ธรรมวิจารณ์
ธรรมวจิ ารณ์ คอื การเลือกเฟน้ ขอ้ ธรรมโดยใชโ้ ยนิโสมนสกิ าร พจิ ารณาสอดสอ่ งใหถ้ ่องแทว้ า่ ธรรมประเภทไหนเป็นสทั ธรรมแท้ ธรรมประเภทไหนเป็นสทั ธรรมปฏิรูปโดยหาหลกั ฐานมา ประกอบอา้ งอิง เพ่ือใหท้ ราบวา่ เรอ่ื งนนั้ ท่านผกู้ ลา่ วมีความม่งุ หมายอย่างไร กวา้ งแคบ ตนื้ ลกึ แค่ไหนเพียงไร ในกสั สปสงั ยตุ นิทานวรรค กลา่ วไวม้ ีใจความวา่ สทั ธรรมปฏิรูป ยงั ไม่มีเพียงใด พระสทั ธรรมก็ยงั ทรงอยเู่ พียงนนั้ เม่ือสทั ธรรมปฏิรูปเกิดขนึ้ พระสทั ธรรมย่อมอนั ตรธานไป โมฆบรุ ุษ คอื คนเปลา่ ในพระศาสนานีเ้ อง เป็นผยู้ งั พระสทั ธรรมใหอ้ นั ตรธาน ธรรมสว่ นปรมตั ถปฏิปทา ธรรมวิจารณส์ ว่ นปรมตั ถปฏิปทา ทา่ นยกขอ้ ธรรมท่ีเป็นกระทตู้ งั้ ไว้ ๖ ประการ คือ นิพพิทา๑ วริ าคะ๑ วมิ ตุ ติ๑ วิสทุ ธิ๑ สนั ต๑ิ นิพพาน๑
ส่วนปรมัตถปฏปิ ทา
ธรรมวจิ ารณส์ ่วนปรมตั ถปฏปิ ทาทา่ น ธรรมวจิ ารณส์ ว่ นปรมตั ถปฏิปทาทา่ นยกหวั ขอ้ ธรรมไวใ้ หศ้ กึ ษา ๖ ประการ คือ ๑. นิพพทิ า ความหนา่ ย ๔. วิสทุ ธิ ความหมดจด ๒. วริ าคะ ความสนิ้ กาหนดั ๕. สนั ติ ความสงบ ๓. วมิ ตุ ติ ความหลดุ พน้ ๖. นิพพาน ความดบั ทกุ ข์
นิพพทิ า ความหน่าย อทุ เทส ๑. เอถ ปสฺสถิม โลก จิตฺต ราชรถปู ม ยตฺถ พาลา วิสที นฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานต สทู งั้ หลาย จงมาดโู ลกนีอ้ นั ตระการดจุ ราชรถ ท่ีพวกคนเขลาหมกอยู่ แตพ่ วก ผรู้ ูห้ าขอ้ งอยไู่ ม่ โลกวคั ค ธมั มบท ๒. เย จิตฺต สญฺญเมสสฺ นฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ผใู้ ดจกั ระวงั จิต ผนู้ นั้ จกั พน้ จากบว่ งแหง่ มาร จิตตวคั ค ธมั มบท
โลกมี ๒ อย่าง ๑.โดยตรง ไดแ้ ก่ แผน่ ดนิ เป็นท่ีอาศยั ๒.โดยออ้ ม ไดแ้ ก่ สตั วผ์ อู้ าศยั ในโลกทงั้ ๒ นีม้ ีสิ่งต่าง ๆ อยู่ ๓ อยา่ ง คือ ๑.)สงิ่ อนั ใหโ้ ทษโดยสว่ นเดียว เปรยี บดว้ ยยาพิษ ๒.)ส่ิงอนั ใหโ้ ทษในเม่ือเกินพอดี เปรยี บดว้ ยของมนึ เมา ๓.)สง่ิ อนั เป็นอปุ การะ เปรียบดว้ ยอาหาร และเภสชั แตใ่ ชใ้ นทางผดิ อาจ ใหโ้ ทษก็ได้
โลกมี ๒ อยา่ ง ผู้หมกอยใู่ นโลก คือ คนผไู้ รพ้ ิจารณ์ ไมห่ ย่งั เหน็ โลกโดยถอ่ งแท้ อาการทหี่ มกอยใู่ นโลก ๓ อย่าง คอื ๑. เพลิดเพลนิ ในสง่ิ อนั ใหโ้ ทษ ๒. ระเรงิ จนเกินพอดี ในสง่ิ อนั อาจใหโ้ ทษ ๓. ตดิ ในส่งิ เป็นอปุ การะ
โทษของการหมกอยู่ในโลก ผหู้ มกอย่ใู นโลกยอ่ มไดเ้ สวยทกุ ขบ์ า้ ง สขุ บา้ ง อนั ส่ิงนนั้ ๆ พงึ อานวย แมส้ ขุ ก็ เป็นเพียงสามิส คือ มีเหย่ือเจือดว้ ยของลอ่ ใจเป็นเหตแุ ห่งความติด ดจุ เหย่ือ คือ มงั สะอนั เบด็ เก่ียวไว้ เป็นผอู้ นั จะพงึ จงู ไปไดต้ ามปรารถนา ผู้ไมข่ ้องอยู่ในโลก คือ บณั ฑิตผพู้ จิ ารณาเหน็ ความเป็นจรงิ แหง่ ส่งิ นนั้ ๆ วา่ ฉนั ไรแลว้ ไมข่ อ้ ง ไม่พวั พนั ในสิง่ อนั ลอ่ ใจ ใคร ๆ ไม่อาจย่วั ใหต้ ดิ ดว้ ยประการใดประการหน่งึ ย่อมเป็นอิสระแก่ตน สมเดจ็ พระบรมศาสดาตรสั ชวนพทุ ธบรษิ ัทใหม้ าดโู ลก มิใช่เพ่ือใหห้ ลงชม ดจุ ดู ละคร เหน็ แก่สนกุ แตเ่ พ่ือใหห้ ย่งั เหน็ ซงึ้ ลงไปถงึ คณุ และโทษแหง่ ส่งิ นนั้ ๆ จะไดไ้ มต่ ่นื เตน้ ไมต่ ิดในส่งิ นนั้ ๆ ผู้พน้ จากบว่ งแหง่ มาร คอื ผสู้ ารวมจิตไวอ้ ยู่ ไม่ปลอ่ ยใหเ้ พลิดเพลิน ระเรงิ พวั พนั ในส่งิ อนั ลอ่ ใจ
