1 มกราคม วนั ขนึ้ ปี ใหม่ วนั ข้ึนปี ใหม่ ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคา วา่ \"ปี \" หมายถึง เวลาชว่ั โลกโคจรรอบดวงอาทิตยค์ ร้ังหน่ึงราว 365 วนั หรือเวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดงั น้นั \"ปี ใหม่\" จึงหมายถึง การข้ึนรอบ ใหมห่ ลงั จาก 12 เดือน หรือ 1 ปี สาหรับวนั ปี ใหม่ในประเทศไทยน้นั แต่เดิมเราถือเอาวนั ข้ึน 1 ค่า เดือน 5 เป็ นวนั ข้ึนปี ใหม่ ซ่ึงตรงกับวนั สงกรานต์ ต่อมาก็ได้มีการ พิจารณาเปลี่ยนวนั ข้ึนปี ใหม่ โดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็ นประธาน คณะกรรมการ และที่ประชุมก็ไดม้ ีมติเป็นเอกฉนั ทใ์ หเ้ ปลี่ยนวนั ข้ึนปี ใหม่ เป็นวนั ท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ในวนั ที่ 24 ธนั วาคม ในสมยั คณะรัฐบาล ของ จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม โดยเหตุผลสาคญั ดงั น้ี - เป็นการไมข่ ดั กบั หลกั พทุ ธศาสนาในดา้ นการนบั วนั เดือน และ การร่วมฉลองปี ใหม่ดว้ ยการทาบุญ - เป็นการเลิกวธิ ีนาเอาลทั ธิพราหมณ์มาคร่อมศาสนาพทุ ธ - ทาใหเ้ ขา้ สู่ระดบั สากลที่ใชอ้ ยใู่ นประเทศทว่ั โลก - เป็นการฟ้ื นฟวู ฒั นธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย ต้งั แต่น้นั มา วนั ข้ึนปี ใหม่ของไทยจึงตรงกบั วนั ท่ี 1 มกราคม ของ ทุกปี เหมือนดงั เช่นวนั ข้ึนปี ใหมข่ องประเทศอื่น ๆ ทวั่ โลก ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
4 มกราคม วนั ทหารม้า วนั ทหารมา้ กาเนิดจากวีรกรรมท่ี บา้ นพรานนก ปัจจุบนั ต้งั อยู่ใน อาเภออุทยั จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา การกูช้ าติของสมเด็จพระเจา้ ตาก สินมหาราช พระยาตากในขณะน้นั ยงั เป็ นพระยาวชิรปราการ ไดน้ ากอง ทหารผา่ นมาทางบา้ นธนู บา้ นขา้ วเมา่ เมื่อวนั ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2309 ตลอดทางของการรบชาวบา้ นไดจ้ ดั ส่งขา้ วเม่า ให้เป็ นเสบียงและ ส่งธนูให้แก่ทหารใช้เป็ นอาวุธ กองทหารได้ปะทะกบั พม่าที่คลองแห่ง หน่ึง พระยาตากตีทหารพม่าแตกพ่าย จึงต้งั ช่ือคลองวา่ \"คลองชนะ\" ฝ่ าย ทหารพม่าไดต้ ิดตามไปอยา่ งกระช้นั ชิดตลอดระยะทางที่หนีออกจากกรุง ศรีอยุธยา พระยาตากตอ้ งต่อสู้กบั พม่าถึง 4 คร้ัง แต่กองทหารพม่าก็ไม่ ยอมลดละ และไล่ตามไปทนั ที่บา้ นโพธ์ิสังหาร มีหญิงสาวชาวบา้ นช่ือ นางโพ ได้ช่วยรบกบั พม่าจนเสียชีวิต และภายหลงั จากพระยาตากกู้ชาติ ไดแ้ ลว้ จึงไดร้ ะลึกถึงกลบั มาต้งั ช่ือหมู่บา้ นโพธ์ิสังหาร เป็ นหมู่บา้ นโพ สาวหาญ และยงั ใช้มาจนถึงปัจจุบนั และมีบุคคลสาคญั อีกคนหน่ึงคือ พรานนก หรือเฒ่าคา ซ่ึงเป็ นผูช้ ่วยจดั เสบียงอาหารให้กบั กองทหารพระ ยาตากในระหว่างสงคราม ในปัจจุบนั มีรูปป้ันให้ประชาชนเคารพท่ี หมูบ่ า้ นพรานนก อาเภออุทยั ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
5 มกราคม วนั นกแห่งชาติ วนั นกแห่งชาติ หรือ National Bird Day ในสหรัฐอเมริกา ที่ กาหนดข้ึนเพ่ือให้ผูค้ นตระหนักและอนุรักษ์สัตว์โลกมีปี กที่เติม ความสดใสให้กบั โลกใบน้ี เกิดข้ึนคร้ังแรกในปี 1894 โดย Charles Almanzo Babcock ผอู้ านวยการในเขตพ้ืนที่การศึกษาเมืองออยลซ์ ิต้ี รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา การศึกษาเร่ือง Decline of the North American Avifauna ท่ี ตีพิมพใ์ นนิตยสาร Science พบว่านกในทวีปอเมริกาเหนือมีจานวน ลดลงอย่างรวดเร็วถึง 29% ต้ังแต่ปี 1970 ที่ผ่านมา ซ่ึงทาให้ ประชากรนกหายไปกวา่ 2.9 พนั ลา้ นตวั งานวจิ ยั อีกชิ้นท่ีเกบ็ ขอ้ มูลต้งั แตป่ ี 1978-2016 พบว่านกใน ทวีปอเมริ กาเหนือมีขนาดตัวที่เล็กลงอย่างต่อเน่ือง และเช่ือว่า ปรากฏการณ์เดียวกนั น้ีเกิดข้ึนทว่ั โลก อนั เน่ืองมาจากผลกระทบของ อุณหภมู ิโลกท่ีเพิ่มสูงข้ึน ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
8 มกราคม วันคล้ายวนั ประสูติสมเดจ็ พระเจ้าลกู เอ เจ้าฟ้ าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกญั ญา สมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ เจา้ ฟ้ าสิริวณั ณวรี นารีรัตนราชกญั ญา ประสูติเม่ือวนั ที่ 8 มกราคม พ.ศ.2530 ทรงเป็ นพระราชธิดาพระองคท์ ่ี 2 ในพระบ าทส มเด็ จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็ น พระ ราช นัดด าใ น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจา้ สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระ บรมราชชนนีพนั ปี หลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ เจา้ ฟ้ าพชั รกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจา้ ฟ้ าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลย ราชกมุ าร พระองค์ทรงสาเร็จการศึกษาระดับช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 จากโรงเรียนจิตรลดา จากน้นั ทรงเขา้ ศึกษาต่อท่ีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั โดยทรงสาเร็จการศึกษา เกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรี ยญทอง) และทรงได้รับรางวัลนิสิตดีเด่น ประจาปี การศึกษา 2551 ก่อนเขา้ ศึกษาต่อระดบั ปริญญาโทท่ีสถาบนั เอ โกล เดอ ลา ฌอมป์ ซินดิกลั เดอ ลา กูตูร์ปารีเซียง ประเทศฝร่ังเศส ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
8 มกราคม 2565 หรื วนั เสาร์ท่ี 2 ข งทุกปี วันเด็กแห่งชาติ \"วนั เดก็ แห่งชาติ\" เป็นวนั สาคญั ในประเทศไทย ตรงกบั วนั เสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี โดยวนั เด็กแห่งชาติปี 2564 ตรงกบั วนั ท่ี 9 มกราคม งานวนั เด็กแห่งชาติ จัดข้ึนเป็ นคร้ังแรกเม่ือวันจันทร์แรก ของเดือน ต.ค. พ.ศ.2498 ตามคาเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผูแ้ ทน องค์การสหพนั ธ์เพ่ือสวสั ดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสาคัญและความต้องการของเด็กและเพ่ื อ กระตนุ้ ใหเ้ ด็กตระหนกั ถึงบทบาทอนั สาคญั ของตนในประเทศ โดยปลูกฝัง ใหเ้ ด็กมีส่วนร่วมในสงั คมเตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกาลงั ของชาติ ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
13 มกราคม วันการบินแห่งชาติ วนั การบินแห่งชาติ เริ่มตน้ เมื่อ พ.ศ. 2454 ที่ จอมพล สมเด็จเจา้ ฟ้ า จกั รพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นาความข้ึนกราบ บงั คมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัว (รัชกาลท่ี 6) ถึง ความจาเป็นและประโยชน์ของเคร่ืองบินท่ีตอ้ งมีไวเ้ พ่ือป้ องกนั ประเทศ จึงมีคาส่ังให้นายทหาร 3 นาย คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธ์ิ และนาวาอากาศเอก พระยา ทะยานพิฆาต ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝร่ังเศส ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ไดท้ รงสถาปนาแผนกการบิน ข้ึนในกระทรวงกลาโหม กระท่ังในวนั ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีจึงไดม้ ีมติเห็นชอบกาหนดให้วนั ท่ี 13 มกราคมของทุกปี เป็นวนั การบินแห่งชาติ โดยเริ่มต้งั แต่ พ.ศ. 2538 เป็นตน้ มา ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
14 มกราคม วนั นรุ ักษ์ทรัพยากรป่ าไม้แห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือเรี ยนคณะรัฐมนตรี ขออนุมตั ิให้วนั ท่ี 14 มกราคม ของทุกปี เป็ น \"วนั อนุรักษท์ รัพยากรป่ าไม้ ของชาติ\" คณะรัฐมนตรีไดม้ ีมติอนุมตั ิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์สง่ั การให้สัมปทานหวงห้ามทุกชนิด (เวน้ สัมปทานทาไมป้ ่ า ชายเลน) ตาม พ.ร.บ.ป่ าไม้ พ.ศ. 2484 ทกุ สมั ปทานสิ้นสุดลงท้งั แปลง มีผล ให้การทาไมส้ ัมปทาน จานวน 276 ป่ า เน้ือท่ี 96,728,981 ไร่ ยตุ ิลงโดย สิ้นเชิง ทาให้ตน้ ไมใ้ นป่ าสัมปทานไม่ถูกตดั ฟัน และทาการอนุรักษป์ ่ าไม้ สาหรับใชส้ อยในอนาคตได้ คิดเป็ นเน้ือไมโ้ ดยเฉล่ียปี ละ 3 ลา้ นลูกบาศก์ เมตร จนทาให้รัฐบาลได้รับคาชมเชยจากนานาประเทศเป็ นอย่างมาก เพราะการระงบั การทาไมด้ งั กล่าวมีส่วนโดยตรงในการสนบั สนุนมาตรการ ป้ องกนั มลภาวะของโลก ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
16 มกราคม วนั ครูแห่งชาติ วนั ที่ 16 มกราคมของทุกปี ถูกกาหนดให้เป็ นวนั ครูเนื่องจาก ในปี 2488 มีการประกาศพระราชบญั ญตั ิครูข้ึนมาในราชกิจจานุเบกษาให้ มีวนั ครูคร้ังแรกต้งั แตป่ ี พ.ศ.2500 เป็นตน้ มา จุดประสงคข์ องการจดั วนั ครู เพ่ือให้ไดร้ ะลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารยท์ ่ีไดอ้ บรมสั่งสอนให้รู้วิชา เพราะฉะน้นั ครูจึงเป็ นบคุ คลท่ีสาคญั ท้งั ในดา้ นวิชาการ และประสบการณ์ เป็นอาชีพท่ีถือวา่ มีความเสียสละเพอ่ื ส่วนรวมอยา่ งมาก ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
17 มกราคม วนั พ่ ขุนรามคาแหง 17 ม.ค. “วันพ่อขุนรามคาแหง มหาราช” บูรพกษตั ริยแ์ ห่งสยาม “มหาราช” พระองคแ์ รก เพ่ือราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ท่ีมีต่อประชาชนชาวไทย ถือเป็ นวนั ท่ี ร.4 ทรง พบหลกั ศิลาจารึก พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทยั ทรงทานุ บารุงปกครองบา้ นเมืองดว้ ยพระเมตตาธรรม ต่อไพร่ฟ้ า ทรงคิดประดิษฐ์อกั ษรไทยข้ึนเม่ือ ประมาณปี พทุ ธศกั ราช 1826 อนั เป็ นตน้ กาเนิด ของอกั ษรไทย ท่ีใชก้ นั ในทกุ วนั น้ี ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
17 มกราคม วนั โคนมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพนั ปี หลวง เสด็จฯ ประพาสทวีปยโุ รป และทรงประทบั แรม ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรง สนพระราชหฤทยั ในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็ นอยา่ ง มาก ด้วยทรงเห็นว่าอาชีพการเล้ียงโคนมน่าจะเกิดประโยชน์ต่อ เกษตรกรและประเทศไทย วนั ท่ี 16 มกราคม 2505 ไดด้ าเนินการ จดั ต้งั \"ฟาร์มโคนม\" และ \"ศูนยฝ์ ึ กอบรมการเล้ียงโคนมไทย-เดน มาร์ค\" ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ด้วยเหตุน้ี จึงถือเอาวนั ที่ 16 มกราคม ของทุกปี เป็ นวนั โคนมแห่งชาติ แต่เพื่อไม่ให้เป็ นการ ซ้าซอ้ นกบั วนั ครู รัฐบาลไดม้ ีมติเมื่อวนั ท่ี 22 ธนั วาคม 2530 ให้วนั ที่ 17 มกราคม ของทุกปี เป็ นวนั โคนมแห่งชาติ ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
18 มกราคม วนั ก งทพั ไทย วนั กองทพั ไทย เป็ นวนั ท่ีระลึกในวาระท่ี สมเด็จพระนเรศวร มหาราช ทรงกระทายทุ ธหัตถีกบั พระมหาอุปราชาของพม่า โดยถือเอา วนั ที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็ นวนั กองทพั ไทย ตามการคานวณจาก เหตุการณ์ในประวตั ิศาสตร์ ที่ระบุว่า พระองคก์ ระทายุทธหัตถี ในวนั จนั ทร์ แรม 2 ค่า เดือนย่ี ปี มะโรง จ.ศ.954 คานวณได้ ตรงกบั วนั ท่ี 18 มกราคม พ.ศ.2135 (บางตารา พ.ศ.2136) ในปี พ.ศ.2549คณะรัฐมนตรีมี มติเห็นชอบตามท่ีกระทรวงกลาโหมเสนอ ให้วนั ท่ี 18 มกราคม ของทุก ปี และอนุมตั ิใหเ้ ป็นวนั หยดุ ราชการของกระทรวงกลาโหม ตามหลกั การ เดิม ตามประกาศสานกั นายกรัฐมนตรี เรื่องกาหนดวนั กองทพั ไทยและ วนั สถาปนากระทรวงกลาโหม ลง 23 ส.ค.2549 ในปัจจุบนั วนั ที่ 18 มกราคม จึงถือเป็ น “วนั ยุทธหัตถี” “วนั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หรือ “วนั กองทพั ไทย” ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
18 มกราคม วันกองทัพบก เมื่อวนั ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 คณะรัฐมนตรีไดล้ งมติ อนุมตั ิให้วนั ท่ี 25 เมษายน ของทุกปี เป็ นวนั คลา้ ยวนั สวรรคตสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช และวนั ท่ี 18 มกราคม ของทุกปี เป็ นวนั ยทุ ธหัตถี ท้ังน้ี เ พื่อให้ เ ป็ น ไปต าม ห ลักฐ าน ที่ ราช บัณฑิ ตยส ถ าน แ ละ คณะกรรมการเอกลกั ษณ์ของชาติเสนอ ซ่ึงเป็ นผลทาให้ประวตั ิศาสตร์ ของวนั ยทุ ธหัตถีเปล่ียนไป ดงั น้นั เพื่อดารงความมุ่งหมายเดิมในการ กาหนดวันท่ีระลึกกองทัพไทยและกองทัพบก รวมท้ังเพ่ือให้ สอดคลอ้ งกบั มติของคณะรัฐมนตรีดงั กล่าว กระทรวงกลาโหมและ กองทพั บก จึงไดพ้ ิจารณาเปลี่ยนแปลงกาหนดวนั กองทพั ไทยและวนั กองทพั บก จากเดิมวนั ท่ี 25 มกราคม เป็ นวนั ท่ี 18 มกราคม ของทุกปี โดยเร่ิมใชค้ ร้ังแรกต้งั แตป่ ี พ.ศ.2550 เป็นตน้ ไป ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
18 มกราคม วนั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช หรือ สมเด็จพระสรรเพชญท์ ี่ 2 มี พระนามเดิมวา่ พระนเรศวร หรือ \"พระองคด์ า“ในปี พ.ศ.2098 ทรงหลง่ั น้าทกั ษิโณทก ณ เมืองแครง ประกาศอิสรภาพของชาติไทยโดยไม่ข้ึนกบั พม่าอีกต่อไป และทรงข้ึนครองราชยเ์ ป็ นพระมหากษตั ริยค์ รองกรุงศรี อยธุ ยา เม่ือวนั ท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ.2133 ทรงเป็ นกษตั ริยอ์ งคท์ ่ี 2 แห่ง ราชวงศส์ ุโขทยั สิริรวมการครองราชยส์ มบตั ิ 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อ วนั ท่ี 25 เมษายน พ.ศ. 2148 รวม พระชนมพรรษา 50 พรรษา ต่อมา รัฐบาลได้ตระหนักถึงพระราชวีรกรรมและคุณูประการอนั ยิ่งใหญ่ท่ี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีต่อประเทศชาติไทยอนั ควร จะได้ เทิดทูนพระเกียรติยศให้ปรากฏเป็ นพระบรมราชานุสาวรียแ์ ละประกาศ ในปัจจุบนั วนั ที่ ๑๘ มกราคม จึงถือเป็น \"วนั ยทุ ธหตั ถี” หรือ \"วนั สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช” ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
26 มกราคม วนั พ่ ขนุ เมง็ ราย พ่อขุนเม็งรายเป็ นโอรสของพระเจ้าลาวเมงแห่ งราชวงค์ ลวจกั ราชผคู้ รองหิรัญนครเงินยาง กบั พระนางอ้วั มิ่งจอมเมืองหรือพระ นางเทพคาขยาย ราชธิดาของเท้ารุ่งแก่นชาย เจ้าเมืองเชียงรุ้ง ในปี พ.ศ.1834 พ่อขุนเมง็ รายได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ใช้ เวลาสร้างนาน 5 ปี ในปี พ.ศ.1839 จึงเสด็จและสถาปนานครแห่งน้ีว่า \"เชียงใหม่\" พอ่ ขนุ เม็งรายทรงประสูติมาเพื่อเป็ นผกู้ อบกูแ้ ละรวบรวม ชาวไทยให้เป็ นกลุ่มเป็ นกอ้ น เพ่ือระงบั ทุกขเ์ ข็ญต่างๆ ในแผน่ ดินและ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดข้ึนในแควน้ ลานนาเป็ นเอนกประการ พระราชกรณียกิจท่ีสาคญั ของพระองค์โดยสังเขปมีดงั น้ี 1.ทรงสร้าง เมืองเอกในแว่นแควน้ ถึง 3 เมืองได้แก่ เมืองเชียงราย เมื่อ พ.ศ.1805 เมืองกุมกาม ( ปัจจุบนั คืออาเภอสารภีจงั หวดั เชียงใหม่ ) 2.ทรงแผพ่ ระเด ชาในทางการรบ ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
27 มกราคม วนั ยวุ กาชาด สานกั งานยวุ กาชาด เป็นหน่วยงานที่สร้างและพฒั นา “เยาวชน” ให้ เป็ น “อาสาสมัครท่ีพ่ึงพาได้” ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากน้ี เม่ือ ตระหนกั ถึงพลงั ของเยาวชนท้งั ในดา้ นความคิด ความสร้างสรรค์ ความรู้ สมยั ใหม่ สามารถสร้างความยง่ั ยืนของงาน “จิตอาสา” ให้แก่สังคมและ ชุมชนผ่านคุณค่าของความเป็ น “จิตอาสาสภากาชาดไทย” และสู่การเป็ น “อาสาสมคั รสภากาชาดไทย” ประวตั ิและการดาเนินงานของสานักงานยุวกาชาด กิจการยุว กาชาดไดร้ ับการสถาปนาข้ึนเม่ือวนั ท่ี 27 มกราคม พ.ศ.2465 โดยสมเด็จ เจา้ ฟ้ ากรมพระนครสวรรคว์ รพนิ ิต อุปนายกสภากาชาดสยามในขณะน้นั ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอพทุ ธมณฑล
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: