Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ปลาย

คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ปลาย

Published by siwakorn099, 2021-05-22 06:55:44

Description: คู่มือการจัดกระบวนการเรียนการสอน ม.ปลาย ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2563

Search

Read the Text Version

อะไรหลายๆ อย่าง เพ่ือเรียกร้องความยตุ ิธรรม ทั้งในแง่บุคคลและสังคมส่วนรวม จงึ มักจะเหน็ ภาพวยั รุ่นถกเถยี งกัน เรอ่ื งของส่ิงต่างๆ ทเี่ กิดขน้ึ รอบตัว 6. ความตืน่ เตน้ ทา้ ทาย ความต้องการหาประสบการณ์แปลกๆ ใหมๆ่ เกลียดความจำเจซ้ำซาก วยั รุ่นกลุม่ น้จี ะสร้าง ความตน่ื เตน้ ทา้ ทายกบั การที่กระทำผิดตอ่ กฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฏของสงั คมนั่นเปน็ เพราะวา่ เปน็ ความ ตื่นเตน้ และความรู้สกึ ว่า ถกู ท้าทาย แนวทางการเลย้ี งดเู ด็กฝึกให้เด็กได้มี โอกาสทำงานทท่ี ้าทายความสามารถทลี ะ น้อยอยู่ตลอดเวลา จะสง่ ผลทำให้เดก็ ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญขนึ้ มาได้ แก้ปญั หาได้ 7.ต้องการการยอมรับวา่ เป็นส่วนหน่ึงของบา้ น ของกลุ่มเพื่อน พน้ื ฐานการเลี้ยงดูที่ยอมรับและมคี วามรักความ ผกู พันระหวา่ งพ่อแม่เด็ก จะมีผลทำให้เดก็ เกิดความร้สู กึ ดังทีก่ ลา่ วมานีอ้ ย่างงา่ ยดาย จากการฝกึ ฝนใหโ้ อกาสเด็กใน การตดั สนิ ใจลงมือกระทำหรือแสดงความคิดเหน็ ใน เร่ืองตา่ งๆ และรับฟังพยายามทำความเข้าใจตาม ถ้าเบ่ียงเบนก็ ช่วยแก้ไข ถ้าถกู ต้องกช็ มเชยและชื่นชม สิ่งเหล่านจ้ี ะไปกระตนุ้ ใหเ้ ด็กเกดิ ความร้สู ึกเปน็ ที่ยอมรับจากบุคคลภายใน บา้ น ซง่ึ จะสง่ ผลทำใหเ้ ด็กอยากเป็นทย่ี อมรบั จากเพื่อน จากครูและจากคนอ่นื ๆ ต่อๆ ไป จึงเปน็ เหตผุ ลจงู ใจกระทำ ความดีมากขน้ึ ๆ แต่ ในกรณีตรงกันข้าม ถา้ เด็กคนใดเกดิ มาในครอบครัวท่ียุ่งเหยงิ ทำให้พ่อแม่ไม่มีปญั หาพอท่จี ะดแู ลเด็ก กลับจะตอ้ ง สง่ เด็กมาฝากใหญ้ าตเิ ลย้ี งเปน็ ภาระ ไมม่ ีใครเปน็ ธรุ ะจดั การอะไรให้อย่างออกนอกหน้า ถ้าไมจ่ ำเป็นกไ็ มค่ ่อยอยากจะ รบั รู้ รับฟังเร่ืองของเด็ก ถึงเวลาจะนานก็ไม่รูว้ ่าใครจะให้ความอบอุน่ เมตตาหรอื รกั ได้ มีความรู้สึกโดดเด่ยี ว ไม่เป็นที่ ต้องการของใครแมแ้ ต่คนเดียวในบา้ นไมว่ า่ จะถูกหรือทำผิด ทำดีหรอื ทำชว่ั ก็ไม่มีคนเหน็ คนทกั หาคนทีห่ วังดจี ริงจังใน การแนะนำตกั เตือนอดทนช่วยฝึกสอนก็ไมม่ ี ในลักษณะเช่นนีเ้ ดก็ จะมีชีวติ ทเ่ี ลอ่ื นลอย ไมร่ สู้ ึกว่าตวั เองเป็นสมาชิก ภายในบา้ น เป็นคนหนง่ึ ภายในครอบครวั ไม่มใี ครรับฟังปัญหา หรือไมร่ ู้ว่าจะปรกึ ษาใคร เมอื่ เตบิ โตไปโรงเรียนกม็ ักจะ พกพาเอาความรู้สกึ โดดเดยี่ ว วา้ เหว่น้ีไปทีโ่ รงเรียน ความท่ีทกั ษะไมไ่ ด้ถกู ฝกึ สอนมาต้ังแตท่ ่ีบา้ นจงึ ทำใหผ้ ลการเรยี น ไมด่ ี และมกั จะแยกตวั ออกจากกลมุ่ เพ่ือน การควบคุมอารมณ์ทางเพศ การจดั การกับอารมณเ์ พศอาจแบง่ ตามความรนุ แรงได้เปน็ 3 ระดับ ดังนี้ ระดบั ท่ี 1 การควบคมุ อารมณ์ทางเพศ อาจทำได้ 2 วธิ ี คือ 1. การควบคุมจิตใจตนเอง พยายามข่มใจตนเอง มิใหเ้ กิดอารมณ์ทางเพศได้ หรือถา้ เกิดอารมณ์ทางเพศ ก็ ใหพ้ ยายามขม่ ใจไว้ไม่ให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เพ่ือให้อารมณ์ทางเพศค่อยๆ ลดลงจนสู่สภาพอารมณ์ทีป่ กติ 2. การหลีกเลยี่ งจากสิง่ เร้า สงิ่ เรา้ ภายนอกทีย่ วั่ ยุอารมณ์ทางเพศหรือย่วั กิเลส ย่อมทำให้เกดิ อารมณท์ างเพศ ได้ ดังน้นั การตดั ไฟเสยี แต่ต้นลม คือหลีกเลี่ยงจากสง่ิ เรา้ เหล่านั้นเสียก็จะชว่ ยให้ไม่เกดิ อารมณ์ได้ เชน่ ไม่ดสู อ่ื ลามก ต่างๆไมเ่ ที่ยวกลางคืนเปน็ ตน้ ระดับที่ 2 การเบย่ี งเบนอารมณ์ทางเพศ ถา้ เกดิ อารมณ์ทางเพศจนไม่อาจควบคุมได้ควรใช้วธิ กี ารเบีย่ งเบนเปลย่ี นให้ไปสนใจ ในส่ิงอืน่ แทนทจี่ ะ หมกมุ่นอยกู่ บั อารมณ์ทางเพศเช่น ไปออกกำลงั กาย ประกอบกิจกรรมนันทนาการตา่ งๆใหส้ นกุ สนานเพลดิ เพลิน ไป ทำงานต่างๆเพ่ือใหจ้ ติ ใจมุง่ ทงี่ าน ไปพูดคุยสนทนากับคนอ่ืน เปน็ ต้น ระดับท่ี 3 การปลดปล่อยหรือระบายอารมณ์ทางเพศ

ถ้าเกดิ อารมณท์ างเพศระดบั มากจนเบี่ยงเบนไม่ได้ หรอื สถานการณ์นน้ั อาจทำให้ไมม่ ี โอกาสเบ่ียงเบนอารมณ์ ทางเพศก็อาจปลดปล่อย หรือระบายอารมณ์ทางเพศดว้ ยวิธกี ารทเ่ี หมาะสมกบั สภาพของวัยรุน่ ซึ่งเปน็ นกั เรยี นโดยทำ ได้ 2 ประการ คือ 1. โดยการฝนั นั่นกค็ ือการฝันเปยี ก (Wet Dream)ในเพศชาย ซึ่งการฝนั น้ีเราไมส่ ามารถบงั คับให้ฝนั หรอื ไมใ่ ห้ฝนั ได้ แตจ่ ะเกิดข้ึนเองเมื่อเราสนใจหรือมคี วามร้สู ึกในทางเพศมากจนเกินไปหรอื อาจเกดิ การสะสมของน้ำอสุจิมี มากจนล้นถุงเก็บน้ำอสุจธิ รรมชาติกจ็ ะระบายนำ้ อสุจิออกมาโดยการใหฝ้ นั เกย่ี วกบั เรื่องเพศจนถึงจดุ สดุ ยอด และมี การหลง่ั นำ้ อสจุ ิออกมา 2. การสำเร็จความใครด่ ้วยตนเองหรืออาจเรยี กอีกอยา่ งหน่ึงว่าการชว่ ยเหลอื ตัว เอง(Masturbation)ทำได้ ทง้ั ผู้หญิงและผู้ชาย ซง่ึ ผชู้ ายแทบทุกคนมักมีประสบการณ์ในเรอ่ื งน้แี ต่ผูห้ ญิงนนั้ มเี ปน็ บางคนทีม่ ปี ระสบการณ์ ใน เร่อื งนี้ การสำเรจ็ ความใครด่ ว้ ยตนเองเป็นเร่ืองธรรมชาตขิ องคนเรา เมื่อเกิดอารมณท์ างเพศจนหยดุ ยั้งไม่ได้ เพราะ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่ ทำให้ตนเองและผู้อน่ื เดือดร้อน แต่ไมค่ วรกระทำบ่อยนัก วธิ คี วบคมุ อารมณท์ างเพศ 1. ใหค้ วามสนใจกับการศกึ ษาเล่าเรยี น เพ่ือความก้าวหน้า และ ความสำเรจ็ ในการดำเนินชวี ิตในอนาคต 2. หลีกเลย่ี งการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศจากส่อื ตา่ งๆทีเ่ ป็นสง่ิ เร้าทำใหเ้ กดิ อารมณ์ทางเพศเช่นหนงั สือต่างๆ การดภู าพยนตร์หรือวีดีโอทย่ี ่ัวยอุ ารมณท์ างเพศ หรือไม่ควรอยตู่ ามลำพงั กับเพ่ือนต่างเพศในที่ลบั ตาคน 3. สนใจเขา้ ร่วมกจิ กรรมต่างๆเชน่ ดนตรี กีฬา หรอื วาดรปู เพอื่ จะได้เบย่ี งเบนความสนใจจากอารมณท์ าง เพศและยังทำใหส้ ุขภาพกายและสขุ ภาพ จิตดีด้วย ขอ้ คดิ ดีๆเก่ยี วกบั ความสัมพันธเ์ รือ่ งเพศ การมีเพศสัมพันธ์ นอกจากเปน็ วถิ ีทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนษุ ย์ ยงั มีผลพลอยไดเ้ กิดขึน้ ตามมาอีกด้วย นักวิชาการท่ชี ่างสรรหาเรอื่ งวิจยั ระบุว่า ผลพลอยไดจ้ ากการมเี พศสมั พันธ์ สะท้อนออกมาทางกระบวนการทาง ชีววิทยา ดังน้ี 1. เซก็ ซ์คือการบำรุงความงาม การทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ พบวา่ ขณะผูห้ ญิงมีเพศสมั พันธ์ เธอจะหล่ัง ฮอรโ์ มนเอสโตรเจนออกมาปริมาณมาก ซ่ึงทำให้เสน้ ผมเป็นเงางามและผิวพรรณนุ่มนวล 2. เพศสมั พันธ์ที่อ่อนโยนและผ่อนคลาย ชว่ ยลดการอักเสบทางผิวหนัง เชน่ สิวและผื่นต่างๆ เหงื่อท่ีไหล ออกมาเป็นตวั ชะล้างรูขุมขน ทำให้ผวิ ผ่องใส 3. เพศสมั พันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรที ่ีคุณกินเข้าไปชว่ งมือ้ คำ่ อันโรแมนติก 4. เซก็ ซค์ ือการออกกำลงั กายท่ปี ลอดภยั ท่สี ดุ ท้ังช่วยยืดเส้นยดื สายและทำให้กล้ามเนื้อตึงในทกุ ๆ ส่วนของ รา่ งกาย อีกทงั้ น่าสนุกกวา่ จ๊อกกิ้งหรือวา่ ยน้ำสกั 20 เท่ียวเปน็ ไหนๆ แถมยังไม่ต้องใช้รองเท้ากีฬาแพงๆ 5. เซก็ ซ์ช่วยลดความตึงเครยี ดไดด้ ียง่ิ กจิ กรรมทางเพศช่วยทำให้ร่างกายหลัง่ สารเอนดอร์ฟินส์ในกระแส เลอื ดทำให้คณุ รสู้ ึกดีขนึ้ 6. มีเซก็ ซ์บอ่ ยๆ คณุ ยง่ิ ไดร้ ับสารเคมที ช่ี ื่อ ฟีโรโมนส์ (Pheromones) มากยิง่ ขึน้

7. กลิน่ ตวั ที่ถูกขบั ออกมาขณะมีความต้องการทางเพศ เปน็ 'นำ้ หอม' ทชี่ ว่ ยกระตุ้นให้เพศตรงขา้ มคกึ คักได้ อยา่ งเหลือเชื่อ 8. จูบกนั ทกุ วนั ลดอาการฟนั ผุ การจบู กระตุน้ น้ำลายใหข้ ับนำ้ ลายออกมา จงึ ช่วยชะล้างฟันของคุณให้สะอาด 9. เซ็กซ์แก้ปวดหัวตลอดกระบวนการทางเพศจะช่วยผอ่ นคลายความตงึ เครยี ดซึ่งไปปิดกน้ั หลอดเลือดใน สมองไว้ 10. ร่วมเพศบ่อยๆ ช่วยแก้อาการคดั จมูก เพราะเซ็กซ์เปน็ ยาแอนตี้ฮิสตามนี จากธรรมชาติ แก้อาการแพฝ้ นุ่ แพล้ ะอองได้ดี 11. เซก็ ซ์จะเปน็ ยานอนหลับท่มี ปี ระสิทธิภาพดีกว่า แวเล่ยี ม (Valium) หลายเทา่ วฒั นธรรมทางเพศ หมายถงึ วัฒนธรรมท่มี อี ิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมทางเพศ ได้แก่ ระเบียบ จารีตประเพณี ศีลธรรม และจริยธรรมอนั ดงี ามของคนไทยในดา้ นความประพฤติเกี่ยวกบั เพศซึ่งเป็นทยี่ อมรับนบั ถือและสืบทอดปฏิบตั ิ ตอ่ เนอื่ งกนั มายาวนาน ต้งั แต่สมยั โบราณจนถึงปัจจบุ ันซ่ึงได้ส่งผลให้ครอบครวั และสงั คมไทยมีความสงบสขุ ร่มเย็น วัฒนธรรมทางเพศของคนไทยถอื วา่ เป็นมรดกอันมคี ่าของสงั คมไทยท่ีทุกคนควรอนรุ ักษ์แบะประพฤติ ปฏิบัติตามซึ่งมดี ังนี้ 1. ชายหญงิ ควรมอี ภิสิทธิ์และศกั ดศ์ิ รเี ทา่ เทียมกนั ตามหลักสทิ ธิมนษุ ยชน ในสมยั ก่อนผู้ชายจะมสี ิทธแิ ละศักดิ์ศรี เหนอื กว่าผู้หญิงมาก เมื่อเป็นสามีภรรยากนั ภรรยาตอ้ งคอยปรนนบิ ัตสิ ามเี ป็นอย่างดี ถ้าสามเี ปน็ เจา้ นายที่สงู ศักด์ิแลว้ กต็ ้องดแู ลเป็นพเิ ศษ การแสดงความคดิ เห็นการตัดสินใจทำได้น้อยเพราะสามีมีอำนาจสิทธิ์ขาด ภรรยามกั จะต้องเช่อื ฟังสามี ซง่ึ ถอื ว่าขาดความเสมอภาคทางเพศต่อมาสถานภาพสตรเี พ่ิมขึ้นเปน็ ลำดบั เมื่อประเทศไทยเขา้ ส่ยู คุ ประชาธปิ ไตย ผู้หญงิ มีการศึกษามากข้นึ สงั คมเปิดโอกาสให้ผหู้ ญิงทำงานหารายได้เล้ยี งครอบครวั มากขึ้น มบี ทบาท ทางการศกึ ษามากขนึ้ จนเป็นท่ยี อมรับกนั วา่ ผชู้ ายและผหู้ ญิงควรมีสิทธิและศักด์ิศรเี ทา่ เทยี มกนั ยกเวน้ บางเรื่องเทา่ นั้น ท่เี ปน็ เร่ืองของเพศซ่ึงมีความแตกต่างกนั เช่น ตำรวจต้องทำงานหนักจับผู้รา้ ยซ่งึ เป็นการเส่ียงภัย ทหารต้องทำหน้าทส่ี ู้ รบป้องกนั ประเทศเปน็ งานหนกั และเส่ยี งภยั เปน็ ต้น 2. ผ้ชู ายควรใหเ้ กียรตแิ ละชว่ ยปกป้องอันตรายให้แกผ่ หู้ ญิง ผูช้ ายเปน็ เพศที่แข็งแรงและรูปรา่ งใหญโ่ ตกวา่ ผหู้ ญงิ สามารถทำงานหนักได้จงึ ควรช่วยดแู ลชว่ ยเหลอื อยา่ ให้ผูห้ ญิงตอ้ ง ทำงานหนักเกินไปโดยเฉพาะทางร่างกายเม่ือมีภัยอันตรายผชู้ ายจะตอ้ งทำหน้าท่คี ุ้มครองป้องกนั หรือแม้จะยังไมเ่ กดิ ภยั อนั ตรายกค็ วรจะชว่ ยดูแลคุ้มครองมใิ หภ้ ยั อนั ตรายเกิดข้ึนกบั ผูห้ ญิง ถา้ มีทนี่ ัง่ จำนวนจำกัดไม่เพยี งพอตอ้ งใหผ้ ้หู ญิง นัง่ ก่อน ถ้าจะตักอาหารหรอื ทำสงิ่ ใดทตี่ ้องทำทีละคนหรือครงั้ ละนอ้ ยคน ควรให้ผหู้ ญิงได้ทำก่อน ยกเว้นบางเร่ืองที่ เปน็ อนั ตราย ผชู้ ายกค็ วรทำก่อนแลว้ แต่สถานการณ์ 3. การแสดงความชอบหรอื ความสนใจเพศตรงขา้ มควรปฏิบัติตามจารีตประเพณีของสงั คมไทยอย่างเครง่ ครัด ความสนใจเพศตรงข้ามเป็นเรื่องปกติของคนเมื่อเข้าสวู่ ยั รุน่ วยั หนุ่มสาว แตใ่ นสังคมแต่ละสงั คมมักมีจารตี ประเพณี อนั ดีงาม แต่ในสงั คมแตล่ ะสังคมมักมีจารตี ประเพณีอนั ดีงาม ดังนนั้ การชอบหรอื สนใจเพศตรงข้าม ควร ปฏิบตั ิตามจารตี ประเพณีของสังคมน้นั ๆ ในวัยเรียนควรคบเพอื่ นต่างเพศแบบเพ่ือนจะดีกว่า แต่ถา้ จะคบกนั แบบคูร่ ักก็ ตอ้ งอย่ใู นกรอบประเพณอี ันดีงาม และให้พ่อแม่หรือผปู้ กครองรบั รู้ และต้องเชื่อฟงั ปรึกษาพอ่ แม่ ผปู้ กครองดว้ ยเพราะ วัยรนุ่ น้นั ไม่บรรลุนิติภาวะ ยงั ผ่านโลกมานอ้ ยอาจร้เู ท่าไม่ถึงการณ์ หรอื ทำผดิ พลาดขึ้นได้