อาการสารวจจติ มี ๓ ประการ ๑.สารวมอนิ ทรยี ์ มิใหค้ วามยนิ ดีครอบงาในเม่ือเหน็ รูป ฟังเสยี ง ดม กล่นิ ลมิ้ รส ถกู ตอ้ งโผฎฐัพพะอนั นา่ ปรารถนา (อนิ ทรยี สงั วรศีล) ๒.มนสิการกมั มฎั ฐาน อนั เป็นปฏิปักษต์ อ่ กามฉนั ทะ คอื อสภุ ะ และ กายคตาสติ หรอื (กมั มฏั ฐาน) อนั ยงั จิตใหส้ ลด คือ มรณสติ (สมถ กมั มฏั ฐาน) ๓.เจรญิ วิปัสสนา คือ พจิ ารณาสงั ขารแยกออกเป็นขนั ธ์ สนั นิษฐาน เหน็ เป็นสภาพไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา (วปิ ัสสนากมั มฏั ฐาน)
มารและบ่วงแหง่ มาร มาร คอื โทษท่ีลา้ งผลาญคณุ ความดีและทาใหเ้ สยี คน ไดแ้ ก่ กิเลส กาม คือเจตสิก (ส่งิ ท่ีเกิดภายในใจ) อนั เศรา้ หมอง ชกั ใหใ้ คร่ ใหร้ กั ใหอ้ ยาก ได้ กลา่ วคือ ตณั หา ความทะยานอยาก ราคะ ความกาหนดั อรติ ความ ขงึ้ เคียด เป็นอาทิ บว่ งแห่งมาร คือ อารมณเ์ ครือ่ งผกู จิตใหต้ ดิ แหง่ มาร เหมือนมงั สะ อนั เบด็ เก่ียวไว้ เป็นเหตใุ หป้ ลามากินแลว้ ถกู เบด็ เก่ียวใหต้ ดิ อยู่ ไดแ้ ก่ วตั ถุ กาม คือ รูป เสียง กล่นิ รส โผฎฐัพพะ อนั เป็นของน่าชอบใจ
ปฏปิ ทาแหง่ นิพพทิ า อุทเทส สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ สงฺขารา ทกุ ฺขาติ สพฺเพ ธมมฺ า อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสสฺ ติ อถ นิพฺพนิ ฺทติ ทกุ ฺเข เอส มคฺโค วิสทุ ฺธิยา เม่ือใด เหน็ ดว้ ยปัญญาวา่ สงั ขารทงั้ หลายทงั้ ปวงไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงเป็นอนตั ตา เม่ือนนั้ ยอ่ มหนา่ ยในทกุ ข์ น่นั ทางแหง่ วสิ ทุ ธิ
มัคควคั ค ธัมมบท สังขาร ในพระพทุ ธพจนน์ ี้ ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ (มีความหมายวา่ ถกู ปัจจยั คอื กรรม จิต อตุ ุ อาหาร ปรุง แตง่ ) สงั ขารในเบญจขนั ธ์ ไดแ้ ก่ อารมณอ์ นั เกิดกบั จิต เช่น รกั ชงั วิตก วจิ าร เป็นตน้ (มีความหมายวา่ เครอ่ื งปรุงจิต) สังขารมลี ักษณะเสมอกันเป็ น ๓ คอื ๑. อนิจจตา ความไมเ่ ท่ียง ๒. ทกุ ขตา ความเป็นทกุ ข์ ๓. อนตั ตตา ความเป็นอนตั ตา
อนิจจตาความไม่เทย่ี งกาหนดรู้ได๓้ ทาง(๑) ๑. ความเกิดขนึ้ ในเบือ้ งตน้ และความสนิ้ ไปในเบือ้ งปลาย ไดใ้ นบาลวี า่ อนิจฺจา วต สงฺขารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น อปุ ปฺ ชฺชิตฺวา นริ ุชฺฌนฺติ สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ท่ียงหนอ มีความเกิดขนึ้ และความสนิ้ ไปเป็น ธรรมดา เกิดขนึ้ แลว้ ยอ่ มดบั ไป ๒. ความแปรในระหวา่ งเกิดและดบั ไดใ้ นบาลวี า่ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคณุ า อนปุ พุ ฺพ ชหนฺติ. กาลยอ่ มลว่ งไป ราตรยี อ่ มผา่ นไป ชนั้ แหง่ วยั ยอ่ มละลาดบั ไป
อนิจจตาความไม่เทยี่ งกาหนดรู้ได๓้ ทาง(๒) ระยะเวลาในระหวา่ งเกิดและดบั เรยี กว่า วยั แบง่ ออกเป็น ๓ คือ ๑.ปฐมวยั ระยะเวลาไมเ่ กิน ๒๕ ปี ๒.มชั ฌิมวยั ระยะเวลาอยใู่ น ๕๐ ปี ๓.ปัจฉิมวยั ระยะเวลาพน้ ๕๐ ปี ออกไปตลอดอายุ ความแปรแหง่ สงั ขารผา่ นวยั ทงั้ ๓ นนั้ เปรยี บดว้ ยเดนิ ขา้ ม สะพานสงู ขนึ้ (ปฐมวยั ) แลว้ ราบ (มชั ฌิมวยั ) แลว้ ต่าลง ๆ (ปัจฉิมวยั )
อนิจจตาความไม่เทย่ี งกาหนดรู้ได๓้ ทาง(๓) ๓. ความแปรแห่งสงั ขารในช่วั ขณะหนง่ึ ๆ คือ ไมค่ งท่อี ย่นู าน เพียงใน ระยะกาลนิดเดยี วก็แปรแลว้ ไดใ้ นคาถามาในวสิ ทุ ธิมรรค วา่ ชีวิต อตตฺ ภาโว จ สขุ ทกุ ฺขา จ เกวลา เอกจิตตฺ สมา ยตุ ตฺ า ลหโุ ส วตตฺ เต ขโณ ชีวิต อตั ตภาพ และสขุ ทกุ ขท์ งั้ มวลประกอบกนั เป็นธรรมเสมอดว้ ยจิตดวง เดียว ขณะยอ่ มเป็นไปพลนั ความแปรเรว็ อย่างนี้ ยอ่ มกาหนดเหน็ ชดั ในนามกาย (จิตใจ) เช่น บางขณะนกึ อารมณอ์ ยา่ งนนั้ บางขณะนกึ อารมณอ์ ยา่ งนี้ บางขณะสขุ บางขณะทกุ ข์ เป็นตน้
สรุปอนิจจลกั ษณะแหง่ สังขาร ความเกิดแลว้ ดบั และความแปรในระหวา่ งแหง่ สงั ขารดงั กลา่ วมา สรุป เขา้ ในบาลวี า่ อปุ ปฺ ชฺชติ เจว เวติ จ อญฺญถา จ ภวติ ยอ่ มเกิดขนึ้ ดว้ ยเทียว ยอ่ มเส่อื มสนิ้ ดว้ ย ยอ่ มเป็นอยา่ งอ่ืนดว้ ย นีเ้ ป็น อนิจจลกั ษณะ คือ เคร่อื งกาหนดวา่ ไมเ่ ท่ียงแหง่ สงั ขาร
อนิจจลกั ษณะได้ในสังขาร ๒ อนิจจลกั ษณะนีย้ อ่ มไดท้ งั้ ในอปุ าทนิ นกะ คือ สงั ขารมีใจครอง ทงั้ ใน อนปุ าทินนกะ คือ สงั ขารไมม่ ีใจครอง ทุกขฺ ตา ความเป็นทกุ ขแ์ หง่ สงั ขาร ยอ่ มกาหนดเหน็ ดว้ ยทกุ ขอ์ ยา่ งนี้ ๑. สภาวทกุ ข์ ทกุ ขป์ ระจาสงั ขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ ๒. ปกิณณกทกุ ข์ ทกุ ขจ์ ร คือ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนสั อุ ปายาส ๓. นิพทั ธทกุ ข์ ทกุ ขเ์ นืองนิตย์ หรอื ทกุ ขเ์ ป็นเจา้ เรอื น ไดแ้ ก่ หนาว รอ้ น หวิ ระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปัสสาวะ
อนิจจลักษณะไดใ้ นสังขาร ๒ ๔. พยาธิทกุ ข์ หรอื ทกุ ขเวทนา มีประเภทตา่ ง ๆ ตามสมฏุ ฐาน คือ อวยั วะอนั เป็นเจา้ การ ไมท่ าหนา้ ท่ีโดยปกติ ๕. สนั ตาปทกุ ข์ ทกุ ขค์ ือความรอ้ นรุม่ ไดแ้ ก่ ความกระวนกระวายเพราะ ถกู ไฟ คอื กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เผา ๖. วิปากทกุ ข์ หรอื ผลกรรม ไดแ้ ก่ วปิ ฏิสาร คอื ความรอ้ น การเสวย กรรมกรณ์ คือ การถกู ลงอาชญา ความฉิบหาย ความตกยาก และความตกอบาย ๗. สหคตทกุ ข์ ทกุ ขไ์ ปดว้ ยกนั หรอื ทกุ ขก์ ากบั กนั ไดแ้ ก่ ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ความวติ กกงั วลกบั ลาภเป็นตน้ นนั้
อนิจจลักษณะไดใ้ นสังขาร ๒ ๘. อาหารปรเิ ยฎฐิทกุ ขค์ อื ทกุ ขใ์ นการหากิน ไดแ้ ก่ อาชีวทกุ ข์ ทกุ ขเ์ น่ืองดว้ ย การเลยี้ งชีวิต ๙. ววิ าทมลู กทกุ ข์ คือ ทกุ ขม์ ีววิ าทเป็นมลู ไดแ้ ก่ ความไมโ่ ปรง่ ความ กลวั แพ้ ความหว่นั หวาด มีเน่ืองมาจากทะเลาะกนั กด็ ี สคู้ ดีกนั ก็ดี รบกนั ก็ดี ๑๐. ทกุ ขขนั ธ์ หรอื ทกุ ขร์ วบยอด หมายเอาสงั ขาร คือ ประชมุ เป็นปัญจ ขนั ธน์ ่นั เอง
อนิจจลกั ษณะได้ในสังขาร ๒ การพิจารณาเหน็ สงั ขารวา่ เป็นทกุ ขเ์ ต็มท่ี อนั จะนาไปสนู่ ิพพทิ า ความหนา่ ยในสงั ขาร คือ การเหน็ ทกุ ขขนั ธน์ ี้ ส่วนทกุ ขห์ มวดอ่นื พอเป็นเครือ่ งกาหนดเหน็ สงั ขารวา่ เป็นทกุ ขเ์ ทา่ นนั้ การรูจ้ กั ใชญ้ าณกาหนดเหน็ ทกุ ขอ์ ยา่ งละเอยี ด (แม)้ ท่โี ลกเหน็ วา่ เป็นสขุ มสี หคตทกุ ข์ เป็นนิทศั นะ ไดใ้ นบาลีว่า ทกุ ฺขเมว หิ สมโฺ ภติ ทกุ ฺข ตฏิ ฐติ เวติ จ นาญฺญตฺร ทกุ ฺขา สมโฺ ภติ นาญฺญตฺร ทกุ ฺขา นิรุชฺฌติ ก็ทกุ ขน์ ่นั แลยอ่ มเกิดขนึ้ ทกุ ขย์ อ่ มตงั้ อยู่ ยอ่ มเส่อื มสนิ้ ไปดว้ ย จากทกุ ขห์ าอะไรเกิดมิได้ นอกจากทกุ ขห์ าอะไรดบั มไิ ด้ บาลีนี้ เพง่ ทกุ ขห์ มวด ๑๐ นี้ ท่านจดั ความเป็นสภาพถกู ความเกิด และความสนิ้ บีบคนั้ เป็นทกุ ขลกั ษณะ เครอื่ งกาหนดวา่ เป็นทกุ ขแ์ หง่ สงั ขาร เม่อื เพง่ ถงึ สภาพท่ถี กู ความเกิด และความสนิ้ บีบคนั้ เป็นทกุ ขลกั ษณะ ดงั นนั้ ทกุ ขลกั ษณะจงึ ไดใ้ นสงั ขารทงั้ ๒ คือ อปุ าทินนกสงั ขาร และอนปุ าทนิ นกสงั ขาร
อนตตฺ ตา ความเป็ นอนัตตาแหง่ สังขาร พงึ กาหนดรูด้ ว้ ยอาการ ๕ เหลา่ นี้ คือ ๑. ดว้ ยไม่อย่ใู นอานาจ หรอื ฝืนความปรารถนา ชีวิตไม่ไดอ้ ยา่ งใจหวงั เสมอไป ๒. ดว้ ยแยง้ ตอ่ อตั ตา เป็นเครอ่ื งพิสจู นว์ ่า อตั ตาท่ีลทั ธิอ่ืนบญั ญตั นิ นั้ ไมม่ ี ๓. ดว้ ยความเป็นสภาพหาเจา้ ของมิได้ ไม่มีใครมีสิทธิในอะไรท่ีแทจ้ รงิ ๔. ดว้ ยความเป็นสภาพสญู เป็นภาพลวงตา เหมือนพยบั แดดหรอื รถ เรอื นเป็นตน้ ๕. ดว้ ยความเป็นสภาวธรรมเป็นไปตามเหตปุ ัจจยั ไม่มีผสู้ รา้ งหรอื อานาจดล บนั ดาลใด ๆ ทงั้ สิน้ อนตั ตลกั ษณะ เครอ่ื งหมายของความเป็นอนตั ตาแหง่ สงั ขาร มตคิ า้ นอตั ตาของ ลทั ธิอ่ืนท่ีเช่ือความเวยี นเกิดวา่ ในรูปกายนีม้ ีอตั ตาสงิ อยู่ เป็นผคู้ ดิ เป็นผเู้ สวยเวทนา และ สาเรจ็ อาการอย่างอ่ืนอีก
อนตตฺ ตา ความเป็ นอนัตตาแหง่ สังขาร ทงั้ สองฝ่ายประจวบกนั เขา้ เกิดวญิ ญาณ (เหน็ รูป) แตน่ นั้ เกิดสมั ผสั เวทนา สญั ญา สญั เจตนา ตณั หา วติ ก วจิ าร โดยลาดบั ดงั แสดงเป็นบาลีวา่ ยงกฺ ญิ จฺ ิ สมุทยธมมฺ สพพฺ นฺต นิโรธธมมฺ ส่งิ ใดมคี วามเกิดขนึ้ เป็นธรรมดา ส่งิ นนั้ ลว้ นมีความดบั เป็นธรรมดา ความคดิ อา่ น ความเสวยเวทนา และอาการอย่างอ่นื เป็นกิจ (หนา้ ท่ี) แหง่ จิต และเจตสิก มิใชแ่ หง่ อตั ตา พระพทุ ธศาสนารบั วา่ มจี ตุ จิ ิต จิตท่ที าหนา้ ท่เี คล่อื นยา้ ย ดว้ ยคาวา่ จติ เฺ ต สงกฺ สิ ฏิ เฐ ทคุ คฺ ติ ปาฏกิ งขฺ า เม่อื จิตเศรา้ หมอง จาหวงั ทคุ ติ จติ เฺ ต อสงกลิ ฏิ เฐ สุคติ ปาฏกิ งขา เมอ่ื จติ ไม่เศร้าหมองสุคตยิ อ่ มหวังได้ และรบั รองปฏิสนธิจิต (จิตท่ที าหนา้ ท่สี ืบตอ่ ) ดว้ ยคาวา่ วญิ ญาณปจฺจยา นามรูป นาม รูป ยอ่ มเกิดมเี พราะวิญญาณเป็นปัจจยั โดยนยั นี้ บทวา่ อนตั ตา มคี วามตามพยญั ชนะวา่ มิใชต่ วั มใิ ช่ตน แยง้ ตรงตอ่ อปุ าทาน (ความถือผิดวา่ มผี สู้ รา้ ง หรอื อานาจดลบนั ดาล)
อนตตฺ ตา ความเป็ นอนัตตาแหง่ สังขาร มติฝ่ายพระพทุ ธศาสนาแยง้ วา่ ไมม่ อี ตั ตาอยา่ งนนั้ เป็นแต่สภาวธรรมเกิดขนึ้ เพราะเหตุ สนิ้ เพราะสนิ้ เหตุ ดงั แสดงในบาลีว่า เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา เตส เหตุ ตถาคโต เตสญจ โย นโิ รโธ จ เอววาที มหาสมโณ ธรรมเหลา่ ใด มเี หตเุ ป็นแดนเกิด พระตถาคตตรสั เหตแุ หง่ ธรรม และตรสั ความ ดบั แหง่ ธรรมเหลา่ นนั้ พระมหาสมณะตรสั อยา่ งนี้ และมติฝ่ายพระพทุ ธศาสนา แสดงความเกิดแหง่ ธรรมเน่ืองกนั เป็นสายดงั แสดง ความเกิดแหง่ วิถีจิตวา่ อาศยั อายตนะภายใน มจี กั ษุ เป็นตน้ อาศยั อายตนะภายนอก มรี ูป เป็นตน้
อธบิ ายคาว่า ธรรมทงั้ ปวงเป็ นอนัตตา บาลแี สดงอนตั ตลกั ขณะวา่ ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงเป็นอนตั ตา ไมว่ า่ สงั ขารเหมือนใน ๒ คาถาขา้ งตน้ เพราะอนจิ จลกั ษณะและทกุ ขลกั ษณะ ยอ่ มไดเ้ ฉพาะในสงั ขาร (ส่ิงท่ีถกู ปัจจยั คือ กรรม จิต อตุ ุ อาหาร ปรุงแตง่ ) สว่ นอนตั ตลกั ขณะ ยอ่ มไดท้ งั้ ในสงั ขารและวสิ งั ขาร (ส่งิ ท่ีไมถ่ กู ปัจจยั ปรุงแตง่ คือ นิพพาน) ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งใชค้ าวา่ ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงเป็นอนตั ตา
อนัตตาไมใ่ ช่มจิ ฉาทฏิ ฐิ ความเหน็ อนตั ตาพงึ ปรารถนาโยนิโสมนสกิ ารกากบั จะไดก้ าหนดรูส้ จั จะ ทงั้ ๒ คือ ๑. สมมติสจั จะ จรงิ โดยสมมติ เชน่ บิดา มารดา มจี รงิ เป็นตน้ ๒.ปรมตั ถสจั จะ จรงิ โดยปรมตั ถะ คือ อรรถอนั ลกึ เชน่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เป็นตน้ อนง่ึ ความเหน็ อนตั ตา จะไดล้ ะทฏิ ฐิมานะ คือ ความถือผดิ และ ความถือตวั และกิเลสอยา่ งอ่ืน อนั เน่ืองมาจากการถือเรา ถือเขา ถือก๊ก ถือ พวก
ความหน่ายทเี่ รียกวา่ นิพพทิ า ผพู้ จิ ารณาเหน็ ดว้ ยปัญญาวา่ สงั ขารทงั้ ปวงไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เป็น อนตั ตา ดว้ ยอาการดงั กลา่ วแลว้ ยอ่ มหน่ายในทกุ ขขนั ธ์ ไมเ่ พลิดเพลนิ หมกมนุ่ ในสงั ขารอนั ย่วั ยวนเสน่หา ความหน่ายนนั้ เรยี กวา่ นิพพทิ า นิพพทิ าท่ีเกิดดว้ ยปัญญา จดั เป็นนิพพิทาญาณ ยอ่ มเป็นปฏิปทา คือ ทางแหง่ วิสทุ ธิ ความหมดจด ความผ่องแผว้ แหง่ จิต
วริ าคะ ความสนิ้ กาหนัด อุทเทส ๑. นิพฺพนิ ฺท วริ ชฺชติ เม่ือหนา่ ย ยอ่ มสนิ้ กาหนดั อนัตตลักขณสูตร ๒.วริ าโค เสฏฺ โฐ ธมมฺ าน วริ าคะ เป็นประเสรฐิ แหง่ ธรรมทงั้ หลาย มัคควัคค ธัมมบท
วริ าคะ ความสนิ้ กาหนัด มัคควัคค ธัมมบท ๓.สขุ า วิราคตา โลเก กามาน สมติกฺกโม วริ าคะ คอื ความกา้ วลว่ งเสียดว้ ยดี ซง่ึ กามทงั้ หลายเป็นสขุ ในโลก พุทธอุทาน มหาวัคค วนิ ัย วริ าคะ เป็นยอดแหง่ ธรรมทงั้ ปวง ทงั้ ท่ีเป็นสงั ขตะ คือ อนั ธรรมดาแตง่ ทงั้ ท่ีเป็น อสงั ขตะ คือ อนั ธรรมดามไิ ดแ้ ตง่
ไวพจน์ คอื คาสาหรับเรียกแทนกนั แหง่ วริ าคะ ๘ อยา่ ง ๑. มทนิมฺมทโน ธรรมยงั ความเมาใหส้ รา่ ง ๒. ปิปาสวนิ โย ความนาเสียซง่ึ ความระหาย ๓. อาลยสมคุ ฺฆาโต ความถอนขนึ้ ดว้ ยดีซง่ึ อาลยั ๔. วฏฺ ฏปู จฺเฉโท ความเขา้ ไปตดั เสียซง่ึ วฏั ฏะ ๕. ตณหกฺขโย ความสนิ้ แหง่ ตณั หา ๖. วริ าโค ความสนิ้ กาหนดั ๗. นิโรโธ ความดบั ๘. นิพฺพาน ธรรมชาตหิ าเคร่อื งเสียบแทงมไิ ด้
ไวพจน์ คอื คาสาหรับเรียกแทนกนั แหง่ วิราคะ ๘ อย่าง ความเมาในอารมณย์ ่วั ยวนใหเ้ กิดความเมาทกุ ประการ เชน่ สมบตั แิ หง่ ชาติ สกลุ อสิ รยิ ะ บรวิ าร ก็ดี ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ก็ดี ความเยาวว์ ยั ความหาโรคมิได้ และ ชีวติ ก็ดี ช่ือวา่ ความเมา ความกระวนกระวาย เพราะเหตแุ หง่ ความอยากเปรยี บดว้ ยอาการระหายนา้ ช่ือวา่ ความระหาย ความติดพนั ความหว่ งใยในปิยารมณ์ ช่ือวา่ อาลยั ความเวียนเกิดดว้ ยอานาจ กิเลส กรรม และวิบาก ช่ือวา่ วฏั ฏะ ความอยาก ช่ือวา่ ตณั หา ความสนิ้ กาหนดั ปราศจากเสน่หา ฟอกจติ จากนา้ ยอ้ ม คือ กิเลสกาม ช่ือวา่ วิราคะ ความดบั ทกุ ขเ์ น่ืองมาจากดบั ตณั หา ช่ือวา่ นโิ รธ
ไวพจน์ คอื คาสาหรับเรียกแทนกัน แหง่ วิราคะ ๘ อยา่ ง แตน่ ิโรธศพั ทใ์ ชใ้ นความหมายธรรมดาก็มี เช่น คาวา่ เตสญจ โย นิโรโธ จ พระตถาคตตรสั ความดบั แหง่ ธรรมเหลา่ นนั้ ดว้ ย ยงฺกิญฺจิ สมทุ ยธมมฺ สพฺพนฺต นโิ รธธมมฺ สง่ิ ใดมีความเกิดขนึ้ เป็นธรรมดา สง่ิ นนั้ ทงั้ มวลมีความดบั เป็นธรรมดา เป็นตน้ หมายเอาความดบั คือ ระงบั จติ เจตสกิ (สญั ญา เวทนา) ในลาดบั แหง่ สมาบตั ิท่ี ๘ เรยี กวา่ นิโรธสมาบตั ิ ก็มี (เป็นช่ือสมาบตั ิอยา่ งหนง่ึ ) วริ าคะ อนั กลา่ วถึงในลาดบั แหง่ นพิ พิทา ไดแ้ ก่ อรยิ มรรค สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงประทานขอ้ สงั เกต วา่ ปรมตั ถปฏิปทา แสดงเฉพาะในทางละกิเลสกาม ไมก่ ลา่ วถงึ กิเลสสว่ นปฏิฆะเลย ชะรอยทา่ นจะเห็นวา่ กิเลสกามเป็นมลู แหง่ กิเลสสว่ นปฏิฆะ มีนิทศั นะ ตวั อยา่ ง เช่น อาฆาตจะเกิดขนึ้ ก็เพราะพบความติดขดั แหง่ ความปรารถนาเน่ืองดว้ ยปิยารมณ์
วิมุตติ ความหลุดพ้น อุทเทส ๑. วริ าคา วิมจุ ฺจติ เพราะสนิ้ กาหนดั ย่อมหลดุ พน้ อนัตตลักขณสูตร ๒.กามาสวาปิ จิตตฺ วมิ จุ ฺจิตฺถ ภวาสวาปิ จติ ฺต วิมจุ ฺจิตฺถ อวชิ ชาสวาปิ จิตฺต วิมจุ ฺจิตฺถ จิตพน้ แลว้ จากอาสวะเน่ืองดว้ ยกาม จากอาสวะเน่ืองดว้ ยภพ และจากอา สวะเน่ืองดว้ ยอวชิ ชา มหาวภิ ังค์ วนิ ัย
วิมุตติ ความหลุดพน้ ๓.วิมตุ ฺตสมฺ ึ วิมตุ ฺตมิติ ญาณ โหติ เม่ือหลดุ พน้ แลว้ ญาณวา่ หลดุ พน้ แลว้ ย่อมมี อนัตตลักขณสูตร
อาสวะเป็ นไวพจนแ์ หง่ กเิ ลส อาสวะนนั้ เป็นช่ือแหง่ เมรยั ก็มี เชน่ ผลาสโว นา้ ดองผลไม้ เป็นช่ือ แหง่ กิเลสก็มี เชน่ กามาสโว กิเลสเป็นเหตใุ คร่ คาวา่ อาสวะ ในท่ีนีไ้ ดแ้ ก่ กิเลสานสุ ยั คอื กิเลสอนั นอนตาม คือ ดองอยหู่ มกั อยใู่ นจิตตสนั ดาน ไดแ้ ก่ กิเลสอนั เป็นเจา้ เรอื น ดงั นนั้ อาสวะกบั กิเลสจงึ เป็นคาไวพจนแ์ หง่ กนั และกนั ในบาลเี รียกอาสวะ ในอรรถกถาเรยี ก กิเลสเป็นพืน้
วิมุตติ ความหลุดพ้น วิมตุ ติ แปลวา่ ความหลดุ พน้ จากกิเลส เป็นไดท้ งั้ โลกิยะ และโลกตุ ตระ ท่ีเป็นโลกตุ ตระ ก็เป็นไดท้ งั้ อรยิ มรรค และอริยผล วมิ ตุ ติ มาในลาดบั แหง่ วิราคะ ด่งั ในบาลีกระททู้ ่ี ๑ ไดแ้ ก่ อรยิ ผล (เพราะวิราคะเป็นอรยิ มรรค) เป็นโลกตุ ตระ วิมตุ ตใิ นบาลีกระททู้ ่ี ๒ ทา่ นแสดงในลาดบั การรูแ้ จง้ อรยิ สจั ๔ เป็น อรยิ มรรค (เพราะเพิง่ หลดุ พน้ จากกิเลส) เป็นโลกตุ ตระ วิมตุ ติในบาลีกระททู้ ่ี ๓ เป็นปัจจเวกขณญาณ เรยี กวา่ วมิ ตุ ติ ญาณทสั สนะ เป็นโลกิยะ เพราะไมไ่ ดท้ าหนา้ ท่ีละกิเลส เพียงแตต่ รวจดกู ิเลสท่ี ละได้ และยงั ละไมไ่ ด้
วมิ ุตติ ๕ ๑. ตทงั ควิมตุ ติ ความหลดุ พน้ ดว้ ยองคน์ นั้ ๆไดแ้ กก่ ารระงบั อกศุ ลเจตสิกไดเ้ ป็นคราวๆ ๒. วิกขมั ภนวมิ ตุ ติ ความหลดุ พน้ ดว้ ยขม่ ไว้ ไดแ้ ก่ การระงบั กิเลส และอกศุ ลธรรม ดว้ ยกาลงั ฌาน วมิ ุตตทิ งั้ ๒ นี้ เป็ นโลกยิ วมิ ุตติ ๓. สมจุ เฉทวิมตุ ติ ความหลดุ พน้ ดว้ ยตดั ขาด ไดแ้ ก่ ระงบั กิเลสดว้ ยอรยิ มรรค ๔. ปฏิปัสสทั ธิวิมตุ ติ ความหลดุ พน้ ดว้ ยความสงบราบคาบ ไดแ้ ก่ อรยิ ผล ๕. นิสสรณวิมตุ ติ ความหลดุ พน้ ดว้ ยออกไปเสยี ไดแ้ ก่ นิพพาน วมิ ุตตทิ งั้ ๓ ขอ้ นีเ้ ป็ นโลกุตตรวมิ ุตติ วิมตุ ติ เป็นไดท้ งั้ โลกิยะ โลกตุ ตระ อรยิ มรรค และอรยิ ผล ดงั นีแ้ ล
วปิ ัสสนาญาณ ๙ ความบริสุทธภิ์ ายในย่อมดดี ้วยปัญญา อันเกิดจากวปิ ัสสนาญาณ ผพู้ ิจารณามาเหน็ ดว้ ยปัญญาว่า สงั ขารไมเ่ ท่ยี ง เพราะเพ่งความเกิดและความดบั นีเ้ ป็น อทุ ยพั พยญาณ คอื เหน็ เกิดดบั เพราะเพง่ ความแปรในช่วั ขณะ จดั เป็นภงั คญาณ คือ เหน็ ย่อยยบั เพราะเหน็ สงั ขารย่อยยบั จงึ เหน็ สงั ขารเป็นของน่ากลวั จดั เป็นภยตปู ัฏฐานญาณ เลง็ เหน็ สงั ขารวา่ เป็นทกุ ข์ นีจ้ ดั เป็นอาทีนวญาณ คอื เหน็ โทษ ความหนา่ ยในลาดบั (การเหน็ โทษ) เป็นนิพพทิ าญาณ นิพพิทานนั้ ย่อมเป็นปฏิปทาเคร่อื งสาวไปถงึ ความเป็นผใู้ ครจ่ ะปลดอปุ าทานเสยี อนั จดั เป็นมญุ จิตกุ มั ยตาญาณ ความพิจารณาหาอบุ าย จดั เป็นปฏิสงั ขาญาณ ความวางเฉยในสงั ขาร จดั เป็นสงั ขารุเปกขาญาณ โดยลาดบั กนั
บริสุทธิด์ ว้ ยปัญญา บางลทั ธิเช่ือวา่ บาปท่ีทาแลว้ อาจลอยเสียดว้ ยทาพิธีเม่ืออาบนา้ บาง ลทั ธิถือวา่ ออ้ นวอนพระเจา้ เพ่ือโปรดยกประทานไดอ้ ยู่ ฝ่ายพระพทุ ธศาสนาถือวา่ ทาบาปเอง ยอ่ มเศรา้ หมองเอง ไมท่ าบาป เอง ยอ่ มหมดจดเอง ความหมดจดและความเศรา้ หมอง เป็นของเฉพาะตวั คน อ่ืนยงั คนอ่ืนใหห้ มดจดหาไดไ้ ม่ โดยนยั นีถ้ ือวา่ ความบรสิ ทุ ธิ์ภายในยอ่ มมีได้ ดว้ ยปัญญาอนั เกิดจากวิปัสสนาญาณ ฯ
วิปัสสนาญาณ ๙ แตน่ นั้ จดั เป็นสจั จานโุ ลมกิ ญาณ คอื เหน็ อนโุ ลมอรยิ สจั (เล่อื นไหล ไปฝ่ังโลกตุ ตระ) เป็นวิปัสสนาญาณคารบ ๙ อยใู่ นหวั ตอ่ แหง่ ภาวะเป็นปถุ ชุ น และภาวะเป็นอรยิ ะ โคตรภญู าณก็เรยี ก หมายความวา่ ญาณครอบโคตร คอื ลว่ งภาวะเดิม (แตก่ ็ยงั ไมไ่ ดบ้ รรลมุ รรค) ตอ่ แตน่ ีเ้ ป็นวาระแหง่ อรยิ มรรค และอริ ยผล โดยลาดบั กนั นิพพทิ า ช่ือวา่ เป็นทางแหง่ วิสทุ ธิดว้ ยประการฉะนี้
อกี บรรยายหนึ่ง อุทเทส ๓.มคฺคานฏฺ ฐงฺคิโก เสฏฺ โฐ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสสฺ วิสทุ ฺธิยา ทางมีองค์ ๘ เป็นทางประเสรฐิ สดุ แหง่ ทางทงั้ หลาย ทางนนั้ แล ไมม่ ี ทางอ่ืนเพ่ือหมดจดแหง่ ทสั สนะ มัคควัคค ธัมมบท
ทางมอี งค์ ๘ นั้น คอื สมั มาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ สมั มาสงั กปั ปะ ความดารชิ อบ สมั มาวาจา เจรจาชอบ สมั มากมั มนั ตะ การงานชอบ สมั มาอาชีวะ เลยี้ งชีวติ ชอบ สมั มาวายามะ พยายามชอบ สมั มาสติ ระลกึ ชอบ สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจชอบ เป็นทางประเสรฐิ ท่ีสดุ และเป็นทางยอดแหง่ สงั ขตธรรม ทางมีองค์ ๘ นีจ้ ดั เป็นสงั ขตธรรม เพราะเป็นเจตสกิ ยงั มีเกิดมีดบั อยู่
มรรค ๘ เทยี บกบั วสิ ุทธิ ๗ มรรค ๘ นาไปถงึ ความหมดจดแหง่ ทสั สนะอยา่ งไร พงึ รูด้ ว้ ยเทียบกบั วิ สทุ ธิ ๗ อยา่ งนี้ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชีวะ สงเคราะหเ์ ขา้ เป็นสลี วิสทุ ธิท่ี ๑ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ สงเคราะหเ์ ขา้ เป็นจิตตวิสทุ ธิท่ี ๒ อนั ไดแ้ ก่ สมาบตั ิ สมั มาทิฏฐิ และสมั มาสงั กปั ปะ ไดใ้ นวสิ ทุ ธิ ๕ ในลาดบั สมั มาสงั กปั ปะ ทากิจพจิ ารณา สมั มาทิฏฐิ ทากิจสนั นิษฐานเป็นชนั้ ๆ อยา่ งนี้ พิจารณาเหน็ สงั ขารโดยไตรลกั ษณ์ จดั เป็นทฏิ ฐิวสิ ทุ ธิ หมดจดแหง่ ความเหน็ นบั เป็นท่ี ๓
สันติ ความสงบ อุทเทส ๑. สนฺตมิ คฺคเมว พฺรูหย สจู งพนู ทางแหง่ ความสงบนนั้ แล มัคควัคค ธัมมบท ๒.นตฺถิ สนฺตปิ ร สขุ สขุ อ่ืนจากความสงบ ยอ่ มไม่มี สุขวัคค ธัมมบท ๓.โลกามิส ปชเห สนฺติเปกฺโข ผเู้ พง่ ความสงบ พงึ ละอามสิ ในโลกเสีย สคาถวัคค สยุตตฺ
สันติ ความสงบ สนั ติ ยอ่ มเป็นไปในไตรทวาร ไดใ้ นบาลีวา่ ใจของผนู้ นั้ สงบแลว้ กาย และวาจา กย็ อ่ มเป็นอนั สงบ การทาท่ีเวน้ จากการเบียดเบียนกนั การพดู ท่ีเวน้ จากวิวาทและ ผรุสวาท ใจนึกในทางเมตตา กรุณา นีค้ ือ กาย วาจา ใจ ท่ีสงบ ความสขุ อ่ืน ย่งิ ไปกวา่ ความสงบนี้ ยอ่ มไมม่ ี โลกามิส คือ รูป เสยี ง กล่นิ รส โผฏฐัพพะ เพราะเป็นเครื่องลอ่ ใจ ใหต้ ิดในโลก ดจุ เหย่ืออนั เบด็ เก่ียวอยู่ การทาใจมใิ หต้ ิดในส่งิ เหลา่ นนั้ (ช่ือวา่ ละ) ยอ่ มเป็นปฏปิ ทาของทา่ นผรู้ ู้ ผสู้ งบดีแลว้
นิพพาน อุทเทส ๑. นิพฺพาน ปรม วทนฺติ พทุ ฺธา พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลาย ยอ่ มกลา่ วนิพพานวา่ ยวดย่ิง พทุ ฺธวคั ค ธมั มบท ๒.นิพฺพานคมน มคคฺ ขิปปฺ เมว วิโสธเย พงึ รบี ชาระทางไปนิพพาน มคั ควคั ค ธมั มบท ๓.นิพฺพาน ปรม สขุ นิพพาน เป็นสขุ อย่างยวดย่ิง สขุ วคั ค ธมั มบท
นิพพานศัพท์ แปลได้ ๒ นัย ๑. แปลวา่ ดบั ๒. แปลวา่ หาของเสยี บแทงมิได้ นิพพานมีช่ือเรยี กในลทั ธิภายนอก พงึ เหน็ ในคาแหง่ โธตกมาณพ ทลู พระบรมศาสดาวา่ ขา้ แตพ่ ระภควา ขา้ พเจา้ ขอทลู ถามพระองค์ ขา้ แตพ่ ระองค์ ผแู้ สวงคณุ ใหญ่ ขอพระองคต์ รสั ขอ้ นนั้ แกข่ า้ พเจา้ ขา้ พเจา้ ฟังพระดารสั แลว้ พงึ ศกึ ษานิพพานของตน
นิพพานตามมตพิ ระพทุ ธศาสนา มติขา้ งพระพทุ ธศาสนา แยกเหตอุ นั แต่งสงั ขาร (อวชิ ชา) เป็นตน้ สาย นิพพานเป็นปลายสาย ปฏเิ สธอตั ตา แตย่ อมรบั ความเช่ือมถงึ กนั แหง่ จตุ จิ ติ ในภพหลงั และปฏสิ นธิจิตในภพหนา้ โดยอาการอย่างสืบสนั ตตใิ นชีวิตเดียวกนั กลา่ วความบรสิ ทุ ธิ์ดว้ ยประการทงั้ ปวงแหง่ จิต อนั ทอ่ งเท่ียวในสงั สารวฏั ท่ี การบรรลพุ ระอรหตั อนั สาเรจ็ ดว้ ยวิรยิ ะกบั ปัญญา ซง่ึ ตอ้ งบาเพญ็ บารมเี ป็นเวลาชา้ นาน กลา่ วถงึ การดบั แหง่ จิตอนั บรสิ ทุ ธิ์ (จิตของพระอรหนั ต)์ นนั้ ในปัจฉิมชาติ แลว้ ไมเ่ กิดอีก เป็นถึงท่สี ดุ เพยี งนี้ ว่าคอื นิพพาน นิพพานเป็ นอสงั ขตะ โดยนยั นี้ นิพพานอนั เป็นปลายสายยอ่ มจดั เป็นวิสงั ขาร มิใชส่ งั ขาร และ เป็น อสงั ขตะ อนั ปัจจยั มไิ ดแ้ ตง่ เพราะพน้ จากความเป็นสงั ขาร และอนั ปัจจยั มไิ ด้ แตง่ ใหเ้ กิดอีก
นิพพานมี ๒ อย่าง ในทกุ นิบาต อิติวตุ ตกะ ทรงแจกนิพพานไว้ ๒ อยา่ ง คือ ๑. สอปุ าทเิ สสนิพพาน ดบั กิเลสมีอปุ าทิเหลอื อยู่ ๒. อนปุ าทิเสสนิพพาน ดบั กิเลสไมม่ ีอปุ าทเิ หลอื อปุ าทิ แปลวา่ สง่ิ ท่ีกรรมและกิเลสเขา้ ยดึ โดยความเป็นผล ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ อนั เป็นผลแหง่ กรรมและกิเลส ในท่ีนีห้ มายถึง ขนั ธ์ ๕ ของพระ อรหนั ต์ นิพพานศัพท์ ๒ ความหมาย ทรงแสดงพระมตวิ า่ นพิ พานศพั ทห์ มายเอาสอปุ าทเิ สส ควรแปลวา่ หาของเสยี บแทงมิได้ หมายเอาอนปุ าทิเสส ควรแปลวา่ ดบั
พระพุทธพจนแ์ สดงปฏิปทา (ข้อปฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลุนิพพาน) (คาแปล) ๑. ภกิ ษุยนิ ดีในความไมป่ ระมาทแลว้ หรอื เหน็ ภยั ในความประมาทโดย ปกติ ยอ่ มไมพ่ อเพ่ือเส่อื มรอบ ยอ่ มปฏิบตั ใิ กลน้ ิพพานเทยี ว อปั ปมาทวคั ค ธมั มบท ๒. ภิกษุมีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ๓ ความไมป่ ระมาท และ ปฏิสนั ถาร ยอ่ มเป็นผไู้ มพ่ อเพ่ือเส่อื มรอบ ยอ่ ม ปฏิบตั ใิ กลน้ ิพพานเทยี ว คารวสตู ร สตั ตกงั คตุ ตร ๓. ฌานและปัญญามีในผใู้ ด ผนู้ นั้ ปฏิบตั ใิ กลน้ ิพพาน ภิกขวุ คั ค ธมั มบท
พระพทุ ธพจนแ์ สดงปฏิปทา (ข้อปฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลุนิพพาน) (คาแปล) ๔. ธีระชนเหลา่ นนั้ เขา้ ฌาน มีความเพียร ติดตอ่ มีความบากบ่นั ม่นั เป็นนิตย์ ยอ่ มถกู ตอ้ งนพิ พานอนั เกษมจากโยคะ หาธรรมอ่ืนย่งิ กวา่ ไมม่ ี อปั ปมาทวคั ค ธมั มบท ๕. ภิกษุ เธอจงวิดเรอื นี้ คืออตั ตภาพนี้ เรอื อนั เธอวดิ แลว้ จกั พลนั ถงึ เธอตดั ราคะและโทสะแลว้ แตน่ นั้ จกั ถึงนิพพาน ภิกขวุ คั ค ธมั มบท ๖. ภกิ ษุผเู้ ขา้ ไปตงั้ กายคตาสตแิ ลว้ สงั วรในบอ่ เกิดแหง่ ผสั สะ ๖ มีจิต ตงั้ ม่นั ตดิ ต่อ พงึ รูน้ ิพพานแหง่ ตน นนั ทวคั ค อทุ าน
Search