผิวของแนว ทำนองแบบ Polyphonic Texture 4.3 Homophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียง ที่ประสานด้วยแนวทำนองแนวเดียว โดยมี กลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุนในคีตนิพนธ์ประเภทน้ี แนวทำนองมักจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงสูงที่สดุ ในบรรดากลุ่มเสียงด้วยกัน ในบางโอกาสแนวทำนองอาจจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงต่ำได้ เช่นกัน ถึงแม้ว่าคีตนิพนธ์ ประเภทน้จี ะมีแนวทำนองทเี่ ดน่ เพยี งทำนองเดียวกต็ าม แต่กลุ่มเสยี ง (Chords) ที่ทำหน้าที่สนับสนนุ นัน้ มีความสำคญั ที่ไม่น้อยไปกว่าแนวทำนอง การเคลื่อนที่ของแนวทำนองจะเคลื่อนไปในแนวนอน ในขณะที่กลุ่มเสียงสนับสนุนจะ เคลือ่ นไปในแนวตั้ง 4.4 Heterophonic Texture เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนวมี ความสำคัญเท่ากันทุกแนว คำว่า Heteros เป็นภาษากรีก หมายถึงแตกต่างหลากหลาย ลักษณะการผสมผสานของ แนวทำนองในลักษณะนี้ เปน็ รปู แบบการประสานเสยี ง 5. สีสันของเสยี ง (Tone Color) “สีสันของเสียง” หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่กำเนิดจากแหล่งเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกำเนิดเสียง ดังกลา่ ว เปน็ ได้ทั้งทเ่ี ป็นเสยี งร้องของมนุษยแ์ ละเครอื่ งดนตรีชนิดต่างๆ ความแตกต่างของเสยี งร้องมนษุ ย์ ไมว่ ่าจะเป็น ระหว่างเพศชายกับเพศหญิง หรือระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานของการแตกต่างทางด้านสรีระ เช่น หลอดเสียงและกล่องเสียง เปน็ ตน้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดนตรีนั้น ความหลากหลายด้านสีสันของเสียง ประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน หลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง วัสดุที่ใชท้ ำเครื่องดนตรี รวมทั้งรปู ทรง และขนาด ปัจจัยเหล่านีล้ ว้ นส่งผลโดยตรง ต่อสสี ันของเสยี งเครื่องดนตรี ทำให้เกดิ คุณลกั ษณะของเสียงทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไป
5.1 วิธีการบรรเลง อาศัยวิธีดีด สี ตี และเป่า วิธีการผลิตเสียงดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยให้เครื่อง ดนตรีมคี ุณลกั ษณะของเสียงทต่ี ่างกัน 5.2 วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีของแต่ละวัฒนธรรมจะแตกต่างกันไปตาม สภาพแวดลอ้ มของสงั คมและยคุ สมยั วัสดุท่ีใชท้ ำเครือ่ งดนตรที ีแ่ ตกตา่ งกนั นบั เป็นปจั จัยทสี่ ำคญั ประการหนึง่ ท่ีส่งผล ใหเ้ กิดความแตกตา่ งในดา้ นสสี ันของเสยี ง 5.3 ขนาดและรูปทรง ลักษณะของเครื่องดนตรีที่มีรูปทรงและขนาดที่แตกต่างกัน จะเป็นปัจจัยท่ี ส่งผลให้เกิดความแตกตา่ งกนั ในด้านสีสนั ของเสยี งในลกั ษณะที่มีความสัมพันธก์ ัน 6. คีตลกั ษณ์ (Forms) คีตลักษณ์หรอื รปู แบบของเพลง เปรยี บเสมือนกรอบทห่ี ลอมรวมเอาจงั หวะ ทำนอง พนื้ ผิว และสีสันของเสียง ใหเ้ คล่อื นท่ีไปในทศิ ทางเดียวกัน เพลงท่ีมขี นาดส้นั -ยาว วนกลบั ไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทงั้ สิ้น ดนตรีมธี รรมชาตทิ แ่ี ตกต่างไปจากศลิ ปะแขนงอ่นื ๆ ซึ่งพอจะสรปุ ไดด้ ังนี้ 1. ดนตรีเป็นสื่อทางอารมณ์ที่สัมผัสได้ด้วยหู กล่าวคือ หูนับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้คนเราสามารถสัมผัส กบั ดนตรไี ด้ ผู้ทหี่ ูหนวกยอ่ มไมส่ ามารถทราบไดว้ ่าเสียงดนตรนี ้ันเปน็ อย่างไร 2. ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม กล่าวคือ กลุ่มชนต่าง ๆ จะมีวัฒนธรรมของตนเอง และวัฒนธรรมน้ี เองที่ทำให้คนในกลุ่มชนนั้นมีความพอใจและซาบซึ้งในดนตรีลักษณะหนึ่งซึ่งอาจแตกต่างไปจากคนในอีกวัฒนธรรม หนึ่ง ตัวอย่างเชน่ คนไทยเราซึ่งเคยชินกับดนตรีไทยและดนตรีสากล เมื่อไปฟังดนตรีพื้นเมืองของอินเดียกอ็ าจไม่รูส้ ึก ซาบซงึ้ แตอ่ ยา่ งใด แม้จะมคี นอินเดียคอยบอกเราว่าดนตรีของเขาไพเราะเพราะพริง้ มากกต็ าม เป็นตน้ 3. ดนตรีเป็นเรื่องของสุนทรียศาสตร์วา่ ด้วยความไพเราะ ความไพเราะของดนตรีเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถ ซาบซึง้ ได้และเกดิ ขึ้นเมื่อใดก็ได้ กับทุกคน ทกุ ระดบั ทกุ ชนช้นั ตามประสบการณข์ องแต่ละบคุ คล 4. ดนตรีเป็นเรื่องของการแสดงออกทางอารมณ์ เสียงดนตรีจะออกมาอย่างไรน้นั ขน้ึ อยู่กับเจ้าของอารมณ์ท่ี จะช่วยถ่ายทอดออกมาเป็นเสียง ดังนั้นเสียงของดนตรีอาจกลา่ วได้ว่าอยูท่ ี่อารมณ์ของผู้ประพันธ์เพลงที่จะใส่อารมณ์ ลงไปในเพลงตามทีตนต้องการ ผบู้ รรเลงเพลงกถ็ ่ายทอดอารมณ์จากบทประพนั ธ์ลงบนเครื่องดนตรี ผลท่กี ระทบต่อผู้ท่ี ฟังก็คือ เสียงดนตรีที่ประกอบขึ้นด้วยอารมณ์ของผู้ประพันธ์ผสมกับความสามารถของนักดนตรีที่จะถ่ายทอด ได้ถึง อารมณ์หรอมีความไพเราะมากน้อยเพียงใด 5. ดนตรีเป็นทั้งระบบวิชาความรู้และศิลปะในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ความรู้เกี่ยวกับดนตรีนั้น เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเสียงและการจัดระบบเสียงให้เป็นท่วงทำนองและจังหวะ ซึ่งคนเราย่อมจะศึกษาเรียนรู้ “ความรู้ที่เกี่ยวกับ ดนตรี” นี้ก็ได้ โดยการท่อง จำ อ่าน ฟัง รวมทั้งการลอกเลียนจากคนอื่นหรือการคิดหาเหตุผลเอาเองได้ แต่ผู้ที่ได้ เรียนรู้จะมี “ความรู้เกี่ยวกับดนตรี” ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงความไพเราะหรือซาบซึ้งในดนตรีได้เสมอไป เพราะการ เข้าถึงดนตรีเป็นเรื่องของศิลปะ เพียงแต่ผู้ที่มคี วามรู้เก่ียวกบั ดนตรีน้ันจะสามารถเขา้ ถึงความไพเราะของดนตรีไดง้ ่าย ขึน้ ประวัตภิ ูมิปัญญาทางดนตรีสากล ดนตรีสากลมกี ารพฒั นามายาวนาน และเกือบทั้งหมดเปน็ การพัฒนาจากฝั่งทวีปยุโรป จะมีการพัฒนาในยุค หลงั ๆทีด่ นตรีสากลมีการพฒั นาสูงในฝ่ังทวปี อเมรกิ าเหนือ ดนตรสี ากล สามารถแบ่งการพฒั นาออกเป็นช่วงยคุ ดงั น้ี 1. ดนตรีคลาสสิกยุโรปยุคกลาง (Medieval European Music พ.ศ. 1019 - พ.ศ. 1943) ดนตรี คลาสสิกยโุ รปยุคกลาง หรือ ดนตรียุคกลาง เป็นดนตรีทีถ่ ือว่าเป็นจุดกำเนิดของดนตรคี ลาสสิก เริ่มต้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1019 (ค.ศ. 476) ซึ่งเปน็ ปลี ม่ สลายของจักรวรรดโิ รมัน ดนตรใี นยคุ น้มี ีจุดประสงคห์ ลกั เพ่ือประกอบพิธีกรรมท่ี เกี่ยวข้องกับศาสนา และคาดกันวา่ มีต้นกำเนดิ มาจากดนตรใี นยคุ กรีกโบราณ
รปู แบบของดนตรคี ลาสสิกยุโรปยุคกลา 2. ดนตรยี ุคเรเนสซองส์ (Renaissance Music พ.ศ. 1943 - พ.ศ. 2143) นับเริ่มการนบั เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 1943 (ค.ศ. 1400) เมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงศิลปะ และฟื้นฟูศิลปะโบราณยุคโรมันและกรีก แต่ดนตรี ยงั คงเนน้ หนกั ไปทางศาสนา เพียงแต่เริ่มมกี ารใช้เครือ่ งดนตรที หี่ ลากหลายขนึ้ ดนตรียคุ เรเนสซองส์ 3. ดนตรียคุ บาโรค (Baroque Music พ.ศ. 2143 - พ.ศ. 2293) ยคุ นเี้ ริม่ ขึ้นเมื่อมีการกำเนิดอุปรากร ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600) และ สิ้นสุดลงเมื่อ โยฮันน์ เซบาสเทียน บาค เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2293 (ค.ศ. 1750) แตบ่ างครั้งก็นับว่าสน้ิ สดุ ลงในปี พ.ศ. 2273 (ค.ศ. 1730) เริม่ มีการเล่นดนตรีเพอ่ื การฟงั มากขนึ้ ในหมชู่ นชนั้ สูง นยิ มการเล่นเครอ่ื งดนตรีประเภทออร์แกนมากขน้ึ แตก่ ็ยงั คงเนน้ หนกั ไปทางศาสนา นกั ดนตรีท่ี มีช่ือเสยี งในยุคนี้ เช่น บาค ววิ ลั ดิ เป็นตน้ ดนตรียคุ บาโรค 4. ดนตรียุคคลาสสิค ( Classical Period Music พ.ศ. 2293 - พ.ศ. 2363) เป็นยุคที่มีการ เปลี่ยนแปลงมากที่สุด มีกฏเกณฑ์ แบบแผน รูปแบบและหลกั ในการเล่นดนตรีอย่างชัดเจน ศุนย์กลางของดนตรยี ุคน้ี คือประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะที่กรุงเวียนนา และเมืองมานไฮม์(Mannheim) นักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ เช่น โม ซารท์ เปน็ ตน้ ดนตรียคุ คลาสสิค
5. ดนตรียุคโรแมนติค (Romantic Music พ.ศ. 2363 - พ.ศ. 2443) เป็นยุคที่มีเริ่มมีการแทรกของ อารมณ์ในเพลง มีการเปลี่ยนอารมณ์ ความดังความเบา และจังหวะ ซึ่งต่างจากยุคก่อนๆซึ่งยังไม่มีการใส่อารมณ์ใน ทำนอง นักดนตรที ี่มชี ื่อเสียงในยคุ น้ี เช่น เบโธเฟน ชเู บริ ์ต โชแปง ไชคอฟสกี เปน็ ต้น ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน่ 6. ดนตรียุคศตวรรษที่ 20 (20th Century Calssical Music พ.ศ. 2443 - พ.ศ. 2543) นักดนตรี เริ่มแสวงหาแนวดนตรีที่ไม่ขึ้นกับแนวดนตรีในยุคก่อนๆ จังหวะในแต่ละห้องเริ่มแปลกไปกว่าเดิม ไม่มีโน้ตสำคัญ เกิดขึ้น(Atonal) ระยะห่างระหว่างเสียงกับเสียงเริ่มลดน้อยลง ไร้ท่วงทำนองเพลง นักดนตรีบางกลุ่มหันไปยึดดนตรี แนวเดิม ซึ่งเรียกวา่ แบบนีโอคลาสสิก (Neoclassic) นักดนตรีที่มีชื่อเสยี งในยุคนี้ เช่น อิกอร์ เฟโตโรวชิ สตราวนิ สกี เปน็ ต้น อิกอร์ เฟโดโรวิช สตราวนิ สกี 7. ดนตรยี คุ ปัจจบุ นั (ช่วงทศวรรษหลังของครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 - ปัจจุบนั ) ยคุ ของดนตรีป็อป (pop music) - ยุค 50 เพลงร็อกแอนด์โรลลไ์ ดร้ บั ความนิยม มศี ลิ ปินทไ่ี ด้รบั ความนยิ มอย่างเอลวสิ เพรสลยี ์ - ยคุ 60 เป็นยุคของทนี ไอดอลอย่างวง เดอะ บที เทลิ ส์, เดอะ บีชบอยส์, คลิฟ ริชาร์ด, โรลลิง่ สโตน, แซน ดี ชอว์ เป็นตน้ - ยุค 70 เป็นยุคของดนตรีดิสโก้ มีศิลปินอย่าง แอบบ้า, บีจีส์ และยังมีดนตรีประเภทคันทรีที่ได้รับความ นิยมอย่าง เดอะ อีเกิลส์ หรือดนตรีป็อปที่ได้รับอิทธิพลจากร็อกอย่าง เดอะ คาร์เพ็นเทอร์ส, ร็อด สจ๊วต, แครี ไซมอ่ น, แฌร์ เปน็ ตน้ - ยุค 80 มีศิลปินป็อปที่ได้รับความนิยมอย่าง ไมเคิล แจ็คสัน, มาดอนน่า, ทิฟฟานี, เจเน็ท แจ็คสัน, ฟลิ คอลลินส์, แวม ลกั ษณะดนตรจี ะมีการใส่ดนตรสี ังเคราะห์เข้าไป เพลงในยุคนี้ส่วนใหญจ่ ะเป็นเพลงเตน้ รำและยังมี อทิ ธิพลถงึ ทางด้านแฟช่นั ดว้ ย
วงดนตรี เดอะ อเี กลิ ส์ - ยุค 90 เริ่มได้อิทธิพลจากเพลงแนวอาร์แอนด์บี เช่น มารายห์ แครี, เดสทินี ไชลด์, บอยซ์ ทู เม็น, เอ็น โวค, ทีแอลซี ในยุคนี้ยังมีวงบอยแบนด์ที่ได้รับความนิยมอย่าง นิว คิดส์ ออน เดอะบล็อก, เทค แดท, แบ็คสตรที บอยส์ - ยุค 2000 มีศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่าง บริทย์นี สเปียร์, คริสติน่า อากีเลร่า, บียอนเซ่, แบล็ค อายด์ พีส์, จัสติน ทิมเบอร์เลค ส่วนเทรนป็อปอื่นเช่นแนว ป็อป-พังค์ อย่างวง ซิมเปิ้ล แพลน, เอฟริล ลาวีน รวมถึงการเกิด รายการสดุ ฮิต อเมรกิ ัน ไอดอลที่สร้างศิลปินอย่าง เคลล่ี คลาร์กสนั และ เคลย์ ไอเคน แนวเพลงป็อปและอาร์แอนด์บีเริ่ม รวมกัน มีลักษณะเพลงป็อปที่เพิ่มความเป็นอาร์แอนด์บีมากขึ้นอย่าง เนลลี เฟอร์ตาโด, ริฮานนา, จัสติน ทิมเบอร์เลค เปน็ ต้น
ใบงาน เรอื่ ง ดนตรีสากลประเภทต่าง ๆ ประวัติ ภมู ิปัญญาทางดนตรสี ากล คำส่ัง ให้ผู้เรยี นจดั ทำรายงาน เร่อื งดนตรสี ากลประเภทตา่ ง ๆ และประวตั ภิ มู ปิ ญั ญาทางดนตรสี ากล โดย กำหนดกรอบโครงรา่ งรายงาน ดังนี้ 1. ส่วนประกอบของรายงาน 1.1 ปก 1.2 คำนำ 1.3 สารบัญ 1.4 เนอ้ื เร่ืองดนตรีสากลประเภทต่าง ๆ และประวัตภิ ูมิปญั ญาทางดนตรีสากล พร้อมภาพประกอบ 1.5 ขอ้ คิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะ 1.6 เอกสารอา้ งอิง 2. จดั สง่ รายงานสง่ ตามท่ีกำหนด
แผนการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ครัง้ ท่ี 15 วนั ท่.ี .............................................................. รายวชิ า พว32023 การใชพ้ ลังงานไฟฟ้าในชวี ิตประจำวัน 3 จำนวน 3 หน่วยกติ เรือ่ ง สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศในกลมุ่ อาเซียน และโลก จำนวน 3 ชว่ั โมง สถานทพี่ บกลุ่ม............................................................... ตัวชี้วัด 1. บอกสดั สว่ นเชื้อเพลิงทใ่ี ชใ้ นการผลติ ไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศในอาเซียนและโลก 2. ตระหนกั ถึงสถานการณข์ องเช้อื เพลงิ ที่ใชใ้ นการผลติ ไฟฟ้าของประเทศไทย 3. วิเคราะหส์ ถานการณ์พลงั งานไฟฟา้ ของประเทศไทย 4. เปรียบเทยี บสถานการณ์พลังงานไฟฟา้ ของประเทศไทย ประเทศในอาเซยี นและโลก ๕. วเิ คราะห์สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย ๖. เปรียบเทียบสถานการณ์พลงั งานไฟฟา้ ของประเทศไทย ประเทศในอาเซียนและโลก เนือ้ หา 1. สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย 1.1 สดั ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชอื้ เพลงิ ประเภทตา่ ง ๆ ของประเทศไทย 1.2 การใช้ไฟฟ้าในแตล่ ะช่วงเวลาในหนง่ึ วนั ของประเทศไทย 1.3 สภาพปัจจุบันและแนวโนม้ การใช้พลังงานไฟฟา้ 1.4 แผนพฒั นากาํ ลงั การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) 2. สถานการณพ์ ลังงานไฟฟา้ ของประเทศในกล่มุ อาเซยี น 3. สถานการณ์พลงั งานไฟฟา้ ของโลก การจดั กระบวนการเรียนรู้ ขัน้ นำ 1. ครกู ล่าวทักทายและนาํ เขา้ ส้บู ทเรยี น 2. ครแู ละผเู้ รียนรว่ มกนั อธิบายเก่ยี วกบั เรอ่ื ง 1. สถานการณ์พลังงานไฟฟา้ ของประเทศไทย 1.1 สดั สว่ นการผลิตไฟฟา้ จากเชื้อเพลิงประเภทตา่ ง ๆ ของประเทศไทย 1.2 การใชไ้ ฟฟ้าในแตล่ ะช่วงเวลาในหน่งึ วันของประเทศไทย 1.3 สภาพปจั จุบันและแนวโนม้ การใชพ้ ลงั งานไฟฟา้ 1.4 แผนพฒั นากําลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) 2. สถานการณ์พลงั งานไฟฟ้าของประเทศในกลมุ่ อาเซียน 3. สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟา้ ของโลก ขัน้ จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ๑. ผเู้ รียนศกึ ษาจากใบความรู้ คลิปวิดีโอเสรมิ ความรู้และจากสอ่ื ตา่ งๆ ๒. ครแู ละผ้เู รยี นนาํ ความรูท้ ่ีไดม้ าแลกเปล่ียนเรยี นรู้
๓. ครูและผู้เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายและสรุปองคค์ วามร้ทู ่ีได้รบั ขัน้ สรปุ - ผเู้ รียนทำใบงาน - รว่ มกนั เฉลยกิจกรรม/ใบงานและพร้อมกันสรปุ เนอ้ื หาที่ไดเ้ รียนรู้ สอ่ื และแหลง่ เรยี นรู้ - หนังสอื เรียนการใช้พลังงานไฟฟา้ ในชวี ติ ประจำวนั - สื่อวีดิโอ การวดั ผลและประเมินผล ๑. สังเกต ๒. บันทึกการเรียนรู้ ๓. ใบงาน ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจัดการเรยี นรู้ ประเมนิ แผนการจดั การเรยี นรู้ (นายเสริมวิทย์ มณโี ชติ) พิจารณาแล้ว .............................................. ตำแหนง่ ครกู ศน.ตำบล ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พทุ ธวโิ ร) ................/............................./................... ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พจิ ารณาแล้ว ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวงั ) ตำแหนง่ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอลำทบั ................/....................................../...................
ใบงานรายวิชา การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชีวิตประจำวนั เร่อื ง สถานการณพ์ ลงั งานไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศในกลุ่มอาเซียน และโลก ***************************************************************************************************************************** *** คำชีแ้ จง ให้ผู้เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. สดั สว่ นเชือ้ เพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากทีส่ ดุ ในประเทศไทยและอาเซียน คืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ................................................ ....... 2. สดั สว่ นเชอ้ื เพลิงทีใ่ ชใ้ นการผลิตไฟฟ้ามากท่สี ดุ ในโลก คืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................................. ....................... ............................................................................................................ ........................................................................ 3. ประเทศไทยรบั ซื้อก๊าซธรรมชาตจิ ากประเทศใดมาผลิตไฟฟ้ามากท่สี ดุ ........................................................................................................................ .... ........................................................ ............................................................................................................................. ................ ....................................... ................................................................................................................................................ .................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 4. ประเทศไทยมีความตอ้ งการใช้พลังงานไฟฟา้ มากข้นึ ทุกปเี น่ืองจากสาเหตุใด ............................................................................................................................ ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 5. โรงไฟฟ้าประเภทใดเหมาะทจี่ ะน ามาผลิตไฟฟา้ ตามความต้องการไฟฟ้าพ้นื ฐาน ............................................................................................................................. ....................................................... ........................................................................................................................... . ........................................................ ............................................................................................................................. ....................................................... ................................................................................................................................................ .... ................................
แผนการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย คร้ังท่ี 16 วนั ท.่ี .............................................................. 3 หน่วยกิต รายวิชา พว32023 การใชพ้ ลังงานไฟฟ้าในชีวติ ประจำวัน 3 จำนวน เร่อื ง เช้ือเพลงิ และพลงั งานทีใ่ ชใ้ นการผลติ ไฟฟ้า จำนวน 3 ชัว่ โมง สถานที่พบกลุ่ม............................................................... ตวั ช้ีวัด 1. อธบิ ายกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากเชอ้ื เพลิงแต่ละประเภท 2. เปรยี บเทยี บต้นทุนการผลติ พลังงานไฟฟา้ ตอ่ หนว่ ยจากเช้ือเพลิงแต่ละประเภท 3. เปรยี บเทียบข้อดขี อ้ จํากดั ของเชือ้ เพลิงและพลังงานท่ีใช้ในการผลติ ไฟฟา้ 4. วิเคราะห์ศักยภาพพลงั งานทดแทนทมี่ ใี นชมุ ชนของตนเอง เนือ้ หา 1. เชอ้ื เพลงิ ฟอสซลิ 1.1 ถา่ นหิน 1.2 นา้ํ มนั 1.๓กา๊ ซธรรมชาติ 2. พลังงานทดแทน 2.๑ พลังงานลม 2.๒ พลงั งานนํา้ 2.๓ พลังงานแสงอาทติ ย์ 2.๔ พลงั งานชวี มวล 2.๕ พลงั งานความรอ้ นใต้พิภพ 2.๖ พลังงานนิวเคลียร์ 3. พลังงานทดแทนในชุมชน 3.1 พลังงานทดแทนจาก กระแสลม 3.2 พลงั งานทดแทนจากพลงั น้ํา 4. การวิเคราะหศ์ ักยภาพพลังงานทดแทนในชมุ ชน ๕. ตน้ ทุนการผลิตพลังงานไฟฟา้ ต่อหนว่ ยจากเช้ือเพลิงแตล่ ะประเภท ๖. ขอ้ ดีและข้อจํากัดของการผลติ ไฟฟา้ จากเชือ้ เพลงิ แต่ละประเภท ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ขัน้ นำ ๑. ครแู ละผู้เรยี นรว่ มกันสรา้ งความเข้าใจเรอ่ื งเช้อื เพลิงและพลงั งานทใี่ ช้ในการผลิตไฟฟา้ ๒. ครูและผู้เรียนร่วมกันเปรียบเทียบและวิเคราะห์ศักยภาพพลังงานทดแทนที่มีในชุมชนของตนเอง และ นาํ เสนอหนา้ ชั้น
ข้ันจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ผู้เรียนศกึ ษาค้นควา้ เกีย่ วกบั เรือ่ งเชอื้ เพลิงและพลงั งานท่ีใช้ในการผลิตไฟฟ้า ๒. ครูและผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้คําถามปลายเปิดในการชวนคิด ชวนคุยเพื่อหาข้อสรุปในการ เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยจากเชื้อเพลิงแต่ละประเภท และข้อดีและข้อจํากัดของการผลิต ไฟฟา้ จากเชอ้ื เพลิงแต่ละประเภท 3. ครใู ห้ผเู้ รียนทาํ ใบงานสง่ และรว่ มกันเฉลย 4. แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละไม่เกิน 5 คน ในการจัดทํารายงานเรื่อง เชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงาน ทดแทน พลงั งานทดแทนในชมุ ชน แลว้ นาํ เสนอในวนั พบกลุม่ ขัน้ สรุป 1. ผ้เู รียนสรปุ จดั ทาํ รายงาน และรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน ๒. ครูแก้ไขขอ้ บกพร่อง สอื่ และแหล่งเรียนรู้ - หนังสอื เรยี นการใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าในชวี ติ ประจำวนั - สื่อวีดโิ อ การวัดผลและประเมนิ ผล ๑. ตรวจใบงาน 2. สังเกตการมสี ว่ นรว่ มในการทํากิจกรรม 3. แบบทดสอบออนไลน์ มอบหมายงาน บนั ทกึ การเรยี นรู้ (กรต.) ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ ประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้ (นายเสริมวทิ ย์ มณีโชติ) พิจารณาแล้ว .............................................. ตำแหน่ง ครกู ศน.ตำบล ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พุทธวิโร) ................/............................./................... ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศึกษา พิจารณาแลว้ ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวงั ) ตำแหน่ง ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................
ใบงานรายวิชา การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เร่อื ง เชื้อเพลิงและพลังงานทีใ่ ช้ในการผลิตไฟฟ้า ***************************************************************************************************************************** *** คำชีแ้ จง ให้ผู้เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปน้ี 1.เชอื้ เพลงิ ฟอสซลิ (Fossil fuel) คืออะไร ............................................................................................................................. ............................................. .......... ....................................................................................................................... ............................................................. ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................................................. ....... ........................................................................................................................... . ........................................................ ............................................................................................................................. ....................................................... 2.พลงั งานทดแทน หมายถงึ อะไร ...................................................................................................................... ....... ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ........ ............................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. .................................... ................... ............................................................................................................... ..................................................................... 3.พลงั งานนิวเคลียรค์ ืออะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................................................ ........ ......................................................................................................................... .... ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ........................................................................................................................................ ..................................... ....... 4.พลงั งานความร้อนใต้พิภพ มักพบในบริเวณที่เรียกว่าอะไร .......................................................................................................................................................... .......................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 5.จงอธิบายกระบวนการเปลยี่ นรูปพลงั งานลมเป็นพลงั งานไฟฟ้า ............................................................................................................................. ....................................................... ....................................................................................................................................... ............................................. ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ............................................... ........
แผนการเรียนรู้ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย คร้ังท่ี 17 วนั ที่............................................................... รายวชิ า พว32024 วัสดุศาสตร์ 3 จำนวน 3 หนว่ ยกติ เร่อื ง หลกั วัสดศุ าสตร์ จำนวน 3 ชว่ั โมง สถานท่พี บกลุ่ม............................................................... ตวั ชวี้ ดั 1. บอกความหมายของวัสดุได้ 2. อธิบายประเภทของวัสดไุ ด้ 3. อธบิ ายสมบัตขิ องวัสดุได้ 4. ทดสอบสมบัตขิ องวัสดไุ ด้ 5. นำความร้เู รอ่ื งสมบัติของวัสดไุ ปใช้ได้ เนื้อหา 1 ความหมายของวัสดศุ าสตร์และประเภทของวัสดุ 2 สมบัติวัสดุ คุณธรรม การตรงต่อเวลา การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขนั้ นำ (20 นาที) กลา่ วทักทายนักศึกษาและร่วมสนทนาเก่ยี วกบั เร่ืองวสั ดุตา่ งทีม่ ีรอบตวั เราพร้อมให้นักศึกษายกตัวอย่างและ แสดงความคดิ เห็นรว่ มกนั ข้ันจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (120 นาท)ี 1. บรรยาย 2. ศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเองจากสื่อทเี่ กยี่ วข้อง 3. พบกล่มุ ทำการทดลอง อภปิ ราย แลกเปล่ียนเรยี นรู้ วิเคราะห์ และสรุปการเรยี นรู้ ที่ไดล้ งในเอกสารการ เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง ขั้นสรุป (40 นาที) 1. ครแู ละผเู้ รยี นสรปุ เนื้อหาสาระสำคัญของเรื่อง และให้ผ้เู รยี นจดบันทึก 2. ครูให้นักศึกษาทำใบงาน
สือ่ และแหล่งเรียนรู้ 1. ชุดวชิ า วัสดศุ าสตร์ 3 รหสั วชิ า พว32024 2. สื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ ได้แก่ - เว็บไซต์ - CD,DVD ท่เี กย่ี วขอ้ ง 3. แหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน ได้แก่ - มมุ หนงั สอื กศน.ตำบล - หอ้ งสมุดประชาชนอำเภอ - ศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่อื การศึกษา - เทศบาลและสำนักงานส่งิ แวดลอ้ ม การวัดและประเมนิ ผล 1. ทดสอบย่อย 2. การสังเกต 3. การอภปิ รายหนา้ ชน้ั เรียน 4. ใบงาน ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ ประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ (นายมนตรี วรนิ ทรเวช) พจิ ารณาแล้ว .............................................. ตำแหนง่ ครศู รช. ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พุทธวโิ ร) ................/............................./................... ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศึกษา พจิ ารณาแลว้ ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหนง่ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................
ใบความรู้ หลกั วสั ดศุ าสตร์ ความหมายของวัสดศุ าสตร์ วสั ดุศาสตร์ (Materials Science) คือ การศึกษาทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับวัสดุ เปน็ การนำความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ และ วศิ วกรรมศาสตร์ เพ่ืออธบิ ายถึงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบพืน้ ฐานของวัสดุ และสมบตั ิของวัสดุ ซึ่งความรู้ ดังกล่าวนี้ จะนำมาผลติ หรือสร้างเปน็ ผลิตภณั ฑพ์ ร้อมทง้ั หาคา่ สมรรถนะในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ความรู้ทนี่ ำมาใช้ นัน้ จะมลี กั ษณะเปน็ สหวิทยาการ คอื การใชค้ วามรใู้ นหลาย ๆ แขนงมาร่วมกนั วัสดศุ าสตรจ์ ึงยิ่งจำเป็นตอ้ งใช้ความรู้ หลายแขนงวชิ า ไม่ว่าจะเป็นความร้ทู างฟสิ กิ ส์ เคมี วศิ วกรรม ชวี วทิ ยา ไฟฟ้า คณติ ศาสตร์ หรอื การแพทย์ เข้ามาร่วม กนั เพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายสิ่งต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวเน่ืองกบั วัสดแุ ละสมบัตทิ ่สี นใจ ประเภทของวัสดุศาสตร์ ในปัจจบุ ันไม่วา่ วศิ วกร นกั วทิ ยาศาสตร์ หรือนกั เทคโนโลยี ล้วนต้องเกีย่ วข้องกับวสั ดุ (Materials) อยเู่ สมอ ท้ังในเชิงของผู้ใชว้ สั ดุ ผู้ผลติ และผู้ควบคมุ กระบวนการผลติ ตลอดจนผอู้ อกแบบท้ังในรปู แบบ องคป์ ระกอบ และ โครงสรา้ ง บคุ คลเหล่าน้จี ำเป็นอย่างยงิ่ ท่ีจะต้องเลือกใชว้ ัสดใุ ห้เหมาะสมถูกตอ้ งจากสมบัตขิ องวสั ดเุ หลา่ นน้ั นอกจากน้ี ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เมื่อมีความผดิ ปกติเกิดข้นึ มันเป็นเพราะเหตุใด โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในปจั จุบนั การคน้ คว้า ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มคี วามก้าวหน้าไปอยา่ งมาก วสั ดุใหม่ ๆ ถกู ผลติ ข้ึน และมกี ารค้นควา้ สมบตั ิพเิ ศษ ของวสั ดุ เพ่ือใช้ประโยชน์มากขนึ้ กระบวนการผลิตกส็ ามารถทำได้อยา่ ง มปี ระสิทธภิ าพ ทำให้ราคาของวัสดนุ ั้นต่ำลง วสั ดศุ าสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 2.1 โลหะ (Metallic materials) 2.2 พลาสตกิ หรอื พอลเิ มอร์ (Polymeric materials) 2.3 เซรามิกส์ (Ceramic materials) 3 2.1 วัสดปุ ระเภทโลหะ โลหะ (Metals) หมายถงึ วสั ดุทีไ่ ดจ้ ากการถลงุ สินแรต่ า่ ง ๆ อนั ได้แก่ เหล็ก ทองแดง อลมู เิ นยี ม นกิ เกิล ดบี ุก สังกะสี ทองคำ ตะกว่ั เปน็ ตน้ โลหะเมื่อถลงุ ไดจ้ ากสนิ แร่ในตอนแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโลหะเนื้อค่อนข้างบริสุทธ์ิ มี โครงสรา้ งเป็นผลึกซึ่งอะตอมจะมีการจดั เรียงตวั อย่างเป็นระเบียบและเฉพาะ โดยทวั่ ไปโลหะเป็นตัวนำความร้อนและ ไฟฟา้ ท่ดี ี แต่โลหะเหลา่ นมี้ กั จะมเี น้ืออ่อนไม่แข็งแรงเพียงพอท่ีจะนำมาใช้ในงานอตุ สาหกรรมโดยตรง สว่ นมากจะ นำไปปรบั ปรุงคุณสมบตั ิกอ่ นการใชง้ าน โลหะและโลหะผสม (Alloys) สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 พวก คือ 1) โลหะและโลหะผสมทม่ี เี หล็กเปน็ องค์ประกอบ (ferrous metals and alloys) โลหะพวกน้ีจะประกอบด้วยเหล็กท่ี มีเปอรเ์ ซ็นตส์ ูง เช่น เหล็กกล้า และเหลก็ หลอ่ 2) โลหะและโลหะผสมทีไ่ มม่ เี หล็กเป็นองคป์ ระกอบ หรือมีอย่นู อ้ ย (nonferrous metals and alloys) เช่น อะลมู ิเนยี ม ทองแดง สังกะสี ไทเทเนยี ม และนิกเกลิ คำว่า โลหะผสม (Alloys) หมายถึง ของผสมของโลหะต้ังแต่ 2 ชนิดหรอื มากกว่า 2 ชนิด หรือเปน็ โลหะผสมกบั อโลหะ 2.2 วสั ดุประเภทพอลิเมอร์ พอลิเมอร์ (Polymers) หมายถึง สารประกอบที่โมเลกลุ มขี นาดใหญ่มาก เกิดจากโมเลกลุ เดย่ี วมาเช่อื มต่อกนั ด้วย พนั ธะเคมีแตล่ ะโมเลกลุ เดยี่ วหรอื หนว่ ยย่อย เรียกว่ามอนอเมอร์ วสั ดพุ อลเิ มอร์ส่วนมากประกอบดว้ ยสารอนิ ทรีย์ (คารบ์ อนเปน็ องคป์ ระกอบ) ที่มโี มเลกุลเปน็ โซ่ยาว หรอื เป็นโครงข่าย โดยโครงสรา้ งแล้ววัสดพุ อลเิ มอรส์ ว่ นใหญไ่ ม่มี รูปร่างผลึก แต่บางชนิดประกอบดว้ ยของผสมของส่วนท่มี รี ูปรา่ งผลึกและสว่ นมากไม่มรี ปู รา่ งผลึก ความแข็งแรงและ
ความอ่อนเหนียวของวัสดพุ อลเิ มอร์มคี วามหลากหลาย เน่ืองจากลักษณะของโครงสร้างภายใน ทำใหว้ สั ดพุ อลเิ มอร์ ส่วนมากเป็นตวั นำไฟฟา้ ท่ีไม่ดี บางชนิดเปน็ ฉนวนไฟฟา้ ทด่ี ี โดยท่ัวไปวัสดุพอลิเมอร์ มคี วามหนาแน่นตำ่ และมีจดุ อ่อน ตวั หรอื อณุ หภูมิของการสลายตัวคอ่ นข้างต่ำ ประเภทของพอลิเมอร์ พอลเิ มอรเ์ ป็นสารที่มอี ยู่มากมายหลายชนดิ ซึง่ ในแตล่ ะชนิดกจ็ ะมีสมบัติและการกำเนิดทแี่ ตกตา่ งกนั ดังน้ัน การจัดจำแนกประเภทพอลิเมอรจ์ ึงสามารถทำได้หลายวิธขี ึน้ อยู่กับว่าใช้ลักษณะใดเปน็ เกณฑใ์ นการพจิ ารณา เรา สามารถจำแนกประเภทพอลเิ มอรไ์ ด้ โดยอาศยั ลักษณะต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. พจิ ารณาตามแหล่งกำเนิด เป็นวธิ ีการพจิ ารณาโดยดจู ากวิธีการกำเนิดของพอลเิ มอร์ชนิดนน้ั ซึ่งจะสามารถจำแนกพอลเิ มอรไ์ ด้เป็น 2 ประเภท คอื พอลเิ มอร์ธรรมชาติ และพอลเิ มอรส์ ังเคราะห์ 1) พอลเิ มอร์ธรรมชาติ (Natural Polymers) เป็นพอลิเมอร์ทีเ่ กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในส่งิ มีชีวติ ทกุ ชนดิ โดยพอลิเมอรธ์ รรมชาตเิ หลา่ นีเ้ ป็นสง่ิ ที่สง่ิ มชี วี ิตผลิตขน้ึ โดยอาศยั กระบวนการทางเคมตี ่าง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึนภายใน เซลล์ และมกี ารเกบ็ สะสมไวใ้ ช้ประโยชนต์ ามสว่ นต่าง ๆ ดงั นนั้ พอลิเมอรธ์ รรมชาตจิ งึ มีความแตกต่างกันไปตามชนดิ ของสิ่งมีชวี ิตและตำแหนง่ ท่ีพบในสงิ่ มชี ีวติ ตัวอย่างพอลเิ มอร์ธรรมชาติ ได้แก่ เส้นใยพืช เซลลูโลส และไคติน เปน็ ตน้ 5 2) พอลเิ มอร์สังเคราะห์ (Synthetic Polymers) เกิดจากการสังเคราะห์ขึน้ โดยมนษุ ย์ ด้วยวิธีการนำสารมอนอเมอร์ จำนวนมากมาทำปฏกิ ริ ยิ าเคมีภายใตส้ ภาวะที่เหมาะสม ทำให้มอนอเมอรเ์ หลา่ นั้นเกดิ พันธะโคเวเลนตต์ อ่ กนั กลายเป็น โมเลกุล พอลเิ มอร์ โดยสารมอนอเมอร์ท่ีมกั ใช้เป็นสารต้งั ต้นในกระบวนการสงั เคราะห์พอลเิ มอร์คือ สารไฮโดรคารบ์ อนทเี่ ปน็ ผลพลอยได้จากการกลนั่ นำ้ มันดบิ และการแยกแกส๊ ธรรมชาติ เช่น เอททลี นี สไตรีน โพรพิลนี ไวนิลคลอไรด์ เป็นต้น 2. พจิ ารณาตามมอนอเมอร์ที่เปน็ องคป์ ระกอบ เป็นวธิ กี ารพจิ ารณาโดยดูจากลกั ษณะมอนอเมอร์ ทเี่ ข้ามาสร้างพันธะรว่ มกัน โดยจะสามารถจำแนกได้เปน็ 2 ประเภท คือ 1) โฮโมพอลิเมอร์ (Homopolymer) คือ พอลเิ มอรท์ เี่ กดิ จาก มอนอเมอร์ ชนิดเดียวกันทั้งหมด เช่น แป้ง พอลิเอทิลีน และพีวีซี เป็นต้น ภาพท่ี 1.4 แสดงโมเลกลุ ของโฮโมพอลเิ มอร์ ทีม่ า : https://th.wikipedia.org/wiki/ 2) โคพอลเิ มอร์ (Copolymer) คือ พอลเิ มอร์ท่ีเกิดจากมอนอเมอร์มากกว่า 1 ชนิดขึน้ ไป เชน่ โปรตนี ซง่ึ เกดิ จาก กรดอะมโิ นทม่ี ลี ักษณะตา่ ง ๆ มาเช่อื มต่อกัน พอลิเอไมด์และพอลิเอสเทอร์ เป็นต้น ภาพท่ี 1.5 แสดงโมเลกุลของโคพอลเิ มอร์ ทีม่ า : https://th.wikipedia.org/wiki/ 3. พจิ ารณาตามลกั ษณะการใช้งานได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) อิลาสโตเมอร์ (Elastomer) หรือพอลิเมอร์ประเภทยาง อาจเปน็ พอลิเมอรธ์ รรมชาติ หรอื พอลิเมอร์สังเคราะห์ ท่ีมสี มบัติยดื หยุ่น เกิดจากลักษณะโครงสร้างโมเลกุล มลี กั ษณะม้วนขดไปมา และบิดเป็น เกลยี ว สามารถยดื ตัวได้เม่ือมีแรงดึง หดกลับได้เม่ือลดแรงดงึ และสามารถเกิด การยดื ตัวหดตวั ซ้ำไป ซำ้ มาได้ เช่น
2) เส้นใย (Fabric) คือ พอลเิ มอร์ท่ีประกอบดว้ ยโมเลกุลขนาดยาว ลักษณะโครงสรา้ งมีความเหนียวและยืดหยุ่น สามารถนำมาปนั่ เป็นเส้นยาวได้ เมอื่ นำมาสานจะได้ผลติ ภัณฑ์ที่มคี วามคงตัว เหมาะสำหรบั นำไปใชเ้ ป็น เคร่ืองนุ่งหม่ สามารถนำไปซกั รดี ได้ โดยไม่เสยี รปู หรือเสือ่ มคุณภาพ โดยเส้นใยนั้นมที ัง้ ทเ่ี กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ และได้จากการ สังเคราะห์ 3) พลาสติก (Plastic) คือ พอลิเมอร์กลมุ่ ใหญ่กวา่ พอลิเมอร์ประเภทอืน่ ๆ เปน็ พอลิเมอรท์ ่ีได้จากการสังเคราะห์ข้นึ โดยทัว่ ไปจะมีลักษณะอ่อนตวั ไดเ้ ม่ือไดร้ บั ความรอ้ น ทำให้สามารถนำไปหลอ่ หรือขน้ึ รูปเป็นรูปตา่ ง ๆ ได้ มสี มบัติ ระหวา่ งเส้นใยกับอลิ าสโตเมอร์ พลาสติกอาจจำแนกได้เปน็ พลาสติกยดื หยนุ่ และพลาสตกิ แขง็ 4) วัสดเุ คลือบผิว (Coating Materials) คือ พอลเิ มอร์ทใ่ี ช้ในการป้องกนั ตกแตง่ ผิวหน้าของวัสดุรวมถึงพอลเิ มอร์ ขนาดเลก็ ท่ีให้สี ใช้ยอ้ มผา้ ให้มีสตี า่ ง ๆ พอลเิ มอร์กนั นำ้ บางชนิดเคลอื บเหลก็ ไมใ่ หเ้ กิดสนิม นอกจากน้ี ยังรวมถงึ กาว กาวลาเทกซ์ และกาวพอลเิ มอร์ ชนดิ ต่าง ๆ 2.3 วสั ดุประเภทเซรามกิ ส์ เซรามกิ ส์ มรี ากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “เครามอส (Keramos)” หมายถงึ วัตถุทผ่ี า่ นการเผา ดังนน้ั ผลิตภัณฑ์เซรา มกิ สจ์ ึงครอบคลมุ ผลิตภณั ฑต์ ่าง ๆ ทใ่ี ชค้ วามร้อน ในกระบวนการผลติ ปัจจุบัน เซรามิกส์ หมายถึง ผลติ ภัณฑ์ทที่ ำจากวตั ถุดิบในธรรมชาติ เช่น ดิน หนิ ทราย และแร่ ธาตตุ ่าง ๆ นำมาผสมกัน ทำเปน็ ส่ิงประดิษฐ์แล้วเผาเพื่อเปลีย่ นเน้อื วสั ดุให้มคี วามแข็งแรงและคงรูปอยู่ได้ เช่น อฐิ ถว้ ยชาม แก้ว แจกัน เปน็ ตน้ วัสดุประเภทเซรามกิ ส์ ส่วนใหญ่ใชว้ ตั ถุดิบอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คอื วตั ถดุ ิบหลกั เช่น ดนิ เฟลด์สปาร์ อวอตซ์ และ วัตถดุ บิ รอง ซ่งึ เป็นวัตถุดบิ ช่วยเสริมใหผ้ ลติ ภัณฑท์ ่ีได้มคี ุณภาพสูงข้ึน เช่น ดกิ ไคซ์ โดโลไมต์ และสารประกอบออกไซด์ บางชนดิ ดนิ (Clays) เปน็ วตั ถุดบิ สำคัญในการผลติ เซรามิกส์หลายประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นภาชนะใสอ่ าหาร เครื่องสุขภณั ฑ์ กระเบ้ือง เป็นต้น ถ้าแบ่งดินตามลักษณะทางกายภาพอาจจำแนกได้เป็นดินขาว (Chaina clays) และ ดินเหนยี ว (Ball clays) เฟลด์สปาร์ (Feldspar) หรือหนิ ฟันมา้ เปน็ สารประกอบ อะลูมโิ นซิลิเกต (Al3O5Si) ใชผ้ สมกบั ดิน เพ่อื ชว่ ยให้สว่ นผสมหลอมตวั ทีอ่ ุณหภมู ติ ำ่ และทำใหผ้ ลิตภณั ฑ์มีความโปร่ง แสง ใชผ้ สมในนำ้ ยาเคลือบทำให้ผลิตภัณฑม์ ีความแวววาว ในอุตสาหกรรมแก้ว เม่ือเฟลดส์ ปารห์ ลอมตัวกบั แกว้ จะทำ ให้แก้วมคี วามเหนียว คงทนต่อการกระแทก และ ทนต่อความร้อนเฉียบพลนั ควอตซ์ (Quartz) หรอื หินเข้ียวหนุมาน เปน็ สารประกอบออกไซดข์ องซิลิคอนไดออกไซค์ (SiO2) หรือท่ีเรยี กวา่ ซิลิ กา ส่วนมากมีลกั ษณะใสไมม่ ีสี แต่ถ้ามีมลทนิ เจอื ปนจะทำใหเ้ กิดสตี า่ ง ๆ ควอตซ์ ทำหนา้ ทเ่ี ป็นโครงสร้างของผลิตภณั ฑ์เซรามิกส์ ชว่ ยให้เกิดความแขง็ แรง ไม่โคง้ งอ ทำใหผ้ ลิตภัณฑท์ ้ังก่อนเผาและหลังเผาหดตวั นอ้ ย แรโ่ ดโลไมต์ (Dolomite) หรือหินตะกอนท่มี ีองค์ประกอบหลกั คือ แคลเซยี มแมกนีเซียมคารบ์ อเนต (CaMg(CO3)2 มลี กั ษณะคลา้ ยหนิ ปูน ใช้ผสมกับเนือ้ ดินเพ่ือลดจดุ หลอมเหลวของวัตถดุ บิ และใช้ผสมในน้ำยาเคลือบ สารประกอบออกไซด์ เปน็ สารทใี่ ชเ้ ตมิ เพ่ือให้ผลติ ภณั ฑ์มีสมบัตแิ ละคุณภาพตามที่ตอ้ งการ เชน่ มสี มบตั ทิ นไฟ มี สมบัติโปรง่ แสงทึบแสง นอกจากน้ียงั มีวตั ถุดิบอ่ืนๆ เช่น ดิกไคต์ ซึง่ มอี งคป์ ระกอบเหมือนดนิ แต่มโี ครงสรา้ งผลกึ และสัดสว่ นขององค์ประกอบ ตา่ งกนั ปริมาณอะลูมินาท่ีองคป์ ระกอบมีผลต่อสมบัติของผลติ ภณั ฑ์ถ้าอะลูมนิ าเป็นองค์ประกอบรอ้ ยละ 28 – 32
โดยมวล จะมลี ักษณะเปน็ หนิ แข็งเหมาะสำหรับแกะสลกั เป็นรูปตา่ งๆ แตถ่ ้าอะลมู ินาเปน็ องค์ประกอบรอ้ ยละ11 – 28 โดยมวล เหมาะสำหรบั ใชผ้ ลติ วสั ดุทนไฟ กระเบือ้ งปพู ้ืนและถ้ามอี ะลมู ินาเปน็ องค์ประกอบ ในสัดสว่ นทน่ี อ้ ยกวา่ นี้ จะใช้ผสมทำปูนซเี มนต์ขาว เป็นตน้ กระบวนการผลิตเซรามิกสแ์ ตล่ ะชนิดประกอบดว้ ยขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การเตรียม วัตถดุ บิ การขนึ้ รปู การตากแห้ง การเผาดบิ การเคลอื บ การเผาเคลือบ นอกจากน้ีการตกแตง่ ใหส้ วยงามโดยการเขียน ลวดลายดว้ ยสหี รอื การติดรูปลอก ซึ่งสามารถทำไดท้ ้ังก่อนและหลังการเคลือบ
ใบความรสู้ มบตั ขิ องวสั ดุ การศกึ ษาและทดสอบสมบตั ิของวสั ดุ มีความสำคัญและมคี วามจำเปน็ ต่อผ้ปู ฏบิ ัตงิ าน ทั้งในดา้ นวทิ ยาศาสตร์ วศิ วกรรม และด้านเทคโนโลยี เพราะแตล่ ะกลุ่มย่อมต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ของวัสดุ เพ่อื ใช้อธิบาย ปรากฏการณต์ ่าง ๆ สำหรบั การออกแบบ หรอื ผลิตผลติ ภัณฑ์ ตลอดจนการสงั เคราะห์วัสดุชนิดใหม่ แตก่ ารศกึ ษา สมบัติวัสดุนีอ้ าจศึกษาในรายละเอยี ดทแี่ ตกต่างกนั เช่น หากเปน็ การศกึ ษาทางวทิ ยาศาสตร์ของวสั ดุ จะเปน็ การศึกษา ความสมั พันธท์ ีเ่ กิดขนึ้ ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติของวสั ดุ การศกึ ษาทางวศิ วกรรมศาสตร์ ของวัสดุ จะเป็นการอาศัย ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโครงสรา้ งและสมบตั ิในการออกแบบ เพอื่ สรา้ งผลิตภัณฑ์ใหไ้ ด้ตามต้องการ ดงั นน้ั การศึกษา สมบตั ิของวสั ดุโดยทัว่ ๆ ไป จำแนกได้ ดังนี้ 1) สมบัตทิ างเคมี (Chemical properties) เป็นสมบัติท่สี ำคัญของวัสดซุ ่งึ จะบอกลกั ษณะเฉพาะตวั ท่ีเก่ียวกบั โครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของธาตตุ ่าง ๆ ท่เี ป็นวัสดุ นัน้ ตามปกติสมบตั ินีจ้ ะทราบได้จากการทดลอง ในห้องปฏบิ ัตกิ ารเท่านน้ั โดยใช้วิธกี ารวเิ คราะห์แบบทำลายหรือไม่ ทำลายตัวอยา่ ง 2) สมบัติทางกายภาพ (Physical properties) เป็นสมบัติเฉพาะของวสั ดุที่เก่ียวกับการเกดิ อนั ตรกิริยา (Interaction) ของวัสดนุ น้ั กบั พลังงานในรูปตา่ ง ๆ กนั เชน่ ลกั ษณะของสี ความหนาแนน่ การหลอมเหลว ปรากฏการท่ีเกดิ เก่ยี วกับสนามแม่เหล็กหรอื สนามไฟฟา้ เปน็ ตน้ การ ทดสอบสมบตั นิ จี้ ะไม่มีการทำใหว้ ัสดนุ ัน้ เกดิ การเปล่ยี นแปลงทางเคมีหรอื ถกู ทำลาย 3) สมบัตเิ ชิงกล (Mechanical properties) เป็นสมบัตเิ ฉพาะตวั ของวสั ดุที่ถกู กระทำด้วยแรง โดยท่วั ไปจะเกีย่ วกับการยดื และหดตัวของวัสดุ ความแข็ง ความสามารถในการรบั น้ำหนัก ความสึกหรอ และการดดู กลนื พลงั งาน เป็นต้น 4) คณุ สมบตั ทิ างความร้อน (Thermal properties) เปน็ การตอบสนองของวสั ดุต่อปฏิบัตกิ ารทางความร้อน เช่น การดูดซับพลงั งานของของแขง็ ในรปู ของความร้อนดว้ ย การเพ่ิมข้ึนของอุณหภูมิและขนาด พลงั งาน จะถา่ ยเทไปยงั บรเิ วณที่มีอุณหภูมติ ำ่ กว่าถา้ วัสดุมีสองบริเวณท่ีมอี ุณหภูมิ ต่างกัน โดยวัสดุ อาจเกดิ การหลอมเหลวในบรเิ วณท่มี ีอณุ หภมู ิสงู ความจุความร้อน การขยายตัวจากความร้อนและ การนำความร้อนเปน็ สมบตั ิทางความร้อนที่สำคัญของวัสดขุ องแข็งในการนำไปใชง้ าน 3.1 สมบัติวัสดุประเภทโลหะ (Metallic Materials) วัสดพุ วกน้ีเปน็ สารอนนิ ทรยี ์ (Inorganic substances) ท่ีประกอบดว้ ย ธาตุ ทีเ่ ปน็ โลหะเพยี งชนิดเดียวหรอื หลายชนดิ กไ็ ด้ และอโลหะประกอบอยดู่ ว้ ยก็ได้ ธาตุที่ เปน็ โลหะ ไดแ้ ก่ เหลก็ ทองแดง อะลมู ิเนียม นิกเกิล และไทเทเนยี ม ธาตทุ ี่เปน็ อโลหะ ไดแ้ ก่ คาร์บอน ไนโตรเจน และ ออกซเิ จน โลหะที่มโี ครงสร้างเปน็ ผลกึ ซ่งึ อะตอมจะมีการจัดเรยี งตัวอย่างเป็นระเบียบและเฉพาะ ทำใหโ้ ลหะมสี มบัติ ดังน้ี 1. การนำไฟฟ้า เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี เพราะมีอิเลก็ ตรอนเคล่ือนท่ีไปได้ง่ายทั่วท้งั กอ้ นของโลหะ แตโ่ ลหะนำไฟฟ้าได้น้อยลง เมอ่ื อุณหภมู ิสงู ขึ้น เน่ืองจากไอออนบวกมกี ารส่ันสะเทอื นด้วยความถแี่ ละชว่ งกวา้ งท่ีสูงขึน้ ทำใหอ้ ิเลก็ ตรอนเคลื่อนที่ไม่ สะดวก 2. การนำความรอ้ น โลหะนำความร้อนได้ดี เพราะมอี เิ ล็กตรอนทเี่ คลือ่ นที่ได้ โดยอิเล็กตรอน
ซงึ่ อย่ตู รงตำแหน่งท่ีมอี ุณหภมู ิสงู จะมีพลังงานจลน์สูง และอิเล็กตรอนท่ีมีพลงั งานจลน์สูงจะเคล่อื นทไี่ ปยังสว่ นอื่นของ โลหะจงึ สามารถถา่ ยเทความร้อนใหแ้ กส่ ว่ นอน่ื ๆ ของ แท่งโลหะท่มี ีอุณหภมู ิตำ่ กว่าได้ 3. ความเหนียว โลหะตแี ผ่เป็นแผ่นหรือดงึ ออกเปน็ เส้นได้ เพราะไอออนบวก แตล่ ะไอออนอยู่ในสภาพเหมือนกนั ๆ กัน และได้รบั แรง ดึงดดู จากประจลุ บเทา่ กนั ท้งั แทง่ โลหะ ไอออนบวกจึงเล่อื นไถลผ่านกันได้โดยไม่หลดุ จากกัน เพราะมีกล่มุ ขออง อิเล็กตรอนทำหน้าทค่ี อยยดึ ไอออนบวกเหลา่ นี้ไว้ 4. ความมันวาว โลหะมผี วิ เป็นมนั วาว เพราะกล่มุ ของอิเล็กตรอนท่ีเคลือ่ นท่ไี ด้ โดยอสิ ระจะรบั และกระจายแสงออกมา จึงทำให้ โลหะ สามารถสะท้อนแสงซึง่ เปน็ คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าได้ 5. จดุ หลอมเหลว โลหะมจี ดุ หลอมเหลวสงู เพราะพนั ธะในโลหะ เป็นพันธะท่ีเกดิ จากแรงยดึ เหน่ียวระหว่างวาเลนซ์อิเลก็ ตรอนอิสระ ทง้ั หมดในกอ้ นโลหะกบั ไอออนจึงเป็นพันธะ ทแ่ี ขง็ แรงมาก 3.2 สมบตั ิวัสดุพอลิเมอร์ ชนิดของสมบัติของพอลิเมอร์แบง่ อย่างกว้างๆได้เปน็ หลายหมวดขน้ึ กับความละเอียด ในระดับนาโนหรอื ไมโครเป็น สมบตั ทิ ี่อธิบายลักษณะของสายโดยตรงโดยเฉพาะโครงสรา้ งของพอลเิ มอร์ ในระดบั กลาง เป็นสมบตั ิที่อธบิ ายสัณฐาน ของพอลเิ มอรเ์ มอื่ อย่ใู นท่ีว่าง ในระดบั กว้างเปน็ การอธิบายพฤติกรรมโดยรวมของพอลเิ มอร์ ซ่ึงเป็นสมบัตใิ นระดับการ ใช้งาน 1. จุดหลอมเหลว จุดหลอมเหลวท่ีใชก้ ับพอลเิ มอร์ไม่ใชก่ ารเปล่ียนสถานะ จากของแข็งเปน็ ของเหลวแตเ่ ป็นการเปลี่ยนจากรปู ผลึกหรือ กงึ่ ผลึกมาเปน็ รปู ของแข็ง บางคร้ังเรียกวา่ จุดหลอมเหลวผลกึ ในกลุ่มของพอลเิ มอรส์ ังเคราะห์จุดหลอมเหลวผลกึ ยงั เปน็ ท่ี ถกเถยี งในกรณขี องเทอร์โมพลาสติกเชน่ เทอรโ์ มเซตพอลเิ มอร์ ท่ีสลายตวั ในอุณหภมู สิ ูงมากกว่าจะหลอมเหลว 2. พฤตกิ รรมการผสม โดยทว่ั ไปสว่ นผสมของพอลเิ มอร์มีการผสมกันไดน้ ้อยกว่า การผสมของโมเลกุลเลก็ ๆผลกระทบน้เี ป็นผลจากแรง ขับเคลือ่ นสำหรับการผสมท่เี ปน็ แบบระบบปดิ ไมใ่ ช่แบบใช้พลงั งาน หรืออีกอยา่ งหนง่ึ วสั ดุท่ีผสมกนั ได้ที่เกดิ เป็น สารละลายไม่ใชเ่ พราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเลกลุ ที่ชอบทำปฏิกริ ิยากนั แตเ่ ปน็ เพราะการเพิม่ ค่าเอนโทรปี้และ พลังงานอิสระท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การเพ่ิมปรมิ าตรที่ใชง้ านได้ของแตล่ ะส่วนประกอบ การเพ่ิมขึ้นในระดบั เอนโทรป้ีขึ้นกับ จำนวนของอนุภาคที่นำมาผสมกัน 3. การแตกกิ่ง การแตกกงิ่ ของสายพอลิเมอรม์ ีผลกระทบต่อสมบตั ิทง้ั หมดของพอลิเมอร์ สายยาวท่ีแตกกง่ิ จะเพิ่มความเหนียว เน่ืองจากการเพม่ิ จำนวนของความซับซ้อนตอ่ สาย ความยาวอยา่ งสมุ่ และสายสน้ั จะลดแรงภายในพอลิเมอรเ์ พราะ การรบกวนการจัดตวั โซ่ขา้ งสน้ั ๆ ลดความเปน็ ผลึกเพราะรบกวนโครงสร้างผลกึ การลดความเปน็ ผลึกเก่ียวข้องกับ การเพ่ิมลกั ษณะโปร่งใสแบบกระจกเพราะแสงผา่ นบรเิ วณท่ีเปน็ ผลึกขนาดเล็ก 4. การนำความรอ้ น การนำความร้อนของพอลเิ มอร์ ส่วนใหญม่ ีค่าตำ่ ดว้ ยเหตนุ ้ีวสั ดพุ อลเิ มอร์จงึ ถูกนำมาใชเ้ ปน็ ฉนวนทางความร้อน เนอื่ งจากค่าการนำความร้อนต่ำเช่นเดียวกบั วัสดุ เซรามกิ ส์ โดยสมบตั คิ วามเป็นฉนวนของพอลิเมอร์จะสงู ข้ึนจากโครงสรา้ งทม่ี ีลักษณะเป็น
รูอากาศเล็ก ๆ ที่เกดิ จากกระบวนการเกดิ polymerization เช่น โฟมพอลีไสตรีนหรือทเี่ รยี กว่า Styrofoam ซงึ่ มักถกู นำมาใช้เป็นฉนวนกนั ความร้อน 3.3 สมบัตวิ ัสดุเซรามกิ ส์ วัสดเุ ซรามิกส์ เปน็ สารอนินทรยี ์ท่ปี ระกอบด้วยธาตทุ เี่ ปน็ โลหะและธาตุที่เปน็ อโลหะรวมตวั กันด้วยพันธะเคมี ทยี่ ึดจับ ตัวกนั จากการผ่านกระบวนการผลติ ท่ีอณุ หภมู ิสูง วสั ดเุ ซรามกิ สม์ ีโครงสร้างเปน็ ได้ท้ังแบบมรี ูปร่างผลกึ และไม่มรี ูปร่าง ผลกึ หรือเปน็ ของผสมของท้ังสองแบบ 1. การนำความร้อน การนำความร้อนของเซรามกิ ส์ จะเปน็ ฉนวนความรอ้ นมากขน้ึ ตามจำนวนอิเล็กตรอนอิสระทีล่ ดลง คา่ การนำความ รอ้ นของวสั ดเุ ซรามิกอยใู่ นชว่ งประมาณ 2 ถึง 50 วัตตต์ ่อเมตรเคลวนิ เมือ่ อุณหภมู ิสูงขึ้นการกระเจงิ จากการส่ันของ ผลกึ จะมากขึน้ ทำให้การนำความร้อนของวสั ดเุ ซรามิกส์ลดลง แต่ค่าการนำความร้อนจะกลับเพิม่ ข้นึ อีกครั้งทอี่ ุณหภูมิ สงู ทัง้ นี้ เนอ่ื งจากการถ่ายเทความร้อนของรงั สีอนิ ฟราเรด จำนวนหนง่ึ จะสามารถทำใหค้ วามรอ้ นถ่ายเทผา่ นวสั ดุเซรา มกิ สโ์ ปร่งใสได้ โดยประสทิ ธิภาพการนำความร้อนของกระบวนการน้จี ะเพิ่มข้ึนตามอุณหภูมทิ ีส่ งู ขึ้น สมบัติด้านการ เปน็ ฉนวนควบคูไ่ ปกับการทนความร้อนสูง ๆ และทนต่อการขดั สี ทำให้เซรามิกสห์ ลายชนดิ สามารถนำไปใช้บผุ นัง เตาเผาทีอ่ ุณหภมู สิ ูงเพ่ือหลอมโลหะ เชน่ เตาหลอมเหล็กกล้า การนำเซรามิกสไ์ ปใช้งานทางอวกาศนับวา่ มีความสำคัญ มาก คือ ใช้กระเบอ้ื งเซรามิกสบ์ ผุ นังกระสวยอวกาศ (space shuttle) วัสดุเซรามกิ สเ์ หลา่ น้ชี ่วยกันความร้อนไม่ให้ ผ่านเข้าไปถงึ โครงสร้างอะลมู เิ นยี มภายในกระสวยอวกาศเมื่อขณะบนิ ออก และกลบั เขา้ สู่บรรยากาศของโลกซึ่งมี อุณหภมู สิ งู ถึง 800 องศาเซลเซยี ส 2. ความเหนยี วของเซรามิกส์ เนือ่ งจากพันธะท่ีเกดิ ขึน้ ภายในโครงสรา้ งของเซรามิกเปน็ พันธะแบบ ไอออนิก – โคเวเลนต์ ดงั นั้นวัสดุเซรามกิ ส์จะมีความเหนยี ว (toughness) ทต่ี ่ำ มีงานวจิ ัยมากมายท่พี ยายามคน้ คว้า เพือ่ ปรับปรุง ความเหนียวของเซรามกิ ส์ อาทเิ ชน่ การทำอัดด้วยความร้อน (hot pressing) และเติม สารเคมีบาง ชนิดเพือ่ ให้เกิดพันธะข้ึน การทดสอบความต้านทานต่อการขยายตัวของรอยแตก (fracture – toughness tests) กบั วสั ดุเซรามิกสเ์ พ่ือหาคา่ ความสามารถกระทำไดเ้ ชน่ เดยี วกับในโลหะ 3.ความแขง็ ของเซรามิกส์ เนื่องจากเซรามิกส์มีความแข็งมาก ทำให้เราสามารถนำเอาวัสดุเซรามกิ สม์ าใชเ้ ปน็ วัสดสุ ำหรบั ขัดสี (abrasive materials) เพือ่ ตัด บด และขัดถวู สั ดุอนื่ ที่มคี วามแขง็ น้อยกวา่ เซรามกิ ส์เหล่านี้ ได้แก่อลูมิเนยี มออกไชด์ (aluminum oxide) และซลิ ิคอนคาร์ไบด์ (silicon carbide) เซรามิกส์ที่ใช้ เปน็ วสั ดสุ ำหรบั ขดั สจี ะตอ้ งมอี นภุ าคท่ีแข็งและมี ปรมิ าณรูพรนุ ทพ่ี อเหมาะ เพื่อใหอ้ ากาศและของ เหลวไหลผา่ นโครงสรา้ งได้ อลมู เิ นียมออกไซด์มักจะมคี วามเหนียวท่ี สงู กวา่ ซลิ คิ อนคารไ์ บด์แต่ ไม่แขง็ เท่า ดังนน้ั ซลิ ิคอนคาร์ไบดจ์ งึ ถูกใชม้ ากกว่า ในขณะเดียวกนั เม่ือผสมเซอรโ์ คเนยี ม ออกไชด์ (zirconium oxide) ลงไป อลมู เิ นียมออกไชด์จะทำให้เราได้วัสดุขดั สมี ีความแข็งแรง ความแข็ง และความคม มากยิ่งขึน้ นอกจากน้ยี งั มเี ซรามิกสท์ ใี่ ช้สำหรับขัดสี (abrasive ceramic) ท่ีสำคัญอีกชนิดหน่ึงคือโบรอนไนไตรด์ (boron nitride) ซึ่งมีชอื่ ทางการคา้ ว่า Borazon ซงึ่ มีความแข็ง เกอื บเท่ากับเพชร แต่ทนความรอ้ นไดด้ กี วา่ เพชร กล่าวโดยสรปุ การศกึ ษาสมบัติของวสั ดุแตล่ ะประเภท มคี วามสำคญั และ มคี วามจำเป็นต่อผูป้ ฏิบัตงิ านอย่างมาก เพือ่ ใหส้ ามารถออกแบบและสรา้ งผลติ ภัณฑ์ให้ไดต้ ามความต้องการและเกดิ ประโยชน์ตอ่ การใชง้ านมากทส่ี ุด โดยการ ออกแบบผลิตภัณฑจ์ ะต้องคำนึงถึงชนดิ และสมบตั ิของวสั ดทุ ีจ่ ะนำไปใช้
ใบงาน หลักวสั ดศุ าสตร์ 1. อธิบายความหมายของวสั ดุศาสตร์ ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. บอกประเภทของวสั ดศุ าสตร์ พร้อมยกตัวอยา่ งวัสดุแตล่ ะประเภททพี่ บใน ชีวติ ประจำวนั มาพอสงั เขป ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... .................................................................................................................................. .................... .............................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................................... ....... 3 บอกสมบตั ิของวัสดศุ าสตร์ประเภทต่าง ๆ มาพอสังเขป 1. สมบัติของโลหะ ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... ....................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... .................................. ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4 สมบัตขิ องพอลิเมอร์ ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................... ....................... ........................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 5 สมบตั ิของเซรามกิ ส์ ............................................................................................................................. ......................... .................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. ......................... .....................................................................................................................................................
แผนการเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ครง้ั ที่ 18 วันที่............................................................... รายวชิ า พว32024 วสั ดุศาสตร์ 3 จำนวน 3 หนว่ ยกติ เร่อื ง การใช้ประโยชน์และผลกระทบจากวัสดุ จำนวน 3 ชัว่ โมง สถานทีพ่ บกลุ่ม............................................................... ตัวชวี้ ัด 1. เลอื กใชว้ สั ดไุ ด้เหมาะสมกับการใช้งาน 2. อธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษจากการผลิตและการใช้งานได้ 3. อธบิ ายผลกระทบทเ่ี กิดจากการใช้วัสดตุ ่อส่ิงมีชีวติ และสิ่งแวดล้อม เนอื้ หา 1. การใชป้ ระโยชนจ์ ากวัสดุ 2. มลพษิ จากการผลติ และการใช้งาน 3. ผลกระทบจากการใชว้ สั ดุตอ่ สิ่งมชี วี ติ และสิ่งแวดล้อม คณุ ธรรม การตรงต่อเวลา การจดั กระบวนการเรียนรู้ ขน้ั นำ (20 นาท)ี กล่าวทกั ทายนักศึกษาและร่วมสนทนาเกย่ี วกับเร่ืองการใชง้ านวัสดตุ า่ ง ๆ และผลกระทบทีจ่ ะเกิดขึน้ จากการ ใชว้ สั ดรุ อบตัวเราพร้อมให้นกั ศึกษายกตวั อย่างและแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกัน ขั้นจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (120 นาท)ี 1. บรรยาย 2. ศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเองจากสอ่ื ทีเ่ ก่ยี วข้อง 3. พบกลุ่ม ทำการทดลอง อภิปราย แลกเปลย่ี นเรียนรู้ วเิ คราะห์ และสรปุ การเรยี นรู้ ที่ได้ลงในเอกสารการ เรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ขน้ั สรปุ (40 นาที) 3. ครแู ละผเู้ รียนสรุปเน้ือหาสาระสำคัญของเร่ือง และให้ผู้เรยี นจดบนั ทกึ 4. ครใู หน้ ักศึกษาทำใบงาน สือ่ และแหล่งเรียนรู้ 4. ชดุ วิชา วสั ดศุ าสตร์ 3 รหัสวิชา พว32024 5. สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ ไดแ้ ก่- เว็บไซต์ - หนังสอื เรยี นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
- CD,DVD ที่เกย่ี วขอ้ ง 6. แหลง่ เรียนรใู้ นชมุ ชน ได้แก่ - มมุ หนังสอื กศน.ตำบล - ห้องสมุดประชาชนอำเภอ - ศูนยว์ ทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการศึกษา - เทศบาลและสำนักงานสิง่ แวดลอ้ ม การวัดและประเมินผล 1. ทดสอบย่อย 2. การสงั เกต 3. การอภิปรายหนา้ ชน้ั เรียน 4. ใบงาน ความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจัดการเรยี นรู้ ประเมินแผนการจัดการเรยี นรู้ (นายมนตรี วรนิ ทรเวช) พิจารณาแล้ว .............................................. ตำแหนง่ ครศู รช. ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พทุ ธวิโร) ................/............................./................... ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแลว้ ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหนง่ ผ้อู ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................
ใบความรู้ การใชป้ ระโยชน์และผลกระทบจากวสั ดุ การใช้ประโยชน์จากวัสดุ มนุษยม์ คี วามผกู พนั กบั วสั ดศุ าสตรม์ าเป็นเวลาช้านาน หรืออาจกลา่ วได้ว่า“วัสดุศาสตร์อย่รู อบตวั เรา” ซง่ึ วัตถตุ ่างๆ ล้วนประกอบข้นึ จากวัสดุ โดยเราสามารถพัฒนาสมบตั ิของวัสดใุ หส้ ามารถใช้งานในดา้ นตา่ ง ๆ ใน ชวี ิตประจำวัน สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่ โลหะ พอลเิ มอร์ และเซรามิกส์ 1.1 วัสดุประเภทโลหะ โลหะทนี่ ิยมนำมาใชใ้ นงานอุตสาหกรรมสามารถแบ่งเปน็ กลุ่มใหญ่ ๆ 3 ประเภท ได้แก่ 1) โลหะจำพวกเหล็ก (Ferrous metal) เปน็ โลหะทม่ี แี หล่งทมี่ าจากสินแร่เหล็ก ซงึ่ เปน็ แรม่ ปี ริมาณมากบนพนื้ ผวิ โลก และมกี ารนำมาใชป้ ระโยชน์คิดเปน็ ปริมาณมากทสี่ ดุ 2) โลหะนอกกลุ่มเหล็ก (Nonferrous metal) สามารถแบ่งเป็นประเภท ยอ่ ย ๆ ได้ 3 ชนดิ คอื กลุ่มโลหะพืน้ ฐาน เป็นโลหะท่ีมีแหล่งกำเนิดเปน็ แร่ประเภทออกไซดห์ รอื ซัลไฟดซ์ ึง่ มกี ระบวน ถลุงเอาโลหะออกมาได้งา่ ย เช่น ทองแดง ตะกวั่ สังกะสี ดบี ุก พลวง เปน็ ตน้ กลุม่ โลหะหนกั เป็นโลหะทีม่ ีความหนาแน่นสงู กว่า 5 กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร เช่น แทนทาลัม ไทเทเนียม แคดเมียม ปรอท โครเมยี ม แมงกานสี นกิ เกิล เป็นต้น และกลมุ่ โลหะเบา ซึ่งเปน็ โลหะท่ีมีความหนาแนน่ น้อยกว่า 5 กรมั ต่อลูกบาศก์เซนตเิ มตร เช่น อะลมู ิเนียม แมกนเี ซยี ม เบริลเลยี ม เป็นต้น 3) โลหะมคี ่า (Precious metal) เป็นโลหะท่มี สี สี ันสวยงามและคงทน จงึ นิยมใช้ทำเปน็ เคร่อื งประดับ เช่น ทองคำ เงนิ และแพลทินัม นอกจากนี้โลหะมคี า่ ยงั มีความสำคญั ในด้านทนุ สำรองเงินตราระหวา่ งประเทศ เน่ืองจากมลู คา่ ของโลหะประเภทน้ี มีแนวโน้มเพมิ่ ข้นึ อยา่ งต่อเน่ือง เนอ่ื ง ดว้ ยโลหะมีคุณสมบัติท่ดี ีมากมายหลายประการจึงทำให้ความต้องการใชโ้ ลหะมเี พิม่ มากขนึ้ มาโดยตลอด ดงั จะเหน็ ได้ จากปัจจุบนั ทโ่ี ลหะเข้ามาเปน็ สว่ นหนงึ่ ในชวี ติ ประจำวันของมนุษยจ์ นขาดไม่ได้ ท้ังเครือ่ งใชค้ รัวเรอื น ภาชนะบรรจุ ภณั ฑ์ เครื่องประดับ เฟอรน์ ิเจอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าอเิ ล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะ ส่ิงกอ่ สร้าง ผลงานศลิ ปะ หรอื แม้กระท่ัง อาวธุ ยทุ โธปกรณ์ ก็ลว้ นแตท่ ำขนึ้ ดว้ ยมโี ลหะเป็นสว่ นประกอบท้ังสนิ้ โลหะสามารถนำมาใชป้ ระโยชนท์ ั้งในรูปของ โลหะบริสทุ ธิ์ โลหะผสมประเภทตา่ งๆ และสารประกอบโลหะ การใช้ประโยชนข์ องโลหะชนิดต่าง ๆ 1. เหล็ก เหลก็ เปน็ แรธ่ าตุโลหะทมี่ ีอยบู่ นพื้นผิวโลกมากทีส่ ดุ เปน็ อนั ดับสองรองจากอะลูมิเนียม มนุษย์ไดค้ ิดค้นวิธกี าร ถลงุ แรเ่ หล็กมาเป็นเวลานานกว่า 3,500 ปี โดยในยุคเริม่ แรกไดน้ ำมาใชเ้ พือ่ การสงคราม และด้วยคุณสมบตั ทิ ่ดี ีหลาย ประการโดยเฉพาะดา้ นความแขง็ แรงสูงและมรี าคาถูก ทำให้ปจั จุบันเหลก็ นับเปน็ โลหะที่มกี ารนำมาใชป้ ระโยชนม์ าก ทีส่ ดุ ในโลก โดยมีปรมิ าณการผลิตเหล็กคดิ เปน็ ร้อยละ 95 ของปริมาณการผลติ โลหะทั้งหมด สำหรบั ทางอุตสาหกรรม มกี ารนำเหล็กมาใชอ้ ยา่ งแพรห่ ลายในรูปของเหล็กหลอ่ (Cast iron) และเหล็กกล้า (Steel) การใชป้ ระโยชน์ของโลหะเหลก็ เหลก็ มีการนำไปใช้ประโยชน์มากมายนับต้งั แต่การใชเ้ ปน็ วัสดุสำหรับงานก่อสร้างต่างๆ เชน่ โครงสร้างอาคาร เสา คาน หลังคา สะพาน เสาไฟฟ้าแรงสูง เปน็ ตน้ ในอุตสาหกรรมคมนาคมขนสง่ กม็ ีการใช้เหลก็ เปน็ วสั ดสุ ำหรบั ผลิต ยานพาหนะตา่ งๆ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถไฟ เรือเดินสมุทร และเครอื่ งบนิ นอกจากนขี้ องใช้ต่างๆ ใน ชีวิตประจำวนั ของเราก็ลว้ นมสี ว่ นประกอบท่ีทำจากเหลก็ ท้ังสนิ้ ไม่วา่ จะเป็นตูเ้ ย็น เคร่ืองปรับอากาศ พดั ลม นาฬกิ า เครอ่ื งซักผ้า หมอ้ หุงขา้ ว กระทะ เตาแก๊ส ถังแกส๊ เตารีด โต๊ะ เกา้ อี้ มงุ้ ลวด ท่อนำ้ ช้อน สอ้ ม มีด ฯลฯ
2. ดีบกุ ดีบุกเปน็ โลหะสีขาวซ่งึ มีการนำมาใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ เวลานานแล้ว เนอ่ื งจากดบี ุกสามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับ ทองแดงได้ดี การใช้งานในช่วงแรกจงึ เป็นการผลติ โลหะผสมระหว่างดบี ุกกับทองแดงหรือทเ่ี รียกว่า โลหะสัมริด (Bronze) ซงึ่ มีการใชค้ น้ พบมาต้งั แตป่ ระมาณ 3,500 ปีก่อนครสิ ตกาล ดบี ุกจดั เป็นโลหะที่มลี ักษณะเด่นคือ มีความ อ่อนตัวสูงมีความต้านทานต่อการกัดกรอ่ นสูง และมีคุณสมบัติด้านหล่อลนื่ ดี การใชป้ ระโยชนข์ องโลหะดีบุก โลหะดบี ุกเป็นโลหะอ่อนจงึ ไม่ใช้ดบี กุ ในการผลิตช้ินสว่ นจักรกล แตด่ ว้ ยคณุ สมบัติเด่นที่มีความทนทานต่อการ กดั กร่อนของกรดและสารละลายต่าง ๆ ทนต่อการเป็นสนิม มคี วามเงางาม สวยงาม และไม่ก่อให้เกิดสารพษิ ที่เปน็ อันตรายต่อร่างกาย จงึ นิยมใช้ในการเคลอื บแผน่ เหล็กเพื่อผลติ เป็นภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดม่ื ดบี ุกเม่ือรีดเป็น แผน่ บาง ๆ สามารถนำไปใช้ห่อสิ่งของตา่ ง ๆ เพื่อป้องกนั ความช้ืนได้ดี นอกจากน้ีโลหะดีบุกยงั มคี ุณสมบตั ใิ นการผสม เปน็ เนอื้ เดียวกบั โลหะอื่นได้ดี จึงสามารถผลติ เป็นโลหะดีบุกผสมทีม่ คี ุณสมบัตเิ หมาะสมกับการใชง้ านได้อยา่ ง กว้างขวาง เช่น โลหะดีบกุ ผสมตะกว่ั พลวง หรอื สังกะสี ทใ่ี ชใ้ นการผลิตโลหะบดั กรสี ำหรับวงจรอิเล็กทรอนกิ ส์ เครอื่ งใช้ไฟฟา้ และคอมพิวเตอร์ โลหะดบี ุกผสมตะก่ัวเพื่อใชผ้ ลิตหมอ้ น้ำรถยนตแ์ ละชิ้นสว่ นยานยนต์ โลหะดีบุกผสม ทองแดงทีใ่ ชใ้ นการผลติ ทองสัมฤทธิ์เพ่ือทำระฆังและศิลปะวัตถุตา่ ง ๆ โลหะดบี กุ ผสมเงนิ ทองแดง และปรอท ใช้ สำหรบั อุดฟนั และงานทันตกรรม นอกจากนยี้ ังใชท้ ำโลหะดบี กุ ผสมทองแดงและพลวงหรือท่ี เรียกว่า พิวเตอร์ (Pewter) ซึง่ นิยมนำไปผลิตเป็นเคร่ืองใช้ เครือ่ งประดับตกแต่ง ของที่ระลกึ ตลอดจนการชุบเคลือบต่าง ๆ อกี ดว้ ย โลหะดบี ุกท่ี สำคญั อีกชนิดหน่งึ ทีใ่ ช้ทำเปน็ โลหะแบริง่ มีชื่อว่า Babbit เป็นโลหะทป่ี ระกอบด้วย ดบี ุก พลวง ทองแดง และอาจมี ตะกว่ั ผสมอีกเล็กน้อย โลหะผสมชนดิ น้ีมโี ครงสรา้ งพนื้ ฐานทอี่ ่อนและมสี มั ประสิทธิ์ความฝืดต่ำทำให้เหมาะท่จี ะใช้เป็น โลหะแบริ่ง 3. ตะก่ัว ตะกั่วเป็นที่ร้จู ักมานานตั้งแต่ 3,500 ปกี อ่ นครสิ ตกาล ในอียปิ ต์สมยั โบราณมกี ารใชแ้ รต่ ะกั่วเป็น เครื่องสำอางสำหรับทาตา โลหะตะกวั่ กน็ ับเปน็ โลหะชนิดหนง่ึ ทม่ี ีการใชม้ านานที่สุด การคน้ พบโลหะตะกว่ั เกิดขึน้ โดย บังเอิญ โดยขณะที่มกี ารก่อกองไฟบนแร่ทม่ี ีสว่ นผสม ของตะกัว่ ไดเ้ กิดมโี ลหะตะกวั่ หลอมเหลวไหลออกมาบรเิ วณกองไฟนนั้ เนอื่ งจากตะกั่วมี จดุ หลอมเหลวต่ำ จึงสามารถสกดั เอาโลหะออกจากแรไ่ ดโ้ ดยงา่ ยด้วยอณุ หภมู ิท่ีไมส่ ูงนัก ชาวโรมนั โบราณเร่ิมนำโลหะตะก่ัวมาใช้อยา่ งจริงจงั สำหรับผลิตเป็นภาชนะและท่อนำ้ ซึ่งยังคงหลกั ฐานอยจู่ นกระทง่ั ปัจจบุ ัน นับจากนั้นกไ็ ดม้ กี ารใช้ประโยชนจ์ ากโลหะตะก่วั อย่างแพร่หลายจนจัดเปน็ โลหะที่มีการใชม้ ากทีส่ ุดเป็นอนั ดับ หา้ รองจาก เหลก็ อะลูมเิ นียม ทองแดง และสงั กะสี การใช้ประโยชน์ของโลหะตะกัว่ โลหะตะกั่วเปน็ มีคุณสมบตั ิเด่นคือ มหี ลอมเหลวต่ำ มคี วามหนาแนน่ สูง มีความ อ่อนตวั สูง ความแข็งแรงอยู่ ในเกณฑ์ต่ำ มีคุณสมบัติหล่อลืน่ และต้านทานการกัดกรอ่ นไดด้ ี การใช้ประโยชน์โลหะตะกัว่ สว่ นใหญ่จะใชใ้ น อตุ สาหกรรมทำแบตเตอร่รี ถยนต์ ใชเ้ ปน็ สารประกอบตะกวั่ สำหรบั ผสมทำสี ใชท้ ำลกู กระสนุ และยุทธภัณฑ์ ใชท้ ำฉาก กัน้ เพ่ือปอ้ งกนั รังสตี ่าง ๆ เช่น รังสเี อ็กซ์ รงั สเี บต้า รงั สีแกมมา เปน็ ตน้ นอกจากน้ยี งั ใช้เป็นธาตุผสมกับโลหะทองแดง และเหลก็ เพ่ือเพมิ่ คุณสมบตั ิดา้ นการกลึงหรือตดั ซงึ่ การนำตะก่ัวไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งสภาพโลหะและ สารเคมีท่สี ำคัญ มีดังน้ี 1) แบตเตอรี่ โลหะตะก่ัวใช้มากที่สดุ ในการผลติ แบตเตอรี่ ซ่ึงประกอบด้วย แผน่ ขวั้ และห่วงยดึ แบตเตอรี่ แบตเตอร่ีที่ใช้ในรถยนตจ์ ะมีตะก่วั ประมาณ 9 - 12 กโิ ลกรมั
2) เปลือกเคเบลิ ใช้ตะกว่ั หมุ้ สายเคเบิลไฟฟ้าและสอ่ื สารที่อยูใ่ ต้ดินและใตน้ ้ำ เพือ่ ปอ้ งกันความเสยี หายจากความชน้ื และการกดั แทะของหนู ซ่ึงชว่ ยใหไ้ มเ่ กดิ การขดั ข้องในระบบไฟฟ้าและการสื่อสาร 3) ตะก่วั แผน่ เน่ืองจากตะกั่วมคี ุณสมบตั ิต้านทานการกดั กรอ่ น จงึ ใชต้ ะกวั่ แผ่นเป็นวสั ดกุ ่อสร้างทสี่ ำคญั ใน อุตสาหกรรมเคมี และการกอ่ สร้างอาคาร แผ่นกนั้ รังสีต่าง ๆ รวมทั้งการใชต้ ะกั่วแผ่นร่วมกับแอสเบสทอสและเหลก็ สำหรบั ปูใต้ฐานตึกเพือ่ ป้องกันการส่นั สะเทือนและควบคุมเสียงสำหรบั รถไฟใต้ดิน 4) ทอ่ ตะก่วั เนอื่ งจากตะกั่วมีคณุ สมบัตติ า้ นการกัดกดั กร่อน ดัดงอง่าย และแปรรปู ด้วยการอัดรีดงา่ ย จึงใช้ทำท่อไร้ ตะเขบ็ สำหรบั อุตสาหกรรมเคมแี ละระบบท่อส่งน้ำ 5) โลหะบัดกรี จากคุณสมบัติจดุ หลอมเหลวตำ่ และราคาถูก จงึ ใชเ้ จอื กบั ดีบุกเป็นโลหะบัดกรี (อัตราสว่ นดบี ุกต่อตะกั่ว 60-40 หรอื 70-30) เพื่อเชอ่ื มช้ินงานโลหะใหต้ ดิ กนั โลหะบัดกรีบางชนดิ อาจผสมธาตุอ่นื เชน่ พลวงและเงิน เข้าไป เพื่อเพ่มิ ความแข็งแกร่งและต้านทานการกัดกร่อน 6) โลหะตัวพิมพ์ท่ีใชใ้ นอุตสาหกรรมการพมิ พ์ เป็นโลหะผสมระหวา่ งตะกว่ั พลวง และดีบกุ โดยตะกว่ั ช่วยให้มจี ุด หลอมตวั ตำ่ และหล่อได้ง่าย พลวงชว่ ยเพิ่มความแข็งแรงตา้ นทานแรงกดและการสึกหรอ ลดอุณหภูมหิ ล่อ และลดการ หดตวั ตวั พิมพ์ สำหรับดบี ุกชว่ ยให้หลอ่ ได้ง่าย ลดความเปราะ และชว่ ยให้ตวั พิมพม์ ลี วดลายละเอยี ด 7) โลหะผสมตะกว่ั - ดีบกุ (มีดบี กุ 8-12%) ใชใ้ นการเคลือบผิวแผน่ เหลก็ เพอื่ เพ่มิ ความแข็งแรงและตา้ นทานการกดั กรอ่ น นยิ มใช้ทำถงั บรรจนุ ำ้ มันรถยนต์ อปุ กรณก์ รอง และ มงุ หลังคา 8) ฟิวส์ระบบตัดไฟอตั โนมตั ิ อาศัยคุณสมบตั ิทีม่ ีจดุ หลอมเหลวตำ่ จึงทำใหต้ ะก่ัวหลอมละลายเม่ือมีกระแสไฟฟา้ ไหล ผ่านมากเกินที่กำหนดไว้ในระบบ 9) รงควัตถุ ใช้สำหรบั เปน็ สสี ำหรบั ทาเพ่ือปอ้ งกนั สนิมให้เหลก็ และเหลก็ กลา้ และใชท้ าสีเคร่ืองหมายบนทางเท้า 4. สงั กะสี สงั กะสเี ป็นโลหะที่มีการผลติ และนำมาใชป้ ระโยชน์เมื่อประมาณ 600 ปีมาแลว้ โดยชว่ งแรกจะมกี ารใช้มาก ในแถบประเทศอนิ เดยี และจีน โดยมีการผลิตเครือ่ งใช้ทที่ ำจากโลหะสงั กะสีผสม และนำสังกะสีออกไซด์มาผสมถ่าน หินเพอ่ื ใชท้ ำเคร่ืองป้นั ดินเผา สำหรับกระบวนการผลิตโลหะสังกะสที เ่ี ปน็ ตน้ แบบของเทคโนโลยกี ารถลงุ สงั กะสีใน ปจั จุบันถูกคดิ คน้ ในปี 1738 โดยวลิ เลยี่ ม แชมเป้ยี ม ทำให้มกี ารใชส้ ังกะสอี ยา่ งแพร่หลาย และถือเปน็ โลหะท่มี ี ปรมิ าณการใชม้ ากท่ีสุดเป็นอันดับส่ีในปจั จบุ นั รองจากเหล็ก อะลูมิเนยี ม และทองแดง การใชป้ ระโยชน์ของโลหะสงั กะสี สงั กะสเี ป็นโลหะที่มีจดุ หลอมเหลวตำ่ มคี วามเหนียวนอ้ ยหรือเปราะ เพราะมรี ะบบผลึกเป็นรูปหกเหล่ยี ม อัตราการยดื ตัวนอ้ ย และมีคุณสมบตั ติ า้ นทานการกัดกร่อนไดด้ ี นอกจากน้ียังสามารถก่อให้เกดิ พษิ ไดเ้ นื่องจากรวมตัว กับออกซิเจนเปน็ สังกะสอี อกไซด์ได้ง่าย ซึ่งเปน็ ควันสขี าวท่ีมีอนั ตราย สงั กะสถี ูกนำไปใช้ประโยชนห์ ลายด้าน ตาม คุณสมบตั ิท่ีมมี ากมาย โดยอาจแบง่ การใช้ประโยชนต์ ามลักษณะการนำไปใชไ้ ดด้ ังนี้ 1) ใชเ้ คลอื บผวิ เหลก็ เพ่ือป้องกนั การเกิดสนิม และการผุกกรอ่ น โดยสงั กะสีจะทำหนา้ ท่ีป้องกัน 2 ขัน้ ตอนคือ ขน้ั แรก จะทำหน้าทปี่ ้องกันผวิ เหล็กไมใ่ ห้สมั ผัสกับอากาศหรือสารอยา่ งอ่ืน และหากเกิดรอยขดี ขว่ นหรอื ผุกรอ่ นจนถงึ ผวิ เหล็ก แลว้ สังกะสจี ะทำหน้าทใี่ นข้นั ต่อไปรูปของ Galvanic action คือ โลหะสังกะสซี งึ่ มีคุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical activity) สงู กวา่ เหลก็ จะทำตวั เปน็ ข้วั บวกและดงึ ออกซเิ จนมาทำปฏิกริ ยิ าเกิดเป็นสนิมแทนเหล็ก ทำให้ผวิ เหลก็ ไมผ่ ุกร่อนแมผ้ วิ เหลก็ จะสมั ผัสถกู อากาศ การใช้งาน ด้านนมี้ สี ัดส่วนมากท่สี ุดโดยคดิ เป็นร้อยละประมาณ 45 - 50 ของการบรโิ ภคสังกะสที ัง้ หมด 2) ใช้ทำทองเหลอื งโดยผสมกับโลหะทองแดง และอาจมโี ลหะอน่ื ๆ ผสมเพิม่ คุณสมบัติเป็นการเฉพาะต่อการใชง้ าน เช่น ตะกวั่ อะลูมเิ นียม ดบี ุก พลวง แมงกานสี เป็นต้น
3) สังกะสอี อกไซด์ใช้ในอตุ สาหกรรมยาง เซรามิกส์ ยา สสี ะท้อนแสง สงั กะสซี ัลเฟดใช้ในการผลติ สารทำใย สงั เคราะหเ์ รยอน และสังกะสีคลอไรด์ใชท้ ำยาดับกลิน่ ปาก ยาฆ่าเชือ้ และยารกั ษาเนือ้ ไม้ไมใ่ ห้ผแุ ละติดไฟง่าย 4) สงั กะสีฝุน่ (Zinc dust) ใช้ในการผลิตสารเคมที ี่ใช้ในการพมิ พ์และย้อมผา้ ใชผ้ สมกบั อะลูมเิ นยี มผงเพื่อแก้น้ำกระดา้ ง ใช้เปน็ สารผลิตก๊าซในคอนกรตี ทำให้ได้รูพรุน ใช้เปน็ สารเรง่ ใน อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ชว่ ยให้เกดิ การคายไฮโดรเจนในการทำสบูจ่ ากข้ผี งึ้ พาราฟิน นอกจากน้ียังใช้ทำดอกไมไ้ ฟ ผง ไฟแฟลช อุตสาหกรรมนำ้ ตาล และกระดาษ 5) ใช้ทำโลหะผสมสำหรบั งานหล่อ (Die casting) เน่ืองจากมจี ดุ หลอมเหลวตำ่ จึงใหค้ ุณสมบัติทดี่ คี ือ ง่ายก็การขน้ึ รปู นอกจากน้ยี ังคงทน กลงึ ไสตกแต่งง่าย และมสี สี ันสวยงาม โลหะผสมที่สำคญั ไดแ้ ก่ อะลูมิเนียม แมกนเี ซยี ม และทองแดง เปน็ ต้น สำหรับผลติ ภัณฑ์ทที่ ำดว้ ยโลหะสงั กะสีผสมมีมากมายเชน่ ชนิ้ ส่วนยานยนต์ ลูกบดิ ประตู ของเลน่ เด็ก เครือ่ งใชใ้ นครวั เรือน เคร่อื งมือกล อปุ กรณ์สำนกั งาน และท่อน้ำเป็นตน้ 5. พลวง พลวงเปน็ โลหะท่ีมีการใชป้ ระโยชน์มานานกวา่ 2,500 ปี โดยชือ่ ของโลหะพลวง (Antimony) มาจากภาษา กรกี วา่ Anti และ Monos ซึ่งหมายความว่า โลหะที่ไม่ค่อยพบได้ โดยลำพัง แต่ในความเปน็ จรงิ บางครง้ั เราอาจพบโลหะพลวงบรสิ ทุ ธ์ิในสภาพธรรมชาตไิ ด้ (Native antimony) สัญลักษณ์ทางเคมขี องโลหะพลวงคือ Sb ซึ่งมาคำว่า Stibium ในภาษาลาติน การใช้ประโยชนข์ องโลหะพลวง พลวงเป็นโลหะสขี าวเงิน วาว มีคณุ สมบัติแข็งเปราะ ไมส่ ามารถแปรรปู ได้ท่อี ุณหภูมิปกติ แตม่ คี ุณสมบัติ ตา้ นทานการกดั กร่อนของกรดเจอื จางได้ ท่ีอุณหภูมิสงู จะรวมตวั กับออกซิเจนไดด้ แี ละให้เปลวไปสีน้ำเงนิ เมอ่ื กลายเปน็ ออกไซดจ์ ะเปน็ ผงสีขาว โลหะพลวงไม่สามารถใช้งานไดใ้ นสภาพบริสุทธิ์ สว่ นใหญจ่ ะถูกใชใ้ นลกั ษณะของ โลหะผสม โดยการใช้ประโยชน์ของโลหะพลวงมรี ายละเอียด ดงั นี้ 1) การใชง้ านหลักของโลหะพลวง คอื เปน็ สารเจือในตะก่วั สำหรับทำแผน่ ธาตุแบตเตอรี่ นอกจากนีย้ งั ใช้ในงาน เก่ียวกับเคมี ทอ่ แผน่ มุงหลังคา ใชบ้ ุถัง ทำโลหะตวั พมิ พ์ โลหะบัดกรี โลหะรองเพลา และกระสุน เปน็ ต้น เน่อื งจาก ชว่ ยเพิม่ ความแขง็ ความตา้ นทานการกัดกร่อน ลดการหดตวั และใหค้ วามคมชดั สำหรบั โลหะตวั พมิ พ์ 2) ใชเ้ ปน็ สารชะลอการติดไฟ พลวงไตรออกไซดห์ รือไตรคลอไรดใ์ นสารละลายอินทรีย์ใชใ้ นการทำเส้นใยกันไฟและ เปลวไฟจากการสนั ดาป 3) มกี ารใชพ้ ลวงไตรออกไซด์ในการผลติ พลาสติก เซรามกิ ส์สเ์ คลอื บ ใชเ้ ป็นสีขาวสำหรบั ทาสี และเป็นสารท่ีให้ ลกั ษณะคล้ายแกว้ และมีคณุ สมบตั ิการสะทอ้ นแสงทด่ี ีพลวงออกไซด์ใชร้ ่วมกับคลอรเิ นเทดพาราฟินและปูนขาวใน อตุ สาหกรรมทอผ้า นอกจากนพี้ ลวงเพนตะซลั ไฟด์ยงั ใชท้ ำสสี ำหรบั พรางตา และเปน็ สารทำใหย้ างแขง็ ตัว 6. นกิ เกลิ นกิ เกิลเป็นโลหะมสี ขี าวเงนิ มีความคลา้ ยคลึงกับเหลก็ ดา้ นความแข็งแรงและมคี วามต้านทานการกัดกร่อนทดี่ ี คล้ายทอง มีการคดิ คน้ วิธีการสกดั โลหะนิกเกิลจากแร่เปน็ ครง้ั แรกเมื่อประมาณ 250 ปีที่ผ่านมา นิกเกิลเป็นธาตุที่ เชื่อว่ามีปริมาณมากบริเวณใจกลาง ของโลก เนอ่ื งจากผลวเิ คราะหข์ องสะเก็ดดาวทีม่ แี หล่งกำเนิดไมต่ า่ งกบั โลกพบวา่ มนี ิกเกิลในปริมาณสงู การใช้ประโยชนข์ องโลหะนิกเกิลนกิ เกลิ เปน็ โลหะทม่ี คี ุณสมบตั ติ า้ นทานการเกิดออกซิเดชั่น และ ตา้ นทานการกัดกร่อนสูง มคี วามเหนียวและอ่อนตวั มากสามารถข้ึนรปู ที่อุณหภูมิตำ่ ได้งา่ ย นอกจากนี้ยังสามารถ ละลายกบั โลหะอ่ืนไดง้ ่าย และใหส้ ารละลายของแขง็ ที่มคี วามเหนียว งานใชง้ านโลหะนิกเกลิ สว่ นใหญ่จะใชใ้ น อุตสาหกรรมผลิตเหลก็ กล้าไร้สนมิ และเหลก็ กลา้ ผสม นอกจากนนั้ ยังใชใ้ นงานท่ตี อ้ งทนการกดั กร่อนสงู ๆ และใช้ เคลอื บผิวเหล็ก การใช้ประโยชน์ของโลหะนกิ เกลิ
1) ใชท้ ำมาตรนำ้ ประตนู ำ้ ท่อสำหรับอุปกรณส์ ง่ ถ่ายความรอ้ น และวสั ดุกรองในอตุ สาหกรรมเคมีและการกลน่ั นำ้ มนั 2) ใช้ทำโลหะผสมชนดิ พิเศษ (Super alloy) ซึ่งต้านทานความเคน้ และทนการกัดกร่อนทอี่ ณุ หภูมสิ งู สำหรับ อตุ สาหกรรมอากาศยาน โดยใชเ้ ป็นวสั ดใุ นการผลติ อุปกรณร์ ักษาระดับความดนั อากาศ ชน้ิ สว่ นต่างๆ และเคร่ืองยนต์ ของเคร่อื งบินไอพน่ 3) ใชเ้ คลอื บผิวอปุ กรณป์ ระดับยนต์ต่างๆ รวมถึงเคร่ืองใชใ้ นครัวเรือน เช่น เตาไฟฟ้า หม้อหุงขา้ ว เตาป้งิ ขนมปงั เครื่องเป่าผม ช้อมส้อม จาน ถาด และอุปกรณก์ ารทำอาหาร เป็นต้น 4) ใช้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟา้ เชน่ หลอดสูญญากาศ หลอดโทรทัศน์ และใช้ทำขั้วแอโนด แคโทด และลวดยดึ ในอุปกรณ์ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดยอาศัยคุณสมบัตกิ ารยดื ดงึ การต้านแรง และคณุ ลักษณะการปล่อยอิเล็กตรอน 5) จากคณุ สมบัตทิ ่ีสามารถดูดติดแม่เหล็กของนกิ เกิลจงึ ใช้ในอปุ กรณต์ า่ ง ๆ มากมาย เช่น เครื่องแปลงกำลังสำหรบั พลังงานอลั ตร้าโซนิค อุปกรณ์การสำรวจใต้น้ำในอุตสาหกรรมการเดินเรือ อุปกรณ์ทำความสะอาดชน้ิ งานก่อนเคลือบ ผิวในอุตสาหกรรมชบุ เคลือบโลหะ 6) ใช้ทำสปริงแบนในระบบถ่ายทอดโทรศัพท์ ปลั๊กไฟซึ่งทนการกัดกร่อนจอแมเ่ หล็ก แกนเหนี่ยวนำในคลนื่ เสียงวทิ ยุ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และมอเตอรก์ ระแสตรงขนาดใหญ่ นิกเกิลผงท่ีอดั เป็นแท่งใชใ้ นแบตเตอรี่ที่ มสี ารละลายเป็นด่างซ่ึงใชใ้ นเคร่อื งบนิ 7) ในการก่อสร้างมีการใชน้ ิกเกลิ ในรปู เหล็กกลา้ ไร้สนมิ เพื่อทำอุปกรณ์ประดบั อาคาร เน่ืองจากมคี วามตา้ นทานการ กดั กร่อน แขง็ แรง และให้ความสวยงาม 7. แทนทาลัม แทนทาลัมนบั เป็นโลหะใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์เมอื่ ประมาณ 200 ปีทผ่ี ่านมา โดย มักจะพบรว่ มกนั กับไนโอเบยี ม จนชว่ งแรกที่มกี ารคน้ พบเข้าใจว่าธาตุทั้งสองชนดิ นเ้ี ป็นประเภทเดียวกัน แทนทาลัม เปน็ โลหะทม่ี ีคุณสมบัติทนความรอ้ นสูงมาก มีความเหนียว สามารถรีดเป็นเส้นลวดขนาดเล็กหรือตเี ป็นแผ่นบาง ๆ ได้ มคี วามตา้ นทานการกดั กร่อน เปน็ ส่ือนำไฟฟ้าและความร้อนท่ีดี และมีคุณสมบตั ิดา้ นการเก็บประจุไฟฟา้ ท่ีดี นอกจากนีย้ งั สามารถนำไปผสมกบั โลหะอนื่ ๆ ได้ การใช้ประโยชน์ของโลหะแทนทาลัม แทนทาลมั มีการใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ดังน้ี 1) ใชผ้ งโลหะแทนทาลัม เปน็ วตั ถดุ บิ ในการผลติ ตวั เกบ็ ประจุไฟฟ้า (Capacitor) สำหรับเครอื่ งมืออิเล็กทรอนกิ ส์ทต่ี ้อง ใช้เทคโนโลยีขั้นสงู โดยเฉพาะอปุ กรณ์ขนาดเล็ก เช่น โทรศัพท์มือถือ เครอื่ งคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสือ่ สาร เครื่อง คำนวณ เครอื่ งสง่ สัญญาณเตือนภัย หม้อแปลงไฟฟา้ และกล้องวีดโี อดจิ ติ อล เป็นตน้ ซ่ึงการใชแ้ ทนทาลมั ในงานดา้ นนี้ คิดเปน็ รอ้ ยละ 55 ของการใชง้ านท้งั หมด 2) ใช้ทำเครือ่ งมือและอุปกรณท์ างเคมี ซ่ึงมีความต้านทานและทนต่อการกัดกร่อนของกรด และสารเคมี รวมทั้งใช้ทำ ภาชนะบรรจนุ ้ำยาและสารประกอบเคมีบางชนิด 3) แทนทาลัมคารไ์ บด์ มคี วามแขง็ แรงและทนทานต่อการกัดกร่อนไดด้ ี สามารถใช้ผสมกบั โลหะคาร์ไบด์ชนิดอ่ืนๆ เช่น ทังสเตนคาร์ไบด์หรือไนโอเบยี มคารไ์ บด์ เพื่อใชใ้ นการทำเคร่อื งมือ กลงึ เจาะ ไส หรือตัดเหลก็ และโลหะอืน่ ๆ 4) ใชท้ ำโลหะผสมทมี่ ีคุณสมบัติพเิ ศษ เช่น วัสดุทีใ่ ชใ้ นเคร่ืองยนต์และตัวถังของยานอวกาศ ตลอดจนพาหนะที่ ต้องการคณุ สมบตั ิการทนความร้อนสูงที่เกดิ จากการเสยี ดสี ใชท้ ำขดลวดความร้อน คอนเดนเซอรว์ าลว์ และป๊ัมชนดิ พเิ ศษ นอกจากนยี้ งั ใช้ผสมกับโลหะอ่ืนๆ เชน่ โคบอลต์ เหล็ก นกิ เกิล ไททาเนียม และไนโอเบยี ม 5) ใชท้ ำเครือ่ งมือพเิ ศษอื่นๆ เช่น ตัวเชือ่ มกระดูกหรือดา้ ยเย็บกระดูก เครื่องมือผา่ ตดั เครอ่ื งมือผลิตใยสังเคราะห์ และเคร่ืองมือในห้องปฏบิ ัติการ 6) การใช้งานอื่นๆ เช่น ทำเลนส์สำหรับกลอ้ งถ่ายรปู และกลอ้ งจุลทรรศน์ที่มี คา่ ดรรชนหี กั เหสูงมากเปน็ พิเศษ และใชเ้ ป็นตวั เร่งปฏกิ ิริยาในการทำวัสดุสงั เคราะห์ เช่น
ยางเทยี ม เปน็ ต้น 8. อะลูมิเนียม โลหะอะลูมิเนยี มเป็นธาตเุ ร่ิมเป็นท่ีร้จู ักของมนุษยเ์ มื่อไม่นานมานี้ โดยมกี ารค้นพบคร้ังแรกในปี ค.ศ. 1820 ณ แหล่งบอกไซด์ ประเทศฝรัง่ เศส ซึง่ ตอ่ มาไดใ้ ช้เป็นชอื่ เรียกแรอ่ ะลมู เิ นยี มจนถึงปัจจบุ นั แมโ้ ลหะอะลูมิเนยี มจะเป็น ธาตชุ นิดใหม่ แต่มีคุณสมบตั เิ ด่นหลายประการและสามารถนำไปใชไ้ ด้อย่างกว้างขวางในอตุ สาหกรรมหลายประเภท ทำใหก้ ารใชป้ ระโยชนจ์ ากโลหะอะลูมิเนยี มมีปริมาณเพ่ิมข้ึน มาโดยตลอด จนนับเป็นโลหะนอกกลมุ่ เหลก็ ที่มปี ริมาณ การใชม้ ากทสี่ ดุ ในโลก โดยปัจจบุ นั มปี ริมาณการใช้โลหะอะลูมเิ นียมทวั่ โลกประมาณ 28 ล้านตนั ตอ่ ปี คดิ เป็นปริมาณ การใชท้ ี่เพิ่มขึน้ จากเมื่อ 20 ปีทแ่ี ล้วถงึ รอ้ ยละ 75 การใช้ประโยชน์ของโลหะอะลมู เิ นยี ม อะลมู เิ นียมเป็นโลหะท่ีมีคุณสมบตั เิ ด่นในหลายดา้ น เช่น มีความหนาแนน่ น้อย น้ำหนกั เบา และมีกำลงั วัสดุ ต่อหนว่ ยสูง (High Strength to weight ratio) มคี ุณสมบัติท่ียืดตวั ไดง้ ่ายและมีความเหนยี วมาก ทำให้สามารถขนึ้ รูป ดว้ ยกรรมวิธีตา่ ง ๆ ได้งา่ ย มีจุดหลอมเหลวต่ำและมคี ณุ สมบัตกิ ารไหลของนำ้ โลหะทด่ี ี ทำใหม้ ีความสามารถในการขึ้น รปู ด้วยวิธหี ลอ่ ได้ดี มีค่าการนำไฟฟา้ ที่ดี มคี า่ การนำความร้อนสงู และผิวหนา้ ของโลหะอะลมู ิเนียมมีดัชนกี ารสะท้อน ของแสงสูง ดังนน้ั โลหะอะลมู ิเนียมจงึ นำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เช่น 1) เน่ืองจากอะลูมิเนยี มมคี วามแขง็ แรงเทยี บกับน้ำหนักสงู จึงนยิ มใชท้ ำเคร่ืองจักรอุปกรณ์ ตลอดจนชนิ้ ส่วนหลาย อยา่ งในเครอ่ื งบิน จรวด และรถยนต์ เพ่ือลดน้ำหนกั ของยานพาหนะใหน้ ้อยลงและช่วยในการประหยดั เช้ือเพลงิ 2) อะลมู เิ นยี มสามารถทำปฏิกริ ยิ ากับออกซเิ จนในอากาศไดด้ ี ทำให้เกิดฟลิ ์มอะลูมิเนยี มออกไซด์ (Al2O3) ท่ผี วิ ของ ชิ้นงาน ซ่ึงฟิลม์ น้ีมีความแนน่ ทึบมากจึงช่วยให้สามารถต่อต้านการเปน็ สนิมได้ด้วยตัวเองและต้านทานการกัดกร่อนใน ชัน้ บรรยากาศได้ดี ดังน้นั โลหะอะลูมเิ นยี มจงึ นิยมนำไปใชง้ านในอตุ สาหกรรมหลายประเภท เช่น ใชท้ ำทอ่ กรอบ ประตกู รอบหน้าต่าง และวสั ดุกอ่ สรา้ งตา่ ง ๆ เปน็ ต้น 3) อะลมู ิเนียมสามารถผสมกับโลหะอนื่ ๆ ได้หลายชนดิ เชน่ ซิลกิ อน ทองแดง แมกนีเซียม และสังกะสี ซ่ึงโลหะ อะลูมเิ นยี มผสมแต่ละประเภทจะมีคณุ สมบตั ิท่แี ตกต่างกันทำให้มีขอบเขตการใช้งานทก่ี วา้ งขวางมาก 4) ใช้เป็นตัวนำไฟฟา้ ในงานท่ีต้องคำนึงถงึ เร่ืองน้ำหนักเบาเปน็ สำคัญ เช่น สายไฟฟา้ แรงสงู เป็นตน้ 5) เหมาะสำหรับใช้ทำเปน็ ภาชนะหุงต้มหรอื หบี ห่อบรรจอุ าหาร โดยเฉพาะกระป๋องท่ีบรรจเุ คร่ืองดื่มคารบ์ อนเนต เน่อื งจากไม่กอ่ ให้เกดิ สารพิษท่ีเป็นอันตรายต่อร่างกายและทนต่อการ กัดกร่อนได้ดี โดยปจั จบุ ันกระป๋องเคร่ืองด่ืมกวา่ ร้อยละ 97 และกระป๋องเบยี รเ์ กือบท้ังหมดลว้ น ทำจากโลหะอะลูมิเนยี มทง้ั ส้ิน 6) ใชท้ ำแผ่นสะท้อนแสงในแฟลชถา่ ยรปู จานสะท้อนแสงในโคมไฟหรือ ไฟหนา้ รถยนต์ 9. แมกนีเซยี ม แมกนเี ซยี มเปน็ ธาตทุ ่มี ีมากท่ีสุดเป็นอนั ดับ 8 บนพ้ืนผวิ โลก โดยแหล่งทสี่ ำคัญคอื นำ้ ทะเลซ่งึ จะมปี รมิ าณ ของแมกนเี ซียมคลอไรด์ (MgCl2) ซึง่ ถ้าคิดน้ำหนักของแมกนเี ซียมท่ีมอี ยู่ในทะเลทั้งหมดจะได้ปริมาณถึง 1.85 x 1015 ตนั การใชป้ ระโยชน์ของโลหะแมกนเี ซียม แมกนีเซยี มเป็นโลหะทีม่ ีน้ำหนกั เบา สามารถตัดเจาะไดง้ า่ ยและมีความแข็งแรงอยู่ในเกณฑ์สูงเม่ือเทียบกับ นำ้ หนกั แต่ข้อจำกดั ที่ทำให้โลหะแมกนีเซยี มมีการใชง้ านไม่มากนักไดแ้ ก่ มคี วามแข็งแรงและความเหนยี วต่ำ ขาด คุณสมบตั ติ ้านทานการกดั กร่อน นอกจากนยี้ ังรวมตัวกับออกซิเจนเกดิ เป็นเปลวไฟที่อณุ หภูมิสงู ได้งา่ ย ทำให้ แมกนเี ซียมมีการใชง้ านส่วนใหญ่ในรูปธาตผุ สมกับโลหะอ่ืน โดยการใชป้ ระโยชน์ของโลหะแมกนเี ซียมมดี งั นี้
1) โลหะแมกนเี ซยี มเม่ือผสมดว้ ยโลหะต่างๆ ในปริมาณเล็กน้อย เชน่ อะลมู ิเนยี ม แมงกานสี โลหะแรเอริ ธ์ ทอเลยี ม สังกะสี และเซอร์โคเนียม จะไดโ้ ลหะที่มคี วามแขง็ แรงรบั นำ้ หนกั ได้มากที่อณุ หภูมิสูงและอุณหภูมปิ กติ ทนการ ส่ันสะเทอื น และสามารถกลงึ ไสและแปรรูปได้ง่าย 2) ใช้กำจัดออกซิเจนและกำมะถันในการผลิตโลหะนกิ เกลิ ผสมและทองแดงผสม ใช้กำจัดกำมะถันในอตุ สาหกรรม เหล็กและเหลก็ กล้า ใชก้ ำจัดบิสมัทในตะกัว่ และเป็นสารลดออกซิเจนในการผลติ เบรลิ เลยี ม ไทเทเนยี ม เซอรโ์ คเนียม ทอเรียม และยูเรเนียม ใช้การผลติ ซิลิโคนและสารประกอบอนิ ทรยี เ์ คมตี า่ ง ๆ 3) ใช้สำหรบั ปอ้ งกันการกดั กร่อนโดยเป็นแอโนดเพอื่ ป้องกันแคโทดของโลหะอน่ื ๆ โดยเฉพาะท่อใตด้ นิ แท็งคน์ ้ำ ตัว เรอื เครื่องทำนำ้ ร้อน และโครงสร้างอ่ืนๆ ที่อยใู่ ต้ดนิ และใต้นำ้ 4) ใชใ้ นแบตเตอรสี่ ำหรับงานเฉพาะอยา่ งและการทหาร โดยเป็นขั้วแอโนดทำให้มนี ำ้ หนักเบาแต่ให้ไฟแรงสูง 5) เนื่องจากเป็นโลหะทม่ี นี ำ้ หนกั เบาจงึ นำมาใชใ้ นการผลติ ชิ้นส่วนยานยนตต์ า่ ง ๆ เช่น คาร์บูเรเตอร์ ตะแกรงหนา้ วัสดุปดิ เครอ่ื งทำความสะอาดอากาศ คนั โยกถ่ายกำลัง คลชั ล้อ พวงมาลัย เสื้อสูบ เกยี ร์ มอเตอร์ เปน็ ต้น ทำให้ รถยนตม์ ีน้ำหนกั ลดลงและชว่ ยประหยดั พลงั งานได้มากขึ้น 10. ทองแดง โลหะทองแดงนับเป็นโลหะที่มนุษยร์ จู้ กั และนำมาใชง้ านเป็นเวลานานมากทสี่ ดุ ประเภทหนึง่ ทองแดงมี สัญลกั ษณ์ทางเคมี คอื Cu ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า Cuprumทีห่ มายถงึ ชื่อเกาะไซปรัส (Cyprus) อนั เป็นแหล่งแร่ ทองแดงขนาดใหญ่ที่มีการคน้ พบและนำโลหะทองแดงมาใช้ประโยชน์เมื่อหลายพันปีก่อน แรท่ องแดงสามารถพบใน สภาพบรสิ ทุ ธ์โิ ดยธรรมชาติ คอื พบในสภาพที่เปน็ โลหะ (Metallic state) หรอื ในสภาพทองแดงธรรมชาติ (Native copper) ทำใหร้ วบรวมและนำมาหลอมเปน็ โลหะสำหรบั ใช้งานได้งา่ ย แตถ่ ือเปน็ ธาตุที่พบปริมาณไมม่ ากบนผิวโลก (ประมาณ 0.0001% ของธาตุบนพืน้ ผิวโลกท้ังหมด) และถือวา่ น้อยมากเมอ่ื เทยี บกบั แร่อะลมู ิเนยี มและเหลก็ ท่มี ี ปริมาณ 8.07% และ 5.06% ของธาตทุ ั้งหมด ตามลำดับ การใช้ประโยชนข์ องโลหะทองแดง โลหะทองแดงมีคุณสมบตั เิ ดน่ มากมายโดยเฉพาะการนำไฟฟ้าและการนำความรอ้ นทส่ี ูง มีความต้านทานการ กัดกร่อน สามารถแปรรูปดว้ ยวธิ ีต่างๆ ไดง้ า่ ย นอกจากน้ยี งั มี ความแข็งแกร่ง และมีความตา้ นทานความลา้ สงู ดงั นน้ั โลหะทองแดงจึงมีการนำไปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งกวา้ งขวางดงั นี้ 1) เนอ่ื งจากทองแดงเป็นตัวนำไฟฟ้าทีด่ ีการใช้งานส่วนใหญ่จึงเกย่ี วขอ้ งกับอุตสาหกรรมไฟฟา้ เช่น ใช้ทำสายไฟ เคเบิล มอเตอร์ เครื่องกำเนดิ ไฟฟา้ ไดนาโม พดั ลม ระบบควบคุมในโรงงาน อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบจ่ายกำลงั เคร่อื งปรบั อากาศ และอปุ กรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์ตา่ ง ๆ 2) ด้วยคณุ สมบัตติ า้ นทานการกดั กร่อนทองแดงจึงนำมาใช้ในการก่อสร้างหลายอย่าง เชน่ ทำหลงั คา ท่อนำ้ และขอ้ ต่อ ต่างๆ ระบบให้ความร้อน และระบบปรับอากาศ 3) ใชท้ ำเคร่อื งจกั รกล เคร่ืองใช้ในบ้าน เนื่องจากขน้ึ รูปง่าย และเน่ืองจากมีความสามารถตา้ นทานการกดั กร่อนของนำ้ ทะเลและมีการถา่ ยเทความร้อนสูง จงึ ใชท้ ำท่อวาล์ว ข้อต่อในโรงกล่นั น้ำจากนำ้ ทะเล อปุ กรณแ์ ลกเปลย่ี นความรอ้ น และเคร่ืองมือกลอน่ื ๆ 4) ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และช้ินส่วนเครื่องบิน เรือเดินสมุทร หวั จักรรถไฟ อปุ กรณส์ วิตซ์ และสัญญาณตา่ ง ๆ 5) การใช้ประโยชน์ดา้ นอืน่ ๆ ของทองแดง เชน่ ใชผ้ ลิตยุทธภณั ฑ์ ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี เครือ่ งวัดต่าง ๆ เครือ่ งประดับ เคร่ืองตกแตง่ เหรยี ญกษาปณ์ บรรจุภัณฑ์ และใช้ผลติ โลหะผสม เชน่ ทองเหลือง และทองสมั ฤทธิ์ เป็น ตน้ 11. ทองคำ
ทองคำเปน็ โลหะชนิดแรกที่มีการนำมาใช้ประโยชนเ์ ม่ือประมาณ 8,000 ปมี าแล้ว สัญลักษณ์ทางเคมขี อง ทองคำ คือ Au ซง่ึ มาจากภาษาลาตินวา่ Aurum ทม่ี ีความหมายถึง แสงสว่างแหง่ รงุ่ อรุณ ทองคำเปน็ แร่ที่ ประกอบดว้ ยธาตชุ นดิ เดียวหรือสามารถปรากฏพบในสภาพบริสุทธ์โิ ดยธรรมชาติ (Native gold) จงึ มีกระบวนการ แยกสกดั ของจากแร่ ที่ไม่ยุ่งยาก บางคร้ังอาจพบก้อนโลหะทองคำในธรรมชาตขิ นาดใหญ่ซงึ่ สามารถนำไปหลอม เพื่อ ใช้งานได้ทันที ด้วยจุดเด่นด้านสสี ันท่ีสวยงาม มีความเหนยี วสามารถดึงเป็นเสน้ ลวดหรือตีแผ่ เปน็ แผน่ บาง ๆ ได้ ทำใหก้ ารใช้ประโยชนข์ องทองคำจะเนน้ ไปทางด้านการผลิตเครื่องประดบั ตา่ ง ๆ การใชป้ ระโยชนข์ องโลหะทองคำ ทองคำมีคุณสมบตั ินำไฟฟ้าและนำความร้อนไดด้ ี มีความเหนยี ว สามารถขึน้ รูปไดง้ ่าย มีความตา้ นทานการกัด กร่อน และเป็นธาตเุ ฉ่ือยท่ีไม่ทำปฏิกิรยิ ากับสารใด ๆ ในอุณหภูมปิ กติ จึงทำใหท้ องมีความเงางามไมห่ มองอยู่ ตลอดเวลา นอกจากนท้ี องคำยังเป็นธาตทุ ่ีหายากและมีความคงทนไมแ่ ปรสภาพแม้เวลาจะผา่ นไปนานเท่าใด จึงถกู นำมาเป็นส่ือกลางในการแลกเปลีย่ นซือ้ ขายเชิงพาณชิ ย์ และเป็นปัจจยั ทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ในการแสดงฐานะ ความ ม่งั คง รวมถงึ ใชเ้ ปน็ ทนุ สำรองสำหรบั แตล่ ะประเทศในการเจรจาทำธุรกรรมต่าง ๆ นอกเหนอื จากการใชง้ านหลักใน การทำเครื่องประดบั และของตกแตง่ ต่าง ๆ แล้วโลหะทองคำ ยังมีการนำไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ อีกมากมาย ดังนี้ 1) ทองคำใช้เป็นสว่ นประกอบในลวดตวั นำของอปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกสต์ ่าง ๆ เพื่อใชใ้ นการเช่ือมต่อกบั ระบบแผงวงจร ควบคมุ ท่ีทำหนา้ ที่ประมวลผล หรือส่งข้อมูลในระบบส่งั งานขนาดเลก็ โดยเฉพาะอุปกรณท์ ต่ี อ้ งการความเรว็ ในการ ประมวลผลสงู 2) ใชเ้ คลือบอุปกรณ์ไฟฟ้าของดาวเทยี มเพื่อป้องกนั รังสีคอสมิคและการเผาไหม้ของดวงอาทติ ย์ เพราะทองคำมี คณุ สมบตั ิการสะท้อนแสงทด่ี ีและมีความทนทานต่อการกัดกรอ่ น 3) ใช้ในงานทนั ตกรรม เชน่ การทำครอบฟนั และการทำฟันปลอม 4) ทองคำถูกนำมาใช้ผสมในไอออนของแสงเลเซอร์ เพื่อเป็นตวั ควบคุมปรบั ความชดั เจนของโฟกสั ในการผา่ ตดั เซลลม์ ะเร็งดว้ ยการยิงเลเซอร์ โดยจะเลอื กทำลายเฉพาะเซลล์มะเรง็ และไม่ก่อใหเ้ กิดอนั ตรายกับร่างกาย 5) ใช้เคลอื บกระจกเครอ่ื งบนิ ในหอ้ งนักบนิ เพ่ือปอ้ งกนั ความรอ้ นจากแสงอาทติ ย์ และช่วยรักษาอุณหภูมภิ ายในห้อง นกั บิน กำจดั เมฆหมอกท่ีอาจบดบังทศั นวสิ ยั ในการมองเห็นของนักบิน 6) ในเครื่องตรวจวดั ความชน้ื ใชท้ องคำเปน็ ตวั เคลือบระบบตรวจวัดปริมาณของแกส๊ คาร์บอน ไดออกไซดท์ ีม่ ีส่วน สำคญั ในการป้องกันการเนา่ เสียของอาหาร เน่อื งจากทองไมท่ ำปฏิกริ ยิ ากบั ความชน้ื ในอากาศท่ีเปน็ สภาพท่ีเหมาะสม ของการเจรญิ เติบโตของสิ่งมชี ีวิตจำพวกเหด็ และรา 7) ทองใชเ้ ปน็ ตวั เคลือบที่กระเปาะของเทอรโ์ มมเิ ตอร์ เนื่องจากมีคุณสมบัตใิ นการสะท้อนความร้อนได้ดี ทำให้การวัด อณุ หภูมเิ ป็นไปอยา่ งถูกตอ้ งแม่นยำนอกจากน้ี ยงั มีการใช้ตะกั่วในการทำหลอดบรรจุสีสำหรบั งานศลิ ปะ ออกไซด์ของ ตะกัว่ ใช้สารออกซไิ ดซ์ในการผลติ สีย้อม ไม้ขดี ไฟ ยางเทยี ม กลั่นนำ้ มนั กาว และใชเ้ ป็นโลหะถว่ งน้ำหนัก เปน็ ต้น 1.2 วัสดปุ ระเภทพอลเิ มอร(์ พลาสตกิ ) พอลิเมอร์(พลาสตกิ ) แต่ละประเภทแตกตา่ งกนั เนอ่ื งจากมีห่วงโซ่คาร์บอนท่ีต่างกัน สามารถจำแนกออกเปน็ 10 ประเภท ดงั นี้ 1.2.1 พอลเิ อทลิ นี (Polyethylene: PE) โดยทั่วไปแลว้ พอลิเอทลิ นี มสี ีขาวข่นุ โปร่งแสง มคี วามลนื่ มันในตวั เม่ือสัมผสั จึงร้สู กึ ล่นื หยุ่นตัวได้ ไมม่ ีกลน่ิ ไมม่ รี ส ไมต่ ิดแม่พมิ พ์ มีความเหนยี ว ทนความร้อนไดไ้ ม่มากนัก ทนต่อการกดั กร่อนของสารเคมี เป็นฉนวนไฟฟ้า ใส่สี ผสมได้ง่าย มคี วามหนาแนน่ ต่ำกวา่ น้ำ จึงลอยนำ้ ได้ เม่ือความหนาแน่นสงู ข้ึน จะทำให้มีความแขง็ และความเหนียว
เพ่มิ ข้ึน อุณหภูมหิ ลอมตวั สูงข้ึน และอตั ราการคายกา๊ ซเพ่มิ ขึ้น เมอ่ื ความหนาแนน่ ลดลง จะทำให้อตั ราการเส่ือมสลาย ของผวิ เพ่ิมข้ึน กล่าวคือ ผวิ จะแตกรานได้ง่ายขึ้น ผลิตภัณฑ์ท่ที ำด้วยพอลิเอทิลีน ผลติ ภณั ฑท์ ีส่ ำคัญ ไดแ้ ก่ ขวดใสส่ าร เคมี ขวดใสน่ ้ำ ลังหรอื กลอ่ งบรรจุสนิ ค้า ภาชนะตา่ งๆ เคร่อื งเล่นของ เดก็ ถุงเย็น ถาดทำน้ำแข็ง ชิ้นส่วนของแบตเตอร่ี ชิน้ สว่ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ฉนวนไฟฟ้า ถุงใส่ของ แผน่ ฟิล์มสำหรบั หอ่ ของ โต๊ะและเก้าอ้ี 1.2.2 พอลิโพรไพลีน (Polypropylene: PP) พอลโิ พรไพลีน มลี ักษณะขาวขุ่น ทบึ แสงกวา่ พอลิเอทลิ นี มีความหนาแนน่ ในชว่ ง 0.890 – 0.905 กโิ ลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ สามารถลอยน้ำไดเ้ ช่นเดยี วกนั กบั พอลเิ อทลิ นี ลกั ษณะอ่ืน ๆ คล้ายกับพอลเิ อทลิ นี ผลติ ภัณฑ์ทีท่ ำจากพอลิโพรไพลีน ผลิตภัณฑ์ท่ีพบเสมอคือ กล่องเครือ่ งมอื กระเป๋า ปกแฟ้มเอกสาร กล่องและตลบั เคร่ืองสำอาง กล่องบรรจุ อาหาร อุปกรณข์ องรถยนต์ เครอ่ื งใช้ในครวั เรือน อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วัสดบุ รรจภุ ณั ฑ์ใน อตุ สาหกรรม ขวดใส่สารเคมี กระป๋องน้ำมันเครื่อง กระสอบข้าวและถุงบรรจปุ ุ๋ย 1.2.3 พอลิไวนลิ คลอไรด์ (Polyvinyl chloride: PVC) พอลิไวนลิ คลอไรด์ เป็นพอลเิ มอร์ท่ีสำคญั ที่สุดในกลุ่มไวนลิ ด้วยกนั มกั เรยี กกนั ท่ัวไปวา่ พวี ีซี เนอ้ื พีวซี มี กั มี ลกั ษณะข่นุ ทบึ แต่ก็สามารถผลติ ออกมาให้มสี สี ันได้ทุกสี เป็นฉนวนไฟฟา้ อย่างดี ตวั มันเองเป็นสารทที่ ำให้ไฟดับจงึ ไม่ ตดิ ไฟ มลี ักษณะทัง้ ทเ่ี ปน็ ของแข็งคงรูป และอ่อนนุ่มเหนียว เรซนิ มที ง้ั ที่เปน็ เม็ดแขง็ หรอื ออ่ นนุ่ม และเป็นผง จงึ สามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ผลิตภัณฑ์ทท่ี ำจากพอลิไวนิลคลอไรด์ ผลิตภัณฑท์ ัว่ ไป ได้แก่ หนังเทียม ซึ่งมีความอ่อนนุ่มกวา่ หนังแท้ สำหรบั หุม้ เบาะเก้าอีห้ รือปูโตะ๊ เคลือบ กระดาษและผา้ กระเป๋าถอื ของสตรี กระเป๋าเดินทาง กระเปา๋ ใสส่ ตางค์ รองเทา้ เข็มขดั หุ้มสายไฟฟา้ สายเคเบิล ห้มุ ด้ามเคร่ืองมือ ห้มุ ลวดเหลก็ ท่อนำ้ ท่อร้อยสายไฟฟา้ อา่ งน้ำ ประตู หนา้ ต่าง 1.2.4 พอลไิ วนิลอะซิเตต (Polyvinyl acetate: PVA) เป็นพอลเิ มอร์ที่มแี ขนงหนาแนน่ มลี กั ษณะโมเลกลุ แบบอะแทกติก ไม่มี ความเป็นผลกึ จงึ มีลกั ษณะอ่อนนม่ิ มากจนเปน็ ของเหลวข้นหนืด สขี ่นุ ขาว เม่ือแห้งจะใสเนือ่ งจากความอ่อนนมิ่ จนมี ลักษณะเป็นของเหลวข้นหนดื จงึ ไมส่ ามารถหลอ่ ขนึ้ รูปดว้ ยวิธีแม่พมิ พ์ใด ๆ ได้ การใชง้ าน พอลเิ มอรช์ นดิ นีใ้ ชท้ ำกาวในรูปของอมี ลั ชนั สำหรบั ตดิ ไม้ กระดาษ ผา้ และหนังเทยี ม มักเรียกกาวชนดิ น้วี า่ \"กาวลาเทก็ ซ\"์ ใช้เป็นสารเหนียวในหมากฝร่งั ทำสี และ
ใบความรู้ มลพิษจากการผลิตและการใชง้ าน มลพิษจากการผลติ อตุ สาหกรรมการผลิตโลหะ พอลเิ มอร์ และเซรามิกส์ส์ จดั เป็นอตุ สาหกรรมข้นั พื้นฐานของประเทศไทยที่มบี ทบาท สำคญั ของประเทศ เน่ืองจากโลหะ พอลเิ มอร์ และเซรามิกส์ เปน็ วตั ถุดิบพ้ืนฐานสำหรับอุตสาหกรรม เชน่ อุตสาหกรรมกอ่ สร้าง อตุ สาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครอื่ งใช้ไฟฟ้า อตุ สาหกรรมการผลิตเครื่องใชใ้ นครวั เรือน เป็นตน้ กระบวนการผลิตของอตุ สาหกรรมเปน็ แหล่งกำเนิดมลพษิ ที่สำคัญ ท้ังมลพิษ ทางอากาศ กากของเสยี และน้ำเสยี ซ่งึ สามารถก่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อมนุษย์และสง่ิ แวดลอ้ มได้ หากมีการจัดการไม่ เหมาะสม 2.1 สาเหตุทท่ี ำให้เกดิ มลพิษจากการผลติ 1) กระบวนการหลอมและเกิดมลพษิ กระบวนการหลอม เปน็ การนำวตั ถดุ บิ ท้งั ในรปู วสั ดใุ หมแ่ ละเศษวสั ดทุ ีใ่ ชแ้ ล้วมาให้ความร้อนเพ่ือให้หลอมละลาย และ ทำการปรบั ปรุงคุณภาพด้วยสารตา่ ง ๆ มลพษิ หลักทีเ่ กดิ ขึน้ ในกระบวนการหลอม คอื ฝ่นุ ควัน ไอโลหะ และกา๊ ซพษิ ตา่ ง ๆ 2) กระบวนการหล่อและเกิดมลพิษ กระบวนการหล่อ สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การหลอ่ โดยใชเ้ ครื่องหล่อแบบต่อเน่อื ง และการหลอ่ ในแม่แบบชนิด ตา่ ง ๆ ในการหลอ่ ชิ้นงานในแม่แบบ วสั ดุเหลวจะถกู เทใส่ในแมแ่ บบ แล้วปล่อยให้แขง็ ตัวระยะหนงึ่ จากนั้นรื้อแบบ แยกออกเอาชิน้ งานออกแบบหลอ่ แล้วเอาไปทำความสะอาดตกแตง่ ชน้ิ งานให้ได้คณุ ภาพตามต้องการ มลพษิ หลัก ๆ ท่ีเกดิ ขึน้ ในกระบวนการหล่อทงั้ สองลกั ษณะจะเกิดขนึ้ ในระหวา่ งการหลอ่ แตส่ ำหรับการหล่อโลหะบาง ชนิดจะเกิดมลพิษในระหวา่ งการทำแมแ่ บบไส้แบบและการนำชนิ้ งานออกจากแบบหล่อ ซ่ึงควรมีการจัดการอยา่ ง เหมาะสมเช่นเดียวกนั 3) กระบวนการหล่อและเกิดมลพษิ การรีดมกั ใชอ้ ตุ สาหกรรมโลหะ เปน็ การนำแทง่ โลหะผา่ นการรดี ลดขนาดทว่ี างต่อกันหลายชดุ จนไดข้ นาดตามต้องการ ซ่งึ การรดี โลหะมีทง้ั การรีดร้อนและรดี เย็นข้ึนอยูก่ ับผลิตภัณฑท์ ี่ต้องการมลพิษทเี่ กิดขึ้นโดยท่วั ไปในกระบวนการรีด ร้อนคือ ฝุ่นควนั ไอโลหะ ก๊าซพิษ และน้ำเสยี 4) กระบวนการสนับสนนุ การผลติ และเกิดมลพิษ ระบบสนบั สนนุ การผลติ ทีส่ ำคญั ระบบหนง่ึ คอื ระบบหล่อเยน็ ซงึ่ หากระบบหล่อเย็นเกิดขดั ข้อง กระบวนการผลิต บางสว่ นอาจหยุดการผลิตลง ซึ่งทำใหเ้ กิดความเสยี หายกบั โรงงานไดม้ ลพษิ ทีเ่ กดิ ขึน้ โดยท่ัวไปในกระบวนสนับสนนุ การผลติ คอื มลพิษทางอากาศ และน้ำเสียจากนำ้ หล่อเยน็ ซึ่งอาจใช้เพียงคร้ังเดียวแลว้ ระบายทง้ิ 2.2 สาเหตุทท่ี ำให้เกิดมลพิษจากการใช้งาน 1) จำนวนประชากรทเ่ี พ่ิมมากข้นึ เมื่อมีประชากรเพม่ิ มากขน้ึ ความตอ้ งการด้านตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับวถิ ีการดำเนิน ชีวิตประจำวนั ก็มากขึน้ ไมว่ ่าจะอยู่ในรปู ของสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครวั เรอื น ดังนัน้ จำนวนวัสดทุ ใี่ ช้แลว้ จึงเพ่มิ ทวีคูณมากข้ึนเรื่อย ๆ 2) คนทว่ั ไปไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการกับเศษวัสดุทีใ่ ช้แลว้ ส่วนใหญม่ กั จดั การกบั เศษวัสดดุ ้วยวิธีการเผาซง่ึ เป็นสาเหตุให้เกดิ มลพิษทางอากาศ 3) ความมักงา่ ยและขาดจติ สำนกึ ไม่คำนึงถึงผลเสียท่จี ะเกิดขนึ้ เช่น การทง้ิ เศษวสั ดุใชแ้ ลว้ ลงแม่น้ำลำคลอง เปน็ สาเหตุใหเ้ กดิ น้ำเสีย
4) การผลิตหรอื ใช้สงิ่ ของมากเกนิ ความจำเป็น เช่น การผลิตสินคา้ ที่มีกระดาษหรือพลาสติกหุ้มหลายชั้น การซื้อสนิ คา้ โดยหอ่ แยกและใส่ถุงพลาสติกหลายถุง ทำใหเ้ ศษวัสดุใช้แลว้ มีปริมาณมากขึน้
ใบความรู้ ผลกระทบจากการใช้วสั ดตุ ่อสงิ่ มีชวี ิตและสิง่ แวดลอ้ ม ในปจั จบุ นั เทคโนโลยีไดเ้ ขา้ มามีบทบาทและ ความจำเป็นต่อการดำรงชวี ิตของมนุษย์เปน็ อยา่ งมาก ทัง้ ภายใน บา้ น และภายนอกบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในชวี ิตประจำวนั เชน่ การทำงานบ้าน การคมนาคม การ สือ่ สาร การแพทย์ การเกษตร และการอตุ สาหกรรม เปน็ ต้น ซ่ึงความเจรญิ ก้าวหน้าอย่างตอ่ เนื่องของเทคโนโลยีช่วย พฒั นาใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุดแกม่ นษุ ย์ อยา่ งไรกต็ าม แม้เทคโนโลยจี ะเข้ามามีบทบาทต่อมนษุ ย์ แตห่ ลายครงั้ เทคโนโลยีเหล่านนั้ กส็ ง่ ผลกระทบต่อชีวติ และสงิ่ แวดลอ้ มในด้านตา่ ง ๆ ได้แก่ 3.1 ดา้ นสขุ ภาพ มลพิษในอากาศ (air pollution) หมายถงึ ภาวะของอากาศทม่ี ีสารมลพิษเจือปนอยู่ในปริมาณ และเป็นระยะเวลา ท่ี จะทำใหเ้ กิดผลเสยี ตอ่ สขุ ภาพอนามัยของมนษุ ย์สารมลพิษดังกล่าว อาจเกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ หรือเกดิ จากการ กระทำของมนษุ ย์ อาจอยู่ในรูปของกา๊ ซ หยดของเหลว หรอื อนภุ าคของแข็งก็ได้ สารมลพิษในอากาศทีส่ ำคญั และมี ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ไดแ้ ก่ ฝนุ่ ละออง สารตะกัว่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ กา๊ ซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กา๊ ซ ออกไซดข์ องไนโตรเจน กา๊ ซโอโซน และสารอินทรยี ร์ ะเหยง่าย เปน็ ต้น มลพิษในอากาศทีม่ ีผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ 1. ฝ่นุ ละออง เปน็ มลพษิ ในอากาศท่ีเปน็ ปญั หาหลักในกรุงเทพมหานคร และชุมชนขนาดใหญ่ จากการ วจิ ยั พบวา่ ฝุ่น ละอองท่ีก่อให้เกดิ ปญั หาตอ่ สุขภาพ เป็นฝนุ่ ละอองขนาดเล็ก ทมี่ ขี นาดไม่เกิน 10 ไมครอน โดยฝุน่ ละอองขนาดเล็กน้ี สามารถเข้าไปในระบบทางเดินหายใจผ่านโพรงจมูกเข้าไปถึงถงุ ลมในปอด ทำให้เกดิ การอักเสบ และการระคายเคือง เรือ้ รงั และฝุ่นละอองจะมพี ิษมากขึ้น หากฝุน่ ละอองน้ันเกดิ จากการรวมตัวของก๊าซบางชนิด เช่น ซลั เฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจนเข้าไปในอนุภาคของฝุ่น โดยก่อใหเ้ กิดการแพ้ และระคายเคืองผิวหนงั ทางเดนิ หายใจ และ ดวงตาได้ 2. สารตะกว่ั มีฤทธ์ิทำลายระบบประสาท และมีผลต่อกระบวนการรับรู้ และการพฒั นาสติปญั ญาของมนุษย์ 3. ก๊าซคารบ์ อนมอนอกไซด์ มคี วามสามารถในการละลายในเลอื ดไดด้ กี วา่ ออกซิเจนถงึ 200 - 250 เทา่ เมอ่ื หายใจ เอากา๊ ซชนดิ น้เี ข้าไป จะไปแย่งจบั กับฮีโมโกลบนิ ในเลือด เกิดเปน็ คาร์บอกซีฮโี มโกลบิน ทำให้ความสามารถของเลือด ในการเป็นตวั นำออกซิเจนจากปอดไปยงั เน้ือเย่อื ตา่ ง ๆ ลดลง ทำให้เลอื ดขาดออกซเิ จนไปเล้ยี งเซลล์ตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย และหวั ใจทำงานหนักขึน้ หากมนุษย์ ไดร้ บั กา๊ ซนี้ในปริมาณมาก จะทำให้รา่ งกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน และจะเป็น อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 4. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีฤทธ์กิ ดั กร่อน ทำใหเ้ กิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนงั และเยือ่ บุตา ทำให้เกดิ การแสบจมูก, หลอดลม, ผิวหนงั และตา เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดน้ีเข้าไป จะทำให้กา๊ ซละลายในของเหลวใน ระบบทางเดนิ หายใจ เกดิ เป็นกรดซัลฟวิ รกิ ซ่ึงจะกัดกร่อนเยอื่ บุ และอวยั วะในระบบทางเดนิ หายใจ หากไดร้ ับเปน็ เวลานาน ๆ จะทำใหเ้ ป็นโรคจมกู และหลอดลมอักเสบเร้ือรงั ได้ 5. กา๊ ซออกไซดข์ องไนโตรเจน เนื่องจากจมูกเป็นส่วนต้นของระบบทางเดนิ หายใจ เมอื่ ผู้ปว่ ยโรคจมกู อกั เสบภูมิแพ้ มี อาการคดั จมูก จะทำให้เกดิ ปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับได้ อาจเปน็ มากถึงเกดิ ภาวะหยุดหายใจขณะ หลบั ตามมาได้ นอกจากนนั้ การที่ลมวง่ิ ผา่ นชอ่ งจมูกทแ่ี คบ อาจทำให้มเี สยี งดังได้ 6. ก๊าซโอโซน มีฤทธ์กิ ดั กรอ่ น ก่อให้เกิดการระคายเคอื งตา และเยือ่ บุระบบทางเดินหายใจ เกิดการอักเสบของเนื้อเย่ือ จมกู และปอด ทำให้ความสามารถของปอดในการรับก๊าซออกซเิ จนลดลง อาจเกิดโรคหดื โดยเฉพาะในเดก็ และมี อาการเหน่ือยงา่ ย และเรว็ ในคนชรา และคนท่เี ป็นโรคปอดเรือ้ รัง หรอื โรคหืด จะมอี าการมากขน้ึ กวา่ เดมิ
7. สารอนิ ทรยี ร์ ะเหยง่าย มผี ลโดยตรงตอ่ ระบบทางเดินหายใจ โดยทำให้เกดิ การอักเสบ และการระคายเคอื งเรือ้ รงั นอกจากนี้สารบางชนิดเป็นสารก่อใหเ้ กิดการกลายพนั ธุ์ และเส่ยี งต่อการก่อมะเรง็ เช่น อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbons,PAHs) เบนซีนและไดออกซนิ เกิดจากการเผาไหม้ทีไ่ ม่สมบูรณ์ มลพิษในอากาศกบั โรคภูมแิ พ้ของระบบทางเดนิ หายใจ โรคภูมแิ พ้ เปน็ โรคท่ีพบบ่อย โดยมีอบุ ตั กิ ารณร์ อ้ ยละ 30-40 ทว่ั โลก ซงึ่ มผี ู้ปว่ ยถงึ 400 ล้านคนทีเ่ ป็นโรคจมูก อักเสบภมู แิ พ้ หรอื โรคแพ้อากาศ และมผี ูป้ ่วยถึง 300 ลา้ นคนทีเ่ ป็นโรคหดื อุบัตกิ ารณ์ของโรคจมกู อักเสบภูมิแพ้ ใน ประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วยผใู้ หญ่ถงึ ร้อยละ 20 และมีผปู้ ว่ ยเดก็ ถึงร้อยละ 40 ขณะท่ีอุบัตกิ ารณ์ของโรคหืดมี ประมาณร้อยละ 10 ดงั นัน้ จะมีผ้ปู ว่ ย 10 - 15 ล้านคนในประเทศไทย ที่ปว่ ยเปน็ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และจะมี ผู้ปว่ ย 3 - 5 ล้านคน ที่เปน็ โรคหดื อบุ ตั ิการณ์ของโรคภมู ิแพท้ ้ัง 2 ชนิดนี้น้มี ีแนวโน้มสงู ขนึ้ เรอื่ ย ๆ โดยเฉพาะในเมือง ใหญ่ ท่ีมมี ลพิษในอากาศเพ่มิ ขน้ึ เชอ่ื ว่าการที่มปี รมิ าณของมลพษิ และสารระคายเคืองในอากาศมากข้นึ และ ประชากรสมั ผสั กบั สารดังกล่าวในอากาศมากข้นึ ทำใหพ้ บผู้ปว่ ยเพิ่มขึ้น เน่ืองจากเย่ือบุจมกู ของผู้ปว่ ยโรคจมูกอกั เสบ ภูมแิ พ้ และเยื่อบหุ ลอดลมของผปู้ ว่ ยโรคหืดมคี วามไวต่อการกระต้นุ มากผิดปกติ ทงั้ สารก่อภูมแิ พ้ และสารที่ไมใ่ ชส่ าร ก่อภูมแิ พ้ มลพิษในอากาศทัง้ 7 ชนดิ ดงั กลา่ ว จงึ สามารถกระตนุ้ ใหผ้ ปู้ ่วยโรคจมกู อักเสบภูมแิ พ้ และโรคหืดมีอาการ มากขน้ึ ได้ 3.2 ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ขยะเปน็ สาเหตสุ ำคัญท่ที ำให้เกิดมลพิษของน้ำ มลพษิ ของดิน และมลพิษของอากาศ เนอ่ื งจากขยะสว่ นที่ขาดการเกบ็ รวบรวม หรือไมน่ ำมากำจดั ให้ถูกวธิ ี ปลอ่ ยท้ิงค้างไว้ในพน้ื ท่ีของชุมชน เม่ือมีฝนตกลงมาจะไหลชะนำความสกปรก เชื้อโรค สารพิษจากขยะไหลลงสู่แหล่งนำ้ ทำให้แหลง่ นำ้ เกิดเนา่ เสียได้ หากสารอันตรายซมึ หรอื ไหลลงสู่พ้ืนดนิ หรอื แหลง่ นำ้ จะไปสะสมในห่วงโซ่อาหาร เปน็ อันตรายตอ่ สัตว์น้ำและพืชผัก เมือ่ เรานำไปบริโภคจะได้รบั สารน้นั เข้าสู่ ร่างกายเหมือนเรากินยาพิษเข้าไปอย่างช้า ๆ 3.2.1 มลพิษด้านสงิ่ แวดล้อม ถ้ามกี ารเผาขยะมลู ฝอยกลางแจ้งทำให้เกดิ ควนั มสี ารพิษทำให้คุณภาพของอากาศเสีย สว่ นมลพิษทางอากาศจากขยะ มูลฝอยนั้น อาจเกิดข้ึนไดท้ ง้ั จากมลสารทม่ี ีอย่ใู นขยะและพวกแก๊สหรอื ไอระเหย ทส่ี ำคัญกค็ อื กลนิ่ เหม็นที่เกดิ จากการ เนา่ เปอ่ื ย และสลายตัวของอินทรีย์สารเปน็ ส่วนใหญ่ 3.2.2 ระบบนิเวศถกู ทำลาย มลู ฝอยอันตรายบางอย่าง เช่น ไฟฉายหลอดไฟ ซึง่ มีสารโลหะหนกั บรรจุในผลิตภณั ฑ์ หากปนเป้อื นสูด่ ินและน้ำ จะ ส่งผลเสียตอ่ ระบบนิเวศ และห่วงโซอ่ าหารซ่ึงเปน็ อันตรายตอ่ มนุษย์และส่ิงแวดล้อม 3.2.3 ปญั หาดนิ เสือ่ มสภาพ ขยะมูลฝอยและของเสยี ต่าง ๆ ถา้ เราทงิ้ ลงในดินขยะสว่ นใหญจ่ ะสลายตวั ใหส้ ารประกอบ อนิ ทรีย์และอนนิ ทรีย์ มากมายหลายชนิดด้วยกนั แต่กม็ ขี ยะบางชนดิ ท่สี ลายตวั ไดย้ าก เช่น ผ้าฝ้าย หนงั พลาสตกิ โดยเฉพาะเกลือไนเตรต สะสมอยเู่ ปน็ จำนวนมาก แล้วละลายไปตามนำ้ สะสมอยใู่ นบริเวณใกล้เคียง การทิ้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เป็นแหลง่ ผลติ ของเสียทส่ี ำคัญย่งิ โดยเฉพาะของเสยี จากโรงงานทมี่ โี ลหะหนักปะปน ทำให้ดินบริเวณน้ันมโี ลหะหนักสะสมอยู่มาก โลหะหนักทีส่ ำคญั ได้แก่ ตะกว่ั ปรอท และแคดเมียม ซ่งึ จะมีผลกระทบ มากหรอื น้อยข้นึ อยู่กับคณุ ลักษณะของขยะมูลฝอย ถ้าขยะมซี ากถา่ นไฟฉาย ซากแบตเตอร่ี ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ มาก กจ็ ะส่งผลต่อปรมิ าณโลหะหนักพวกปรอท แคดเมียม ตะก่ัว ในดนิ มาก ซึ่งจะส่งผลเสยี ต่อระบบนเิ วศน์ในดิน และสารอินทรีย์ในขยะมูลฝอยเม่อื มีการย่อยสลาย จะทำให้เกิดสภาพความเปน็ กรดในดิน และเมือ่ ฝนตกมาชะกอง ขยะมูลฝอยจะ ทำให้นำ้ เสียจากกองขยะมูลฝอยไหลปนเปื้อนดนิ บรเิ วณรอบ ๆ ทำให้
เกิดมลพิษของดินได้ การปนเปอ้ื นของดนิ ยงั เกิดจากการนำมูลฝอยไปฝงั กลบ หรอื การยกั ยอกนำไปท้ิงทำให้ของเสีย อันตรายปนเปื้อนในดินนอกจากนน้ั การเลยี้ งสัตวเ์ ปน็ จำนวนมาก ก็ส่งผลต่อสภาพของดิน เพราะสิ่งขบั ถา่ ยของสตั วท์ ่ี นำมากองทบั ถมไว้ ทำใหเ้ กิดจุลินทรยี ย์ อ่ ยสลายได้ อนุมูลของไนเตรตและอนุมูลไนไตรต์ ถ้าอนุมลู ดังกลา่ วนส้ี ะสมอยู่ จำนวนมากในดนิ บริเวณน้นั จะเกดิ เป็นพษิ ได้ ซึง่ เป็นอนั ตรายต่อมนุษยโ์ ดยทางอ้อม โดยไดร้ บั เข้าไปในรปู ของน้ำด่มื ที่ มีสารพษิ เจือปน โดยการรับประทานอาหาร พืชผักที่ปลกู ในดินทีม่ ีสารพิษสะสมอยู่ และยงั สง่ ผลกระทบต่อคุณภาพ ดิน 3.2.4 ปัญหามลพิษทางน้ำ ขยะมลู ฝอยอินทรีย์ จำนวนมากถ้าถูกทิ้งลงสูแ่ ม่น้ำลำคลอง จะถูกจลุ นิ ทรียใ์ นน้ำยอ่ ยสลายโดยใช้ออกซเิ จน ทำให้ ออกซเิ จนในน้ำลดลง และส่งผลใหเ้ กิดน้ำเนา่ เสีย 3.3 ผลเสยี หายดา้ นเศรษฐกิจและสังคม 3.3.1 เกิดความเสยี หายต่อทรัพยส์ ิน สารอันตรายบางชนดิ นอกจากทำให้เกิดโรค ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรกั ษาพยาบาลแลว้ อาจทำใหเ้ กดิ ไฟไหม้ เกิดการ กดั กร่อนเสยี หายของวสั ดุ เกิดความเส่ือมโทรมของสิง่ แวดลอ้ ม ทำใหต้ ้องเสียค่าใชจ้ า่ ยในการบำรุงรกั ษา สภาพแวดล้อมและทรัพยส์ ินอกี ด้วย 3.3.2 เกดิ การสูญเสียทางเศรษฐกจิ ขยะมลู ฝอยปรมิ าณมาก ๆ ย่อมต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผลกระทบ จากขยะมลู ฝอยไมว่ า่ จะเปน็ น้ำเสีย อากาศเสีย ดินปนเปอื้ นเหล่านย้ี อ่ มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ 3.3.3 ทำใหข้ าดความสง่างาม การเก็บขนและกำจัดที่ดีจะชว่ ยให้ชมุ ชนเกดิ ความสวยงาม มีความเป็นระเบียบเรยี บร้อยอนั ส่อแสดงถงึ ความเจริญและ วฒั นธรรมของชุมชน ฉะน้นั หากเกบ็ ขนไม่ดี ไมห่ มด กำจัดไมด่ ี ย่อมกอ่ ให้เกดิ ความไม่น่าดู ขาดความสวยงาม บ้านเมอื งสกปรก และความไม่เปน็ ระเบียบ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการทอ่ งเท่ียว
ใบงาน การใชประโยชน์และผลกระทบจากวัสดุ 1. จงอธบิ ายถงึ การใชป้ ระโยชน์ ของวัสดปุ ระเภทตา่ ง ๆ 1.1 วสั ดปุ ระเภทโลหะ ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... 1.2 วสดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................... 1.3 วสั ดปุ ระเภทเซรามิกส์ ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... 2.จงอธบิ าย สาเหตขุ องมลพิษจากการผลติ และการใชง้ านวัสดุ มาพอสังเขป …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………… 3 จงอธิบายว่าการทิ้งวสั ดทุ ่ใช้แลว้ ที่ไมถ่ กู วธิ ีสง่ ผลกระทบต่อการดําเนนิ ชวี ิตและ ส่งิ แวดลอ้ มอยา่ งไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149