4. ทง้ั ผู้หญิงและผู้ชายไมค่ วรถูกเนื้อตอ้ งตัวกันจนเกินความจำเป็นดูแล้วไม่เหมาะสม การถูกเนื้อต้องตัวกเพศตรงขา้ ม เกนิ ความจำเป็น โอบกอด หนนุ ตัก ลูบไล้เนอื้ ตวั จบั ของสงวนกอดคอ ซ่ึงผเู้ ป็นคูร่ กั และเป็นนกั เรยี นไม่ควรทำอย่างย่ิง ไม่ควรเลียนแบบละคร เพราะถา้ ลว่ งเกนิ โดยฝา่ ยหญงิ ไม่พอใจ เป็นการกระทำท่ีไม่ควรทำอยา่ งย่ิง เพราะจะทำให้ ผูห้ ญงิ เสอ่ื มเสยี 5. ผหู้ ญิงไมค่ วรแต่งตวั เปดิ เผยสดั สว่ น ในสังคมปจั จบุ นั การแต่งตงั ของผหู้ ญงิ บางคนไม่รัดกมุ เป็นการยวั่ กิเลสผู้ชาย อาจก่อให้เกิดอนั ตรายต่อตนเอง เช่น การถูกกระทำการอนาจาร หรอื ข่มขืน 6. ไม่มีเพศสมั พนั ธ์ก่อนวัยอันควรและเมื่อยังไม่ได้แตง่ งานกนั ในสงั คมปัจจุบนั มวี ัยรุ่นจำนวนไม่นอ้ ยท่มี ีเพศสัมพันธ์ แลว้ ซ่งึ ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการขัดต่อวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียนอันดีงามของไทย ซงึ่ บางรายพ่อแมห่ รือผปู้ กครอง ก็ไมร่ ู้แต่บางรายพอ่ แมร่ ู้ กต็ ้องชว่ ยกนั แก้ไขปญั หาต่อไป เป็นการสร้างความหนักใจแกผ่ ู้ปกครองแล้วยงั ทำให้เส่ือมเสยี ต่อวงศ์ตระกูลถา้ เกดิ ตั้งครรภข์ ้นึ มาจะตอ้ งเสียอนาคตแบะเกดิ ปญั หาสังคมในระยะยาว 7. การเลอื กคูค่ รองต้องเป็นไปโดยความสมคั รใจ ในสมัยก่อนอาจมีการแตง่ งานกันโดยไม่ไดส้ มัครใจ อาจเปน็ ฝ่ายชาย ไมส่ มัครใจแต่เป็นพ่อแมเ่ หน็ ชอบ หรอื ฝ่ายหญงิ ไม่สมัครใจแตเ่ พราะพ่อแม่เห็นชอบ ฝา่ ยชายใชอ้ ิทธพิ ลเพราะพ่อแม่ ต้องการปลดหนี้ แตใ่ นสมยั ปัจจบุ ันการมคี ู่ครองในลกั ษณะดังกลา่ มไม่มีอีกแล้ว นับวา่ เปน็ การสร้างความเสมอภาคทาง เพศอย่างหน่ึงดว้ ย 8. ชายหญงิ ท่ีจะอย่ดู ว้ ยกันแบบสามีภรรยาตอ้ งมีพธิ แี ต่งงานท่ีถูกต้องตามจารีตประเพณีของไทย เป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทยทีส่ ร้างระเบียบประเพณีกอ่ นทจี่ ะอยู่กินกนั แบบสามภี รรยาที่ฝา่ ยชายต้องส่ง ผใู้ หญไ่ ปสขู่ อหญงิ สาว เมอื่ ผใู้ หญ่ฝ่ายหญงิ ยินยอมแล้วจงึ กำหนดวนั หมั้นและวนั แตง่ งานต่อไป การแตง่ งานจะมีพธิ รี ด น้ำสงั ขเ์ พ่ือความเป็นสิรมิ งคลแกค่ รอบครัวใหม่ และเป็นการประกาศให้สังคมรับรถู้ ึงการอยูก่ ินแบบสามภี รรยา นอกจากพธิ แี ตง่ งานแล้วท้ังคู่จะตอ้ งไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ ทีว่ า่ การอำเภอ สำหรับต่างจงั หวัด และ ณ สำนักงาน เขตสำหรบั กรุงเทพมหานคร เพอ่ื ให้ถกู ต้องตามกฎหมาย 9. สามีภรรยาควรยึดคา่ นิยมในการครองคู่แบบครอบครัวผัวเดียวเมยี เดยี ว ครอบครัวแบบผวั เดียวเมยี เดียวเปน็ วฒั นธรรมทาฃเพศทเี่ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั หลักมนุษยธรรมและสทิ ธิ มนษุ ยชนซึง่ ถือไดว้ ่าเปน็ รากฐานและหลักประกนั อนั ม่นั คงของชวี ิตครอบครัวอยา่ งแทจ้ รงิ รวมทั้งมีความปลอดภยั ต่อ โรคเอดส์ อีกทัง้ ยงั สง่ ผลต่อการเลีย้ งดบู ุตรใหส้ มบรู ณแ์ ละได้รับการศึกษาอย่างเต็มท่ตี ามศักยภาพและความสนใจของ บุตร 10. สามภี รรยาตอ้ งไมก่ ระทำรนุ แรงต่อกัน สามีบางคนเมื่อไม่พอใจหรอื ทะเลาะกนั ก็จะทำรา้ ยภรรยา ในทางตรงกัน ข้าม ภรรยาอาจทำรนุ แรงต่อสามกี ไ็ ด้ แต่กจ็ ะมีน้อยกว่านอกจากน้ีการกระทำรนุ แรงดว้ ยวาจาและการทอดทิ้งกนั ไม่ ควรอย่างยง่ิ ถ้ามปี ญั หาควรแกก้ ันดว้ ยสนั ตวิ ิธีดกี ว่า อาจเป็นเพราะสงั คม ใจปัจจบุ นั สภาพสังคมท่ตี อ้ งแข็งขนั อาจทำ ใหเ้ กิดความเครยี ด อาจแสดงออกโดยการกระทำทรี่ ุนแรง หลายรายถงึ ขน้ั ฆ่ากนั ตาย หรือฆ่าอีกฝา่ ยแล้วตวั เองตายตาม นบั เป็นความลม้ เหลวท่ีน่าหดหอู่ ยา่ งยิ่ง ต้องพยายามใหก้ ำลงั ใจซึง่ กันและกัน การดำเนินชีวิตคูอ่ ย่างมคี วามสขุ

ชีวติ คทู่ ี่หวานช่ืนและสขุ สมจนเรียกวา่ “ถอื ไมเ้ ท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร”น้ันไม่ไดเ้ ป็นปาฏิหาริยท์ ี่เกดิ ขน้ึ โดยคน เพียงคนเดยี ว หากแตเ่ ปน็ ความรว่ มใจท่ีจะพฒั นาตนเองของทง้ั สองฝ่าย เพ่อื ประคองให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้อย่างมี ความสขุ และยืนยาว ซ่ึงการครองคู่อยา่ งมีความสุขน้นั มีเคล็ดลับดแู ลท่ีหลากหลาย ดงั นีค้ ือ 1.เริ่มชีวิตคู่ด้วยความรัก และเตมิ ความรกั ให้กนั อยา่ งสม่ำเสมอ หวานกนั เร่ือยๆ เชน่ อย่าลมื กระซิบคำพดู แสน หวานให้เขาฟงั จงู มอื กนั ยามเดนิ ข้ามถนน หรือแม้แตบ่ อกเขาวา่ เขาพิชติ ใจคุณได้อย่างไร ทสี่ ำคญั อย่าลมื แสดงความ รักของคณุ ใหเ้ ขารู้ ลองซอ้ื ดอกไม้ ขนม หรอื แอบสง่ โปสต์การด์ เพราะจะทำใหค้ ณุ รูส้ ึกดีทไ่ี ด้แสดงความรักแก่คนที่คุณ รักอย่างสม่ำเสมอ 2. จงเป็นเพือ่ นทีร่ กั กัน เพราะเมอ่ื รักกนั ใหม่ๆ ก็คิดว่าจะเป็นสามีภรรยาทดี่ ีต่อกนั และกนั แตค่ วามเปน็ สามี ภรรยากันนน้ั เปล่ียนแปลงได้ แยกจากกันได้ ไม่คอ่ ยจีรงั ยั่งยืน ความเป็นเพื่อนตา่ งหากท่ียัง่ ยนื กวา่ เพราะเมื่อคุณเปน็ เพ่อื นรักกันแลว้ คุณกจ็ ะพยายามเขา้ ใจกัน ไวใ้ จกัน ช่วยเหลือเก้ือกลู กัน และให้อภัยกันเสมอในยามท่ีฝ่ายใดฝา่ ยหน่งึ เกิดทำอะไรผิดพลาดขนึ้ มา ตราบใดที่ความรักฉนั หนุ่มสาวของคุณก็ยังคงดำรงอยู่ ตราบน้นั ความเป็นเพื่อนคูช่ วี ิตจะ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป 3. จงซ่ือสตั ยต์ อ่ ความรู้สกึ ของคณุ เองและคนรักของคณุ เพราะความซอ่ื สัตยต์ ่อความรูส้ กึ หมายถงึ การอธบิ าย ความรสู้ กึ ของคุณอย่างตรงไปตรงมาแก่คนรกั อย่าปิดบังความรสู้ กึ ถา้ คุณรู้สกึ ว่าเขาทำใหค้ ณุ ร้สู กึ เจบ็ ปวดหรอื โกรธ เคอื ง จงบอกเขาอย่างไมต่ ้องอาย เพราะความรักเปน็ เร่ืองของการให้เกยี รตซิ งึ่ กนั และกัน และดูแลความรู้สึกของกัน และกันตลอดเวลา 4. หากจิ กรรมทำร่วมกัน ข้อนีง้ า่ ยมาก เพราะความสุขเกิดขึ้นไดเ้ ม่อื ไดท้ ำกจิ กรรมร่วมกนั โดยหากจิ กรรมที่ทง้ั คูส่ ามารถทำดว้ ยกันแล้วมคี วามสุข อาจเป็นกจิ กรรมท่เี ปน็ กจิ วตั รประจำวัน เชน่ ทานขา้ ว ดูโทรทัศน์ หรือจะเปน็ กิจกรรมที่มีความสนใจรว่ มกัน เชน่ ปลูกต้นไม้ เล่นกฬี า ฟังเพลง หรอื งานบา้ นกเ็ ปน็ กิจกรรมได้ อย่างเชน่ การ ทำกับข้าว ลา้ งรถ ท่ีทงั้ สองฝ่ายตา่ งทำดว้ ยความเตม็ ใจ ไมเ่ ร่งรอ้ น และมคี วามรู้สึกสนุกเม่ือไดช้ ่วยกันทำ ไม่รูส้ กึ ว่าเป็น ภาระหนา้ ท่ี 5. รกั ษาสขุ ภาพร่างกายใหแ้ ขง็ แรงดแี ละฟิตอยู่เสมอ ออกกำลงั กาย ควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้ พลังงาน และคุณคา่ ทเี่ หมาะสมต่อการดำเนนิ ชีวติ พักผ่อนกันอย่างพอเพียง พยายามหาเวลาไปพักผ่อนสดุ สปั ดาห์ เปน็ ประจำ เช่อื ไหมวา่ คนเรานัน้ ถา้ รา่ งกายสมบรู ณแ์ ลว้ อะไรต่อมิอะไร ไมว่ ่าจะเปน็ งานหนักหรอื ความเครยี ด ก็จะ ลดลง ทำใหไ้ ม่มปี ัญหาครอบครวั ตามมา นอกจากนคี้ วรมองโลกในแงด่ ี เพราะจะทำให้สุขภาพจติ ของคุณดีข้ึน มี ความสุข ไม่เศร้าหมอง เปน็ ผลดตี อ่ คู่ชวี ติ ทตี่ ้องใชช้ ีวติ ร่วมกนั อยา่ งมาก เคลด็ ลับในการใชช้ วี ิตคู่ท่ีดคี งไม่ไดแ้ ค่มีไว้อา่ น หากแตค่ ุณลองเร่มิ ต้นสรา้ งปาฏิหาริยแ์ ห่งรักด้วยตัวคณุ เสียแต่ วนั น้รี บั รองว่าคุณจะเปน็ อีกคู่หนงึ่ ทีไ่ ด้ชอ่ื ว่าเปน็ คูท่ ่ี “ถอื ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร”

ใบงานที่ 1 คำส่ัง ใหน้ ักศึกษาร่วมกนั ศึกษาค้นควา้ เรื่องต่อไปน้ี และตัวแทนกลุม่ นำเสนอรายงานหนา้ ชน้ั ตามหัวขอ้ ท่ี กำหนด 1. การปรบั ตวั ทางเพศ 2. การปรบั ตวั ทางดา้ นร่างกาย 3. การปรับตวั ทางดา้ นจิตใจ 4. ความรักระหวา่ งเพศ 5. ความรกั ในวัยรุน่ 6. การควบคมุ อารมณท์ างเพศ 7. การวางตัวต่อเพศตรงข้าม 8. ข้อคิดเก่ียวกับเพศสัมพันธ์ 9. วัฒนธรรมทางเพศ 10. การดำเนนิ ชวี ติ คู่อย่างมีความสขุ ใบงานท่ี 2 คำส่ัง ให้นักศกึ ษาตอบคำถามในเรอื่ งตอ่ ไปนี้ 1. พัฒนาการทางเพศมีกขี่ ั้นตอน อะไรบ้าง 2. อารมณ์ทางเพศอาจแบ่งตามความรนุ แรงไดเ้ ป็น 3 ระยะ มอี ะไรบ้าง 3. มวี ธิ จี ดั การอารมณ์ทางเพศอยา่ งไรบ้าง 4. ความผดิ ฐานทำอนาจารได้ ตอ้ งมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 5. ตามขอ้ กฎหมายการพรากผเู้ ยาว์ หมายถึงอะไร

แบบทดสอบ เร่ืองเพศศึกษา คำสง่ั ใหน้ ักศึกษาเลือกคำตอบท่ีถูกต้องมากทส่ี ุดเพยี งคำตอบเดียว 1. นักศกึ ษาคดิ วา่ ข้อใดให้ความหมายของเพศศกึ ษาชดั เจนท่สี ุด 1. การสอนหรอื การให้การศึกษาเกีย่ วกบั เรอ่ื งเพศ 2. การศึกษาเกี่ยวกบั พฤติกรรมตา่ งๆของมนุษย์ในเร่ืองระบบการสืบพนั ธุ์ 3. การศึกษาเกีย่ วกบั การสืบพนั ธ์ุ และความเขา้ ใจในพฤติกรรมระหว่างเพศ 2. นักศกึ ษาคดิ ว่าเพศศาสตร์คืออะไร 1. การสอนเกยี่ วกบั ลกั ษณะทางร่างกาย จติ ใจ และอารมณข์ องมนษุ ย์ 2. ศาสตรท์ ี่วา่ ดว้ ยเรื่องการควบคมุ พฤตกิ รรมทางเพศ และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสองเพศ 3. ศาสตร์หรือวิทยาการทีเ่ ก่ียวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของมนษุ ย์ 3. ตามแนวคิดของอีริก ความรักประกอบไปดว้ ยสว่ นสำคัญ 4 สว่ น นกั ศกึ ษาคิดวา่ มีอะไรบ้าง 1. ความเข้าใจ ความเคารพ ความจริงใจ ความรับผดิ ชอบ 2. ความเข้าใจ ความเคารพ ความอตุ สาหะ ความรบั ผดิ ชอบ 3. ความเขา้ ใจ ความเคารพ ความเอ้ือเฟ้ือเผอ่ื แผ่ ความรบั ผิดชอบ 4. นักศกึ ษาคดิ ว่าสว่ นหนึง่ ของความรัก คือ ความเข้าใจ (Understanding) มีความหมายวา่ อยา่ งไร 1. ความเหน็ ใจและการเอาใจเขามาใส่ใจเรา 2. การเตรียมพรอ้ มท่ีจะใหค้ วามชว่ ยเหลอื ตอ่ คนรกั ของตนตลอดเวลา 3. ความเตม็ ใจท่ีจะทุ่มเทกำลงั กายกำลังใจ เพื่อคนรักของตนตลอดเวลา 5. นักศกึ ษาคดิ วา่ ขอ้ ใดเป็นฮอร์โมนเพศชาย 1. ICSH และ FSH 2. Pituitary และ FSH 3. ICSH และ Testosterone 6. ในประเภทการคมุ กำเนิดชนิดชั่วคราว ขอ้ ใดไม่เขา้ พวก 1. ยาคุมชนิดเม็ดรวม 2. ยาฉีดคุมกำเนดิ 3. หว่ งอนามยั คุมกำเนิด 7. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกี่ยวกบั ลกั ษณะนสิ ัยของวัยรนุ่ 1. วัยรุ่นตอนต้นยังมลี กั ษณะของเดก็ อยู่ คอื เอาแต่ใจตนเอง ยดึ ความคิดของตนเองเปน็ ศนู ย์กลาง 2. วัยรุ่นทเ่ี ป็นเพอื่ นรักกนั ในเร่ืองเงนิ ทองย่อมชว่ ยเหลอื กันอยา่ งเต็มใจ แต่ความลับจะไม่ เปิดเผยให้กัน เพื่อความสบายใจของท้ังสองฝา่ ย 3. วยั รุ่นทคี่ บเพ่ือนอายุมากกว่าเพราะเหน็ วา่ จะได้ประสบการณแ์ ละประโยชน์หลายอย่าง 8. หลายๆคนได้ให้ความเห็นเกีย่ วกับเพ่อื นว่า \"เพื่อนน้ันสำคัญไฉน\" นกั ศึกษาคดิ ว่าข้อใดไมใ่ ช่ความคิดเหน็

1. ถ้าเราไม่อยากให้เพอ่ื นไมส่ บายใจ เราก็ไม่ควรบอกเกี่ยวกับเร่ืองท่ีเรากลุ้มใจหรือเสียใจอะไร 2. เพือ่ นนน้ั ร่วมทุกข์รว่ มสุขกับเราได้ทุกเม่ือ 3. เราสามารถบอกความในใจ ความผดิ สง่ิ ทน่ี า่ อบั อายให้เพื่อนฟังได้อย่างกล้าหาญ 9. AIDS ยอ่ มาจากอะไร 1. Acquired Immuno Deficiency Syndrome 2. Acquired Immuno Disease Syndrome 3. Acquired Immuno Diseases Syndrome 10.ขอ้ ใดไมใ่ ช่สาเหตขุ องการตดิ เช้ือโรคเอดส์ 1. ทางเพศสัมพันธก์ บั บุคคลทเี่ ป็นโรคเอดส์ 2. ทางแมส่ ลู่ กู ขณะตั้งครรภ์ 3. พดู คุยกบั ผ้ทู ีเ่ ป็นโรคเอดส์ 11.ข้อใดไมใ่ ชข่ ้อจำกดั ของคำวา่ \"เพศศกึ ษา\" 1.การศึกษาที่เกยี่ วกับกระบวนการและปัญหาของการสบื พันธุ์ 2.การศึกษาทีเ่ กยี่ วกับความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเพศ 3.การศกึ ษาเกีย่ วกบั หลกั การและปญั หาของบุคคล 12.ขอ้ ใดเป็นความแตกต่างระหวา่ งเพศศกึ ษากับเพศศาสตร์ 1.เพศศกึ ษา คือ การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมตา่ งๆของมนุษย์ในระบบสืบพนั ธ์ุ สว่ นเพศศาสตร์ คอื ศาสตร์หรือวิทยาการที่เก่ียวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ 2.เพศศึกษา คือ การศึกษาที่วา่ ด้วยเร่ืองเพศ ส่วนเพศศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่เปน็ เน้อื หาเก่ียวกบั ลักษณะทางรา่ งกาย จิตใจ และอารมณ์ของมนุษย์ 3.เพศศึกษา คือ การสอนหรอื ให้การศึกษาเก่ียวกับเรอื่ งเพศ ร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คม ของมนุษย์ สว่ นเพศศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่กลา่ วถึงพฤตกิ รรมต่างๆของมนุษยใ์ นเรื่องเพศและ ระบบสืบพนั ธุ์ 13.ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเกี่ยวกบั ฮอรโ์ มน ICSH ในเพศชาย 1.กระตุน้ ใหเ้ ซลล์ในอณั ฑะผลิตตัวอสจุ ิ 2.กระตุ้นให้เซลลท์ ่ีกระจายอยภู่ ายในหลอดเล็กๆของอัณฑะผลิตฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน 3.ICSH ยอ่ มาจาก Interstitial cell stimulating hormone 14.ข้อใดเปน็ อายเุ ฉลี่ยของผู้หญิงในวยั หมดประจำเดือน 1.ประมาณ 45 ปี มากหรือน้อยกวา่ ราว 3 ปี 2.ประมาณ 45 ปี มากหรือน้อยกว่าราว 4 ปี 3.ประมาณ 45 ปี มากหรือน้อยกว่าราว 5 ปี 15.ท่อของต่อมน้ำนมจะมีอยู่ประมาณเทา่ ใด 1. 10 - 15 ทอ่

2. 15 - 20 ท่อ 3. 20 - 25 ทอ่ 16. ในระยะใด ท่เี ย่ือมดลูกจะมีเลือดมาเลีย้ งมาก (Congestion) เพอื่ รอการฝงั ตัวของไข่ทผี่ สมกนั แลว้ 1. Primary Phase 2. Secondary Phase 3. Menopause Phase 17. วธิ ีการคมุ กำเนิดชนิดช่ัวคราวประเภทใด ที่ใช้แลว้ สามารถลดการเกิดสวิ ได้ 1. ยาคมุ กำเนิดชนดิ เม็ดรวมประเภทฮอร์โมนตำ่ 2. ยาคุมกำเนิดชนดิ เม็ดรวมประเภทฮอร์โมนปานกลาง 3. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดเจือจาง 18. การรบั ประทานยาคุมกำเนิดหลงั ร่วมเพศไม่ควรเกิน 4 เมด็ ตอ่ เดือน เพราะเหตใุ ด 1. เพราะทำให้อว้ นและเกดิ สิวฝา้ ได้ 2. เพราะอาจทำให้ประจำเดือนออกผิดปกตไิ ด้ 3. เพราะอาจทำให้โพรงมดลูกเกิดการอักเสบได้ 19. ข้อใดเป็นวธิ ีแก้ปญั หาระหว่างวัย ระหวา่ งวยั ร่นุ กบั ผู้ใหญไ่ ดด้ ที ่สี ุด 1. ลูกควรจะปฏบิ ัติตามคำสั่งสอนของพ่อแมท่ ุกอยา่ ง 2. ลูกและพ่อแม่ ควรหนั หน้าเข้าหากนั ปรึกษาหารือปัญหาอยา่ งจริงจัง 3. ลูกควรจะแกป้ ญั หาท่ีมกี ับพอ่ แม่นนั้ ด้วยตนเอง 20. ถ้าทา่ นเกดิ ตั้งครรภใ์ นวัยเรียน วิธแี รกที่ท่านควรจะทำคอื อะไร 1. ปรึกษาหารอื กับพอ่ แม่ 2. ปรกึ ษาหน่วยงานกรมสขุ ภาพจิตทางโทรศัพท์ 3. ปรึกษาคนรัก หรือคนทท่ี ำใหท้ อ้ ง 21. โรคใดไมไ่ ด้เกดิ จากเช้ือไวรสั 1. หดู หงอนไก่ 2. หิด 3. เริม 22. ขอ้ ใดเปน็ สาเหตขุ องการติดโรคพยาธใิ นช่องคลอด (Vagimal trichomoniasis) 1. เกดิ จากเชอื้ ราพวก Dermatophyte 2. เกดิ จากเชอ้ื ไวรัส Human papilloma virus 3. เกิดจากเชื้อโปรโตซวั ช่ือ Trichomonas vaginalis 23. ข้อใดเปน็ อาการของโรคเริม 1. รู้สกึ ปวดแสบ ปวดร้อน เจ็บๆคนั ๆบริเวณแผล ตอ่ มน้ำเหลอื งทข่ี าหนีบโต 2. เปน็ ตุ่มผวิ เรยี บ มสี ขี าวตรงกลางตุ่ม มีรอยบมุ๋

3. มลี ักษณะคลา้ ยเหาอย่บู รเิ วณรากขน คนั บรเิ วณหวั หน่าว รอบทวารหนกั หนา้ อก 24. ระยะฟักตวั ของโรคโลนประมาณก่วี นั 1. ประมาณ 15 วัน 2. ประมาณ 30 วนั 3. ประมาณ 45 วัน 25. ขอ้ ใดไม่ใชโ่ รคแทรกซอ้ นที่เกดิ กับผ้ทู เ่ี ป็นโรคเอดสท์ ่เี ห็นไดช้ ัด 1. โรคหลอดลมอกั เสบ 2. โรคปอดบวม 3. วัณโรค

เฉลย เรื่องเพศศกึ ษา ขอ้ คำตอบ 13 23 32 41 51 61 72 81 91 10 3 11 2 12 3 13 1 14 3 15 2 16 2 17 1 18 2 19 2 20 3 21 2 22 3 23 1 24 2 25 1

แผนการเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ครงั้ ท่ี 12 วนั ที.่ .............................................................. รายวิชา พช31002 สุขศึกษา พลศึกษา จำนวน 2 หนว่ ยกติ เรื่อง ผลกระทบจากสารเสพติด และ ทกั ษะชวี ิตเพือ่ สุขภาพ จำนวน 3 ชั่วโมง สถานทพี่ บกลุ่ม............................................................... ตัวชี้วัด 1. วเิ คราะหป์ ญั หา สาเหตุและการแพรร่ ะบาดของสารเสพตดิ 2. วิเคราะหผ์ ลกระทบของสารเสพตดิ ท่ีมีต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศ 3. มสี ่วนร่วมรณรงคป์ อ้ งกนั สงิ่ เสพตดิ ในชมุ ชนอย่างสมำ่ เสมอ 4. แนะนำสาระสำคัญของกฎหมายที่เกยี่ วข้องกับสงิ่ เสพตดิ แก่ครอบครวั และผู้อ่ืน 5. บอกความหมายและความสำคญั ของทักษะชวี ติ ได้ทง้ั 10 ประการ 6. บอกทักษะชวี ิตที่จำเป็นได้อย่างน้อย 3 ประการ 7. ประยุกตใ์ ชท้ ักษะชีวติ ในการทำงาน การปรับตัวและการแกป้ ญั หาชวี ติ ครอบครวั ได้อยา่ งเหมาะสม 8. แนะนำกระบวนการทักษะชีวติ ในการแกป้ ัญหาแก่ครอบครัว เพ่อื นและผ้อู ืน่ เน้ือหา 1. การวเิ คราะห์ปัญหา สาเหตุ ผลกระทบ และการแพร่ระบาดของสาร เสพติด 2. การมีส่วนร่วมในการป้องกันสิ่งเสพตดิ ในชมุ ชน 3. กฎหมายทเี่ ก่ยี วข้องกับส่ิงเสพตดิ 4. ความหมาย ความสำคญั ของทักษะชวี ติ 10 ประการ 5. ทักษะชีวติ ทีจ่ ำเป็น 3 ประการ - ทกั ษะการตระหนกั รู้ในตน - ทักษะการจัดการกับอารมณ์ - ทกั ษะการจดั การกบั ความเครยี ด 6. การประยกุ ตใ์ ชท้ ักษะชวี ิตในการทำงาน การปรับตวั และการแก้ปัญหาชีวติ 7.การแนะนำกระบวนการทกั ษะชีวติ ในการแกป้ ญั หากบั ผอู้ ื่น คณุ ธรรม การตรงเวลา สื่อสตั ว์ มีวินัย การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ➢ขน้ั นำ 1. ครสู นทนากบั ผ้เู รยี นถึงเรื่องปญั หายาเสพตดิ ในชุมชน ➢ขน้ั จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ครแู จกซองยาให้ผู้เรียนแล้วบอกวา่ ยา สี ขนาดและรปู ร่างตา่ ง ๆ เป็นยาอะไรบา้ ง จากนั้นจงึ เฉลยว่า ผูเ้ รยี นตอบถูกหรือไม่ 2. ครูและผ้เู รยี นช่วยกันสรปุ ว่ายาน้ันมคี ุณและโทษอยา่ งไรบา้ ง และการรับประทานยาโดยไม่อ่านฉลากยาจะ เกดิ อนั ตรายอย่างไรบา้ ง

➢ข้นั การปฏบิ ตั ิและการนำไปใช้ 1. ครูให้ผ้เู รียนแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3 กลมุ่ 1.1 ให้บอกถงึ สรรพคณุ ของยา วิธีการใช้ อันตรายทเี่ กดิ จากการใช้ยาไม่ถูกต้อง แลว้ ใหต้ ัวแทนกลมุ่ นำเสนอ กลมุ่ 1 - ยาสามญั ประจำบา้ น - ยาแกไ้ ข้ แกป้ วดทว่ั ไป กลุ่ม 2 - ยาทาภายนอก - ยาหยอดตา กลมุ่ 3 - ยารักษาโรคกระดกู - ยาอัตราย 1.2 ใหน้ ำเสนอ ทกั ษะชวี ิตทีจ่ ำเปน็ แลว้ ให้ตัวแทนกล่มุ นำเสนอ กลมุ่ 1 เร่ือง ทกั ษะการตระหนกั รู้ในตน กล่มุ 2 เรอ่ื ง ทักษะการจดั การกับอารมณ์ กลุม่ 3 เรอ่ื ง ทักษะทกั ษะการจัดการความเครยี ด 2. ครูให้ผูเ้ รยี นแต่ละกลุ่มแสดงบทบาทสมมุติในสถานการณต์ ่าง ๆ เช่น - การต่อรองและการปฏเิ สธกรณเี ที่ยวกลางคืน - การต่อรองและการปฏิเสธกรณีถูกชกั ชวนเสพสง่ิ เสพติด เคร่ืองด่ืมผสมแอลกอฮอล์ 3. ครแู ละผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปสาระสำคัญและจดบนั ทึก ➢ข้นั สรุป 1. ครูให้ผูเ้ รียนทำใบงาน/แบบทดสอบ 2. ครเู ฉลยกจิ กรรม 3. ครสู รปุ เนอื้ หา สื่อและแหล่งเรียนรู้ - หนงั สอื เรียนสขุ ศึกษา - ใบความรู้ - รายการขา่ ว/สารคดที างวิทยหุ รอื โทรทัศน์ การวัดและประเมนิ ผล - ใบงาน - งานท่มี อบหมาย(กรต.) - แบบทดสอบ

ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจดั การเรยี นรู้ ประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ (นายสวุ ทิ ย์ แสงศร)ี พจิ ารณาแล้ว .............................................. ตำแหนง่ ครูกศน.ตำบล ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พทุ ธวิโร) ................/............................./................... ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศกึ ษา พิจารณาแล้ว ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวัง) ตำแหนง่ ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทบั ................/....................................../...................

ใบความรู้ เรอื่ ง สารเสพติด ความหมายของยาเสพติด ยาเสพตดิ หมายถึง สารใดก็ตามท่เี กิดขน้ึ ตามธรรมชาติ หรือสารทสี่ งั เคราะห์ขึ้น เม่ีอนำเขา้ สรู่ ่างกาย ไม่ วา่ จะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรอื ด้วยวธิ ีการใด ๆ แลว้ ทำใหเ้ กดิ ผลตอ่ รา่ งกายและจิตใจ นอกจากน้ยี ังจะทำให้เกิดการเสพตดิ ได้ หากใช้สารนน้ั เป็นประจำทุกวนั หรอื วนั ละหลาย ๆ ครง้ั ลกั ษณะสำคญั ของสารเสพตดิ จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงตอ่ ผเู้ สพดงั นี้ ๑. เกิดอาการด้ือยา หรอื ต้านยา และเมื่อติดแลว้ ตอ้ งการใชส้ ารนัน้ ในประมาณมากขนึ้ ๒. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรอื อยากยา เมื่อใชส้ ารน้นั เท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้ ๓. มคี วามตอ้ งการเสพทัง้ ทางรา่ งกายและจิตใจ อยา่ งรุนแรงตลอดเวลา ๔. สุขภาพรา่ งกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผอู้ ื่น ตลอดจนสังคม และ ประเทศชาติ ความหมายตามกฎหมาย ยาเสพตดิ ให้โทษ หมายความว่า สารเคมี หรอื วัตถชุ นดิ ใดๆ ซ่ึงเม่อื เสพเขา้ สรู่ า่ งกายไม่ว่าจะโดย รับประทาน ดม สูบ ฉดี หรือด้วยประการใดๆ แลว้ ทำให้เกดิ ผลตอ่ ร่างกายและจติ ใจในลักษณะสำคัญ เชน่ ต้องเพม่ิ ขนาดการเสพเรื่อยๆ มีอาการถอนยา เม่ือขาดยามีความต้องการเสพท้ังทางรา่ งกายและจิต อยา่ งรุนแรงอย่ตู ลอดเวลาและสขุ ภาพโดยทว่ั ไปจะทรุดโทรมลง กลบั ใหร้ วมถึงพืช หรอื ส่วนของพืชที่เปน็ หรอื ให้ผลผลติ เปน็ ยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใชผ้ ลิตเปน็ ยาเสพติดให้โทษและสารเคมี ท่ใี ช้ใน การผลิตยาเสพตดิ ใหโ้ ทษดังกล่าวด้วย ทั้งน้ีรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงสาธารณสุขประกาศในราชกจิ จา นุเบกษา แต่ไมห่ มายความถงึ ยาสำคญั ประจำบ้านบางตำรับตามที่กฎหมายว่าด้วยยาทมี่ ี ยาเสพตดิ ให้ โทษผสม อย สารเสพติด หมายถึงสิ่งที่เสพเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้ร่างกายต้องการสารนั้นในปริมาณที่เพิ่มขึ้นไม่ สามารถหยดุ ได้ มีผลทำใหร้ า่ งกายทรุดโทรมและสภาวะจิตใจผิดปกติ ยาเสพติด หมายถึง สารหรือยาทอี่ าจเป็นผลิตภณั ฑธ์ รรมชาติ หรอื จากการสังเคราะห์ ซึ่งเมอ่ื เสพเขา้ สู่ ร่างกายไมว่ า่ จะโดย การกิน ดม สูบ ฉีด หรือ ดว้ ยประการใด ๆ แลว้ จะทำใหเ้ กดิ ผล ตอ่ รา่ งกายและจิตใจ ในลกั ษณะสำคัญ เชน่ - ตอ้ งเพ่ิมขนาดการเสพข้นึ เร่ือยๆ - มีอาการอยากยาเม่ือขาดยา - มีความต้องการเสพทัง้ รา่ งกายและจิตใจอย่างรนุ แรงและต่อเน่ือง - สุขภาพโดยทวั่ ไปจะทรุดโทรมลง ประเภทของยาเสพติด ยาเสพตดิ แบ่งไดห้ ลายรปู แบบ ตามลกั ษณะต่าง ๆ ดงั น้ี 1. แบ่งตามแหล่งที่เกดิ ซ่ึงจะแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 ยาเสพตดิ ธรรมชาติ (Natural Drugs) คือยาเสพติดทผ่ี ลิตมาจากพืช เช่น ฝนิ่ กระท่อม กญั ชา เป็น ตน้

ฝน่ิ กระท่อม 1.2 ยาเสพตดิ สงั เคราะห์ (Synthetic Drugs) คอื ยาเสพตดิ ทีผ่ ลติ ข้นึ ดว้ ยกรรมวิธีทางเคมี เชน่ เฮโรอีน แอมเฟตามนี เปน็ ต้น เฮโรอนี ยาบา้ 2. แบ่งตามพระราชบญั ญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ.2522 ซ่งึ จะแบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท คือ 2.1 ยาเสพติดใหโ้ ทษ ประเภทท่ี 1 ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีน หรือยาบา้ ยาอหี รือยาเลิฟ 2.2 ยาเสพตดิ ให้โทษ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนส้ี ามารถนำมาใช้เพ่ือประโยชนท์ างการแพทย์ได้ แตต่ ้องใช้ภายใต้การควบคมุ ของแพทย์ และใชเ้ ฉพาะกรณีท่ีจำเป็นเท่านน้ั ได้แก่ ฝ่นิ มอร์ฟีน โคเคน หรือ โคคาอนี โคเคอนี และเมทาโดน 2.3 ยาเสพตดิ ให้โทษ ประเภทที่ 3 ยาเสพตดิ ประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษทีม่ ยี าเสพติดประเภทที่ 2 ผสมอยู่ด้วย มปี ระโยชน์ทางการแพทย์ การนำไปใชเ้ พื่อจุดประสงค์อืน่ หรอื เพ่ือเสพตดิ จะมบี ทลงโทษ กำกบั ไว้ ยาเสพตดิ ประเภทนี้ ได้แก่ ยาแก้ไอ ท่ีมีตัวยาโคเคอีน ยาแก้ทอ้ งเสยี ท่ีมีฝิน่ ผสมอยดู่ ้วย ยาฉดี ระงบั ปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน เพทดิ นี ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น 2.4 ยาเสพตดิ ให้โทษ ประเภทท่ี 4 คอื สารเคมที ใี่ ช้ในการผลิตยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทที่ 1 หรือ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนไ้ี ม่มีการนำมาใช้ประโยชนใ์ นการบำบัดโรคแตอ่ ยา่ งใด และมีบทลงโทษ กำกับไว้ดว้ ย ไดแ้ ก่น้ำยาอะเซตคิ แอนไฮไดรย์ และ อะเซตลิ คลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปล่ียนมอร์ฟีนเป็น เฮโรอีน สารคลอซูไดอเี ฟครีน สามารถใช้ในการผลติ ยาบา้ ได้ และวตั ถุออกฤทธต์ิ ่อจติ ประสาทอีก 12 ชนดิ ท่ีสามารถนำมาผลติ ยาอีและยาบ้าได้ 2.5 ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษประเภทท่ี 5 เปน็ ยาเสพติดให้โทษที่มิไดเ้ ข้าข่ายอยู่ในยาเสพตดิ ประเภทที่ 1 ถงึ 4 ไดแ้ ก่ ทุกสว่ นของพชื กัญชา ทุกสว่ นของพชื กระท่อม เหด็ ข้ีควาย เป็นต้น

มอร์ฟีน ยาอี กัญชา 3. แบ่งตามการออกฤทธ์ติ ่อจิตประสาท ซงึ่ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คอื 3.1 ยาเสพติดประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝ่ิน มอร์ฟีน เฮโรอีน สารระเหย และยากลอ่ มประสาท 3.2 ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และ โคคาอนี 3.3 ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดเี อม็ พี และ เห็ดข้ีควาย 3.4 ยาเสพติดประเภทออกฤทธ์ผิ สมผสาน กลา่ วคือ อาจกดกระตุ้น หรือ หลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน ตวั อยา่ งเช่น กญั ชา สารระเหย โคเคน เหด็ ขี้ควาย 4. แบ่งตามองคก์ ารอนามัยโลก ซงึ่ แบง่ ออกไดเ้ ป็น 9 ประเภท คอื 4.1 ประเภทฝ่ิน หรอื มอร์ฟีน รวมทั้งยาทม่ี ีฤทธคิ์ ลา้ ยมอร์ฟีน ได้แก่ ฝ่นิ มอร์ฟนี เฮโรอีน เพทิดีน 4.2 ประเภทยาปิทเู รท รวมท้ังยาท่ีมฤี ทธ์ทิ ำนองเดียวกนั ไดแ้ ก่ เซโคบารป์ ิตาล อะโมบารป์ ิตาล พาราลดี ไฮด์ เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น 4.3 ประเภทแอลกอฮอล ได้แก่ เหล้า เบียร์ วิสกี้ 4.4 ประเภทแอมเฟตามนี ได้แก่ แอมเฟตามนี เมทแอมเฟตามีน 4.5 ประเภทโคเคน ไดแ้ ก่ โคเคน ใบโคคา 4.6 ประเภทกัญชา ได้แก่ ใบกัญชา ยางกญั ชา 4.7 ประเภทใบกระทอ่ ม 4.8 ประเภทหลอนประสาท ไดแ้ ก่ แอลเอสดี ดเี อน็ ที เมสตาลีน เมลดั มอน่งิ กลอรี่ ต้นลำโพง เหด็ เมาบาง ชนิด 4.9 ประเภทอ่นื ๆ นอกเหนือจาก 8 ประเภทขา้ งตน้ ได้แก่ สารระเหยตา่ ง ๆ เชน่ ทนิ เนอร์ เบนซิน น้ำยาลา้ งเล็บ ยาแก้ปวด และบุหรี่

พฤติกรรมของผตู้ ดิ สิ่งเสพติด 1. ไม่สนใจสิ่งแวดลอ้ ม ชอบแยกตวั เอง 2. แต่งกายไม่เรียบรอ้ ย สกปรก 3. สหี น้าแสดงความวิตก ซมึ เศร้า ไมก่ ลา้ ท่จี ะสู้หน้าคน 4. เมอื่ ขาดยา มอี าการกระวนกระวาย หายใจลกึ กล้ามเนอ้ื กระตุก ทุรนทุราย คลุม้ คลง่ั การป้องกนั การเสพยาเสพตดิ 1. เลอื กคบเพ่ือนท่ีดี หลกี เล่ียงการคบเพื่อนที่ตดิ สงิ่ เสพติด 2. ไมท่ ดลอง สง่ิ เสพตดิ ทกุ ชนดิ 3. เลน่ กฬี า ออกกำลงั กาย หากิจกรรมนันทนาการเล่นเมื่อมเี วลาวา่ ง 4. สถาบนั การศึกษาควรใหก้ ารอบรมเกยี่ วกับโทษของยาเสพติด 5. ควรมคี วามอบอุ่นแก่ครอบครวั ดแู ลสมาชกิ ในครอบครวั อย่างใกล้ชิด โทษของยาเสพติด โทษเนื่องจากการเสพสิ่งเสพตดิ แบ่งออกได้ ดังน้ี 1. โทษตอ่ รา่ งกาย สิง่ เสพติดทำลายทง้ั ร่างกายและจิตใจ เชน่ ทำใหส้ มองถูกทำลาย ความจำเส่อื ม ดวงตาพรา่ มั่ว นำ้ หนักลด ร่างกายซูบผอม ตาแห้ง เหม่อลอย รมิ ฝปี ากเขียวคล้ำ เครยี ด เป็นต้น 2. โทษต่อผู้ใกล้ชิด ทำลายความหวังของพ่อแม่และทุกคนในครอบครวั ทำใหว้ งศต์ ระกลู เส่ือมเสยี 3. โทษต่อสงั คม เกิดปัญหาทางดา้ นอาชญากรรม สญู เสียแรงงาน สิน้ เปลืองคา่ ใชจ้ ่ายในการปราบปราม และการบำบัดรักษา 4. โทษต่อประเทศไทย ทำลายเศรษฐกิจของชาติ

ใบงาน 1 คำสงั่ จงตอบคำถามต่อไปน้ี 1. ท่านสามารถจัดการกับอารมณ์โกรธได้อย่างไร 2. ความเครียดส่งผลตอ่ สุขภาพอยา่ งไรและเราสามารถจดั การกบั ความเครียดได้อยา่ งไร 3. การตระหนักรู้ในตนเองมผี ลต่อการดำเนนิ ชีวติ อยา่ งไร 4. ให้เขยี นคำขวัญเกยี่ วกบั ยาเสพติด คนละ 1 คำขวญั 5. ใหอ้ ธบิ ายถึงความหมายและประเภทของสงิ่ เสพติดใหโ้ ทษ 6. ให้อธิบายถงึ สาเหตุ ลกั ษณะอาการ และผลเสยี ของส่ิงเสพติด จงอธิบายถึงการป้องกันสง่ิ เสพติดให้โทษ ใบงาน 2 คำส่งั ให้ผ้เู รียนอธิบายตามประเด็น ดังต่อไปน้ี 1. ถ้าผู้เรียนทราบขา่ วแหลง่ ซื้อขายยาอี ยาบ้า ผู้เรียนจะดำเนนิ การอยา่ งไร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................... ................ ................................................................................................................... ....................................................... 2. ถ้ามีเพอื่ นชักชวนไปเสพสารเสพติด ผเู้ รียนจะปฏบิ ัติอย่างไร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................................ .................. 3. ผูเ้ รยี นมีวิธชี ่วยเหลืออย่างไร เม่ือมเี พ่ือนสนิทตดิ สารเสพติด .............................................................................................................................................................................. ........... ........................................................................................................................ ................................................................. ............................................................................................................................. ............................................. 4. ให้ผูเ้ รียนเลา่ ประสบการณ์ การมสี ่วนรว่ มในการป้องกนั และแก้ไขปัญหายาเสพติด ทงั้ ในสถานศึกษา สถานท่ี ทำงานและในชุมชน ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................................. ............ ....................................................................................................................... ..............................................

ใบงาน 3 คำส่ัง จงตอบคำถามดา้ นลา่ งลงในกระดาษ แลว้ นำเสนอในช้นั เรยี น 1. ความสำคญั ในการตระหนักรู้ในตนเอง มผี ลตอ่ การดำเนินชีวติ อยา่ งไร 2. เราสามารถจัดการกับอารมณ์โกรธได้อย่างไร 3. ความเครยี ดส่งผลตอ่ สขุ ภาพอยา่ งไร และเราสามรถจัดการกับความเครยี ดได้อย่างไร

แบบทดสอบ เร่อื งยาเสพตดิ คำส่งั ให้นกั ศึกษาเลือกคำตอบทถี่ ูกต้องมากทส่ี ดุ เพยี งคำตอบเดยี ว 1. สารเสพตดิ จะออกฤทธ์ติ อ่ ระบบการทำงานของร่างกายส่วนใดมากทส่ี ุด ก. ระบบประสาท ข. ระบบหายใจ ค. ระบบกลา้ มเนอื้ ง. ระบบทางเดินอาหาร 2. อาการลงแดงของผู้ติดสารเสพติด เกดิ จากสาเหตุใด ก. ไมไ่ ดเ้ สพยา ข. มคี วามเครยี ด ค. ไมไ่ ด้พักผอ่ น ง. เสพยาเกินขนาด 3. ผู้ติดสารเสพตดิ อย่างเร้ือรัง จะมผี ลเสียต่อสขุ ภาพอยา่ งไร ก. มอี าการชกั ข. มีโรคแทรกซ้อน ค. สมองมนึ งง ง. ตัวส่ัน ตงึ เครยี ด 4. ข้อใดไมใ่ ชส่ าเหตโุ ดยตรงท่ีทำใหผ้ ู้ติดสารเสพตดิ เสยี ชวี ิต ก. มโี รคแทรกซอ้ น ข. เกดิ อาการขาดยา ค. เสพยาเกนิ ขนาด ง. จติ ฟ้งุ ซา่ นคล้มุ คลงั่ 5. ปญั หาสงั คมประเภทใดท่เี ป็นผลมาจากผู้ตดิ สารเสพติดมากทีส่ ดุ ก. ปญั หาโสเภณี ข. ปัญหาอาชญากรรม ค. ปัญหาเดก็ เรร่ ่อนจรจัด ง. ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก 6. ยาชนิดใดทมี่ สี ่วนผสมของสารเสพติด ก. ยาแก้ปวด ยาแกไ้ อ ข. ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสยี ค. ยาแกป้ วด ยาแก้ท้องเสีย ง. ยาแก้หวดั ยาแก้ท้องเสยี 7. ข้อใดเปน็ ลักษณะอาการลงแดง ก. ซมึ ใจลอย ข. ฟุ้งซ่าน คล้มุ คลั่ง ค. ประสาทหลอน ง. ถา่ ยอุจจาระเปน็ เลอื ด 8. ยานอนหลับชนิดที่เป็นสารเสพติดจะมผี ลตอ่ ร่างกายอย่างไร

ก. กดประสาท ข. หลอนประสาท ค. กระตุ้นประสาท ง. กดประสาทและกระต้นุ ประสาท 9. สารเสพติดมผี ลเสียตอ่ เศรษฐกจิ ในเรื่องใดมากทส่ี ดุ ก. เป็นภาระตอ่ ครอบครัว ข. ต้องเสียเงินซอื้ สารเสพติด ค. ประกอบอาชีพไม่ไดท้ ำให้ขาดรายได้ ง. ตอ้ งเสียเงนิ มาปอ้ งกนั และปราบปรามสารเสพติด 10. ข้อใดเปน็ สาเหตสุ ำคัญให้วัยรนุ่ ตดิ สารเสพตดิ ก. สขุ ภาพจิตไมด่ ี ข. มีร่างกายออ่ นแอ ค. ความคกึ คะนอง ง. มปี ญั หาทางเศรษฐกิจ 11. ผู้ติดสารเสพติดส่วนมากมคี วามบกพร่องในด้านใดมากที่สดุ ก. จติ ใจ ข. เศรษฐกิจ ค. รา่ งกาย ง. ครอบครวั 12. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะอาการของคนติดสารเสพติด ก. ง่วงเหงาหาวนอนอยูเ่ สมอ ข. กระสับกระสา่ ย คล่นื ไสอ้ าเจยี น ค. มนี ้ำมกู นำ้ ตาไหล เหงื่อออกมาก ง. รบั ประทานอาหารได้มากกว่าปกติ 13. เหตกุ ารณใ์ ดคือผลกระทบจากการใช้สารเสพตดิ ก. วยั รุ่นยกพวกตีกัน ข. จับนักศกึ ษามว่ั สมุ ตามคาราโอเกะ ค. คนเมายาบา้ จบั เดก็ เป็นตวั ประกัน ง. มขี ้อถูกมากกวา่ 1 ข้อ 14. ขอ้ ใดไม่ใช่หลักการป้องกันสารเสพติด ก. การไมท่ ดลองยาเสพติดทกุ ชนดิ ข. การใชท้ ักษะการปฏเิ สธ ค. การรกั ษาสขุ ภาพให้แข็งแรง ง. การเชอื่ ใจคนแปลกหน้าหลงในคำชักจูง

15. ข้อใดไม่ใช่ทัศนะทีด่ ีเกยี่ วกับสารเสพตดิ ก. อยากรอู้ ยากลองเปน็ ผู้กลา้ ข. กลวั พ่อแม่เสยี ใจไม่ควรยุ่งกับสารเสพติด ค. ไมค่ บเพ่ือนแปลกท่ีไม่ดี ง. ไมท่ ดลองของมนึ เมาทุกชนิด 16. เพ่อื นแบบไหนที่เราไม่ควรยงุ่ เกยี่ วที่สดุ ก. เพ่อื นที่ชอบโกหกเราอยู่บ่อย ข. เพ่อื นทค่ี อยช่วยเพื่อนเราตลอด ค. เพือ่ นที่ชวนเราเทยี่ วบอ่ ย ๆ ในวันหยุด ง. เพ่อื นท่ชี อบยยุ งใหท้ านยาอะไรแปลก ๆ 17. ข้อใดไมใ่ ช่การป้องกนั ให้ครอบครัวพน้ จากภัยของสารเสพติด ก. เมื่อมปี ัญหาเกบ็ ไวค้ นเดียวไมบ่ อกให้ใครรบั รู้ ข. หารายได้พิเศษเพือ่ ทำใหค้ รอบครวั มฐี านะดีขึ้น ค. รกั และสามัคคกี ันภายในครอบครัว ง. กล้าจะขอรบั คำปรึกษาจากผ้อู ื่นเพอื่ แกป้ ัญหาครอบครัว 18. สถานการณใ์ ดต่อไปนีเ้ ส่ียงต่อการติดสารเสพติดมากที่สุด ก. รบั ฝากของจากคนแปลกหน้า ข. ออกไปเทย่ี วกับเพื่อนตอนกลางคืน ค. ออกไปเทีย่ วกับเพ่ือนทางอินเตอร์เนท็ ง. กลา้ รบั คำท้าของเพือ่ นใหล้ องยาเสพติด 19. บหุ รจี่ ดั อยู่ในสารเสพติดประเภทใด ก. ประเภทกดประสาท ข. ประเภทระงับประสาท ค. ประเภทกระตุน้ ประสาท ง. ประเภทอน่ื ๆ 20. ข้อใดคือผลร้ายและโทษของสารเสพตดิ ท่ีส่งผลกระทบต่อตัวเราโดยตรง ก. พอ่ แมผ่ ิดหวงั และเสียใจในตวั เรา ข. ประเทศชาติสูญเสียความมัน่ คง ค. คนในครอบครัวทะเลาะกันบ่อยขนึ้ ง. ถกู ตำรวจจบั ติดคกุ หมดอนาคต

เฉลย เร่อื ง ยาเสพตดิ 1. ก 2. ก 3. ข 4. ก 5. ข 6. ก 7. ข 8. ก 9. ข 10.ค 11. ก 12. ง 13. ง 14. ง 15. ก 16. ง 17. ก 18. ง 19. ง 20. ก

แผนการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้งท่ี 13 วนั ท่.ี .............................................................. รายวิชา พช31003 ศิลปศึกษา จำนวน 2 หน่วยกิต เรื่อง เร่อื ง ทศั นศ์ ิลปส์ ากล จำนวน 3 ชั่วโมง สถานท่พี บกลุ่ม............................................................... ตวั ช้ีวัด 1. อธบิ ายความหมาย ความสำคัญและความเปน็ มาของงานทัศน์ศลิ ป์สากลในด้านตา่ ง ๆ ได้ 2. อธบิ ายความหมายและความรู้สกึ ของจดุ เส้น สี แสง-เงา ของงานทัศน์ศิลป์สากลได้ 3. อธบิ ายเก่ยี วกบั ความซาบซึ้งในงานทัศนศ์ ลิ ปส์ ากลได้ 4. อธบิ ายกระบวนการ วธิ กี ารสร้างสรรคค์ วามงามจากธรรมชาติให้ออกมาเปน็ ความงามทางทัศน์ศิลปส์ ากลได้ เนือ้ หา 1. ความหมาย ความสำคญั และความเปน็ มาของทศั น์ศิลปส์ ากล 2. ความหมายและความรสู้ กึ ของจดุ เสน้ สี แสง-เงา ของงานทัศน์ศิลป์สากล 3. ความซาบซง้ึ ในงานทัศนศ์ ลิ ป์สากล 4. กระบวนการและวธิ ีการสรา้ งสรรคค์ วามงามจากธรรมชาติให้ออกมาเปน็ ความงามทางทัศน์ศลิ ปส์ ากล คณุ ธรรม ความรับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ี การจดั กระบวนการเรียนรู้ ขั้นนำ (20 นาที) ครูและผู้เรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของทัศน์ศิลป์สากลที่ใช้ของจุด เส้น สี แสง – เงา รูปร่าง และรูปทรง เพื่อความซาบซึ้งในงานทัศน์ศิลป์สากล ความหมาย ความเป็นมาของทัศน์ศิลป์สากลด้านจิตรกรรม ประตมิ ากรรม สถาปตั ยกรรม ภาพพิมพ์ ความงามของทศั น์ศิลปส์ ากลทีเ่ กดิ จากความงามตามธรรมชาติ วิธกี ารนำ ความงามของธรรมชาติมาสร้างสรรค์งาน ความคิดสร้างสรรค์เหมาะสม และความพอดีของการนำวัตถุหรือวัสดุ สิ่งของต่าง ๆ มาประดับตกแต่งร่างกายและที่อยู่อาศัยหรือตกแต่งสถานที่ สิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป และคุณค่าของความ ซาบซ้ึง ขั้นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (120 นาท)ี - ให้ผู้เรียนศึกษาใบความรเู้ กี่ยวกับงานทัศน์ศิลป์สากล - ครบู อกถึงแหลง่ เรยี นรทู้ ่ใี ชใ้ นการศกึ ษาหาข้อมลู - ครมู อบหมายงานให้ผ้เู รียนไปทำการศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเอง ข้ันสรุป (40 นาท)ี - สรุปผลการศกึ ษาค้นคว้าและจดั ทำเปน็ รายงานสง่ ตามกำหนดเวลา

สอื่ และแหล่งเรียนรู้ 1. ใบความรู้ เร่อื งทศั นศิลป์ไทย 2. ใบงาน เรอ่ื ง ทัศนศลิ ป์ไทย 3. อนิ เตอร์เนต็ 4. หนงั สือเรยี นวชิ าศิลปศกึ ษา การวดั และประเมินผล 1. ทดสอบยอ่ ย 2. การสงั เกต 3. การอภิปรายหนา้ ช้ันเรียน 4. ใบงาน ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ...........................เสนอแผนการจดั การเรียนรู้ ประเมินแผนการจัดการเรยี นรู้ (นายมนตรี วรนิ ทรเวช) พิจารณาแลว้ .............................................. ตำแหนง่ ศรช. ................................................ ........./ ............. / ................ (นายพรพล พุทธวิโร) ................/............................./................... ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา พจิ ารณาแล้ว ................................................................. .................................................................. (นางโสภา สมหวงั ) ตำแหน่ง ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอลำทับ ................/....................................../...................

ใบความรู้ เร่อื ง จดุ เสน้ สี แสง เงา รูปรา่ ง และรูปทรง จดุ ……………………………………… คือ องค์ประกอบที่เล็กที่สุด จุดเป็นสิ่งที่บอกตำแหน่งและทิศทางได้การนำจุดมาเรียงต่อกันให้เป็นเส้น การ รวมกันของจุดจะเกิดน้ำหนักทใ่ี หป้ ริมาตรแกร่ ปู ทรง เปน็ ตน้ เสน้ หมายถึง จุดหลายๆจุดที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาว หรือการลากเส้นจากจุดหนึ่งไปยังจุดหน่ึง ในทิศทางที่แตกต่างกัน จะเป็นทิศมุม 45 องศา 90 องศา 180 องศาหรือมุมใดๆ การสลับทิศทางของเส้นที่ลากทำ ให้เกดิ เปน็ ลักษณะต่าง ๆ ในทางศลิ ปะเสน้ มีหลายชนดิ ดว้ ยกนั โดยจำแนกออกไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะใหญ่ๆ คอื ลักษณะ เช่น ตั้ง นอน เฉียง โค้ง เสน้ หยัก เส้นซกิ แซก ความรสู้ ึกทม่ี ตี อ่ เส้น เส้นเป็นองค์ประกอบพืน้ ฐานที่สำคัญในการสร้างสรรค์ เส้นสามารถแสดงให้เกิดความหมายของภาพและให้ ความรู้สกึ ไดต้ ามลักษณะของเสน้ เส้นทีเ่ ป็นพ้นื ฐาน ได้แก่ เสน้ ตรงและเสน้ โค้ง จากเสน้ ตรงและเส้นโคง้ สามารถนำมาสร้างให้เกิดเปน็ เสน้ ใหมท่ ่ีใหค้ วามรู้สึกทแ่ี ตกตา่ งกันออกไปได้ดังนี้ เส้นตรงแนวตงั้ ให้ความร้สู ึกแข็งแรง สูงเด่น สงา่ งาม น่าเกรงขาม เส้นตรงแนวนอน ใหค้ วามร้สู ึกสงบราบเรียบ กว้างขวาง การพักผ่อน หยดุ นง่ิ เส้นตรงแนวเฉยี ง ใหค้ วามรสู้ ึกไม่ปลอดภยั การล้ม ไมห่ ยดุ นิ่ง เสน้ ตดั กัน ให้ความรู้สึกประสานกัน แขง็ แรง เส้นโคง้ ใหค้ วามรสู้ ึกออ่ นโยนนมุ่ นวล เส้นคลืน่ ให้ความรู้สกึ เคลอื่ นไหวไหลเลอ่ื น ร่าเริง ตอ่ เนื่อง เสน้ ประ ใหค้ วามรสู้ กึ ขาดหาย ลกึ ลับ ไม่สมบรูณ์ แสดงสว่ นทีม่ องไมเ่ ห็น เส้นขด ให้ความรสู้ กึ หมนุ เวียนมึนงง

เสน้ หยกั ให้ความรสู้ กึ ขัดแยง้ นา่ กลัว ตืน่ เตน้ แปลกตา นักออกแบบนำเอาความรู้สึกที่มีต่อเส้นทีแ่ ตกต่างกันมาใช้ในงานศิลปะประยุกต์ โดยใช้เส้นมาเปล่ียนรูปรา่ ง ของตวั อักษร เพอ่ื ให้เกดิ ความรสู้ ึกเคลือ่ นไหวและทำให้ส่ือความหมายไดด้ ียง่ิ ขน้ึ สี หมายถงึ แสงทมี่ ากระทบวัตถุแลว้ สะท้อนเข้าตาเรา ทำให้เหน็ เปน็ สตี า่ งๆ ทฤษฎสี ี หมายถึง หลกั วิชาเกย่ี วกับสที ่สี ามารถมองเห็นไดด้ ว้ ยสายตา เรารับรูส้ ีได้เพราะ เมอื่ สามร้อยกว่าปี ที่ผ่านมา ไอแซก นิวตัน ได้ค้นพบ ว่า แสงสีขาวจาก ดวงอาทิตย์เมื่อหักเห ผ่านแท่งแก้วสามเหลี่ยม ( prism) แสงสขี าวจะกระจายออกเป็นสีรุ้ง เรยี กว่า สเปคตรมั มี 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลอื ง ส้ม แดง และได้มีกำหนดใหเ้ ป็นทฤษฎีสีของแสงขึน้ ความจริงสีรุ้งเป็นปรากฏการณ์ ตาม ธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้น และพบเห็นกัน บ่อยๆ อยู่แล้ว โดยเกิดจากการหักเห ของ แสงอาทิตย์หรือ แสงสวา่ ง เมือ่ ผ่าน ละอองนำ้ ในอากาศ ซึ่งลักษณะกระทบ ตอ่ สายตาให้เห็นเป็นสี มผี ลถึงจติ วิทยา คอื มอี ำนาจใหเ้ กิดความเข้มของแสง ท่อี ารมณ์ และความรู้สกึ ได้ การที่ได้เห็น สจี ากสายตา สายตาจะส่งความรูส้ กึ ไปยงั สมองทำใหเ้ กิดความร้สู ึกตา่ งๆ ตาม อทิ ธิพลของสี เชน่ สดช่ืน เร่ารอ้ น เยือก เย็น หรือต่ืนเต้น มนุษย์เราเกี่ยวข้องกบั สีต่างๆ อย่ตู ลอดเวลาเพราะ ทกุ สง่ิ ทอ่ี ย่รู อบตัวน้ัน ล้วนแต่มีสีสันแตกต่างกัน มากมาย แมส่ ี นักวิชาการสาขาต่างๆ ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องสี จนเกิดเป็นทฤษฎีสี ตามหลักการของนักวิชาการสาขานั้นๆ ดงั น้ี แม่สขี องนกั ฟิสิกส์ (แม่สีของแสง) (spectrum primaries) คือสีที่เกิดจากการผสมกนั ของคล่ืนแสง มแี ม่สี 3 สี คอื แม่สีของนักเคมี (pigmentary primaries) คือสีที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมและวงการศิลปะ หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า สีวัตถุธาตุ ที่เรากำลังศึกษาอยู่ใน ขณะนี้ โดยใช้ในการเขียนภาพเกี่ยวกับพาณิชยศิลป์ ภาพโฆษณา ภาพประกอบเร่อื ง ซึง่ ในหลักการเดียวกันทง้ั สน้ิ ประกอบดว้ ย

สขี ั้นที่ 1 (Primary Color) คือ สีพ้ืนฐาน มีแม่สี 3 สี ไดแ้ ก่ 1. สเี หลอื ง (Yellow) 2. สีแดง (Red) 3. สีน้ำเงนิ (Blue) สขี ั้นท่ี 2 (Secondary color) คอื สที ่เี กดิ จากสขี ้นั ที่ 1 หรือแมส่ ผี สมกันในอตั ราส่วนที่เท่ากัน จะทำใหเ้ กดิ สีใหม่ 3 สี ไดแ้ ก่ 1. สีสม้ (Orange) เกดิ จาก สแี ดง (Red) ผสมกับสเี หลือง (Yellow) 2. สีมว่ ง (Violet) เกดิ จาก สีแดง (Red) ผสมกับสนี ำ้ เงนิ (Blue) 3. สีเขียว (Green) เกิดจาก สเี หลือง (Yellow) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue) สีข้ันท่ี 3 (Intermediate Color) คือสที ่เี กิดจากการผสมกนั ระหวา่ งสีของแม่สีกบั สีขั้นท่ี 2 จะเกดิ สีข้ึนอกี 6 สี ได้แก่ 1. สีนำ้ เงนิ มว่ ง ( Violet-blue) เกดิ จาก สนี ้ำเงิน (Blue) ผสมสีมว่ ง (Violet) 2. สีเขยี วน้ำเงนิ ( Blue-green) เกิดจาก สีนำ้ เงิน (Blue) ผสมสเี ขียว (Green) 3. สีเหลอื งเขียว ( Green-yellow) เกิดจาก สเี หลือง(Yellow) ผสมกบั สเี ขียว (Green) 4. สีสม้ เหลอื ง ( Yellow-orange) เกิดจาก สีเหลอื ง (Yellow) ผสมกับสสี ม้ (Orange) 5. สีแดงสม้ ( Orange-red) เกิดจาก สแี ดง (Red) ผสมกบั สีส้ม (Orange) 6. สมี ว่ งแดง ( Red-violet) เกดิ จาก สีแดง (Red) ผสมกับสีมว่ ง (Violet) เราสามารถผสมสีเกดิ ข้ึนใหม่ได้อีกมากมายหลายร้อยสดี ว้ ยวิธีการเดยี วกันนี้ ตามคณุ ลกั ษณะของสีท่ีจะกล่าว ต่อไป จะเห็นได้ว่าทฤษฎีสีดังกล่าวมีผลให้เราสามารถนำมาใช้เป็นหลักในการเลือกสรรสีสำหรับงานสร้างสรรค์ ของ เราได้ ซง่ึ งานออกแบบมิได้ถูกจำกัดดว้ ยกรอบความคิดของทฤษฎีตามหลักวชิ าการเท่านั้น แตเ่ ราสามารถ คดิ ออกนอก กรอบแห่งทฤษฎีน้ันๆ ได้ เท่าท่มี ันสมองของเราจะเคน้ ความคิดสรา้ งสรรค์ออกมาได้ คุณลกั ษณะของสมี ี 3 ประการ คือ 1. สีแท้ หรือความเป็นสี (Hue ) หมายถึง สีที่อยู่ในวงจรสีธรรมชาติ ทั้ง 12 สี (ดูภาพสี 12 สีในวงจรสี ดา้ นซา้ ยมอื ประกอบ) สี ที่เราเห็นอยู่ทุกวันน้ีแบง่ เป็น 2 วรรณะ โดยแบง่ วงจรสีออกเป็น 2 สว่ น จากสีเหลอื งวนไปถึง สีมว่ ง คอื 1. สีร้อน (Warm Color) ให้ความรู้สึกรุนแรง ร้อน ตื่นเต้น ประกอบด้วย สีเหลือง สีเหลืองส้ม สี ส้ม สแี ดงส้ม สแี ดง สมี ว่ งแดง สีม่วง 2. สีเย็น (Cool Color) ให้ความรู้สึกเย็น สงบ สบายตาประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียวเหลือง สเี ขยี ว สีน้ำเงินเขียว สีน้ำเงนิ สมี ่วงน้ำเงนิ สมี ่วง เราจะเห็นวา่ สีเหลือง และสมี ว่ ง เปน็ สีทอ่ี ยไู่ ดท้ ั้ง 2 วรรณะ คือเป็น สกี ลาง เป็นได้ท้ังสรี อ้ น และสเี ย็น 2. ความจัดของสี (Intensity) หมายถึง ความสด หรือความบริสุทธ์ิของสีใดสีหนึง่ สีที่ถูกผสมด้วย สีดำจน หม่นลง ความจัด หรือความบริสุทธิ์จะลดลง ความจัดของสีจะเรียงลำดับจากจัดที่สุด ไปจน หม่นที่สุด ได้หลายลำดับ ด้วยการค่อยๆ เพิ่มปริมาณของสีดำที่ผสมเข้าไปทีละน้อยจนถึงลำดับที่ความจัดของสีมีน้อ ยที่สุด คือ เกือบเปน็ สดี ำ 3. นำ้ หนกั ของสี (Values) หมายถึง สที ี่สดใส (Brightness) สีกลาง (Grayness) สีทึบ(Darkness) ของสีแต่ ละสี สที กุ สีจะมนี ้ำหนักในตวั เอง ถ้าเราผสมสีขาวเข้าไปในสีใดสีหน่ึง สนี ้ันจะสวา่ งขน้ึ หรือมีน้ำหนกั อ่อนลงถ้าเพม่ิ สี ขาวเข้าไปทลี ะน้อยๆ ตามลำดับ เราจะไดน้ ้ำหนักของสีทเี่ รียงลำดบั จากแก่สุด ไปจนถึงอ่อนสดุ น้ำหนักอ่อนแก่ของสีก็

ได้ เกดิ จากการผสมด้วยสีขาว เทา และ ดำ นำ้ หนักของสจี ะลดลงดว้ ยการใช้สขี าวผสม ( tint) ซง่ึ จะทำให้ เกดิ ความรู้สกึ นุ่มนวล ออ่ นหวาน สบายตา น้ำหนักของสจี ะเพมิ่ ขึน้ ปานกลางดว้ ยการใช้สเี ทาผสม ( tone) ซ่ึงจะทำให้ความเข้มของสลี ดลง เกิดความรู้สึก ที่สงบ ราบเรียบ และน้ำหนกั ของสจี ะเพ่มิ ข้นึ มากขึน้ ดว้ ยการใช้ สดี ำผสม ( shade) ซึ่งจะทำใหค้ วามเขม้ ของสีลดความสดใสลง เกดิ ความรสู้ กึ ขรึม ลกึ ลับ น้ำหนักของสียังหมายถึง การเรียงลำดบั นำ้ หนักของสแี ท้ด้วยกันเอง โดยเปรยี บเทยี บ น้ำหนักอ่อนแก่กับสีขาว – ดำ เราสามารถเปรยี บเทยี บ ระหว่างภาพสีกบั ภาพขาวดำได้อยา่ งชดั เจนเม่ือนำภาพสีทเ่ี ราเห็นวา่ มีสแี ดงอยหู่ ลายค่าทั้งอ่อน กลาง แก่ ไปถ่าย เอกสารขาว-ดำ เมื่อนำมาดจู ะพบว่า สแี ดงจะมนี ้ำหนักอ่อน แกต่ ้งั แต่ขาว เทา ดำ นน่ั เป็นเพราะวา่ สีแดงมนี ้ำหนักของ สแี ตกต่างกนั นัน่ เอง สีต่างๆ ทเ่ี ราสัมผัสด้วยสายตา จะทำให้เกดิ ความรู้สึกข้ึนภายในต่อเรา ทันทีที่เรามองเห็นสี ไมว่ ่าจะเป็น การ แต่งกาย บ้านที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ต่างๆ แล้วเราจะ ทำอย่างไร จึงจะใช้สีได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับหลั ก จิตวทิ ยา เราจะตอ้ งเข้าใจว่าสีใดให้ความรู้สึก ต่อมนษุ ยอ์ ยา่ งไร ซงึ่ ความรู้สกึ เกยี่ วกับสี สามารถจำแนกออกไดด้ ังน้ี สแี ดง ใหค้ วามรูส้ ึกรอ้ น รนุ แรง กระตุน้ ท้าทาย เคลอื่ นไหว ตนื่ เตน้ เรา้ ใจ มพี ลัง ความอุดมสมบรู ณ์ ความมั่ง คง่ั ความรกั ความสำคัญ อันตรายสแี ดงชาด จะทำให้เกิดความอดุ มสมบูรณ์ สีส้ม ให้ความรู้สึก ร้อน ความอบอุ่น ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น ความคึกคะนอง การปลดปล่อย ความ เปร้ยี ว การระวังสีเหลือง ใหค้ วามร้สู ึก แจ่มใส ความร่าเริง ความเบกิ บานสดช่ืน ชวี ิตใหม่ ความสด ใหม่ ความสกุ สว่าง การแผ่กระจายอำนาจบารมี สีเขียว ให้คว ามรู้สึกงอกงาม สดช ื่น สงบ เงียบ ร่มรื่น ร่มเย็น การพักผอ่ น การผ่อนคลายธรรมชาติ ความปลอดภยั ปกติ ความสุข ความสขุ ุม เยือกเยน็ สีเขียวแก่ จะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าใจความแก่ชรา สีน้ำเงิน ให้ความรู้สกึ สงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่ง ขรมึ เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม มีศกั ดิศ์ รี สูงศกั ดิ์ เป็นระเบยี บถ่อมตน สีฟ้า ให้ความรู้สึก ปลอดโปร่งโล่ง กว้าง เบา โปร่งใส สะอาด ปลอดภัย ความสว่าง ลมหายใจ ความเป็น อิสรเสรีภาพ การชว่ ยเหลือ แบ่งปัน สคี ราม จะทำใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกสงบ สีม่วง ให้ความรู้สึก มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรัก ความเศร้า ความ ผิดหวัง ความสงบ ความสงู ศักดิ์ สีนำ้ ตาล ให้ความรู้สึกเกา่ หนัก สงบเงียบ สขี าว ให้ความรสู้ ึกบริสทุ ธิ์ สะอาด ใหม่ สดใส สดี ำ ให้ความร้สู ึกหนกั หดหู่ เศร้าใจ ทึบตัน สชี มพู ใหค้ วามร้สู ึก อบอนุ่ ออ่ นโยน นมุ่ นวล ออ่ นหวาน ความรกั เอาใจใส่ วัยร่นุ หนมุ่ สาว ความนา่ รกั ความ สดใส สไี พล จะทำใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ กระชมุ่ กระชวย ความเปน็ หนมุ่ สาว สีเทา ให้ความรู้สกึ เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขมุ ถ่อมตน สีทอง ให้ความรู้สึก ความหรูหรา โอ่อ่า มีราคา สูงค่า สิ่งสำคัญ ความเจริญรุ่งเรือง ความสุข ความมั่งค่ัง ความรำ่ รวย การแผ่กระจาย จากความรู้สึกดังกล่าว เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกเรื่อง และเมื่อต้องการสร้าง ผลงาน ที่เกี่ยวกับการใช้สี เพื่อที่จะได้ผลงานที่ตรงตามความต้องการในการสื่อความหมาย และจะช่วยลดปัญหาใน การ ตดั สินใจท่จี ะเลอื กใช้สีตา่ งๆได้ เชน่

1. ใช้ในการแสดงเวลาของบรรยากาศในภาพเขียน เพราะสีบรรยากาศในภาพเขียนนัน้ ๆ จะแสดงให้รู้วา่ เป็น ภาพตอนเช้า ตอนกลางวนั หรือตอนบ่าย เปน็ ตน้ 2. ในด้านการคา้ คือ ทำให้สินคา้ สวยงาม น่าซื้อหา นอกจากนี้ยังใชก้ ับงานโฆษณา เช่น โปสเตอร์ตา่ งๆ ช่วย ใหจ้ ำหนา่ ยสินค้าไดม้ ากข้ึน 3. ในด้านประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ถ้าทาสีสถานที่ทำงานให้ถูกหลักจิตวิทยา จะเปน็ ทางหนึง่ ทชี่ ว่ ยสร้างบรรยากาศใหน้ า่ ทำงาน คนงานจะทำงานมากขึ้น มีประสทิ ธภิ าพในการทำงานสงู ข้ึน 4. ในด้านการตกแต่ง สีของห้อง และสีของเฟอร์นิเจอร์ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความสว่างของห้อง รวมทั้ง ความสขุ ในการใชห้ ้อง ถ้าเป็นโรงเรยี นเดก็ จะเรยี นได้ผลดีขึ้น ถา้ เปน็ โรงพยาบาลคนไข้จะหายเร็วขน้ึ สร้างสรรค์งานออกแบบจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สีโดยตรง มัณฑนากรจะคิดค้นสีขึ้นมาเพื่อใช้ในงานตกแต่ง คน ออกแบบฉากเวทีการแสดงจะคิดค้นสีเกี่ยวกับแสง จิตรกรก็จะคิดค้นสีขึ้นมาระบายให้เหมาะสมกับ ความคิด และ จนิ ตนาการของตน แลว้ ตวั เราจะคดิ ค้นสีข้นึ มาเพ่ือความงาม ความสขุ สำหรับเรามิได้หรือ สีที่ใช้สำหรับการออกแบบนั้น ถ้าเราจะใช้ให้เกิดความสวยงามตรงตามความต้องการของเรา มีหลักในการใช้กว้างๆ อยู่ 2 ประการ คอื การใช้สกี ลมกลนื กัน และ การใชส้ ีตัดกัน 1. การใชส้ ีกลมกลืนกนั การใช้สีให้กลมกลืนกนั เปน็ การใช้สีหรอื น้ำหนักของสีใหใ้ กล้เคียงกัน หรอื คลา้ ยคลึงกัน เช่น การใชส้ ีแบบเอก รงค์ เปน็ การใช้สีสเี ดียวทมี่ ีน้ำหนักอ่อนแกห่ ลายลำดับ การใช้สีข้างเคียง เป็นการใช้สีที่เคียงกัน 2 – 3 สี ในวงสี เช่น สีแดง สีส้มแดง และสีม่วงแดง การใช้สีใกล้เคียง เป็น การใช้สีที่อยู่เรียงกันในวงสีไม่เกิน 5 สี ตลอดจนการใช้สีวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ( warm tone colors and cool tone colors) ดงั ได้กล่าวมาแลว้ 2. การใชส้ ตี ัดกนั สตี ดั กันคอื สีที่อยู่ตรงขา้ มกันในวงจรสี (ดูภาพวงจรสี ด้านซา้ ยมือประกอบ) การใช้สีให้ตัด กันมีความจำเป็นมาก ในงานออกแบบ เพราะช่วยให้เกิดความน่าสนใจ ในทันทีที่พบเห็น สีตัดกันอย่างแท้จริงมี อยู่ ดว้ ยกัน 6 ค่สู ี คือ 1. สีเหลือง ตรงขา้ มกับ สมี ่วง 2. สีสม้ ตรงข้ามกบั สีนำ้ เงนิ 3. สีแดง ตรงขา้ มกับ สีเขียว 4. สเี หลืองส้ม ตรงขามกับ สมี ่วงน้ำเงนิ 5. สสี ม้ แดง ตรงข้ามกบั น้ำเงนิ เขยี ว 6. สมี ่วงแดง ตรงข้ามกบั สีเหลอื งเขียว การใชส้ ตี ดั กนั ควรคำนึงถึงความเป็นเอกภาพด้วย วิธกี ารใชม้ ีหลายวิธี เช่น ใชส้ ีใหม้ ปี ริมาณตา่ งกัน เช่น ใช้สี แดง 20 % สีเขียว 80% หรือ ใช้เนื้อสีผสมในกันและกัน หรือใช้สีหนึ่งสีใดผสมกับสีคู่ที่ตัดกัน ด้วยปริมาณเล็กน้อย รวมทั้งการเอาสีที่ตัดกันมาทำให้เป็นลวดลายเล็ก ๆ สลับกัน ในผลงานชิ้นหนึ่ง อาจจะใช้สีให้กลมกลืนกันหรือตัดกัน เพยี งอย่างใดอย่างหนึ่ง หรอื อาจจะใช้พร้อมกันท้ัง 2 อย่าง ทั้งนีแ้ ลว้ แต่ความต้องการ และความคดิ สร้างสรรค์ของเรา ไมม่ หี ลักการ หรอื รูปแบบที่ตายตัว ในงานออกแบบ หรือการจัดภาพ หากเรารู้จักใช้สีใหม้ ีสภาพโดยรวมเปน็ วรรณะร้อน หรือวรรณะเย็น เราจะ สามารถควบคุม และสร้างสรรค์ภาพให้เกิดความประสานกลมกลืน งดงามได้ง่ายขึ้น เพราะสีมีอิทธิพลต่อ มวล ปริมาตร และช่องว่าง สีมีคุณสมบัตทิ ี่ทำให้เกิดความกลมกลืน หรือขัดแย้งได้ สีสามารถขับเน้นให้ให้เกิด จุดเด่น และ การรวมกันให้เกิดเป็นหน่วยเดียวกันได้ เราในฐานะผู้ใช้สีต้องนำหลักการต่างๆ ของสีไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้อง กับ เปา้ หมายในงานของเรา เพราะสมี ผี ลต่อการออกแบบ คือ

1. สร้างความรู้สึก สีให้ความรู้สกึ ต่อผู้พบเห็นแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และภูมิหลัง ของ แต่ละคน สีบางสีสามารถรักษาบำบัดโรคจิตบางชนิดได้ การใช้สีภายใน หรือภายนอกอาคาร จะมีผลต่อการ สัมผัส และสรา้ งบรรยากาศได้ 2. สร้างความน่าสนใจ สีมีอิทธิพลต่องานศิลปะการออกแบบ จะช่วยสร้างความประทับใจ และความ น่าสนใจเปน็ อันดับแรกทีพ่ บเหน็ 3. สีบอกสัญลักษณ์ของวัตถุ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ หรือภูมิหลัง เช่น สีแดงสัญลักษณ์ของไฟ หรือ อันตราย สีเขียวสญั ลกั ษณ์แทนพชื หรือความปลอดภยั เป็นต้น 4. สีช่วยให้เกิดการรับรู้ และจดจำ งานศิลปะการออกแบบต้องการให้ผู้พบเห็นเกิดการจดจำ ในรปู แบบ และผลงาน หรอื เกดิ ความประทับใจ การใช้สีจะต้องสะดุดตา และมเี อกภาพ แสงและเงา แสงและเงา หมายถึง แสงที่ส่องมากระทบพืน้ ผิวท่ีมสี ีอ่อนแกแ่ ละพื้นผวิ สูงต่ำ โค้งนูนเรยี บหรอื ขรขุ ระ ทำให้ ปรากฏแสงและเงาแตกตา่ งกนั ตัวกำหนดระดับของคา่ น้ำหนกั ความเข้มของเงาจะข้นึ อย่กู ับความเข้มของแสง ในท่ที มี่ แี สงสว่างมาก เงาจะ เข้มขึ้น และในที่ที่มีแสงสว่างน้อย เงาจะไม่ชัดเจน ในที่ที่ไม่มีแสงสว่างจะไม่มีเงา และเงาจะอยู่ในทางตรงข้ามกับ แสงเสมอ คา่ น้ำหนกั ของแสงและเงาท่เี กดิ บนวัตถุ สามารถจำแนกเปน็ ลกั ษณะท่ี ตา่ ง ๆ ได้ดังนี้ 1. บริเวณแสงสว่างจัด (Hi-light) เป็นบริเวณที่อยใู่ กล้แหล่งกำเนดิ แสงมากท่สี ุด จะมีความสวา่ งมาก ที่สดุ ในวตั ถุทม่ี ผี ิวมนั วาวจะสะท้อนแหล่งกำเนิดแสงออกมาให้เห็นไดช้ ัด 2. บรเิ วณแสงสวา่ ง (Light) เป็นบริเวณท่ีได้รบั แสงสวา่ ง รองลงมาจากบรเิ วณแสงสว่างจดั เน่ืองจากอยู่ ห่างจากแหล่งกำเนดิ แสงออกมา และเร่ิมมีค่าน้ำหนักอ่อน ๆ 3. บรเิ วณเงา (Shade) เปน็ บรเิ วณทไี่ ม่ไดร้ บั แสงสวา่ งหรือเป็นบรเิ วณทีถ่ ูกบดบังจาก แสงสวา่ ง ซ่งึ จะมี ค่าน้ำหนกั เข้มมากข้ึนกวา่ บริเวณแสงสว่าง 4. บรเิ วณเงาเข้มจดั (Hi-Shade) เป็นบรเิ วณท่ีอยหู่ า่ งจากแหล่งกำเนิดแสงมากทีส่ ดุ หรือ เป็นบริเวณที่ ถูกบดบังมาก ๆ หลาย ๆ ชนั้ จะมีคา่ น้ำหนักทีเ่ ขม้ มากไปจนถงึ เข้มที่สดุ 5. บรเิ วณเงาตกทอด เปน็ บริเวณของพื้นหลังที่เงาของวตั ถุทาบลงไป เป็นบรเิ วณเงาท่ีอยู่ ภายนอกวตั ถุ และจะมีความเข้มของค่าน้ำหนกั ขึ้นอยู่กับ ความเข้มของเงา นำ้ หนกั ของพื้น หลงั ทิศทางและระยะของเงา ความสำคญั ของคา่ นำ้ หนกั 1. ให้ความแตกตา่ งระหว่างรูปและพื้น หรอื รูปทรงกับทว่ี ่าง 2. ใหค้ วามรู้สึกเคลอื่ นไหว 3. ให้ความรู้สกึ เป็น 2 มติ ิ แก่รูปร่าง และความเปน็ 3 มติ ิแกร่ ปู ทรง 4. ทำใหเ้ กิดระยะความต้ืน - ลกึ และระยะใกล้ - ไกลของภาพ 5. ทำให้เกิดความกลมกลนื ประสานกนั ของภาพ

ใบงาน เร่อื ง จุด เสน้ สี แสง เงา รูปร่าง และรปู ทรง 1. ให้นักศึกษาบอกความรู้สกึ ที่มีต่อเสน้ ในลักษณะต่างๆ ดงั น้ี 1.1 เส้นตรงแนวต้งั ……………………………………………………………. 1.2 เสน้ ตรงแนวนอน…………………………………………………………. 1.3 เส้นตรงแนวเฉียง………………………………………………………….. 1.4 เส้นติดกัน…………………………………………………………………. 1.5 เสน้ โคง้ ……………………………………………………………………. 1.6 ใหค้ วามรู้สกึ อยา่ งไร 1.7 ------------------------ ใหค้ วามรสู้ กึ อย่างไร 1.8 ให้ความร้สู กึ อยา่ งไร 1.9 ให้ความรสู้ ึกอยา่ งไร 1.10 ให้นักศึกษาสร้างงานศลิ ปะจากเสน้ ตา่ งๆ จำนวน 1 ภาพ 2. ให้นักศึกษา อธิบายว่าสรี อ้ น และสเี ยน็ หมายถึงอะไรและประกอบด้วยสอี ะไรบา้ ง 3. ใหน้ กั ศึกษาวาดรูปโดยใช้ดนิ สอไลน่ ำ้ หนักของแสงเงา

ใบความรู้ เรื่อง สร้างสรรค์งานศลิ ปะและความงามตามธรรมชาติ ทัศนศิลป์สากล ความหมายของศิลปะและทศั นศลิ ป์ ศิลปะ หมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆให้ปรากฏซึ่งความ สุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ตามประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของบุคคลแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีนักปราชญ์ นักการศึกษา ท่านผู้รู้ ได้ให้ความหมายของศิลปะแตกต่างกันออกไป เช่นการเลียนแบบ ธรรมชาติ การแสดงออของบุคลิกภาพทางอารมณ์ของมนุษย์ และศิลปะคือ การสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์ การระบายความปรารถนาในใจของศิลปนิ ออกมา การแสดงออกของผลงานด้านต่างๆทีส่ รา้ งสรรค์ ความสมั พันธร์ ะหว่างศลิ ปะกับมนษุ ย์ การสร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นกิจกรรมพัฒนาสติปัญญาและอารมณ์ การสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์เชื่อว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณตั้งแต่ยุคหินหรือประมาณ 5000,000 - 4,000 ปีล่วงมาแล้ว นับตั้งแต่มนุษย์อาศัยอยู่ ในถำ้ เพิงผา ดำรงชีวติ ด้วยการล่าสัตว์และหาของป่าเปน็ อาหาร โดยมากศลิ ปะจะเป็นภาพวาด ซ่ึงปรากฏตามผนังถ้ำ ต่างๆ เชน่ ภาพวัวไบซนั ท่ีถ้ำอลั ตาริมา ในประเทศสเปน ภาพสตั วช์ นดิ ต่างๆท่ีถ้ำลาสล์โก ในประเทศฝรั่งเศส สำหรับ ประเทศไทยทพี่ บเห็น เชน่ ผาแตม้ จังหวดั อบุ ลราชธานี ภาชนะเคร่อื งป้นั ดินเผา ท่บี ้านเชียง จงั หวัดอดุ รธานี ประเภทของงานทศั นศลิ ป์ สามารถแบง่ ออกเปน็ 4 ประเภท คอื 1. จิตรกรรม 2. ประตมิ ากรรม 3. สถาปัตยกรรม 4. ภาพพมิ พ์ จติ รกรรม จติ รกรรม เป็นงานศลิ ปะที่แสดงออกด้วยการวาด ระบายสี และการจัดองค์ประกอบความงามอ่ืน เพื่อให้เกิด ภาพ 2 มติ ิ ไม่มีความลกึ หรือนูนหนา จติ รกรรมเปน็ แขนงหนึ่งของทศั นศิลป์ ผ้ทู ำงานจติ รกรรม มักเรียกวา่ จิตรกร

จอห์น แคนาเดย์ (John Canaday) ไดใ้ ห้ความหมายของจิตรกรรมไว้วา่ จติ รกรรม คือ การระบายชนั้ ของสลี งบนพ้นื ระนาบรองรับ เป็น การจัดรวมกันของรูปทรง และ สที เ่ี กิดขึน้ จากการเตรียมการของศิลปินแต่ละคนในการเขยี นภาพนนั้ พจนานุกรมศัพท์ อธิบายว่า เปน็ การสร้างงานทัศนศลิ ปบ์ นพื้นระนาบรองรบั ด้วยการ ลาก ปา้ ย ขดี ขูด วัสดุ จติ รกรรมลงบนพืน้ ระนาบ รองรบั ภาพจิตรกรรมทเ่ี ก่าแก่ทสี่ ุดท่ีเป็นที่รจู้ ักอยู่ทถ่ี ้ำ Chauvet ในประเทศฝร่งั เศส ซึ่งนกั ประวัติศาสตร์บางคนอ้าง ว่ามีอายุราว 32,000 ปีเป็นภาพที่สลักและระบายสีด้วยโคลนแดงและสีย้อมดำ แสดงรูปม้า แรด สิงโต ควาย แมมมอธ หรอื มนษุ ย์ ซงึ่ มกั จะกำลงั ล่าสัตว์ จิตรกรรม สามารถจำแนกได้ตามลักษณะผลงานที่สิ้นสุด และวัสดุอุปกรณ์การสร้างสรรค์เป็น 2 ประเภท คือ ภาพวาด และ ภาพเขียน จิตรกรรมภาพวาด (Drawing) จิตรกรรมภาพวาด เรียกเป็นศัพท์ทัศนศิลป์ภาษไทยได้หลายคำ คือ ภาพวาด เขยี น ภาพวาดเส้น หรอื บางทา่ นอาจเรียกด้วยคำทบั ศัพทว์ า่ ดรออ้งิ ก็มี ปัจจุบันได้มีการนำอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ ใช้ในการเขียนภาพและวาดภาพ ที่กา้ วหน้าและทนั สมยั มากมาใช้ ผเู้ ขียนภาพจงึ จงึ อาจจะใช้อปุ กรณ์ต่างๆมาใช้ในการ เขียนภาพ ภาพวาดในสือ่ ส่ิงพมิ พ์ สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื ภาพวาดลายเส้น และ การต์ นู จิตรกรรมภาพเขียน (Painting) ภาพเขยี นเป็นการสร้างงาน 2 มิติ บนพนื้ ระนาบดว้ ยสีหลายสีซ่ึงมักจะต้องมี ส่อื ตวั กลางระหวา่ งวสั ดุกบั อปุ กรณท์ ใี่ ชเ้ ขียนอีก ซงึ่ กลวธิ ีเขียนที่สำคญั คือ

1. การเขยี นภาพสีน้ำ (Color Painting) 2. การเขียนภาพสีนำ้ มนั (Oil Painting)

3. การเขยี นภาพสีอะครลิ ิค (Acrylic Painting) ประติมากรรม เป็น ผลงานศิลปะทีแ่ สดงออกด้วยการสร้างรูปทรง 3 มิติ มีปริมาตร มีน้ำหนักและกนิ เนื้อท่ีในอากาศ โดยการใช้วัสดชุ นดิ ต่าง ๆ วัสดุที่ใช้สร้างสรรค์งานประติมากรรม จะเป็นตัวกำหนด วิธีการสร้างผลงาน ความงามของงานประติมากรรม เกดิ จากการแสงและเงา ที่ เกิดขึ้นในผลงานการสรา้ งงานประตมิ ากรรมทำได้ 4 วธิ ี คือ 1. การปั้น (Casting) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ทีเหนียว อ่อนตัว และยึดจบั ตวั กันได้ดี วัสดุที่ นยิ มนำมาใช้ปั้น ไดแ้ ก่ ดนิ เหนียว ดนิ นำ้ มนั ปูน แปง้ ขี้ผึ้ง กระดาษ หรือ ขีเ้ ลื่อยผสมกาว เปน็ ต้น 2. การแกะสลัก (Carving) เป็นการสรา้ งรูปทรง 3 มิติ จากวัสดทุ ่ี แขง็ เปราะ โดยอาศัย เครื่องมือ วัสดุท่ี นยิ มนำมาแกะ ได้แก่ ไม้ หิน กระจก แกว้ ปูนปลาสเตอร์ เป็นต้น งานแกะสลกั ไม้ 3. การหล่อ (Molding) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่หลอมตัวได้และกลับแข็ง ตัวได้ โดยอาศัย แม่พิมพ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลงานที่เหมือนกันทุกประการตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไป วัสดุที่นิยมนำมาใชห้ ลอ่ ได้แก่ โลหะ ปูน แป้ง แก้ว ขผ้ี ้งึ ดนิ เรซน่ิ พลาสติก ฯลฯ เชน่ รำมะนา (ชิต เหรยี ญประชา) 4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ โดยนำวัสดุต่าง ๆ มา ประกอบเข้า ด้วยกัน และยึดติดกันด้วยวัสดุต่าง ๆ การเลือกวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ต้องการใช้

ประติมากรรม ไม่วา่ จะสร้างข้นึ โดยวธิ ใี ด จะมอี ยู่ 3 ลกั ษณะ คือ แบบนูนต่ำ แบบนนู สูง และแบบลอยตวั ผสู้ รา้ งสรรค์ งานประติมากรรม เรยี กวา่ ประติมากร ประเภทของงานประตมิ ากรรม 1. ประติมากรรมแบบนูนตำ่ (Bas Relief) เป็นรปู ท่เี ปน็ นูนขึ้นมาจากพน้ื หรือมีพ้ืนหลงั รองรับ มองเหน็ ได้ ชัดเจนเพียงด้านเดียว คือด้านหน้า มีความสูงจากพื้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรูป จริง ได้แก่รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช้ ประดบั ตกแตง่ ภาชนะ หรอื ประดับตกแตง่ อาคารทาง สถาปตั ยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ พระเคร่อื งบางชนดิ 2. ประติมากรรม แบบนูนสูง ( High Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับแบบ นูนต่ำ แต่มีความสูงจากพื้นตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึ้นไป ทำให้เห็นลวดลายที่ลึก ชดั เจน และ และเหมอื นจริงมากกวา่ แบบนูนตำ่ และใช้งานแบบเดียวกับแบบนูนตำ่ 3. ประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ทีม่ องเห็นไดร้ อบด้านหรือ ตง้ั แต่ 4 ด้านข้ึนไป ได้แก่ ภาชนะต่าง ๆ รปู เคารพต่าง ๆ พระพุทธรปู เทวรูป รปู ตามคตินยิ ม รูปบุคคลสำคญั รูปสตั ว์ ฯลฯ สถาปัตยกรรม (Architecture) หมายถึง การออกแบบก่อสรา้ งสิ่งตา่ ง ๆ ทั้งสิ่งก่อสร้างท่ีคนทั่วไปอยูอ่ าศัย ได้ เช่นสถูป เจดีย์ อนุสาวรีย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการกำหนดผังบริเวณต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามและ เป็นประโยชน์แก่การ ใช้สอยตามต้องการ งานสถาปัตยกรรมเป็นแหล่งรวมของงานศิลปะทางกายภาพเกือบทุกชนิด และมักมีรูปแบบแสดงเอกลักษณข์ อง สังคมนั้น ๆ ในชว่ งเวลาน้นั ๆ เราแบ่งลักษณ์งานของสถาปตั ยกรรมออกได้เป็น ๓ แขนง ดังน้ีคือ 1. สถาปัตยกรรมออกแบบก่อสร้าง เชน่ การออกแบบสร้างตกึ อาคาร บ้านเรือน เป็นตน้ 2. ภูมสิ ถาปัตย์ เชน่ การออกแบบวางผัง จัดบรเิ วณ วางผังปลกู ตน้ ไม้ จดั สวน เปน็ ตน้

3. สถาปัตยกรรมผังเมือง ได้แก่ การออกแบบบริเวณเมืองให้มีระเบียบ มีความสะอาด มีความรวดเร็วใน การติดตอ่ และถูกหลกั สขุ าภบิ าล เราเรยี กผูส้ ร้างงานสถาปัตยกรรมวา่ สถาปนิก องคป์ ระกอบสำคญั ของสถาปัตยกรรม จุดสนใจและความหมายของศาสตรท์ างสถาปัตยกรรมนัน้ ไดเ้ ปล่ียนแปลงไปตามยคุ สมยั บทความ De Architectura ของวิทรูเวียส ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบ ได้กล่าวไว้ว่า สถาปัตยกรรมต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนหลักๆ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวและสมดุล อัน ไดแ้ ก่ ความงาม (Venustas) หมายถึง สัดสว่ น และองค์ประกอบ การจดั วางท่ีว่าง สี วสั ดุ และพ้ืนผวิ ของอาคาร ท่ี ผสมผสานลงตัว ที่ยกระดับจติ ใจ ของผไู้ ดย้ ลหรือเยย่ี มเยอื นสถานท่ีน้ันๆ ความมั่นคงแข็งแรง (Firmitas) และประโยชน์ใช้สอย (Utilitas) หมายถึง การสนองประโยชน์ และ การ บรรลุประโยชน์แห่งเจตนา รวมถงึ ปรชั ญาของสถานท่ีนัน้ ๆ สถาปัตยกรรมไทย ตวั อยา่ งของสถาปตั ยกรรมไทย ได้แก่ • เรือนไทย ซ่ึงมีรูปแบบแตกตา่ งกนั ในแต่ละภาค • วดั ไทย รวมถงึ อโุ บสถ วหิ าร หอระฆัง เจดยี ์ • พระราชวงั ปอ้ มปราการ

ตัวอย่างของสถาปตั ยกรรมไทย สถาปัตยกรรมตะวันตก ตัวอย่างเช่น บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ปราสาท ราชวัง ซึ่งมีทั้งสถาปัตยกรรมแบบโบราณ เช่น กอธิก ไบแซน ไทน์ จนถึงแบบสมัยใหม่ สถาปตั ยกรรมตะวันตก ศลิ ปะภาพพมิ พ์ ( Printmaking) ภาพพิมพ์ โดยความหมายของคำย่อมเป็นที่เข้าใจชัดเจนแล้วว่า หมายถึงรูปภาพที่สร้างขึ้นมา โดยวิธีการ พมิ พ์ แตส่ ำหรับคนไทยส่วนใหญ่เมอื่ พูดถึง ภาพพิมพอ์ าจจะยังไม่เป็นท่ีร้จู ักว่าภาพพิมพ์ คืออะไรกันแน่ เพราะคำๆน้ี เป็นคำใหมท่ ่ีเพงิ่ เรม่ิ ใช้กนั มาประมาณเมื่อ 30 ปี มาน้ีเอง โดยความหมายของคำเพียงอย่างเดียว อาจจะชวนให้เข้าใจสับสนไปถึงรูปภาพที่พิมพ์ด้วย กรรมวิธีการพิมพ์ทางอุตสาหกรรม เช่น โปสเตอร์ ภาพพิมพ์ที่จำลองจากภาพถ่าย หรือภาพจำลอง จิตรกรรมอันท่ี จรงิ คำว่า ภาพพมิ พ์ เปน็ ศัพทเ์ ฉพาะทางศิลปะท่ีหมายถึง ผลงานวิจิตรศลิ ปท์ จี่ ัดอยใู่ นประเภท ทศั นศลิ ป์ เช่น เดยี วกนั กับจติ รกรรมและประติมากรรม

ภาพพิมพ์ทั่วไปมีลักษณะเช่นเดียวกับจิตรกรรมและภาพถ่าย คือตัวอย่างผลงานมีเพียง 2 มิติ ส่วนมิติที่ 3 คือ ความลึกที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ ภาษาเฉพาะของทัศนศิลป์ อันได้แก่ เส้น สี น้ำหนัก และพื้นผิว สร้างให้ดูลวงตา ลึกเข้าไปในระนาบ 2 มิติของผิวภาพ แต่ภาพพิมพ์มีลักษณะเฉพาะทีแตกต่างจากจิตรกรรมตรงกรรมวิธีการสร้าง ผลงานที่จิตรกรรมนั้น ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ขีดเขียน หรือวาดภาพระบาย สีลงไปบนผืนผ้าใบ กระดาษ หรือสร้าง ออกมาเป็นภาพโดยทันที แต่การสร้างผลงานภาพพิมพ์ศิลปินต้องสร้างแม่พิมพ์ขึ้นมาเป็นสื่อก่อน แล้วจึงผ่าน กระบวนการพมิ พ์ ถา่ ยทอดออกมาเปน็ ภาพทต่ี ้องการได้ จากกรรมวิธีในการสร้างผลงานด้วยการพิมพ์นี้เอง ที่ทำให้ศิลปินสามารถสร้างผลงาน ต้นแบบ ( Original) ที่เหมือนๆกันได้หลายชิ้น เช่นเดียวกับผลงานประติมากรรม ประเภทที่ปั้นด้วยดินแล้วทำแม่พิมพ์ หล่อ ผลงานชิ้นนั้นให้เป็นวัสดุถาวร เช่นทองเหลือง หรือสำริด ทุกชิ้นที่หล่อออกมาถือว่าเป็นผลงานต้นแบบมิใช่ผลงาน จำลอง ( Reproduction) ท้งั นี้เพราะว่าภาพพิมพ์นั้นก็มิใช่ผลงานจำลองจากตน้ แบบท่ีเป็นจิตรกรรมหรือวาดเส้น แต่ ภาพพิมพ์เป็นผลงานสรา้ งสรรค์ ที่ศิลปินมีทั้งเจตนาและความเชี่ยวชาญในการใช้คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของเทคนิค วธิ กี ารทางภาพพิมพ์ แต่ละชนดิ มาใช้ในการถา่ ยทอดจินตนาการ ความคดิ และอารมณ์ ความรสู้ กึ ออกมาในผลงานได้ โดยตรง แตกต่างกับการทีน่ ำเอาผลงานจิตรกรรมที่สร้างสำเร็จไว้แล้วมาจำลองเปน็ ภาพโดยผ่านกระบวนการทางการ พมิ พ์ ในการพิมพผ์ ลงานแต่ละชิน้ ศิลปนิ จะจำกัดจำนวนพิมพ์ตามหลักเกณฑส์ ากล ท่ีศลิ ปะสมาคมระหว่างชาติ ซึ่ง ไทยก็เป็นสมาชกิ อยู่ด้วย ได้กำหนดไว้โดยศิลปินผู้สรา้ งผลงานจะเขยี นกำกับไว้ท่ีดา้ นซา้ ยของภาพ เช่น 3/30 เลข 3 ตวั หน้าหมายถึงภาพท่ี 3 สว่ นเลข 30 ตัวหลังหมายถึงจำนวนที่ พิมพ์ทง้ั หมด ในภาพพิมพ์บางชิ้นศลิ ปนิ อาจเซ็นคำว่า A/P ไว้แทนตัวเลขจำนวนพิมพ์ A/Pนี้ย่อมาจาก Artist's Proof ซึ่งหมายความว่า ภาพๆนี้เป็นภาพที่พิมพ์ขึ้นมา หลังจากที่ศิลปินได้มีการทดลองแก้ไข จนได้คุณภาพสมบูรณ์ตามที่ต้องการ จึงเซ็นรับรองไว้หลังจากพิมพ์ A/P ครบ ตามจำนวน 10% ของจำนวนพิมพ์ทั้งหมด จึงจะเริ่มพิมพ์ให้ครบตามจำนวนเต็มที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นศิลปินจะ ทำลาย แม่พิมพ์ด้วยการขูดขีด หรือวิธีการอื่นๆ และพิมพ์ภาพสุดท้ายนี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เรียกว่า Cancellation Proof สุดท้ายศิลปินจะเซ็นทั้งหมายเลขจำนวนพิมพ์ วันเดือนปี และลายเซ็นของศิลปินเอง ไว้ด้านล่างขวาของภาพ เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพด้วยทุกชิ้น จำนวนพิมพ์นี้อาจจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความนิยมของ “ ตลาด ” และ ปจั จยั อนื่ ๆอีกหลายประการ สำหรับศิลปินไทยส่วนใหญ่จะจำกัดจำนวนพิมพ์ไว้ค่อนข้างต่ำประมาณ 5-10 ภาพ ต่อ ผลงาน 1 ช้ิน กฎเกณฑ์ที่ศิลปินทั่วโลกถือปฏิบัติกันเป็นหลักสากลนี้ย่อมเป็นการรักษามาตรฐานของภาพพิมพ์ ไว้ อันเป็นการ สง่ เสรมิ ภาพพิมพ์ให้แพร่หลายและเปน็ ที่ยอมรบั กนั โดยท่ัวไป

รูปแบบของศิลปะภาพพิมพใ์ นดา้ นเทคนคิ 1. กรรมวธิ กี ารพมิ พ์ผิวนนู (Relief Process) 2. กรรมวธิ กี ารพมิ พ์ร่องลึก (Intaglio Process ) 3. กรรมวธิ ีการพมิ พพ์ ื้นราบ (Planography Process ) 4. กรรมวิธกี ารพิมพ์ผา่ นชอ่ งฉลุ (Serigraphy) 5. กรรมวธิ กี ารพมิ พเ์ ทคนคิ ผสม (Mixed Tecniques) 6. การพิมพ์วิธีพื้นฐาน (Basic Printing) รูปแบบของศลิ ปะภาพพมิ พ์ในทางทฤษฎสี นุ ทรยี ศาสตร์ 1. รปู แบบแสดงความเป็นจริง (Figuration Form) 2. รูปแบบผนั แปรความเปน็ จรงิ (Semi - Figuration Form) 3. รูปแบบสัญลักษณ์ (Symbolic Form) 4. รูปแบบที่ปราศจากเนอ้ื หา (Non - Figuration Form) ความสำคัญของเน้อื หา 1. กระบวนการสร้างแม่พิมพ์ ในงานศิลปะภาพพิมพ์ มีหลายลักษณะและแต่ละลักษณะมีความเป็นเฉพาะ ของภาพลกั ษณ์ (Image) ในเทคนิค ซึง่ แต่ละเทคนิคสามารถตอบสนองเน้ือหาในทางศิลปะได้ตามผลของเทคนิคน้ัน ๆ เช่น กรรมวธิ กี ารพิมพร์ อ่ งลกึ สามารถถ่ายทอดเนื้อหาในเรื่องพ้นื ผวิ (TEXTURE) ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพทส่ี ดุ 2. ในทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ทำให้แยกแยะถึงรูปแบบในทางศิลปะในแบบต่าง ๆ เพื่อให้ทราบถึงวิธีการ แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ของศิลปนิ ได้

การวิพากษ์วจิ ารณ์งานทัศนศิลป์ ความหมาย การวเิ คราะห์งานศลิ ปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศลิ ปะออกเปน็ สว่ นๆ ทลี ะประเด็น ท้ังในด้านทศั นธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสมั พันธต์ ่างๆ ในด้านเทคนคิ กรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมลู ทไี่ ดม้ าประเมนิ ผลงานศิลปะวา่ มีคุณค่าทางดา้ นความงาม ทางดา้ นสาระ และทางด้านอารมณค์ วามรูส้ ึก อยา่ งไร การวิจารณ์งานศลิ ปะ หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเหน็ ตอ่ ผลงานทางศิลปะทศ่ี ิลปนิ สร้างสรรค์ ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลกั เกณฑ์และหลกั การของศลิ ปะ ทง้ั ในด้านสนุ ทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ดว้ ยการติชมเพื่อให้ไดข้ ้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศลิ ปะ หรือใชเ้ ปน็ ข้อมลู ในการประเมินตดั สนิ ผลงาน และเปน็ การฝกึ วิธดี ู วธิ วี ิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบใหเ้ ห็นคุณคา่ ในผลงานศิลปะชนิ้ น้นั ๆ คุณสมบตั ิของนกั วจิ ารณ์ 1. ควรมคี วามรูเ้ กยี่ วกับศิลปะทัง้ ศิลปะประจำชาตแิ ละศิลปะสากล 2. ควรมคี วามรู้เก่ียวกับประวตั ิศาสตร์ศิลปะ 3. ควรมีความรูเ้ กยี่ วกบั สุนทรยี ศาสตร์ ช่วยใหร้ แู้ งม่ ุมของความงาม 4. ตอ้ งมีวิสัยทัศนก์ ว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอนื่ 5. กล้าท่จี ะแสดงออกทั้งท่เี ปน็ ไปตามหลักวิชาการและตามความรูส้ ึกและประสบการณ์ ทฤษฎีการสร้างงานศลิ ปะ จดั เปน็ 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เปน็ การเห็นความงามในธรรมชาติแลว้ เลยี นแบบไว้ให้ เหมอื นทั้งรปู ร่าง รูปทรง สสี ัน ฯลฯ 2. นยิ มสร้างรปู ทรงทส่ี วยงาม (Formalism Theory) เป็นการสรา้ งสรรคร์ ปู ทรงใหม่ใหส้ วยงามดว้ ยทศั นธาตุ (เสน้ รปู รา่ ง รปู ทรง สี นำ้ หนัก พืน้ ผิว บริเวณว่าง) และเทคนคิ วธิ กี ารตา่ งๆ 3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรสู้ กึ ต่างๆ ทงั้ ทเ่ี ปน็ อารมณ์อนั เนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณข์ องศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน 4. นิยมแสดงจนิ ตนาการ (Imagination Theory) เปน็ งานทแี่ สดงภาพจินตนาการ แสดงความคดิ ฝนั ท่ี แตกตา่ งไปจากธรรมชาติและสิง่ ทีพ่ บเห็นอยเู่ ปน็ ประจำ แนวทางการวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คณุ คา่ ของงานศิลปะ การวเิ คราะห์และการประเมนิ คณุ คา่ ของงานศิลปะโดยทว่ั ไปจะพิจารณาจาก 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1. ด้านความงาม เป็นการวิเคราะห์และประเมนิ คุณคา่ ในดา้ นทักษะฝีมือ การใชท้ ศั นธาตทุ างศลิ ปะ และการจดั องค์ประกอบศิลปว์ า่ ผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศลิ ปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและสง่ ผลต่อผูด้ ู

ใหเ้ กดิ ความช่ืนชมในสุนทรยี ภาพเพยี งใด ลกั ษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมหี ลากหลาย แตกตา่ งกนั ออกไปตามรปู แบบของยุคสมยั ผวู้ ิเคราะหแ์ ละประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาใหเ้ กิดความรู้ ความ เขา้ ใจดว้ ย 2. ด้านสาระ เปน็ การวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คณุ คา่ ของผลงานศิลปะแตล่ ะชิน้ วา่ มีลักษณะส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรม ตลอดจนจดุ ประสงคต์ า่ งๆ ทางจติ วทิ ยาว่าใหส้ าระอะไรกบั ผชู้ มบา้ ง ซึง่ อาจเป็นสาระเกยี่ วกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปญั ญา ความคดิ จนิ ตนาการ และความฝัน 3. ด้านอารมณ์ความรูส้ ึก เป็นการคิดวิเคราะห์ และประเมินคุณค่าในด้านคณุ สมบัติท่ีสามารถกระต้นุ อารมณ์ความรู้สึก และสื่อ ความหมายได้อยา่ งลึกซงึ้ ของวัสดุ ซ่ึงเป็นผลของการใชเ้ ทคนคิ แสดงออกถงึ ความคดิ พลัง ความรสู้ ึกท่ีปรากฏอย่ใู น ผลงาน เช่น ความงามตามธรรมชาติ ศลิ ปะกบั ธรรมชาติ ความของธรรมชาตแิ ละศิลปะ ธรรมชาติ (Natural) หมายถึง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามวัฏจักรของระบบสุริยะ โดยที่มนุษย์มิได้เป็นผู้สรรค์ สร้างขึ้น เช่น กลางวัน กลางคืน เดือนมืด คืนเดือนเพ็ญ ภูเขา น้ำตก ถือว่าเป็นธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติ ศิลปะ (Art) ตามความหมายทางพจนานุกรมและนักปราชญ์ทางศิลปะได้ให้ความหมายอย่างกว้างขวาง ตามแนวทางหรือทัศนะส่วนตัวไว้ดังนี้ คือ ศิลปะ(ART) คำนี้ ตามแนวสากล มาจากคำว่า ARTI และ ARTE ซึ่งเป็นคำ ท่นี ิยมใช้กนั ในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวทิ ยา คำว่า ARTI นนั้ หมายถึง กลมุ่ ชา่ งฝมี ือในศตวรรษท่ี 14, 15 และ 16 ส่วนคำว่า ARTE หมายถึง ฝีมือ ซึ่งรวมถึง ความรู้ของการใช้วัสดุของศิลปินด้วย เช่น การผสมสีสำหรับลงพื้น การเขียนภาพสี นำ้ มนั หรือการเตรียม และการใช้วสั ดอุ ืน่ อีกศิลปะ ตามความหมายของพจนานกุ รมไทย ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานสถาน พ.ศ. 2493 ได้อธิบายไว้ว่าศิลปะ (สิน ละ ปะ) น. หมายถึง ฝีมือ ฝีมือทางการช่าง การแสดงออกมาให้ปรากฏขึ้นได้ อย่างน่าพึงชม และเกิดอารมณ์สะเทือนใจศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ความหมายของศิลป์ไว้ว่า ศิลปะ หมายถึง งานที่ต้องใช้ความพยายามด้วยฝีมือและความคิด เช่น ตัดเสื้อ สร้างเครื่องเรือน ปลูกต้นไม้ เป็นต้น และเมื่อกล่าวถึง งานทางวิจิตรศิลป์ (Fine Arts) หมายถึงงานอันเป็นความพากเพียรของมนุษย์ นอกจากต้องใช้ความพยายามด้วยมือ ด้วยความคิด แล้วต้องมีการพวยพุ่งแห่งพุทธิปัญญาและจิตออกมาด้วย ( INTELLECTURL AND SPIRITUAL EMANATION)ศิลปะ ตามความหมายของพจนากรุกรมศัพท์ศิลปะ องั กฤษ ไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2530 ได้ อธิบายไว้ว่า “ART ศิลปะ คือ ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ปรากฏซึ่ง สุนทรียภาพ ความประทบั ใจ หรือความสะเทอื นอารมณต์ ามอัจฉริยภาพ พุทธปิ ญั ญา ประสบการณ์ รสนยิ มและทกั ษะ ของแตล่ ะคน เพอื่ ความพอใจ ความรน่ื รมย์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี หรือความเชอื่ ในลัทธิศาสนา” องค์ประกอบที่สำคญั ในงานศิลปะ 1. รูปแบบ (FORM) ในงานศิลปะ หมายถึง รูปร่างลกั ษณะที่ศิลปนิ ถ่ายทอดออกมาให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ในงานศลิ ปะ อาจแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คือ 1.1 รปู แบบธรรมชาติ (NATURAL FORM) ไดแ้ ก่ น้ำตก ภผู า ต้นไม้ ลำ ธาร กลางวัน กลางคืน ท้องฟ้า ทะเล เป็นต้น 1.2 รูปแบบเรขาคณิต (GEOMETRIC FORM) ได้แก่ สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ทรงกระบอก เป็นต้น 1.3 รูปแบบนามธรรม (ABSTRACT FORM) ได้แก่ รูปแบบที่ศิลปินได้ สร้างสรรค์ขึ้นมาเอง โดยอิสระ หรืออาจตัดทอน (DISTROTION) ธรรมชาติ ให้เหลือเป็นเพียงสัญลักษณ์ (SYMBOL) ที่สื่อความหมายเฉพาะตัวของศิลปินซึ่งรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น ศิลปินสามารถที่จะเลือกสรรนำมาสร้างเป็นงาน ศิลปะ ตามความรู้สึกท่ปี ระทับใจหรอื พงึ พอใจในสว่ นตวั ของศลิ ปิน

2. เนื้อหา (CONTENT) หมายถึง การสะท้อนเรื่องราวลงไปในรูปแบบดังกล่าว เช่น กลางวันกลางคืน ความรัก การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ การเมอื ง และคุณคา่ ทางการจัดองคป์ ระกอบทางศิลปะ เป็นตน้ 3. เทคนิค (TECHNIQUE) หมายถงึ ขบวนการเลือกสรรวสั ดุ ตลอดจนวธิ กี ารสร้างสรรค์ นำมาสร้างศิลปะ ชิ้นนัน้ ๆ เช่น สนี ำ้ มนั สีชอลก์ สีน้ำ ในงานจติ รกรรม หรอื ไม้ เหล็ก หิน ในงานประตมิ ากรรม เปน็ ต้น 4. สุนทรียศาสตร์ (AESTHETICAL ELEMENTS) ซึ่งมี 3 อย่าง คือ ความงาม (BEAUTY) ความแปลกหู แปลกตา (PICTURESQUENESS) และความน่าทึ่ง (SUBLIMITY)ซึ่งศิลปกรรมชิ้นหนึ่งอาจมีทั้งความงามและความน่า ทึ่งผสมกันก็ได้ เช่น พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อาจมีทั้งความงามและความนา่ ทึง่ รวมอยู่ด้วยกัน เป็นต้นการที่คนใดคน หนึ่งมีสุนทรียะธาตุในความสำนึก เรียกว่า มีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ (AESTHETHICAL EXPERIENCE) ซ่ึง จะตอ้ งอาศัยการเพาะบ่มทัง้ ในด้านทฤษฎี ตลอดจนการให้ความสนใจเอาใจใสร่ ับรู้ต่อการเคลื่อนไหวของวงการศิลปะ โดยสม่ำเสมอ เช่น การชมนิทรรศการที่จัดขึ้นในหอศิลป์ เป็นต้น เมื่อกล่าวถึง งานศิลปกรรมและองค์ประกอบ ท่ี สำคัญในงานศิลปะแล้วหากจะย้อนรอยจากความเป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันแล้ว พอจะแยกประเภทการสร้างสรรค์ ของศิลปนิ ออกได้เปน็ 3 กลุม่ ดังน้ี 1. กลุ่มที่ยึดรปู ธรรม (REALISTIC) หมายถึง กลุ่มที่ยดึ รปู แบบท่ีเป็นจริงในธรรมชาติมาเปน็ หลักใน การสร้างงานศิลปะ สร้างสรรค์ออกมาให้มีลักษณะคล้ายกับกล้องถ่ายภาพ หรือตัดทอนบางสิ่งออกเพียงเล็กน้อย ซ่ึง กลุ่มนี้ได้พยายามแก้ปญั หาให้กับผูด้ ทู ีไ่ ม่มีประสบการณ์ทางศลิ ปะ และสามารถสื่อความหมายระหวา่ งศิลปะกับผู้ดูได้ ง่ายกวา่ การสรา้ งสรรค์ผลงานในลกั ษณะอื่นๆ 2. กล่มุ นามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลมุ่ ที่ยึดแนวทางการสรา้ งงานท่ีตรงข้ามกบั กลมุ่ รปู ธรรม ซึ่งศิลปินกลุ่มนี้มุ่งที่จะสร้างรูปทรง (FORM) ขึ้นมาใหม่โดยที่ไม่อาศัยรูปทรงทางธรรมชาติ หรือหากนำธรรมชาติมา เป็นข้อมูลในการสร้างสรรค์ก็จะใช้วิธีลดตัดทอน (DISTORTION) จนในที่สุดจะเหลือแต่โครงสร้างที่เป็นเพียงสัญญา ลักษณ์ และเช่นงานศลิ ปะของ มอนเดยี น (MONDIAN) 3. กลุ่มกึ่งนามธรรม (SEMI-ABSTRACT) เป็นกลุ่มอยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มรูปธรรม (REALISTIC) และกลุ่มนามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลุ่มที่สร้างงานทางศิลปะโดยใช้วิธีลดตัดทอน (DISTORTION) รายละเอียดที่มใี นธรรมชาติให้ปรากฏออกมาเปน็ รูปแบบทางศิลปะ เพื่อผลทางองค์ประกอบ (COMPOSITION) หรือ ผลของการแสดงออก แต่ยังมีโครงสร้างอันบ่งบอกถึงที่มาแต่ไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นผลที่ผู้เขียนได้กล่าวนำในเบื้องต้นจาก

การแบ่งกลุ่มการสร้างสรรค์ของศิลปินทั้ง 3 กลุ่ม ที่กล่าวมาแล้วนั้น มีนักวิชาการทางศิลปะได้เปรียบเทียบเพื่อความ เข้าใจ คือ กลุ่มรูปธรรม (REALISTIC) เปรียบเสมือนการคัดลายมือแบบตัวบรรจง กลุ่มนามธรรม (ABSTRACT) เปรยี บเสมอื นลายเซ็น กลุ่มกึ่งนามธรรม (SEMI-ABSTRACT) เปรยี บเสมอื นลายมือหวดั มนษุ ย์กบั ศิลปะ หากกล่าวถึงผลงานศิลปะทำไมจะต้องกล่าวถึงแต่เพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น จอมปลวกรังผึ้งหรือรัง นกกระจาบ ก็น่าที่จะเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยม ที่เกิดจากสัตว์ต่างๆ เหล่านั้น หากเราจะมาทำความเข้าใจ ถึงที่มา ของการสรา้ งก็พอจะแยกออกไดเ้ ป็น 2 ประเดน็ ประเดน็ ท่ี 1 ทำไมจอมปลวก รังผง้ึ หรอื รงั นกกระจาบ สรา้ งขึ้นมา จงึ ไม่เรียกว่างานศลิ ปะ ประเดน็ ที่ 2 ทำไมสงิ่ ทม่ี นุษย์สรา้ งสรรค์ขน้ึ มาถงึ เรยี กวา่ เป็น ศิลปะ จากประเด็นท่ี 1 เราพอจะสามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุท่ีเราไมเ่ รียกว่า เปน็ ผลงานศิลปะเพราะปลวก ผึ้ง และ นกกระจาบสร้างรัง หรือจอมปลวกขึน้ มาดว้ ยเหตุผลของสัญชาตญาณท่ีต้องการความปลอดภัย ซึ่งมีอยู่ในตัวของสตั ว์ ทุกชนิด ที่จำเป็นต้องสร้างข้ึนมาเพอ่ื ป้องกันภยั จากสัตว์รา้ ยตา่ งๆ ตลอดจนภัยธรรมชาติ เชน่ ฝนตก แดดออก เป็นต้น หรืออาจต้องการความอบอุ่น ส่วนเหตุผลอีกประการหนึง่ คือ จอมปลวก รังผึ้ง หรือรังนกกระจาบนั้น ไม่มีการพัฒนา ในเรื่องรูปแบบ ไม่มีการสร้างสรรค์ให้ปรากฏรูปลักษณ์แปลกใหม่ขึ้นมายังคงเป็นอยู่แบบเดิมและตลอดไป จึงไม่ เรียกว่า เป็นผลงานศิลปะ แต่ในทางปัจจุบัน หากมนุษย์นำรังนกกระจาบหรือรังผึ้งมาจัดวางเพื่อประกอบกับแนวคิด สร้างสรรค์เฉพาะตน เราก็อาจจัดได้ว่า เป็นงานศิลปะ เพราะเกิดแรงจูงใจภายในของศลิ ปิน (Intrinsic Value) ที่เหน็ คณุ คา่ ของความงามตามธรรมชาตินำมาเปน็ ส่อื ในการสร้างสรรค์ ประเด็นที่ 2 ทำไมสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาถึงเรียกว่า ศิลปะ หากกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็มีเหตุผลอยู่หลาย ประการซงึ่ พอจะกลา่ วถงึ พอสงั เขป ดงั นี้ 1. มนุษย์สร้างงานศลิ ปะขนึ้ มาโดยมีจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการสรา้ ง เช่น- ชาวอียิปต์ (EGYPT) สร้าง มาสตาบา้ (MASTABA) ซงึ่ มรี ปู รา่ งคลา้ ยมา้ หินสำหรับน่งั เป็นรูปสีเ่ หลยี่ มแทง่ สูงขา้ งบนเป็นพ้ืนทร่ี าบ มมุ ท้งั สีเ่ อยี งลาด มาที่ฐานเล็กน้อย มาสตาบ้าสร้างด้วยหินขนาดใหญ่ เป็นที่ฝังศพขุนนาง หรือผู้ร่ำรวยซึ่งต่อมาพัฒนามาเป็นการสร้าง พีระมิด (PYRAMID) เพื่อบรรจุศพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ (PHARAOH) มีการอาบน้ำยาศพหรือรักษาศพไม่ให้เน่า เปื่อยโดยทำเปน็ มัมม่ี (MUMMY) บรรจไุ ว้ภายใน เพื่อรอวิญญาณกลับคืนสูร่ า่ ง ตามความเช่อื เรอื่ งการเกิดใหมข่ องชาว อียิปต์การก่อสรา้ งพุทธสถานเชน่ สร้างวัด สร้างพระอุโบสถ พระวหิ าร ศาลาการเปรียญ ในพุทธศาสนา มีจุดประสงค์ เพ่อื ใชเ้ ปน็ ทป่ี ระกอบพธิ กี รรมทางศาสนา เพ่อื เป็นท่พี ำนกั ของสงฆ์ ตลอดจนใชเ้ ปน็ ที่เผยแพร่ศาสนา 2. มีการสร้างเพื่อพัฒนารูปแบบโดยไม่สิ้นสุด จะเห็นได้จากมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ( PRE HISTORICAL PERIOD) ไดห้ ลบภัยธรรมชาติ ตลอดจนสัตว์รา้ ยเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำ เมื่อมคี วามเข้าใจในปรากฏการณ์ อันเกิดขึ้นจากธรรมชาติและประดิษฐ์เครื่องมือ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนในสมัยต่อมา มีการพัฒนาการสร้างรูปแบบ อาคารบ้านเรือนในรูปแบบต่างๆ ตามความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม และความเจริญทางเทคโนโลยีมีการใช้ คอนกรีตเสริมเหล็กและวัสดุสมัยใหม่เขา้ มาช่วยในการก่อสรา้ งอาคาร บ้านเรือน และส่ิงก่อสร้างตา่ งๆ ตลอดจนมีการ พัฒนารูปแบบทางสถาปัตยกรรมให้กลมกลืนกับธรรมชาติแวดล้อม เช่น สถาปัตยกรรม “THE KAUF MANN HOUSE” ของแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ ทีร่ ัฐเพนซิลวาเนีย สหรฐั อเมริกา 3. ความต้องการทางกายภาพที่เป็นปฐมภูมิของมนุษย์ทุกเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ เพื่อนำมาซึ่งความ สะดวกสบายในการดำเนินชีวิตในสังคมปจั จบุ ัน ดังจะเห็นได้จากเครื่องอุปโภค บริโภคตลอดจนเครือ่ งใช้ไม้สอยตา่ งๆ ซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งสิ้นในทางศิลปะที่เช่นเดียวกับ ศิลปินจะไม่จำเจอยู่กับงาน ศิลปะที่มีรูปแบบเก่าๆ หรือสร้างงานรูปแบบเดิมซ้ำๆ กันแต่จะคิดค้นรูปแบบ เนื้อหา หรือเทคนิคที่แปลกใหม่ให้กับ ตัวเอง เพื่อพัฒนาการสร้างงานศิลปะรูปแบบเฉพาะตนอย่างมีลำดับขั้นตอน เพื่อง่ายแก่การเข้าใจจึงขอให้ผู้อ่านทำ ความเข้าใจเก่ยี วกบั การสรา้ งสรรค์ในทางศิลปะเสยี ก่อน

ความงามตามทัศนศลิ ปส์ ากล การรับรคู้ วามงามทางศิลปะ สำหรับการรับรู้ความงามทางศิลปะของมนุษย์นั้น สามารถรับรู้ได้ 2 ทาง คือ ทางสายตาจากการมองเห็น และทางหูจากการไดย้ นิ ซึ่งแบ่งได้ 3 รปู แบบดังน้ี 1. ทัศนศิลป์ ( Visual Art) เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามได้ด้วยสายตา จากการมองเห็น งานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นงานทัศนศิลป์ ทั้งสิ้น ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม มัณฑนาศิลป์ อตุ สาหกรรมศิลป์ พาณิชย์ศลิ ป์ 2. โสตศิลป์ (Audio Art) เป็นงานศิลปะทร่ี ับสมั ผัสความงามได้ด้วยหู จากการฟังเสียง งานศิลปะ ที่จัดอยู่ ในประเภทโสตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี และ วรรณกรรม 3. โสตทัศนศิลป์ (Audiovisual Art) เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามทางศิลปะได้ทั้งสองทาง คือจาก การมองเห็นและจากการฟัง งานศิลปะประเภทนี้ ไดแ้ ก่ ศิลปะการแสดงนาฏศลิ ป์ การละคร การภาพยนตร์ ววิ ัฒนาการของทัศนศลิ ป์สากล ศิลปะของชาติต่างๆ ในซีกโลกตะวันตกมีลักษณะใกล้เคียงกัน จึงพัฒนาขึ้นเป็นศิลปะสากล ความเชื่อมี อิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมมนษุ ย์ทง้ั ความคดิ การแสดงออก และการดำเนินชวี ติ โดยเฉพาะในงานศลิ ปกรรมมรี ูปแบบความ งามหลายแบบ ท่เี กิดจากพลงั แหง่ ความศรัทธาจากความเช่อื ถือในเรอื่ งตา่ งๆ รูปแบบความงามอันเนื่องมาจากความเชื่อถือ จะปรากฏเป็นความงามตามความคิดของช่างในยุคนั้นผสม กับฝีมือ และเครื่องมือที่ยังไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก ทำให้งานจิตรกรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ดูไม่ค่อยงามมากนัก ในสายตาของคนปจั จบุ ัน 1. ศิลปะสมัยกลาง (Medieval Arts) ทศั นศิลปอ์ นั เนอ่ื งมาจากครสิ ตศ์ าสนา ความเชอ่ื ในสมัยกลาง ซงึ่ เป็นชว่ งเวลาท่ีศาสนาครสิ ต์เจริญร่งุ เรืองถงึ ขดี สุด มอี ิทธพิ ลต่อการดำเนินชีวิตและ การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมของชาวตะวันตก โดยมีความเชื่อว่าความงามเป็นส่ิงที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยผ่านทาง ศิลปนิ เพื่อเป็นการแสดงถงึ ความศรัทธาอย่างยิ่งในพระเจ้า ศลิ ปนิ ต้องสรา้ งผลงานโดยแสดงถึงเรื่องราวของพระคริสต์ พระสาวก ความเชอื่ อนั นี้มผี ลตอ่ ทัศนศิลป์ ดังนี้ สถาปัตยกรรม เช่น โบสถ์สมัยกอธิค เป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์จะ เป็นที่ตงั้ ของกางเขนอันศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ เพือ่ จะเปน็ ท่ตี ดิ ต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ มีการแตง่ เพลงและร้องกันอยู่ในโบสถ์ Notre Dame อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นแบบกอธิค โบสถ์แบบนี้ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 โปรดให้ถ่ายแบบแล้วนำมาสร้างไว้ที่วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัด พระนครศรีอยธุ ยา

จติ รกรรม กแ็ สดงเนอื้ หาของคริสตศ์ าสนา รวมไปถึงทศั นศลิ ปแ์ ขนงอนื่ ๆ ดว้ ย 2. ศิลปะไบเซนไทร์ (Bizentine) ยุคแรกแห่งศิลปะเพื่อคริสตศ์ าสนา เม่อื อาณาจักรโรมันลม่ สลายลง แยกเป็นประเทศต่างๆอยู่ในยุโรปปัจจุบัน และเป็นช่วงของคำสอนของศาสนาคริสต์ ได้รับความเชื่อถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ ในสมัยไบเซนไทร์ ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแห่งแรกของคริสต์ศาสนาศิลปินและช่างทุกสาขาทำงานให้แก่ศาสนา หรือ ทำงานเพื่อสง่ เสริมความศรทั ธาแห่งคริสต์ สถาปัตยกรรม สรา้ งโบสถ์ วิหาร เพื่อเป็นสัญลกั ษณ์ และสถานทปี่ ฏบิ ตั พิ ธิ กี รรมตา่ งๆ ประติมากรรม มีการแกะสลักรูปพระคริสต์และสาวกด้วยไม้ และหิน จิตรกรรมเป็นภาพเขียนประดบั หนิ สที ่ี เรียกวา่ โมเสก สถาปตั ยกรรมแบบไบเซนไทร์

3. ฟน้ื ฟศู ลิ ปวทิ ยา (Renaissanee) แนวคิดทางความงามของกรีกและโรมันกลับมาเกิดใหม่หรือฟน้ื ฟูขึ้นมาใหม่ ตอ่ เนือ่ งจากอาณาจักรไบเซนไทร์ เป็นยุคของฟื้นฟูศิลปวิทยา หมายถึง การนำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากได้มีการค้นพบซากเมืองของพวกกรีกและ โรมันทำให้ศลิ ปินหันกลบั มานยิ มความงามตามแนวคิดของกรีกและโรมันอีกคร้งั หนงึ่

ใบงาน เร่อื ง สร้างสรรค์งานศิลปะและความงามตามธรรมชาติ คำสงั่ ให้ผ้เู รยี นแต่ละกลุ่มทำการศึกษาคน้ คว้า ตามหัวข้อตอ่ ไปนี้แล้วนำผลจากศกึ ษาค้นควา้ มาสรปุ ให้เพ่ือน ฟังเพื่อแลกเปล่ียนรู้อยา่ งน้อย กลุ่มละ 15 นาที กล่มุ ที่ 1 - ความหมายของศิลปะและทัศนศลิ ป์ - ความสมั พันธร์ ะหว่างศิลปะกับมนษุ ย์ - ประเภทของงานทัศนศิลป์ กลุ่มท่ี 2 - ความของการวิเคราะห์ วจิ ารณ์งานศลิ ปะ - คุณสมบตั ิของนักวจิ ารณท์ ่ดี ี - การวิเคราะห์และประเมนิ คุณค่าของงานศิลปะ กลุ่มท่ี 3 - ความหมายของธรรมชาติและศลิ ปะ - องคป์ ระกอบท่ีสำคัญของศลิ ปะ - ประเภทการสรา้ งสรรคง์ านของศิลปิน กลุม่ ที่ 4 - การรับรคู้ วามงามทางศลิ ปะของมนุษย์ - วิวฒั นาการและความเช่ือในสรา้ งผลงานทางศิลปะ - ศิลปะในสมัยต่างๆ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook